พิมพ์

พิธีโกนจุก

ชื่อรายการ
พิธีโกนจุก
ปีที่ขึ้นทะเบียน
พ.ศ. ๒๕๕๖
ภูมิภาค
ภาคกลาง
สาระสำคัญโดยรวม

พิธีโกนจุก เป็นพิธีกรรมและประเพณีที่มีมาแต่โบราณ และยังมีการปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน เด็กไทยในสมัยโบราณส่วนใหญ่นิยมไว้จุกกันทั่วไปเมื่อเด็กผู้หญิงมีอายุ ๑๑ปี เด็กผู้ชาย มีอายุประมาณ ๑๓-๑๕ ปี ซึ่งเป็นวัยที่ย่างเข้าสู่วัยหนุ่มสาวแล้วกจะต้อง ทำพิธีตัดตัดผมนี้ทิ้งไป เรียกว่า “พิธีมงคลโกนจุก” การโกนจุกพิธีหลวง คือ การโกนจุกของชั้นพระองค์เจ้าขึ้นไปเรียกว่า “พระราชพิธีโสกันต์” ของ เจ้านายชั้นรองๆลงมา เรียกว่า “เกศากันต์”

“พิธีมงคลโกนจุก” เป็นงานมงคลพิธีอันสำคัญของเด็กวาระหนึ่ง จึงจำต้องเตรียมการอย่างถี่ถ้วนดังนี้ คือ ต้องสอบหาวันและฤกษ์งามยามดีอันเป็นมงคลแก่การพิธี ที่สอดคล้องต้องกันกับชาตาชันษาเด็กเสียก่อน แล้วกำหนดวันจัดงานให้แน่นอน ซึ่งมักทำกัน ๒ วัน แล้วนิมนต์พระสงฆ์เพื่อมาสวดมนต์เย็นในวันสุกดิบและฉันเช้าในวันงาน เชิญโหราหรือพราหมณ์มาทำพิธีทางไสยศาสตร์พร้อมกับบอกเชิญแขก จะเชิญมากหรือน้อยตามฐานะ จากนั้นเตรียม อุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการจัดงานมีดังนี้คือโต๊ะหมู่บูชาพร้อมเครื่องสักการะ โต๊ะสำหรับวางพานมงคล พานใส่ใบบัว มีมีดโกนและกรรไกร พานล้างหน้าและพานรองเกี้ยว สายสิญจน์ ด้ายผูกข้อมือ แป้งเจิม แหวนนพเก้า ใบมะตูม ชุดถวายของพระ ไทยธรรม ภัตตาหาร เครื่องดื่มถวายพระและเลี้ยงแขกในงาน

เมื่อเตรียม อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว เจ้าภาพจะต้องจัดแต่งเหย้าเรือนให้สะอาดและสวยงามให้เหมาะสมเตรียมไว้สำหรับจัดพิธีมงคล เช่นดาดเพดานและแขวนเฟื่องห้อย ประดับธงทิว ราชวัติ ฉัตรชัย ตั้งเบญจา จัดอาสนะสำหรับพระสงฆ์ ตั้งโต๊ะหมู่พร้อมพระพุทธรูป เครื่องบูชา วงด้ายสายสิญจน์ จัดโต๊ะหรือม้าสำหรับวางเครื่องมงคลพิธี เตรียมที่ใส่น้ำมนต์ และเครื่องจุณเจิม เครื่องทวาทศมงคล ไว้ให้พร้อม

ครั้นเวลาเย็นของวันสุกดิบ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์โดยเจ้าภาพนำเด็กไปไว้ที่บ้านญาติ ซึ่งอยู่ห่างออกไป โกนผมรอบจุกของเด็ก แล้วแต่งตัวให้สวยงามเป็นพิเศษแล้วแห่มาจนถึงบ้านของตนเอง เข้ามานั่งฟังพระสวดมนต์ โดยสวมมงคลลงยังผมจุกของเด็กแล้วเอาสายสิญจน์ มาคล้องศีรษะเด็ก เมื่อพระสวดจบแล้ว ก็ปลดมงคลและสายสิญจน์ที่โยงไปสู่ที่บูชาพระออกจากศีรษะ หมอทำขวัญทำพิธีสู่ขวัญเด็ก เมื่อเสร็จพิธี พิณพาทย์ประโคม ลั่นฆ้องและโห่ร้องเอาชัย แล้วนำเด็กออกจากพิธี เปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดธรรมดาได้ เป็นการเสร็จพิธีตอนเย็นวันแรก คืนนี้อาจมีมหรสพสมโภช และกินเลี้ยงฉลองกัน

รุ่งขึ้นเช้าวันที่สอง เริ่มด้วยการเลี้ยงพระ เด็กนุ่งขาวห่มขาว ไม่ใส่ถุงเท้ารองเท้า พาไปนั่งยัง แบ่งผมจุกเด็กออกเป็น ๓ ปอย เอาสายสิญจน์ผูกปลายผมกับแหวนนพเก้าและใบมะตูมทั้งสามปอย ปอยละ ๑ วง เอาใบเงินใบทองแซมไว้ที่ผม และเอาหญ้าแพรกขมวดเป็นแหวนหัวพิรอดสวมครอบจุกไว้ เมื่อพระสงฆ์ปฏิบัติภัตกิจเรียบร้อยแล้วนำเด็กออกมายังมณฑลพิธี ชาวบ้านที่มาร่วมงานร่วมกันทำบุญตักบาตร นำอาหารถวายพระ เมื่อพระฉันเสร็จ ครั้นถึงเวลาฤกษ์ก็ลั่นฆ้องชัย พระสวด "ชยันโตฯ" พิณพาทย์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์มหาชัย ประธานสงฆ์ก็นำหอยสังข์ตักน้ำมนต์ รดศีรษะเด็ก แล้วใช้กรรไกรขลิบผมพอเป็นพิธี พอพระสงฆ์สวดถึงบทที่ว่า“สีเส ปฐวิโปก ขเร” ผู้เป็นประธานในพิธีตัดจุกปอยที่ ๑ ทันที จากนั้นผู้ใหญ่ในตระกูลตัดผมปอยที่ ๒ พ่อเด็กตัดปอยที่ ๓ แล้วให้ผู้ใหญ่อื่นๆทยอยตัดกันเป็นคนๆไป ผู้ร่วมตัดจุกไม่จำกัดบุคคลว่าเป็นผู้ใดแล้วแต่เจ้าของงานจะเชิญเจาะจงด้วยความนับถือ สุดท้ายญาติพี่น้อง และผู้โกนผมก็จะช่วยกันโกนจุกหรือเปียออก พราหมณ์ก็เป่าสังข์และดีดไม้บัณเฑาะว์ดับมลทินโทษทั้งปวง ต่อจากนี้จึงให้ช่างโกนผมให้แก่เด็กจนเรียบร้อยเกลี้ยงเกลา

เมื่อช่างได้โกนผมเด็กเรียบร้อยดีแล้ว ให้นำเด็กไปนั่งยังเบญจา พร้อมด้วยน้ำพระพุทธมนต์ที่ใส่ในคนโท ตั้งไว้บนม้าหมู่หนึ่ง นิมนต์พระสงฆ์ มาประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้แก่เด็ก ต่อจากนั้นบรรดาผู้ใหญ่และวงญาติตลอดทั้งแขกที่มาในงานนั้นต่างก็รดน้ำเด็ก และให้ศีลให้พรเพื่อความวัฒนาถาวรอยู่เย็นเป็นสุข ตามยศและอาวุโส

ครั้นเสร็จแล้วจึงนำเด็กไปแต่งตัวใหม่ ตอนนี้เด็กผู้ชายก็แต่งอย่างเด็กผู้ชาย เด็กหญิงแต่งอย่างผู้หญิง แสดงให้เห็นว่าพ้นจากความเป็นเด็กแล้ว สรวมมงคล ออกมานั่งที่หน้าพระสงฆ์ เจ้าภาพถวายภัตตาหาร เมื่อพระฉัน อนุโมทนาแล้ว ให้เด็กถวายเครื่องไทยธรรมด้วยตัวเด็กเอง หลังจากนั้นเอาด้ายมงคลสวมคอ ผูกข้อมืออวยพรเพื่อรับขวัญเด็ก ญาติพี่น้องก็จะทำขวัญด้วยการให้แก้วแหวนเงินทองตามแต่สมัครใจเป็นอันเสร็จพิธีตอนเช้าเพียงนี้

ส่วนผมของจุกที่ตัดนั้น จะทำพิธีทำขวัญจุกในตอนบ่ายโดยจะมีการเวียนเทียนสมโภชทำขวัญเด็กตามแบบพิธีพราหมณ์ เมื่อเสร็จพิธีทั้งสิ้นแล้ว จุกที่ตัดและผมที่โกนออกมานั้นจะเก็บใส่กระทงที่ทำด้วยใบบัวหรือใบบอนรวมทั้งใส่ ดอกไม้ ธูป เทียน ลงไปด้วย เสร็จแล้วนำไปลอยน้ำตามที่เห็นสมควร

การโกนจุก สำหรับชาวบ้านทั่วไป ในชนบท นั้นทำกันง่ายๆ โดยโกนกันเองที่บ้าน หรือ อาจพาไปโกนที่วัด เพื่อเป็นศิริมงคล พ่อแม่พี่ป้าน้าอา จะช่วยกันขลิบออก คนละนิดละหน่อย จนเกลี้ยงเกลา นับจากนั้นไป ชีวิตของเด็กจะเจริญวัย เป็นผู้ใหญ่ โดยสมบูรณ์

หลังจากโกนจุกแล้ว เด็กชายส่วนใหญ่ผู้ปกครองจะให้บวชเรียนเป็นสามเณร ส่วนเด็กหญิงจะได้รับการอบรมงานบ้านงานเรือนหรือไม่ก็ฝากตัวไว้ในรั้วในวังหรือตามบ้านขุนนางใหญ่ เพื่อเตรียมตัวในการออกเรือนในอนาคต

การไว้ผมจุกของเด็กไทยนั้นปรากฏอยู่ในทุกชนชั้น เนื่องจากความเชื่อเรื่องขวัญ และเรื่องแม่ซื้อกล่าวคือเมื่อเด็กพอที่จะหยิบจับอะไรเล่นได้แล้ว ผู้ปกครองก็จะหาดินมาปั้นเป็นตุ๊กตาพอหยาบ ๆ โดยปั้นตุ๊กตาให้มีทรงผมหลายแบบ เช่นผมจุก ผมโก๊ะ ผมเปีย และผมแกละ จากนั้นก็เอาตุ๊กตาเหล่านั้นมาให้เด็กเล่น ถ้าเด็กสนใจหยิบจับตุ๊กตาตัวไหนเป็นพิเศษ จะถือว่าทรงผมตามตุ๊กตานั้นคือทรงผมที่แม่ซื้อเลือกให้ทำให้เด็กแต่ละคนไว้ทรงผมไม่เหมือนกัน ซึ่งทรงผมแต่ละคนจะไม่จำกัดเพศ การให้เด็กเลือกตุ๊กตาเอง(เลือกทรงผมเอง) เชื่อว่า เด็กจะเลือกตามความพอใจของแม่ชื้อ และเมื่อเด็กไว้ทรงผมที่เลือกแล้ว เด็กจะแข็งแรงไม่จู้จี้ขี้อ้อน เพราะได้รับการดูแลจากแม่ซื้อนั้นเอง

อีกนัยหนึ่งเนื่องจากคนไทยมีความเชื่อว่า เด็กที่เลี้ยงยาก ดื้อ หรือเด็กที่มักเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อย ๆ ถ้าให้ไว้จุกหรือเปียแล้วก็จะหายจากเจ็บไข้เหล่านั้น และมีสุขภาพดี พอครบอายุแล้วก็จะต้องโกนจุกหรือเปีย ถ้าไม่โกนจะไม่เป็นผลดีกับเด็ก ถ้าโกนแล้วเด็กจะอยู่เย็นเป็นสุข

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    5283 views