พิมพ์

ประเพณีบุญบั้งไฟ

ชื่อรายการ
ประเพณีบุญบั้งไฟ
ปีที่ขึ้นทะเบียน
พ.ศ. ๒๕๕๖
ภูมิภาค
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สาระสำคัญโดยรวม

บุญบั้งไฟหรือบุญเดือนหกเป็นบุญประเพณีที่สำคัญของชาวอีสานที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณจนได้มีการกำหนดไว้ในประเพณี ๒๓ เดือน ควบกับครรลองปฏิบัติของฝ่ายปกครองหรือระบบการปกครองแบบอาญา ๔ อีสานโบราณซึ่งเรียกรวมกันว่า “ฮิตสิบสองคองสิบสี่” ในงานบุญบั้งไฟนั้นชาวอีสานจะร่วมแรงร่วมใจกันอย่างพร้อมเพียงและด้วยแรงศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง

บุญบั้งไฟได้มีวิวัฒนาการมาจากการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยการบูชาไฟ ด้วยดอกไม้ไฟมาเป็นการทำเป็นบุญบั้งไฟเพื่อขอฝน ชาวอีสานที่ปลูกข้าวน้ำฝนซึ่งเป็นอาหารหลัก การจุดบั้งไฟถือเป็นการเชื่อมโยงคติความเชื่อทางศาสนาและความเชื่อในเรื่องธรรมชาติโดยมีเป้าหมายหลักคือการส่งสัญญาณให้เทพที่ดูแลเกี่ยวกับน้ำฝน รับทราบว่านับแต่บัดนี้ไป มนุษย์โลกต้องการน้ำเพื่อการเพาะปลูกแล้วขอให้เทพที่มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลฟ้าฝนรับทราบและประทานฝนมาให้

บั้งไฟปกติจะมี ๓ ขนาด คือ บั้งไฟธรรมดา จะใช้ดินประสิวไม่เกิน ๒๓กิโลกรัม บั้งไฟหมื่น จะใช้ดินประสิว ๒๓ กิโลกรัม บั้งไฟแสนจะใช้ดินประสิว ๒๓๐ กิโลกรัม เมื่อทำบั้งไฟเสร็จแล้วก็จะมีการตกแต่งประดับประดาด้วยกระดาษสีอย่างสวยงาม ซึ่งเรียกเป็นภาษาพื้นบ้านว่า เอ้ ส่วนท่อนหัวและท่อนหางของบั้งไฟจะประกอบเป็นรูปต่างๆตามที่ต้องการส่วนมากจะเป็นรูปหัวพญานาค

เมื่อประดับประดา หรือ เอ้ เรียบร้อยแล้วขั้นต่อไปคือการแห่ ไปสมทบกับหมู่บ้านที่เป็นเจ้าภาพ โดยปกติบั้งไปไม่ได้ทำเฉพาะหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งเท่านั้น จะบอกบุญไปยังหมู่บ้านที่มีสายสัมพันธ์ต่อกัน และหมู่บ้านนั้นจะทำบั้งไฟมาร่วมด้วย เมื่อถึงเวลานัดหมายประมาณ๔-๕ โมงเย็นทุกขบวนทั้งหมู่บ้านที่เป็นเจ้าภาพและหมู่บ้านแขกจะแห่บั้งไฟเข้าไปบริเวณวัดขบวนแห่งบั้งไฟถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และสำคัญยิ่งซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคี ศิลปวัฒนธรรม ความสนุกสนาน และความดีงามทั้งหลาย ในขนวนแห่งจะมีการเซิ้งบั้งไฟและการละเล่นต่างๆที่แสดงถึงวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น เช่นการทอดแหหาปลา การสักสุ่ม บางขบวนก็จะมีการเล่นตลกในเชิงเพศสัมพันธ์แต่ขบวนเซิ้งหลักจะแต่งตัวสวยงามแบบโบราณใส่กระโจมหัวเซิ้งเป็นกาพย์ให้คติธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา มีความไพเราะและมีคติธรรมสอนใจ ถึงแม้จะมีการละเล่นตลกและบทเซิ้งสืบไปในทางเพศสัมพันธ์อยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญที่สร้างสีสันให้กับขบวนแห่ได้เป็นอย่างดีไม่ถือสา

หาความกันแต่อย่างไรส่วนหมู่บ้านอื่นที่มากับบั้งไฟก็จะได้รับการดูแลต้อนรับจากหมู่บ้านเจ้าภาพเป็นอย่างดี โดยหมู่บ้านเจ้าภาพจะเตรียมข้าวปลาอาหารที่สำคัญคือ ข้าวปุ้น (ขนมจีน) น้ำยาปลาย่าง (ปลากรอบ) พร้อมสุรายาสูบ(ยาเส้นมวนใบตองกล้วยแห้ง) ซึ่งจะแบ่งเป็นกลุ่มหรือเป็นคุ้มว่าคุ้มใดสำหรับดูแลหมู่บ้านใด โดยปกติ บุญบั้งไฟจะจัดเพียงสองวัน คือวันรวม ซึ่งเรียกว่าวันโฮม เป็นวันแห่ขบวนบั้งไฟไปรวมกันและวันจุด คือวันรุ่งขึ้นของวันโฮม

พอถึงวันรุ่งขึ้นชาวบ้านที่เป็นเจ้าภาพทั้งชายหญิงจะแต่งตัวสวยงามตามประเพณีท้องถิ่น ผู้ชายจะใส่ ผ้าโสร่งไหม ผู้หญิงจะใส่ผ้าซิ่น (สิ่น)ไหม นำอาหารคาวหวานที่ดีที่สุดที่นิยมกันในแต่ละท้องถิ่น พร้อมเครื่องไทยทานอื่นๆไปถวายพระที่วัด หลังจากพระฉันเสร็จจะให้พรจากนั้นชาวบ้านที่มาร่วมทำบุญจะรับประทานอาหารต่อจากพระเกือบทุกคนรวมทั้งแขกจากบ้านอื่นบางคนก็จะมารับประทานอาหารที่วัดร่วมด้วย เมื่อทุกอย่างที่วัดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะนำบั้งไฟไปที่ลานจุดซึ่งทำเป็นร้านหรือค้าง(ฮ้าน)บนต้นไม่สูงประมาณ ๓๐-๓๐ เมตร เพื่อให้หางบั้งไฟพ้นจากพื้นจากนั้นได้มีการจุดบั้งไฟที่นำมาไปตามลำดับที่จับฉลากได้เมื่อบั้งไฟทุกบั้งจุดหมดก็จะถือว่าเป็นการจบสิ้นของงานบุญบั้งไฟปีนั้น

งานบุญบั้งไฟได้สะท้อนให้เห็นปรัชญา ภูมิปัญญาและภูมิความดีอยู่หลายประการเป็นต้นว่าได้สะท้อนให้เห็นถึงวิถีการดำรงชีพของคนในท้องถิ่นที่ผูกพันอยู่กับการทำนาข้าวน้ำฝน ซึ่งต้องอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก ในขณะเดียวกันชาวบ้านก็มีความเชื่อว่ามีสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติสามารถบันดาลให้ธรรมชาติเป็นไปตามที่ต้องการได้ ดังนั้นเมื่อถึงฤดูการทำนาจึงทำบั้งไฟไปจุดเพื่อบอกให้พญาแถนรับรู้ เพื่อพญาแถนจะบันดาลให้ฝนตกลงมาให้มีนำทำนาต่อไปนอกจากนี้ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการสร้างสัมพันธไมตรีต่อกันของคนในสังคมที่อยู่รอบข้างโดยมีการบอกบุญไปยังหมู่บ้านข้างเคียงเพื่อให้นำบั้งไฟมาร่วมและวิธีการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในหมู่บ้าน โดยมีงานบุญบั้งไฟเป็นสื่อกลาง

จากที่กล่าวมาทั้งหมด บุญบั้งไฟเป็นภูมิปัญญาอันลึกซึ้งของบรรพบุรุษอีสานที่ได้สรรค์สร้างขึ้นมาเพื่อความสงบเรียบร้อย ความร่มเย็นเป็นสุขของสังคมมาตราบเท่าปัจจุบัน จึงควรที่คนรุ่นหลังจะสืบทอดจากมรดกที่มีคุณค่ายิ่งนี้ต่อไป

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    3057 views