พิมพ์

กะโลง

ชื่อรายการ
กะโลง
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

                                เมื่ออดีตประมาณ ๕๐-๖๐ ปีมาแล้ว การทานสลากย้อมเป็นที่นิยมกันมาก เพราะถือว่าเป็นประเพณีที่มีความสำคัญและยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา เชื่อว่าการทานสลากย้อมเป็นการทำบุญที่ได้อานิสงส์มาก ดังเอกสารที่กล่าวถึงอานิสงส์ของการถวายทานสลากภัต มีปรากฏอยู่อย่างมากมายตามวัดต่างๆ ในภาคเหนือ แต่ในปัจจุบัน ความเจริญทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นตัวแปรในการพัฒนา ปรับเปลี่ยน ส่งผลประเพณีวัฒนธรรมที่มีมาแต่ดั้งเดิมขาดการสืบทอด แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา การทำมาหากินก็เปลี่ยนจากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรม สังคมวัตถุนิยม ทำให้ผู้ต้องต้องหน้าตั้งตาทำมาหากิน ไม่มีเวลาที่จะมาเก็บหอมรอมริบ   ไม่มีหญิงสาวเมือถึงเวลาที่จะเก็บหอมรอมริบเพื่อจัดทำต้นฉลากย้อม  ผู้ที่เก่งในการแต่งกะโลงสลากย้อม ต้องมาแต่งกำฮ่ำกะโลงสลากย้อมของวัดแทน   

                   โคลงล้านนา หรือกะโลงสลากย้อม และประเพณีการตานสลากย้อม ล้วนแล้วแต่เป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าอย่างสูงส่ง  ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ชื่นชม  เพื่อชี้ให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของล้านนา  อาณาจักรที่งดงามไปด้วยศิลปวัฒนธรรมอันโดดเด่นของท้องถิ่น  แม้วรรณกรรมจะไม่ส่งผลที่มองเห็นได้ชัดอย่างวัตถุทั้งหลาย  แต่วรรณกรรมก็ช่วยประโลมใจให้เราเป็นคนดีของล้านนามาตราบเท่าทุกวันนี้

ประวัติความเป็นมา
โคลง เป็นคำประพันธ์ชนิดหนึ่งของล้านนา ที่กวีนิพนธ์ใช้แต่งวรรณกรรม เรื่องต่างๆ เช่น วรรณกรรมคำสอนทางศาสนา ประวัติศาสตร์ นิราศ และวรรณกรรมที่ให้ความบันเทิงใจ เป็นต้น การที่กวีนิพนธ์ล้านนาสามารถกำหนดฉันทลักษณ์ในการแต่งคำประพันธ์ชนิดนี้ขึ้นมาได้ เพื่อใช้ในการ ขับขานตามวาระโอกาสต่าง ๆ ย่อมแสดงถึงความสามารถอันสูงส่งในด้านกวีนิพนธ์ที่มีมาแต่เดิม
ก่อนที่จะกล่าวถึงคำประพันธ์ชนิดนี้ เพื่อความเข้าใจในวรรณกรรมล้านนาจำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงพัฒนาการของงานด้านวรรณกรรมล้านนาเป็นเบื้องต้นก่อน เพื่อให้ทราบถึงเรื่องราวของวรรณกรรมล้านนา ซึ่งประกอบด้วยร่าย กาพย์ คำร่ำ ซอ และค่าว ส่วนโคลงนั้นเป็นจุดมุ่งหมายของการศึกษา ในครั้งนี้ และค่อนข้างจะมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งจะขอกล่าวถึงโดยละเอียดในตอนต่อไป
มนุษย์เรามีจิตที่รับรู้อารมณ์อยู่ ๒ ประการ คืออิฏฐารมณ์ อารมณ์อันเป็นที่น่ารักใคร่ น่าชื่นชมอภิรมย์ยินดี และอนิฏฐารมณ์ อารมณ์อันไม่เป็นที่น่ารักใคร่ อารมณ์แห่งความโกรธ ความไม่น่าปรารถนาทั้งปวง เมื่ออารมณ์เข้ามากระทบจิตใจ มนุษย์ก็ย่อมหาทางระบายอารมณ์นั้นออกมาทางกาย วาจา และใจ เช่น เมื่อมีความพอใจก็แสดงออกมาทางความรู้สึกที่งดงาม ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาไพเราะ น่าฟัง เมื่อโกรธ ก็จะแสดงอาการเกรี้ยวกราดดุร้าย ใบหน้าบึ้งตึง เป็นต้น อารมณ์แห่งการรับรู้ที่จิตถ่ายทอดออกมาทางภายนอกนั้น เป็นเหตุให้เกิดดนตรี วรรณกรรม การขับขานและงานฝีมือต่าง ๆ อันวิจิตรในโลกนี้ ความงดงามเหล่านี้เป็นผลอันสืบเนื่องมาจากคนล้านนาได้รับการฝึกฝนอบรมตนตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาด้วยดีโดยตลอดนั่นเอง
วรรณกรรมล้านนาก็เป็นงานประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นผลสะท้อนของอารมณ์ที่มนุษย์มีอยู่ในจิตใจ คนล้านนาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สูงส่ง ทั้งด้านการเมือง การปกครอง การพระศาสนา การเศรษฐกิจ พาณิชย์ และการสร้างสรรค์วรรณกรรมประเภทต่าง ๆ พัฒนาการของวรรณกรรมในลำพูนซึ่งผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนามีประวัติความเป็นมาโดยย่อ ดังนี้
ลำพูนเป็นจังหวัดหนึ่งซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน นับตั้งแต่พระฤาษีวาสุเทพได้ สร้างบ้านแปลงเมืองหริภุญชัยขึ้นมา แล้วได้ทูลเชิญเสด็จพระนางเจ้าจามเทวี ราชธิดาของพระเจ้าลพราชแห่งเมืองลวะปุระ ขึ้นมาครองเมืองเป็นปฐมกษัตรีพระองค์แรก พระนางเจ้าจามเทวีได้นำเอาบรรดาสมณพราหมณาจารย์ ผู้เป็นปราชญ์บัณฑิตติดตามขึ้นมาเป็นจำนวนมาก บุคคลเหล่านี้ได้มาช่วยกันพัฒนาสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่งดงามสูงส่งให้กับเมืองลำพูนหรือหริภุญชัยนครในอดีตเป็นอย่างดี จากการศึกษาประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์จามเทวีนั้น แม้จะไม่ปรากฏเรื่องราวของวรรณกรรมให้เห็น แต่ก็พบหลักฐานทางศิลาจารึกที่เขียนด้วยอักษรมอญโบราณเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าเรื่องราวทางภาษาศาสตร์ มีความเจริญรุ่งเรืองมากแล้ว ถึงขั้นที่จะบันทึกจารึกไว้เป็นหลักฐานทางโบราณคดีได้ นับจากช่วงเวลานั้นเป็นต้นมา ลำพูนมีความเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด จนกระทั่งผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ อาณาจักรล้านนามีพัฒนาการเรื่อยมาตามลำดับจนถึงยุคทองของล้านนาที่มีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดทางด้านวรรณกรรม
กล่าวได้ว่าความเจริญของอาณาจักรล้านนานั้น มาจากแนวคิดและอำนาจในการบริหารงานราชการของพระมหากษัตริย์ และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระสงฆ์เป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้ว่าการที่อาณาจักรทวารวดีสามารถขยายอำนาจทางวัฒนธรรมมาสู่อาณาจักรหริภุญชัยได้นั้น ก็มาจากความคิดริเริ่มของพระฤาษีวาสุเทพ ซึ่งเป็นนักบวชในทางพระพุทธศาสนา แม้ในรัชสมัยของพญาอาทิตยราช มีพระบรมธาตุเจ้าหริภุญชัยอุบัติขึ้น และในรัชสมัยของพญาสรรพสิทธิ์ มีวัดวาอารามที่เจริญรุ่งเรือง ก็เพราะศรัทธาความเชื่อในทางพระบวรพุทธศาสนาเป็นหลักใหญ่ ต่อมาเมื่อพญามังรายมหาราชเจ้า สถาปนาอาณาจักรล้านนาขึ้นมา โดยมีศูนย์กลางการเมืองการปกครองอยู่ที่เมืองนครเชียงใหม่ ศูนย์กลางการพระศาสนาอยู่เมืองนครลำพูน ได้มีการพัฒนามาบ้านเมืองมาโดยลำดับ จนกระทั่งถึงรัชสมัยของพญาติโลกราช ได้มีพระสงฆ์จากอาณาจักรล้านนาหลายเมือง เช่น เมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูน เมืองเชียงราย และเมืองเชียงตุง นิยมไปศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ณ เมืองลังกาทวีป เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาลัทธินิกายลังกาวงศ์เริ่มเข้ามามีบทบาทในล้านนาอย่างสูง
บรรดาพระสงฆ์จากอาณาจักรล้านนาที่ไปรับการศึกษาอบรมจากเมืองลังกาทวีปกลับมาแล้ว ได้นำเอาวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนามาด้วย วรรณกรรมส่วนใหญ่เป็นภาษาบาลีมีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ในส่วนของร้อยกรองมักจะเป็นฉันท์ประเภทต่าง ๆ อิทธิพลของวรรณกรรมเหล่านี้ เป็นเหตุให้พระสงฆ์ในล้านนาสมัยราชวงศ์มังราย รัชกาลของพระเจ้าติโลกราช ถึงรัชกาลของ พระเจ้าดิลกปนัดดาธิราช มีความเชี่ยวชาญในพระปริยัติธรรมและวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นอย่างยิ่ง กาลต่อมาวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาได้เริ่มคลี่คลายตัวลงมาเป็นวรรณกรรมฝ่ายบ้าน โดยมีการปรับฉันทลักษณ์ใหม่ให้สอดคล้องกับการขับขานของชาวบ้าน ซึ่งมุ่งไปที่ความเพลิดเพลินใจ เป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งเกิดเป็นวรรณกรรมประเภทต่าง ๆ ดังจะกล่าวถึงต่อไป เมืองนครลำพูนแม้จะมีอดีตที่เกรียงไกรในฐานะอาณาจักรแห่งแรกของล้านนา ต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเมืองนครเชียงใหม่ จึงได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ มาโดยตลอด ที่สำคัญที่สุดก็คือสำนักของการศึกษาเรียนรู้ และการปฏิบัติธรรมทางพระพุทธศาสนาอยู่ที่จังหวัดลำพูน เมืองนี้จึงมีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านวัฒนธรรมอย่างสืบเนื่องไม่ขาดสายมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ และการศึกษาเรื่องวรรณกรรมของภาคเหนือตอนบน ซึ่งประกอบไปด้วยจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ในที่นี้จะเรียกโดยรวมว่า “วรรณกรรมล้านนา”
สถานะภาพองค์ความรู้ที่มีอยู่
วรรณกรรมล้านนา

วรรณกรรมล้านนานั้นมีพื้นฐานมาจากวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นหลัก แม้ต่อมาจะคลี่คลายตนเองมาเป็นวรรณกรรม ๒ ฝ่าย คือ วรรณกรรมฝ่ายวัดและวรรณกรรมฝ่ายบ้าน แต่ก็ยังสอดแทรกเนื้อหาสาระและหลักพระธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา ลงไปในวรรณกรรมเกือบทุกเรื่อง มีทั้งที่เป็นวรรณกรรมแบบมุขปาฐะ และวรรณกรรมลายลักษณ์อักษร ลมูล จันทน์หอม กล่าวว่า “วรรณกรรมล้านนา คือผลงานทางภาษาทั้งที่เป็นมุขปาฐะและลายลักษณ์อักษรของชาวล้านนาที่ได้ช่วยกันผลิตสืบทอดยึดถือ และเป็นแนวทางการปฏิบัติในสังคม จนกลายเป็นค่านิยมที่ยอมรับกัน มีส่วนช่วยหล่อหลอมบุคคลในสังคมล้านนาให้ปรากฎเป็นเอกลักษณ์เฉพาะทางวัฒนธรรมความเชื่อ และวิถีชีวิตโดยส่วนรวมของชาวล้านนา
ลักษณะการแสดง
ประเภทของวรรณกรรมล้านนา
วรรณกรรมล้านนา ก็เหมือนกับวรรณกรรมไทยโดยทั่วไป ที่มีทั้งแบบมุขปาฐะ และแบบลายลักษณ์อักษร เมื่อจำแนกแล้วอาจแบ่งประเภทได้ ดังนี้ คือ

๑. วรรณกรรมแบบมุขปาฐะ
ได้แก่วรรณกรรมที่ไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ถ่ายทอด สืบต่อกันมาทางมุขปาฐะ กล่าวคือจำสืบ ๆ ต่อ ๆ กันมา ซึ่งอาจมีความผิดพลาด หรือได้รับการตัดต่อเติมเสริมแต่งไปตามอารมณ์ของผู้ขับขานวรรณกรรมนั้น ๆ ได้แก่
ก. นิทาน เช่น นิทานพื้นบ้าน เกี่ยวกับตำนานท้องถิ่น เป็นต้น
ข. สำนวน คำพังเพย สุภาษิต และคำเกี้ยวบ่าวสาว เป็นต้น
ค. ปริศนาคำทาย มักขึ้นต้นด้วยคำว่า “อะหยังเอ๊าะ” เป็นต้น
ง. เพลงกล่อมเด็ก เพลงประกอบการละเล่น และเพลงพื้นบ้าน
๒. วรรณกรรมแบบลายลักษณ์อักษร
ได้แก่วรรณกรรมที่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร โดยกวีนิพนธ์ผู้แต่งเรื่องนั้น ๆ ซึ่งอาจเป็นพระสงฆ์ พระราชวงศ์ และนักปราชญ์ราชบัณฑิต รวมไปถึง กวีพื้นบ้านในท้องถิ่นต่าง ๆ เมื่อแบ่งประเภทแล้ว อาจจำแนกได้ดังนี้ คือ
ก. วรรณกรรมศาสนา เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ รัตนพิมพวงศ์ ตำนานมูลศาสนา มังคลัตถทีปนี เวสสันตรทีปนี สิงหิงคนิทาน เป็นต้น
ข. วรรณกรรมนิราศ เช่น นิราศหริภุญชัย นิราศดอยเกิ้ง เป็นต้น
ค. วรรณกรรมประวัติศาสตร์ กฎหมาย และตำนาน เช่น โคลงมังทรารบเชียงใหม่ กฎหมายมังรายศาสตร์ ตำนานพระเจ้าเลียบโลก เป็นต้น
ง. วรรณกรรมเพื่อสังคม เช่น ตำรายา คาถาต่าง ๆ เป็นต้น
จ. วรรณกรรมประเพณี และพิธีกรรม เช่น คำเวนทาน คำขึ้นท้าวทังสี่คำปันพร ในโอกาสต่าง ๆ คำเรียกขวัญลูกแก้ว เป็นต้น
ฉ. วรรณกรรมคำสอน เช่น โคลงเจ้าวิธูรสอนหลาน โคลงพระลอสอนโลก คร่าวธรรมชาดก คร่าวร่ำคำสอนพ่อเจ้าราช เป็นต้น
ช. วรรณกรรมเพื่อความบันเทิง เช่น ค่าวซอเรื่องต่าง ๆ เป็นต้น
สาขา/ประเภท
ความเชื่อ
สลากย้อม เป็นพิธีทานสลากพิเศษของชาวไทยอง สลากย้อมนี้จะประดิษฐ์จากต้นไม้หรือกิ่งไม้สูงประมาณ ๔-๕ วา มีร่มกางที่ปลายยอด สำต้นของสลากจะมีฟางมัดเป็นกำๆ สำหรับปักไม้ไผ่ที่ ผูกแขวนเครื่องปัจจัยไทยทาน ซึ่งเครื่องไทยทานนั้นจะเป็นเครื่องประดับ ของมีค่า เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำให้เห็นความเชื่อที่ว่า ผู้ที่ถวายทานสลากย้อมนี้มีเครื่องใช้ในการครองเรือนและมีคุณสมบัติครบถ้วน แก่การครองเรือนแล้วนั่นเอง ทั้งนี้สลากย้อมดังกล่าว เมื่อทำพิธีถวายแก่พระสงฆ์แล้ว เจ้าตัวก็จะรีบปูชากลับคืนไป และจากการสังเกตจากสำนวนคำร่ำสลากย้อมแล้ว พบว่ามีการเรียกสลากชนิดนี้กัปปรุกขา หรือต้นกัลปพฤกษ์ ซึ่งเป็นต้นไม้ในนิยายที่อาจบันดาลสิ่งต่างๆตามความประสงค์ของผู้ขอได้
การทานสลากย้อม เป็นการทานสลากภัตชนิดหนึ่ง ซึ่งต้นสลากมีขนาดใหญ่กว่าสลาก ชนิดอื่น ซึ่งจัดกันมาตั้งแต่โบราณกาลของวัดในหมู่บ้านชาวยองแถบตำบลริมปิง ตำบลประตูป่า ตำบลเหมืองง่า และตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน ตำบลบ้านธิ ตำบลห้วยยาบ อำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน การทานสลากย้อมมักจะมีค่าใช้จ่าย ค่อนข้างสูง เพราะการทำต้นสลากที่มีขนาดใหญ่และสูงประมาณ ๕-๖วาและประกอบด้วยเครื่องตกแต่งและเครื่องประดับมากมาย ปัจจุบันถ้าหากจะทำต้นสลากย้อมดังกล่าวคงต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า ๔๐,๐๐๐ – ๕๐,๐๐๐ บาท ครอบครัวที่จะทานสลากย้อมได้จึงเป็นครอบครัวที่พอจะมีฐานะและมีลูกสาวอายุ ๒๐ ปีขึ้นไป มีความพร้อมที่จะแต่งงานมีครอบครัว ในอดีตเชื่อกันว่าเป็นหน้าที่ของหญิงสาวที่จะพึงทานโดยเฉพาะ ฉะนั้นเมื่อหญิงสาวคนใดมีความสามารถพอที่จะทำงานได้ พ่อแม่ก็จะแนะนำให้ลูกทราบถึงหน้าที่ที่หญิงสาวพึงปฏิบัติเป็นเบื้องแรก คือการเก็บหอมรอมริบเงินทองที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงเพื่อจัดทำต้นสลากย้อม เพราะโบราณกล่าวว่าหญิงใดยังไม่ได้ทานสลากย้อมหญิงนั้น ไม่สมควรจะแต่งงาน ถ้าหญิงใดทานสลากย้อมแล้วถือว่าพร้อมที่จะแต่งงานเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดีได้ การทำสลากย้อมจึงเป็นการเรียนรู้ฝึกฝนต่างๆ เช่น การเย็บปักถักร้อย และงานอื่นๆในหน้าที่แม่บ้านแม่เรือนอย่างสมบูรณ์แบบ ผู้หญิงชาวยองในชนบทเรียนจบการศึกษาเพียงภาคบังคับ คือชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ไม่นิยมเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นและครอบครัวมีอาชีพหลักในการทำการเกษตรเช่นการทำนา ทำสวนเป็นต้น สาวชาวยองเป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็ง จึงทำนา ทำสวน เก็บหอมรอมริบด้วยน้ำพักน้ำแรงเป็นเวลาหลายปี การทานสลากย้อมจึงมิได้มีทุกครอบครัว ครอบครัวที่ยังไม่พร้อมก็ถวายทานสลากภัตชนิดก๋วยสลาก หรือสลากโชค ส่วนหญิงสาวที่อายุยังไม่ถึง ๒๐ ปี ก็จะทานสลากต้นที่มีขนาดเล็กกว่าสลากย้อม แต่มีเครื่องประดับตกแต่งเหมือนสลากย้อมต้นใหญ่ทุกประการและมีชื่อเรียกว่า สำรับ
หากวัดใดจะมีการทานสลากภัตในปีใด ก็จะป่าวประกาศให้ศรัทธาของตนทราบล่วงหน้าเป็นปี เพื่อให้เวลาในการตระเตรียมสำหรับผู้ที่จะทานสลากย้อม เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการตระเตรียมข้าวของเป็นเวลานาน การทานสลากจะเริ่มต้นตั้งแต่วันเพ็ญเดือนสิบ (เดือน ๑๒ เหนือขึ้น ๑๕ ค่ำ) ตามธรรมเนียมจะให้วัดที่สร้างขึ้นเป็นแห่งแรกของจังหวัด หรือวัดหลวง จัดงานทานสลากภัตก่อน ในจังหวัดลำพูน คือ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จากนั้นวัดอื่นๆ ก็จัดงานทานสลากภัตเรื่อยไป จนถึงวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ (เดือนเกี๋ยงเหนือ แรม ๑๔ ค่ำหรือเดือนเกี๋ยงดับ)
เมื่อทราบว่าทางวัดจะจัดให้มีการทานสลาก หญิงสาวที่มีความพร้อม มีกำลังทรัพย์พอที่จะทานสลากย้อม อาจจะมีเพียง ๔-๕ ราย หรือมากกว่านั้นก็แล้วแต่ ต่างก็จะเริ่มจัดทำและซื้อของตระเตรียมไว้ทีละเล็กละน้อย เช่น สร้อยคอทองคำ เข็มขัดเงิน และเครื่องเรือนต่างๆ ซึ่งถ้าหญิงสาวคนใดมีพี่น้องที่อายุน้อยกว่า ๒๐ ปี จะร่วมทานสลากย้อมกับพี่สาวด้วยก็ได้

การตระเตรียมต้นสลากย้อม
การจัดเตรียมจัดทำเครื่องตกแต่งต้นสลากย้อม นอกจากหญิงสาวจะจัดซื้อหาและจัดทำไว้บ้างแล้ว ยังมีงานที่จะต้องทำและประดิดประดอยอีกมากมายหลายอย่าง แต่ละครอบครัวที่จะทานสลากย้อม หญิงสาวจะขอให้ญาติพี่น้องและเพื่อนมาช่วยกันในการจัดทำเครื่องตกแต่งต้นสลากย้อม ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลาว่างในตอนเย็นและตอนกลางคืน บ้างก็จะมานอนค้างคืน ส่วนตอนกลางวันก็จะกลับบ้านไปทำงานบ้านตามปกติ ซึ่งอาจจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๓ เดือนก่อนวันทานสลาก และเป็นช่วงเข้าพรรษาหลังจากฤดูทำนา จึงทำให้มีเวลาว่าง มีการ “จ่าตอง” คือการรีดยอดตองด้วยเตารีดถ่าน เพื่อไว้ใช้สำหรับมวนบุหรี่ (ทำบุหรี่) ซึ่งต้องใช้เป็นจำนวนมาก แล้วนำบุหรี่ดังกล่าวมาถักเป็นแพ เรียกว่า “มูลีแป”(บุหรี่ที่ถักเรียงกันลงมา มีความยาว ๓-๔ เมตร) เพื่อใช้แขวนประดับกับต้นสลากย้อม และมีการประดับจ้อง (ร่ม) ด้วยดอกไม้แห้ง มีดอกจำปา สร้อยคอ เข็มขัดตลับเงิน เพื่อประดับไว้ส่วนยอดของต้นสลาก รอบๆขอบชายร่มก็จะนำสตางค์แดงหรือเงินแถบ (เงินรูปี) ถักด้วยข้าวเปลือกเรียงรอบขอบเหรียญด้วยฝีมือประณีตสวยงาม เรียกว่าการถัก “ขะจา” มาร้อยแขวนโดยรอบขอบร่ม และมีการเตรียมมีดและไม้ไผ่สีสุกสำหรับเหลาเฮียวไว้
ในยามค่ำคืนของการเตรียมงานเช่นนี้ ก็จะมีหนุ่มๆ ทั้งจากบ้านใกล้และไกลเดินทางมาเที่ยว”แอ่วสาว”หยอกล้อพูดคุย และช่วยทำงานเช่น งานเหลาเฮียวไม้ เป็นต้น ทำให้บรรยากาศครึกครื้น บ้างก็นำสิ่งของเครื่องใช้ที่ประดิษฐ์อย่างประณีตด้วยตนเองมามอบให้หญิงสาวร่วมนำเข้าของสลาก เพื่อร่วมถวายทาน ส่วนหนุ่มที่หมายปองหญิงสาวเจ้าของสลากย้อมก็จะช่วยทำเครื่องประกอบต้นสลากย้อมอย่างประณีตเป็นพิเศษ เช่น ตระกร้า (อ่านว่า ซ้า) กระบวยที่ประดิษฐ์เป็นรูปสัตว์ต่างๆ เป็นต้น

การทำต้นสลาก

การทำต้นสลากย้อม ก็จะเป็นการช่วยกันทำในตอนกลางวัน ซึ่งมักจะเป็นกิจกรรมของผู้ชายที่มีความรู้ทางช่าง (ซึ่งรายละเอียดในการทำต้นสลากย้อมจะกล่าวถึงในตอนต่อไป) โดยใช้บริเวณลานบ้านของเจ้าของต้นสลากนั่นเอง
ในระหว่างที่มีการเตรียมต้นสลากก็จะมีการตัดกระดาษสีต่างๆ เป็นลวดลายประดับต้นสลาก มีการย้อมเฮียวด้วยสีสันต่างๆ ซึ่งในการประดับต้นสลากด้วยเฮียวสีต่างๆ จึงทำให้เป็นที่มาของคำว่า “สลากย้อม” และเมื่อทำต้นสลากเรียบร้อยแล้วก็พร้อมที่จะนำต้นสลากไปประดับตกแต่งด้วยของใช้ต่างๆที่เตรียมไว้

การประกอบต้นสลากย้อม
เมื่อถึงเช้าตรู่ของวันทานสลากย้อม ก็จะดำเนินการเอาวัสดุอุปกรณ์ สิ่งของเครื่องใช้ เครื่องประดับต่างๆและเฮียวที่เตรียมไว้เป็นเวลาอันยาวนาน นำไปปักประดับต้นสลากย้อม เนื่องด้วยต้นสลากย้อมมีขนาดใหญ่และสูงประมาณ ๕-๖ วา จึงต้องใช้คนหามโครงต้นสลากถึง ๑๒ คนโดยต้องหามไปเทียบกับต้นไม้ที่สูงใหญ่ที่อยู่ริมถนนใกล้บ้านหรือบริเวณใกล้วัด เพื่อสะดวกแก่การประดับตกแต่งต้นสลากย้อม(เพราะสมัยก่อนยังไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกเช่นรถกระเช้าในปัจจุบัน) จึงต้องให้คนขึ้นไปยังต้นไม้ใหญ่เพื่อประดับต้นสลากย้อมที่มีความสูง
ต้นสลากย้อมแต่ละต้น จะมีป้ายชื่อและนามสกุลของเจ้าของต้นสลากย้อมติดไว้ หรือบางคนจะมีการนำรูปภาพเจ้าของต้นสลากย้อม หรือวาดภาพทิวทัศน์มาตกแต่งประกอบอย่างสวยงาม
เมื่อทำการตกแต่งต้นสลากย้อมด้วยเครื่องตกแต่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงมีการเคลื่อนย้าย ต้นสลากย้อมไปยังวัดที่จัดงานสลากภัต ซึ่งในขั้นตอนนี้ต้องใช้แรงงานคนในการเคลื่อนย้ายต้นสลากย้อมที่มีขนาดใหญ่ด้วยความยากลำบาก เนื่องจากมีน้ำหนักมากและมีความสูง โดยต้องใช้คนในการหามต้นสลาก และใช้เชือกผูกโยงกลางลำต้นถึง ๔ ด้าน ให้คนช่วยดึงประคองไปไม่ให้ล้มหรือหักลงมาได้ (ที่สามารถหามไปได้สะดวก เนื่องจากในสมัยก่อนไม่มีไฟฟ้าใช้จึงไม่มีสายไฟฟ้าหรือสายโทรศัพท์เป็นเครื่องกีดขวาง )
ณ จุดที่ตั้งต้นสลากย้อม จะมีร้านสำหรับวางก๋วยสลากสำหรับญาติ ๆ และเพื่อนสาวที่นำมาร่วมทานสลากภัตด้วย การถวายสลากย้อมก็เหมือนกับการทานสลากภัตโดยทั่วไป เมื่อสลากย้อมตกแก่พระภิกษุหรือสามเณรรูปใดแล้ว ก่อนประเคนรับพรพระหรือสามเณรรูปนั้น จะต้องหาหรือ จ้างคนที่สามารถอ่านกำฮ่ำได้อย่างไพเราะมาอ่าน กำฮ่ำหรือค่าวฮ่ำ หรือกะโลงให้จบเสียก่อน จึงจะประเคนเพื่อรับพรจากพระจึงเป็นอันเสร็จพิธี
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
คนไทยเรามีอุปนิสัยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ชอบรำพึงรำพันและกล่าวถึง สิ่งต่าง ๆ ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะ มีความคล้องจองกัน ประกอบกับอารมณ์ที่มากระทบใจ จึงทำให้คิดถ้อยคำที่มีความหมายขึ้นมา มีพัฒนาการจนกลายเป็นวรรณกรรมประเภทต่าง ๆ วรรณกรรมล้านนาก็มีจุดกำเนิดมาด้วยเหตุผลดังกล่าว ต่อมาเมื่อมีปราชญ์บัณฑิตคิดแต่งคำประพันธ์ที่เป็นระบบขึ้น จึงได้กำหนดฉันทลักษณ์ของคำประพันธ์ประเภทต่าง ๆ ขึ้น คำประพันธ์ของล้านนาก็มีฉันทลักษณ์เฉพาะแบบ เริ่มจากร้อยแก้วแบบง่าย ๆ และมีพัฒนาการเรื่อยมาจนถึงบทร้อยกรองที่มีความสลับซับซ้อนขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้เพื่ออำนวยประโยชน์ในการเอื้อนเวลาขับขานบทกวรรณกรรมในวาระต่าง ๆ จึงมีการบังคับสัมผัสและวรรณยุกต์ เพื่อความไพเราะและง่ายต่อการจดจำอีกด้วย วรรณกรรมล้านนาประเภทร้อยกรองเมื่อกล่าวตามรูปแบบและลักษณะของคำประพันธ์ แบ่งออกได้ ๖ ประเภท คือ
๑. ร่าย
ร่าย เป็นคำประพันธ์ชนิดหนึ่งของล้านนา มีฉันทลักษณ์ และรูปแบบการประพันธ์เหมือนกับร่ายยาว และร่ายโบราณของภาคกลาง ไม่ค่อยเคร่งครัดในเรื่องของจำนวนคำและสัมผัสมากนัก กวีนิพนธ์ในล้านนานิยมนำไปแต่งเป็นกลอนธรรม และคำพรรณนา เช่น ธัมม์มหาชาติเวสันดรชาดก และคำจ่มพระญาพรหมโวหาร เป็นต้น







ตัวอย่างร่าย ในมหาชาติเวสสันดรชาดกกัณฑ์มัทรี ฉบับสร้อยสังกร

ภทฺเท ดูรานางเหิย ทัดที่นี้บ่ใช่ที่แม่เจ้าดีเมือมรณ์
ผิว่านางเมือตายในพระนคอร เมืองหลวงใหญ่กว้าง
คูพี่จักหื้อสร้างเลิกส่งสการ ดาเครื่องปริขารทานทอด
อยาดน้ำรอดไปหา ฝูงหมู่อาวอาน้าป้าแห่งเจ้า
เขาค็จักมานั่งเฝ้าเป็นบริวาร ทุกประการแหนแห่
บ่ใช่ว่าจักละคาบแม่ ไว้หื้อเปล่าหมองดาย
คูพี่จักหื้อคนทังหลาย แปลงปราสาทงามแฉล้ม
หื้อช่างแต้มขีดเขียนเงา ที่หอเสาค็จักหื้อพันด้วยผ้า
ใส่รูปช่อฟ้าและยองปลี มีทังรูปกินรีแอ่นฟ้อน
ถือดอกส้อมอยู่เพิงพาว…
ตัวอย่างร่าย ในคำจ่มพระญาพรหมโวหาร

นมสิกาเร ปูเชอภิวาท
นบน้อมนาถถวายสาร นมัสการพระภูวเดช
ตนทะรงเกศในสัญญาบัตร อันมหากษัตริย์เจ้าขุณโณต
ทะรงเลี้ยงโปรดเมตตา หื้อเป็นพระราชา
อันรักษาอาณาเขต ในโกศัยประเทศเขตขันฑสีมา
ย้อนเจ้าพญามีใจหนิมหมั้นเที่ยง บ่ขว้ำเหงี่ยงริษยา
แก่ประชาอาณาราษฎร์ บ่พลั้งพลาดหลงใหล
ท่านรักน้ำใจหลายหลืบ จึ่งตั้งเจ้าไว้สืบตระกูล…

๒. กาพย์

กาพย์ คือคำประพันธ์ที่แต่งขึ้นตามฉันทลักษณ์ที่มีบทบัญญัติคำครุลหุ เพื่อให้สอดคล้องกับการอื่อเสียง สำหรับพระสงฆ์ที่เป็นนักเทศน์มหาชาติของล้านนา นำไป “อื่อกาพย์” คือขับขานประกอบการเทศน์มหาชาติกัณฑ์ต่าง ๆ ที่ภาคกลางเรียกว่า “แหล่” กาพย์ของล้านนาถือว่าเป็นศิลปะทางกวีนิพนธ์ชั้นสูง เพราะค่อนข้างจะแต่งยากต้องหาคำให้เหมาะกับเสียงและทำนอง ได้ความหมายชัดเจนเป็นสาระกินใจผู้ฟังแบ่งเป็น ๒ ชนิด คือกาพย์เสียงเล็ก และกาพย์เสียงใหญ่ เช่น กาพย์สิทธาตถ์ ดังนี้

ฟังรา จุ่งฟังรา มหามูลละศรัทธาทังหลาย
ตนอาตมาจักขอบรรยา ย เรื่องศีลธรรมพระเจ้า
อันยกขึ้นมาแต่เค้า ที่ออกจากในธรรม
ปางเมื่อเจ้าสิทธาตถ์ ได้นิราศจากวังหลัง
พระค็ยังบ่มีใจฝันใฝ่เอื้อ กับทังพิมพาหน่อเนื้อ
ราหุลลูกรักราชเทียมองค์ เท่ามาลาละไว้
ทังฝูงนางใช้และนาฏสนม กรมวังในหกหมื่นห้อง
ทังมโหรีพาทย์ฆ้อง เครื่องดุริยดนตรี
มุ่งพระทัยใคร่พ้น เสียจากโลกโลกีย์
เจ้าค็เสด็จเถิงอโนมานที มาตัดโมลีเกศเกล้า
ดวงพระทัยบ่เสร้า มุ่งเข้าสู่ทางดี…

๓. คำร่ำ

คำร่ำ เป็นคำประพันธ์ชนิดหนึ่งของล้านนา ใช้ในการขับลำนำแบบพื้นเมือง ที่มีลีลาเรียบง่าย นำไปใช้ขับขานในพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น คำร่ำบอกไฟ คำร่ำครัวทาน คำร่ำไม้ค้ำสรี คำร่ำสิกจุ้งจาเพื่อกล่อมเด็ก เป็นต้น ตัวอย่างคำร่ำบอกไฟ เช่น
อัคคิรุยหัง สัททังคับฟ้า
เสียงสนั่นกล้า ท้องฟ้าพายบน
เป็นโกลาหล พายบนร่วนก้อง
ด้วยเสียงฟ้าร้อง ทั่วห้องเมืองคน…

๔. ซอ
ซอ เป็นวรรณกรรมล้านนาชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในประเภทเพลงพื้นบ้าน มีพิธีกรรมในการเรียนรู้และถ่ายทอด ผู้ขับขานเรียกว่า “ช่างซอ” จะขับเพลงปฏิพากย์ตอบโต้ซึ่งกันและกันไปมาในทำนองเกี้ยวพาราสีกัน มีดนตรีประกอบ เรียกว่า “ปี่ชุม” จำนวนประมาณ ๓ เลาขึ้นไป บรรเลงร่วมกับซึง ซอมักจะแสดงในงานปอยหลวง งานบวชพระ งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น ซอมีทำนองในการขับขานต่างกันออกไป เช่น ตั้งเชียงใหม่ ตั้งเชียงแสน จะปุ เพลงอื่อ เงี้ยว พม่า ปั่นฝ้าย มะนาวล่องของ เยื้อน หรือซอยิ้น เป็นต้น ตัวอย่างซอทำนองต่าง ๆ เช่น

ซอทำนองล่องน่าน (บทพระนิพนธ์ของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี)

ยอสิบนิ้วม่อนพนม ถวายบังคมบรมกษัตริย์เจ้าช้าง
พวกนักเรียนเชียงใหม่แก้วกว้าง มีใจชื่นชมด้วยบารมี
จงรักภักดีทุกคนแท้เล้า ปีติมีใฝ่เฝ้า
ละอองธุลีบาทเจ้า พากันร้องร่ำไป
ถวายบังคมไปตามแต่ได้ ตามดวงใจชื่นแท้หนอ…

ซอทำนองเยื้อน หรือซอยิ้น (บทพระนิพนธ์ของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี)

สา…น้อมเกล้า ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลฉลอง
บทรัตน์พระยุคลทอง ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
บรมนาถพระปกเกศเกล้า ทังพระแม่เจ้าบรมราชินี…

๕. ค่าว

ค่าว หรือ คร่าว เป็นคำประพันธ์ชนิดหนึ่งของล้านนา ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในระดับชาวบ้าน มากกว่าคำประพันธ์ชนิดอื่น ๆ เพราะแต่งง่าย และขับขานได้ง่าย มีความไพเราะกินใจผู้ฟัง หากนำไปใช้ในการเทศน์ เรียกว่า “คร่าวธรรม” หากนำมาแต่งวรรณกรรมประเภทชาดก เรียกว่า “คร่าวซอธรรม” หากชายหนุ่มหรือหญิงสาวขับเกี้ยวพาราสีกัน เรียกว่า “จ๊อย” หากนำไปขับขานในการทำบุญถวายทานสลากภัตเรียกว่า “อ่านกะโลง” ถ้าใช้การพรรณนาเรื่องราวต่าง ๆ เรียกว่า “คร่าวร่ำ” คร่าวมีฉันทลักษณ์เฉพาะตัว มีการบังคับสัมผัส และวรรณยุกต์ เพื่ออำนวยประโยชน์ในการนำไปขับขาน ตัวอย่าง เช่น
คร่าวร่ำมหาชาติเวสันดรชาดก (บทประพันธ์ของพระมหาศุภชัย สุทฺธิญาโณ)
ปฐมเหตุ เวสสันตะระ ปางองค์พุทธะ สร้างอสงไขย
บำเพ็ญทานะ พละปัจจัย ข้ามสงสารไป สู่นิพพานเจ้า
อตีตะกาล นิทานเค้าเหง้า ศรีนงเลานาฏน้อง
ค่อยฟังเทอะนาย แก้วสายร่วมท้อง ปฐมเหตุห้องเดิมมา
สุทโธทนะ ราชะปิตา จินตะนา พระราชาเจ้า
ร่ำเพิงเถิงยัง ปุตตาหน่อเหน้า สิทธาตถ์ลูกเราหลีกลี้

ออกจากคุ้มหลวง ข่วงวังแห่งนี้ หลายปีได้ยาวนาน
ไปบวชเป็นพระ ตัดโลกสงสาร เข้าฝั่งนิพพาน สถานเวียงแก้ว
ตรัสผญา ปัญญาผ่องแผ้ว โปรดเทวดามนุษย์
ฝูงญาติกา วงศาพระพุทธ สิทธาตถ์เจ้ากุมาร
ใคร่นบกราบพร้อม น้อมไหว้สาสาร ตนทะรงญาณ สมภารโลกหล้า
จักขอนิมนต์ พระตนบุญกล้า มาโปรดอาวอาว์พี่น้อง
ส่วนพระราชา มีอาชญาร้อง อามาตย์ผู้เฒ่าชุคน
ว่าข้าจักใช้ หื้อไปเดินหน กราบทูลนิมนต์ พระพุทธเจ้า
มาโปรดปิตา วงศาแก่เฒ่า ในบ้านเมืองเราที่นี้
อามาตย์เสนา บ่พากันลี้ การท่านเจ้าราชา
จักกล่าววาทะ ปิยะกถา กิตตะนา ไปแถมสักหน้อย
เจ้าแผ่นคำไหว พี่ไขกล่าวถ้อย จุ่งอดฟังกอยอย่าละ…

๖. โคลง

โคลง เป็นคำประพันธ์ในระดับสูงของล้านนา อาจออกเสียงตามภาษาถิ่นล้านนาว่า ครรโลง คะโลง กะโลง หรือกั่นโลง ก็ได้ วรรณกรรมประเภทนี้แสดงถึงพัฒนาการทางกวีนิพนธ์ที่เจริญสูงสุดของล้านนา จากการศึกษาพบว่าโคลงปรากฎในวรรณกรรมทั้งของลานนา ภาคกลาง ภาคอีสาน รวมทั้งประเทศลาวด้วย ไม่อาจชี้ชัด ว่าใครจะเป็นผู้คิดแต่งขึ้นก่อน หรือกวีนิพนธ์ได้รูปแบบคำประพันธ์ชนิดนี้มาจากที่ใดสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานพระมติไว้ว่า
…จะคิดแต่งกันขึ้นเมื่อไรไม่ปรากฎ มีเค้าแต่ว่า โคลงนั้นดูเหมือนจะเป็นของพวกไทยข้างฝ่ายเหนือคิดขึ้น มีกำหนดอักษร นับเป็นบาท ๒ บาท ๓ บาท ๔ บาท เป็นบท เรียกว่า โคลงสอง โคลงสาม โคลงสี่ โคลงเก่า ๆ มีที่รับสัมผัสและที่กำหนดสูงต่ำน้อยแห่ง แต่มามีบังคับมากมายขึ้นในภายหลัง เห็นจะเป็นเมื่อพวกไทยข้างฝ่ายใต้รับอย่างมา แต่งประดิษฐ์เติมขึ้น…

แต่เดิมปราชญ์ทางวรรณกรรมเชื่อกันว่า โคลงนั้นรับอิทธิพลมาจากหนังสือโบราณ ๒ เล่ม คือ คัมภีร์กาพย์สารวิลาสินี และคัมภีร์กาพย์คันถะ ต่อมาภายหลังพบว่าคัมภีร์ทั้งสองนั้นสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นภายหลัง เมื่อวรรณกรรมประเภทโคลงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายแล้ว ธนิต อยู่โพธิ์ ได้แสดงข้อคิดเห็นไว้ในหนังสือ “การสืบสาว ราวเรื่อง กาพย์ กลอน โคลง ฉันท์” ว่า …การแต่งโคลงน่าจะเป็นที่นิยมกันของชนชาวไทยในดินแดนข้างเหนือหรือลานนาไทยมาก่อน… โดยให้เหตุผล ๔ ประการว่า
๑. ชื่อโคลงต่าง ๆ บางบท ในหนังสือจินดามณี ของพระโหราธิบดี มีคำบอกท้ายชื่อว่าเป็นโคลงของทางฝ่ายเหนือ เช่น พระยาลืมงายโคลงลาว ชำนาญเกลากลอนโคลงลาว อินทรหลงห้องโคลงลาว เป็นต้น
๒. หนังสือวรรณกรรมประเภทโคลงสี่สุภาพที่เก่าแก่มาก คือ โคลงนิราศหริภุญชัย เป็นวรรณกรรมที่แต่งขึ้นในลานนาไทย
๓. คำที่ปรากฎในคำประพันธ์ประเภทโคลง มักมีคำพูดที่ใช้ทางภาคเหนืออยู่มาก เช่น เขือ เผือ เมือ ลี้ พู้น เป็นต้น
๔. การแต่งโคลงโบราณน่าจะไม่จำกัดในเรื่องเอกโท มุ่งแต่ให้ได้สัมผัสดังพระบรมราชา- ธิบายในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ต่อมาเนื่องจากการออกเสียงภาษาไทยนิยมเสียงวรรณยุกต์ และการออกเสียงคำพูดทางภาคเหนือ หรือแม้ในภาคอื่น ๆ ที่เขียนไม่มีเอกโท แต่ออกเสียงคล้ายกับเอกโทก็มี เมื่อกำหนดใช้เครื่องหมายวรรณยุกต์ จึงมีการกำหนดบังคับเอกโทในโคลงสมัยต่อมา
ทรงศักดิ์ ปรางวัฒนากุล ได้ให้ความเห็นว่า
…โคลงน่าจะมีกำเนิดในลานนาไทย ก่อนที่จะแพร่ลงไปสู่ภาคกลาง ทั้งนี้กวีล้านนาไทยแต่โบราณจะได้คิดแบบแผนการแต่งโคลงขึ้นเอง หรือรับแบบอย่างมาจากชาติใดนั้นไม่อาจทราบได้…
อุดม รุ่งเรืองศรี แสดงทรรศนะเกี่ยวกับโคลงของล้านนาว่า
…ในช่วงประมาณ พ.ศ. ๒๐๐๐ ถึง ๒๒๐๐ นั้น เป็นช่วงสองร้อยปีแห่งความเจริญของวรรณกรรมพุทธศาสนา ทั้งในแง่ของวรรณกรรมภาษาบาลี และวรรณกรรมชาดก ดังปรากฎหลักฐานอยู่เป็นอันมากแล้วนั้น ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ยังอาจถือได้ว่าเป็นช่วงที่วรรณกรรมประเภทโคลงของล้านนาปรากฎขึ้นอย่างมากมายด้วย ความนิยมในการแต่งวรรณกรรมคำโคลงของล้านนานี้ มีร่องรอยเห็นได้ชัดว่าต่อเนื่องมาจนถึงประมาณ พ.ศ.๒๔๐๐ กล่าวคือ โคลงหงส์ผาคำ ที่พญาโลมาวิสัยแต่งขึ้นครั้ง รับราชการในราชสำนักนครลำปางนั้น ก็ได้แต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๖ …วรรณกรรมคำโคลงนั้นมักไม่เป็นที่นิยมใน หมู่ชาวบ้านทั่วไป ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าการแต่งโคลงนั้นต้องอาศัยความรู้ทางอักษรศาสตร์ ที่แนบเนียนและลึกซึ้งกว่าการแต่งร้อยกรองแบบอื่น จากการศึกษานั้นพบว่าผู้แต่งโคลงหรือการแต่งโคลงมักปรากฎว่าเป็นผู้ที่อยู่ในเมือง เป็นบุคคลในราชวงศ์ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักเป็นหลัก…

ปราชญ์ด้านวรรณกรรมที่กล่าวมา ทุกท่านว่าโคลงเป็นคำประพันธ์ที่ปราชญ์ล้านนาคิดแต่งขึ้น โดยอาศัยเค้าเงื่อนของคำประพันธ์ชนิดอื่นเป็นต้นคิด แล้วพัฒนาปรับปรุงฉันทลักษณ์กำหนดให้มีการสัมผัส และมีวรรณยุกต์เอกโท ตามจุดที่ต้องการจำและเอื้อนเสียง อำนวยประโยชน์ในการขับขาน โคลงล้านนาอาจไม่เคร่งครัดในจำนวนคำและสัมผัสมากนัก แต่ก็งดงามในเชิงวรรณศิลป์อยู่ไม่น้อย
คำประพันธ์ประเภทโคลง เป็นผลงานด้านการประพันธ์ของกวีชั้นสูง ที่มีความรู้ความสามารถ มักเป็นพระภิกษุ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักเป็นส่วนใหญ่ การแต่งโคลงต้องอาศัยความพิถีพิถันในการใช้คำ เพื่อให้เกิดความคิดรวบยอดที่คมคาย เพราะการแต่งโคลงนั้นฉันทลักษณ์กำหนดให้ใช้คำได้ไม่มาก เป็นคำสั้น ๆ จำกัดพยางค์แต่ก็ได้ความหมายที่กว้าง ลึกซึ้งกินใจ โคลงล้านนาจึงเจริญรุ่งเรืองมาพร้อมกับยุคสมัยของวรรณกรรมทางศาสนาภาษาบาลี ซึ่งเป็นยุคที่กวีล้านนาได้ผลิตผลงานออกมามากมาย ที่เรียกว่า “ยุคทองของวรรณกรรมล้านนา” โคลงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของล้านนาเห็นจะได้แก่ “โคลงนิราศหริภุญชัย” ซึ่งน่าจะมีอายุการแต่งที่เก่าแก่มากที่สุดของโคลงทั้งปวงหลักฐานที่ปรากฏจากวรรณกรรมล้านนาที่แต่งด้วยโคลง พอจะจำแนกโคลงได้ ๕ ชนิด คือ โคลงดั้น โคลงสี่สุภาพ โคลงสาม โคลงสอง โคลงกลบท และโคลงสลากย้อม มีดังนี้

๑. โคลงดั้น

โคลงดั้น เป็นวรรณกรรมล้านนาประเภทเดียวที่กวีนิพนธ์ในล้านนานิยมแต่งน้อยที่สุด เพราะเท่าที่สำรวจพบปรากฎว่ามีเพียงวรรณกรรมเรื่อง “อุสสาบารส” เรื่องเดียวที่แต่งด้วยคำประพันธ์ชนิดนี้ สันนิษฐานว่าน่าจะแต่งขึ้นก่อนรัชสมัยของพระเจ้ากือนา ครองนครเชียงใหม่ เป็นโคลงที่กล่าวถึงเรื่องการพิจารณาคดีความต่าง ๆ ที่ล้านนาเรียกว่า “ลักขณะตัดถ้อยต่อคำ” มีแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้

ฉันทลักษณ์โคลงดั้นล้านนา

O O O O O O O (O O)
O O O O O O O
O O O O O O O (O O)
O O O O O O O

ตัวอย่างโคลงดั้นล้านนา เรื่องอุสสาบารส
ขุนไทยใสช้างเข้า ชนฟัน แลนา
เครงครืดเสียงสกัน ทั่วฟ้า
สองหาญม่ายเชิงฟัน สนองต่อ กันนา
ไทยจิ่งเอิ้นร้องท้า ว่าใคร

๒. โคลงสอง

โคลงสอง หรือกะโลงสองห้อง กล่าวกันว่ากวีนิพนธ์ชาวล้านนาพยายามที่จะแสดงความสามารถในเชิงวรรณศิลป์ โดยได้คิดรูปแบบฉันทลักษณ์ใหม่ให้แปลกไปจากโคลงที่มีมาแต่เดิม ทั้งในการประพันธ์และการขับขาน เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรือง ทางภาษาและวรรณกรรมของล้านนา ที่มีความหลากหลาย ทั้งนี้ได้คำนึงถึงความงดงามทางภาษาและความหมายเป็นหลัก แต่ต้องนำไปใช้ได้ในวิถีชีวิตด้วย จึงกำหนดให้ฉันทลักษณ์ มีบังคับสัมผัส และวรรณยุกต์ด้วย เพื่อความไพเราะในการออกเสียง การอื่อกะโลงของล้านนานั้น ศิลปินใช้สะล้อเป็นเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบ ทำให้ได้อรรถรสเป็นอย่างยิ่งการแต่งกะโลงสองห้องไม่ค่อยยากเท่ากับกะโลงสามห้อง เพราะแต่ละบาทมีการบังคับวรรณยุกต์กำกับด้วย ตัวอย่างกะโลงสองห้องที่ มณี พยอมยงค์ แต่งไว้เมื่อคราวแสดงแสงสีเสียงเรื่องพระราชประวัติพระนางเจ้าจามเทวี ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร ดังนี้

นางเฮยยศใหญ่กว้าง ได้เปนพระเจ้าช้าง
ทรงเสพสร้างเมืองใหญ่
หอมใจรักไพร่ฟ้า บาปถ่อยทำร่อยช้า
นางอย่าได้กลั้วกลวก ทำเนอ

๓. โคลงสาม

โคลงสาม หรือกะโลงสามห้อง เป็นพัฒนาการของคำประพันธ์ประเภทโคลงที่กล่าวกันว่าเมื่อโคลงสี่สุภาพ หรือโคลงดั้นเจริญรุ่งเรืองสูงสุดแล้ว กวีนิพนธ์ของล้านนาได้พยายามคิดรูปแบบฉันทลักษณ์ของโคลงขึ้นมาใหม่ มีการแต่งที่ยากกว่าโคลงสี่สุภาพและโคลงดั้น โดยเฉพาะบาทแรกที่กำหนดให้เป็นคำ ที่เสียงสามัญทั้งหมด และคำสุดท้ายของบาทแรกต้องเป็นเสียงสามัญที่เวลาขับขานต้องออกเสียงเพียงกึ่งมาตราเท่านั้น แต่กวีชาวล้านนา ก็สามารถแต่งได้ ตัวอย่าง โคลงสามห้องของ มณี พยอมยงค์ ดังนี้

ดนตรีเสียงสวรรค์ ได้สุขสันต์ใช่หน้อย
ผสานเสียงอื่อจ๊อย แสนม่วนงันเน่อ
ดนตรีหากเสียงใส เสียงนวลใยดั่งน้อง
ใจพี่ติดหวั่นข้อง บ่ว่างเว้นวันคืน แลนา

๔. โคลงสี่สุภาพ

โคลงสี่สุภาพ เป็นโคลงที่ได้รับความนิยมในการแต่งหรือการนำไปใช้มากที่สุดในบรรดาคำประพันธ์ประเภทโคลง ฉันทลักษณ์ในการแต่งเหมือนกับโคลงสี่สุภาพของภาคกลาง อาจมีแตกต่งกันไปบ้างในกรณีที่กวีมักไม่ค่อยเคร่งครัดเรื่องจำนวนคำมากนัก หรือบางครั้งอาจไม่ใช้คำที่มีเสียงวรรณยุกต์เอกโท แต่ใช้คำที่มีการออกเสียงคล้ายกับ คำเอกคำโทแทน แต่ก็ได้อรรถรสในการอ่านและการขับขาน มีแผนผังและตัวอย่าง ดังนี้

ฉันทลักษณ์โคลงสี่สุภาพของล้านนา

O O O O O O O (O O)
O O O O O O O
O O O O O O O (O O)
O O O O O O O

โคลงสี่สุภาพล้านนา เรื่องนิราศหริภุญชัย (โคลงนิราศหริภุญชัย)

มหาชินธาตุเจ้า เจดีย์
เหมือนแท่งทิพย์สิงคี คู่เพี้ยง
ฉัตรคำคาดมณี ควรค่า เมืองเอย
เปลวเปล่งดินฟ้าเสี้ยง สว่างเท้าอัมพเร

โคลงสี่สุภาพล้านนา เรื่องตำนานจามเทวี (บทประพันธ์ของมณี พยอมยงค์)

นางเฮยเปนเผ่าผู้ เสมอหงส์
ฟังเนอนาฎนางนง แน่งน้อย
คูพ่อจักรดสรง สร้างเสก นางเนอ
บุญใหญ่แก้วฟ้าน้อย จุงถ้าดาฟัง

โคลงสี่สุภาพล้านนา เรื่องไหว้สาพระธาตุหริภุญชัย (บทประพันธ์ของพระครูสิริสุตาภิมณฑ์)

สาธุกราบพระธาตุเจ้า จอมไทย เจ้าเฮย
จอมปิ่นหริภุญชัย เจิดหล้า
ยอหัตถ์แทบเทียมใจ นบกราบ วันทา
หวังจ่องเมือสู่ฟ้า รอดห้องนิพพานเนอ

๕. โคลงกลบท

โคลงกลบท คือโคลงสี่สุภาพ หรือโคลงดั้น ที่มีข้อบัญญัติในการแต่งให้ใช้คำ หรือแสดงการสัมผัสเป็นชั้นเชิงยิ่งไปกว่าการแต่งโคลงแบบธรรมดา นับว่ากวีนิพนธ์ มีความอุตสาหะอย่างยิ่ง โดยมัก จะซ่อนเงื่อนไว้เพื่อให้ผู้ที่คิดจะแก้กลบทแก้ไม่ออก บางตำราก็แก้กลบทแบบผิด ๆ ไปก็มีโคลงกลบทของล้านนานั้นนับได้ว่ามีประวัติที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ปราชญ์ทางวรรณกรรมหลายท่านเช่น ประเสริฐ ณ นคร มณี พยอมยงค์ อุดม รุ่งเรืองศรี ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร ได้พบโคลงกลบทของล้านนาเป็นจำนวนมากหลายฉบับ เช่น ฉบับน้อยอินทา ฉบับศิษย์ราชครูอุมงค์ จากการศึกษาเรื่องโคลงกลบทในล้านนาของอุดม รุ่งเรืองศรี พบว่าในล้านนามีโคลงกลบท ๒๖ ชนิด มีชื่อดังนี้
๑. บาทกุญชร ๒. กรพระนารายณ์ ๓. หมายกงรถ ๔. บทสังขยา ๕. สลาสังวาล ๖. ชนาญเกลากลอน
๗. อักขรบังไทย ๘. วิสัยลมพอ ๙. กล่าวหย้อคบท่าน ๑๐. ประสานสมเลิศล้ำ ๑๑. ด้นหน ๑๒. ด้นปลิ้น
๑๓. ด้นซื่อ ๑๔. ยนต์ทิพย์ ๑๕. สะทกสายไหม ๑๖. พลูลามค้าง ๑๗. นางล้วงฝ้าย ๑๘. ร้อยกลอน
๑๙. ม้าข้องเชือก ๒๐. ม้าคลั่งล้อม ๒๑. อินท์ลงเหล้น ๒๒. อินท์ลงโลก ๒๓. นางหงส์หาบห้อย
๒๔. กลบทไม่มีชื่อกำกับ หิวนักคิดนัก
๒๕. กลบทไม่มีชื่อกำกับ บ่สิกข์ใคร่สิกข์
๒๖. กลบทไม่มีชื่อกำกับ มีลักษณะคล้ายกลบทร้อยกลอน

ตัวอย่างโคลงกลบทล้านนา

(๑) ปถมวุตติ

สี่ตัวตั้งต้นรวบ ร้อยกลอน
ริเรียกตีนกุญชร ย่างช้าง
เคล้าปลายเปลี่ยนอักษร สมใส่ แสงเฮย
ยอยกกลอ่อยอ้าง ใส่ส้อยสมกลอน
ปถมอุทาหารณ์ ชื่อ บาทกุญชร

ลือ ไปทั่วทุกด้าว ปาจิณ
ฌา ชนาญเถิงสายสินธุ์ แห่งห้อง
ปรา เกียรเถิงภูมินท์ เมงม่าน เมืองเฮย
กฎ เกี่ยวยางเยี้ยวย้อ ลวะลื้อแขมขอม

(๒) ฉฏฐมวุตติ

โคลงใดปลายเปลี่ยนซ้ำ อักขร
ชื่อชนาญเกลากลอน ดั่งนี้
พายปลายไส้วิงวอน วนเล่า ลื้มเฮย
กลอนเกี่ยวกันกินกี้ หากหื้อปุนฟัง

ฉฏฐมอุททาหรณ์ ชื่อ ชนาญเกลากลอน

กาลีไปลีแล้วมาลี
หันฟันขาวสีลี
แลนไปหันตีตาผ่าสัพพเฮย
แลนหูหียีเขียวตา

ชนาญเกลากลอน ถอดกลบท

กาลีไปลี่แล้ว มาลี
หันหั้นฟันขาวสี สี่สี้
แล่นไปหั้นหันตี ตาผ่า สัพพเฮย
พะแลนหูหู่หีหี่หี้ ยี่เขี้ยวตาเขียว

(๓) อฏฐมวุตติ

ไม้ไกสมใส่ด้วย พอลอ
ชื่อวิสัยลมพอ ว่าอั้น
อักษรใส่โยงยอ เป็นเพื่อน พิงเฮย
เท่าแต่สระนั้น หากหื้อเป็นโคลง

อฏฐมอุททาหรณ์ ชื่อ วิสัยลมพอ

ใส่ใจไจ้ไจ้ใช่ใจไกล
ใจใคร่ไพไชไหนได้
ใจใคร่ไพไชใจใฝ่ไพเฮย
ใจใคร่ไพไจ้ไจ้ไป่ได้ไพไช

วิสัยลมพอ ถอดกลบท

ใส่ใจไจ้ไจ้ใช่ ใจไกล (ใส่ใจอยู่บ่อย ๆ ไม่ได้เอาใจออกห่าง)
ใจใคร่ไพไพไช ไหนได้ (ใจอยากจะไป แต่ไปเยี่ยมไม่ได้)
ใจใคร่ไพไพไช ใจใฝ่ ไพเฮย (ตั้งใจว่าอยากจะไปเยี่ยมอยู่ตลอด)
ใจใคร่ไพไจ้ไจ้ ไป่ได้ไพไช (ใจอยากจะไปอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่ได้ไปเยี่ยม)


(๔) ทสสมวุตติ

ตัวเดียวเปนสืบเส้น จำนำ
เรียกประสานสมลำ เลิศล้ำ
ค่อยหาใส่สมคำ คบคาด กันเฮย
กลอนเกี้ยวกันทุกกล้ำ ใส่ซ้ำอักขร

ทสสอุททาหรณ์ ชื่อ ประสานสมเลิศล้ำ

นกน้อยนอนแนบเนื้อ ในนา
ตมแตกตกเตมตา ตื่นเต้น
จิจิบจ่อนเจียรจา จักจั่น เจียรเฮย
ลิงไล่แลนแล่นเหล้น ล่วงแล้วลืมลวง

(๕) จตุทสสมวุตติ

โคลงใดไวว่องปลิ้น โวหาร
มีชื่อยนต์ทิพย์ปาน ดั่งนั้น
แปรปรวนแลกคำหวาน หาง่าย งามเฮย
คำแผกผิดปลิ้นหั้น ดาด้วยอักขร

จตุทสสมอุททาหรณ์

แม่นี้เกล้าเกลี้ยงแม่ หากหวี
ไพล่าพบเหนหมี ป่าไม้
ไล่ตักน้ำหดหมี กลางป่า โพ้นเฮย
หอยบ่หมีสังได้ ไล่น้ำหดหมี (คำที่ใช้ตัวเน้นเป็นคำผวน)

ตัวอย่างตำราโคลงกลบทล้านนาที่ยกมา จะเห็นว่าบางบทมีโคลงบอกวิธีการแต่งและมีตัวอย่างโคลง บางมีการซ่อนกลบทเอาไว้ จะต้องถอดกลบทจึงจะอ่านได้เป็นโคลงที่ถูกต้อง ยังมีโคลงกลบทบางแบบที่มีการซ่อนเงื่อนและการอ่านเอาไว้ซับซ้อนมาก โดยการเขียนเป็นรูปแบบต่างๆ มีมากมาย ทั้งการซ่อนกลอักษร และการซ่อนกลโดยวิธีเขียนเป็นรูปแบบเรขาคณิตในที่นี้ขอยกมาให้ดูเป็นตัวอย่างเพียงแบบเดียวเท่านั้น

(๖) อินท์ลงโลก

บ่ นี้ดั่งเรียมจง ปลด คำ
ขอ พระองค์ชาตหน้า ชั้น ขอ
ชาต ลุปลงเจียรจากวันนี้ รัก ไปล่
กับ เกิดฟ้าร่วมห้องภิมานเดียว เกิด ใน

อินท์ลงโลก ถอดกลบท

บ่ลุชาตนี้ดั่ง เรียมจง
ขอเกิดกับพระองค์ ชาตหน้า
คำรักไปล่ปลดปลง เจียรจาก วันนี้
ขอเกิดในชั้นฟ้า ร่วมห้องภิมานเดียว

จะเห็นว่ากลบทบางแบบไม่บอกวิธีแต่งไว้ ผู้อ่านจะต้องอาศัยความรู้ในการแต่งโคลงมาช่วยในการถอด อย่างเช่น กลบทอินท์ลงโลก อาศัยเส้นที่ขีดเชื่อมคำเอาไว้ แต่ก็ไม่แจ่มแจ้งสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ในเรื่องฉันทลักษณ์โคลง เข้าใจว่าจะเล่นกันในหมู่นักปราชญ์เท่านั้น นับเป็นอุปสรรคในการศึกษาแก่คนรุ่นหลังในเวลาต่อมา จึงทำให้ความรู้ในการแต่งกลโคลงไม่แพร่หลายเท่าที่ควร ประกอบกับขาดคนศึกษาค้นคว้าและสืบทอดมาเป็นเวลาช้านานแล้ว จึงนับว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

๖. โคลงสลากย้อม

โคลงสลากย้อม จัดว่าเป็นวรรณกรรมเฉพาะถิ่นของล้านนา เพราะเท่าที่สำรวจพบปรากฎว่ากะโลงชนิดนี้มีการนำไปใช้เฉพาะในเขตตำบลอุโมงค์ ตำบลริมปิง ตำบลประตูป่า ของอำเภอเมืองลำพูน ตำบลบ้านธิ ตำบลห้วยยาบ ของอำเภอบ้านธิ จังหวัดลำพูน กลุ่มชาวบ้านที่ใช้ในการขับขานทุกคณะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ชาวไทยองทั้งหมด

โคลงสลากย้อม เป็นการเรียกในเชิงพฤตินัย คือการนำไปใช้ขับขานเรียกว่า “อ่านกะโลงสลากย้อม” แต่ในทางนิตินัย คือฉันทลักษณ์ในการแต่งนั้นใช้รูปแบบของการแต่งคร่าวทั้งหมด มีความแตกต่างกันในเฉพาะบทขึ้นต้นเท่านั้น การแต่งคร่าวจะขึ้นต้นดังนี้

แผนที่จังหวัดลำพูน สีฟ้าแสดงพื้นที่ที่นิยมฮ่ำกะโลง

กราบทูลสา ราชาปิ่นเค้า สามกษัตริย์เจ้า เวียงพิงค์รัฏฐา
มังรายราชะ องค์พระปิตตา สร้างเมืองล้านนา เชียงใหม่แก้วกว้าง
รุ่งเรืองสวยงาม สมนามเอกอ้าง ด้วยบุญสมภารท่านไท้
กุศลผลบุญ ที่หนุนสร้างไว้ ของเชียงใหม่แก้วเวียงชัย
เป็นเจ้าภาพเค้า เราได้ร่วมใจ ตัวแทนเมืองไทย จัดซีเกมส์เจ้า
ครั้งที่สิบแปด เนอนายน้องเหน้า กีฬาของเราครั้งนี้
พระเจ้าอยู่หัว ท่านบ่หลบลี้ ทรงปั๋นยื่นหื้อไฟมา
ไฟพระฤกษ์นี้ จักโชติช่วงหนา จนแข่งกีฬา จบลงเนอเจ้า
แมวหน้อยตัวงาม ก๋างจ้องอยู่เฝ้า สัญญลักษณ์เราพี่น้อย
เก้าวันเนอนาย หลายชาติชื่นช้อย มาแข่งพร้อมเสี้ยงกันนา
ประเทศเหล่านี้ จักชี้ไขจา กลัวเสียเวลา เมินนานบ่หน้อย
ช่อน้อยทุงชัย ปักยายหยาดถ้อย เชียงใหม่เราคอยต้อนรับ
สิบนิ้ววันทา ไหว้สาคำนับ สามกษัตริย์เจ้าองค์คำ
สิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ มีอยู่ประจำ เชียงใหม่เมืองงาม สุเทพธาตุเจ้า
แผ่ปาระมี ปกป้องเกศเกล้า หื้อฝูงหมู่เราชื่นช้อย
แข่งขันกีฬา ผ่านไปเรียบร้อย อย่าหมองหม่นเศร้าเนอนาย
จ๊อยบรรยาย วางลงเท่าอี๊ จบเท่านี้สู่กันฟัง ก่อนแหล่นายเฮย
พระครูสิริสุตาภิมณฑ์ ประพันธ์ในงานแข่งขันกีฬาซีเกมส์ เชียงใหม่ ๒๕๓๘.

ส่วนการแต่งกะโลงสลากย้อมนั้น เพื่อประโยชน์ในการขับขาน โดยเฉพาะการเริ่มต้นตั้งเสียง ไม่นิยมสองวรรคแรกเพราะตั้งเสียงยาก จึงได้ตัดสองวรรคแรกออกไป และเริ่มต้นในวรรคที่ ๓ และ ๔ เป็นต้นไป โดยกำหนดให้คำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ เป็นเสียงสามัญ และคำสุดท้ายของวรรคที่ ๔ ต้องเป็นเสียงตรี ทั้งนี้เพื่อความไพเราะในการออกเสียงของคณะที่อ่านกะโลง ตัวอย่างเช่น
โย โทสา วันทากราบนบ
สิบนิ้วครบ กราบไหว้ยอสา อหังวันทา ยอสาใส่เกล้า
ยังพระไตร สามดวงแก้วเจ้า ด้วยเจตนาใฝ่มัก
เพชรนิลจินดา ราคาค่านัก บ่เนาเทาแก้วสามดวง
แม่นแก้วมนุสส์ โป่งข่ามเม็ดหลวง ฝูงคนพันพวง ประสงค์ใคร่ได้
เอามาประดับ ค็งามอยู่ใต้ ในแขวงเมืองคนลุ่มฟ้า
พาหื้อเป็นภัย เกิดภัยใช่ช้า โจรลู่ข้าชิงเอา
พาหื้อเดือดร้อน ทังตัวแลเขา ทุกข์ใจเนอเรา เอาไว้บ่กุ้ม
อันแก้วสามดวง พวงเดียวตะหลุ้ม สุมดวงทัยชุ่มเนื้อ
บ่ว่าไผไหน มีใจเอื้อเฟื้อ พากันกราบไหว้ปูชา
ติรตนะ สามดวงตา ขอเปนบุญญา ค้ำชูใฝ่เฝ้า
เพ็ญพรรณยอสา วันทาใส่เกล้า ขอเชิญพร่ำพร้อม
นาคครุฑเทวา รักษาเทสท้อง สวรรค์แห่งห้องพายบน
โกสินท์เทพท้าว อยู่นิเวสน ในเวไชยนต์ ดุสิตแหล่งหล้า
เวสสุวัณณา ฤทธีเก่งกล้า อันเปนพระญาแก่ยักข์
จ่ายมพิบาล องค์คราญพิทักษ์ รักษาต้นขั้วบัญชี
จตุสี่ท้าว อุดรทักขิณ บูรพ์ปัจจิม รังสีบ่เส้า
ท่านเมตไตรโย โพธิ์สัตต์เจ้า อันจักลงมาโปรดค้ำ
มนุสส์สัตตา หื้อหมดเสี้ยงซ้ำ เปนพระซ้อยหล้าฦาฌา
ทังองค์ท่านท้าว มเหสิกขา พรหมราชา พระพรหมสี่หน้า
ทังธอรณี สรีหน่อหล้า รักษาสุธาแผ่นพื้น…

พ่อหนานน้อย ธนัญชัย บ้านล่ามช้าง ประพันธ์.

ดังนั้นฉันทลักษณ์ของกะโลงสลากย้อม จึงเหมือนฉันทลักษณ์ของการแต่งคร่าวทุกประการ จะมีข้อแตกต่างกันก็เฉพาะบทขึ้นต้นดังกล่าวมาแล้วนั้น หากกำหนดรูปแบบฉันทลักษณ์ ของกะโลงสลากย้อม ก็จะเป็นดังนี้
กะโลงสลากย้อม มีข้อจำกัดในการนำไปใช้ เหมือนกับการทำบุญถวายทานกฐินที่กำหนดไว้เฉพาะภายหลังออกพรรษาแล้ว ๑ เดือน เรียกกันว่า “กาลทาน” คือการทำบุญถวายทานที่มีกำหนดเวลา กะโลงก็เหมือนกัน ศิลปินผู้อ่านกะโลงจะนำไปใช้เฉพาะในเวลาที่มีงานทำบุญถวายทานสลากภัตเท่านั้น ประเพณีการทำบุญถวายทานสลากภัตของล้านนา นิยมทำบุญกันตั้งวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ เรื่อยไปจนกระทั่งถึงวันก่อนออกพรรษา แล้วแต่ทางวัดนั้น ๆ จะกำหนดกันขึ้นตามความสะดวกของ พระภิกษุและสาธุชน เฉพาะวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน กำหนดเอาวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เหนือ ของทุกปี นับได้ว่าเป็นประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่งของลำพูน มีบรรดาศรัทธาสาธุชนมาร่วมงานทำบุญเป็นจำนวนมากมาย รวมทั้งพระภิกษุสงฆ์สามเณรที่นิมนต์มาประมาณ ๑,๐๐๐ กว่ารูป งานประเพณีสลากภัตวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร จะมีคณะศรัทธาสาธุชนของวัดต่าง ๆ จัดตกแต่งต้นสลากย้อมมาร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก ในขณะเวลาเดียวกันก็จะมีกลุ่มศรัทธาที่เป็นสุภาพบุรุษซึ่งมีเสียงดี ประมาณ ๓ คนขึ้นไปร่วมกันอ่านบทกะโลง พรรณนาสลากย้อมพร้อมกับการบรรเลงสะล้อ ซึงคลอตามไปด้วย บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกครึกครื้น ผสมผสานกับกลิ่นไอของทานบารมีที่น่าเลื่อมใสยิ่ง การขับกะโลงนั้นจะมีอยู่ ๒ ประเภท คือ มัคนายกวัดต้นปินฮ่ำกะโลง

๑. การอื่อกะโลง ใช้เรียกกริยาที่ศิลปินนำเอาโคลงสี่สุภาพ โคลงสามห้อง และโคลง ๒ ห้อง มาขับโดยทำนองเสนาะแบบล้านนา โดยมีการสีสะล้อเป็นดนตรีประกอบ มีลีลาที่ไพเราะมาก ศิลปินที่อื่อกะโลงได้ไพเราะมีเสียงนุ่มนวลน่าฟังได้แก่ พระครูวิบูลกิตติรัต วัดช่างแต้ม พระครูสิริสุตาภิมณฑ์ วัดสุพรรณรังษี ศ. เกียรติคุณมณี พยอมยงค์ อาจารย์วิลักษณ์ ศรีป่าซาง อาจารย์สนั่น ธรรมธิ เป็นต้น

คณะวัดเจดีย์ขาว ต.ริมปิง และคณะวัดชัยชนะ ตำบลประตูป่า อำเภอเมืองลำพูน จ.ลำพูน
ฮ่ำกะโลงของวัดในงานถวายทานสลากภัตประจำปี ๒๕๔๘ ของวัดพระธาตุหริภุญชัย วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๘
๒. การอ่านกะโลง ใช้เรียกกริยาที่ศิลปินประมาณ ๓ คนขึ้นไป นำเอาคร่าวซอมาขับโดยทำนองเสนาะแบบล้านนา โดยมีการบรรเลงสะล้อซอซึงดนตรีประกอบ มีลีลาที่ไพเราะ กลุ่มศิลปินที่อ่านกะโลงได้ไพเราะมีเสียงนุ่มนวลน่าฟังได้แก่ กลุ่มศิลปินบ้านธิศรีมูลน้ำล้อม บ้านศรีบังวัน บ้านหนองหมู บ้านประตูป่า บ้านป่าเห็ว บ้านชัยชนะ บ้านเจดีย์ขาว จังหวัดลำพูน เป็นต้น

การแต่งกะโลง หรือค่าวฮ่ำสลากย้อม
นายมงคล มาละวันนา นายคำ ไชยชะนาญ ผู้บรับปรุงบทกะโลงของวัดชัยชนะ

ในระหว่างที่มีการจัดเตรียมต้นสลากย้อม หญิงสาวเจ้าของต้นสลากจะไปว่าจ้างปราชญ์ที่มีความรู้ด้านตั๋วเมือง (อักขระล้านนา) ซึ่งอาจจะเป็นพระหรือเคยบวชเรียนมาก่อนและเชี่ยวชาญในด้านวรรณกรรม ให้แต่ง ”กะโลง” หรือ ”ค่าวฮ่ำ” หรือ”กำฮ่ำ” ซี่งเป็นร้อยกรองของล้านนาอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับโคลงของทางภาคกลาง โดยมีลีลาการเขียนและขับขานอย่างไพเราะเพราะพริ้ง ซึ่งต้องอาศัยความรู้ความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวของเจ้าของสลากย้อม ตั้งแต่ประวัติของเจ้าของ จำนวนเงินที่ใช้ในการจัดทำต้นสลากย้อม รายละเอียดขั้นตอนในการจัดทำ ออกมาในรูปของกำฮ่ำเพื่อให้เห็นถึงความตั้งใจและความปรารถนาของเจ้าของสลากย้อมที่มีต่อการทำบุญครั้งนี้ ในเนื้อหาดังกล่าวจะมีการสอดแทรกคติธรรม มีบทตลกขบขัน ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ตลอดจนบุคคลที่มาช่วยในการจัดทำต้นสลากย้อม ในตอนท้ายจะกล่าวถึงคำแผ่ส่วนบุญและคำปรารถนาที่เจ้าของสลากย้อมได้ตั้งปณิธานไว้ ทั้งนี้เพื่อให้ความบันเทิงและเป็นแนวทางการดำรงชีวิตให้แก่ผู้ฟังและเจ้าของสลากย้อม สำหรับหญิงสาวที่มีอายุไม่ถึง ๒๐ ปี จะทานสลากย้อมเรียกว่า สำรับ จะไม่มีการแต่งกะโลง ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้

“จื้อพัชรินทร์น้อง แม่ดวงจุ๋มปี๋ ไนยะแจ่มดี นามสะกู๋ลข้า
จดปี๋เดือนวัน จาต๋าน้องหล้า เจ้าเกิดมีมาครั้งนั้น
วันพฤหัส จดหื้อแน่ขั้น เป๋นวันเกิดตั้งปั๋ญญา
คนเกิดวันนี้ ย่อมมีผญา จื้อพัสสะดา ปั๋ญญาเล็กกว้าง
ลายดอกเครือวัลล์ เกี้ยวหวันกิ่งก้าน บ่ยากใจ๋นางสักเจื๊อ
คนตังหลาย ไผก็ใคร่เฟื้อ อาศัยเปื้อด้วยปั๋ญญา
จาต๋าข้าน้อย หากดีเป๋นตร๋า จื้อพัสสะดา เป๋นจริ้งแน่นหมั้น
วันที่นั้นแถม เลขแปดว่าอั้น มิถุนายนบ่ค้าย
สองห้าหนึ่งสูน พ.ศ.บอกไว้ มะแมเปิ่งด้วยตั๋วดี

ข้าเจ้าเปิ๊งแป๊ะ แม่นแต๊ดีหลี พ่อหนานบุญมี ปิดต๋าป้อข้า
วันปฏิสนธิ์ ออกจมโลกหล้า เดือนแปดตีฆาส่องฟ้า
ขึ้น ๑ ค่ำใส ดีงามสะง้า น้องเป๋นลูกหล้าปล๋ายคน
กาบแก้วแม่ไท้ หื้อปฏิสนธิ์ เป๋นจ๋อมมาดล มาต๋าเจื่องเหง้า
ผู้เกิดร่วมกั๋น ร่วมครรภ์แม่เจ้า มีสามคนเลาพี่น้อง
ปี๊เก๊าเป๋นสาว ปฐมแรกต๊อง ต๋ามกดจื้อเจ้าลามา
พรทนาแต๊ เจ้าแว่นสายต๋า ปี้พรทนา เป๋นเก๊าแรกต้น
ปี้คนถ้วนสอง เจ้าแพร่เนื้อหย้น จารุพิณนามบอกไว้
ถ้วนสองเป๋นสาว หอมเหมือนดอกไม้ มีแมงปู้เผิ่งจนใน
จารุปี้ไท้ อยู่เมินบ่อไหว มีกู่เตียมไคร ไปเสียกว่าจ้อย
ได้วีระพันธ์ มาเป๋นกู่น้อย สนุกเจยบานเจ้นล้ำ
สำหรับถ้วนสาม แม่บัวกาบจ๊ำ ก็ได้แก่ข้ารินทร์นาง”

จากบทกะโลงของนางสาวพัชรินทร์ ไนยะแจ่ม กล่าวถึง ประวัติของน.ส.พัชรินทร์ เกิดวันพฤหัสบดี ที่ ๘ เดือนมิถุนายน ๒๕๑๐ ขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๘ เหนือ ปีมะแม เป็นบุตรพ่อหนานบุญมี แม่เกี๋ยงพา มีพพี่ สองคน คนแรกชื่อ พรทนา คนที่สองชื่อจารุพิณมีสามีแล้วชื่อวีระพันธุ์

“อำไพรจี๋สาว เจ้ากิ๊วโก่งก๊อม ใคร่ตกแต่งสร้าง ก๋ารบุญ
เพื่อหวังจ่วยก๊ำ กุศลนำหนุน ใคร่กระตำบุญ สลากซองข้าว
เจ้าก่อยเหลียวจ๋า เกียงพาแม่เจ้า ว่ามารดาเฮา แม่จั๊น
วันออกพรรษา เติงมาตี่นั้น เป๋นจักแต่งสร้าง ก๋ารตาน
ตี่วัดดอยน้อย เป๋นมหาป๋าง เปิ่นจักทำตาน สลากซองข้าว
อำไพรมีใจ๋ ศรัทธาบ่อเศร้า ใคร่ตานกะโลง สลากย้อม
แม่จ้างหันดี กับตัวข้าน้อง ลือจักกล่าวห้าม สันใด
เกียงพาแม่จั๊น ยินชอบเปิงใจ๋ ว่าดีแต๊นาย กันลูกกึ๊ดได้
ก๋ารทำกุศล เหมือนต๋ามแค่ใต้ จักส่องตางไป ฟากฟ้า”
“จากบทกะโลงของ น.ส.อำไพร อุตตระพยอม กล่าวถึงความตั้งใจและความปรารถนาของ น.ส.อำไพร ที่อยากจะทานกะโลงวันออกพรรษาในงานประเพณีตามสลากภัตที่วัดดอยน้อย ต.มะเขือแจ้ หวังว่ากุศลของการทานครั้งนี้จะเป็นเหมือนคบเพลิงส่องทางไปสู่ฟากฟ้า”

“ด้วยความเต๋มใจ๋ ต่างมาจ่วยก๊ำ บ่อหันแต่เหล้าสุรา
สล่าเป็นแต๊ บ่อใจ่ถามหา เป็นแต่ปัญญา คนแต่งว่าหื้อ
เป็นมาจ่วยเหลือ แม่คำหนักตื้อ บ่อมีคนใดจ่มฟ้อง
สะล่างครัวตาน อันใดก็พร้อม ค้างแต่แต่งหย้องเขียวแดง
อำไพรม่อนน้อย ก่อยปันก่อยแป่ง กระดาษเขียวแดง น้องตัดหยาบหย้อง
ไปขอพรรณี เพื่อนเดียวเสี่ยงห้อง มาจ่วยดาตานแต่งคิด
ประทุม มาลา ก็มาร่วมมิตร พร้อมด้วยสาวหน้อยแสงเมือง
บัวเหรียญสมเพ็ชร แม่ต่อมคำเหลือง ป๋ายแถมวงเวียน ก็มาจ่วยหย้อง
ต่างก็ดีใจ๋ ใสงามจ้อง ๆ มาตกตำดาแต่งคิด
ล้วนเป็นสหาย เพื่อนเดียวเสี่ยวมิตร มีติดดอกสร้อยดาตาน
ดูมาม่วนล้ำ มาจ่วยเหลือกัน ตกแต่งดาตาน สลากต้นตั้ง
กันรัตติยา ค่ำมาจอดจั้ง กล๋างคืนเงียบพัก
บ่าวหน้อยตั้งหลาย มากอยจ้าดนัก พร่องก็จ่วยห้างตวยญิง
จ๋นเดิ้กเตี่ยงฟ้า ล่วงข้อนรัตติง เขาก็ลาญิง ปิ๊กป้อกสู่บ้าน
อำไพรจี๋สาว แม่คำหัวห้าง เก็บเหมียดครัวตานไว้พร้อม”
“จากบทกะโลงของ น.ส.อำไพร อุตตระพยอม กล่าวถึงการที่มีเพื่อนมาช่วยตกแต่งต้นสลากและมาช่วยด้วยความเต็มใจไม่เห็นแก่อาหารหรือเหล้าซึ่งแสดงถึงความมีอารมณ์ขัน และช่วยจนถึงกลางคืน เช่น พรรณี ประทุม มาลา แสงเมือง สมเพ็ชร แม่ต่อมคำ วงเวียน รวมทั้งหนุ่ม ๆ มาช่วยกันตกแต่งต้นฉลากอยู่จนถึงดึก “

“การประเพณี บ่หนีทิ้งละ ทานหื้อพระหน้อยขะโยม
ถัดมาแลมเล้า เข้าต้มเข้าหนม ทังเข้าแตนวง ใส่ถงแขวนห้อย
ทองหยิบฝอยทอง เข้าสูนน้ำอ้อย เข้าหนมบัวลอยหวานล้ำ
ทังแว่นทังหวี ก็มีเสี้ยงซ้ำ พร้อมขันช่วยหน้าสีฟัน
บอกหื้อท่านรู้ สบู่จอห์นสัน หลายสิ่งหลายอัน ทังผงซักผ้า
ทังผ้าขนหนู คู่ผ้าเช็ดหน้า จ้องบังกายา – รองเท้า
สาดอ่อนหมอนผา แต่งดาเปนเค้า ทังปิ่นโตเข้าเถางาม
ถ้วยหว่านชานช้อน เข้าปลาอาหาร อันเปนโบราณ จารีตเก่าเกื้อ
มีทังวัตถา แผ่นพรรณผ้าเสื้อ ทอสีเลางามจีบทบ
ครอบหอครัวเรือน ก็มีเสี้ยงครบ มีทังหม้อเข้าเตาไฟ
เข้าตอกดอกพร้อม น้อมกายน้อมใจ ช่วยกันยกไป วัดหนองหมู เจ้า
ตกแต่งแปงดา พากันนั่งเฝ้า ปรารถนาเอาพร่ำพร้อม

การที่จักทาน เข้าสลากย้อม หาใส่หื้อเสี้ยงครัวทาน
เข้าต้มหนมจ๊อก ถ้าดีกินหวาน เซาะหามาทาน เนอนายน้องเหน้า
หมากฟักหมากแฟง หมากแตงหมากเต้า ของบ้านเมืองเราป่าเลอะ
ของดีของงาม ใส่เข้าไปเต๊อะ ทังหมากน้อยแหน้กินลำ
เรื่องการบุญนี้ บ่ดีขับจำ การศีลการธรรม ใผคึดใผได้
กุศลผลบุญ จักพาเข้าใกล้ สวรรค์พายบนชั้นฟ้า”

“จากบทกะโลงของ น.ส.เหรียญทอง โพธาเจริญ กล่าวถึงสิ่งของต่างที่นำมาใส่ในต้นสลากย้อม ตั้งแต่เสื้อผ้า ของใช้ประจำตัว ของใช้ในครัวเรือน อาหาร ต่าง ๆ

“อาบน้ำแต่งตั๋ว หวีหัวผัดหน้า สวมก๋ายาองค์เครื่องพร้อม
เอาม้าวใส่แขวน วงศ์แหวนจุ๊บย้อม แต่งตั๋วหย่านหย้องจ๋นเปิง
หื้องามเงื่อนฟ้า เหมือนดั่งหงส์เหิน จิตใจ๋ก็เพลิน เจยบานบ่เศ้า
ปอ ๙ โมงป๋าย เติงมารอดเข้า ฝูงหมู่ปงหันเปื้อนป๊อง
มาจ่วยกั๋นหาม ครัวตานข้าน้อง ออกจากยี่ข้อกองงาม
หามลัดโต้งน้อย โห้ฮิ้วตวยกั๋น ผ่อเหมือนคราวตาง บ่ไกล๋สักหน้อย
เถิงวัดบ้านแจ๋ม อารามเปล่งปร้อย ฝูงหมู่คนกอยผ่อซ้อง
พัชรินทร์สาว เจ้าไหมยอดม้อน จ๋นปอเผิดหน้าต๋าอาย
เขาแยงผ่อน้อง มากปวงหลวงหลาย ปอเหนียมเดียมอาย เปิ้นแยงผ่อหน้า
พัชรินทร์สาว แม่ดาวสูนฝ้า กาบแก้วมารดาบอกน้อง
แม่แนะนำปั๋น ญิงรามยอดม้อน เยียะต๋ามแบบเบ้าโบราณ
เอาขันดอกไม้ ใส่แก้วตังสาม ขันศีลปอนงาม เรียงยายอยู่หั้น
พัชรินทร์สาว แม่บัวไกว๋ก้าน เยียะต๋ามมาดากู้เจื่อ
บ่หื้อขาดไหน แม่ไฮไต่เนื้อ ตั้งจิตหว่านไหว้วอนวาน
ข้าน้องน้ำมึก นึกอธิษฐาน กุศลส่วนตาน ตี่นางได้สร้าง “
จากบาทกะโลงของ น.ส.พัชรินทร์ ไนยะแจ่ม กล่าววิถีชีวิตความเป็นอยู่ในปี ๒๕๓๖ ถนนยังไม่ดีนัก ชาวบ้านช่วยกันหามต้นสลากย้อมผ่านกลางทุ่งนา จากบ้านยี่ข้อไปวัดบ้านแจ่ม มีคนคอยดูต้นสลากและเจ้าของต้นสลาก และแม่ของ น.ส.พัชรินทร์จะสอนลูกสาวเกี่ยวกับพิธีทำบุญในวัด”

การแต่งกะโลง จะแล้วเสร็จก่อนวันที่มีการทานสลากย้อมประมาณ ๑๕-๓๐ วัน ขณะที่มีการจัดทำเครื่องสลากย้อม ในยามค่ำคืนจะมีชายหนุ่มที่สามารถอ่านอักขระล้านนาได้ พากันแวะเวียนมาอ่านกะโลงของเจ้าของสลากด้วยท่วงทำนองที่ไพเราะเพราพริ้ง ช่วยขับกล่อมบรรยากาศในการแต่งดานั้นให้ครึกครื้นยิ่งขึ้น การอ่านกำฮ่ำหรือกะโลงนั้นต้องมีการรวมกลุ่มกันอ่านตั้งแต่ ๓-๕ คน ขึ้นไป ถ้าหากกำฮ่ำหรือกะโลงของผู้ใดแต่งดี มีความไพเราะจับใจ ก็จะมีคนแวะเวียนมาอ่านไม่ขาด เป็นที่เชิดหน้าชูตาแก่เจ้าของสลากย้อมเป็นอย่างมาก
ในปัจจุบันยังคงมีประเพณีการทานสลากย้อมหลงเหลืออยู่บ้าง แต่การฮ่ำกะโลงส่วนใหญ่จะเป็นกะโลงของวัด ดังจะได้ยกตัวอย่างกะโลงสลากย้อมของวัดชัยชนะ ตำบลประตูป่า อำเภอเมืองลำพูนจังหวัดลำพูน ในงานประเพณีทานสลากภัตรวัดพระธาตุหริภุญชัยประจำปี ๒๕๔๘วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๘ โดยการนำกะโลงสลากย้อมของวัดล่ามช้าง ตำบลประตูป่า อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน แต่งโดย พ่อหนานน้อย ธนัญชัย มาปรับปรุงดัดแปลง กะโลงของวัดโดย นายมงคล มาละ

วัดชัยชนะ ต.หนองช้างคืน อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน
ถวายสลากภัตรงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๘
*****
สิบนิ้วน้อม กราบก้มเกศา อหังวันทา ด้วยหัวแห่งข้า
ขอเป๋นนาวา ขี่ข้ามบ่จ๊า ยังฝั่งก่ำหน้านตี ขอป๊นจากตุ้ก
ในโลกโลบกี๋ ขอถึงตางดี นิพปานแก้วกว้าง
ขอสมดังคำ ตี๋พระกล่าวอ้าง สิ่งของทานัง ไคว่พร้อม
มาถึงปี๋นี้ บ่ได้อ่อนจ๊อม จักแหนแห่อ้อม ต๋ามตาง
สนุกม่วนล้ำ ไผตึงบ่ขาง เพราะว่าต๋ามตาง เป็นของหมู่บ้าน
วัดจัยชนะ ขอสมใฝ่อ้าง บ่ละตุ้น ว่างง่ายซ้ำ
ขอเป๋นกุศล นาบุญจ้วยก้ำ ยังของตานข้า หลายคน
จ้วยกันลุ้มลุ้ม หวังเอากุศล ไปเกิดเมืองบน จั้นฟ้าแหล่งหล้
ตังแก้วตังสาม สาธุเจ้าข้า สิบนิ้ววันตา น้อมนบ
แก่หนุ่มตัวหบาย ตี้เกิดมาป้บ ยังสลากเข้า ก๋วยซอง
น้องได้น้ำคุ และก๋วยขี้ปุ๋ม น้องอู้ขี้ลม ได้ถุงยางน้อย
ก้อยฟังไปเต๊อะ บ่ไจ้ว่าฝอย แม่ศรีดำมอย มาฝอยหลอกเล่น
ม่วนอู้แต้แต้ บ่ไจ้ว่าเห็น บ่ไจ้ก๋ำเวณ มันตึงบ่ได้
ปี้น้องวัดจัย บ่ได้ใจไกล๋ จิตใจ๋ดังใน เจินเน้อเจ้าข้า
ป้อลุงตัวหลาย แผวตึงน้าป้า มาตังอาวอา ปี้น้อง
บ้านใต้บ้านเหนือ ตกเหนือฮิมฮ่อง คนไหลหลั่ง กาองมากอย
แม่ก้าหน้าวัด ยายกั๋นเป๋นแถว กู้ตี้กู้แนว เป๋นแถวเป๋นเส้น
แม่ก้านางขาย อยู่ยายเป๋นเส้น ตามบริเวณ หน้าวัด
ต่างผู้จับใจ๋ บ่อาตะคัด จิตใจ๋ผ่องแผ้ว เจยบาน
นามวัดจัยชนะ ศรัทธาใจ๋หาญ เรื่องกิ๋นเรื่องตาน บ่เกยน้อยหน้า
มูลละศรัทธา มีใจ๋เก่งกล้า สิบนิ้ววันตา กราบพระ
หมู่เฮาตังหลาย บ่มีไผละ จ้วยกั๋นแต่งย้อง ครัวตาน
จักไปเอาไม้ มาไป่มาสาน หมู่เฮาวงค์วาร มาสานแป๋งต้น
ไปขอลุงคำ ไม้เปิ้นหลายต้น ตี้สวนลำไย ฮิมฮ่อง
ส่วนว่าลุงมา บ่ขัดบ่ข้อง มาเป๋นเก๊าเป๋นกัน ปี่น้อง
ตี้แป๋งต้นแต้ บ่อมีไผเหมือน เปิ้นเป๋นป้อเฮือน นามว่าอ้ายแก้ว
หมู่เฮาตังหลาย มีใจ๋หลิ่งล้อ ใจ๋น้อคอน้อ ม่วนล้ำ
ลางพ่องเหลาเฮียว ใส่สีแดงจ๊ำ แถมใส่ด้วย บานเย็น
สีเหลืองผ้าพระ บ่ละสีเขียว ย้อมแผวกันเฮียว โอ้เจ้าข้า
มานพ อินสี คนดีเก่งกล้า ไปนำเฟืองมา แป๋งต้น
อ้ายถา ลุงบูรณ์ อนันต์น้องไท้ มีใจจื้นสู้ เจยบาน
อู้แต้เอาแต้ บ่ได้ปากหวาน เพราะว่าของตาน พระสงค์องค์เจ้า
คำจันทร์ ประพันธ์ นั้นบ่แก่เฒ่า จักเสเลเมา แอ่นฟ้อน
อาติกาเล กันแดดบ่ฮ้อน จักฟ้อนแอ่นแอ้ เป๋นลาย
คนก่อซ้ำนัก มากปวงหลวงหลาย ตังญิงตังจาย มาหลายทั่วหน้า
แป๋งกั๋นหลายวัน บ่อิดอ่อนล้า มาจ๋ากำดี บ่โอ่
จ้วยปากจ๋าแข็ง บ่ได้คุยโม้ มันมีดังอี้ เนอนาย
โอยนอม่อนไท้ บ่เกยหันไหน บ่มีตังใดมี เหียตี้นี้
ของกิ๋นของตาน สูนกั๋นป่นปี้ จักกิ๋นใดดี มีพร้อม
หมู่เฮาจัดแจ๋ง แต่งดาไว้พร้อม จะรสกิ๋นต้อม หวานเย็น
หมากโอหมากนะ หมากขูดตราเสือ กิ๋นเหมือนยาเบื่อ กิ๋นตึงบ่ได้
บ่าป๊าวบ่าต๋าน บ่าลานกิ๋น ได้เอามาร่ำไร จ้าดนัก
ต่างผู้จับใจ๋ ไผมันชอบมัก ก่อหาใส่ฮั่น ของตาน
ต้งกล้วยน้ำว้า ริอ่องหอมหวาน ข้าวหนมลูกลาน หวานเปื้อน้ำอ้อย
น้อยแหน่ตาใส ละมุดหน่วยน้อย บ่เจือมากกอย ผ่อเต๊อะ
ระแวกมันแกว มีฮั่นป่าเลอะ ของตานแห่งข้า หลายคน
ขอเป๋นบุญก้ำ มหากุศล ศิริมงคล กุศลใหญ่กว้าง
ถ้าดับจิตต๋น ขอสมใฝ่อ้าง อย่าได้มีลาง ผางฮ้าย
ลางเตื้อใจ๋ดี ลางตี้ใจ๋ฮ้าย แม่ศรีดอกได้ ซอนแดง
แก่หนุ่มเฮาและ จ้วยกั๋นจั๊ดแจ๋ง สีดำขาวแดง จ้วยกั๋นทั่วหน้า
แม่ญิงก่อหลาย ป้อจ้ายใจ๋กล้า สิ่งของตานนัง พร้อมพรึบ
บุหรี่เป๋นสาย เรียงยายถะลึบ แป๋งสายหย่อยห้อย เป๋นแป
ยาดีตังนั้น บ่อได้ตอแหล ยาโต้งป่าแก แกมร้องเสือเต้น
ยาเจ๊กยาเถิน มันก่อเป๋นเส้น บ่ใจ้ฮู้เอน ขื่นนัก
ต๋างผู้จับใจ๋ ไผมันชอบมัก บ่ฝอยขี้อู้ ปุ๋มลอย
แป๋งก้อนอุ้มลุ้ม เป๋นดีใคร่หัว เสียเส้นมันโพ ปันตึงบ่ได้
ยาเจ็กยาเถิน ห่อมาจากใต้ ยาสุโขทัย ซ้ำนัก
กาบหมากขาวใส ปันใส่จ้าดนัก ตังต๋องยอดกล้วย ต๋ายพราย
ใส่แผวตึงแฟ้บ ปักเฮียวเป๋นสาย สมุดเนอนาย และดินสอแต้ม
สลาดยูเฟย บ่ะเดยหน่วยหน้อย จ้องสีดำมอย เหมาะล้ำ
เปิ้นมาแต่งแป๋ง เข้าใจ๋เจ้นล้ำ ตี้บ้านปี๋ฮั่น แสงดา
บัวเรียวน้องฮัก เป๋นคนคิดหา จักเอาสังมา แป๋งสายแวดฮ้อย
อุษา น้องฮัก บ่ได้สังหรณ์ จี้ฮีดแมงจอน ไผสอนมันเต้น
จ้วยกันแต้ ๆ ต่างมีความเห็น อย่าได้สะเดน หนีไกลภาคหน้า
ยุพิน มาลี จันทร์ดีมาตวย มาจ้วยกั๋นฮั้น คัวฮอม
ป้อหลวงวิทิต นั้นเหยคุณขา เป๋นประธานมา ก่อนนั้น
เปิ้นตึงใจ๋ดี มีเจ้นล้ำ สมเป๋นดั่งฮั้น ประธาน
ผ่อรูปก่องาม สมาร์ทบ่อหน้อย บ่เจื้อไป ผ่อเต๊อะ
บ่ได้อู้จ๋า แป๋งกำเลอะเทอะ กลัวเป๋นบาปต้อง ตัวจาย
ตั้งต่อไปนี้ จักคลี่ขยาย แป๋งต้นเน้อนาย ตี้วัดบ้านข้า
ดูไหนจักสม บ่ไจ้อู้ยอ ฮื้อสมกวนนอ สำรับ
จ้วยกั๋นจัดแจง บ่อได้อ่านนับ แป๋งเลาต่างขึ้น ปายบน
เอาคาขอบมัน มั้นแก๋นดูสูง จ้วยกันยายวง และมาแต่งห้าง
ยามหามแห่ยก กวัดแกว่งไหวเหวือ เป๋นคุ้มเป๋นเครือ ใบสิบหย่อนห้อย
เต๋มอกเต๋มใจ๋ หมู่เฮาบ่าวหน้อย เหมือนดั่งจักลอย เมฆฟ้า
หมู่เฮตังหลาย หลอนได้หยาบจ๊า อย่าเป๋นโตดต้อง ปายลูน
ขอเป๋นบุญก้ำ จ้วยมาอุดหนุน แก๋งปล๋าใส่ตูน ลำเมื่อใสส้ม
เหมือนกั๋นดองหอม ตี้มันบ่หล้ม ก่อกิ๋นบ่ะลำ แต้แต้
ม่อนข้าขอจ๋า วาตีนี้แอแล้ว อย่ามีแต่ห้อง ปัดจา
พระสงฆ์องค์เณร ที่อยู่สำนัก ต๋นไดตี้ขอ นิมนต์
ดูเอาไปเต๊อะ จ้วยแผ่กุศล สวรรค์เบื้องบน นิปานเน่อเจ้า
เต้านี้ก่อนและนายเฮย









กะโลงวัดจัยพร้อมคำแปล
วัดชัยชนะ หมุ่ที่ ๒ ตำบลประตูป่า อำเภอเมือลำพูนลำพูน จังหวัดลำพูน
ฮ่ำในงานประเพณี ถวายสลากภัตรวัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร
วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๘
*********************************
สิบนิ้วน้อม กราบก้มเก๋ศา อหังวันตา ด้วยหัวแห่งข้า เก๋ศา = เกศา, วันตา = วันทา (ไหว้)
ขอเป๋นนาวา ขี่ข้ามบ่จ๊า ยังฝั่งก่ำหน้า นะตี เป๋น = เป็น, บ่จ๊า = ไม่ช้า, ก่ำหน้า = ข้างหน้า,
นะตี = นที
ขอป๊นจากตุ๊ก ในโลกโลกี๋ย์ ขอถึงตางดี นิปปานแก้วกว้าง ป๊น = พ้น, ตุ๊ก = ทุกข์, โลกี๋ย์ = โลกีย์, ตาง = ทาง,
นิปปาน = นิพพาน
ขอสมดังกำ ตี้พระกล่าวอ้าง สิ่งของตานัง ไคว่พร้อม กำ = คำ (พูด), ตี้ = ที่, ตานัง = ทาน,
ไคว่พร้อม = พร้อมพรั่ง
มาถึงปี๋นี้ บ่ได้อ่อนจ๊อม จักแหนแห่อ้อม ต๋ามตาง ปี๋ = ปี, อ่อนจ๊อม = เพลาลง, ต๋ามตาง = ตามทาง
สนุกม่วนล้ำ ใผตึงบ่ขาง เพราะว่าต๋ามตาง เป็นของหมู่บ้าน ม่วน = มีความสุข, ใผ = ใคร, ตึง = ยังไงก็,
ขาง = หวง
วัดจัยจ๊ะนะ ขอสมใฝ่อ้าง บ่ละตุ้นวาง ง่ายซ้ำ วัดจัยจ๊ะนะ = วัดชัยชนะ, ละตุ้น = ทอดทิ้ง
ขอเป๋นกุศล นาบุญจ้วยก๊ำ ยังของตานข้า หลายคน จ้วย = ช่วย, ก๊ำ = ค้ำ, ตาน = ทาน
จ้วยกั๋นลุ้มลุ้ม หวังเอากุศล ไปเกิดเมืองบน จั๊นฟ้าแหล่งหล้า ลุ้มลุ้ม = ชุลมุน, จั๊น = ชั้น
ตังแก้วตังสาม สาธุเจ้าข้า สิบนิ้ววันตา น้อมนบ ตัง = ทั้ง
แก่หนุ่มตังหลาย ตี้เกิดมาป๊บ ยังสลากเข้า ก๋วยซอง ป๊บ = พบ, ก๋วย = ตะกร้า
น้องได้น้ำคุ และก๋วยขี้ปุ๋ม น้องอู้ขี้ลุม ได้ถุงยางหน้อย น้ำคุ = ถังน้ำ, ก๋วยขี้ปุ๋ม = ตะกร้าใส่ของเล็กๆ,
อู้ = พูด, ลุม = รุม, หน้อย = น้อย
ก้อยฟังไปเต๊อะ บ่ใจ้ว่าฝอย แม่ศรีดำมอย มาฝอยลอกเล่น ก้อย = ค่อย, เต๊อะ = เถอะ, ใจ้ = ใช่, ฝอย = โม้,
มอย = ดำระดับหนึ่ง, ลอกเล่น = หยอกเล่น
ม่วนอู้แต๊แต๊ บ่ใจ้ว่าเห็น บ่ใจ้ก๋ำเวร มันตึงบ่ได้ แต๊ = แท้, ก๋ำเวร = กรรมเวร, ตึง = ยังไงก็
ปี้น้องวัดจัย บ่ได้ใจ๋ไก๋ จิตใจ๋ตังใน เจินเน้อเจ้าข้า ปี้ = พี่, วัดจัย = วัดชัยชนะ, ไก๋ = ไกล, จิตใจ๋ = จิตใจ,
ตังใน = ข้างใน, เจิน = เชิญ, เน้อ = นะ
ป้อลุงตังหลาย แผวตึงน้าป้า มาตึงอาวอา ปี้น้อง ป้อ = พ่อ, แผวตึง = รวมทั้ง, อาว = อา, ปี้ = พี่
บ้านใต้บ้านเหนือ ตกเหนือฮิมฮ่อง คนไหลหลั่งกอง มากอย ฮิมฮ่อง = ริมร่อง, กอง = ถนน, กอย = ชม
แม่ก๊าหน้าวัด ยายกั๋นเป๋นแถว กู้ตี้กู้แนว เป๋นแถวเป๋นเส้น แม่ก๊า = แม่ค้า, ยาย = เรียงราย, กู้ตี้ = ทุกที่
แม่ก๊านางขาย อยู่ยายเป๋นเส้น ต๋ามบริเวณ หน้าวัด
ต่างผู้จับใจ๋ บ่อาตะคัด จิตใจ๋ผ่องแผ้ว เจยบาน ต่างผู้ = ผู้คนต่างๆ, อาตะคัด = อัตคัด,
เจยบาน = ชื่นบาน
นามวัดจัยจ๊ะนะ ศรัทธาใจ๋หาญ เรื่องกิ๋นเรื่องตาน บ่เกยน้อยหน้า วัดจัยจ๊ะนะ =วัดชัยชนะ, บ่เกย = ไม่เคย
มูละศรัทธา มีใจ๋เก่งกล้า สิบนิ้ววันตา กราบพระ
หมู่เฮาตังหลาย บ่มีใผละ จ้วยกั๋นแต่งย้อง คัวตาน แต่งย้อง = ตกแต่ง, คัวตาน = เครื่องไทยทาน
จักไปเอาไม้ มาไป่มาสาน หมู่เฮาวงค์วาร มาสราญแป๋งต้น ไป่ = สอดไขว้, เฮา = เรา
ไปขอลุงคำ ไม้เปิ้นหลายต้น ตี้สวนลำไย ฮิมฮ่อง เปิ้น = ท่าน, ฮิมฮ่อง = ริมร่อง
ส่วนว่าลุงมา บ่ขัดบ่ข้อง มาเป๋นเก๊าเป๋นกัน ปี้น้อง เก๊า = เค้า (โคน)
ตี้แป๋งต้นแต๊ บ่มีใผเหมือน เปิ้นเป๋นป้อเฮือน นามว่าอ้ายแก้ว แป๋ง = ทำ, ป้อเฮือน = พ่อบ้าน
หมู่เฮาตังหลาย มีใจ๋หลิ่งล้อ ใจ๋น้อคอน้อ ม่วนล้ำ หลิ่งล้อ = โลดแล่น, ใจ๋น้อคอน้อ = ใจคอ
ลางพ่องเหลาเฮียว ใส่สีแดงจ๊ำ แถมใส่สีด้วย บานเย็น ลางพ่อง = บ้างก็, เฮียว = ไม้แหลมยาว, จ๊ำ = ช้ำ
สีเหลืองผ้าพระ บ่ละสีเขียว ย้อมแผวกันเฮียว โอ้โหเจ้าข้า แผว = ถึง, กัน = คันถือ
มานพ อินสี คนดีเก่งกล้า ไปนำเฟืองมา แป๋งต้น เฟือง = ฟางข้าว
อ้ายถา ลุงบูรณ์ อนันต์น้องไท้ มีใจจื้นสู้ เจยบาน จื้น = ชื่น, เจยบาน = ชื่นบาน
อู้แต๊เอาแต๊ บ่ได้ปากหวาน เพราะว่าของตาน พระสงฆ์องค์เจ้า
คำจันทร์ ประพันธ์ นั้นบ่แก่เฒ่า จักเสเลเมา แอ่นฟ้อน เสเลเมา = สรวญเสเฮฮา
อาติก๋าเล กันแดดบ่ฮ้อน จักฟ้อนแอ่นแอ้ เป๋นลาย (ถ้าแดดไม่ร้อนพวกเสเลเมาจะฟ้อนรำสนุกสนาน)
คนก่อซ้ำนัก มากปวงหลวงหลาย ตึงญิงตึงจาย มาหลายทั่วหน้า ก่อซ้ำนัก = ยิ่งมากขึ้น, ตึงญิงตึงจาย = ทั้งหญิงชาย
มากปวงหลวงหลาย = มากมายหลากหลาย
แป๋งกั๋นหลายวัน บ่อิดอ่อนล้า มาจ๋ากำดี บ่โอ่ อิด = เหนื่อย, มาจ๋ากำดี = มาพูดถึงสิ่งดีๆ,
บ่โอ่ = ไม่คุยโว
จ้วยปากจ๋าแข็ง บ่ได้คุยโม้ มันมีดังอี้ เนอนาย จ๋าแข็ง = พูดจาหนักแน่น, อี้ = นี้
โอยนอม่อนไท้ บ่เกยหันไหน บ่มีตังใด มีเหียตี้นี่ หัน = เห็น, มีเหียตี้นี่ = มีที่นี่
ของกิ๋นของตาน สูนกั๋นป่นปี้ จักกิ๋นใดดี มีพร้อม สูนกั๋น = ปนกัน
หมู่เฮาจัดแจ๋ง แต่งดาไว้พร้อม จะรสกิ๋นต้อม หวานเย็น จัดแจ๋งแต่งดา = จัดแจงแต่งองค์, ต้อม = รวมพร้อม
หมากโอหมากนะ หมากขูดตราเสือ กิ๋นเหมือนยาเบื่อ กิ๋นตึงบ่ได้ หมากโอ = ส้มโอ, หมากนะ = ผลสมอ,
หมากขูด = มะกรูด, ตราเสือ = ลูกยอ, ตึง = ยังไงก็
บ่าป๊าวบ่าต๋าน บ่าลานกิ๋นได้ เอามาร่ำไร จ้าดนัก บ่าป๊าว = มะพร้าว, บ่าต๋าน = ลูกตาล,
บ่าลาน = ลูกลาน, จ้าดนัก = มากมาย
ต่างผู้จับใจ๋ ไผมันซอบมัก ก่อหาใส่ฮั่น ของตาน ซอบ = ชอบ, มัก = โปรดปราน, ฮั่น = นั้น
ตึงกล้วยน้ำว้า ริอ่องหอมหวาน ข้าวหนมลูกลาน หวานเปื้อน้ำอ้อย ตึง = ทั้ง, อ่อง = แฉะ, เปื้อ = โดย (เพื่อเป็น)
น้อยแหน้ต๋าใส ละมุดหน่วยหน้อย บ่เจื้อมากอย ผ่อเต๊อะ น้อยแหน้ = น้อยหน่า, หน่วย = ลูก, เจื่อ = เชื่อ
กอย = ชม, ผ่อเต๊อะ = ดูเถอะ
ระแวกมันแก๋ว มีฮั่นป่าเล๊อะ ของตานแห่งข้า หลายคน ระแวก = มันแกว, มันแก๋ว = มันเทศ, ป่าเล๊อะ = มากมายก่ายกอง
ขอเป๋นบุญก๊ำ มหากุศล ศิริมงคล กุศลใหญ่กว้าง
ถ้าดับจิตต๋น ขอสมใฝ่อ้าง อย่าได้มีลาง ผางฮ้าย ต๋น = ตนเอง, ผางฮ้าย = ลางร้าย
ลางเตื้อใจ๋ดี ลางตี้ใจ๋ฮ้าย แม่ศรีดอกได้ ซอนแดง ลางเตื้อ = บางครั้ง, ลางตี้ = บางที, ใจ๋ฮ้าย = ใจร้าย
แก่หนุ่มเฮาและ จ้วยกั๋นจั๊ดแจ๋ง สีดำขาวแดง จ้วยกั๋นตั้วหน้า จ้วยกั๋น = ช่วยกัน, ตั้ง = ทั่ว
แม่ญิงก่อหลาย ป้อจายใจ๋กล้า สิ่งของตานัง พร้อมพรึบ ตานัง = ทาน, ถวายทาน
บุหรี่เป๋นสาย เรียงยายถะลึ๊บ แป๋งสายย้อยห้อย เป๋นแป เรียงยายถะลึ๊บ = เรียงรายเป็นผืน, เป๋นแป = เป็นแพ
ยาดีตังนั้น บ่ได้ตอแหล ยาโต้งป่าแก แกมร้องเสือเต้น ตังนั้น = ทั้งนั้น, โต้งป่าแก, ร้องเสือเต้น = ชื่อหมู่บ้าน
ยาเจ๊กยาเถิน มันก่อเป๋นเส้น บ่ใจ้อู้เอน ขื่นนัก อู้เอน = พูดหยิ่งยะโส, ขื่น = ฉุน
ต๋างผู้จับใจ๋ ไผมันชอบมัก บ่ฝอยขี้อู้ ปุ๋มลอย ต๋าง = อย่างกับ, มัก = ชื่นชอบ, ฝอย = โม้, ปุ๋ม = พุง
แป๋งก้อนอุ้มลุ้ม เป๋นดีใคร่หัว เสียเส้นมันโพ้ ปันตึงบ่ได้ อุ้มล้ม = กลม, ใคร่หัว = หัวเราะ, โพ้ = ทะลัก, ปัน = พัน,
ตึง = ยังไงก็
ยาเจ๊กยาเถิน ห่อมาจากใต้ ยาสุโขทัย ซ้ำนัก ซ้ำนัก = ยิ่งมีมาก
กาบหมากขาวใส ปันใส่จ้าดนัก ตึงต๋องยอดกล้วย ต๋ายพราย จ้าดนัก = จำนวนมาก, ตึง = ทั้ง, ต๋อง = ใบตอง
ใส่แผวตึงแฟ้บ ปักเฮียวเป๋นสาย สมุดเนอนาย และดินสอแต้ม แผวตึง = รวมถึง, แฟ้บ = ผงซักฟอก
สลาดยูเฟย บ่ะเดยหน่วยหน้อย จ้องสีดำมอย เหมาะล้ำ สลาดยูเฟย = ไม้กวาดก้ามแข็ง, บ่ะเดย = ลูกเดือย,
จ้อง = ร่ม, เหมาะล้ำ = เหมาะสมมาก
เปิ้นมาแต่งแป๋ง เข้าใจ๋เจ้นล้ำ ตี้บ้านปี้ฮั่น แสงดา เจ้นล้ำ = เกินช่วง
บัวเรียวน้องฮัก เป๋นคนคิดหา จักเอาสังมา แป๋งสายแวดฮ้อย สัง = อะไร (ต่อมิอะไร), ฮ้อย = ร้อย
อุษาน้องฮัก บ่ได้สังหรณ์ จี้หีดแมงจอน ใผสอนมันเต้น จี้หีด = จิ้งหรีด, แมงจอน = แมงกระชอน
จ้วยกันแต๊แต๊ ต่างมีความเห็น อย่าได้สะเดน หนีไก๋ภาคหน้า สะเดน = กระเด็น, ไก๋ = ไกล
ยุพิน มาลี จันทร์ดีมาตวย มาจ้วยกั๋นฮั้น คัวฮอม ตวย = ด้วย, ฮั้น = นั่น, คัว = เครื่องครัว, ฮอม = รวม
ป้อหลวงวิทิต นั้นเหยคุณขา เป๋นประธานมา ก่อนนั้น ป้อหลวง = พ่อหลวง (ผู้ใหญ่บ้าน), เหย = เอ๋ย
เปิ้นตึงใจ๋ดี มีสีเจ้นล้ำ สมเป๋นดั่งฮั้น ประธาน ตึง = ยังไงก็
ผ่อรูปก่องาม สมาร์ทบ่หน้อย บ่เจื้อไปกอย ผ่อเต๊อะ ผ่อ = ดู, หน้อย = น้อย, กอย = ชม
บ่ได้อู้จ๋า แป๋งกำเลอะเทอะ กลัวเป๋นบาปต้อง ตั๋วจาย แป๋งกำ = สร้างคำ, ตั๋วจาย = ตัวผู้พูด (ผู้ชาย)
ตั้งต่อไปนี้ จักคลี่ขยาย แป๋งต้นเน้อนาย ตี้วัดบ้านข้า
ดูไหนจักสม บ่ใจ้อู้หย้อ ฮื้อสมกวนนอ สำรับ อู้หย้อ = พูดประชด, สมกวน = สมควร
จ้วยกั๋นจัดแจง บ่ได้อ่านนับ แป๋งเลาต่างขึ้น ป๋ายบน เลา = แข็งแรงสวยงาม, ต่าง = ยก, ป๋าย = ปลาย
เอาคาขอบมัด หมั้นแก๋นดูสูง จ้วยกั๋นยายวง และมาแต่งห้าง แก๋น = แกน, จ้วยกั๋น = ช่วยกัน, ยา–ยวง = ทำให้สวยงาม
ยามหามแห่ยก กวัดแกว่งไหวเหวือ เป๋นคุ้มเป๋นเครือ ใบสิบหย่อนห้อย เป๋นคุ้มเป๋นเครือ = เป็นพุ่ม
เต๋มอกเต๋มใจ๋ หมู่เฮาบ่าวหน้อย เหมือนดั่งจักลอย เมฆฟ้า บ่าวหน้อย = หนุ่มน้อย
หมู่เฮาตังหลาย หลอนได้หยาบจ๊า อย่าเป๋นโต้ดต้อง ปายลูน หลอนได้หยาบจ๊า = หากได้หยาบช้า, โต้ด = โทษ,
ปายลูน = บั้นปลาย
ขอเป๋นบุญก้ำ จ้วยมาอุดหนุน แก๋งปล๋าใส่ตูน ลำเปื้อใส่ส้ม แก๋งปล๋าใส่ตูน = แกงปลาใส่ตูน, เปื้อ = เมื่อ,
ส้ม = เปรี้ยว
เหมือนกั๋นดองหอม ตี้มันบ่หล้ม ก่อกิ๋นบ่ลำ แต้แต้ เหมือนกั๋น = เหมือนกันกับ, หล้ม = (ดอง) ได้ที่,
ลำ = อร่อย
ม่อนข้าขอจ๋า วาตีนี้แต๊ อย่ามีแต่ห้อง ปัดจา ม่อนข้า = ตัวข้า, วาตี = วาที,
บุญตานอันนั้น อย่าจืดจ๋างหาย ขอถึงมะกอย พร้อมกั๋นจู้ผู้ ตาน = ทาน, จ๋าง = จาง, มะกอย = สมดังคอย,
จู้ผู้ = ทุกผู้
อย่าเป๋นบาปก๋ำ มาตันลิ่งรู้ จู้ผู้จู้คน แต๊ตั๊ก ก๋ำ = กรรม, ตันลิ่งรู้ = ไล่ทัน, จู้คน = ทุกคน,
แต๊ตั๊ก = แท้จริง
พระสงฆ์องค์เณร ที่อยู่สำนัก ต๋นใดตี้ได้ ขอนิมนต์ ต๋น = องค์, ตี้ = ที่
ดูเอาไปเต๊อะ จ้วยแผ่กุศล สวรรค์เบื้องบน เต๊อะ = เถอะ, จ้วย = ช่วย
นิปปานเน่อเจ้า นิปปานเน่อเจ้า นิปปาน = นิพพาน
เต้านี้ก่อนแล นายเฮยฯ เต้า = เท่า


















กะโลงสลากย้อมที่เป็นของบุคคล

กะโลงสลากย้อมของนางสาวทองเหรียญ โพธาเจริญ
ถวายทานเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
ณ วัดเชตะวัน (หนองหมู)ตำบลอุโมงค์ อำเภอเมือลำพูน จังหวัดลำพูน
แต่งโดยพระครูสิริสุตาภิมณฑ์ (ศุภชัย สุทฺธิญาโณ)
************
ยอหัตถา วันทากราบน้อม ต่างดวงดอกส้อม มธุบุปผา
ตัวข้าม่อนน้อย กราบไหว้ทูลสา ไตรรัตนา สามด้วงเค้าเหง้า
ตนผินโลกา พุทธาเป็นเจ้า พระธัมมะรัตนะ
ไหว้เจ้าพระสงฆ์ ครูบาสังฆะ ตนมีศีลเส้นคลองดี
พ่อแม่เคารพ นบเกล้าเกศี อาจารย์ครูดี สั่งสอนม่อนข้า
ปู่ย่าตายาย ลุงอาว์น้าป้า ฝูงญาติกาเคารพ
เอาดอกไม้หอม ธูปเทียนวางครบ ใส่บนขันแก้วใบงาม
กราบรัตนะ พระแก้ทังสาม ในข่วงอาราม หนองหมูแก้วกว้าง
ครูบาคำแสน พระต๋นได้สร้าง วัดรุ่งเรืองงามพร่ำพร้อม
ข้าเจ้าทองเหรียญ ทานสลากย้อม จึ่งเขียนค่าวก๊อมซอโย
หวังผลทานะ พละปัจจัย สืบสาวยาวไป ชาตินี้ชาติหน้า
ศรัทธาทังหลาย บัวไขกาบอ้า จุ่งอดดาฟังพี่น้อง
หริภุญชัย เมืองไทยเทศท้อง โขงเขตแห่งห้องล้านนา
เป็นเมืองธรรมะ อบอุ่นบุญหนา เดิมออนก่อนมา ไพร่ฟ้าชื่นสู้
การประเพณี ดั่งที่กล่าวอู้ เป็นการค้ำชูท่านไธ้
วัฒนธรรม ขอท่านจำไว้ เชิญนิดนั่งใกล้ดาฟัง
จักไขบอกชี้ แต่หนี้คืนหลัง การสุทินนัง ทานสลากเข้า
เป็นประเพณี อันดีบ่เศร้า ของลำพูนเราเมืองนี้
เดือนเกี๋ยงเรา บ่หลบหลีกลี้ วัดหนองหมูห้องลำพูน
เอิ้นข่าวป่าวร้อง ไพร่เจ้าท้าวขุน ชวนมาทำบุญ ร่วมกันทั่วหน้า
หัววัดทั้งหลาย นั่งยายรอถ้า ในผามศาลาเรียบร้อย
เจ้าภิกขุเถร องค์เณรพระน้อย จิตใจใฝ่ห้อยยินดี
มารับทานพร้อม น้อมบุญรวายศรี แล้วปันพรดี กุศลแผ่กว้าง
เปนสำเภาคำ ลำงามอาจอ้าง นำเราสู่ทางชั้นฟ้า

วัฎฎะสงสาร นานเมินเนิ่นช้า หวังเถิงฝั่งแก้วนิพพาน
เกิดในเทศท้อง ร่วมห้องสัณฐาน ขอได้กินทาน ร่วมบุญพระเจ้า
กุศลส่วนบุญ อุดหนุนเตื่อมเข้า ก็หน้าบุญเรากำแล้ว
ครูบาอินตา ท่านบ่คลาดแคล้ว จิตใจผ่องแผ้วยินดี
ทานสลากย้อม พร้อมกันหนึ่งปี หนองหมูเรามี ศรัทธาแก่กล้า
ทานเงินทานทอง เข้าของเสื้อผ้า ช่วยกันแต่งดาพร่ำพร้อม
ข้าเจ้าทองเหรียญ พร้อมญาติพี่น้อง สิบคนร่วมเจ้ามารดา
พร้อมด้วยญาติมิตร และญาติกา ฝูงอนุชา พี่น้องข้าเจ้า
แม่สมคำหญิง ผู้เป็เค้าเหง้า พี่ของหมู่เราตายละ
พ่อมาถ้วนสอง ขันตีมานะ ค่อยอดอยู่สารทำดี
พ่อใจ๋นั้นเล้า บ่ได้ถอยหนี พี่ถ้วนสามมี ดั่งข้ากล่าวแจ้ง
ถ้วนสี่ถัดมา แม่เข้าสูนแป้ง ทองเหรียญตัวนายม่อนน้อย
แสงหล้าถัดไป บัวแก้วเรียบร้อย เสรีและเจ้ากานดา
คะนองถัดนั้น สมศรีบุญหนา เป็นน้องถัดมา ลูกหล้าแม่เจ้า
พี่น้องสิบคน ตายนึ่งเหลือเก้า กับทังมารดาแม่ไธ้
มีจาคะธรรม อันงามบ่ไร้ จงเจตน์สร้างงามดี
ว่าปีนี้ละ บุญญะรวายศรี จักเกิดมี ในวัดแห่งข้า
ศรัทธาทังหลาย พร้อมเพรียงเรียงหน้า ด้วยเจตนาอ่อนน้อม
ชักชวนกัน ทานสลากย้อม เชตะวันห้องเวียงชัย
นิมนต์สังฆะ ครูบาทังหลาย ศรัทธาหญิงชาย มากันพร้อมหน้า
จัดแต่งแป๋ง ดอกสวยก๋วยกล้า ตกแต่งเตรียมดาพรักพร้อม
การกินการทาน มีใจอ่อนน้อม หวังเถิงเวียงแก้วนิพพาน
ข้ามพ้นโอฆะ วัฎฎะสงสาร สู่เนรพาน สวรรค์แห่งห้อง
ขอเทวดา ประกาศเกียรติก้อง สาธุยินดีช่วยค้ำ
นาบุญกุศล อันมีมากล้ำ ขอช่วยหอบอุ้มตุ้มพา
หื้อพ้นจากทุกข์ เกิดในอัตตา พยาธิโรคา อย่าได้มาใกล้
กำผาถะนา ก็ขอหื้อได้ สมมโนมัยใฝ่คิด
หวังบุญกุศล พาหื้อชีวิต ใสส่องแจ้งงามดี
สลากต้นน้อย งามแท้ดีหลี ประวัติเพิ่นมี ข้าจักเล่าอู้
หื้อทานทังหลาย มีใจชื่สู้ และโมทะนากราบน้อม


แต่เค้าหัวที ศรัทธาก็พร้อม ตกลงแต่งห้างดาทาน
ว่าปีนี้ละ เราจักมีการ ประเพณีงาน ทานสลากเข้า
นิมนต์พระสงฆ์ องค์สังฆะเจ้า มาร่วมทำบุญหลายวัด
ตกลงกัน อู้จ้าแม่นทัด ด้วยใจสว่างแจ้งบุญงาม
การทานครั้งนี้ เป็นมหาปาง สมกับอาราม หนองหมูแก้วกว้าง
ขอหมู่ศรัทธา พากันช่วยสร้าง สลากมาทานครั้งนี้
ข้าเจ้าทองเหรียญ ฟ้ามาดั่งนี้ มีใจสืบสร้างทางทาน
ใคร่แผ่บุญนัก ใหญ่มหาศาล ไปเถิงวิญญาณ ดวงจันทร์พ่อข้า
จึ่งมาปรึกษา พี่น้องถ้วนหน้า แม่นางมารดาปิ่นเค้า
ว่าตัวคำหญิง แห่งข้านี้เล้า คิดถึงพ่อเจ้าบิดา
พ่อดวงจันทร์นั้น อวบฟักรักษา เคยเลี้ยงลูกมา แต่เมื่อยังหน้อย
บัดนี้พ่อตาย วำวายเสียจ้อย หนีจากหมู่เราไปแล้ว
ความกตัญญู บคลาคลาดแคล้ว ใคร่กินทานหื้อพ่อนา
ชวนแม่ชวนน้อง ชวนญาติกา ทองเหรียญกัญญา ข้าจักแต่งสร้าง
หื้อเราช่วยกัน แผ่ผายยายกว้าง ปาระมีทานเตื่อมค้ำ
ญาติมิตรทังหลาย ช่วยกันเสี้ยงซ้ำ สาธุกราบก้มยินดี
ไปเซาะต้นไม้ ใหญ่งามดีหลี แต่งแป๋งหื้อดี งามเลาบ่หน้อย
ช่วยกันเหลาเฮว แป๋งของมาห้อย จักน้อมเททานสัพพะ
ผ้านุ่งครัวใบ ครูบาสังฆะ สบงเอกอ้างกัมพล
ของทุมีแล้ว ค้างแต่ของตน ยังเสื้อผ้าคน จักนุ่งแต่งหย้อง
เซาะหาวัตถา แว่นหวีวีจ้อง แก้วแหวนเงินทองเรียบร้อย
หม้อเข้าเตาไฟ ใส่ไปบ่น้อย พร้อมขันโตกเข้าดาทาน
สัพพะพร่ำพร้อม ชิ้นปลาอาหาร เครื่องกินครัวทาน ก็มีพร้อมเสี้ยง
ตกแต่งงามดี บูรีหมายเหมี้ยง น้ำต้นคนโทจอกน้ำ
ลูกไม้หัวมัน ใส่หื้อเสี้ยงซ้ำ มีทังกล้อยอ้อยลำยาว
ลางสาดมังคุด ชมพูหน่วยขาว ลองกองปุ๊กยาว เป็นของเมืองใต้
องุ่นหน่วยเขียว ลำไยเกิดใกล้ ในลำพูนชัยมีนัก
ทุเรียนหมอนทอง ของที่เรามัก หมากเขียวหมากโว่โอนาว
ตกแต่งดาพร้อม หลานบ่าวหลานสาว ช่วยกันเนืองนาว พ่อลุงแม่ป้า
พ่องว่าแป้งหอม สบู่ทาหน้า ทังยาสีฟันอย่าละ


ทานหื้อพระสงฆ์ องค์เณรสังฆะ จักได้บุญกว้างทางดี
ทุพระบ่ใช้ ทังแว่นทังหวี แต่ใจเรามี ยอทานก็ได้
เข้าต้มเข้าหนม ลูกอมของใต้ กรุงเทพเมืองไทยมีพร้อม
ศรัทธาทังหลาย ญิงชายชื่นน้อม จิตใจตื่นต้อมทางบุญ
ของทานเรานั้น ชวนกันอุดหนุน เพื่อหวังเอาบุญ เป็นทุนพายหน้า
สมุดดินสอ เตรียมรอไว้ถ้า มีทังผลาหน่วยไม้
ลางสาดกินหวาน พร้าวตาลใส่ไว้ ทังกล้วยไข่ใต้ลองกอง
มังคุดหน่วยน้อย เขียวหวานเมืองสอง ทุเรียนหมอนทอง เปนของชาวใต้
ทังอ้อยลำยาว ในขาวกินได้ ก็น้อมทานไปสัพพะ
การประเพณี บ่หนีทิ้งละ ทานหื้อพระหน้อยขะโยม
ถัดมาแลมเล้า เข้าต้มเข้าหนม ทังเข้าแตนวง ใส่ถงแขวนห้อย
ทองหยิบฝอยทอง เข้าสูนน้ำอ้อย เข้าหนมบัวลอยหวานล้ำ
ทังแว่นทังหวี ก็มีเสี้ยงซ้ำ พร้อมขันช่วยหน้าสีฟัน
บอกหื้อท่านรู้ สบู่จอห์นสัน หลายสิ่งหลายอัน ทังผงซักผ้า
ทังผ้าขนหนู คู่ผ้าเช็ดหน้า จ้องบังกายา – รองเท้า
สาดอ่อนหมอนผา แต่งดาเปนเค้า ทังปิ่นโตเข้าเถางาม
ถ้วยหว่านชานช้อน เข้าปลาอาหาร อันเปนโบราณ จารีตเก่าเกื้อ
มีทังวัตถา แผ่นพรรณผ้าเสื้อ ทอสีเลางามจีบทบ
ครอบหอครัวเรือน ก็มีเสี้ยงครบ มีทังหม้อเข้าเตาไฟ
เข้าตอกดอกพร้อม น้อมกายน้อมใจ ช่วยกันยกไป วัดหนองหมู เจ้า
ตกแต่งแปงดา พากันนั่งเฝ้า ปรารถนาเอาพร่ำพร้อม
การที่จักทาน เข้าสลากย้อม หาใส่หื้อเสี้ยงครัวทาน
เข้าต้มหนมจ๊อก ถ้าดีกินหวาน เซาะหามาทาน เนอนายน้องเหน้า
หมากฟักหมากแฟง หมากแตงหมากเต้า ของบ้านเมืองเราป่าเลอะ
ของดีของงาม ใส่เข้าไปเต๊อะ ทังหมากน้อยแหน้กินลำ
เรื่องการบุญนี้ บ่ดีขับจำ การศีลการธรรม ใผคึดใผได้
กุศลผลบุญ จักพาเข้าใกล้ สวรรค์พายบนชั้นฟ้า
ขอนาบุญ เลางามสง้า ปกห่มหมู่ข้าญิงชาย
ขอหมู่ภัยยะ อนตรายทังหลาย หนีหลีกคลาย อย่าได้มาใกล้
มิตรแก้วสหาย ตกเหนือออกใต้ มีใจมุทูอ่อนน้อม


น้อมเคนเวนทาน บุญบานจ่องคล้อง แล้วหยาดน้ำต้องลงดิน
แผ่หน้าบุญไว้ ไหลตามสายสินธุ์ ขอธรณินทร์ แม่ช่วยบอกแจ้ง
กุศลผลบุญ ไปหนุนเตื่อมแถ้ง หมู่เทวดาอารักษ์
ฝูงอยู่รักษา พาราพิทักษ์ ในโขงเขตห้องสีมา
บุญส่วนนึ่งนั้น ขอแผ่ไปหา พระวิญญา ดวงจันทร์พ่อเจ้า
ท่านมีบุญคุณ ผู้เป็นเค้าเหง้า เคยเลี้ยงหมู่เราก่อนนั้น
ขอพระกุศล ดลไปสู่ชั้น สวรรค์แห่งห้องพายบน
ฝูงญาติพี่น้อง ชุผู้ชุตน อาวอาว์ทุกคน มิ่งม้วยคว่ำหน้า
เคยได้สั่งสอน หมู่เราเจ้าข้า แต่ปางหลังมาเมินแล้ว
บุญญะรวายศรี อย่าหนีคลาดแคล้ว ชุจอดรอดเสี่ยงวิญญา
พายลูนมานั้น ขอท่านรักษา ปกป้องกายา แด่ข้าพเจ้า
ทุกข์กายทุกข์ใจ อันใดหมองเศร้า ขอหนีจากเราขดค้าย
เคราะห์เตือนเคราะห์ปี การมีโชคร้าย ขออย่ามาใกล้ราวี
หื้อมีอายุ มีเดชมีศรี ขอหื้อโชคดี ทวยกันทั่วหน้า
แม้นประสงค์ใด สมใจผู้ข้า สมจินตะนาดั่งคิด
ขอหมู่ศัตรู มาชูผูกมิตร จากปากด้วยคำงาม
เงินทองของใช้ มากมายหลายหลาม อยู่กินอยู่ทาน ร่วมบุญพระเจ้า
การค้าการขาย ยังยายไหลเข้า มีกำไรดีบ่น้อย
ประสงค์สิ่งใด หื้อได้เรียบร้อย ยศถาเกียรติก้องเงินคำ
ประกอบการค้า พานิชกัมม์ ประสบความงาม ชื่อเสียงใหญ่กว้าง
หื้อให้ค้ำชู บูชาเสพสร้าง ศาสนาองค์พุทธะ
วัดวาอาราม บ่ลืมบ่ละ จำศีลแปดห้าคลองธัมม์
ข้าขอหลีกเว้น ทังบาปทังกัมม์ มโนรัมมัง ใจดีเป่งป้อย
มีใจภักดี องค์พระยอดสร้อย สองราชาราชท้าว
พระเจ้าอยู่หัว องค์เป็นปิ่นเค้า โขงเขตห้องเมืองไทย
คู่บุญราชะ แม่พระงามโส ราชินีไทย สิริกิตติ์เจ้า
ทังพระบรม วงศาญาติเจ้า ทุกทุกพระองค์พร่ำพร้อม
ข้าเจ้าทองเหรียญ มีใจหลิ่งน้อม ถวายกราบเกล้าบังคม
ขอพระเดชะ ยอกรประหนม เป็นร่มโพธิทอง ปกห่มข้าเจ้า
หื้อได้อยู่ดี ทีฆาแก่เฒ่า อายุวัณโณพละ


สุขบานหวานใจ ไปทุกภาวะ ตราบรอดเสี้ยงบุญญา
ขอหื้อพี่น้อง และญาติกา แผ่นาบุญ นี้ไปภายหน้า
เถิงเติงยัง ดวงจันทร์พ่อข้า ทังหมู่อาวอาว์ญาติมิตร
ฝูงจุติตาย วำวายชีวิต สู่โลกภายหน้าจุคน
เขาเหล่านั้น ได้เอาตั๋วตน ไปตกเววน อบายลุ่มใต้
ขอบุญกุศล บันดาลส่งให้ เป็นทางทุงชัยช่อช้าง
ชักนำเอาเขา นิราศคลาดคว้าง ไปสู่แห่งห้องวิมาน
สวรรค์ชั้นฟ้า เป็นถิ่นสัณฐาน สนุกชมบาน ปิติตื่นต้อง
เสวยผลบุญ ค้ำหนุนเสพสร้าง อย่าปลงลงวางเลยละ
จุฬามณี พระเจดียะ อันอยู่แห่งห้องพายบน
สถิตย์นั่งแล้ว ในนิเวสน์ เวไชยยนต์ ปราสาทหลังกว้าง
เมื่อได้ผลบุญ ค้ำหนุนเสพสร้าง อย่าปลงลงวางเลยละ
ปันโชคปันชัย หื้อได้ลาภะ หนุนเตื่อมแถ้งภิญโญ
ตัณหาราคะ โทสะโมโห ของอันบ่ดี อย่าได้มาใกล้
หื้อจำเริญธัมม์ เอาเป็นไม้ใต้ ส่องมัคคาทางสว่างแล้ว
บุญกินบุญทาน อย่างคลาคลาดแคล้ว สมใจใฝ่ห้อยยินดี
โคลงบทนี้ เป็นศักดิ์เป็นศรี ลูกศิษย์มุนี ท่านได้แต่งหย้อง
เอาคำมายาย สืบสายเป็นห้อง ทำนองโคลงค่าวช้อย
มอบหื้อทองเหรียญ ตัวข้าม่อนน้อย ติดสลากห้อยภายบน
ประกาศบุญไว้ แจ้งในสกล เมืองลุ่มเมืองบน หื้อรู้ถีถ้อย
บอกเจตนา ดาทานแต่งสร้อย ค้ำศาสนาท่านไธ้
สัพพะภัยยา โรคาหยาบไร้ อย่างมากลายใกล้วารี
อายุวรรณะ พละศักดิ์ศรี เตชะริทธี ชื่อเสียงเปล่งกว้าง
ได้ค้าได้ขาย ได้อยู่เสพสร้าง ทรัพย์สินเงินทองบ่ไร้
ข้าอธิษฐาน บนบานกล่าวไว้ ด้วยใจใฝ่ห้อยกรุณา
สลากต้นนี้ จักชี้ไขจา กิตตะนา หื้อท่านรู้แจ้ง
บ่ใช่ว่าตั๋ว ข้านี้แต่งแสร้ง ย้อนศาสนาท่านไธ้
ข้าได้ร่ำเรียน อ่านเขียนค้อนได้ ถือศีลเสพสร้างทางดี
ข้าได้มียศ มีศักดิ์มีศรี ด้วยกำสอนดี ของพุทธเจ้า
จึ่งได้ดาทาน ต้นสลากเข้า เป็นรีตรอยแนวเก่านั้น


หื้อคนทังหลาย สืบไว้ต่อชั้น ภายภาคหน้ายาวไป
ไหว้สาทุพระ พอไขอ่านสาร เป็นทำนอง โคลงค่าวสร้อย
พอหื้อจิตใจ เชยบานเปล่งป้อย อนุโมทานกราบน้อม
พรรณนา ค่าวสลากย้อม ขอปลงลงวางเท่าอี้
เท่านี้สู่กันฟังก่อนแหล่นายเฮย


























กะโลงสลากย้อมของ น.ส. อำไพร อุตตรพยอม
ถวายเมื่อวันที่ ๒๒ เดือน. ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ณ วัดดอยน้อย ต.มะเขือแจ้ อ.เมือง จ.ลำพูน
แต่งโดย ส.ไก่อ่อน(พระครูพทักษ์ธรรมการกร)
****************
ยอผะหนมก๋อน วอนวานกราบนบ เจ้าขอเคารพองค์พระสัตถา กือจ๋อมโปธา
ต๋นเป๋นปิ่นเกล้า สามดวงแก้วเจ้า พร้อมเจ๋ดีย์องค์ใค่ครบ
อำไพรจีสาว เจ้าขอกราบนบ รอดเถิงเกษแก้วองค์ดี
ต๋าวะติงปู๊น เกษแก้วเก๋ษี จุฬามะณี สะหรีธาตุเจ้า
ตังพระญาอินทร์ ต๋นเป๋นเก๊าเหง้า ฝูงหมู่เตวาเต้บติ๊บ
ทุก ๆ องค์ต๋น ผู้ทรงเดชฤทธิ์ สถิตอยู่ห้องเมืองบน
จุ่งมาขวาดรู้ เป๋นพะยานต๋น ว่าอำไพรองค์ ได้สากราบไหว้
แม่ธรณี ต๋นเป๋นอยู่ต่ำใต้ รักษาธานีทั่วทิศ
ครุฑนาคนากา ตั๋วตี่มีฤทธิ์ จุ่งรู้เรื่องถ้อยใจ๋ความ
ว่าอำไพรน้อง แม่มีใจ๋หวาน ได้กึ๊ดครัวตาน สลากของข้าว
ขอนายหนังสือ จดจื่อน้องเหน้า ใส่ในลานคำแผ่นปั๊บ
อย่าได้ลืมเสีย ขอเป๋นผะตั๊ด จิ๊จ่องหื้อหันตาง
อำไพรนาฎน้อง สุข ๓ ประก๋าร เจ้าของวอนวาน หื้อสมเจตเสี้ยง
อย่างได้มีหนาม หลักต๋อขวากเสี้ยน เกิ๊ดหนตางไปฟากฟ้า
ขอหื้อกล๋ายเป๋น อาจามิ่งม้า ตั่วมีเดชกล้าจาไนย
ขอผลตานน้อง จุ่งเป๋นปัจจัย ข้าวโถงนำไป รอดเถิงเวียงกว้าง
ขอนายหนังสือ จำไว้แม่นหมั้น ว่าอำไพรนางน้องนี้
เกิดปีมะเส็ง จาต๋ากล่าวจิ๊ เปิ่งนาคตัวกล้าดีงาม
วันเกิดข้าน้อง ซ้ำเป๋นวันจั๋น ๑๑ ใสงาม วัสสาเกิ่งข้อน
๑๒ ค่ำใส ออกงามส่องต้อง ทั่วปฐวีโลกปั๊น
ข้าน้องจักไข เก็บมาเล่าฟื้น หื้อต๋นต่านเจ้าจ๋ำเอา
หื้อจดจื๊อน้อง อย่าหลงใส่เขา จดต่ามบินเตา อำไพรม่อนข้อย
ผู้เป็นธิต๋า ธิดาสาวหน้อย ศรีออนนามพ่อน้อง
แม่เจ้าเกี๋ยงพา ผู้ตั้งก่อต๊อง บังเกิดเกล้าอำไพร
วันที่ข้าน้อง ๒๒ บ่อป๋าย สิงหาคมใจย วันเกิดน้องเหน้า
ดู้เป็นวันดี ใสงามบ่อเศร้า พ.ศ. เติงมาใคว่ครบ


๒-๔-๙-๖ เจ้าออกมาป๊บ ศาสน๋าเจ้าโกดม
สันคะยอมแต๊ ตี่อยู่บ้านต๋น ปี้น้อง ๖ คน ร่วมกับแม่ข้า
อำไพรจีสาว แม่ดาวสูนฟ้า เจ้าเกิดมาโดนจวบป๊บ
ยังศาสะนา อันหน้าเคารพ ก็ใจ๋จื่นสู่ยินดี
อายุม่อนน้อย ได้ ๑๘ ปี ก่ำลังดี เป๋นสาวกลี่อ้า
น้องก่อยเหลียวจ๋า ศรีออนพ่อข้า กับเกี่ยงพาใยแม่น้อง
อำไพรจี๋สาว เจ้ากิ๊วโก่งก๊อม ใคร่ตกแต่งสร้างก๋ารบุญ
เพื่อหวังจ่วยก๊ำ กุศลนำหนุน ใคร่กระตำบุญ สลากซองข้าว
เจ้าก่อยเหลียวจ๋า เกียงพาแม่เจ้า ว่ามารดาเฮาแม่จั๊น
วันออกพรรษา เติงมาตี่นั้น เป๋นจักแต่งสร้างก๋ารตาน
ตี่วัดดอยน้อย เป๋นมหาป๋าง เปิ่นจักทำตาน สลากซองข้าว
อำไพรมีใจ๋ ศรัทธาบ่อเศร้า ใคร่ตานกะโลงสลากย้อม
แม่จ้างหันดี กับตัวข้าน้อง ลือจักกล่าวห้ามสันใด
เกียงพาแม่จั๊น ยินชอบเปิงใจ๋ ว่าดีแต๊นาย กันลูกกึ๊ดได้
ก๋ารทำกุศล เหมือนต๋ามแค่ใต้ จักส่องตางไปฟากฟ้า
กำนั้นอำไพร เจ้าบ่อเนิ่นจ๊า กะเกียมสิ่งอั้นของตาน
หลายอันหลายเจี๊อ ของใจ๊ของสัน เซาะหามาดาง ไว้แขวนหย่อนห้อย
แป๋งใจ๋ผ่องใส ดีงามเปล่งป้อย บ่อมีมัวดำขุ่นจ๊ำ
แล้วไปวอนขอ เป็นมาจ่วยก๊ำ ปันแป๋งแต่งตั้งครัวทาน
พ่อออนเป๋นเก๊า ผู้เริ่มทำก๋าร และผู้ชำนาญ ยังมีบ่อหน้อย
พ่อหนานไลยแถม ฝีมือเป่งป้อย และแสงคำนายหนึ่งนั้น
อ้ายแก้ว น้อยสม ก็มาจ่วยก๊ำ ป๋ายแถมพี่อ้ายบุญมา
จักรคำแถมแต๊ ก็มากะหลา มาตกแต่งดา ครัวตานบ่อหน้อย
ต้นฮ่างครัวตาน ซ้ำเป๋นจองอ้อย แป๋งบังวันใหญ่ล้ำ
อำไพรดีใจ๋ เป็นมาจ่วยก๊ำ ก่อนตกแต่งหางภูญจา
กันเถิงคาบแล้ว เจ้าก่อยไขจ๋า ยั้งก่อนเต๊อะนา กินน้ำกินข้าว
ล้วนอาหารลำ น้องดาแต่งเต้า ใจ๋เจยบานเจ้นล้ำ
อู้ม่วนจ๋าหวาน เป้ดเปียงดั่งน้ำ หวานยิ่งอ้อยต๋าลทราย
ว่าก่อยกินเต๊อะ กินหื้อหลาย ๆ บ่อถ้าเสียดาย เกร๋งใจ๋น้องเหน้า
อาหารจ้าดลำ ติบ่อมีเหล้า อำไพรเฮาบ่อเลี้ยง


เพราะน้องกลัวเป๋น แมงโป้งมอดเพลี้ยง ติดแปดเปื้อนของตาน
บ่อใจ่ขี้จิ๊ มันบ่อใจ่ก๋าล น้องกลัวมีมาร มาสูนสู่นเข้า
มีแต่อาหาร เถิงบ่อมีเหล้า ต่างก็เจยบานเจ้นล้ำ
ด้วยความเต๋มใจ๋ ต่างมาจ่วยก๊ำ บ่อหันแต่เหล้าสุรา
สล่าเป็นแต๊ บ่อใจ่ถามหา เป็นแต่ปัญญา คนแต่งว่าหื้อ
เป็นมาจ่วยเหลือ แม่คำหนักตื้อ บ่อมีคนใดจ่มฟ้อง
สะล่างครัวตาน อันใดก็พร้อม ค้างแต่แต่งหย้องเขียวแดง
อำไพรม่อนน้อย ก่อยปันก่อยแป่ง กระดาษเขียวแดง น้องตัดหยาบหย้อง
ไปขอพรรณี เพื่อนเดียวเสี่ยงห้อง มาจ่วยดาตานแต่งคิด
ประทุม มาลา ก็มาร่วมมิตร พร้อมด้วยสาวหน้อยแสงเมือง
บัวเหรียญสมเพ็ชร แม่ต่อมคำเหลือง ป๋ายแถมวงเวียน ก็มาจ่วยหย้อง
ต่างก็ดีใจ๋ ใสงามจ้อง ๆ มาตกตำดาแต่งคิด
ล้วนเป็นสหาย เพื่อนเดียวเสี่ยวมิตร มีติดดอกสร้อยดาตาน
ดูมาม่วนล้ำ มาจ่วยเหลือกัน ตกแต่งดาตาน สลากต้นตั้ง
กันรัตติยา ค่ำมาจอดจั้ง กล๋างคืนเงียบพัก
บ่าวหน้อยตั้งหลาย มากอยจ้าดนัก พร่องก็จ่วยห้างตวยญิง
จ๋นเดิ้กเตี่ยงฟ้า ล่วงข้อนรัตติง เขาก็ลาญิง ปิ๊กป้อกสู่บ้าน
อำไพรจี๋สาว แม่คำหัวห้าง เก็บเหมียดครัวตานไว้พร้อม
แล้วก่อยเข้านอน กับด้วยเปื่อนป๊อง จิตเจตห้องของตาน
หลับดีแต้บมิด น้องยังเกิดฝัน ว่าน้องได้ตาน สมใจ๋ใฝ่อ้าง
ฝันหันของตาน ไปเกิดอยู่สร้าง สวรรค์เมืองบนฟากฟ้า
ฝันว่าตัวญิง เลางามสะง้า นั่งกล๋างแห่งห้องศาลา
มีเหล่านางฟ้า มาเฝ้ารักษา เต้ปป๊ะกัญญา แวดหลังแวดหน้า
สะดุ้งตกใจ๋ ฟั่งลุกเปลี่ยนผ้า จ๋นรัตติยารุ่งเจ๊า
เจ้าแป๋งใจ๋หวาน เจยบานแต๊เล้า ก่อยล้างช่วยหน้าสีฟัน
ดูม่วนใจ๋แต๊ ด้วยนิมิตฝัน ก่อยตกแต่งตำ ใส่หลัวหนึ้งข้าว
จ๋นแจ้งขวายมา น้องตกแต่งเต้า เข้าหาครัวตานแห่งน้อง
อันใดบ่อมี น้องหาใส่พร้อม บ่อหื้อขาดด้วนอันใด
สัปป๊ะของใจ๊ มีไว้หลวงหลาย สะบู่สีไคร หอมดีจ้อนจ้าน
ฝุ่นแป้งตาสี หอมดีหลายถาน ยาหลอดสีฟันและไม้


ตังว่านเงาใส หวีใบเกยใจ๊ น้องหาใส่เสี้ยงอัน ๆ
ผ้าผืนใหญ่น้อย สี่แจ่งต๋าขวาง ขนหนูผืนงาม ตุ้มหนาวก็ได้
ต่องแต่งด๊อกหู ดูงามแต๊ใบ้ ผ้านุ่งครัวในใส่พร้อม
สายสร้อยสายแขน วงแหวนจุ๊บย้อม สุบสอดหั้นใสงาม
ผ้านวมห่มตุ้ม เขาตอแม่สาร ร่มจ้องแดงงาม เขาแป๋งบ่อสร้าง
เสื้อสิ้นไหมคำ น้องตำแต่งห้าง เก็บใส่ครัวตานพร่ำพร้อม
รองเท้าคู่ใส ใส่กันแดดฮ้อน เปิกต๋มขวากเสี้ยนหินจา
อำไพรม่อนน้อย ก่อยสอดเซาะหา ของกินภุญจา คาวหวานลูกส้ม
ใส่ตังข้าวหนม พร้อมตึงข้าวต้ม น้องหาเอามาพร้อมพัด
ข้าวต้มหน่วยกล๋ม ข้าวหนมหน่วยกั๊ด ห่อต๋องแต้มแหน้นดีงาม
ของกินก้าบเกี้ยว ดีลำเจือจ๋าน จิ้นปล๋าสาคาร หลายอันหลายถ้าน
ตังเหมี้ยงและยา ม่อนดาแต่งสร้าง กะเกียมมาตานมากนัก
สัปป๊ะของกิน มีสาระพัด มีตังห่อข้าวต๋องงาม
รางสาดหน่วยน้อย ดังอ้อยเหล้มหวาน ก็หามาตาน ใส่หั้นพร้อมเสี้ยง
ลูกส้มของหวาน หมาดจุกหมากเกลี้ยง หมากขุนโอคำพร่ำพร้อม
หมากกล้วยสุกขาว หมากนาวกึงก๊อม หมากขุนขูดส้มเฟืองไฟ
หมากริวหมากก๊อ หน้อยแหน้ต๋าใส หนัดหนุนสุกใน ป๊าวต๋าลกล้วยอ้อย
หมากเงาะมีขน ลำไยเป็นสร้อย องุ่นใสงามหน่วยปุ๊ก
ทุเลียนหอมไกล๋ ขี้ไข่ล้นซุก หมากกุกกอกใต้แข็งใน
เจ้าหามาพร้อม บ่อว่าใกล้ใกล๋ เจียงใหม่เวียงใจย หามาบ่อหน้อย
แล้วมาขูดเหลา แป๋งเฮียวแขวนห้อย เอาปักยายจามก่องย้อย
สัปป๊ะของกิ๋น จู๊อันใหญ่น้อย น้องหาใส่เสี้ยงปันอัน
อำไพรม่อนน้อย ก่อยแป๋งใจ๋หวาน มาแต่งดาตาน จู๊วันใจ้ ๆ
กาดบ้านแจ๋มใจย ไกล๋บ่อใจ่ใกล้ ก่อยผันเตียวไปบ่อยั้ง
ซ้ำหนตางเตียว มาเป็นก่าน้ำ จ๋ำเป๋นม่อนได้เตียวไป
ล่างตี่ก็ก๊อง บ่อโล่งหัวใจ๋ ก่อยย่างเดินไป บ่อหนาปากต้าน
ลัดโต่งลัดนา บ่อได้ผ่านบ้าน ตางไกล๋ยาวนานย่านนี้
กันไปรอดเถิง ก็ตันพ่องซื้อ เซาะสอดดั้นหาครัว
พ่อก๊าแม่ก๊า เป๋นขุ้นเป็นหนัว จิ้นหมูจิ้นงัว อย่างใดบ่อกั้น
จิ้นลาบจิ้นแก๋ง เขาแป๋งเป๋นถ้าน ติเสี้ยงสะตางค์บ่อนัก


ของก๊าของขาย มีสารพัด ตั้งผืนแผ่นผ้าครัวใบ
ต๋ามใจ๋ชอบมัก มะโนหัวใจ๋ สิ่งของใด ๆ หากมีพร้อมเสี้ยง
พร่องก็ขายเกลือ พร่องก็ขายเหมื้ยง พร่องขายเห็ดลมหน่อไม้
พร่องขายน้ำปู๋ ถูผักลิดไม้ พร่องขายกาดป้อมหอมจี
มีหั้นสัปป๊ะ หยวกกล้วย ต๋องปลี๊ ในกล๋างกาดลี เขาขายพร้อมเสี้ยง
น้ำก๊าของขาย จักว่าไปเสี้ยง ก็หากตึงมีมากนัก
จักว่าไปหลาย บรรยายไปนัก กลั่วล้ำบากผู้คนฟัง
คนดีอ่านแต๋ บ่อปอเป๋นสัง ล้ำบากคนฟัง เมื่อยกางเมื่อยก้น
อำไพรจี๋สาว แม่แพรเนื้อหย้น ว่าต๋ามเปิงกวนเต่านี้
อันใดบ่อมี อำไพรม่อนนี้ แสวงสอดได้หามา
ตังข้าวหนมเจ๊ก เต็กดอกเป๋นต๋า ตังข้าวหนมงา ถั่วดินน้ำอ้อย
สะบู่แป้งหอม ถ้วยจ๊อนใบหน้อย น้องเลียบเล็งกอยซื้อพร้อม
ฝ้ายปีดฝ้ายไหม ผิวใสจุ๊บย้อม สีเหลืองมุ่ยสิ้วปังออน
สาดผืนใหญ่ล้ำ ตังผ้าและหมอน ขันหมากปู้ซอง เป๋นจุมไว้หั้น
อันใดบ่มี น้องหากแต่งห้าง บ่อหื้อเบาบางขาดซ้ำ
น้ำต้มกระโถน จอกแก้วใส่น้ำ น้องหามาตั้งแซมซอน
กันได้ซื้อแล้ว หาบล่าเดินจ๋อน เหาะเหินเดินจอน ป้อกปิ๊กมาบ้าน
อำไพรจี๋สาว แม่บัวไกว๋ก้าน ดีใจ๋เจยบานจื่นจ้อย
อันดีมีแขวน เอาฝ้ายเส้นน้อย มามัดหย่อยห้อยแขวนซอน
อำไพรม่อนน้อย แม่ดวงจันก๋อน สะหรีบังออน ก่อยแป๋งก่อยห้าง
อันใดขาดเหลือ แม่กึ๊ดแต่งสร้าง ยาผงยาแดงใส่พร้อม
ยาแก้ปวดหัว ยาแก้ปวดต๊อง พร้อมยาธาตุใต้ยาดม
ยาขางปอเลี้ยง บ่อมีรสขม ยาหอมแก้ลม น้องหาใส่หั้น
จะตุปัจจัย มากมายหลายถ้าน เจ้าหามาตานพร้อมพัด
โบตันหมากหอม มูลีต๋องคัด ก็มัดหย่อนห้องแขวนปอม
ตังยาตากฟ้า สาบกลิ่นควันหอม สามิตรกรุงทอง และก๋ารวงข้าว
มูลีพระจันทร์ น้องผันใส่เข้า เจ้าผันพองเอาใส่ครบ
เถิงเดือนเกียงเฉย เลยมาใคว่ครบ ๑๕ ค่ำถ้วนเปิงปอ
ปีชวดแม่นเต๊ งามดีบ่อหลอ ปุ๊ทธะเปิงปอ งามดีบ่อเศร้า
ศักกะราจา ลักขาจล่วงเข้า สองปันมีบ่อน้อย


ห้าร้อยมาเถิง สิบห้าเรียบร้อย ปีตี๋ม่อนข้อยดาตาน
ซ้ำเป็นวันติ๊ด บ่อใจวันจันทร์ เดือนตุลางาม ๒๒ แก่นกล้า
อำไพรจี๋สาว แม่ดาวสูนฝ้า มีเจ๋ตะนเลิศล้ำ
ฟั่งเซาะหาของ บ่อจั้งบ่อยั้ง มีใจ๋หลิ่งหลูตางตาน
เป๋นฟั่งเป๋นฟ๊าว กลัวบ่อตันก๋าล กลัวฤดูตาน สลากล่วงป้น
น้องมีหัวใจ๋ เลื่อมใสแต่ต้น บ่อมีมังกำขุ่นจ๊ำ
น้องได้ปรึกษา เจียนจ๋าบ่อยั้ง กับฝูงเผ่าผู้จาวเรือน
พ่อแม่ปี่น้อง บ่อโศกหมองเสือน มีใจ๋บังเอิญ ใคร่ตานจู๊ผู้
ต่างใจหัวใจ๋ ปายในจืนสู้ บ่อมีมัวดำขุ่นจ๊ำ
บ่อเดือดนันกัน ใจ๋เย็นดั่งน้ำ ปากันคาดห้างครัวตาน
ศรีออนพ่อไท้ เอาไม้มาสาน แป๋งก๋วยดาตาน ต้นกันคาดหมั้น
ซ้ำแป๋งบังวัน ขึ้นปักก่อตั้ง ตกแต่งดาตำเรียบร้อย
เป๋นตี๋งามต๋า โสภาบ่อน้อย สิ่งของหย่อนห้อยดูเปิง
อู้ก๋ารตังเพาะ เหมือนโค้งกับเหิง อู้ก๋ารตังเปิง เหมือนเหิงกับโค้ง
ใบห้างามใส ผัดไหวโจ้น ๆ ยามเมื่อลมวีเปิ๊กปั๊ด
ใบเก่าใบหมอง อำไพรน้องคัด เอาใบใหม่เกี้ยงใสงาม
ใบเก่าคิลิ น้องบ่อถามฝัน ตึงบ่อเอาตาน พระเณรเถรเจ้า ขอเป๋นกุศล กับตัวน้องเหน้า ในป๋างปายลูนเมื่อซ้อย
อำไพรจี๋สาว ธิดาม่อนน้อย ขอไปเกิดห้องเมืองบน
มีผาสาทติ๊บ แห่งห้องเวหน ในโลกเมืองบน สวรรค์จั๊นกว้าง
ตี่บ่อมีก๋าร ทำงานเยียะสร้าง บ่อมีหนาวเย็นเยือกร้อน
สมบัติหลักฐาน มีมาพร่ำพร้อม สนุกม่วนต้องวิงวอน
สวรรค์จั๊นฟ้า เป๋นตี่สัญจ๋อน เหาะเหินเดินจอน ไปไหนได้หัน
เครื่องผ้าวัตถา ไหลมาป้องป้าน ของติ๊บปายบนเกิดพร้อม
มีโภจ๊ะนา อาหารมากพร้อม ขอเลี้ยงสืบใส้อินทรีย์
วัตถุพร่ำพร้อม บ่อหม่นหมองศรี ของสมบัติมี บ่อตุ๊กโศกเศร้า
ตี่สุขสะหงวน บ่อต๋ายบ่อเฒ้า ถือนิพพานเราฟากฟ้า
กันดับจิตต๋น เมืองบนฟากฟ้า หื้อกลับเป๋นหน้าลงมา
ปฏิสนธิ ในโลกโลก๋า ในโขงอาณา จุมปูโลกกว้าง
หื้อสมกำจ๋า อำไพรแม่ตั้ง ผาถะนาเอากู่เจื๊อ


ฝูงหมู่โรกา อย่ามาฟักเฟื้อ หื้อหมดปอดถ้วยงามดี
งัวควายจ๊างม้า ข้าคนมนถี รถเกียนทานี เกิดมีกับข้า
มีคนขับต๋าม ชำนาญแก่นกล้า บ่อมีเวลาเดือดร้อน
น้ำก๊าของขาย หื้อมีมากพร้อม คนไหลหลั่งเข้ามาชุม
ไหลหลั่งมาซื้อ ก๊ำจูอุดหนุน หื้อได้มั่งมูล ตุ่นเต๊าเสี้ยงถ้าน
เคราะห์เย็นเป๋นหนาว อย่าได้มาป้าน อายุยืนยาวกว่าร้อย
อย่าได้หมองใจ๋ เยื่องใดต่ำก๊อย หื้อสุขเตี่ยงหมั้นยินดี
หื้อได้เตี่ยงเต๊า จุ๊เดือนจู๊ปี หื้อเกิดมาดี หมดใสสว่างหน้า
หื้อสมกำจ๋า อำไพรม่อนข้า หื้อศีลบุญกุณอย่าละ
ขอแหนรักษา อย่างได้ต้อดละ รักษาห่อหุ้มรุมรา
หื้อองก๊ะพร้อม ปากดังหูต๋า องค์ก๊ะก๋ายา หื้อเต๋มล้วนถ้วน
รูปร่างอิตถี อกแอวอ่วนอ้วน ป๋านกินนารีแม่นก
หื่อผมดกเขียว หย่อนยาวกิ๊วยก ป๋านติ๊บแต่งแต้มปู๋นแยง
หื้อกิ๊วโก่งก้อม วาดอ้อมเหมือนแป๋ง เหมือนวงเดือนแรม ๑๓ ค่ำถ้วน
หื้อมีก๋ายา เนื้อเต๋มอ่อนอ้วน ขาวนวลเปียงนุ่นงิ้ว
ตังสองหัตถา ฝ่ามือและนิ้ว หื้อกล๋มดั่งเหล้มเตียนคำ
อำไพรม่อนน้อย ม่อนข้อยอัตตัง โสตะตวารัง หูต๋าเปล่งแจ้ง
ทันต๋าเขี้ยวฟัน หื้องามถี่แหน้น อย่าไหวเพื่อนคอนถอดยก
หื้อมีผิวงาม เมื่อยามย้ายยก ผิวใส่บ่อเศร้ามีวรรณ
ปากดังและลิ้น ตะโจ๋มังสัง หื้อมีผิวพรรณ ต่อเต๊ากุ้มเข้า
เขี้ยวหล่อนหูหนา ต๋าฟางมืดเศร้า เหน็ดสึงตึงเจาดีดจ๊ก
สัปป๊ะรา อย่ามาไล่วก ขอเว้นหลีกข้าแสนวา
อำไพรม่อนน้อย ขอลมกำจ๋า กำผาถะนา ว่าไว้จู้ถ้าน
แม่นเตียวสงสาร จุมปูโลกกว้าง ผัดผันไปมาแวดล้อม
หื้อมีศีลธรรม กับตัวข้าน้อง ปันแก่นหมั้นดีงาม
แม่นจักปากป๊อง เอินร้องจ๋ำถาม หื้อเสียงม่วนงัน หวานหูจ้อย ๆ
ดังกิริยา วาจ๋าม่อนข้อย หื้อใสดีงามเรียบร้อย
ฝูงคนตังหลาย ญิงจายใหญ่น้อย หื้อจับจีบถ้อยใจ๋แปง
แม่นเตียวต่องก๊า สอดล่าแสวง หื้อมีคนแปง ติดใจ่ใฝ่อ้าง
แม้นจักคิดแป๋ง ก๋ารใดเยียะสร้าง หื้อสมเปิงงามกู่เจื๊อ


จกก๋อนแส่วไหม ลวงลายหมู่เนื้อ ในผืนแผ่นผ้าลายดี
ตังรูปนกน้อย ติจาปักษี กว๋างฟานเขารี จ๊างม้าจิ่มด้วย
ดังรูปงัวควาย ทะรายเลือห้วย อยู่กล๋างดงรีสอดเซาะ
ดอกปุ๊ดดอกจันทร์ เคลือหวันกูดเงาะ เป๋นแถวถั่งขึ้นยังยาย
หื้อจบจ่างพร้อม ดอกคว้ำขันหงาย สัปป๊ะลวดลาย จันทร์หลวงดอกแก้ว
รูปเนื้อตัวก๋าย เสือลายเสือแผ้ว อยู่กลางดงรีเรียบเลาะ
รูปไก่ปู๊ปัง เตียวผัดสอดเซาะ ดังรูปก้างเฒ้าป๋าวเฟือย
นางนีร่ำร้อง ก๋าลาบบินเสย แม่หงส์บินเลย แลหลวาแขกเต้า
หัสสะดีลิง ยุงคำบ่อเศร้า มีผิวพรรณเลามาบมิบ
ขอบจักขะวาร ไกล๋ต๋าละลิบ หื้อหันเปล่งแจ้งดวงทัย
อำไพรม่อนน้อย ขอหื้อเข้าใจ๋ ภาษาใด ๆ หื้อรู้ข้อข้อ
ขะหมุมูเซอ ลื้อเหนือเมืองฮ้อ เจ๊กจิ๋นมอญไทยม่านเงี้ยว
เขาพดจ๋าลัง เป๋นกำก๊ดเลี้ยว บ่อเป๋นบาทถ้วยกำไทย
ขอหื้อม่อนน้อย ได้รู้เข้าใจ๋ ขีดเขียนลวงลาย กึ๊ดไหนได้หั้น
ขอหื้อปัญญา หลักแหลมสอดดั้น เข้าใจ่ฟังตันพร่ำรู้
บาลีปัญหา นา ๆ กระทู้ กึ๊ดไหนออกหั้นตันที
อำไพรม่อนน้อย แม่ยอดอิตถี ยออัญจุลี กราบก้มเกล้า
สัปป๊ะครัวตาน อาจ๋ารอ่านเข้า น้องผาถะนาเอาร่ำลิ
จักหลอนว่าตัว อำไพรน้องนี้ บ่อพร้อมใส่ด้วยสักกำ
ขอเต้ปป๊ะไท้ อย่าได้จดจำ ขอขืนคืนกำ ตี่บ่อมีเสี้ยง
ขอเป๋นกุศล ส่วนบุญอันเกลี้ยง มาก๊ำจูญิงเมื่อซ้อย
อำไพรจีสาว ธิดาม่อนน้อย เซาะเหนือร่องใต้หามา
สะตางค์จ่ายซื้อ แล่นหยื้อเซาะหา หลอนของใดนา ยังหวิดขาดเสี้ยง
กำผาถะนา นับจ๋าว่าเผี้ยน สันใดจักดีอ่านคับ
ผู้แต่งก๋อนสาร เป็นแต้มว่านัก บ่อใจ๋ม่อนข้อยเขียนเอง
อำไพรน้องนี้ บ่อเกยขีดเขียน บ่อเกยเรียบเรียง โวหารบ่อกว้าง
ขอเตวะดา เจ้าต๋นบุญกว้าง จุ่งเป๋นพยานพร่ำรู้
ข้าเจ้าไปขอ ท่านเจ้าผู้ฮู้ เขียนขีดหื้อตั๋วเอง
บาปก๋รรมเล็กน้อย อย่าได้มาเต๋ง หื้อใสเม็ง ๆ เหมื่อนคำกับแก้วอย่าได้เป๋นก๋รรม มัวดำด่างแผ้ว สักเต่าแนวลอยขีดเล็บ


หื้อผ่องงามใส วิไลยดั่งเพ็ชร อย่าตุ๊กโศกเศร้าลายใด
ภาวะจาตินี้ หื้อสมดั่งใจ๋ หื้อสุขสบาย ต่อเต๊ากุ้มเฒ้า
พ่อแม่ปิดต๋า อาวอาร์ข้าเจ้า และฝูงวงวารพี่น้อง
หื้อสุขเหมือนกัน ปงปันเปื่อนป๊อง อย่าตุ๊กโศกข้องเมาวิน
ตังข้าวและน้ำ อย่างได้หวิดกิน ข้าวของเจียงจิน อย่าวิดจ้วดกั้น
อายุสังขาร อย่าหื้อได้สั้น หื้ออยู่ยืนนานกว่าร้อย
ยุติก๋อนสาร อำไพรม่อนน้อย จบไว้เต่าอี้เนอนาย
ขอมวลปี้น้อง ผู้ฟังตังหลาย ได้อยู่สบาย เหมือนกันจุ๊หน้า
ไผอย่างได้จัง อำไพรม่อนข้า ขอจบอำลา เต่านี้ก่อนและนายเหย

*******************





















กะโลงสลากย้อมของ น.ส.พัชรินทร์ ไนยะแจ่ม
ทำบุญที่วัดบ้านแจ่ม ๒๓ ตุลาคม ๒๕๓๖
แต่งโดย ส.ไก่อ่อน(พระครูพิทักษ์ธรรมากร)
*****************

อิมะนา สักก๋าเรนะ น้อมคารวะ แก้วเจ้าตังสาม
ติระตะนัง ดวงบานบ่เศ้า น้องพัชรินทร์ แม่บัวจ๋อมเหง้า
อัญจุ๊ดีก๋อน ด้วยความเคารพ เถิงจ๋อมเจื่องเจ้าโปธา
คือพระพุทธะ โคตะระสา ต้านอุบัติมา โผดผายโลกใต้
หื้อมะนุสสา คนเรานี้ไสร้ ป๊นจากมารภัยซว่านซุก
ดับกิเลสา อันปาเติกตุ๊ก เถิงสุขเตี่ยงหมั้นตีฆา
ต้านได้ค้นคว้า ธัมมะสัจจ๋า เป๋นอะริยา สัจจะเตี่ยงหมั้น
ตุ๊กสมุทัย นิโรธเป๋นขั้น มีมัคกาตางสุดท้าย
อะริยะสัจจ์ บ่มีเคลื่อนย้าย ย่อมผายโผดหื้อเป๋นดี
บัดนี้ต้านพระ ดับนิพปานหนี ธัมมะภูมี ยังปรากฏแจ้ง
พัชรินทร์สาว แม่ข้าวสูนแป้ง ขอวันตะนานอบน้อม
พระธรรมกำสอน มีมวลมากพร้อม แตนองค์ตานเจ้าโปธัน
ต้านกำหนดไว้ เป๋นธรรมขันธ์ แปดหมื่นสี่ปัน หลายแต๊บ่หน้อย
แบ่งเป๋นปิฎก ผากฎเปล่งป้อย มี๓ รวมความว่าไว้
หนึ่งสุตั้นตะ เป๋นหมวดหนึ่งไซร้ วินัยอีกข้อเป๋นรอง
พระวินัยนั้น เป๋นหมวดถ้วนสอง อภิธรรมรอง เป๋นสามหมวดขั้น พระไตรปิฎก กำหนดจื่อตั้ง ร่วมเป๋นพระธรรมเลิศฤทธิ์
ล้วนเป๋นกำสอน จ๋อมองค์บอพิตร ไว้เตเตสน์หื้อสอนคน
แถมอันหนึ่งนั้น คือหมู่พระสงฆ์ ผู้ต๋านตวยองค์ มัคกาใต๋เต้า
ผู้สละต๋น เป๋นองค์ผ่านเผ้า บ่มีมลทินแปดป๊ะ
พัชรินทร์สาว น้อมคารวะ จ๋นสุดใคว่เสี้ยงสามอัน
นอกเหนือจากนั้น อัญจีลีสาร น้องขอวอนวาน เตปาอยู่ห้อง
มาเป๋นสักขี พยานปกป้อง เมื่อข้าน้องแต่งดาตาน
อินตาอยู่ฟ้า ต๋าวะตึ๋งสาร น้องขอวอนวาน มารับทราบแจ้ง พัชรินทร์สาว แม่จ้าวสูนแป้ง น้องแต่งดาตานครั้งนี้
ขอต๋นอินตา เข้ามาจ้วยจี๊ จดจ้ำเหมียดหมั้นของตาน

จะตุโลกต๊าว อยู่ด้าวสวรรค์ อนุโมตาน จิ่มข้าน้องเหน้า
คุฑนาคนากา ต๋นบานบ่เศ้า ขออัญเจิญมารู้พร้อม
ยักโขยักขี หื้อมายื่นน้อม สาธุจิ่มข้ารินทร์นาง
ธรณีต๊าว พระแม่บุญขวาง จู่งเป๋นพยาน จิ่มรินทร์ข้าข้อย
เสื้อวัดเสื้อวา เจิญมาบ่น้อย เสื้อบ้านเสื้อจองก็แล้ว
เสื้อโต้งเสื้อนา อย่ากาก๊าดแก๊ว มาจ๋ำเหมียดหมั้นหมายตาน
แถมองค์หนึ่งนั้น กือนายนักก๋าร จางจดจื่อนาม ไขสารขีดขั้น
ขอนายหนังสือ จดหมายใส่หั้น ในหลาบลานคำแผ่นปั๋น
จดจื่ออวนญิง หื้อแจ้งแน่ชัด ขีดเขียนใส่หั้นต๋ามมี
จื้อพัชรินทร์น้อง แม่ดวงจุ๋มปี๋ ไนยะแจ่มดี นามสะกู๋ลข้า
จดปี๋เดือนวัน จาต๋าน้องหล้า เจ้าเกิดมีมาครั้งนั้น
วันพฤหัส จดหื้อแน่ขั้น เป๋นวันเกิดตั้งปั๋ญญา
คนเกิดวันนี้ ย่อมมีผญา จื้อพัสสะดา ปั๋ญญาเล็กกว้าง
ลายดอกเครือวัลล์ เกี้ยวหวันกิ่งก้าน บ่ยากใจ๋นางสักเจื๊อ
คนตังหลาย ไผก็ใคร่เฟื้อ อาศัยเปื้อด้วยปั๋ญญา
จาต๋าข้าน้อย หากดีเป๋นตร๋า จื้อพัสสะดา เป๋นจริ้งแน่นหมั้น
วันที่นั้นแถม เลขแปดว่าอั้น มิถุนายนบ่ค้าย
สองห้าหนึ่งสูน พ.ศ.บอกไว้ มะแมเปิ่งด้วยตั๋วดี
ข้าเจ้าเปิ๊งแป๊ะ แม่นแต๊ดีหลี พ่อหนานบุญมี ปิดต๋าป้อข้า
วันปฏิสนธิ์ ออกจมโลกหล้า เดือนแปดตีฆาส่องฟ้า
ขึ้น ๑ ค่ำใส ดีงามสะง้า น้องเป๋นลูกหล้าปล๋ายคน
กาบแก้วแม่ไท้ หื้อปฏิสนธิ์ เป๋นจ๋อมมาดล มาต๋าเจื่องเหง้า
ผู้เกิดร่วมกั๋น ร่วมครรภ์แม่เจ้า มีสามคนเลาพี่น้อง
ปี๊เก๊าเป๋นสาว ปฐมแรกต๊อง ต๋ามกดจื้อเจ้าลามา
พรทนาแต๊ เจ้าแว่นสายต๋า ปี้พรทนา เป๋นเก๊าแรกต้น
ปี้คนถ้วนสอง เจ้าแพร่เนื้อหย้น จารุพิณนามบอกไว้
ถ้วนสองเป๋นสาว หอมเหมือนดอกไม้ มีแมงปู้เผิ่งจนใน
จารุปี้ไท้ อยู่เมินบ่อไหว มีกู่เตียมไคร ไปเสียกว่าจ้อย
ได้วีระพันธ์ มาเป๋นกู่น้อย สนุกเจยบานเจ้นล้ำ
สำหรับถ้วนสาม แม่บัวกาบจ๊ำ ก็ได้แก่ข้ารินทร์นาง


เราสามปี้น้อง บ่มีหมองหมาง ตังสามญิงนาง ป่อแม่อวบฟ้า
พ่อหนานบุญมี ปาตีลูกเต้า ฮิหาเงินทองบ่ยั้ง
กาบแก้วเหนือหัว ต๋ามตวยป้อจั๊ย เพื่อน้องหนุ่มหน้อยวัยยา
ป้อแม่บ่ยั้ง ตั้งหน้าใฝ่หา เซาะหาเงินมา ส่งเสียลูกเต้า
ป้อแม่ตังสอง เป๋นห่วงข้าเจ้า เพราะเป๋นญิงเลาร่างน้อย
เมื่อพัชรินทร์ เป๋นญิงอ่อนนอย ป้อแม่ปี้เจ้าสองคน
ยินฮังข้าน้อง บ้อหื้อขัดสน คาบแก้วมงคล ถนอมกล่อมเกลี้ยง
ป้อเจ้าบุญมี บ่อหมองหม่นเหมี้ยง ฮิหาเงินทองสิ่งทรัพย์
ปี้เจ้าตังสอง เอาใจ๋อวบฟัก บ่อได้ขุ่นข้องก๋ายา
แม่ตั้งจื้อฮ้อง ว่าตุ๊กกะต๋า เพราะเป๋นดารา เปลี่ยนกั๋นหอบอุ้ม
ป้อแม่ก็เอา ปี้สาวก็ตุ้ม พัชรินทร์เลาม่วนล้ำ
ตึงบ่อับจ๋น กั้นข้าวอยากน้ำ บ่อึบอยากกั้นใดเลย
ป้อก็ฮักแต๊ แม่ก็บ่เฉย สองปี้จมเจย เป๋นกู่ล่าเหล้น
ตุ๊กกะต๋าสาว แม่ฟองน้ำเต้น เกิมาเจยบานจี่นจ๊อย
พ่อแม่จ๋าสอน กำวอนอ่อนก๊อย เปื้อหื้อลูกหน้อยเป๋นดี
เมืองโคราชปุ๊น ไกล๋แต๊ดีนดี ป้อหนานบุญมี กับแม่กาบแก้ว
ไปเลิงขายของ บ่หมองผ่องแผ้ว หลายปี๋เดือนวันอยู่ปุ๊น
ถิ่นแดนอิสาน จ๋นปิลื่นกู๊น อู้จักใคว่ห้องอาณา
เพราะป๋อแม่ไท้ ห่วงลูกสามขา ฮิหาเงินมา เปื้อลานลูกหน้อย
ก่อยเก็บก่อยก๋ำ บ่หนาจักต้อย หวังหื้อลูกน้อยเป๋นดี
พัชรินทร์น้อง เจ้าดวงจุ่มปี๋ ก่อยศึกษามี ต๋ามกำป้อเจ้า
น้องบ่เกินเหลือ ป้อแม่จ๋อมเหง้า ขันติ๊ทนเอาบ่ละ
เรื่องก๋ารศึกษา บ่ประมาต๊ะ จ๋นจบเรียนได้ปริญญา
ศิลปะศาสตร์แต๊ แน่เจ้งสาขา น้องจบปริญญา สาขาที่หั้น
จ๋นได้ทำงาน เงินเดือนขีดขั้น บริษัทเงินทุนแต๊เล้า
ไทยธนากร กรุงเทพมากเต๊า ป้อแม่ตื่นต้องยินดี
ปัจจุบันน้อง อายุชันษี ซาวหกปอดี เป๋นสาวกลี่อ้า
พัชรินทร์สาว แม่ดาวสูนฝ้า มีใจ๋ปิยาจื่นย้าว
สร้างบุญกุศล มาเมินแต๊เล้า หวังสุขเมื่อหล้าตีลูน
วันโกนบ่ละ วันพระบ่สูน น้องหมั่นทำบุญ มาต๋ามแต่ได้


มีเจ๊ตะนา มาเมินแต๊ไสร้ ก่อยกิ๋นตานไปบ่เว้น
ไผบ่ขับจ๋ำ ขนาบขาบเก๊น มันหากเกิดขึ้นใจ๋นาง
ก๋ารทำบุญนั้น ใจ๋เจ้าบ่จ๋าง เป๋นสะเบีงตาง สืบไว้ปายหน้า
พัชรินทร์สาว แม่บัวกาบอ้า มีเจ๋ตะนามากล้น
น้องไปอยู่ไหน ตางใดบ่ป๊น มักหุมไฝ่อ้างก๋ารบุญ
อยู่กรุงเทพปุ๊น บ่เกยขาดศูนย์ น้องหมั่นทำบุญ ย่อหยุดหย่อนหย้าน
พัชรินทร์สาว กลับคืนสู่บ้าน ยี่ข้อกองงามถิ่นเก๊า
ป้อแม่ก็จ๋า อู้บอกแต๊เล้า ตุ๊กตาลูกเจ้าคนเถิง
กล๋างวะสานี้ ฤดูมาเถิง ก๋าละมาเติง สลากซองข้าว
ข่าววัดบ้านเฮา คือวัดป่าเป้า เปิ่นแป๋งกุฏีใหญ่ล้ำ
เงินทองก็เขียม อันใดก็ซ้ำ เปิ่นจักแต่งห้างก๋วยซอง
ตานสลากแต๊ หาทุนเป๋นก๋อง หาเงินสำรอง มาไว้ก่อสร้าง
ตุ๊กกะตาสาว แม่คำหัวห้าง เจ๋ตะนาบานเลิศล้ำ
กันมีเป๋นจริ๋ง ดั่งกำว่านั้น น้องจักแต่งห้างดาครัว
แป๋งสลากย้อม ป้อแม่ถ้ากลั๋ว น้องจักตานครัว กะโลงต้นตั้ง
ได้สองสามวัน ผ่านไปเป๋นอั้น ก๋รรมก๋ารศรัทธาป่าวร้อง
ว่าบ่ลุกกั้น ความหันบ่พร้อม กลั๋วจักขาดต้นขุมตืน
กำกึดแต่เก๊า ต่างก็ขอขืน ต่างก็ยันยืน โครงก๋ารใหม่หน้า
เรื่องก๋ารกึ๋นก๋าย เอาไว้วันหน้า ถ้าวัดเฮากาพร้อมคัด
บ่ใจ่ว่าโยน เอาตุมต้อดซัด มีสาเหตุข้อหลายอัน
ตุ๊กกะตาน้อง ใจ่เจ้าปอจ๋าง หัวใจอ้ายนาง ปอหมองหม่นเหมี๊ยง
ตุ๊กกะตาสาว แม่ทองเนื้อเกลี้ยง เจ๋ตะนาดีล้ำโล้น
กลั๋วเวลาตาน จักเลยล่วงป้น บ่สมดั้งอั้นกำปอง
เจ้าอู้ปากตัก ป้อแม่ตังสอง เจ้าจามเจื้อลอง จิตใจ๋กาบแก้ว
ว่าวัดบ้านแจ๋ม อารามผ่องแผ้ว เบิ่นกิ๋นตานมีมากนัก
พระเณรก็หลาย เปิ้นมาอยู่พัก ศึกษาเรื่องถ้อยกองธรรม
วัดบ้านแจ๋มปู๊น เปิ้นตานประจ๋ำ ว่าบำรุงธรรม ศึกษาต้านเจ้า
สลากบำรุง หาทุนเตื่อมเข้า หื้อพระเณรจีอยู่วัด
ได้ศึกษาก๋าร วิชาเคร่งครัด เปื้อเผยแผ่กว๊างศาสนา
เปื้อสืบอายุ ปุทธะศาศน์หนา เผยแพร่วิชา คำสอนพระเจ้า


เปิ่นกิ๋นตานก๋วย วันใดดาเจ้า ลามป้อบุญมีหน่อไท้
ป้อเปิ้นจ๊างจ๋ำ จดวันปี้ไว้ สำนักเก่าหั้นเกยเรียน
ป๊อเกยอยู่วัด เกยสั่งสอนเขียน ป้องเมื่อยังเปียร บวชเป๋นตุ๊เจ้า
อยู่วัดบ้านแจ๋ม อารามบ่เศ้า ป้อหนานบุญมีรู้พร๊อม
ว่าตุ๊กตาเหย เจ้าไหมยอดม้อน เต้าจ๋ำดื้อได้วันดี
เดือนเกี๋ยงแต้เล้า ๓ ค่ำใสศรี เดือนออกปอดี ประจ๋ำอยู่หั้น
เปิ่นทำประจ๋ำ มาเมินแม่นหมั้น เมื่อโสภณยังต๋านไท้
ป้อบ่เป๋นหนาน เกยอยู่รับไจ๊ กับองค์ต้านเจ้าบุญจู
บุญท้านต้านไท้ เกยไจ๊เกยถู ต้านเดยเป๋นครู สั่งสอนป้อเจ้า
ก็ตีเหมือนกั๋น ตุ๊กตาลูกเต้า ส่งเสริมพระเณรอยู่วัด
ปี๋นี้จับไหน ป้อก้ไม่นับ เซาะหาผ่อหั้นวันยาม
เอาวันมานับ ปฏิทินกล๋าง จับใส่วันงาม กำหนดเขตชั้น
ว่าจับวันเสาร์ ตุลาแม่นหมั้น ขาวสามดีงามเลิศโล้น
เป๋นดือนเกี๋ยงเหนือ วะสาบ่ป๊น ยังค้างอยู่หั้น ๗ วัน
พัชรินทร์น้อง เจ้ามีใจ๋หวาน ค่อยจำกำงาม กับแม่กาบแก้ว
ดีก่อจานา ดีจากแม่แก้ว แม่อู้แล้วว่าดี ๆ
กำนั้นยอดม้อน หน่อนงค์สาวจี๋ ใจ๋เจ้ายินดี ปิ๋ติจื๋นสู้
ปะไผก็จ๋า ปรึกษาฟู้อู้ ว่าดีจานอย่างนั้น
ไผก็หันตวย ตุ๊กตาหน่อจั้น จักเสริมส่งเข้าก๋ารตาน
ตุ๊กตานาฎไท้ เจ้าแป๋งใจ๋หวาน จิตใจ๋เจยบาน บ่หมองหม่นเศ้า
ใกล้วันดาตาน เติงมารอดเข้า สะหรีคิงบางร่างยก
นอนปอบ่หลับ กิ๊ดได้จวบป๊บ ใคร่ตกแต่งห้างดาครัว
อู้กับป้อใท้ บุญมีเหนือหัว บ่หื้อกำมัว ก่อยจ๋าก่อยป้อน
ก่อยแป๋งกำหวาน กำงามออดอ้อน กับจ๋อมมารดาแม่เจื้อ
กาบแก้วจอมขวัญ ฮู้ตันกู่เจื้อ ว่าก่อยอดกลั้นทนไป
บ่เมินแล้วเลาะ ตุ๊กตาลายใจ๋ จักกลั๋วทำไม แม่จักจ่ายตุ้ม
ลูกบ่ถ้ากลั๋ว อันใดบ่กุ้ม แม่บัวตูมนายลูกไท้
ใกล้วันดาตาน มาแถมแล้วไซร้ ป้อจ๋อมเกตุเกล้าบุญมี
ตุ๊กตาลูกไท้ เจ้าค่อยขันติ๋ หื้อแป๋งใจ๋ดี เหมือนน้ำตังห้า
ก่อยไปวอนขอ พ่อลุงแม่ป้า มาตกตำดาแต่งคิด


ปี้น้องอาวอาร์ วงศ์ษาญาติมิตร มาจ่วยแต่งห้างดาตาน
ก่อยขอเปิ้นเต๊อะ ไผบ่ว่าสัง เพราะก๋ารเรื่องตาน ไผบ่จ่มส้าง
ขอป้อหลวงปัน สิงห์งามเป๋นตั้ง เพราะเป่นคนเดิมจ่างคิด
ป้อแต๊ก็หนาน บ่ใคร่ใกล้ชิด บ่เหมือนแก่เฒ้าโบราณ
แถมคนหนึ่งนั้น เปิ้นเข้าใจ๋ก๋าร เปิ้นแกว่นชำนาญ เรื่องแต่งเรื่องห้าง
ลุงหมอแม่ขาว คนเดินเต้าอั้น สัพป๊ะเรื่องตานเปิ้นฮู้
ป้อเมาแม่เงา ขอมาเตื้อมยู้ มาเป๋นเปื้อนอู้จ๋าตัน
แถมคนหนึ่งนั้น พ่อธาแม่ขัน เรื่องนี้ชำนาญ ขาดเปิ้นบ่ได้
วิเชียรมาลี บ้านมีจิ่มใกล้ บ่ขอก็มาจ่วยน้อง
สุมิตรเพียงจั๋นทร์ ใจ๋หวันจ่องก๊อง เป๋นแก๋นแก่นหมั้นจายคาน
อาสารับไจ๊ ไผจะเอาสัง สุมิตรจายกาน หกเหนือแอ่นใต้
ก่ำลังเปิ้นแข็ง ขาดแต๊บ่ได้ ไจ่อู้บ่ดายจ่วยเซาะ
บุญช่วยบัวบาน ขาดกำหยอกเยาะ ว่าแต๊แก๋มเหล้นเป๋นเครือ
โบราณว่าไว้ จิ๊นส้มกับเกลือ เปิ้นจ๋ากำเครือ เหยาะหยอกหลานเจ้า
ว่าได้กิ๋นแก๋ง บ่แถมน้ำเหล้า มังสังดูเบาจืดล้ำ
เหมือนเฮากิ๋นแก๋ง บ่อได้หีบน้ำ มันจ่างหีบอั้นติดคอ
เหมือนคนเลี้ยงจ๊าง ต้องได้เบิ่งขอ เปิ้นจ๋ากำปอ หยอกหลานเหล้น
ตุ๊กกะตาสาว แม่เข้าตอกเต้น เจ้าใจ่เจยบานจื่นย้าว
อกแม่อุ้ยหวัน เป๋นกันเป๋นเก๊า อุ้ยจันทร์ก็เถ้าเต๋มที
เปิ้นก็บ่ละ ตุ๊กตาหวานจี๋ ยังแป๋งใจ๋ดี มาจ่วยเตื่อมตุ้ม
จุ๊บแจงหลานสาว เลาะผันเตื่อมตุ้ม จื่อแต๊บุญ-ทะริก
ก็มาจ่วยก๋าร จ่วยห้างจ่วยกิ๊ก ยามน้องแต่งห้างดาตาน
อ้ายแดงเขยเก๊า จ่วยเกาะจ่วยก่ำ จื่อวีระพันธ์ แฟนปี้พรข้า
ตุ๊กกะตาสาว แม่บัวคลี่อ้า ก่อยขอวอนวานแต่งคิด
มาลีน้าสาว จ่วยต๋ำน้ำพริก เปิ้นจ่างอ่อนต้อจิ้นมัน
ในวันนั้นและ เอากั๋นเป๋นกั๋น เป๋นม่วนเป๋นงัน ขุ้นหนัวป่นปี้
ไผบ่ว่าไผ จู้ ๆ จี้ ๆ ต่างแป๋งกำดีม่วนเพราะ
ไผอู้อันใด เข้าใจ๋จ่างเซาะ แนะนำบอกหื้อรินทร์นาย
จ๋นหมดใคว่ครบ บ่อแผกผิดผาน หื้อสมเปิงการ กะโลงต้นตั้ง
ต้นฮ่างครัวตาน ดีงามแก่นหมั้น เป๋นรูปบังวันใหญ่แต๊


รูปเหมือนหัวใจ๋ โพธิ์ใบนั่นแหล้ เหมือนหัวใจ๋เจ้ารินทร์นาง
หัวใจ๋น้องไท บ่มีจิตจ๋าง สาระพันอัน มีในใจ๋เจ้า
เหมือนต้นบังวัน ดีงามบ่เศ้า ฝูงหมู่อาวอาร์ปี้น้อง
มาจ่วยกั๋นหลาย ยังยายอยู่พร้อม มาตัดยาบห้างเคียนไป
จ่วยกั๋นแต่งคิด ล้วนแต่เข้าใจ๋ อู้จ๋ากั๋นไป เปิงไหนเอาหั้น
กระดาษแดงกอน ตัดขอนเป๋นหั้น สีสันวรรณวัยเลิศฤทธิ์
ออกจากสมอง ผู้คนแต่งคิด บ่ผิดแบบเบ้าโบราณ
สมัยนี้ยุค พัฒนาก๋าร ใคร่กิ๋นใคร่ตาน กำเดียวก็ได้
ขอมีสตางค์ แบ๊งใบบาทใต้ เหมือนอยู่เมืองแมนเต๊พติ๊บ
ใคร่ได้อันใด ก็เนระมิต เตี่ยงสมเจตตั้งใจ๋ตาม
สมัยก่อนนั้น หวิดเวียกหวิดก๋าร ใคร่กิ๋นใคร่ตาน ดูยากแต๊ใบ้
หาบหิ้วติ้วปา เอามาบ่ใกล้ เปิ้นขายในเวียงปุ๊นเลาะ
ต้องตั้งใจ๋ไป ผันหาสืบเซาะ ได้หลายล่วงเป็นเวลา
สมัยนี้และ รีบด่วนตันต๋า ของก๊านา ๆ เปิ้นขายจูบ้าน
ใคร่ได้อันใด สมใจ๋จู้ถ้าน ป่าเป้าเฮามีกาดติ๊ตย์
ไผต้องก๋ารสัง เหมือนเนระมิต บ่ต้องใต่เต้าเถิงเวียง
สังมาง่ายล้ำ หาได้บ่เขียม ของแต๊ของเตียม เปิ้นขายอยู่หั้น
พัชรินทร์สาว แม่บัวไกว๋ก้าน กาบแก้วมารดาแม่ไท้
จ่วยไปเซาะหา ของกิ๋นของไจ๊ ตี่กล๋างกาดใต้ริมตาง
จ๋นหมดใคว่ครบ บ่ขาดหลอสัง จิตใจ่เจยบาน บ่หมองหม่นเศร้า
เจ้าเซาะผันหา มาต๋ามแบบเบ้า สัพป๊ะครัวตานพร้อมพลัด
สมุดเป๋นโหล พร้อมด้วยบรรทัด ของไจ๊ขีดแต้มยามเรียน
ปากก๋าใส่พร้อม น้องเกยไจ๊เขียน อุปะก๋รณ์เรียน ศึกษาใฝ่เอื้อ
ใส่ตังแว่นหวี ครัวนุ่งผ้าเสื้อ สีสรรณลายดีดอกยก
สบฦแป้งหอม น้องหามาครบ บ่อหื้อขาดด้วนอันใด
ยาหม่องก๋าพระ แก้ปวดตันใจ๋ ยาเมืองยาไทย มีหลายบ่หน้อย
น้องเก็บเอาแขวน ยังยายหย่อนห้อย พัชรินทร์นางบ่ละ
ยาอมหมากหอม ก๋าเสือก๋าพระ และอมแผ่นหน้อยโบตัน
พัชรินทร์น้อง เจ้าก่อยผายผัน ซื้อหามาตาน เปิ้นขายในห้าง
ยาสัพป๊ะยา หามาเสี้ยงถ้าน แก้หวัดแก้ไอคั่นเนื้อ


ยาหอมแก้ลม ยาดมกู่จื๊อ เปิ้นหายหมู่อั้นโรคา
ตังยาธาตุน้ำ ยี่ห้อเป๋นตร๋า บำรุงก๋ายา ร่างก๋ายล่ำอ้วน
ตึงบ่ขาดไหน อันใดก็ถ้วน พัชรินทร์นางสอดไซ้
นอกจากนั้นแถม ของนางเกยไจ๊ ตังผืนแผ่นผ้าครัวใบ
สี่แจ่งผ้าเจ๊ด ขนหนูงามใส ผ้าตุ้มผืนลาย กั๋นหนาวก็ได้
ผ้าห่มผ้านอน ของมาจากใต้ สะหลีคำใบใส่ไว้
สบงอังสะ ของพระเกยไจ๊ สีเหลืองบ่เศ้าจีวร
ของสมณะ ทะรงสัญจ๋ร บ่มีแดงออน วินัยเปิ้นห้าม
มีแต่สีเหลือง สีกรักเต้าอั้น บ่มีโลเลโลภโล้น
ของพระของเณร หนีเสียบ่ป๊น เปิ้นสันโดษด้วยยินดี
ของสมณะ ตึงบ่หลายสี สมกับองค์จี ศีลใสต้านเจ้า
พัชรินทร์นาง แม่คำโล้นเบ้า เจ้าผันพองเอาใส่ไว้
ใส่ตังของกิ๋น นอกจากของไจ๊ มาม่าซองหน้อยแขวนซอน
ยำ ๆ ใส่พร้อม ปรุงรสหวานหอม อยากข้าวงายตอน กำเดียวก็ด้อย
ขนมเป๋นซอง หวานเปื้อน้ำอ้อย ข้าวแคบแต๋นมันก็นัก
สับป๊ะของกิ๋น มีสารพัด เอาแขวนหย่อนห้อยเป๋นลาย
หนมอมหนมเจ๊ก เป๋นเม็ดเป๋นสาย สีเขียวแดงลาย จุใจ๋อ่อนหน้อย
ของอันใดหนัก จัดบนจองอ้อย มีบ่น้อยมากนา ๆ
สาดนอนหมอนยัด ผ้าห่มผืนหนา หมากเหมี๊ยงปูยา วางตำไว้หั้น
หมากโอ่ในหวาน หมากก๊อหมากหมั้น ตังหมากกะตันมังคุด
หมากหนัดเป๋นต๋า หน้อยแหน้ละมุด องุ่นหน่วยเกลี้ยงใสงาม
หมากนาวกี่งก็อม ตังส้มเขียวหวาน หมากกลิวหมากบางหาไหนบ่ได้
หมากโว่หมากจ๋าง หมากขุนนั้นไซร้ ฉิบจากเมืองเฮาหมดหลิ้ง
ไผบ่หุมกิ๋น คนเฮาก็มิ้ง ศูนย์พันธ์จากต้นไปเลย
เสียดายแต๊ ๆ ปี้น้องเฮาเหย ละอ่อนก็เลย ฮู้จักบ่ได้
ลูกสัมอัมปา ของมาจากใต้ ละบาดมีมาเป้อเลอะ
ลางสาดเป๋นยาง หากมีเยอะแยะ แอ๊ปเปิ้ลหน่วยเกลี้ยงแดงงาม
ทุเลียนและเงาะ ทุกฤดูก๋าล กันมีสะตางค์ เมื่อใดก็ด้อย
ม่วงแก้วม่วงใน ยังมีบ่หน้อย ทุกฤดูกลาลบ่เว้น
กันมีบ่สุก เปิ้นอุ๊กหนาบเก๊น วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าเป๋นมี


อันใดก็แล้ว มีตลอดปี๋ ขนุนยวงดี หงานมีแต๊ใส้
ของบ่เกยหัน เปิ้นปลูกเมืองใต้ หากเกิดมีมาล้ำโล้น
จ๋นบ่ฮู้จัก อ่านนับบ่ป๊น จ๋ำจื้อบ่ได้ยังมี
พัชรินทร์น้อง แม่พลอยแสนสี เซาะต๋ามกาดลี เปิ่นขายอยู่หั้น
สัพป๊ะของกิ๋น หลายอันหลายถ้าน พัชรินทร์นางบ่ไว้
หมากเต้าแต๋งจึ๋ง อวนญิงน้องไท้ หื้อแม่กาบแก้วผันเอา
กล้วยอ้อยมากพร้อม แม่อินทร์ลงเหลา หาต๋ามปินเตา ตี้จักหาได้
หมากป๊าวขะแนง กล้วยหอมเมืองใต้ สุกเป๋นเครือยาวบ่อุ๊ก
กล้วยตีบกล้วยหอม เป๋นหวีเป๋นปุ๊ก สุกเหลืองหน่วยเกลี้ยงหวานมัน
หอมทองน้ำว้า กล้วยตีบกล้วยจั๋นทร์ กล้วยนิ้วมือนาง หอมหวานจ้อนจ้าน
ปินโตเป๋นเถา ของกิ๋นบ่กั้น อาหารดีลำเลิศรส
ทอดปิ้งตั๋วปล๋า ของลำเตียมยศ ตังแก๋งอ่อมต้มหวานคาว
มีไว้มากแล้ว พัชรินทร์สาว น้องผันพองเอา บ่อึบอยากกลั้น
ของเครื่องครัวตาน ดีงามเสี้ยงถ้าน สะหรีคิงบางจ่างเซาะ
เลือกเฟ้นสรรหา เอามาเฉพาะ จ๋ำเป๋นเต่าอั้นเอาตาน
ของบ่กิ๋นไจ๊ ตังบ่ถามฝัน เสียดายสตางค์ ประโยชน์บ่ได้
ปริปุ๋นณัง ดีงามแต๊ใบ๊ ๗ ค่ำวันดาใคว่ครบ
ปี้น้องเปื้อนฝูง มาหลายเอ๊าอ๊ด มาจ่วยกั๋นห้างดาครัว
เฉพาะวันนี้ เป๋นขุ้นเป๋นหนัว วันน้องดาครัว ตำดาแต่งห้าง
เปิ้นมาจ่วยกั๋น จ่วยนางล่ำสร้าง ต๋ามฮีดโบราณแต่ไท้
พัชรินทร์สาว เจ้าปอกั่งไก๊ หกเหนือวิ่งใต้ก๋ารงาน
มาลีอี่น้า ทำครัวอาหาร เลี้ยงหมู่วงศ์วาลย์ แก๋งอ่อมลาบส้า
สนุกสนาน ปอจมจื่นหน้า ปิ้ติดีมาแต๊ตั๊ก
จ๋นเถิงกล๋างคืน คนนอนเงียบพัก น้องหลับม่อยได้ไสยา
ลุกมาเมื่อเจ๊า ก่อนไก้ก่อนก๋า เจ้าก่อยลุกมา สุมไฟหนึ้งข้าว
บ่หื้อได้ขวาย ใจ๋นายบ่เศ้า แป๋งใจดีงามเมื่อเจ๊า
บ่หื้อมีเสียง เดือดดังอ๊ดอ๊าว เพราะป้อแม่เจ้ายังนอน
บ่หื้อกระทบ สนั่นเถิงหมอน สะหรีบังอร ก่อยเหยาะหย่องเข้า
กันเสร็จจากก่าร ดังไฟหนึ้งข้าว แจ้งขวายดีมาเป่งฟ้า
บ่ว่าไผ ๆ ลุมาบ่จ๊า แก๋งอ่อมต้มกิ๋นไป


แล้วแต่จักมัก ชอบอกชอบใจ๋ สะหรีคำใบพัชรินทร์ข้า
อาบน้ำแต่งตั๋ว หวีหัวผัดหน้า สวมก๋ายาองค์เครื่องพร้อม
เอาม้าวใส่แขวน วงศ์แหวนจุ๊บย้อม แต่งตั๋วหย่านหย้องจ๋นเปิง
หื้องามเงื่อนฟ้า เหมือนดั่งหงส์เหิน จิตใจ๋ก็เพลิน เจยบานบ่เศ้า
ปอ ๙ โมงป๋าย เติงมารอดเข้า ฝูงหมู่ปงหันเปื้อนป๊อง
มาจ่วยกั๋นหาม ครัวตานข้าน้อง ออกจากยี่ข้อกองงาม
หามลัดโต้งน้อย โห้ฮิ้วตวยกั๋น ผ่อเหมือนคราวตาง บ่ไกล๋สักหน้อย
เถิงวัดบ้านแจ๋ม อารามเปล่งปร้อย ฝูงหมู่คนกอยผ่อซ้อง
พัชรินทร์สาว เจ้าไหมยอดม้อน จ๋นปอเผิดหน้าต๋าอาย
เขาแยงผ่อน้อง มากปวงหลวงหลาย ปอเหนียมเดียมอาย เปิ้นแยงผ่อหน้า
พัชรินทร์สาว แม่ดาวสูนฝ้า กาบแก้วมารดาบอกน้อง
แม่แนะนำปั๋น ญิงรามยอดม้อน เยียะต๋ามแบบเบ้าโบราณ
เอาขันดอกไม้ ใส่แก้วตังสาม ขันศีลปอนงาม เรียงยายอยู่หั้น
พัชรินทร์สาว แม่บัวไกว๋ก้าน เยียะต๋ามมาดากู้เจื่อ
บ่หื้อขาดไหน แม่ไฮไต่เนื้อ ตั้งจิตหว่านไหว้วอนวาน
ข้าน้องน้ำมึก นึกอธิษฐาน กุศลส่วนตาน ตี่นางได้สร้าง
ขอเป๋นปัจจั้ย นำไปโลกกว้าง สวรรค์เมืองแมนเขตค้าย
หื้อเถิงตี่ดี หื้อหนีตี้ร้าย อะบายอย่าต้องตั๋วนาง
น้องยกยื่นยก ตั้งใจ๋อธิษฐาน หวังเอานิพปาน สืบไว้ปายหน้า
ขอบุญกุศล บันดลส่งข้า หื้อปีนภัยยายากไร้
โรคค้ายอย่าปาน ภัยมารมอดไม้ ขออย่าเกิดได้กับนาง
ขอบุญต่ามก๊ำ อยู่ม่วนกิ๋นหวาน ความสุขสำราญ จูงมีจิ่มเจ้า
หลอนจะมีผัว กู่หนัวแอบเฝ้า ขอได้คนเรียบร้อย
ขี้เหล้าขี้ยา รินทร์ข้านาฎน้อง ขอไก๋ลหมื่นตื้อแสนวา
ขี้เหล้าขี้ลัก อย่าได้ฝันหา เจ้าจู๊มายา ขออย่ามาข้อง
หื้อได้จายดี เป๋นศรีกู้ป้อง ขอสมกำคานกู้เจื่อ
มีลูกญิงจาย มาแอบแนบเนื้อ ขอเป๋นลูกแก้วองค์คำ
ลูกเผดลูกยักษ์ อย่าได้มาต๋ำ หื้อสอนฟังกำ บ่อดื้อบ่อด้าน
ข้าวสองมสมบัติ มั่งมีเสี้ยงถ้าน แก้วแหวนเงินทองจ๊างม้า
ตี่อยู่ตี้กิ้น ดีงามสะง้า มีสุขเตี่ยงหมั่นตีฆา


เงินทองสิ่งทรัพย์ มีนักหนำหนา บ่ฮิก็มา บ่หาก็ได้
บ่หื้อตุ๊กจ๋น ตารนร้อนไหม้ ฮิหารายใดก็แล้ว
สมผาถะนา อย่ากาก๊าดแก๊ว ขอสมดั่งอั้นปอนดี
อายุวัณณะ แพรวพราวผ่องศรี หื้อได้อยู่ดี ต่อเต๊ากุ้มเฒ้า
ความสุขสบาย อย่าได้โศกเศ้า ต่อเต๊ารอดจีวัง
กันดับมิ่งม้วย ม้างปั้ญจะขันธ์ จิตตะวิญาณ ไปบนหอห้อง
สู่สรวงสวรรค์ ติ๊บตันเกิดต้อง เป๋นเทพธิดาอยู่ฟ้า
สวรรค์ตังหก ดีงามเลิศล้า หื้อตั๋วม่อนบข้ารินนาง
สถิตตี้นั้น ตี้หั้นเสกสรรคค์ รอดเถิงวิมาน ศาลาเก้าห้อง
มีเทพกั๋ญญา ระวังปกป้อง เป๋นบริเวณแวดล้อม
เครื่องติ๊บกันต๋น เกิดมีตวยน้อง ได้จมจื่นหน้าเจยบาน
เสี๊ยงบุญจากนั้น จากหั้นสวรรค์ มาอุบัติยัง มะนุสลุ่มใต้
มาเกิดเป๋นคน แถมหนแต๊ไสร้ หื้อป๊บบุญมีป้อไท้
หื้อมาเกิดกับ กาบก้วดอกไม้ หื้อเหมือนดั่งอี้เดิมออก
สองขาปี้เจือ เกิดร่วมอิตถี เชื่อมสัมพันธ์ดี จุมปูโลกกว้าง
เกิดมาสนุก ยุต้างเสพสร้าง ผังผลบุญตานเตื่อมก๊ำ
อย่าได้อับจ๋น ตังข้าวและน้ำ ข้าวของเกิดด้วยเตียมมา
ภัยยาโรคร้าย อย่างต้องอัตต๋า ยามเมื่อเกิดมา ตีลูนเมื้อหล้า
ก๋ายาต๋นตั๋ว พัชรินทร์ข้า ขอหื้อเลวงามเลิศฤทธิ์
มีเก๋สาผม ดกตำมาบมิบ บ่ขาวบ่แห้งปู๋นแยง
สองต๋าข้าน้อย หื้องามเหมือนแป๋ง เป๋นตี่ยำแยง บ่เหลิกบ่เหล้อ
ก๋ายาตั๋วต๋น อย่ามีด่างเน้อ หื้อใสเกลี้ยงเนอเปล่งวะ
ผิวขาวสนิท บ่เป๋นดีจ๊ะ สองต๋าเนตรเบ้านิลดำ
หื้อกิ๊วโก่งก๊อม แวดอ้อมต๋าขำ กันศรพระรา อย่างใดอย่างอั้น
ทันต๋าเขี้ยวฟัน ขาวงามถี่หมั้น บ่ไหวเฟือนคอนถอดยก
ริมปากแดงออน เหมือนมอญไข่นก เรื่องเรื่ออยู่หั้นเป๋นดี
ธรรมะจ๊าตเต๊อะ บ่ต้องใส่สี ลิบสติ๊กมีบ่หื้อตกต้อง
สองลำแขนสวย เหมือนคำตกป้อง มีเล็บมือแดงมาบมิบ
มีก๋ายาองค์ ทรวดทรงลาบลิบ บ่อผอมบ่อ้วนปอดี
พัชรินทร์น้อง แม่ดวงจุ๋มปี้ ผาถะนามี หลายอันหลายถ้าน


สติผญา ปั๋ญญาเล็กกว้าง หื้อตั๋วญิงนางรู้พร้อม
ฝรั่งกำไทย เจ้าไหมยอดม้อน หื้อรู้เรื่องถ้อยใจ๋ความ
ศาสตร์ใดก็แล้ว ขอเข้าใจ๋ก๋าร ทุกวิชาการ ผ่อไหนได้หั้น
อายุยืนยาว สืบสาวไปกว้าง มีกำลังดีบ่อก๊อย
เปี้ยธิโรคา ภัยยาเล็กน้อย อย่าบังเกิดขึ้นกับนาง
เจ็บหัวปวดต๊อง เป๋นเม่าเป๋นขาง เป๋นปุ๋มเป๋นพราง อย่าเกิดกับข้อย
เจ็บแค่งปวดขา เหน็บชาอ่อนอ้อย ขออย่ามีมาจิ่มน้อง
พัชรินทร์สาว เจ้ายอยื่นน้อม นบกราบเกล้าววันตา
ดูยาวยืดแต๊ น้องขอไหว้สา น้องขอสูมา อย่าตือโต๊ษข้อย
ก๋าละเวลา ก็หากมีหน้อย ขอจบวางลงเต่านี้ ก่อนแหลนาย ฯ.
********************





















กะโลงที่เป็นของวัดหรือหน่วยงานหรือโรงเรียน

กะโลงสลากย้อมโรงเรียนส่วนบุญบุญโญปถัมภ์ทานสลากภัต พ.ศ. ๒๕๓๗
ในการประกวดค่าวร่ำงานประเพณีถวายทานสลากภัตต์ ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับที่ ๑
ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อำเภอเมือลำพูนลำพูน จังหวัดลำพูน
ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๓๗ แต่งโดยพระครูสิริสุตาภิมณฑ์ (ศุภชัย สุทฺธิญาโณ)
******************
ยอหัตถา วันทากราบพระ
แก้วรัตนะ ทังสามประการ ตอนปิ่นบัวบาล สมภารโลกหล้า
ปิตามารดา อาจารย์ม่อนข้า ขอน้อมวันทา กราบพร้อม
โรงเรียนส่วนบุญ ทานสลากย้อม จึ่งเขียนค่าวก๊อมซอใย
หวังผลทานะ พละปัจจัย สืบสาวยาวไป ชาตินี้ชาติหน้า
เจ้าแผ่นดินไหว บัวไขกาบอ้า จุ่งอดดาฟังเทอะน้อง
หริภุญชัย เมืองไทยเทศท้อง โขงเขตแห่งห้องล้านนา
เป็นเมืองธรรมะ อบอุ่นบุญหนา เดิมออนก่อนมา ไพร่ฟ้าชื่นสู้
การประเพณี พี่จักกล่าวอู้ ปื้อศรีบุญชูนาฏไธ้
วัฒนธรรม ขอน้องจำไว้ เชิญนิดนั่งใกล้ดาฟัง
จักไขบอกชี้ แต่หนีคืนหลัง การสุทินนัง ทานสลากเข้า
เป็นประเพณี อันดีบ่เศร้า ของลำพูนเราเมืองนี้
เดือนสิบสองเพ็ง บ่หลบหลีกลี้ วัดพระธาตุ ฯ เจ้าลำพูน
เอิ้นข่าวป่าวร้อง ไพร่เจ้าท้าวขุน ชวนมาทำบุญ ร่วมกันทั่วหน้า
หัววัดทังหลาย นั่งยายรอถ้า ในผามศาลาเรียบร้อย
เจ้าภิกขุเถร องค์เณรพระน้อย จิตใจใฝ่ห้อยยินดี
มารับทานพร้อม น้อมบุญรวายศรี แล้วปันพรดี กุศลแผ่กว้าง
เปนสำเภอคำ ลำงามอาจอ้าง นำเราสู่ทางชั้นฟ้า
วัฏฏะสงสาร นานเมินเนิ่นช้า หวังเถิงฝั่งแก้วนิพพาน
เกิดในเทศท้อง ร่วมห้องสัณฐาน ขอได้กินทาน ร่วมบุญพระเจ้า
กุศลส่วนบุญ อุดหนุนเตื่อมเข้า ก็หน้าบุญเรากำแล้ว
ครูบาอาจารย์ ท่านบ่คลาดแคล้ว จิตใจผ่องแผ้วยินดี
ทานสลากย้อม พร้อมกันหนึ่งปี ส่วนบุญ ฯ เรามี ศรัทธาแก่หล้า
พ่องรอมเงินทอง เข้าของเสื้อผ้า ช่วยกันแต่งดาพร่ำพร้อม


นักเรียนทังหลาย ญิงชายชื่นน้อม จิตใจตื่นเต้นทางบุญ
ของทานเรานั้น ชวนกันอุดหนุน เพื่อหวังเอาบุญ เป็นทุนพายหน้า
สมุดดินสอ เตรียมรอไว้ถ้า มีทังผลาหน่วยไม้
ลางสาดกินหวาน พร้าวตาลใส่ไว้ ทั้งกล้วยไข่ได้ลองกอง
มังคุดหน่วยน้อย เขียวหวานเมืองสอง ทุเรียนหมอนทอง เปนของชาวใต้
ทังอ้อยลำยาว ในขาวกินได้ ก็น้อมทานไปสัพพะ
การประเพณี บ่หนีทิ้งละ ทานหื้อพระหน้อยขะโยม
ถัดมาแถมเล้า เข้าต้มเข้าหนม ทังเข้าแตนวง ใส่ถงแขวนห้อย
ทองหยิบฝอยทอง เข้าสูนน้ำอ้อย เข้าหนมบัวลอยหวานล้ำ
ทังแว่นทังหวี ก็มีเสี้ยงซ้ำ พร้อมขันซ่วยหน้าสีฟัน
บอกหื้อน้องรู้ สบู่จอร์นสัน หลายสิ่งหลายอัน ทังผงซักผ้า
ทังผ้าขนหนู คู่ผ้าเช็ดหน้า จ้องบังกายา – รองเท้า
สาดอ่อนหมอนผา แต่งดาเปนเค้า ทังปิ่นโตเข้าเถางาม
ถ้วยหว่านชานช้อน เข้าปลาอาหาร อันเปนโบราณ จารีตเก่าเกื้อ
มีทังวัตถา แผ่นพรรณผ้าเสื้อ ทอสีเลางามจีบทบ
ครอบหอครัวเรือน ก็มีเสี้ยงครบ มีทังหม้อเข้าเตาไฟ
เข้าตอกดอกพร้อม น้อมกายน้อมใจ ช่วยกันยกไป วัดพระธาตุ ฯ เจ้า
ตกแต่งแปงดา พากันนั่งเฝ้า ปรารถนาเอาเทอะน้อง
น้อมเคนเวนทาน บุญบานจ่องคล้อง แล้วหยาดน้ำต้องลงดิน
แผ่หน้าบุญไว้ ไหลตามสายสินธุ์ ขอธรณินทร์ แม่ช่วยบอกแจ้ง
กุศลผลบุญ ไปหนุนเตื่อมแถ้ง หมู่เทวดาอารักษ์
ฝูงอยู่รักษา พาราพิทักษ์ ในโขงเขตห้องสีมา
บุญส่วนหนึ่งนั้น ขอแผ่ไปหา อัครชายา จักรคำ ฯ พ่อเจ้า
“เจ้าหญิงส่วนบุญ ฯ” ผู้เป็นเค้าเหง้า สร้างโรงเรียนเราก่อนนั้น
ขอพระกุศล ดลไปสู่ชั้น สวรรค์แห่งห้องพายบน
ฝูงญาติพี่น้อง ชุผู้ชุตน อาจารย์ทุกคน มิ่งม้วยคว่ำหน้า
เคยได้สั่งสอน หมู่เราเจ้าข้า แต่ปางหลังมาเมินแล้ว
บุญญะรวายศรี อย่าหนีคลาดแคล้ว ชุจอดรอเสี้งวิญญา
พายลูนมานั้น ขอท่านรักษา ปกป้องกายา แด่ข้าพเจ้า
ทุกข์กายทุกข์ใจ อันใดหมองเศร้า ขอหนีจากเราขดค้าย


เคราะห์เดือนเคราะห์ การมีโชคร้าย ขออย่ามาใกล้ราวี
หื้อมีอายุ มีเดชมีศรี ขอหื้อโชคดี ทวยกันทั่วหน้า
แม้นประสงค์ใด สมใจผู้ข้า สมจินตะนาดั่งคิด
ขอหมู่ศัตรู มาชูผูกมิตร จาปากด้วยคำงาม
เงินทองของใช้ มากมายหลายหลาม อย่าเป็นอุทาม พ่อร้างช้างหม้าย
มีคู่พอสอง เหมือนเข็มรักฝ้าย ขออย่าเบื่อมายความรัก
พี่ขอกุศล ผลบุญมีนัก แผ่เถิงรอดเจ้าคนดี
หื้อนายนาฏน้อง แก้วชอบนามปี เป็นกุศลสตรี ในใจแห่งข้า
ขอได้ปะกัน ในวันพายหน้า เป็นคู่ชายาพี่น้อง
คำอธิษฐาน จบลงเรียบร้อย พี่เขียนค่าวสร้อยโคลง
มาเถิงบทนี้ บ่ใช่พี่หลง เป็นการธำรง รักษาแบบเบ้า
เซิ่งประเพณี มีมาเค้าเหง้า ในล้านนาเราเมืองนี้
เพราะรัฐบาล ท่านไขบอกชี้ เชิญชวนทั่วห้องเมืองไทย
ปีอนุรักษ์ พี่จักกล่าวไข วัฒนธรรมไทย ช่วยกันเนอเจ้า
พ่อแม่อาวอาว์ ชราแก่เฒ่า อนุชนเราอย่าละ
จึ่งได้จัดแจง แต่งถ้อยวาทะ ประกาศเกียรติก้องความดี
หื้อโลกรับรู้ ชื่นสู้ศักดิ์ศรี ล้านนาเรามี ของดีบ่หน้อย
ครูบาอาจารย์ ได้อ่านค่าวสร้อย ช่วยกันสืบรอยรีตไว้
โรงเรียนส่วนบุญ ฯ อุดหนุนค่าวใช้ ลูกศิษย์จึ่งได้เป็นดี
รักประเพณี ดั่งพี่กล่าวอู้ บอกเท่านี้สู่กันฟัง ก่อนแหล่นายเฮย.

******************










กะโลงสลากย้อม
บ้านล่ามช้าง ตำบลประตูป่า อำเภอเมือลำพูน จังหวัดลำพูน
แต่งโดยพ่อหนานน้อย ธนัญชัย

โย โทสา วันทากราบนบ
สิบนิ้วครบ กราบไหว้ยอสา อหังวันทา ยอสาใส่เกล้า
ยังพระไตร สามดวงแก้วเจ้า ด้วยเจตนาใฝ่มัก
เพชรนิลจินดา ราคาค่านัก บ่เนาเทาแก้วสามดวง
แม่นแก้วมสนุสส์ โป่งข่ามเม็ดหลวง ฝูงคนพันพวง ประสงค์ใคร่ได้
เอามาประดับ ก็งามอยู่ใต้ ในแขวงเมืองคนลุ่มฟ้า
พาหื้อเป็นภัย เกิดภัยใช่ช้า โจรลู่ข้าชิงเอา
พาหื้อเดือดร้อน ทังตัวแลเขา ทุกข์ใจเนอเรา เอมไว้บ่กุ้ม
อันแก้วสามดวง พวงเดียวตะหลุ้ม สุมดวงทัยชุ่มเนื้อ
บ่ว่าไผไหน มีใจเอื้อเฟื้อ พากันกราบไหว้ปูชา
ติรตนะ สามดวงตา ขอเปนบุญญา ค้ำชูใฝ่เฝ้า
เพ็ญพรรณยอสา วันทาใส่เกล้า ขอเชิญพร้ำพร้อม
นาคครุฑเทวา รักษาเทสท้อง สวรรค์แห่งห้องพายบน
โกสินทร์เทพท้าว อยู่นิเวสน ในเวไชยนต์ ดุสิตแหล่งหล้า
เวสสุวัณณา ฤทธีเก่งกล้า อันเปนพระญาแก่ยักข์
จ่ายมพิบาล องค์คราญพิทักษ์ รักษาต้นขั้วบัญชี
จตุสี่ท้าว อุดรทักขิณ บูรพ์ปัจจิม รังสีบบ่เส้า
ท่านเมตไตรโย โพธิ์สัตต์เจ้า อันจักลงมาโปรดค้ำ
มนุสส์สัตตา ปื้อหมดเสี้ยงซ้ำ เปนพระซ้อยหล้าฦาฌา
ทังองค์ทานท้าว มเหสิกขา พรหมราชา พระพรหมสี่หน้า
ทังธอรณี สรีหน่อหล้า รักษาสุธาแผ่นพื้น
เพ็ญพรรณถวาย สนุกครึกครื้น ในกลางข่วงแก้วอาราม
ด้วยสาเหตุนี้ เพ็ญพรรณยอสาร ขอเปนพยาน ชู่องค์พร้อมหน้า
ขอไขทวารา ประตูเปิดอ้า สอดส่องแลคอยเนตรน้อม
ลวดโมทนา จิ่มข้าพี่น้อง แล้วจดชื่อข้าเพ็ญพรรณ
พ่อแม่พี่น้อง ใส่แผ่นคำขา ถวายอินทา สวัรค์แหล่งหล้า
ด้วยบุญกุศล เพ็ญพรรณม่อนข้า ได้ตกทำดาสลากย้อม

ขอพระกุศล ส่งนำเทศท้อง สวัรค์แห่งห้องพายบน
เมื่อเพ็ญพรรณน้อง ยังวนเวียนหลง อยู่ในเมืองตน มนุสส์โลกกว้าง
จุ่งเปนนาวา พาน้องเที่ยวข้าม สมุทท์คงคาแม่น้ำ
คือว่าสงสาร อย่าพานเทิกค้าง สามารถต่อต้านฟองชล
ญาติพี่น้อง พ่อแม่ของตน บ่เหลือสักตน พากันขี่ข้าม
ลำดับนี้ไพ เพ็ญพรรณน้องรัก จักไขกล่าวถ้อยเชิญฟัง
ประวัติแห่งน้อง ใจความปางหลัง กาละเมื่อยัง แม่นานน้องเหน้า
“แม่เทพ” “พ่อนวล” ผู้บังเกิดเกล้า ยังตัวเพ็ญพรรณอี่น้อง
สองร่วมฆราวาส์ บ่จาเดือดร้อน มีใจใฝ่เอื้อทางบุญ
ปัญจสีละ บ่หื้อได้สูญ กุสละมูล แม่เจาะใส่เกล้า
แม่ปรารถนา ขอได้ลูกเต้า ผิวพรรณเลาเปล่งวะ
หมดใสวัยยา ฝ้าใฝมมละ อย่าติดแปดป้อกายา
จนสิบเดือนครบ ทัสสะมาสา คัพโภทรา มารดาครี่อ้า
เป็นวังอัง บ่เหลือเสสเกล้า เดือนแจ้งดีงามมเปล่งฟ้า
เปนเดือนสี่เพง เพ็ญพรรณอยาดฟ้า ปลอมเมฆฝ้าลงมา
บ้านแควน้ำลัด บ่พลัดสายตา เพ็ญพรรณด่รา ร่างแค้วแอวน้อย
ปีเดือนไทย เพ็ญพรรณน้องหน้อย สิบเก้า ม.ค. บอกไว้
สองสี่เก้อเจ็ด ตัดเหน็ดอยู่ท้าย อายุน้องได้พอซาว
ปลายแถบบ่นัก น้องยังสาวบ่สาว เพราะกำลังเมา การเรียนเน้อเจ้า
พ่อแม่เดียวกัน เพ็ญพรรณน้องเหน้า มีสามคนเราพี่น้อง
คนเค้วหัวที เพ็ญพรรณอี่น้อง เกิดเปนพี่เอื้อยยิงโทน
“วิทิต” เปนน้อง บ่ได้ผิดผวน หากเปนชายชง ใหย่สูงกว่าเจ้า
คนถ้วนที่สาม “วินัย” น้องเหน้า ขาวสูงเลาเลิงคึรึ
เกิดมากับกัน ดูมันพิลึก ส่วนตัวแห่งข้าเพ็ญพรรณ
ใหย่ขึ้นพอรู้ นับนึ่งสองสาม “แม่เทพ” เพ็ญพรรณ เลยส่งไพเข้า
หื้อได้ศึกษา วิชาแบบเบ้า โรงเรียนบ้านแควที่นี่
บ้านเมืองสมัยนี้ เปนไพอย่างนี้ หัดเขียนขีดแต้มทวยไท
จบชั้นสี่แล้ว พรรณบ่พอใจ แถมซ้ำยังไพ
ป.๖ ป.๗ ใจเด็ดแท้ข้า หาเอาวิชาใส่ไว้
ม.ศ.๑-๒ เพ็ญพรรณน้องชั้น วิ่งสอบต่อเข้าในเมือง
พอสอบได้แล้ว ทึงบ่หละเหลิง การช่างในเมือง เชียงใหม่แก้วกว้าง
ได้ ๔ ม.ศ. เพ็ญบ่กระด้าง วิ่งลงไพเรียนที่น้า
สุพรรณบุรี บ่ได้เนิ่นช้า ต่อ ม.ศ.๕ไพเลย
ไพอยู่กับน้า “ศรีพรรณ” นั้นเหย เพ็ญพรรณเสบย เพิ่นเปนน้าข้า
เรียนอยู่ ๑ ปี ได้ม.ศ.๕ เพ็ญพรรณพลิกมาพักย้าง
อยู่ไพฟังไพ บ่ใช่ขี้คร้าน ฟิตตัวอยู่บ้านรอฟัง
ปีหน้ามานี้ พรรณจักขยัน สอบผดุงครรภ์ หรือว่าบ่อั้น
ป.ก.ส.สูง ปะไหนเอาหั้น หรือครูป.ป.บ่รู้
อยู่มาทึงวัน เพ็ญพรรณก็รู้ อยู่กับแม่เจ้าตนงาม
ที่บ้านอยู่น้อง ไกลพอประหมาน ไกลจากอาราม บ่ใช่ของใกล้
สี่แยกกองตำ พรรณจักบอกให้ วันตกตรง ไพอย่าเลี้ยว
สี่แยกทางชุม ค่อยไพคดเลี้ยว ที่สี่แยกหั้นคำเดียว
สายนอกสุดนั้น เลี้ยวขวาอย่าเหลียว มุ่งขึ้นทางเดียว จักผดบ้านเจ้า
ขึ้นไพติด ๆ อย่าพลิกเนอเจ้า ตาแลเอาผากซ้าย
ขึ้นไพเกือบสุด สัทธาสุดท้าย ยังสองกลังบ้านเนอนาย
แอบมองผากซ้าย เจ้าร่างคิงผาย จักหันบ้านนาย หลังใหญ่บ่เหล้น
ผ่อป่าลำไย ปลูกยายเปนเส้น มีประหมาณกว่าร้อย
ใช้ปฎิภาณ ไหวพริบสักหน่อย ยากแก่การอู้เนอนาย
สำคัญแท้ๆ ค็เค้าบ่ขาม เอา”ข” ออกวาง เอา “ถ” เข้าแถ้ง
เพ็ญพรรณจาไข บ่ใช่อู่แกล้ง ผ่อคอยแยงเรียบร้อย
บ่เชื่อไปถาม พ่อครูหนานน้อย ล่ามช้างแก้วชุมชัย
เพิ่มไพวันนั้น เพิ่มค็จ่มไกล เพิ่มถามขึ้นไพ ยังปะบ้านเจ้า
เพ็ญพรรณประหนม บังคมใส่เกล้า การถวายทานครั้งนี้
เพ็ญจักขอจา นำมากล่าวชี้ เมื่อตัวน้องหน้อยยังเยาว์
“พ่อนวด” เพ็ญน้อง ตายละตูเขา แต่เมื่อยังเยาว์ เดียงสาเหนือใต้
เพ็ญพรรณเสียใจ ร้องๆให้ๆ เพราะรักอาลัยยิ่งล้ำ
ให้ตาพอแดง พอชุพอช้ำ ใครซื้อพ่อเจ้าตืนมา
คันเปนของซื้อ เปนเงินบาทตรา หมื่นล้านราคา จักซื้อจนได้
ของอนิจจัง ใผบ่เว้นได้ แม่นตัวเพ็ญพรรณบ่พ้น
เกิดๆตายๆ ใผไหนจักพ้น เหมือนกันชู่ผู้ติงคน
เว้นแต่เวยช้า กัมม์ตามหื้อผล บ่รู่สักตน วันตายแลเจ้า
ถ้าหากเพ็ญพรรณ มี “พ่อนนวด” เจ้า ค็จักยังแตวนกว่านี้


การร่ำการเรียน การทานอย่างนี้ ตัวเพ็ญน้อยหน้อยตนงาม
จักมีตนชี้ แหน่นำหยุกกำ ตนโธตนทำ หอบขันนำหน้า
แต่ค็เปนบุญ ปู่ลงน้าป้า พี่น้องอาวอาบ่ละ
“บัวเหลียว”จันทร์นวล “วันทอง” บ่ละ เขามาช่วยข้าดาทาน
“มยุเรศ” น้อง “บัวแก้ว” “แสงจันทร์” “จันทรา” “บัวคคำ” มาช่วยน้อห้าง
“จำรัส” “จันทร์ฟอง” “บุญธรรม” เพื่อนบ้าน พากันมาไชช่วยค้ำ
“คำมูล” ตนสวย ตนรวยเลิศล้ำ ช่วยร้อยสตางค์ ตัดหส้ช้างหน้อย
แปลงแพมูลี งามดีอย่อนห้อย ตามฝาอยายยาวทะลึก
อุ้ยชายเพ็ญพรรณ นั่งดักคึกงึก เหลาเรียวสามปล้องยาวเฟือย
“ลุงป้า” ค็แซ้ม “ลุงแดง” แถมเหย “น้าทอง” ค็เวย ช้วยเหลาเรียนหื้อ
“แม่อิ่น” “แม่เขียว” นี่งดักจื้อกื้อ พันตองมูลีชาดนัก
“แม่คำ” น้ำใจ แพ้จักเอิ้นทัก ถามน้องข้าเพ็ญพรรณ
ว่าเพ็ญพรรณเอ้ย ยังขาดสังสัง ค็บอก “อุ้ยคำ” ช่วยแปลงค็ได้
ส่วนเค้าต้นกัณฑ์ แปลงเอาบ้านไต้ หามเอามาง่ายล้ำ
เพ็ญพรรณยอถวาย โอกาศอยาดน้ำ ขอผายแผ่หื้อนาบุญ
ขอไพรอดทึก “พ่อนวด” แห่งตน วิญญาณ “พ่อนวด” จุ่งทราบเนอเจ้า
แม่บุญกุสล “พ่อนวด” น้องเหน้า เสวยโภคาเครื่องทิพ
ขอไพเตื่อมแถม ไพแอมแอบชิด เสวยเที่ยงหมั้นสำราญ
แม่น “พ่อนวด” ไพตกที่ผลาญ ขอหื้อบุญทาน ไพช่วยหอบอุ้ม
ขอพระกุสล ช่วยดันเตือมตุ้ม หื้อ “พ่อนวด” พรรณขึ้นฟ้า
เปนเทวบุตร มีหมู่นางฟ้า เหนแห่อ้อมเชยบาน
เสวยเครื่องทิพ สุขะสถาน อยู่วิมาน เมรุมาสกว้าง
เพ็ญพรรณใจ ได้ตกแตงห้าง เพราะเกิดมาดลจวบพบ
ยังสาสนา บ่คลาดคล้อย มีใจใฝ่ห้อยทานา
จิ่งตกแต่งไว้ กัปปรุกขา ด้ายเจตนา สัทธาใฝ่ห้อย
เครื่องไทยทาน ต้นกัณฑ์หน้อย มีเครื่องครัวในสำรับ
ตามแต่สมควร ครบถ้วนพร้อมพรับ ทังหมอนสาดเกิงครัวใน
จานแบนถาดช้อน สุอาดหมดใจ แม่ยอดนงวัย กัเกรียนซื้อได้
เชียงใหม่ในเวียง คิดใจสอดได้ อุดสาห์ลงทุนบ่น้อย
ซื้อพร้อมแว่นหวี งามดีเรียบร้อย ตั้งใจยื่นห้อยยอทาน
ขันหมากรองรับ ใส่ไว้เหมือนกัน ค่อยรอมสตางค์ ซื้อมาเตื่อมแถ้ง
เจ๊กกาดลำไย รู้จักเกือบเสี้ยง เซาะหาครัวทานอี่น้อง
น้ำต้นจอกโอ ปิดโตอ้อมล้อม น้ำครุน้ำถุ้งฝาชี
ถึงผ้าดอกยก หากมีหลายสี หอมหัวดีๆ แปลงจุกย่อนห้อย
สมกับเพ็ญพรรณ หามาใส่ส้อย ตามคำวอนว่าไว้
เพียดหน้อยซ้าหวาย “แม่เทพ” น้องไท้ เพิ่นหาใส่หื้อเพ็ญพรรณ
วัตถุแลซื้อ มีมากหนาหนำ ตัวน้องเพ็ญพรรณ ทึงบ่กลัวเสี้ยง
เมื่อตืนรัตติง แปลงใจเลี่ยนเกลี้ยง ตามไปดาเรียบร้อย
ไม้ขีดมูลี มีหลายบ่น้อย ตาม “อี้ดดา” แจ้งแสงดี
ค่อยแลงค่อยพับ กระดาษหลายสี แถมพับมูลี แปลงลายก่านบั้ง
ตองกล้วยยอดขาว ยออดยาวชั่วสั้น ตองขาวมวนเองบ่คร้าน
แพล่ดอหลูบหลวง อย่างดีทั้งนั้น แปลงสายอย่อนห้อยเป็นแพ
ทึงแพทึงม้วน ก่านลายกอแก ดูดเหมาะนักแค ขื่นแท้บ่เหล้น
ยาโท่งป่าแค แลร้องเสือเต้น เปนยานอนใบทั้งนั้น
ซื้อเปนกิโล มาซอยทั้งนั้น ช่างหุมขื่นด้วยมึนเมา
เชื่อดูดชิมเทอะ คล้าย ๆ ตองขาว ระวังเนอเรา ช่างติดสะอื้น
ยาบเนอท่าขาม ค็งามบ่ตื้น หากหาเอามาใส่ไว้
ท่าสฟ้าเมืองสอง เชื่อดูดลองใช้ มาติแต่เส้นมันโต
ก้อนมนอุ้มลุ้ม ผ่อดีใคร่หัว เสียก้อนมันโพร พับดาบ่ได้
ใส่เข่งกวยทอ ห่อมาจากใต้ ช่างหุมลำเนอพี่น้อง
มูลีขี้โย โอโฮอี่น้อง ดูดร้อนดูดไหม้รูตอ
เกล็ดทองสามิต กลิ่นหอมแท้เนอ ราคาพิงพอ สี่ห้าบาทถ้วย
มูลีสายฝน พ่นตวันเปนบ้วง หอมดีเนอเช่นล้ำ
โรแยลพระจันทร์ กรุงทองเตื่อมค้ำ ช่างหุมขื่นด้วยเนอเรา
หนุ่มสมัยนี้ ชอบดูดตองขาว กระเป๋าเบา ๆ ซื้อคำสองเบ้า
เพ็ญพรรณอดสาห์ หามาเตื่อมเข้า ฝูงครัวในสำรับ
ตั้งจิตใจใส่ สัทธาเกิดนัก เซาะหาใส่ได้ตามมี
ซ้าเน่าแก่นน้อย ซ้าหน้อยเปนสี กัมพลผ้าดี แดงเหลืองมุ่ยส้อ
พี่น้องเพื่อนสาว มาช่วยเตื่อมมอย้อง ของครัวในสำรับ
บ่อับบ่จน หากมีหั้นนัก มาหลายเยื่องอั้นนานา
ครัวทองเครื่องใช้ แผ่นผ้าวัตถา ทังของภุญชา หามาใส่เลี้ยง
มูละผาลา หมากจุกหมากเกลี้ยง หมากโอตำบ่ไร้


หมากขุดหมากขุน หนัดหนุนลูกไม้ บ่ค้อบ่ากล้ายเฟืองไฟ
กล้ายอ้อยบ่าพล้าว น้อยเหน้าตาใส กล้วยพ่ำเมืองไทย ชารสกลิ่นต้อม
กล้วยตีบจันทร์หอม หน่วยยาวหน่วยป้อม กล้วยนิ้วมือนางหน่วยซ้อง
ลิอ่องนมนาง หอมทองพร่ำพร้อม คร้าวครั่งแก้วสีดา
ตีนเต่าลูกน้อย ต่างผู้หุมฉัน กล้วไข่ดีลำ กินหายอยากเข้า
ตามผู้ชอบใจ ยิงชายหนุ่มเถ้า หากหาเอามาใส่ไว้
กล้วยจันทร์หมู ดูงามซ้ายล้าย ของฉันท่านเจ้าดีลำ
ถั่วถิมถั่วซั้ง แม่นหมั้นกับฉัน ถั่วดินในมัน แกกะใส่เช้าต้ม
ถั่วแปบถั่วแป ถั่วแหนต่างต้น ทังถั่วแพยีถั่วเงาะ
เข้าป้างสาลี บ่มีหากเซาะ มันแกวชวากอ้อนเขางัว
ละแวกแต่งช้าง บุกเผือกมันหัว แถมมันออละลู แตบหมูหมูชิ้นปิ้ง
ปลาบ้วงปลาทู ปลาบึกปลาแห้ง ของกินงายแลงพร่ำพร้อม
กะปิน้ำปลา ตัวข้าใส่พร้อม แถมเข้าเกรียบกุ้งเปนซอง
นมกรามะลิ ปลากับกระป๋อง หนมป้งเปนซอง เอาแขวนอย่อนห้อย
หนมไข่กินหว่น ของทานข้าข้อย เข้าหนมวงมนเรียบร้อย
เข้าแคยแตนซาย มีกลายบ่น้อย หนจ็อกเหนียบหนึ้งในแดง
หนใเกลือเทิ้บเพิ้บ แม่น้องเพิ่นแปลง เข้าต้มในแดง เพิ่นแปลงใส่กล้วย
หนมเส้นสาคู หนมครกใสถ้วย ลอดช่องแอมทวยพร่ำพร้อม
เข้าเม่าเข้ามัน ลูกลานอ้อนล้อม หนมชั้นแขบขั้นขาวออน
ก๋วยเตี๋ยวละโพ้ หมี้ขั้วใส่หอม วิทูหอมแดง กินลำบ่หน้อย
เข้าต้มสามเจ ห่อด้วยใบอ้อย จันอับดีลำแผ่นน้อย
เพื่อนฝูงจัดแจง แปลงหลายบ่น้อย เข้าหนมสอดใส้กินลำ
เข้าต้มกะทิ ใส่ไว้กับกัน หนมเกลียวเปนลำ ไข่เหี้ยแก่นหน้อย
พากันจัดแจง ครัวทานข่าข้อย ปูนดีละเมาเช่นลำ
ดั่งว่าจักจา หื้อมันเสี้ยงซ้ำ บ่เน่าจะเสี้ยงเนอนาย
กลัวลำบากลิ้น คนฟ้งทั้งหลาย คนอ่านสบาย คนฟ้งท้องแห้ง
“แม่เทพ”เพ็ญพรรณ พอสีมอมเหมี้ยง นั่งฟ้งกะโลงม่วยล้ำ
คร่าวร่ำครัวทาน เตนใจเช่นล้ำ มีหลายเยื่องอั้นนานา
เพ็ญพรรณน้องชั้น ค่อยริสสนา มหาทานา ครัวทานเครื่องอย้อง
คันดับจิตตน บ่หื้อเกี่ยวข้อง ของทายเราพร่ำพร้อม


โลหะสตางค์ ใส่แอวอ่อนค้อม เอาปักแวดอ้อมพายบน
ครัวของเครื่องใช้ ใส่ไว้บ่จน ถงย่ามมงคล ของสงฆ์ท่านเจ้า
“วรรณวิจิตร” เพ็ญพรรณน้องเหน้า หากหาเอามาใส่ไว้
ทังผ้าสีไคล ขาวใสใส่ไว้ ทังผืนแผ่นผ้าแพรลำ
เสือผ้าพี่น้อง ใส่พร้อมกับกัน สายรั้งแอวบาง เครือยาวขาวอ้วน
เอาขัดแอวองค์ ค็ดูถูกถ้วน สมเพิงราคานัก
กตหมายสำรวม ครัวทานสำรับ สี่พันบาทใต้ใบบาง
ปลายแถมบ่นับ ตั้งลงเยียะการ ทึงกินทึงทาน ช่างมันเทอะเจ้า
เครองเค้าวงฆ์ สบงแผ่นผ้า ทังฝูงครัวในสำรับ
จ้องผ้าลีดำ กางบนสำรับ มาแปลงข่ายหัอยดูเพิง
ยามแห่ยก กวัดแกว่งไกวเหวิง ตันกลอนชานเชิง สายคอข้อส้อย
กะลิกขาวเขียว จุมปาดอกห้อย สังมาดูงามมากนัก
มีดขูดเหล็กจาร ค้างธัมม์ประทัด ทังหวีแว่นแก้วแยงเงา
พากบวยถ้วยยซ้อย น้ำต้นจอกขาว สลัดคัดยาว ยูเฟือยปุบเป้ง
โคมแก้วผางมัน หามาใส่เสี้ยง ตามคำวอนว่าไว้
เครื่องหย้องครัวใบ หามาใส่ไว้ ทังรูปถ่ายข้ายิงโทน
ถ่ายในท่ายิ้ม ยิ้มท่าคนสน บ่ใช่ยิ้มยวน อวดงามหล้นหน้า
ขอเปนกุศล ชาตินี้ชาติหน้า ด้วยเจตนาใฝ่มัก
คันแล้วเสร็จการ ถวายทานสำรับ ส่วนรูปถ่ายข้าขอคืน
กลอนข้าว่าไว้ ม่อนไหว้ขอขืน ขอปูชาคืน เอาพลิกเมือบ้าน
จักเอาไพแขวน ติดฝาหน้าด้าน เปนสารีย์ที่นึก
ไว้เพียะลูกหลาน เปนที่ระลึก เมื่อชีวิตยังยัง
ได้ทานสลากย้อน สำรับต้นเกณฑ์ กตปุญญัง กองบุญที่สร้าง
เพื่อนสาวพี่สาว เข้ามาช่วยห้าง หลายคิงคนเช่นล้ำ
“แม่เทพ” เพ็ญพรรณ ค็ทึงบ่ยั้ง จนพอเปิดแห้งผอมทวย
ตะวันวานนี้ สี่ค่ำดากวย เพิ่นรอมครัวทวย ทวยกันเปนเสัน
สนุกหัวใจ เพ็ญพรรณใช่เหล้น ช่วยกันทำดาคาดมัด
เพ็ญพรรณอตสาห์ แต่งดาต้อนรับ เพิ่นมาร่วมส้างครัวทาน
สนุกเช่นล้ำ บ่จืดบ่จาง กุศลบุญทาน ไหลมาหลั่งป้อ
ละอ่อนค็ตุม กุศลค็ป้อ บ่มีวันนอเปล่งวะ


เถ้าแก่ค็หลาย อาวอาบ่ละ ช่วยกันแต่งห้างกวยซอง
พร่องไพตักน้ำ พร่องไพเกาะตอง พร่องเซาะหามอง จักตำเข้าแป้ง
คลั่งล่นไพมา เข้าแช่พอแห้ง เซาะหามองแมงบ่พบ
สมัยสี มองๆครกๆ เขาละไว้หั้นกลางลง
ฝนตดแดดฝัด แอวหักไม้แตง สายกจีนมองแมง ปลวกซ้ำขี้ข้อย
ล่นเซาะหามอง ที่ไหมค็จ้อย เสงกันไพมาเดือซ้าว
พร่องแต่งมาจา ตำกับโกกพล้าว ค็กล้วบ่ได้เพียรยพอ
พร่องทะครกพริก ตำกับหนี้หนอ พุทโธเทอะนอ เผ็ดจักเข้าแป้ง
“แม่เทพ” นั้นเหย เหื่อพังดังแห้ง นั่งแปลงหน้าแดงชึกมึก
แหงนหน้าไพมา หน้าเปนคำคึด “เออ”นึกออกได้คำเดียว
ไพซื้อเอาเทอะ เข้าแป้งเข้าเหนียว ถงกิโลเดียว ห้าบาทเท่านั้น
นั่งอู้เยิมกัน แวดวงอยู่หั้น ขวายเทิงทอนฟั่งฟ้าว
พร่องไพผ่าหลัว พร่องไพขูดพร้าว เอาสูนน้ำอ้อยแปลงใน
เข้าหนมห่อครบ ยกขึ้นใส่ไห พร่องไพดังไฟ หม้อไหขึ้นตั้ง
เพ็ญพรรณมาหัน พอตกสะหลั้ง เพิ่นช่วยกันทำบ่คร้าน
เข้าต้มเข้าหนม สุกดีชู่ถ้าน ปลดจากหั้นเอาดา
คันค่ำมาแล้ว เปิดแก้วแก่นตา “อี้ดด้า”มีมา ดูใสส่องแจ้ง
แปลงสุมหมากสาย ใ บพล้าวห่อเหมี้ยง ไว้ปักยายเรียงสำรับ
บาวแอ่วค็หลาย เสียงดังคึกคัก พร่องร้องโอกโอ้เหมือนตาย
เด็กขาอ่อนน้อย พอตื่นตกใจ พร่องร้องเพลงไทย เปนบ้วง
ขันหมากเศรษฐี จำปาลืมต้น สังมาดูงันม่วนล้ำ
เพลงสาวสวนแต่ง เพลงผ้าขาวม้า พร่องร้องบ่ได้ทำคราง
ทหารขาดรัก ลูกสาวผู้การ ตัวอย่างเลวทราม พลัดคู่ หมอนข้าง
เพลงแห่นางแมว ติดเวร ขาดบ้าน ฟังเสียงอึงอังม่วนล้ำ
สนุกสุขเสิน ฟังเพลงเช่นล้ำ พากันล่องขึ้นตามคลอง
เพลงขยี้รัก อย่าหนีเวร จอร พ่อชายแสนอน ม่วนแท้บ่เหลล้น
สะล้อซอซึง ทวยกันเปนเส้น แถบตบมือทวยลุบลุบ
เอกปากแทนกลอง ทึ่งทุบทึ่งทุบ เยียะเหมือนเพิ่นเหล้นดนตรี
สนุกม้วนล้ำ เมินนานหลายปี สมัยดนตรี ทวยกันเปนเส้น
พร่องเอกกะโลง มานั่งอ่านเหล้น ไคร่หัวเฮฮาเดือดซ้าว


บ่าย ๒ บ่าย ๓ เดินมาย้าวย้าว พากันท่องผ้าอำลา
เพ็ญพรรณอี่น้อง พร้อมหมู่คู่จา พากันเตรียมดา เก็บไว้เปนถ้อย
คันเก็บเสร็จศัพพ์ หลับไพนึ่งหน้อย ไก่ขันเลยซ้นซ้าว
เพ็ญพรรณคนงาม สะดุ้งชื่อย้าว ฟั่งร้องเพื่อนข้าเรวพลัน
ผ่อตีนฟ้ายก ส่องแจ้งสีสัน ฟั่งลุกมาพลัน สีตาซ่าวหน้า
วักเข้าใส่ไห ดงไฟไว้ถ้า เยียะกินทำไพซะไซ้
พร่องเฝ้าซนไฟ นั่งหาวว้ายว้าย เพราะหลับบ่ใคร่เพียงพอ
พร่องค็ง่วงค้าง เปนหมิ้งเปนหม้อง พร่องค็แลมอง เซาะหาค่าส้ม
กินแก้ใคร่หลับ พร่องจุสะดุ้ง ตาใสมนมาเแล่งย้าว
พร่องจุใครหัว แต่งเยียยะฟั่งฟ้าว มาจาฟู่อู้เปนลาย
ตะคือนี้ ผ่อหน้าสงสัย เปนยังคาชาย ผมยาวหุ้มหน้า
พร่องช่วยเยียะกิน เตรียมดาไว้ถ้า จักได้เตรียมดาสำรับ
เอกกันเปนกัน บ่หยุดยั้งพัก เหมือนมดหลั่งเข้ารูมัน
คนสมัยนี้ ขอบเยียะขันขัน พร่อวชาตคนงาม ไว้ผมหลูบหลู้
พร่องคทำเกิน บ่ใช่ขี้อู้ เปนยิงคาขายบ่รู้
ยิงชายค็หลาย ต่างคนต่างรู้ พากันหาบหิ้วกวยซอง
มาดาคาดมัน เปนหาบเปนขอน พร่องหายพร่องคอน พร่องหามพร่องติ้ว
บ่อิดบ่หิว พากันหาหิ้ว ช่วยปักครัวทานสำรับ
คันห้างครัวทาน เสร็จสัพพ์พร้อมพรับ เพ็ญพรรณม่อนข้าใจดี
เพ็ญพรรณอี่น้อง บ่หื้อใผหนี บ่ได้รอรี พากันกินกัน
กินอิ่มเสร็จสัพพ์ ฟั่งยกขันเข้า กวาดเผ้วเรวพลันบ่ช้า
แล้วรีบแต่งตัว เตรียมทังสาดซ้า ทังขันโตกส้อมไพทวย
ขันหมากไพเคี้ยว ยามนั่งเฝ้ากวย ก็อกหมากไพทวย สำรับคนเค้า
กินงายขวายมา คนไหลหลั่งเข้า แห่แหนครัวทานครึกครื้น
หัววัดค็หลาย ตีกลองทึ้งทึ้ง ทุบทะเถิดเถิ้งมองโมง
ฟ้อนแข่เต้นแม้ง ด้นด้นหนหน ร้ายดีผัดมน ร้ายดีไพหน้า
ฟ้อนยางกะเลอ เอ้อเฮอเจ้าขา อะสังมีไพพรำอพร้อม
พร่องบ่ต้องการ กลองหลองค้องค้อง ตีปี้บเปล่าโป้จานแบน
เสียงดังลุบๆ โปงปางปองแปง พร่องค็เอาแรง พอบีบบู้บี้
ร้ายดีอย่างได ก็มีเสียงหนี้ สังมาดูงันครึกครื้น


หน้าวัดบ้านแคว เหมือนจักพลิกฟื้น สนุกม่วนก้องลือนัน
เพ็ญพรรณอี่น้อง ยามแห่ต้นกัณฑ์ ตีมือพอคัน ใคร่ฟ้อนใคร่เต้น
มีกัชชกาย สั่นลายตัวเต้น ปีติดวงธิมม์เกิดนัก
ยามเมื่อแห่หาม ครัวทานเข้าวัด สนุกม่วนก้องลือนัก
ครัวทานอี่น้อง เกือบเพียงปลายตาล แหงนผ่อดูงาม ร่างไหวหวั่นเหวิ้ง
แห่ค้องแห่กลอง ทิงเนิงเถิดเถิ้ง เข้าสู่อารามข่วงวัด
ที่อยู่ใผมัน เอกกันยั้งพัก ยั้งอยู่ถ้าดาทาน
เมื่อยามนั้นและ เถ้าแก่อาจารย์ สูนเส้นครัวทาน สลากซองเจ้า
เสียงสาธุการ ทึงหนุมทึงเถ้า ช่วยกันมายามนับมัด
บวกลบคูณหาร เก็บมามัดคัด ถวายยื่นหื้อยอเคน
พากันกราบพระ เสร็จแล้รับสีล โอกาสเทนเวน รับพอรท่านเจ้า
เพ็ญพรรณตั้งใจ ยอสาใส่เกล้า แม่นตกองค์ใดก็แล้ว
นางขอถวาย บ่คลาคลาดแคล้ว ท่านตนที่ได้ขอนา
เพ็ญพรรณว่าไว้ ที่ในกลอนสาร คำร่ำครัวทาน กะโลงแห่งเจ้า
ขอสมวาจา เพ็ญพรรณม่อนข้า ขอปรารถนาว่าไว้
อุทัง ตกลงซะไซ้ เหนือแผ่นหน้าสุทธา
ขอถวายฝากไว้ อุตติสังสา มหาทานา กองบุญแห่งเจ้า
ขอไพรอดเถิง เทพาทางหน้า ทังอินทาพรหมท่านท้าว
ยมมราชา เชิญมาน้อมน้าว รับส่วนเข้าโมทาน
ปาปเคราะห์ร้าย ฤทธิ์กล้าตัวหาน ทิตย์จันทร์อังคาร ราหูอย่าต้อง
ฝูงญาติกา อันลาโลดห้อง จุติเมืออรรณ์ก่อนนั้น
ขอพระกุสล จุ่งไพเตื่อมค้ำ หื้อเทียงหมั่นสำราญ
แมนตกที่ ร้ายทุกขสถาน ขอหื้อบุญทาน ไพช่วยห่อหุ้ม
เตชกุสล ผลบุญเตือมตุ้ม สู่วิมานคำเทพทิพย์
ได้เสบิว เสวยเครื่องทิพย์ นางฟ้าแห่ห้อมเชยบาน
คันของเตือมค้ำ สัตต์ตริจฉาน อันดับวิญญาณ สุ่โลกพายหน้า
หลอนบ่ตั้งใจ ได้ตีได้ข้า นางขอขมาโทสฤทธ์
ขอจุงเอากัน เปนสายสืบมิตร ต่อเท้ารอดเวียงงาม
เพ็ญพรรณม่อนไท้ แม่ดวงบุปผัง หลอนดับวิญญัง สู่โลกพายหน้า
จิตตมโน ตัวนางม่อนข้า อย่าได้เววนต่ำช้า


ขอพระกุสล ส่งนำขึ้นฟ้า สวัรค์แหล่งหล้าพายบน
พ่อแม่พี่น้อง ญาติของตน ไพเกิดเมืองบน ที่ปราสาทกว้าง
คับดับจิตรตน เมืองบนต่อส้าง มาเกิดเมืองคนลุ่มฟ้า
จตุปัจจัย งัวควายช้างม้า ทังผืนแผ่นฟ้าแพรรำ
วัตตุแห่งน้อง อย่าได้ชิสัง เข้าของเงินคำ หื้อไหลหลั่งข้อง
หื้อดูท่านกิน ท่างทานท่างอย้อง ทางมาระมารอย่าพ้อง
พ่อแม่วงศา อาสาพี่น้อง อย่าโสกต้องโรคี
บาปเคราะห์ร้าย หื้อคายตัวหนี อย่าบังเกิดมี แสงปีอย่าใกล้
จัตตาโร วุติหื้อได้ อายุยืนยาวกว่าร้อย
อย่าได้เสียใจ เยื่องใดต่ำคล้อย แสนโสกเส้าราวี
หื้อสุขเที่ยงเท้า ชู่เดือนชู่ปี หื้อเกิดมาดี หมดใส่สว่างหน้า
ขอหื้อสมคำ ตัวเพ็ญม่องข้า พบศาสนาอย่าละ
หุมกินหุมทาน สีลบุญคุณพระ อย่าละขาดห้องสาสนา
หื้อมีรูปพร้อม ปากดำหูตา องคะกายา เนื้อตัวอ่อนอ้วน
รูปร่างอิตถี ที่ไหนก้ถ้วน ขาวนวนฟองเปรี้ยงงิ้ว
ทังสองหัตถา ฝ่ามือแลนิ้ว หื้อกลมดั่งเหมเทียงคำ
อกแอวอ่อนแค้ว รูปร่างสีสัน มีรูปพรัณ อย่าสูงต่ำป้อม
มีสองแขนสวย คอกลมตกปล้อง เหมือนสุชาดาอยู่ฟ้า
ทังหูแลตา อย่าหื้อต่ำช้า อย่าตันมืดโก้มัวฟาง
ไข้รั้งไข้เรื้อ โรคโลหิตจาง อย่าเปนไอซาง เปิดเหลืองแก้งแด้ง
ไส้ติ่งไส้เหลือ เปนโรคตับแห้ง ทังโรคมะเรงฟ้าม้าน
เปนโรคหัวใจ ขี้กลัว ขี้คร้าน ลมพิษมืดหน้าตาฟาง
อย่าเกิดมีแท้ เปนเม่าเปนขาง อย่าเปนด้อยซาง เมื่อเลี้ยงลูกเต้า
ทังสองถานา นมนางคู่เต้า หื้อเหมือนพิษคำหน่วยใม้
เมื่อเลียงปุตตา ปุตตีม่อนไท้ อย่าเปนง้อยเปลี้ยโพรงพราย
ปื้อเลี้ยงงายแท้ ใหย๋ขึ้นเหมือนใจ หื้อจบแบบไทย เปนลูกพระแก้ว
คันเปนผู้ยิง คิงงามแอวแหล้ว มีปัญญาไวว่องวิด
หื้อมีนิสัย คุณคองอ่านคิด บ่เหลือแก่เถ้าฟ้าคำ
หื้อเปนที่รัก มารดาปิตัง อยู่ถ้อยฟังคำ ตักหน้าหนึ้งเข้า
ทันตาเขี้ยวฟัน อย่าหมองหม่นเส้า ไหวเฟือนคลอนถอดยก


มีผมดกเขียว อย่อนยางคิ้วยก เหมือนทิพเทพแต้มสีเรียว
มีคิ้วก่องค้อม วาดอ้อมหางเถียว ค้องก่งคาเคียว สมกับรูปหน้า
เมื่อนางเจียวจา วาทาต่อหน้า ยว้ายแย้มชุ่มสีฟัน
ปากดังแลลิ้น ตโชอัตตัง หื้อมีผิดพรัณ ต่อเท้ากุ้มเถ้า
ขอหื้อสมคำ เพ็ญพรรณน้องเหน้า อัตตาเององว่าไว้
ขออื้อปรากฏ ดังกลอนว่าไว้ อย่าหายแก่หย้าสูนดิน
เพ็ญพรรณว่าไว้ ขอสมอาสิง มนุสส์เมืองอินร์ นางจาใฝ่อ้าง
แม่นเทียวสงสาร ชุมพูห้องกว้าง ผัดไพมาสอดลัด
หื้อมีสิลธัมม์ อันดีคาดมัด กับตัวแก่นหมั่นดีงาม
ยามเอื้อนปากพ้อง เรียกร้องจาถาม จิ่มคนสามัญ หื้อหวานกว่าอ้อย
หื้อมีประหญา รู้หล็วกแต่หน้อย มีปัญญาไวว่องวิด
หื้อมีสัจจัง ปากยำคำพิษ สนิทแก่นแก้วคนชาย
มีฝูงมิตรค้อ แขกแก้วสหาย วาจาร่องรอย ม่วนหูเพื่อนบ้าน
สุวจเน เพ็ญพรรณกล่าวด้าน หื้อเปนคำนวลม่วนนัก
มุสาวาทา บ่จาบ่ทัก ผิดศีลธัมม์เจ้าพุธา
เพ็ญพรรณม่อนไท้ ม่อนไว้ยอสา นางปรารถนา ชาตินี้ชาติหน้า
ยังสามีกา ผัวแพงแห่งข้า ได้ร่วมฆราวาส์แม่นทัด
อย่าเสียใจ เยื่องใดพรากพลัด เจียรจาหน้าเภทา
หื้อเปนที่รัก ยังสามีกา หื้อมีปัญญา คลองวัตรแห่งข้า
หื้อมีสรี สีใสใบหน้า หื้อรู้จักคุณพระพุทธ
พระธัมม์พระสงฆ์ สมองค์พิรุธ หื้อรู้แกว่นเสี้ยงการบุญ
หื้อจบแว่นค้า รายได้ยากจน อย่าหื้อขาดทุน กำไรเกิ่งข้อง
เมืองสองกลมเกลียว ยินดีร่วมห้อง จากันไพมาแม่นทัด
ผัวแก้วเมียแสง พิมพ์แพงอย่างพลัด ผัวเมียมิ่งแก้วเงินคำ
ทำนาแลค้า หื้อขึ้นกับกัน หื้อเงินคำ เปนพันหมื่นตื้อ
อย่าผิดเถียงกัน เดือดนันด้านดื้อ แปลงเอนคอพือด่าร้อง
เปียค้อนบุบหัว บุบถ้วยต่อยช้อน หม้อไหตกบ้านรุงรัง
ขี้เหล้าบ่อนภ้าย รถราไพขำ เอาไหจำนำ เดือดนักทั่วบ้าน
ด่าทอจำหนี บ่ดีเสี้วงถ้าน ละลูกเววากำพร้า
เดือดบ้านนับชอง ปืนมุยมีดพร้า จาสวกกล้าฟันแทง
บ่าแก่วภ้ายเค้า แอ่วเซาะแสวง ถาบเข้างายแลง บ่รู้เนอเจ้า
อย่าหื้อเพ็ญพรรณ ไพปะจวบเข้า ยังสามีแพงอย่างนี้
ขี้ว่าขี้กิน ขี้เหล้นอย่างนี้ ขอเว้นจากอั้นแสนวา
ตั้งแต่วันนี้ เพ็ญพรรณอัตตา การคาราวาส์ น้องจาใคร่ได้
การเยียะการทำ ต่ำทอหูกฝ้าย ขอจูบชู่ลายช่างพร้อม
ทังฝ่ายระหัน เอามาปั้นย้อม ทอยกแบบใต้พายไทย
ขอจบช่างไว้ หื้อหันเข้าใจ แพรไหมเมืองใด ขอจบช่างเสี้ยง
ไหมสันกำแพง โคราชเนื้อเกลี้ยง ไหมจริงไหมเทียมจริงพร้อม
เย็บปักถักหมอน กินนอรแอ่นฟ้อน มังกอรว้ายเห้งคงคา
รูปสัตต์สัพพะ ตั้งแต่ปูปลา ค่านับประดา รูปสัตต์ช่างเสี้ยง
รูปดอกเกสอร อุนออนพร้อมเสี้ยง ค่าฝู้ประดาดอกไม้
เย็บจักรสมัย ลายไดช่างไว้ เสื้อโป้เสื้อก้อมกงเฮง
ฮาวายหรั่งลัด อังกฤษจิ้งเหลน ทรงสวีเดน สะโหร่งผ้าต้อย
ขอหื้อสมคำ เพ็ญพรรณม่อนฃ้อย หากปรารถนาว่าไว้
การทำครัว ผักปลูกลูกไม้ อย่าเปนเพลี้ยงด้วงแมงควี
สวนครัวปลูกไว้ พันใหย่ดีหลี ไพขายกาดลี อย่าเคิ้นพลิกบ้าน
ทังส่วนถั่วดิน เพ็ญพรรณปลูกสร้าง หัวหลายดำงามบ่น้อน
คันหลกขุมไหน ได้เตมเพียดน้อย สวนครัวม่อนข้อยนารี
สวนหอมปลูกไว้ หัวใหย่ดีหลี สองจุกหื้อมี น้ำหนักหมื่นห้า
อุตตมาน เพ็ญพรรณม่อนข้า สัจจังเทียงแท้อย่าไคลคลา
ยอมือสิบนิ้ว ยกขึ้นยอสา นางขอขมา กราบนบก้มเกล้า
ยังพระไตร สามดวงผ่านเผ้า ยามนางจักลาพลากแล้ว
เพ็ญพรรณบ่หัน ได้คลาคลาดแคล้ว หลอนได้ย่ำเข้าเงางำ
ได้ปมาทะ ย่ำเงาของสงฆ์ องค์พระสังฆัง พระทุเจ้า
ยามเมื่อคนหลาย เทียวกลายออกเข้า เดินเทียวไพมาสอดลัด
กายกัมม์สาม หลอนได้แผกพลัด ด้วยการอื่นอั้นนานา
ขอลดโทสไว้ ผ่อนโทษา นางขอขมา โทษาโทษข้อย
หลอนได้แปลงกลอน คำวอนใส่ส้อย ร่ำของท่านนางอ่านคิด
กลัวเปนภัยยา โทษาง้วนพิษ มาติดแปดป้อสันดาน
จับลางเทื่อนั้น ใส่ส้อยกลอนสาร ร่ำของท่านนาง ว่ามีพร้อมเสี้ยง
ลางเทื่อเพ็ญพรรณ หาใส่บ่เผี้ยน บ่ได้กะเกียมใส่พร้อม
กลัวเปนวจี อู้ดีอวดย้อม กลัวผิดจากข้อสีลธมม์
ที่พระเทนส์ไว้ หากมีประจำ มุสาวาทัง อย่าจาขี้อู้
เพ็ญพรรณยอสา ปีติหลิ่งหลู้ สมมาครัวทานม่อนไท
สัพพทา มีหลายบ่ไร้ ค่ามีที่หั้นครัวทาน
จับลางเทื่อนั้น ได้ล้ำประหมาณ ปากจาแรงดัง เทียวกลายถูกถิ้ม
ลางเทื่อใจดี ลางทีใจหิ้น หลอนได้ไพอิงเทิกพะ
เพ็ญพรรณยอสา กราบคารวะ สิบนิ้วกราบเกล้าเอาพร ก่อนแลนายเหย

********************


























กะโลงสลากย้อม
ของคณะครู – นักเรียน โรงเรียนหอปริยัติศึกษา วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร
ปีการศึกษา ๒๕๔๘ แต่งโดย นายนันท์ นันท์ชัยศักดิ์
**************************
ยอหัตถอ วันทากราบน้อม ต๋างดวงดอกส้อม มธุบุปผา
ขอคาราวะ องค์พระสัตถา นบพระธรรมา สังฆาท่านเจ้า
ไหว้พระธาตุงาม คำเหลืองหบ่อเบ้า อันเทพองค์เลา ก่อไว้
ปรารภเหตุการณ์ อาจารย์ท่านไท้ เจ้าคุณปิฎก- องค์งาม
รองเจ้าคณะ และผู้จัดการ “หอปริยัติธรรม” โรงเรียนหมู่ข้อย
กับท่านมหา พิสดารน้ำอ้อย อาจารย์ใหญ่องค์- ทรงยศ
๑๒ เป็งมาเถิง มี่นันเอ๊าอ๊ด กึ๊ดเติงฮอด “เจ้า- คุณธรรมฯ”
พระผู้ก่อเค้า ตั้งโรงเรียนหอ- ปริยัตินอ หื้อหมู่ข้าข้อย
หมู่สงฆ์องค์เณร ขุ เถรใหญ่หน้อย ได้ศึกษาเรียน- รอบรู้
กึ๊ดเติงฮอดหา คุณวีระส่งยู้ โยมอุปถัมภ์- บำรุง
บริจาคทรัพย์ ช่วยค้ำจูนหนุน นับเป็นบุญคุณ แก่วัดบ่หน้อย
เหลียวหลังผ่อหา คนจ๋าล่องถ้อย บัวเหลียวกาวี- แม่นี้
มีคุณมากเหลือ แม่ได้ช่วยชี้ แนะนำประโยชน์- นานา
แถมหื้อสิ่งทรัพย์ อเนกนันตา คุณูปการ์- กับโรงเรียนข้อย
ทัง ๓ หน่อองค์ ดับขันธ์ลงข้อย จากหมู่เราไป- ลิ่วลับ
ละคุณใหญ่หลวง หื้อปวงเรานับ อ่านบ่ครบถ้วน ความดี
มาฮอดปีนี้ ปีไก่ใสสี เป็นปีมาดี บ่ มีหมองเส้า
เจ้าคุณปิฎกฯ ตนเป็นเก๊าเหง้า พร้อมครู-นักเรียน- ใหญ่-น้อย
ของโรงเรียนหอฯ นักเรียน ๒๐๐ + ๓๘ เจ้า- องค์เณร
ตกลงกันไว้ ช่วยกันกะเกณฑ์ ตึงพระตึงเณร ช่วยกันร่วมสร้าง
สลากย้อมสี ต้นดีใหญ่กว้าง สูงสิบสองว๋า- (หกเมตร)
เณรแก้ว เณรจี๋ เณรดี เณรเพชร ขงขวายหาได้- ยอดมัน
เป็นจ้องบ่น้อย งามดี สีสัน จากบ่อสร้างมัน ติดผันหย่อนห้อย
ด้วยใบร้อยแดง แพงค่าบ่หน้อย นับได้ ๑๐ ใบ- ยอดม้อน
ส่วนพระดวงจันทร์ ก๋ำเคียวถือฆ้อน หาคาเกี่ยวด้วย- มือเอง
มาจากสวนแพะ เอาใส่รถเก๋ง วิ่งเข้าในเวียง มาพันอวบต้น
ไม้ซางยาวสูง จากปลายถึงต้น ที่อ้ายสุพล- แป๋งไว้
หมู่เณรที่เหลือ ต่างก็รับใช้ ตามที่ครูได้- สั่งมา
พ่องได้ของใช้ สบง ลังก๋า อังสะหามา ของสงฆ์ครบถ้วน
พ่องได้ของฉัน เข้าหนมเข้าต้ม แคบหมู แคบมัน- ชิ้นเนื้อ
บางกลุ่มก็มี ท่านได้เอื้อเฟื้อ ด้วยของขบเคี้ยว- เนืองนอง
ข้าวเกรียบ ขบเผาะ โดโซะกรอบหอม เทสโต้เป็นซอง เล่ย์ มันทอดด้วย
พ่องได้นมหวาน จืดจางกล่องถ้วย มีแล็คตาซอย- เป็นเก๋า
เณรเขาห้างแป๋ง มี่นันอ๊ดเอ๊า ตามที่ได้รับ- บัญชา
เฮียวบงขอดมัด ตกกันอัตถา ๑๐ อันหามา ทุกคนเน้อเจ้า
แถมย้อมชุบสี งามดีบ่เส้า เขียวเหลืองส้มออน- เซ่งวับ
ห้อยมัดด้วยของ แพงค่าสำหรับ ควรฉัน ควรใช้- กับเณร
หรือพระท่านใช้ หามาตามเกณฑ์ ทังพระทังเณร ช่วยแต่งห้าง
มีแผวพร้าว-ตาล หมกผางหมากส้าน หมากกุ๊ก มากลาง- สดเงาะ
อาหารคาวหวาน ที่มีจำเพาะ ฤดูกาลอั้น- ก็มี
หามาใส่พร้อม กล้วยอ้อยเป็นหวี ฟักแฟงแตงมี หมากกุ๊ก หมากก้วย
ของขบของฉัน มีกั้นกั๊วะถ้วย กับของอันควร- จ่าย-ใช้
ผ้าห่มครัวใบ ก็ได้มีไว้ เผื่อลุงระได้- ใช้งาน
อีกบัวเหลียวนั้น จักได้ใช้การ แต่งหย้องสคราญ หน้าแว่นหวีหน้อย
ฟุ่ยสีจัดแจง ใช้แรงบ่หน้อย ได้แม่ผันคอย- แต่งคิด
ป้าถา แม่จำ แม่มี พ่อมิตร แม่สม แถมด้วย- แม่จา
มาจากบ้านหลุก ช่วยกับป้าสา ป้าสุกันทา ป้าเพชรนั่งหย้อง
ใส่ฟุ่ยดีงาม เขียว เหลืองอ้องต๊อง สังมมงามเปิง- เจ้นล้ำ
ส่งหื้อพ่อชาย พ่อตุ้ย เลิศติ๊บ หลวงสมอีกด้วย- ปักคา
นั่งอยู่บนรถ- เครนสูงนักหนา ขึ้นปักต้นคา ยายกันเป็นเส้น
จัดแต่งเรียงงาม ตามแบบตื่นเต้น เมื่อหันมันงาม- เทื่อน้อย
เรียงกันลงมา จากปลายเถิงเก๊า ตึงหนุ่มตึงเถ้า- พระเณร
ช่วยกันแต่งคิด ประดิษฐ์กะเกณฑ์ ปิฎกฯวนเวียน เยี่ยมเยียนสั่งถ้อย
๓ วันเสร็จสม อารมณ์ใฝ่ห้อย เป็นต้นดีงาม- สลากย้อม
เสร็จสมในหมาย จึ่งได้คลายร้อน จิตใจตื่นต้อง- ยินดี
หันต้นสลากย้อม งามดีสยสี อยู่เหนือปฐพี อารามข่วงแก้ว
จักได้ถวายทาน ใจบานผ่องแผ้ว เมื่อเถิงวันเป็ง- จวบพบ


นับเป็นกุศล นาบุญไคว่ครบ จึ่งได้สำเร็จ- ลงพลัน
ด้วยหมู่เรานี้ เอากันเป็นกัน สามัคคีพลัง เสร็จดังใจห้อย
ขอท่านทังหลาย โมทนาจิ่มข้อย ในการทำบุญ- ครั้งนี้
อีกหนึ่งประการ ดาทานครั้งนี้ หลอนมีก่ำหมี้- อันใด
ได้ยกย่องย้าย ย่ำข้ามกรีดกราย ตกเหนือดินดาย ปลอมดินฝุ่นหญ้า
ได้ด่าทอกั๋น เป็นคำหยาบกล้า มีใจมัวดำ- ขุ่นมิด
พออดโทษา แก่ข้าฯ หมู่คิด ตกแต่งห้าง- ดาทาน
อย่าเป็นโทษร้าย เคราะห์ภายหน้าหลัง ขอพระพุทธัง ขมันตุให้
อนึ่ง-ประการ ขอสานทานให้ อุทิศบุญไป- จบพบ
ยังท่านเจ้าคุณ- ธรรมฯที่เคารพ ผู้ก่อเกิดตั้ง- โรงเรียน
หอปริยัติฯ ที่เณรอ่าน-เขียน สำเร็จด้วยเพียร มาหลายรุ่นเข้า
ศิษย์เก่าไปดี ตึงหนุ่มตึงเถ้า นับเป็นคุณเลา- งามงด
อีกหนึ่งประการ ขอสานมือยก แผ่กุศลให้- ไปดี
แก่คุณวีระ ธนเศรษฐี ที่ท่านได้มี ช่วยการก่อสร้าง
อาคาร ๒ หลัง งามเลาใหญ่กว้าง หื้อแก่โรงเรียน- หอปริยัติฯ
ขอแผ่กุศล นำไปเตื่อมมัด แก่บัวเหลียวเจ้า- แม่นาย
ได้อยู่ชั้นฟ้า สุขบานใจ – กาย สมที่แม่นาย โผดผายหมู่ข้าฯ
ด้วยทรัพย์สิ่งขอ ผ้าครองแผ่นผ้า บ่ กดราคา- อ่านนับ
ขอท่านทัง ๓ อยู่สุขระงับ ในผาสารทแก้ว- เมืองบน
เราขออุทิศ ส่วนบุญกุศล จากโลกเมืองคน ไปแถมเตื่มแถ้ง
ขออธิษฐาน บ่ใช่ว่าแสร้ง ก่อนจบสำแดง- คร่าวนี้
ขอหื้อหมู่เรา หอปริญัติฯนี้ ที่พากันสร้าง- กองบุญ
ทานสลากย้อม ขอบุญพาหนุน เกิดชาติใดบุญ ป๊ะหนุนชาติหน้า
เกิดมาพบพาน พุทธศาสน์ข้าฯ อยู่ใต้โพธิ์ไทร- พุทธะ
ได้เกิดเมืองไทย เมืองแห่งตุ๊-พระ อบอุ่นร่มเกล้า- ใบบุญ
องค์จอมราชไธ้ ราชินีหนุน ราชนิกูล อุดหนุนเตื่อมแถ้ง
อยู่สุขกายใจ บ่ หายเหือดแห้ง แต่เช้ายันแลง- ม่วนล้ำ
ขออสาน กลอนสารกล่ายย้ำ ฮ่ำสลากย้อม- วางลง
ขอพี่ขอน้อง ผู้ฟังทังโขง น้อมกายนั่งลง รับพรท่านเจ้า
เท่านี้ลวดเอวัง ก่อนแลนายเฮย
***************
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
ส.อ.อำนวย ปารมีแจ้
น.ส.กรรณิการ์ อินทรแสง
นายสำราญ ศรีสอนใจ
นายสาคร ปัญญาคำ
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    21251 views