พิมพ์

หมอลำทรงอำเภอพระยืน

ชื่อรายการ
หมอลำทรงอำเภอพระยืน
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

                   ผู้ป่วยที่มาทำการรักษาด้วยหมอลำทรงนั้น ปกติจะผ่านการรักษาทางกายมาก่อนจะมีทั้งรักษาแบบพื้นบ้านคือใช้หมอชาวบ้านรักษาและผ่านการรักษาจากโรงพยาบาลมาแล้ว  ตามความเชื่อของชาวบ้านถ้ารักษาด้วยแพทย์ปัจจุบันและแพทย์แผนโบราณไม่หายต้องเป็นเรื่องของผีแน่นอนต้องลำรักษาถึงจะหาย  ชาวบ้านคิดว่าการพูดกับผีนั้นไม่ยาก  แต่ต้องอาศัยจ้ำหรือแม่หมอทรงมาช่วยพูดให้โดยยินดีจัดเครื่องบูชาและปฏิบัติตามคำแนะนำของผีทุกอย่าง  เขาถือว่าสาเหตุที่เจ็บป่วยนั้นเกิดจากผีจะต้องรักษาด้วยวิธีเชิญผีมารักษามาดูแลโดยยอมเป็นบริวารของผีตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่  มีบางคนเกิดความเชื่อศรัทธาต่อผียอมเข้ามาเป็นบริวารทั้ง ๆ  ที่ยังไม่เจ็บป่วยอะไรคือยังไม่ทันป่วยก็เลือกจะอยู่กับผีหรือจะอยู่กับธรรม  สำหรับคณะของ  นางคำแปลง  ปะนะมัง  พรหมมา  ได้ทำการรักษา  ผู้ป่วยคือ  นายประสิทธิ์  ศรีเทพ    ก่อนที่จะทำการรักษาด้วยหมอลำทรง  นายประสิทธิ์  ศรีเทพ  มีร่างกายแข็งแรงดี ประกอบอาชีพทำไร่ เลี้ยงวัว ตามไร่นาทุกวัน   พอถึงตอนเย็นวันที่  ๘ พฤศจิกายน  ๒๕๔๘ หลังจากรับประทานอาหารเย็นพร้อมกับลูก ๆ  ก็เกิดอาการช็อกลง  ตัวแข็ง สอบถามไม่พูดไม่จา  คณะญาติ ๆ ได้นำส่งโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น แพทย์ได้ให้การดูแลรักษานอนที่พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล  ๕  วัน หมอได้วินิจฉัยว่าเกิดจากอาการสมองซีกซ้ายไม่ทำงาน อาจทำให้เป็นอัมพฤกษ์  จึงออกมาพักผ่อนที่บ้าน จึงได้ติดต่อหมอลำทรงมาทำการรักษา 

                   อาการของผู้ป่วยนอนเหยียดอยู่กับพื้น ญาติได้ป้อนข้าวป้อนน้ำมาหลายวัน  แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์  ในขณะที่หมอลำทรงได้ทำการลำรักษาอยู่นั้น  ปรากฏว่าผู้ป่วย ลุกนั่งได้  แล้วนั่งมองคณะหมอลำทรงเล่นเกี่ยวกับความเป็นมาของชีวิตตนเอง

                    ระยะเวลาผ่านไปอีก ๓ เดือน ๑๑ วัน คือวันที่ ๒๕  กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙  คณะผุ้จัดเก็บข้อมูล

ได้ออกติดตามผลงานและเยี่ยมเยียนที่บ้านอีกครั้งหนึ่ง  ปรากฏว่า ผู้ป่วย ยืน เดินและช่วยเหลือตนเองได้ เดินไปเข้าห้องน้ำ ช่วยเหลือตนเองได้  พูดจาสื่อความหมายได้

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
๑. ความสำคัญของผี ชาวอีสานถือคติตามความนัยศาสนาเมื่อตายไปแล้วเป็นผีถ้าใครทำบุญทำความดีไว้มากก็จะได้ไปเกิดเป็นเทพบนฟ้าบนสวรรค์ ซึ่งมีชื่อเรียกหลายอย่างตามชั้นบนเทพบนสวรรค์ แถนเป็นเทพที่ทำให้เกิดโลกสรรพสิ่งต่าง ๆ บนโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสุขความทุกข์ของสัตว์และพืชรวมทั้งฝนและน้ำด้วย และมนุษย์เกิดมาแต่ละคนเชื่อว่ามีเทพรักษาอยู่ ๔ องค์ ดังนั้น ขบวนการรักษาของหมอลำทรงจึงเป็นการให้สัญญาต่อแถนว่า จะทำดีจะสามัคคีกันในญาติพี่น้องและเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน
-ผีบนโลกมนุษย์ ผีทุกตนมีหน้าที่ที่จะต้องกระทำ ส่วนมากผีจะทำในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์เสมอ จะไม่มาทำร้ายหรือเป็นอันตรายต่อมนุษย์นอกจากมนุษย์ไปกระทำผิดต่อผีก่อน
-ผีเมือง จะอาศัยอยู่ที่ศาลหลักเมือง มีหน้าที่ดูแลปกป้องคุ้มครองชาวเมือง ไม่ได้รับอันตรายให้อยู่เย็นเป็นสุข เมื่อเดินทางไปถึงเมืองไหนต้องบอกกล่าวให้ท่านได้ทราบจึงเกิดประเพณีการไปสักการะศาลหลักเมือง
-ผีภู มีหน้าที่รักษาดูแลภูเขาไม่ให้เกิดอันตราย พืชหรือสัตว์ที่เกิดขึ้นในบริเวณนั้น ผีภูจะเป็นผู้ดูแลรักษาเมื่อเราเดินทางไปถึง ต้องบอกเล่าให้ท่านทราบหรือจะทำอะไรในที่นั้น ก็ต้องขออนุญาตท่านก่อน แล้วจะไม่เกิดอันตรายใด ๆ
-ผีป่า รับผิดชอบดูแลทั่วไป ทำให้มนุษย์ได้ประโยชน์จากป่าอย่างมากมาย ในอดีตเคยเข้าป่าไปขอไม้มาสร้างบ้านสร้างเมืองเป็นประจำ ช้างป่าและสัตว์ป่าอื่น ๆ เราต้องขอจากผีป่า
-ผีไร่ผีนาผีบ้านผีเฮือนผีปู่ตาผีเชื้อผีสาย ล้วนแล้วแต่มีอิทธิฤทธิ์ และยังประโยชน์ให้เกิดแก่มนุษย์ทั้งสิ้น ทุกคนจึงให้ความสำคัญยำเกรงเป็นพิเศษ
๒. ผู้เป็นหมอลำทรง หมอลำเป็นผู้มีความสำคัญอย่างยิ่งสามารถเชิญผีจากที่ต่าง ๆ มาเข้าทรงได้ กลไกและวิธีการที่จะพูดกับผีได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยบางแห่งเรียกหมอจ้ำ คือเป็นผู้ที่มีความชำนาญในการติดต่อพูดคุยกับผีปกติแล้ว ผู้ที่จะเป็นหมอลำทรงได้นั้น จะต้องเป็นคนฉลาดหลักแหลม ไหวพริบปัญญาดีนอกจากจะจำบทเรียนได้ดีแล้วยังต้องจำชื่อคนใช้และผีประจำคนใช้ได้อีกด้วย เป็นคนชั่งสังเกตและมีประสบการณ์ ปกติแล้วคนไทยเราไม่ว่าภาคไหนให้ความสำคัญเสมอสำหรับผู้ที่สามารถเชิญภูตผีปีศาจมาพูดมาคุยได้
ประวัติความเป็นมา
กิ่งแก้ว อัตถากร (๒๕๒๓ : ๕ - ๖)ได้กล่าวถึงการกระทำที่จัดเป็นพิธีกรรมมีคุณสมบัติดังนี้
๑. เน้นเรื่องจิตใจ ซึ่งแยกความหมายได้ ๔ ความหมาย คือ
๑.๑ การอ้างถึงบุคคลหรือสิ่งที่ใจเท่านั้นสัมผัสหรือพิสูจน์ได้
๑.๒ การแสวงหาผลอันเป็นอารมณ์ที่เกิดกับจิตใจ
๑.๓ การยอมรับว่าจิตใจมีอิทธิพลต่อกายและวัตถุภายนอก
๑.๔ การเห็นวัตถุเป็นสาขาของจิตใจหรือเป็นองค์แห่งการรับรู้
๒. เน้นเรื่องสัญญลักษณ์ ในการจัดพิธีกรรมต่าง ๆ ตลอดจนอุปกรณ์ กิริยา
ท่าทาง ฯลฯ ถ้อยคำการใช้สัญลักษณ์ช่วยแบ่งขยายพฤติกรรมทางจิตช่วยให้เกิดมโนภาพความคิด
รวบยอด จินตนาการและเป้าหมายที่ชัดเจนมั่นคง จิราภรณ์ ภัทราภานุภัททร (๒๕๒๘ : ๑๑) ได้กล่าวถึงความเชื่อของคนไทยว่าแบ่งออกได้ ๘ ประเภท ได้แก่ ความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติ ความเชื่อในปรากฎการต่าง ๆ ของธรรมชาติที่มนุษย์ยังไม่สามารถอธิบายได้ ความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับการเกิดการตาย ความเชื่อเกี่ยวกับประเพณีอันเป็นดั้งเดิมของสังคมไทย ก่อนจะหันมานับถือพุทธศาสนา ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ความเชื่อเกี่ยวกับครัวเรือนที่อยู่อาศัย ความเชื่อเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ จารุวรรณ ธรรมวัตร (๒๕๓๐ : ๘๐) กล่าวถึงความเชื่อของคนไทยว่า ความรู้สึกความ เชื่อถึอและการยอมรับสิ่งหนึ่ง ซึ่งให้มนุษย์มีหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ และเกิดความรู้สึกอบอุ่นภายในจิตใจ มีความมั่นใจว่ามีอำนาจพิเศษมาคอยปกป้องคุ้มครองตน ความ เชื่อของมนุษย์ย่อมจะมีความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ มนุษย์มีวิวัฒนาการความเชื่อมาจาก ธรรมชาติ เช่น ผี สาง เทวดา เทพเจ้าและพานับถือธรรมชาติ สัตว์บางชนิด รูปภาพและศาสนาซึ่งเป็นการพัฒนาชั้นสูงที่เป็นระบบ มีเหตุผลมาจากความเชื่อดังกล่าว ได้แก่ ความเชื่อเรื่องผี วิญญาณ ความฝันลางสังหรณ์ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ โหราศาสตร์ อาคมหรือเวทมนต์ เป็นต้นยศ สันติสมบัติ (๒๕๔๐ : ๔๒๑) อ้างใน E.durkheim, “The Elementary of the Raligiouslife” Reader incomparative Raligion, W.A. Lassa and ES. Vogt, ฟกห. (New York : Harper anrow.๑๙๗๑) หน้า (๒๘–๓๖) ว่า เดอรักษ์ (Durkhei) เป็นนักสังคมวิทยา ที่อธิบายศาสนาไว้อย่างเป็นระบบ โดยได้เสนอว่า “ศาสนาคือ ระบบความเชื่อและหลักปฏิบัติซึ่งแยกระหว่าง ความศักดิ์สิทธิ์(Sacred) ออกจากกันอย่างชัดเจน” ความศักดิ์สิทธิ์ (Sacred) เป็นที่มาของระบบความเชื่อ ค่านิยม จารีตประเพณีและบรรทัดฐานที่สังคมยอมรับว่าดีงามและถูกต้อง ศาสนาเป็นหลักในการสร้างสมานฉันท์ เป็นที่มาของสำนึกร่วม(Collactive consciorsness) ศาสนาจึงเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมรักษากฎเกณฑ์ กติกาและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม
สาขา/ประเภท
ความเชื่อ
การเกิดลำทรง
วิถีชีวิตหรือที่เรียกว่าวัฒนธรรมของชาวอีสานนั้น เป็นไปตามคติความเชื่อของ
พระพุทธศาสนาเชื่อว่า มีผีเทพมีเทวดา มีพระอินทร์ พระพรหมชาวอีสานเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีผีเฝ้ามีผีเป็นผู้ดูแล ต้องมีการบอกกล่าวผีก่อนจึงค่อยลงมือทำ ผีมีอิทธิฤทธิ์สามารถทำให้คนเจ็บป่วยได้และเมื่อมีการกระทำพิธีขอขมาโทษแล้วผีจะยกโทษให้ แล้วอาการเจ็บป่วยก็จะหายการเจ็บป่วยในสมัยอดีตจะมีการรักษากัน ด้วยแพทย์แผนโบราณคือยาพื้นบ้านชาวอีสานเชื่อว่า ยาพื้นบ้านสามารถรักษาโรคทางกายได้ทุกอย่าง เช่น บางคนก้างปลาปักคอ จะเห็นหมอพื้นบ้านหยิบเอาขันตักน้ำแล้วบริกรรมคาถา เสกใส่น้ำในขันให้คนที่ถูกก้างปลาปักคอดื่ม รอสัก ๒-๓ นาที ก็หาย หรือถูกของมีพิษขบกัดหมอพื้นบ้านก็จะเสกเป่าคาถาลงตรงที่ถูกของมีพิษขบกัด เพียงไม่กี่นาทีก็หายปวด ถ้ารักษาด้วยยาพื้นบ้านไม่หายหรือบางท้องถิ่นไปรักษาหมอแผนปัจจุบันแล้วไม่หาย ชาวบ้านว่าต้องมีผีมาต้อง(เข้าสิง) จะต้องรักษาด้วยวิธีการพูดจากับผี การรักษาอาการที่เกิดจากผีต้องมี ๒ ทางคือ
๑. การอยู่กับธรรม เป็นการอาศัยธรรมเข้ามาขับไล่ผีทุกอย่างทุกชนิด คือการปฏิบัติธรรมถือศีล มีหมอธรรมเป็นผู้ดูแลรักษา หมอธรรมจะใช้ฝ้ายผูกแขนแล้วสวดมนต์เสกเป็นน้ำให้ดื่ม พร้อมทั้งพูดจาอบรมสั่งสอนต่าง ๆ นานา หมอธรรมที่มีอาคมแก่กล้ามีคนยกย่องเชื่อถือมาก ๆ ก็รักษาได้ไม่ยาก เพียงแต่ว่าการอยู่กับธรรมต้องปฏิบัติตามข้อห้ามของธรรมที่ชาวอีสานเรียกว่า ขะลำ รวมทั้งการประพฤติธรรมด้วยการรักษาศีลเป็นบรรทัดฐาน หมอธรรมที่แก่กล้าสามารถรักษาคนได้มากมาย การเลือกอยู่กับธรรมนั้นมีน้อยชาวบ้านไม่ค่อยชอบโดยพบว่า ผู้ที่จะอยู่กับธรรมได้นั้นต้องมีจิตใจเข้มแข็งกล้าหาญในการละวางข้อละเว้น(พฤติกรรมที่ไม่ดี) ได้ทั้งมวล กล้าหาญที่จะปฏิบัติข้อดี หวังมุ่งมั่นฟันฝ่า
๒. การอยู่กับผีโดยการลำรักษา การอยู่กับผีเป็นวิธีการที่ชาวบ้านชอบมากนอกจากจะ
ได้มีการรวมญาติแล้ว ยังมีการร้องรำทำเพลงกันสนุกสนานไปด้วย การลำรักษาในการบันทึกข้อมูลนี้จะเป็นขั้นตอนของหมอลำทรง
ลำดับขั้นตอนการแสดง
ขั้นตอนที่ ๑ จะเป็นการลำส่อง ซึ่งหมายถึงการลำหาข้อผิดข้องหมองใจ ข้อผิดพลาดของผู้ป่วย หาสาเหตุของผู้ป่วย คนไข้บางคนอาจมีการดูหมอหรือทางอีสานเรียกว่า ดูมอก่อน เมื่อหมอมอ(หมอดู) ชี้ว่าเกิดจากผีควรเอาหมอลำทรงมารักษา ญาติพี่น้องของผู้ป่วยก็จะไปติดต่อคณะหมอลำทรงมาทำการรักษา เมื่อญาติไปติดต่อหมอลำทรงคณะไหนแล้ว ทุกคนจะปฏิเสธไม่ได้จะใกล้หรือไกลก็ต้องไป ค่ารักษานอกจากค่าคายแล้วจะเรียกร้องไม่ได้ แต่ผู้มาติดต่อก็ทราบโดยการสอบถามบริวารใกล้คิดว่าควรตอบแทนเท่าไร หัวหน้าคณะรวมทั้งชาวคณะจะช่วยกันสอบถามประวัติคนไข้อย่างละเอียด เช่น อาการเป็นอย่างไร เคยรักษาด้วยวิธีการใด จากที่ไหนบ้าง ผลเป็นอย่างไร ญาติพี่น้องเป็นอย่างไร มีการทะเลาะเบาะแว้งกันหรือไม่ การทำมาหากินมีความขัดข้องอย่างไรบ้าง และอีกหลายสิ่งหลายอย่าง บางทีอาจเป็นเล่ห์เหลี่ยมของหัวหน้าคณะลำทรง ที่มีความเฉลียวฉลาดมีประสบการณ์ในชีวิต บางครั้งแม้ไม่ต้องลำส่องก็ทราบสาเหตุได้แล้ว
เมื่อตกลงวันเวลากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางด้านเจ้าภาพก็จะเดินทางกลับมาจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องคายรักษาอาหารการกิน ฝ่ายหัวหน้าคณะก็จะทำพิธีบอกกล่าวครูบาแล้วเชิญไป ณ ที่ทำการรักษาเมื่อไปถึงบ้านผู้ป่วยแล้วหัวหน้าก็จะลำบูชาครูบาก่อน แล้วเชิญผีมาเทียมการลำส่องจะใช้เวลายาวนานมาก เนื่องจากหัวหน้าจะถามผีไล่เรียงกันไป ผีไร่ ผีนา ผีป่า ผีภู ผีปู่ตา หรือผีหลักเมือง ถ้ายังไม่เจอก็จะถามไปเรื่อย ๆ เมื่อผู้ป่วยผิดผีตนใดผู้เข้าทรงก็จะแสดงอาการโกรธพูดจาด้วยด้วยเสียงอันน่ากลัว บริวารในคณะก็จะพูดขออ่อน ขอยอม ขอโทษต่าง ๆ นานา จะแก้ไขในสิ่งไม่ดี สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเครื่องบูชาผีตนนั้น หลังจากผีใจอ่อนขอผ่อนปรนให้แล้ว ก็จะออกจากร่างทรงไป หัวหน้าคณะจะผูกข้อต่อแขนผู้ป่วยแล้วแนะนำวิธีปฏิบัติตัวให้และนัดวันที่จะมาทำการรักษาต่อไป ในบางครั้งผู้ป่วยเพียงแต่ผิดที่บ๋า (บน) แล้วไม่ปลง (ไม่แก้บน) หัวหน้าคณะก็จะบอกให้แก้บนก็จะเสร็จเรื่องไม่ต้องรักษา ยกเว้นว่าแก้บนแล้วยังไม่หายดี
ขั้นตอนที่ ๒ ลำทรง การรักษาด้วยลำทรงเป็นวิธีการแรก ที่ชาวบ้านเลือกผีที่มาทำให้เจ็บป่วย นั้น ชาวบ้านถือว่าเป็นผีที่อยู่ในโลกมนุษย์ เช่น ผีเมือง ผีป่า ผีตาแฮก ผีเชื้อ ผีบ้าน ผีปู่ตา ผีน้ำ เป็นต้น หัวหน้าคณะลำทรงจะเป็นผู้เข้าทรงโดยอัญเชิญผีทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวข้อง กับการเจ็บป่วยของคนไข้มาเข้าทรงจากนั้น จะให้ลูกน้องผู้เป็นบริวารเป็นผู้ถาม เช่น ถามว่าเจ้าเป็นผีอะไรมาจากไหน มาทำให้คนไข้เจ็บป่วยด้วยเหตุอันใด หรือผู้ป่วยไปทำผิดอันใดหรือญาติพี่น้องไปทำผิดอันใด ปกติแล้วจะมีการลำส่องก่อนว่าผีตนใดทำให้เจ็บป่วย ถ้าส่องแล้วเป็นผีที่อยู่ในโลกมนุษย์จึงจะลำทรงรักษาผีที่มาเข้าทรงจะบอกหมดว่าทำผิดอันใดและวิธีแก้ไขต้องทำการขอขมาอย่างไร เครื่องเซ่นไหว้มีอะไรบ้าง
รูปแบบการแสดง
การเต้นรำประกอบพิธีกรรม
การเต้นรำประกอบพิธีกรรมเป็นพฤติกรรมการแสดงออกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนุกสนานรื่นเริงในประเพณีหรือการละเล่นในท้องถิ่นนั้น ๆ การเต้นรำที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ การเต้นรำประกอบพิธีกรรม เป็นการแสดงออกถึงการเซ่นสรวงบวงพลีเคารพนับถือ ต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ เพื่อให้สิ่งเหล่านี้บันดาลให้สังคมเกิดความสงบสุขตามความปรากฎของตนเอง การเต้นรำในพิธีกรรมการลำแสดงท่าทางตามผีที่ตนเองเคารพนับถือ เพื่อให้เกิดสันติสุขในหมู่ตนสะท้อนให้เห็น ถึงความศรัทธาเลื่อมใสประกอบกับความสนุกสนานดังปรากฏ ในพิธีการรักษาคนป่วยและในพิธีเลี้ยงข่วง ลำทรงลักษณะท่าเต้นรำนั้น มีการสั่นเต้นไปตามอำนาจของผีเท่านั้น นอกจากนี้การเต้นจะเป็นไปอย่างอิสระปราศจากกฎเกณฑ์บังคับ จากการศึกษาภาคสนามพบว่า เมื่อแรกเริ่มที่ผีเข้าประทับทรงมือทั้งสองข้างจะแกว่งไปข้างหน้าและข้างหลังพร้อมกันและขาทั้งสองจะทำเป็นจังหวะหลังจากนั้นการเต้นจะเป็นไปตามจังหวะ โดยส่วนใหญ่น้ำหนักจะตกอยู่เท้าด้านหน้าส้นเท้าหลังยกขึ้นส่วนปลายเท้าแตะที่พื้นเคลื่อนจังหวะอย่างนี้เรื่อยไปแล้วมือก็จะแกว่งไปตามจังหวะ นางคำแปลง ปะนะมัง หัวหน้าคณะหมอลำทรงกล่าวว่า “ท่าเต้นรำในพิธีการลำทรงนั้นไม่ได้มีการฝึกหัดหรือร่ำเรียนแต่อย่างใด แต่เป็นการเต้นรำที่ผีเข้าทรง ประกอบกับเสียงแคน” และการฟ้อนรำยังมีความหมายที่ปรากฏในความสวยงามเช่นกัน เป็นต้นว่า บทอ้อนวอนขอชีวิตจังหวะการฟ้อนช้าจะเนิบนาบ บทที่ชักชวนคนช่วยลงเล่น(ฟ้อน) จังหวะจะรวดเร็วและเร้าใจ ดังนั้น การฟ้อนรำการลำทรงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พิธีกรรมการลำมีความสนุกสนานและมีความขลังในตนเอง

ทำนองลำ
ทำนองลำเป็นทำนองลำพื้นหรือลำหมู่ซึ่งประกอบกับแคนลายใหญ่แบบโบราณ จังหวะในการลำจะเป็นไปตามเนื้อหาบางแห่งช้าบางแห่งเร็วบางจังหวะก็หยุดเป่าให้หมอลำพูด เมื่อฟังลำจังหวะตังหวายแล้วเห็นว่าใกล้เคียงกันมาก คือคำกลอนสั้น ๆ แล้วให้คนเป่าต่อพร้อมกับฟ้อนแล้วพูดหลาย ๆ คณะทำนองลำจะไม่ค่อยแตกต่างกันนัก ทางจังหวัดขอนแก่นมีลำโบราณอยู่อย่างหนึ่งคือ ลำเต้ย หรือเต้ยเดือนห้า ทำนองคล้ายเต้ยโนนตาลลำโต้ตอบระหว่างชาย-หญิงเป็นกลอนสั้น ๆ สามารถปรับคำกลอนแล้วลำเข้าหมอลำทรงได้

การเลี้ยงข่วง
ความเชื่อเรื่องผี (๒๕๔๖ : ๕๕) ได้ให้ความหมายว่าการเลี้ยงข่วงคือการมาชุมนุมของบริวารผีทรงและผีฟ้าทุกคนจะมีอุปกรณ์เครื่องบูชาคายมาร่วมด้วย จากนั้นก็จะช่วยกันจัดทำเครื่องคายรักษาทั้งข้าวปลาอาหารต่างก็หามารวมกันทำช่วยกันทำเป็นกิจกรรมที่ใหญ่พอสมควรหัวหน้าจะเชิญผีต่าง ๆ มาเทียมคือการเข้าสิงเมื่อผีมาเข้าสิงแล้วทุกคนก็จะได้ร้องลำอย่างสนุกสนานอย่างเต็มที่ เป็นการปล่อย
อารมณ์ได้อย่างอิสระต่างพูดจาทักทายหยอกล้อกันในระหว่างผีกับผีอย่างไม่ถือชั้นวรรณะ ลำทรงจะเลี้ยงช่วงเดือน ๕ ปกติ จะเป็นช่วงก่อนสงกรานต์ ๑-๒ วัน การเลี้ยงข่วงถือเป็นประเพณีถึงเวลาแล้วไปกันเองโดยไม่ต้องบอกกล่าว หากมีความจำเป็นจริง ๆ ไปไม่ได้ก็ต้องฝากเครื่องคายไปร่วมด้วย
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
๑ ลักษณะกลอนลำ
ลักษณะของกลอนลำทรงนั้น ไม่แน่นอนบางครั้งก็ลำเป็นทำนองบางครั้งก็พูดคล้าย ๆ คำผญาไม่มีกลอนที่ถือว่าไพเราะเหมือนหมอลำหมู่หรือหมอลำกลอน ลักษณะบังคับสัมผัสไม่แน่นอน ผู้ลำหรือผู้แสดงและผู้ฟังไม่ได้ยึดถือเรื่องความไพเราะของกลอน แต่จะยึดเอาเนื้อหาของกลอนมากกว่า พูดไปอย่างไรก็ดำเนินการไปอย่างไร บางตอนเป็นกลอนกลุ่มคำเล่นคำเช่นเดียวกับกลอนลำสินไซของท้าวจำปู่คำ บางตอนจะมีสัมผัสบ้าง เช่นเดียวกับลำพื้นลำหมู่และบางตอนจะมีสัมผัสดีเหมือนกลอนของหมอลำกลอนทุกกลอนทุกประเภทจะลำทำนองเดียวกันหมด
๒ ประเภทกลอนลำ ได้แก่
๑) กลอนลำเสี่ยงหรือกลอนลำส่อง เป็นกลอนลำที่หมอลำทรงใช้ลำเสี่ยงทายหาสาเหตุของการเจ็บป่วยเรียกว่าการหาข้อปล้องกัน โดยมุ่งเน้นไปถึงสาเหตุของผู้ป่วยที่ทำการละเมิดหรือสร้างความไม่พอใจต่อผี เช่น ละเมิดต่อผีบรรพบุรุษ ผีไร่ ผีนา ผีบ้านผีเรือน ผีตาแฮก เป็นต้น ดังตัวอย่างคำกลอนต่อไปนี้
สาธุท่อน ขอพรอนุญาตให้เจ้าฟ้า ไท่ม้ามาได้นั่งลง
ให้เจ้าจงใสส่าง คลองเมืองบ่ได้ห่าง ลูกบ่ปะให่ห่าง วางเจ้าให้แก่ไผ่
ให้ลูกขอนำไท่ หงษ์ทองคำผู้เป็นพ่อ ปัททุมมาผู้เจ้าเป็นแม่เลี้ยงเคียงข่างจั่งใหญ่สูง
กับทั้งเจ้าแก่นไท่สายใจผู้เป็นแม่ จำปาเวินคือกันเสมอภาค
มีเวียกลูกจั่งขาน มีงานลูกจั่งเอิ้นเสียงเนิน ๆ ให้เจ้าแล่นมาถ่อน
ให้เจ้าแอะแอ่นฟ้อน มาได้ง่ายดาย
๒) กลอนเชิญชวนลงเล่น เป็นกลอนลำชักชวนคนป่วยให้ร่วมฟ้อนลำ ร่วมสนุกสนานกับกลุ่มผีที่มารักษาโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ ให้คนป่วยคลายความกังวลและความสิ้นหวังในชีวิต นอกจากนี้ยังทำให้คนป่วยได้ลุกเดินเป็นการออกกำลังกาย อ่อนเพลียสามารถกินข้าวปลาอาหารได้มาก อันเป็นผลในเชิงจิตวิทยาดัง ตัวอย่าง
สาธุท่อนขอพรอนุญาต ให้เจ้าปวดพาดท้ายม้ามาได้ดังลม
ลูกก็จงในสร้างครองเมืองบ่อได้ห้าง ลูกบ่ป๋าละห้างวางเจ้าให้แก่ไผ
ลูกสิยกเจ้าขึ้นสูง ๆ เกล้ากะมอม สิเอาคำฟอกไว้ ให้เหลืองเหลี่ยมอยู่สุยาม
คายหลักลูกกะตั้ง คายคำลูกกะแต่ง ลูกกะตบแต่งแป้งแปลงให้คู่สุแนว
คั่นแมนเจ้าอยากได้แนวใดลูกกะแต่ง ลูกตบแต่งแป้งแปลงให้สู่อัน แต่มื้อนี้ให้เจ้าดีในใจ
โพยภัยสังอย่างสะมีมาใกล้ เก็บปวดไข้ ให้หนีไปไกลห่าง วิลและง่วงตัวเจ้าให้ซวงหาย
ข่อยสิเอาไปถิ่มเมืองปัจจิม ให้มิดอิ่มซิม เอาไปถิ่มใส่น้ำทะเลกว้างลองหนี ..... บุญมีเอ๋ย
คั่นแม้นดี ๆ นี้ ไผเห็นก็อยากเบิ่ง ให้เจ้าย่างย่อง ๆ กลางบ้านให้เพิ่นแย่ง..สาเด้อ ๆ
๓) กลอนลำส่งเครื่อง คือการลำเพื่อส่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ตามที่ผีต้องการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอถ่ายทอดชีวิตของผู้ป่วยหรือเสริมชะตาหมอลำทรง เชื่อว่าการเจ็บป่วยเป็นการกระทำของผีต่าง ๆ ที่ลงมาใส่กรรมต่อผู้ป่วยที่ละเมิดต่อผี จำเป็นที่จะต้องขนส่งเครื่องแลกเปลี่ยนชีวิต
ดังตัวอย่าง
โอ้ย พี่มนต์ไท่จอมพี่ชายผู้เป็นพี่ โอ้ยให้เจ้ามารับเอาซิ่นและผ้าแพรวา
เมียต้อนพ่อและแม่เด้อ อ้ายสุริยวงศ์ เอ้ยมาเอาช้างและม้า ไปหน้าจังคอยขิน(คืน)
มีทั้งนกจอกน้อยผัวเมียทั้งคู่ เดละพ่อ มีทั้งแหและข้อง ลงหนองมันกะค่อง (คล่องแคล่ว)
แหสำเร็จสำทอง พระนางน้องสิเลาตาม คั่นบ่มีหยั่งข่อง ซาวแหน้องสิควง
ขั้นบ่อมีขอนข่วง แหน้องสิหว่านลง เด้..โอ้ย ๆ..น้อละน่อ
๔) กลอนลำลา เป็นกลอนลำหลังจากที่ได้รับของเซ่นไว้ จากผู้เก็บป่วยแล้ว เป็นที่พอ
ใจ ผีที่มาเข้าทรงจะกลับถิ่นฐานตน ดังตัวอย่าง
เมีย(กลับ)ละนอไท่สายใจอ้ายอีพี่ ให้เจ้าคืนเมียห้องภูเขาวงโค้งใสจอ
เมียละนออ้ายจอมพี่ชายอ้ายอีพี่ แต่มื้อนี่ให้พี่มีใจหายโพยภัย
ลดละไข่ กะยือ(โรคปอด) อย่าสะได่มาผ่า มีแม่น้ำสายเจ้าให้ล่วงหาย
ให้เจ้าเอาไปทิ่มเมืองปัจจิมมิดอิ่มซิม เอาไปทิ่มใส่น้ำทะเลกว้างกะล่องหนีบุญมี เอ้ย.ละน่า
๕) กลอนลำอวยพร เป็นกลอนลำที่อวยพรให้ผู้ป่วยมีกำลังในในการต่อสู้กับโรคภัยที่
เจ็บป่วย มีความสบายอกสบายใจซึ่งหมอลำทรงในเชิงจิตวิทยาอันจะทำให้คนไข้มีความรู้สึกอบอุ่นไม่ถูกทอดทิ้ง แล้วมีความหวังในการต่อชีวิตอยู่ต่อไปดังตัวอย่าง
โอ้ย....สมควรแล้ว ๆ ต่าวลาเมือ โอ่ย ๆ.. เอาแต่มื้อนี้ให้มีแต่ความสุข
อันตรายพายทุกข์อย่าสะมีมาใกล้ เก็บปวดไข่หนาวใน ๆ ก็ให้ซ่วง
ให้เจ้าหายโศกฮ่อนไปกล่ำฝ่ายเย็น ดี ๆ นี้ไผ่เห็นก็อยากเบิ่ง
ให้เจ้าย่างย่อง ๆ กลางบ้านให้เพินแยง...สาเด้อ
กลอนลำเป็นองค์ประกอบหนึ่งการลำทรงยังประโยชน์ ทางด้านเป็นสื่อภาษาติดต่อระหว่างมนุษย์กับผีเพื่อสร้างความเข้าใจเป็นการยุติมิให้มีผี มารังควานทำความเดือดร้อนให้ผู้ป่วยอีก นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความไพเราะสนุกสนาน ในทำนองคำกลอนทำให้ผู้ป่วยคลายกังวลลืมทุกข์ที่ตนเองได้รับ
อุปกรณ์
ในเรื่องการแต่งกายตามที่ได้สอบถาม นางชะอม พรหมา ที่พบเห็นไม่แน่นอนเห็นแต่งตัวด้วยเสื่อผ้าใหม่ ๆ บางคณะจะมีสะใบเฉลียงบ่า นุ่งผ้าซิ่นมัดหมี่ มีดอกไม้ทัดหู แต่บางคณะก็ใส่เสื้อผ้าธรรมดามีบางคณะผีเป็นผู้บอกให้แต่งตัวอย่างไร ผู้ป่วยต้องแต่งตามคำแนะนำของหัวหน้าคณะจึงจะถือว่าเป็นบริวาร คณะที่แต่งตัวธรรมดานั้นการเข้าเป็นสมาขิกคือมานั่งอยู่ต่อหน้าคายรักษาแล้วหัวหน้าเอาฝ้ายผูกแขนรับ ก็ถือว่าเป็นสมาชิกแล้วในคณะลำทรงส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่สูงอายุแล้ว การที่จะแต่งตามลักษณะตัวละครเหมือนลำหมู่คงไม่เหมาะสมการแต่งกายของคณะ แม่คำแปลง ปะนะมัง ประกอบด้วย
๑) หญิงจะแต่งตัวด้วยผ้าซิ่นมีขอบตะเขบล่างเสื้อผ้าฝ้ายแขนยาวทัดดอกไม้แต่คณะของแม่คำแปลง ปะนะมัง แต่งกายด้วยผ้าซิ่นไหมหรือผ้าฝ้ายมีขอบตะเขบล่างเสื้อผ้าฝ้ายหรือเสื้อไหม
๒) ชายผู้เป็นหมอแคนใส่กางเกงขายาว เสื้อไหมพระราชทานหรือเสื้อทรงสุภาพ

อุปกรณ์ประกอบพิธีกรรม
คายรักษา
หมอลำทรง มีอยู่แทบทุกหมู่บ้านในจังหวัดขอนแก่น แต่มีอยู่บ้างเกี่ยวกับเครื่องคายรักษา
ของแต่ละคณะอาจแตกต่างกัน ทั้งนี้คงเป็นเพราะครูสอนครอบให้ต่างกันหรือบางครั้งหาไม่ได้ เช่น
ดอกจำปาลาว(ดอกลั่นทม) ก็ใช้ดอกไม้สีขาวอย่างอื่นแทนส่วนคายรักษาของคณะ นางคำแปลง ปะนะมัง ได้แก่
๑. ขันหมากเบ็งพร้อมฝ้ายผูกแขน(บายศรีขนาดเล็ก)
๒. ขัน ๕ (ดอกไม้ ๕ คู่ เทียน ๕ คู่)
๓. ผ้าถุง ๑ ผืน
๔. แพรวา (ผ้าขาวม้า ๑ ผืน)
๕. เหล้าขาว ๑ ขวด
๖. ไข่ ๒ ฟอง (ไข่ดิบ)
๗. หวี ๑ ด้าม
๘. กระจกเงา ๑ บาน
๙. เงิน ๔ บาท
๑๐. ห่อนิมนต์ (เทียน ๒ เล่ม ดอกไม้ ๒ ดอก ห่อด้วยใบกล้วย)
๑๑. ซวย ๕ อัน (ใบตองทำเป็นกรวย) แต่ละอันมีเทียน ๑ คู่ ดอกจำปาลาว ๑ คู่
๑๒. มาลัยดอกจำปาลาว
๑๓. น้ำมันทาผม
๑๔. เทียนเล่ม ๑ บาท ๑ เล่ม
๑๕. ข้าวสาร ๑ ถ้วย
๑๖. น้ำหอม ๑ ขวด
๑๗. เงินค่าตอบแทนเป็นค่าเสียเวลาค่าเดินทางแล้วแต่จะตกลงกัน คณะของแม่คำแปลง
จะอยู่ในราคา ๒,๕๐๐ - ๓,๐๐๐ บาท ในสมัยก่อน จะไม่มีหมอคนใดกินคายมากชาวบ้านจะถือเป็นปอบแล้วไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย
๑๘. เครื่อง ๙ จะอยู่ในกระทง ๙ ห้อง ๆ ละ ๙ อย่าง ได้แก่
๑) ขนม
๒) หมาก
๓) พลู
๔) ข้าว
๕) ปลา
๖) วัว
๗) ควาย
๘) ช้าง
๙) ม้า
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
หัวหน้าคณะ
นางคำแปลง ปะนะมัง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๒๙/๒ หมู่ที่ ๑ ตำบล ในเมือง อำเภอเมือง
จังหวัดขอนแก่น บนเนื้อที่ ๑ งาน ๗๔ ตารางวา อาศัยอยู่มานานเกือบ ๔๐ ปี เป็นย่านชุมชนเมือง
นางคำแปลง ปะนะมัง อายุ ๗๐ ปี เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ อาชีพ รับจ้างทั่วไป เป็นบุตรของ
นายพิณ หมั่นเดช และนางอึ หมั่นเดช เริ่มลำทรงเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ (อายุ ๕๘ ปี)สืบทอดจากนางอึ ปะนะมัง ผู้เป็นแม่ นับถือศาสนาพุทธ มีพี่น้องรวมกัน ๙ คน คือ
๑. นางชะอม พรมมะ
๒. นางหนูแดง หมั่นเดช (เสียชีวิต)
๓. นางคำเบ้า หมั่นเดช
๔. นางคำแปลง ปะนะมัง
๕. นางจันทา วาจาสิทธิ์
๖. นางพนิดา กองแก้ว
๗. นายจอ หมั่นเดช
๘. นายจวน หมั่นเดช
๙. นายชวน หมั่นเดช
นางคำแปลง ปะนะมัง สมรสกับ นายนพดล ปะนะมัง พ่อค้าขายหมู มีบุตรด้วยกัน ๖ คน
๑. นางมนทิชา ทวีชื่น บุตรสาว
๒. นายสมจิตร ปะนะมัง (เสียชีวิต)
๓. นายนิมิตร ปะนะมัง บุตรชาย
๔. นางสาวมนทา ปะนะมัง บุตรสาว
๕. นายนริศ ปะนะมัง บุตรชาย
๖. นางเสาวภา อุดมโชค บุตรสาว
การคมนาคม ระยะทางห่างจากตัวเมือง ๑ กม. ถนนคอนกรีต การคมนาคม ไปมาสะดวกสามารถเดินทางได้ด้วย
- รถยนต์โดยสารสองแถวสาย โนนทัน - โคกท่า จำนวน ๑๐๐ เที่ยว/วัน และรถรับจ้างทั่วไป
- รถยนต์/จักรยานยนต์ส่วนตัว
หมอแคน
นายอำพร คงกุทอง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๑๖ ถนนประชาราษฎร์ หมู่ที่ ๑๔ ตำบล บ้านตูม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โทรศัพท์ ๐–๗๙๕๓–๓๔๙๖ มีเนื้อที่ ๑ งาน ๒๖ ตารางวา อาศัยอยู่มานานเกือบ ๖๗ ปี เป็นย่านชุมชนประกอบอาชีพค้าขายและรับจ้างทั่วไป เกิดเมื่อ วันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๒ อาชีพ รับจ้างทั่วไป เป็นบุตร นายธรรม คงกุทอง และ นางสา คงกุทอง มีพี่น้องรวมกัน ๘ คน คือ
๑. นายสาคร คงกุทอง
๒. นายอำพร คงกุทอง
๓. นางทองดี ขันซ้าย
๔. นายแซม คงกุทอง
๕. นายสถิตย์ คงกุทอง
๖. นางสายทอง คงกุทอง
๗. นางสมจิตร คงกุทอง
๘. นางสมคิด คงกุทอง
เริ่มเป่าแคนเมื่ออายุ ๑๒ ปี สืบทอดจาก บิดา ความเป็นมาก่อนที่จะมาเป่าลำทรง เป่าแคนลำเรื่อง
ลำกลอน และ ลำซิ่งมาก่อน เป่าลำทรงมาแล้ว ๒๐ ปี ลายที่เป่าเป็นลายใหญ่ นับถือศาสนาพุทธ
สมรสกับ นางหนู คงกุทอง อาชีพรับจ้างทั่วไป มีบุตรด้วยกัน ๕ คนเป็นชาย ๔ คน หญิง ๑ คน
๑. นายประเสริฐ คงกุทอง
๒. นายถวัลย์ คงกุทอง
๓. นายสุบรรณ์ คงกุทอง
๔. นางอรุณรัตน์ คงกุทอง
๕. นายวิทยา คงกุทอง

การคมนาคม ระยะทางห่างจากตัวเมือง ๑.๕ กม. ถนนคอนกรีต การคมนาคม ไปมาสะดวกสามารถเดินทางได้ด้วย
- รถยนต์โดยสารสองแถว สาย ดอนบม-สามเหลี่ยม จำนวน ๙๐ เที่ยว/วัน และรถรับ
จ้างทั่วไป
- รถยนต์/จักรยานยนต์ส่วนตัว
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
นายวัลลภ ศรีธรราษฎร์
นายอดิศักดิ์ อุดมทรัพย์
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    10850 views