พิมพ์

การเส็งกลองกิ่ง

ชื่อรายการ
การเส็งกลองกิ่ง
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

การเส็งกลองกิ่ง
จังหวัดอำนาจเจริญ

ประวัติความเป็นมา
               
กลองกิ่ง หรือกลองเส็ง เป็นกลองประเพณีมาแต่โบราณ ลักษณะการนำไปใช้ในงานจะแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของงานประเพณีนั้นๆ แต่ที่เหมือนกันคือ กลองกิ่งเป็นกลองที่ใช้ในการแข่งขันประชันความดัง เรียกว่า “การเส็งกลองกิ่ง”
                การเส็งกลอง หรือการแข่งขันตีกลองกิ่ง กำหนดจัดขึ้นเมื่อมีงานประเพณี โดยนิยมแข่งกันในงานบุญเดือนหก คือบุญบั้งไฟ โดยเริ่มทำการแข่งขันในวันโฮม (วันรวมกันรื่นเริง) เชื่อกันว่า เสียงของกลองจะดังไปถึงพญาแถน เมื่อพญาแถนได้ยินเสียงกลองกิ่ง เป็นสัญญาณให้เตรียมการสำหรับการปล่อยน้ำฝนลงมาเพื่อทำนาและยังเชื่อว่า ความดังของกลองกิ่งจะดังไปถึงผีสางเทวดา ให้รับรู้แทนคำพูดของมนุษย์
                การเส็งกลอง เป็นบทบาทของชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านที่แข็งแรงที่สุด เพื่อเป็นผู้ตีกลองกิ่ง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลองมีเสียงดัง ๓ ประการคือ
๑.บั้ง หรือไม้ตัวกลอง ถ้าเป็นไม้เนื้อแข็งมีเสียงดังดีมาก
๒.หนังหุ้มกลอง ต้องเลือกหนังที่ดี เหนียว ทนทาน ไม่ขาดง่าย
๓.คนตี ถ้าคุณภาพของกลองดีเท่ากัน วัดกันที่ความแข็งแรงของคนตี
              ในจังหวัดอำนาจเจริญ มีกลองกิ่งรวมประมาณ ๓๒ คู่ ที่อำเภอปทุมราชวงศา มี ๒๖ คู่ ในจังหวัดอำนาจเจริญ กลองกิ่งมีอายุเป็นร้อยปี ชาวบ้านจะนำเก็บไว้ที่วัด และรักษาไว้เป็นอย่างดี ต่อมามีผู้รื้อฟื้นประเพณีการเส็งกลอง จึงทำให้มีการนำมาเก็บไว้ที่บ้านและเกิดการซื้อ-ขายกลองกิ่งกันเป็นเชิงธุรกิจ โดยผู้ซื้อจะเลือกเฉพาะกลองเก่าที่มีอายุมาก ซึ่งมีผลกระทบต่อวัฒนธรรมการเส็งกลองของจังหวัดอำนาจเจริญ
                การทำกลองกิ่งในจังหวัดอำนาจเจริญ มีการสืบทอดมาแต่โบราณนิยมทำกลองในวัดและมีการถ่ายทอดการทำกลองในวัด มีพระภิกษุสามเณรเป็นผู้ทำกลองไว้ใช้งานแต่ละประเภท เช่น กลองเพล กลองหางหรือกลองยาว กลองแขก กลองแต่ กลองกิ่ง เป็นต้น
ลักษณะทางกายภาพของกลองกิ่ง

                ลักษณะของกลองกิ่ง ด้านบนกว้าง ด้านล่างแคบ หรือปากกว้างก้นแคบ ขึงหน้าด้วยหนังด้านที่มีปากกว้าง ขึงหนังหน้ากลองให้ตึงด้วยเชือกไนล่อน ส่วนมากมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางด้านบน ๔๐ เซนติเมตรขึ้นไป ความยาว แปรตามขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลาง โดยบวกเพิ่มเข้าไป ๓๐ เซนติเมตร
ส่วนประกอบที่สำคัญของกล่องกิ่ง
                ๑.ตัวกลอง
ใช้ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ประดู่ ไม้พะยูง ไม้ขนุนป่า เป็นต้น
                ๒.หนังกลอง
หรือหน้ากลอง ทำจากหนังวัวหรือหนังควาย ที่มีอายุ ๕ ปีขึ้นไป หรือควายที่ตกลูกมาแล้วอย่างน้อย ๓ ตัว โดยหนังของควาย ๑ ตัวจะนำมาทำหน้ากลองกิ่งได้ ๑ ใบ มีขั้นตอนการทำหน้ากลอง คือ นำหนังสดที่ได้มาแช่น้ำไว้ ประมาณ ๒ วัน แล้วทุบให้อ่อนนิ่ม เหลือเฉพาะส่วนที่เหนียวที่สุด แล้วนำมาขึงตากแดด ๑  อาทิตย์ จากนั้นนำมาตัดใส่หน้ากลอง เลือกส่วนที่เหนียวที่สุดของหนังควายคือบริเวณสันหลัง
               ๓.ไม้ตีกลอง
ด้ามทำด้วยไม้เชือก เพราะมีคุณสมบัติพิเศษ คือ เหนียว ยืดหยุ่น หรือ ไม้เค็ง ซึ่งมีความแข็งแรง หรือหวาย ไม้ตีกลอง ยาวประมาณ ๑๒-๑๕ นิ้ว นำมาเหลาให้ด้ามมีขนาดใหญ่ นำผ้ามาพันรอบเพื่อให้มีขนาดพอเหมาะในการจับ และมีเชือกผูกยึดให้แน่น หัวของไม้ตีกลองกิ่งทำด้วยตะกั่ว โดยต้มตะกั่วให้ละลายได้ที่ แล้วนำมาเทลงเบ้าหลอมที่ทำจากดิน รอจนตะกั่วหมาดจึงนำเอาด้ามเสียบเข้ากับตะกั่ว
ขั้นตอนและวิธีการเส็งกลอง
                เนื่องจากกลองเส็ง เป็นกลองที่จัดทำขึ้นมาเพื่อตีประโคมให้เกิดเสียงดังเป็นสำคัญ  ต่อมามีผู้คิดให้นำมาประชันหาความดังของกลอง จนกระทั่งเกิดการแข่งขันเอาแพ้เอาชนะกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงของวัดและหมู่บ้านที่เป็นเจ้าของ การตีกลองที่เป็นการแข่งขันจึงจำเป็นต้องอาศัยกติกาหรือหลักเกณฑ์ในการแข่งขันเพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรมขึ้น
การตั้งคณะกรรมการ
               บุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการต้องเป็นผู้ที่มีความอดทนต่อเสียงกลองเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันต้องมีความชำนาญในการฟังเสียงกลองและมีความรอบรู้ในเรื่องกลองเส็งเป็นอย่างดี เพราะหากการตัดสินไม่ตรงกับความรู้สึก หรือการได้ยินของชาวบ้านก็จะไม่ได้รับความเชื่อถือ ในอดีตเคยมีเรื่องเล่าว่าผู้ที่เป็นกรรมการตัดสินบางรายถึงกับต้องปีนต้นไม้ขึ้นไปฟังเสียงกลองเพื่อให้แน่ใจว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ กรรมการมีจำนวนเป็นเลขคี่ เช่น ๓ คน ๕ คน
การประกบคู่
               กรรมการจะต้องประกบคู่ (เปรียบคู่) เหมือนกับเปรียบมวย โดยยึดเอาขนาดของกลองเป็นเกณฑ์บางหมู่บ้านที่มีความพิถีพิถันก็ต้องดูอายุของผู้ตีด้วย เพราะถ้าใช้คนแก่มาตีแข่งขันกับคนหนุ่ม ก็สู้คนหนุ่มไม่ได้ บางหมู่บ้านนั้นก็ไม่เกี่ยงขนาดและอายุผู้ตี ในบางครั้งกฎเกณฑ์นี้จึงไม่เป็นกฎระเบียบที่ตายตัวนัก การกำหนดไม้ตี ตามปกติการแข่งขันกลองเส็ง นิยมแข่งขันการทีละ ๒ คณะแต่ละคณะใช้ทีมละ ๒ ลูก ใช้ไม้ตีลูกละอัน กำหนดผู้ตีคณะละ ๕ คน เรียงตามลำดับการตีว่า ผู้ตีไม้ ๑ ผู้ตีไม้ ๒ ผู้ตีไม้ ๓ ผู้ตีไม้ ๔ และผู้ตีไม้ ๕
               ในกรณีที่มีคณะกลองเส็งเข้าสมัครแข่งขันจำนวนมาก กรรมการมักจะใช้วิธีจับฉลากแบ่งสายให้เท่ากัน ทำการประกบคู่ให้เสร็จและกำหนดวันเวลาแข่งขันให้ทราบ เพื่อให้ผู้แข่งขันได้เตรียมความพร้อม หลังจากประกบคู่แล้ว ผู้เข้าแข่งขันต้องรับทราบเกี่ยวกับระเบียบการแข่งขันด้วย
ระเบียบการแข่งขันกลองเส็ง มีดังนี้
                ๑.การแต่งกาย ผู้ตีกลองต้องแต่งกายในรูปแบบที่เน้นถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาวอีสานเป็นหลัก เช่น ใส่เสื้อม่อฮ่อม นุ่งโสร่ง
                ๒.การกำหนดกลอง กลองที่นำมาแข่งขันหลังจากประกบคู่แล้ว เมื่อถึงเวลาแข่งห้ามเปลี่ยนเอากลองลูกอื่นมาตีแทน
                ๓.การกำหนดผู้ตี ก่อนแข่งขันผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องเข้ารายงานตัวก่อน ๑ ชั่วโมง มิฉะนั้นจะถูกปรับแพ้
                ๔.ไม้ตีกลอง สามารถใช้ได้เพียง ๑ คู่ หากไม้หลุดมือ ต้องถูกหักคะแนน เรียกว่า หมดหนทางสู้
                ๕.กำหนดเวลา เมื่อถึงเวลาทำการแข่งขันผู้ตีทั้ง ๕ คน ให้อยู่ในบริเวณแข่งขัน ต้องเรียงคนตามที่กรรมการเรียกห้ามสลับตัวผู้ตีโดยเด็ดขาด
                ๖.วิธีตีแข่งขัน ผู้แข่งขันสังเกตสัญญาณธงเขียวพัดไป-มาอยู่แสดงว่าเริ่มตี และหากหยุดตี กรรมการจะยกธงขึ้น
               ๗.การตัดสิน จะยึดเอาหลักความดังของเสียงเป็นเกณฑ์ หากฝ่ายใดชนะ กรรมการจะให้ ๑ คะแนน แต่ถ้าแพ้ให้ ๐ คะแนน
               ๘.การปรับให้แพ้ มีหลายกรณีตามข้อ ๑,๒,๓
               ๙.ถ้าหน้ากลองฉีดขาดขณะแข่งขัน แสดงว่าผู้นั้นเป็นผู้แพ้
               ๑๐.ผลการตัดสิน หากกรรมการทั้ง ๕ ตัดสินแล้วจะเป็นผลทันที ไม่มีการประท้วงทั้งสิ้น
อุปกรณ์ในการตีกลอง
               ๑.ไม้ตีกลอง
ทำจากไม้เชือก ซึ่งให้ความแข็งเหนียว ยืดหยุ่นเป็นพิเศษ ไม่หักง่าย จะใช้เพียงคนละ ๑ คู่เท่านั้น ไม้มีทั้งเป็นไม้และเหล็ก ส่วนหัวไม้มีทั้งเป็นยางและตะกั่ว
               ๒.ขาหยั่ง
บางครั้งเรียกว่า ขาตั้ง หรือไม้ขาดุ่ง ทำจากไม้เนื้อแข็งใช้ไม้ ๑๒ ท่อน ตีประกอบเป็นกากบาทจัดเป็นที่สำหรับผูกกลองเพื่อตีแข่งขันสำหรับคู่แข่งทั้งสองทีม การจัดหาขาหยั่งเป็นหน้าที่ของกรรมการจัดเตรียมไว้ในการแข่งขัน
รางวัลค่าตอบแทน
                รางวัลในสมัยก่อนเป็นของกิน ของใช้  มีตะกร้าไม้ไผ่สาน ประกอบด้วย ไหม ขนม น้ำอ้อย กล้วย ข้าวต้มมัด ปัจจุบันเป็นเงินสด หรืออาจเป็นโล่เกียรติยศหรือถ้วยรางวัล และเกียรติบัตร
ความสัมพันธ์ระหว่างกลองเส็งกับชาวบ้าน
               กลองเส็งกับวิถีชีวิตชาวอีสานมีความผูกพันกันมากและมีมานานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งชาวอีสานมีความเชื่อเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของกลองเส็ง ความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือธรรมชาติและผีสางเทวดาเชื่อโชคลางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนด้านความสัมพันธ์กับสังคม ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลองเส็งส่วนใหญ่มีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีน้ำใจ รู้จักช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสังคมอื่นๆ หากเป็นผู้ตีกลอง เป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ นิสัยร่าเริง รู้จักให้อภัยบุคคลอื่น สำหรับช่างทำกลอง เป็นผู้ที่มีภูมิปัญญาใช้ความสามารถและเทคนิคต่างๆสร้างสรรค์ประดิษฐ์ตกแต่งวัสดุ ทำให้เกิดเสียงเพื่อเป็นสัญญาณต่างๆ โดยเฉพาะเพื่อให้สังคมโลกได้รู้ว่า นี่คือสัญลักษณ์อันเป็นมรดกของคนอีสานโดยแท้จริง
เก็บข้อมูล ณ อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๙
โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ และสภาวัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ

ประวัติความเป็นมา
กลองกิ่ง หรือ กลองเส็ง เป็นกลองประเพณีมาแต่โบราณ เป็นกลองที่ใช้ในการจัดงานประเพณีต่าง ๆ
เช่น บุญผะเหวด บุญบั้งไฟ บุญแข่งเรือ ซึ่งในลักษณะการนำไปใช้ในงานประเพณีต่าง ๆ จะแตกต่างกันไป
ตามวัตถุประสงค์ของประเพณีนั้น ๆ แต่ที่เหมือนกัน คือ กลองกิ่งเป็นกลองที่ใช้ในการแข่งขันความดัง
เรียกว่า การเส็งกลองกิ่ง

สมัยก่อน การทำกิจกรรม หรือประเพณีจะนิยมจัดอยู่ในวัด จะเห็นว่าวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของคน
ในหมู่บ้าน ลูกหลานจะตามผู้ใหญ่เข้าวัดเพื่อเรียนรู้ในการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และการทำกลองกิ่งก็อยู่ในวัด
เช่นกัน ซึ่งในแต่ละวัดจะมีการทำกลองประเภทต่าง ๆ ไว้เพื่อใช้เป็นการส่งสัญญาณ เพราะกลองมีเสียงดัง
ทำให้คนในหมู่บ้านได้ยินและรับรู้ว่าเป็นสัญญาณบอกเรื่องราวตามที่ชาวบ้านตกลงกัน เช่น ถ้าตีกลองเพล
จะใช้ตีเพื่อบอกเวลา โดยมีลักษณะการตึเสียงสั้น ยาว แล้วแต่ศิลปะการตีกลองของแต่ละท้องถิ่น กลองกิ่ง
มักนิยมตีเพื่อบอกสัญญาณว่าให้มารวมกัน เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ หรือต้องการความร่วมมือ โดยสถานที่รวมกันคือที่วัด เหมือนกับทางภาคเหนือที่มีกลองสะบัดชัยนั่นเอง วัดหนึ่งจะมีกลองกิ่งเพียงหนึ่งคู่
เพื่อใช้ในงานและเมื่อมีประเพณีหรืองานพิธีกรรมจะนำออกมาใช้ ไม่นิยมเก็บไว้ที่บ้าน เพราะถือว่าเป็น
กลองของหมู่บ้าน
การเส็งกลอง หรือ การแข่งขันตีกลองกิ่ง จะจัดขึ้นเมื่อมีงานประเพณี โดยจะนิยมแข่งกันในงาน
บุญเดือนหก คือ บุญบั้งไฟ เชื่อกันว่า เสียงของกลอง จะดังไปถึงพญาแถน จะทำการแข่งขันในวันโฮม
(วันรวมกันรื่นเริง) ก่อนวันจุดหนึ่งวัน ตามความเชื่อที่ว่า เมื่อพญาแถนได้ยินเสียงกลองกิ่ง เป็นสัญญาณ


ให้เตรียมการสำหรับปล่อยน้ำฝนลงมาเพื่อจะได้น้ำทำนา เมื่อจะทำการเส็งกลอง ชาวบ้านจะทำการคัดเลือก
ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านที่แข็งแรงที่สุดเพื่อเป็นผู้ตีกลองกิ่ง เพราะการเส็งกลองกิ่งนี้ นิยมแข่งกันหลายหมู่บ้าน
เพราะบ้านหนึ่งจะมีกลองกิ่งเพียงคู่เดียวที่เก็บไว้ที่วัดเท่านั้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลองมีเสียงดัง ๓ ประการ
คือ
๑) บั้ง หรือไม้ตัวกลอง ถ้าเป็นไม้เนื้อแข็ง จะมีเสียงดังดีมาก
๒) หนังหุ้มกลอง จะต้องเลือกหนังที่ดี เหนียว ทนทาน ไม่ขาดง่าย
๓) คนตี ถ้าคุณภาพของกลองดีเท่ากัน จะวัดกันที่ความแข็งแรงของคนตี

ในการตัดสินการแข่งขันตีกลองกิ่งนี้ เดิม พระครูปริยัติวัฒนานุกูล วัดอำนาจเจริญ ได้เล่าให้ฟังว่า
เมื่อมีการแข่งกลองกิ่งนี้ จะแข่งในเวลา ๕ โมงเย็น ถึง สองทุ่ม จะประกบคู่กลองกันก่อน โดยคณะกรรมการ
ตัดสิน ประมาณ ๕ คน นั่งฟังเสียง ระยะห่างจากกลองในระนาบเดียวกัน บางแห่งจะใช้เทียนเป็นตัวตัดสิน
โดยจุดเทียนตั้งไว้ใกล้กับรูแพ กลองกิ่งหนึ่งใบจะมีรูแพเพียงหนึ่งรู เพื่อใช้ในการเก็บรักษากลอง และใช้
ตัดสินด้วยวิธีนี้ นั่นคือถ้ากลองใครเสียงดังจะทำให้เทียนดับ ถ้าเทียนใครดับก่อนจะเป็นผู้ชนะ ประโยชน์
ของการเส็งกลอง แต่โบราณถือเป็นการออกกำลังกายของผู้ชาย แสดงออกถึงความแข็งแรง เตรียมความพร้อมก่อนการทำนา การทำกลองกิ่งจึงเป็นศิลปะทางงานช่างฝีมืออย่างหนึ่ง ที่จะทำให้หมู่บ้านเป็นที่รู้จัก
ว่ามีความสามัคคี มีชายแข็งแรง มีวัดเป็นศูนย์รวมใจ
การทำกลองกิ่งในจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นการสืบทอดมาแต่โบราณ นิยมทำการในวัด มีการ
ถ่ายทอดการทำกลองกิ่งนี้ในวัด มีพระภิกษุ สามเณรในวัด เป็นผู้ทำกลองไว้ใช้ในงานแต่ละประเภท
เช่น กลองเพล กลองหาง หรือ กลองยาว กลองแขก กลองแต่ กลองกิ่ง
กลองกิ่งในจังหวัดอำนาจเจริญ มีมากที่อำเภอปทุมราชวงศา ประมาณ ๒๖ คู่ อยู่ตามอำเภอต่าง ๆ
ในจังหวัดอำนาจเจริญ รวมประมาณ ๓๒ คู่ กลองกิ่งมีอายุเป็นร้อยปี ชาวบ้านจะนำเก็บไว้ที่วัด และรักษา
ไว้เป็นอย่างดี ต่อมามีผู้รื้อฟื้นประเพณีการเส็งกลอง จึงทำให้มีการนำมาเก็บไว้ที่บ้าน และเกิดการซื้อขาย
กลองกิ่งกันเป็นเชิงธุรกิจ โดยผู้ซื้อจะเลือกเฉพาะกลองเก่าที่มีอายุมาก เป็นผลทำให้เกิดการสับสนทาง
ประวัติศาสตร์ จึงควรมีการปลูกจิตสำนึกให้มีความหวงแหนในสมบัติของหมู่บ้าน เป็นมรดกทางวัฒนธรรม
ของลูกหลานได้สืบสานต่อไป

เมื่อทำกลองกิ่งเสร็จแล้ว จะนำมาใช้ในงานประเพณี การเส็งกลอง การแห่บุญผะเหวด
ช่วงที่ไม่ได้ทำการแข่งขัน จะมีการดูแลรักษากลอง ซ่อมแซม ดูแล ปะติดหนังบริเวณที่ขาด หรือ
เย็บแล้วทาด้วยวาสลิน เพื่อรักษาหนังให้อยู่ได้นาน
กลองกิ่ง หรือ กลองเส็ง เป็นสิ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของคนอีสาน มานานตั้งแต่โบราณ
คนอีสานมีความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิกับกลองกิ่ง มีความนับถือธรรมชาติและผีสางเทวดา
เชื่อว่า ความดังของกลองกิ่งจะดังไปถึงผีสาง เทวดา ให้รับรู้แทนคำพูดของมนุษย์
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ ได้มีการอนุรักษ์ฟื้นฟู ประเพณีการเส็งกลองกิ่ง
ได้นำกลองกิ่งมาใช้ในพิธีเปิดงานฮีตสิบสองและงานกาชาด เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
โดยผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคนแรก
ในประเทศไทย ที่ตีกลองกิ่ง เปิดงานพิธี เป็นจุดเริ่มของการอนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบทอดศิลปวัฒนธรรม
ของท้องถิ่น ทำให้หน่วยงานในท้องถิ่นเริ่มให้ความสำคัญกับการเส็งกลองกิ่ง ในเทศกาลสำคัญของ
จังหวัดอำนาจเจริญ


ลักษณะทางกายภาพของกลองกิ่ง
ลักษณะของกลองกิ่ง จะมีด้านบนกว้าง ด้านล่างแคบ หรือปากกว้างก้นแคบ ส่วนมากมีขนาด
เส้นผ่าศูนย์กลางด้านบน ๔๐ เซนติเมตรขึ้นไป ความสูงของกลองกิ่ง จะต้องมีความเหมาะสมกับหน้ากลอง
นั่นคือ หน้ากลอง ๔๐ เซนติเมตร จะมีความสูงประมาณ ๗๐ เซนติเมตร และถ้าหน้ากลองเพิ่มขึ้น จะมี
ความสูงเพิ่มขึ้นตามด้วย
สาขา/ประเภท
ขนบ
กลองกิ่ง หรือ กลองเส็ง เป็นกลองประเพณีมาแต่โบราณ เป็นกลองที่ใช้ในการจัดงานประเพณี
เทศกาลต่าง ๆ เช่น บุญผะเหวด บุญบั้งไฟ บุญแข่งเรือ ซึ่งเป็นลักษณะการนำไปใช้ในงานประเพณีต่าง ๆ
จะแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของประเพณีนั้น ๆ แต่ที่เหมือนกัน คือ กลองกิ่ง เป็นกลองที่ใช้ใน
การแข่งขันความดัง เรียกว่า การเส็งกลอง
สมัยก่อน การทำกิจกรรม หรือประเพณีจะนิยมจัดอยู่ในวัด จะเห็นว่าวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจ
ของคนในหมู่บ้าน ลูกหลานจะตามผู้ใหญ่เข้าวัดเพื่อเรียนรู้ในการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และการทำกลองกิ่ง
ก็อยู่ในวัดเช่นกัน ซึ่งในแต่ละวัดจะมีการทำกลองประเภทต่าง ๆ ไว้ เพื่อใช้เป็นการส่งสัญญาณ เพราะ
กลองมีเสียงดัง ทำให้คนในหมู่บ้านได้ยิน และรับรู้ว่าเป็นสัญญาณบอกเรื่องราวตามที่ชาวบ้านตกลงกัน
เช่น ถ้าตีกลองเพล จะใช้ตีเพื่อบอกเวลา โดยมีลักษณะการตีเสียง สั้น ยาว แล้วแต่ศิลปะการตีกลองของ
แต่ละท้องถิ่น กลองกิ่ง มักนิยมตีเพื่อบอกสัญญาณว่าให้มารวมกัน เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ หรือ
ต้องการความร่วมมือ โดยสถานที่รวมกันคือที่วัด เหมือนกับทางภาคเหนือที่มีกลองสะบัดชัยนั่นเอง
วัดหนึ่งจะมีกลองกิ่งเพียงหนึ่งคู่ เพื่อใช้ในงาน และเมื่อมีประเพณี หรืองานพิธีกรรม จะนำออกมาใช้
ไม่นิยมเก็บไว้ที่บ้าน เพราะถือว่าเป็นกลองของหมู่บ้าน
ลำดับขั้นตอนการแสดง
เนื่องจากกลองเส็ง เป็นกลองที่จัดทำขึ้นมาเพื่อตีประโคมให้เกิดเสียงดังเป็นสำคัญ ต่อมามีผู้คิด
ให้นำมาประชันหาความเด่นว่ากลองคู่ใดจะมีเสียงดังกว่ากลองอื่น ๆ จนกระทั่งเกิดการแข่งขันเอาแพ้
เอาชนะกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงของวัดและหมู่บ้านที่เป็นเจ้าของการตีกลองที่เป็นการแข่งขัน จึงจำเป็นต้องอาศัยกติกา หรือหลักเกณฑ์ในการแข่งขัน จึงจำเป็นต้องอาศัยกติกา หรือหลักเกณฑ์ในการแข่งขัน
เพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรมขึ้น

การตั้งคณะกรรมการ
การตั้งกรรมการเพื่อให้ทำหน้าที่ตัดสินการแข่งขันการเส็งนั้น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นบันไดขั้นสุดท้าย เป็นเครื่องชี้ขาดและให้ความเที่ยงธรรมแก่ผู้เข้าแข่งขัน บุคคลที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการ ต้องเป็นผู้ที่มีความอดทนต่อเสียงกลองเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันต้องมีความชำนาญที่จะให้คะแนนว่ากลองของฝ่ายใดดังกว่าและมีความรอบรู้ในเรื่องกลองเส็งเป็นอย่างดี เพราะหากการตัดสินไม่ตรงกับความรู้สึก หรือการได้ยินของชาวบ้าน ก็อาจจะถูกชาวบ้าน ก็อาจจะถูกชาวบ้านโห่หรือขว้างปาเอา ในอดีต เคยมีเรื่องเล่าว่า ผู้ที่เป็นกรรมการตัดสินบางราย ถึงกับต้องปีนต้นไม้ขึ้นไปฟังเสียงกลอง เพื่อให้แน่ใจว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ การตั้งกรรมการมีจำนวนเป็นเลขคี่ เช่น ๓ คน ๕ คน

การประกบคู่
การประกบคู่ คือ การเลือกหาคู่ที่เหมาะสมเข้าแข่งขันกัน จำเป็นต้องมีการกำหนดกติกา เหมือนกับ
การเล่นกีฬาประเภทอื่น ๆ คือ
๑. กรรมการจะต้องประกบคู่ (เปรียบคู่) เหมือนกับเปรียบมวย โดยยึดเอาขนาดของกลางเป็นเกณฑ์
บางหมู่บ้านที่มีความพิถีพิถัน ก็ต้องดูอายุผู้ตีด้วย เพราะถ้าใช้คนแก่มาตีแข่งขันกับคนหนุ่ม ก็สู้คนหนุ่มไม่ได้
บางหมู่บ้านนั้นก็ไม่เกี่ยงขนาด ขอให้ได้แข่งขันเหมือนนักมวยไม่เกี่ยงน้ำหนัก ในบางครั้งกฎเกณฑ์นี้จึงไม่เป็นกฎระเบียบที่ตายตัวนัก
๒. การกำหนดไม้ตี ตามปกติการแข่งขันกลองเส็ง จะแข่งขันกันทีละ ๒ คณะ แต่ละคณะจะใช้
ทีมละ ๒ ลูก ใช้ไม้ตีลูกละไม้ กำหนดผู้ตีคณะละ ๕ คน ซึ่งเรียงตามลำดับการตีว่า ผู้ตีไม้ ๑ ผู้ตีไม้ ๒
ผู้ตีไม้ ๓ ผู้ตีไม้ ๔ ผู้ตีไม้ ๕
ในกรณีที่มีคณะกลองเส็งเข้าสมัครแข่งขันจำนวนมาก กรรมการมักจะใช้วิธีจับฉลากแบ่งสาย
ให้เท่ากันทำการประกบคู่ให้เสร็จและกำหนดวันเวลาแข่งขันให้ทราบเพื่อให้ผู้แข่งขันได้เตรียมความพร้อม หลังจากประกบคู่แล้ว ผู้เข้าแข่งขันจะต้องรับทราบเกี่ยวกับระเบียบการแข่งขันด้วย

ระเบียบการแข่งขัน
ปัจจุบันการตัดสินกลองเส็งมีความแตกต่างกันไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการตกลงของคณะกรรมการ
เป็นสำคัญ ตัวอย่างเช่นในสมัยโบราณ บางแห่งใช้การจุดเทียนตั้งไว้ให้ผู้ตีกลองแต่ละฝ่ายโหมตี ถ้าฝ่ายใด
สามารถตีกลองจนความสั่นสะเทือนของเสียงทำให้เทียนดับได้ก็ถือว่าชนะ

ระเบียบการแข่งขันกลองเส็ง มีดังนี้
๑. การแต่งกาย ผู้ตีกลองจะต้องแต่งกายในรูปแบบที่เน้นถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาวอีสาน
เป็นหลัก เช่น ใส่เสื้อม่อฮ่อม นุ่งโสร่ง
๒. การกำหนดกลอง กลองที่จะนำมาแข่งขัน หลังจากประกบคู่แล้วเมื่อถึงเวลาแข่งห้ามเปลี่ยน
เอากลองลูกอื่นมาตีแทน
๓. การกำหนดผู้ตี ก่อนแข่งขันผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องเข้ารายงานตัวก่อน ๑ ชั่วโมง มิฉะนั้นจะถูก
ปรับแพ้
๔. ไม้ตีกลอง สามารถใช้ได้เพียง ๑ คู่ หากไม้หลุดมือ จะถูกหักคะแนน เราเรียกว่า หมดหนทางสู้
(แพ้ฟาล์ว)
๕. กำหนดเวลา เมื่อถึงเวลาจะทำการแข่งขัน ผู้ตีทั้ง ๕ คน จะอยู่ในบริเวณแข่งขัน ต้องเรียงคน
ตามที่กรรมการเรียก ห้ามสลับตัวผู้ตีโดยเด็ดขาด
๖. วิธีตีแข่งขัน ผู้แข่งขันจะดูสัญญาณ ธงเขียวพัดไปมาอยู่แสดงว่าเริ่มตี และหากหยุดตีกรรมการ
จะยกธงขึ้น
๗. การตัดสิน จะยึดเอาหลักความดังของเสียงเป็นเกณฑ์ หากฝ่ายใดชนะ กรรมการจะให้ ๑ คะแนน
แต่ถ้าแพ้ก็จะให้ ๐ คะแนน
๘. การปรับให้แพ้ มีหลายกรณีตามข้อ ๑, ๒, ๓
๙. เหตุสุดวิสัย ถ้าขณะแข่งขันหน้ากลองกับฉีกขาดแสดงว่าผู้นั้นเป็นผู้แพ้
ผลการตัดสิน หากกรรมการทั้ง ๕ ตัดสินแล้ว จะเป็นผลทันทีไม่มีการประท้วงทั้งสิ้น
อุปกรณ์
๑. ไม้ตีกลอง ทำจากไม้เชือก ซึ่งจะเข็งเหนียวยืดหยุ่นเป็นพิเศษ ไม่หักง่าย จะเหลาให้กลม
ขนาดปลายนิ้วก้อย ยาวประมาณ ๑ ศอก ที่ด้ามถือจะพันด้วยผ้า ประมาณ ๒ – ๓ รอบ เพื่อไม่ให้เจ็บมือ
หลุดมือ และจะทำให้กระชับมือยิ่งขึ้น ในขณะตีแข่งขัน ช่างจะทำไว้หลาย ๆ คู่ แต่ระหว่างแข่งขันนั้น
จะใช้เพียงคนละ ๑ คู่เท่านั้น ไม้จะมีทั้งแบบเป็นไม้และเหล็ก ส่วนหัวไม้ก็จะมีทั้งเป็นยางและตะกั่ว
ราคาคู่ละประมาณ ๑๐๐ บาท
๒. ขาหยั่ง เรียกอีกอย่างว่า ขาตั้ง หรือไม้ขาดุ่ง ทำจากไม้เนื้อแข็ง เส้นผ่าศูนย์กลาง ๖ เซนติเมตร
ยาวประมาณ ๒ เซนติเมตร ใช้ไม้ ๑๒ ท่อน ตีประกอบลักษณะโชว์กากบาท จัดเป็นทีสำหรับผูกกลอง
เพื่อตีแข่งขันสำหรับคู่แข่งทั้งสองทีม สำหรับขาหยั่งจะเป็นหน้าที่ของกรรมการจัดเตรียมไว้ในการแข่งขัน
ลักษณะเฉพาะอื่นๆ
ส่วนประกอบที่สำคัญของกลองกิ่ง

๑. ตัวกลอง เป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ประดู่ ไม้ยูง ไม้ขนุนป่า เป็นต้น
มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๔๐ เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวแปร
ตามขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลาง โดยบวกเพิ่มเข้าไป ๓๐ เซนติเมตร


๒.หนังกลอง หรือ หน้ากลอง ทำจากหนังวัว หรือ หนังควาย
ที่มีอายุ ๕ ปีขึ้นไป หรือ ควายที่ตกลูกมาแล้วอย่างน้อย ๓ ตัว
โดยหนังของควาย ๑ ตัว จะนำมาทำหน้ากลองกิ่งได้ ๑ ใบ มีขั้นตอน
การทำหน้ากลองเฉพาะถิ่น คือ นำหนังสดที่ได้มาแช่น้ำไว้ ประมาณ
๒ วัน แล้วทุบให้อ่อนนิ่ม เหลือเฉพาะส่วนที่เหนียวที่สุด แล้วนำมาขึง
ตากแดด ๑ อาทิตย์ จากนั้นนำมาตัดใส่หน้ากลอง เลือกส่วนที่เหนียวที่สุดของหนังควาย คือ บริเวณสันหลัง

๓. ไม้ตีกลอง ด้ามจะทำด้วยไม้เชือก เพราะมีคุณสมบัติพิเศษ คือ
เหนียว ยืดหยุ่น หรือ ไม้เค็งมีความแข็งแรง หรือ หวาย ยาวประมาณ
๑๒ – ๑๕ นิ้ว นำมาเหลา ให้ด้ามมีขนาดใหญ่ นำผ้ามาพันรอบ
เพื่อให้มีขนาดพอเหมาะในการจับ และมีเชือกผูกไว้ด้วย ใช้ในการยึด
ให้แน่น หัวของไม้ตีกลองกิ่งทำด้วยตะกั่ว โดยต้มตะกั่ว ได้ที่นำมาเทลง
เบ้าหลอมที่ทำจากดิน รอจนตะกั่วหมาด จะเอาด้ามเสียบเข้ากับตะกั่ว
การถ่ายทอดและการสืบทอด
ครูผู้สอน คือ นายพัด บ้านหนองไฮน้อย อำเภอปทุมราชวงศา ที่ตนไปรับซื้อกลองมาและเริ่มหัดตีและแข่งและทำการฝึกซ้อมเรื่อยมาไว้แข่งขันโดยการแบกหามไปเป็นทีม แต่ไม่ได้แข่งขัน ใช้ตีมาตลอด
เป็นเวลา ๖ ปี จนกลองพังและคิดว่าต้องหัดทำกลองเอาไว้ ทีมงานเริ่มตั้งแต่การตัดไม้มาตาก และทำให้
เป็นรูปทรง เจาะเป็นรูตรงกลางและขูดให้ละเอียดเรียบ โดยขวาน เหล็กแสลง ขูดเป็นรูปทรง ใช้เหล็ก
เป็นที่ยึดแล้วเจาะรูร้อยเชือก และเอาหนังมาหุ้มหนังวัวใหญ่ที่หน้ามาก โดยไปซื้อที่จำหน่ายเขียงเนื้อวัว
โดยไปเลือกเอาหนังมาผึ่งแดดให้แห้งประมาณ ๗ วัน เอาหนังมาหุ้มหน้ากลองและวัดขนาดให้ได้เท่ากับกลองและเจาะรูรอบ เพื่อใส่หนังกลองเอาเชือกขึง วัดให้ได้ขนาดเท่ากลองและเจาะรูแล้วนำเอาหนังนั้น
มาแช่น้ำ ๑ วัน เพื่อให้หนังนุ่มง่ายต่อการขึงหน้ากลอง ก่อนแช่เอาขนวัวให้หมดโดยการใช้ไม้ถาก
เอาขนออก เอาไว้แช่น้ำ ๑ วัน มาร้อยหูเอาไว้ขึงไว้หน้ากลองแล้วเอาไม้มาตัดขึ้นให้เป็นจำนวน ๒๙ หู
เอาเชือกมาร้อยประมาณ ๒ ก.ก. ๔ ขีด ขนาด ๘ ม.ม. เป็นเชือกไปร้อย และขึ้นกลอง และทดลองตี
ขึ้นกลองวันละ ๑ รอบ เพื่อให้หนังยืดออกจนได้เสียง ประมาณ ๗ วัน
วัสดุอุปกรณ์
๑. ไม้ทำกลอง ขนาดหน้า ๖๐ จำนวน ๒ ตัว (๑ คู่)
๒. ตะปู
๓. ไม้ขีดกงเวีย
๔. ไม้สำหรับทำลิ้นกลอง
๕. หนังวัวแก่ ๒ ผืน ขนาดเท่ากลอง
๖. เชือกขนาด ๘ ม.ม. ใหญ่สุด ลูกรอง ๒ ก.ก. ๔ ขีด
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
ประวัติช่างทำกลองกิ่ง
๑. นายเล็ด โอบอ้อม
เกิดวันที่ ๕ กรกฏาคม ๒๔๘๐
เดิมมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอตระการพืชผล
จังหวัดอุบลราชธานี
บิดาชื่อ นายกอง โอบอ้อม
มารดาชื่อ นางบัวสี โอบอ้อม
ย้ายมาอยู่ที่บ้านวินัยดี ต่อมาจึงมาอยู่บ้านนาหว้า
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ปัจจุบันมีอายุ ๖๙ ปี
อยู่บ้านเลขที่ ๑๐๘/๗ หมู่ ๓ บ้านแก้วมงคล ตำบลนาหว้า อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ
ภรรยาชื่อ นางนิตยา โอบอ้อม มีบุตร ๔ คน
ความสามารถด้านการทำกลองกิ่ง
ได้รับการถ่ายทอดมาจากรูปกลองที่ปู่ย่าตายายทำมาแล้ว นำมาประยุกต์ใหม่เป็นบางส่วน
แก้ไขบางอย่างเพื่อให้ความดังแรงขึ้น
ขั้นตอนและวิธีการทำกลองกิ่ง
ต้องเตรียม มีด ขวาน เลื่อย เสียม เพื่อไปตัดไม้ที่เห็นว่าไม่ได้ขนาด ตัดยาวประมาณ ๖๐ ถึง
๘๕ ซ.ม. กว้างประมาณ ๔๐ ถึง ๖๐ ซ.ม.

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำกลองกิ่ง
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำกลองกิ่ง ประกอบด้วย มีด ขวาน เลื่อย สิ่ว เสียม กบ ดินสอดำ
ค้อน ก้อนหินอ่อน ตลับเมตรเหล็กตะไบ

๒. นายเลียบ โอบอ้อม
เกิดเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๔๗๗
เป็นบุตรคนสุดท้องของคุณพ่อกอง – คุณแม่บัวสี
โอบอ้อม มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๘ คน
คือ นายเดือน โอบอ้อม, นางคำเลี่ยน, นายหมา,
นางคำจันทร์, นางคำพันธ์, นายบุญเหลือ,
นายบุญเรียบ และ นายเล็ด โอบอ้อม
การศึกษา
นายเล็ด โอบอ้อม จบการบัญชีชั้นสูง พิมพ์ดีดสัมผัสนาทีละ ๓๔ คำ จากโรงเรียนเพชรบุรี
การบัญชีวิทยาลัยอุบลราชธานี ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ นายเล็ด ได้อุปสมบทในพระพุทธศาสนาได้เป็นพระปฏิโมข
เรียบจบนักธรรมชั้นโท เมื่อได้ลาเพศพรมจันทร์แล้ว มาทำงานเป็นเสมียนบัญชีอยู่กับเถ้าแก่คล้าย อุดมศรี
ที่บ้านนาหว้า ได้รับเงินเดือน ๆ ละ ๒๐๐ บาท ทำงานได้หนึ่งเดือน เถ้าแก่ได้เพิ่มเงินเดือนขึ้นเป็นเดือนละ
๒๕๐ บาท ทำต่อมาอีกสี่เดือนเถ้าแก่ได้เพิ่มเงินเดือนให้ เดือนละ ๔๐๐ บาท ทำงานอยู่ประมาณสามปี
ก็ขอลาออกมาประกอบอาชีพส่วนตัว พอมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ก็ได้แต่งงานกับนางจวง มีบุตรด้วยกัน
สองคนเป็นเพศหญิง คนโตชื่อ นางพักจิรา คนน้องชื่อ สุจินดา โอบอ้อม พอมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๓
ก็ได้แยกทางกันเพราะความไม่เข้าใจกัน ส่วนลูกอยู่กับพ่อเป็นคนเลี้ยงดู พอมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๖
นายเล็ด โอบอ้อม ก็ได้แต่งงานใหม่กับ นางนิตยา โอบอ้อม มีบุตรด้วยกัน ๔ คน คือ นางสาวสมฤดี,
นางสาวจันทิมา, นายอเนชา และนายลิขิต โอบอ้อม
ประสบการณ์ในการทำงานในชุมชน
นายเล็ด โอบอ้อม เป็นผู้มีบทบาทเป็นผู้นำในชุมชน ดังนี้
- ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้เป็นกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนปทุมราชวงศา
- ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นประจำอำเภอปทุมราชวงศา
จังหวัดอำนาจเจริญ
- ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้เป็นประธานชุมชนบ้านแก้วมงคล
- ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้เป็นกรรมการ ก.ต.ต.ร. ประจำสถานีอำเภอปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ
- ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ วันที่ ๕ ธันวาคม ได้เป็นพ่อตัวอย่างแห่งชาติ อำเภอปทุมราชวงศา

ความสามารถในการทำกลองกิ่ง
เดิมชอบไปดู ไปศึกษาตามงานต่าง ๆ ต่อมาในปี ๒๕๓๖
จึงได้เป็นผู้ผลิตกลองกิ่งเอง เริ่มทำตอนอายุ ๕๖ ปี โดยมีผลผลิต
ที่ได้ทำมาประมาณ ๒๐ คู่

วิธีการทำกลองกิ่ง
ต้องคัดเลือกไม้มาทำตัวกลอง โดยดูที่ขนาดไม้
วัดจุดศูนย์กลางอย่างน้อยต้อง ๔๐ ซ.ม. และต้องเป็นไม้เนื้อแข็ง
(โดยเฉพาะไม้ประดู่) นิยมไม้ขนุน ไม้ประดู่ และไม้หว้าชมภู

ผลงานที่ปรากฎ
- เข้าร่วมการแข่งขันในระดับจังหวัด ได้รางวัลชนะเลิศในงานเส็งกลองกิ่ง งานสงกรานต์ของ
เทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ปี ๒๕๔๙
- รองชนะเลิศ อันดับ ๒ ในงานวันอนุรักษ์วัฒนธรรม มรดกไทยของสภาวัฒนธรรมจังหวัด
อำนาจเจริญ ปี พ.ศ. ๒๕๔๘
- ชนะเลิศการเส็งกลองกิ่ง ในงานบุญของบ้านวินัยดี ปี พ.ศ. ๒๕๔๘
- ชนะเลิศการเส็งกลองกิ่ง ที่วัดบ้านนาหว้า
- รองชนะเลิศการเส็งกลองกิ่ง ในงานของดีศรีปทุมราชวงศา ปี ๒๕๔๙

การรับงาน
๑. รับทราบข่าวสารจากผู้จัดงาน โดยการบอกกล่าวหรือมีหนังสือมาประสาน
๒. เมื่อทราบกำหนดวัน เวลาและสถานที่แข่งขันชัดเจนแล้ว จะนำทีมในชุมชน/หมู่บ้าน
ไปร่วมแข่งขัน

ค่าตอบแทน
แล้วแต่เจ้าภาพ โดยเข้าภาพจะเป็นผู้กำหนด ส่วนมากอยู่ในระหว่าง ตั้งแต่ ๑๐๐ บาท ถึง
๕,๐๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับผู้จัดงานและรางวัลที่ได้รับ

ได้รับการถ่ายทอด
- ได้ศึกษาจากกลองเก่า โดยศึกษาลักษณะ รูปทรง และโพรงกลอง (โกนกลอง) ตั้งแต่โบราณ
จะทำโกนกลองเป็น ๒ ด้าน หุ้มหนังทั้งสองด้าน สมัยโบราณใช้หนังวัว – ควาย (เรียกว่า หนังลิ้ว)
ใช้ตึงกลองแต่ปัจจุบันใช้เชือก
รางวัล
- รองชนะเลิศการเส็งกลองกิ่ง ในงานสงกรานต์ที่บ้านหนองผือ ตำบลหนองผือ อำเภอเขมราฐ
จังหวัดอุบลราชธานี ปี พ.ศ. ๒๕๔๙
ต่อมาได้ปรับประยุกต์ให้เหลือโกนกลองเพียงคืบด้านหน้า และปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับ
วิธีการตัดสินเสียงของการเส็งกลอง คือ จะใช้เสียงของความดังเท่านั้น เป็นเกณฑ์ตัดสิน (ใช้เครื่องเดซิเบล
วัดเสียง) แต่มีบางแห่งที่ยังคงอนุรักษ์วิธีการตัดสิน โดยใช้หูฟังเสียงกลองจากคณะกรรมการ ซึ่งจะมี
คณะกรรมการฟังเสียงประมาณอย่างน้อย ๓ คน ขึ้นไป

ขั้นตอนและวิธีการทำกลองกิ่ง
๑. เลือกขนาดไม้ ศูนย์กลางไม้ควรกว้าง ๔๐ – ๖๐ ซ.ม.
๒. จากนั้น นำไม้มาตัดเป็นท่อน ยาวประมาณ ๖๐ – ๙๐ ซ.ม.
๓. แล้วนำไม้มาถากให้เป็นรูปทรงกลอง โดยใช้ขวานและเหลาให้เกลี้ยงกลม
๔. แล้ววัดหน้าไม้ทีเราจะเจาะเป็นโพรงกลอง (โกนกลอง)
๕. เจาะลงในแนวลึก ให้เป็นรูปกรวย ปากกว้าง ก้นแคบ หรือ
ถ้าอยากให้เสียงดัง ก็จะเจาะเป็นรูปคอขวด บางครั้งจะเจาะ
เป็นรูปคล้ายกระโถน โดยใช้วิธีการขูดเนื้อไม้ให้เกลี้ยงเรียบ
๖. นำหนังวัว – ควาย ที่ตกแห้งแล้ว มาตัดเป็นรูปพอดี
กับหน้ากลอง (เอาหนังด้านในออกข้างนอก)
๗.หาเหล็กมาวัดส่วนของก้นกลองโดยรอบและเจาะกลองเป็นรู
จำนวนเท่า ๆ กับที่เจาะรูปหนังหน้ากลองประมาณ ๓๐ – ๓๕ รู
๘. แล้วเจาะหนังรอบ ๆ หน้ากลอง เพื่อทำเป็นรูเชือกร้อย สำหรับ
ตึงหนังกลอง (หนังที่จะใช้ต้องนำไปแช่น้ำให้นิ่มเสียก่อน
แล้วจึงนำมาห้องหน้ากลองได้)
๙. จากนั้น ใช้เชือกหรือหนังลิ้ว (ทำจากหนังสือวัว – ควาย)
นำมาบิดแล้วตากให้แห้ง เป็นเส้น ๆ)
๑๐.ตึงหนังกลองและเทนเสียงกลองให้เท่ากันทั้งสองกลองให้เป็นเสียงเดียวกัน เพราะจะใช้
ตีเป็นคู่ และการตีแต่ละครั้งก็ต้องตึงหน้ากลองและเทนเสียงทุกครั้ง เพื่อให้เสียงเท่ากัน

ผลงาน
ปี ๒๕๓๖ ชนะเลิศเส็งกลองกิ่ง วัดพระเหลา อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ
ปี ๒๕๓๖ ชนะเลิศเส็งกลองกิ่ง วัดนาหว้า อำเภอปทุมราชวงศา
ปี ๒๕๓๗ รองชนะเลิศ อันดับ ๒ บ้านคำมิ่ง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี
ปี ๒๕๓๗ รองชนะเลิศ อันดับ ๒ บ้านหัวเรือ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี
ปี ๒๕๔๗ รองชนะเลิศ อันดับ ๒ วัดศรีชมภู่ อเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ
ปี ๒๕๔๗ รองชนะเลิศ อันดับ ๓ บ้านโพธิ์ชัย อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดอุบลราชธานี
ปี ๒๕๔๘ รองชนะเลิศ อันดับ ๒ งานวัฒนธรรมจังหวัด อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ
ปี ๒๕๔๙ ชนะเลิศ อันดับ ๑ งานสงกรานต์เทศบาลเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ
ปี ๒๕๔๙ ชนะเลิศ อันดับ ๑ งานของดีศรีปทุมราช อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ
ปี ๒๕๔๙ ชนะเลิศ อันดับ ๑ วัดวินัยดี ตำบลนาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ

เทคนิคการทำกลองกิ่ง
เลือกไม้เนื้อแข็ง (ไม้ประดู่, ไม้ขนุน)
ตัดเป็นท่อนขนาด ๘๕ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๖๐ เซนติเมตร เจาะให้กลวง (โกน)
ความสูง ๗๕ เซนติเมตร หลังจากเจาะเสร็จ ตกแต่งภายในให้สวยงาม มาตกแต่งด้านนอกให้มีรูและ
ช่องว่างสำหรับให้ร้อยเชือกตึงหน้ากลอง
การเลือกหน้ากลอง ใช้หนังวัว ขนาดอายุ ๓ ลูกขึ้นไป นำมาตัดเป็นงอให้ขนาดพอเหมาะ
แล้วนำมาเจาะรูหนังให้สามารถใส่เชือกเพื่อติวหน้ากองพอสมควรแล้วทดลองเคาะดูให้ฟังดูเสียงไพเราะ

วัสดุที่ใช้ในการทำกลองกิ่ง
๑. ไม้ขาไร (เพื่อตึงหน้ากลอง)
๒. ร้อยเชือก ความยาวประมาณ ๑.๕ นิ้ว (หนึ่งนิ้วครึ่ง)
๓. ลิ่ม ใช้สำหรับขันขึ้นหน้ากลองให้ตึง
๔. มือสิ่ว ใช้สำหรับตึง
๕. ไม้รองตึง ตีหน้ากลอง
๖. ไม่ตีกลอง ใช้สำหรับตีกลอง

ค่าตอบแทน
- ค่าหน้ากลอง (ค่าขนส่ง คู่ละ ๕๐๐ บาท)
- ได้จากรางวัลจากการแข่งขัน

๓. นายพันธ์ สังฆวัตร
เกิด พ.ศ. ๒๔๘๖
เป็นบุตรแม่ใหญ่วัน – นายฟาง สังฆวัตร
เกิด ณ บ้านโคกพระ ตำบลนาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา
จังหวัดอำนาจเจริญ สมรสกับแม่ใหญ่ลา สังฆวัตร มีบุตรธิดา
๔ คน ชาย ๓ คน หญิง ๑ คน ได้แยกย้ายไปมีครอบครัว
ปัจจุบันอยู่กับบุตรคนที่ ๓ คือ นายไพรสัน สังฆวัตร
การทำกลองกิ่ง
เริ่ม พ.ศ. ๒๕๑๓ เมื่ออายุ ๒๗ ปี เนื่องจากได้เห็น ได้คุ้นเคย ได้ฟังเรื่องมาตลอด เนื่องจาก
หมู่บ้านได้มีอาชีพทำกลองกิ่งและมีจิตใจอยากทำและอยากตีกลอง โดยศึกษาจากประสบการณ์ที่บ้าน
ศึกษาในเรื่องการทำกลอง โดยการถามจากผู้ที่ทำอยู่ก่อนแล้ว ผลงานมีกลอง ๗ คู่ ขายไปแล้ว ๒ คู่
นายทองมาก จันทลือ บ้านท่าวังหิน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี อีกรายที่บ้านหินลาด อำเภอ
พิบูลมังสาหาร ซื้อไปเพื่อการแข่งขัน อยู่ที่อุบลราชธานีและไปที่พิพิธภัณฑ์ อำเภอพิบูลมังสาหาร
เพื่อการแข่งขัน ราคาขาย ขายให้ นายทองมาก ราคา ๒,๒๐๐ บาท และอุบล ราคา ๓,๓๐๐ บาท
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ คงเหลืออีก ๕ คู่ เก็บรักษาไว้เพื่อการแข่งขันในช่วงสงกรานต์ บุญเดือนหก
ผลงาน
- ได้รางวัลที่ ๑ งานสงกรานต์ภูถ้ำพระ อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ ได้รับรางวัล
๔,๐๐๐ บาท มีเข้าแข่งขัน ๒๐ คู่
- ได้รับรางวัลที่ ๒ เงินรางวัล ๒,๐๐๐ บาท ใบประกาศเกียรติคุณ งานบุญเดือนหก บ้านคำสมิง
ตำบลเกษม อำเภอตระกาลพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี
- ได้รางวัลที่ ๑ งานประเพณีสงกรานต์ที่ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เงินรางวัล ๑,๒๐๐ บาท
พร้อมโล่
- ได้รางวัลที่ ๑ งานอนุรักษ์มรดกไทย ได้รับถ้วยรางวัลและใบประกาศ
- ได้รางวัลที่ ๑ งานสงกรานต์ บ้านหนองผือ อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ
รายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ
การประกอบอาชีพการทำกลองกิ่ง จะทำกลองกิ่งหลังจากฤดูทำนา มีการดูแลเอาใจใส่และ
เก็บรักษากลองกิ่งอย่างดีเสมอ
การไปแข่งขัน จะไปเป็นหมู่คณะ คณะละ ๘ คน แบ่งหน้าที่กันตี การนำกลองกิ่งไปแข่งขัน
โดยการเช่าเหมารถยนต์ในการไปแสดง บางครั้งไม่คุ้มกับค่าเดินทาง แต่ไปเพื่อใจรักและอยากแสดง
ผลงานของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์



๔. นายตาล แสนสิงห์
เกิดวันที่ ๒ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๔๘๕
อายุ ๖๔ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๘๘ บ้านโคกพระ
ตำบลนาป่าแซง อำเภอปทุมราชวงศา
จังหวัดอำนาจเจริญ
ความสามารถทางด้านกลองกิ่ง
แข่งขันครั้งแรกที่บ้านโคกพระวินัยดี
วัดวินัยดี กลองกิ่ง ขายคู่ละ ๕,๘๐๐ บาท
ปัจจุบันราคากลองกิ่ง ๘,๐๐๐ บาท ต้องเป็นไม้ประดู่ ถ้าเป็นกลองหน้า ๖๐ ราคา ๘,๐๐๐ – ๑๕,๐๐๐ บาท
เคยได้รับโล่ของพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ที่งานประเพณีโบราณที่จังหวัดอุบลราชธานี
อยู่พิพิธภัณฑ์ โล่เป็นของบ้านโคกพระ กลองนายจันทร์ สีแล้ง ที่สลักไว้ในตัวกลอง แต่ที่จริง นายตาล
แสนสิงห์ เป็นคนทำกลอง แข่งครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๑๘
ขั้นตอนการทำกลองกิ่ง
ประเพณีชาวบ้านแต่ละหมู่บ้าน นายตาล แสนสิงห์ ไปเห็น ติดใจ เลยได้ไปถามปู่ ปู่ไปตีกลองขายใคร ประเพณีเดือน ๖ เลยนำมาทำ มีไม้ ๒ ท่อน มีไม้ประดู่ ไม้หว้า ไม้อีลุ่ม ใช้ขวานถาก มาแปรรูป
เป็นกลอง แล้วเจาะกลอง กว้างประมาณ ๔๐ เซนติเมตร ลึกประมาณ ๗๐ เซนติเมตร แล้วแต่หน้ากลอง ขูดทำให้สวยงาม
- เชือกทำจากหนัง หรือ ในล่อน (หนังสัตว์)
- ขึ้นหน้ากลอง ร้อยรูหนังหน้ากลอง ให้มันตึงมันแน่นเข้าด้วยกัน
- ขึ้นหน้ากลางได้แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาขัดหน้ากลอง ใช้เวลา ๑ – ๒ วัน
นำมาทำใหม่ให้หน้ากลองมันแน่น ขัดหน้า
- กลองแต่ละคู่ ทำประมาณ ๗ วัน
สรุป หน้ากลอง นำมาตากภายใน ๗ วัน ถึงจะแห้ง นำมาตัดเป็นหน้ากลอง


๕. นายอำคา แก่นกุล
เกิดวันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๘๔
อายุ ๖๕ ปี มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่อำเภอม่วงสามสิบ
จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๑
บ้านโสกใหญ่ หมู่ ๓ ตำบลลือ อำเภอปทุมราชวงศา
จังหวัดอำนาจเจริญ ภรรยาชื่อ นางอำคา แก่นกุล
มีบุตรชาย ๓ คน บุตรหญิง ๓ คน
ความสามารถในการทำกลองกิ่ง
ได้จัดทำกลองกิ่งร่วมกับคนในชุมชน โดยทำเป็นของส่วนรวม ทำได้ ๒ คู่แล้ว
คู่แรกแตก จึงได้จัดทำขึ้นใหม่
ผลงานที่ปรากฏ
นำไปแข่งขันที่บ้านลือ, บ้านแสนสุข, บ้านฤกษ์อุดม, บ้านพนา ทุกครั้งที่ไปแข่งขัน
จะได้รับชัยชนะและเสมอกัน ไม่เคยแพ้ การแข่งขันประมาณ ๒๕ ปี แต่ละปีหลายสนามแข่งขัน
แข่งเฉพาะงานประเพณีบุญเดือนหก นับได้ประมาณ ๑๐๐ ครั้ง
รายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ
- การรับงาน เป็นการทำในชุมชน อาศัยความร่วมมือของชาวบ้าน ไม่มีการรับงาน
- ค่าตอบแทน ไม่มี
- ได้รับการถ่ายทอดโดยการศึกษาจากคนรุ่นก่อนและการเรียนรู้ร่วมกันในชุมชน


๖. นายสังข์ ลีบัวลา
มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่บ้านน้ำอ้อมหนองนาคำ
อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๓๑
หมู่ ๓ บ้านโสกใหญ่ อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ ภรรยาชื่อ นางกัณฑ์ ลีบัวลา
มีบุตรชาย ๕ คน และบุตรหญิง ๓ คน
ความสามารถในด้านการทำกลองกิ่ง
ได้จัดทำกลองกิ่งร่วมกับคนในชุมชนซึ่งทำหลายคน ทำเป็นของส่วนรวม ๒ คู่ เนื่องจาก
คู่แรกแตกเลยทำขึ้นใหม่
ผลงานที่ปรากฎ
นำไปแข่งขันในสนามบ้านโสก บ้านลือ บ้านนาหว้า บ้านพนา เป็นกลองที่ชนะทุกสนาม
ในการแข่งขัน ประมาณ ๒๕ ปี ๑๐๐ สนาม แข่งขันในประเพณีบุญเดือนหก


รายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ
- การรับงาน เป็นการทำในชุมชน โดยอาศัยความร่วมมือของชุมชน เก็บไว้ที่วัด
ไม่มีเรื่องเศรษฐกิจ
- ค่าตอบแทน ไม่มี
- การสืบทอด ได้จากการเรียนรู้ในชุมชนและการถ่ายทอดต่อกันมา

ขั้นตอนการทำกลองกิ่ง บ้านโสกใหญ่
๑. ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำกลองกิ่ง เดือน ๕ – เดือน ๖
๒. ไม้ที่ใช้ในการทำกลองกิ่ง คือ ไม้ประดู่ หน้าเล็ก ขนาด ๔๐ – ๖๐ ซ.ม.
หน้าใหญ่ ขนาด ๘๐ ซ.ม.
๓. หนังที่ใช้ หนังควายด่อนสุดยอด อายุ ๔ ปี บริเวณหนังสันหลัง
- ตากแดดจนแห้ง ๔ – ๕ แดด
- ตัดใส่หน้ากลอง
- เจาะรู ๒ นิ้ว นำไปแช่น้ำ ๑ คืน ๑ วัน
- เอามาฆ่า (ทุบ) ด้วยฆ้อนจนนิ่ม
- นำมาขึ้นหน้ากลอง
- ริ้วหนัง เอามาตากแดด ไม่ต้องแช่น้ำ นำมาใช้เลย
- นำไม้กามาขึงให้แน่น ดึงไปจนรอบ
- ก้นใช้เชือกวารอบร้อย
๔. ตัวกลอง
- หน่วยกลอง หน้าชนหลัง จะได้มีขนาดเท่ากัน
- ๘๐ ซ.ม. สูง ๑๓๐ ซ.ม.
- ถากไม้ก่อนให้ขนาดเท่ากัน แล้วแต่รูปทรง
หน้า ๘๐ ก้น ๓๐ , หน้า ๖๐ ก้น ๒๐
- ขุดกลางเวียนออกนอก
- เจาะจนสุดเอาครั่งมาอุด (คั่งเอามาคั่วเหนียวติดกัน)
- เอาสิ่วเจาะก้น เอาลวดมาวง และใส่วาหนัง
๕. ไม้ตีกลอง
- ไม้เชือก คุณสมบัติ เหนียว ยืดหยุ่น อ่อนดี ตีกลองไม่หักง่าย
ขนาดยาว กลองเล็ก ๕๐ ซ.ม. ใหญ่ ๗๐ ซ.ม.
นำมาเหลาทรงกลม ด้ามเต็มกำมือ


- นำตะกั่วมาหลอม โดยขุดดินให้เป็นลูกปิงปอง หัวเท่าลูกมะนาว ๕๐
เท่าลูกปิงปอง ๗๐
๖. อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำ
- มีด
- สิ่ว
- เสียมขุด
- ไม้กากบาท
- ลวด
- หนัง
- ฆ้อน เข่ง



๗.นายชิน วามะขันธ์
เกิดวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๙๔
มีภูมิลำเนาเดิมอยู่อำเภอตระการพืชผล
จังหวัดอุบลราชธานี
ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๑๕๐ หมู่ ๑ บ้านนาหว้า
ตำบลนาหว้า อำเภอปทุมราชวงศา
จังหวัดอำนาจเจริญ
ความสามารถทางด้านการทำกลองกิ่ง
ได้ทำกลองกิ่งมาแล้ว ๕ คู่ หน้า ๘๐ จำนวน ๒ คู่ หน้า ๖๐ จำนวน ๓ คู่
ผลงาน
ไปแข่งขันที่อำนาจเจริญ ได้อันดับที่ ๔ แข่งที่อุบลฯได้อันดับที่ ๒ แข่งที่ตระการพืชผล
ได้อันดับ ๑ แข่งบริเวณอำเภอปทุมราชวงศา และอำเภอใกล้เคียง
รายละเอียดเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ
- การรับงาน ส่วนมากทำไว้ใช้เองในชุมชน เสร็จแล้วเก็บรักษาไว้ที่วัด
- ค่าตอบแทน ครั้งละ ๓๐๐ – ๕๐๐ บาท
- การสืบทอด ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อแอด พ่อเป้ย เป็นคนที่พาลูกหลานทำ

ขั้นตอนในการทำกลองกิ่ง
ตัดไม้ต้องใช้แรงชาวบ้าน เป็นท่อนยาวประมาณ ๙๐ ซ.ม. ต่อกลอง ๑ อัน นำมาหลอม
ด้วยขวาน ตกแต่งเป็นรูปทรง เจาะกลางใช้เครื่องทุนแรงเจาะ ตกแต่งภายในใช้เหล็กที่เป็นเหมือน
กระต่ายขูดมะพร้าว ตกแต่งภายใน
วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำกลองกิ่ง
เชือก หนังโค หนังกระบือ กลองจะใช้ไม้ประดู่ หรือ ไม้หว้า
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
ที่ปรึกษา
นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ
นายสามารถ ลอยฟ้า รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ
นายประวัติ รัฐิรมย์ ปลัดจังหวัดอำนาจเจริญ
นายอำนาจ จันทรเสนา ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ
ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอทุกอำเภอ
คณะทำงาน
นางเกศินี สวัสดี วัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ
นายพูนเกียรติ ศรีปัญญา ประธานศูนย์วัฒนธรรมอำเภอปทุมราชวงศา
นายทนงศักดิ์ ต้นวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรม 7 ว
นางกาญจนกานต์ ลุสมบัติ นักวิชาการวัฒนธรรม 6 ว
นางศิริพร จินาพร นักวิชาการวัฒนธรรม 6 ว
นายสำรวย พูลเพิ่ม นักวิชาการวัฒนธรรม 6 ว
นายไวพจน์ ทานะปัตย์ ช่างภาพ
เนื้อหา/รูปแบบ
นางเกศินี สวัสดี
นางกาญจนกานต์ ลุสมบัติ
นายสำรวย พูลเพิ่ม
นางจงจิต เค้ามาก
ฝ่ายศิลป
นายสำรวย พูลเพิ่ม
นางกาญจนกานต์ ลุสมบัติ
นางจงจิต เค้ามาก
พิสูจน์อักษร
นางจงจิต เค้ามาก
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    18904 views