พิมพ์

รำภาข้าวสาร

ชื่อรายการ
รำภาข้าวสาร
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคกลาง
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

                 คำว่า “ ลำภา ”   เป็นภาษาโบราณ  พบในเรื่องระเด่นบันได  แปลว่า “เที่ยวขอไป”   ชาวไทยจังหวัดปทุมธานีแต่โบราณนำมาใช้เรียก การลงเรือบอกบุญขอรับบริจาคข้าวสาร และสิ่งของต่าง ๆ ไปทำบุญทอดกฐินตามศรัทธา โดยจะเริ่มกระทำกันเมื่อออกพรรษาแล้ว เพราะในระหว่างที่ออกพรรษาชาวพุทธโดยทั่วไป จะนิยมทำการทอดกฐินและทอดผ้าป่าตามวัดต่าง ๆ ในรูปกฐินสามัคคี  คือให้เจ้าภาพรับทำบุญร่วมกันในการทอดกฐินแต่ละครั้งจะต้องลงทุนมาก  ต้องมีข้าวของเงินทอง เพื่อทางวัดจะได้อาศัยข้าวของเงินทอง หรือจตุปัจจัยที่นำไปทอดถวายนี้ บำรุงและซ่อมแซมวัด เป็นการสืบต่ออายุของพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนยาวนาน

                  การที่จะจัดทอดกฐินสามัคคีนี้ ต้องออกเรี่ยไรหรือบอกบุญไปยังชาวบ้าน โดยไม่ได้เจาะจง หรือกะเกณฑ์มากน้อยเท่าไร แล้วแต่จะให้ จึงจัดให้มีการร้องเพลงทำนองเชิญชวนให้ทำบุญ ซึ่งเรียกการเรี่ยไรชนิดนี้ว่า  “ลำภาข้าว”

                   สำหรับคำว่า “ลำภา”  มีผู้ใช้ทั้ง “ร” และ “ล”  บ้างสะกดว่า “รำพาข้าวสาร”  และ “รำภาข้าวสาร”  แต่จะใช้คำใดถูกต้องนั้นยังไม่มีข้อสรุปใด   จากการศึกษาเอกสารต่างๆ   (อ้างอิงจาก  ศรีจันทร์  น้อยสะอาด :  )  พบดังนี้

                    1.  เอกสารของกมล  เกตุสิริ  (อ้างอิงจาก ศรีจันทร์    น้อยสอาด : 56 )  ชื่อเรื่องเสียงดนตรีในภาษาไทย ได้นำเสนอที่มาของคำว่า “ ลำภาข้าวสาร”  จากบทละครเชิงบันทึกเหตุการณ์เรื่องระเด่นลันได ของพระมหามนตรี (ทรัพย์) ความในตอนต้นว่า

                                                “ มาจะกล่าวบทไป                              ถึงระเด่นรันใดอนาถา

                                เสวยราชย์องค์เดียวเที่ยวลำภา                          ตามตลาดเสาชิงช้าหน้าโบสถ์พราหมณ์”

                      จากข้อความในเรื่องระเด่นรันใด  เห็นว่าการใช้คำว่า “ลำภา”  มีปรากฏมานานอย่างน้อยเริ่มนับตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เป็นต้นมา ซึ่งจัดว่าเป็นคำโบราณ

                        2.  สนอง  คลังพระศรี  (อ้างอิงจาก  ศรีจันทร์  น้อยสะอาด)  : 56)   ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า  คำว่า “รำ” หมายถึงฟ้อน ระบำรำเต้นเป็นท่าทาง เช่นฟ้อนรำ  หมายถึงกิจกรรมที่มีท่าทางการจัดระเบียบร่างกาย ส่วนคำว่า “ลำ” หมายถึงถ้อยคำที่มีทำนองเป็นเรื่องราว เช่นการขับลำเล่านิทานเรื่องนั้น เรื่องนี้ เป็นต้น ดังนั้นการที่ใช้คำว่า “ลำภาข้าวสาร” น่าจะให้ความหมายได้ชัดเจนกว่า เพราะในการร้องเล่นลำภาข้าวสาร จุดเด่นอยู่ที่ภาษาการร้อง เพื่อเรี่ยไรหาข้าวสารไปถวายวัด

                        3.  อเนก  นาวิกมูล  (อ้างอิงจาก  ศรีจันทร์ น้อยสอาด  :  56 )   ให้ข้อคิดเห็นว่า คำว่า “รำพาข้าวสาร” และ “ลำภาข้าวสาร”  เท่าที่พบมีการใช้คำทั้งสองแบบ เพลงลำภาข้าวสารนี้จะใช้  ร  หรือ  ล ไม่ทราบแน่ เพราะตั้งแต่ทำการเก็บรวบรวมเอกสารปรากฏหลักฐานทั้งสองแบบ  แต่ทั้งสองแบบหมายถึงการละเล่นชนิดเดียวกันต่างกันที่อักษรเท่านั้น

                        4. พจี  บำรุงสุข ( อ้างอิงจากศรีจันทร์  น้อยสอาด  : 56 ) ให้ข้อคิดเห็นว่า การใช้ภาษาเกี่ยวกับเพลงลำภาข้าวสารเท่าที่พบเอกสารเกี่ยวกับการศึกษาเพลงพื้นบ้านจะใช้คำว่า “ลำภา” แทบทั้งสิ้นส่วน  “รำพา”  หรือ “ รำภา” สันนิษฐานว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงใช้ภายหลังก็เป็นได้

                       จากเอกสารดังกล่าว ศรีจันทร์  น้อยสอาด ( 2543 : 56)  จึงสรุปว่า คำว่า “ลำภาข้าวสาร” มีการใช้ทั้ง “รำพา” และ “ลำภา”  แต่เนื่องจากคำว่า “รำ”  โดยนัย แสดงอาการใช้มือประกอบท่าทาง คือเป็นการฟ้อนรำมากกว่า ขณะที่คำว่า “ลำ”  มีความหมายเกี่ยวกับคำร้อง ทำนอง และบรรยายเรื่องราว เพื่อเรี่ยไรข้าวสารจากชาวบ้าน ไม่ได้เน้นที่ท่าทางการฟ้อนรำแต่อย่างใด ดังนั้นคำว่า  “ลำภาข้าวสาร”  ควรใช้ “ล” เป็นตัวสะกด จึงน่าสอดคล้องกับความเป็นจริงมากกว่า  ส่วนคำว่า “ภา”  หรือ “พา”  นั้น  อาจมีความหมายเดียวกัน แต่เขียนต่างกันตามความนิยมในแต่ละยุคสมัย

ประวัติความเป็นมา
ในปี พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า “ เจ้าสัวสุ่น” และบุตรสาวชื่อ “น้อยระนาด” ได้พาครอบครัวลงเรือหนีพวกพม่า ล่องลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาในเวลากลางคืน พอสว่างได้เข้าพักหุงอาหารรับประทานกันที่ชายฝั่ง ที่เป็นที่ตั้งของวัดแจ้ง ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เมื่อรับประทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดินทางต่อไปยังกรุงธนบุรี “น้อยระนาด” เป็นหญิงงามมีความสามารถในการตีระนาดได้ไพเราะมาก ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าจอม ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) กรุงรัตนโกสินทร์ มีพระราชโอรสประสูติในวันเสาร์แรม 12 ค่ำ เดือน 3 ปีฉลู ตรงกับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2348 ได้รับพระนามว่า “พระองค์เจ้าชายกลาง” มารดาได้เป็น “เจ้าจอมมารดาน้อยระนาด” เมื่อพระองค์เจ้าชายกลาง ทรงเจริญวัยขึ้น ได้รับหน้าที่กำกับกรมช่าง ในรัชกาลที่ 3 ต่อมาในรัชกาลที่ 4 พระองค์เจ้าชายกลางได้ทรงกรมเป็นที่ “ กรมหลวงเทเวศร์วัชริน” ได้ทรงว่าความศาลราชตระกูล ได้เลื่อนเป็นกรมเทเวศร์วัชริน จนสิ้นพระชนม์ ในพ.ศ. 2419 พระชนมายุ 73 พรรษา ทรงเป็นต้นตระกูล “วัชรีวงศ์”
กรมพระเทเวศร์วัชรินทร์ มีบุตรชาย 1 พระองค์คือพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวัชรีวงศ์ (พระองค์เจ้าขาว) ผู้เสด็จมาบูรณะวัดแจ้ง เป็นประจำทุกปี ในสมัยนั้น และพระองค์เจ้าขาวนี้เป็นผู้ทรงริเริ่มให้มีการลำภาข้าวสารขึ้นในจังหวัดปทุมธานี เพื่อนำข้าวสารและปัจจัยที่ได้ไปทำบุญกุศลที่วัดแจ้ง ดังนั้นการขับร้องเพลงเพื่อลำภาข้าวสาร จึงเริ่มต้นด้วยการคารวะพระองค์ท่าน โดยการขึ้นต้นเพลงวรรคแรกว่า
“ เจ้าขาวลาละลอกเอย................”
เมื่อพระองค์เจ้าขาว สิ้นพระชนม์ไปแล้ว หม่อมราชวงศ์หญิงกระแส วัชรีวงศ์ และหลวงราชพงษ์ภักดี (เลี่ยม วัชรีวงศ์) บุตรของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวัชรีวงศ์ (พระองค์เจ้าขาว) จะนำกฐินมาทอด และมักจะมีการละเล่นโขน ฟ้อนรำ และรีวิวต่าง ๆ มาด้วยเป็นที่สนุกสนาน
สถานะภาพองค์ความรู้ที่มีอยู่
การละเล่นลำภาข้าวสาร มีจุดมุ่งหมายเพื่อขอสิ่งของและปัจจัยจากชาวบ้านมาทำบุญ ปกติโอกาสที่จะเล่นเพลงลำภาข้าวสารมีขึ้นในช่วงออกพรรษา ในปีหนึ่ง ๆ จะมีชาวบ้านจองกฐินและผ้าป่าตามวัดต่าง ๆ หากวัดใดยังไม่มีการจอง ชาวบ้านรวมกันจัดไปทอดกฐิน จัดเป็นรูปแบบกองกฐินสามัคคีโดยเป็นเจ้าภาพร่วมกัน ทั้งนี้เพราะในการทอดกฐินแต่ละครั้งต้องมีทุนมาก การลำภาข้าวสารเริ่มจากชาวบ้านรวมกลุ่มนัดหมายลงเรือพายไปยังบ้านช่องและสถานที่ต่าง ๆ เพื่อออกเรี่ยไรข้าวสารและปัจจัยในการทำบุญ ไม่มีการเจาะจงว่า ต้องทำบุญด้วยทรัพย์สิน เงินทอง หรือกะเกณฑ์กันอย่างไร ขณะเดินทางคณะลำภาข้าวสารต้องร้องเพลงเชื้อเชิญกันให้เจ้าของบ้านออกไปทำบุญ เมื่อเจ้าของบ้านได้ยินจึงเอาข้าวสารและสิ่งของมาบริจาคให้ หลังจากได้ข้าวสารและสิ่งของพอเพียงแล้วนำไปถวายวัดต่อไป
จากการศึกษาข้อมูลพบว่าการ “ลำภาข้าวสาร” ของจังหวัดปทุมธานี ในปัจจุบันมีการดำเนินการเฉพาะบางหมู่บ้านเท่านั้น และที่ชุมชนหมู่บ้านสำแล ตำบลกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมัณฑนา ชูพินิจ (2549 : สัมภาษณ์) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการ”ลำภาข้าวสาร”ไว้ดังนี้
1. เพื่อความสามัคคีของประชาชนในชุมชน/ท้องถิ่น
2. เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด
3. เป็นการเชิญชวนให้มีการทำบุญ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่ไม่สามารถไปทำบุญที่วัดได้
4. เพื่อนำสิ่งของที่ได้จากการบริจาค ได้แก่ข้าวสาร หรือปัจจัยต่าง ๆ นำไปถวายพระสงฆ์ และในการถวายข้าวสารแก่พระสงฆ์นั้น มีพุทธประวัติว่า ครั้งหนึ่ง เกิดทุกขภัย ข้าวยากหมากแพงในกรุง ราชคฤห์ ประชาชนไม่มีอาหารจะถวายใส่บาตรพระสงฆ์ได้ทั่วถึง จึงขอถวายอาหารแห้งเป็นครั้งคราวในยามที่ถวายได้ พระพุทธองค์ จึงมีพุทธนุญาตให้ถวายได้ตามความประสงค์ จึงเป็นประเพณีถวายข้าวสารขึ้น
สาขา/ประเภท
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
บทที่ 1 บทเกริ่น มีเนื้อหาเพื่อบอกจุดประสงค์ของการลำภาข้าวสารให้เจ้าของบ้านทราบว่าเรือของคณะลำภาข้าวสารกำลังเข้ามาจอดในบริเวณของบ้าน เป็นสัญญาณบอกให้เจ้าของบ้านรู้ตัว ให้ตื่นเพื่อเตรียมตัวนำข้าวสารหรือปัจจัยอื่นมาบริจาค


ตัวอย่างบทร้องของบทเกริ่น (มัณฑนา ชูพินิจ , 2549 : สัมภาษณ์ )
แม่เพลง รอรานาวาจอด ประทับทอดที่หัวบันได
แม่เจ้าประคุณ ลูกเอาผลบุญมาให้
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง เจ้าขาวแม่ลาละลอกเอย ลาหอมดอกดอกเอ๋ยจำปา
ข้างขึ้นแล้วหน๋อ เรามาขอลำภา
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง เชิญทำบุญ ทอดกฐินเอย รายได้ทั้งสิ้นถวายวัดสำแล
เชิญช่วยทำบุญ เถิดแม่คุณเรือนแพ
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง กฐินมาถึงบ้านเอย ลำภาข้าวสารมาขอบอกบุญ
เชิญตามศรัทธา ทำบุญมาเถิดแม่คุณ
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง มาถึงแม่บ้านหลังนอกเอย ช่วยร้องบอกแม่เอ๋ยเรือนใน
แม่เจ้าประคุณ ลูกเอาส่วนบุญมาให้
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง มาถึงเรือนหลังใหญ่เอย หัวบันไดแม่เอ๋ยเป็นทอง
แม่เจ้าประคุณ ลูกเอาส่วนบุญมากอง
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง มาถึงแม่บ้านนี้เอย อย่าได้รอรี จอดหัวบันได
แม่เจ้าประคุณ ลูกเอาส่วนบุญมาให้
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง มาถึงแม่เศรษฐีเรือนนอกเอย ช่วยร้องบอก
แม่เศรษฐีเรือนใน ปลุกลูก จูงหลานทำทานไว ไว
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง มาถึงบ้านหลังใหญ่เอย หัวบันไดของแม่ล้อมแก้ว
แม่เจ้าประคุณ บุญของแม่มาถึงแล้ว
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง มาถึงบ้านเรือนโตเอย มีทั้งร่มโพธิ์ เอ๋ยร่มไทร
แม่เรือนเครื่องทรัพย์ มัวนอนหลับหรือไร
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย

แม่เพลง จุดใต้อยู่แวม ๆ เอย แลเห็นแก้วอยู่เอ๋ยไวไว
โอ้แม่นางแก้ว เข้านอนแล้วหรือไร
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง เจ้าขาวแม่ลาละลอกเอย ลาหอมดอก ดอกเอ๋ยมะลิวัลย์
แม่เจ้าประคุณ เชิญทำบุญเสียด้วยกัน
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง เจ้าขาวแม่ลาละลอกเอย ลาหอมดอก ดอกเอ๋ยลำดวน
ลูกมาลำภา ใช่ว่าจะมารบกวน
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง เจ้าขาวแม่ลาละลอกเอย ลาหอมดอกดอกเอ๋ยส้มโอ
ทำบุญกับฉัน แม่ตักข้าวขันโต ๆ
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง เจ้าขาวแม่ลาละลอกเอย ลาหอมดอก ดอกเอ๋ยมะไฟ
แม่เจ้าประคุณ เชิญมาทำบุญไวไว
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย


บทที่ 2 บทขอ มีความหมายว่าเชิญชวนให้เจ้าของบ้านมาทำบุญ โดยส่วนมากเนื้อร้องของบทขอนี้ จะมีความหมายเกี่ยวกับการได้ผลบุญและอานิสงฆ์ต่าง ๆ บทนี้ต้องร้องจนกว่าจะได้รับการบริจาค เสมือนว่าคณะลำภาต้องร้องเอาชนะใจเจ้าของบ้านให้ได้ หลังจากนั้นจึงเป็นการบริจาคข้าวสารและสิ่งของ




ตัวอย่างบทร้องของบทขอ (มัณฑนา ชูพินิจ , 2549 : สัมภาษณ์)
แม่เพลง ทำบุญอย่าเนิ่นนานเอย มาทำทานอย่าน่วงเอ๋ยช้า
วิมานล่องลอย มาจอดคอยอยู่หน้าท่า
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง ทำบุญก็ได้บุญเอย ไม่เสื่อมสูญไปเสียเมื่อไร
หว่านข้าวไว้ในนา กลายเป็นหญ้าไปเสียเมื่อไร
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง เจ้าขาวแม่ลาละลอกเอย ลาหอมดอก ดอกเอ๋ยอัญชัญ
ทำบุญเถิดนะจ๊ะ จะได้ทันพระศรีอารย์
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง เจ้าขาวแม่ลาละลอกเอย ลาหอมดอก ดอกเอ๋ยมะละกอ
ชีวิตแม่ยังไม่ตาย มาสร้างบุญไว้เสียให้พอ
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย


บทที่ 3 บทให้พร หรือบทลา มีความหมายว่า คณะลำภาข้าวสารร้องขอบคุณผู้บริจาคและให้ศีลให้พรว่า ให้ได้รับส่วนกุศลของการทำบุญครั้งนี้ เช่นให้อยู่เย็นเป็นสุข อายุยืนนาน และมีรูปร่างสวยงาม เป็นต้น บทนี้อาจต้องร้องเป็นเวลานานหลายเที่ยวจนกว่าเจ้าของบ้านจะพอใจ เจ้าของบ้านคนใดชอบฟังโอกาสนี้สามารถขอให้คณะลำภาข้าสารร้องให้พรหลายเที่ยวได้ หากเจ้าของบ้านยังปล่อยให้ร้องนานเกินไป แม่เพลงจะร้องขึ้นทำนองต่อว่า ว่าอย่าให้คอยนานขอให้รีบมาช่วยทำบุญเพราะต้องรีบเดินทางไปบ้านอื่นอีก เมื่อร้องให้พรแล้วเรือจะเคลื่อนไปขอบริจาคบ้านหลังอื่น ๆ ต่อไป


ตัวอย่างบทร้องของบทให้พร (มัณฑนา ชูพินิจ , 2549 : สัมภาษณ์)
แม่เพลง ทำบุญกับลูกแล้วเอย ลาลูกแก้วจะให้เอ๋ยพร
เอาขันลงหิน มารับเอาศีลเอาพร
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง ทำบุญกับลูกแล้วเอย ลาลูกแก้วจะให้เอ๋ยพร
ให้อยู่ดีกินดี เป็นเศรษฐีถาวร
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง ทำบุญกับลูกแล้วเอย ลาลูกแก้ว จะขอลา
อยู่ดี กินดี เป็นเศรษฐีเงินตรา
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง ทำบุญกฐินแล้วเอย เราทั้งสิ้นขอกราบอวยพร
ขอให้ท่านร่ำรวย พร้อมด้วยจตุพร
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง แม่นึกเงินขอให้เงินมากองเอย แม่นึกทองขอให้ทองมาเกิด
ทองเอ๋ยทองคำ แม่กรวดน้ำเอาเถิด
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง เจ้าขาวแม่ลาละลอกเอย ลาหอมดอกดอกเอ๋ยมะขาม
แม่ทำมาค้าขาย ให้ได้กำไรงาม ๆ
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง เจ้าขาวแม่ลาวละลอกเอย ลาหอมดอกดอกเอ๋ยจำปี
แม้โชคอำนวย ให้ถูกหวยลอตเตอรี่
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
แม่เพลง ทำบุญกับลูกแล้วเอย ลาลูกแก้วจะขอลา
อยู่ดีมีสุข อย่าได้มีทุกข์ มีร้อน
ลูกคู่ เฮ เฮ้ ล่า เฮ่ ลา สาว เอย
อุปกรณ์
1. สถานที่
สถานที่ในการละเล่นลำภาข้าวสารเป็นแม่น้ำลำคลองในชุมชน หรือหมู่บ้านต่าง ๆ สำหรับในหมู่บ้านสำแล จะใช้ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำ โดยมีพาหนะที่สำคัญคือ เรือ มีทั้งเรือพายและเรือติดเครื่องยนต์ ในสมัยก่อนใช้เรือมาด

2. เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบในการร้องเพลง ลำภาข้าวสาร นางมัณฑนา ชูพินิจ
(2549 : สัมภาษณ์) ซึ่งเป็นแม่เพลงได้เล่าให้ฟังว่า เวลาลงเรือมีคนช่วยร้องหลายคน จะใช้ฉิ่งเป็นเครื่องกำหนดจังหวะอย่างเดียว เพราะฉิ่งจะเป็นสัญญาณให้คนร้องร้องถูกและเสียงฉิ่งจะดังไกล แต่ข้อมูลจากการศึกษาเอกสารของอเนก นาวิกมูล (อ้างอิงจาก ศรีจันทร์ น้อยสะอาด : 57) เพิ่มเติมเรื่องดนตรีประกอบ ว่า “ แต่ก็ไม่ลืมฉิ่งกับโทน 2 ใบที่ช่วยตีประกอบจังหวะดนตรีหรืออะไรอย่างอื่นไม่ต้อง” จากข้อมูลที่แตกต่างกันดังกล่าว มีความเป็นไปได้ว่าการละเล่นลำภาข้าวสารของดั้งเดิมในสมัยก่อน อาจมีการใช้เครื่องดนตรีประกอบการร้องไปด้วย แต่เวลาผ่านมาเนิ่นนาน เกิดการเปลี่ยนแปลงและยึดความสะดวกจากฉิ่งกับโทน ตัดเหลือเพียงฉิ่งอย่างเดียว

3. การแต่งกาย การแต่งกายของคณะลำภาข้าวสาร ส่วนมากจะแต่งกายของชาวบ้านแบบ
ธรรมดา ผู้ชายสวมเสื้อ กางเกงขายาวและมีผ้าขาวม้าคาดเอว ส่วนผู้หญิงนุ่งผ้าถุง ใส่เสื้อสุภาพ มีผ้าสไบพาดไหล่ บางคนก็สวมหมวกเพื่อกันน้ำค้าง ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่มีอายุประมาณ 40-70 ปี

4. อุปกรณ์ อุปกรณ์ที่ใช้ ได้แก่กระบุง กระจาด เพื่อเก็บข้าวสารที่ได้รับจากการบริจาค นอกจากนี้ยังมี เทียน หรือตะเกียง เพื่อให้เกิดแสงสว่างบนเรือ

5. การจัดที่นั่งภายในเรือ ผู้ชายจะนั่งหัวเรือ และท้ายเรือเพื่อควบคุมการจอดเรือ หรือพาย หรือแวะแต่ละบ้านและเป็นลูกคู่ในการขับร้องเพลง

6. ลักษณะและขั้นตอนการละเล่น การละเล่นเพลงลำภาข้าวสาร มัณฑนา ชูพินิจ
(2549 : สัมภาษณ์) ได้เล่าให้ฟังว่า ช่วงเวลาในการละเล่นลำภาข้าวสาร จะเริ่มกระทำ เมื่ออกพรรษา โดยจะจัดในช่วงกลางคืน ตั้งแต่ 1 ทุ่มเป็นต้นไป และมักจะจัดในช่วงเดือนหงาย โดยเริ่มแรกชาวบ้านจะรวมกลุ่มกัน และหาข้อมูลการทอดกฐินของวัดต่าง ๆ ใกล้หมู่บ้าน เพื่อกำหนดวันในการจัดกิจกรรม และกำหนดการละเล่นลำภาข้าวสารก่อนวันทอดกฐินประมาณ 3-4 วัน หลังจากนั้นจึงมีการนัดประชุมพบปะผู้ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมที่บ้านแม่เพลง เพื่อนัดหมายวัน เวลา และรายละเอียดของกิจกรรม และแจ้งแก่เจ้าอาวาสวัดที่จะนำของไปร่วมถวาย หลังจากนั้นจึงมีการจัดเตรียมเรือ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เมื่อถึงกำหนดวันที่ได้นัดหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนมาพบปะกัน ณ สถานที่นัดหมายเพื่อลงเรือตามที่จัดเตรียมไว้
ทองคำ พันนัทธี (2536 : 35) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ของดีเมืองปทุมว่า วิธีเล่นลำภาข้าวสาร จะมีบุคคลคณะหนึ่งทั้งชายและหญิงประมาณ 20-30 คน มีทั้งคนแก่ หนุ่มสาวร่วมไปในคณะด้วย พอตกค่ำก็ลงเรือที่เตรียมไว้ จะเป็นเรือจ้าง เรือมาดหรือเรือบิณฑบาตก็ได้ ขอให้ลำใหญ่ ๆ จุคนได้มาก ทุกคนช่วยกันพายเรือ ในเรือมีกระบุง กระสอบสำหรับใส่ข้าวสาร และจัดให้คนแก่คนหนึ่งนุ่งขาวห่มขาว นั่งกลางลำเรือเป็นประธานโดยไม่ต้องทำอะไร จุดหมายที่ไปคือตามบ้านทั่วไปที่จอดเรือไว้ถึงหัวบันไดบ้านก็ร้องเพลงโดยมีคนนำ แล้วเจ้าของบ้านจะนำข้าวสารมาให้ที่เรือและยกมืออนุโมทนา หลังจากบริจาคข้าวสารอาหารแล้วก็จะให้ศีลให้พรแล้วออกเดินทางไปยังบ้านอื่นต่อไป
7. ด้านเนื้อหาความหมายของเพลง ด้านเนื้อหาความหมายบทร้องของเพลงลำภาข้าวสาร แบ่งเป็น 3 ท่อน ลักษณะคล้ายกับเพลงพื้นบ้านทั่วไป แบ่งตามลักษณะเนื้อได้แก่ บทเกริ่น บทขอ และจบด้วยบทให้พร หรือบทลา แสดงได้ตามขั้นตอนดังนี้

การถ่ายทอดและการสืบทอด
ประเพณีการละเล่นลำภาข้าวสารในปัจจุบัน อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่อย่างไรก็ตาม ประเพณีดังกล่าวก็ยังมีการละเล่นอยู่ และมีบางอย่างที่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่นในบางหมู่บ้านอาจมีการละเล่นในเวลากลางวัน เนื่องจากมีผู้สูงอายุมากจึงไม่สะดวกในเวลากลางคืน นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนอีกประการหนึ่ง คือสัดส่วนของผู้เข้าร่วมกิจกรรมระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ในสมัยก่อนมีเท่ากัน แต่ปัจจุบันผู้ร่วมกิจกรรมส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง ส่วนผู้ชายจะมีก็นายท้ายเรือและหัวเรือเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จากการสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมกิจกรรมการละเล่นลำภาข้าวสารของตำบลบ้านกระแชง ส่วนใหญ่จะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ถึงแม้ประเพณีการละเล่นลำภาข้าวสารมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ตราบใดที่ยังมีแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ ประเพณีการละเล่นนี้ก็ยังคงอยู่ไม่สูญหาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของชุมชนในการที่จะอนุรักษ์ ประเพณีการละเล่นดังกล่าวไว้สืบไป และนี่คือประเพณีการละเล่นหนึ่งที่เราอนุชนรุ่นหลัง ควรจะร่วมรักษาไว้คู่กับจังหวัดปทุมธานี ดังเช่นกลุ่มลำภาข้าวสารของชุมชนหมู่บ้านสำแล ตำบลบ้านกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
เกษสุดา จับศรทิพย์ , นาง. ขับร้องเพลงลำภาข้าวสาร. เกิดเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2499
บ้านเลขที่52/1 ตำบลบ้านกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี
ชิต พรรณวัลย์ , นาย. ขับร้องเพลงลำภาข้าวสาร. เกิดเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2483
บ้านเลขที่ 30/2 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี.
มัณฑนา ชูพินิจ ,นาง . แม่เพลงลำภาข้าวสาร. เกิดเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2492.
บ้านเลขที่ 59 หมู่ 2 ตำบลบ้านกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี.
เล็ก ชโนภาษ ,นาง . ขับร้องเพลงลำภาข้าวสาร. เกิดเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2483
บ้านเลขที่ 18/1 หมู่ 7 ตำบลเชียงรากใหญ่ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี.
วรรณา รัตนสุวรรณ , นาง. ขับร้องเพลงลำภาข้าวสาร. เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2515.
บ้านเลขที่ 57 หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี.
ศรินทิพย์ ทองนำ ,นาง . ขับร้องเพลงลำภาข้าวสาร. เกิดเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2489.
บ้านเลขที่ 56/1 หมู่ 2 ตำบลบ้านกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี.
สมจิตต์ พรรณวัลย์ , นาง. ขับร้องเพลงลำภาข้าวสาร. เกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2493
บ้านเลขที่ 57 หมู่ 2 ตำบลบ้านกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี.
โสรส รักสุข ,นาง . แม่เพลงลำภาข้าวสาร. เกิดเมื่อมีนาคม 2475.
บ้านเลขที่ 66 หมู่ 2 ตำบลบ้านกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี.
หรรษา จั่นเพชร , นาง. ขับร้องเพลงลำภาข้าวสาร. เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2503.
บ้านเลขที่ 70 หมู่ 2 ตำบลบ้านกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี.
อิ่มใจ เวณุภูติ , นาง . ขับร้องเพลงลำภาข้าวสาร. เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2494 .
บ้านเลขที่ 88/4 หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี.
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
นางวาสนา แสงงาม
นางประไพจิต บุญประถัมภ์
นางสาวมัลลิกา รุ่งเรือง
นายสนธยา โคมลอย
  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    20091 views