พิมพ์

ลำตัด ในจังหวัดตราด

ชื่อรายการ
ลำตัด ในจังหวัดตราด
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคกลาง
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

ลำตัด ในจังหวัดตราดเป็นการแสดงที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากในอดีต นอกเหนือจากจากละครชาตรี (เท่งตุ๊ก) ลิเก และหนังตะลุง จากการสำรวจพบว่าคณะลำตัดในจังหวัดตราดเหลือเพียงคณะเดียวคือ คณะลำตัดของนายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ค่อยมีงานแสดงแล้ว นอกจากนี้ยังพบพ่อเพลงลำตัด ซึ่งถือเป็นวิกฤตของเพลงลำตัดในจังหวัดตราดอย่างยิ่ง ดังนั้นการศึกษา ลำตัด ซึ่งเป็นกลไกทางสังคม อันหมายถึงศิลปวัฒนธรรมที่ดำเนินอยู่ในสังคมไทย โดยเฉพาะสังคมในระดับท้องถิ่น ที่ยังคงความเป็นแบบดั้งเดิม (Tradition) ในครั้งนี้ จึงเป็นแนวทางหนึ่งของการอนุรักษ์ และสืบสานความเป็นศิลปวัฒนธรรม ที่จะชี้ให้เห็นการดำรงอยู่ในบริบททางสังคมวัฒนธรรมไทย ทั้งนี้ ด้วยสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแส ศิลปะทุกแขนงย่อมได้รับผลกระทบ การจะให้คงความเป็นลักษณะเดิมอยู่ตลอดเวลา จึงย่อมเป็นไปไม่ได้ กล่าวคือ ศิลปะพื้นบ้านทั้งมวลย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตามค่านิยม และอิทธิพลจากวัฒนธรรมภายนอก ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือนหาย การขาดความต่อเนื่อง และการผิดเพี้ยนจากของเดิม เพราะฉะนั้นการสืบสานและการอนุรักษ์จึงจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ดังนั้น ด้วยแนวคิดดังกล่าว การศึกษาวิจัย ลำตัดในครั้งนี้ จึงจะนำมาซึ่งการรักษาศิลปวัฒนธรรมด้านเพลงพื้นบ้านของชาติให้คงอยู่เป็นเอกลักษณ์ของเชื้อชาติ ผู้วิจัยจึงได้สนใจที่จะศึกษาเรื่องเพลงพื้นบ้าน ลำตัด เนื่องจากลักษณะเฉพาะของการละเล่นลำตัด เป็นการรวมเอาเพลงพื้นบ้านหลายชนิดเข้าด้วยกัน การศึกษา รวบรวม และบันทึก “ทำนองเพลง” เพลงลำตัดและของบทเพลงพื้นบ้านที่ปรากฏอยู่ในการละเล่นลำตัด จึงจะเป็นการอนุรักษ์ลักษณะของทำนองเพลงทั้งหลายที่เป็นองค์ประกอบในการละเล่น ดังกล่าวนั้นให้คงอยู่เป็นแบบฉบับ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการสืบสานที่ถูกต้องและต่อเนื่องตามแบบแผน อีกทั้งจะเป็นการสร้างจิตสำนึกให้คนในสังคมได้เล็งเห็นถึงความมีคุณค่าของเพลงที่ควรแก่การสืบทอดและการพัฒนาบนพื้นฐานของความเป็นศิลปะพื้นบ้านที่แท้จริง เพื่อเป็นพลังสำคัญ สำหรับความอยู่รอดของสังคมวัฒนธรรมของชาติไทยเราสืบไป

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
ลำตัดเป็นการแสดงพื้นบ้านของภาคกลาง จัดเป็นการแสดงบนเวทีที่มีขึ้นในเทศกาลเพื่อความรื่นเริง และได้รับความนิยมมาก การเล่นลำตัดนั้นมีทั้งการร้องด้วยทำนองต่างๆ กันเปลี่ยนแปลงไปตามเนื้อร้องที่ปรากฏ และการรำประกอบด้วยลีลาต่างๆ

๒.๑.๑ ความหมายของลำตัด

มีผู้รู้ทางด้านศิลปวัฒนธรรมได้ให้ความหมายไว้อย่างน่าสนใจ ดังจะยกตัวอย่างมาดังต่อไปนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคำว่า “ลำตัด” ไว้ว่า หมายถึง “การละเล่นที่เป็นทำนองร้องต่อกันคนละวรรคหรือคนละหน” ต่อมา เด่นดวง พุ่มศิริ ได้กล่าวถึงความหมายของลำตัดไว้ว่า

“ลำ คือ เนื้อร้องในใจความต่างๆ กัน เช่น ลำไหว้ครู ลำเกี้ยว ลำสาด ลำว่า ลำด่า ลำลอย เป็นต้น ส่วนคำว่า ตัด หมายถึง ว่าตัดเข้าทำนองเพลงต่างๆ ของแขกของไทย ของเพลงมโหรี ปี่พาทย์ ในตอนที่ไพเราะเหมาะสมที่จะร้องเข้าจังหวะรำมะนาได้ครึกครื้น กระฉับกระเฉง นอกจากนี้ก็ไปตัดหรือเลียนแบบการแสดงอื่นๆ อย่างโน้นนิดนี้หน่อย เช่น โขน ละคร งิ้ว สวดคฤหัสถ์ และทำนองเพลงพื้นบ้านอื่นๆ เช่น เพลงฉ่อง เพลงเกี่ยวข้าว เพลงอีแซว ...”
นอกจากนี้ยังมีผู้ให้ความหมายของคำว่า ลำตัด ไว้อีกว่า “ลำ คือ เพลง ตัด คือ แยก ฉะนั้น ลำตัด จึงเป็นการนำเพลงประเภทต่างๆ เป็นบางตอนจากบทเพลงมาร้องต่อกัน ว่ากันไปเรื่อยๆ เช่น ว่าเพลงอีแซวต่อด้วยเพลงฉ่อย อะไรทำนองนี้ เพลงลำตัดจึงตัดสมชื่อจริง”
มนตรี ตราโมท ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านการดนตรี และการแสดงในด้านต่างๆ ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้พยายามค้นหาที่มาของคำว่า ลำตัด ว่าใครเป็นผู้ตั้งชื่อของการละเล่นชนิดนี้ และการตั้งชื่อเช่นนี้มาจากอะไร ซึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบเป็นที่พอใจหรือได้รับความสว่างขึ้นอย่างไรเลย แต่เมื่อมาพิจารณาดูการเล่นลิเกบันตน ซึ่งเป็นการเล่นของมลายู จะพบว่ามีการเล่นที่คล้ายกับลำดังนั้น คำว่า ลำ ที่ประกอบเป็นชื่อเรียกการละเล่นชนิดนี้ว่า ลำตัด นั้นอาจจะหมายถึง การร้องเพลงตัดก็ได้ แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วลำตัดนี้ก็มีส่วนเป็นลำอยู่ด้วย คือ ตอนที่ต้นเสียงและคอสองร้องเป็นใจความนั้น ยึดลำนำ (Rythum) มากกว่าทำนอง (Melody) ซึ่งเป็นลักษณะของลำ ส่วนตอนท้ายที่ลูกคู่รับนั้นจะเป็นลักษณะของเพลงทำนองที่นำมาให้ลูกคู่รับโดยมากจะตัดมาจากเพลงร้องหรือเพลงดนตรีอีกชั้นหนึ่ง โดยเลือกเอาแต่ตอนที่ ๑ เหมาะสำหรับการร้องมาเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าจะเรียกการละเล่นชนิดนี้ให้ถูกต้องตามลักษณะที่เป็นอยู่ จะต้องใช้ชื่อเรียกอย่างยืดยาวดังที่ มนตรี ตราโมท เรียกว่า “ขับลำนำด้วยร้องเพลงตัด” ซึ่งแทนที่จะเป็นชื่อเรียกก็จะกลายเป็นคำอธิบายไป จึงเห็นได้ว่า ผู้ที่เริ่มการแสดงชนิดนี้ขึ้นพร้อมทั้งตั้งชื่อว่า ลิเกลำตัด (เพราะมาจากดิเกร์) และต่อมาก็ถูกตัดลงไปโดยความกร่อนของภาษาเหลือเพียงคำว่า ลำตัด จึงเป็นการตั้งชื่อที่เหมาะสม เรียกง่าย และมีความหมายตรงกับการแสดงมากที่สุด ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่า ลำตัด หมายถึง การแสดงที่เป็นทำนองเพลงที่ชายหญิงร้องโต้ตอบกันด้วยถ้อยคำที่เผ็ดร้อน ชวนคิด ชวนขัน มีรำมะนาเป็นดนตรีประกอบ การแสดงจะเริ่มต้นด้วยการโหมโรงรำมะนาก่อน แล้วชายหญิงจึงจะว่ากลอนโต้ตอบกัน
ประวัติความเป็นมา
ลำตัดเป็นการละเล่นที่สืบเนื่องมาจากลิเกหรือดิเกร์ของมลายูสาขาหนึ่งที่เรียกว่า “ละกูเยา” วิธีการแสดงละกูเยานี้ เริ่มด้วยโหมโรงรำมะนาล้วนๆ ก่อน ต่อจากนั้นผู้เป็นต้นบทจะนำร้อง บันตน เพลงใดเพลงหนึ่งซึ่งเป็นภาษาแขกอันเป็นสร้อยสำหรับลูกคู่รับขึ้นก่อน แล้วบรรดาผู้ตีรำมะนาในวงนั้นร้องตามอีก ๒ เที่ยว ต้นบทจึงแยกออกร้องเป็นใจความสั้นๆ แล้วลูกคู่ก็ร้องรับยืนในทำนองเดิมนั้นตลอดไป นานพอสมควรแล้วต้นบทก็เปลี่ยนเพลงต่อไปตามลำดับ ผู้ร้องต้นบทนั้นจะมีกี่คนจะผลัดกันอย่างไรก็ได้ บางทีผลัดกันร้องเป็นต้นบทเรียงลำดับไปทั้งวงก็มี ถ้อยคำที่ร้องนั้นภายหลังแทรกคำไทยเข้าไปมาก เหลือภาษาแขกไว้แต่คำที่ลูกคู่รับจนกระทั่งต่อมาร้องเป็นคำไทยทั้งหมด แยกออกเป็น ๒ ชนิด ชนิดหนึ่งว่ากันให้เสียหายเพื่อให้อีกส่วนหนึ่งกล่าวแก้ อีกชนิดหนึ่งเป็นการสอบถามความรู้กัน
เด่นดวง พุ่มศิริ กล่าวถึงความเป็นมาของลำตัดไว้ว่า ลำตัดน่าจะมาจากลิเกบันตน ซึ่งคำว่า บันตน นี้กร่อนมาจากคำว่า ลิเกบันตน เกิดในราวปลายรัชกาลที่ ๕ สมัยนั้นชาวปัตตานีที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ นานเข้าก็ได้เรียนภาษาไทยจนอ่านออกเขียนได้กันบ้างแล้ว ประกอบกับมีญาติพี่น้องเป็นไทยพุทธกันบ้าง การสมาคมก็ขยายวงกว้างออกไป การจะร้องบันตนเป็นภาษามลายูอย่างเดียวคนอื่นที่ไม่รู้ภาษามลายูก็ไม่เข้าใจ จึงมีการปรับปรุงการเล่นโดยร้องเป็นกลอนคำไทยปนคำมลายูอยู่บ้าง ในทำนองเพลงมลายูเรียกว่า “เพลงกะเล็ง” ผู้ที่เล่นลิเกบันตนพวกแรกนั้น เด่นดวง พุ่มศิริ กล่าวว่า มีอยู่ ๔ พวก คือ

“หะยีแดง เรียกกันทั่วไปว่า ยีแดง อยู่ตำบลไผ่เหลือง สุเหร่าไซกองคิน อำเภอมีนบุรี ครูซัน อยู่ตำบลถนนตก ครูพันโด่ง อยู่ตำบลสมเด็จเจ้าพระยา และครูหมัดตุ๊ อยู่ตำบลบ้านครัว (หลังวิทยาลัยเทคนิคปทุมวัน) ยีแดงเล่นบันตนแยกออกเป็น ๒ แบบ คือ แบบหนึ่งเล่นบันตนร้องเป็นเรื่อง เรียกว่า “เล่นลูกบท” และอีกแบบหนึ่งเล่นเป็นการโต้ตอบกันไปมา แบบนี้เองที่ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปเป็นลิเกลำตัด ภายหลังตัดคำว่า ลิเกออก เหลือแต่ “ลำตัด”

เอนก นาวิกมูล ได้กล่าวถึงความเป็นมาของลำตัดไว้ว่า มีการแสดงชนิดหนึ่งซึ่งชาวมลายูจัดขึ้นเพื่อสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาอิสลาม โดย “เริ่มต้นจากการตีกลองรำมะนาพร้อมกับสวดสรรเสริญพระเจ้าทางศาสนาอิสลาม เดิมเริ่มเล่นกันที่ปัตตานีและในเขตวัฒนธรรมมลายู เรียกว่า “ลิเกฮูลู” ผู้เล่นหรือสวดทั้งหมดเป็นผู้ชายยังไม่มีผู้หญิงเข้ามาปะปน ลิเกฮูลูเป็นต้นแบบที่แยกออกเป็น “ลิเกแบบลำตัด”
แต่มีผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่มาของลำตัดที่แตกต่างไปจากความเห็นของเอนก นาวิกมูล คือ มีความเห็นว่ามาจากอินเดีย ดังบทความในวารสารปฏิญญา ว่า

“ลำตัดเป็นญาติพี่น้องกับลิเก มีความเป็นมาจากที่เดียวกัน เป็นการละเล่นที่มาจากอินเดียซึ่งเดิมเป็นการสวดบูชาพระเจ้าพร้อมกับตีรำมะนาไปด้วย จากการสวดและตีรำมะนาก็กลายเป็น “ฮันดาเลาะ” (ลิเก) แล “ละกูเยา” (ลำตัด) ละกูเยาหรือลำตัดสมัยบุกเบิกนี้ผู้เล่นจะนั่งเป็นวง แล้วเริ่มโหมโรงด้วยเพลงรำมะนาล้วนๆ ผู้เป็นต้นบทจะร้อง “บันตน” เป็นภาษาแขก อันเป็นบทร้องสร้อยสำหรับลูกคู่รับขึ้นก่อน บรรดาผู้ตีรำมะนาในวงนั้น ก็ร้องตามอีก ๒ เที่ยว ต้นบทจึงร้องตามเป็นใจความสั้นๆ ต้นบทร้องในระยะหลังมีการแทรกคำไทยจนกลายเป็นภาษาไทยล้วน ละกูเยาของอิสลามจึงโอนสัญชาติเป็นลำตัดไทยโดยสมบูรณ์”

จะเห็นได้ว่า ความเห็นเกี่ยวกับต้นกำเนิดของลำตัดของ เอนก นาวิกมูล และบทความในวารสารปฏิญญานั้นกล่าวไว้ไม่เหมือนกัน โดย เอนก กล่าวว่า มาจากแถวปัตตานีและเขตวัฒนธรรมมลายู ส่วนในวารสารปฏิญญากล่าวว่า มาจากอินเดีย แต่ส่วนที่กล่าวไว้เหมือนกัน คือ การละเล่นชนิดนี้เดิมเป็นบทสวดบูชาพระเจ้าในศาสนาอิสลาม แต่จะเป็นอิสลามอินเดียหรืออิสลามมลายูนั้นเราในสมัยปัจจุบันไม่อาจทราบได้แน่ชัด นอกจากจะต้องพิจารณาจากความคิดเห็นของผู้รู้ที่ได้สนใจศึกษาค้นคว้าทางด้านนี้ไว้นอกจาก เด่นดวง พุ่มศิริ แล้ว อีกท่านหนึ่งที่มีความเห็นในเรื่องที่มาของลำตัดตรงกับ เอนก นาวิกมูล คือ มานิต ม่วงบุญ ได้กล่าวไว้ว่า

“ลำตัดเท่าที่มีหลักฐานพอเชื่อว่า เป็นการแสดงแบบหนึ่งที่ไทยเรานำแบบแผนการแสดง “ดิเกร์” ของมลายูมาปรับปรุงดัดแปลงแก้ไขจนกลายเป็นลำตัดอยู่ในปัจจุบัน ดิเกร์นั้นชาวมลายูนำมาแสดงในกรุงเทพฯ ครั้งแรกเมื่อต้นรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วิธีการแสดงมีคนตีรำมะนาหลายคนพร้อมด้วยเครื่องประกอบจังหวะอื่นๆ พอผู้เป็นต้นบทร้องนำขึ้นเป็นภาษามลายูแล้ว พวกที่นั่งล้อมกันเป็นวงก็ร้องรับเป็นลูกคู่พร้อมกับตีรำมะนาและเครื่องประกอบจังหวะไปด้วย ลำร้องนั้น เรียกว่า “บันตน” เมื่อร้องบันตนไปจนจบกระบวนความหรือสมควรแก่เวลา การแสดงจะเริ่มพลิกแพลงออกเป็น ๒ สาขา สาขาหนึ่งเรียกว่า “ฮันดาเลาะ” มีการแสดงเป็นชุดและเรื่องเบ็ดเตล็ดต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาของลิเก ส่วนอีกสาขาหนึ่งเรียกว่า “ละกูเยา” เป็นการว่ากลอนด้นแก้กันอันเป็นต้นทางที่ก้าวสู่ “ลิเกลำตัด” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ลำตัด”

จากความเห็นของ เด่นดวง พุ่มศิริ และมานิต ม่วงบุญ ทำให้เราทราบว่า การแสดงบันตนนั้นปรากฏในเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการกล่าวถึงการแสดงในลักษณะนี้ไว้ในสาส์นสมเด็จ เล่มที่ ๒๗ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ หน้า ๒๖๒ - ๒๖๔ ความว่า

“ยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเกิดเนื่องมาแต่ครั้งงานพระศพสมเด็จพระนางสุนันทา เหมือนกับเมื่อมีกงเต๊กเป็นงานหลวงครั้งนั้น คนทั้งหลายคงจะเห็นเป็นการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอย่างกว้างขวาง ผิดกับที่เคยมีมาก่อน เป็นเหตุให้พระยามิตรภักดี (หรือสร้อยอย่างอื่นจำไม่ได้แน่) เป็นแขกอาหรับ พวกเราเรียกกันแต่ว่า “ขรัวหยา” ซึ่งเป็นเขยสู่ข้าหลวงเดิม กราบทูลขอเอาพวกนักสวดแขกอิสลามเข้ามาสวดช่วยพระราชกุศลและทูลรับรองว่าไม่ขัดกับศาสนาอิสลาม จึงโปรดให้เข้ามาสวดในเวลาค่ำตามเวลาของเขา ณ ศาลาอัฏวิจารณ์ที่พระญวนเคยทำกงเต๊ก หม่อมฉันไปดูเห็นล้วนเป็นแขกเกิดในเมืองไทย ทราบภายหลังว่าเป็นชาวนนทบุรี นั่งขัดสมาธิถือรำมะนาแขกล้อมเป็นวง จะเป็นวงเดียวหรือ ๒ วงจำไม่ได้แน่ แต่นั่งสวดโยกตัวไปมา สวดเป็นลำนำอย่างแขก เข้ากันเป็นจังหวะรำมะนา ได้เห็นครั้งแรกก็ไม่สู้เข้าใจนัก ต่อมาในปีนั้นเองมีงานฉลองพระชันษาสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียที่สถานทูตอังกฤษ ในงานนั้นพวกคนต่างชาติในบังคับอังกฤษที่อยู่ในกรุงเทพฯ พากันหาเครื่องมหรสพต่างๆ ไป เห็นพวกนักสวดแขกชาวเมืองไทยนั่งเป็นวงตีรำมะนาสวดประชันกันอยู่ ๒ ประรำ...”

นอกจากความคิดเห็นของนักวิชาการหลายท่านดังกล่าวมาแล้วก็ยังมีศิลปินลำตัดท่านหนึ่ง คือ นายหวังดี นิมา หรือที่เรารู้จักกันดีในนามของ หวังเต๊ะ เจ้าของคณะลำตัดคณะหวังเต๊ะ ได้กล่าวถึงความเป็นมาของลำตัดไว้ว่า

“ลำตัดเจริญในสมัยรัชกาลที่ ๖ เกิดในกรุงเทพฯ เดิมนั้นรัชกาลที่ ๑ ตีเอาปัตตานีมาได้ก็ต้อนผู้คนมาปล่อยไว้แถวมีนบุรี ถนนตก ก็มี พวกนี้ได้นำกลองเรียกว่า รำมะนามาด้วย กลองรำมะนานี้ปัจจุบันยังมีอยู่ที่กะลันตันและปัตตานี แต่ไม่สวยเท่าของเราในปัจจุบัน ซึ่งได้มีการนำมาเปลี่ยนแปลงรูปโฉมใหม่ให้สวยงาม แล้วนำกลองรำมะนานี้มาตีประชันกันว่า ใครจะดังกว่ากัน เรียกว่า ดิเกเรียบ หมายถึง เรียบร้อยไม่มีการด่ากัน แต่เดิมมีแสดงในปัตตานี เรียกว่า ดิเกฮูลู มีการด่ากัน ปัจจุบันก็ยังมีการแสดงอยู่ ดิเกเรียบไม่มีว่ากัน เล่นกันนานๆ เข้าก็เป็นลำตัดร้องเป็นภาษาไทย พวกครูโรงเรียนเป็นคนเล่น สมัยนั้นคนไม่รู้หนังสือมาก ผู้เขียนกลอนดูเหมือนจะเป็นครูประชาบาลเขียนเนื้อว่าแก้กัน ในกรุงเทพฯ คณะแรกคือ คณะทหารเรือ สามสมอ เล่นกันก่อน ยืนร้อง เอากลองตี ร้องว่ากันวงเดียว ต่อมาก็แยกว่า ต่อมามีพวกหนองจอกเข้ามาประชันในกรุงเทพฯ พระยาไพบูลย์สมบัติเป็นคนริเริ่มการประชันขึ้น ก่อนที่วิกบุษปะ ผู้ชายต่อผู้ชาย ต่อมามีการเขียนกลอนว่ากัน คนเขียนกลอนเป็นครูชื่อครูกบ หรือเรียกว่า หะยีกบ”

จากความเห็นของหลายๆ ท่านดังกล่าวมาแล้ว จึงพอสรุปได้ว่า ลำตัดนั้นมีแบบแผนการแสดงมาจากการแสดง ลิเก หรือ ดิเกร์ ของมลายู ซึ่งแต่เดิมดิเกร์นี้เป็นบทสวดบูชาพระเจ้าของศาสนาอิสลาม วิธีการแสดงจะเริ่มด้วยมีคนตีรำมะนาและเครื่องประกอบจังหวะอื่นๆ หลายคน ต้นบทจะร้องนำขึ้นมาเป็นภาษามลายู เรียกว่า “บันตน” แล้วพวกที่ตีรำมะนาก็จะเป็นลูกคู่ร้องรับไปด้วย ต่อมาการแสดงแบบนี้แยกออกเป็น ๒ สาขา คือ “ฮันดาเลาะ” ซึ่งแสดงเป็นชุดและเรื่องเบ็ดเตล็ดต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาของลิเก ส่วนอีกสาขาหนึ่ง เรียกว่า “ละกูเยา” เป็นการด้นกลอนว่าแก้กัน ซึ่งเป็นที่มาของ “ลิเกลำตัด” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ลำตัด” ในปัจจุบัน

เมื่อครั้งการจัดงานฉลอง ๒๕ ปีพุทธศตวรรษ รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ให้แต่ละจังหวัดรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ ของแต่ละจังหวัด รวมถึงเพลงพื้นบ้านเพื่อจัดพิมพ์ถวายเป็นพุทธบูชา ในส่วนของจังหวัดตราด ปรากฏเพลงพื้นบ้านเพียง ๒ ชนิด คือ เพลงปรบไก่ และเพลงนวดข้าว ต่อมาในยุคที่กระแสการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นกำลังเป็นที่นิยม ขุนศึกษาการพิศิษฏ์ ศึกษาธิการจังหวัดตราดในขณะนั้นก็ได้เขียนบทความเรื่อง “การมหรสพต่าง ๆ ของจังหวัดตราด” ลงพิมพ์ใน วารสารศิลปากร ปีที่ ๒๑ เล่ม ๓ กันยายน ๒๕๒๐ ก็ไม่ปรากฏว่ามีการแสดงลำตัดแต่อย่างใด ภายหลังไม่นาน อาจารย์บันเทิง ยันต์โกเศศ ศึกษานิเทศก์ในขณะนั้นได้สำรวจข้อมูลทางวัฒนธรรมของจังหวัดตราด แต่ก็ไม่ได้กล่าวถึงลำตัดไว้แต่อย่างใด
เมื่อได้สอบถามจากพ่อเพลง แม่เพลงลำตัดในจังหวัดตราดทำให้ทราบว่า “ลำตัด” ในจังหวัดตราด เป็นเพลงพื้นบ้านที่มีมาแต่โบราณ แต่ไม่มีชื่อเสียงเท่าจังหวัดสุพรรณบุรี การร้อง ลำตัดในอดีต มักร้องในขณะทำงานในนาในไร่ ไม่ใช่เป็นการแสดง หรือขึ้น “เวที” แสดงกันเป็นกิจจะลักษณะ ถือกันว่าเป็นทำนองเพลงร้องอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะเมื่อจะนวดข้าว ดำนา หรือทำงานอะไรก็ตามก็มักจะร้องเพลงพื้นบ้านต่างๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดีไปพร้อมๆ กันด้วยเช่น เพลงลิเก เพลงลำตัด เพลงโหงฟาง เพลงฉ่อย เพลงอีแซว เพลงเกี่ยวข้าว เป็นต้น เพื่อให้จังหวะในการทำงานและผ่อนคลายอาการเมื่อยล้า
นอกจากนี้ลำตัดยังมีร้องในงานศพด้วย โดยจะแทรกอยู่ในการสวดของรำสวด หรือที่ภาคกลางเรียกว่า สวดคฤหัสถ์ ที่มักจะมีการนำเพลงพื้นบ้านต่างๆ มาสอดแทรกไว้เพื่อจะได้มีเพลงไว้ร้องเป็นเพื่อนศพได้ตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า
ในอดีตที่จังหวัดตราดมีนักแต่งเพลงลำตัดชื่อดังอยู่คนหนึ่งเรียกกันว่า “เสมียนทอง” มีชื่อและนามสกุลจริงว่า นายทอง เจริญสุข เกิดในราวกลางสมัยรัชกาลที่ ๕ และถึงแก่กรรมเมื่อราว พ.ศ.๒๔๘๐ ที่บ้านท่าพริก ตำบลท่าพริก อำเภอเมือง จังหวัดตราด เหตุที่เรียกกันว่าเสมียนทองเพราะรับราชการเป็นเสมียนให้กับกรมการเมืองตราด ผลงานของเสมียนทองมีเป็นจำนวนมากทั้งกลอน แหล่ และลำตัด ผลงานที่มีชื่อที่สุดได้แก่ “ลำตัดเรื่องเสือผ่อน” ได้นำไปตีพิมพ์จำหน่ายที่โรงพิมพ์ศรีจันทร์ จังหวัดจันทบุรี ลำตัดเรื่องนี้เป็นที่แพร่หลายอย่างมากและรับรู้กันทั่วไปในพื้นที่ภาคตะวันออก (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด) นอกจากนี้ยังมีลำตัดเรื่องอื่นๆ อีกเช่น ลำตัดฟ้าผ่าตาแช ลำตัดของเสมียนทองเหล่านี้ได้แพร่หลายและเป็นที่นิยมอย่างมากจนมีการนำมาร้องเล่นกันทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ในยุคเดียวกันนั้นเองก็มีความแพร่หลายของลำตัดในเมืองกรุงเข้ามายังเมืองตราดด้วย ผ่านหนังสือวัดเกาะ หรือหนังสือของโรงพิมพ์ราษฎร์เจริญและโรงพิมพ์อื่นๆ ในยุคเดียวกัน ที่ตีพิมพ์เนื้อร้องลำตัดเรื่องต่างๆ จำหน่ายทั่วประเทศ ลำตัดมีชื่อของหนังสือวัดเกาะที่คนในสมัยนั้นรู้จักกันดีคือ “หะยีกบ” กับ “หะยีเขียด”
ส่วนคณะลำตัดพื้นบ้านของจังหวัดตราดเองนั้นแต่เดิมไม่มี เมื่อจะมีงานบุญ งานแต่งงาน หรือลงแขกเกี่ยวข้าว เจ้าภาพก็มักจะไป “หา” พ่อเพลง แม่เพลงในหมู่บ้าน มาเป็นหลักไว้สัก ๒ – ๔ คน แล้วก็ให้คนที่มาร่วมงานเป็นลูกคู่ เพื่อให้งานครื้นเครง แต่หากเป็นงานใหญ่เช่นงานประจำปีของวัด หรืองานบุญบ้านผู้มีฐานะ ก็จะไป “หา” คณะลำตัดจริงๆ มาแสดง คณะลำตัดที่นิยมหาก็ได้แก่ คณะนายหลาวนายลอบ ที่บางกะไชย จันทบุรี กับ คณะแม่จรูญกับตาผูก มาจากกรุงเทพฯ หามาเล่นเมื่อคราวสร้างโรงพยาบาลตราด
ภายหลังเมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมา เหล่าศิลปินพื้นบ้านได้มีความพยามยามในการรวบรวมคนตั้งเป็นคณะลำตัดขึ้นมา คือ คณะลำตัดชมรมผู้สูงอายุตำบลเขาสมิง นำโดย พ่อเหี้ยม และแม่ฉะอ้อน จังคะพาณิชย์ แต่ปัจจุบันก็ได้เลิกกิจการไปแล้วเนื่องจากความชรา นอกจากนั้นก็ยังมีพ่อเพลงลำตัดอีก ๒ – ๓ คน ที่ยังคงร้องลำตัดได้ เช่น ผู้ใหญ่ทวีวัฒน์ ระลึกชอบ และ พ่อประสูตร ช่วงเวฬุวัน ซึ่งจะรับงานเฉพาะกิจเท่านั้นไม่ได้ร้องเป็นอาชีพ
การกระจายตัว
ในบรรดาเพลงพื้นบ้านด้วยกันแล้ว เมื่อกล่าวถึงลำตัด คนทั่วไปจะรู้จักดีกว่าเพลงพื้นบ้านชนิดอื่นๆ คณะนักแสดงที่มีอาชีพทางการเล่นลำตัดนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายคณะ นับว่าเป็นเพลงพื้นบ้านที่ยังแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นจึงถือได้ว่า ลำตัดเป็นมหรสพร่วมสมัยกับคนในยุคนี้มากกว่าเพลงพื้นบ้านอื่นๆ
ความนิยมแพร่หลายของลำตัดนั้น กระจายไปทุกภาคและแสดงในงานรื่นเริงทุกชนิด จนแม้กระทั่งงานศพ ลำตัดก็แสดงสมโภชได้ ลำตัดได้มีการบันทึกเป็นแผ่นเสียงขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ โดย เอนก นาวิกมูล ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

“ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ หนังสือพิมพ์ศรีกรุง ฉบับวันอังคารที่ ๓ ธันวาคม หน้า ๔ ได้ลงโฆษณาขายแผ่นเสียง ตราสุนักข์ อัดด้วยไฟฟ้า มีทั้งลำตัด เพลง (ฉ่อย) และโนรา คือ ลำตัด เรื่องลักษณวงษ์ตามพราหมณ์ ลำตัดเรื่องทุกข์เรื่องหนาว ลำตัดเรื่องกำเนิด ลำตัดสองง่ามจัด เพลงแก้กันเรื่องหนีภาษี เพลงแก้กันเรื่องกระทู้ยักคิ้ว เพลงแก้กันกระทู้รับแขกกินหมาก โนราบทขุนแผนตามวันทอง โนราบทไกรทอง โนรากำพรัดซัดพระ โนรากำพรัดเกี้ยวแม่ค้าตลาดปากพนัง เหล่านี้มีขายที่บริษัทรัตนมาลา จำกัด สี่แยกถนนพาหุรัด กับที่แผ่นเสียงสโตร์ ถนนเจริญกรุง ตอนสี่แยกราชวงศ์”
จากข้อความดังกล่าวเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ความนิยมของลำตัดนั้นมีแพร่หลายมานานแล้ว การบันทึกแผ่นเสียงลำตัดก็มีมาไม่ต่ำกว่า ๔๕ ปีแล้ว และในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ หนังสือพิมพ์ศรีกรุง ฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๔ กันยายน หน้า ๒๘ ได้ลงโฆษณาขายแผ่นเสียงลำตัดคณะคลองท่าไข่ เรื่องหญิงชายเกี้ยวกัน โดยนายสะโอด นายหล่น นางเคลือบ นางเชื่อม ๓ แผ่น มีขายที่บริษัทรัตนมาลา จำกัด และแผ่นเสียงสโตร์เช่นเดียวกัน นอกจากนี้แผ่นเสียงลำตัดจริงๆ ที่อัดขึ้นในสมัย นาย ต.เง็กชวน เป็นแผ่นเสียงตรากระต่ายก็มีอัดไว้หลายแผ่นเช่นกัน
ในปัจจุบันนี้ความแพร่หลายของลำตัดก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปแต่อย่างใด การอัดบันทึกเสียงลำตัดจำหน่ายตามท้องตลาดยิ่งมีมากขึ้นตามลำดับ แต่ในปัจจุบันจะอัดออกจำหน่ายในรูปของแถบบันทึกเสียง (Cassette Tape) ซึ่งเป็นที่นิยมและสะดวกในการเปิดฟังมากกว่าแผ่นเสียงในสมัยนั้น
คณะลำตัดที่อัดเป็นแถบบันทึกเสียงจำหน่ายนั้น มีหลายคณะด้วยกัน เช่น คณะหวังเต๊ะ คณะแม่ประยูร คณะแม่บุญชู เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีนักร้องเพลงลูกทุ่งบางคนได้หันมาสนใจร้องลำตัดเหมือนกัน และมีอัดเสียงจำหน่ายด้วย เช่น ชินกร ไกรลาศ ขวัญจิต ศรีประจัน รุ่งนภา กลมกล่อม เป็นต้น
ความแพร่หลายของลำตัดนี้ นอกจากจะอัดเป็นแถบบันทึกเสียงจำหน่ายเป็นธุรกิจการค้าแล้ว ในปัจจุบันยังมีนักกลอนสมัครเล่นได้ส่งกลอนลำตัดไปลงในนิตยสารโต้ตอบกันอีกด้วย ที่พบมากที่สุดคือ นิตยสารสตรีสาร ซึ่งจะมีคอลัมน์สำหรับนักกลอนสมัครเล่น โดยเปิดโอกาสให้ส่งกลอนเพลงพื้นบ้านต่างๆ เช่น เพลงฉ่อย เพลงเรือ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงลำตัด ฯลฯ ไปลงในคอลัมน์นี้ได้ และสัปดาห์ต่อมาก็อาจจะมีผู้ส่งกลอนโต้ตอบกลับมาและระบุว่าโต้ตอบกับเพลงอะไรในฉบับที่เท่าไหร่ นั่นแสดงว่า วงการเพลงพื้นบ้านของไทยเรานั้นก็ยังคงมีผู้นิยมแพร่หลายอยู่ มิได้ถูกลืมเลือนไปเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำตัด ซึ่งยังคงเป็นที่นิยมของคนทุกระดับ ทุกวงการ เพราะศิลปินลำตัดในปัจจุบันได้รู้จักปรับปรุงเนื้อหา และสอดแทรกมุขตลกได้ทันต่อเหตุการณ์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี และก็เป็นที่แน่นอนว่าลำตัดยังคงจะเป็นที่นิยมในกลุ่มคนทั่วๆ ไปอีกนานทีเดียว
สำหรับในจังหวัดตราด การร้องลำตัดนิยมนำมาร้องเล่นกันทั่วไปไม่มีการตั้งเป็นคณะที่เป็นกิจจะลักษณะ กระทั่งเมื่อมีการก่อตั้งชมรมผู้สูงอายุขึ้นในแต่ละตำบลของจังหวัดตราด เมื่อราวปี พ.ศ.๒๕๓๕ และในแต่ละเดือนจะมีการรวมตัวกันของสมาชิกชมรมทั้งจังหวัด ซึ่งแต่ละชมรมจะต้องจัดการแสดงเพื่อนำไปแสดงบนเวทีใหญ่ เป็นผลให้แต่ละตำบลพยายามจัดหาการแสดงพื้นบ้านของตนไปจัดแสดง เกิดคณะเพลงขึ้นเป็นจำนวนมาก หนึ่งในจำนวนนั้นคือคณะ ลำตัดของพ่อเหี้ยม จังคะพาณิชย์ และคณะของพ่อประสูตร ช่วงเวฬุวัน เป็นต้น ซึ่งนับเป็นการต่อลมหายใจของลำตัดในเมืองตราดไม่ให้สูญไปได้อีกทอดหนึ่ง
สาขา/ประเภท
ขนบ
แต่เดิมนั้นผู้แสดงลำตัดจะมีเฉพาะผู้ชายเท่านั้น ต่อมาเมื่อมีการห้ามประชันลำตัดในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ เนื่องจากการประชันลำตัดเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ดูซึ่งถือหางลำตัดแต่ละฝ่ายเกิดการวิวาทกัน หลังจากนั้นจึงเกิดมีลำตัดผู้หญิงขึ้นมา คนแรกคือ นางเซาะ การแสดงในระยะแรกนั้นหญิงชายคู่หนึ่งจะว่าแก้กับหญิงชายอีกคู่หนึ่ง ต่อมาเปลี่ยนเป็นฝ่ายหญิงว่าแก้กับฝ่ายชายดังเช่นในปัจจุบัน ซึ่งในวงเดียวกันนั้นจะแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายหญิงกับฝ่ายชาย จึงไม่ได้กำหนดจำนวนแน่นอน อาจเป็นฝ่ายละ ๓-๕ คนก็ได้ แล้วแต่ว่าแต่ละคณะจะมีความสามารถฝึกหัดขึ้นมา สำหรับในจังหวัดตราดนั้น จะแบ่งเป็น ๒ ฝ่ายเช่นกัน โดยมากมักมีฝ่ายละ ๓ คน
ผู้แสดงที่ขึ้นมาร้องคนแรกนั้น ฝ่ายชายเรียกว่า พระเอก ฝ่ายหญิงเรียกว่า นางเอก แต่ในสมัยโบราณเรียกว่า “ตัวพื้น” ซึ่งจะเป็นตัวซักทอดป้อนคำถามแก่ผู้แสดงตัวอื่นๆ เป็นผู้แสดงที่มีบทบาทสำคัญมากคนหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นหัวหน้าคณะก็ได้ พระเอกหรือนางเอกนี้จะว่ากลอนที่เป็นไปในทำนองไพเราะไม่หยาบหรือแม้กระทั่งตลกก็ไม่ได้
ส่วนผู้แสดงคนอื่นๆ จะไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ แต่จะเรียกกันตามลำดับการร้องว่า คอหนึ่ง คอสอง หรือคอสาม ซึ่งเรียกตามสมัยโบราณเพราะในสมัยโบราณมีผู้แสดงไม่มากเพียง ๒-๓ คนเท่านั้น แต่ในปัจจุบันมีผู้แสดงมากขึ้น บางคณะอาจมี ๕-๖ คนขึ้นไป จึงไม่นิยมเรียกตามแบบโบราณ
ในการแสดงลำตัดนั้นมีลักษณะที่แตกต่างจากการแสดงประเภทอื่นๆ เป็นต้นว่า ลิเกหรือละคร ก็คือ ในขณะที่ผู้แสดงหยุดพักบทบาทของตนโดยมีผู้แสดงอื่นแสดงหรือร้องอยู่นั้น ผู้แสดงที่ไม่มีบทบาทจะเข้าไปพักหลังโรงหรือเวทีที่มีฉากกั้น ผู้ชมจะไม่ได้เห็นผู้แสดงผู้นั้น แต่ลำตัดต่างจากการแสดงที่กล่าวมาคือ ถึงแม้จะไม่ได้ขึ้นร้องก็จะต้องนั่งอยู่หน้าเวที ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายจะนั่งอยู่ตรงกันข้ามกัน โดยมีวงรำมะนาเป็นตัวคั่นกลาง ส่วนมากฝ่ายหญิงจะอยู่ทางขวามือของผู้ชม ฝ่ายชายจะอยู่ทางซ้ายมือของผู้ชม ดังนั้นผู้แสดงลำตัดมักจะต้องสำรวมกิริยาทุกอย่างเป็นอย่างมาก เพราะอยู่ในสายตาของผู้ชมตลอดเวลา ถ้าแสดงกิริยาที่ไม่สมควรออกไป เป็นต้นว่า บ้วนน้ำลาย การนั่งที่ไม่เรียบร้อย ก็จะเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ชม ซึ่งจะทำให้ผู้ชมเกิดความเสื่อมศรัทธาในขณะไป ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้ผู้ชมเกิดความนิยมและประทับใจในการแสดงลำตัดนั้น ไม่ใช่เพียงแต่การว่ากลอนแก้กันอย่างสนุกสนานเท่านั้น แต่บทบาทของผู้แสดงทั้งขณะแสดงและหยุดพักการแสดงจึงมีส่วนสำคัญในการสร้างความนิยมและศรัทธาแก่ผู้ชมได้ทั้งสองประการ
การดื่มสุราของผู้แสดงในขณะแสดงก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะนอกจากจะเป็นกิริยาที่ไม่น่าดูและอาจเป็นผลเสียต่อการแสดงของผู้แสดงเอง อาจทำให้เกิดการขาดสติเนื่องจากความมึนเมา ถ้ามีการเย้าแหย่จากผู้ชมอาจทำให้เกิดเรื่องวิวาทบาดหมางกันได้เช่นกัน
ลำดับขั้นตอนการแสดง
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าแต่เดิมลำตัดในจังหวัดตราดเป็นการร้องเล่นในการทำงาน ดังนั้นจึงไม่เคร่งครัดเรื่องขั้นตอนการร้องลำตัดเท่าใดนัก ภายหลังเมื่อมีอันจะต้องแสดงขึ้นมาจึงได้มีการวางระเบียบขั้นตอนให้เป็นระบบมากขึ้น เพราะการแสดงโดยทั่วๆ ไปนั้นจะต้องมีลำดับขั้นในการแสดง เพื่อให้เกิดความเป็นระบบระเบียบที่ประทับใจคนดู และที่สำคัญคือ เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายสับสนในหมู่ผู้แสดงเองด้วย การแสดงลำตัดจึงต้องมีขั้นตอนในการแสดงเพื่อให้การแสดงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่สับสน เพราะการแสดงลำตัดไม่ได้เป็นเรื่องราวเหมือนการแสดงอย่างอื่น แต่จะใช้การร้องโต้ตอบกันเป็นการดำเนินเรื่องไปโดยตลอด ดังนั้นการวางลำดับขั้นในการแสดงที่แน่นอนจะช่วยให้การแสดงลำตัดน่าชมมากขึ้น ลำดับขั้นในการแสดงของลำตัดนั้นมีมาแต่โบราณแล้ว และก็ยังคงยึดแบบแผนนั้นอยู่ ดังนี้

๒.๓.๑ การโหมโรง
เริ่มต้นโดยการโหมโรงรำมะนา โหมโรงนั้นจะขึ้นต้นด้วยทำนองพม่า แขกและมอญ ซึ่งเรียกว่า ทำนองออกภาษานั่นเอง แต่เดิมการโหมโรงรำมะนาใช้หลายทำนอง ซึ่งเกรงว่าจะเป็นที่เบื่อหน่ายของผู้ฟัง จึงตัดทอนทำนองต่างๆ ให้ลดน้อยลงเหลือเพียง ๒ – ๓ ทำนอง

๒.๓.๒ การร้องบันตน
เมื่อจบการโหมโรงรำมะนา จะต่อด้วยการร้องบันตน การร้องบันตนหรือการเกริ่นหน้ากลอง หรือการว่าหน้ากลอง เป็นการร้องต่อจากการโหมโรงรำมะนา ผู้ร้องจะนั่งร้องอยู่กับวงรำมะนา บันตนที่ร้องนี้แต่เดิมเป็นภาษาแขกปนไทย ต่อมากลายเป็นเนื้อภาษาไทยล้วนๆ ซึ่งบางครั้งเป็นการกล่าวเทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดังตัวอย่าง


ไทยเรารักชาติไทย มีน้ำใจร่วมสามัคคี
พวกศัตรูจะมาจู่โจมตี ถ้าใครอวดดีมาซิเชิญลอง
ไตรรงค์คือธงชาติ โบกสะบัดอยู่ในเขตไทย
ใครกล้าแข็งจะมาแย่งเอาไป ใครกล้าแข็งจะมาแย่งเอาไป
เรียกว่าธงชาติไทย ไม่ยอมให้ใครครอบครอง
ไทยเรารักสงบ อาวุธครบไม่รบกับใคร
อิสระเสรีไม่ราวีผู้ใด อิสรเสรีไม่ราวีผู้ใด
ถ้าใครม้ายื้อแย่งไป ต้องยิงกันให้เลือดนอง
ชาติไทยหัวใจคือพระ ใครจะลองดูก็เอา
พวกศัตรูจะมาลบหลู่ดูเบา พวกศัตรูจะมาลบหลู่ดูเบา
จะเอาเลือดของเจ้า มาทาเสาธงทอง
(สำนวนพ่อประสูติ ช่วงเวฬุวัน)

๒.๓.๓ การร้องไหว้ครู
เมื่อจบเกริ่นหน้ากลองแล้วจะเป็นการร้องไหว้ครู ส่วนมากผู้แสดงฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายร้อง โดยจะลุกขึ้นมายืนร้องไม่นั่งเหมือนการเกริ่นหน้ากลอง เนื้อความที่ร้องจะเป็นการแสดงความเคารพครูที่สั่งสอนมา และขอพรให้ครูช่วยคุ้มครองป้องกันอันตราย ขอให้การแสดงเป็นที่พอใจคนดู ดังตัวอย่าง

ประนมหัตถ์น้อมศิระอภิวาท วรนาถพุทธะอะระหัง
ถึงพระองค์ดับสูญพระคุณยัง ประจักษ์ยั่งยืนแน่นแทนพระองค์
โปรดประทานพระธรรมไว้สำหรับ เป็นเครื่องดับราคะโทสะหลง
แนะหนทางแปดอย่างล้วนทางตรง ประทานสงฆ์แก่ข้าเป็นนาบุญ
ทั้งไหว้บิดรที่ได้ให้ชีพเกิด ให้กำเนิดเลี้ยงบุตรรักอุดหนุน
ลูกพลาดพล่ำต่ำต้อยคอยค้ำจุน เตือนกระตุ้นบากบั่นหมั่นอบรม
ไหว้มารดาบุญหนักรักเอ็นดู เลี้ยงอุ้มชูเฝ้าถนอมกล่อมผม
ลูกเป็นทุกข์ทุกข์ด้วยช่วยระทม เป็นทั้งพรหมมิตรแท้แต่ตั้งครรภ์
ข้าขอไหว้ปวงท่านอาจารย์ครู ทั้งที่อยู่และล่วงลับซึ่งดับขันธ์
ได้ประสาทวิทยาสารพัน เป็นทรัพย์อันติดตนจนบรรลัย
บัดนี้ข้าตีกรับขับเสภา อย่าให้ข้าผิดพลาดเคลื่อนคลาดได้
จะขับร้องบรรเลงบทเพลงใด ให้ถูกใจเพราะหูท่านผู้ฟัง
ให้ผู้ที่มาสันนิบาตญาติและมิตร ซึ่งตั้งจิตจะสดับอยู่คับคั่ง
เจริญอายุวัณณะสุขะพลัง ให้สมหวังทุกข์ภัยอย่าได้มี
(สำนวนพ่อประสูติ ช่วงเวฬุวัน)

๒.๓.๔ การร้องเชิญชวนของฝ่ายชาย
เมื่อจบการไหว้ครู การทักทายเจ้าภาพและผู้ชมแล้ว ก็จะเริ่มเชิญชวนว่ากลอนต่อฝีปากกัน โดยฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายเริ่มว่าก่อน ดังตัวอย่าง

วันนี้เขามีลำตัดประวัติทีมไทย ระหว่างหญิงกับชายมีภิปรายแข่งขัน
ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้หลายปีที่จากไป เอ้วอ้อยคงจะไวมีสไตล์หวานวัน
เขาลือกันทั่วว่าคนชราก็ยังฉลาด ลูกเล่นเย็นชะมัดเป็นลำตัดลือลั่น
เด่นก็เป็นเด่นวันนี้ก็ได้เช่นกันยับ ถ้าฉันได้เล่นคงขยับคงจะประทับใจกัน
มีคนเขาเล่าว่าปากแม่กล้าเหลือหลาย ร้องรำคำคายเหมือนยังหมีควายยังสะท้าน
จริงเท็จยังไม่เห็นไม่เคยเล่นเลยสักหน ข่าวประชาชนที่เขาตะโกนกล่าวขาน
ถ้าได้เล่นเป็นจริงแอบอ้าง โอ้แม่คุณปากกว้าง
อมรถถังได้ทั้งคันฯ
(สำนวนพ่อเหี้ยม จังคะพาณิชย์)

๒.๓.๕ การร้องโต้ตอบของฝ่ายหญิง
เมื่อฝ่ายชายร้องแล้วก็จะให้ฝ่ายหญิงร้องแก้ เพื่อโต้ตอบการเกี้ยวพาราสีของฝ่ายชาย ซึ่งจะเป็นทำนองว่ารับหรือไม่ เพราะเหตุใด หรือต่อว่าฝ่ายชาย ดังตัวอย่าง

เหม่ ๆ มาเสเพลชาติไพร่ พูดจาว่าได้หยาบคายเกินการ
ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ หลายปีที่จากเจ้า
โอ้พ่อปากสะเดา ค่อยๆ เห่าจะจ้าน
สันดานเหมือนกะเต่า ปากก็เห่าตามเคย
มาเปรียบเปรยตัวฉัน ยกประเด็นเหม็นปากแทบตาย
ว่าฉันอมรถถังคันใหญ่ เข้าไปได้ทั้งคัน
ท่านคงจะเคยที่ท่านเอื้อนเอ่ยเรียกร้อง พวกพ้องของท่านคงจะเคยมาพูดจา
มาเลยมาเอื้อนเอ่ยว่าฉัน บัดสีผีบ้าจะมาว่าตัวเรา
พูดจาก้าวร้าวอื้อฉาวกลางบ้าน ผู้ชายใจทรามแสนจะต่ำสุดสิ้น
เธอมาพบโฉมฉิน ฉันจะไห้กินทาร์ซาน
(สำนวนแม่ฉอ้อน จังคะพาณิชย์)

การร้องโต้ตอบนี้จะร้องโต้ตอบกันไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะจนกลอนไม่สามารถคิดกลอนมาว่าต่อไปได้ บางครั้งมักมีการแทรกเอาเพลงพื้นบ้านชนิดอื่นๆ มาแทรกด้วย เช่น แหล่ เพลงขอทาน เพลงฉ่อย เพลงอีแซว ดังตัวอย่าง


เพลงฉ่อยเรื่องยาบ้าและสิ่งเสพติด

(ลูกรับ) เอ่ชา เอ่ชา ชา ชา ชา หนอยแน่ฯ
ผมจะขอกล่าวกลอนสุนทรถ้อย จะขอว่าเพลงฉ่อย ฟังกันไว้ฯ
เวลานี้บ้านเมืองไม่มีความสงบ เพราะกำลังสู้รบกับภัยใหญ่ฯ
คือเรื่องยาเสพติดมันพิชิตเข้ามา ทั่วทั้งพารา ทางเหนือใต้ฯ
เจ้าหน้าที่ก็เก่งตัวเต็งทั้งนั้น จับได้เกือบทุกวัน เห็นกันไหมฯ
พวกข่าพวกเย้าเผ่ากะเหรี่ยง จับมันให้เกลี้ยงอย่าเอาไว้ฯ
ริมชายแดนจีนฮ่อ พวกอีก้ออาข่า ที่เขาเรียกว่าพวกว้าๆ นั่นแหละตัวร้ายฯ
มันมาอยู่บ้านเรายังนำเข้ามา ทั้งกัญชายาบ้าที่จับได้ฯ
มันนำเข้ามาเป็นหมื่นเป็นแสน ทางชายแดนทั้งนั้น
จับได้แล้วต้องประหารมันให้ตายฯ (ลงรับ) เอ่ชา
(สำนวนพ่อสิม เกษโกวิท)

๒.๓.๖ การร้องอำลาและให้พร
เมื่อการแสดงดำเนินไปจนถึงช่วงสุดท้ายแล้ว ก่อนจะจบการแสดงธรรมเนียมของลำตัดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การร้องอำลาให้พรแก่เจ้าภาพ ผู้ชมและผู้ฟัง ดังตัวอย่าง

เวลาดึกล่วงล้ำ เข้าสามยามกว่า ๆ
ฉันดูดาวก็ดันรับฟ้า ดูดวงดาราเปลี่ยนสี
พระจันทร์ฉายบ่ายดวง ตะวันก็ร่วงเข้าสิงขร
ลมพระพายพัดอ่อน หอมเกสรสุมาลี
เมฆน้อยเล็กใหญ่ ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
หนาวน้ำค้างหยดหยาด กระต่ายก็สาดธรณี
รุกขชาติดูเดียรดาษไสว บ้างผลิดอกใบรอรับอุทัยพรุ่งนี้
จตุบทจตุบาท ออกเกลื่อนกลาดเบิกบาน
ได้บ้างก็เสาะอาหาร มาหล่อเลี้ยงสังขารชีวี
เวลาดึกล่วงล้ำ ต้องลาแม่งามกลับหลัง
จงอยู่ดีเถิดร้อยชั่ง น้องอยู่หลังจงดี
ทั้งเจ้าภาพนายงาน ขอกราบกรานให้เจ้าของงานเปรมปรีดิ์
ผมขอลาผู้หญิงที่อยู่ในครัว ผมขอลาดอกบัวที่อยู่ในหนอง
ที่ท่านมาฟังทำนอง ฟังผมร้องถึงที่นี่
ผมลาแม่ครัวคาวหวาน ที่เลี้ยงลูกหลานอิ่มหนำ
ผมลาทั้งคนเก็บคนทำ ผมต้องลาลำลาที
อีกทั้งข้าวเหนียวแก้วขนมจีน ที่ผมอยู่กินเป็นสุข
ขนมจีนน้ำยาคลุก ที่เลี้ยงลูกมาเปรมปรี
ทั้งเม็ดขนุนสังขยา ผมขอลาไปก่อน
วุ้นกะทิหน้าอ่อน ผมต้องขอลาจรลาที
น้ำพริกผักดิบ แกงสับแกงเทโพ
ยำใหญ่ยำโต แกงกระโชหมูฉู่ฉี่
แกงจืด แกงร้อน แกงก่อนแกงหลัง
ต้มยำปลาย่อง เนื้อควาย แกงกระหรี่
ปลารังทอดมันสาระพันหมู ผมต้องลาเสียให้จัง
เพราะทุก ๆ อย่างที่ท่านมี ฯลฯ
ลาถาดลากระทะ ลากะละมัง ลากระชอน
ลาช้อนส้อม ลาถ้วยน้ำร้อนสาระพี
ลาบ้าน ลาเรือน ลาแม่เพื่อนทูนหัว
ลาขือลาจั่ว ลาหลังคา ครัวบ้านนี้
ทั้งเจ้าภาพนายงาน ที่พาลูกหลานมาใกล้และไกล
เสียทั้งค่ารถเรือไว ทั้งค่าเรือไฟก็มี
ส่วนคุณนายผู้หญิง ขอให้งาม ยิ่งหนักหนา
ขอให้มีบุตรี บุตรา ให้ได้ทั้งมาฝากผี
เมื่อท่านจะย่างก้าวไปทางไหน ให้คนไหว้กันเซ็งแซ่
ให้เรียกคุณพ่อคุณแม่ นั่งพับเพียบอัญชลี
เมื่อท่านจะก้าวลงบันได ให้สัตว์ร้ายหนีหน้า
ให้คนเห็นติดตา เหมือนสาลิกาอย่างดี ฯลฯ
(สำนวนพ่อเหี้ยม จังคะพาณิชย์)

๒.๒ ลักษณะของการแสดงลำตัด

ลักษณะการแสดงในสมัยแรกๆ กับปัจจุบันนี้มีความแตกต่างกันในหลายด้าน เป็นต้นว่า ผู้แสดงลำตัดในระยะแรกๆ นั้นเป็นชายล้วน การประชันจะประชันกันเป็นคู่ๆ อย่างเผ็ดร้อน ซึ่งเด่นดวง พุ่มศิริ ได้กล่าวถึงการแสดงลำตัดในสมัยแรกๆ ว่า

“ลำตัดในครั้งนั้นมีการประคารมกันอย่างเผ็ดร้อน เหมือนเป็นการโต้วาทีคำกลอน ลำตัดสมัยก่อนไม่มีเป็นวงหรือเป็นคณะอย่างในปัจจุบันนี้ เป็นการละเล่นตามงานบ้านพวกมุสลิม ในงานแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ เข้าสุหนัต ตะมัดกุรอ่าน เป็นต้น เจ้าภาพจะไปหาลำตัดฝีปากดีมาประชันกัน บางทีประชันตัวต่อตัว บางทีประชันเป็นคู่ คู่ประชันเป็นชายล้วน ยังไม่มีผู้หญิงเข้ามาร่วมด้วย เนื้อเรื่องที่ว่ากันเป็นการขุดคุ้ยความไม่ดีของกันและกันมาประจาน ใครไปทำไม่ดีไว้ที่ไหน เช่น ไปเป็นชู้เมียใครมาบ้าง ติดฝิ่นกินกัญชา หรือติดการพนันเล่นเบี้ยเสียถั่ว หรือเคยลักขโมยใครมา หรือไปมีแผลไว้ที่ไหนก็เก็บมาร้องว่ากัน แบบนี้ตามภาษาลำตัด เรียกว่า “กล่าวประวัติ” เพราะฉะนั้นพวกลำตัดจะต้องระมัดระวังตัวให้ดีไม่ทำอะไรเสียหาย หรือถ้าจะมีก็ต้องปิดให้มิดชิด แต่อย่างไรก็ไม่พ้นเพราะเขาคอยสืบกันอยู่เสมอ ประชันเมื่อใดก็เป็นได้แฉกันหมดไส้หมดพุง”

การแสดงลำตัดของเมืองตราดในสมัยก่อนไม่ได้มีการตั้งเป็นวงหรือเป็นคณะอย่างในปัจจุบันนี้ เพราะถือว่าเป็นการละเล่นมิใช่เป็นอาชีพเหมือนอย่างปัจจุบัน การประชันกันจะเป็นแบบตัวต่อตัวบ้าง คู่ต่อคู่บ้าง มีกรรมการคอยตัดสิน แต่ละฝ่ายจะว่าและแก้กัน ต้นบทต่างก็จะต้องหาทางแก้กันให้ได้ เรื่องที่นำมาว่ากันก็ไม่พ้นเรื่องส่วนตัว หรือปมด้อยของฝ่ายตรงกันข้ามซึ่งจะต้องคอยสืบความลับของอีกฝ่ายให้ได้ “ฉะนั้นกว่าจะเล่นลำตัดกันที ก็ต้องเป็นกรมประมวลข่าวกลาง คือ สืบประวัติกันหน้าดำหน้าแดงไปเลย ว่ากันทีให้ดุเด็ดเผ็ดมัน ก็ต้องว่าแบบสองแง่สองง่าม ฟังแล้วมันในอารมณ์ หัวร่อจนท้องแข็งขากรรไกรค้างไปเลย” ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของลำตัดในระยะแรกๆ ที่แตกต่างจากในปัจจุบัน คือ ในเวลาที่ร้องลำตัดนั้นจะไม่ได้ยืนร้องเต็มตัวอย่างในปัจจุบัน ซึ่งเอนก นาวิกมูล ได้กล่าวไว้ว่า “เดิมลำตัดเวลาร้องก็ยืนครึ่งนั่งครึ่ง เรียกว่า “ครึ่งท่อน” คือ ยืนไม่เต็มตัว ต่อมาจึงยืนร้องเต็มตัว ผลัดกันว่าโต้ตอบฝ่ายละ “ยืน” คือเวลาราว ๓๐ นาที คล้ายคำว่า “ยก” ในวงการมวย”
แต่เดิมการแสดงลำตัดมีแต่ผู้ชายล้วนๆ ต่อมาจึงมีการตั้งวงลำตัดผู้หญิงขึ้นมาบ้าง และสามารถว่าแก้กันกับผู้ชายได้ ดังนั้นการแสดงลำตัดจึงได้รับความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อมีการประชันขันแข่งกันระหว่างวงฝ่ายหญิงกับฝ่ายชาย เพราะถ้อยคำที่กล่าวแก้กันนั้นได้เพิ่มการเกี้ยวพาราสีกันเข้าไปด้วย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในวงผู้ชายล้วนๆ การประชันกันในลักษณะนี้ในบางครั้งก็มีการกระทบกระทั่งกันอย่างรุนแรงจนเกิดเรื่องบาดหมางใจกัน จนกระทั่งเกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งระหว่างวง จึงได้มีผู้คิดดัดแปลงโดยให้ในวงเดียวกันมีทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ประชันคารมกันในวง มีการฝึกซ้อมเพื่อความกลมกลืนและฟังไพเราะรื่นดูดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
การแสดงลำตัดนั้นได้รับความนิยมมากขึ้นตามลำดับ เนื่องจากมีการประชันขันแข่งทั้งในด้านเพลงร้อง ฝีมือการตีรำมะนา และที่สำคัญคือ ปฏิภาณหรือฝีปากการว่ากลอนแก้กัน จึงทำให้เกิดความสนุกสนาน และสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่สร้างความนิยมให้แก่การแสดงลำตัดก็คือ การประชันกันระหว่างชายจริงหญิงแท้ ซึ่งแต่เดิมนั้นการแสดงลำตัดใช้ผู้ชายล้วน การประชันกันจึงเป็นเพียงการขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวและปมด้อยของฝ่ายตรงกันข้ามมาว่ากันเป็นส่วนมาก แต่เมื่อเกิดมีการประชันกันระหว่างชายกับหญิงนั้น จึงมีเรื่องของการเกี้ยวพาราสี ไต่ถาม ค่อนขอด ทำให้เกิดความไพเราะ เผ็ดร้อน ในหลายรสล้วนแต่สร้างความตื่นเต้นสนุกสนานแก่ผู้ดูผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง และมีผลทำให้ลำตัดได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถยึดเป็นอาชีพได้ ดังที่เห็นกันในปัจจุบัน
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
ลำตัดเรื่องปฏิจจสมุปบาท
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๘ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) มาแล้วมาแล้วแม่แก้วแววตา มาเถิดมาแม่มาแล้วผมจะว่าให้ฟัง
จะเล่นลำตัดเชิญมาทัศนา จะเล่นลำตัดเชิญมาทัศนา
จะว่าเรื่องศาสนาเชิญท่านมารับฟังฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ผมยกมือขึ้นอ่อนๆ ขอยอกรประนม
ศิโรราบกราบก้ม กรประนมสามครั้งฯ
ขอไหว้พระธรรมในพระพุทธเจ้า ของพวกเราชาวไทย
ผมต้องขอกราบไหว้ พระรัตนตรัยอีกครั้งฯ
ขอไหว้พระธรรมในพระธรรม ตลอดถึงคำสั่งสอน
เพราะธรรมะคือคุณากร เป็นบทที่สอนที่สั่งฯ
ขอไหว้พระธรรมในพระสงฆ์ ท่านผู้ทรงสิกขา
ชาวพุทธเราควรบูชา เพราะท่านทำกายวาจาตามสั่งฯ
ขอไหว้พระธรรมในบิดามารดา ทุกๆ เวลากราบไหว้
ถึงท่านจะละโลกนี้ไป ก่อนนอนกราบไหว้ท่านทุกครั้งฯ
ขอไหว้พระธรรมในครูอุปัชฌาอาจารย์ ท่านได้ให้การศึกษา
ท่านสอนศิลปวิทยา ให้เกิดปัญญาแสงสว่างฯ
ขอไหว้พระธรรมที่มีอยู่ทั่ว พร้อมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี
ตลอดราชวงศ์จักรี ผมอัญชลีทุกๆ ครั้งฯ
พระคุณทั้งสองท่านมากล้น แก่หมู่ชนชาวไทย
ทั้งภาคเหนือภาคใต้ ท่านเสด็จไปให้กำลังฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ผมจะขอเกริ่นกลอน เป็นสุนทรลำตัด
แต่ผมรู้สึกอึดอัด มันขัดๆ ขวางๆ ฯ
ถ้าไม่ไพเราะเสนาะโสต ขอจงโปรดให้อภัย
ถ้าผิดบ้างพลั้งไป โปรดจงได้กรุณังฯ
ผมเป็นลำตัดสมัครเล่น มิใช่เช่นงานหา
ผมไม่มีครูบา ที่จะมาสอนสั่งฯ
เรามาพบกันวันนี้ นับว่าดีหนักหนา
ผมจะเล่าเรื่องพุทธศาสนา เชิญท่านเข้ามารับฟังฯ
นึกว่ามาร่วมสนุก เพื่อคลายทุกข์ให้สบาย
ชีวิตปัจฉิมวัย มันเหมือนไม้ใกล้ฝั่งฯ
อาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย ขาดไม่ได้มันจำเป็น
อาหารใจก็ไม่ใช่เล่น มันจำเป็นกันคนละอย่างฯ
ทางร่างกายสมบูรณ์ดี แต่จิตใจไม่มีคุณธรรม
ชีวิตก็จะตกต่ำ ต้องเดินคลำหลงทางฯ
อาหารใจสำคัญกว่า พุทธศาสนาก็สอนไว้
อริยทรัพย์ภายใน ท่านกล่าวไว้ถึงเจ็ดอย่างฯ
แต่ผมขอยุติเอาไว้ จะขอบรรยายในวันหน้า
ถ้าพี่น้องยังศรัทธา ผมจะมาว่าให้ฟังฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) แต่สังคมเราทุกวันนี้ มันเกิดกลีกันใหญ่
พุทธศาสนาไม่มีความหมาย พุทธบริษัทไทยจึงหลงทางฯ
คนบางพวกมีความเห็นว่า พุทธศาสนาช่วยอะไรไม่ได้
มีความทุกข์ร้อนทางกาย ช่วยอะไรไม่ได้เลยสักอย่างฯ
รักษาศีลฟังธรรมมาตั้งนาน กรรมฐานก็ภาวนา
บุญไม่เห็นจะช่วยรักษา ทุกข์ภัยยังมาอยู่รอบข้างฯ
ต้องหาที่พึ่งกันใหม่ เลยพากันไปโยเร
นึกว่าความทุกข์ร้อนคงช่วยถ่ายเท เลยไปโยเรกันเสียคลั่งฯ
มันเป็นภาษาของญี่ปุ่น ผมไม่เคยคุ้นกับคำนี้
ว่ามันจะชั่วหรือจะดี ยังไม่มีที่อิงอ้างฯ
แต่ผมรู้สึกเศร้าใจ ว่าพุทธบริษัทไทยของเรา
มายอมเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า แต่มิได้เอาตามสั่งฯ
คำสอนเรื่องศรัทธา ท่านมีปัญญากำกับไว้
ทุกๆ หมวดธรรมไปเปิดดูได้ ท่านกล่าวไว้กว้างขวางฯ
ท่านสอนให้เราเชื่อเรื่องกรรม การกระทำของตน
พร้อมทั้งเหตุและผล ว่าตนของตนเป็นผู้สร้างฯ
ความทุกข์เกิดขึ้นที่กาย ต้องรีบไปโรงพยาบาล
แพทย์และตรวจสมุฏฐาน รู้อาการโรคทุกอย่างฯ
ถ้าความทุกข์เกิดขึ้นที่จิต เพราะเห็นผิดที่ผัสสะ
พุทธบริษัทไม่เคารพธรรมะ จึงต้องเปะปะหลงทางฯ (ลง)


(ขึ้น) ประชาชนคนไทย ไม่ค่อยสนใจศาสนา
เขามีแต่ศรัทธา ไม่ทำปัญญาให้กว้างขวางฯ
พระพุทธศาสนาเป็นของยาก ต้องสนใจให้มากเข้าใจได้
ขอพุทธบริษัทไทย เอาใจใส่ให้จริงจังฯ
แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่า พระสอนพุทธศาสนามีอยู่น้อย
พุทธบริษัทเลยมีปมด้อย จึงเดินไม่ค่อยถูกทางฯ
อันคำว่าเกิดหรือคำว่าตาย คำนี้วุ่นวายสับสน
ภาษาธรรมกับภาษาคน มันปะปนกันอยู่บ้างฯ
อันคำว่าเกิดภาษาธรรม มุ่งการกระทำทางจิต
อายะตะนะภายนอก กระทบอายะตะนะภายใน
มันเกิดกันได้ทุกๆ ครั้งฯ
แล้วมันก็ทำหน้าที่ ชั่วหรือดีรู้ที่ใจ
แล้วความรู้สึกก็ดับไป ก็เท่ากับตายไปอีกครั้งฯ
แล้วมันก็เกิดขึ้นมาใหม่ เพราะเหตุปัจจัยมันยังมี
กิเลสตัณหาตัวนี้ มันทำหน้าที่เหลือกำลังฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) เพราะอวิชชามันยังมี มันทำหน้าที่ไปตามกิเลส
ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ เพราะตัวกิเลสมันคอยสั่งฯ
กิเลสกรรมวิบาก พุทธศาสนาปฏิบัติยากอยู่ตรงนี้
แต่ต้องรู้ไว้บ้างก็ยังดี มันยังมีที่ยับยั้งฯ
ที่ว่าเกิดทุกข์ที่เป็นทุกข์ ทุกๆ ที่มันต้องมีอุปปาทาน
เพราะมันมีการยึดมั่น ตัณหาอุปปาทานมันคอยสั่งฯ
พระพุทธเจ้ามุ่งสอนตรงนี้ ควบคุมอินทรีย์ไว้ให้สำคัญ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าไหวหวั่น ตั้งสติให้มั่นคอยระวังฯ
นี่เป็นภาษาธรรม โปรดช่วยจำกันเอาไว้
อันคำว่าเกิดหรือคำว่าตาย มันรู้ตัวได้ทุกๆ ครั้งฯ
แต่ถ้าภาษาคนธรรมดา คำว่าเกิดมาต้องคลอดจากครรภ์
แล้วอยู่กันไปจนยาวนาน จนวิญญาณออกจากร่างฯ
จนหมดลมหายใจ นี่คือคำว่าตายภาษาคน
แล้วเรื่องมันยังสับสน ภาษาคนเขาพูดทุกอย่างฯ
วิญญาณออกจากร่างไป ถือกำเนิดใหม่ตามกรรม
ดีหรือชั่วแล้วแต่การกระทำ ไปตามกรรมที่เขาสร้างฯ
คนส่วนมากเขาเชื่อกันอย่างนี้ แต่ในพระบาลีไม่มีสอนไว้
ศาสนาพราหมณ์เขาสนใจ เขากล่าวไว้กว้างขวางฯ

นี่เราเป็นพุทธศาสนา พระศาสดาไม่สอนไว้
ชาวพุทธไม่ควรสนใจ มันเสียหายจงระวัง (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) เรานับถือพุทธศาสนา ต้องศรัทธาในพระพุทธเจ้า
ผมขอร้องพุทธบริษัทเรา เคารพพระพุทธเจ้ากันบ้างฯ
พระองค์เป็นพระบรมครู เป็นผู้รู้แจ้งโลก
ดับความทุกข์ความโศก เปิดให้โลกได้สว่างฯ
แต่เรื่องที่ยังเข้าใจผิดกัน เขาเชื่อว่าวิญญาณคนที่ตาย
ไปถือกำเนิดเกิดใหม่ ตามกรรมที่ได้ก่อสร้างฯ
ชาติในอดีตนำมาให้เกิด จะดีประเสริฐหรือเลวทราม
แล้วแต่ผลของการกระทำ ไปตามกรรมทุกๆ อย่างฯ
มาให้ผลในปัจจุบัน มารู้กันในชาตินี้
จะสุข ทุกข์ ชั่ว ดี กรรมยังมีแต่ปางหลังฯ
คนส่วนมากเขาเชื่อกันอย่างนี้ ในพระคัมภีร์ยังมีกล่าว
แต่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า พุทธบริษัทเราจึงหลงทางฯ (ลง)

(ขึ้น) เรื่องคร่อมภพคร่อมชาติ ปฏิจจสมุปบาทเขาสอนกันมา
ทำชาตินี้ไปเอาชาติหน้า อดีตส่งมาตามหลังฯ
เรื่องนี้มันผิดอย่างชัด เพราะผู้ปฏิบัติพิสูจน์ไม่ได้
แต่เขาสอนกันมายาวไกล ไม่มีอาจารย์ผู้ใดมายับยั้งฯ
มีท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านสอนปฏิจจสมุปบาทในปัจจุบัน
ว่ามีอวิชชาเป็นตัวการ เป็นปัจจัยสำคัญไม่หยุดยั้งฯ
มีถึง ๑๒ ปัจจัยการ อวิชชาเป็นปัจจัยของสังขาร
ตลอดวิญญาณและรูปนาม เป็นปัจจัยกันติดตามตลอดทางฯ
ผัสสะอายะตะนะเวทนา ตัณหาอุปาทานไปถึงการภพชาติ
เกิดความทุกข์โทมนัสอุปายาส ไม่มีอะไรมาอาจหยุดยั้งฯ
ความทุกข์เกิดถึงที่สุด ปฏิจจสมุปบาทของพุทธพิสูจน์ได้
ท่านอาจารย์พุทธทาสแสดงไว้ พิสูจน์กันได้ทุกๆ อย่างฯ
ที่นี้จะว่าถึงเรื่องความดับ ที่จะระงับต้องนิโรธทวาร
วิชาไม่ปรุงสังขาร เพราะรู้ทันจึงยับยั้งฯ
วิญญาณดับ นามรูปดับ ผัสสะอายะตะนะเวทนาตัณหาอุปทานดับ
มันก็ระงับกันไปทั้งสาย ภพชาติก็มีไม่ได้เพราะจิตใจเกิดแสงสว่างฯ
ปฏิจจสมุปบาทมันเกิดขึ้นได้ ในจิตใจของทุกๆ คน
วันหนึ่งๆ ตั้งหลายหน ทุกๆ คนวันละหลายๆ ครั้งฯ
มันเป็นภาษาธรรมในปฏิจจสมุปบาท แต่เราสามารถเข้าใจได้
เพราะมันเกิดดับอยู่ในใจ ต้องตั้งสติไว้คอยระวังฯ
ธรรมะเรื่องนี้มันสูงมาก รู้สึกลำบากเรื่องบรรยาย
แต่ธรรมะพระพุทธเจ้าพิสูจน์ได้ จึงมีกำลังใจกล่าวอ้างฯ
เพราะของเดิมสอนกันไว้ พิสูจน์ไม่ได้มันผิดพลาด
ผมอาศัยคำสอนของอาจารย์พุทธทาส เลยขอโอกาสท่านอีกครั้งฯ
นึกว่าคงเป็นประโยชน์แก่ศาสนา พุทธบริษัทที่มาประชุมกัน
โปรดช่วยวิพากษ์วิจารณ์ นึกว่าเป็นการให้กำลังฯ
ต้องขอยุติไว้เพียงนี้ โอกาสมีวันข้างหน้า
พี่น้องยังศรัทธา คงได้มาว่ากันให้ฟังฯ (เป๊กพ้อ) โยนๆ

ลำตัดว่าเรื่องพุทธประวัติโดยย่อ
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๘ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) สวัสดี สวัสดี พวกพ้องน้องพี่ สวัสดีกันทุกทุกคน
เราชมรมชรา ต้องหันเข้าหาศีลธรรม เราชมรมชรา ต้องหันเข้าหาศีลธรรม
ชีวิตจะไม่ตกต่ำ พ้นจากความมืดมนฯ (เป๊กพ้อ)
(ขึ้น) ศิโรราบกราบก้ม กรประนมเหนือเกล้า
ผมขอไหว้พระพุทธเจ้า ของพวกเราทุกๆ คนฯ
ผมจะกล่าวไม่ได้ชัด ตามพุทธประวัติที่ได้เรียนมา
เท่าที่ผมได้ศึกษา จำมากล่าวนุสนธิ์ฯ
ถ้าผิดไปบ้างพลั้งพลาด เราพุทธบริษัทเดียวกัน
ช่วยท้วงติงว่าขาน เพราะผมนั้นชั้นปุถุชนฯ
ด้วยความเคารพและบูชา จึงได้มาว่าสดุดี
เพราะความกตัญญูกตเวที มันมากมีเหลือล้นฯ
พระองค์เป็นพระบรมครู เป็นผู้รู้ธรรมวิเศษ
ดับเพลิงทุกข์เพลิงกิเลส เป็นสมุทเฉจหลุดพ้นฯ
พระองค์เป็นสยัมภูรู้เอง นับว่าเก่งกว่าใครๆ
ไม่มีอาจารย์คนไหน ๆ จะรู้ได้เฉพาะตนฯ (ลงรับ)

(ขึ้น) จนชื่อเสียงลือกระฉ่อน ฟุ้งขจรไปทั่วหล้า
ในหมู่มนุษย์และเทวดา ตลอดพรหมาเบื้องบนฯ

ต่างสรรเสริญแซ่ซ้อง ช่วยกันเป่าร้องประกาศ
ทั้งแปดหมื่นโลกธาตุ เป่าประกาศทั่วสากลฯ
ว่าธรรมจักรเกิดอัศจรรย์ ท่านเปิดสวรรค์ชี้นรก
ไม่เคยมีใครจะหยิบยก ให้ชาวโลกได้ยลฯ
เกิดแผ่นดินไหวสมัยนั้น อัศจรรย์กันทั่วไป
มนุษย์เทวดาต่างชื่นใจ พากันกราบไหว้โกลาหลฯ
ตามที่ผมกล่าวสาร มีในตำนานกล่าวไว้
ถ้าผิดพลาดอย่างไร โปรดอภัยผมทุกคนฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) พระองค์ประกาศธรรมจักรกัปปวัตตะนะ ให้ทรงละลงทั้งสองอย่าง
อัตตะกิละมะถากับกามสุขัลลิกาทั้งสองทาง , ให้เดินตรงกลางที่ไม่มีตนฯ
อัตตะกิละมะถานุโยค มันตรึงโศกโดกเผ็ดร้อน
กามสุขัลลิกานุโยคมันยานหย่อน ทั้งสองตอนไม่เป็นผลฯ
ต้องมัชฌิมาทางตรง พร้อมด้วยองค์แปดประการ
นั่นแหละทางไปนิพพาน มันเป็นการหลุดพ้นฯ
หนึ่งสัมมาทิฏฐิความเป็นชอบ ต้องประกอบด้วยปัญญา
องค์นี้เป็นตัวนำหน้า จะนำพาไม่วกวนฯ
องค์ที่สองดำริชอบ ต้องไม่ประกอบในเรื่องกาม
ไม่เบียดเบียนไม่พยายาม ไม่กระทำกรรมอกุศลฯ
องค์ที่สามวาจา องค์นี้ศีลห้าอย่าพลั้งเผลอ
วาจาสำรากเพ้อเจ้อ อย่าพลั้งเผลอให้สับสนฯ
องค์ที่สี่การงานชอบ องค์นี้ต้องประกอบด้วยองค์สาม
ไม่ทำลายชีวิตไม่ผิดในกาม ต้องเว้นจากความเป็นโจรฯ
องค์ที่ห้าสัมมาอาชีวะ ทำต้องเหมือนพระเลี้ยงชีวิต
ประกอบแต่กรรมที่สุจริต มุ่งทำแต่จิตของตนฯ
องค์ที่หกวิริยะ หมั่นเพียรเลิกละความชั่วร้าย
ต้องเอาอกุศลให้ออกจากใจ เอาของใหม่ๆ ที่เป็นกุศลฯ
องค์ที่เจ็ดสติสัมปชัญญะ ต้องมีมานะคอยระวัง
อย่าเผลอสติดำรงตั้ง เฝ้าระวังอยู่กับตนฯ
องค์ที่แปดสมาธิใจตั้งมั่น องค์นี้สำคัญที่สุด
จิตต้องถึงซึ่งวิมุติ กิเลสจึงจะหลุดล่วงหล่นฯ
อริยมรรคที่กล่าวมา ทุกๆ ศาสนาไม่มีสอนไว้
มีเฉพาะพุทธศาสนาที่ผมบรรยาย โปรดเข้าใจกันทุกๆ คนฯ


(ขึ้น) แล้วทรงแสดงอริยสัจสี่ โปรดปัญจวัคคีทั้งห้า
โกณฑัญญะเกิดได้ดวงตา เห็นธรรมในบัดดลฯ
ว่าธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ ให้ทรงสังเกตค้นคว้า
ท่านให้ใช้ปัญญาพิจารณา สาวไปหาก็เจอผลฯ
พระพุทธเจ้าท่านมีญาณ ท่านรู้ว่าท่านโกณฑัญญะ
จิตท่านนั้นพ้นอาสะวะ ได้เป็นอริยะบุคคลฯ
พระพุทธเจ้าดีใจ เปล่งอุทานไปคำโต ๆ
(ว่าอัญญาสิวะตะโภโกณฑัญโญๆ) , ท่านหายโง่ไปอีกคนฯ
แล้วทูลขออุปสมบท พระองค์มีมธุรสว่าดีเลิศ
ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมเราประเสริฐสูงล้นฯ
โกณฑัญญะก็เกิดเป็นภิกษุหนึ่งองค์ เป็นพระสงฆ์ด้วยวาจา
เรียกเอหิภิกขุอุปสัมปทา ด้วยพระวาจาที่แยบยล (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) ยังเหลืออีกสี่องค์ ที่ยังเป็นองค์เสขะ
ชื่อวัปปะ ภัททิยะ มหานามะ, อัสสะชิ กำลังดำริคิดค้นฯ
แล้วพระองค์ก็ทรงแสดงธรรมปกิณณกะ จนได้อริยะโสดา
แล้วก็แสดงอนัตตา อย่าหลงว่ามันเป็นตนฯ
ท่านพิจารณาตามไป ก็รู้ได้แจ้งชัด
ว่าทุกสิ่งสมมุติกับบัญญัติ ก็รู้ชัดตามเหตุผลฯ
มันเป็นธรรมชาติทั้งนั้น อาศัยกันเกิดขึ้นมา
รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ ขันธ์ห้าไม่ควรยึดมาว่าเป็นตนฯ
จิตก็พ้นจากอาสวะ ได้เป็นพระอริยสงฆ์
พร้อมกันอีกสี่องค์ เหมือนกับพระสงฆ์องค์ต้นฯ
จึงทูลขออุปสมบท ก็ปรากฏท่านอนุญาตให้
ท่านจงเป็นภิกษุขึ้นมาได้ อันธรรมเรากล่าวไว้ดีล้นฯ
สมัยนั้นพระสงฆ์เกิดขึ้นในโลก รวมเป็นหกทั้งพระพุทธเจ้า
ถ้าผิดถูกเรื่องราว ช่วยว่ากล่าวได้ทุกคนฯ (ลง)

(ขึ้น) พระพุทธเจ้าท่านมีญาณ ท่านรู้เหตุการณ์ได้ดี
ว่าผัสสะกุลบุตรของเศรษฐี ท่านมีอินทรีย์ที่ร้อนรนฯ
ในยามใกล้รุ่งราตรี พวกเหล่านารีที่บำเรอ
นอนหลับใหลใฝ่ละเมอ ลางบ้างก็เพ้อนอนกรนฯ
ลางบ้างก็นอนน้ำลายไหล ก็กวักไกวแข้งขา
ลางนางก็นอนเลิกผ้า แลเห็นท่อนขาชั้นบน ฯ
ยะสะตื่นขึ้นมาพบ แลเหมือนซากศพที่ป่าช้า
แล้วยืนมองพิจารณา ร้องอุทานว่าเหลือทนๆฯ
ที่นี้วุ่นวายหนอ ที่นี้ขัดข้องหนอ พระองค์นึกท้อในพระทัย
แล้วออกจากวังเดินไป ด้วยใจร้อนรนฯ
พระพุทธเจ้าเปล่งอุทานออกไป ว่าที่นี้ไม่วุ่นวายไม่ขัดข้อง
มาทางนี้เราจะชี้ช่อง ไม่ให้ท่านหมองกมลฯ
ยะสะได้สดับเสียง ได้ยินสำเนียงมาแต่ไกล
จึงเดินตรงเข้าไปใกล้ ด้วยมีหัวใจรู้สึกสมฯ
พระองค์ก็แสดงธรรมอนุบุพพิกถาห้า ตรงกับปัญหาที่เกิดในใจ
ยะสะสดับแล้วสบาย จิตใจก็หายร้อนรนฯ ลง (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) แล้วทรงแสดงอริยสัจจี่ ว่าเหตุมันมีที่ตัณหา
ต้องเดินตามมรรคา นิโรธมาปรากฏผลฯ
ยะสะบุตรเศรษฐีได้รับฟัง จิตก็ว่างเบาสบาย
ไม่ยึดมั่นสำคัญหมาย จิตก็คลายจากตัวตนฯ
จึงทูลขออุปสมบท ก็ปรากฏบวชให้
ธรรมที่เรากล่าวไว้ ท่านเข้าใจเหตุผลฯ
ทั้งบิดามารดาพร้อมภรรยาก็ซาบซึ้ง ทั้งสามคนก็ขอถึง
พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งของตนๆฯ
จะกล่าวถ้วนถี่นักไม่ได้ ยังพวกสหายของพระยะสะ
มาขอบวชเป็นพระ จนได้เป็นอริยบุคคลฯ
แล้วต่อมาอีกไม่นาน รวมพระอรหันต์ได้หกสิบเอ็ดองค์ พระพุทธเจ้าท่านประสงค์ จะวางพุทธศาสนาลงทุกๆ ตำบลฯ
เรื่องพุทธประวัตินี้ยาก รู้กันมากทั่วทั้งนั้น
ถ้าผิดพลาดที่สำคัญ ขออภัยให้ฉันในทุกๆ คน (เป๊กพ้อ) โยนๆ

(ขึ้น) แล้วพระองค์ก็พระบัญชา พวกท่านอย่าช้าจงรีบไป
ตามชนบทน้อยใหญ่ แยกกันไปองค์ละตำบลฯ
ท่านจงไปประกาศพรหมจรรย์ พร้อมกันให้บริสุทธิ์
ให้บริบูรณ์มุ่งวิมุติ กิเลสให้หลุดล่วงหล่นฯ
ส่วนตัวเราจะมุ่งหน้า ไปอุรุเวลาเสนานิคม
พวกชฎิลอยู่กันอย่างอุดม ในอาศรมอุรุตำบลฯ
พวกชฎิลสามพี่น้อง แบ่งกันปกครองบริวาร
ห้าร้อย สามร้อย สองร้อย ไม่เท่ากัน รวมบริวารพันคนฯ
พระพุทธเจ้าเสด็จถึงตอนเย็น อาศรมอุรุเวละกัสสปะ
พระองค์ขอพักสักระยะ อาคันตุกะส่วนตนฯ
กัสสปะชฎิลไม่ปฏิเสธ แต่บอกเหตุลางร้าย
ถ้าท่านพอใจพักได้ แต่มีนาคใหญ่อยู่หนึ่งตนฯ
ที่พักอื่นหาไม่ได้ ต้องอาศัยในถ้ำนั้น
พระพุทธเจ้าท่านรู้ทัน ว่ากัสสปะต้องการทำลายตนฯ ลงรับ

(ขึ้น) พระพุทธเจ้าไม่หวั่นไหว เพราะท่านตั้งใจมาทรมาน
พระองค์ก็แสดงปาฏิหาริย์ ต่อต้านกันโกลาหลฯ
พญานาคได้แผลงฤทธิ์ พ่นพิษเป็นเปลวไฟ
พระพุทธเจ้าท่านดับได้ ท่านทำเป็นไฟไปพุ่งชนฯ
ต่างฝ่ายต่างมีฤทธิ์ พ่นพิษทำลายกัน
พระพุทธเจ้าท่านมีปาฏิหาริย์ ไฟเผาผลาญนาคป่นฯ
ต่อสู้กันทั้งคืน น้ำเป็นคลื่นกะฉอกฉาน
สะเทือนไปถึงบาดาล นาคแผ่พังพานมาทุกตนฯ
จะเข้ามาทำร้ายพระองค์ท่าน พระองค์บันดาลให้เป็นไฟ
นาคไม่กล้าเข้าใกล้ เลยจับนาคใหญ่มาหนึ่งตนฯ
แล้วอธิษฐานตัวให้เล็กลง ขดเป็นวงให้อนาถ
แล้วจับใส่ลงในบาตร ให้ขดอนาถอยู่ที่ก้นฯ
พญานาคหมดปัญญา ไม่มีฤทธาต่อสู้
ต้องขดอนาถคดคู้ หมดประตูยอมจำนน ลงฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) รุ่งเช้ากัสสปะชฎิลผู้หัวหน้า ก็รีบมาเพราะอยากรู้
ที่พระสมณะขออาศัยอยู่ เพราะอยากรู้ด้วยตาตนฯ
แต่พอมาเห็นแล้วต้องยืนตลึง นึกไม่ถึงว่าเหตุไฉน
พญานาคเราทั้งยาวใหญ่ แต่จับมาใส่ให้ฉงนฯ
สมณะนี้อัศจรรย์ ต้องมีปาฏิหาริย์วิเศษแน่
พญานาคเราจึงต้องแพ้ สุดจะแก้เวทมนต์ฯ
ด้วยอำนาจบุญญฤทธิ์ กัสสปะชฎิลมีจิตคารวะ
แล้วก้มลงกราบพระสมณะ นึกเลิกละทิฐิตนฯ
พระพุทธเจ้าจึงมีสุนทรพจน์ ให้บริวารทั้งหมดได้เข้าใจ
ว่าการที่พวกท่านหลงบูชาไฟ นั้นมันไร้เหตุผลฯ
ไฟข้างนอกมันดับได้ แต่ไฟข้างในนี้มันสำคัญ
มันเผาอยู่ทุกคืนวัน มันเผาผลาญร้อนรนฯ
ไฟราคะโทษะโมหะ อุรุเวละกัสสปะจำไว้ให้ดี
ไฟสามกองนี้เขาเรียกอัคคี มันเผาอยู่ที่ใจคน ฯ ลงรับ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) ธรรมะเราช่วยดับได้ ทำความในใจไม่ยึดมั่น
ตั้งหน้าถอนอุปาทาน อย่าสำคัญว่าเป็นตนฯ
อุรุเวละกัสสปะชฎิล เข้าใจสิ้นกันทั้งหมด
แล้วทูลขออุปสมบท พระองค์ก็โปรดให้ทุกคนฯ
แล้วพากันลอยชฎา เครื่องบูชาลงในลำธาร
ลัทธิตนไม่มีแก่นสาร ลงในลำธารน้ำวนฯ
นทีกัสสปะน้องชายกลางตกใจ ว่าเหตุไฉนเครื่องบูชา
ถูกลอยลงในคงคา เหตุต้องมีมาแก่พี่ชายตนฯ
คงเป็นเรื่องสำคัญ พร้อมบริวารก็รีบไป
เห็นพี่ชายใหญ่แล้วเลื่อมใส จึงถามไถ่กันได้ผลฯ
จึงกราบทูลขอบวชกัน พร้อมบริวารทั้งหมด
พระพุทธองค์ก็ทรงโปรด อุปสมบทให้ทุกๆ คน ลงรับ

(ขึ้น) แล้วก็ลอยชฎา เครื่องบูชาลงในน้ำ
ไปถึงน้องชายคนที่สาม ไม่รู้เนื้อความเหตุผลฯ
นึกว่าคงมีเหตุร้าย กับพี่ชายเราแน่นอน
ต้องรีบขึ้นไปราญรอน ต่อกรให้ป่นฯ
ไปเห็นแล้วเลื่อมใส ทั้งสองพี่ชายและบริวาร
บวชเป็นพระสงฆ์กันทั้งนั้น นึกอัศจรรย์ให้ฉงนฯ
พรหมจรรย์นี้ต้องประเสริฐ ดีเลิศกว่าสิ่งใดทั้งหมด
จึงกราบทูลขออุปสมบท พระองค์ก็โปรดให้อีกหนฯ
ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ด้วยพระวาจาที่กล่าวไว้
ท่านจงเป็นภิกษุขึ้นมาได้ ธรรมเรากล่าวไว้ดีล้นฯ
แล้วทรงแสดงอาทิตตปริยายะ แก่ภิกษุพระปุราณชฎิล
ที่ริมฝั่งกระแสสิน ใกล้แผ่นดินอุรุตำบลฯ
ภิกษุชฎิลบูชาไฟเครื่องร้อน พระองค์ก็สอนเรื่องไฟ
ว่าอายะตะนะภายนอกกระทบ อายะตะนะภายในมันร้อนกว่าไฟเผารนฯ
ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ท่านกล่าวว่านั่นไฟเครื่องร้อน
รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ของจร กระทบแล้วร้อนเหลือทนฯ
ขันธ์ห้าท่านก็ว่าร้อน ต่อเมื่อตอนกระทบกัน
แต่ถ้าเราไม่ยึดมั่น การกระทบนั้นก็ไม่เกิดผลฯ
ภิกษุปุราณะชฎิลพันสามองค์ พิจารณาเห็นตรงจิตก็ว่าง
ไม่ยึดมั่นปล่อยวาง จิตก็ว่างจากตัวตนฯ
ได้สำเร็จพระอรหันต์หมด รวมด้วยกันทั้งหมด
ที่ริมฝั่งแม่น้ำคะยาแคว้นมคธ ปรากฏอุรุตำบลฯ ลง (เป๊กพ้อ)
ลำตัดว่าเรื่องพระพุทธศาสนา
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๙ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) พี่น้องเราชาวไทย มารักกันไว้เราเป็นไทยเสรี (ย้ำ)
วัฒนธรรมไทยไม่มีชาติไหนดีกว่า วัฒนธรรมไทยไม่มีชาติไหนดีกว่า
ต้องช่วยกันรักษา อย่าให้ใครมาย่ำยีฯ (เป๊กพ้อ) (รับสองครั้ง)

(ขึ้น) ศิโรราบกราบไหว้ พระรัตนตรัยทั้งสามองค์
คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ท่านได้ดำรงศักดิ์ศรีฯ
พระพุทธศาสนา ได้เข้ามาประเทศสยาม
ในสมัยท่านพ่อขุนราม ปกครองเขตขามธานีฯ
พ่อขุนรามคำแหงท่านมีปัญญา รับพระพุทธศาสนาเอาไว้
ให้อยู่ประจำประเทศไทย มาจนได้ถึงทุกวันนี้ฯ
พ่อขุนรามคำแหงท่านฉลาด ท่านสามารถมากมาย
ท่านได้ผลิตอักษรไทย มาให้เราใช้กันอย่างดีฯ
พยัญชนะ ๔๔ ตัว มันก็ไม่มั่วปนกัน
อักษรสูงอักษรกลาง อักษรต่ำเป็นชั้นๆ มีเสียงผันถ้วนถี่ฯ
พี่น้องเราชาวไทย ต่างภาคภูมิใจกันทั่วหน้า
เรามีสำเนียงเสียงภาษา กันมาชั่วนาตาปีฯ
บางพวกหมู่คนชนชาติ ไม่สามารถมีภาษาใช้
ต้องไปขอเผ่าชนชาติไหนๆ เอามาใช้กันบ้างก็มีฯ
แต่พี่น้องเราชาวไทย มีภาษาใช้กันประจำ
เพราะเรามีจอมปราชญ์พ่อขุนราม ท่านเป็นผู้นำชี้ได้อย่างดีฯ
ฉะนั้นสถานที่ศึกษาทั่วประเทศ พอมองสังเกตได้ทุกแห่ง
จะมีรูปปั้นพ่อขุนรามคำแหง ทำท่าแสดงถือคัมภีร์ฯ
เป็นสัญลักษณ์การศึกษา ที่เกิดวิชาอยู่ที่นั่น
ทั่วทุกๆ สถาบัน สมควรมีการสดุดี ฯ (เป๊กพ้อ) (รับ)

(ขึ้น) ว่าถึงในด้านการศาสนา พระองค์ก็กล้าเสียสละ
พระองค์สนใจธรรมะ ท่านอุปการะอย่างดีฯ
สมัยนั้นประเทศสยาม นับถือศาสนาพราหมณ์อยู่ก่อน
มีการบวงสรวงอ้อนวอน ขอพรทำพิธีฯ
เพราะศาสนาพราหมณ์ เขามีพิธีกรรมมากมาย
พุทธบริษัทในเมืองไทย บางแห่งเลื่อมใสกันมากมีฯ
บางพวกผู้นำศาสนา เขายังกล่าวว่าไม่เป็นไร
พุทธกับพราหมณ์ต้องคู่กันไป ทุกๆ สมัยเป็นอย่างนี้ฯ
พิธีข้างนอกไม่สำคัญ แต่คุณธรรมอยู่ชั้นภายใน
ถ้าทำให้ปนกันเมื่อไร เกิดความเสียหายทันทีฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) ผมได้ยินแล้วสลดใจ ว่าพุทธบริษัทไทยเขากล้ากล่าว
ผมมานึกถึงคำเตือนของพระพุทธเจ้า ว่าพระองค์กล่าวไว้ดีฯ
ว่าศาสนาพระตถาคต จะอยู่ปรากฏหรือเสื่อมสลาย
ไม่มีใครมาทำลาย นอกจากหญิงชายพุทธบริษัทสี่ฯ
แต่พระพุทธศาสนา ของพระศาสดานี้สูงล้ำ
แต่มันอยู่กับศาสนาพราหมณ์ ต้องค่อยๆ คลำกันดูให้ดีฯ
เรื่องอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา สอนกันมาแต่ผมยังไม่เกิด
หลักธรรมอันนี้ประเสริฐ มันดีเลิศเหลือที่ฯ
ขอให้สนใจศึกษา ใช้ปัญญาให้มากมาย
ว่าพระพุทธเจ้าแสดงไว้อย่างไร ค้นคว้ากันให้ถ้วนถี่ฯ
เหตุไม่ควรเชื่อสิบอย่าง ที่พระองค์ได้วางเอาไว้
พุทธบริษัทต้องสนใจ ศึกษากันให้ดีๆ ฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) อย่าเชื่อข่าวเจ้าลือ อย่าเชื่อถือทำตามๆ กันมา
อย่าเชื่อตามคำที่เขาว่า อย่าเชื่อแม้มาในคัมภีร์ฯ
อย่าเชื่อว่าผู้นี้สำคัญ อย่าเชื่อว่าท่านเป็นอาจารย์ของเรา
อย่าเชื่อเรื่องมงคลตื่นข่าว อย่าเชื่อเรื่องทรงเจ้าเข้าผีฯ
อย่าเชื่อเรื่องคาดการหรือเดาเอา ตรงใจเราที่คิดไว้
อันนี้ก็เชื่อไม่ได้ พระพุทธเจ้ากล่าวไว้อย่างดีฯ
แต่เรื่องที่ร้ายยิ่งกว่านั้น เขาเลยเชื่อเรื่องวิญญาณคนที่ตาย
มีผู้วิเศษเขาเก็บไว้ ไปดูกันได้ที่สระบุรีฯ
พุทธบริษัทไทย เลยพากันสนใจเรื่องวิญญาณ
บรรพบุรุษที่ถูกทรมาน ลูกหลานต้องไปเปิดบัญชีฯ
เสียค่าเปิดครั้งละสองร้อย เปิดบ่อยๆ ทุกข์จะคลาย
ผู้คนแตกตื่นพากันไป ผมรู้สึกเศร้าใจเหลือที่ฯ
ไปได้ยินได้ฟังอะไรมา ต้องค่อยศึกษากันให้ชัด
เพราะเราพุทธบริษัท ต้องเอามาปฏิบัติมันถึงจะดีฯ
ธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่ว่ากล่าวไว้ดีแล้ว
ต้องอยู่ในแนวสวากขาตา ทั้งหกบทที่ผมว่าลองมาศึกษากันอีกทีฯ
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ ไม่ต้องจำกัดกาลเวลา
และเป็นสิ่งที่ควรท้า ว่าให้เจ้ามาปฏิบัติดูซีฯ
เอาธรรมะของพระพุทธเจ้า มาใส่เข้าไว้ในตัว
แล้วความดีความชั่ว รู้ได้ในตัวทันทีฯ
มันเป็นปัจจัตตัง รู้กันอย่างแจ้งชัด
ทุกๆ คนที่ปฏิบัติ ก็รู้ชัดกันอยู่ตรงนี้ฯ
ทุกๆ บทปรากฏชัด ผู้ปฏิบัติไม่สงสัย
วิญญูชนพึงรู้ได้ อยู่แก่ใจอย่างดี ฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) พระพุทธเจ้าท่านฉลาด ท่านเป็นจอมปราชญ์ทันสมัย
ท่านแลอนาคตอันยาวไกล แลไปได้เป็นพันปีฯ
คำสอนของพระองค์ต่างๆ อาจเลือนรางจางหาย
บางอย่างจำมาไม่ได้ แต่มีเขียนไว้ในคัมภีร์ฯ
คำสอนของพระองค์ท่าน แปดหมื่นสี่พันมันมากมาย
คัดลอกกันมาหลายสมัย ของเดิมอาจหายไปบ้างก็มีฯ
ท่านจึงวางหลักตัดสินธรรมวินัย เอาไว้ให้แน่นอน
ว่าอันไหนเป็นคำสอนไม่ใช่คำสอน ไว้ทุกๆ ตอนอย่างถ้วนถี่ฯ
เพื่อให้พุทธบริษัท ผู้ปฏิบัติไม่สงสัย
อันไหนเป็นธรรมวินัย รู้กันได้ทันทีฯ

(ขึ้น) ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ ธรรมนี้ไม่ใช่คำสอน
พุทธบริษัทพึงสังวร ไม่ใช่คำสอนที่ดีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อประกอบทุกข์ ธรรมนี้ไม่ถูกอย่างมาก
เพราะทำตัวให้ลำบาก ไม่ถูกตามหลักวิถีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อสะสมกองกิเลส ธรรมนี้ปฏิเสธสิ้นเชิง
เพราะทำจิตให้หลงระเริง แล้วจะเหลิงโลกีย์ฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความอยากใหญ่ ข้อนี้ความหมายไม่รู้พอ
จะทำจิตให้เหี่ยวห่อ ความไม่พอนั่นแหละเป็นผีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อไม่สันโดษ ข้อนี้มีโทษมากมาย
มีอยู่แล้วยังอยากได้ อยากเปลี่ยนใหม่ทุก ๆ ทีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อคลุกคลีหมู่คณะ ธรรมนี้ต้องละเด็ดขาด
ต้องพอใจในที่สงัด แล้วความประมาทจะไม่มีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน นี้สันดานชั่วร้าย
จะอยู่ในที่แห่งใด มีแต่ความจัญไรอัปรีย์ฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก ทำตัวลำบากใช้ไม่ได้
ต้องทำเป็นคนเลี้ยงง่าย จึงจะสบายใจดีฯ
ธรรมะ ๘ ที่ผมกล่าว พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนไว้
ไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย โปรดเข้าใจตามนี้ฯ
ธรรมที่ตรงกันข้าม มีข้อความเกือบคล้ายกัน
ผมจะขอกล่าวเพียงสั้นๆ โปรดช่วยจำกันไว้ให้ดีฯ ลง

(ขึ้น) ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อคลายกำหนัด พระพุทธเจ้าบัญญัติสอนไว้
ความกำหนัดและความใคร่ มันทำลายความดีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความปราศจากทุกข์ ถ้าปรารถนาสุขก็ใช่
ไม่ได้เพราะอยากได้สุขก็ทุกข์ใจ ไม่เอาอะไรนั่นแหละดีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อไม่สะสมกิเลส ข้อนี้วิเศษที่วิชา
ต้องรู้เท่าทันมายา แล้วอวิชชาก็จะไม่มีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความอยากอันน้อย จิตจะค่อยรู้ประมาณ
จะบริโภคพอความต้องการ รู้ประมาณแต่พอดีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความสันโดษ เป็นที่โปรดของคนทั้งหลาย
ไม่เป็นคนมักได้ พอใจแต่ของที่มีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความสงัด ต้องธรรมชาติในป่า
เป็นที่บำเพ็ญเพียรภาวนา ธรรมชาติในป่ามันเหมาะดีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเพียร ทุกคนต้องเรียนศึกษา
ไม่มีอะไรจะสู้วิชา ตัวปัญญามันเกิดที่นี่ฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย จะอยู่ที่ไหนคนก็รัก
ไม่ต้องมีความลำบาก เพราะตนนั้นมากด้วยความดีฯ
ธรรมะ ๘ ข้อที่ผมว่า ต้องสนใจศึกษากันเอาไว้
นี่แหละเป็นธรรมเป็นวินัย พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างดีฯ (ลงรับ)

(ขึ้น) พวกเราพุทธบริษัท สามารถปฏิบัติกันได้สบาย
สงสัยธรรมะข้อไหน เอามาวิจัยได้ถ้วนถี่ฯ
เพราะเรามีหลักตัดสิน จะรู้กันสิ้นได้ทันใด
ว่าเป็นธรรมหรือไม่ใช่ธรรมวินัย รู้กันได้ทันทีฯ
สมเด็จพระสมณะเจ้าฉลาดเหลือ ท่านเป็นเชื้อของพระวงศ์
ได้เรียบเรียงพระธรรมวินัยอันสูงส่ง ให้ดำรงไว้อย่างดีฯ
ประเทศไทยมีศาสนาพุทธประจำชาติ บรรพบุรุษฉลาดกันอย่างมาก พระพุทธศาสนาเป็นของยาก รับเอามาฝากไว้อย่างดีฯ
ฉะนั้นพุทธบริษัทไทย ช่วยกันรักษาไว้เสมอชีวิต
ข้อธรรมใดตรงไหนอุกกฤต แม้ชีวิตยังยอมพลีฯ

(ขึ้น) เราสวดมนต์กันอยู่ทุกๆ เย็น ว่าเรายอมเป็นทาสพระธรรม
ไม่มีอะไรในโลกจะสูงล้ำ เท่าพระธรรมเป็นไม่มีฯ
มีพระธรรมเท่านั้น สามารถเลื่อนชั้นของบุคคล
ทำให้เป็นพระอริยะบุคคล และอรหัตผลทำให้บุคคลเป็นคนดีฯ
เราไปวัดกันทุกๆ คราว กราบไหว้พระพุทธเจ้ากันมากมาย
เราทำความในใจกันอย่างไร เวลากราบไหว้ทุกๆ ทีฯ
เวลากราบไหว้พระรัตนตรัย ต้องทำความในใจเคารพพระธรรม
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ เคารพพระธรรมแหละถูกดีฯ
นี่ความเห็นส่วนตัวของผม มีความนิยมอย่างที่ว่า
นึกเคารพพระธรรมนำหน้า ในเมื่อเวลาอัญชุลีฯ
ต้องขอยุติลำตัดไว้เพียงนี้ โอกาสมีวันหน้า
พุทธบริษัทยังศรัทธา ผมจะมาว่ากันอีกทีฯ (เป๊กพ่อ) โยนๆ

เพลงตามรอยพระอรหันต์ (ร้องทำนองแม่สะเรียง)
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๘ สิงหาคม ๒๕๕๐

เป็นอนิจจัง ไม่หยุดยั้ง เพราะอนัตตา
กฎอิทัปปัจจญะตา มันเลื่อนไหลมา ตามเหตุปัจจัย
ทุกสิ่งในโลกเวียนวน ทุกคนเกิด แก่ เจ็บตาย
เพราะหลงสมบัติกันไป จึงต้องเวียนว่ายตามกันฯ สติปัญญาเกิดมาทัน สกัดกั้นปัญหา อุปาทานจะไม่มา ตัดตัณหาขาดสะบั้น (จิตว่างก็จะปรากฏ) (ซ้ำ)
จะได้รับรสพระนิพพาน จะพ้นทุกข์สุขสันต์ อยู่กับนิพพานตลอดไป (ซ้ำ)







เพลงผู้สูงอายุ (ทำนอง สีนวล)
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๙ สิงหาคม ๒๕๕๐

ท่อน ๑ ผู้สูงอายุเราทุกท่าน ขออภิวันกราบไหว้
คุณพระรัตนตรัย ที่เรากราบไหว้บูชา
ทุกๆ วันพระเราสละเวลา มาปฏิบัติบูชาพระศาสนาเป็นประจำฯ
ท่อน ๒ เราพี่น้องชายหญิง ต้องสนใจกันมาวัด
เราพุทธบริษัท อย่าให้ขาดศีลธรรม
ถ้าออกห่างไกล เดี๋ยวใจจะตกต่ำ
ทุกคนหญิงชาย ต้องสนใจประจำ
ขอแนะนำมาทำความดี ศีลธรรมเท่านั้น
สำคัญมากมาย ถ้ามีอยู่ในใจใคร
ไม่ว่าชายหรือสตรี สามารถเปลี่ยนใจ
ที่เคยร้ายกลายเปลี่ยนเป็นดี เกิดอัศจรรย์มากมี
เชิญมาซีพิสูจน์ดูฯ

ลำตัดว่าเรื่องต้านภัยเอดส์
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๙ สิงหาคม ๒๕๕๐
บทไหว้ครู
โจ๊ะพรึม โจ๊ะพรึม อย่ามัวนั่งซึม คอยฟังลำมะนา
ธูปเทียนดอกไม้ยกมาใส่พานทอง หมากซองพลูซอง ฉันจะฉลอง

สิบนิ้วจุ่มผมคอพนมเหนือเกศ ขอไหว้บรมพรมเมศที่ปกเขตชั้นฟ้า
ขอไหว้ครูบาทั้งมวล พระอิศวรฤๅษี ขอไหว้พระภูมิเจ้าที่พระธรณีคาถา
พระเสื้อเมืองทรงเมืองอันรุ่งเรืองสิทธิศักดิ์ ที่ปกป้องครองหลักทุกสำนักแหล่งหล้า
ขอไหว้ปู่เจ้าเขาเขิน ลำเนาป่าหนาม ทุกประเทศเขตคามพระสยามเทวา
ให้เฟื่องฟุ้งรุ่งเรืองเดชกระเดื่องคำรณ ทั่วโลกาสากลโปรดมาดลใจข้า
ให้แคล่วคล่องว่องไวเสมือนหนึ่งใจนึกหวัง อย่าตกอับคับคั่งในเชิงทางปัญญา
ขอไหว้พระครูผู้สอน ชำนาญกลอนลำตัด
บอกให้รู้สัมผัสทั้งฝึกหัดทางท่า ขอไหว้บิดามาตุเรศ
บังเกิดเกศเกศี พระชนกชนนีที่ท่านมีกรุณา
แม่ได้ต้มน้ำอาบ แม่คุณได้ฉาบน้ำร้อน
ทั้งข้าวมดกล้วยป้อน ยามกินนอนเฝ้าอุตส่าห์
หากไม่ได้พระคุณมาอุดหนุนกังวล คงจะไม่ได้เป็นคนขึ้นเป็นระดม (รับ)

ขอยกคุณแม่เจ้าวางไว้เกล้าเกศี อภิวันท์อัญชลีไว้เป็นที่บูชา
พอไหว้คนเสร็จสรรพ ก็ขอขยับจับกลอง
ส่งสำเนียงเสียงร้อง เป็นทำนองรำมะนา
ผมนึกหวาดใจหวั่น ให้เสียวกระสันพอดู
เพราะท่านผู้ฟังมากอยู่ ทั้งท่านผู้ดูมากหน้า
ผมเหลียวซ้ายแลขวา ให้นึกประหม่าในหทัย
เพราะผมมิได้ฝึกหัด ทั้งเป็นลำตัดบ้านป่า
ผมเป็นพรรคสมัครมิใช่หลักอาชีวะ เป็นนักร้องประปรายมิใช่คณะงานหา
ถ้าพลาดบ้างพลั้งไป ต้องขออภัยทุกๆ คน
นี่เป็นงานการกุศล ผมจึงด้นเข้ามา (รับ)

(ลูกรับ) เร็ว เร็ว ไวไว พี่น้องชาวไทยมหาภัยกำลังมา (ย้ำ โยนๆ)
(โรดเอดส์มันร้ายมหันต์ (ย้ำ) เราต้องช่วยป้องกันให้ทันเวลาฯ

(ขึ้น) สวัสดีพี่น้อง ผมจะขอร้องลำตัด
แต่ผมยังไม่สันทัสน์ รู้สึกอึดอัดหนักหนาฯ
ทั้งสุ้มเสียงก็ไม่ดี จะพาทีกล่าวถ้อย
เพราะผมมันแก่ไปเสียหน่อย คงไม่อร่อยโอชาฯ
แต่ด้วยใจรักสมัครเล่น ก็เพราะผมเห็นแก่พี่น้อง
ด้วยคุณผ่องศรีเขาไปขอร้อง ผมจึงต้องหรรษาฯ
เพราะโรดเอดส์เป็นโรคร้าย มหันต์ภัยอย่างยิ่ง
มันเกิดได้กับชายหญิง ร้ายจริงๆ เจ้าข้าฯ (ลงรับ)
โรคเอดส์รักษาไม่ได้ เป็นแล้วตายอย่างอนาถ
ขอพี่น้องอย่าได้ประมาท ทางการประกาศอยู่ทุกเวลาฯ
โรคเอดส์ป้องกันได้ ถุงยางอนามัยป้องกันเอดส์
เขาใช้เวลาร่วมเพศ มันดีวิเศษหนักหนาฯ
ช่วยบอกหญิงบริการ อย่าใจหาญเห็นแก่ได้
ถ้าไม่สวมถุงยางอนามัย เงินมากเท่าไรก็อย่าอย่าๆ

เอดส์มันติดต่อกันได้ ในทางกายสัมพันธ์
หนุ่มสาวเราต้องช่วยกัน ทั้งพ่อบ้านน้าอาร์ฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) เอดส์ป้องกันได้สบายมาก อย่าให้ความอยากเข้าครอบงำ
จิตใจเราอย่าตกต่ำ จงเอาศีลธรรมนำหน้าฯ
กิเลสตัณหามันเกิดขึ้นได้ ชั่วอึดใจแล้วมันก็สร่าง
อย่าเผลอสติจงระวัง ถ้าพลาดพลั้งจะเสียท่าฯ
เข็มฉีดยานั่นก็ร้าย เอดส์ติดกันได้ทางโลหิต
พวกหลงสิ่งเสพติด ต้องจบชีวิตที่ทรมาน
สิ่งที่ร้ายยิ่งกว่านั้น ทารกในครรภ์ยังติดเอดส์
เพราะหญิงชายที่ร่วมเพศ ไปนำเอดส์เอาเข้ามาฯ
ทารกจึงต้องรับกรรม พ่อแม่เขานำเอามาให้
เพราะตัวยังเล็กเกินไป เขายังร้ายเดียงสาฯ
ผมคิดๆ แล้วสลดใจ (เอื้อน) เขาว่าคนไทยกำลังเป็นเอดส์
ยิ่งนึกไปให้ทุเรศ นั่นก็เพราะเหตุกามาฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ บอกคนไทยทั่วประเทศ
ว่าภัยใหญ่คือโรคเอดส์ ฟังแล้วทุเรศหนักหนาฯ
มันติดต่อกันได้ถึงสามทาง นายแพทย์เขาอ้างกล่าวไว้
ตามที่ผมได้บรรยาย ก็เพราะผมได้รู้มาฯ
ข้อปฏิบัติมันก็ไม่ยาก แต่คนไม่อยากคิดจะทำ
เพราะจิตใจยังตกต่ำ หมกมุ่นในกามตัณหาฯ
ปล่อยจิตใจให้เพลิดเพลิน หลงเดินในทางผิด
ตั้งหน้าทำลายชีวิต โดยมิได้คิดถึงคุณค่าฯ
เกิดเป็นมนุษย์มันแสนจะดี ไม่ว่าสตรีหรือบุรุษ
ถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์ ประเสริฐสุดหนักหนาฯ
ทุกๆ ภาษาชนชาติ ยอมรับประกาศข้อนี้
ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี ยกย่องให้มีปริญญาฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) เมืองไทยเราชาวพุทธ ประเสริฐสุดด้วยคุณธรรม
ถ้าปล่อยโรคเอดส์ให้ครอบงำ ก็หมดความเป็นสง่าฯ
ขอพี่น้องหญิงชาย เราเป็นไทยมิใช่ทาส
จงตั้งสติอย่าประมาท อย่ายอมเป็นทาสแก่ตัณหาฯ
โรคเอดส์มันร้ายก็จริง แต่มันเป็นสิ่งปฏิบัติได้
มีคุณธรรมอยู่ในใจ เอดส์ก็ไม่ใฝ่หน้าฯ
เรามันศิษย์ตถาคต นามปรากฏพุทธบริษัท
ขอพวกเราชาวตราด อย่าประมาทดีกว่าฯ ทุกเวลาฯ
กิเลสมันเกิดขึ้นที่ใจ ชนะได้ด้วยคุณธรรม
พระพุทธองค์ท่านทรงย้ำ พวกเราต้องจำไว้เป็นตำราฯ
ความประมาทเกิดขึ้นเมื่อไร ก็เท่ากับตายทั้งเป็น
พระพุทธองค์ท่านทรงเน้น อันนี้ก็เป็นปัญหาฯ
มันเป็นปัจฉิมโอวาท พระองค์ประกาศเป็นครั้งสุดท้าย
ว่าดูก่อนพุทธบริษัททั้งหลาย เราอาจจะตายชั่วโมงข้างหน้าฯ
ฉะนั้นเร่งทำความดี (เอื้อน) มาสามัคคีกันเข้าไว้
ครอบครัวไม่แยกแตกสลาย เอดส์จะไม่นำพาฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ผมจะขอเน้นกันอีกสักหน่อย รู้สึกไม่ค่อยสู้จะดี
เรื่องภรรยาสามี ก็ยังเป็นที่ครหาฯ
ครอบครัวจะแตกแยกกัน ก็เพราะแม่บ้านไม่สนใจ
พ่อบ้านชักทนไม่ค่อยไหว ไปหาใหม่ๆ ดีกว่าฯ
ออกนอกบ้านทีไร ต้องหาหญิงใหม่เป็นคู่นอน
คนโน้นหลังคนนี้ก่อน มีคู่นอนหลายหน้าฯ
เขาชอบทำตัวแบบนี้ พวกสตรีจึงติดเอดส์
แม่บ้านบางคนน่าสมเพช เพราะโรคเอดส์มันถามหาฯ
ด้วยเหตุผลกลใด (เอื้อน) พวกผู้ชายถึงเป็นอย่างนี้
ก็เพราะแม่บ้านไม่ค่อยจะดี (จู้จี้) ทำหน้าที่เฉื่อยชา (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) แม่บ้านบางคนเฉลียวฉลาด ชอบตวาดข่มขู่
หาว่าพ่อบ้านเจ้าชู้ ไปมีอีหนูอยู่ข้างหน้าฯ
เวลาเลิกจากทำงาน แล้วบ้านก็ยังไม่กลับ
ไปเข้าในบาร์ในคลับ หรือเลยไปรับลูกค้าฯ
ตั้งสองทุ่มสองยาม แม่บ้านถามก็ปฏิเสธ
อันนี้ก็เป็นสาเหตุ ที่โรคเอดส์มันถามหาฯ
เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ผมไม่เคยมีผู้หญิงอยู่ที่ไหน
มีเธอคนอยู่ในหัวใจ นี่ผมมิได้มุสาฯ
วันไหนทำงานแล้วผมกับบ้านช้าไป ผมไปติดต่องานใหม่ผมจึงได้มาช้าฯ
ไม่เจองานดีเงินดี ไม่ใช้ได้ฟรีๆ
มันต้องทำผมถึงบ้านเสียมืดค่ำ ก็เพราะไปทำงานมา
ญ) งานอะไรของเธอทำกลางคืน ดึกๆ ดื่นๆ แล้วยังทำ
ช) อ้อก็ผมเป็นครูร้องรำ ต้องสอนให้เขาทำท่าทางฯ
ญ) เรื่องนี้ไม่เชื่อๆ คำพูดนี้เบื่อไม่อยากฟัง
มันไม่ใช่ครั้งสองครั้ง เธออย่ามาอ้างมุสาฯ
ช) น้องเอ๋ยจะหนักนิดเบาหน่อย ก็ค่อยๆ พูดกัน
อย่าใช้อารมณ์หุนหัน เพราะเราชนชั้นปัญญาฯ
อย่าทำตัวให้วายวุ่น หมกมุ่นอยู่ในอบาย
นั่นมันเป็นทางฉิบหาย หนีให้ไกลดีกว่าฯ
ขอให้ทุกคนจงทำหน้าที่ ภรรยาสามีที่กล่าวสอน
จะให้ปฏิบัติทุกๆ ตอน จะกล่าวสอนก็หมดเวลาฯ
ผมจึงขอจบรายการ เรื่องต่อต้านโรคเอดส์
ขอให้บรรลุความสำเร็จ ให้สมดังเจตนาฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

ลำตัดว่าเรื่องประชาธิปไตย
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) นกเอี้ยงเสียงเพราะ ฟังเสนาะไปหมดทุกคำ (ย้ำ)
สาลิกาฯ ลิ้นดำ เชิญมานั่งฟังรำ เถอะนะแม่น้ำใจดีๆ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) สิบนิ้วนบจบประสาน ขอกราบกรานท่านที่มา
ทั้งหญิงชายซ้ายขวา โปรดเมตตาปราณีฯ
ผมรู้สึกอึดอัด เพราะไม่สันทัดคำกลอน
จะกล่าวถ้อยสุนทร เพราะยังอ่อนเวทีฯ
ถ้าพลาดบ้างพลั้งไป ช่วยวิจัยด้วยนะครับ
ผมจะขอน้อมรับ เอาไปประดับบารมีฯ
จะขอเฉลยเอ่ยอรรถ กลอนลำตัดสมัยใหม่
ว่าเรื่องประชาธิปไตย ในสมัยยุคนี้ฯ
คำว่าประชาธิปไตย ให้ประชาชนเป็นใหญ่ทั่วประเทศ
ต้องการอะไรเป็นสำเร็จ ทั่วประเทศเราทำอย่างนี้ฯ
เสียงของประชาชนเขาว่า นี่คือประชาธิปไตย
ต้องการจะเอาอะไร ต้องเอาให้ได้ทันทีฯ
ทำปากกล้าท้าทาย ให้ขัดใจพวกเขา
ไม่ถูกใจเอาไฟเผา เสียให้เป็นเถ้าธุลีฯ
เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ จะดลบันดาลอะไรก็ได้
กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ประชาธิปไตยยุคนี้ฯ
ผมฟังดูแล้วน่าสมเพส นานาประเทศก็เป็นไป
นี่คือประชาธิปไตย ความเป็นใหญ่ในปฐพี (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) แต่ความเห็นส่วนตัวของผม ไม่เคยนิยมอย่างที่ว่า
ให้ความเป็นใหญ่แก่ปวงประชา ตามที่ว่าอย่างนี้ฯ
ประชาชนจะเป็นใหญ่ ต้องเป็นได้ด้วยคุณธรรม
พระพุทธองค์ท่านทรงย้ำ ท่านชี้นำไว้อย่างนี้ฯ
คุณธรรมของสัตบุรุษ ที่มนุษย์ควรรู้ไว้
พวกบัณฑิตขาดไม่ได้ ต้องใส่ใจกันไว้ให้ดีฯ
มันเป็นธรรมะของอริยะชน สมกับบุคคลเป็นผู้นำ
ถ้าบุคคลใดไม่มีคุณธรรม ใจจะตกต่ำทันทีฯ
คำว่าประชาธิปไตย ความเป็นใหญ่ต้องคุณธรรม
อันนี้มีค่าสูงล้ำ ควรจดจำกันไว้ให้ดีฯ
ประชาธิปไตยร้ายธรรมะ ประชาชนจะวุ่นวาย
ถ้ามีธรรมะนำไป ประชาธิปไตยจะสุขีฯ
ประเทศไทยเราชาวพุทธ ใจบริสุทธิ์สูงล้ำ
ต้องเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม สมเป็นผู้นำที่ดีฯ
ถ้าขาดธรรมะเมื่อไร (เอื้อน) ประชาธิปไตยจะวกวน
มอบความเป็นใหญ่ให้แก่คน มันเลยต้องโดนของดีๆ

(ขึ้น) ประชาธิปไตยนี้พูดยาก รู้สึกลำบากหนักหนา
เพราะผมยังด้วยปัญญา ยังไม่ประสาประสีฯ
หน่วยโฆษณารัฐบาล บอกทุกวันตั้งหลายหน
วันที่สิบสามกันยายน ให้ไปเลือกคนที่ดีๆฯ
คนที่ดีเป็นอย่างไร ไม่เคยกล่าวไว้ชี้เหตุ
ว่าคนที่ดีมีกี่ประเภท ไม่เคยชี้เหตุให้ถ้วนถี่ฯ
ว่าคนที่ดีๆอย่างไร ควรเลือกไปเข้าสภา
เป็นนักบริหารหรือพัฒนา หรือปริญญาชั้นตรีฯ
ไม่เห็นมีใครเน้นหนัก ถึงเรื่องหลักคุณธรรม
ว่าคนจะเป็นผู้นำ ต้องมีคุณธรรมที่ดีฯ
สองประกอบด้วยธรรมะ เข้าขั้นอริยะชน
ธรรมของสัตบุรุษจะให้ผล ประชาชนจะสุขีฯ
เพราะชาวไร่ชาวนา ร้ายการศึกษาส่วนใหญ่
ใครเอาข้าวของมาให้ ก็จะรับไว้ทันทีฯ
เพราะความขัดสนจนทรัพย์ ครั้นจะไม่รับก็ดูกระไร
เขามีจิตคิดจะให้ เลยนึกวาได้ของฟรีฯ
เขาแจกเงินให้พวกเรา เขาหวังไปเอาวันข้างหน้า
ไปมีอำนาจในสภา ผมก็ไม่ว่าคุณพี่ฯ
เพราะถูกโกงกันทุกคน ประชาชนตั้งหลายสิบล้าน
ความเดือดร้อนไม่ถึงฉัน เขาพูดกันว่าอย่างนี้ฯ
ขอพี่น้องช่วยวิจัย จะว่าใครเป็นคนผิด
จะชาวนาหรือบัณฑิต ช่วยกันคิดหน่อยซีฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

ลำตัดว่าเรื่องเชิญไปเลือกผู้แทน
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) เชิญพี่ป้าน้าอา ที่สิบสามกันยาต้องรีบพากันจร
รีบไปลงคะแนนเลือกผู้แทนกัน รีบไปลงคะแนนเลือกผู้แทนกัน
ไปช้าไม่ทันเขาปิดตะวันรอนๆ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ผมจะขอเอ่ยอรรถ เป็นลำตัดประยุกต์
ว่ากันเล่นสนุกๆ เพื่อดับทุกข์หายร้อนฯ
จะว่าถึงเรื่องผู้แทน ทั่วทุกแดนเสียงลั่น
ต่างฝ่ายก็หาเสียงกัน เสียงดังลั่นกระฉ่อนฯ
ยิ่งใกล้วันเข้ามา เสียงโฆษณากันทั่ว
สี่พรรคเข้ามาเสนอตัว มาก้มหัวลงอ่อนฯ
ไปเป็นปากเสียงประชาชน ทุกๆ คนสามารถ
จะพัฒนาเมืองตราด ให้สวยสะอาดแน่นอนฯ
เบอร์ที่ ๑ นายธนิต คนนี้เครดิตมากมาย
เคยเป็น ส.ส. มาสองสมัย จำกันได้แน่นอนฯ
มีหัวหน้าชื่อชาติชาย เอาใจใส่เรื่อยมา
สังกัดพรรคชาติพัฒนา ไม่มีปัญหามาก่อนฯ
เบอร์ที่ ๒ ประเวชทวีผล นี่เขาเป็นคนท่าพริก
คราวนี้เขาสมัครอีก ไม่คิดจะหลีกหน้าจรฯ (ลงรับ)


ขึ้น สังกัดพรรคความหวังใหม่ หัวหน้าจำได้กันสนิท
ชื่อพลเอกชวลิต คนนี้เครดิตเขาไม่หย่อนฯ
เบอร์ ๓ จิตตาวดี เป็นสตรีคมขำ
สังกัดพรรคพลังธรรม หัวหน้ามีนามกระฉ่อนฯ
ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย คนเกิดตายกันไปมาก
เรื่องนี้ผมก็พูดยาก เลยต้องหุบปากเอาไว้ก่อนฯ
เบอร์ที่ ๔ ธีระสลักเพ็ชร์ คนนี้ก็เด็ดชะมัด
สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ไม่รู้ประวัติกันมาก่อนฯ
คุณชวนหลีกภัยเป็นหัวหน้า แลดูสง่าคมขำ
ถ้าเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม ก็น่าจะนำประเทศจรฯ
ขอพี่น้องหญิงชาย จงช่วยวิจัยกันให้ดีๆ
ดูกันให้ซึ้งถึงที่ คงเจอดีแน่นอนฯ
คงจะดีๆ ข้างใน จะรู้ได้ต้องสัมผัส
แลภายนอกมันไม่ชัด ต้องสืบประวัติกล่าวย้อนฯ
ฉะนั้นผมขอเตือนย้ำ (เอื้อน) เรื่องคุณธรรมนี้คือหัวใจ
ถ้าขาดธรรมะเมื่อไร ประเทศไทยจะสั่นคลอน (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) รัฐบาลทุกๆ สมัย ไม่ค่อยสนใจเรื่องธรรมะ
จะมีบ้างก็เปะปะ ไม่เป็นระยะขั้นตอนฯ
ต้องตั้งกระทรวงศาสนา มุ่งพัฒนาจิตใจ
วางหลักระเบียบเอาไว้ ว่าคนไทยต้องสังวรฯ
ที่มุ่งส่งเสริมการศึกษา ในเรื่องทำมาหากิน
ไม่เคยมีใครนึกถวิล ว่านั่นเป็นถิ่นเดือดร้อนฯ
สอนแต่เรื่องจะให้เอา โลกจึงร้อนเร่าเป็นไฟ
ต่างคนก็อยากจะเป็นใหญ่ อำนาจใครจะมีก่อนฯ
แย่งชิงกันเป็นใหญ่ ต่างฝ่ายก็แข่งขัน
เอาเงินไปแจกชาวบ้าน ซื้อเสียงกันทุกๆ ตอน (คนรับ)

(ขึ้น) เขาซื้อขายได้หลายทาง องค์กรกลางไม่มีท่า
ถึงซื้อขายกันต่อหน้า ก็ยังไม่กล้าจับต้อนฯ
เพราะเขาฉลาดหลบเลี่ยง ซื้อขายเสียงกันด้วยเงิน
แล้วเขาก็พูดกันเกริ่น ว่านี่มันเงินของหล่อนฯ
เขาติดค้างกันมา พอเจอหน้าอยากจะใช้
องค์กรกลางจะว่าอย่างไร จับเขาไม่ได้แน่นอนฯ
เหตุมันเกิดขึ้นที่ใจ ต้องแก้ไขด้วยคุณธรรม
เพราะจิตใจยังตกต่ำ ไม่เคยฟังคำสั่งสอนฯ
จะพัฒนาร่างกาย ต้องพร้อมจิตใจไปด้วยกัน
ขอเชิญชวนรัฐบาล นี่มันเป็นงานต้องทำก่อนฯ
ผมพูดแล้วพูดย้ำ เ พราะเรื่องต้องทำมันตรงนี้
ถ้าการศึกษาอบรมดี ประชาชีจะไม่เดือดร้อนฯ
ต้องสนใจกันเป็นพิเศษ (เอื้อน) ต้องตัดต้นเหตุกันให้ได้
ผมห่วงประชาธิปไตย ผมจึงได้วิงวอน (เป๊กพ่อ โยน)

ขึ้น สมัยนี้ศีลธรรม ดูตกต่ำอย่างมากมาย
วัตถุเจริญทันสมัย เลยก้าวไกลไปก่อนฯ
วัตถุเจริญมากเท่าไร ด้านจิตใจยิ่งตกต่ำ
เพราะเหินห่างจากศีลธรรม ห่างไกลจากคำสั่งสอนฯ
ผู้คนเกิดวุ่นวาย อยากเป็นใหญ่กันทั้งนั้น
ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล จึงแข่งขันกันว่อนฯ
พรรคนี้ก็ว่าพรรคนั้น เป็นพรรคมารใช้ไม่ได้
ฟังแล้วก็น่าอับอาย มากล่าวไขปลิ้นปล้อนฯ
มาพูดจาแนมเหน็บ ว่าเป็นพรรคเทพโสภา
ฟังแล้วก็ยิ่งขายหน้า มาพูดจาหลอกหลอนฯ
ประชาชนเราก็รู้ มีตาหูดูถนัด
มีหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ เขารู้ชัดแน่นอนฯ
ประชาชนที่ฉลาด เขาสามารถรู้ได้
ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมากมาย ประชาธิปไตยจะสั่นคลอนฯ
จัดตั้งพรรคกันขึ้นมา (เอื้อน) หวังเข้าสภาไปเป็นใหญ่
ประชาชนไม่สนใจ บางพรรคต้อหงายล้มนอนฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) เพราะต่างพรรคก็อวดดี มีศักดิ์ศรีกันทั้งนั้น
นายกต้องหัวหน้าพรรคฉัน พรรคพวกนั้นเก็บไว้ก่อนฯ
ทุกพรรคอยากได้เครดิต ร้องขอสิทธิแก่ปวงประชา
แต่พวกเราชาวนา ภูมิปัญญายังอ่อนฯ
ดูไม่ซึ้งถึงใจ ว่าพรรคไหนจะดีจริง
พรรคฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง ดูๆ ก็ยิ่งง่วงนอนฯ
เพราะชาวไร่ชาวนา การศึกษาก็ยังน้อย
ประชาธิปไตยจึงถดถอย ก็ลงลอยเหมือนก่อนฯ
ถ้าเลือกตั้งกันเข้าไป ไม่ถูกใจปวงประชา
ว่าพรรคไม่มีน้ำยา ในสภาไม่รับต้อนฯ
นี่มันเป็นด้วยเหตุผล ให้ประชาชนมาเป็นใหญ่
ไม่มีคุณธรรมนำไป ประเทศไทยจะเดือดร้อนฯ
ผมดูนาๆ ประเทศ พอจะสังเกตได้ชัด
ได้เห็นภาพในโทรทัศน์ มันเกิดวิบัติเร่าร้อนฯ
มันไม่เคารพในพระเจ้า มันไม่เอาศาสนา
มันมีแต่อัตตา ก็เลยต้องพาวิ่งว่อนฯ
เมืองไทยเราชาวพุทธ ประเสริฐสุดด้วยคุณธรรม
มีล้นเกล้าเป็นผู้นำ ทรงคุณธรรมบวรฯ
ท่านคุ้มครองป้องเกล้า แด่พวกเราชาวไทย
ก่อนจะนอนหลับใหล เชิญกราบไหว้พระองค์ก่อนฯ
ขอเชิญพี่น้องหญิงชาย (เอื้อน) รีบพากันไปเลือกผู้แทน
พี่ป้าน้าอาร์พาแฟน ไปลงคะแนนแน่นอนฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

ลำตัดเรื่อง สุขาภิบาล ต.ท่าพริก ต.เนินทราย

วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) เชิญพี่น้องหญิงชาย ท่าพริกเนินทรายอย่าได้เนิ่นนาน
สิบเก้าธันวาเชิญมาพร้อมกัน สิบเก้าธันวาเชิญมาพร้อมกัน
ไปคัดเลือกกรรมการ มาจัดสรรพัฒนาฯ (เป๊กพ่อโยนๆ)

(ขึ้น) สวัสดีพี่น้อง ผมจะขอร้องลำตัด
แต่ผมยังไม่สันทัด รู้สึกอึดอัดหนักหนาฯ
ประชาชนยังไม่แจ้งชัด ที่ท่านปลัดกล่าวขาน
จะเอาสองตำบลหมู่บ้าน เป็นเขตภิบาลสุขาฯ
ประชาชนอีกมากมาย ที่ยังสงใสอยู่ก็มี
ว่ามันจะชั่วหรือจะดี ก็ยังเป็นที่กังขาฯ
แต่ขอพี่น้องทุกๆ คน ทั้งสองตำบลจงสบาย
เรามีพรรคพวกไปรับใช้ คอยช่วยแก้ไขปัญหาฯ
มีกรรมการตั้งเก้าคน ทั้งสองตำบลร่วมกัน
ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน (เอื้อน) มุ่งทำการพัฒนาฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) สมัครกันสองกลุ่ม มีทั้งคนหนุ่มคนแก่
ทุกคนตั้งใจแน่วแน่ จะเข้าไปแก้ปัญหาฯ
สมัครกันสิบแปดคน ทั้งสองตำบลรวมกัน
เป็นสตรีเสียสองท่าน ดูคมสันเข้าท่าฯ
ทุกๆ คนสามารถ แลดูฉลาดแหลมคม
แลดูก็ยิ่งเหมาะสม น่านิยมหนักหนาฯ
ขอพี่น้องหญิงชาย โ ปรดจงใช้วิจารณญาณ
คัดเลือกเอากรรมการ ที่เชี่ยวชาญพัฒนาฯ
จงดูกันให้ดีๆ จะเลือกสตรีหรือบุรุษ
ต้องเลือกกันให้ครบชุด ตรงตามจุดกติกาฯ
ต้องให้ครบเก้าท่าน (เอื้อน) กรรมการเขาจัดไว้
จะเลือกฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชาย ก็ขอให้ไปขีดกาฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ผมขอวิงวอนทุกๆ คน ทั้งสองตำบลไปช่วยกัน
คัดเลือกเอากรรมการ ในหมู่บ้านสุขาฯ
นั่นแหละเป็นทางแก้ไข เลือกพวกเราไปบริหาร
เรื่องใดเดือดร้อนกับหมู่บ้าน พวกกรรมการต้องรับหน้าฯ
มันเป็นประชาธิปไตย โปรดจงเข้าใจกันไว้บ้าง
เสียงประชาชนนั้นคือพลัง สามารถยังยั้งปัญหาฯ
ถ้าสิ่งใดไม่เป็นธรรม จะน้อมนำเผด็จการ
ต้องเดือดร้อนถึงชาวบ้าน พวกกรรมการต้องขวางหน้าฯ
ต้องเลือกเฟ้นสรรหา (เอื้อน) คนที่กล้ากำชัย
ความดีอย่างเดียวไม่ก้าวไกล นั่นต้องหมายถึงปัญญา (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ต้องฉลาดรอบรู้ สามารถเป็นผู้ชี้นำ
พร้อมต้องประกอบด้วยคุณธรรม ถึงจะมีความเป็นสง่าฯ
ศีลธรรมนี้สำคัญ พวกกรรมการขาดไม่ได้
ถ้าขาดศีลธรรมเมื่อไร คนไทยก็ร้ายคุณค่าฯ
หันมามองนโยบาย ก็ฟังได้กันทั้งนั้น
ทั้งสองกลุ่มมุ่งสร้างสรรค์ ในหมู่บ้านสุขาฯ
ถ้าผ่านไปสักสองสามปี ก็คงเป็นที่สรรเสริญ
ท่าพริกเนินทรายก็คงเจริญ ใครๆ อยากเดินเข้ามาหาฯ
พวกกรรมการทั้งหลาย อย่าลืมนโยบายที่ท่านพร่ำ
ถ้าท่านได้เป็นแล้วต้องทำ ตาม ที่ท่านพร่ำสัญญาฯ

ขอความสำเร็จจงมีแก่ท่าน (เอื้อน) กรรมการทุกๆ คน
ขอความดีจงช่วยดล ให้ได้รับผลทันตาฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ขอพูดเรื่องสุขากันอีกหน่อย ผมเองไม่ค่อยจะเข้าใจ
คำว่าสุขาทั่วๆ ไป นั่นก็ไม่ร้ายคุณค่าฯ
เป็นที่รองรับขับถ่าย ให้ความสบายแก่ทุกๆคน
มีทุกหมู่บ้านทุกๆ ตำบล ทุกๆ คนต้องพึ่งพาฯ
สุขานี้ขาดไม่ได้ มันเป็นปัจจัยสำคัญ
ถ้าไม่ได้ไปใช้เลยสักวัน ก็เกือบจะกลั้นแทบเป็นบ้าฯ
แต่เรื่องสุขาภิบาล จะเลือกกรรมการกันเข้าไป
อันนี้มันมีความหมาย ไปก้าวไกลหนักหนาฯ
มุ่งพัฒนาท้องถิ่น ที่อยู่กินให้สมบูรณ์
ทั้งเศรษฐกิจต้องเพิ่มพูน มีความไพบูลย์ก้าวหน้าฯ
ทั้งถนนหนทาง (เอื้อน) ที่ก่อสร้างค้างไว้
ต้องปรับปรุงแก้ไข ทั้งน้ำไฟประปา (ลงรับ เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ทั้งคูคลองหนองบ่อ หรือลางท่ออุดตัน
พวกกรรมการเราทุกท่าน ต้องทำการรักษาฯ
ต้องจัดทำความสะอาด ต้องมีตลาดสุขาภิบาล
เป็นหน้าที่ของกรรมการ ทุกๆ ท่านต้องพัฒนาฯ
ท่านยอมอุทิศร่างกาย มารับใช้ประชาชน
ความดีของท่านมากล้น สมกับเป็นคนสุขาฯ
ขอบอกกล่าวกับท่านอีกครั้ง กับท่านผู้ฟังทั้งหลาย
พี่น้องท่าพริกและเนินทราย ท่านจงได้หรรษาฯ
พิจารณาให้รอบคอบ ตามระบอบอธิปไตย
ดูกันให้ซึ้งถึงใจ ว่าหญิงหรือชายดีกว่าฯ
ไปลงคะแนนกันอีกคน (เอื้อน) ทั้งสองตำบลไปช่วยกัน
เลือกเอาคนดีที่กล้ากลั่น ไปทำการพัฒนา (เป๊กพ่อ โยนๆ)






ลำตัดว่าเรื่องสุขาภิบาลตอนสอง กล่าวคำสดุดี

วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) สวัสดีมีชัย ท่าพริกเนินทราย เขามีน้ำใจปราณี (โยนๆ)
ให้เป็นกรรมการภิบาลสุขา ให้เป็นกรรมการภิบาลสุขา
ขอยกมือวันทา กล่าวคำสวัสดีฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ขอกราบคารวะทุกๆ คน ในเขตตำบลสุขา
ขอกราบคุณลุงคุณป้า พร้อมทั้งคุณน้าคุณพี่ฯ
คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย ทั้งหญิงชายทุกๆ คน
ขอขอบคุณท่านอีกหน ทุกๆ คนได้ปราณีฯ
ท่านได้มอบความเป็นใหญ่ ไว้วางใจให้ทำงาน
รับหน้าที่เป็นกรรมการ สุขาภิบาลคราวนี้ฯ
กรรมการทุกๆ ท่าน ขอทำงานรับใช้
พี่น้องท่าพริกและเนินทราย ตามนโยบายอย่างดีฯ (ลงรับ)

ขึ้น ขอแนะนำตัวทั้งเก้าท่าน ให้รู้จักกันไว้เสียก่อน
๑ นายสีนวล เจาะสุนทร ชื่อเสียงกระฉ่อนความดีฯ
เขาเคยเป็นหมอวิเศษ เสมือนมีเวชมนต์ขลัง
รักษาโรคได้ทุกอย่าง ชื่อเสียงเขาดังเต็มที่ฯ
ประชาชนมากมาย ต่างพากันไปรักษา
เขานั่งสมาธิสัพยา นั่งหลับตาเป็นทีๆ ฯ
เสมือนมีอภินิหาร ท่านอาจารย์มาสิงสู่
เสมือนอย่างศิษย์มีครู มาคอยเป็นผู้บอกชี้ฯ
เขาเป็นคนพูดน้อย แต่เรียบร้อยมารยาท
เขามีพลังจิตอย่างประหลาด เพราะความสามารถเขาดีฯ
๒ นายสอิ้งศิริสาคร กำนันก่อนเคยเป็นมา
ประชาชนยังศรัทธา เรียกร้องเข้ามากันอีกทีฯ
เขามีความซื่อสัตย์ เป็นคุณสมบัติประจำใจ
เป็นกำนันมายาวไกล ประมาณก็ได้ยี่สิบกว่าปีฯ

เขาเป็นคนอดทน (เอื้อน) ผู้นำตำบลมานาน
ถึงจะเกษียนราชการ เขายังทำงานได้ดีๆ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ๓ นายต๋วนโภคสมบัติ คนนี้ประวัติก็ยาวไกล
อดีตก็เคยเป็นผู้ใหญ่ ประมาณก็ได้ยี่สิบกว่าปีฯ
เขาเก่งในเรื่องพัฒนา มีความอุตส่าห์เยี่ยม
ไม่มีผู้ใดจะทัดเทียม เขาดีเยี่ยมเรื่องนี้ฯ
๔ นายณรงณ์หรือแม้น หงษ์วิเศษ คนนี้ก็เด็ดใช้ได้
สติปัญญาก็ว่องไว อนาคตคงไปได้ดีฯ
เขามีจิตใจกว้างขวาง เหมาะสมทุกอย่างเป็นกรรมการ
เป็นที่ถูกใจของชาวบ้าน พวกกรรมการชุดนี้ฯ
นายสมพงษ์หรี่จินดา คนที่ ๕ ผมมิได้โชว์
เขามีรถดั๊มและแม็คโค แลดูก็โก้เข้าทีฯ
จะทำถนนหนทาง ต้องการลูกรังบอกเขาได้
ถนนชำรุดเสียหาย ซ่อมแซมให้ทันทีฯ
๖ นายบัณฑิตหรือช่างดิษฐ์ เป็นช่างฟิตฝีมือหนึ่ง
ถ้าใครมีเงินไม่ถึง ก็อย่าพึ่งมาพาทีฯ
เป็นช่างต่อเรือชั้นแนวหน้า ชาวประมงเรียกหาแต่ช่างดิษฐ์
เขาเป็นช่างหนุ่มกำลังฮิต เรียกหาช่างดิษฐ์คนนี้ฯ
ที่ ๗ ระเบียบท่าพริก (เอื้อน) คนนี้ไม่หลีกหน้าใคร
ถึงเขาจะอ้วนจะใหญ่ ยังทันสมัยทุกทีฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) คนที่ ๗ ระเบียบท่าพริก คนนี้ไม่หลีกหน้าใคร
เขามีความดีมากมาย ว่าถึงน้ำใจแสนดีฯ
เขามีความดีพิเศษ ถ้าจะสังเกตก็มองเห็น
เขามีอะไรที่ดีเด่น สังคมมองเห็นตรงนี้ฯ
ทุกๆ สังคมยอมรับ เข้าในระดับบริหาร
พวกเราจึงเลือกเป็นกรรมการ สุขาภิบาลคราวนี้ฯ
เขาเหมาะสมอย่างยิ่ง ถึงจะเป็นหญิงก็ใช้ได้
ความสามารถไม่แพ้ชาย พูดกันได้เต็มที่ฯ
๘ นายพิเศษบินลอย คนนี้ไม่ด้อยกว่าใครๆ
เขามีความรู้เป็นช่างไม้ บ้านเรือนอาศัยแบบนี้ฯ
เขาทำได้ทุกๆ อย่าง ประตูหน้าต่างวงกบ
เขามีความรู้ถ้วนครบ เสมือนคนจบปริญญาตรีฯ
เกียรติศักดิ์หรือต๋อยสิงห์พันธุ์ คนรู้จักกันยังไม่ทั่ว
เขาพึ่งจะมาประกาศตัว คงรู้กันทั่วคราวนี้ฯ
เขามีกิจการค้าขาย โปรดจงไปซื้อหา
เรื่องถนนราคา ไม่ขายอัตราเต็มที่ฯ
วันเลือกตั้งกรรมการ เขาจัดอาหารต้อนรับคน
เขาเชิญให้รับทั้งสองตำบล ทุกๆ คนรับฟรีฯ
ขอความสุขจงมีแก่ทุกๆ ท่าน (เอื้อน) พร้อมกรรมการทั้ง ๙ คน
ให้ถูกล็อตเตอรี่ปีละหน ขอทุกๆ คนจงโชคดี (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) พวกกรรมการทั้งหลาย ท่านหญิงชายทั้ง ๙ คน
ขอขอบคุณท่านอีกหน ทั้งสองตำบลที่ปราณีฯ
พ่อแม่พี่น้องคงแจ้งชัด ที่กล่าวประวัติมาให้ฟัง
ทุกคนพร้อมแล้วทุกอย่าง คอยรับฟังน้องพี่ฯ
พี่น้องเดือดร้อนเรื่องอะไร โปรดจงได้บอกเล่า
พวกกรรมการเราทั้งเก้า ต้องรีบเข้าไปจี้ฯ
เรื่องงบประมาณของตำบล กรรมการทุกคนต้องรู้ไว้
จะใช้จ่ายเรื่องอะไร ต้องตรวจกันให้ถ้วนถี่ฯ
ต้องกล้าพูดกล้าแย้ง กล้าแสดงเหตุผล
กรรมการเราทุกๆ คน ต้องมีเหตุผลเข้าไปชี้ฯ
ทุกคนต้องรับผิดชอบ ตามระบอบอธิปไตย
ความถูกต้องนั่นแหละเป็นใหญ่ นั่นก็หมายถึงความดี (ลงรับ)

(ขึ้น) ต้องใช้ความสามารถ ในเชิงฉลาดให้คนเห็น
อันนี้ก็เป็นจุดเด่น สังคมมองเห็นตรงนี้ฯ
การโกงกินคอร์รัปชั่น พวกกรรมการเราทำไม่ได้
เรามีศีลธรรมประจำใจ เราทำไม่ได้เรื่องอัปรีย์ฯ
ทุกๆ ในวงข้าราชการ กล่าวคำปฏิญาณกันประจำ
บางคนไม่มีคุณธรรม ว่าตามผู้นำเขาชี้ฯ
ต้องมีหิริโอปตัปปะ นั่นแหละจึงจะช่วยได้
มีคุณธรรมอยู่ในใจ ความชั่วร้ายก็หลบหนีฯ
ขอร้องกรรมการหญิงชาย จงสนใจกันให้มากๆ
เรื่องศีลธรรมก็ไม่ใช่ยาก มีให้มากๆ นั่นแหละดีฯ
ผมขอจบการบรรยาย โปรดอภัยผมสักครั้ง
ถ้าไม่เพราะหูไปบ้าง อย่าเพิ่งชังเลยคุณพี่ฯ
ถ้าสนใจไปติดต่อ (เอื้อน) ผมจะมาขอบริการ
ผมเป็นลำตัดพื้นบ้าน จะบริการให้ฟรีๆ (เป๊กพ่อ โยน)
ลำตัดว่าเรื่องพลาดรัก อกหัก

วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) แม่รา แม่รำ เกิดมามีกรรมเสียแล้วเล่าน้อง
นับแต่จากคู่เก่า คิดแล้วให้เศร้าหมอง
ชลเนตรไหลนองไปทุกคืนฯ

(ขึ้น) เจ้าสาลิกาแก้วเอ๋ย เมื่อก่อนนี้เคยขานวอน
เจ้าไยพลาดไปจากจร ปล่อยให้พี่นอนสะอื้นฯ
อันป่าดงพงเขาทิวลำเนาแนวไพร ช่างเงียบเหงาเปล่าใจไม่มีใครมาชวนชื่นฯ
ตะวันตกอกเต้น พี่มิได้เห็นหน้าเจ้า
ช่างเงียบหายไปหลายเช้า ปล่อยให้พี่เหงาทุกๆ คืนฯ
พี่รอหายแลหาย หวานก็กลายเป็นขื่นขม
น้องปล่อยให้คนอื่นเขาชื่นชม พี่แทบจะล้มไปทั้งยืนฯ (ลงเป๊กพ่อ)
(ขึ้น) เจ้าเรียกร้องทุกๆ อย่าง พี่ก็รับฟังน้ำคำ
เมื่อแรกรักก็หวานฉ่ำ เป็นสุขล้ำราบรื่นฯ
หรือใครมาเปล่าหูน้องเล่า ให้หล่อนเจ้ากับคำ
เจ้าสาลิกาลิ้นดำ พี่สุดจะจำใจฝืนฯ
พี่บุกป่าฝ่าดง บินข้ามพงแดนบัง
คาบเหยื่อมาเผื่อรัง สู่ร้อยชั่งคู่ชื่นฯ
ถ้าน้องถูกข่มขืนจิต พี่จะตามติดไปต่อสู้
ที่ยอดรักสมัครอยู่ พี่สุดจะกู้กลับคืนฯ
น้องมาทำเงียบเฉย ไม่ยอมจะเอ่ยปากอ้า
พี่ก็หมดปัญญา ในอุราตันตื้นฯ
คิดๆ ไปใจละเหี่ย นึกแล้วให้เสียเชิงชาย
ถ้ารักยังซึ้งตรึงใจ ต้องล้างอายกันด้วยปืนฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) รักเอ๋ยเคยชม ยามเด็ดดมก็ชื่นใจ
แต่รักมาชืดจืดไป หวานก็กลายเป็นขมขื่นฯ
เมื่อแรกรักสมัครมั่น ว่าจะรักกันไม่จืดจาง
แต่รักกันเมินเหินห่าง ปล่อยให้พี่ค้างตั้งหลายคืนฯ
เคยนอนแอบแนบชิด เฝ้าจุมพิตนวลน้อง
ทุกค่ำเช้าเฝ้าประคอง แต่นี้ต้องหมองขมขื่นฯ
พี่พร่ำพลอดออดอ้อน น้องยังสอนให้พี่ทำ
แม่โมราตาต่ำ พี่สุดจะจำใจฝืนฯ
นี่แหละหนอใจนาง สุดที่จะหยั่งใจถึง
มหาสมุทรว่าลึกซึ้ง ยังหยั่งถึงลึกตื้นฯ
มันเหมือนดังน้ำกลอกกลิ้ง (เอื้อน) หัวใจผู้หญิงไม่แน่นอน
มีชายที่รวยและหล่อเขาเข้ามาวอน แล้วแม่ก็ถอนคำคืน (ลงรับ เป๊กพ่อ โยนๆ)


ลำตัดแต่งที่เมืองซาอุดิอาระเบีย ปี ๒๕๒๒
เล่าความจริงที่ชีวิตประสบมา

วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) พวกเราชาวไทย มารักกันไว้ ซิเราเป็นไทยด้วยกัน (ย้ำ)
จากถิ่นมาหากินกันดาร จากถิ่นมาหากินกันดาร
เราเป็นไทยด้วยกัน ต้องสมานไมตรีฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) สิบนิ้วนบจบผม กรประนมเหนือเกศ
ขอให้พระศรีอริยะเมตต์ ที่ปกเกศเกษีฯ
ช่วยคุ้มครองป้องกัน อุปทวันอันตราย
แก่พี่น้องชาวไทย ทุกคนจงได้โชคดีฯ
ผมจะขอริเริ่ม นับแต่เดินออกจากบ้าน
ตั้งใจมาทำงาน ในสถานที่นี้ฯ
ขึ้นรถทัวร์ศุภรัตน์ ออกจากตราดมากรุงเทพฯ
นั่งเสียจนตัวเป็นเหน็บ ต้องมากรุงเทพฯหลายทีฯ
นำพาสปอร์ตที่กระทวงการ เข้าสันติบาลสอบสวน
มันมากมายหลายสำนวน เขาสอบสวนถ้วนถี่ฯ
พอพาสปอร์ตออกมา (เอื้อน) เที่ยววิ่งหาบริษัท
ทุกๆ แห่งก็แน่นขนัด ทั้งบริษัทเอสพีฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) คุณบังมัดติดต่อให้ คุณพี่อุไรเขานำทาง
ผมได้อาศัยพี่บัง เขานำทางทุกวิถีฯ
ถึงบริษัทอินเตรอ ผมก็เสนอความสนใจ
ผมขอสมัครช่างไม้ เขารับไว้ทันทีฯ
เสียค่าสอบคนละสองร้อย เขาบอกให้คอยชั่วโมงหน้า
คุณสุรัตน์เขาบอกว่า ฝรั่งจะมาสอบที่นี่ฯ
ทุกคนใจเต้นระทึก (เอื้อน) ผมยืนนึกๆ แล้วใจหาย
ว่าเขาจะสอบกันอย่างไร ประเดี๋ยวคงได้รู้ดีฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) คุณสุรัตน์เขาพาฉัน พร้อมคนงานสี่สิบกว่า
ให้ขึ้นไปยืนคอยท่า ฝรั่งก็มาพอดีฯ
ตึกสี่ชั้นกำลังก่อสร้าง อยู่ระหว่างตรงกันข้าม
เขาให้ไปสอบบนชั้นสาม เขาสั่งให้ทำเป็นพิธีฯ
เขาสั่งให้รื้อค้ำยัน ระหว่างเพดานกับพื้น
เขาตีตะปูไว้เป็นหมื่น มีเสายืนอย่างถี่ฯ
ต้องใช้ชะแลงงัดแงะ เอาค้อนแตะถอนตะปู
ฝรั่งมันคอยยืนดู ต้องถอนตะปูให้ดีๆฯ
ถ้าใครทำไม้แยก (เอื้อน) กระดานแตกเป็นเสียท่า
แสดงว่าหมดราคา ต้องเสียเงินค่าสอบฟรีฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ส่วนผมให้ทำแบบเสา ทำท่าคุกเข่าเลื่อยไม้
โฟร์แมนก็บอกว่าใช้ได้ ฝรั่งยกหัวมือให้อย่างนี้ฯ
สอบทั้งหมดได้แปดนาย ไปตรวจร่างกายโรงพยาบาล
ต้องฉีดวัคซีนป้องกัน นางพยาบาลเขาปลูกฝีฯ
แล้วกลับมาเซ็นสัญญา รับเสื้อผ้าอีกสองสำรับ
เขาแจกให้แถมบังคับ มิใช่จะรับได้ฟรีฯ
คนละสองร้อยแปดสิบ ทุกคนต้องรีบจับจ่าย
ไปถึงเมืองนอกเอาคืนได้ เขาบอกเราไว้อย่างนี้ฯ
พวกเราทุกคนเชื่อเขา เพราะพวกเรามันบ้านนอก
เขาเป็นคนบางกอก จึงลวงหลอกเราเหมือนผีฯ
เพราะพวกเราไว้ใจเขา (เอื้อน) จึงหลอกลวงเราเสียแทบแย่
กับไปเมืองไทยไม่ไว้แน่ ต้องไปแฉกันเสียทีฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ทุกคนออกจากบริษัท แล้วเขาก็นัดให้มา
ในวันที่ ๑๐ พฤษภา ในเวลาบ่ายสี่ฯ
ที่สนามบินดอนเมือง ช่างรุ่งเรืองศิวิไลซ์
ดูกว้างขวางโตใหญ่ มีแสงไฟหลากสีฯ
มีผู้คนมากมาย ทั้งจีนไทยแขกฝรั่ง
พวกผมไม่รู้จักทาง ต้องคอยระวังลูกพี่ฯ
เราได้โฟร์แมนนำหน้า เขานำพาพวกเรา
ทางโน้นออกทางนี้เข้า เพราะตัวเขารู้ดีฯ
ลงชั้นล่างขึ้นชั้นบน ช่างวกวนมากมาย
ไม่รู้เครื่องบินอยู่ตรงไหน เขาพาไปให้นั่งเก้าอี้ฯ
มีผู้คนนั่งเป็นแถว เก้าอี้เรียงแนวอยู่ตรงกลาง
มีทางเดินสองข้าง ริมๆ หน้าต่างเป็นช่องถี่ฯ
ผมเพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้ ว่ากำลังขี่เครื่องบิน
พนักงานเราบอกผมได้ยิน ว่าเครื่องบินจะเคลื่อนที่ฯ
ประมาณราวหกนาฬิกา (เอื้อน) ทั่วทั้งนาวาสะเทือนลั่น
เตรียมรัดเข็มขัดพร้อมกัน เครื่องบินก็ผ่านเมฆีฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ขึ้นสู่พื้นทิฆัมพร มีลุ่มดอนบ้างเหมือนกัน
บางทีก็ตกชะงักงัน บางทีมันเหมือนอยู่กับที่ฯ
ห้าชั่วโมงกว่าๆ เครื่องบินก็พาพวกเราไป
ถึงสนามบินกว้างใหญ่ ที่แอร์ไลร์กะราจีฯ
แล้วพากันลงจากเครื่องบิน สู่พื้นดินปากีสถาน
มันเป็นเวลาเที่ยงวัน อากาศที่นั่นร้อนจี๋ฯ
มีรถสองแถวมารอรับไป (เอื้อน) ยังโรงแรมใหญ่สี่ชั้น
น้ำท่าอาหาร เขาบริการให้ฟรี (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) เราพักผ่อนกันพอสบาย แต่พอได้เวลา
ประมาณสิบเก้านาฬิกา ก็ย้อนมากันอีกที
ขึ้นเครื่องบินพร้อมกัน ไปดาฮ์ลานเมืองแขก
นับว่าเป็นชีวิตแรก ได้มาเมืองแขกซาอุดีฯ
มาคราวนี้ผมรู้ท่า เขาพูดกันมาผมได้ยิน
ว่านั่งริมๆ เครื่องบิน ได้เห็นท้องถิ่นพื้นที่ฯ
แอร์โฮสเตสพนักงาน บอกคนโดยสารได้ยินทั่ว
ให้เตรียมเข็มขัดรัดตัว เครื่องบินก็รัวเร่งถี่ฯ
เริ่มลอยลำขึ้นสู่อากาศ (เอื้อน) ใจผมหวาดตกผวา
เล่นเอาตัวเย็นชา ต้องหลับตาเป็นทีๆฯ (ลงรับ)
(ขึ้น) ผมแลมองช่องหน้าต่าง แสงสว่างมองเห็น
เดือนหกคืนนั้นพระจันทร์เพ็ญ จึงมองเห็นได้ดีฯ
เห็นป่าไม้ใหญ่น้อย หมู่เมฆลอยพัดผ่าน
บางครั้งมองเห็นหมู่บ้าน แสงไฟตระการหลากสีฯ
ดูแสงไฟสวยเหลือเกิน ผมมองแล้วเพลินนัยน์ตา
จึงบอกเราะมานให้หันมา แลตามมือขวาผมชี้ฯ
ดูดวงไฟได้ระดับ ระยิบระยับคดโค้ง
บางแห่งสว่างรกโพลง แลเป็นวงยาวรีฯ
เครื่องบินเหียนเวียนวน (เอื้อน) เหมือนสายชลธารา
ดูเขียวแดงแสงระย้า มันสุดสายตาเป็นที่ๆฯ (เป๊กพ่อ)

ขึ้น สักครู่เดียวก็ลับตา แลเห็นเป็นฝ้าหมอกควัน
ราวสามชั่วโมงกะประมาณ ถึงดาฮ์ลานพอดีฯ
นั่งคอยเครื่องบินกันอยู่นาน เครื่องบินโดยสารยังไม่ไป
ทุกคนอ่อนเพลียละเหี่ยใจ นั่งหลับกันไปเป็นทีๆฯ
ราวบ่ายสามนาฬิกา มันเป็นเวลาเมืองเขา
ถ้าเป็นเวลาเมืองเรา ก็รุ่งเช้าพอดีฯ
ขึ้นเครื่องบินอีกทีหนึ่ง ก็มาถึงเมืองริยาทร์
แล้วขึ้นรถต่อมาบริษัท เวลาบอกชัดบ่ายสี่ฯ
คุณสุรสิทธิ์พ่อบ้าน เขาพาไปทานข้าวปลา
เขาแนะนำวิสาสา ปวารณาอย่างดีฯ
เขาจัดห้องให้พักผ่อน พร้อมทั้งที่นอนผ้าห่ม
พวกผมรู้สึกเชยชม ว่าเขาเหมาะสมเป็นลูกพี่ฯ
นี่ผมร้องมาก็นาน (เอื้อน) รู้สึกรำคาญกันบ้างไหม
ไม่เพราะโสตโปรดอภัย เพราะผมไม่ใช่นักกวีฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)









ลำตัดว่าเรื่องบริษัทเมืองซาอุดิฯ

วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) จำเป็นจำไป จำใจเราต้องไปจากกัน (ย้ำ)
ทุกวันคืนแสนตื้นตัน (ย้ำ) เราต้องพรากจากกัน
เสียเมื่อตะวันรอนๆ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ศิโรราบกราบไหว้ พระรัตนตรัยทั้งสามองค์
คุณพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ท่านผู้ทรงศีลสังวรฯ
ช่วยคุ้มครองปวงเกล้า แก่พวกเราชาวไทย
อุปทวันอันตราย ขออย่าได้เดือดร้อน
ผมจะขอเกริ่นกล่าว ถึงเรื่องเล่าบริษัท
เล่าไปตามประวัติ เป็นลำตัดคำกลอนฯ
ผมมาถึงเมืองริยาทร์ ชื่อบริษัทมิคแม็ค
ผมฟังชื่อรู้สึกแปลก หัวหน้าเป็นแขกเลบาบอนฯ
ประเทศซาอุดิอาระเบีย คนไทยละเหี่ยคอยกันมา
เขาว่าเงินเดือนล้ำค่า การให้อัตตราเป็นเงินดอลล์ฯ
ทุกคนอยากมากันนัก สู่ทนจากลูกเมีย
แต่แล้วทุกคนต้องใจละเหี่ย เพราะอาระเบียเมืองร้อนฯ
พวกผมทั้งหมดเก้านาย มาจากเมืองไทยด้วยกัน
จะขอกล่าวนามให้ท่าน ได้รู้จักกันไว้เสียก่อนฯ
นายจำรูณคนที่หนึ่งนั้น เขาทำงานเป็นดร๊าฟร์แมน
เป็นช่างเขียนแบบแปลน ยังหนุ่มแน่นอรชรฯ
เขาอยู่จังหวัดลำปาง เป็นคนนำทางพวกผมมา
ก็เพราะเขาเก่งภาษา (เอื้อน) เขาเจรจาได้ทุกตอนฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) คนที่สองชื่อทองม้วน คนนี้นิ่มนวลคมสัน
บ้านอยู่นครสวรรค์ ท่าทางเขานั้นโอนอ่อนฯ
คนที่สามชื่อเฉลียว คนนี้ประเปรียวใช้ได้
บ้านอยู่สุโขทัย เขาเป็นช่างไม้เหมือนคนก่อนฯ
สี่นายสำรวจทาคำ บ้านอยู่กำแพงเพ็ชร์
นี่ก็ช่างไม้ฝีมือเด็ด มิได้มดเท็จหลอกหลอนฯ
ห้านายนอนครูพนม ช่างไม้คนนี้ก็สมเหตุผล
ชื่อบ้านเขาฟังชอบกล เขาอยู่ตำบล...............ฯ
หกนายเราะมานสันติปาตี อยู่นนทบุรีปากเกร็ด
เป็นช่างแม็คนิคฝีมือเด็ด คนนี้มีเคล็ดยอกย้อนฯ
เป็นช่างระดับหัวหน้า เขามีสัญญาประกาศ
ใครอยากทราบประวัติ เชิญสัมภาษณ์ได้ทุกตอนฯ
คนที่เจ็ดชื่อเสนาะ ชื่อเขาเพราะไหมเล่าคุณ
คนที่แปดชื่อเอ๋งขุ่น คนนี้ไม่คุ้นกับใครก่อนฯ
เพราะเขาเป็นคนพูดน้อย แต่เรียบร้อยมารยาท
ทั้งสองคนอยู่ตราด ช่างไม้สามารถแน่นอนฯ
ผมก็อยู่ตราดเป็นช่างไม้ เป็นผู้บรรยายรอบทิศ
ผมมีนามชื่อว่าสิม (เอื้อน) ท่านลองมาชิมบทกลอนฯ

(ขึ้น) ทีนี้จะเล่าถึงเรื่องบริษัท ที่คนไทยปฏิบัติกันอยู่ทุกวัน
ข้อบังคับของคนงาน ทุกๆ ท่านต้องสังวรฯ
เริ่มลุกขึ้นจากที่นอน ในราวตอนตีห้า
เตรียมแปรงฟันล้างหน้า เข้าห้องสุขากันก่อนฯ
พอได้หกนาฬิกา รีบพากันมาโรงอาหาร
เพราะถึงเวลารับประทาน แลคนงานเดินกันว่อนฯ
ก่อนข้าวเขาเลี้ยงน้ำชา ใส่น้ำตาลมานิดหน่อย
ก็เพราะน้ำตาลมันมีน้อย พวกเราหลายร้อยคนละช้อนฯ
มันก็ไม่พอแบ่งกัน เลยเอาน้ำตาลใส่ในกา
เอาใบชาใส่พอขม กินดับลมกันไปก่อนฯ
บางเช้ามีนมมาให้ คนมาก่อนก็ได้กันไปบ้าง
คนไหนที่มาทีหลัง ก็มีหวังเหลือแต่ช้อนฯ
แล้วยืนเข้าแถวเรียงราย คนครัวก็จ่ายอาหาร
ต่างยื่นถาดเหมือนขอทาน (เอื้อน) มีหลุมอาหารเป็นตอนๆ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ได้อาหารแล้วออกมาบ้าง คนมาทีหลังเขาก็จะเอา
การรับอาหารตอนเช้า มันพอทำเนาเพราะไม่ร้อนฯ
รับอาหารกันแต่พอสบาย เพราะไม่มากมายคนงาน
ถ้าเป็นเวลาเที่ยงวัน เกือบจะแย่งกันเดินก่อนฯ
รับเสร็จแล้วรีบแต่งตัว ทุกคนไม่มัวเนิ่นนาน
รีบเดินไปที่ทำงาน ทางไกลประมาณกิโลหย่อนๆ
พอได้เจ็ดนาฬิกา พวกแขกก็มาควบคุม
ลงมือทำงานกันทุกกลุ่ม โฟร์แมนยังคุมกันอีกตอนฯ
มันเป็นงานก่อสร้าง อาคารสองหลังห้าชั้น
ส่วนผมประกอบแบบตาม ทุกๆ กลุ่มงานไม่หยุดหย่อนฯ
ทำงานกลางแดดร้อนรน แลกๆ ผมทนแทบไม่ไหว
ยามลมแรงพัดมาทีไร (เอื้อน) ร้อนเหมือนอยู่ใกล้กองฟอนฯ (ลงรับ)

ขึ้น พอได้สิบสองนาฬิกา มันเป็นเวลาพักงาน
ทุกคนรีบกลับมาโรงอาหาร ตอนเที่ยงวันแดดมันร้อนฯ
ทั้งแดดทั้งลมผมแทบแย่ เพราะผมมันแก่กว่าเขา
บางวันฝืนใจก้าวเท้า รู้สึกว่าเข่ามันชักจะอ่อนฯ
พอมาถึงโรงอาหาร ทุกๆ ท่านมายืนคอย
เพราะคนงานเป็นร้อยๆ ต่างคนจะทยอยกันเข้าก่อนฯ
คนกินรอบแรกหมดไป ก็อยากจะได้รอบสองต่อ
ต้องมาเข้าคิวยืนรอ บางครั้งนึกท้อใจอ่อนฯ
บางคนอ่อนเพลียร่างกาย ตาลายแทบจะล้ม
หน้ามืดก็เลยเป็นลม (เอื้อน) ถึงกับล้มลงไปนอน (เป๊กพ่อ)

ขึ้น มันลำบากทุกๆ วัน การรับประทานตอนเที่ยง
ถ้าเราไม่ด่วนมันก็เกลี้ยง ถึงเหลือก็เพียงไม่กี่ช้อนฯ
อาหารตอนแรกๆ เต็มที่ มาตอนนี้พอใช้ได้
มันเป็นอาหารของคนไทย โดยมากก็ไก่ประจำบ่อนฯ
ต้มบ้างแกงบ้าง บางทีก็ย่างมาอย่างดี
ปลาเนื้อก็พอมี บางทีก็แกงร้อนฯ
การกินอยู่ก็พอประมาณ ตอนรับประทานซิมันลำบาก
เพราะผู้คนมันมาก ต่างคนก็อยากจะได้ก่อนฯ
เขาจึงวางระเบียบเอาไว้ กันความวุ่นวายสับสน
ขอพวกเราทุกๆ คน อย่าทำเป็นคนใจร้อนฯ
สำหรับที่อยู่พักผ่อน การหลับนอนพอใช้ได้
อยู่ห้องแอร์เย็นสบาย (เอื้อน) มีน้ำไฟแสงนีออนฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ว่าถึงธรรมชาติเมืองนี้ ไม่มีอะไรดีอยู่ตรงไหน
ที่เขาเรียกว่าทะเลทราย ก็เพราะความหมายว่ามันร้อนฯ
เห็นพื้นดินกับขอบฟ้า เมื่อลืมตามองไป
เห็นแต่ภูเขาน้อยใหญ่ ทั้งขวาซ้ายแลสลอนฯ
ไม่มีต้นไม้เลยสักต้น ภูเขาดินหินทราย
มีลูกเล็กลูกใหญ่ ดูมากมายซับซ้อนฯ
พอย่างเข้าเดือนธันวา ความหนาวก็มาแทนที่
อากาศที่เคยร้อนจี๋ ตอนนี้ไม่มีความร้อนฯ
มันหนาวเย็นเป็นเหน็บ ช่างแสบเจ็บทั้งร่างกาย
บางวันเกือบทนไม่ไหว (เอื้อน) เล่นเอาหัวใจสั่นคลอนฯ

(ขึ้น) ลมก็พัดจัดแรง ไม่มีแสงพระอาทิตย์
อากาศมัวมืดมิด ทั้งพระอาทิตย์ก็ไม่ร้อนฯ
คนงานเกือบทุกกลุ่ม ต่างก็สุมไฟผิง
บ้างยืนนั่งเอาหลังอิง พากันผิงกองฟอนฯ
บางเช้าน้ำค้างตกลงมา เปียกบนหลังคารถยนต์
กลายเป็นน้ำแข็งเมื่อเราโดน มันล่วงหล่นลงมาเป็นก้อนฯ
มันหนาวเย็นเข้ากระดูก บอกไม่ถูกว่าหนาวเท่าไหร่
ถ้าหนาวเกินนี้ก็ทนไม่ไหว เล่นเอาหัวใจผมกระฉ่อนฯ
นี่หรือซาอุดิอาระเบีย ผมแสนละเหี่ยใจหวาม
ขอลาแล้วเมืองอาหรับ ผมต้องกลับบ้านก่อนฯ
ปีแปดเดือนกว่าๆ จากเมืองไทยมาอยู่นอก
ผมสุดจะกล่าวเล่าบอก ประเทศนอกเมืองร้อนฯ
ขอลาทีแล้วมิคแม็ค บริษัทแขกเมืองริยาทร์
คิดๆ ไปให้อนาถ (เอื้อน) หัวใจแทบขาดอยู่รอนๆ (เป๊กพ่อ)

ลำตัดเรื่องเสือผ่อน แต่งโดยเสมียนทอง เจริญสุข
ตอน ๑ ระดมเกาะมัน

วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

(ลูกคู่รับ) รุ่งแจ้งแสงฉัน สุริยันก็ได้เวลา
ทหารเรือรบ ต่างก็ครบมือกัน (ซ้ำ)
ตรวจละเมาะเกาะมัน ให้ได้ทันเวลา (เป๊กพ่อ)


(ขึ้น) พอรุ่งเช้าเจ้านาย เขาก็ขยายกองตรวจ
ต่างพากันสำรวจ ที่ในรกในป่าฯ
ที่เกาะมันนั่นเล็ก แต่ติดข้างจะรก
ทั้งป่าไม้ใบดก อีกทั้งหนามก็หนาฯ
พลทหารไม่พอ รีบไปขออำเภอ
นำเรื่องเสนอ ท่านขุนบูรพาฯ
ท่านขุนท่านฟังชัด ก็รีบจัดส่งคน
รวมทั้งนายและพล สามสิบคนกว่าๆ ฯ
ที่ปากน้ำประแสร์ ดูเซ็งแซ่ไปทั้งบ้าน
มีเรือรบพบพาน เมื่อเย็นวานเรือมาฯ
ให้กำนันท่านเกณฑ์คน ทั้งตำบลไปจับ
ว่ามันกำลังหนีลับ เข้าไปซุ่มในป่าฯ
ว่ามันถูกยิงตอนเย็น ไม่รู้จะเป็นหรือตาย
พอถูกปืนแล้วมันก็หาย ตั้งแต่เย็นวานมาฯ
ให้ไปช่วยกันค้น หลายคนไปตรวจดู
เพื่อจะได้เลื่องรู้ มีหลายหูหลายตาฯ
ทุกคนก็รีบไป เร็วไวเดี๋ยวนี้
เรื่องร้อนเต็มที่ ธุระมีอย่าช้าฯ
ชายฉกรรจ์มั่นคง เอากำนันเขาส่งตัวไป
แต่พอลมต้องใบ เรือก็ใช้ใบคาฯ (เป๊กพ่อ) ลงรับ

(ขึ้น) แต่พอมาถึงเกาะมัน จึงทำการอุตลุต
ลางบ้างเอาไปขุด ลางบ้างที่ชุดถางป่าฯ
ลางบ้างสับลางบ้างถาง เล่นจนว่างเกาะมัน
เที่ยวตรวจตราหากัน ก็มิได้พบดูหน้าฯ
จะดูตายก็ไม่เห็น จะดูเป็นก็ไม่พบ
นายทหารปรารภ ว่าอย่างไรกันหนีหวาฯ
เราดักหมดเรือแพ ตั้งแต่เมื่อคืนเกิดเหตุ
มันหายไปได้ไอ้เปรต ชะอ้ายเศษใครพาฯ
ลางบ้างก็ว่าผีถ้ำ อ้ายระยำเคยพัก
เคยมีที่สำนัก อยู่ที่ในคูหาฯ
บ้างก็ว่าน่ากลัว มันหายตัวได้เอง
เพราะตัวมันเป็นนักเลง ที่ร่ำเรียนวิชา
โจษกันต่างๆ ไม่รู้จะฟังทางไหน
แต่พอสิ้นสงสัย พวกบ่าวนายก็ต้องลาฯ
พวกพลหิวอ่อน ไม่เป็นนอนเป็นนั่ง
บ้างอดอยากเต็มซัง หิวโหยกันหนักหนาฯ
มีมะม่วงขนุน ก็เก็บถุนต่างข้าว
ทั้งน้อยหน่ามะพร้าว กินต่างข้าวต่างปลาฯ (เป๊กพ่อ) ลง

(ขึ้น) บ้างก็สอยบ้างก็ปีน เอามากินแก้หิว
จนเจ้าของชักฉิว แต่ไม่อาจจะว่าฯ
ต่างผันเปลี่ยนเวียนมอง(เอื้อน) ปากก็ร้องบ่นปุบ
ได้ยินเสียงตุ้บๆ นั่นคือตะบองกว้างปาฯ
บ้างหน้าเง่าเคล้าเสีย ทั้งผัวเมียตบอก
ว่าแหมต้นนั้นดก มีสักพันกว่าๆฯ
เก็บหมดอ่อนแก่ นั่งแลๆแล้วก็เป็นทุกข์
เห็นจะไม่ได้กินสุก เหมือนอย่างทุกปีมาฯ
ทั้งของแห้งของสด เก็บกินหมดแทนข้าว
ทั้งเป็ดไก่ของเรา ก็ยิงกินเอามิได้ว่าฯ
ครั้นเรือตรวจไม่ได้สรรพ ก็รีบกลับเข้ากรุง
กราบทูลเรื่องยุ่ง ทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าฯ
ทูลพระองค์ทรงภพ ให้ฟังจบแจ้งสาร
จึงมีพระราชโองการ ให้ดำรัสตรัสมาฯ
ถ้าสืบสวนเบาะแส รู้เรื่องแน่อย่างไร
ให้รีบส่งข่าวไป จะจัดให้วันหน้าฯ
เจ้าช่อชะโอ้ เจ้าช่อสลัด
พระทรงหวังกำจัด เรื่องอ้ายสัตว์เสือป่าฯ (เป๊กพ่อ)

ตอน ๒ ยิงจ่าไข่นายตำรวจตาย

(ลูกคู่รับ) ตายร้ายก็ที ตายดีก็หน ตายร้ายก็ที ตายดีก็หน
เกิดมาเป็นคน แล้วมันไม่พ้นความตาย

(ขึ้น) โทรเลขรับสั่ง ให้ระวังพารา
นับตั้งแต่นั้นมา จึงตรวจตรากันใหญ่ฯ
ตราดระยองเกาะมัน จังหวัดจันท์เขาก็ตรวจ
วันหนึ่งวางตำรวจ ออกเดินตรวจหลายสายฯ
อ้ายเสือถูกตรวจตรา จึงปรึกษาลูกน้อง
ว่ากูยังเห็นช่อง ที่กำบังร่างกายฯ
ว่าเขาลูกหนึ่งดี ควรเป็นที่ยั้งหยุด
เขาเรียกว่าเขาหมูดุด บ้านคลองขุดท่าใหม่ฯ
เราควรพักฟังการ ทั้งอาหารก็ไม่ขัด
ไม่ต้องใช้ฬสให้อัฐ ไปในการแจกจ่ายฯ
เพื่อนฝูงเรามี เอาไว้เป็นที่พึ่งพิง
ทั้งคนเต้นคนวิ่ง เหล้ายาหาง่ายฯ
นับตั้งแต่นั้นมา มันก็พากันขึ้นเขา
หาที่แฝงเฝ้า ต่างกำบังร่างกายฯ
มีคนส่งอาหาร (เอื้อน) วันละสามเวลา
ตลอดเหล้าและยา ก็กินกันอย่างฟูมฟายฯ

(ขึ้น) จะกล่าวฝ่ายนายตรวจ เธอเป็นตำรวจชั้นจ่า
เธอเป็นหัวหน้า อยู่โรงพักท่าใหม่ฯ
เธอคุมพลตรวจการ ในหมู่บ้านตำบล
รวมทั้งนายและพล ก็หลายคนหลายนายฯ
การงานเธอดี ในหน้าที่เธอขยัน
เธอสมัครมักมั่น เธอตรวจการณ์เหตุร้ายฯ
เธอสืบสวนเบาะแส ให้รู้แน่ที่สุด
ว่าอยู่บนเขาหมูดุด บ้านคลองขุดท่าใหม่ฯ
ตามแถบคุ้งกระเบน ทุกเช้าเย็นมิได้หยุด
ตรวจตำบลคลองขุด เป็นจุดกะหมายฯ
ต้องใช้วิธีทางอ้อม ปรึกษาพร้อมพวกพล
ให้ระวังกังวล คอยสืบต้นสาวปลายฯ
ถ้าได้ทีมีหน้า แล้วจงคว้าให้อยู่
อย่าไว้ใจศัตรู พวกอ้ายงูเห่าร้ายฯ
มันหลบๆเลี่ยงๆ คอยฟังเสียงเหตุการณ์
สืบเสบียงอาหาร มาก็นานวันหลายฯ
วันหนึ่งจ่าทราบแน่ รู้กระแสคนส่ง
นายจ่าก็ตกลง ว่าวันนี้วันตายฯ
จึงแฝงเข้าบังตน(เอื้อน) แต่พอเจอคนเสบียง
นายจ่าก็มีเสียง ว่ามึงคือพวกผู้ร้ายฯ

(ขึ้น) วันนี้วันยังค่ำ ถ้ามึงนำไม่พบ
ถ้ามึงนำไม่ประสบ กูจะตบมึงให้ตายฯ
อ้าคนส่งเสบียง หรือมันจะเลี่ยงก็กลัว
นายจ่าจึงคุมตัว ให้ไปส่งให้ได้ฯ
มันจึงรับรองกับจ่า ว่าผมจะพาไปส่ง
จะพาไปให้ตรง ที่สำนักเสือใหญ่ฯ
ฝ่ายอ้ายถ่อยคนทำ มันมีน้ำฉลาด
มันเอาขวานเคาะคาด เป็นประกาศเครื่องหมายฯ
เจ้าเสือร้ายใจเขื่อง ได้ยินเครื่องสัญญา
จึงตระเตรียมทางท่า แล้วใส่ลูกขึ้นได้ฯ
พอจ่าไข่จวนถึง (เอื้อน) มันสับปึงลั่นเปรี้ยง
ปังเดียวจ่าเที่ยง ล้มลงนอนหงายฯ

(ขึ้น) ได้ยินเสียงร้อยโอย ว่าเสียท่าเขาแล้ว
พอตำรวจลูกแถว แต่เมื่อเห็นนายตายฯ
จึงถอยทับกลับหลัง แต่มิยังทันเห็นเสือ
เพราะความกลัวมันเหลือ เล่นจนอยู่ไม่ได้ฯ
รีบให้คนกลับหลัง คืนยังมณฑล
รายงานด้วยคน ถึงเหตุผลจ่าตายฯ
มณฑลทราบข่าว ก็อกเร่ารุ่มร้อน
ไม่เป็นกินเป็นนอน ทั้งราษฎรเจ้านายฯ
ช่อชะโอ้ เจ้าช่อสลิด ดูมันพร่าชีวิต
มิให้คิดว่าใครฯ

ตอน ๓ ประกาศให้สินบนจับเสือ

(ลูกรับ) เสือเอ๋ยซิกระไรเสือรน อย่ายกตัววางตนว่าเสือมีลาย
มิวันหนึ่งก็วัน อ้างอาธรรม์คงม้วย (ซ้ำ)
คุณพระท่านไม่ช่วย เข้าด้วยกับคนร้าย (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) มณฑลทราบการ ก็รายงานเรื่องยุ่ง
โทรเลขเข้ากรุง กราบทูลเจ้านายฯ
ว่าบัดนี้อ้ายพาล ข้ามเกาะมันเข้าฝั่ง
กลับใหญ่โตโอหัง ยิงนายจ่าตักษัยฯ
ยิงเจ้าพนักงาน ไปตรวจการคลองขุด
อยู่บนเขาหมูดุด บ้านคลองขุดท่าใหม่ฯ
จ่ารู้เบาะแส ว่ามันแน่อยู่นั่น
จึงได้ไปทำการ ถึงชีวันวางวายฯ
ถ้าขืนปล่อยอ้ายพาล จะทำการยุบยับ
ต้องขอสินบนนำจับ เอาไปแจกจ่ายฯ
โทรเลขกระทรวง ให้เงินหลวงกลับมณฑล
อนุญาตสินบน ในเรื่องจับผู้ร้ายฯ
ว่าผู้ใดก็ดี บรรดามีความรู้
แม้ถ้าจับตัวครู เอามาดูหน้าได้ฯ
จับตายห้าร้อยบาท (เอื้อน) ประกาศปิดศาล
ถ้าจับเป็นให้พัน จงช่วยกันแก้ไขฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ประกาศปิดศาล มานานเข้าก็ช้า
จนประกาศขึ้นลา ก็จับเสือป่ายังไม่ได้
ก็ใครเล่าจะอาจ ไม่มีใครปรารถนา
ทุกๆ คนใครจะกล้า เพราะกลัวอาญาเสือใหญ่
เพียงแต่ได้ยินชื่อเสียง มันยังเหวี่ยงเสียจบ
โธ่เอ๋ยกลัวเสือขบ กันจนออกจะตายฯ
ไม่มีใครจะบังอาจ (เอื้อน) สามารถไปจับมัน
อย่าว่าแต่เท่านั้น แถมอีกสองสามพันก็ไม่ให้

(ขึ้น) ประกาศผิดศาล มานานเข้าก็หมอง
จนต้องเขียนสำรอง เปลี่ยนกระดาษเรื่อยไปฯ
คิดๆ ขึ้นมาอีกที ถ้าใช้วิธีทางการ
จะจับโดยหักหาญ เห็นเป็นการไม่ไหวฯ
บ้านเมืองเห็นดี จึงใช้วิธีทางอ้อม
จะจับโดยละม่อม เราควรถนอมเรื่องไว้ฯ
มันเลยเห็นว่าบ้านเมือง ไม่เอาเรื่องเอาราว
มันก็ยิ่งเพิ่มความห้าว ขึ้นเป็นเจ้ายกใหญ่ฯ
ยกตัวมีอำนาจ อาละวาดเก่งกล้า
มีบุตรภรรยา เป็นสิ่งกล้าหัวใสฯ
เที่ยวสูบฝิ่นกินเหล้า มัวเมาตามบ้าน
จนลูกน้อยพลุกพล่าน ไม่มีการเกรงใครฯ
เที่ยวขู่ขอเงินทอง ถ้าขัดข้องต้องหา
ไปหยิบยืมเขามา เพราะกลัวอาญาเสือใหญ่ฯ

ถ้าบ้านไหนพูดขัดข้อง (เอื้อน) แล้วมันไม่ต้องง้องอน
พูดแต่พอใจร้อนๆ แล้วมันก็จรจากไปฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) เจ้าทรัพย์เห็นที ว่าคราวนี้เกิดความ
ถึงกลับต้องห่อเงินตาม พยายามส่งให้ฯ
เพื่อปรับทุกข์เหตุร้อน ช่วยไถ่ถอนโทษทัณฑ์
แม้นอำนาจของมัน ช่างดีครันพอใช้ฯ
หาเงินร้อยเงินพัน ภายในวันเดียวพอ
มันใช้ขู่แกมขอ กลัวกันงอเอาง่ายฯ
ทางบกมันก็จ้ำ อีกทางน้ำมันก็จ้วง
มันคอยวางลูกช่วง เหมือนกระทรวงสืบสายฯ
รู้หมดเรือแพ เบาะแสสินค้า
เจ๊กไปไทยมา ทางชลาน้ำไหลฯ
มันคอยดักตรวจดู มันใช้ขู่เอาของ
รวมทั้งเงินและทอง มันคอยปองทำร้ายฯ
มันคอยดูตรวจจับ มันบังคับค่ำเช้า
เพราะหูตามันยาว มันจึงห้าวหาญได้ฯ
นับตั้งแต่เป็นเสือ ทั้งบกเรือมันตี
โจรกรรมทุกปี มีคดีมากมายฯ
สำนวนตามโรงศาล ถ้าจะประมาณรวมดู
ก็เก็บจนรกใส่ตู้ จะตรวจดูปึกใหญ่ฯ
บัดเดี๋ยวมันปล้นที่นี่ บัดเดี๋ยวมันตีที่นั่น
ล้วนแต่เรื่องอุกฉกรรจ์ อ้ายอาธรรม์ใจร้ายฯ
ช่อชะโอ้ เจ้าช่อมะเกลือ
มันสมเช่นเป็นเสือ ไม่กลัวเหนือกลัวใต้ฯ

ตอน ๔ ปรึกษาลูกน้องจะเข้าปล้น

(ลูกคู่รับ) ฝนตกซิกระไรแดดออก นางนกกระจอกก็บินเข้ารัง
แม่หม้ายใส่เสื้อ ถ่อเรือตะละจะไปดูหนังฯ (ซ้ำ)

(ขึ้น) เมื่อคราวไหนได้ช่อง มันขัดข้องอาหาร
รับความกันดาร แล้วพวกอ้ายพาลคอยทั้งฯ
ที่ไหนเปลี่ยวเปลี่ยว อยู่บ้านเดียวไกลเมือง
เราเป็นต้องก่อเรื่อง เราเตรียมเครื่องกันอีกครั้งฯ
เสบียงก็หมดชุด ทั้งอาวุธก็หมดใช้
มันร่อยหรอหมดไป สรรพเครื่องระวังฯ
ลูกกระสุนก็เบา ทั้งปืนเล่าก็ล้วน
ใครเห็นสมควร บอกมาเถอะจะสั่งฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ลูกน้องเสนอ ว่ามีเกลอส่งข่าว
เจ๊กไหลรวยข้าว บ้านอยู่เปล่าเปลี่ยวจังฯ
มันรวยเงินรวยทอง ทั้งข้าวของมีใช้
เครื่องมือใหม่ๆ เงินก็หลายสิบชั่งฯ
อยู่บ้านนาอาวุธ ล้วนแต่ชุดปัสตัน
ถ้าเราไปเล่นบ้านมัน คงรวยครันดีจังฯ
เราอย่าเล่นโครมคราม ให้มีความอึงแซ่
เล่นกลางวันแน่ๆ เราเล่นแม่มันให้ฟังฯ
เราแต่งตัวเหมือนนาย ปืนสะพายติดบ่า
เหมือนตำรวจตรวจตรา ทั้งข้างหน้าข้างหลังฯ
เจ๊กไหลในบ้าน คงไม่มีการสงสัย
มันคิดว่าเจ้านาย มันคงไม่ระวัง ฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) อ้ายเสือเห็นชอบ แล้วมันก็ตอบลูกน้อง
ว่าเอวกูก็เห็นช่อง อย่ามึงปองนึกหวังฯ
เอาอย่างนั้นอย่าช้า ภายในเวลาพรุ่งนี้
เตรียมตัวกันให้ดี บ่ายสี่โมงดังฯ
เราแต่งตัวเข้าบ้าน กันอย่าให้ทันค่ำพลบ
เล่นแม่มันให้จบ เราเตรียมให้ครบเครื่องรางฯ

ตอน ๕ เข้าปล้นบ้านเจ๊กไหลบ้านนาเกลือ ชลบุรี

(ลูกคู่รับ) รุ่งแจ้งแสงสี สีแดงสีดี เริ่มมีสุริยฉัน
สกุณาร้องแจ้ว ไก่แก้วขันจ้า (ซ้ำ)
ออกจากทัพเดินมา พร้อมหน้าด้วยกันฯ

(ขึ้น) อ้ายผู้ร้ายทั้งสาม จึงเดินตามกันมา
ตามแถวแนวป่า สุริยายังวันฯ
ครั้นมาถึงเรือน เพื่อนก็เยือนจัดหา
ทำที่มีท่า จะตรวจหาที่นั่นฯ
ฝ่ายเจ๊กไหลในบ้าน ไม่มีการสงสัย
นึกขึ้นมาได้ ว่าคงเป็นนายพนักงานฯ
เขามาตรวจตำบล สืบค้นท้องที่
เลยมีความยินดี เลยเชิญให้ขึ้นบนบ้านฯ
โธ่ช่างกระไร เจียวไหลข้าเอ๋ย
ช่างไม่รู้เสียเลย ว่ามันคือพระกาฬฯ (ลงรับ)

(ขึ้น) ครั้นขึ้นมาถึงเรือน ต่างก็เชือนจัดหา
หาหมากหายา จัดอามาใส่พานฯ
ลูกเมียอุตลุต มิได้หยุดได้หย่อน
บ้างจัดเสื้อจัดหมอน ให้เอนนอนบนบ้านฯ
เพราะเห็นแขกมาไกล (เอื้อน) ต่างปราศรัยถามว่า
พวกนายที่มา หรือยังไม่ได้รับประทานฯ

(ขึ้น) หนูเอยจัดแจง แบ่งข้าวออกหุง
ผัวเมียทำกันยุ่ง บ้างดุลูกดุหลานฯ
เร็วๆ เข้าอย่าช้า จัดเอามาให้พอ
แล้วก่อไฟตั้งหม้อ ยกขึ้นวางเชิงกรานฯ
เป็ดไก่เรามี จับมาสักสี่ห้าตัว
ตั้มแกงและคั่ว วุ่นกันนัวไปทั้งบ้านฯ
บ้างปอกมะพร้าว บ้างเขย่าน้ำพริก
วุ่นกระจุกกระจิก ทำกันอลหม่านฯ
ดีใจเขามา ถึงเคหาของเรา
ต้อนรับนายเขา กันให้อย่างพอการฯ
น้ำร้อนน้ำชา ต้มเอามากินก่อน
นายจ๋าเจียนนอน เชิญพักผ่อนบนบ้านฯ
อาบน้ำอาบท่า คุณมาแต่ไกล
อาบกันให้สบาย บัดเดี๋ยวจะได้รับประทานฯ

(ขึ้น) ฝ่ายอ้ายทรพล ชาติด้วยชนชั่วช้า
ถึงเขามีอาชา มันก็กาอ่อนหวานฯ
มันปราศรัยไต่ถาม ไปตามเล่ห์ลม
มันเป็นคนซ่อนดม แต่ในอารมณ์เป็นพาลฯ
ถามว่าปืนผาอาวุธ เครื่องยุทธพิธี
สั่งจากนอกดีดี เอ็งต้องมีสำหรับบ้านฯ
มีกี่กระบอกกันเน้อ ตีเบอร์แล้วหรือยัง
ดูเหมือนทะเบียนยังค้าง มีคนไปอ้างที่ศาลฯ
ไหลเล็กเจ๊กซื่อ ก็เลยไปถือมาจากห้อง
ร่วมมีสองกล้อง ปืนสำหรับบ้านฯ
ลูกกระสุนปัสตัน หรือมันก็ดันเอามา
ทั้งทะเบียนศาสตรา มันหยิบเอามาให้อ่านฯ
เพราะไม่เข้าใจ สำหรับไหลคนซื่อ
มัวหลงเชื่อถือ ว่ามันคือพนักงานฯ
มันอัดลูกขึ้นลำ แล้วมันก็ทำท่าจ้อง
เจ๊กไหลก็ร้อง ว่าอย่ายิงในบ้านฯ
มันลั่นตูมปืนตึง (เอื้อน) ทะลุถึงทรวงใน
โธ่เอ๋ยไหลนั้นตาย เสียยังไม่ทันให้การฯ
ลูกเมียเห็นผิด ลางบ้างก็คิดหลบตัว
บ้างกระโดดทางครัว บ้างกระโจนนอกชานฯ
กับข้าวหรือก็กำลังต้ม หม้อไหหกล้ม
เกลื่อนกล่นไปทั้งบ้านฯ
น้ำพริกคาครก เนื้อตกใต้ถุน
ทำของเลี้ยงคุณ ช่างอุดหนุนพอการฯ
น่าสมเพชเวทนา โลหิตตรานองไหล
ทั้งเลือดคนเลือดไก่ แดงกันไปทั้งบ้านฯ
อ้ายเสือเก็บข้าวของ เงินทองได้ทั่ว
แล้วมันก็เลยเปิดหัว เข้าไปในไพรสาณฑ์
ได้ปืนดีสองลำ ทั้งดินดำกระสุน
ก็นับว่าเป็นต้นทุน ของมันไปได้อีกนานฯ











ลำตัดเสือผ่อน ของเสมียนทอง เจริญสุข
ตอนเลี้ยงพระโกนจุกหลาน

วิทยากร ประจวบ เกษโกวิท
อายุ ๘๖ ปี หมู่ที่ ๑
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

(ลูกคู่รับ) โอ้อกนกขมิ้นเอ๋ย ปีกยังอ่อนสอนบิน
จะมาหากิน ผิดถิ่นไกลรัง
ความกลัวฉันไม่อยากจะมา เอาละวา
ความกลัวฉันไม่อยากจะมา เอาละวา
แต่ว่านายบัญชา ฉันต้องมาตามสั่งฯ

(ขึ้น) ............................ ..........................
แล้วปรึกษาปรองดอง กับนิ่มน้องภรรยาฯ
ว่าบัดนี้บุตรีของเรา แตกเนื้อสาวนวลงาม
อายุย่างสิบสาม ดูอร่ามละเอียดตาฯ
พี่หวังตั้งใจ คิดจะใคร่โกนจุก
ให้สิ้นบ่วงห่วงทุกข์ ให้กับลูกของข้าฯ
ต่างปรึกษาตกลง ต่างก็ตรงเข้าห้อง
หยิบสมุดปกทอง เมื่อครั้งของบิดาฯ
มาเปิดสอบเดือนวัน แล้วคูณหารบอกลบ
ก็สอบสวนทวนทบ ก็จบเดือนพฤษภาฯ
ตรงกับที่สิบสาม เป็นวันงามยามจันทร์
โลกเมื่อยามไก่ขัน จวนตะวันส่องหล้าฯ
ในตำราว่าไว้ ใครทำการมงคล
จะได้ลาภพูนผล จนอีกทั้งเคหาฯ

(ขึ้น) ขึ้นยี่สิบรอนๆ ราษฎรหลบตัว
ไอ้เสือว่าอย่ากลัว ฉันเปลี่ยนหัวมาใหม่ฯ
มาคราวนี้ใจบุญ เชิญอุดหนุนช่วยกัน
จะตัดผมลูกหลาน ที่เกาะมันลูกในฯ
เชิญช่วยกันที หลายปีทำครั้ง
แห่งละร้อยละชั่ง มีสตังค์ควรให้ฯ
ที่ไม่มีเงินทอง ก็เอาของนานา
ตีค่าเงินตรา เป็นราคาให้ไปฯ
น้ำอ้อยน้ำตาล ทั้งข้าวสารฟักแฟง
อีกเหล้ายาปลาแห้ง ควรจัดแจงหาให้ฯ
บอกบุญให้รู้ แกแกล้งขู่แกมขอ
ยังกลัวกันตัวงอ ต้องขึ้นรอใจนายฯ
เสือผ่อนว่า ดีกว่าเอาทางตัน ทำงานคราวนี้ เสร็จเพียงวันเริ่มงานฯ
จึงเตรียมกันหนา ฆ่าหมูถึงสามตัว
เล่นกันนัวทุกนายฯ
เป็ดไก่มันขัง สำหรับรั้งวันสอง
มีกับข้าวสำรอง เมื่อขัดข้องหาง่ายฯ
ไปติดไฟเรือยนต์ ไว้รับคนโดยสาร
ระหว่างฝั่งกับมัน ...............................ฯ
บ้านใกล้ๆไปก่อน ราษฎรใกล้มัน
ถึงกำหนดส่งขัน ก็พากันซ่อนในฯ
วันแรกเก็บได้พันกว่า ...............................
.............................. ...............................ฯ
เออวันสุกดิบพวกเชิญ เขานำเงินลงขัน
เก็บได้เหยียบพัน ที่พวกมันพาไปฯ
รุ่งขึ้นวันที่สอง เห็นจะต้องเหยียบหมื่น
เพราะพอดีเสร็จตื่น คุณหลวงหมื่นท่านไปฯ
คอยฟังนะครับ ผมจะจับคนกลาง
ตอนเจ้าพนักงาน ได้ตรวจการเหตุร้ายฯ
สนุกดีพิลึก นึกๆ ก็น่ากลัว
ทั้งคนดีคนชั่ว ล้วนแต่กลัวความตาย
คุ้งกระเบนตาโปน ที่นี่โจรมันมา
มึงมากูไป.....ฯ
บางกระชัยเข็มหนู ล้วนแต่หมู่พรรคพวก
จะเอาอะไร..... ...................ฯ
..เปิด ที่เกาะแมว ล้วนเป็นแนวรักษา
เกณฑ์เอาข้าวปลา เหล้ายาหาง่ายฯ

(ขึ้น) การเล่นหุ่นกระบอก เขาให้หาแม่ม่าย
เล่นเรื่องพระอภัย ตอนหลงใหลนางวัณลาฯ
จนซูบตรอมผอมแห้ง เหมือนอีแร้งวัดขุด
ไปสะดุดเตะตีนสินสมุทร จึงวิ่งจู๊ดไปลงกาฯ
ส่วนคนทำขวัญจุก ชื่อตาพุกหัวเหม่
แกเป็นครูลิเก เล่นต้องเตไม่เสียงาฯ
เสียงแกเพราะ ปานนกการะเวก
แต่พอแกขึ้นเสียงเอก เจ๊กต้องร้องอ้ายหย่าฯ
(ขึ้น) โทรเลขมณฑล วัน.....รู้เรื่อง
อะไรบ้างหรือไม่ฯ
ให้รู้เหตุรู้ความ จะทำการโกนจุก
ทำเป็นลางสนุก ที่เกาะมันลูกในฯ
เร็วๆ เร่งรีบ.... .........................
เดือนพฤษภา อย่าได้ช้าร่ำไรฯ
......................... .........................
จับไอ้ตัวการ เอาในงานให้ได้ฯ
จับเป็นให้อยู่ ถ้าต่อสู้ให้ยิง
พวกเราเอาให้กลิ้ง อย่าให้วิ่งหนีไปฯ
หลวงจิตฯ รับคำสั่ง ไม่รอรั้งเตรียมพล
มาถึงทุกมณฑล มีหลายคนหลายนายฯ
มีพระแกลงแกล้งกล้า ขุนบูรพาอำเภอ
มาจับเสือตัวเซ่อ ขึ้นเสนอผู้ใหญ่ฯ
เข้าใจว่าวันกลาง เป็นวันอย่างสำคัญ
ให้ชุมคนลงขัน ถึงจับกันได้ง่ายฯ
พอเช้าตรู่หลวงจิต ขึ้นประชิดเกาะมัน
ขึ้นตรวจตราหากัน พัลวันยกใหญ่ฯ
ไม่พบเสือตัวเอ้ พบแต่เอเสื้อปลา
ให้สอบถามความว่า เสือป่าไปไหนฯ
บอกเร็วอยากรู้ เฮ้ยตัวกูต้องการ
นี่มึงมาในงาน เป็นกิจการของใครฯ
เร็วเข้ารีบบอก มึงอย่าหลอกอย่าหลอน
มึงมากินมานอน งานไอ้ผ่อนใช่ไหมฯ
ตามบรรดาที่มา นับว่ามีความผิด
มึงสมคบร่วมคิด ทุจริตเจ้านายฯ
ให้ข้าวแก่เสือ ให้เกลือแก่สุรา
ผิดด้วยมาตรา ของอาญากฎหมายฯ
สองสี่เจ็ดสี่ มันบ่งชี้บอกชัด
อยากจะทราบให้ถนัด ว่ามึงมาจัดงานของใครฯ
ผู้คนทั้งหลาย หญิงชายได้ฟัง
ไม่มีสุขลุกนั่ง ขี่หลังบ้างร้องไห้ฯ
บ้างก็เข้าแอบพระ ทำธุระความดี
เพื่อให้หมดราคี พ้นคดีร้อนใจฯ
ได้เกิดเรื่องอลวน โกลาหลป่นปี้
บัดเดี๋ยวกองนี้หนี บัดเดี๋ยวกองนี้ไล่ฯ
บัดเดี๋ยวโน้นถูกตี บัดเดี๋ยวนี่ถูกจับ
มัดกันเป็นตับ เกิดจูงชักยุ่งใหญ่ฯ
เกิดเรื่องเอะอะ ร้อนถึงพระถึงเณร
ต่างอดฉันเพล ตื่นเต้นไปทุกรายฯ
แม่ครัวหวานคาว ก็ไม่เอาการเอางาน
เพราะเอาแต่จะกลับบ้าน เกิดการเสียหายฯ
ลอดช่องสาเก ซื้อละเออยู่ในครัว
เกิดเครื่องไหลรั่ว พวกแม่ครัวแตกพ่ายฯ
ถูกตำรวจตรวจตรา ไม่เจอหน้าเสือมัน
พบแต่นางสวรรค์ ระวังขันร้องว้ายฯ
แล้วคุณหลวงสัมพันธ์ จับนายผันพี่ไอ้เสือ
มาสอบถามความเมื่อ ขณะเสือมาไปฯ
ว่าให้บอกโดยดี มันมานี่หรือเปล่า
ที่เขียนการ์ดบอกเล่า นั่นที่กล่าวงานใครฯ
นายผันรับรอง ว่าเสือน้องผู้ช่วย
เขาหาของชำร่วย เป็นได้ช่วยแก้ไขฯ
เขาไม่ใช่ตัวการ นี่เป็นงานของผม โปรดอย่าให้ล่มจม เอ็นดูผมสักรายฯ
หลวงจิตโกรธนัก เล่นจนชักเศียรหมุน
หนีไปน้ำขุ่นๆ แหมเป็นบุญมึงหลายฯ
ได้เจอกันที่เกาะ คงได้เลาะกันป่น ตลอดนายและคน คงเกลื่อนกล่นล้มตายฯ
จะเจอกันที่งาน ประจัญบานกันที
จะได้ดูดำดูดี ว่าใครดีกว่าใครฯ
เราก็ชายเชิงชล เคยผจญต่อสู้
รักษาเกียรติเชิดชู ของพระผู้เป็นใหญ่ฯ
ว่ายุติธรรมสถิต คุณหลวงจิตใจดล
เพื่อให้นายและคน อยู่เยี่ยงยลสืบไปฯ
เจอะคราวนี้แคล้วกัน ไปพบเอาวันข้างหน้า
เราคงไม่ตายหรอกหนา ได้เจอหน้ากันใหม่ฯ
จะกลับเมืองรายงาน บอกเหตุการณ์โกนจุก
ว่าแกนิรทุกข์ นับว่าสุขยังไม่คลายฯ
แสนสงสารเจ้าหล่อน แม่ตอนลงเรือ
แสนลำบากยากเหลือ คิดถึงเนื้อนางในฯ
ถูกหอยเม่นระบม หอยนางรมก็บาด
ไม่มีสะพานจะพาด หมดสามารถแก้ไขฯ
เรือก็รับแอบฝั่ง ไม่ถึงกะรัง เป็นคลื่น
ตัวครืนโยนโยนคลื่น ไม่อาจฝืนเข้าใกล้ฯ
บ้างก็ลุยน้ำรออยู่ อยู่เพียงคอเพียงอก
ตัวสั่นงันงก ในหัวอกหวั่นไหวฯ
อยู่ในน้ำกลัวปลา จะยืนขึ้นมากลัวคน
ต้องยืนงอรอคน จนเรือยนต์ติดไฟฯ
บ้างก็หาบข้าวของ เดินท่องลงในน้ำ
ล้มหกตกคว่ำ ไม่มีความเสียดายฯ
ขอแต่ได้กลับบ้าน ก็เป็นการกัน
คุณหลวงหย่อนผ่อนผัน เหมือนได้สวรรค์สมหมายฯ
ที่ไหนกลับถึงบ้าน ก็เป็นการแล้วกัน
ญาติวงศ์พงศ์พันธุ์ ประชุมกันถามไถ่ฯ
บ้างก็ทุกข์บ้างก็ร้อน บ้างก็นอนคร่ำครวญ
เพราะถูกไต่สวน เรื่องที่ชวนกันไปฯ
ได้เงินหมื่นเป็นเศรษฐี .........................
ดีแต่เอาทางปล้น ใครจะทนอยู่ไหวฯ
อำนาจเรามี ทำเช่นนี้ได้คล่อง
คงจะร้อนเงินทอง เราไม่ต้องวุ่นวายฯ
รวมบทแหล่ที่ใช้ร้องประกอบลำตัด
ทำขวัญนาค
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

(ขึ้น) สาธุการ วันทิดวา สิริสาพุทธัง สหัสพุทธัง คนุตตะมัง อิทัง วะปะริสตะสังเขปัง ปะวักขามิยะ ถาพะลัง วันทิดวา สิริสาธัมมัง สหัสธัมมัง คะนุตตะมัง อิทัง วะปะริสตะสังเขปัง ปะวักขามิยะ ถาพะลัง วันทิดวา สิริสาสังฆัง สหัสสังฆัง คะนุตตะมัง อิทัง วะปะริสตะสังเขปัง ปะวักขามิยะ ถาพะลัง
อุปกรณ์
ในการแสดงลำตัดนั้นดนตรีประกอบจะใช้เครื่องดนตรีประเภทเครื่องประกอบจังหวะเท่านั้น เช่น รำมะนา ฉิ่ง และกรับ โดยมีรำมะนาเป็นตัวนำ และมีฉิ่ง กรับ เป็นส่วนประกอบ จำนวนรำมะนาที่ใช้ ๔-๕ ใบ แต่จะมีอยู่ใบหนึ่งที่ตีไม่พร้อมใบอื่นๆ คือจะตีขัดกับใบอื่น ในระยะแรกมีเครื่องดนตรีอีกชนิดหนึ่งคือ โหม่ง แต่ในปัจจุบันไม่ใช้แล้วตำแหน่งการตั้งวงดนตรีนั้นจะต่างจากการแสดงดนตรีทั่วๆ ไป คือ การแสดงดนตรีนั้น นักร้องจะอยู่ข้างหน้าดนตรีอยู่ข้างหลัง แต่ลำตัดนั้นวงดนตรีจะตั้งอยู่ด้านหน้ากลางเวที ส่วนผู้แสดงหรือคนร้องจะอยู่ด้านหลัง
การแสดงลำตัดนั้นกลอนที่ร้องส่งสำหรับให้รำมะนารับนั้นมีมากมายด้วยกัน จึงเกิดปัญหาว่า ผู้ตีรำมะนาจำจังหวะรำมะนาที่จะใช้รับได้อย่างไร อมรา กล่ำเจริญ กล่าวไว้ว่า “ในตอนแรกๆ จะผลัดกันจำต้นเสียงของแต่ละคนที่ขึ้นเกริ่นหรือนำสร้อย ต่อๆ มาเมื่อเกิดความเคยชินเพราะการซ้อมหรือออกแสดงมากขึ้นก็จะมีความคล่องตัวไปเอง” ดังนั้นผู้เล่นดนตรีจะต้องใช้ความสามารถส่วนตัวสังเกต เพื่อจะได้สามารถรับเวลาผู้ร้องลำตัดร้องกลอนหนึ่งๆ จบ

๒.๒.๒ ลักษณะคำประพันธ์
ลักษณะกลอนลำตัดนั้นฉันทลักษณ์เป็นแนวเดียวกับเพลงฉ่อย เพลงอีแซว คือ วางสัมผัสข้างท้ายไปเรื่อยๆ กลอนลำตัดมีลักษณะเป็นกลอนหัวเดียว จำนวนคำในวรรคค่อนข้างมาก ประมาณ ๑๐ คำเป็นส่วนใหญ่ นิยมส่งสัมผัสในวรรคซึ่งมักจะเป็นคำที่ ๕ กับคำที่ ๘ จนดูคล้ายจะเป็นสัมผัสบังคับ ซึ่งอาจแยกออกเป็น ๒ วรรค ได้
กลอนลำตัดนั้นจะมี ๒ ส่วน คือ
๑. สร้อยเพลง
๒. บทร้อง
การถ่ายทอดและการสืบทอด
การถ่ายทอดเพลงพื้นบ้าน ๒ แบบคือ การท่องกลอนครู และการด้นกลอนสด กลอนครู เป็นกลอนที่พ่อเพลงแม่เพลงได้รับการถ่ายทอดมาจากครูเพลง เมื่อฝากตัวเป็นศิษย์และฝึกหัดการเล่นเพลงแล้ว ส่วนกลอนสดเป็นกลอนที่แต่งขึ้นเองโดยปฏิภาณในขณะเล่นเพลง การหัดเล่นเพลงโต้ตอบที่เป็นอาชีพ จะเริ่มต้นด้วยการไปฝากเนื้อฝากตัวกับครูเพลง เมื่อครูยอมรับเป็นศิษย์แล้ว จะมีการไหว้ครูหรือในภาษาชาวเพลงเรียกว่า “จับข้อมือ”
พิธีจับข้อมือ เป็นการแสดงออกถึงการเคารพนับถือครูเพลง ยอมเป็นศิษย์ให้ครูสอน ขณะเดียวกันก็เป็นการประกาศรับศิษย์อย่างเป็นทางการ พิธีจับข้อมือแต่ละคณะจะกระทำต่างกัน แต่จะทำในวันพฤหัสบดีเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเริ่มด้วยศิษย์นำพานไหว้ครู (พานกำนล) อันประกอบด้วย ธูป เทียน ดอกไม้ ๗ สี เข็มและหนามอย่างละ ๗ เล่ม หมากพลู บุหรี่ เงิน (ตามที่ครูกำหนด) นำมากราบบูชาครู เมื่อครูรับพานแล้ว ครูจะจับมือทำท่ารำแม่บท ทำท่า ตบมือและสอนเพลงชั้นต้นหรือต้นเพลงให้ บางครูก็จะให้สมุดเพลงแก่ศิษย์ ศิษย์ก็จะนำเพลงหลักนี้ไปท่องแล้วแสวงหากลอนเพิ่มในภายหลัง
การท่องเนื้อเพลงนั้นมักจะท่องเป็นท่อนจนถึงลงเพลงให้ลูกคู่รับ เมื่อสามารถจดจำ เนื้อร้องได้แล้ว จึงจะไปฝึกหัดการร้องกับครูโดยฝึกให้เข้ากับจังหวะ ฝึกท่วงท่าและลีลาการรำ ตลอดจนฝึกการพูดและออกมุขตลกต่าง ๆ เมื่อชำนาญพอสมควรแล้ว ครูจึงจะให้ติดตามไปเป็นลูกคู่ในการแสดง แม่เพลงพ่อเพลงที่ชำนาญแล้ว เมื่อท่องจำเนื้อร้องหรือสะสมกลอนครูได้มาก ก็จะสามารถสร้างสรรค์เนื้อร้องใหม่ได้อย่างฉับพลัน ภาษาเพลงเรียกว่า “มุตโตแตก” ส่วนกลอนที่ใช้ปฏิภาณร้องสด ๆ เรียกว่า “กลอนด้น” พ่อเพลงแม่เพลงที่สามารถด้นกลอนได้จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมเป็นพิเศษ
กลอนเพลงหลักและกลอนด้นที่ผูกเป็นเรื่องเป็นตอนในภาษาเพลงเรียกว่า “ตับ” (เพลงระบำบ้านนา เรียกว่า แขวง) มีอยู่เป็นจำนวนมากทั้งขนาดสั้นและขนาดยาว บางตับท่องจำกันมาแต่โบราณ เช่น ตับเพลงปลอบ ตับแต่งตัว บางตับสามารถระบุผู้แต่งได้ เช่น ตับเสือเฟื่อง นายบัวเผื่อน โพธิ์ภักดิ์ แต่ง ตับพระนเรศวร นายไสว วงษ์งาม แต่ง เป็นต้น ตับเพลงเหล่านี้มีอยู่จำนวนมากและแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น ประมาณว่ามีประมาณ 80 ตับ ที่เป็นที่รู้จักกันดี (สุกัญญา สุจฉายา, ๒๕๔๕ : ๔๒-๔๔)
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
นายประสูตร ช่วงเวฬุวรรณ
นายทวีวัฒน์ ระลึกชอบ
นายสิม เกษโกวิท
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
นายอภิลักษณ์ เกษมผลกูล
  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    13563 views