พิมพ์

รำโจ๋ง

ชื่อรายการ
รำโจ๋ง
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

         การรำโจ๋ง  เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่ถือกำเนิดมากว่า ๓๐๐ ปี  ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นผู้ที่คิดค้นขึ้น  แต่พอมีเค้าว่า  ในสมัยก่อนนั้น ชาวเมืองวิเชียรบุรี มักติดต่อค้าขายกับเมืองต่าง ๆ จึงนำเอาเครื่องดนตรีประเภทกลองโทน  ฆ้อง รวมทั้งท่วงท่ารำจากการละเล่นรำวง  แล้วคิดดัดแปลงท่วงท่ารำตามภูมิปัญญา ประยุกต์เข้ากับการดำเนินชีวิตประจำวัน

         การรำโจ๋ง  เป็นการร่ายรำที่อ้อนช้อย  ประกอบกับความไพเราะของเสียงโทน และฆ้อง จึงทำให้เกิดความกลมกลืน ทั้งท่วงท่ารำ และเสียงดนตรี

         สภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ พิจารณาเห็นว่าการ “รำโจ๋ง” มีความสำคัญต่อความเป็นเอกลักษณ์ของอำเภอวิเชียรบุรี  และของจังหวัดเพชรบูรณ์  จึงเห็นสมควรที่จะรวบรวมข้อมูล เพื่อเป็นการเผยแพร่ให้คนรุ่นหลังได้ทราบ และเห็นความสำคัญในลำดับต่อไป

ประวัติความเป็นมา
การละเล่นรำโทน หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า “รำโจ๋ง” เป็นการเล่นที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นผู้ที่คิดค้นขึ้น แต่พอมีเค้าว่า ในสมัยก่อนนั้น ชาวเมืองวิเชียรบุรี มักคิดติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาหรือเมืองต่าง ๆ แถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยอาศัยเส้นทางคมนาคมทางลำน้ำป่าสักอยู่เนือง ๆ จึงนำเอาเครื่องดนตรีประเภทกลองโทน ฆ้อง รวมทั้งท่วงท่ารำจากการละเล่นรำวง การแสดงกลองยาวหรือลิเกของพื้นภาคกลาง แล้วคิดดัดแปลงท่วงท่ารำใหม่ตามภูมิปัญญาประยุกต์เข้ากับการดำเนินชีวิตประจำวันของตนที่เมื่อยามหน้าแล้ง ยามว่างเว้นจากการทำไร่ทำนา เด็ก ๆ หนุ่มและสาว ๆ ในช่วงยามเช้าหรือบ่าย มักต้อนวัวและควายจากคอกปล่อยออกไปและเล็มกินหญ้ากินน้ำตามทุ่งไร่ทุ่งนา ส่วนคนเลี้ยงบ้างก็พากันไปคุยกันเล่นกันอยู่ตามร่มไม้ใหญ่ บ้างก็ลงลำห้วยบึงแม่น้ำ หรือเข้าไปในชายป่าที่อยู่ใกล้ ๆ เพื่อหาเก็บผักหักฟืน พอวัวควายอิ่มพลีแล้วจึงแยกย้ายกันต้อนกลับคืนบ้านของตนทำให้เกิดท่าร่ายรำเยื้องย่างช้า ๆ มีกลองโทนและฆ้องคอยตีเพื่อกำกับจังหวะ
ลักษณะการแสดง
โดยมีจินตนาการในลักษณะการต้อนวัว ต้อนควาย ซึ่งแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายหญิงกับฝ่ายชาย สมมุติให้ฝ่ายชายเป็นวัว ส่วนฝ่ายหญิงเป็นคนต้อนและไล่จับวัว โดยฝ่ายหญิงจะไปต้อนฝ่ายชายออกมาทีละคน ในขณะที่ไล่ต้อนจับกันอยู่นั้น จะมีสัญญาณโทนตีจังหวะเสียงดัง ครึ่ม ครึ่ม ครึ่ม เมื่อจับได้แล้ว ฝ่ายหญิงจะควบคุมไว้ แล้วไล่ต้อนจับฝ่ายชายคนต่อไปจนหมด แล้วจึงชวนกันออกมารำฝ่ายหญิงจะรำเป็นวงกลมอยู่รอบนอก ฝ่ายชายจะรำอยู่วงใน ทำทีเหมือนถูกล้อมคอก ท่ารำท่อนนี้จะเปลี่ยนไปตามจังหวะการตีของกลองโทน เสียงดัง “โจง จ๊ะโจง ครึ่ม” จำนวน ๗ เที่ยว แล้วเปลี่ยนเป็น “ครึ่ม” ๑ เที่ยว ในช่วงนี้ฝ่ายชายจะเปลี่ยนคู่รำ อาจจะไปข้างหน้าหรือถอยมารำกับคนข้างหลังก็ได้ พอร่ายรำกันจนเหนื่อยแล้วจึงพักพูดคุยกันหรือแยกย้ายกันกลับบ้านเรือนของตน
ครั้นเมื่อภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ได้มีผู้นำเอาการเล่นรำโจ๋งไปประยุกต์เป็นการละเล่นต่าง ๆ เช่น รำเทิ่งบ่อง รำวงประยุกต์ เป็นต้น
สาขา/ประเภท
อุปกรณ์
๑. กลองโทน
ไม่จำกัดจำนวน จะอยู่ระหว่าง ๒ – ๔ ลูก ลักษณะโครงสร้างของ กลองโทน ซึ่งทำจากเครื่องปั้นดินเผา ส่วนที่ทำให้เสียงดัง โดยการขึงหนัง ด้วยหวาย ดั้งเดิม หนังที่ใช้ คือ หนังแลน หรือหนังตะกวด ในการตั้งเสียงให้ไพเราะนั้น ไม่มีหลักเกณฑ์ใด ๆ อาศัยประสบการณ์ภูมิปัญญา และการฟังเสียงเท่านั้น
ในปัจจุบัน ทำด้วยหนังงูเหลือม เนื่องจากหนังแลน หรือตะกวดหายาก

วิธีการตีกลองโทน
ลักษณะการตี ไม่กำหนดตายตัวว่าจะนั่งที่ที่จัดไว้ เช่น เก้าอี้ หรือนั่งที่เสื่ออาจจะทั้งนั่งที่เสื่อ หากเหนื่อย ก็อาจจะเปลี่ยนอิริยาบทการนั่งบ้างก็ได้
กลอง โดยใช้กลองวางไว้ที่ตัก ใช้มือตีทั้ง ๒ มือ
ฆ้องโหม่ง มือหนึ่งถือฆ้อง อีกมือหนึ่งตี

๒. ฆ้องโหม่ง
จะใช้ฆ้องโหม่ง เพียง ๑ อันเท่านั้น ลักษณะของฆ้องโหม่ง เป็นโลหะ ลงรัก สวยงาม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๖ – ๘ นิ้ว ในการตีฆ้อง จะใช้ไม้กลึงสวยงาม หัวของไม้ตี จะพันด้วยผ้าให้แน่น ทำให้เสียงนุ่ม

ลักษณะการตีฆ้อง
การตีฆ้อง จะต้องให้ผิวของฆ้องลอยตัว เพื่อให้เสียงกังวาลในการละเล่นพื้นบ้าน “รำโจ๋ง” ทั้งผู้แสดงและนักดนตรี จะเป็นศิลปินกลุ่มเดียวกัน เวลาแสดงจะอยู่ใกล้ ๆ กัน

ลักษณะการแต่งกาย
ปัจจุบันการรำโจ๋ง นิยมการแต่งกาย ดังนี้
๑. ฝ่ายหญิงนุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อแขนกระบอก และห่มสไบ
๒. ฝ่ายชายนุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลม ผ้าสไบคล้องคอ
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
นายพูน ธูปมงคล
(นายรำโจ๋ง)

วัน เดือน ปี เกิด เกิดวันที่ - เดือน – พ.ศ. ๒๔๘๓
อายุ ๘๔ ปี
อยู่บ้านเลขที่ ๑๒๒ หมู่ ๒ ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี
จังหวัดเพชรบูรณ์
โทรศัพท์ ๐-๕๖๗๙-๑๒๒๑
มีความสามารถอื่น ร้องเพลงแห่นาค
ร้องเพลงกล่อมลูก
ร้องเพลงเกี้ยวสาว สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม
บุตร มีบุตร ๔ คน
ภรรยา นางแก้ว ธูปมงคล (เสียชีวิต)
อาชีพ ทำนาและค้าขาย
สืบทอดมาจาก ปู่ย่าตายาย บรรพชน
สิ่งดลใจและสาเหตุ ใจรักการรำทุกชนิด และต้องการสืบสานประเพณี


นางเดือนลาย พลอยงาม
(นางรำโจ๋ง)

วัน เดือน ปี เกิด เกิดวันที่ ๑๕ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๕
อายุ ๕๕ ปี
อยู่บ้านเลขที่ ๒๘๓ หมู่ ๑ ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี
จังหวัดเพชรบูรณ์
โทรศัพท์ ๐-๕๖๗๙-๑๑๓๐
มีความสามารถอื่น นักธุรกิจ
บุตร มีบุตร ๓ คน
สามี นายสมปอง พลอยงาม
อาชีพ ค้าขาย
สืบทอดมาจาก ปู่ย่าตายาย บรรพชน
สิ่งดลใจและสาเหตุ ใจรักการรำทุกชนิด และต้องการสืบสานประเพณี
ศิลปะการแสดง
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
ที่ปรึกษา
นางประนอม จันทรภักดี ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์
นายปรีชา เทพแก้ว เลขาธิการสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์
นายวิศัลย์ โฆษิตานนท์ รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์

ผู้จัดทำ/รวบรวม
นางภัทธิรา เพ็ชรวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว

คณะทำงานและประสานงาน
นางฐิติญา จั่นเอี่ยม นักวิชาการวัฒนธรรม ๗ ว
นายชัยวิทย์ ประดับมุข นักวิชาการวัฒนธรรม ๗ ว
นางสุรีย์พร อัษฎาวุธวงศกร นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
นางสุมาลี ยายอด นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
นายชัยวิทย์ ประดับมุข ออกแบบรูปเล่ม/เรียบเรียง/ศิลปกรรม
  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    8740 views