พิมพ์

ระบำกระทงสาย

ชื่อรายการ
ระบำกระทงสาย
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

      ประเพณีการลอยกระทง ซึ่งต้องมีนํ้าเป็นปัจจัยสำคัญ น่าจะเป็นคติของชนชาติที่ประกอบ กสิกรรม เมื่อพืชพันธุ์ธัญญาหารเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ จึงมีการลอยกระทงไปตามกระแสนํ้า เพื่อขอบคุณพระแม่คงคา หรือเทพเจ้าแห่งนํ้า อีกทั้งเป็นการแสดงความคารวะขออภัย ที่ได้ลงอาบ หรือปล่อยสิ่งปฏิกูลลงนํ้า ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งเป็นการบูชาเทพเจ้า ตลอดจนพระพุทธบาท พระเจดีย์จุฬามณี ฯลฯ ตามคติความเชื่อ

      ประเพณีการลอยกระทง น่าจะเป็นคติของชนชาติที่ประกอบกสิกรรม ซึ่งต้องมีน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ เมื่อพืชพันธุ์ธัญญาหารเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ จึงมีการลอยกระทงไปตามกระแสน้ำ เพื่อขอบคุณพระแม่คงคาหรือเทพเจ้าแห่งน้ำ อีกทั้งเป็นการแสดงความคารวะขออภัยที่ได้ลงอาบ หรือปล่อยสิ่งปฏิกูลลงน้ำ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งเป็นการบูชาเทพเจ้าตลอดจนรอยพระพุทธบาท พระเจดีย์จุฬามณี ฯลฯ หลังจากทำพิธีลอยกระทงแล้ว ก็จัดให้มีการละเล่นรื่นเริงสนุกสนาน เช่น การละเล่นพื้นเมือง การละเล่นเพลงเรือ รำวง ฯลฯ อันเป็นธรรมเนียมประเพณี ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณ  

     จากเรื่องข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า การลอยกระทง ส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงความกตัญญู ระลึกถึงผู้มีพระคุณต่อมนุษย์ เช่น พระพุทธเจ้า เทพเจ้า พระแม่คงคา และบรรพชน เป็นต้น และแสดงความกตเวที (ตอบแทนคุณ) ด้วยการเคารพบูชาด้วยเครื่องสักการะต่างๆ โดยเฉพาะการบูชาพระพุทธเจ้า หรือรอยพระพุทธบาท ถือได้ว่าเป็นคติธรรมอย่างหนึ่ง ที่บอกเป็นนัยให้พุทธศาสนิกชน ได้เจริญรอยตามพระบาทของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามทั้งปวงนั่นเอง

     นอกจากจะเป็นประเพณีที่มีคุณค่าในเรื่องการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณดังที่กล่าวมาแล้ว ประเพณีนี้ยังมีคุณค่าต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และศาสานาด้วย เช่น ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำให้ชุมชนได้ร่วมมือร่วมใจกันจัดงาน หรือในบางท้องที่ที่มีการทำบุญก็ถือว่ามีส่วน ช่วยสืบทอดพระศาสนา และในหลายๆ แห่งก็ถือเป็นโอกาสดีในการรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแม่น้ำ  ลำคลอง ไปด้วย

     การลอยกระทงนั้น จะมีการจุดธูป จุดเทียน ปักบนสิ่งที่ไม่จมน้ำ และจะประดิษฐ์ เป็นรูปต่าง ๆ เช่น  กระทงเรือ แพ ดอกบัว แล้วนำไปปล่อยให้ลอย ไปตามน้ำ สมัยก่อนกระทงทำด้วยใบตอง ใบพลับพลึง กาบมะพร้าว ปัจจุบันนิยมใช้โฟมและพลาสติก ซึ่งย่อยสลายยาก ทำให้เป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม และยังทำให้ท่อระบายน้ำอุดตัน ทำให้น้ำท่วมขังและสิ่งที่ควบคู่ไปกับการลอยกระทง ก็คือ การจุดดอกไม้ไฟชนิดต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน ซึ่งดูเหมือนจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะนอกจากเกิดเสียงรบกวนแล้ว ยังอาจเกิดอันตราย เมื่อระเบิดถูกร่างกายหรือเกิดเพลิงไหม้ได้ และยังเป็นการ สิ้นเปลืองเงิน โดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย ในการเล่นดอกไม้ไฟเราจึงควรระวัง อย่าให้ประเพณีที่มีแต่ความดีงามต้องกลายเป็นความน่ากลัวไป

     นางเมตตา  ซ่อนกลิ่น ครูโรงเรียนเทศบาล ๑ อำเภอเมืองตาก  จังหวัดตาก ได้ขอให้วิทยาลัยนาฎศิลป์เชียงใหม่ แต่งเพลงเพื่อประกอบท่ารำแนวเพลงที่ได้ เป็นแบบล้านนา ไม่สอดคล้องกับจังหวัดตากจึงได้ขอให้ อาจารย์น้ำหว้า  ร่มโพธิ์ทอง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทย และเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่วิทยาลัยนาฎศิลป์ลพบุรี เป็นศิษย์ของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ โดยแนวทำนองเพลงที่ท่านได้ต่อให้ จะแตกต่างกับทำนองเพลงของล้านนา หรือของสุโขทัย  ท่านได้นำลักษณะของภูมิประเทศที่เป็นภาคเหนือตอนล่าง วิถีชีวิตของชาว จังหวัดตากมาสรุปเล่าเป็นทำนองเพลง

     อาจารย์น้ำหว้า  ร่มโพธิ์ทอง  ได้ต่อเพลงไว้ ๒ แบบ ไม่มีเนื้อร้อง  ได้แก่  แบบที่มีฉาบเล็กประกอบจังหวะ  และแบบไม่มีฉาบเล็กประกอบเป็นจังหวะ  และได้คิดประดิษฐ์ท่ารำฝ่ายหญิงร่วมกับนางสินีนาถ  งามแม้น  อาจารย์สอนนาฏศิลป์จากวิทยาลัยนาฎศิลป์จังหวัดร้อยเอ็ด  และ นายสันติ  ซ่อนกลิ่น  นายพัลลภ  สิงหนันท์   ครูโรงเรียนตากพิทยาคม  เป็นผู้คิดท่ารำฝ่ายชาย                               

     การประดิษฐ์ท่ารำทั้งฝ่ายและหญิง  ต่างได้นำเอาวิถีชีวิตของชาวบ้านในการร่วมประเพณีลอยกระทงสาย  มาเป็นแนวทางเป็นการเล่าถึงวิถีชีวิตด้วยท่ารำ  เริ่มตั้งแต่การที่ชาวบ้านแบกหามเข่ง ช่วยกันไปหากะลา ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้มากในจังหวัดตาก  ทั้งนี้เนื่องจากจังหวัดตากนิยมรับประทานเมี่ยง  ซึ่งทำจากเนื้อมะพร้าว  เมื่อขูดออกก็จะเหลือแต่กะลา  จากนั้นก็จะนำกะลามาขัดเพื่อให้สวยงาม  จึงเกิดเป็นท่ารำของฝ่ายชาย                 

     เมื่อได้ฝ่ายชายเป็นผู้หากะลา  ฝ่ายหญิงก็จะเป็นผู้ที่ทำเชื้อไฟ  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจะฟั่นตีนกา  ลักษณะคือการนำด้ายมาชุบเทียนไข และขดเป็นเกลียว  แยกเป็น ๓ ขาคล้ายตีนกา เพื่อให้สามารถวางไว้บนกะลาที่มีเชื้อเพลิงเป็นเทียนไข  ก็ได้นำมาคิดเป็นท่ารำของฝ่ายหญิง       

      พอถึงวันลอยกระทง  ชาวบ้านจะนำกะลาที่เตรียมไว้มาลอย  ก่อนที่จะลอยก็จะมีการร้องรำทำเพลงตามแบบชาวบ้าน  และขอขมาต่อพระแม่คงคาที่ชาวบ้านมีความเชื่อว่าได้ล่วงเกินท่านมาตลอดทั้งปี  จากนั้น  จึงปล่อยกะลาให้ลอยเป็นสายไปตามกันดูเป็นภาพที่สวยงาม  จึงได้นำภาพเหตุการณ์เหล่านั้นมาประดิษฐ์เป็นท่ารำของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง       

     แต่เนื่องจากท่ารำจะต้องได้มาตรฐาน และถูกต้องตามแบบของกรมศิลปากร  จึงได้เชิญอาจารย์นพวรรณ  อิงสุธรรม  รองผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฎศิลป์อ่างทอง  และ  อาจารย์กรรณิการ์  ทองสุวรรณ  รองผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฎศิลป์เชียงใหม่  มาเป็นผู้ตรวจสอบท่ารำ ซึ่งได้รับคำแนะนำในการปรับเปลี่ยนท่ารำ  จนกระทั่งได้ท่ารำที่ถูกต้องตามแบบของกรมศิลปากร      

ชุดแต่งกายของนักแสดงฝ่ายชายจะมีการแต่งกายคล้ายทหารของพระเจ้าตากสีแดง ไม่เน้นเครื่องประดับ  สำหรับชุดของฝ่ายหญิงจะเป็นชุดของนางใน  ห่มสไบสีเหลือง ประดับเครื่องแต่งกายงดงาม

      นางเมตตา  ซ่อนกลิ่ม  ได้ตั้งชื่อการแสดงชุดนี้ว่า “ระบำกระทงสาย”  ได้ร่วมแสดงในพิธีเปิดการจัดงานลอยกระทงสายไหลประทีป ๑,๐๐๐ ดวงของจังหวัดตากทุกปี 

ประวัติความเป็นมา
ประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีปพันดวง ถือเป็น ประเพณีของชาวเมืองตากที่นำวิถีชีวิตของบรรพชนมาผสมผสานเข้ากับความเชื่อ และหลักศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษได้ปลูกฝังและถ่ายทอดมาสู่จิตสำนึกของลูกหลานไทยมาแต่บรรพกาล ก่อให้เกิดประเพณีที่ร้อยรักรวมใจของคนเมืองตาก ให้เป็นหนึ่งเดียว

ในอดีต ชาวเมืองตากจะมีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำปิง วิถีชีวิตของชาวตากจึงมีความผูกพันกับสายน้ำที่เปรียบเสมือนสายโลหิตที่หล่อเลี้ยง ชาวเมืองตากมานานหลายชั่วอายุคน จากความกตัญญูรู้คุณต่อสายน้ำ ก่อให้เกิดประเพณีที่แสดงออกถึง ความกตัญญู ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสองชาวเมืองตากได้จัดให้มีการลอยกระทงขึ้น ประเพณีลอยกระทงสาย ไหลประทีปพันดวง เกิดจากการร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านในหมู่บ้านในการดำเนินกิจกรรม อันเป็นความเชื่อในการจัดทำกระทงนำไปลอย เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า อีกทั้งยังเป็นการลอยทุกข์โศกโรคภัยให้พ้นไปจากตนเอง และขอขมาที่ได้อาศัยแม่น้ำและทิ้งของเสีย ถ่ายเทสิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำปิง โดยใช้โอกาสนี้ในการพบปะพูดคุย จัดกิจกรรมรื่นเริงภายในหมู่บ้านอีกด้วย เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนสิบสอง ชาวเมืองตากทุกครัวเรือนจะนำด้ายดิบ (ด้ายที่ปั่นมาจากฝ้าย) มาฟั้น ด้วยแต่ละเส้น จะประกอบด้วยด้ายเส้นเล็กๆ จำนวน ๙ เส้น จากนั้นจะนำด้านที่ฟั้นเสร็จแล้วมาวัดตามความยาวของแขนที่กางออกทั้งสองข้างของสมาชิกภายในบ้านทุกคน เรียกว่า วัดวา แล้วเด็ดออก ด้ายแต่ละเส้นจึงมีความยาวไม่เท่ากันแล้วแต่ว่าผู้วัดจะมีความยาวของแขนเท่าไร จากนั้น นำด้ายที่วัดวาแล้วมาวัดที่ศรีษะของผู้เป็นเจ้าของด้ายเส้นนั้น เมื่อวัดรอบศรีษะได้เท่าใดก็ให้เด็ดออก จากนั้นนำด้ายที่วัดรอบศรีษะที่เด็ดออกมามัดต่อเข้ากับด้ายเส้นเดิม การกระทำเช่นนี้เป็นความเชื่อของผู้เท่าผู้แก่ ถือว่าเป็นการต่ออายุให้กับตนเอง ด้ายฟั่นที่เหลือจากการวัดวาก็จะนำมาทำฟั่นให้เป็นรูปตีนกา มีจำนวนเท่ากับสมาชิกในครอบครัว หรือมากกว่านั้นก็ได้ตามแต่ศรัทธา ต่อจากนั้นจึงนำด้ายทุกเส้นและตีนกา มาแช่ในน้ำมะพร้าว การทำตีนกาเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาว่า แสงไฟจากตีนกาจะเป็นการบูชาแม่กาเผือกของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ตามตำนานเล่าว่า มีเณรน้อยผู้ชอบเที่ยวซุกซนองค์หนึ่ง มีนิสัยชอบล่าสัตว์ ยิงนก ตกปลา อยู่เป็นประจำ วันหนึ่งได้ยิงไก่ , วัว , เต่า และพญานาคตาย แต่ก่อนสัตว์เหล่านั้นจะตายเณรน้อยได้เกิดสำนึกในบาปที่ตนได้ล่าสัตว์และทรมานสัตว์เหล่านั้น จึงได้อธิษฐานร่วมกับไก่, วัว, เต่า และพญานาคว่า ถ้าเกิด ในชาติหน้าขอให้ได้เกิดเป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน

ณ ริมฝั่งแม่น้ำ มีต้นไทรใหญ่อยู่ต้นหนึ่งเป็นที่อยู่ของกาเผือกสองผัวเมีย ซึ่งได้ออกไข่มา ๕ ฟอง อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่กาเผือกสองผัวเมียออกไปหาอาหารได้เกิดท้องฟ้ามือครึ้ม มีลมพายุพัด อย่างแรง ทำให้ไข่กาเผือกทั้ง ๕ ฟอง ลอยตกลงไปในแม่น้ำ แต่ไข่นั้นหาจมน้ำไม่ กลับลอยไปติดที่ชายหาดแห่งหนึ่งและไข่ทั้ง ๕ ฟอง ก็แตกออกเป็นทารก 5 คน ทารกทั้ง 5 คนนั้น คือ เณรน้อย , ไก่ , วัว , เต่า และพญานาค ที่กลับมาเกิดนั่นเอง ทารกทั้ง ๕ คน ได้พากันอธิษฐานร่วมกันว่า ถ้าตนทั้ง ๕ ได้เป็นพี่น้องร่วมท้องเดียวกันก็ขอได้มีโอกาสพบพ่อแม่ด้วยเถิด ฝ่ายกาเผือกสองผัวเมียเมื่อตายลงก็ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์ ได้เข้าฝันทารกทั้ง ๕ ว่า “หากเจ้าทั้ง ๕ คน อยากเห็นหน้าและระลึกถึงพ่อแม่ ก็จงฟั่นด้ายเป็นรูปตีนกา แล้วลอยแม่น้ำคงคาไป” ทารกทั้ง ๕ จึงทำตาม และต่อมาทั้ง ๕ คน ได้บำเพ็ญตนจนสำเร็จ เป็นพระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์

การลอยกระทงสายของชาวเมืองตากทุกวันเพ็ญเดือนสิบสอง จึงมีการฟั้นด้ายเป็นรูปตีนกา เพื่อขอบูชาแม่กาเผือกของพระเจ้า ๕ พระองค์ ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาถึงทุกวันนี้ ในเวลาพลบค่ำ ชาวบ้านแต่ละครัวเรือก็จะนำด้ายวัดวา รวมทั้งตีนกาที่แช่น้ำมันมะพร้าว พร้อมด้วยกระทงที่จะนำไปลอยตามจำนวนสมาชิกในครัวเรือนและดอกไม้ธูปเทียน ไปที่วัดภายในหมู่บ้าน เพื่อนำด้ายที่วัดวาไปพาดบนคานไม้ แล้วจุดไฟที่ด้ายของแต่ละคน ส่วนตีนกาที่เตรียมมาด้วยก็จะนำไปวางพบถ้วยดินเผา ซึ่งเรียกว่า “ถ้วยประทีป” นำน้ำมันมะพร้าวใส่ลงไป การใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นเชื้อเพลิงนั้น นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่นำสิ่งที่ได้จากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งน้ำมันมะพร้าวจะมีกลิ่นหอม มีควันน้อยเมื่อจุดไฟ การจุดไฟที่ด้ายและตีนกาถือเป็นความเชื่อของชาวบ้านที่ว่า แสงไฟจะสร้างความสว่างไสวให้กับชีวิตของตนเอง
สาขา/ประเภท
รูปแบบการแสดง
การฟ้อนรำของไทย มีลักษณะเฉพาะตัว และมีความเป็นไทยในตัวเองเป็นอย่างยิ่ง เป็นศิลปะประจำชาติไม่ซ้ำหรือเหมือนของชาติอื่น นับว่าเป็นสมบัติอันเป็นวัฒนธรรมของชาติที่น่าภูมิใจยิ่ง

ลักษณะของความเป็นไทย ได้แก่

๑) ท่ารำอันอ่อนช้อยงดงาม และแสดงอารมณ์ตามลักษณะที่แท้จริงของคนไทย มีความหมายอย่างกว้างขวาง

๒) มีดนตรีประกอบ ดนตรีนี้จะแทรกอารมณ์ หรือรำกับเพลงที่มีแต่ทำนองก็ได้ หรือมีเนื้อร้องและให้ท่ารำไปตามเนื้อร้องนั้น ๆ

๓) คำร้องหรือเนื้อร้องที่ใช้จะต้องเป็นคำประพันธ์ ส่วนบทจะเป็นกลอนแปดซึ่งจะนำไปร้องกับเพลงชั้นเดียว หรือเพลง ๒ ชั้นได้ทุกเพลง ทำให้กำหนดท่ารำไปตามเนื้อร้องได้

๔) เครื่องแต่งกายละครไทย จะแตกต่างกับเครื่องแต่งกายละครของชาติอื่น มีแบบอย่างของตนโดยเฉพาะ ขนาดยืดหยุ่นได้ตามสมควร เครื่องแต่งกายบางประเภท เช่น เครื่องแต่งกายยืนเครื่อง การสวมจะใช้วิธีตรึงด้วยด้าย แทนทีจะเย็บสำเร็จรูป (http://www.banramthai.com)
กระบวนท่า
ท่ารำที่ ๑ : ท่าแบกเข่งหากะลา

- เริ่มเท้าขวา ซ้าย ขวา แตะเท้าซ้าย หยุดจังหวะ
- เริ่มเท้าซ้าย ขวา ซ้าย แตะเท้าขวา หยุดจังหวะ
- สลับไปทั้งหมด ๑๒ จังหวะ

ท่ารำที่ ๒ : ชักชวนเก็บกะลา

ฝั่งขวามือ - มือขวาไพล่หลัง มือซ้ายจับเข่งที่วางบนบ่า
- มือขวากวักมือ เรียกฝั่งตรงข้าม

ฝั่งซ้ายมือ - มือขวาป้องหน้ามองฝั่งตรงข้าม
- มือขวาไพล่หลัง
(ครบ ๑๑ จังหวะ จังหวะที่ ๑๒ หันหน้าเข้าหากัน
เดินเข้าหากันอีก ๓ จังหวะ จังหวะที่ ๔ นั่งลง)

ท่ารำที่ ๓ : ร่วมขัดกะลา

ฝั่งซ้ายมือ - นั่งยกก้น มือซ้ายจับกะลา มือขวาขัดกะลา ระดับชายพก

ฝั่งขวามือ - นั่งทับส้นเท้า มือซ้ายจับกะลา มือขวาขัดกะลา ระดับชายพก
(๔ จังหวะใหญ่ นับ ๑ , ๒ , ๓ , ๔ , ๕)

ท่ารำที่ ๔ : ขัดไปส่องไป

ฝั่งซ้ายมือ - นั่งยกก้น มือซ้ายจับกะลา มือขวาขัดกะลา ระดับหน้าผาก

ฝั่งขวามือ - นั่งทับส้นเท้า มือซ้ายจับกะลา มือขวาขัดกะลา ระดับหน้าผาก
(๔ จังหวะใหญ่ นับ ๑ , ๒ , ๓ , ๔ , ๕)

ท่ารำที่ ๕ : ตีกะลา

- นั่งท่าเดิม ก้มลงจับกะลาในเข่งอีก ๑ ลูก เคาะ ๓ จังหวะ

ท่ารำที่ ๖ : สำราญกะลา

- ยืนเป็นวงกลม กะทุ้งเท้าขวาตีกะลากับเพื่อน
- เคาะ ๓ จังหวะ นับ ๑
- เคาะ ๓ จังหวะ นับ ๒
- เคาะ ๓ จังหวะ นับ ๓

ท่ารำที่ ๗ : สำราญกะลา

- ย่ำเท้าขวาหมุนตัวไปทางขวา หันหน้าออกนอกวง ขณะที่หมุนตัวให้ตีกะลา
ที่มือตัวเอง ๓ จังหวะ จังหวะที่ ๔ ตีกะลากับเพื่อน
(ย่ำเท้านับ ๑ , ๒ , ๓ , ๔)

- ย่ำเท้าซ้ายหมุนตัวไปทางซ้าย หันหน้าเข้าหาวง ขณะที่หมุนตัวให้ตีกะลา
ที่มือตัวเอง ๓ จังหวะ จังหวะที่ ๔ ตีกะลากับเพื่อน
(ทั้งหมด ๖ จังหวะใหญ่)

ท่ารำที่ ๘ : สำราญกะลา

- แตะเท้าขวาก้มลงตีกะลาที่ตัวเองระดับเข่า

ท่ารำที่ ๙ : สำราญกะลา

- แตะเท้าซ้ายตีกะลาตัวเองระดับหน้าผาก
- ทำท่าที่ ๘ , ๙ รวมกัน ๑๑ จังหวะ
(แยกวงออกเป็นหน้ากระดาน คือท่าที่ ๑๑)

ท่ารำที่ ๑๐ : สำราญกะลา

- เดินออกมาจากวงในท่าที่ ๙
- จัดแถวหน้ากระดาน หันหน้าเข้าหาคู่ ตีกะลาจับคู่ตัวเอง
นับ ๑ , ๒ , ๓ , ๔ , ๕ ๒ จังหวะใหญ่
- เดินหมุนตัวหันหน้าไปหาคู่ของเพื่อน ขณะที่หันให้ตีกะลาที่มือตัวเอง ๓ ครั้ง
ครั้งที่ ๔ ตีกับคู่ของเพื่อน
- คนที่อยู่ริม ๒ ข้างจะไม่มีคู่ ให้ตีกะลาตัวเอง
(ขณะที่ตีให้กระทุ้งเท้าตามจังหวะด้วย)

ท่ารำที่ ๑๑ : ชวนกันไปหาสาว

- ต่อจากท่าที่ ๑๐ ให้เหมือนท่าที่ ๘ แล้วยกเข่งขึ้นบ่า
- เดินถอยหลังให้เป็นแถวตรง
- เดินออกทางซ้ายมือเป็นแถวยาว

ท่ารำที่ ๑๒ : สาวงามกรีดกราย

- ก้าวเท้าขวา เอียงซ้าย มือซ้ายจีบแตะที่ไหล่ มือขวาแทงลงไปข้างหลัง
(มือซ้ายเหมือนจับเส้นด้ายที่วางพาดบ่าไว้)

ท่ารำที่ ๑๓ : สาวงามกรีดกราย

- ก้าวเท้าซ้ายเอียงขวา มือซ้ายจับแตะที่ไหล่ซ้าย มือขวาตั้งวงระดับไหล่
(รวมท่าที่ ๑๒ , ๑๓ จำนวน ๑๖ จังหวะ)

ท่ารำที่ ๑๔ : ม้วนจีบ คลายมือ

- ก้าวเท้าขวา , ซ้าย , ขวา แตะเท้าซ้าย มือซ้ายจีบที่ไหล่ซ้าย มือขวาม้วนจีบ
คลายออกเป็นวงแขนตึงระดับไหล่

ท่ารำที่ ๑๕ : ม้วนจีบ คลายมือ ตั้งวง

- ก้าวเท้าซ้าย , ขวา , ซ้าย แตะเท้าขวา มือซ้ายจีบที่ไหล่ซ้าย
มือขวาจีบม้วน คลายออก ตั้งวงที่ระดับไหล่
(รวมท่าที่ ๑๔ , ๑๕ จำนวน ๘ จังหวะ)

ท่ารำที่ ๑๖ : สาวด้าย ปั่นฝ้าย (ยืน)

- ก้าวเท้าขวา เอียงขวา มือขวาจีบระดับหน้าผาก
มือซ้ายตั้งวงระดับไหล่ เปลี่ยนมือซ้ายจีบขวา ตั้งวงทั้งหมด ๘ จังหวะ
ขณะที่เปลี่ยนมือจะค่อย ๆ นั่งลง

ท่ารำที่ ๑๗ : สาวด้าย ปั่นฝ้าย (นั่ง)

- นั่งพับเพียบไปทางขวา มือซ้ายจีบระดับหน้าผาก มือขวาตั้งวง
หน้าเอียงซ้าย (ท่ารำสืบเนื่องจากท่าที่ ๑๖ ในจังหวะที่ ๘ คือท่าที่ ๑๗)

ท่ารำที่ ๑๘ : สาวด้าย ฟั่นตีนกา

- นั่งพับเพียบเอียงขวา มือทั้ง ๒ ข้างจีบที่ไหล่ซ้าย
(เป็นลักษณะเหมือนดึงเส้นด้าย เพื่อจะนำมาฟั่นตีกา)

ท่ารำที่ ๑๙ : ฟั่นตีนกา

- นั่งพับเพียบเอียงซ้าย กล่อมหน้าไปมา มือขวาจีบ
แขนตึงข้างลำตัว มือซ้ายแตะที่หน้าขา ข้างขวาถูกไปมา
(ฝ่ายชายจะค่อย ๆ เดินถือกะลาออกมาคอยรับตีนกาที่ฝ่ายหญิงฟั่นเรียบร้อยแล้ว)

ท่ารำที่ ๒๐ : ส่งตีนกา

- นั่งพับเพียงเอียงขวา (จับด้ายที่ฟั่นแล้ว ส่งไส้กะลาให้ฝ่ายชายทางด้านซ้ายมือ)
แบบมือแตะที่กะลาทางด้านซ้ายมือ
(ฟั่นตีนกาเหมือนท่าที่ ๑๙ ฝ่ายชายจะเดินไปทางขวามือของฝ่ายหญิง)

ท่ารำที่ ๒๑ : สอดสูง (แปลแถวสลับฟันปลา)

- ก้าวเท้าซ้าย , ขวา , ซ้าย สลับไปเรื่อย ๆ มือซ้ายตั้งวงสอดสูง
มือขวาส่งจีบหลัง เดินสลับฟันปลาในแถวของตัวเอง เปลี่ยนมือเมื่อเจอคู่

ท่ารำที่ ๒๒ : สอดสูง (แปลแถวสลับฟันปลา)

- คนที่ ๑ เดินไปทางซ้ายมือของตัวเอง สลับฟันปลาไปจนแทนที่คนสุดท้าย
ให้หมุนรอบตัวเอง แล้วเดินสลับกลับขึ้นมาที่ตัวเอง

ท่ารำที่ ๒๓ : ส่งประทีปสู่สาว

- เมื่อถึงตำแหน่งตัวเอง ให้ย่ำเท้าอยู่กับที่ มือซ้ายตั้งวงบัวบาน
มือขวาส่งจีบหลัง (ฝ่ายชายเดินขึ้นมาส่งกะลาที่จุดไฟ แล้วส่งให้ในมือฝ่ายหญิง)

ท่ารำที่ ๒๔ : ถ้วยประทีบเรียงราย

- เดินแยกแถวออกมาจากผู้ชายให้เป็นลักษณะแถวหน้ากระดาน
ฝ่ายหญิงอยู่แถวหน้าเยื้องฝ่ายชายอยู่แถวหลัง (เดินจนหมดจังหวะ)

ท่ารำที่ ๒๕ : ต่างระดับสายประทีป

- ก้าวเท้าซ้าย , ขวา , ซ้าย แตะขวา มือซ้ายถือกะลาไล่ระดับกัน
คนทางขวายกกะลาประทีปสูง คนถัดไปไล่ต่ำลงจนคนสุดท้ายให้ต่ำสุด
(มือขวากอดเอวเพื่อนคนถัดไป)

- ก้าวเท้าขวา ซ้าย ขวา แตะซ้าย มือขวาถือกะลาไล่ระดับกัน
คนทางซ้ายยกกะลาประทีปสูง คนถัดไปไล่ต่ำลงจนคนสุถดท้ายให้ต่ำสุด
(มือขวากอดเอวเพื่อนคนถัดไป)

- ทำทั้งหมด ๘ ชุด

ท่ารำที่ ๒๖ : ถ้วยประทีปร้อยเรียง

- เดินแถวแยก ก้าวเท้าขวา ซ้าย ขวา ไปเรื่อย ๆ จนเป็นแถวเฉียง
มือซ้ายถือกะลาระดับเอว มือขวาจีบหงายระดับเอว
ทั้งหมด ๒๑ จังหวะ

ท่ารำที่ ๒๗ : ถ้วยประทีปเกี้ยวสาว

- ก้าวเท้าซ้าย ขวา ซ้าย แตะขวา ฝ่ายหญิงเดินหันหน้าไปทางหลังเวที
ฝ่ายชายหันหน้าออกหน้าเวที
(ในจังหวะที่ ๑ เป็น ๒ แถว ชาย , หญิง)

ท่ารำที่ ๒๘ : ถ้วยประทีปเกี้ยวสาว

- หญิงหมุนรอบตัวเข้า อยู่แทรกแถวผู้ชาย หันหน้าสลับกันเป็นแถวเฉียง
สลับชาย , หญิง ไปจนครบคู่ (จังหวะที่ ๒ เป็น ๑ แถว)

ท่ารำที่ ๒๙ : ถ้วยประทีปเกี้ยวสาว

- เดินเป็นแถวเหมือนท่าที่ ๒๗ แต่เปลี่ยนจากชายแทนที่หญิง หญิงแทนที่ชาย
(จังหวะที่ ๓ เป็น ๒ แถว)

ท่ารำที่ ๓๐ : ถ้วยประทีปเกี้ยวสาว

- แถวกลับมาเหมือนที่ที่ ๒๘ แต่ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้อยู่คนที่ ๑
หันหลังออกหน้าเวที ฝ่ายชายหันหน้าออกหน้าเวที
(จังหวะที่ ๔ เป็น ๑ แถว หญิง , ชาย)

- เดินย่ำอยู่กับที่ แต่หมุนรอบตัวเอง แขนคล้องกับคู่ของตัวเองและคนถัดไป
จนหมดจังหวะ

ท่ารำที่ ๓๑ : บูชาแม่คงคา

- นั่งคุกเข่า ตั้งขาขวา ลักษณะท่าไหว้ มือถือกะลาบูชาแม่คงคา ๓ ครั้ง

ท่ารำที่ ๓๒ : สายประทีปพันดวง

- ยืนสลับแถวหญิง ชาย วางถ้วยประทีปไว้ในมือ
มือซ้อนกัน ถัดเท้าขวาจนหมดจังหวะ

- ก้าวเท้าขวา ยืด ยุบ วิ่งเข้าหลังเวที

คุณค่า
๑) เพื่อการสื่อสาร นาฏศิลป์ได้พัฒนาจากรูปลักษณ์ที่ง่าย และเป็นส่วนประกอบของคำพูดหรือวรรณศิลป์ ไปสู่การสร้างภาษาของตนเองขึ้นที่เรียกว่า "ภาษาท่ารำ" โดยกำหนดกันในกลุ่มชนที่ใช้นาฏศิลป์นั้นๆ ว่าท่าใดมีความหมายอย่างไร

๒) เพื่องานพิธีกรรมต่าง ๆ ได้แก่ การฟ้อนรำเพื่อบูชาหรือบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การรำ แก้บน การฟ้อนรำอีกลักษณะหนึ่งเป็นการฟ้อนรำบูชาครู ไม่ได้แก้บนใด ๆ แต่เป็นการฟ้อนบูชาครู หรือเป็นพุทธบูชา เช่น การรำถวายมือในพิธีไหว้ครูนาฏศิลป์ไทย

๓) เพื่องานพิธีการต่าง ๆ ได้แก่ พิธีการต้อนรับแขกเมืองสำคัญ พิธีแห่เทวรูปที่เคารพประจำปี เพื่อเป็นสิริมงคล พิธีฉลองงานสำคัญ เช่น งานวันเกิด งานวันครบรอบ

๔) เพื่อความบันเทิงและการสังสรรค์ นาฏศิลป์ให้ความบันเทิงแก่ผู้มาร่วมงานต่าง ๆ เช่น การรำอวยพรในวันเกิดในงานรื่นเริงต่าง ๆ

๕) เพื่อการออกกำลังกายและพัฒนาบุคลิกภาพ การฝึกหัดรำไทยต้องอาศัยกำลังในการฝึกซ้อมและในการแสดงอย่างมาก เหมือนกับได้ออกกำลังกายอยู่ตลอดเวลา เป็นการกระตุ้นหรือบำบัดส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายทำให้กระฉับกระเฉง ไม่เครียด เป็นการสร้างเสริมบุคลิกภาพและมีการทรงตัวที่สง่างามด้วย

๖) เพื่อการอนุรักษ์และเผยแพร่ นาฏศิลป์เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชุมชน ในชุมชนหนึ่ง ๆ มักมีการสืบทอด และอนุรักษ์วัฒนธรรมทางนาฎศิลป์ของตนเอาไว้มิให้สูญหาย มีการสอนมีการแสดง และเผยแพร่นาฏศิลป์ไทยให้ท้องถิ่นอื่น หรือนำไปเผยแพร่ในต่างแดน

ท่ารำที่ครูนาฎศิลป์โบราณได้ประดิษฐ์ไว้ทั้งที่ตบแต่งจากท่าธรรมดาและตามความหมายอื่น ๆ มีมากมาย พร้อมทั้งตั้งชื่อท่านั้น ๆ ไว้ตั้งแต่ท่าประนมมือไหว้ เรียกว่า ท่าเทพนม และอีหลายสิบท่า แต่งไว้เป็นกลอนสำหรับร้องหรือท่องให้จดจำได้ง่าย มักเรียกกันว่า “แม่บท” เพราะเป็นท่าหลักที่จะต้องเรียนรู้ให้แม่นยำบทที่สั้น มีท่ารำน้อย ก็คือ บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ แทรกอยู่ในเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทุก ดังนี้ (http://kanchanapisek.or.th)

เทพนมปฐมพรหมสี่หน้า
สอดสร้อยมาลาเฉิดฉิน
ทั้งกวางเดินดงหงส์บิน
กินรินเลียบถ้ำอำไพ
อีกช้านางนอนภมรเคล้า
แขกเต้าผาลาเพียงไหล่
เมขลาโยนแก้วแววไว
มยุเรศฟ้อนในอัมพร
ยอดตองต้องลมพรหมนิมิต
อีกทั้งพิสมัยเรียงหมอน
ย้ายท่ามัจฉาชมสาคร
พระสี่กรขว้างจักรฤทธิรงค์

ส่วนในตำราฟ้อนรำ เป็นบทอย่างพิสดารมีชื่อท่ารำซึ่งแต่งเป็นกลอนว่า ดังนี้
เทพประนม ปฐม พรหมสี่หน้า สอดสร้อยมาลาช้านางนอน
ผาลาเพียงไหล่ พิสมัยเรียงหมอน กังหันร่อนแขกเต้าเข้ารัง
กระต่ายชมจันทร์ พระจันทร์ทรงกลด พระรถโยนสารมารกลับหลัง
เยื้องกรายฉุยฉายเข้าวัง มังกรเลียบท่ามุจลินท์
กินนรรำ ซ้ำช้างประสานงา ท่าพระรามาก่งศิลป์
ภมรเคล้า มัจฉาชมวาริน หลงใหลได้สิ้น หงส์ลินลา
ท่าโตเล่นหาง นางกล่อมตัว รำยั่ว ชักแป้งผัดหน้า
ลมพัดยอดตอง บังสุริยา เหราเล่นน้ำ บัวชูฝัก

นาคาม้วนหาง กวางเดินดง พระนารายณ์ฤทธิรงค์ขว้างจักร์
ช้างหว่านหญ้า หนุมานผลาญยักษ์ พระลักษมณ์แผลงอิทธิฤทธิ์
กินนรฟ้อนฝูง ยูงฟ้อนหาง ขัดจางนาง ท่านายสารถี
ตระเวนเวหา ขี่ม้าตีคลี ตีโทนโยนทับ งูขว้างฆ้อน
รำกระบี่สี่ท่า จีนสาวไส้ ท่าชะนีร่ายไม้ ทิ้งขอน
เมขลาล่อแก้วกลางอัมพร กินนรเลียบถ้ำ หนังหน้าไฟ
ท่าเสือทำลายห้าง ช้างทำลายโรง โจงกระเบนตีเหล็ก แทงวิสัย
กลดพระสุเมรุ เครือวัลย์พันไม้ ประไลยวาต คิดประดิษฐ์ทำ
กระหวัดเกล้า ขี่ม้าเลียบค่าย กระต่ายต้องแร้วแคล้วถ้ำ
ชักซอสามสายย้ายลำนำ เป็นแบบรำแต่ก่อนที่มีมา

ขอให้พิจารณาดูภาพท่ารำเปรียบเทียบกันชื่อท่ารำ จะแลเห็นว่า การรำก็คือการแปลชื่อท่าให้เป็นการรำโดยตรง แต่ประดิษฐ์ให้มีส่วนสัดงดงาม เมื่อนำท่ารำต่าง ๆ ไปใช้ในการแสดงก็ต้องเรียบเรียงท่ารำโดยลำดับท่าให้เข้าเข้ากับจังหวะทำนองของเพลง และดนตรีที่บรรเลงประกอบ และตบแต่งท่ารำสำหรับเชื่อมท่าต่าง ๆ ให้ติดต่อกันสนิทสนม
สภาพปัจจุบัน
ปัจจุบันและปัญหาในการลอยกระทง
กิจกรรมที่ปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน
๑) การทำความสะอาดแม่น้ำ ลำคลอง เช่น ขุด ลอก คูคลอง
๒) การทำบุญให้ทาน
๓) การปฏิบัติธรรม การฟังเทศน์
๔) การประดิษฐ์กระทงใหญ่ กระทงเล็ก
๕) การจัดกิจกรรมการประกวดต่าง ๆ เช่น การประกวด กระทง การประกวดนางนพมาศ ประกวดโคมลอย
๖) การจัดขบวนแห่กระทง
๗) การนำกระทงไปลอยในแม่น้ำ
๘) การปล่อยโคมลอย
๙) การจุดดอกไม้ไฟ ประทัด หรือพลุ เพื่อเป็นการ เฉลิมฉลอง
๑๐) การละเล่นรื่นเริง ตามท้องถิ่นนั้น ๆ
ปัจจัยคุกคาม
กิจกรรมที่เบี่ยงเบนไป
๑) การจุดดอกไม้ไฟ ประทัด หรือพลุ โดยเฉพาะเด็กและ วัยรุ่นจุดเล่นกันอย่างคึกคะนองไม่เป็นที่เป็นทาง ไม่ระมัดระวัง จุดเล่นตามถนนหนทาง โดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่จะเกิดแก่ผู้คน และยวดยานที่สัญจรไปมาและอาจเป็นสาเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ บ้านเรือนได้

๒) การประกวดนางนพมาศ ให้ความสำคัญมากเกินไป ถือเป็นกิจกรรมหลักของประเพณี ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ใช่แก่นแท้ ของประเพณีเลย เป็นเพียงกิจกรรมที่เสริมขึ้นมาภายหลังเพื่อให้ เกิดความสนุกสนานและเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว

๓) การประดิษฐ์กระทง สมัยก่อนใช้วัสดุพื้นบ้านหรือ ตามธรรมชาติ เช่น ทำจากใบตอง หยวกกล้วย ซึ่งเป็นวัสดุที่ ย่อยสลายง่าย แต่ปัจจุบันกลับนิยมใช้วัสดุโฟม ซึ่งย่อยสลายยาก ทำให้แม่น้ำลำคลอง สกปรก เน่าเหม็น เกิดมลภาวะเป็นพิษ


คำถวายกระทงสำหรับลอยประทีป
มะยัง อิมินา ปะทีเปนะ นัมมะทายะ
นะทิยา ปุเลเนฐิตัง มุนิโน ปาทะวะลัญชัง อะภิปูเชมะ
อะยัง ปะทีเปนะ มุนิโน ปาทะวะลัญชัสสะ บูชา
อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ สังฆวัตตะตุ

ทั้งหมดที่กล่าวมาคงจะทำให้ท่านได้รู้จักคุณค่า สาระและเรื่องราวเกี่ยวกับ “ประเพณีลอยกระทง” มากขึ้น นอกจากความสนุกสนานแล้ว คงจะมีความหมายเพิ่มขึ้นด้วยประเพณีลอยกระทงก็ยังคงสามารถสะท้อนภาพความผูกพันของคนกับสายน้ำออกมาได้อย่างงดงาม ทั้งยังสื่ออุปนิสัยกตัญญูรู้คุณของผู้คนเหล่านี้ได้อย่างแจ่มชัดที่สุด และจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าประเพณีลอยกระทงยังคงครองตำแหน่ง ประเพณีที่สุดแสนจะโรแมนติกในใจใครต่อใครอีกหลายคน

การลอยกระทง เป็นประเพณีที่อยู่ควบคู่กับคนไทยมาช้านาน ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เราในฐานะ ลูกหลานคนไทยจึงควรช่วยกันรักษาไว้อย่าให้ประเพณีนี้ ต้องเสื่อมและหมดคุณค่าลงเพราะเรา เพื่อทำให้ การลอยกระทง เป็นประเพณี ที่คงไว้ซึ่งความเป็นไทยและงดงามคงอยู่สืบไป นานเท่านาน
  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    25506 views