พิมพ์

ลิเกป่า

ชื่อรายการ
ลิเกป่า
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคใต้
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

  ลิเกป่า ของจังหวัดระนอง

 

 ลิเกป่าของจังหวัดระนองเป็นกลิ่นอายของการสืบทอดศิลปวัฒนธรรม การแสดงการละเล่น ที่ติดตัวมากับชุมชนดั้งเดิม จนปรากฏมาถึงยุคปัจจุบัน ลิเกป่าระนองเป็นที่นิยมตั้งแต่ยุคใดสมัยไหน ไม่มีหลักฐานการบันทึกเขียนปรากฏไว้  การสืบค้นจึงได้มาจากการค้นหาตัวบุคคล บทสัมภาษณ์ของเหล่าศิลปินพื้นบ้าน ที่ยังมีชีวิตอยู่ ที่เกิดก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  และเรื่องราวในการแสดงบทออกแขก จะบอกเล่าถึงความสัมพันธ์ ชนในท้องถิ่นดั้งเดิมกับชาวต่างชาติในอดีต  ที่มีการติดต่อค้าขาย การเดินทางโดยเรือสำเภา ผ่านน่านน้ำทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย  กับเมืองกัลกัตตา (เมืองลังกา) มีขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ผ่านตัวละครสำคัญ ทั้งตัวเอก แขกเทศ (แขกชาวเปอร์เซีย) หรือ ตัวนางเอก ยาหยี สาวไทยในท้องถิ่น  มีรูปแบบการปกครองบ้านเมือง ผ่านตัวแสดงเจ้าเมือง และตัว เสนาหรือตัวตลกที่สร้างความครื้นเครง บทการแสดงจะสื่อถึงชีวิตชุมชนในชนบทที่มีความรัก ความสนุกสนาน ความเบิกบาน พร้อมภูมิปัญญาลิเกป่าจะเป็นที่นิยมของชุมชนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนชาวไทยมุสลิม

และจากการสัมภาษณ์บุคคลผู้สูงอายุ ที่เคยชมการแสดงลิเกป่าของจังหวัดระนอง  ในครั้งอดีตลิเกป่าเป็นที่นิยมแสดงในงานแต่งงานของพี่น้องชาวมุสลิม ที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเล ตั้งแต่เขตตำบลกำพวน กิ่งอำเภอสุขสำราญ บ้านแหลมนาว บ้านบางเบน อำเภอกะเปอร์ บ้านเกาะหาดทรายดำ ตำบลหงาว  บ้านหินช้าง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองระนอง บ้านเขาฝาชี อำเภอละอุ่น   และบางหมู่บ้านของอำเภอกระบุรี ตลอดไปจนถึงชุมชน หมู่บ้านมลิวัลย์ ในเขตประเทศพม่า

คณะดั้งเดิมที่มีชื่อเสียงในอดีตเท่าที่สืบถามได้คือ  คณะลิเกป่าอำเภอกระบุรี ซึ่งมีสตรีชาวมุสลิม เชื้อสายพม่า เป็นหัวหน้าคณะ  ด้วยบทแสดงเป็นนางเอกยาหยี มีรูปพรรณหน้าตาสวยงาม  จึงเป็นคณะที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ และเป็นที่โจษจันของชุมชนที่อาศัยอยู่ตามลำแม่น้ำกระบุรี ทั้งสองฝั่งประเทศ

ลิเกป่าคณะโต๊ะสาบัน    ผดุงชาติ  เป็นหัวหน้าคณะลิเกป่า แถวกิ่งอำเภอสุขสำราญ ที่โด่งดังในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ จากบันทึกที่เกี่ยวข้อง  ประวัติการฝึกหัดแต่เริ่มแรก สมัยหนุ่มๆ มีหัวหน้าคณะลิเกป่าจากจังหวัดกระบี่ ชื่อ นาย “ชง” มาเยี่ยมญาติชาวมุสลิมที่กำพวน (หมู่บ้านในกิ่งอำเภอสุขสำราญ)  พำนักอยู่หลายวัน จึงได้แนะนำให้โต๊ะสาบันตั้งคณะลิเกป่าขึ้น โดยฝึกหัดและบอกเล่าประวัติความเป็นมา ลีลา ลำดับการแสดง คำกลอน บทร้องรำ ไว้ให้ละเอียด จึงรวบรวมพรรคพวก มิตรสหายตั้งคณะขึ้น โดยได้รับความร่วมมือและช่วยเหลือจาก ครูเขือม    บุญพฤกษ์  ครูคนแรกของโรงเรียนบ้านกำพ่วน ซึ่งเป็นชาวไทยพุทธ ช่วยจัดหาเครื่องดนตรีพื้นเมือง คือ รำมะนา ฆ้อง ฉิ่ง ปี่ ซอ กรับ และแตร  ครบแล้วจึงเริ่มซักซ้อม โดยมีนายชง คอยทำหน้าที่ฝึกสอนอยู่ตลอดเวลา 

ผู้ร่วมคณะสมัยนั้น มีโต๊ะสาบัน  ผดุงชาติ รับบทเป็นตัวพระเอก คือแขกเทศ  ครูเขือม   บุญพฤกษ์ เป็นเจ้าเมือง นางส้าเฝี้ย   พลนิกร  เป็นยาหยี  มีนายเขต    ผลขจร  เป็นตัวเสนา  และสามารถสลับสับเปลี่ยนตัวแสดงทดแทนกันได้ โต๊ะเส็ม   ช่วยชาติ , นายยี่หมัน    มั่นหมาย, โต๊ะส้าบา   อินตัน , นายนา   วงษ์ทอง  ,นายมูซาฯ ร่วมเป็นคณะในคราวแรก  มีลูกศิษย์ ลูกหา หมุนเวียนเข้าออกในคณะตลอดเวลา  ส่วนใหญ่จะรับแสดงในงานแต่งงาน  งานขึ้นบ้านใหม่ งานแก้บน และบางเทศกาลทั้งงานไทยพุทธ มุสลิม  แต่ไม่แสดงในงานศพ  ไม่มีค่าตัวค่าแสดงลิเกป่าในคราวแรก  จะได้เงินบริจาคจากผู้มาชมการแสดงในแต่ละครั้ง  โดยเจ้าภาพของแต่ละงานเป็นผู้มาติดต่อชาวคณะไปแสดง  โดยจะเตรียมพื้นที่ทำการแสดงและเลี้ยงอาหารเตรียมที่พักให้ชาวคณะ   ต่อมามีการว่าจ้างให้ไปแสดงตามงานต่างๆ จนเป็นที่รู้จักและโด่งดัง ในหลายจังหวัดที่เคยไปแสดง เช่น กระบี่ พังงา ภูเก็ต ชุมพร และ สุราษฎร์ธานี

ภายหลังโต๊ะสาบัน  ผดุงชาติ  หัวหน้าคณะลิเกป่าที่เลื่องชื่อ ของจังหวัดระนองเสียชีวิต  ลูกศิษย์ในคณะ ก็แยกย้าย ไปดำรงชีพประมงชายฝั่งตามหมู่บ้านต่างๆ ต่อมาโต๊ะสาบา  อินตัน  ก็ได้รวบรวมชาวคณะลิเกป่าขึ้นมาใหม่  ในชื่อคณะ ลิเกป่าสาบา  ศิษย์สาบัน   และตั้งคณะที่บ้านท่าฉาง ตำบลหงาว อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ในปัจจุบัน และรับงานแสดงเฉพาะกิจ โดยรวบรวมอดีตผู้ร่วมคณะ ที่อยู่ตามหมู่บ้านอื่นๆ มาแสดงตามงานหรือเทศกาลที่มีผู้ว่าจ้าง 

ประวัติความเป็นมา
ประวัติความเป็นมาของชุดการแสดง

เส้นทางของลิเกป่า
ลิเกป่าเป็นมหรสพการแสดงการละเล่นตั้งแต่โบราณในอดีต ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากแขกเปอร์เซีย ที่เดินทางไปค้าขายยังดินแดนและแคว้นต่างๆ ในยุคที่ตะวันออกกลางรุ่งเรือง ภาษาเปอร์เซีย จะเป็นภาษาที่ใช้กันแพร่หลายในอ่าวเบงกอล ทั้งนำ ศิลปวัฒนธรรมและความเชื่อ ศาสนา ไปเผยแผ่เกือบทุกเมืองในคาบมหาสมุทรอินเดีย
หากย้อนไปมองเมืองต่างๆทางชายฝั่งตะวันตกของแหลมมลายูในอดีต โดยเฉพาะหัวเมืองชายฝั่งแถบทะเลอันดามันของไทย จะเป็นเส้นทางการเดินทางทะเล ที่สำคัญตั้งแต่ครั้งโบราณ มีการค้าขายและการเผยแผ่ศาสนา ลัทธิความเชื่อ รวมทั้งการอพยพย้ายถิ่นของชาวอินเดีย,ชาวเปอร์เซีย (ก่อนชาวจีนโพ้นทะเลจะเข้ามาในพื้นที่) แหลมมลายู เป็นดินแดนซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ มีการนำศิลปวัฒนธรรม ลัทธิความเชื่อ,ศาสนาเข้ามาเผยแผ่
การตั้งชุมชนเมืองใหญ่ในอดีต จะปักหลักในพื้นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำลำคลองไหลผ่านเพื่อการทำเกษตรกรรมเป็นหลัก เช่นอาณาจักรศรีวิชัย สุราษฎร์ธานี และ อาณาจักรตามพรลิงค์ นครศรีธรรมราช ในยุคนั้นจะมีทั้งพ่อค้า นักบุญ นักบวช ชาวอินเดีย ชาวเปอร์เซียพร้อมด้วยพราหมณ์นักปราชญ์ เดินทางจากชมพูทวีปและอินเดียตอนใต้ ผ่านทะเลอันดามันมาขึ้นฝั่งตามหัวเมืองสำคัญทางฝั่งทะเลตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งปรากฏเป็นหลักฐาน จากการพบซากโบราณสถานและโบราณวัตถุ ทั้งถ้วยลายครามภาชนะดินเผา หรือการขุดค้นพบลูกปัดโบราณ ไม่ว่าที่ ชุมชนภูเขาทอง (ตำบลกำพวน กิ่งอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง) ปากแม่น้ำคุระบุรี ( อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา) เมืองตะลิวกิว หรือเมืองตะกั่วป่า (อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา) ที่เป็นศูนย์กลางเมืองท่า สำคัญในอดีต เป็นต้น
ทุกเมืองจะมีเส้นทางการค้าโบราณ เดินเท้าเชื่อมจากชายฝั่งตะวันตกสู่ฝั่งตะวันออกของแหลมมลายู เช่น จากเมืองตระ (อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง) ไปสู่ ชุมชนเขาสามแก้ว (ตำบลนาชะอัง อำเภอเมืองชุมพร) หรือเมืองอื่นๆตามชายฝั่งทะเลอันดามัน ลัดเลาะภูเขาและล่องแม่น้ำ ไปสู่เมืองท่าชนะ เมืองพุมเรียง เมืองไชยา เมืองพุนพิน เมืองเวียงสระ (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) เป็นต้น เมื่อแผ่ขยายเส้นทางการค้าขาย ตลอดจนสร้างชุมชน เป็นเมืองใหญ่เช่น อาณาจักรศรีวิชัย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และอาณาจักรตามพรลิงค์ (พุทธศตวรรษ ๑๓ – ๑๘ ) ซึ่งเป็นยุคทอง แห่งศาสนา และกลิ่นอายของศิลปวัฒนธรรม ในภูมิภาคแหลมมลายู โดยมีจังหวัดนครศรีธรรมราชในอดีต เป็นศูนย์กลางการแผ่อิทธิพลสร้างพลังและอำนาจผ่านเมือง ๑๒ นักษัตร หรือหัวเมืองหน้าด่านชายฝั่งสำคัญของแหลมมลายู
จากหนังสือนครศรีธรรมราช ได้พูดถึงความเป็นมาของลิเกป่าเอาไว้ว่า " มีผู้กล่าวว่า ลิเกป่าได้แบบอย่างมาจากพวกแขก กล่าวคือคำว่า " ลิเก " มาจากการร้องเพลงเพื่อสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าของพวกแขกเจ้าเซ็นที่เรียกว่า " ดิเกร์ " ซึ่งเป็นภาษาเปอร์เซีย หรืออาหรับ ที่ได้เข้ามามีอิทธิพล ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นชนที่ก่อตั้งอาณาจักรตามพรลิงค์ สมัยพระเจ้าศรีธรรมโศก ที่เรืองอำนาจและมีอาณาจักรครอบคลุมพื้นที่แหลมมลายูหลังจากนั้นก็มีคนไทยเริ่มหัดร้องเพลงดิเกร์กันบ้าง ซึ่งในชั้นแรกก็มีทำนองการใช้ถ้อยคำเหมือนกับเพลงสวดของแขก แต่เมื่อมีคนไทยนำมาร้องมาก ขึ้น ก็กลายเป็นแบบไทยแต่จะคงสำเนียงเสียงพูดกันไว้บ้าง และคำว่าดิเกร์ ก็เพี้ยนมาเป็นลิเก หรือยี่เก ของภาคกลางไทยเรา
ส่วนลิเกป่า ทางภาคกลาง ก็มีบันทึกไว้ว่า คำว่า ลิเก เพี้ยนมาจากคำว่า ซิเกร์ ในภาษาเปอร์เซีย ที่ยืมมาจากคำว่า ซิกรุ ในภาษาอาหรับ อันหมายถึงการอ่านบทสรรเสริญเป็นการรำลึกถึงอัลลอห์ พระเจ้าในศาสนาอิสลาม โดยพวกเจ้าเซน(แขกชาวเปอร์เซียหรือชาวอิหร่าน ที่นับถือศาสนาอิสลาม นิกายชีอะห์) เข้ามาอยู่ในเมืองไทย ตั้งห้างและค้าขายตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อต้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระบรมราชาทรงธรรม เป็นต้นมา
ส่วนหนึ่งก่อนหน้านี้ก็เข้ามาตั้งรกรากกันทางภาคใต้ของไทย การประกอบพิธีเจ้าเซน จึงเป็นที่มาของบทร้องลิเกร์ตอนออกแขก เพราะพิธีเจ้าเซ็นนี้มีเสียงไพเราะ ร้องเพลงเป็นเสียงแปลกแต่นิยมฟังกันทั่วไป ต่อมาไม่นานนอกจากพวกเจ้าเซ็นแท้ๆร้องแล้ว ก็มีคนไทยหัดร้องเพลงดิเกร์ขึ้น ขั้นแรกก็มีทำนองการใช้ถ้อยคำเหมือนกับเพลงสวด ต่อมาเมื่อคนไทยนำมาร้องก็กลายเป็นแบบไทย และคำว่าดิเกร์ก็เพี้ยนมาเป็นลิเก หรือยี่เกของภาคกลาง พระครูศรีมหาโพธิคณารักษ์ก็ได้กล่าวถึงลิเกไว้ ในวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 หน้า 43 ว่า พวกมุสลิมนิกายชิอิท หรือเจ้าเซ็นจากเปอร์เซีย นำสวดลิเกที่เรียกว่า ดิเกร์ เข้ามาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ทรง บันทึกว่า ยี่เกนั้น เพี้ยนมาจาก ดิเกร์ ซึ่งพวกแขกเจ้าเซนได้สวดถวายตัวในการบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อ พ.ศ. 2423
ซึ่งจากประเด็นนี้ น่าจะเป็นเรื่องราวความเป็นมาของลิเกทางภาคกลาง แต่มีอยู่อีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเนื้อหาลิเกภาคกลางในช่วงแรก ๆ ที่มีบางอย่างคล้ายกับลิเกป่าของปักษ์ใต้ ตามที่ สุรพล วิรุฬห์รักษ์ แห่งคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำมาเขียนไว้ในหนังสือ " ลิเก " โดยคัดมาจากหนังสืออนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพพลตรีพระยาอนุภาพไตรภพ ( จำรัส เทพหัสดิน ณ อยุธยา ) ซึ่งผู้ถึงแก่กรรมเล่าเอาไว้เองว่า ได้ดูลิเกเมื่อ พ. ศ. 2435 " เท่าที่ข้าพเจ้าเคยเห็นเมื่อเป็นเด็กหลายครั้ง ลิเกเล่นเรื่องเดียว เครื่องพิณพาทย์ราดตะโพนก็ไม่เห็น ใช้แต่รำมะนา 2 - 3 ใบ เรื่องที่ลิเกเล่นจะเรียกว่ากระไร ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบอีก แต่พวกเด็ก ๆ เรียกกันว่าเรื่อง " นางหอยแครง " คือ พอเปิดฉากก็มีแขกเทศแต่งตัวด้วยเครื่องขาวล้วน ๆ แวววาวด้วยดิ้นเลื่อม ถือเทียนออกมาร้องเบิกโรง ให้ศีลให้พรแก่เจ้าของงานและคนดูแล้วก็มีตัวตลกออกมาซักถาม เป็นการเล่นตลกไปในตัว ร้องและเต้นอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็เข้าโรง เขาเรียกลิเกตอนนี้ว่า " ออกแขก " ต่อจากนั้นก็ถึงชุด แขกแดง คือ แต่งตัวด้วยชุดแขกแดงสวยงาม มีบริวารออกมาด้วยหลายคน ล้วนแต่งตัวเป็นแขก กิริยาของตัวนายทำนองเป็นเจ้า คือเป็นรายาหรือสุลต่านอะไรสักอย่างหนึ่งออกมาแสดงพอสมควร ก็สั่งบริวารให้เตรียมเรือไปชมทะเล ในการชมทะเลมีการตีอวน ตอนนี้มีการเล่นตลกขบขันเด็กชอบมาก ในที่สุดหอยแครงตัวใหญ่ก็ติดแห ในหอยมีนางงามเรียกว่า " นางหอยแครง " เมื่อตัวนายเกี้ยวพาราศีนางหอยแครงเป็นที่ตกลงกันแล้วก็แล่นเรือกลับเป็นจบเรื่อง การร้องเพลงตลอดจนการพูดดัดเสียงแปร่งเป็นแขกทั้งหมด " เนื้อหาของลิเกทางภาคกลางที่ใกล้เคียงกับลิเกป่าของปักษ์ใต้ก็คือ การออกแขกถือเทียนมาร้องเบิกโรง แนะนำตัวตัวต่อชม และบอกเรื่องราวที่จะแสดง มีบทเต้นและบทร้องในทำนองแขก
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ตอบคำถามในรายการ " คุยกันเรื่องเก่า ๆ " ที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ว่า มุสลิมกลุ่มหนึ่ง เรียกว่า " เจ้าเซ็น " เข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยามาก และกล่าวว่า " ทีนี้คนไทยเรานี้ครับ ไปเห็นพวกเจ้าเซ็นเขาเข้าไปร้องเพลงสวดฟังแล้วไพเราะ และก็สวดถวายเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน คนที่มีบุญวาสนาอื่น ๆ ก็เกิดนึกขึ้นมา เอ๊ะ ! วันเกิดเราหรืองานบ้านเราถ้าไม่มีเจ้าเซ็นมาร้องเพลงดูมันจะเบา ๆ ไป มันไม่ใหญ่ก็เลยไปเที่ยวติดต่อผู้มีอำนาจวาสนาไปพูดเข้า ก็คงเกรงกลัวอำนาจ เขาก็มาร้องเพลงสวดให้ก็เรียกว่าสวด " ดิเกลอ " นี่ละมันกลายเป็นเพลงฮิตขึ้นมา แขกร้องได้ ไทยก็ร้องดี ต่อไปแม้แต่ชาวบ้านธรรมดาอยากจะให้เจ้าเซ็นมาร้องหรือให้พร ก็ไม่ต้องไปตามที่กุฏิเจ้าเซ็นละ หาเอาข้าง ๆ บ้านนี่แหละ ไทยก็ร้องได้ ก็มาร้องเพลงแขกนี่แหละครับ อวยพรเพลงแขก อวยพรแค่นั้นจบแล้วมันก็ไม่สะอกสะใจ มันไม่ได้ดูอะไรกันต่อ ก็เริ่มร้องเพลงไทยนี่แหละ ไปตามเรื่องตามราว ในที่สุดก็เอาเรื่องละครนอกนี่ละมาเล่นและก็ดัดแปลง แต่เพื่อจะให้รู้เป็นยี่เกหรือเป็นดิเกร์นะ ก็ออกแขกก่อนบอกยี่ห้อไว้ เสร็จแล้วก็จับเรื่อง มีแยกออกเป็นยี่เกบันตน ยี่เกอะไรก็ว่าไปจนถึงยี่เกทรงเครื่องมาจนถึงทุกวันนี้
สาขา/ประเภท
ขนบ
การแสดงลิเกป่าของจังหวัดระนองในอดีต ละเล่นเพื่อสร้างความสนุกสนานในยามค่ำคืน ภายหลังจากทำงานในแต่ละวัน ของกลุ่มพี่น้องชาวไทยมุสลิม นิยมแสดงในงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ และงานแก้เหมย ส่วนใหญ่จะแสดงในเวลาค่ำคืน โดยเจ้าภาพแต่ละงานจะเป็นผู้มาติดต่อชาวคณะเพื่อไปแสดง บทละครจะหยิบยก ตามความเชื่อตามคำสอนในศาสนา มาสอน โดยการถ่ายทอดในรูปแบบนิทาน เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน กับชีวิตชาวบ้านในชนบท ตามท้องนา ท้องไร่ และชุมชนชายฝั่งทะเล ซึ่งเราสามารถพบ ศิลปะการแสดงการละเล่นประเภทนี้ เกือบทุกจังหวัดทางภาคใต้ ของประเทศไทย ซึ่งรูปแบบการร้องรำจะแตกต่างกันไป ตามวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชุมชนชนบทภาคใต้ ในแต่ละย่านนั้นๆ บทเค้าโครง และตัวแสดงหลัก ยังคงเอกลักษณ์นำเสนอไว้คล้ายคลึงกัน และเรื่องราวของศิลปะการแสดงแขนงนี้ ยืนยันได้เป็นอย่างดี ถึงความเป็นมาอันยาวนานของชาติพันธุ์ ชนชาวภาคใต้ ซึ่งมีเอกลักษณ์วัฒนธรรมในท้องถิ่น มาตั้งแต่ครั้งอดีตกาล
ลำดับขั้นตอนการแสดง
2.3.1 ขั้นตอนที่ 1 การออกแขก
ลิเกป่า จะเริ่มแสดงการออกแขก เป็นลำดับแรก ( ตามธรรมเนียมปฎิบัติ ก่อนการแสดงเรื่องละคร) ในยุคดั้งเดิมผู้แสดงเบิกโรงเป็นคนแรกคือ แขกเทศ จะถือเทียนออกมาร้องบทกลอนสำเนียงและภาษาคล้ายแขกเปอร์เซีย ให้ศีลให้พรแก่เจ้าของงานและคนดูแล้ว ก็มีตัวละครหลัก ทั้งยาหยี เจ้าเมือง และเสนาหรือตัวตลก ออกมาแสดงเปิดตัว และสร้างความสนุกสนานเรียกผู้ชม จะร้องและรำอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็เข้าโรง เวลาการแสดงออกแขก สามารถ ยืดหยุ่นได้ ขึ้นอยู่กับตัวผู้แสดงและระยะเวลาในการนำเสนอ เขาเรียกการแสดงเริ่มแรกว่า “การออกแขก” และมีเครื่องดนตรีลิเกป่า เล่นประกอบจังหวะไปพร้อมกัน
เนื้อเรื่อง การออกแขกมีว่า " มีแขกมาจากเมือง กัลกัตตา มาค้าขายทางฝั่งทะเลตะวันตกของไทย มาได้ภรรยา ยาหยี เป็นสาวไทย อยู่มาวันหนึ่งแขกมีความคิดถึงบ้าน ก็ขึ้นไปร่ำลาเจ้าเมืองเพื่อเดินทางไปเยี่ยมบ้าน เจ้าเมืองเลยให้เสนาไปด้วยคนหนึ่ง แขกกับเสนาร่ำลาเจ้าเมือง พากันไปหายาหยี ครั้งแรกยาหยีไม่ยอมเดินทางไปด้วยเพราะเป็นห่วงพ่อแม่ แขกเทศทั้งอ้อนวอนจนกระทั่งยาหยียอมไป ทั้งหมดพากันลงเรือสำเภา ชมธรรมชาติ ไปเรื่อยจนกระทั่งถึงเมืองกัลกัตตา "

2.3.2 ขั้นตอนที่ 2 การแสดงละครลิเกป่า
เมื่อแสดงออกแขกจบแล้ว ก็จะเริ่มแสดงลิเกป่าเป็นเรื่องราว ตามบทละครที่เตรียมไว้ ซึ่งเรื่องที่นิยมแสดงจะให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน บางครั้งก็จะนำเรื่องราวตามคำสอนในศาสนา มาดัดแปลง เพื่อสอนลูกหลานในคราวเดียวกัน ต่อมาเมื่อหนังสือการ์ตูนราคาเล่มละ 1 บาท เป็นที่นิยม ก็จะหยิบเรื่องราวนิยายที่น่าสนใจในหนังสือการ์ตูนนั้นๆ มาเป็นบทละคร และจะแสดงหมุนเวียนกันไปเพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อต่อผู้มาชม ภาษาที่ใช้ในการแสดง ตัวแขกแดงจะพูดภาษาไทยท้องถิ่นดัดเสียงให้เหมือนแขก ตัวเสนา จะพูดภาษาท้องถิ่นปักษ์ใต้เจ้าเมืองจะพูดภาษากลางและยาหยีจะพูดสำเนียงท้องถิ่น
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
เนื้อเรื่องตอนออกแขก (ซึ่งจะแสดงเหมือน ๆ กันทุกคณะ ) จะเริ่มหลังจาก แขกเทศ หรือแขกแดง กล่าวบทกลอนสำเนียงและภาษาคล้ายแขกเปอร์เซีย แล้วจะเริ่มเรื่อง ว่าตัวแขกเทศจะมาจากเมืองกัลกัตตา เดินทางโดยเรือสำเภา มาทำการค้าขายตามหัวเมืองชายทะเลอันดามัน และเร่ค้าขาย ดั้นด้นไปตามที่ต่าง ๆหลายเมือง จนในที่สุดได้ภรรยา หรือนางยาหยี ซึ่งเป็นคนไทย เมื่อแขกเทศคิดถึงบ้านเมืองเกิดของตน จึงได้ไปพบเจ้าเมือง เพื่อเดินทางกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ที่เมืองกัลกัตตา และจะกลับมาโดยนำสินค้ามามอบให้ด้วย เจ้าเมืองก็อนุญาต ได้ให้เสนา ติดตามไปด้วย 1 คน แขกเทศกลับไปบอกยาหยี เพื่อให้เตรียมตัวเดินทางไปด้วยกัน แต่ยาหยีไม่ยอมไปเพราะเป็นห่วงพ่อแม่ของตน แขกเทศจึงต้องอ้อนวอน ขอความเห็นใจ จนนางยาหยี ยอมเดินทางไปด้วย ภายหลังจากยาหยีลาพ่อแม่พี่น้องเรียบร้อย ทุกคนก็ลงเรือสำเภาเดินทางไป ในระหว่างเดินทางแขกกลัวว่ายาหยีจะเบื่อและเหงา แขกจึงได้ชี้ชวนให้ยาหยี ชมความงามของธรรมชาติ ท้องทะเล ชมปลา ชมเกาะ ชมดาว ชมสิ่งต่าง ๆ ที่ได้พบเห็นระหว่างทางจนถึงเมือง ( กัลกัตตา )

2.4.1 ตัวอย่างบทร้อง ตอนยาหยีแต่งตัว
ยาหยีร้อง "…นางหยิบแป้งผงมาลงเลขสี่ บ่าวตามนี้รักจี้หลงไหล
ลูกคู่รับ ( หลงไหลเหอ รักจี้หลงไหล )
ยาหยีร้อง ....หยิบหวีหางมาสางผมทันใด ดกดำวิไลห้อยลงตามบ่า
ลูกคู่รับ ( ตามบ่าเหอ ห้อยลงตามบ่า )
ยาหยีร้อง ....แล้วหยิบกระจกขึ้นมายกส่อง แย้มดูฟันทองของน้องทอตา
ลูกคู่รับ ( ทอตาเหอ ของน้องทอตา )
ยาหยีร้อง ...นางหยิบสายสร้อยแขวนห้อยหว่างถัน บังซื้อให้ฉันก่อนวันวิวาห์
ลูกคู่รับ ( วิวาห์เหอ ก่อนวันวิวาห์ )
ยาหยีร้อง...หยิบเอาสายสร้อยเข้ามาสองสาย สายหนึ่งแขวนซ้ายสายหนึ่งแขวนขวา
ลูกคู่รับ ( แขวนขวาเหอ สายหนึ่งแขวนขวา )
ยาหยีร้อง ...หยิบเอานาฬิกานางเข้ามาแขวน ซื้อจากอิงแลนด์เมื่อเดือนธันวา
ลูกคู่รับ ( ธันวาเหอ เมื่อเดือนธันวา )
ยาหยีร้อง ... นาฬิกาตีเจ็ดแต่งเสร็จไม่ช้า นางแกวกม่านผ้าออกมาทันใด "
ลูกคู่รับ ( ทันใดเหอ ออกมาทันใด )
2.4.2 ตอนเริ่มเรื่อง ( แขกไปหายาหยีเพื่อชักชวนกลับบ้านเมืองของแขก )
แขกเทศร้อง...บังงทำการค้าต้องเสียภาษี รายได้คล่องดีบังมีกำไร
ลูกคู่รับ ( กำไรเหอ บังมีกำไร )
แขกเทศร้อง...คิดจะคืนหลังยังเมืองลักกะตา จะต้องนำพายาหยีกลอยใจ
ลูกคู่รับ ( กลอยใจเหอ ยาหยีกลอยใจ )
แขกเทศร้อง...อาบังเดินตึงมาถึงหน้าห้อง ปานฉะนี้นวลน้องยังคงหลับไหล
ลูกคู่รับ ( หลับไหลเหอ ยังคงหลับไหล )
แขกเทศร้อง...ออกมาหาพี่เถิดยาหยีดวงใจ จะนำน้องไปเมืองลักกะตา
ลูกคู่รับ ( ลักกะตาเหอ ไปเมืองลักกะตา )
ฯ ล ฯ

2.4.3 ตอนยาหยีลาไปกับแขก

ยาหยีร้อง .." .ยาหยีงามสรรพหยับเข้าในห้อง ก้มหน้าลงร้องจะจากพี่น้องไป
ลูกคู่รับ….. ( น้องไปเหอ จากพี่น้องไป )
ยาหยีร้อง ..ลาสาดลาหมอนลาที่นอนของข้า ไม่แคล้วแล้วหนาแมงมุมชักใย
ลูกคู่รับ….. ( ชักใยเหอ แมงมุมชักใย )
ยาหยีร้อง ...ลาประตูห้องช่องประตูบ้าน ลาทั้งเรือนชานตลอดทั่วครัวไฟ
ลูกคู่รับ….. ( ครัวไฟเหอ ตลอดทั่วครัวไฟ )
ฯ ล ฯ



2.4.4 ตอนเสนาลา

เสนาร้อง"… อาบังลาแล้วเสนาลาเล่า ลาหนุ่มลาสาวลาเฒ่าลาแก่
ลูกคู่รับ....... ( ลาแก่เหอ ลาเฒ่าลาแก่ )
เสนาร้อง......ลาพวกเด็กเด็กเล็กเล็กมากมาก ลาคนกินหมากนั่งปากยอแย
ลูกคู่รับ....... ( ยอแยเหอ นั่งปากยอแย )
เสนาร้อง......ลาแม่ลาพ่อลาหมอตำแย ลาลูกกล้วยแก่ลาแม่ไก่ฟัก
ลูกคู่รับ ......( ไก่ฟักเหอ ลาแม่ไก่ฟัก )
เสนาร้อง.....”ขอลาเหล็กขูดเคยครูดมะพร้าว หม้อแกงหม้อข้าวลาครกลาหวัก "
ลูกคู่รับ ( ลาหวักเหอ ลาครกลาหวัก )
ฯ ล ฯ

2.4.5 เพลงรับ
เพลงรับก็คือ เพลงที่ลูกคู่ใช้สำหรับร้องรับนั่นเอง กล่าวคือ เมื่อผู้แสดงจบบทร้อง 2 วรรค หรือ 1 บท ลูกคู่จะร้องรับ 1 ครั้ง
ตัวอย่าง เช่น ร้องรับเพลงแขก “ซายังบังเหอเบซา ซายะนาบุเรซายัง”
ลูกคู่จะร้องรับว่า ซายังเหอ บุเรซายัง
หรือตอนยาหยีแต่งตัว “แต่งเสียแต่งเสียแหละน้อง ยาหยีร่วมห้องเทศต้องพาไป”
ลูกคู่จะร้องรับว่า พาไปเหอ เทศต้องพาไป
ตอนยาหยีลา “ลาใครลาเสียแหละน้อง ยาหยีร่วมห้องเทศต้องพาไป”
ลูกคู่ร้องรับ พาไปเหอเทศต้องพาไป “ลาเสีย ลาเสียตะน้อง คิ้วต่อคอปล้องบังต้องพาไป”
ลูกคู่ร้องรับ พาไปเหอ บังต้องพาไป
ตอนแขกลา “ลาใครลาเสียแหละบัง พี่น้องที่นั่งบังขอลาไป”
ลูกคู่ร้องรับ ลาไปเหอบังขอลาไป
ตอนเสนาลา “ลาใครลาเสียเสนา พี่น้องถ้วนหน้าเสนาลาไป”
ลูกคู่ร้องรับ ลาไปเหอเสนาลาไป
นี่คือบทออกแขกก่อนเริ่มทำการแสดง ลักษณะบทเพลงร้องและรับจะเหมือนกับการร้องเพลงบอกที่นิยมร้องเล่นกัน ของคนปักษ์ใต้ในหลายๆจังหวัด
อุปกรณ์
หากพิจารณาถึงเครื่องดนตรีรำมะนาที่ลิเกป่าใช้ประกอบการแสดง ชวนให้เข้าใจว่าลิเกป่าน่าจะมีต้นแบบมาจากมลายู เพราะมลายูมีกลองชนิดหนึ่งเรียกว่า “ระบานา”" ซึ่งก็มีสำเนียงคล้ายกับคำว่า " รำมะนา " ของไทยเรา
2.7.1 เครื่องดนตรีและการประสมวง
เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดงลิเกป่า ที่สำคัญมีอยู่ 4 ชิ้น คือ
1) รำมะนา มีอยู่ 2-3 ใบ เป็นกลองหน้าเดียวเหมือนรองเง็ง เป็นเครื่องดนตรีหลัก
2) ฆ้องหนึ่งชิ้น
3) ฉิ่งหนึ่งคู่
4) กรับหนึ่งคู่
นอกจากนี้บางคณะอาจมีเครื่องดนตรีเสริม เช่น ซอ กรับ ปี่ กลอง และโหม่งหนึ่งคู่ คล้ายของโนรา
คุณค่า
การแสดงออกแขกในปัจจุบัน คำร้องลิเกป่า เมื่อผ่านมาหลายยุคสมัย ภาษาดั้งเดิมไม่สามารถขับร้องได้ จึงใช้ถ้อยคำภาษาไทยแต่ท่วงทำนอง ยังคงสำเนียงไว้คล้ายกับเพลงบทสวดแบบดั้งเดิม และเมื่อมีคนไทยนำมาร้องกันมากขึ้น ก็กลายเป็นบทละครแบบไทยๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์ไว้ ให้ ตัวแขกเทศ เป็นผู้ออกมาแสดงเป็นคนแรก
ที่มาของคำว่า ลิเก จากที่มีบันทึกหลักฐานปรากฏไว้ว่า คำว่า ลิเก เพี้ยนมาจากคำว่า ดิเกร์ หรือ ซิเกร์ ในภาษาอาหรับหรือภาษาเปอร์เซีย ที่ยืมมาจากคำว่า ซิกรุ อันหมายถึงการอ่านบทสรรเสริญเป็นการรำลึกถึงอัลลอห์ พระเจ้าในศาสนาอิสลาม
และคำว่าดิเกร์ก็เพี้ยนมาเป็นลิเก ในปัจจุบัน เมื่อการแสดงประเภทนี้ สามารถพบเห็นตามหมู่บ้าน ท้องทุ่ง ตามชนบทในป่าเขา ศิลปะการแสดงชนิดนี้ จึงถูกเรียกขานว่า ลิเกป่า
การถ่ายทอดและการสืบทอด
เนื่องจากกระแสโลกาภิวัตน์ การสื่อสารความบันเทิงในยุคปัจจุบันเข้าถึงชุมชนได้ง่าย หลากหลายรูปแบบ มหรสพสมัยใหม่ สามารถสร้างความตื่นตา ตื่นใจเข้าถึงอารมณ์ผู้ชมได้ง่าย จึงทำให้การแสดง การละเล่นลิเกป่า ไม่มีช่องทางในการนำเสนอ และไม่เป็นที่สนใจ ใส่ใจ จากคนรุ่นใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีการถ่ายทอดสู่นักเรียนโรงเรียนในท้องถิ่น แต่ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจ หรือค่านิยมให้กับเยาวชนเหล่านี้ หากไม่มีกระบวนการที่จะอนุรักษ์เพื่อรักษาไว้ เชื่อแน่ศิลปะการแสดงแขนงนี้ จะสูญหายไปตามอายุขัยของเหล่าศิลปินพื้นบ้านจังหวัดระนอง
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
1. ชื่อ นายสาบา นามสกุล อินตัน
2. วัน/เดือน/ปี เกิด 1 เมษายน 2477 อายุ 72 ปี การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 4
3. สถานภาพบทบาทการแสดง หัวหน้าคณะและแสดงเป็นตัวละครแขกเทศ
4. ที่อยู่ 133/3 หมู่ที่ 3 บ้านท่าฉาง ตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง รหัสไปรษณีย์ 85000
5. โทรศัพท์ติดต่อ 08-0959-6072
6. วัน/เดือน/ปีบันทึกข้อมูล 15 กรกฎาคม 2549 ผู้บันทึกข้อมูล จ่าสิบเอกกฤษดา เอกวานิช
7. ประวัติส่วนตัว นับถือศาสนาอิสลาม เกิดที่ชุมชนเกาะบางเบน ตำบลม่วงกลวง อำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง เริ่มหัดเล่นลิเกป่า สมัยหนุ่มๆตามคณะลิเกป่า โต๊ะสาบัน ผดุงชาติ เริ่มจากเล่นเครื่องดนตรีลิเกป่า จากนั้นได้แสดงบทต่างๆของตัวละครลิเกป่า
8. ความสามารถทางด้านการแสดง สามารถท่องกลอน ที่ใช้ในการออกแขก ภาษาและสำเนียงแขกดั้งเดิม
9. รายละเอียดการประกอบอาชีพ นอกจากรับการแสดงลิเกป่าที่มีการติดต่อ รักในงานสาธารณะชุมชน กิจกรรมลูกเสือชาวบ้าน และอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนของตำบล หงาว
10. กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอด เป็นวิทยากรสอนนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าฉาง
11. ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง -

1. ชื่อ นายเขต นามสกุล ผลขจร
2. วัน/เดือน/ปี เกิด 20 กันยายน 2468 อายุ 81 ปี การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 4
3. สถานภาพบทบาทการแสดง ตัวละครบทเสนา และแขกเทศ
4. ที่อยู่ 124/1 หมู่ที่ 3 บ้านทุ่งยอ ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง รหัสไปรษณีย์ 85000
5. โทรศัพท์ติดต่อ -
6. วัน/เดือน/ปีบันทึกข้อมูล 23 กรกฎาคม 2549 ผู้บันทึกข้อมูล จ่าสิบเอกกฤษดา เอกวานิช
7. ประวัติส่วนตัว นับถือศาสนาพุทธ เริ่มเล่นลิเกป่า ตอนอายุ 18 – 19 ปี ชอบติดตามมารดาไปดูการแสดงลิเกป่า จึงฝากคณะโต๊ะสาบัน ผดุงชาติ
8. ความสามารถทางด้านการแสดง กับบทบาทตัวเสนา ตัวตลกสามารสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้ชม
9. รายละเอียดการประกอบอาชีพ ศิลปินพื้นบ้านลิเกป่า
10. กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอด นำเสนอการแสดงในคราวงานเทศกาลต่างๆ
11. ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ชอบสังสรรค์ พบปะพูดคุยกับมิตรสหายในยามเช้า ตามร้านกาแฟ จึงเป็นกิจกรรมที่ขาดไม่ได้ และกลับมาพักผ่อนในช่วงบ่าย

1. ชื่อ นายนา นามสกุลวงษ์ทอง
2. วัน/เดือน/ปี เกิด พ.ศ. 2475 อายุ 74 ปี การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 4
3. สถานภาพบทบาทการแสดง แสดงเป็นตัวละครแขกเทศ
4. ที่อยู่ 139/4 หมู่ที่ 4 บ้านเขาฝาชี ตำบลบางแก้ว อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง รหัสไปรษณีย์ 85130
5. โทรศัพท์ติดต่อ -
6. วัน/เดือน/ปีบันทึกข้อมูล 22 กรกฎาคม 2549 ผู้บันทึกข้อมูล จ่าสิบเอกกฤษดา เอกวานิช
7. ประวัติส่วนตัว นับถือศาสนาอิสลาม เริ่มเล่นลิเกป่าตอนอายุ 22 ปี เริ่มจากเป็น นักดนตรีติดตามคณะลิเกป่า โต๊ะสาบัน ผดุงชาติ และได้แสดงบทละครเมื่อคราวคณะขาดตัวแสดง
8. ความสามารถทางด้านการแสดง แสดงเป็นแขกเทศ และสามารถตีรำมะนา ได้ดี
9. รายละเอียดการประกอบอาชีพ ทำใบจาก (ไว้มวนบุหรี่)
10. กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอด เป็นวิทยากรถ่ายทอดการแสดงลิเกป่าให้กับนักเรียนโรงเรียนละอุ่นวิทยาคาร และออกแสดงตามงานเทศกาลในจังหวัดระนอง
11. ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง มีความผูกพันกับลิเกป่า จึงรวบรวมผู้สูงอายุในหมู่บ้านร้องรำลิเกป่าเมื่อมีเวลาว่างในช่วงเย็น และไปแสดงตามงานเทศกาลเมื่อมีโอกาสนำเสนอ

1. ชื่อ นางส้าเฝี้ย นามสกุล พลนิกร
2. วัน/เดือน/ปี เกิด 1 มกราคม 2478 อายุ 71 ปี การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 4
3. สถานภาพบทบาทการแสดง ตัวละครบทยาหยี
4. ที่อยู่ 66/8 หมู่ที่ 4 บ้านล่าง ตำบลหงาว อำเภอเมือง จังหวัดระนอง รหัสไปรษณีย์ 85000
5. โทรศัพท์ติดต่อ -
6. วัน/เดือน/ปีบันทึกข้อมูล 13 กรกฎาคม 2549 ผู้บันทึกข้อมูล น.ส.พนิสา พิจยานนท์
7. ประวัติส่วนตัว นับถือศาสนาอิสลาม เริ่มเล่นลิเกป่าตั้งแต่อายุ 11 ปี เริ่มจากติดตามมารดาซึ่งเล่นลิเกป่า คณะโต๊ะสาบัน ผดุงชาติ แสดงเป็น นางยาหยี เป็นที่ชื่นชอบผู้ชม ในสมัยนั้น
8. ความสามารถทางด้านการแสดง สามารถร้องบทละคร ว่ากลอนลิเกป่าได้ดีมาก และรำรองเง็ง
9. รายละเอียดการประกอบอาชีพ ศิลปินพื้นบ้านลิเกป่า
10. กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอด ฝึกการแสดงลิเกป่าให้กับเยาวชนและชุมชน แถวบ้านหินช้าง และออกแสดงตามงานเทศกาล เมื่อมีผู้มาติดต่อในจังหวัดระนอง
11. ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เคยแสดงต่อหน้าพระพักตร์ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ คราวเสด็จแปรพระราชฐานพำนัก ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เมื่อ ปี พ.ศ. 2542

1. ชื่อ นายยูโสบ นามสกุล เหี้ยทอง
2. วัน/เดือน/ปีเกิด 16 มีนาคม 2502 อายุ 47 ปี การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 4
3. สถานภาพบทบาทการแสดง ตัวละครบท เจ้าเมือง และตีรำมะนา
4. ที่อยู่ 31 หมู่ที่ 3 บ้านหินช้าง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง รหัสไปรษณีย์ 85000
5. โทรศัพท์ติดต่อ -
6. วัน/เดือน/ปีบันทึกข้อมูล 13 กรกฎาคม 2549 ผู้บันทึกข้อมูล น.ส.พนิสา พิจยานนท์
7. ประวัติส่วนตัว นับถือศาสนาอิสลาม เริ่มเล่นลิเกป่าตั้งแต่อายุ 14 ปี เริ่มจากเป็น นักดนตรีตีรำมะนา เริ่มหัดเล่นลิเกป่า กับคณะโต๊ะสาบัน ผดุงชาติ แสดงเป็นตัวเจ้าเมือง
8. ความสามารถทางด้านการแสดง สามารถเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านลิเกป่าได้ทุกชิ้น
9. รายละเอียดการประกอบอาชีพ ประมงพื้นบ้าน
10. กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอด รวมตัวในชุมชน บ้านหินช้าง และออกแสดงตามงานเทศกาล เมื่อมีผู้มาติดต่อ
11. ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง -

1. ชื่อ นายมาโยบ นามสกุล เหี้ยทอง
2. วัน/เดือน/ปีเกิด 12 เมษายน 2503 อายุ 46 ปี การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 4
3. สถานภาพบทบาทการแสดง แสดงเป็นตัวเสนา และเป็นนักดนตรี
4. ที่อยู่ 31 หมู่ที่ 3 บ้านหินช้าง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง รหัสไปรษณีย์ 85000
5. โทรศัพท์ติดต่อ -
6. วัน/เดือน/ปีบันทึกข้อมูล 13 กรกฎาคม 2549 ผู้บันทึกข้อมูล น.ส.ชินานาฏ ลิกขะไชย
7. ประวัติส่วนตัว นับถือศาสนาอิสลาม เริ่มเล่นลิเกป่าตั้งแต่อายุ 16 ปี เริ่มจากเป็น นักดนตรีตีรำมะนา เริ่มหัดเล่นลิเกป่า กับคณะโต๊ะสาบัน ผดุงชาติ แสดงเป็น ตัวเสนา
8. ความสามารถทางด้านการแสดง สามารถเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านลิเกป่าได้ทุกชิ้น
9. รายละเอียดการประกอบอาชีพ ประมงพื้นบ้าน
10. กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอด รวมตัวในชุมชนฝึกซ้อมในยามเย็น แถวบ้านหินช้าง และออกแสดงตามงานเทศกาล เมื่อมีผู้มาติดต่อ
11. ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เคยแสดงต่อหน้าพระพักตร์ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ คราวเสด็จแปรพระราชฐานพำนัก ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เมื่อ ปี พ.ศ. 2542

1. ชื่อ นายหมาด นามสกุล เจริญฤทธิ์
2. วัน/เดือน/ปีเกิด พ.ศ. 2490 อายุ 59 ปี การศึกษา -
3. สถานภาพบทบาทการแสดง นักดนตรี ฆ้อง - ฉิ่ง
4. ที่อยู่ 62 หมู่ที่ 3 บ้านหินช้าง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง รหัสไปรษณีย์ 85000
5. โทรศัพท์ติดต่อ 08-5786-0992
6. วัน/เดือน/ปีบันทึกข้อมูล 13 กรกฎาคม 2549 ผู้บันทึกข้อมูล น.ส.ชินานาฏ ลิกขะไชย
7. ประวัติส่วนตัว นับถือศาสนาอิสลาม เริ่มเล่นลิเกป่า ตั้งแต่อายุ 20 ปี เริ่มจากเป็น นักดนตรีตีฆ้อง และฉิ่ง เมื่อมีงานแสดงลิเกป่า
8. ความสามารถทางด้านการแสดง -
9. รายละเอียดการประกอบอาชีพ ประมงพื้นบ้าน
10. กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอด รวมตัวในชุมชนฝึกซ้อมในยามเย็น แถวบ้านหินช้าง และออกแสดงตามงานเทศกาล เมื่อมีผู้มาติดต่อ
11. ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง -

1. ชื่อ นายอุสหมาน นามสกุล นาบสนั่น
2. วัน/เดือน/ปี เกิด 4 สิงหาคม 2512 อายุ 37 ปี การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 6
3. สถานภาพบทบาทการแสดง แสดงเป็นตัวเสนา และนักดนตรี
4. ที่อยู่ 13 หมู่ที่ 3 บ้านหินช้าง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง รหัสไปรษณีย์ 85000
5. โทรศัพท์ติดต่อ -
6. วัน/เดือน/ปีบันทึกข้อมูล 13 กรกฎาคม 2549 ผู้บันทึกข้อมูล น.ส.ชินานาฏ ลิกขะไชย
7. ประวัติส่วนตัว นับถือศาสนาอิสลาม เริ่มเล่นลิเกป่า ตั้งแต่อายุ 16 ปี เริ่มจากเป็น นักดนตรีลิเกป่า และแสดงเป็นตัวเสนา ตลกประจำคณะส้าเฟี้ย อนุรักษ์
8. ความสามารถทางด้านการแสดง สามารถเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านลิเกป่าได้ทุกชิ้น
9. รายละเอียดการประกอบอาชีพ ประมงพื้นบ้าน
10. กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอด รวมตัวในชุมชนฝึกซ้อมในยามเย็น แถวบ้านหินช้าง และออกแสดงตามงานเทศกาล เมื่อมีผู้มาติดต่อ
11. ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เคยแสดงต่อหน้าพระพักตร์ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ คราวเสด็จแปรพระราชฐานพำนัก ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เมื่อ ปี พ.ศ. 2542

1. ชื่อ นางฮารีด๊ะ นามสกุล วิชัย
2. วัน/เดือน/ปีเกิด 11 มกราคม 2504 อายุ 45 ปี การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 2
3. สถานภาพบทบาทการแสดง นักแสดง รำรองเง็ง
4. ที่อยู่ 62 หมู่ที่ 3 บ้านหินช้าง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง รหัสไปรษณีย์ 85000
5. โทรศัพท์ติดต่อ -
6. วัน/เดือน/ปีบันทึกข้อมูล 13 กรกฎาคม 2549 ผู้บันทึกข้อมูล น.ส.ชินานาฏ ลิกขะไชย
7. ประวัติส่วนตัว นับถือศาสนาอิสลาม เล่นลิเกป่า แสดงละครประจำคณะส้าเฟี้ย อนุรักษ์
8. ความสามารถทางด้านการแสดง -
9. รายละเอียดการประกอบอาชีพ แม่บ้าน
10. กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอด รวมตัวในชุมชนฝึกซ้อมในยามเย็น แถวบ้านหินช้าง และออกแสดงตามงานเทศกาล เมื่อมีผู้มาติดต่อ
11. ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง -

1. ชื่อ นางสาลีขอ นามสกุล เจริญฤทธิ์
2. วัน/เดือน/ปีเกิด พ.ศ. 2530 อายุ 19 ปี การศึกษา -
3. สถานภาพบทบาทการแสดง นักแสดง หรือรำรองเง็ง
4. ที่อยู่ 62 หมู่ที่ 3 บ้านหินช้าง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง รหัสไปรษณีย์ 85000
5. โทรศัพท์ติดต่อ -
6. วัน/เดือน/ปีบันทึกข้อมูล 13 กรกฎาคม 2549 ผู้บันทึกข้อมูล น.ส.พนิสา พิจยานนท์
7. ประวัติส่วนตัว นับถือศาสนาอิสลาม เล่นลิเกป่า แสดงละครประจำคณะส้าเฟี้ย อนุรักษ์
8. ความสามารถทางด้านการแสดง -
9. รายละเอียดการประกอบอาชีพ แม่บ้าน
10. กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอด รวมตัวในชุมชนฝึกซ้อมในยามเย็น แถวบ้านหินช้าง และออกแสดงตามงานเทศกาล เมื่อมีผู้มาติดต่อ
11. ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง -

1. ชื่อ นายมนัส นามสกุล เจริญฤทธิ์
2. วัน/เดือน/ปีเกิด 8 เมษายน 2528 อายุ 21 ปี การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ 6
3. สถานภาพบทบาทการแสดง นักดนตรี
4. ที่อยู่ 62 หมู่ที่ 3 บ้านหินช้าง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง รหัสไปรษณีย์ 85000
5. โทรศัพท์ติดต่อ -
6. วัน/เดือน/ปีบันทึกข้อมูล 13 กรกฎาคม 2549 ผู้บันทึกข้อมูล น.ส.ชินานาฏ ลิกขะไชย
7. ประวัติส่วนตัว นับถือศาสนาอิสลาม เริ่มจากเป็นนักดนตรีลิเกป่า ประจำคณะส้าเฟี้ย อนุรักษ์
8. ความสามารถทางด้านการแสดง -
9. รายละเอียดการประกอบอาชีพ ประมงพื้นบ้าน
10. กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอด รวมตัวในชุมชนฝึกซ้อมในยามเย็น แถวบ้านหินช้าง และออกแสดงตามงานเทศกาล เมื่อมีผู้มาติดต่อ
11. ข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง -
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
จ่าสิบเอก กฤษดา เอกวานิช
นายศรายุทธ สุทธิวงศ์
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    22125 views