พิมพ์

เรือมะม๊วดหรือรำแม่มด

ชื่อรายการ
เรือมะม๊วดหรือรำแม่มด
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

             สังคมวัฒนธรรมของคนอีสานมีระบบวิถีชีวิตที่เกี่ยวโยงสัมพันธ์กับธรรมชาติ และสภาพภูมิประเทศในลักษณะการพึ่งพิงและการเคารพกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ หรือภาวะการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติอย่างกลมกลืน    วิถีชีวิตที่เกี่ยวโยงสัมพันธ์กับธรรมชาติและสภาพภูมิประเทศจึงเป็นจุดกำเนิดแห่งวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่หลายอย่าง    วัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่นและเป็นสื่อที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมอย่างหนึ่งก็คือ   วัฒนธรรม_ความเชื่อความศรัทธาที่เกี่ยวข้องกับพลังที่อยู่เหนือธรรมชาติ    เนื่องจากสิ่งที่มนุษย์ไม่รู้ ไม่เข้าใจ  ไม่สามารถอธิบายหาเหตุผลได้ด้วยสามัญสำนึกและตรรกะ จึงกลายเป็นการอธิบายหาเหตุผลโดยอาศัยความเชื่อ  หรือเหตุผลที่วางอยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอำนาจเหนือธรรมชาติ  การอธิบายปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ตามวิธีการทางความเชื่อกลายมาเป็นพื้นฐานของกฎเกณฑ์ข้อห้าม  และแบบแผนปฏิบัติของแต่ละสังคมวัฒนธรรม   ความเชื่อของคนในแต่ละท้องถิ่นมักจะมีต้นเหตุมาจากการเกิดปัญหาในการดำรงชีวิต ที่มนุษย์เองไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เช่นปัญหาภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติ  ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ  ปัญหาเหล่านี้เกินขีดความสามารถที่คนธรรมดาจะแก้ไขได้  จึงเกิดความเชื่อว่ามีอำนาจลึกลับที่อยู่เหนือธรรมชาติบันดาลให้เป็นไปเช่นนั้น โดยมีความเชื่อว่าต้นเหตุเกิดจากอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ เช่น เทพ ภูตผีปีศาจ  วิญญาณ สัตว์ป่า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์  ตลอดจนดิน  น้ำ  ลม  ไฟ  ความเชื่อเหล่านี้จึงมีผลต่อการทำพิธีกรรมเพื่อวิงวอนขอความช่วยเหลือโดยเชื่อว่าอำนาจลึกลับเหล่านี้จะปกปักรักษาคุ้มให้ตนปลอดภัยและมีความสุข เมื่อพ้นภัยก็ยินดีแสดงความรู้คุณด้วยการเซ่นสรวงบูชาหรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ  แต่ละสังคมต่างก็มีความเชื่อที่เป็นแบบฉบับของตนเป็นมรดกสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน    (จารุวรรณ  ธรรมวัตร , 2540) ส่วนความเชื่อใดที่ไม่เหมาะสมหรือมีความอ่อนแอก็ย่อมสูญหายหรือยกเลิกไป  ความเชื่อในเรื่องของอำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติสามารถโยงใยได้หลายมิติในระบบวิถีการดำเนินชีวิตของคนอีสาน  เช่น  มิติด้านการทำมาหากินและเศรษฐกิจชุมชน   มิติด้านความสัมพันธ์และความมั่นคงในสังคม  มิติด้านศิลปะ  ดนตรีนาฏศิลป์ หัตถกรรม  สถาปัตยกรรม  จิตรกรรม และประติมากรรม    มิติด้านภาษาและวรรณกรรม  มิติด้านประเพณี  พิธีกรรมและเทศกาล     มิติด้านภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากร   และมิติด้านสุขภาพ  วัฒนธรรม_ความเชื่อความศรัทธาที่เกี่ยวข้องกับพลังที่อยู่เหนือธรรมชาติจึงเป็นพลังทางสังคมอย่างหนึ่งที่ช่วยให้โครงสร้างทางสังคมของคนอีสานมีความเหนียวแน่น  และคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ของตนเองไว้ได้อย่างงดงาม

                   พลังที่อยู่เหนือธรรมชาติที่คนอีสานให้ความเคารพนับถือเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้มีความ   รู้สึกมั่นคงปลอดภัยและยึดเหนี่ยวความสัมพันธ์ของคนในสังคมมักจะอยู่ในรูปแบบของเรื่องเกี่ยวกับ“ผี”  เพราะความเชื่อเรื่อง “ผี” หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติเป็นที่มาของการดำเนินชีวิตทั้งของส่วนบุคคลและของชุมชนโดยรวม (http://mccweb.agri.cmu.ac.th  : 11/12/2548)  ความเชื่อเกี่ยวกับผียังเป็นพลังที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการโยงใยยึดเหนี่ยวสายสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติทั้งที่เป็นเครือญาติทางสายเลือดและเครือญาติที่อาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกัน ผี  คือขวัญหรือวิญญาณของคนหรือสัตว์ที่ตายไปแล้ว  ชาวอีสานมีความเชื่อว่าผีมีอำนาจให้คุณให้โทษแก่มนุษย์ได้   ผีที่มีอยู่บนโลกจะมีความเกี่ยวเนื่องกับความเป็นอยู่ของมนุษย์ทุกด้าน   ชาวอีสานจึงมักจะมีคำสอนที่เกี่ยวข้องกับผีหลายอย่าง  และให้มีการปฏิบัติต่อผีที่มีอยู่ในสังคมหรือที่มีการนับถือตามเชื้อสาย  ชาติพันธุ์ของตนอย่างต่อเนื่อง  หากขาดการปฏิบัติอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอก็จะได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำของผี   ผลที่ได้รับจากการกระทำของผีเกิดขึ้นได้ในระดับชุมชน และระดับบุคคล  เช่น  เกิดความแห้งแล้ง  เกิดโรคระบาด  เกิดน้ำท่วม  หรือ เกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย   เป็นต้น   แต่ถ้ามีการปฏิบัติอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอก็จะได้รับ  การคุ้มครองจากผีที่นับถือ  ให้ชีวิตมีความสุข ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์  สุขภาพร่างกายแข็งแรง  เป็นต้น

                   ความเชื่อเกี่ยวกับผีในสังคมวัฒนธรรมอีสานจึงมีบทบาทและมีความสำคัญต่อวิถีการดำเนินชีวิตทั้งในส่วนของบุคคลและส่วนของชุมชน     ในส่วนที่สนองหรือมีผลในระดับบุคคลส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตใจ หรือที่เรียกว่า “ ผีมาซูน ”  หรือ  “ ผีมาเฮ็ด ”  หรือ  “ ผีมาต้อง ” (ประมวล   พิมพ์เสน , 2542  : 13 )   ส่วนที่สนองหรือมีผลในระดับชุมชนจะเกี่ยวกับเรื่องความสงบสุข  หรือความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน  จะเห็นได้ว่าทั้งส่วนที่อยู่ในระดับบุคคลหรือชุมชนต่างก็ยังมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันโดยไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างเด็ดขาด  เพราะถ้าบุคคลมีความสุขหรือมีความทุกข์ก็จะส่งผลต่อในระดับชุมชนทั้งด้านดีและไม่ดีด้วย   หรือชุมชนสงบสุขหรือมีความวุ่นวายทุกข์ยากก็จะส่งผลต่อในระดับบุคคลด้วย ความเชื่อเกี่ยวกับผีในบริบทสังคมวัฒนธรรมอีสานจึงมีบทบาทและความสำคัญทั้งในระดับพื้นฐานส่วนบุคลและ  ระดับความมั่นคงของชุมชนที่เปรียบเสมือนหลักแห่งความมั่นคงและความ   ปลอดภัยชีวิตและชุมชน  พลังของความเชื่อเกี่ยวกับผีจึงเปรียบเสมือนเส้นใยแมงมุมที่โยงใยไปทุกทิศเชื่อมสัมพันธ์กับทุกจุด  และเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดจากที่เดียวกันเปรียบเสมือนได้กับว่าจุดศูนย์กลางของใยแมงมุมก็คือจุดศูนย์รวมพลังของชุมชนนั่นเอง 

                  ความแตกต่างและความหลากหลายทางชาติพันธุ์เป็นจุดต่างของวิถีทางแห่งวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ชาติกำเนิดของแต่ละกลุ่มชน  จุดต่างเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของความเชื่อ  ค่านิยม  และ วิถีทางการค้นหาความสงบสุขให้กับชีวิตของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกตางกัน   ความเชื่อเกี่ยวกับผีในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ก็ย่อมมีความเหมือนหรือความแตกต่างกันไปด้วย  การให้ความสำคัญกับพิธีกรรมหรือคุณค่าของความเชื่อเกี่ยวกับผีของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ก็ขึ้นอยู่กับว่าผลที่ได้รับจากความเชื่อและการปฏิบัติตาม  ความเชื่อนั้นเป็นอย่างไร     ถ้าหากความเชื่อนั้นๆสามารถสนองตอบต่อความต้องการของบุคคลหรือชุมชนได้ตามที่เขาต้องการความเชื่อนั้นก็จะมีคุณค่ามีความสำคัญและมีการสืบทอดซึ่งถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมที่  เข้มแข็ง  มีพลังและมีคุณค่าที่สนองผลต่อชีวิตได้อย่างเหมาะสม  และย่อมมีการสืบทอดรักษาคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์     จึงถือได้ว่าเป็นการพึ่งพาระหว่างความเชื่อเรื่องผีกับมนุษย์    แต่ถ้าหากความเชื่อนั้นไม่สามารถสนองผลต่อความต้องการของมนุษย์ได้ความเชื่อนั้นก็อาจจะสูญหายหรือถูกยกเลิก หรือมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้มีความเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและยุคสมัย  

                  วัฒนธรรมการนับถือผีของกลุ่มชาติพันธุ์ในภาคอีสานมีประวัติความเป็นมาและมีการ   เชื่อมโยงกันขึ้นอยู่กับว่าบรรพบุรุษของแต่ละชาติพันธุ์จะมีการกำหนดกฎเกณฑ์และมีการสั่งสอนทาญาติทางชาติพันธุ์ของตัวเองอย่างไร   ความเชื่อเกี่ยวกับผีในสังคมวัฒนธรรมอีสานจึงมีผลต่อความรู้สึกของบุคคลและชุมชนในเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยของชีวิต   โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพร่างกายและจิตใจ  ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่เป็นจุดหนึ่งที่สร้างความมั่นคงและความรู้สึกปลอดภัยในเรื่องของสุขภาพ ร่างกายของมนุษย์ในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก   ในอดีตตั้งแต่วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ยังเข้ามาไม่ถึงสังคมไทย  คนท้องถิ่นทั่วไปยังต้องพึ่งพายาสมุนไพร   พิธีกรรมทางไสยศาสตร์  คาถาอาคม และพิธีกรรมเกี่ยวกับผี  เป็นเครื่องมือในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และเป็นเครื่องมือในการป้องกันและแก้ไขภัยพิบัติต่างๆ   เมื่อวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์มีความเจริญก้าวหน้าความรู้ทางยาสมุนไพร  และพิธีกรรมทางความเชื่อที่เคยเป็นที่พึ่งยามยากก็เริ่มหมดความเชื่อมั่น  ขาดความเชื่อถือ  บางอย่างสูญหายไป  บางอย่างถูกยกเลิก แต่บางอย่างก็ยังมีการสืบทอดคงอยู่ภายใต้การต่อสู้ทางวัฒนธรรมความขัดแย้งระหว่างโลกของความเชื่อกับโลกของวิทยาศาสตร์  โดยโลกแห่งความเชื่อมีเหตุผลของการเจ็บไข้ได้ป่วยว่าเป็นผลมาจากการกระทำของ “ผี” หรือสิ่งศักดิ์ที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติ เหตุผลที่ผีมากระทำนั้นอาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุเช่น ทำผิดขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคม  ทำผิดศีลธรรม หรือล่วงละเมิดกฎเกณฑ์ที่ชุมชนนับถือ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “ผีมาต้อง” หรือ “ผีมาซูน” ซึ่งขัดแย้งกับโลกของวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่แสดงเหตุผลของการเจ็บป่วยของมนุษย์ว่าเป็นเพราะความผิดปกติหรือความบกพร่องของร่างกายมนุษย์ ที่เกิดจากเชื้อโรค หรือเกิดจากอุบัติเหตุ   ซึ่งเป็นการมองปัญหาในแง่ของชีววิทยา   ไม่ใช่เพราะผีทำหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆทำ  การนับถือผีที่มีรูปแบบของพิธีกรรมเพื่อการรักษาโรคเป็นกิจกรรมทางสังคมที่ทำหน้าที่ลดความวิตกกังวลและความตรึงเครียดอันเกิดจากความรู้สึกไม่แน่นอนของชีวิตในเรื่องสุขภาพร่างกายและจิตใจ และถือว่าเป็นแบบแผนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอำนาจเหนือธรรมชาติ  เมื่อมนุษย์เผชิญหน้ากับความเจ็บป่วย หรือ ภัยพิบัติ  มนุษย์มักจะอธิบายเหตุผลนี้ว่าเกิดจากเจตนารมณ์หรืออำนาจแทรกแซงของอำนาจศักดิ์สิทธิ์  ซึ่งถือว่าเป็นอำนาจที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์      พิธีกรรมการรักษาโรคโดยผ่านความเชื่อเกี่ยวกับผีมีความแตกต่างจากกระบวนการรักษาโรคด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การใช้สมุนไพร  การนวด       การเจาะเลือด  การฝังเข็ม หรือการแพทย์สมัยใหม่ โดยมีความแตกต่างกันในเรื่องของสมมติฐานการเกิดโรค  และความเชื่อเกี่ยวกับโรค  (ไท้  นนทจันทร์, 2542 : 281)  

                   พิธีกรรมการรักษาโรคโดยการนับถือผีในภาคอีสานโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษที่มีความแตกต่างกันทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ถึง  4 ชาติพันธุ์หลักๆ  คือ  เขมร (เขมรถิ่นไทย) ส่วย (กวย กูย  โกย)  ลาว (ลาวอีสาน)  และเยอ   วัฒนธรรมการนับถือผียังมีความเข้มแข็งและมีการสืบทอดติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่องและยังมีผลต่อระบบความสัมพันธ์ทางเครือญาติ     และชุมชนตลอดจนระบบการรักษาดูแลสุขภาพตามความเชื่อของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์   ความเชื่อในเรื่องของการรักษาโรคโดยพิธีกรรมการนับถือผีในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษมีความเหมือนกันในเรื่องของวัตถุประสงค์ความต้องการของผู้รับการรักษาหรือกลุ่มคนในชาติพันธุ์เดียวกันนั่นก็คือ  การหายจากการเจ็บป่วยและมีชีวิตที่สงบสุข  แต่มีความแตกต่างกันเรื่องของพิธีกรรมและตระกูลผีที่ตัวเองนับถือ  กลุ่มชาติพันธุ์เขมร   นับถือผีมะม๊วตหรือแม่มด   กลุ่มชาติพันธุ์ส่วยหรือกูย   นับถือผีนางออหรือแม่สะเอ็ง    กลุ่มชาติลาวนับถือผีฟ้าหรือผีแถน      กลุ่มชาติพันธุ์เยอนับผีแม่สะเอ็ง   (วีระ   สุดสังข์ ,2545  :  39 – 40)  กิจกรรมการรักษาโรคโดยพิธีกรรมการนับถือผีของทั้งสี่กลุ่มชาติพันธุ์จะมีโครงสร้างความสัมพันธ์กันแบบกลุ่มเครือข่ายหรือเรียกว่า “สาย”    ในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันอาจจะมีหลายกลุ่มเครือข่าย หรือหลายสายก็ได้  วิธีการรักษาโรคโดยพิธีกรรมความเชื่อเกี่ยวกับผี เป็นวิธีการรักษาโรค       ที่ไม่ได้ใช้  ยา  หรือสมุนไพร หรือวัตถุใดเป็นเครื่องมือในการรักษาแต่เป็นวิธีการรักษาโดยใช้รูปแบบการรวมกลุ่มเครือญาติซึ่งถือได้ว่าเป็นระบบการดูแลสุขภาพแบบเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันของชุมชน  ระบบนี้เรียกว่าการแพทย์แบบวัฒนธรรม  คือการใช้กระบวนการทางสังคมวัฒนธรรมมาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางสุขภาพ  (โกมาตร  จึงเสถียรทรัพย์ และคณะ ,2545 :   91 )   ส่วนเครื่องมือหรือกิจกรรมที่ใช้เป็นสื่อในการทำการรักษาก็คือ ดนตรีและฟ้อนรำ   หรือเรียกว่า  สังคีตบำบัด (ดนตรีบำบัด)  

                   พิธีกรรมการรักษาโรคโดยการนับถือผีของทั้งสี่กลุ่มชาติพันธุ์ คือ เขมร  กวย ลาว และเยอ  มักจะทำขึ้นในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันคือ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์  ถึง เดือนพฤษภาคม ของทุกปีเพราะเป็นช่วงที่ว่างจากการทำนาญาติพี่น้องสามารถมาทำกิจกรรมร่วมกันได้( ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ, 2539 : 67 )  ระบบการดูแลรักษาสุขภาพด้วยพิธีกรรมทางความเชื่อเกี่ยวกับผีของทั้งสี่กลุ่มชาติพันธุ์มีผลต่อความสัมพันธ์ทั้งในระดับ ครอบครัว  เครือญาติ และระดับชุมชน  การคงอยู่ของระบบความเชื่อเกี่ยวกับผีภายใต้ภาวะของความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสามารถแสดงผลในการรักษา      สุขภาพได้ชัดเจนแม่นยำกว่าเป็นภาวะการอสู้ทางวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งของระบบการรักษาสุขภาพระหว่างความเชื่อกับวิทยาศาสตร์  ที่มีมุมมองและโลกทัศน์ของการกำเนิดโรค  ชนิดของโรค และการบำบัดรักษาโรคที่แตกต่างกัน  การเลือกรับการรักษาด้วยวิธีวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เป็นวิธีการที่ไม่แยกชนชั้นชาติพันธุ์และมีกระบวนการที่เป็นสากล  แต่การเลือกรับการรักษาด้วยวิธีการทางความเชื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับระบบความสัมพันธ์ทางชาติพันธุ์และกลุ่มเครือญาติซึ่งจะมีเรื่องของผีเชื้อหรือเชื้อสายทางผีเข้ามาเกี่ยวข้องอันเป็นระบบโครงสร้างเกี่ยวกับมิติทางความสัมพันธ์ของคนในชุมชนหรือกลุ่มชาติพันธุ์     พิธีกรรมการดูแลรักษาสุขภาพด้วยความเชื่อเกี่ยวผีของทั้งสี่กลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังสามารถดำรงอยู่       และมีบทบาทความสำคัญต่อระบบสุขภาพและความสัมพันธ์ของคนในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันในยุคความแห่งความเจริญก้าวทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีจึงถือว่าเป็นพลังทางวัฒนธรรมที่ยังคงมีความเข้มแข็งและ เป็นการแพทย์ทางเลือกอย่างหนึ่งที่ไม่ได้สะท้อนถึงความสำคัญของระบบสุขภาพด้านร่างกายหรืออวัยวะด้านเดียว           แต่สามารถสะท้อนให้เห็นมิติความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพลังเหนือธรรมชาติหรือผี  พลังความสัมพันธ์ของคนกับคน  พลังทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์    พลังทางศีลธรรมจารีตประเพณี การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ พลังทางวัฒนธรรมผ่านความเชื่อเกี่ยวกับ “ผี” ของกลุ่มชาติพันธุ์  เขมร  กวย  ลาว  และเยอ   ในจังหวัดศรีสะเกษ ในพิธีกรรมเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพจึงเป็นประเด็นการศึกษาที่มุ่งหวังค้นหาคุณค่าและความสำคัญของพิธีกรรมการนับถือผีของทั้งสี่กลุ่มชาติพันธุ์ในภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน  เพื่อนำพลังที่แฝงอยู่ในพิธีกรรมเกี่ยวกับการนับถือผีมาพัฒนาสร้างสมดุลระหว่างความเชื่อกับวิทยาศาสตร์และเชื่อมโยงสู่องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบสุขภาพระดับบุคคลและชุมชนในรูปแบบของวัฒนธรรมความเชื่อกับระบบการแพทย์ทางเลือกภายใต้บริบทของกลุ่มสังคมวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันอย่างเหมาะสมและคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์คุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างสมดุล

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
ในสภาวะปัจจุบันที่โลกหมุนเวียนรอบตัวเองอย่างไม่หยุดนิ่ง มนุษย์ต่างก็ดิ้นรนที่จะพัฒนาตนเองเพื่อก้าวให้ทันกับจำนวนรอบที่โลกหมุนรอบตัวเอง ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม การสูญสิ้นของทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้มนุษย์ต้องสร้างสรรค์องค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อนำมาใช้สำหรับอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ซึ่งความเจริญหรือเทคโนโลยีบางอย่างกลับเป็นเครื่องมือทำลายมนุษย์ทางอ้อม ซึ่งครั้งมนุษย์เราเองก็ไม่รู้กำลังถูกทำลายด้วยความเจริญหรือเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ตัวเองสร้างขึ้น แต่เทคโนโลยีบางอย่างก็ช่วยรักษาความสมดุลทางธรรมชาติและทำให้มนุษย์ได้เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น
ในเรื่องของความเชื่อหรือศรัทธานั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง จนเป็นเรื่องที่ยากยิ่งที่คนใจหยาบกระด้างจะแทรกซึมความรู้สึกของตัวเองผ่านเส้นใยแห่งความเชื่อความศรัทธาเหล่านั้น จนบางครั้งความหยาบกระด้างของเขาไม่สามารถจะซอกซอนซึมผ่านความละเอียดอ่อนเหล่านั้นได้ ในที่สุดก็ประทับตราหรือให้คำนิยามความเชื่อความศรัทธาเหล่านั้นว่า “งมงาย” แต่สิ่งที่เรียกว่า “งมงาย” กลับดำรงอยู่ในฐานะเครื่องมือที่คอยรับใช้สังคมและคนในสังคมก็รับใช้ความเชื่อนั้นในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน การคงอยู่ของความเชื่อในพิธีกรรมรักษาโรคจึงเป็นสิ่งที่สะท้อนภาพสังคมในปัจจุบันบันได้หลายอย่าง และสังคมควรให้ความสำคัญและเห็นคุณค่าของความเชื่อนี้อย่างเหมาะสมเพื่อเปิดโอกาสให้คนในสังคมได้เลือกทำในสิ่งที่เหมาะที่สม โดยไม่ควรไปประณามหรือตัดสินว่าสิ่งใดถูกหรือผิด โดยที่ผู้ที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมนั้นไม่มีโอกาสแม่แต่จัดตัดสินด้วยตัวของเขาเอง
ประวัติความเป็นมา
มีการกล่าวถึงมูลเหตุแห่งการเกิดประเพณีรำแม่มดไว้ว่า มูลเหตุที่ทำให้เกิดการรำ
แม่มดนี้ เกิดจากความเชื่อถือดั้งเดิมที่ว่า คนเราหลังความตายแล้ววิญญาณที่ออกจากร่างเดิมก็จะต้องไปถือปฏิสนธิ คือ เกิดใหม่ ตามคติที่ถือสืบทอดมาจากศาสนาพราหมณ์ พวกพราหมณ์ถือว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่งในโลก โลกธาตุทั้งหมดประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ และในดินน้ำลมไฟ นั้น มีวิญญาณประจำอยู่ คนเราก็ประกอบด้วยสิ่งดังกล่าว วิญญาณที่แบ่งภาคไปเกิดเป็นคนแต่ละคนนั้น เรียกว่า “อาตมัน” ซึ่งต้องออกไปจากสิ่งที่เรียกว่า “ปรมาตมัน” อันได้แก่ศูนย่รวมของวิญญาณ
เพราะเหตุที่ว่าคนเราตายแล้วไม่ดับสูญ วิญญาณจะต้องไปเกิดอีกนั้น ต้องอาศัยอำนาจลึกลับอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าพระพรหมเป็นเจ้าหรือเป็นเทพพระเจ้าก็ได้ หรืออำนาจพิเศษนั้นเองส่งให้วิญญาณไปเกิด จะไปเกิดที่ใด จะดีหรือชั่วอย่างไร แล้วแต่พระพรหมหรือเทพเจ้าจะจัดให้เป็นไป และมีความเชื่อถือว่า อำนาจลึกลับของท่านผู้วิเศษจะคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นคนเราถือกำเนิดมาจึงไม่เหมือนกันทุกคน แต่ความเชื่อถือว่าวิญญาณต้องมีอำนาจลึกลับจัดการให้ แสดงว่าสิ่งที่ติดตามมากับวิญญาณต้องมีแน่ และต้องถือว่าสิ่งนั้นสำคัญ อาจจะถือว่าเป็น “ขวัญ” หรือ “มิ่งขวัญ” ของวิญญาณ ถือว่าเป็น “ครู” ของชีวิต ภาษาพื้นบ้านเรียกว่า “ครูกำเนิด”
เมื่อร่างกายของคนเรา ซึ่งประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ มีความไม่สุขสบายมีการเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องถือว่ามีการทำผิด “ครูกำเนิด” หมายถึง การกระที่ไม่เป็นที่พอใจของเทพเจ้าหรือพระพรหมผู้มีอำนาจลึกลับนั่นเอง เมื่อท่านผู้มีอำนาจลึกลับไม่พอใจ ก็จะทำไม่ดีไม่งามแก่เจ้าของชีวิต เช่น ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย ทำให้กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทำให้หลงเพ้อ บางทีอาจจะเข้าสิ่งทำให้ชัดดิ้นชักงอ หรืออาจทำให้ถึงแก่ความตายได้
เมื่อเกิดอาการเป็นเหตุเภทภัยดังกล่าว จำเป็นต้องหาวิธีแก้ไข “แต่งแก้” หรือการทำพิธีแต่แก้ครูกำเนิด การแต่งแก้ครั้งแรกเมื่อเกิดสิ่งไม่ดีไม่งามขึ้น ได้แก่การหาหมอครูหรือแม่ครู มาขอยินยอมและบนบานสารกล่าว โดยจัดหาเครื่องเซ่นในการบนบานสารกล่าว เท่าที่จำเป็น เช่น ข้าวต้ม กล้วยสุก หมากพลู บุหรี่ แล้วบนบานสารกล่าวว่า เมื่อหายจากเหตุเภทภัยแล้วจะจัดการเซ่นสรวงใหญ่โตเป็นพิเศษให้ คือ เล่นแม่มด ให้นั่นเอง (อ้างในเอกสารประกอบการบรรยาย เรื่อง เทศกาล งานประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยสำนักงานวัฒนธรรจังหวัดศรีสะเกษ)
การรำแม่มด เป็นพิธีกรรมที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการแก้บน จากเหตุการที่มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วรักษาไม่หาย ไปหาหมอวิทยาศาสตร์หรือไสยศาสตร์ก็ยังไม่หาย ชาวบ้านจะมีความเชื่อว่า อาการเจ็บไข้ได้ป่วยนั้นไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค หรือ โดนคุณไสย แต่เกิดจากความประสงค์ของผีบรรพบุรุษหรือผีเชื้อที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดอยากจะมาอยู่ด้วยหรือเกิดจากการกระทำผิดอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่เหมาะสม เช่น ด่าพ่อ ล้อแม่ พูดจาไม่สุภาพ ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธ์ เหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้
การรำแม่มดในสังคมวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์เขมรนั้นถือว่าเป็นพิธีกรรมที่มี
บทบาทอย่างมากโดยเฉพาะด้านสุขภาพ ซึ่งหมายความรวมถึงสุขภาพด้านร่างกาย สุขภาพด้านจิตใจ สุขภาพสังคม การที่คนในชุมชนได้เข้ามาร่วมทำกิจกรรมร่วมกันถือว่าเป็นการผ่อนคลายความตรึงเครียดและเป็นเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของความในชุมชมให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและเป็นการลดช่องว่างทางสังคม อาการเจ็บป่วยที่เกิดจากเชื้อโรคหรือเกิดจากความเชื่อที่ว่า “ผี” กระทำนั้น เป็นเหตุผลที่เกิดจากทัศน์ของวิทยาศาสตร์และความเชื่อ แต่กระบวนการรักษาด้วยระบบพิธีกรรมตามความเชื่อถือว่าเป็นการบวนการที่ไม่ควรละเลย เพราะปัจจัยการเกิดโรคของแต่ละสังคมนั้นย่อมมีเหตุและผลต่างกัน พิธีกรรมรำแม่มดก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะนำพาผู้ป่วยให้หลุดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้
สาขา/ประเภท
ความเชื่อ
จังหวัดศรีสะเกษ เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษาพูด มี
กลุ่มชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ถึง 4 เผ่า คือ เขมร ส่วย ลาว และเยอ กลุ่มชาติพันธ์เขมรถือว่าเป็นกลุ่มชาติที่มีจำนวนมากเป็นอันดับสองรองจากกลุ่มชาติพันธ์ลาวที่อาศัยอยู่พื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ กลุ่มชาติพันธ์เขมรในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษมีกำดำรงชีวิตของตัวเองและการธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมหลายอย่าง ประเพณีที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ประเพณีแซโดนตา (ไหว้บรรพบุรุษ) ประเพณีปังออกเปรี๊ยะแค (ไหว้พระจันทร์) ประเพณีเลงตรด หรือเล่นตรด และยังมีศิลปะดนตรีที่มีความคล้ายคลึงกับภาคกลางของไทยและในประเทศกัมพูชา คือ วงดนตรีมโหรี - ปี่พาทย์ มีความเป็นเอกลักษณ์ในเรื่องของภาษาพูด ความเป็นเอกลักษณ์ต่างๆเหล่านี้ยังคงมีการสืบทอดเจตนารมย์ของบรรพบุรุษอย่างต่อเนื่อง
พิธีกรรมรำแม่มด หรือ “เรือมมะม๊วต” เป็นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคของชาวบ้าน โดยเฉพาะชาวบ้านที่มีสังคมวัฒนธรรมในกลุ่มชาติพันธ์เขมร การรำแม่มดถือว่าเป็นพิธีกรรมทางความเชื่อที่ชาวบ้านเขมรถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน บรรพบุรุษของชาวเขมรใช้ภูมิปัญญาดังกล่าวเพื่อเป็นการบำบัด รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับตัวเอง คนในสังคมและลูกหลานของเขามารุ่นต่อรุ่น แต่เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เชื่อมโยงกันในทุกมิติไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลกก็จะรู้เรื่องราวของมนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่คนละฟากโลกได้ด้วยระบบการสื่อสาร การคมมาคมที่สะดวกสบาย เทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า วิทยาการด้านความรู้และระบบการเรียนการสอนที่นำเอาวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นหลักการที่สำคัญ ความเจริญก้าวด้านความรู้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีหลายอย่างมีผลทำให้กิจกรรมบางอย่างของมนุษย์รุ่นก่อนเริ่มลดบทบาทลง บางอย่างต้องถูกยกเลิก บางอย่างสูญหายไปจากวงจรของการดำเนินชีวิต บางอย่างยังมีการดำเนินไปด้วยความกะท่อนกะแท่น บางอย่างก็ยังอยู่เพื่อรับใช้ความต้องการของมนุษย์ภายใต้หลักการความเปลี่ยนแปลง หรือ ถ้าจะอยู่ต้องปรับตัว โดยเฉพาะพิธีกรรมตามความเชื่อที่ถือว่าเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวความรู้สึกหรือความกลัวที่มีอยู่ในจิตใจ (แม้กระทั่ววิทยาศาสตร์ก็ช่วยไม่ได้) การรำแม่มดจึงถือได้ว่าเป็นกิจกรรมทางสังคมอย่างหนึ่ง
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า พิธีรำแม่มด เป็นพิธีกรรมที่พบเห็นได้ในกลุ่มชาติเขมร (Khmer) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เขมรถิ่นไทย” กลุ่มชาติพันธุ์เขมรที่พบอยู่ในเขตอีสานตอนใต้และจังหวัดใกล้เคียง และเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่มีความโดดเด่นทางเอกลักษณ์และมีความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมหลายอย่างกลุ่มชาติพันธ์เขมร (Khmer เขมร (ตระกูลภาษา Mon-Khmer หรือ Austro-Asiatic) หรือ เขมรถิ่นไทยเป็นชื่อทางวิชาการ ได้กำหนดขึ้นเพื่อเรียกผู้ที่พูดภาษาเขมรซึ่งอาศัยู่ในประเทศไทย (ประกอบ 2538, น.1) โดยทั่วไป ชาวเขมรถิ่นไทยเรียกตัวเองว่า “คแมร” หรือ “คแมร-ลือ” แปลว่า เขมรสูง เรียกภาษาเขมรและชาวเขมรในกัมพูชา ว่า “คแมร-กรอม” แปลว่า เขมรต่ำ และเรียกคนไทยว่า “ซีม” ซึ่งตรงกับคำว่า “สยาม” ในภาษาไทย (ประกอบ 2538, น.1) เมื่อพิจารณาเขตการปกครอง นักภาษาศาสตร์ได้แบ่งภาษาเขมรเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) ภาษาเขมรเหนือหรือเขมรสูง (เขมรถิ่นไทย) 2) ภาษาเขมรกลางเป็นภาษาของผู้ที่อยู่ในกัมพูชาและ 3) ภาษาเขมรใต้เป็นภาษาของคนเวียดนามเชื้อสายเขมร ปัจจุบันพบ ชาวเขมรถิ่นไทยอาศัยอยู่ในจังหวัดสุรินทร์บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ปราจีนบุรี ตราด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว
นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดี สันนิษฐานว่าบริเวณที่ราบสูงโคราช เคยเป็นที่อยู่ของชาวขอม หรือชาวเขมรโบราณ ดูจากกลุ่มปราสาทขอมโบราณ ศิลาจารึก ประติมากรรมที่พบมากในบริเวณดังกล่าวเช่น ปราสาทภูมิโปน ปราสาทไปรมัดน้อย ปราสาทพนาวัน ปราสาทหินพิมาย เป็นต้น ชาวเขมรถิ่นไทยน่าจะอพยพมาสมัยหลังในช่วง พ.ศ.2324-2325 (ประกอบ 2538, น.15-16)
ครอบครัวของชาวเขมรถิ่นไทยมีความคล้ายคลึงกับครอบครัวไทยพื้นเมือง คือ พ่อบ้านเป็นหัวหน้าครอบครัวแม่บ้านดูแล กิจกรรมภายในบ้าน ชาวเขมรถิ่นไทยให้เกียรติแก่เพศชายในการดำเนินกิจกรรม หรือตัดสินเรื่องต่างๆครอบครัวเขมรถิ่นไทยมี การอยู่รวมกันหลายครอบครัว อาจประกอบด้วยปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา พ่อแม่ ลูกหลาน พี่น้องจำนวนมากครอบครัวใดที่มีลูก สาวหลายคน สมาชิกก็มีแนวโน้มขยายมากขึ้น การแต่งงาน (แซนการ) ของชาวเขมรถิ่นไทยนี้ ผู้เป็นฝ่ายชายต้องเสียเงินและ บรรณาการให้ฝ่ายหญิง เพื่อเป็นการเปิดปาก (เบิกเมือด) ฝ่ายชายต้องจัดขันหมากไปให้ฝ่ายหญิง ประกอบด้วยหมู เหล้า ขนม ข้าวต้ม ผลไม้และเงินทอง ฝ่ายหญิงต้องล้างเท้าให้ฝ่ายชายก่อนขึ้นบ้าน (ประกอบ 2538, น.27)
เขมรถิ่นไทยมีชีวิตเรียบง่าย ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำไร่ อาหารหลักของชาวเขมรถิ่นไทยคือ ข้าวเจ้า ปลาร้า เขมร ปลาจ่อม ปลาแห้ง ปลาย่าง ปลาต้ม น้ำพริกจิ้มผัก ผลไม้ได้แก่ กล้วย น้อยหน่า มะม่วง มะพร้าวและขนม ได้แก่ ขนมโชค ขนมเนียล ขนมกันตาราง ขนมกระมอล ขนมมุก เป็นต้น
ชาวเขมรถิ่นไทยนับถือศาสนาพุทธ ช่วงเข้าพรรษาจะมีประเพณี “กันซง” ซึ่งเป็นประเพณีการถือศีล นำอาหารไปทำบุญ ที่วัด 8 วัน หรือ 15 วัน นอกจากนั้นยังมีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ จะมีประเพณีไหว้บรรพบุรุษ เรียกว่า ประเพณีเบ็นหรืองาน แคเบ็น ซึ่งตรงกับสารทไทย พิธีมงก็วลจองได เป็นพิธีสู่ขวัญแบบพื้นบ้าน นิยมจัดในงานมงคล เช่น งานมงคลสมรส ขวัญนาคโกนจุก ยกเสาเอก ขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น พิธีมอม็วด เป็นพิธีที่ทำเพื่อหาสาเหตุการเจ็บป่วย โดยผู้เข้าทรงจะเชิญวิญญาณมาเข้าสู่ ร่าง และจะมีผู้คอยซักถามว่าเหตุใดถึงได้เจ็บป่วย นอกจากนั้น ชาวเขมรถิ่นไทยยังเชื่อเรื่องโชคราง ของขลัง ฤกษ์ยามเครื่องราง ของขลังบางอย่างสามารถป้องกันภัยและรักษาโรคได้ (ประกอบ 2538, น.27)
การแต่งกายของชาวเขมรถิ่นไทย ผู้หญิงจะนุ่งผ้าถุง (ซำป๊วด) ซึ่งเป็นผ้าไหมพื้นเมืองที่มีชื่อคือ ผ้าโฮล ผ้าอำปรุม ผ้าซิน ผ้าซาคู ส่วนผู้ชายนุ่งโสร่ง สำหรับเสื้อ ผู้หญิงใส่เสื้อแขนกระบอก ผู้ชายใส่เสื้อคอกลม เครื่องประดับจะเป็นเครื่องเงิน เรียกว่า ประเกือ็ม (ประคำ) นำมาร้อยเป็นสร้อย ต่างหู เป็นต้น (ประกอบ 2538, น.22) เขมรถิ่นไทยมีการละเล่นพื้นบ้านได้แก่ จเรียง เป็นการขับร้องหรือแหล่กลอนสด เนียะจเรียง หมายถึง ผู้ขับร้อง ภาษาที่ใช้เป็นภาษาเขมร จเรียงมีด้วยกันหลายประเภท เช่น จเรียงนอรแกว เป็นการร้องโต้ตอบระหว่างชายหญิง จเรียงอาไย มีการรำประกอบการร้อง จเรียงซันตูจ เป็นการสนุกสนานของ หนุ่มสาวซึ่งไปช่วยงานแต่งงานและงานมงคลในยามค่ำคืน จเรียงตรัว จะเป็นการร้องประกอบเสียงซอ จเรียงจรวง เป็นการร้อง ประกอบเสียงปี่ นอกจากนั้นยังมี กันตรึม เป็นการละเล่นประกอบดนตรี รำตรุษ เล่นในเทศกาลสงกรานต์ (แคแจด) รำสาก เป็น การรำประกอบเสียงดนตรี และเสียงกระทบสาก ผู้รำประกอบด้วยชายหญิงรำเป็นคู่ ๆ รอบวงกระทบสาก (ประกอบ 2538, น.29-30)
ลำดับขั้นตอนการแสดง
2.5.1. ความสำคัญของดนตรี
ดนตรีเป็นผลจากความคิดของมนุษย์ และเป็นสิ่งที่มนุษย์จะสนองตอบได้ด้วยการเรียนรู้ ดนตรีเป็นการสื่อสารความหมายต่อกลุ่มชนที่เข้าใจในสื่อการแสดงออกนั้นเช่นเดียวกับการใช้ภาษา ดนตรีในฐานะที่เป็นวิชาการหรือที่เป็นส่วนหนึ่งของวิจิตรศิลป์ แต่ละวัฒนธรรมาคิดพัฒนาดนตรีขึ้นมาใช้หรือเพื่อสนองตอบต่อจุดประสงค์ของตนเอง ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรม ถ้าจะกล่าวอย่างกว้างๆแล้ว ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเช่นเดียวกับความเชื่อทางศาสนา ศีลธรรมกฎหมาย ประเพณีและศิลปะซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์กระทำให้เกิดขึ้นจนเกิดความเคยชิน
ความสำคัญของดนตรีต่อสังคมนั้นจริงๆแล้ว ไม่เคยมีใครให้คำจำกัดความหรือชี้แจงให้เห็นได้อย่างแจ้งชัด ในวรรณกรรรม จิตกรรม หรือรูปร่างที่แท้จริง และภาพของชีวิตที่อยู่รอบข้างเรานั้นดูเหมือนจริงและชัดเจนกว่าดนตรี ดนตรีนั้นเกี่ยวข้องด้วยเรื่องของเสียง มันเป็นศิลปะที่ดำรงอยู่ในเวลา ทั้งที่ผ่านมาในอดีต ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย หลายคนอาจเคยคิดว่าศิลปะของเสียงนั้น เป็นสิ่งที่อยู่ห่างไกลจากชีวติมนุษย์แต่ที่จริงแล้ว ดนตรีนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในตัวของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสังคมดึกดำบรรพ์มาตั้งแต่โบราณกาล กลุ่มชุมชนเหล่านี้ใช้ดนตรีในการแสดงออกถึงชัยชนะในการสู้รบ การล่าสัตว์ การแสดงออกถึงความรัก ความอ่อนโยนต่อผู้ที่รัก ศิลปะของดนตรีจึงเริ่มต้นด้วยการแสดงออกทางอารมณ์และประสบการณ์ต่างๆทางสังคม ฉะนั้นมนุษย์จึงไม่สามารถแยกดนตรีออกจากชีวิตประวันของตันเองได้ ความต้องการของมนุษย์ที่จะแสดงในออกในพิธีทางศาสนา ในงานเทศกาลหรือพิธีการต่างๆในดนตรีพื้นเมือง และในการเต้นระบำหรือนาฏกรรม เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความหมายที่แท้จริงของดนตรีต่อสังคม
ในนาฏกรรมดนตรีทำหน้าที่เป็นเครื่องประกอบจังหวะการเคลื่อนไหวร่างกาย และเป็นส่วนสนับการแสดงออกทางอารมณ์ แท้จริงแล้วพื้นฐานการแสดงออกทางนาฏกรรมหรือเต้นระบำนั้นเหมือนกันทั่วโลก มีช้า มีเร็ว แต่ดนตรีและท่าทาง การเคลื่อนไหวต่อจังหวะนั้นต่างกันจากประเทศหนึ่งไปยังประเทศหนึ่ง นาฏกรรมยังสามารถสะท้อนให้เห็นยุคต่างๆ ในประวัติศาสตร์ระบำหรือ การฟ้อนรำพื้นบ้านอาจจะสะท้อนภาพชีวิตในชนบท ส่วนการรำหรือระบำที่ร่วมสมัยอาจจะสะท้อนให้เห็นชีวิตของสังคมในเมือง และแน่นอนที่สุดทั้งสองอย่างนี้ก็ขาดดนตรีไม่ได้
ดนตรีได้ทำนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลต่างๆ เช่นงานรื่นเริง การพิธีการ พิธีทางความเชื่อ หรือแม้กระทั้งพิธีกรรมการรักษาโรค ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าดนตรีเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์จรรโลงให้กิจกรรมต่างๆมีความสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ของกิจกรรมนั้นๆ
ฉะนั้นความสำคัญของดนตรีต่อสังคมมนุษย์จึงไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของเสียงที่เปล่งออกมาในรูปของทำนองและจังหวะ หรือดนตรีไม่ได้มีเพียงแค่คำว่า ไพเราะหรือไม่ไพเราะ แต่มันยังมีความคุณค่าประโยชน์อยู่ด้วย การนำเสียงดนตรีมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมสังคมด้านต่างๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ถือได้ว่าเป็นภาระกิจกรรมของดนตรีที่มนุษย์นำมาใช้สะสนองตอบความต้องการของตัวเอง ทั้งในรูปแบบของบุคคลหรือสังคมโดยส่วนรวม นอกจากนี้ดนตรียังสะท้อนถึงภาพรวมของระบบเศรษฐกิจของสังคมได้ด้วย
การใช้ดนตรีในระบบพิธีกรรมทางความเชื่อ ทั้งในด้านศาสนา หรือระบบความเชื่อพื้นฐานทั่วไป ตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น เมื่อเกิดมาก็มีการประโคมเสียงดนตรีต้อนรับ และเมื่อตายก็ยังมีการประโคมเสียงดนตรีเพื่อส่งดวงวิญญาณให้ไปสู่สุขติ เมื่อเจ็บป่วยก็ใช้ดนตรีบรรเลงเพื่อรักษาหรือบรรเทาอาการป่วย ศาสนาคริสต์ต้องมีเสียงดนตรีบรรเลงประกอบการสวนมนต์ในโบสถ์ เช่นเสียงออแกน เสียงเปียโน กีตาร์ หรือการร้อง (สวดมนต์) ประสาน ที่มีความไพเราะอย่างยิ่ง ในสังคมไทยต้องใช้เสียงดนตรีบรรเลงขณะพระสวดมนต์หรือบรรเลงเพื่ออัญเชิญครูเทวดา เพื่อความเป็นศิริมงคลของชีวิต
การใช้กิจกรรมทางสังคม ดนตรีเป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มีส่วนเชื่อมโยงระบบสังคมหรือความสัมพันธ์ของคนในสังคม ตลอดจนความเข้มแข็งและความมั่นคงของประเทศชาติ เช่น ประเพณีบุญบั้งไฟ ก็ใช้เสียงดนตรีประโคมให้ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมได้มีความสนุกสนานร่วมกัน ขบวนแห่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งเพลงชาติ หรือเพลงระดับสูงอย่างเพลงสรรเสริญพระบารมี ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า ดนตรีเป็นสื่อสำคัญอย่างยิ่งที่จะแสดงศักยภาพของสังคม ในปัจจุบันถ้าหากประเทศไหนมีศิลปินเก่งๆ และมีชื่อเสียงก็สามารถใช้เป็นสื่อเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติและนำมาซึ่งความนิยมชมชอบในด้านอื่นของประเทศนั้นๆด้วย เช่น ประเทศออสเตรีย ประเทศจีน เป็นต้น ถ้าเป็นตัวบุคคลเช่น บีโทเฟ่น โมสาร์ท ยานี เคนนี่จี คิตาโร่ วาเนสซ่า เป็นต้น
การใช้กิจกรรมเพื่อความบันเทิง ดนตรียังเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการผ่อนคลายความตรึงเครียดของอารมณ์มนุษย์ การผ่อนคลายนั้นเราเรียกว่าความบันเทิง หรือความสนุกสนานโดยมีเสียงดนตรีเป็นกลางที่จะนำพาอารมณ์ของมนุษย์เข้าไปพบกับความสุนทรีย์แห่งเสียง หรือที่เราเรียกว่าความไพเราะนั่นเอง ดนตรีเพื่อความบันเทิงนี่เองที่ทำให้มนุษย์มีสุขภาพจิตที่ดีมีความเข้าธรรมชาติและกฏเกณฑ์แห่งธรรมชาติมากขึ้น
2.5.2. วัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้านอีสานใต้
ชาวอีสานใต้ หมายถึงกลุ่มชนที่อาศัยในจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ในกลุ่มอีสานใต้ยังแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มเจรียง-กันตรึม อันได้แก่ พวกที่อาศัยอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ กับกลุ่มหมอเพลงโคราชซึ่งหมายถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา
เครื่องดนตรีของกลุ่มเจรียง-กันตรึม มีมากมายแบ่งเป็นประเภทต่างๆ 4 ประเภท
ได้แก่ เครื่อง ดีด เครื่องสี เครื่องสี เครื่องเป่า
เครื่องดนตรีประเภทดีด
กราเปอ (จะเข้) เป็นเครื่องดนตรีประเภทดีดที่มีรูปร่างคล้ายจระเข้ สันนิษฐานว่ามาจากมอญ ครั้งเมื่อพม่ารบชนะได้มอญเป็นเมืองขึ้น และมีการติดต่อสัมพันธ์กับกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏในภาพจิตกรรมฝาผนัง หรือภาพแกะสลักวงมโหรีเครื่องสีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่มีจะเข้าร่วมบรรเลงเพราะถือว่าเป็นเครื่องดนตรีของต่างชาติ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่สองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการนำจะเข้ามาร่วมบรรเลงในวงมโหรีคู่กับกระจับปี่ และมีคนนิยมนำจะเข้มาดีดมากขึ้น แต่กระจับปี่กลับหายไปในปัจจุบัน กราเปอดีดด้วยได้ดีดที่ทำด้วยกระดูกหรืองา ขนาดกว้าง 20 เซนติเมตร ยาว 155 เซนติเมตร หนา 3-4 เซนติเมตร ส่วนหัวกว้างที่สุด 20 เซนติเมตร ยาวที่สุด 35 เซนติเมตร กราเปอมีสาย 2 สาย คือสายเอก (สายนอก) ระดับเสียง ลา (โดยประมาณ) และสายทุ้ม (สายใน) ระดับเสียง เร (โดยประมาณ)
พิณน้ำเต้า เป็นพิณสายเดียวกล่องเสียงทำด้วยน้ำเต้าแห้ง คันทวนทำด้วยไม้เนื้อแข็งยาวประมาณ 75 เซนติเมตร ปลายคันทวนหล่อด้วยโลหะเป็นรูปสวยงาม สวมไว้ยึดสายเวลาบรรเลงจะใช้กล่องเสียงประกบหน้าอกหรือหน้าท้อง ขยับเข้าออกขณะใช้มือขวาดีดสาย และมือซ้ายกดสาย มักเล่นเดี่ยวประสมเสียงขับร้อง ทำทำนองได้ตามประสงค์
จับเปยหรือกระจับปี่ เป็นเครื่องดีด 4 สาย เสียงเป็น 2 คู่ แต่ละคู่เป็นระดับเสียงเดียวกัน ทั้งสองคู่มีระดับเสียงห่างกันเป็นคู่ 4 อ๊อกเมนเต๊ด (Augmented Fourth) หรือคู่ 5 เปอร์เฟค แต่สำเนียงเขมรเหมาะที่จะใช้คู่อ๊อกเมนเต็ดมากกว่า ที่เรียกว่า “กระจับปี่” เข้าใจว่าเพี้ยนมาจาก “กัจฉปิ” ภาษาของชวา และ “กัจฉปะ” ภาษาของสันสกฤต แปลว่า เต่า เพราะลักษณะตัวกล่องเสียงของกระจับปี่เดิมมีรูปร่างเหมือนกระดองเต่า กล่องเสียงจับเปยทำด้วยไม้ขนุน คันทวนทำด้วยไม้เนื้อแข็ง หรือบางตัวก็อาจใช้ไม้ชิ้นเดียวกันเหมือนกับ “ซุง” ของไทยอีสาน หรือ “ซึง” ของไทยภาคเหนือ ปัจจุบันไม่ค่อยเห็นใช้เล่นประสมวงกับเครื่องดนตรีอื่นๆเลย
เครื่องดนตรีประเภทสี
เครื่องดนตรีประเภทสี หรือ ซอ ชาวอีสานใต้เรียกว่า “ตรัว” เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงทำนองหลักในวงเครื่องสายมโหรี มีลักษณะส่วนประกอบสำคัญคือ กะโหลกซอ คนทวนหรือคันซอ ที่ปลายคันทวนจะติดลูกบิดขึงสายสองสาย สายซอทำด้วยเส้นลวด ซออีสานใต้มี 4 ขนาด คือ
ตรัวจี้ (ซอเล็ก) มีรูปร่างคล้ายซอด้วงแต่ขนาดเล็กกว่า และมีเสียงสูงกว่า กะโหลกซอทำด้วยเขาควาย ไม้เนื้อแข็ง หรือวัสดุอื่นๆ คันทวนทำด้วยไม้เนื้อแข็ง มี 2 สาย สายทุ้มเสียง เร (เสียงต่ำ) สายเอกเสียง ลา (เสียงสูง) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบสายซอทั้งสองแล้วจะมีเสียงห่างกันเป็นขั้นคู่ 5 เปอร์เฟคท์พอดี
ตรัวซอ หรือตัวเอก หรือ ตรัวกลาง (ซอกลาง) มีรูปร่างลักษณะเหมือนซอด้วงเช่นเดียวกัน แต่มีกะโหลกโตกว่าตรัวจี้ และมีเสียงต่ำกว่า มี 2 สาย คือสายทุ้มเสียง ซอล สายเอกเสียง เร ซึ่งเปรียบเทียบสายซอทั้งสองแล้วจะมีเสียงห่างกันเป็นขั้นคู่ 5 เปอร์เฟคท์เช่นเดียวกัน กะโหลกตรัวซอกลึงด้วยไม้ขนุนหรือไม้อื่นๆที่หาได้ในท้องถิ่น
ตรัวธม (ซอใหญ่) มีรูปร่างเหมือนซอด้วงเช่นกัน แต่มีกะโหลกโตกว่าตรัวซอ จึงมีเสียงทุ้มกว่าตรัวซอ เสียงของสายทุ้มเป็นเสียง เรต่ำ และสายเอกเป็นเสียง ลากลาง (เสียงตรงกันกับเสียงตรัวจี้ แต่อยู่ในช่วงทบต่ำ)
ตรัวอู้ (ซออู้) มีรูปร่างเหมือนซออู้ แต่ใช้ลวดเป็นสายซอทั้งสองสาย ตั้งสายห่างกันเป็นคู่ 5 เปอร์เฟคท์ เช่นเดียวกับซออู้ของดนตรีไทยภาคกลาง
เครื่องดนตรีประเภทตี
กลองกันตรึม เป็นกลอง “โทน” เดิมเรียกว่า “ทับ” ซึ่งเป็นการเรียกตามเสียงที่ได้ยิน แต่ชาวอีสานใต้เรียกว่า “กันตรึม” ตามเสียงที่ดัง “โจ๊ะคะครึม” หรือ “โจ๊ะกันตรึม” ตัวกลองกลึงจากไม้ขนุนหรือไม้มะพร้าว หน้ากลองมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20 เซนติเมตร ลำตัวกลองยาวประมาณ 50-60 เซนติเมตร การบรรเลงจะใช้กลองสองใบ คือ กลองเสียงสูงเรียกว่า ตัวผู้ กับตัวเสียงตำเรียกว่า ตัวเมีย ตีด้วยปลายมือ
สะกวล (กลองตึ้ง หรือกลองตุ้ม) เป็นกลองสองหน้าขนาดใหญ่ หน้ากลองมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60 เซนติเมตร ตัวกลองยาวประมาณ 70 เซนติเมตรขึ้นไป รูปร่างคล้ายกลองทัด
ฆ้องมุง หรือ ฆ้องโหม่ง เป็นฆ้องทำด้วยโลหะทองเหลือง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 เซนติเมตร ตรงกลางหน้าฆ้องมีปุ่มนูนสูงขึ้นประมาณ 10 เซนติเมตร ตีด้วยค้อนไม้หุ้มปลายด้วยผ้าหรือนวม
ฆ้องราว เหมือนฆ้องวง แต่มีราวเป็นเส้นตรงไม่โค้งเข้าเป็นวงกลมเหมือนฆ้องวงดนตรีไทย ประกอบด้วยฆ้อง 9 ลูก แต่ก็ใช้เล่นประกอบจังหวะเท่านั้นไม่ได้ตั้งเสียงเข้าระบบแต่อย่างใด
อันเร (สากไม้) เป็นท่อนไม้มีลักษณะรูปร่างและขนาดคล้ายสากตำข้าว จำนวน 2 คู่ คู่แรกยาวประมาณ 1 เมตร อีกคู่ยาวประมาณหนึ่งเมตร อยู่คนละปลายสาก คู่ยาวใช้มือจับหัวปลายสากข้างละมือและกระทุ้งสากให้กระทบกันเป็นกระสวนจังหวะประกอบการรำที่เรียกว่า “รำเข้าสาก” หรือ “เรือมอันเร”
เครื่องดนตรีประเภทเป่า
แป็ยออ หรือ ปี่อ้อ เป็นปี่ลิ้นคู่ ลิ้นทำด้วยไม้อ้อเหลาให้บางแล้วนำมาประกบกัน ตัวปี่ทำด้วยท่อไม้อ้อ และเจาะรูนับ 7-8 รู กับรูนิ้วหัวแม่มือซ้ายเหมือนขลุ่ยไทย ท่อที่ทำนำมาทำตัวปี่อ้อเป็นท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 25 เซนติเมตร
แป็ยเญ็น (แป็ยกุ๊ก) หรือปี่เจรียง เป็นปีลิ้นเดียว ลิ้นปี่ทำด้วยโลหะเหมือนปี่จุมของภาคเหนือ มีรูปร่างลักษณะเหมือนลิ้นคน หรือเหมือนลิ้นแคนของผู้ไท ลำตัวปี่ทำด้วยท่อไม้อ้อ หรือไม้ไผ่เฮี้ย (อย่างเดียวที่ใช้ลูกแคน) หรือไม้ไผ่ลำเล็กอื่นๆ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร เจารูนับเป็น 7-8 รู กับรูนิ้วหัวแม่มือซ้าย เช่นเดียวกับ แป็ยออ
แป็ยจรวง (แป็ยอังกอง , แป็ยโจรง) เป็นปี่ชนิดเดียวกับแป็ยเญ็น หรือ ปี่เจรียง แต่มีขนาดโตกว่า มีเสียงต่ำกว่าประมาณหนึ่งคู่แปด
แป็ยเน หรือ ปี่ไฉน หรือ ปี่สะไนในภาษาเขมร เป็นปี่ลิ้นคู่ ลิ้นทำด้วยใบตาล ตัวปี่ทำด้วยไม้เนื้อแข็งกลึงเป็นรูปทรงกรวย ตรงปลายมีปากลำโพง ลำตัวยาวประมาณ 20 เซนติเมตร และเจาะรูนับ 6-7 รู กับรูสำหรับนิ้วหัวแม่มือบน มีระบบเสียงเป็นแบบเพ็นตะโทนิค
สะไนง์ หรือ ปี่เขาควาย ตัวปี่ทำจากกระบอกเขาควาย ลิ้นปี่ทำด้วยแผ่นโลหะเหมือนลิ้นแคนติดไว้ที่ส่วนเกือบปลายเขาควาย ส่วนโคนเขาควายเป็นเหมือนปากลำโพง ผู้เป่าต้องเป่าบริเวณที่ฝังลิ้นสะไนง์ ใช้เป่าเป็นสัญญาณในการคล้องช้างของชาวส่วย ซึ่งชาวอีสานเรียกว่า “สะไนง์”
แป็ยสไล หรือ ปี่ใน เป็นปี่ลิ้นคู่ ตัวปี่ทำด้วยไม้กลึงทรงกระบอก ป่องตรงกลางไม่มีลำโพง มีรูนับจำนวน 6 รู สำหรับเปลี่ยนทางลมทำให้เกิดระดับเสียงต่างๆ ปี่ไสลมีส่วนประกอบสำคัญคือ ลิ้นทำด้วยใบตาลแห้ง ตัดกลมข้างละสองชั้น กำพวดเป็นหลอดโลหะทองเหลืองยาวประมาณ 5.5. เซนติเมตร และตัวปี่ทำจากไม้กลึงกลม มีรูนับสำหรับเปลี่ยนระดับเสียง
ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมดนตรีอีสานใต้กับวิถีชีวิตของชาวอีสานใต้
วัฒนธรรมของชาวอีสานใต้เป็นวัฒนธรรมที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมขอมหรือวัฒนธรรมเขมรในด้านการดำเนินชีวิตหลายๆด้านโดยเฉพาะภาษา ความเชื่อ วัฒนธรรมดนตรีจึงได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมขอมด้วย ดังนั้นชื่อเครื่องดนตรีในเขตอีสานใต้ทุกชิ้นจึงมีชื่อเป็นภาษาเขมรหมด (ภาษาเขมรถิ่นไทย) เครื่องดนตรีบางชิ้นยังมีความเหมือนและคล้ายคลึงกับเครื่องดนตรีไทยภาคกลางเช่น จับเปยหรือกระจับปี่ ฆ้องราว (ฆ้องวง) เปยหรือปี่ เปยเน (ปี่ไฉน) กราเปอ (จะเข้) ตรัว (ซอ) วัฒนธรรมดนตรีอีสานใต้จึงมีความคล้ายคลึงกันกับวัฒนธรรมดนตรีไทยภาคกลางในเรื่องของเครื่องดนตรีหรือแม้กระทั่งรูปแบบของวงดนตรี วัฒนธรรมดนตรีอีสานใต้มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวอีสานใต้นอกจากการบรรเลงเพื่อความบันเทิงแล้วยังเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อด้วย ชาวอีสานใต้มีความเชื่อว่าเมื่อมีคนตายจะใช้ฆ้องมุงหรือฆ้องโหม่งตีเพื่อเป็นสัญญาณส่งวิญญาณผู้ตายให้ไปสู่สวรรค์ได้ และยังมีวงดนตรีชื่อ วงตุงมุง เป็งดนตรีบรรเลงประกอบพิธีศพของชาวอีสานใต้ในแถบจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ ชาวอีสานใต้ยังมีวงดนตรีที่นิยมนำมาบรรเลงเพื่อความบันเทิงนั่นก็คือ วงกรันตรึม เป็นวงดนตรีของชาวอีสานใต้ที่นิยมนำมาบรรเลงในงานบันเทิงสังสรรค์หรืองานมงคลต่างๆ และชาวอีสานใต้ยังมีการนำวงกรันตรึมไปบรรเลงประกอบการรักษาโรค หรือที่เรียกกันว่า รำแม่ม้วต (แม่มด) เป็นพิธีกรรมการรักษาโรคของชาวอีสานใต้ วัฒนธรรมดนตรีอีสานใต้จึงมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวอีสานใต้ทั้งในแง่ของความเชื่อและความบันเทิง เป็นวัฒนธรรมดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น มีความเป็นตัวของตัวเอง มีท่วงทำนองที่มีสำเนียงเป็นเขมร

2.5.3. ดนตรีบำบัด (สังคีตบำบัด)(MUSIC THERAPY)
ดนตรี คือ ลักษณะของเสียงที่ได้รับการจัดเรียบเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยมีแบบแผนและโครงสร้างชัดเจน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ 3 ด้านใหญ่ ๆ คือ เพื่อความสุนทรีย์, เพื่อการบำบัดรักษา และเพื่อการศึกษา
ดนตรี มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จิตใจ และการทำงานของสมองใน
หลาย ๆ ด้าน จากการศึกษาวิจัยพบว่ามีผล ดังนี้
ผลของดนตรีต่อร่างกาย สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ อัตราการหายใจ, อัตราการเต้น
ของชีพจร, ความดันโลหิต, การตอบสนองของม่านตา, ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และการไหลเวียนของเลือด
ผลของดนตรีต่อจิตใจและสมอง สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ อารมณ์,
สติสัมปชัญญะ, จินตนาการ, การรับรู้สภาพความเป็นจริง และการสื่อสารทางอวัจนะภาษา
องค์ประกอบต่าง ๆ ของดนตรี ก็มีประโยชน์ที่แตกต่างกันไป เช่น
จังหวะหรือลีลา (Rhythm) ช่วยสร้างเสริมสมาธิ (Concentration) และช่วยใน
การผ่อนคลาย (Relax)
ระดับเสียง (Pitch) เสียงในระดับต่ำ และระดับสูงปานกลาง จะช่วยให้เกิด
ความรู้สึกสงบ

ความดัง (Volume / Intensity) พบว่าเสียงที่เบานุ่ม จะทำให้เกิดความสงบสุข
สบายใจ ในขณะที่เสียงดัง ทำให้เกิดการเกร็ง กระตุก ของกล้ามเนื้อได้ ความดังที่เหมาะสมจะช่วยสร้างระเบียบการควบคุมตนเองได้ดี มีความสงบ และเกิดสมาธิ
ทำนองเพลง (Melody) ช่วยในการระบายความรู้สึกส่วนลึกของจิตใจ ทำให้
เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์และลดความวิตกกังวล
การประสานเสียง (Harmony) ช่วยในการวัดระดับอารมณ์ความรู้สึกได้โดยดู
จากปฏิกิริยาที่แสดงออกมาเมื่อฟังเสียงประสานต่าง ๆ จากบทเพลง
ดนตรีบำบัดคืออะไร
ดนตรีบำบัด (Music Therapy) คือศาสตร์ที่ว่าด้วย การนำดนตรี หรือ
องค์ประกอบอื่น ๆ ทางดนตรี มาประยุกต์ใช้ เพื่อปรับเปลี่ยน พัฒนา และคงรักษาไว้ซึ่งสุขภาวะของร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม โดยนักดนตรีบำบัดเป็นผู้ดำเนินการไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ผ่านทางกิจกรรมทางดนตรีต่าง ๆ อย่างมีรูปแบบโครงสร้างที่ชัดเจน มีหลักเกณฑ์ และระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์
เป้าหมายของดนตรีบำบัด ไม่ได้เน้นที่ทักษะทางดนตรี แต่เน้นในด้านพัฒนาการ
ทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละบุคคลที่มารับการบำบัด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายบริบท เช่น ด้านการศึกษา ด้านการแพทย์
ลักษณะเด่นของดนตรีบำบัด
ดนตรีบำบัดมีลักษณะเด่นเฉพาะตัวหลายด้าน ทำให้สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับอายุ และหลากหลายปัญหา ลักษณะเด่น ได้แก่
1. ประยุกต์เข้ากับระดับความสามารถของบุคคลได้ง่าย
กระตุ้นการทำงานของสมองได้หลายส่วน
กระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน
ช่วยพัฒนาอารมณ์ จิตใจ
เสริมสร้างทักษะทางสังคม และการสื่อสาร
ให้การรับรู้ที่มีความหมาย และความสนุกสนาน ไปพร้อมกัน
ประสบความสำเร็จในการบำบัดได้ง่าย เนื่องจากประยุกต์ใช้ได้ ทุกเพศ ทุกวัย
ทุกระดับความสามารถ
ประโยชน์ของดนตรีบำบัด
ดนตรีบำบัดสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งในเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ตามเป้าหมาย เพื่อตอบสนองความจำเป็นที่แตกต่างกันไป ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เช่น ปัญหาบกพร่องของพัฒนาการ สติปัญญา และการเรียนรู้, โรคซึมเศร้า, โรคอัลไซเมอร์, ปัญหาการบาดเจ็บทางสมอง,ความพิการทางร่างกาย อาการเจ็บปวด และภาวะอื่น ๆ
สำหรับบุคคลทั่วไป ก็สามารถใช้ประโยชน์จากดนตรีบำบัดได้เช่นกัน ช่วยในการผ่อนคลายความตึงเครียด และในการออกกำลังกายเสริมสร้างสุขภาพ
ประโยชน์ของดนตรีบำบัดมีดังนี้
ปรับสภาพจิตใจ ให้อยู่ในสภาวะสมดุล มีมุมมองในเชิงบวก
ผ่อนคลายความตึงเครียด ลดความวิตกกังวล (Anxiety / Stress Management)
กระตุ้น เสริมสร้าง และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ และความจำ (Cognitive
Skill)
กระตุ้นประสาทสัมผัสการรับรู้ (Perception)
เสริมสร้างสมาธิ (Attention Span)
พัฒนาทักษะสังคม (Social Skill)
พัฒนาทักษะการสื่อสารและการใช้ภาษา (Communication and Language
Skill)
พัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว (Motor Skill)
ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle Tension)
ลดอาการเจ็บปวดจากสาเหตุต่าง ๆ (Pain Management)
ปรับลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม (Behavior Modification)
สร้างสัมพันธภาพที่ดีในการบำบัดรักษาต่าง ๆ (Therapeutic Alliance)
ช่วยเสริมในกระบวนการบำบัดทางจิตเวช ทั้งในด้านการประเมินความรู้สึก
สร้างเสริมอารมณ์เชิงบวก การควบคุมตนเอง การแก้ปมขัดแย้งต่าง ๆ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว
โดยสรุปดนตรีบำบัด มีประโยชน์หลากหลายขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ เสริมสร้างสุข
ภาวะทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี โดยบูรณาการเข้ากับการรักษาอื่นๆ
กระบวนการและรูปแบบดนตรีบำบัด
ในการทำดนตรีบำบัด ไม่มีกระบวนการและรูปแบบที่ตายตัว แต่จะต้องออกแบบการบำบัดรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล มีการวางแผนการบำบัดรายบุคคล โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

1. การประเมินผู้รับการบำบัดรักษา
- ศึกษาข้อมูลประวัติส่วนตัว และประวัติทางการแพทย์
- ประเมินปัญหา และเป้าหมายที่ต้องการบำบัด
- ประเมินสุขภาวะ ทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และทักษะการวางแผนการ
บำบัดรักษา
- ออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล และรายกลุ่ม โดยยึดเป้าหมายเป็นสำคัญ
- รูปแบบผสมผสาน กระบวนการต่าง ๆ ทางดนตรี เช่น ร้องเพลง แต่งเพลง
ประสานเสียง จินตนาการตาม หรือลีลาประกอบ เป็นต้น
2. ดำเนินการบำบัดรักษา
- สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บำบัด กับผู้รับการบำบัด โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ
- ทำดนตรีบำบัด ร่วมกับการบำบัดรักษารูปแบบอื่น ๆ แบบบูรณาการ
3. ประเมินผลการบำบัดรักษา
- ประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และปรับแผนการบำบัดให้เหมาะสม
ดนตรีบำบัดในโรงพยาบาล
ในโรงพยาบาลต่าง ๆ มีการนำดนตรีบำบัดมาร่วมบูรณาการเข้ากับการบำบัดรักษาอื่น ๆ เพื่อเป้าหมายต่าง ๆ กัน ดังตัวอย่างเช่น
กระตุ้น และส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ
2. ช่วยเสริมการเคลื่อนไหวร่างกายในการฟื้นฟูสมรรถภาพ
3. ลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ก้าวร้าว รุนแรง อยู่ไม่นิ่ง ร่วมกับ
พฤติกรรมบำบัด และการบำบัดโดยใช้ยา
4. ช่วยให้สงบ และนอนหลับได้ ในผู้ที่มีความกลัว ความเครียด ร่วมกับการ
ปรับสิ่งแวดล้อม และการใช้ยา
5. ปรับเปลี่ยนอารมณ์ ร่วมกับการใช้ยา และจิตบำบัดในโรคซึมเศร้า
6. เสริมในกระบวนการบำบัดต่าง ๆ ทางจิตเวช
7. ลดความเจ็บปวด ร่วมกับการใช้ยาแก้ปวด
ดนตรีบำบัดในโรงเรียน
ในโรงเรียนมีการนำดนตรีบำบัดมาใช้ใน 2 ด้านใหญ่ ๆ คือ
1. เสริมสร้างจุดแข็งในตัวเด็ก ในทักษะด้านต่าง ๆ นอกเหนือจากทักษะทางดนตรี เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานประสานสัมพันธ์กันของร่างกาย
2. เสริมในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP - Individualized Educational
Program) สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
1. เพลงครู (เพลาโทม) จังหวะทางใหญ่
2. เพลงตาเจนตาจีเวีย
3. เพลงมะลุบโดง (ร่มมะพร้าว)
4. เพลงอามวล (จังหวะเร็ว)
5. เพลงเมินระเงียว (จังหวะไก่ขัน)
6. เพลงเจาเบริน (เพลงเร็ว)
7. เพลงแถน (ใช้แคนบรรเลง)
8. เพลงอมตุ๊ก (พายเรือ)
9. เพลงกันจันเจก (เขียดตะปาด)
เนื้อเพลงเพลาธม
โจ๊ะเลิงพนมเดอปูบองเอย ทมอดาลเอยโทม ๆ เดอตานัยเอย
เอย(เอื้อน)สตูมเอยเบกแซงเฮย โตวพองเอยยาพาย เดอปูบองเอย
ตุกโอยบองเองเดอตานัยเอย ตุกโอยบองเองเดอตานัยเอย
แปล เพลงเพลาโทม (เพลงทางใหญ่)
ให้เดินมาทางภูเขา บนภูเขาจะมีก้อนหินใหญ่ ๆ และก็มีร่มไม้ ตลอดทาง
เนื้อเพลงมะลุบโดง
เอ ๆ บองเสนาะลูบโดงอานึกเอย ลูบเอยโดงเอยเนียงอาแดล
บองเอยโอนเอย ตวมโอนเอยแดลบองเนียง โอนเวยเอย เนียงกุยเฮย แดลบองเฮยอ๊อดงุยอังกุยเนียงโอนเวยเอย จำสะเรือยจะแลงโอนเวยเอย อังกุยเนียงโอนเวยเอย
จำสะเรือยโจ๊ะพนมเอยเลิงพนมเอยโอนเอย โจ๊ะพนมโอนเวยเอยเลิงพนมเอย ทมอดาลโทม ๆ เอยสตูมเนียง โอยเวยเอยแบกแซงเอย เวียพองเอยเวียพองเอย ตามเนียงเอยโอนเวยเอยบองเองเอย สตูมโอยแบกแซง เจาะอัพโอนเวยมะนอง ๆ จะแลงโอนเอยเนียงเจาะอัพ โอนเวยเอยมะนอง ๆ
เพลงกันจันเจก
กันจัยเนียงกะเจกเอย เนียงเอยลูดตุม
เนียงเอยกันจงจนาย ตุมเกรินเนียงเอยมีมาย
เนียงเอยโด๊ยอั๊ด เนียงเอยกระจุ่มเมียก
แปล เพลงกันจันเจก (เขียด) เขียดมันกระโดด และมันก็กระโดดไปเกาะน้อง แล้วก็กระโดดไปเกาะต้นไม้ มองไปมันคล้าย ๆ ก้อนเมฆก้อนหนึ่ง
เพลงเจาเบริน
สะเรือยเอยดอนเนียง บองนึกโอนเอย สะเรือยเอยเนียงบองนึก โด๊ยพลบอนึงตึง
กะมดบองโอยเนียงชลอง โยพนมอนึงตึก มุดบองเรียนชลองมุดคางมุก อาเบยโอนคางคนองเม็กบองแกอะเรียนชลอง แกอะเนียงบาลดอลแกอะทาสะเรือย แกอะเนียงบาลดอลแกอะทาสะเรือย บองเสนาะโอนเนียงเวยสานัยดอนเอย
บองเสนาะเนียงสานัยแกอะบองเสนาะกันดัย โตวลือเสบียนเฮย เสนาะกันดัย
โตวลือเสบียนเฮย สบียนตู๊ด เสบียนโทม เสบียนจรอกเวยกันนอล ทาโสรเสบียนเฮย
กวรเวิดนะกวรเวิด เจืองจรูมกะเสาะบองเวยปรือเปรม
บองวิลตึกประสารลวงเวียชะแวง โกนกะเม็งเดิลเลียงเดิล เมินตรึมบองกวนปะกาชูบอาคละรีก อาคละกะเดิบ เดิลเดิลแกอะเมิดตึกดอลดะตวงโนลเดิลเดิล เดิลเดิลแกอะเมิดตึกดอลดะตวงโนล โบเวยสะเรือยโปนังกัชปะกาชูบ
โตยทวายองค์เวยปราสาทเนียงมุงละออสอาด กันกะปุงเรือบบัดอาดนว
สมเตือยนะโกนกะเม็งปีเนี๊ยะแกอะชบ โชรเวียอันเยือยสมดปง
อะเนียงเยือยโกรมปูปีเสิลนะบองดำปูมูละเลือง อันโตลบานโกรมปูตีสันกะเนียงสัดเอยเนียงโมสมสะเรือยเอยดอนเนียง บองนึกโอนเอย สะเรือยเอยเนียงบองนึก โด๊ยพลบอนึงตึง
กะมดบองโอยเนียงชลอง โยพนมอนึงตึก มุดบองเรียนชลองมุดคางมุก อาเบยโอนคางคนองเม็กบองแกอะเรียนชลอง แกอะเนียงบาลดอลแกอะทาสะเรือย
แกอะเนียงบาลดอลแกอะทาสะเรือย บองเสนาะโอนเนียงเวยสานัยดอนเอย
บองเสนาะเนียงสานัยแกอะบองเสนาะกันดัย โตวลือเสบียนเฮย เสนาะกันดัย
โตวลือเสบียนเฮย สบียนตู๊ด เสบียนโทม เสบียนจรอกเวยกันนอล ทาโสรเสบียนเฮย
กวรเวิดนะกวรเวิด เจืองจรูมกะเสาะบองเวยปรือเปรม
บองวิลตึกประสารลวงเวียชะแวง โกนกะเม็งเดิลเลียงเดิล เมินตรึมบองกวนปะกาชูบอาคละรีก อาคละกะเดิบ เดิลเดิลแกอะเมิดตึกดอลดะตวงโนลเดิลเดิล

2.6. นาฏยศิลป์บำบัด
2.6.1. ความรู้ความเข้าใจต่อ นาฏศิลป์
นาฏศิลป์ คือ ศิลปะ ได้แก่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ในเมื่อธรรมชาติไม่สามารถอำนวยให้ แต่ต้องสร้างให้ประณีตดีงามและสำเร็จสมบูรณ์ ศิลปะเกิดขึ้นด้วยทักษะ (skill) คือความชำนาญในการปฏิบัติที่ว่า “ ศิลปะ” คือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ในเมื่อธรรมชาติไม่สามารถอำนวย คือในสมัยก่อนเราทราบกันดีว่า ระหว่างมนุษย์และสัตว์ มนุษย์อ่อนแอกว่าสัตว์มาก เช่น มนุษย์ไม่มีขนยาวป้องกันความหนาวหรือไม่มีหนังหนาพอที่จะบุกป่าฝ่าหนามได้ หรือไม่มีเขาไว้ขวิดป้องกันต่อสู้อันตรายจากสัตว์ได้ จึงต้องสร้างที่อยู่อาศัยใช้หลบกำบังแดดฝนและสัตว์ร้าย ต้องใช้ความคิดอีกหลายอย่าง ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งศิลปกรรมต่าง ๆ มนุษย์ต้องเอาชนะธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา โดยพยายามสร้างสิ่งจำเป็นแก่ชีวิตเมื่อธรรมชาติไม่อำนวยให้ ทั้งนี้เพื่อการดำรงชีวิตมิให้สูญพันธุ์ มนุษย์ ในขั้นแรกใช้ต้นไม้และถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย แต่เมื่อต้องโยกย้ายถิ่นทำมาหากินหรือที่อยู่อาศัยป้องกันสัตว์ร้ายไม่เพียงพอ มนุษย์ต้องสร้างใหม่เพื่อให้อยู่ได้ต่อมาก็ปรับปรุงให้ดูถาวรยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นศิลปะขั้นแรกเรียกว่า “ สถาปัตยกรรม ” ต่อมามนุษย์มีสัญชาติแห่งการรวมพวก จึงมาอยู่รวมกันมากเข้า ก็มีการติดต่อกันมาก ต้องปกครองกันร่วมใจกัน ฯลฯ ต้องใช้ภาษาพูดให้เข้าใจกันเมื่ออยู่รวมกันมากเข้าก็มีเรื่องติดต่อกันมาก ภาษาที่ใช้ต้องปรับปรุงให้ถาวรดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จึงเกิดศิลปะที่เรียกว่า “วาทศิลป์ ” ขึ้น หรือที่เรียกไว้ในพระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถานว่า “ศิลปะการสุนทรพจน์” ต่อมาก็คิดทำสิ่งแทนเสียงแทนภาษา ซึ่งมนุษย์ต้องสร้างใหม่ทั้งหมด สิ่งนั้นก็คือตัวหนังสือ ครั้งแรกเขียนเป็นรูปแทนความหมายต่าง ๆต่อมาก็ประดิษฐ์เปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมสวยงาม เป็นที่รู้เรื่องเข้าใจกันเฉพาะหมู่และแพร่หลายทั่วไป เมื่อภาษาเจริญกิจการด้านหนังสือก็เจริญตามด้วยนับเป็นศิลปะอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า “อักษรศิลป์” ดังนี้เป็นต้น
นาฏศิลป์ มีความหมายถึง “การฟ้อนรำที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น” แต่ความหมายที่เข้าใจโดยทั่วกัน คือ การร้องรำทำเพลง การให้ความบันเทิงใจ อันประกอบด้วยความโน้มเอียงของอารมณ์และความ รู้สึก เป็นศิลปะประเภทที่อาศัยการบรรเลงดนตรีและการขับร้องเข้าร่วมด้วยเพื่อส่งเสริมให้เกิดคุณค่าในศิลปะยิ่งขึ้นตามสภาพหรือแนวความคิดต่าง ๆ ตามความมุ่งหมาย นอกจากนาฏศิลป์ยังเป็นแหล่งรวมศิลปะด้านต่าง ๆ ไม่เฉพาะศิลปะการร้องรำและดนตรีเท่านั้น ยังรวมศิลปะในด้านอื่น ๆ เป็นต้นว่า การเขียน การก่อสร้าง การไฟฟ้า(แสง สี) การออกแบบเครื่องแต่งกายเย็บปักถักร้อย การประดิษฐ์อุปกรณ์ ตลอดจนการวรรณคดีก็รวมกันอยู่ด้วย เพื่อประกอบให้การแสดงสมบูรณ์แบบและมีค่ายิ่งขึ้น ซึ่งศิลปะประเภทนั้น ๆ ย่อมมีความสำคัญอยู่ในตัวเองทั้งสิ้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่านาฏศิลป์หรือศิลปะการร้องรำทำเพลงมีที่มาจากความสำคัญส่วนหนึ่งของชาติมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาต้องมีศิลปะประจำชาติของตนตั้งแต่โบราณจนปัจจุบันนี้
การฟ้อนรำของท้องถิ่นไทยนั้นมีลักษณะเฉพาะตัว และมีความเป็นไทยและความเป็นท้องถิ่นในตัวเองอย่างยิ่ง จริงอยู่นาฏศิลป์ไทย (ภาคกลาง กรมศิลป์) เราได้แบบอย่างบางส่วนมาจากนาฏศิลป์อินเดียบ้าง แต่เราก็ได้นำมาดัดแปลงให้เข้ากับรสนิยมของคนไทย และสามารถคิดค้นสร้างสรรค์แบบอย่างของไทย เราเองได้มากมาย จึงกลายเป็นศิลปะประจำชาติ จึงไม่เหมือนกับศิลปะของชาติอื่น ๆ นับได้ว่าเป็นสมบัติอันเป็นวัฒนธรรมของชาติที่น่าภูมิใจยิ่ง นาฏศิลป์ไทยจึงมีเอกลักษณ์ในตัวเองดังนี้ คือ แสดงอารมณ์ตามลักษณะ หรือรำกับเพลงที่มีแต่ทำนองก็ได้ มีความหมายอย่างกว้างขวาง ดนตรีนี้จะแทรกอารมณ์หรือรำกับเพลงที่มีแต่ทำนองก็ได้หรือมีเนื้อร้องและให้ท่าไปตามเนื้อร้องนั้น ๆ ส่วนมากบทร้องมักจะเป็นกลอนแปดซึ้งจะนำไปร้องกับเพลงชั้นเดียวหรือสองชั้นก็ได้ทุกเพลง คำร้องนี้ทำให้ผู้สอนหรือผู้รำกำหนดท่าไปตามเนื้อร้อง ซึ่งผิดกับเครื่องแต่งกายละครของชาติอื่น ๆ มีแบบอย่างของตน โดยเฉพาะยืดหยุ่นได้ตามสมควรเพราะการสวมจะใช้การกลึงด้วยด้ายแทนที่จะเย็บสำเร็จรูปการแต่งกายของละครไทยอาจคล้ายคลึงของเขมรก็เพราะเขมรได้แบบอย่างไทยไป
ในส่วนของนาฏศิลป์ที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไทยเช่น นาฏศิลป์ภาคใต้ นาฏพื้นบ้านภาคกลาง นาฏศิลป์ภาคเหนือ และนาฏศิลป์ภาคอีสาน ก็ล้วนแต่เป็นนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกของชาติเหมือนกัน และมีเอกลักษณ์ที่มีความโดดเด่นมีความงดงามตามแบบฉบับของตัวเอง สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญา สังคมวัฒนธรรม ความเชื่อ โครงสร้างทางสังคม ได้อย่างชัดเจน การฟ้อน การรำ การระบำ จึงถือว่าเป็นคำๆเดียว หรือ คำที่มีความหมายเดียวกับคำว่า นาฏศิลป์
ความหมายของคำว่า “นาฏศิลป์ ”
ความหมายของคำว่า “นาฏศิลป์ ” ได้มีนักปราชญ์ นักวิชาการ ทางด้านนาฏศิลป์ และเอกสารทางวิชาการกล่าวไว้มากมาย ในที่นี้จะขอยกมาเพียงบางส่วน เพื่อการศึกษาดังนี้
ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายนาฏศิลป์ไว้กว้าง ๆ ตลอดจนกำหนดการออกเสียงไว้ดังนี้ (นาด นาตะ นาดตะ) เป็นคำนาม ใช้เรียก นางละคร นางฟ้อนรำ ใช้ประกอบคำอื่น หมายความว่า หญิงสาวสวย เช่น นางนาฏ
คำว่านาฏศิลป์ เป็นสองคำที่นำมารวมกัน คือ คำว่า นาฏะ กับคำว่า ศิลป์ นาฏะแปลว่า การเคลื่อนไหวร่างกาย ส่วนคำว่า ศิลป์ แปลว่า ความงามที่มนุษย์เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น เมื่อนำมารวมกันจึงหมายความว่า ความงามหรือศิลปะที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของร่างกาย
อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิการบดีกรมศิลปากร ได้ให้ความหมายของคำว่านาฏศิลป์ที่ปรากฏในคัมภีร์อินเดียโบราณว่า มีความหมายคลอบคลุมการฟ้อนรำและดนตรี ดังนี้
“นาฏศิลป์ ถ้าแปลอย่างไม่ประหยัดก็ว่า ความช่ำชองในการละครฟ้อนรำ ซึ่งเป็นคำแปลของข้าพเจ้าเองเท่าที่เคยคลุกคลีกับงานประเภทนี้มานานพอสมควร แต่ในพจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถานแปลไว้ว่า “ ศิลปะแห่งการละครหรือการฟ้อนรำ”
อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ ได้เขียนในคำนำหนังสือ ตำรานาฏศาสตร์ไว้ว่าเป็นศัพท์ใหม่ที่คิดผูกขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ใช้เรียกการฟ้อนรำระบำเต้นโขนละครทั้งหมดอย่างรวม ทั้งนี้ก็เพื่อแก้ไขวาทะที่มีผู้ชอบเรียกช่างฟ้อนช่างเต้นหรือนักแสดงทั้งหลายในเชิงดูถูกและเหยียดหยาม (กรมศิลปากรจัดพิมพ์เมื่อ พ. ศ. 2511)
จินน์ นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม อธิบายถึงนาฏศิลป์ในลักษณะของการมีคุณสมบัติทั้งที่เป็นสากลและเป็นของท้องถิ่นและใช้สื่อความหมายต่างๆ
“นาฏศิลป์ ถือว่าเป็นสื่อที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดและเป็นสากลที่สุด นาฏศิลป์ในแวดวงของวัฒนธรรมท้องถิ่น จะเป็นรูปลักษณะทางทัศนศิลป์เพื่อการเล่าเรื่องราวต่างๆ ความหมายต่างๆ นั้น ถ่ายทอดได้ด้วยการเคลื่อนไหวของร่างกาย การแสดงสีหน้า การทำมือเป็นรูปต่างๆ ซึ่งมักจะประกอบด้วยดนตรีและขับร้อง”
ศิลปะแห่งการฟ้อนรำนั้นมีมาแต่ดึกดำบรรพ์คู่กับมนุษยชาติ และมีอยู่ด้วยกันในทุกชาติทุกภาษา จะแตกต่างกันก็แต่แบบอย่างทางศิลปะและความละเอียดประณีตตามความนิยมของชนชาตินั้นๆ ถ้าสังเกตจะเห็นว่าในชีวิตประจำวันของมนุษย์ จะสังเกตได้ว่าอากัปกิริยาของคนเราก็มีเป็นอันมากที่เป็นลีลาทางนาฏศิลป์เบื้องต้น
ภาวนี นักวิชาการด้านนาฏศิลป์ของอินเดียท่านหนึ่ง ได้จำแนกนาฏศิลป์ออกเป็น 3 ประเภท แต่ละประเภทมีชื่อมีความหมายแตกต่างกันและนาฏศิลป์ซึ่งประกอบขึ้นจากส่วนต่างๆ ที่ต้องสัมพันธ์กัน ดังนี้
นาฏยศาสตร์ แสดงให้เห็นว่าการละคร การแสดง การฟ้อนรำ และดนตรีไม่สามารถแยกออกจากกันได้ สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยซึ่งกันและกัน นาฏศิลป์ หรือการฟ้อนรำอาจแยกย่อยออกได้อีก 3 ลักษณะ
นาฏยะ เป็นการฟ้อนรำและการละคร
นฤตะ เป็นการฟ้อนรำล้วนๆ การเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่มีความหมายเฉพาะ หรือมีอารมณ์เป็นการแสดงกลวิธีที่ละเอียดซับซ้อนของจังหวะต่างๆ
นฤตยะ เป็นการฟ้อนรำที่ประกอบด้วยการเคลื่อนไหวของร่างกาย มือ แขน ขา ตลอดจนการแสดงสีหน้ากอปรด้วยรส หรือ อารมณ์ เป็นการแสดงที่กระทำเป็นเพียงประโยคหนึ่ง หรือ ตอนใดตอนหนึ่งหรือเป็นการแสดงละครทั้งเรื่องก็ได้
นาฏยศาสตร์ จึงแสดงให้เห็นว่าการฟ้อนรำ เกิดจากการผสมผสานอย่างต่อเนื่องของท่าทางของร่างกาย 3 ส่วนหลัก คือ
- กิ่งของร่างกาย (แขน ขา มือ เท้า นิ้ว)
- ตัวเรือนร่าง
- ใบหน้า (ปาก ตา)
ทั้งสามส่วนของร่างกายนี้ ต้องแสดงให้สัมพันธ์กันอย่างมีเอกภาพด้วยอัตราความเร็ว ความละเอียดอ่อน ความสมดุล การควบคุมร่างกาย ความหลากหลาย การใช้สายตา การแสดงสีหน้า ความคิด สรรพสำเนียงและเสียงเพลงในกระแสธรรมชาติแห่งความกลมกลืน
นาฏศิลป์จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม และต้องเข้าใจวัฒนธรรมนิยม(ท้องถิ่น) วัฒนธรรมที่เป็นสากล คำว่า นาฏศิลป์ จึงสามารถจำกัดความหรือนิยามได้ดังนี้
“นาฏศิลป์” เป็นเครื่องหมายแห่งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม
“นาฏศิลป์” เป็นการแสดงออกของการบวงสรวงในศาสนา /ความเชื่อ
“นาฏศิลป์” เป็นเครื่องแสดงระเบียบทางสังคมและอำนาจ
“นาฏศิลป์” เป็นเครื่องแสดงปทัสถานทางสังคม
“นาฏศิลป์” เป็นประณีตศิลป์
“นาฏศิลป์” เป็นสื่อกลางการผสมผสานทางวัฒนธรรม
“นาฏศิลป์” เป็นการสร้างสรรค์จำเพาะตนของศิลปิน
“นาฏศิลป์” เป็นดัชนีบ่งชี้สถานภาพปัจจุบัน และความเป็นไปในอนาคต
นาฏศิลป์จึงเป็นการแสดงออกของวิญญาณของมนุษย์ โดยวิถีทางแห่งการเคลื่อนไหวด้วยจังหวะอันงดงามเพียบพร้อมด้วยการสะท้อน (implication) บาทบาททางสังคม เราอาจกล่าวได้ว่านาฏศิลป์มีคุณค่าทางศิลปะก็ต่อเมื่อมีนาฏศิลป์และคนดูประกอบกัน นาฏศิลป์ไม่ใช่ผลงานเพื่อศิลปะแต่เป็นศิลปะเพื่อสังคม นาฏศิลป์จะแสดงต่อสังคมและเพื่อสังคมเสมอ
อาโรรา รอซัส หลิม นักวิชาการนาฏศิลป์ชาวฟิลิปินส์ กล่าวว่า นาฏศิลป์มีลักษณะทางสากล สภาพที่ทำให้ดูแล้วเข้าใจ แต่ถ้าหากจะให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งต้องรู้จักจารีตประเพณีนั้นด้วย นาฎศิลป์ เป็นการรวมความเป็นเลิศของศิลปะแขนงต่างๆ นาฏศิลป์ถือกำเนิดจากชีววิทยา โดยอาศัยร่างกายเป็นปัจจัยในการแสดงออก การแสดงอารมณ์ความรู้สึก หรือความเชื่อต่างๆ ผ่านการผสมผสาน ลีลาการเคลื่อนไหวที่งดงามของร่างกาย โดยสังเกตได้จากอารมณ์อิ่มเอมใจ เศร้าโศกเสียใจ อารมณ์โกรธ รื่นเริง สนุกสนาน ได้โดยการแสดงการถ่ายทอดอารมณ์ผ่านการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งถือว่าเป็นการกระบวนการทางชีววิทยาของร่างกาย นอกเหนือไปจากท่าทางที่เป็นสากลแล้ว เราจะสัมผัสความหมายและความบันเทิงของนาฏศิลป์ได้ดีก็ต่อเมื่อเรามีความรู้ความเข้าใจในจารีตแห่งนาฏศิลป์นั้นๆ นาฏศิลป์จึงเป็นจารีตที่มีไวยากรณ์และศัพท์เฉพาะ ซึ้งไม่อาจแยกออกจากวัฒนธรรมที่แวดล้อมอยู่นั้น ความหมายทางปรัชญาแห่งการฟ้อนรำของศิวะนาฏราชจะขาดหายไปถ้าไม่ทราบว่านาฏศิลป์นี้แสดงถึงวงจรอันเป็นนิรันดร์ของการกำเนิดแห่งจักรวาล นั่นคือ การเกิด การตาย และการเกิดใหม่
จะเห็นได้ว่าจากการศึกษาถึงความหมายของความว่า “นาฏศิลป์” หรือ การฟ้อนรำ ในภาษาท้องถิ่นนั้น มีใจความคล้ายคลึงกันพอที่จะสรุปได้ว่า นาฏศิลป์ เป็นสัญชาติญาณชนิดหนึ่งของมนุษย์ที่แสดงออกมาเมื่อต้องการถ่ายทอดหรือแสดงความรมณ์บางอย่าง นาฏศิลป์มีวิวัฒนาการมาพร้อมกับความเจริญของมนุษย์ โดยอาศัยพลังและเจตนา เป็นเครื่องผลักดันให้จิตกระตุ้นร่างกายให้แสดงการเคลื่อนไหว มีจังหวะ มีแบบแผน เพื่อให้เกิดความสุข ความเข้าใจและความงดงามแก่ตนเองและผู้อื่น เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของมนุษย์ในชุมชนนั้นๆ และเมื่อสังคมเติบโตขึ้น ก็สามารถจำแนกผู้เชี่ยวชาญทางนาฏศิลป์และมีการจัดระเบียบแบบแผนของนาฏศิลป์ให้มีความงดงามยิ่งขึ้น ชุมชนเป็นผู้ที่ทั้งสร้างนาฏศิลป์ให้เกิดขึ้นและเป็นผู้ที่อนุรักษ์รักษาวัฒนธรรมนาฏศิลป์ต่างๆในชุมชนนั้นด้วย
2.6.2. การรำประกอบพิธีรำแม่มด
พิธีรำแม่มดเป็นการผสามผสานศิลปะที่สำคัญสองอย่างคือ ดนตรี และนาฏศิลป์ หรือการ “รำ” หรือเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นเขมรว่า “เรือม” การรำในพิธีรำแม่มด เป็นการรำที่มีความเป็นอิสระในการถ่ายทอดอารมณ์และท่าทางที่ค่อนข้างไม่มีขีดจำกัดที่แน่นอน แต่จะมีท่าทางที่ทุกคนจะร่ายรำไปพร้อมๆกันหลายท่า ความอิสระในการแสดงออกในการร่ายรำถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เข้าร่วมพิธีไม่ต้องเคร่งเครียดหรืออึดอัดใจ แต่ทุกคนที่เข้าร่วมพิธีจะมีขอบเขตที่ไม่ทำให้คนอื่นรำคาญ เพราะในความเป็นอิสระจะมีความเป็นระเบียบอยู่
อุปกรณ์
ดนตรีที่ใช้ประกอบในพิธีกรรมรำแม่มด เป็นดนตรีเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธ์เขมร และยังมีการผสมผสานเสียงแคนซึ่งจัดว่าเป็นเครื่องดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาด้วย วงดนตรีที่ใช้ในการบรรเลงประกอบพิธีรำแม่เรียกว่า “วงแม่มด” หรือ “วงเจรียง” เป็นวงดนตรีที่มีบทบาทและมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำพิธีรำแม่มด การบรรเลงดนตรีประกอบพิธีรำแม่มดจะต้องมีความสอดคล้องกับลักษณะประเพณีนิยมที่มีการยึดถือปฏิบัติกันมา เพราะถ้าหากบรรเลงผิดกรอบความเชื่อถือก็จะทำให้พิธีกรรมนั้นหมดความศักดิ์สิทธิ์ หรือทำให้พิธีหยุดชะงักได้ วงดนตรีแม่มดนี้แบ่งรูปแบบการบรรเลงออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นเนื้อร้อง หรือการขับร้องเรียกว่า เจรียง แปลว่า ขับร้อง และส่วนที่เป็นการบรรเลงจากเครื่องดนตรี มีเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงดังนี้

ซอ เรียกเป็นภาษาถิ่นว่า ตรัว มีหลายขนาด ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ตรัวจี้ (ซอเล็ก) มีรูปร่างคล้ายซอด้วงแต่ขนาดเล็กกว่า และมีเสียงสูงกว่า กะโหลกซอทำด้วยเขาควาย ไม้เนื้อแข็ง หรือวัสดุอื่นๆ คันทวนทำด้วยไม้เนื้อแข็ง มี 2 สาย สายทุ้มเสียง เร (เสียงต่ำ) สายเอกเสียง ลา (เสียงสูง) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบสายซอทั้งสองแล้วจะมีเสียงห่างกันเป็นขั้นคู่ 5 เปอร์เฟคท์พอดี
ตรัวซอ หรือตัวเอก หรือ ตรัวกลาง (ซอกลาง) มีรูปร่างลักษณะเหมือนซอด้วงเช่นเดียวกัน แต่มีกะโหลกโตกว่าตรัวจี้ และมีเสียงต่ำกว่า มี 2 สาย คือสายทุ้มเสียง ซอล สายเอกเสียง เร ซึ่งเปรียบเทียบสายซอทั้งสองแล้วจะมีเสียงห่างกันเป็นขั้นคู่ 5 เปอร์เฟคท์เช่นเดียวกัน กะโหลกตรัวซอกลึงด้วยไม้ขนุนหรือไม้อื่นๆที่หาได้ในท้องถิ่น
ตรัวธม (ซอใหญ่) มีรูปร่างเหมือนซอด้วงเช่นกัน แต่มีกะโหลกโตกว่าตรัวซอ จึงมีเสียงทุ้มกว่าตรัวซอ เสียงของสายทุ้มเป็นเสียง เรต่ำ และสายเอกเป็นเสียง ลากลาง (เสียงตรงกันกับเสียงตรัวจี้ แต่อยู่ในช่วงทบต่ำ)
ตรัวอู้ (ซออู้) มีรูปร่างเหมือนซออู้ แต่ใช้ลวดเป็นสายซอทั้งสองสาย ตั้งสายห่างกันเป็นคู่ 5 เปอร์เฟคท์ เช่นเดียวกับซออู้ของดนตรีไทยภาคกลาง
2. กลอง ภาษาท้องถิ่นเรียงกว่า สะกวล มีลักษณะคล้ายกลองโทน ทำจากไม้
หรือทำจากดินเผา ในจังหวัดศรีสะเกษมีที่ทำกลองประเภทนี้ที่อำเภอขุขันธ์ (ทำจากดินเผา) หุ้มหน้ากลองด้วยหนังงูเหลือม หรือหนังตะกวด (ภาษาท้องถิ่นเรียกแลน) กลองที่ใช้ประกอบการรำแม่มดมีหน้าที่ในการควบคุมจังหวะของดนตรีให้มีความคงที่ และสร้างความครึกครื้นในการบรรเลงให้มีความสนุกสนาน


3. แคน เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้เป่าประกอบเพลง กันจัญเจ๊ก เพลงเบริน และช่วง
ที่มีการลำ (หมอลำ) เป็นการผสมผสานที่ชาวบ้านต่างยึดถือปฏิบัติร่วมกัน ถึงแม้แคนจะเป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธ์ลาว แต่เสียงแคนก็สามารถผสมผสานการเจรียงในสำเนียงแบบเขมรได้อย่างลงตัวและมีความไพเราะอย่างยิ่ง การใช้เสียงแคนในวัฒนธรรมดนตรีแบบเขมร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพิธีกรรมรำแม่มดจะขาดเสียงแคนไม่ได้ แต่เสียงแคนไม่ใช้เสียงดนตรีที่ต้องบรรเลงตลอดงาน จะใช้บรรเลงเฉพาะเพลงกะจัญเจ๊ก และการลำล่องเพื่อเสียงทายดูว่า ผี ที่ชาวนับถือจะมาเข้าทรงหรือไม่
4. ปี่ หรือ เป็ย เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้เป่าตอนไหว้ครูในเพลงเพลาธม หรือ เพลงทางใหญ่ หมายถึงการเปิดถนนเหรือเปิดทางให้ ผี เดินทางมาเข้าทรงเพื่อร่วมทำพิธีรำแม่มดด้วยกัน ตัวปี่ทำด้วยไม้ไผ่ หรือ ไม้ซาง ลิ้นทำด้วยโลหะ คล้ายลิ้นแคน มีไม้อ้อเหลาให้บางแล้วนำมาประกบกัน รูนับปี่ด้านบนมี 6 รู เป็นรูระดับเสียง ด้านล่าง 1 เป็นรูระบายลม ไม้ที่นำมาทำตัวปี่เป็นไม้ซางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร ยาวประมาณ 25 เซนติเมตร เวลาเป่าจะมีเสียงเศร้า โหยหวน สร้างความรู้สึกวังเวงได้เป็นอย่างดี การเป่าปี่ออ ต้องใช้เทคนิคการเป่าแบบระบายลมตลอดเวลา นอกจากเพลงเพลาธมแล้วยังใช้เป่าในเพลงมะลุบโดง (ร่มมะพร้าม) ด้วย ลักษณะทำนองคล้ายคลึงกันกับเพลงเพลาธม ถือว่าเป็นเพลงไหว้ทั้งสองเพลง เทคนิคการเป่าปี่ที่สำคัญคือการระบายลม
5. ฆ้อง เป็นเครื่องดนตรีที่ให้เสียงทุ้ม คอยควบคุมจังหวะช่วยกลอง เสียงของฆ้องจะให้ความรู้สึกนุ่มลึก มีความศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเสียงที่เกี่ยวข้องกับการอัญเชิญให้ผีเข้ามีทรงผู้ร่วมพิธีกรรม การบรรเลงจะตีตามจังหวะ ช้าหรือเร็ว
6. กรับ เป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะและสร้างสีสันให้มีความสนุกสนาน ทำจากไม้เนื้อแข็ง ลักษณะของกรับเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร กว้างประมาณ 5 เซนติเมตร หนาประมาณ 2.5 เซนติเมตร


การเตรียมงานจะต้องมีการจัดสถานที่ให้พร้อม โดยการทำซุ้มปรำพิธีเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม ซุ้มปรำพิธีจะต้องใช้เสา 5 เสา คือ มีเสาที่ตั้งเป็นมุม 4 เสา และ มีเสาตรงกลาง 1 เสา เพื่อใช้เป็นที่ตั้งเครื่องเซ่นครูและเซ่นผี มุงหลังคาด้วยใบมะพร้าว และต้องนำผ้าขาวมาทำ “จอมขวัญ” เพื่อใช้เป็นจุดศูนย์กลางหรือศูนย์รวมของดวงจิตที่ผีจะเดินทางเข้าร่วมพิธี ซุ้มปรำพิธีจะต้องมีการวางแบบแผนปฏิบัติที่สำคัญคือ ห้ามหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เนื่องจากมีความเชื่อว่าเป็นทิศที่ไม่เป็นมงคล ทิศที่หันหน้าซุ้มปรำพิธีออกจะต้องทำไม้คานกั้นไว้เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจที่ไม่เกี่ยวข้องหรือผีที่ไม่ดีเข้ามาร่วมในพิธีกรรมได้ และห้ามคนข้ามเพราะจะทำให้ผีแม่มดไม่เข้าทรงได้
เมื่อชาวบ้านเตรียมสถานที่เสร็จเรียบร้อยแล้วจะต้องเตรียมเครื่องเซ่นผี เครื่องเซ่น
ครูผี เครื่องเซ่นแม่ครู (ครูบา) เครื่องเซ่นครูดนตรี และเครื่องเซ่นเจ้าที่เจ้าทาง
อุปกรณ์ประกอบพิธีรำแม่มดดังนี้
เครื่องเซ่น
1. มีกระบุงข้าวเปลือก ในกระบุงมีธูป 3 ดอก หมากพลู ไข่สุก ขวาน ดาบ
ตะเกียง (ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของโต๊ะ)

2. ถาดใส่เครื่องเซ่น 3 ถาด (ถาดทั้ง 3 ถาดจะวางอยู่ด้านล่างของหิ้ง เสากลาง)
ถาดที่ 1 เป็นถาดของเจ้าของบ้านในถาดประกอบไปด้วย กระจก หวี แป้ง เหล้า
ไข่ ข้าวสาร กล้วย ข้าวต้ม ซวย (กรวย)4 อัน

ถาดที่ 2 เป็นถาดของนักดนตรี ในถาดประกอบไปด้วย กล้วย ข้าวต้ม เหล้า ซวย
(กรวย) 4 อัน ข้าวสาร 1 ถ้วย ไม่มีไข่
ถาดที่ 3 เป็นถาดของครูในถาดจะประกอบไปด้วย กล้วย ข้าวต้ม หมาก พลู
เหล้า ไข่ ข้าวสาร ซวย (กรวย) 4 อัน
3. พานใส่ บุหรี่ หมาก พลู กัลปพฤกษ์ คูณ เพื่อใช้ไหว้ครู
4. เครื่องเซ่นผีเจ้าที่เจ้าทาง มี กล้วย เทียน ข้าวเหนียว หมากพลู จะต้องวางไว้
นอกปรำพิธี เพื่อให้เจ้าที่เจ้าทางได้กิน เนื่องจากในปรำพิธีมีไหว้สำหรับผีแม่มดเท่านั้น (ผีแม่มดไม่ใช่ผีเจ้าที่)

นอกจากเครื่องเซ่นต่างๆที่นำเสนอจากข้างต้นแล้ว (วางอยู่ด้านล่างหิ้งเสากลาง) ยังมีอุปกรณ์ต่างที่ใช้ประกอบพิธีกรรม อุปกรณ์เหล่านี้มีความสำคัญไม่แพ้กับเครื่องเซ่น และมีความเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นชาติพันธุ์หรือเอกลักษณ์เฉพาะพิธีกรรมรำแม่มดเท่านั้น อุปกรณ์เหล่านี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ที่จะขาดไม่ได้ในพิธีกรรมรำแม่มด เพราะเป็นสิ่งที่เจ้าภาพจะต้องจำไว้เพื่อเป็นตัวแทนของเจ้าภาพเอง แทนครู (ผี) และแทนแม่ครู (คน) ดังรายละเอียดต่อไปนี้
บนโต๊ะ หรือ บนหิ้ง เสาตรงกลางปรำพิธี จะมีถาดสำหรับใส่เครื่องเซ่นครูอีก 2 ถาด ดังนี้

ถาดที่ 1 คือ ถาดกรวยใบเงินใบทอง ทำ 4 อัน / หยวกกล้วย 1 อัน คือ ม้วนใบเงิน
ใบทอง 4 อัน ปัก ตรงกลางของหยวกกล้วย
ถาดที่ 2 จะมีกล้วย 1 หวี จะมี “จำมูล” คือ ทำด้วยต้นทะวองล้อมรอบด้วย
ใบขนุนปักตรงกลาง มีลูก หมากปักไว้ตรงกลาง 3 อัน เรียกว่า “ครูสังวาล” อีกอันหนึ่งจะมีใบกระแซงทำเป็นลวดลายล้อมรอบและจะมีใบขนุนล้อมรอบอยู่ภายนอกอีกรอบหนึ่งและจะทาด้วยขมิ้นให้เป็นสีเหลือง มีนกปักตรงกลาง 2 อัน เรียกว่า ครูสะลากะออม ภายในถาดมีข้าวต้ม มีเหล้าที่ปิดด้วยสำลีสีขาว สำลีแสดงถึงความบริสุทธิ์ และสีขาว
พิธีรำแม่มด จะเริ่มประมาณหกโมงเย็น เป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านว่างจากการทำงานประจำวัน สมาชิกทุกคนจะทยอยเดินทางมาเข้าร่วมพิธี การที่สมาชิกจะมาเข้าร่วมพิธีก็ต้องเป็นคนที่เจ้าภาพได้ไปเชื้อเชิญให้มาร่วมพิธี การเข้ามาร่วมพิธีถือว่าเป็นการช่วยเหลือกัน และเป็นคนที่เจ้าภาพมีความสนิทสนมมีความผูกพันและมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พิธีกรรมจะเริ่มจากการไหว้ครูของนักดนตรี โดยแม่ครูเป็นผู้ที่ยกถาดหมากพลูขึ้นถวาย จะมีเครื่องถวาย ดังนี้
- แก้วใส 2 ใบ
- น้ำเปล่า 1 แก้ว
- เทียน 1 คู่
- เงิน 50 บาท
- กรวยและกล้วย 1 หวี
- เครื่องดนตรี
เริ่มจากแม่ครูรินเหล้าใส่แก้วที่ไม่มีน้ำ แล้วยกแก้วไหว้ด้วยคาถา จากนั้นพ่อครูจะรับหมากพลู เงิน 50 บาท จากนั้นแม่ครู หรือ ครูบา จะอัญเชิญครูบาอาจารย์ของแม่มดให้เข้าทรงในตัวแม่มดแต่ละคน นักดนตรีจะบรรเลงเพลงเพลาธมเพื่ออัญเชิญให้ครูแม่มดเข้าทรงในตัวแม่มดทุกคน การบรรเลงดนตรีประกอบพิธีรำแม่มดจึงถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้พิธีรำแม่มดมีความสมบูรณ์และคงความศักดิ์สิทธิ์ไว้ การเข้าทรงของพิธีรำแม่มดจะต้องใช้ขันใส่ข้าวสาร และนำเทียนมาใส่ในขัน โดยให้ตัวแม่มดนั่งจับขันไว้ และต้องนำผ้าขาวมาห่มไว้ขณะนั่งจับขัน ถ้าหากมีครูแม่มดมาเข้าทรง จะเกิดอาการสั่นและหมุนขันที่จับไว้วนไปมา เมื่อครูแม่มดจะเข้าทรงเรียบร้อยแล้วจะโยนขันที่จับไว้ทิ้งออกไป แสดงว่าครูแม่มดได้เข้าทรงเรียบร้อยแล้ว

เมื่อแม่มดเข้าทรงเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่เป็นเจ้าภาพจะลุกเข้าร่ายรำโดยใช้ดาบเป็น
อุปกรณ์ เพื่อขับไล่สิ่งไม่ดีออกจากสถานที่ประกอบพิธี

กิจกรรมจะดำเนินไปเรื่อย โดยมีแม่ครูเป็นผู้ควบคุม ให้กิจกรรมดำเนินไปด้วย
ความถูกต้อง สมาชิกที่เดินทางมาเข้าร่วมพิธีทุกคนจะร่ายรำประกอบเสียงดนตรีอย่างสนุกสนาน หากดนตรีบรรเลงไม่ถูกใจจะมีการต่อว่าต่อขานกัน การรำแม่มดจะเป็นการรำหรือฟ้อนประกอบเสียงเพลงโดยไม่มีการเล่นเป็นเรื่องเหมือน การเล่นสะเอง จนกว่าจะถึงช่วงเที่ยงคืนจึงจะมีการทำพิธี “ปรมปรี” หรือการไหว้ครูดนตรีตอนเที่ยงคืน และเป็นการพักรับประทานอาหารตอนเที่ยงคืน และเสียงทายคางไก่ ว่าสุขภาพหรือเหตุการณ์ต่างๆของผู้ที่เป็นเจ้าภาพจะเป็นอย่างไร
การทำพิธี “ปรมปรี” นักดนตรีจะนำเครื่องดนตรีทุกเครื่องมารวมกันเพื่อทำพิธีไหว้ครู แม่ครูจะผู้นำกล่าวทำพิธีไหว้ครูดนตรี โดยมีหัวหน้าวงดนตรีเป็นผู้รับกล่าว เครื่องเซ่นที่ใช้ไหว้ครูดนตรีในพิธีปรมปรีมีดังนี้ กล้วยสุข ไก่ต้ม หมากพลู เทียน เหล้าขาว เมื่อกล่าวไหว้ครูดนตรีเสร็จ จะทำการเสี่ยงทายคางไก่ แล้วจึงมอบเครื่องเซ่นต่างๆให้นักดนตรีเพื่อกิน ดื่ม และพักผ่อนรับประทานอาหารร่วมกัน
เมื่อพักผ่อนเรียบร้อยแล้วพิธีกรรมก็จะเริ่มขึ้นอีกจนกว่าจะสว่างและจึงนำเอาเครื่องเซ่นต่างๆขึ้นไปเก็บไว้บนหิ้งพระบนบ้านจึงถือว่าเป็นอันเสร็จพิธี
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
1. นายฤทธิ์ ศรีสุข ตีกลอง (ร้องนำและตีกลอง ) หัวหน้าวง
เกิดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485
อายุ 64 ปี ภรรยาชื่อนางศิริ พลจันทึก
บิดาชื่อนายเรียม ศรีสุข
มารดาชื่อ เพ็ญ ศรีสุข มีพี่น้อง 3 คน
มีลูก 6 คน หญิง 4 คน ชาย 2 คน
อาชีพ ทำไร่ ทำนา
ที่อยู่ปัจจุบัน 31/1 หมู่ 3 ตำบลพิงพวย
อำเภอศรีรัตนะ บ้านเกิด บ้านซำเขียน อำเภอขุนหาญ



2. นายสุพรรณ ทันทอง( ตีกลอง กรับ ปี่)
เกิดวันที่ 25 เดือนธันวาคม พ.ศ. 2494
บุตรธิดา 1 คน
บุตรชาย 1 คน
ประวัติการเล่น 20 ปีแล้ว
ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 44/1 บ้านศรีแก้ว
หมู่ 14 ตำบลศรีแก้ว
อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ

3. นายชื่น ดวงเด่น ( ร้องเจรียง )
อายุ 73 ปี
คู่ภรรยา นางสมบาย ดวงเด่น
มีลูก 8 คน เป็นชายทั้งหมด
ที่อยู่ 009/1 ม.14
บ.ศรีแก้ว ต.ศรีแก้ว
อ.ศรีรัตนะ จ.ศรีสะเกษ
อาชีพ ทำนา
ประวัติการเล่น 2 ปีแล้ว


4. นายปริน พะวงศ์ (ทำหน้าที่เป่าปี่ )
อายุ 74 ปี
เกิด พ.ศ. 2457
คู่ภรรยา นางแสน ทะวงศ์
ที่อยู่ 197/1 บ้านศรีแก้ว ตำบลศรีแก้ว
อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ
ประวัติการเล่น 30 ปีแล้ว


5. นายจิน เบญมาศ ( ตีฆ้อง- ซอ- แคน )
อายุ 70 ปี
ที่อยู่ 16/2 ม.14 บ้านศรีแก้ว ตำบลศรีแก้ว อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ

6. นายพรหม จันทร์ดี ( ตีกลอง )
อายุ 58 ปี
คู่ภรรยา นางเรียม จันดี
บุตรธิดา 1 คน
บุตรชาย 1 คน
ประกอบอาชีพ ทำนา
ประวัตการเล่น 30 ปีแล้ว
บ้านเลขที่ 25/1 หมู่ 3 บ้านตะกวน ตำบลพิงพวย อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ

7. นายสก ศรีราชา (เป่าปี่)
เกิดปี่ พ.ศ. 2483 อายุ 66 ปี
เริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่อายุ 20 ปี
บ้านเลขที่ 75 บ้านตระกวน ต.พิงพวย
อำเภอศรีรัตนะ จังหวัดศรีสะเกษ
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    50396 views