พิมพ์

ละครชาตรีคณะดาวเด่น

ชื่อรายการ
ละครชาตรีคณะดาวเด่น
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคกลาง
สาระสำคัญโดยรวม

    ละคร  เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูง  ที่บรรพบุรุษให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง  และเป็นวัฒนธรรมที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของชาติไทยได้เป็นอย่างดี จากผลการปฏิบัติงานของคณะทำงาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ตามโครงการ

“ภูมิบ้าน ภูมิเมือง”    จัดเก็บข้อมูลด้านศิลปะการแสดง   ละครชาตรี   คณะจเด็จ  ดาวเด่น  

ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นศิลปินที่ต้องการอนุรักษ์  และสืบทอดเจตนารมย์ของบรรพบุรุษ

ที่จะดำรงรักษาศิลปะการแสดงแขนงนี้ไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา  แม้เป็นอาชีพที่มีผู้สนใจน้อยในปัจจุบัน

    ละครชาตรี  เป็นศิลปะการแสดงที่สำคัญของไทย  สมควรที่คนในชาติ หน่วยงานภาครัฐ  และองค์กรเครือข่ายทางวัฒนธรรม จะได้ร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน และสืบสาน  ศิลปวัฒนธรรมการแสดงละครชาตรีให้คงอยู่คู่บ้านคู่เมืองตลอดไป  ซึ่งเจ้าของคณะละครได้ฝากให้ผู้มีส่วนรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมร่วมกันรักษาไว้  ดังนี้

     ๑.  เมื่อมีการจัดกิจกรรม  การจัดงานด้านศิลปะการแสดงในระดับจังหวัด  อำเภอ  หรือท้องถิ่น  ควรสอดแทรก  การแสดงละครไว้ในโครงการ

     ๒. สถานศึกษาควรจัดหลักสูตรศิลปะการแสดงที่มีอยู่ในท้องถิ่นนั้น ๆ ไว้ในหลักสูตรท้องถิ่นด้วย

     ๓. จัดจ้าง ศิลปินในคณะละคร เป็นวิทยากรถ่ายทอดศิลปะการแสดง ในสถานศึกษา  หรือในชุมชน

     ๔.  ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดเวทีการแสดงทางด้านนาฎศิลป์  โดยเปิดโอกาสให้ศิลปินได้แสดงเพื่อให้ความบันเทิงและเผยแพร่ศิลปะการแสดง อย่างน้อยเดือนละ  ๑  ครั้ง

      ๕. ศิลปินบางคณะ  มีช่วงว่างงานหลังจากฤดูการจัดหาไปแสดง  ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการฝึกอาชีพระยะสั้น  เช่น  ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน  ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน  ควรฝึกอาชีพให้ศิลปินที่ว่างงานมีงานทำอย่างต่อเนื่อง  พร้อมจัดหาตลาดส่งผลิตภัณฑ์ไปจำหน่าย  จะทำให้ศิลปะการละครไม่สูญหาย  อีกทั้งยังเป็นขวัญกำลังใจให้ศิลปินอีกทางหนึ่งด้วย

ประวัติความเป็นมา
ละครชาตรี มีแสดงอยู่ในอยุธยาตลอดมา ประมาณ ๘๐ ปีที่ผ่านมามีคณะละครแสดงกันอยู่หลายคณะ มีทั้งคณะที่แสดงละครนอก และคณะที่แสดงละครชาตรี พวกที่แสดงละครชาตรี
ส่วนใหญ่เป็นพวกชาวนอก คือ พวกละครที่มาจากภาคใต้ จากนครศรีธรรมราช และเป็นต้นตระกูลสืบทอดเชื้อสายละครชาตรี ที่แสดงอยู่ในอยุธยามาจนถึงปัจจุบัน
ละครคณะจเด็จ ดาวเด่น เป็นละครคณะหนึ่งที่ตั้งอยู่ในชุมชนประตูน้ำบ้านพาดเลขที่ ๔๒ หมู่ที่ ๗ ตำบลบสนามชัย อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ยังคงอนุรักษ์สืบสานศิลปะการแสดงด้านนี้ต่อจากบรรพบุรุษด้วยใจรักมีความผูกพันในศิลปะการแสดงละคร จึงมีความมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอด และฝึกฝนให้กับเครือญาติ เยาวชน ตลอดจนผู้สนใจทั่วไปโดยไม่คิดค่าตอบแทน แม้ทุกวันนี้รายได้จากการแสดงจะไม่มากเหมือนแต่ก่อน ก็ยังคงยึดเป็นอาชีพ ที่คงไว้ซึ่งการอนุรักษ์ศิลปะการแสดงอันเป็นวัฒนธรรมของชาติและท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป

ประชาชนในท้องถิ่น ในสมัยก่อนนิยมใช้ละครชาตรีเป็นละครแก้บน และใช้ละครชาตรีเป็นมหรสพฉลองกันทั่วไปจนกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของท้องถิ่น จึงทำให้ผู้แสดงละคร-ชาตรี มีโอกาสแสดงถวายหน้าพระที่นั่งในสมัยรัชกาลที่ ๖
นอกจากละครชาตรีจะได้รับเกียรติแสดงถวายหน้าที่นั่งในสมัยรัชกาลที่ ๖ และในรัชกาล
ที่ ๗ ละครชาตรีหลายคณะได้ไปแสดงสมโภชช้างเผือกที่พระราชวังบางปะอินอีกด้วย และในการแสดงครั้งนั้นทางราชการได้กำหนดให้คณะละครชาตรีแต่ละคณะใช้ฉากละคร เนื่องจากคณะละครเหล่านั้น ไม่เคยใช้ฉากมาก่อน ทางราชการจึงได้ทำฉากละครไปแจกให้ทุกคณะ ทำให้การแสดงละครชาตรีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีการใช้ฉากประกอบการแสดงแต่นั้นมา
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีการยกระดับศิลปินในท้องถิ่น จึงบัญชาให้กรมศิลปากร ซึ่งมีพระยาอนุมานราชธนเป็นอธิบดีในขณะนั้น
จัดอบรมหัวหน้าคณะละคร และหัวหน้าวงปี่พาทย์ มีความรู้ทางนาฏศิลป์และดนตรีไทย ผู้ที่ผ่านการอบรมจะได้บัตรเทียบเท่าศิลปินกรมศิลปากร ซึ่งนางอุดม กระจ่างโชติ เป็นศิลปิน ผู้หนึ่งที่เข้ารับการอบรมในครั้งนั้นด้วย และเป็นบุคคลสำคัญในการถ่ายทอดศิลปะละครชาตรีมาสู่ปัจจุบัน
การสืบทอดการแสดงละครชาตรีในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการสืบทอดการแสดงทางเชื้อสายที่เป็นละคร เป็นปี่พาทย์ หรือเป็นเครือญาติพี่น้อง บ้านใกล้เรือนเคียงที่มีใจรักการแสดง คณะละครที่แสดงอยู่ในปัจจุบันบางคณะ สืบทอดการแสดงมาจากคณะละครดั้งเดิม เช่น คณะสร้อยทองหิรัญ(คณะบุญชูลูกสร้อยทอง) คณะอุดมศิลป์กระจ่างโชติ บางคณะแยกจากคณะดั้งเดิม เปลี่ยนมาใช้ชื่อคณะใหม่ มีการปรับรูปแบบการแสดงให้ทันสมัย เป็นที่นิยมแก่ผู้หาละคร เช่น คณะธิด ณ บางไทร คณะจเด็จดาวเด่น คณะศรีจันทรา บางคณะขาดผู้สืบทอดทำให้ต้องเลิก
การแสดงไป เช่น คณะแม่ธูปบ้านม้า คณะแม่จันทร์วัดสามประดู่
สถานะภาพองค์ความรู้ที่มีอยู่
เพลงประกอบการแสดง
เพลงที่ใช้ประกอบการแสดงละครชาตรี มี ๓ ลักษณะ คือ เพลงโหมโรง เพลงหน้าพาทย์ และเพลงร้อง
เพลงโหมโรง
เพลงโหมโรง ที่ใช้ประกอบการแสดงละครชาตรี จะมี ๒ แบบ คือ โหมโรงชาตรี และโหมโรงมหรสพ
เพลงหน้าพาทย์
เพลงหน้าพาทย์ คือ เพลงที่ประกอบกิริยาและอารมณ์ของตัวละครหน้าพาทย์ที่ประกอบการแสดงละครชาตรี ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีใช้อยู่ ๑๓ เพลง ได้แก่
๑. เพลงโทน ใช้สำหรับ ตัวนายโรงรำซัดเบิกโรง
๒. เพลงช้า ใช้สำหรับ รำถวายมือ
๓. เพลงเร็ว ใช้สำหรับ รำถวายมือ
๔. เสมอ ใช้สำหรับ เดินทางในระยะใกล้
๕. เชิด ใช้สำหรับ เดินทางในระยะไกล
๖. โอด ใช้สำหรับ แสดงอารมณ์โศกเศร้า ร้องไห้
๗. ทยอย ใช้สำหรับ การเคลื่อนไหวที่แสดงอารมณ์เศร้า
๘. ลงสรง ใช้สำหรับ อาบน้ำ
๙. โลม-ตระนอน ใช้สำหรับ เกี้ยวพาราสีแล้วนอน
๑๐. เชิดกลอง ใช้สำหรับ ต่อสู้ รบกัน
๑๑. เพลงฉิ่ง ใช้สำหรับ นอนหลับ
๑๒. รัว ใช้สำหรับ การแสดงอิทธิฤทธิ์อำนาจในฉับพลัน
แปลงกาย
๑๓. กราวรำ ใช้สำหรับ แสดงอารมณ์ดีใจเมื่อมีชัยศรัตรู
บรรเลงตอนเลิกการแสดง
การใช้เพลงหน้าพาทย์ของละครชาตรี ที่แสดงกันแต่ละคณะ มิได้หมายความว่า จะใช้เพลงหน้าพาทย์ ดังกล่าวทั้งหมดในการแสดงละครแต่ละครั้ง เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้เป็นหลักจริง ๆ ในการแสดงละครชาตรีจะมีไม่กี่เพลง เพราะบางตอนของการแสดงถึงแม้จะต้องมีการใช้เพลงหน้าพาทย์สำคัญ ทางคณะก็ไม่ได้นำมาใช้ เช่น หน้าพาทย์ลงสรง ถ้าผู้แสดงรำหน้าพาทย์นี้ไม่ได้ นิยมใช้ “เพลงฉิ่ง” แทน เพราะผู้แสดงเพียงทำบทว่าเล่นน้ำเท่านั้น หน้าพาทย์โลม-ตระนอน เวลาแสดงนิยมใช้หน้าพาทย์ “รัว” แทนเวลาผู้แสดงทำบทเพียงถวายบังคม ๓ ครั้ง แล้วทำท่านอน ทำให้ไม่ต้องรำหน้าพาทย์โลม-ตระนอน ทั้งนี้ เป็นเพราะผู้แสดงรำไม่ได้ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง เพื่อความรวดเร็วในการดำเนินเรื่อง เพลงโทน เพลงช้า เพลงเร็ว ใช้ช่วงที่เป็นพิธีกรรมก่อนการแสดงเท่านั้น
เพลงร้อง
การใช้เพลงร้องประกอบการแสดงละครชาตรี จะใช้ร่ายเป็นหลักในการเดินเรื่อง เพลงร่าย แบ่งทำนองออกเป็น ร่ายชาตรีสำหรับเดินทำนองร่ายชาตรีที่ใช้ในอารมณ์โศก ร่ายชาตรีที่ใช้ในบทตลก ผู้แสดงจะต้องร้องเอง เมื่อผู้บอกบทส่งบทให้ร้อง ผู้แสดงต้องพิจารณาเองว่า ตอนนี้หรือบทช่วงนี้ร้องร่าย ทำนองอะไร ก่อนการ้องทุกเพลงทุกตอน มีผู้บอกบทให้ไปทีละวรรค มีการบอกบทซ้ำ เพื่อส่งบทให้ตัวละครได้ยินถ้อยคำชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ในบางตอนของ การแสดง บางครั้งมีการร้องร่ายนอกเข้าผสมบ้าง ต่อมาเมื่อมีการใช้ระนาดเอกบรรเลงเข้าประกอบผสมผสานกับการใช้ปี่ สามารถแทรกเพลงต่าง ๆ เข้าร้องเพิ่มขึ้น แทนที่การร้องร่ายอย่างเดียว ทำให้มีเพลงร้องประกอบในการแสดงมากขึ้น เพลงที่ร้องนี้ตัวแสดงเป็นผู้เลือก ร้องเพลงเองตามบทที่คนบอกบท บอกให้ เพลงที่นิยมใช้ ได้แก่ เพลงทำนองสองไม้ พราห์มดีดน้ำเต้า แขกอาหวัง เพลงใส้พระจันทร์ เป็นต้น
เรื่องของเพลงที่ใช้ในละครชาตรีปัจจุบันนี้ มีเพลงละครนอกเข้าผสม เพลงในละครชาตรีมีไม่กี่เพลง และเพลงร่ายในละครชาตรีไม่มีชื่อ เมื่อกรมศิลปากรนำเอาเพลงชาตรีมาใช้ในการแสดงละครจึงได้บัญญัติชื่อเพลงร่ายขึ้น เพื่อเรียกใช้และจำได้ง่ายไม่สับสน เช่น ร่ายชาตรี ๑ ร่ายชาตรี ๒ ร่ายชาตรี ๓ และร่ายชาตรีกรับ เมื่อเวลานำมาใช้ในการแสดงต้องเลือกทำนองให้ ถูกอารมณ์ และเหตุการณ์ในเรื่องนั้น
การบอกบท
การบอกบท เป็นลักษณะการแสดงที่สำคัญในการแสดงละครชาตรีที่กระทำสืบทอด
กันมา การบอกบทจึงเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับผู้มีอาชีพแสดงละครชาตรี การบอกบทเป็นการช่วย ผู้แสดงไม่ให้ต้องมีภาระในการจำบท เพราะผู้แสดงที่ถูกหาไปแสดงแต่ละครั้งไม่ทราบเป็นการ ล่วงหน้าว่าต้องไปรับบทในการแสดงเป็นตัวอะไร หรือแสดงเรื่องอะไร อีกประการหนึ่ง
ทางหัวหน้าคณะละครไม่มีความแน่ใจว่าผู้แสดงที่ไปหาไว้จะมาได้ตามกำหนดตามที่คิดวางตัวแสดงไว้หรือไม่ ผู้ที่มาแสดงได้ อาจมีปัญหาเรื่องการจำบทที่ต้องแสดงในวันนั้น การบอกบท จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้การแสดงดำเนินไปได้
นอกจากนี้การบอกบทมีความสำคัญต่อการดำเนินเรื่อง การดำเนินเรื่องของการแสดงละครชาตรี มุ่งเน้นที่จะสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชม ในบางครั้งการแสดงบท เช่น บทตลก แสดงนานเกินไป อาจจะทำให้ลืมได้ว่าแสดงหรือดำเนินเรื่องไปถึงไหนแล้ว การบอกบทจึงเป็นการเตือนให้ผู้แสดงได้ใช้บท ทำให้การดำเนินเรื่องต่อเนื่องกัน
วิธีบอกบท ผู้บอกบทจะบอกบทให้กับผู้แสดงทีละวรรค ผู้แสดงต้องร้องเองและมีลูกคู่ร้องรับ การบอกบทบอกให้เฉพาะที่เป็นบทร้องเท่านั้น และผู้บอกบทต้องทราบด้วยตนเองว่าต้องบอกบทซ้ำให้กับผู้แสดงในช่วงระยะใดบ้าง การบอกบทให้ผู้แสดงทราบล่วงหน้า ช่วยผู้แสดง ในการบรรจุเพลงที่ร้องได้เหมาะสม สอดคล้องกับอารมณ์และเหตุการณ์ตามท้องเรื่อง
ผู้บอกบท คือ ตั้วโผหรือหัวหน้าคณะละคร บางครั้งก็เป็นผู้แสดงอาวุโสซึ่งหัวหน้าคณะมอบหมายให้บอกบท ผู้บอกบทต้องเป็นผู้ที่อ่านหนังสือได้คล่องหรือจำเรื่อง และการดำเนินเรื่องได้อย่างแม่นยำ มีปฏิภาณดี เข้าใจการตัด และต่อเติมบทละครขณะที่กำลังดำเนินการแสดงได้อย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นแล้วจะสร้างความยุ่งยากให้กับผู้แสดง เนื่องจากบอกบทไม่ทัน ทำให้มีปัญหาต่อเนื่องถึงการร้องและการใช้บทของผู้แสดงอีกด้วย ผู้บอกบทต้องรู้ทำนองเพลงร้อง และวิธีใช้เพลงหน้าพาทย์เป็นอย่างดี เพราะจะช่วยประสานให้ผู้แสดงและวงปี่พาทย์ใช้บทและเพลงสัมพันธ์กัน
อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการแสดงละคร
ละครในสมัยโบราณ อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการแสดงไม่ซับซ้อนมากนัก ซึ่งในโบราณใช้เสา ๔ ต้น ปัก ๔ มุม เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสแล้ว ก็มีเตียง ๑ เตียง และเสากลางซึ่งถือว่าเป็นเสามหาชัยอีก ๑ เสาเท่านั้น เสาต้นกลางนี้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก (ในสมัยก่อนจะต้องใช้ไม้ชัยพฤกษ์) เพราะมีความหมายถือว่าแทนองค์พระวิสสุกรรม หรือเป็นเสาที่พระวิสสุกรรมเสด็จมาประทับ มีนิยายอันเกี่ยวกับเสานี้อยู่เรื่องหนึ่งว่า พระเทพสิงหรกับแม่ศรีคงคาซึ่งเป็นสามีภริยากัน เป็นผู้สามารถในการแสดงละครชาตรีอย่างเลิศ แต่เป็นคนเข็ญใจต้องเที่ยวแสดงละครเร่ร่อนไปในที่ต่าง ๆ เพื่อหาเลี้ยงตัว การแสดงละครของพระเทพสิงหรกับแม่ศรีคงคามีศิลปถึงขนาดจนใคร ๆ ก็เลื่องลือไปทั่วเมือง ตลอดจนนางฟ้าก็พากันลงมาดูและเพลิดเพลินจนลืมขึ้นเฝ้าพระอิศวร พระอิศวรก็กริ้ว ตรัสว่า
จะจัดละครโรงใหญ่ขึ้นแสดงบ้างเพื่อประชันและทำลายการแสดงละครของพระเทพสิงหร กับแม่ศรีคงคา พระวิสสุกรรมจึงทูลเตือนว่า พระองค์เป็นเจ้าโลกจะไปทำการทับถมทำลายผู้น้อยนั้น หาเป็นการสมควรไม่ พระอิศวรก็ไม่ยอม จัดการแสดงจนได้ พระวิสสุกรรม ก็เข้าด้วยพระเทพสิงหรและ
แม่ศรีคงคา บอกว่าถ้าจะแสดงเมื่อใดให้ทำที่ประทับไว้ จะมากำกับคุ้มครองอยู่ด้วย เพื่อปกป้องผองภยันตรายและมิให้แพ้พระอิศวรได้ จึงได้ทำเสาผูกผ้าแดงปักไว้ตรงกลางโรง พระวิสสุกรรมก็มาประทับเป็นประธานอยู่ตลอดเวลาแสดง ทำให้ละครชาตรี ไม่แพ้ละครโรงใหญ่ของพระอิศวร
ได้ จึงเป็นประเพณีสืบมาว่า โรงละครชาตรีต้องมีเสากลาง หากไม่มีจะใช้เสาอื่นใดตั้งแทนก็ได้
เสานี้ใช้เป็นที่ผูกซองคลี (ซองใส่ไม้รบหรืออาวุธต่าง ๆ ) ในภายหลัง เพื่อสะดวกในการแสดงที่ตัวละครจะหยิบเอาได้ตามความต้องการโดยรวดเร็ว

สำหรับละครชาตรีในปัจจุบันได้นำเอาฉากและอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น แสง สี เสียง
มาประยุกต์ ตกแต่งให้โรงละครดูมีสีสัน และเป็นสิ่งเชิญชวนให้ผู้ชมที่พบเห็น เป็นสิ่งดึงดูด
ความสนใจให้มาชมการแสดงมากขึ้น
เครื่องแต่งกาย
ละครชาตรีเป็นละครรำ การแต่งกายเพื่อการแสดง จึงแต่งแบบยืนเครื่อง การแต่งยืน-เครื่องเป็นการแต่งกายเลียนแบบเครื่องสูงเครื่องต้นของกษัตริย์ เหตุที่ละครชาตรีต้องแต่งกาย แบบยืนเครื่องเนื่องจากเรื่องที่แสดงนิยมแสดงแต่เรื่องของจักร ๆ วงศ์ ๆ อันเป็นเรื่องของกษัตริย์ เครื่องแต่งกายยืนเครื่อง ในแบบของละครที่ชาวบ้านแสดง ย่อมแตกต่างไปจากเครื่องแต่งกาย-
ยืนเครื่องของกรมศิลปากร หรือของสถาบันที่สอนทางนาฏศิลป์ เช่น การใช้วัสดุต่าง ๆ ที่มี
ราคาถูก แต่เลือกให้เด่นในเรื่องสีสันของเนื้อผ้าใช้เลื่อมปลาสติกปักผสมลูกปัดหลายสี ลายที่ปัก
จะเป็นแบบง่าย ๆ โดยออกแบบเองบ้าง หรือจดจำมาบ้าง เมื่อเย็บปักสำเร็จสามารถใช้สวมใส่นำไปแสดงประกอบอาชีพได้
สำหรับเครื่องแต่งกายของละครคณะจะเด็จ ดาวเด่น สมัยก่อนมารดาจะเป็นผู้ตัดเย็บ
และออกแบบลวดลายเอง แต่ปัจจุบันจะจ้างผู้อื่นเป็นคนตัดเย็บ
การแต่งกายของการแสดงละครชาตรีจะมี ๓ รูปแบบ คือ แต่งยืนเครื่องพระ แต่งยืนเครื่องนาง และแต่งเป็นตัวตลกหรือเบ็ดเตล็ด จะกล่าวเป็นลำดับตามลักษณะวิธีของการแต่งกาย ดังนี้

ยืนเครื่องตัวพระ


๑. ส่วนประดับข้อเท้า อาจจะเป็นกำไลโลหะ หรือผ้าปัก

๒. สนับเพลา (คือ กางเกงสามส่วน) สวมยาวเลยเข่า ส่วนที่พ้นจากผ้านุ่ง จะปักด้วยเลื่อม และลูกปัดหลากสี

๓. ผ้านุ่ง ถ้าเป็นตัวกษัตริย์ ตัวนายโรง หรือตัวพระ นุ่งแบบหางหงส์ ถ้าเป็นตัวยักษ์
จะนุ่งแบบก้นแป้น แต่ส่วนใหญ่ในการแสดงนิยมนุ่งแบบหางหงส์มากกว่า ผ้าที่ใช้ส่วนมาก
จะใช้ผ้าลายหรือผ้ามันสีสวยสวย ส่วนที่เป็นผ้ายกนั้นไม่ค่อยได้นำออกมา ใช้นุ่งแสดงแม้แต่ตัว
นายโรง ในบางครั้งก็จะนำมานุ่งในวาระโอกาสพิเศษจริง เช่น การจ้างหาไปแสดงตามสถานที่
ที่เป็นราชการตามสถาบันหรือจากการเจาะจงของ เจ้าภาพที่หาเพื่อแก้บน และเน้นความงาม
ในเรื่องของการแต่งกาย เป็นต้น ทั้งนี้ เพราะ ผ้ายกมีราคาแพง

๔. สวมเสื้อปักด้วยเลื่อมและลูกปัด มีทั้งเสื้อแขนสั้นและเสื้อแขนยาว ส่วนใหญ่จะใช้
แขนสั้นเป็นหลัก ถ้าเป็นเสื้อแขนสั้นปลายแขนจะติดพาหุรัด ถ้าเป็นเสื้อแขนยาว ต้องติดอินทนู

๕. ห้อยข้าง เป็นผ้าปัก ๒ ชิ้น ผูกห้อยประดับส่วนที่เป็นหน้าขาทั้งสองข้าง

๖. รัดสะเอว เป็นผ้าปักรัดผูกรอบเอว เพื่อปิดรอยต่อระหว่างเสื้อ ผ้านุ่ง และห้อยข้าง

๗. ห้อยหน้า เป็นผ้าปักประดับการแต่งกาย ท่อนล้างด้านหน้าอยู่ระหว่างห้อยข้าง

๘. ปั้นเหน่งและเข็มขัด

๙. กรองคอ เป็นผ้าปักใช้สวมประดับรอบคอ

๑๐. สังวาล และตาบทิศ เป็นสายสร้อยสวมตัว (ซึ่งจะทำติดเป็นชุดเดียวกัน)

๑๑. ทับทรวง เป็นเครื่องประดับสวมทับต่อจากกรองคอมีทั้งแบบที่เป็นโลหะ และ การใช้ผ้า ประกอบปักด้วยเลื่อมและลูกปัดหลากสี

๑๒. ชฎา สวมบนศีรษะ ในส่วนของชฎาจะประกอบด้วย การเจียกจอน (จอนหู) ดอกไม้เพชร์ทัดข้างซ้าย อุบะและดอกไม้ทัดข้างขวา ส่วนสำคัญของชฎานี้จะลงรักปิดทองคำเปลว และประดับด้วยเพชรเทียม สวยงามมาก

๑๓. ส่วนประดับข้อมือ เป็นกำไลแผง ทำด้วยผ้าปักด้วยเลื่อมและลูกปัด

๑๔. ต่างหู (ตัวพระ)

อุปกรณ์และเครื่องแต่งกาย (ตัวพระ) ยืนเครื่องตัวนาง

๑. นุ่งผ้านุ่งแบบจีบหน้านาง ลักษณะของผ้าที่ใช้นุ่ง ส่วนมากจะเป็นผ้าลาย บางครั้ง
จะใช้ผ้าสีมัน ๆ หรือใช้ผ้ายก ( ซึ่งส่วนมากตัวละครจะเลือกใช้เองโดยพิจารณาความสำคัญ
ของงาน )

๒. เสื้อในนาง เป็นเสื้อคอกลม ไม่มีแขนหรือแขนในตัว เมื่อสวมแล้วต้องเย็บให้เข้า
รูปร่างด้วยเลือกรักร้อย

๓. ผ้าห่มนาง ซึ่งจะปักด้วยลูกปัด และเลื่อมอย่างสวยงาม

๔. กรองคอ หรือเรียกว่า นวมนาง เป็นผ้าปักสวมประดับรอบคอ

๕. จี้นาง หรือทับทรวง เป็นเครื่องประดับสวมทับต่อจากกรองคอ มีทั้งแบบที่เป็น
โลหะ และการใช้ผ้าประกอบ ปักด้วยเลื่อมปลาสติกและลูกปัดหลากสี

๖. ปั้นเหน่งและเข็มขัด ทำด้วยผ้าปักเลื่อมและลูกปัดหลากสี

๗. ส่วนประดับข้อเท้า อาจจะใช้เป็นกำไลโลหะหรือผ้าปัก



๘. มงกุฎกษัตรีย์ ส่วนประกอบของมงกุฎจะประกอบด้วยกรอบกระบังหน้า
กรรเจียกจอน (จอนหู) ดอกไม้และพวงอุบะทัดข้างซ้าย มีลักษณะลงรักปิดทองประกอบด้วย
เพชรเทียม เช่นเดียวกับตัวพระ นอกจากมงกุฎนางแล้วยังมีรัดเกล้ายอด รัดเกล้าเปลว ใช้กับ
ตัวละครที่เป็นนางแปลง หรือนางที่มีลักษณะพิเศษ เช่น นางยักษ์ หรือ นางเมรี ในเรื่องรถเสน
นอกจากนี้ยังมีกระบังหน้า ใช้สำหรับตัวนางกำนัล หัวยักษ์ และมีหัวสัตว์ เช่น หัวม้า หัวแมว สำหรับใช้กับตัวละครที่มีบทตามท้องเรื่อง

๙. ส่วนที่ประดับข้อมือ เป็นกำไลแผง ทำด้วยผ้าปักเลื่อมและลูกปัด

๑๐.ต่างหู (ตัวนาง)

อุปกรณ์และเครื่องแต่งกาย (ตัวนาง)

ตัวตลก หรือตัวเบ็ดเตล็ด จะนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อแขนสั้น มีผ้าคาดเอว ผูกทับเท่านั้นหากจะต้องเล่นเป็นบทฤษี ก็หาผ้าลายเสือมาพัน สวมศีรษะฤษี ถ้าจะเล่นเป็นเสนาฝ่ายยักษ์ก็เอา
หัวยักษ์มาสวม จะเล่นเป็นนกก็หาหัวนกมาใส่ คลี่ผ้าที่คาดพุง ออกมากางทำปีก หากจะเป็นตัวม้าก็หาหัวม้ามาใส่ จัดผ้าคาดพุง ผูกให้ห้อยหางไป ข้างหลัง เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การแต่งกายในแบบละครชาตรีนั้น ไม่ค่อยพิถีพิถันเท่าไรนักตัวพระหรือ
ตัวนางหากมิใช่เป็นตัวสำคัญตามท้องเรื่องบางครั้งก็ไม่สวมอะไรบนศีรษะเลย แต่งแต่ตัวก็สามารถออกมาแสดงได้
การเตรียมเครื่องแต่งกาย โดยปกติในปัจจุบันผู้มีอาชีพแสดงละคร จะมีเครื่องแต่งกาย
เป็นของตนเอง ยกเว้น ยอด หรือชฎา มงกุฎ หรือเครื่องประดับศีรษะอื่น ๆ หากมิใช่เป็นนายโรงก็จะไม่มี เป็นหน้าที่ของตั้วโผที่ต้องเตรียมอุปกรณ์การแสดงที่เรียกว่า “เครื่องโรง” ไว้ให้พร้อม
การแสดงละครชาตรี เป็นการแสดงของชาวบ้าน รูปแบบของการแสดงมุ่งให้เกิดความเพลิดเพลินสนุกสนาน มีการดำเนินเรื่องที่รวดเร็ว ทันอกทันใจผู้ชม เรื่องราวที่นำมาแสดงสะท้อนความเป็นอยู่แบบชาวบ้านทั้งในด้านภาษา และค่านิยม เหตุที่มนุษย์เราชอบได้ยินหรือ ได้ฟังอะไรที่ใกล้ตัว เข้าใจง่าย บางครั้งในการแสดงละครชาตรี มีการเล่นกับผู้ชมโดยเฉพาะ ตัวตลก ทำให้ผู้ชมมีความรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย การแสดงละครชาตรี จึงเป็นที่นิยมในหมู่ชาวบ้านทั่วไป
การแสดงละครชาตรี จึงยังมีผู้สนใจอยู่บ้าง เพราะนอกจากจะให้ความเชื่อถือในเรื่องเกี่ยวกับพิธีกรรมแล้ว ยังให้ความสนุกสนานในด้านการแสดงอีกด้วย



การไหว้ครูในพิธีไหว้ครูสำหรับการแสดงของไทย
การไหว้ครูในพิธีไหว้ครูสำหรับการแสดงของไทย เป็นการจัดพิธีกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญพิธีหนึ่งของชาติไทย ศิลปินและผู้เกี่ยวข้องถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่เข้ามามีบทบาทกับการแสดงแต่ละประเภทเป็นอย่างมาก ก่อนเริ่มการลงมือปฏิบัติหรือปฏิบัติแล้วก็ตาม สิ่งนั้นก็คือการจัดพิธีไหว้ครู ซึ่งคำว่า “ครู” จึงมีลักษณะเป็นตัวตนอันศักดิ์สิทธิ์ ผสมผสานกันทั้งบุคคล วิญญาณบรรพบุรุษ และเทวธรรม อยู่ในความรู้สึกของคนไทย ปัจจุบัน คำว่า “ครู” “นอกครู” และ “ผิดครู” ตลอดจน “ครูแรง” ล้วนสะท้อนถึงสิ่งอันศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวนั้นทั้งสิ้น
ครูเป็นผู้สั่งสมความรู้ สร้างสรรค์ความรู้ และสั่งสอนความรู้ ดังนั้น “ครู” จึงเป็นสถาบันศิลปวิทยาที่สำคัญยิ่ง แม้จนทุกวันนี้ศิลปศาสตร์หลายแขนงของไทยก็ยังต้องอาศัยครูเป็นดังสถาบันหลักอยู่ เช่น หนังตะลุง มโนห์รา วงซอ เพลง และหมอลำ
ประเพณีพิธีไหว้ครูของพวกศิลปินโขนละครและดนตรีปี่พาทย์ เป็นการแสดงถึงการเคารพกราบไหว้ครูบาอาจารย์แห่งศิลปะประเภทนี้ ซึ่งเป็นผู้สั่งสอนและให้การฝึกหัดอบรม
ช่วยให้ศิษย์มีครูและมีความประพฤติดี สมควรเข้าอยู่ในสังคมของมนุษย์ที่เจริญได้ คนเราเมื่อ
เกิดมาก็มีสภาพอะไรไม่ผิดกับสัตว์ ถ้าเอาไปทิ้งไว้ในป่าและสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ ก็คงมีความเป็นไปเยี่ยงสัตว์ป่ามากกว่าเยี่ยงคน แต่ที่ไม่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคนเราเกิดมาแล้วอยู่กับคน ขั้นต้น
ก็ได้รับการเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนจากบิดามารดา ขั้นต่อมาก็เข้ารับการอบรมสั่งสอนจากครูบาอาจารย์ การไหว้ครูจึงเป็นกิจวัตรที่ศิษย์ทุกคนพึงทำ แต่การไหว้ครูของพวกศิลปิน ย่อมมีพิธีเป็นพิเศษนอกจากไหว้ครูแล้ว พวกศิลปินทางโขนละครและดนตรีปี่พาทย์ ยังมี “พิธีครอบ” อีกอย่างหนึ่งด้วย แต่นิยมเรียกเป็นที่รู้กันในหมู่ศิลปินว่า “ไหว้ครู” พิธีไหว้ครูและพิธีครอบเป็นพิธีที่ท่านบูรพาจารย์ได้กำหนดระเบียบและบัญญัติแบบแผนให้ปฏิบัติด้วยหลักเกณฑ์อันดีสืบเนื่องกันมาแต่โบราณโดยกำหนดว่า ถ้าเป็นศิษย์ที่หัดโขนละครเต้นรำ ครูผู้ใหญ่จะทำพิธีไหว้และครอบให้ต่อเมื่อศิษย์ได้หัดรำเพลงช้าเพลงเร็วได้แล้ว จนนับว่าเป็นผู้รำเป็นพอที่จะออกเล่นออกแสดงเป็นตัวเสนาหรือนางกำนัลได้ ถ้าเป็นศิษย์ที่หัดดนตรีก็ต้องสามารถร่วมวงบรรเลงโหมโรงได้จนจบ ซึ่งนับว่า ตีเป็นพอที่จะออกบรรเลงในงานสวดมนต์เย็นฉันเช้าได้สังเกตตามเพลงหน้าพาทย์ของดนตรีที่บรรเลงอัญเชิญเทพเจ้าและครูบาอาจารย์มาในงานพิธีก็ดี มนต์และโองการที่บัญญัติไว้ในพิธีไหว้ครู ผู้ไหว้กล่าวเชิญและพร่ำบ่นก็ดี แสดงว่าท่านโบราณาจารย์ได้บัญญัติไว้ด้วยความรอบคอบเพื่อให้ศิษย์ผู้เข้าประกอบพิธีไหว้ครู และได้รับครอบจากครูแล้วจึงมีประสิทธิภาพอันดี และมีภาวะเป็นศิลปินผู้ควรแก่การยกย่องเช่นเดียวกับบทบัญญัติในพิธีบรรพชาอุปสมบทของพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
ในการจัดพิธีไหว้ครูสำหรับการแสดงของไทย นับว่าเป็นการจัดที่เป็นพิธีกรรมใหญ่ และมีความแตกต่างกับการจัดพิธีไหว้ครูในด้านอื่น ๆ ที่พบเห็นโดยทั่วไป
ความหมายของคำว่า “การไหว้ครู” ในพิธีไหว้ครู
ในเรื่องของการไหว้ครูนับเป็นวัฒนธรรมไทยแบบหนึ่ง เป็นขนบธรรมเนียมอันดีงามในส่วนที่เกี่ยวกับกิริยามารยาท สัมมาคารวะ และมีส่วนที่จะโน้มน้าวจิตใจมนุษย์ให้รักษาคุณความดี รักษาวิทยาการสืบเนื่องไปด้วยดี ทั้งยังจูงใจให้เป็นผู้มีนิสัยอ่อนโยนไม่แข็งกระด้าง ได้มีผู้ให้ความหมายของคำว่า การไหว้ครู อยู่หลายท่านว่า
“การไหว้ครู” คือ การแสดงถึงความเคารพกตเวทีแด่ท่านบูรพาจารย์และครูบาอาจารย์
ผู้ซึ่งได้ประสิทธิประสาทวิชาให้ เพื่อจะได้เป็นความรู้ติดตัวนำไปประกอบอาชีพ เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ตนเองในภายภาคหน้า
“การไหว้ครู” คือ การที่ศิษย์แสดงความเคารพ ยอมรับนับถือครูบาอาจารย์อย่างจริงใจว่า ท่านเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมความรู้ ศิษย์ในฐานะผู้สืบทอดมรดกทางวิชาการจึงพร้อมใจกันปวารณาตนรับการถ่ายทอดวิชาความรู้ด้วยความวิริยะอุตสาหะมานะอดทน เพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางของการศึกษาตามที่ตั้งใจไว้
“การไหว้ครู” คือ การแสดงถึงความสำนึกที่ดีงาม โดยเฉพาะเรามักจะกระทำแก่สิ่งของหรือบุคคลที่มีความสำคัญแทบทั้งสิ้น เช่น นักเรียนประกอบพิธีไหว้ครู ก็เพราะนักเรียนเห็นว่าครูเป็นบุคคลที่สำคัญในชีวิตของเขา คือ เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้และเป็นปูชนียบุคคล ครูอาจารย์จึงเป็นบุคคลที่คู่ควรแก่การไหว้เป็นอย่างยิ่ง
สรุป “การไหว้ครู” คือ การแสดงออกถึงความเคารพกตเวทีที่มีต่อบูรพาจารย์ทั้งหลาย
ทั้งเป็นเป็นเทพ เป็นมนุษย์ ทั้งที่มีชีวิตอยู่หรือล่วงลับไปแล้ว ซึ่งประสิทธิ์วิชาความรู้ไว้ให้ รวมถึงครูพักลักจำและผู้เกี่ยวข้องในการเรียนการสอนต่าง ๆ
ความสำคัญของการไหว้ครูในพิธีไหว้ครู
ประเทศไทยเรามีประเพณีการไหว้ครูมาแต่โบราณ เราไหว้ครูเพราะเราเคารพในความเป็นผู้รู้ และความเป็นผู้มีคุณธรรมของท่าน คุณสมบัติทั้ง ๒ ประการของครู ต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับคุณธรรมของศิษย์ การเรียนการสอนจึง จะดำเนินไปได้ด้วยดี
“การไหว้ครูเป็นพิธีสำคัญของไทย ตั้งแต่เด็กนักเรียนขึ้นไปจนถึงขั้นนิสิตและผู้ที่ได้
เล่าเรียนวิชาชีพอิสระประเภทต่าง ๆ จะต้องประกอบพิธีไหว้ครูประจำปีทั้งนั้น แม้แต่แพทย์แผนโบราณก็ยังต้องมีพิธีไหว้ครู”
“การไหว้ครูอาจารย์เป็นของดี ก็ไม่น่าจะติเตียนว่างมงายอย่างไร ถ้าใครยังไม่เคยเห็น
การไหว้ครู น่าจะหาโอกาสดู แล้วท่านจะได้รับความรู้ในทางวัฒนธรรมของเราได้ส่วนหนึ่งว่า
ครูนั้นเรานับถือกันมารองมาจากพ่อแม่”
“พิธีไหว้ครู นอกจากจะเป็นการมอบตนเองเข้าเป็นศิษย์แล้วยังเป็นการแสดงตนว่าเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีอันเป็นเครื่องหมายของคนดี”
“คนไทยยอมรับและยกย่องบุคคลผู้มีความกตัญญูตกเวทีเท่านั้น ดังนั้นนักเรียนนักศึกษา
ผู้บูชาครูด้วยความเคารพจริงใจย่อมจะเกิดมงคลแก่ตน ได้รับความเมตตาจากบุคคลทั้งหลาย อันจะมีผลให้การศึกษาเล่าเรียนสำเร็จสมประสงค์ทุกประการ”
“ประเพณีการไหว้ครูมีมาแต่โบราณ คนไทยเป็นคนที่มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ การที่จะกระทำกิจการใด ๆ ก็ต้องได้รับคำแนะนำจากครู แม้แต่การเลียนแบบหรือลักจำเขามา ก็ต้องเคารพผู้ให้กำเนิด หรือประดิษฐ์สิ่งนั้น ในการศึกษาศิลปวิทยาการต่าง ๆ ต้องมีการไหว้ครูก่อนทั้งนั้น การไหว้ครูถือว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเรียนศิลปะการดนตรีและนาฏศิลป์ เป็นพิธีการที่ค่อนข้างยิ่งใหญ่ และมีพิธีรีตองมากกว่าการไหว้ครูทางหนังสือ
“โขนและละครรำเป็นศิลปะที่ถือเอากระบวนการเต้น กระบวนการรำเป็นสำคัญ เพราะ การเล่นโขนเล่นละครเป็นศิลปะที่ประณีตมาก จะต้องฝึกหัดกันนาน ๆ จึงจะเล่นเป็นตัวดีได้ บรรดาศิษย์ที่เข้ารับฝึกได้จึงหัดกันมาแต่เด็ก ๆ เมื่อหัดรำเพลงช้าและเพลงเร็วได้แล้วก็นับว่ารำเป็น พอจะออกเล่นออกแสดงเป็นเสนาหรือนางกำนัลได้ จึงกำหนดให้ทำพิธีไหว้ครู ถ้าหัดปี่พาทย์เมื่อบรรเลงเพลงโหมโรงได้จบก็นับว่าตีเป็นพอที่จะออกงาน เช่น สวดมนต์เย็น ฉันเช้า ก็ได้ให้ไหว้ครูเช่นกัน และเมื่อครูอาจารย์เห็นว่าศิษย์เหล่านั้นเต้นรำทำเพลงได้ดีแล้ว ครูจึง “ครอบ” ให้ เท่ากับอนุญาตให้เป็นโขนละครได้ นับแต่นั้นมาก็เป็นเสมือนว่าศิษย์นั้น ๆ ได้ประกาศนียบัตรประกาศความเป็นโขนละครแล้ว นี้เป็นแบบแผนมีมาแต่โบราณ”
“พิธีไหว้ครูที่ปฏิบัติกันเคร่งครัด ได้แก่ พิธีไหว้ครูอาจารย์ทางดุริยางคศิลป์และนาฏศิลป์ ถือกันว่าเพลงหน้าพาทย์ ดนตรีบางเพลง และท่ารำบางท่า เป็นเพลงและท่ารำที่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้ายังไม่ได้ทำพิธีไหว้ครูและพิธีครอบเสียก่อนแล้ว บรรดาครูอาจารย์ทั้งหลายก็ไม่กล้าสอนกล้าหัดให้ศิษย์ด้วย เชื่อกันว่าจะเกิดผลร้ายแก่ครูผู้สอนและแก่ศิษย์เองด้วย ถ้าเกิดอุบัติเหตุใด ๆ ขึ้นก็จะกล่าวกันว่า ครูแรง”
ความมุ่งหมายการไหว้ครูในพิธีไหว้ครู สำหรับการแสดงของไทย
๑.เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศล ด้วยการถวายเครื่องสักการะ พลีกรรมแก่ปรมาจารย์ทั้งหลายทั้งปวงที่มาประสิทธิประสาทความรู้ให้แก่ศิษย์
๒.เพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดความมั่นใจในการเรียนนาฏศิลป์ หรือศิลปะการแสดงของไทยเป็นอย่างดีเมื่อได้ผ่านพิธีกรรมมาแล้ว
๓.เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษหากศิษย์ได้กระทำบางสิ่งที่ผิดพลาดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ไม่ว่าจะเป็นด้านกายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรมก็ตาม
๔.เพื่อไว้สำหรับต่อท่ารำที่เป็นเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงสำหรับผู้เรียนนาฏศิลป์ เพราะมีความเชื่อมาแต่โบราณว่าเพลงหน้าพาทย์บางเพลงจะต้องต่อท่ารำในพิธีไหว้ครูจึงจะเกิดเป็นสิริมงคล ทั้งแก่ผู้สอนและผู้เรียน
๕.เพื่อเป็นสิ่งเตือนสติให้ศิษย์ระลึกถึงครู อันเป็นเครื่องเตือนใจที่จะประพฤติแต่ในสิ่งที่ดีงาม อยู่ในศีลธรรมจรรยา ตั้งตนอยู่ในโอวาทคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์
๖.เพื่อเป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวที อันเป็นเครื่องหมายของศิษย์ เป็นแบบอย่างที่ดีส่งเสริมให้ศิษย์รุ่นต่าง ๆ ได้ปฏิบัติเป็นเยี่ยงอย่าง
ประโยชน์ที่ได้รับจากการไหว้ครูในพิธีไหว้ครู สำหรับการแสดงของไทย
๑.สามารถทำให้เกิดความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในฐานะที่เป็นศิษย์มีครูเหมือนกัน
๒.สามารถนำวิชาความรู้ที่เรียนมาไปถ่ายทอดได้ด้วยความมั่นใจ โดยที่ไม่ต้องกลัวว่า “ผิดครู”
๓.สามารถเสริมสร้างให้ศิษย์มีความเชื่อมั่นในวิชาความรู้ที่ได้เรียนมา กล้าแสดงออก
ไม่เก็บตัว
๔.สามารถทำให้มีความรู้กว้างขวางและเข้าใจในพิธีกรรมเช่นนี้อย่างชัดเจน
๕.สามารถทำให้เกิดความสบายใจหากได้ทำสิ่งใดผิดพลาดไป ก็จะได้เป็นการขอขมาครู ไปด้วย
ประวัติการไหว้ครูในพิธีไหว้ครู สำหรับการแสดงของไทย
การประกอบพิธีไหว้ครูนั้นไม่ปรากฎหลักฐานถึงความเป็นมาของพิธีไหว้ครูและครอบครู การแสดงของไทยว่าสืบเนื่องมาตั้งแต่เมื่อใด แต่ได้มีการกำหนดระเบียบแบบแผน เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติโดยการบอกเล่าต่อ ๆ กันมาเป็นมุขปาฐะ และมีการกล่าวอ้างถึง ตำราพิธีไหว้ครูและครอบโขนละครของไทยเป็นหลักมีอยู่ ๒ ฉบับ คือ สมุดไทย มีจำนวน ๓ เล่ม แต่คงเหลือเพียงเล่มที่ ๒ เพียงเล่มเดียว ส่วนเล่มที่ ๑ และเล่มที่ ๓ หายไป ซึ่งเข้าใจว่าได้มีนักปราชญ์รวบรวมชำระทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราเป็นพิธีไหว้ครูครอบโขนละครฉบับหลวง ในรัชกาลที่ ๔ ส่วนอีกฉบับหนึ่งคือ สมุดไทย เล่ม ๒ ซึ่งหลงเหลือมาจากฉบับแรกแล้วตีพิมพ์ใช้เป็นแบบฉบับของการทำพิธีไหว้ครูและครอบโขนละครในรัชกาลที่ ๖
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พิธีไหว้ครูละครหลวงได้เริ่มเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖
พ.ศ.๒๓๙๗ ส่วนการไหว้ครูนอกพระราชวังนั้นก็เริ่มมีมานานแล้ว เพราะได้ปฏิบัติกันเป็นประเพณีติดต่อกัน อย่างเช่น การฝึกหัดละครโนราห์ชาตรี เมื่อหัดรำเพลงครูได้แล้ว ครูจึงสอนให้ท่องบทเพราะละครโนราห์ชาตรียังใช้ร้องกลอนสด ไม่มีหนังสือบทอย่างละครในกรุงเทพฯ แล้วสอนให้ร้องและรำทำบทไปจนพอทำได้ ผู้ที่เป็นครูหัดจึงพาไปให้ครูครอบเรียกว่า “เข้าครู”
พิธีไหว้ครูนั้นมีมาแต่โบราณ และมีอยู่ในแทบทุกสาขาอาชีพของคนไทย โดยเฉพาะในวงการศิลปินแล้วการไหว้ครูจะขาดเสียมิได้
นอกจากนี้ในเรื่องของพิธีไหว้ครูนั้น ยังเกี่ยวข้องกับลัทธิธรรมเนียมของการแสดงโขนละครเพราะลักษณะพิเศษของโขนละครไทยนั้น นอกจากจะเป็นนาฏศิลป์และว่าเป็นลัทธิอีกอย่างหนึ่ง กล่าวคือ เป็นลัทธิมีพิธีกรรมของตนเอง และโดยเหตุนี้นาฏศิลป์ไทยมีความผูกพันใกล้ชิดกับศาสนาฮินดูตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม ลัทธิธรรมเนียมของโขนละครไทยที่เกิดขึ้นต่อมาจึงหนักไปในทางไสยศาสตร์หรือศาสนาฮินดู เทพเจ้าอันเป็นที่นับถือในลัทธิโขนละครนี้ก็คือ พระเป็นเจ้าของศาสนาฮินดู ได้แก่ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม และพระพิฆเนศ นอกจากนั้นก็มีเทพเจ้าอื่น ๆ อีกบางองค์ เช่น พระปรคนธรรพ ผู้ซึ่งถือกันว่าเป็นใหญ่ในทางดนตรี รองลงมา ได้แก่ ครูปัธยาย ซึ่งมีวัตถุที่เคารพแสดงออกด้วยหัวโขน ได้แก่ พระภรตฤาษี ซึ่งเป็น หัวฤาษี หน้าทอง พระฤาษีนารท ซึ่งเป็นหัวฤาษีหน้ากระดาษเขียนสี หัวพระพิราพซึ่งเป็นหัวโขน ยักษ์ หัวโขนพระราม พระลักษมณ์ เทริดโนราห์ และรัดเกล้าอันเป็นศิราภรณ์ของนางกษัตริย์ ในเรื่องละครหัวโขนอื่น ๆ ที่ใช้ในการแสดงนั้นก็ถือว่าเป็นวัตถุที่เคารพทั้งสิ้น จะจับต้องหรือตั้งไว้ที่ใดก็ต้องกระทำด้วยความเคารพ
วันที่นิยมประกอบการไหว้ครูในพิธีไหว้ครู สำหรับการแสดงของไทย
การจัดพิธีไหว้ครูมีข้อกำหนดว่าให้กระทำพิธีเฉพาะวันพฤหัสบดีเท่านั้น อาจจะได้รับอิทธิพลมาจากพวกพราหมณ์ พราหมณ์นับถือเทพเจ้านามพระพฤหัสบดีเป็นเทพฤทธิ์ ในฐานะ
ปุโรหิตาจารย์ที่เคารพนับถือของพระอินทร์และเทวดาอื่น ๆ จึงนิยมไว้ครูกันในวันนี้ แต่ก่อนถือเป็นธรรมเนียมวันที่จะนำเด็กไปฝากเรียนต้องเป็นวันพฤหัสบดีนับเป็นวันดี มีมงคลสำหรับเด็ก เพราะพระพฤหัสบดีเป็นครูของเทวดา ละครอินเดียก่อนแสดงมีธรรมเนียมเบิกโรงด้วยตัวนาง แต่งเป็นนกยูงมารำถวายพระพิฆเนศ แล้วผู้กำกับเวทีจะออกมา นางที่แต่งเป็นยกยูงก็จะถามว่าต้องการสิ่งใด ผู้กำกับเวทีจะตอบว่า ขอให้ตัวละครพูดจาสละสลวยด้วยคำสำนวนให้เป็นที่จับใจคนดู นางนั้นก็ประทานพรให้ตัวละครพูดได้อย่างพระพฤหัสบดี
ยังมีตำนานที่ถือว่าวันพฤหัสบดีเป็นวันครู จากคัมภีร์เฉลิมไตรภพอันเป็นคัมภีร์เกี่ยวกับโหราศาสตร์โดยตรง กล่าวว่า พระอิศวรทรงสร้างพระพฤหัสบดีโดยการเอาฤาษี ๑๙ ตนมา
ร่ายเวทย์ ป่นให้ละเอียดแล้วเอาผ้าห่มผงนั้นแล้วประพรมด้วยน้ำอมฤต ได้บังเกิดเทพเจ้าขึ้นมา
มีนามว่า “พระพฤหัสบดี” ซึ่งถือว่าเป็นครูของฝ่ายธรรมะ ฝ่ายเทวดา อันตรงกันข้ามกับพระศุกร์ ซึ่งเป็นครูของฝ่ายยักษ์และอสูร ทั้งพระพฤหัสบดี และพระศุกร์ต่างก็มีเพศเป็นฤาษี แนวทำนอง เป็นครูก็ต้องเป็นฤาษี ดังนั้น เราจึงนิยมเริ่มการศึกษาสรรพวิชาต่าง ๆ ในวันนี้
นอกจากนี้ตามตำนานดาวพระเคราะห์ถือกันว่า เวลากลางวันพระพฤหัสบดีเป็นธาตุไฟ และเป็นธาตุน้ำในเวลากลางคืน มีแสงเหลืองให้ความอบอุ่นและชุ่มชื้น เป็นดาวพระเคราะห์ที่ให้วิทยาความรู้แก่มนุษย์ เราจึงถือว่าวันพฤหัสบดีเป็นครู ลักษณะของพระพฤหัสบดีเป็นเทพฤาษี สีกายเป็นสีแก้วไพฑูรย์ อาภรณ์ใช้แก้วมุกดาหาร ถือกระดานชนวน มีกวางทองเป็นพาหนะ
ในปัจจุบันการไหว้ครูสำหรับการแสดงของไทย นอกจากจะทำในวันพฤหัสบดีแล้ว วันที่สามารถทำพิธีได้อีก ๑ วัน คือ วันอาทิตย์ ซึ่งถือว่าเป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่ง แต่ไม่ทำในวันดังกล่าว ที่ตรงกับวันพระเดือนที่นิยมประกอบการไหว้ครูในพิธีไหว้ครู สำหรับการแสดงของไทย
เดือนที่นิยมกระทำพิธีไหว้ครู ตามแบบโบราณนิยมให้ประกอบพิธีไหว้ครูและครอบครูในเดือนคู่ เช่น เดือน ๔ เดือน ๖ เดือน ๘ เดือน ๑๐ เดือน ๑๒ และเดือนยี่ แต่มีข้อยกเว้นเดือนเดียวคือ เดือน ๙ เช่นเดียวกับการทำพิธีมงคลสมรส อนุโลมให้จัดพิธีได้ เหตุที่ถือว่า ๙ เป็นเลขมงคลของไทยสืบมา
ในบางครั้งตามคติโบราณ ยังนิยมว่าจะต้องระบุจันทรคติเพิ่มขึ้นด้วย เช่น เมื่อเลือกวันพฤหัสบดีคู่ได้แล้วพิจารณาอีกว่าตรงกันวันขึ้นแรมข้างใด ถ้าเป็นวันพฤหัสบดีข้างขึ้นก็นับว่าเป็นมงคลยิ่ง เพราะข้างขึ้นถือว่าเป็น “วันฟู” ข้างแรมถือว่าเป็น “วันจม” การประกอบพิธีนิยมวันข้างขึ้นซึ่งเป็นวันฟู เป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองนั่นเอง
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในบางครั้งไม่อาจปฏิบัติได้ครบถ้วนตามโบราณบัญญัติ ก็มิได้ถือว่าเป็นการเสียหายแต่อย่างไร เพราะอาจขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้จัดสถานที่สำหรับจัดการไหว้ครูในพิธีไหว้ครู สำหรับการแสดงของไทย
สำหรับสถานที่ที่ใช้ในการจัดพิธีไหว้ครูนั้น อาจแบ่งออกได้เป็น ๓ ลักษณะ คือ
๑.ภายในเคหสถาน ซึ่งนิยมจัดกันมากเพราะละครแต่ละโรงนั้นก็นิยมจัดพิธีไหว้ครูเป็นประจำทุกปีที่บ้านของตนเองหรือของหัวหน้าคณะนั่นเอง
๒.เป็นปะรำพิธี ลักษณะเป็นหลังคาลาดธรรมดา การจัดเป็นปะรำพิธีนี้จะต้องมีการจัดตั้งศาลเพียงตา ๓ ทิศ มีผ้าขาวล้อมรอบ ตั้งร้าน
๓.จัดเป็นโรงพิธี มีลักษณะเป็นแบบจั่วนก การจัดลักษณะนี้ต้องตั้งศาลเพียงตา ๘ ทิศ
มีราชวัตรฉัตร ธง และเป็นการจัดกลางแจ้ง
นอกจากนี้ในการจัดปริมณฑลในพิธีไหว้ครู สามารถจัดปริมณฑลได้ ๒ ลักษณะ ในกรณี
ที่มีพระพุทธและหัวโขน หรือศีรษะครูอยู่ด้วย คือ
๑.ถ้าที่กว่างจะจัดปริมณฑลแยกพระพุทธไว้ต่างหากที่หนึ่ง
๒.ถ้าที่แคบจะตั้งพระพุทธไว้กึ่งกลางหัวโขนต่าง ๆ และสูงกว่าหัวโขนอื่น ๆ

การไหว้ครูของคณะจะเด็จ ดาวเด่น จะแบ่งเป็น ๒ ลักษณะ คือ
๑.ไหว้ครูประจำปี
คณะจะเด็จ ดาวเด่น จะถือเอาวันพฤหัสบดีแรกข้างขึ้น เดือนเก้า เป็นวันไหว้ครูของคณะ ในวันดังกล่าวจะมีศิลปินในคณะมาร่วมประกอบพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน เริ่มตั้งแต่การเตรียม
จัดสถานที่ การเตรียมเครื่องสังเวย บายสี ภัตตาหารสำหรับพระสงฆ์ อาหารสำหรับผู้เข้าร่วมพิธี
วงดนตรีไทยประกอบพิธีไหว้ครู เมื่อได้เวลาประกอบพิธีกรรม จะมีเจ้าพิธีเป็นผู้ดำเนินพิธีกรรม สำหรับคณะจะเด็จ ดาวเด่น ได้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์จะเป็นเจ้าพิธีในการอ่านโองการไหว้ครู
ตามแบบแผนการไหว้ครูศิลปินทั่วไป
พิธีกรรมในการแสดงละครชาตรี
พิธีกรรมในการแสดงละครชาตรี เป็นพิธีกรรมที่กระทำขึ้นเพื่อการบูชาระหว่างผู้แสดงกับสิ่งศักดิ์สิทธ์ แบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอน คือ ขั้นตอนแรกพิธีก่อนการแสดง ขั้นตอนที่ ๒ พิธีกรรมก่อนพักการแสดง ขั้นตอนที่ ๓ พิธีหลังการแสดง
ขั้นตอนที่ ๑ พิธีกรรมก่อนการแสดง ดังนี้
๑.๑ การปลูกโรง
๑.๒ การตั้งเครื่องสังเวยบูชา
๑.๓ การบูชาครู
๑.๔ การโหมโรง
๑.๕ การร้องประกาศหน้าบท
๑.๖ การรำถวายมือ
๑.๗ การร้องเชิญครู
๑.๘ การรำซัดเบิกโรง

๑. พิธีกรรมก่อนการแสดง
การปลูกโรง
การปลูกโรง คือ การทำพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปลูกโรง เพื่อใช้ในการแสดงละครชาตรีแก้บน
โรงละครที่สำหรับใช้แสดงละครชาตรีแก้บน ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาปัจจุบันไม่มีโรงละครที่สร้างไว้เป็นแบบถาวร เท่าที่พบลักษณะของโรงละครมี ๒ ลักษณะ คือ เป็นโรงละครที่ปลูกขึ้นใช้แสดงชั่วคราวกับเป็นโรงที่สร้างขึ้นใช้สำหรับแสดงลิเก หรือ งิ้ว ตามวัด และศาลเจ้า
บางแห่ง
โรงละครที่ปลูกขึ้นใช้เป็นเวทีสำหรับการแสดงละครชาตรีแก้บน ส่วนใหญ่เป็นโรงละคร
ชั่วคราว ปลูกเป็นปะรำอยู่กลางแจ้ง มีเสากลางโรงและเป็นที่ผูกช่องคลี มีฉาก มีเตียง ๑ เตียง
ตั้งหน้าฉาก
ขนาดของโรงละครที่ปลูกนั้นไม่ได้กำหนดแน่นอน ในเรื่องของขนาดกว้าง ยาว ผู้ปลูก
กำหนดพื้นที่โดยประมาณ พอให้เป็นที่แสดงได้ ที่พบเห็นทั่วไปโรงละครมีขนาดประมาณ
๖ x ๘ เมตร แบ่งพื้นที่ของโรง ออกเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนที่ ๑ เป็นพื้นที่วางเครื่องดนตรี
ส่วนที่ ๒ เป็นพื้นที่ใช้เป็นเวทีสำหรับการแสดง และส่วนที่ ๓ เป็นพื้นที่สำหรับการแต่งตัว
ส่วนที่ ๑ และส่วนที่ ๒ ของโรงละคร เป็นด้านหน้าของโรงละครหันไปสู่ผู้ชม
ส่วนที่ ๓ เป็นด้านหลังโรงละคร
ด้านหน้าโรงละคร

พิธีการปลูกโรงละครชาตรีแก้บน ต้องปลูกหันหน้าโรงละครไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คือ ต้องหันด้านหน้าโรงละคร เข้าหาด้านหน้าของโบสถ์ หรือทางด้านหน้าของศาลเจ้า ในกรณีที่มีการปลูกศาลเพียงตา เพื่อตั้งเครื่องสังเวย การปลูกโรงละครต้องปลูกหันด้านหน้าโรงละครเข้าหาศาลเพียงตา เช่นเดียวกัน การปลูกโรงละครชาตรีแก้บนส่วนใหญ่ จึงหันด้านหน้าโรงไปทาง
ทิศตะวันตก หากหันหน้าโรงตรงตามทิศดังกล่าวไม่ได้ ก็ต้องพยายามปลูกโรงเลี่ยงให้ด้านหน้า โรงละคร หันไปยังทิศทางสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ๆ
“เสากลาง” ของโรงละครชาตรีแก้บน เป็นส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทำพิธีกรรม ในการปลูกโรง ก่อนจะเริ่มทำพิธีบูชาครู หัวหน้าคณะหรือนายโรง ซึ่งเป็นผู้ทำพิธีต้องขอกิ่งมะยมจากเจ้าภาพ การใช้กิ่งมะยม เพราะถือว่า ชื่อเป็นมงคล ดอกไม้ ธูปเทียน และดอกไม้ ไผ่ ๓ เส้น เพื่อมาทำพิธีปลูกโรง ผู้ทำพิธีกรรมนี้ ต้องได้รับการถ่ายทอดการทำพิธีปลูกโรง มาจากผู้สืบทอดพิธีกรรมจึงจะทำได้ ผู้ทำพิธีเริ่มพิธีด้วยการไหว้แม่พระธรณี ในบริเวณที่เป็นที่แสดง ไหว้พระภูมิเจ้าที่ ไหว้แม่ย่านางเสาทุกต้นที่อยู่รอบเวที ต่อจากนั้นผู้ทำพิธี ตั้งนะโม ๓ จบ ต่อด้วยบทคาถา ชุมนุมเทวดา และเริ่มว่าคาถาปลูกโรงกำกับการใช้ตอก ๓ เส้น ผูกกิ่งมะยมไว้กับเสากลางนั้น
๓ เปลาะการกระทำดังกล่าว จึงมีผู้เรียกพิธีกรรมตอนนี้ว่า “ผูกโรง”
การว่าคาถากับการผูกตอก จะต้องทำให้สัมพันธ์กัน ดังนี้
เมื่อผู้ทำพิธีท่องคาถาว่า “มะเทนะ วิสะ” ผู้ทำพิธีจะต้องบิดตอกหมุนเป็นเกลียวจากซ้ายไปขวา แล้วสอดปลายตอกเสียบขึ้นให้พอดีกับคาถาว่า “เท – พระ”
การผูกกิ่งมะยมกับเสากลางที่เรียกว่า การปลูกโรงนี้ต้องผูกเป็น ๓ เปลาะเรียงเป็นลำดับลงมา การผูกตอกแต่ละเส้น ต้องว่าคาถากำกับทุกครั้ง
การผูกกิ่งมะยมด้วยตอกไม้ไผ่กับเสากลางโรง มีความหมายและเป็นสัญลักษณ์ว่า ได้มีการปลูกโรงสำหรับการแสดงละครขึ้นแล้ว
ปัจจุบันการปลูกโรงยังคงมีอยู่ บางเวทีไม่มีเสากลางโรง หัวหน้าคณะหรือนายโรงจะทำพิธีปลูกโรงไว้กับเสาด้านขวามือของโรง แล้วเอาซองคลีแขวนไว้ที่เสานั้น พิธีกรรมการปลูกโรงนี้ ยังพบบางคณะยังถือปฏิบัติอยู่ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับหัวหน้าคณะ หรือนายโรงจะทำได้หรือไม่
ขั้นตอนที่เป็นพิธีกรรมของการปลูกโรง เป็นพิธีกรรมที่หัวหน้าคณะต้องให้ความสำคัญ คือ การหันหน้าโรงละครให้ถูกทิศทางที่แสดง และพิธีกรรมปลูกโรง เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าทำถูกต้องจะนำความเป็นสิริมงคลมาให้ทั้งผู้หาละคร และผู้แสดงละครในวันนั้น
การตั้งเครื่องสังเวยบูชา คือ การถวายเครื่องสังเวยต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เจ้าภาพได้บนบาน
ศาลกล่าวไว้ เป็นความเชื่อว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นจะมาประทับและรับเครื่องสังเวย ดังนั้น การตั้งเครื่องสังเวยบูชา เพื่อการแก้บนนั้น จะต้องตั้งวางบนศาลเพียงตา และจัดที่สำหรับการประทับ ของเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อัญเชิญมาด้วย
ศาลเพียงตา หมายถึง สิ่งที่ปลูกสร้างขึ้น เป็นที่วางเครื่องเซ่นสังเวย และที่นั่งประทับสำหรับเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้รับเชิญเสด็จมารับเครื่องสังเวยหรือของแก้สินบน
ลักษณะของศาลเพียงตา ทำเป็นแคร่ (หรือโต๊ะ) มี ๔ ขา ๒ แคร่
แคร่หนึ่งเป็นที่ประทับของเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทับของที่สำคัญที่แคร่นี้ประกอบด้วย
ร่ม ๑ คัน สำหรับกางให้เทพเจ้า แก้วใส่น้ำสะอาด ๑ ชุด สำหรับเทพเจ้าได้ดื่มระหว่างประทับดูละคร หมอนขวาน ๑ ลูก ขนาดของแคร่นี้ความกว้างพอประมาณ แต่ต้องสูงกว่า แคร่วางเครื่องสังเวย
อีกแคร่หนึ่งมี ๔ ขา เช่นเดียวกัน มีขนาดกว้างยาว ขนาดพอเหมาะที่จะวางเครื่องเซ่นสังเวย ได้แก่
หัวหมู ๑ หัว (พร้อมขา ๔ ขา หาง ๑ หาง และลิ้น ๑ อัน )
เป็ด ๑ ตัว
ไก่ ๑ ตัว
บายศรีปากชาม ๒ ที่
กล้วยหวีงาม ๑ หวี (ใช้กล้วยน้ำไท หรือกล้วยน้ำว้า)
มะพร้าวอ่อน ๑ ลูก
ขนมต้มแดง ๑ ที่
ขนมต้มขาว ๑ ที่
เผือกต้ม ๑ ที่
มันต้ม ๑ ที่
ดอกไม้และธูปเทียน
ผลไม้อื่น ๆ รวมให้ได้ ๗ ชนิด ๑ ที่ (ส่วนมากใช้ผลไม้ตามฤดูกาล)
เครื่องเซ่นสังเวยนี้ทั้งหมดเป็นของสุก เพราะถวายเทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่นพระพุทธรูปต่าง ๆ เป็นต้น
ความสูงของแคร่เครื่องสังเวย สูงระดับตา จะเป็นระดับตาของผู้ใดก็ได้ เพื่อความสะดวกในการจัดทำพิธี กำหนดความสูงระดับตาเด็ก ดังนั้น ศาลเพียงตานี้จึงไม่ปลูกสูงมาก
การปลูกศาลเพียงตาต้องหันด้านหน้าของศาลไปทางทิศตะวันออก ศาลเพียงตาต้องอยู่ห่างจาก โรงละครประมาณ ๓ – ๔ วา ประมาณว่า ไม่ให้เงาของโรงละครมาทับได้ เพราะถือว่ามี เทพเจ้าหรือเจ้าพ่อ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาประทับ
โดยความเชื่อของผู้แสดง เทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อได้รับเชิญแล้วจะต้องเสด็จลงมาประทับ ทรงดูละครได้แค่เที่ยงวัน เพราะเทพทุกองค์ต้องขึ้นเฝ้าพระอิศวร ผู้แสดงจึงทำเป็นประเพณีมาว่า ตั้งแต่ ๑๒.๐๐ น. เป็นต้นไป จนถึงเวลา ๑๓.๐๐ น. จึงต้องหยุดการแสดง แม้แต่เครื่องดนตรี ใครจะไปตีหรือเคาะเล่นก็ไม่ได้ เพราะถือว่าทำให้เทพเจ้าต้องเป็นกังวล แคร่ที่ประทับหรือที่วางเครื่องเซ่นสังเวยนี้ อาจจะทำเป็นโต๊ะ หรือแคร่เดียวก็ได้บางครั้งไม่มีหมอนขวาน ถือว่าไม่เป็นอะไร แต่อย่างขาดร่ม และแก้วน้ำ
ของแก้บนหรือเครื่องเซ่นสังเวยเจ้าภาพจะต้องเป็นฝ่ายตระเตรียม เมื่อคณะละครไปถึงเจ้าของคณะละครหรือตั้วโผและตัวตลกจะไปช่วยกันจัดวางให้ถูกต้อง
เมื่อตั้งศาลเพียงตา และจัดวางเครื่องของสังเวยเรียบร้อยแล้ว ก่อนเวลาแสดงในช่วงที่นายโรงทำพิธีผูกโรงเสร็จแล้ว เจ้าภาพต้องนำตอก ๓ เส้น ไปมัดด้ามร่ม ที่กางไว้กับขาแคร่ ข้างใดข้างหนึ่งของศาลเพียงตาที่เป็นที่ประทับ มัดเป็น ๓ เปลาะ เปลาะหัวและท้ายต้องมัดให้แน่น เฉพาะเปลาะกลาง ให้มัดเป็นเงื่อนกระตุกเพื่อไว้ทำพิธีตอนลาเครื่องสังเวย ต่อจากนั้นเจ้าภาพจะต้องจุดธูปเทียนกล่าวถวายของแก้บนในช่วงการคำถวายมือ
การบูชาครู
การบูชาครู คือ การกระทำเพื่อแสดงความเคารพ และระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ ซึ่งหมายถึง พระภรตฤาษี หรือที่ผู้แสดงเรียกว่า “พ่อแก่” และรวมถึงบุคคลที่เป็นครูบาอาจารย์ที่เป็นถ่ายทอดวิชาความรู้ทางการละคร และการดนตรี นอกจากจะเป็นการระลึกถึงพระคุณแล้ว ยังเป็นการบอกกล่าวขอพร ขอความคุ้มครองป้องกัน ให้การแสดงราบรื่น ได้ชื่อเสียง และ
ขอขมาโทษต่อครูบาอาจารย์ หากกระทำสิ่งใดที่ไม่สมควรในขณะที่ทำการแสดง
การบูชาครู ของคณะละครทุกคณะ จะทำหลังเวที โดยนำศีรษะพระภรตฤาษี ตั้งเป็นประธานยกสูงกว่าศีรษะที่ใช้ในการแสดง ได้แก่ ชฎา มงกุฎ และเครื่องประทับศีรษะต่าง ๆ ผู้อาวุโสของคณะซึ่งส่วนมากจะเป็นหัวหน้าคณะเป็นผู้ทำพิธีบูชาครู
ก่อนทำพิธีบูชาครู ผู้กระทำพิธี ต้องเตรียมอุปกรณ์ในการบูชา ได้แก่ กระถางธูป เชิงเทียน ของบูชาครู ได้แก่ หมากพลู ผลไม้ ๑ ที่ น้ำสะอาด ๑ แก้ว จัดวางให้เป็นระเบียบ บริเวณหน้าที่ตั้งพระภรตฤาษี เตรียมธูป ๕ ดอก เทียน ๑ เล่ม ดอกไม้พวงมาลัย และเงินกำนน ๑๒ บาท สำหรับการบูชาครู
การทำพิธีบูชาครูของการแสดงละครชาตรีแก้บน จะเริ่มประมาณ ๑๐.๐๐ น. โดยผู้ทำพิธีบูชาครู จุดธูปเทียน และกล่าวอัญเชิญครู ถวายผลไม้ น้ำและเครื่องสักการะ คือ ดอกไม้
ธูปเทียน และเงินกำนน ขอพรและขอขมาตามลำดับ ต่อจากนั้นผู้ทำพิธีจะปักธูปเทียนในที่ที่เตรียมไว้ ในขณะที่ทำพิธีบูชาครู ผู้แสดงทุกคน ในคณะต้องหยุดกระทำกิจต่าง ๆ เช่น กำลังแต่งกาย แต่งหน้า เพื่อตั้งจิตและบูชาครูไปพร้อม ๆ กัน
ในเวลาเดียวกับการทำพิธีบูชาครูทางการแสดงละคร ทางวงดนตรีต้องทำพิธีบูชาครู
ไปพร้อมกัน โดยหัวหน้าวงเป็นผู้ทำพิธีบูชาครู ดอกไม้ ธูป เทียน เมื่อถวายบูชาครูแล้ว จะปัก
ติดไว้กับตะโพน เพราะทางฝ่ายผู้เล่นดนตรีเชื่อว่า ตะโพน คือ ตัวแทน “ครู” ทางดนตรี

เครื่องบูชาครูดนตรี
การทำพิธีบูชาครูแต่ละคณะ อาจจะมีในส่วนรายละเอียดต่างกัน ทุกคณะจะใช้ธูป
จุดบูชาครู ๕ ดอก เป็นเรื่องที่ผู้แสดงละครชาตรีแก้บน ทำสืบทอดกันมาว่า การบูชาครูต้อง
จุดธูป ๕ ดอก แต่คณะจะเด็จ ดาวเด่น จุดูธูปบูชาครู ๙ ดอก เพราะมีความเชื่อในเรื่องขององค์เทพพระนารายณ์ เมื่อจุดธูปบูชาครู จึงรวมไปถึงการบูชาพระนารายณ์ด้วย และทางคณะทำสืบต่อกันมาเช่นนี้ และในช่วงของการแสดง บางคณะจะจุดธูปบูชาครูต่อเนื่องไว้ตลอดไม่ให้ขาดควันธูปจนกว่าแสดงเสร็จ และเมื่อเริ่มแสดงตอนบ่ายจะจุดใหม่อีกครั้ง จนกว่าแสดงเลิก โดยมีเหตุผลว่า การจุดธูปไม่ให้ขาดควันนั้นเป็นความเชื่อของผู้แสดงในคณะนั้นว่า ครู และ เทพเจ้ายังอยู่ดูแลปกป้องรักษาผู้แสดงจนกว่าจะจบการแสดง
บางคณะในการทำพิธีบูชาครู เช่น คณะสร้อยทองหิรัญ ผู้ทำพิธีทำน้ำมนตร์ไปด้วย
และนำน้ำมนตร์ไปประพรมผู้แสดงในคณะและซัดไปรอบเวที ด้วยความเชื่อว่าได้ขอน้ำมนตร์จากครู คือ พระภรตฤาษี มาประพรม เพื่อความเป็นมงคลและที่ซัดไปรอบ ๆ เวทีก็เพื่อไล่สิ่งที่เป็นเสนียดจัญไร หรือสิ่งที่ชั่วร้าย ซึ่งมองไม่เห็นตัวตน ให้พ้นจากบริเวณโรงละคร และนำหมากพลูที่บูชาส่วนหนึ่ง มาใส่ในโทนชาตรีตีให้เกิดเสียงดังเป็นพิธี ทั้ง ๒ ลูก ด้วยความเชื่อว่าเสียงโทนที่ดังก้องไปทำให้ชื่อเสียงของคณะดังตามไปด้วย
เมื่อเสร็จการบูชาครู หัวหน้าคณะ จะเป็นผู้บอกให้วงดนตรีเริ่มโหมโรง
การโหมโรง
การโหมโรง คือ การบรรเลงดนตรีก่อนที่จะมีการแสดง การโหมโรงของละครชาตรี โหมโรงด้วยปี่พาทย์ชาตรี ได้แก่ ปี่ใน โทนชาตรี กลองชาตรี ฆ้องคู่ ฉิ่ง กรับคู่ (กรับไม้ไผ่) การโหมโรงนี้ทางผู้เล่นดนตรีให้ความหมายไว้ ๓ ประการ คือ ประการที่ ๑ เป็นการไหว้ครู ทางดนตรี ประการที่ ๒ เป็นการปรับเสียงดนตรีและปรับมือผู้เล่นให้เข้ากัน (เพราะผู้มาเล่นในบางครั้งอยู่คน ละที่ หัวหน้าคณะหามาเล่นรวมกัน) ประการที่ ๓ เพื่อเป็นการประกาศให้คนทั่วไปทราบว่าที่นี่มีละคร และใกล้เวลาเริ่มแสดงแล้ว
ก่อนการแสดงละครชาตรีแก้บน จะต้องโหมโรง ๒ ช่วง ในช่วงที่ ๑ จะทำต่อจากพิธีบูชาครู การโหมโรงในช่วงที่ ๒ จะเริ่มเวลาประมาณ ๑๓.๓๐ น.
การโหมโรง ถือเป็นธรรมเนียมของการแสดงละคร ก่อนเริ่มแสดงต้องมีการโหมโรง
ทุกครั้ง
สาขา/ประเภท
ความเชื่อ
ละครชาตรี เป็นละครรำที่นิยมใช้แสดงแก้บนมาแต่โบราณ ด้วยความเชื่อที่ว่าผู้แสดงละครชาตรีมีคาถาอาคมและสามารถติดต่อกับเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ ใครจะหาละครแก้บนต้องหาละครชาตรี เพื่อให้เทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยดลบันดาลให้ได้สิ่งที่ต้องการ
ละครชาตรี มีบทบาทในการนำมาใช้เป็นเครื่องแก้บนของคนไทยหลายยุคหลายสมัย สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะพื้นฐานของสังคมไทยที่ยังมีความเชื่อในเรื่องของภูตผีวิญญาณ โชคเคราะห์ การยึดมั่นในสิ่งที่ตนเคารพนับถือ สิ่งเหล่านี้ทำให้มีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ และการดำเนินชีวิตของคนไทย หากมีความประสงค์ในสิ่งใดและสิ่งนั้นยากที่จะทำได้หรือทำไม่ได้ง่าย ๆ หรือไม่มีทางเป็นไปได้ก็จะบนบานศาลกล่าวให้เทพยดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ และหากสมประสงค์ในสิ่งที่ต้องการก็จะตอบแทนต่อองค์เทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ด้วยการหาละครมาแก้บน
ละครชาตรี เป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์ ที่สืบทอดงานสร้างสรรค์มาจาก
บรรพบุรุษ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และข้ออ้างอิงที่แฝงอยู่ในวรรณกรรมที่เขียนไว้สำหรับการแสดงละครถือได้ว่า “ละครชาตรี” เป็นปฐมแบบการแสดงละครของไทย ละครชาตรีจะมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี หรือไม่ ยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่มีข้อสันนิษฐานจากท่านผู้รู้ซึ่งแต่ละท่านล้วนมีข้ออ้างอิงหลายประการ ทำให้อาจกล่าวได้ว่าละครชาตรีมีมาตั้งแต่ครั้งนั้น และมีแบบแผนการแสดงที่เป็นลักษณะเฉพาะสืบทอดกันต่อ ๆ มา
ลำดับขั้นตอนการแสดง
ลำดับที่ ๑ นายจะเด็จ ดาวเด่น หัวหน้าคณะ จะเป็นประธานในการจุดธูปเทียนบูชาครู และตั้งกำนนถวายครู ต่อด้วยโหมโรงปี่พาทย์เครื่องห้า ประกอบด้วยระนาดเอก ฆ้องวงใหญ่
กลองทัด ๑ คู่ ตะโพนไทย ปี่ใน เครื่องประกอบจังหวะ ได้แก่ ฉิ่ง ฉาบ กรับ
โหมโรงก่อนการแสดง
ลำดับที่ ๒ รำถวายมือด้วยการรำเพลงช้า เพลงเร็ว เจ้าภาพ จุดธูปเทียนบอกกล่าวถวายเครื่องเซ่นสังเวย ในช่วงเวลาที่จะรำถวายมือจะต้องยกเครื่องดนตรี และพาตัวรำที่รำถวายมือ
ไปบรรเลง และรำต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รำเสร็จแล้วยกเครื่องดนตรีกลับมาเวทีแสดง เพื่อแสดงเป็นเรื่องต่อไป
การตั้งเครื่องกำนนก่อนทำการแสดง

ลำดับที่ ๓ จับเรื่องแสดง เรื่องที่นิยมแสดง ได้แก่ พระรถ-เมรี จำปาทอง นางแตงอ่อน ขันทอง หลวิชัยคาวี ราชาธิราช แก้วหน้าม้า โกมินทร์ ทินวงษ์ ไชยเชษฐ์ และจะแสดงเรื่องตามที่เจ้าภาพต้องการ
ลำดับที่ ๔ ก่อนพักการแสดง จะมีพิธีลาเครื่องสังเวย ต้องใช้ตัวละคร ได้แก่ ตัวพระ
๒ ตัว ตัวนาง ๒ ตัว ตัวตลกอีก ๑ ตัว ไปลาเครื่องสังเวย ดนตรีทำเพลงเชิด
ตัวพระยกหัวหมู เป็ด ไก่ ตัวนางยกบายศรี ผลไม้ ตัวตลกยกเหล้าและน้ำ รำลาถวายเครื่องเซ่นบวงสรวง แล้วจึงจะพักลางวัน
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
ตัวอย่างที่ ๑ ร้องร่าย

ต้นเสียงร้อง เมื่อนั้น ท่านท้ายยาสิทธิ์นาถา
รับเที่ยวที่หนึ่ง ท่านท้าวยาสิทธิ์นาถา
รับเที่ยวที่สอง ท่านท้าวยาสิทธิ์นาถา
ต้นเสียงร้อง ฟังโอรสทูลแถลงแจ้งกิจจา ราชาโสมนัสในหัททัย
รับเที่ยวที่หนึ่ง ราชาโสมนัสในหัททัย
รับเที่ยวที่สอง ราชาโสมนัสในหัททัย

ตัวอย่างการใช้ท่ารำ

เนื้อร้อง ตีบท
เมื่อนั้น วางมือที่เข่า เตรียมเข้าบท
ท่านท้าวยาสิทธิ์ เอามือซ้ายเข้าอก
นาถา ใช้ท่านภาพร (ชื่อท่ารำในแม่บทใหญ่ มีความหมายถึง
ความเป็นใหญ่)



เนื้อร้อง ตีบท
การซัดท่ารับเที่ยวที่หนึ่ง รำซัดท่าด้วยท่าจีบยาวหรือกินนรรำ
(หรือใช้ท่าอื่น ๆ ที่กล่าวไว้แล้ว)
การรำซัดท่ารับเที่ยวที่สอง ต้องใช้ท่าเชื่อมสาวมือขึ้นท่าพักให้พอดีสุดวรรคการร้องรับ และจะต้องใช้ท่านี้เท่านั้น
ฟังโอรสทูลแถลงแจ้งกิจจา ใช้มือซ้ายชี้ที่ระดับหู
ราชาโสมนัสในหัททัย ใช้มือขวาจีบที่มุมปาก
การซัดท่ารับเที่ยวที่หนึ่ง รำซัดด้วยท่าผาลาเพียงไหล่ (หรือใช้ท่าอื่น ๆ)
การซัดท่ารับเที่ยวที่สอง ต้องใช้ท่าเชื่อมสาวมือขึ้นท่าพักให้พอดีสุดวรรคการร้องรับ
และจะต้องใช้ท่านี้เท่านั้น

ตัวอย่างที่ ๒ ร้องร่ายอีกหนึ่งทำนอง

ต้นเสียงร้อง เมื่อนั้น พระรถเลิศล้ำในต่ำใต้
รับเที่ยวที่หนึ่ง ในต่ำใต้
รับเที่ยวที่สอง พระรถเลิศล้ำในต่ำใต้
ตัวอย่างการใช้ท่ารำ

เนื้อร้อง ตีบท
เมื่อนั้น พระรถ มือซ้ายจีบเข้าอก
เลิศล้ำในต่ำใต้ ขึ้นท่านภาพร มีความหมายถึงความเป็นใหญ่
รับเที่ยวที่หนึ่ง รำซัดด้วยท่าจีบยาวหรือกินนรรำ (หรือใช้ท่าอื่น ๆ )
รับเที่ยวที่สอง ต้องใช้ท่าเชื่อมสาวมือขึ้นท่าพักให้พอดีสุดวรรคการร้องรับ

การใช้ท่ารำรับเที่ยวที่หนึ่ง และเที่ยวที่สอง เป็นการรำซัดถ้าตามทำนองร้องและให้เข้ากับจังหวะของการรำซัดโทน วิธีการใช้ท่ามารำซัดต่อท้ายการตีบทนี้ ผู้แสดงจะเลือกท่าเอง โดยพิจารณาให้เหมาะดูกระฉับกระเฉง ในขณะเดียวกันต้องได้ความงามด้วย
การรำหน้าพาทย์ชาตรี
การแสดงละครชาตรีเพื่อแก้บน มีการใช้ปี่พาทย์ชาตรี บรรเลงเพลงหน้าพาทย์ประกอบการแสดงกิริยาและการเคลื่อนไหว เพื่อแสดงความหมายในการแสดงท่าและอารมณ์ ต่าง ๆ ของตัวละคร
จากการเก็บข้อมูลพบว่า การรำหน้าพาทย์ชาตรีส่วนใหญ่จะเป็นการรำหน้าพาทย์ปกติ หมายถึง หน้าพาทย์ที่ใช้กับการแสดงทั่ว ๆ ไป ได้แก่ การใช้ท่ารำเพลงหน้าพาทย์ เชิด เสมอ รัว โอด และเพลงฉิ่ง การใช้ท่ารำของผู้แสดงและการแสดงละครชนิดนี้ มุ่งความสำคัญของ การดำเนินเรื่อง โดยการร้องและการเจรจามากกว่า การรำเพลงหน้าพาทย์ชาตรี จึงเป็นการรำหลังจากใช้บทตอน ๆ หนึ่งของตัวละครเพื่อเสริมให้เรื่องและอารมณ์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

ปี่พาทย์ชาตรี

เป็นการแสดงอารมณ์โศกเศร้าของตัวละคร “นางเมรี” ในเรื่องรถเสน ผู้แสดง
จะดำเนินเรื่องด้วยการร้องก่อน ในบทที่ว่า
ร้องร่าย
น้องเสียรู้เพราะรักหนักจิต ไม่ได้คิดว่าอุบายจะหน่ายหนี
จึงได้ทูลแถลงแจ้งคดี ความลับลี้อย่างไรก็ไขกัน
ลวงล่อให้น้องเสพสุรา เมาแล้วราชารีบผายผัน
น้องหลงเชื่อซื่อตรงต่อทรงธรรม์ ความทุกข์จึงพลันมาถึงองค์
ถ้าแม้นพระไม่กลับมา น้องไม่คืนพาราดังประสงค์
ว่าแล้วทรามสงวนนวลอนงค์ ซบพักตร์ลงทรงโศกี
ผู้แสดงเมื่อร้องจบปี่พาทย์ชาตรีจะบรรเลงเพลงโอด ซึ่งเป็นเพลงหน้าพาทย์ประกอบอารมณ์โศก ผู้แสดงใช้มือขวาฝ่ามือแตะที่หน้าผาก เป็นการซบ แล้วเลื่อนมือขวาลงมา พอผู้แสดงใช้ปลายนิ้วชี้แตะที่ตาทั้งสอง ปี่พาทย์ชาตรีจะลงเพลงและหยุดบรรเลงจบเพลงโอด และผู้แสดงจะใช้บทร้องหรือเจรจาดำเนินเรื่องต่อไป
กระบวนท่า
การรำตีบท คือ การรำตามบทร้องและบทเจรจา ผู้แสดงต้องใช้ภาษาท่า หมายถึง ภาษา
ที่แสดงออกมาทางกิริยาท่าทางไปตามบทร้อง และบทเจรจานั้น
กิริยาท่าทางที่แสดงออกเป็นภาษาท่า ใช้แสดงความหมายของบทละครประดิษฐ์ ดัดแปลงมาจากกิริยาท่าทางที่เป็นธรรมดาที่มนุษย์แสดงออกเป็นท่าทางแทนคำพูด

ท่าโกรธ

การรำตีบทของการแสดงละคร จึงเป็นวิธีการใช้ภาษาท่าต่าง ๆ ดังกล่าวให้ดูสวยงามกว่าการใช้ท่าทางธรรมดา โดยใช้ภาษาท่ารำให้สอดคล้องกับเพลงดนตรีและการขับร้อง ผู้แสดงต้องคำนึงถึงบท ลีลาและอารมณ์ ให้ผสมกลมกลืนกับท่ารำ นอกจากนี้ยังมุ่งหมายถึงการเลือกใช้ท่ารำได้เหมาะสม งดงาม และเป็นสง่า เน้นในการใช้มือ แขน เท้า ขา ลำตัว ใบหน้า และศีรษะ ในการ รำตีบทเป็นสำคัญ

การรำตีบทในการแสดงละครชาตรีเพื่อการแก้บน จากการเก็บข้อมูลพบว่า การรำตีบทของผู้แสดง เช่น นายโรง กษัตริย์ นางกษัตริย์ นางเอก หรือตัวเอก ค่อนข้างพิถีพิถันในการรำตีบทตามบทร้องและบทเจรจา ส่วนตัวตลกนั้นไม่ค่อยคำนึงถึงการรำตีบทนัก บางครั้งใช้การตีบทเฉพาะบทร้อง พอถึงบทเจรจาจะใช้ท่ารำทางธรรมดา หรือทำกิริยาแปลก ๆ เพื่อให้ดูตลกขบขัน และตัวประกอบอื่น ๆ ที่ออกแสดงประกอบในฉาก เช่น เป็นเสนา ใช้ท่าเดินและท่าทางประกอบการเจรจาเป็นท่าธรรมดา เป็นต้น
การรำซัดท่า
การรำซัด คือ การใช้ท่ารำตามจังหวะของการร้อง และซัดโทนชาตรี ซึ่งมีทั้งจังหวะช้าและเร็ว
การรำซัด เป็นท่ารำหลักอีกแบบหนึ่งของการใช้ท่ารำในการแสดงละครชาตรีเพื่อ แก้บน การรำซัดที่ใช้เป็นท่ารำนี้ รำตามเพลงร่าย ซึ่งเป็นเพลงที่ใช้ร้องดำเนินเรื่อง ลักษณะในการ ร้องร่าย ต้นเสียงเป็นผู้ร้องนำและลูกคู่จะร้องรับในช่วงที่ต้นเสียงร้องนำ ผู้แสดงรำตีบทและช่วงที่ ลูกคู่ร้องรับเพลงร่ายต้องร้องรับแบบทวนบท ๒ เที่ยว ผู้แสดงต้องรำซัดท่า การรำซัดท่าในช่วงลูกคู่ร้องรับ จะใช้ลักษณะท่าซัด ดังนี้
ลูกคู่ร้องรับเที่ยวที่ ๑ ใช้ท่ารำซัด ๑ ท่า จะเป็นท่าใดก็ได้ แต่ที่พบในการเก็บข้อมูล นิยมใช้ท่าสอดสร้อยมาลา ท่าผาลาเพียงไหล่ ท่าจีบยาวหรือกินนรรำ (เรียกชื่อท่ารำตามท่ารำ ในแม่บท)
ลูกคู่ร้องรับเที่ยวที่ ๒ ใช้ท่ารำอีก ๑ ท่า คือ ท่าพัก เป็นท่ารำสุดวรรคของคำร้อง เหมือนท่าพักท้ายวรรคการรำแม่บทโดยใช้ท่าสาวมือ เป็นท่าเชื่อมขึ้นไปเป็นท่าพัก การใช้ท่ารำในเที่ยวที่ ๒ จะเป็นท่าเฉพาะ และต้องใช้ท่านี้ในการรำเท่านั้น
ลักษณะเฉพาะอื่นๆ
ละครคณะจเด็จ ดาวเด่น จะเน้นการผสมผสานการแสดงของละครโบราณ และลิเก
ในปัจจุบัน โดยพิจารณาถึงความต้องการของผู้ชมเป็นหลัก แต่จะยังคงท่ารำ เพลงร้อง และเรื่องที่ทำการแสดงเป็นของโบราณไว้ ทั้งนี้ เพื่ออนุรักษ์ละครของไทยมิให้สูญหาย เพราะปัจจุบันละครจะเล่นคล้ายลิเกเป็นส่วนใหญ่ ละครดั้งเดิมจะหมดไป

ความนิยมของประชาชน
อดีต ละครจะเป็นที่นิยมของประชาชน เป็นอย่างมาก และถือเป็นศิลปะการแสดงชั้นสูง
ปัจจุบัน ละครไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนมากนัก อาจจะสูญหายไปถ้าไม่ได้รับการอนุรักษ์ส่งเสริมและสนับสนุนจากหน่วยงาน องค์กร หรือประชาชนทั่วไป เพราะปัจจุบันการแสดงละครจะคล้ายกับการแสดงลิเกในรูปของการนำมาประยุคร่วมกัน
การถ่ายทอดและการสืบทอด
คณะละครชาตรี จะฝึกหัดลูกหลานและลูกศิษย์ของตนภายในบ้าน เป็นการฝึกหัด
แบบโบราณ กล่าวคือ แม่ครูประจำคณะจะเริ่มหัดเด็กที่เป็นลูกหลาน หรือพวกที่สนใจ ตั้งแต่อายุ ๕ ถึง ๑๐ ปี เพลงที่ใช้เป็นหลักในการฝึกรำ คือ เพลงช้า เพลงเร็ว ซึ่งเป็นเพลงสำหรับรำถวายมือ ต่อจากนั้นก็จะฝึกท่องบทละคร แล้วจึงหัดร้องเป็นทำนอง และหัดเป็นลูกคู่ในการร้องรับ เมื่อฝึกฝนจนชำนาญในเบื้องต้นแล้ว จึงหัดแสดง เข้าเรื่องเริ่มตั้งแต่การแสดงเป็นตัวประกอบ สำหรับลูกหลานหรือลูกศิษย์คนใดที่ฝีมือดี มีปัญญาไวก็จะฝึกให้เป็นตัวสำคัญ ๆ ในขั้นนี้จะฝึกเด็กเหล่านั้นให้สังเกตบทบาทคนที่แสดงเก่า ๆ และให้คอยจดจำหัวหน้าคณะจะพิจารณารูปร่างและใบหน้าด้วย เพื่อวางบทว่า เหมาะที่จะหัดเป็นตัวพระหรือตัวนาง และหากตัวละครใดมีฝีมือเป็นเลิศพอที่จะเป็นนายโรงได้ ครูจะพิจารณาฝึกหรือถ่ายทอดการร้องเชิญครู และการรำซัดเบิกโรงชาตรีให้ ซึ่งถือว่าเป็นขั้นสูงสุดของการฝึกหัด
การฝึกหัดละครมักเป็นการสอนตัวต่อตัว ในบางครั้งก็สอนกันระหว่างแสดงหากคนไหนเล่นไม่ถูก ก็จะมีนักแสดงที่อาวุโสกว่าคอยแนะนำ
การหัดและการแสดงละครชาตรีจะกระทำไปพร้อมกัน เพราะถือเป็นการหัดโดยประสบการณ์ไปพร้อม ๆ กับการสร้างความชำนาญในการแสดง
ละครคณะจเด็จ ดาวเด่น สืบทอดมาจากบบรรพบุรุษ รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย รวมกว่า ๑๕๐ ปีเศษ ปัจจุบัน นายจะเด็จ สาสาร เป็นเจ้าของคณะ มีความห่วงใย และมีเจตนารมณ์ที่ต้องการให้การละครคงไว้ในปัจจุบันต่อไป โดยได้อนุรักษ์ สืบสาน การละคร ดังนี้
- เป็นวิทยากรให้กับโรงเรียนต่าง ๆ
- สอนลูกหลาน และนักเรียนที่มีความสนใจ ในศิลปะการละคร
- เป็นวิทยากรให้สถาบันต่าง ๆ ในเรื่องบทร้อง
- ออกแบบลายชุดละครต่าง ๆ และสิ่งตัดเย็บ
- เป็นครูภูมิปัญญาด้านศิลปะการแสดงละคร

ชุดการแสดง
แนวคิดในการแสดง
ละครเรื่องที่นิยมนำมาแสดงและแนวคิดในการรับเรื่อง ดังนี้
(๑) สุวรรณหงส์ - เป็นเรื่องของครูบาอาจารย์

(๒) อิเหนา - เป็นเรื่องที่เน้นความสวยงาม รำสวย เนื้อร้อง
และทำนองไพเราะ เครื่องแต่งกายสวยงาม
(๓) สังข์ทอง - เป็นเรื่องสิริมงคล
(๔) กายเพชร - เป็นเรื่องของการแข่งขัน
(๕) ไชยเชษฐ์ - เป็นเรื่องอิจฉาริษยา เล่ห์เหลี่ยม
(๖) แก้วหน้าม้า - เป็นเรื่องนางตลาด แสดงความจงรักภักดี ฉลาด ซื่อสัตย์
(๗) ไกรทอง - เป็นเรื่องที่มีคติเตือนใจ
(๘) บุญกิริยาวัตถุ - เป็นเรื่องของบรรพบุรุษของศิลปินที่ถ่ายทอดให้ผู้ชม รับรู้คติความเชื่อง เน้นคำสอนทางพระพุทธศาสนา
ฯลฯ
ละครเรื่องที่ไม่นิยมแสดง ได้แก่
เรื่องรถเสน หรือ นางสิบสอง เรื่อง พระสุธนมโนรา เพราะสาเหตุ
- เป็นเรื่องสูง
- ความเชื่อของคณะ
- เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
ละครคณะจะเด็จ ดาวเด่น ประสบความสำเร็จในการตั้งคณะตั้งแต่เริ่มแรกเคยได้รับ
การยกย่องจากหน่วยงานสถานศึกษาและองค์กรต่าง ๆ พอมีหลักฐาน คือ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เชิญไปแสดงและเผยแพร่ศิลปะการละครไทย ในงานด้านวัฒนธรรม
ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ศิลปิน
ศิลปินในคณะมีจำนวน ๑๖ คน ดังนี้

๑. นายจะเด็จ สาสาร หัวหน้าคณะ
- เกิดวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๐๙
- อยู่บ้านเลขที่ ๔๒ หมู่ที่ ๗ ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (๐๓๕) ๓๗๒๑๗๔ / (๐๑) ๙๔๘๐๑๐๐
- สถานภาพ สมรส มีบุตร ๓ คน ชาย ๑ คน หญิง ๒ คน
- ชื่อคู่สมรส นางสุนีย์ สาสาร
- การศึกษา มัธยมศึกษาปีที่ ๓

๒.นายระเด่น สาสาร
- เกิดวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๕
- อยู่บ้านเลขที่ ๓๙/๑ หมู่ที่ ๗ ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (๐๗) ๐๘๙๖๔๒๕
- สถานภาพ สมรส มีบุตร ๓ คน ชาย ๑ คน หญิง ๒ คน
- ชื่อคู่สมรส นางสำอางค์ สาสาร
- การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ ๗


๓.นายมาโนช ประจำเชื้อ
- เกิดวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๐๘
- อยู่บ้านเลขที่ ๒๖/๒ หมู่ที่ ๒ ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (๐๙) ๐๓๗๐๑๙๕
- สถานภาพ โสด
- การศึกษา -

๔.นายเดชสุริยา น่วมศิริ
- เกิดวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๒๖
- อยู่บ้านเลขที่ ๗๐/๖ หมู่ที่ ๔ ตำบลวังขอนขว้าง อำเภอโคกสำโรง
จังหวัดลพบุรี โทรศัพท์ -
- สถานภาพ โสด
- การศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)

๕.นางเรไร น่วมศิริ
- เกิดวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๐๓
- อยู่บ้านเลขที่ ๖๐/๗ หมู่ที่ ๔ ตำบลห้วยวัวตาย อำเภอโคกสำโรง
จังหวัดลพบุรี โทรศัพท์ -
- สถานภาพ สมรส บุตร ๓ คน ชาย ๒ คน
- ชื่อคู่สมรส จสอ.นพพร น่วมศิริ
- การศึกษา มัธยมศึกษาปีที่ ๖
๖.นายสนิท ลายสวัสดิ์
- เกิดวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๐๑
- อยู่บ้านเลขที่ ๓ หมู่ที่ ๑ ตำบลบางพลี อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (๐๗) ๐๑๙๕๕๙๐
- สถานภาพ สมรส บุตร ๒ คน ชาย ๑ คน หญิง ๑ คน
- ชื่อคู่สมรส นางเฉลียว มหาดไทย
- การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ ๔

๗.นางสาวเกศมณีย์ สาสาร
- เกิดวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๒๕
- อยู่บ้านเลขที่ ๓๙/๑ หมู่ที่ ๗ ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (๐๖) ๕๕๙๐๔๙๕
- สถานภาพ โสด
- การศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง

๘.นางสาวดวงแก้ว สาสาร
- เกิดวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๔
- อยู่บ้านเลขที่ ๓๙/๑ หมู่ที่ ๗ ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (๐๔) ๑๐๔๘๐๑๙
- สถานภาพ โสด
- การศึกษา มัธยมศึกษา

๙.นางอิงอร อิ่มอก
- เกิดวันที่ พ.ศ. ๒๔๙๖
- อยู่บ้านเลขที่ ๓๑/๒ หมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านปทุม อำเภอสามโคก
จังหวัดปทุมธานี โทร. (๐๒) ๙๗๙๒๕๗๓
- สถานภาพ สมรส บุตร ๑ คน หญิง ๑ คน
- ชื่อคู่สมรส นายพนอ อิ่มอก
- การศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)

๑๐.จสอ.นพพร น่วมศิริ
- เกิดวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๔๙๙
- อยู่บ้านเลขที่ ๖๐/๗ ตำบลห้วยวัวตาย อำเภอโคกสำโรง
จังหวัดลพบุรี โทรศัพท์ (๐๗) ๔๐๔๔๗๔๓
- สถานภาพ สมรส บุตร ๒ คน ชาย ๒ คน
- ชื่อคู่สมรส นางเรไร น่วมศิริ
- การศึกษา -

๑๑.นางสาวสาริกา สาสาร
- เกิดวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๓
- อยู่บ้านเลขที่ ๔๒ หมู่ที่ ๗ ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (๐๖) ๘๐๘๗๔๘๓
- สถานภาพ โสด
- การศึกษา มัธยมศึกษาปีที่ ๔

๑๒.นางสาวรจนา สาสาร
- เกิดวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๑
- อยู่บ้านเลขที่ ๔๒ หมู่ที่ ๗ ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (๐๓๕) ๓๗๒๑๗๔ / (๐๕) ๙๓๐๘๓๙๒
- สถานภาพ โสด
- การศึกษา มัธยมศึกษาปีที่ ๖

๑๓.นางสำอางค์ สาสาร
- เกิดวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๑๐
- อยู่บ้านเลขที่ ๓๙/๑ หมู่ที่ ๗ ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (๐๗) ๐๘๙๖๔๒๕
- สถานภาพ สมรส บุตร ๓ คน ชาย ๑ คน หญิง ๒ คน
- ชื่อคู่สมรส นายระเด่น สาสาร
- การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ ๖

๑๔.นายนวเรศ น่วมศิริ
- เกิดวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๕
- อยู่บ้านเลขที่ ๗๐/๖ หมู่ที่ ๔ ตำบลวังขอนขว้าง อำเภอโคกสำโรง
จังหวัดลพบุรี โทรศัพท์ (๐๗) ๑๒๐๔๑๐๑
- สถานภาพ โสด
- การศึกษา ปริญญาตรี (นิติศาสตร์)

๑๕.นางสาวกุสุมา อิ่มอก
- เกิดวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๓๒
- อยู่บ้านเลขที่ ๓๑/๒ หมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านปทุธ อำเภอสามโคก
จังหวัดปทุมธานี โทรศัพท์ (๐๒) ๙๗๙๒๕๗๓
- สถานภาพ โสด
- การศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)



๑๖.นางสมศรี ปรีชูโภชน์
- เกิดวันที่ -
- อยู่บ้านเลขที่ ท.๖๒ หมู่ที่ - ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ -
- สถานภาพ สมรส บุตร ๔ คน ชาย ๒ คน หญิง ๒ คน
- ชื่อคู่สมรส -
- การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ ๔
ผู้บรรเลงวงปี่พาทย์

๑.นางสุนีย์ สาสาร (บรรเลงฉาบ)
- เกิดวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๙
- อยู่บ้านเลขที่ ๔๒ หมู่ที่ ๗ ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (๐๓๕) ๓๗๒๑๗๔
- สถานภาพ สมรส บุตร ๓ คน ชาย ๑ คน หญิง ๒ คน
- ชื่อคู่สมรส นายจะเด็จ สาสาร
- การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ ๔

๒.นายวันชัย จิตรนัย (บรรเลงกลอง/ตะโพนไทย/ตะโพนมอญ)
- เกิดวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๔๘๘
- อยู่บ้านเลขที่ ๓๑ หมู่ที่ ๕ ตำบลบ้านเกาะ อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- สถานภาพ สมรส บุตร ๔ คน ชาย ๒ คน หญิง ๒ คน
- ชื่อคู่สมรส -
- การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ ๔

๓.นางน้ำอ้อยทิพย์ มหากวี (บรรเลงกรับ)
- เกิดวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๖
- อยู่บ้านเลขที่ ๑๑/๑ หมู่ที่ ๓ ตำบลช้างน้อย อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
- สถานภาพ โสด
- การศึกษา -

๔.เด็กชายกันตชาติ สาสาร (บรรเลงฉิ่ง)
- เกิดวันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๔๓๗
- อยู่บ้านเลขที่ ๓๙/๑ หมู่ที่ ๗ ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (๐๗) ๐๘๙๖๔๒๕
- สถานภาพ โสด
- การศึกษา -

๕.นายชัยรัตน์ จันทร์แดง (บรรเลงระนาดเอก)
- เกิดวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๑๐
- อยู่บ้านเลขที่ ๒ หมู่ที่ ๗ ตำบลช้างน้อย อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (๐๔) ๑๓๖๓๑๐๘
- สถานภาพ สมรส บุตร ๒ คน ชาย ๑ คน หญิง ๑ คน
- ชื่อคู่สมรส นางสุนทร จันทร์แดง
- การศึกษา มัธยมศึกษาปีที่ ๖

๖.นายชลอ สุขสมโภชน์ (บรรเลงฆ้องวงเล็ก)
- เกิดวันที่ -
- อยู่บ้านเลขที่ ๘ หมู่ที่ ๓ ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (๐๓๕) ๓๗๒๒๗๓
- สถานภาพ สมรส บุตร ๔ คน ชาย ๓ คน หญิง ๑ คน
- ชื่อคู่สมรส นางสำเนียง สุขสมโภชน์
- การศึกษา ประถมศึกษาปีที่ ๔

๗.นายวิรุฬห์ คชทอง (เครื่องเสียง)
- เกิดวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๑๑
- อยู่บ้านเลขที่ ๕๔ หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านแป้ง อำเภอบางไทร
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ -
- สถานภาพ โสด
- การศึกษา
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    40494 views