พิมพ์

สิละ คณะเส็น การิม

ชื่อรายการ
สิละ คณะเส็น การิม
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคใต้
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

สิละ คณะเส็น การิม
บ้านสลุด ตำบลป่าชิง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

                การเล่นสิละมีปรากฏในภาคใต้ตอนล่างของไทยเป็นเวลาช้านาน โดยได้รับอิทธิพลจากชาวมุสลิมที่เข้ามาจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย เมื่อชาวมุสลิมส่วนหนึ่งที่อพยพเข้ามาในอำเภอจะนำ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา ทำให้เริ่มมีการแสดงสิละขึ้น การเล่นสิละได้ถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่อยมา มีการถ่ายทอดการเล่นสู่ลูกหลานทำให้ลูกหลานชาวสงขลาใน ๔ อำเภอดังกล่าวมีศิลปินมีความสามารถในการเล่นสิละ ซึ่งเป็นศิลปะชั้นเชิงการต่อสู้ด้วยอาวุธมือเปล่าเป็น และได้กลายมาเป็นศิลปวัฒนธรรมประจำท้องถิ่นจนทุกวันนี้

ในระยะเริ่มแรกลักษณะการเล่นยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนแต่เป็นการละเล่นเพื่อประลองความสามารถกันในสมัยก่อนชาวมุสลิมส่วนมากที่ความสามารถในการต่อสู้ด้วยมือเปล่า หรือมีการใช้อาวุธต่อสู้ด้วย คือ กริช เพื่อไว้ป้องกันตัวจากการศึกสงคราม เมื่อหมดศึกสงคราม สิละจึงกลายเป็นการละเล่นที่มีการประชันขันแข่ง จนเป็นนิยมอย่างแพร่หลาย

การแสดงสิละเป็นการแสดงที่มีระเบียบแบบแผนประพฤติปฎิบัติกันมาเป็นเวลานานจนกลายเป็นธรรมเนียมหรือขนบนิยมในการเล่นสิละ เมื่อเจ้าภาพต้องการรับคณะสิละไปแสดง ก็ต้องนำขันหมากไปหาคณะสิละเพื่อให้มาแสดง การติดต่อสิละมาแสดง ทำให้เกิดขนบนิยมในการรับสิละมาแสดงดังนี้

๑.การรับขันหมาก ขันหมากเป็นเครื่องบูชา ครูหมอตายาย และใช้เป็นเครื่องแสดงพันธะสัญญาระหว่างศิลปินกับเจ้าภาพผู้รับศิลปิน การรับขันหมากมีปรากฏในการละเล่นพื้นเมืองภาคใต้เกือบทุกชนิด การแสดงสิละในปัจจุบันยังมีหลายคณะที่ยังรักษาขนบนิยมการรับขันหมาก แต่ก็มีหลายคณะที่ไม่ยึดปฎิบัติ การรับขันหมากของสิละ มี ๒ ครั้ง คือ

                        ๑.๑ การรับขันหมากขณะไปติดต่อคณะสิละมาแสดงในงานต่างๆ ขันหมาก ประกอบด้วย หมาก ๓ คำ พลู ๓ ใบ ใบพลูต้องทาปูน เทียน ๓ เล่ม พร้อมเงิน ๒๕ บาท เจ้าภาพนำไปไหว้คณะสิละและประสานงานให้คณะสิละไปแสดงเผยแพร่ในงานต่างๆ ถ้าสามารถไปร่วมงานได้ก็จะรับขันหมากไว้แล้วนัดหมายวัน เวลา ที่ไปแสดงและตกลงราคากัน

                         ๑.๒ การรับขันหมากเมื่อถึงวันที่นัดแสดงสิละโดยเมื่อคณะมาถึงสถานที่รับแสดง เจ้าภาพออกมาต้อนรับพร้อมต้องมอบขันหมากอีกครั้งหนึ่ง โดยมีเงินค่าขันหมากคือเงินค่าจ้างตามแต่จะตกลงกัน

๒.ขนบนิยมก่อนการแสดงคณะสิละเมื่อรับการแสดงสิละก็จะมีการเรียกขันหมาก และติดต่อกำหนดวันแสดงเมื่อถึงวันจริงก่อนคณะสิละจะออกจากบ้านนกดนตรีจะต้องบรรเลงเพลงสิละ ๓ จบ เพื่อประโคมนัดหมายให้ชาวคณะที่ยังมาไม่ถึงได้รีบมาพร้อมกันและยังเป็นการประกาศให้ญาติพี่น้องได้รับรู้ว่าคณะสิละกำลังจะเดินทางไปการแสดงสิละแล้ว

เมื่อถึงบ้านเจ้าภาพคณะสิละรับขันหมากเรียบร้อยแล้ว นักดนตรีก็จะบรรเลงเพลงอีก ๓ จบเพื่อประกาศให้ทราบว่า คณะสิละเดินทางมาถึงแล้ว ชาวคณะทุกคนก็จะพักผ่อนตามอัธยาศัย ผู้แสดงเตรียมแต่งกาย เมื่อถึงเวลาที่ต้องการแสดงสิละจริงๆ นักดนตรีสิละจะต้องเริ่มโหมโรงอีกครั้งหนึ่ง บรรเลงเพลงเดิม ๓ จบ จึงเริ่มมีการไหว้ครู

๓.ขนบนิยมหลังการแสดงเมื่อคณะสิละแสดงการต่อสู้เรียบร้อยแล้วและเลิกโรง นักดนตรีจะบรรเลงเพลงสิละอีก ๓ จบ จากนั้นก็จะเดินทางออกจากบ้านเจ้าภาพ เมื่อคณะสิละเดินทางกลับถึงบ้านที่นัดหมายกันครั้งแรก นักดนตรีทุกคนจะร่วมบรรเลงเพลงสิละอีก ๓ จบ เพื่อประกาศให้ญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านได้ทราบว่าคณะสิละเดินทางกลับมาถึงแล้ว

๔.โอกาสที่แสดง แสดงในงานรื่นเริงและงานพิธีต่างๆ เช่น งานฮารีรายอ พิธีเข้าสุหนัต การแต่งงาน งานประเพณีแห่นก งานประจำปีหลังฤดูเก็บเกี่ยว งานอนุรักษ์เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านงานเฉลิมฉลองพิธีการต่างๆ เป็นต้น แสดงได้ทั้งกลางวันและกลางคืน การแสดงสิละในสมัยแรก ๆ เป็นการแสดงเพื่อความสนุกสนานเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงาน แลมารวมกลุ่มในการสร้างความสนุกครื้นเครงในหมู่บ้านเพราะสื่อบันเทิงอื่นๆ เข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตของคนน้อยมาก สิละจึงเป็นสื่ออย่างหนึ่งที่อยู่ในความนิยมของชาวบ้าน ทำให้เกิดการรวมตัวกันแสดง

ประวัติความเป็นมาของสิละ คณะเส็น การิม

เส็น เหลาะหมาน มีภูมิลำเนาในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ฝึกหัดเล่นสิละด้วยตนเองตั้งแต่วัยเด็กครั้นเมื่อโตเป็นหนุ่ม อายุได้ ๒๐ ปี ในพ.ศ. ๒๕๑๐ นายเส็น เหลาะหมาน จึงได้มีโอกาสฝึกสิละอย่างถูกวิธีจากครูยูโส๊ะ เสาะเหม ซึ่งเป็นนักสิละที่มีความสามารถท่านหนึ่ง ต่อมาเมื่อครูยูโส๊ะถึงแก่กรรมทำให้เส็น เหลาะหมาน ต้องฝึกฝนตนเองจนมาได้รู้จักกับครูสิละชื่อดัง คือ ครูฮัญญี สุกโกะมะขะเหร็ม ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะสิละ ชื่อคณะการิม มีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอจะนะ โดยครูฮัญญี สุกโกะมะขะเหร็ม นอกจากมีความสามารถทางสิละแล้วยังมีความรู้ด้านมวยไทย โดยเฉพาะเป็นมวยที่เดินทางมาจากอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดินแดนที่มีชื่อเสียงเรื่องมวยไชยามาตั้งแต่โบราณ ครูฮัญญี สุกโกะมะขะเหร็ม เป็นนักสิละที่มีชื่อเสียงดังมาก ต่อสู้ไม่เคยแพ้ใครจนไม่มีคู่ต่อสู้ด้วย ได้รับนายเส็น เหลาะหมาน เป็นลูกศิษย์ต่อมา เส็น เหลาะหมาน ได้ชวนสมัครพรรคพวกมาร่วมฝึกสิละ โดยครูฮัญญี สุกโกะมะขะเหร็ม ได้นำกระบวนการต่อสู้ของมวยไชยา มาปรับให้เข้ากับสิละของชาวมุสลิม ทำให้ท่างท่าการร่ายรำคณะสิละของครูฮัญญี สุกโกะขะมะเหร็ม ได้รับชื่อเสียงมาก

ท่าทางในการร่ายรำ

                ศิลปะการต่อสู้แบบสิละนี้ แต่ละคณะมีท่าทางมากมายและแตกต่างกันออกไปดังนี้

                ๑. ท่าซังคะ หรือลาเกาะห์ ตา เปา ปะ คือ ท่าเตรียมพร้อมตั้งท่าป้องกัน หรือเรียกว่าการตั้งกาด หมายถึงผู้แสดงตั้งท่าป้องกันคู่ต่อสู้

                ๒.ท่าลังคะดาน หรือลาเกาะห์ ตาเปาะดูวอ หรือลาเกาะห์ดาน ท่ายืนตรงพร้อมต่อสู้ลักษณะแทงซ้ายแทงขวา

                ๓. ท่าลังคะทีฆา หรือลาเกาะห์ ตาเปาะห์ ตีฆอ หรือท่าซีโม (ดะดา) หมายถึง ท่ายกมือป้องกัน มือข้างหนึ่งปิดท้อง อีกข้างหนึ่งยกขึ้นเสมอบ่า เป็นท่าย่างสามขุมโดยยกมือซ้ายขึ้น มือขวาป้องกันหน้า

                ๔. ท่าคะเลิมปัดหรือลาเกาะห์ ตาเปาะ เอิมบัต หมายถึง ทั้งมือและแขนอยู่ในท่าตรงข้ามกับลาเกาะห์ทีฆา

 

องค์ประกอบของการแสดงสิละ

                คณะสิละหนึ่งคณะจะมีผู้ร่วมคณะประมาณ ๕-๖ คน ประกอบด้วย

๑.ผู้แสดง การแสดงสิละนิยมเล่นกันในหมู่ชาวไทยมุสลิม เป็นศิลปะการแสดงที่ต้องใช้พละกำลังและมีท่าทางโลดโผน เฉียบคม การแสดงสิละ แบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ

            ๑.๑ การรำสิละเดี่ยว คือการอวดลวดลายท่าทางของสิละเพียงคนเดียว นิยมรำท่าไหว้ครู สิละสามารถนำมาแข่งขันเพื่อแสดงท่าสวยงามได้สิละชนิดนี้ไม่มีท่าทางการต่อสู้ ท่าทางมุ่งไปในการแสดงถึงลีลาการก้าวเท้า ถอนเท้า หมุนลำตัว และตั้งลำแขนและพลังของกล้ามเนื้อ

            ๑.๒ การรำสิละคู่ คือการต่อสู้ของคนเพียง ๒ คนลักษณะการแสดง มี ๒ ลักษณะ คือ 

                               ๑. สิละคู่เพื่อการแข่งขัน จัดเป็นกีฬาพื้นบ้าน ผู้แสดงมี ๒ คน เป็นฝ่ายรุกกับฝ่ายรับ มีการตัดสินแพ้-ชนะ และมีกติกาการแข่งขัน การแพ้-ชนะ ดูจากท่าทางการต่อสู้ฝ่ายใดทำให้อีกฝ่ายล้มลง หรือมีการแก้เกมกันในระหว่างแสดงอย่างมีชั้นเชิง หรือตัดสินแพ้-ชนะตามเสียงปรบมือของผู้ชม

                                ๒. สิละคู่เพื่อแสดงความสวยงามของท่าทางการต่อสู้เป็นการต่อสู้ที่ไม่อันตราย แสดงให้ผู้ชมดูไม่เอาจริง สิละชนิดนี้ใช้ผู้ชาย หรือผู้หญิงแสดงก็ได้

                                ๓. การำสิละหมู่ คือการรำสิละทีละหลายคน ตั้งแต่ ๔ คนขึ้นไป เพื่อแสดงความสวยงามและความพร้อมเพรียง ในลักษณะการแสดงพื้นเมือง แสดงกระบวนท่าต่อสู้ต่างๆ ไม่เน้นการแข่งขันแพ้-ชนะ คล้ายการแสดงศิลปะมวยไทย ผู้แสดงมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง อาจแสดงได้ ตั้งแต่ ๔ คนถึง ๑๐๐ คน

๒.ผู้เล่นดนตรีผู้ทำหน้าที่เล่นดนตรี ๔ คน ตีกลอง ๒ คน ตีฆ้อง ๑ คน และเป่าปี่ซูนา ๑ คน

เพลงและเครื่องดนตรี

เครื่องดนตรีในการประกอบการแสดงสิละมีความจำเป็นมากในการเรียกร้องความสนใจจากคนดูทำให้การแสดงสนุกสนานคึกคัก เพราะการแสดงสิละจะต้องมีดนตรีประกอบตลอดเวลา จังหวะในการเล่นดนตรีเปลี่ยนแปลงไปตามลีลาการต่อสู้ ในการไหว้ครูก็จะใช้ท่วงทำนองช้า ๆ ตอนคู่ต่อสู้เข้าประชิดกันก็จะเปลี่ยนเป็นจังหวะเร็ว เร้าใจทั้งผู้แสดงและผู้ชม

เครื่องดนตรีสิละ

ประกอบด้วย

๑. กลองทนใหญ่ (กือแน บือซาร์)๑ ใบ

๒. กลองทนเล็ก (กือแนก ฮาลุ้ส) ๑ ใบ

๓. ฆ้องเล็ก ๑ ใบ

๔. ปี่ซูนา ๑ เลา

การแต่งกาย

                ลักษณะการแต่งกายของสิละ มีรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ตามแบบไทยมุสลิมในภาคใต้ เนื่องจากการแสดงสิละเป็นการแสดงเพื่อใช้ในการป้องกันตัว และใช้ในการแสดงที่เป็นศิลปะการแสดง ดังนั้นการแต่งกายสิละ จึงแบ่งได้เป็น  ๒ กลุ่ม คือ

๑. การแต่งกายแบบสิละนักสู้ใช้สำหรับการต่อสู้แข่งขัน มีกติกาและการตัดสินแพ้-ชนะ การแต่งกายชนิดนี้จึงเป็นการแต่งกายที่เรียบง่าย

๒. การแต่งกายแบบสิละมาแกปูโละ คือ สิละที่แสดงศิลปะการต่อสู้ มีการแสดงท่าทุ้ม ท่าแพ้-ชนะ และมีดนตรีบรรเลงประกอบอย่างคึกคักสนุกสนาน การแต่งกายจึงเน้นการแต่งกายสวยงามมากกว่าสิละนักสู้

เครื่องแต่งกาย

ประกอบด้วย

๑. เสื้อ ผู้แสดงนิยมแต่งกายแบบพื้นบ้านดั้งเดิมของชาวไทยมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผู้แสดงจะสวมเสื้อยืดคอกลม เรียกเป็นภาษามลายูท้องถิ่นว่า “บายู ปานะตือเกาะ (คอ) มูละ (กลม)” แขนสั้นเหนือศอก มักเป็นเสื้อที่มีจำหน่าวยทั่วไป ส่วนสิละ เพื่อการแสดงมักสวมเสื้อที่เรียกว่า ตือโละบลางอ (เป็นชื่อเมืองทางเหนือของชวา) ลักษณะเป็นเสื้อคอกลม อาจมีคอตั้งแบบคอสั้นหรือไม่มีก็ได้ผ่าครึ่งหนึ่งติดกระดุม ๓ เม็ด แขนเสื้อกระบอกยาวจรดข้อมือ

๒. กางเกงขายาว (ซาลูวา กากีปันยัง) ขากว้างคล้ายกางเกงจีน มีแถบข้างตั้งแต่เอวถึงปลายขาและรอบปลายขา กางเกงที่ใช้แสดงสิละไม่มีการกำหนดตายตัว ส่วนใหญ่มุ่งความสะดวกสบายในการแสดงท่าทางต่างๆ บางครั้งก็นิยมสวมกางเกงกีฬาขายาวก็ได้

๓. สวมผ้าโสร่งทับกางเกงสั้นเหนือเข่าเล็กน้อยสมัยก่อนนิยมผ้า “ลิกัต” ซึ่งเป็นผ้ามาจากอินเดียมีลักษณะเป็นผ้าถุงลายขวางหรือตาหมากรุก ใช้วิธีพันรอบเอวทับซ้อนกันด้านหน้าท้อง หรือขมวดไว้ที่เอวปัจจุบันนิยมใช้ผ้าซอแกะคือผ้าทอยกด้วยดิ้นเงินดิ้นทองหรือผ้าปาเต๊ะ

๔. ผ้าคาดสะเอว เรียกว่า กาเฮง ลือปะ หรือผ้าลือปัค ใช้ผูกคาดทับผ้าปาลิกัตอีกชั้นหนึง เพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าหลุด เนื่องจากท่าท่างของสิละที่โลดโผนมากอาจทำให้ผ้าลิกัตหลุดได้ หรือไม่ก็คาดเข็มขัดแทนผ้าคาดเอว

๕. ผ้าโพกศีรษะ คือ ผ้าสตาแงพับเป็นรูปสามเหลี่ยมใช้โพกศีรษะหรือใช้พันรอบศีรษะแทนหมวกสำหรับสิละนักสู้ ส่วนมากสิละมาแกปูโละจำเป็นต้องเล่นสิละในงานต่างๆ จะเย็บสำเร็จเป็นหมวกเลย เรียกว่า หมวกซอแกะแทนการโพกศีรษะ ผ้าสตาแงอาจพับจีบเป็นดอกไม้เป็นครั้งคราวก็ได้ เรียกว่า ซือตาแงปาลอ และเหน็บกริชด้วย แต่กริชนั้นไม่จำเป็นต้องเหน็บเสมอไป

๖. การแต่งกายของนักดนตรีหรือลูกคู่ ลูกคู่สิละเป็นผู้ชายล้วน มักแต่งกายแบบธรรมดาอย่างการแต่งกายในชีวิตประจำวัน กล่าวคือ นุ่งโสร่งหรือนุ่งกางเกงขายาว ใส่เสื้อธรรมดาแขนยาวหรือแขนสั้นเหมือนที่เคยใส่ปกติไม่พิถีพิถันมากนัก ยกเว้นงานต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองหรืองานเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ที่ส่วนราชการหรือเอกชนจัดขึ้นเจ้าภาพมักจะใช้เงินสนับสนุนให้นักดนตรี คณะสิละแต่งกายแบบพื้นบ้านของชาวไทยมุสลิมดั้งเดิมตามความประสงค์ของผู้จัด นอกจากนั้นในกรณีที่มีการจัดการแข่งขันประลองยุทธ์แบบสิละ เพื่อชิงรางวัลในงานเทศกาลต่างๆ นักดนตรีสิละมักแต่งกายด้วยชุดพื้นบ้านเป็นทีม

ขั้นตอนการแสดงสิละ

                การเล่นสิละ เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวมีระเบียบกฎเกณฑ์ในการต่อสู้ การประดิษฐ์ท่าต่อสู้ของสิละเป็นการจัดระเบียบการเคลื่อนไหวร่างกายให้มีจังหวะท่วงทีในเชิงรุกและเชิงรับอย่างว่องไว และมีพลังแฝงไว้ด้วยความสง่างาม เรียงร้อยท่าทางอันเกิดจากกระบวนความคิดฉับพลันในการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า โดยใช้พลังปัญญาที่สุขุมเยือกเย็น ซึ่งมีผลพวงมาจากจิตสมาชิกอันแน่วแน่ จึงร่ายรำเป็นท่าทาง

                การต่อสู้สิละ จึงเกิดจากการรวมพลัง ๓ ฐานเข้าด้วยกันคือ พลังกาย พลังจิต พลังปัญญา ทำให้การต่อสู้สิละจึงเป็นการต่อสู้ที่สวยงาม หลบหลีกฉับไว และมีอานุภาพในการป้องกันตัวและทำลายคู่ต่อสู้สูง

การถ่ายทอดภูมิปัญญา

                เส็น เหลาะหมาน มีการถ่ายทอดการเรียนรู้สู่ผู้อื่นในหลายรูปแบบหลายลักษณะ ได้แก่

                ๑. การถ่ายทอดแบบตัวต่อตัว เป็นวิธีการถ่ายทอดแก่ศิษย์ที่มีความพิเศษ เพื่อให้เตรียมตัวแข่งขัน เป็นการถ่ายทอดเทคนิคในการเอาชนะการต่อสู้ หรือศิลปะการแสดงเป็นเทคนิคในการเลือกท่าทางแสดงที่สามารถเร้าใจผู้ชม ส่วนมากมักเป็นเทคนิคที่สำคัญและถือเป็นความลับ ได้แก่ การสร้างพลังจิต การใช้คาถาอาคม

                ๒. การถ่ายทอดโดยการรวมกลุ่มกัน เป็นวิธีการที่ผู้รับการถ่ายทอดได้เรียนรู้ร่วมกัน มักเป็นลักษณะการสอนแบบรวมกลุ่มใช้สอนตั้งแต่สองคนขึ้นไปเริ่มตั้งแต่การไหว้ครูจนจบขั้นตอนการต่อสู้ เพื่อฝึกหัดให้ทราบลักษณะการใช้ท่า การใช้ลำตัว ใช้ขา เท้า มือ แสดงท่าก้าวเท้า ยกเท้า ข่มเข่า การขัดเท้าขัดขา การจับการเหวี่ยง การทุ่มคู่ต่อสู้ การแบกรับน้ำหนักคู่ต่อสู้

                ๓. การคิดร่วมกันในการถ่ายทอด เส็น เหลาะหมาน จะให้ลูกศิษย์ได้ร่วมแสดงความคิดเห็น ในการแสดงท่าทางเข้ารุก และรับคู่ต่อสู้ มีการทดลองปฎิบัติให้เห็นจริงเพื่อตรวจสอบว่าความคิดเหมาะสมดีหรือควรปรับปรุงแก้ไขการต่อสู้อย่างไรพร้อมกับการให้คำแนะนำเพิ่มเติม

เก็บข้อมูล ณ บ้านสลุด ตำบลป่าชิง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๙
โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา

ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    25925 views