พิมพ์

รำโทน นครสวรรค์

ชื่อรายการ
รำโทน นครสวรรค์
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

รำโทน
ตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์

ความเป็นมาของรำโทน
               
รำโทน ตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี เป็นสังคมเกษตร ชาวบ้านอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวขยายประกอบอาชีพทำนาทำไร่เป็นส่วนใหญ่ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการทำงานความเป็นอยู่ หรืองานบุญทางศาสนา ชาวบ้านก็มักรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมร่วมกันเสมอ โดยใช้วิธีผลัดกันเอาแรง เรียกว่า ลงแขก เริ่มตั้งแต่การดำนา การเกี่ยวข้าว และการนวดข้าวจนกว่าจะเสร็จในระหว่างการทำงานจึงต้องผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยลงบ้าง เช่น อาจเปล่งเสียงร้องพร้อมๆ กัน เพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียงและจังหวะในการทำงาน ต่อมารอาจเพิ่มทำนองในการร้องจึงเกิดเป็นเพลงขึ้น ซึ่งมีทั้งการร้องร่วมกันและร้องโต้ตอบกัน
                ลักษณะการเล่นเพลงนั้นผู้เล่นมีทั้งชายและหญิง ฝ่ายชายร้องยั่วเย้าฝ่ายหญิง ฝ่ายหญิงก็จะร้องโต้ตอบฝ่ายชาย เป็นลักษณะของการแสดงพื้นบ้านประเภทหนึ่งสันนิษฐานว่าการละเล่นพื้นบ้านของจังหวัดนครสวรรค์ได้เริ่มเป็นการแสดงมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๘
                  ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๕ หรือสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒  รำวงได้แพร่หลายเข้าไปเป็นที่นิยมเล่นกันของชาวบ้านอำเภอพยุหะคีรี ชาวบ้านใช้เวลากลางคืนหลังจากที่เสร็จภารกิจประจำวันแล้วมาเล่นรำวงร่วมกันที่ลานบ้าน บ้านใดบ้านหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าจะไปเล่นร่วมกันโดยมิต้องนัดหมาย โดยก่อกองไฟที่ลานบ้านแล้วร้องรำเล่นกันไปรอบๆ กองไฟใช้ฉิ่งและรำมะนาลำตัดตีประกอบจังหวะการร้องไม่มีกำหนดเวลาของการเล่นที่แน่นอน เวลาเลิกเล่นขึ้นอยู่กับผู้ร้องและผู้รำ บางครั้งเล่นกันจนถึงรุ่งเช้าก็มี ผู้เล่นส่วนใหญ่จะเป็นหนุ่มสาว ในคืนหนึ่งจะเล่นกันหลายบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีบุตรสาว
                  คณะเพลงทรงเครื่องอาชีพในตำบลเขาทอง เป็นคณะของนายทุม นางก้านตอง เขียวทอง ซึ่งเป็นผู้มีความสามารถแสดงการแสดงพื้นบ้านได้หลายอย่างเช่น ลิเก เพลงฉ่อย ลำตัด เต้นกำ และรำวง เป็นต้น ทำให้มีผู้ฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อฝึกหัดการแสดงเป็นจำนวนมากที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้ มี ๑ คน คือ นางละม้าย แสนสุข มีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลเขาทอง เมื่อการแสดงพื้นบ้านได้กลายเป็นอย่างชีพอย่างหนึ่ง จึงมีผลให้ต้องมีการฝึกหัดทำให้วิธีการถ่ายทอดต่างไปจากเดิม กล่าวคือผู้ที่ต้องการฝึกหัดเป็นอาชีพต้องไปฝากตนเองเป็นศิษย์กับผู้แสดงที่มีฝีมือและนับถือเป็นครู รับการถ่ายทอดในลักษณะตัวต่อตัว จนกว่าครูจะเห็นสมควรว่าสามารถออกแสดงได้แล้ว จึงได้แสดงต่อไป
                   ระหว่าง พ.ศ.๒๕๒๐-๒๕๒๔ การอบรมลูกเสือชาวบ้านกำลังเป็นที่แพร่หลายในชนบท เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การแสดงพื้นบ้านถูกฟื้นฟูขึ้น การแสดงพื้นบ้านพยุหะคีรี และรำโทนกลับมานิยมเล่นกันในหมู่ชาวบ้านอีกครั้งหนึ่ง
ผู้แสดง
                 รำโทนเป็นการแสดงหมู่ จะรำเป็นคู่ระหว่างหญิงกับชาย ในอดีตไม่กำหนดจำนวนผู้แสดง แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ผู้แสดงประมาณ ๕-๖ คู่ ขึ้นอยู่กับโอกาสและสถานที่แสดง

การแต่งกาย
                แต่งกายแบบพื้นบ้านที่ปรับปรุงขึ้นมาจากการสวมใส่ของชาวบ้านในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ดูสวยงามและเหมาะสมในการแสดง และใช้ในการแสดงตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๘ เป็นต้นมา ซึ่งมีการแต่งกายดังนี้
                ผู้แสดงชาย สวมเสื้อคอกลมแขนสั้นลายดอกสีสดนุ่งโจงกระเบนพื้นทับชายเสื้อ คาดทับด้วยผ้าขาวม้าที่เอวนิยมปะแป้งให้หน้าขาวเป็นลาย สวมสร้อยคอห้องพระเครื่องและนาฬิกา
                  ผู้แสดงหญิง สวมเสื้อห้าตะเข็บหรือเสื้อบ่าน้อยเดิมเป็นเสื้อชั้นในของผู้หญิง ใช้สวมใส่เมื่ออยู่บ้านห่มผ้าแถวไหล่ข้างซ้ายห้อยชายทั้งข้างหน้าและข้างหลังนุ่งโจงกระเบนพื้น คาดทับด้วยเข็มขัดเงิน สวมกำไลข้อมือ ข้อเท้า สร้อยคอที่ทำด้วยเงิน ทัดดอกไม้เหนือหูข้างซ้าย เครื่องประดับนอกจากเป็นเครื่องหมายแสดงฐานะแล้ว ยังมีความหมายอย่างอื่นอีกด้วย เช่น กำไลข้อเท้าเป็นสัญลักษณ์ของพรมจารี หมายถึงหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน หรือแสดงค่านิยมของชุมชน เป็นต้น
เครื่องดนตรี

                 เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดงรำโทนเป็นเครื่องดนตรีประเภทตีประกอบจังหวะ ๒ ชนิดคือ รำมะนา ๒ ใบ และฉิ่ง บางครั้งก็ใช้ขลุ่ยบรรเลงด้วยซึ่งเป็นลักษณะที่แตกต่างจากการรำโทนและรำวงที่อื่นที่ใช้โทนเป็นเครื่องดนตรีหลักในการบรรเลง
บทร้อง
                บทร้องรำวงประกอบมีเป็นจำนวนมาก มีบทร้องสืบทอดมาถึงปัจจุบันประมาณ ๑๒๖ เพลงจากเดิมที่มีมากว่า  ๔๐๐ เพลง เนื้อหาของบทร้องมีหลายลักษณะได้แก่ บทเกี้ยวพาราสี บทปลุกใจให้รักชาติ บทชมธรรมชาติ และบทลาจาก เป็นต้น แต่ละบทมีเนื้อร้องค่อนข้างสั้นและร้องซ้ำๆ กันในแต่ละวรรค ทำให้จำง่าย จึงเป็นที่นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย มีบทเพลงใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาบทเพลงที่ไม่นิยมนำมาร้องเล่นจะสูญหายไปคงเหลือเฉพาะเพลงที่มีทำนองและเนื้อหาที่ไพเราะสนุกสนาน และแสดงครั้งหนึ่งๆ จะแสดงเพียง ๕-๖ คน และแสดงเพลงละเที่ยวเดียว เนื่องจากเวลาที่แสดงเป็นข้อจำกัด ชื่อเพลงเรียกตามบทร้องในวรรคแรก บทร้องที่นิยมแสดงในปัจจุบันมีประมาณ ๑๐ เพลง คือ เพลงเชิญมารำวง ชักชวนสาวงาม สาวน้อยเอวกลม หนีเสือปะจระเข้ รับขันหมาก หมู่มาลีไทรย้อยห้อยระย้า ดาราที่ไหนเล่าเอย ลาทีลาร่ำ ลาจาก
การจัดแถวและทิศทางการเคลื่อนที่
                      การรำจัดเป็นแถวตอน ๒ แถว ชายแถวหนึ่งอยู่ด้านซ้ายมือของหญิง หญิงแถวหนึ่ง เมื่อดนตรีบรรเลงขึ้นจะเคลื่อนที่ตามกันไปเป็นแถว เพื่อจัดแถววงกลม โดยผู้แสดงหัวแถวเดินนำไปล้อมผู้เล่นดนตรีและผู้ร้อง ผู้แสดงท้ายแถวถอยหลังมาบรรจบกับผู้แสดงหัวแถวเป็นวงกลม จัดระยะห่างระหว่างคู่เท่าๆ กัน ขณะแสดงจะเคลื่อนที่ตามกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา โดยยืนรำอยู่กับที่บ้าง เดินไปมา ดักหน้าดักหลังกันบ้าง และรักษาระยะห่างระหว่างคู่ มองดูเป็นระเบียบ
วิธีแสดง
                   การแสดงจะแบ่งผู้แสดงออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ผู้เล่นดนตรีและผู้ร้องเพลงฝ่ายหนึ่งและผู้รำฝ่ายหนึ่งผู้เล่นดนตรีและผู้ร้องจะนั่งอยู่กลางเวที เมื่อเริ่มแสดงผู้เล่นดนตรีรำมะนา ๒ ใบและฉิ่ง เป็นจังหวะสองชั้นผู้ร้อง ร้องเพลงโชลา เพื่อนำผู้รำออกมาตั้งแถววงกลมล้อมรอบผู้เล่นดนตรีและผู้ร้อง จัดแถวให้ได้ระยะ ผู้เล่นดนตรีและผู้ร้องหยุดการบรรเลงและการร้อง ผู้รำยืนตามปกติ จากนั้นต้นเสียงร้องเพลงขึ้นต้นวรรคแรกผู้เล่นดนตรีและผู้ร้องร้องรับเพลงนั้นๆ ในวรรคที่สองไปจนจบเพลง พร้อมกับผู้รำเริ่มรำและร้องเพลงไปด้วยโดยเคลื่อนที่ตามกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา ด้วยวิธีรำที่ช้าเนิบนาบนิ่มนวล เมื่อจบเพลงผู้รำยืนตามปกติรอเพลงลำดับต่อไป จนครบทุกเพลงที่กำหนดไว้ในการแสดงแต่ละครั้ง การเคลื่อนที่ของผู้แสดงมีทั้งรำอยู่กับที่หรือเดินไปมา ดักหน้าดักหลังกัน หรือเดินรำตามกันไปเป็นวงก็ได้ แต่จะรออยู่กับที่เป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุนี้จึงได้ชื่อว่ารำวงปักหลักอีกชื่อหนึ่ง แต่เดิมชาวบ้านออกไปรำเองด้วยอารมณ์ที่สนุก โดยมิได้มีการฝึกซ้อมมาก่อนความเป็นอิสระในการรำ ประกอบกับรำด้วยมือเปล่าทำให้ท่ารำมีความเป็นอิสระสูง จึงเกิดท่ารำมากมายตามความหลากหลายของผู้รำ ปัจจุบันได้มีการปรับท่ารำให้เป็นไปในทำนองเดียวกันแต่ก็ยังมีแตกต่างกันอยู่บ้าง เนื่องจากไม่มีข้อบัญญัติตายตัวในการใช้ท่ารำนอกจากการรำตามบทร้องแล้ว ยังพบว่าจะแสดงด้วยอารมณ์ที่สนุกสนาน สังเกตได้จากการใช้เสียงร้องตามความหมายของบทร้อง เช่น เพลงเกี่ยวกับความรักใช้น้ำเสียงออดอ้อนอ่อนหวาน ถ้าเกี่ยวกับความรักชาติใช้น้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง และถ้าเป็นการเกี้ยวพาราสีหยอกเย้ากันจะใช้น้ำเสียงเชิงยั่วเย้ากัน เป็นต้น การแสดงนี้สามารถใช้เวลายืดหยุ่นได้ตั้งแต่ ๗ นาที – ๑ ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ถูกกำหนดไว้
โอกาสที่แสดง
                    ในอดีตรำโทนเป็นการเล่นเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด และความเหนื่อยจากภารกิจประจำวันในยามค่ำคืน อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่หนุ่มและสาวได้มีโอกาสพบปะสนทนากัน นอกเหนือจากการพบปะกันในการทำงานหรืองานบุญอื่นๆ ต่อมาเมื่อรำโทนหมดความนิยมแล้ว จึงกลายมาเป็นเครื่องบันเทิงในสังคมโดยจัดเป็นการแสดงในงานมงคลต่างๆ งานบุญนักขัตฤกษ์ งานประเพณี งานรื่นเริงต่างๆ
ท่ารำและกระบวนรำ
                ท่ารำของรำโทนเป็นท่ารำที่มีความเป็นอิสระสูงส่วนใหญ่เป็นท่าธรรมชาติที่ผู้รำคิดขึ้นเอง เพลงที่นิยมนำมาแสดงมีประมาณ ๑๐ เพลง ทุกๆ เพลงจะใช้ท่ารำซ้ำกันในความหมายเดียวกันและต่างกัน ดังนั้นท่ารำแต่ละท่ามีหลายความหมาย ผู้รำสามารถที่จะเลือกใช้ท่าใดท่าหนึ่งในการรำได้  ดังนั้นจึงพบอยู่เสมอว่าท่ารำบางท่าจะต่างกันในบทร้องเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้รำเห็นว่าเหมาะสม ท่ารำบางท่าจะเน้นความหมายของบทให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่บางท่าก็ไม่ได้สื่อความหมายของบทให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่บางท่าก็ไม่ได้สื่อความหมายของบทร้องวิธีรำจำเน้นการรำให้ตรงกับจังหวะมากกว่าสื่อความหมายของบทร้องเพื่อความสนุกสนานครึกครื้นอาจจะอนุมานได้ว่าเป็นท่ารำพื้นฐานหรือท่ารำหลักของรำโทน เนื่องจากท่ารำ ๑ ท่า มีวิธีการนำไปใช้ในการรำบทต่างๆ กัน มีทั้งหมด ๑๐ ท่า ซึ่งมีชื่อท่ารำและความหมายดังนี้
                ๑.ท่าไหว้ หมายถึง ศาสนา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ความเคารพ หรือพระมหากษัตริย์
                ๒.ท่าหงายมือ ใช้ในความหมายที่เป็นนามธรรม หมายถึงใหญ่โต สวยงามฯ
                ๓.ท่าจีบสลับวงกลาง เป็นท่าที่ผู้รำใช้ทุกเพลงโดยเฉพาะการรำเพลงโชลาเป็นการรำตามจังหวะมากกว่าบทร้อง นอกจากนี้ยังใช้รำแทนการรำตีบทในบางครั้ง
                ๔.ท่าจีบมือพันกัน หมายถึง ไม่แน่นอนหรือน้ำเชี่ยว
                ๕.ท่าชี้นิ้ว เป็นท่ารำที่ใช้มากที่สุดและใช้รำทุกเพลง การชี้มีหลายลักษณะ คือ ชี้ด้านหน้า ชี้ด้านข้าง ชี้ข้างบน และชี้ด้านล่าง โดยชี้ระดับสูงตั้งแต่ศีรษะ ไหล่ อก และเอว ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุด การชี้นิ้วขึ้นข้างบนไปด้านหน้าหรือด้านข้าง หมายถึง สิ่งที่อยู่ไกลตัวบุรุษที่สาม การชี้ระดับไหล่หรืออก มักจะชี้คู่รำเมื่อกล่าวถึงและการชี้ข้างล่างระดับเอว หมายถึง สิ่งที่อยู่ต่ำกว่านอกจากนี้ยังมีการชี้ที่อวัยวะต่างๆ อีกด้วย เช่น ชี้ที่หู หมายถึง ฟัง ไพเราะ ได้ยิน ชี้ที่ตา หมายถึง มองเห็นดู ชี้ที่ศีรษะ หมายถึง คิด จำได้ หรือผม ชี้ที่จมูก หมายถึงหอม ได้กลิ่น เป็นต้น
                ๖.ท่าไว้มือ เป็นท่ารำที่ใช้มากที่สุดอีกท่าหนึ่งที่ใช้รำทุกเพลง และใช้แทนท่าชี้นิ้วได้ในบทร้องเดียวกันมีเฉพาะการไว้สูงระดับหน้าหรือศีรษะเท่านั้น ซึ่งอาจไว้มือข้างหน้าหรือด้านข้างก็ได้ จะใช้เมื่อกล่าวถึงชาติ พระมหากษัตริย์ บุรุษที่สอง หรือบุรุษที่สาม
                ๗.ท่าผายมือ มีทั้งผายมือเดียวและผายสองมือ ท่าผ่ายมือเดียวมีความหมายว่าเชิญไป ถ้าผายมือจากต่ำไปสูง หมายถึง ความสูง ถ้าผายสองมือ หมายถึงการสูญเสีย
                ๘.ท่าทาบอก เป็นท่ารำที่ใช้มากที่สุดอีกท่าหนึ่งและใช้มือเดียวมากกว่าสองมือ หมายถึง ตนเอง สิ่งที่อยู่ในใจ เช่น คิดถึง รัก ผิดหวัง ช้ำใจ เป็นต้น ถ้าใช้มือทาบอกประกอบกับการสะดุ้งตัวและเสริมสีหน้าตกใจใช้เป็นท่าตกใจ
                ๙.ท่าซ้อนมือ เป็นท่าที่หมายถึง ครบกำหนดพบกัน หลบซ่อน เป็นต้น
                ๑๐.ท่าซ้อนมือ หมายถึง เชื้อเชิญ ยกให้ บันดาลให้ เป็นต้น
                ท่ารำหลักเป็นท่ารำที่มีหลายความหมายและเป็นท่ารำที่มิได้กำหนดไว้ตายตัว ดังนั้นการรำในบทร้องเดียวกันจึงพบว่าใช้ท่ารำแตกต่างกัน แต่ก็สื่อความหมายให้เข้าใจตรงกันได้ เช่น ในบทร้องว่า “เธอรักฉันไหม” อาจใช้ท่าไว้มือไปทางคู่รำ หรือใช้ท่าทาบอก หรือท่ารักก็ได้ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการเท้าสะเอว การทอดแขนไว้ข้างตัว การตั้งวงกลาง และการไพล่หลังประกอบท่ารำที่ใช้มือเดียว โดยใช้ท่าใดท่าหนึ่งตามความถนัด จึงทำให้ท่ารำมีความหลากหลายมากขึ้นนอกจากท่ารำหลักแล้ว ยังมีท่ารำอื่นๆ ที่นำมาใช้อีก เช่น ทำรำเฉพาะ เป็นท่าที่บัญญัติไว้ตายตัว ท่าเลียนแบบธรรมชาติ เป็นต้น

เก็บข้อมูล ณ จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๔๙
โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์

สถานะภาพองค์ความรู้ที่มีอยู่
รำวงประกอบบท (รำโทน)

ผู้แสดง
รำวงประกอบบทเป็นการแสดงหมู่ จะรำเป็นคู่ระหว่างหญิงกับชาย ในอดีตไม่กำหนดจำนวนผู้แสดง ส่วนใหญ่จะร้องรำร่วมเล่นกันหมดทุกคน แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ผู้แสดงประมาณ 5-6 คู่ อาจจะมากหรือน้อยกว่าจำนวนนี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับโอกาสและสถานที่แสดง ผู้ที่ร่วมแสดงในปัจจุบันนี้ได้เข้ามารวมกลุ่มกันฟื้นฟูการแสดงพื้นบ้านเขาทองตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา
การแต่งกาย
แต่งกายแบบพื้นบ้าน ที่ปรับปรุงขึ้นจากการสวมใส่ของชาวบ้านในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ดูสวยงามและเหมาะสมในการแสดง และใช้ในการแสดงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา ดังนี้
ผู้แสดงชาย สวมเสื้อคอกลมแขนสั้นลายดอกสีสด นุ่งโจงกระเบนพื้นทับชายเสื้อคาดทับด้วยผ้าขาวม้าที่เอว นิยมประแป้งให้หน้าขาวเป็นลาย สวมสร้อยคอห้อยพระเครื่องและนาฬิกา
ผู้แสดงหญิง สวมเสื้อห้าตะเข็บหรือเสื้อบ่าน้อย เดิมเป็นเสื้อชั้นในของผู้หญิง ใช้สวมใส่เมื่ออยู่บ้าน ห่มผ้าแถบไหล่ข้างซ้ายห้อยชายทั้งข้างหน้าและข้างหลัง นุ่งโจงกระเบนพื้น คาดทับด้วยเข็มขัดเงิน สวมกำไลข้อมือ ข้อเท้า สร้อยคอที่ทำด้วยเงินทัดดอกไม้เหนือหูข้างซ้าย
เครื่องประดับนอกจากจะเป็นเครื่องหมายแสดงฐานะแล้ว ยังมีความหมายอย่างอื่นอีกด้วย เช่น กำไลข้อเท้าเป็นสัญลักษณ์ของพรมจารี หมายถึงหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงาน หรือแสดงค่านิยมของชุมชนเป็นต้น
สาขา/ประเภท
ลำดับขั้นตอนการแสดง
วิธีแสดง
การแสดงจะแบ่งผู้แสดงออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ผู้เล่นดนตรีและผู้ร้องเพลงฝ่ายหนึ่งและผู้รำฝ่ายหนึ่ง ผู้เล่นดนตรีและผู้ร้องจะนั่งอยู่กลางเวที เมื่อเริ่มแสดงผู้เล่นดนตรีจะตีรำมะนา 2 ใบ และฉิ่ง เป็นจังหวะสองชั้น ผู้ร้องจะร้องเพลงโชลา เพื่อนำผู้รำออกมาตั้งแถววงกลมล้อมรอบผู้เล่นดนตรีและผู้ร้อง จัดแถวให้ได้ระยะ ผู้เล่นดนตรีและผู้ร้องหยุดการบรรเลงและการร้องผู้รำจะยืนตามปกติ จากนั้นต้นเสียงจะร้องเพลงขึ้นต้นวรรคแรก ผู้เล่นดนตรีและผู้ร้องจะร้องรับเพลงนั้น ๆ ในวรรคที่สองไปจนจบเพลง พร้อมกับผู้รำเริ่มรำและร้องเพลงไปด้วย โดยเคลื่อนที่ตามกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา ด้วยวิธีรำที่ช้าเนิบนาบนิ่มนวล เมื่อจบเพลงผู้รำก็จะยืนตามปกติรอเพลงลำดับต่อไป จนครบทุกเพลงที่กำหนดไว้ในการแสดงแต่ละครั้ง การเคลื่อนที่ของผู้แสดงมีทั้งรำอยู่กับที่ หรือเดินไปมาดักหน้าดักหลังกัน หรือเดินรำตามกันไปเป็นวงก็ได้ แต่จะรำอยู่กับที่เป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุนี้จึงได้ชื่อว่ารำวงปักหลักอีกชื่อหนึ่ง แต่เดิมชาวบ้านจะออกไปรำเองด้วยอารมณ์ที่สนุก โดยมิได้มีการฝึกซ้อมมาก่อน ความเป็นอิสระในการรำ ประกอบกับรำด้วยมือเปล่าทำให้ท่ารำมีความเป็นอิสระสูง จึงเกิดท่ารำมากมาย ตามความหลากหลายของผู้รำ เนื่องจากผู้รำจะคิดท่ารำตามความพอใจของตน ปัจจุบันได้มีการปรับท่ารำให้เป็นไปในทำนองเดียวกันแต่ก็ยังมีแตกต่างกันอยู่บ้าง เนื่องจากไม่มีข้อบัญญัติตายตัวในการใช้ท่ารำ นอกจากการรำตามบทร้องแล้ว ยังพบว่าจะแสดงด้วยอารมณ์ที่สนุกสนาน สังเกตได้จากการใช้เสียงร้องตามความหมายของบทร้อง เช่น เพลงเกี่ยวกับความรักจะใช้น้ำเสียงออดอ้อนอ่อนหวาน ถ้าเกี่ยวกับความรักชาติจะใช้น้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง และถ้าเป็นการเกี้ยวพาราสีหยอกเย้ากันจะใช้น้ำเสียงเชิงยั่ว เย้ากัน เป็นต้น การแสดงนี้สามารถใช้เวลายืดหยุ่นได้ตั้งแต่ 7 นาที - 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ถูกกำหนดไว้
การแสดงรำวงประกอบบทในปัจจุบัน เป็นการปรับปรุงขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2511 แล้วจดจำกันต่อมาทั้งการร้องและท่ารำ ผู้แสดงส่วนใหญ่มีสาวในการปรับปรุง ท่ารำจึงเหมือนกันเป็นส่วนใหญ่ มีเพียงบางท่าเท่านั้นที่เป็นการสร้างสรรค์เฉพาะตัวผู้แสดง โดยการศึกษาบทร้องแล้วนำมาคิดเป็นท่ารำ โดนลักษณะเด่นของธรรมชาติมาเป็นหลักในการคิด แต่ละครั้งนิยมนำมาแสดงเพียง 7-10 บท มีลักษณะเด่นคือท่ารำมีความเป็นอิสระสูง วิธีรำที่ช้าเนิบนุ่มนวลเน้นการรำให้เข้ากับจังหวะ และความสนุกสนานเป็นสำคัญ ผู้เล่นดนตรีและผู้ร้องจะนั่งอยู่กลางลานดินหรือกลางเวที ผู้รำตั้งแถวเป็นวงกลมล้อมผู้เล่นดนตรีและผู้ร้อง โดยจัดแถวให้ได้ระยะห่างระหว่างคู่ตามความเหมะสม ผู้แสดงจะยืนนิ่งรอเพลงและจังหวะ ต้นเสียงจะร้องเพลงขึ้นต้นวรรคแรก ผู้เล่นและผู้ร้องจะร้องรับเพลงนั้น ๆ ในวรรคต่อไปจนจบเพลง พร้อมกันนั้นผู้รำก็จะรำไปตามบทร้อง และเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ตามกันไปทวนเข็มนาฬิกา เมื่อจบเพลงหนึ่ง ๆ ผู้รำก็จะยืนรอเพลงลำดับต่อไป จนครบทุกเพลงที่กำหนดไว้ในการแสดงแต่ละครั้ง
(บันทึกภาพโดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์ วิธีแสดงรำวงประกอบบท เพื่อบันทึกวีดิทัศน์ โดยคณะศิลปินชาวบ้านตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี ณ ศูนย์วัฒนธรรมตำบลเขาทอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ วันที่ 23 กันยายน 2549 )
โอกาสที่แสดง
ในอดีตรำวงประกอบบทเป็นการเล่นเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด และความเหนื่อยจากภารกิจประจำวันในยามค่ำคืน อีกทั้งยังเป็นโอกาสให้หนุ่มและสาวได้มีโอกาสพบปะสนทนากันนอกเหนือจากการพบปะกันในการทำงานหรืองานบุญอื่น ๆ มีผลให้เกิดความสัมพันธ์จนถึงขั้นแต่งงานสร้างครอบครัว ต่อมาเมื่อรำวงประกอบบทหมดความนิยมแล้ว จึงกลายมาเป็นเครื่องบันเทิงในสังคม โดยจัดเป็นการแสดงในงานมงคลต่าง ๆ งานบุญนักขัตฤกษ์ งานประเพณี งานเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม งานรื่นเริงต่าง ๆ ตลอดจนการศึกษาในสถานศึกษาทั่วไป
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
บทร้องรำวงประกอบมีเป็นจำนวนมาก จากการศึกษาพบว่า ยังคงมีบทร้องสืบทอดมาถึงปัจจุบันประมาณ 126 เพลง จากเดิมที่มีกว่า 400 เพลง เนื้อหาของบทร้องมีหลายลักษณะได้แก่ บทเกี้ยวพาราสี บทปลุกใจให้รักชาติ บทชมธรรมชาติ และบทลาจาก เป็นต้น ซึ่งเป็นการนำธรรมชาติใกล้ตัวมาสร้างสรรค์ขึ้น ไม่พิถีพิถันการใช้ถ้อยคำ แต่ละบทมีเนื้อร้องค่อนข้างสั้นและร้องซ้ำ ๆ กันในแต่ละวรรค ทำให้จำง่าย จึงเป็นที่นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย มีบทเพลงใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา บทเพลงที่ไม่นิยมนำมาร้องเล่นจะสูญหายไป คงเหลือเฉพาะเพลงที่มีทำนองและเนื้อหาที่ไพเราะสนุกสนาน การแสดงครั้งหนึ่ง ๆ จะแสดงเพียง 5-6 คน และแสดงเพลงละเที่ยวเดียว เนื่องจากเวลาที่แสดงเป็นข้อจำกัด ชื่อเพลงจะเรียกตามบทร้องในวรรคแรก บทร้องที่นิยมแสดงในปัจจุบันซึ่งนำมาแสดงบ่อยที่สุด มีประมาณ 10 เพลง คือ เพลงเชิญมารำวงชักชวนสาวงาม สาวน้อยเอวกลม หนีเสือปะจระเข้ รับขันหมาก หมู่มาลี ไทรย้อยห้อยระย้าดาราที่ไหนเล่าเอย ลาทีลาร่ำ ลาจาก ดังมีบทร้อง ดังนี้

1. เพลงเชิญมารำวง
เชิญเทิดเชิญมารำวง ขอเชิญโฉมยงมาสู่รำวง
อย่าเอียงอย่าอายอย่าหน่ายอย่าแหนง (ซ้ำ) อย่าหวาดระแวงให้ฉันชอกช้ำ
คนสวยขอเชิญมารำ (ซ้ำ) โอ้แม่งามขำอย่าให้ล้ำล่วงเกิน



2. เพลงชักชวนสาวงาม
ชักชวนสาวงาม ฟ้อนรำถวายเจ้าพ่อ
อนิจจารูปหล่อ รูปหล่อคิ้วต่อข้างเดียว
จะเอาเรือเข้าไปรับ ขากลับกระไรน้ำเชี่ยว
รักเธอคนเดียว น้ำเชี่ยวจะต้องพายไป (ซ้ำ)

3. เพลงสาวน้อยเอวกลม
สาวน้อยเอวกลมไว้ผมดัดลอนดัดคลื่น ใส่น้ำมันหอมรื่นสวมแต่หมวกใบลาน
แต่งตัวทันสมัยสาวไทยแบบหลวงพิบูลย์ หิ้วกระเป๋าจันทบูรแม่คุณจะไปไหนกัน ฉันจะไปดูโขน ฉันจะไปดูหนัง (ซ้ำ) มาขึ้นรถรางไปด้วยกัน


4. เพลงหนีเสือปะจระเข้
สองคนเดินเล่นชมสวน เก็บดอกลำดวนกระดังงา
ชาย โน่นแน่ะดอกจำปี หญิง ไหนเล่าพี่จำปา (ซ้ำทั้งแถว)
(พร้อม) เก็บกระดังงามาร้อยพวงมาลัย
ชาย ต๊กกะใจ เสือใหญ่มันมา หญิง ไหน ไหน ไหน ไหน
ชาย โน่นอย่างไรเล่าเธอจ๋าเสือใหญ่มันมา หญิง หนูจะรีบไป
ชาย หนูจะรีบไป หญิง หนีไปหาพี่ (ซ้ำทั้งแถว)
ชาย เร็วเร็วเข้าซิ ลงน้ำหลบภัย หญิง ต๊กกะใจ อะไรว่ายทู่
ชาย จระเข้สิหนู ตัวมันใหญ่จัง หญิง หนีเสือปะจระเข้ (ซ้ำ)
(พร้อม) หัวใจรวนเรอยู่ในวงฟ้อนรำ

5. เพลงรับขันหมาก
จงสิริบรรจงตั้งใจเอาไว้ให้ตรง ขันหมากจะมา
ครบวันครบวันสัญญา (ซ้ำ) ขันหมากจะมาให้น้องเตรียมตัว
เดินกันตามสบายเสียง เครื่องสายกล่อมหออยู่ข้างหน้า
ดีดดิง ดีดดิง ดีดดิง (ซ้ำ) ฟังเพราะเสนาะจริงหนอ
พวกสีซอของเราก็มา โขดอง โขดอง โขดอง (ซ้ำ)

6. เพลงหมู่มาลี
ดูซิหมู่มาลี สวยดีทัดดอกจำปา
ชาย พี่แบกรักมา หญิง ฉันไม่รับรัก (ซ้ำทั้งแถว)
ชาย หัวอกจะหัก หญิง ช่างเธอเป็นไร
ชาย แม่ช่อมะกอก หญิง พ่อดอกมะไฟ
ชาย เธอรักฉันไหม หญิง ฉันไม่รัก ไม่รัก
ชาย เธอพูดหลอกหลอน หญิง ใครบอกเธอเล่า
ชาย สาบานก็เอาให้งูเห่ากัดตาย

7. เพลงไทรย้อยห้อยระย้า
ไทรย้อยห้อยระย้า ลมพัดมาถลาลอยลิ่ว
โน่นแน่ะดอกกะยุงสูงลิ่ว (ซ้ำ) เป็นทิวมา
สองคนเดินเล่นชมสวน เก็บดอกลำดวนกระดังงา
โน่นแน่ะดอกอะไรเธอจ๋า (ซ้ำ) หอมชื่นใจ
8. เพลงดาราที่ไหนเล่าเอย
ดาราที่ไหนเล่าเอย ไม่นึกเลยจะสวยวิไล
ฟ้อนรำด้วยสักคนได้ไหม (ซ้ำ) อย่าคิดไปบุญฉันไม่เทียม
ชายใดเขาได้มามอง (ซ้ำ) แม่นวลน้องต้องหัวใจเรียม
ฟ้อนรำอย่าทำอายเหนียม (ซ้ำ) เรียมชวนรำชุ่มฉ่ำหัวใจ

9. เพลงดึกเสียแล้วละหนา
ดึกเสียแล้วละหนา ฉันขอลาไปก่อน
จำใจจำจากจำจร ด้วยความอาวรณ์และอาลัย
แม้ถึงวันดีโอกาสมีค่อยพบกันใหม่ ขอเชิญพระรัตนตรัย
บันดาลให้ ท่านเป็นสุขเอย

10. เพลงลาทีลาร่ำ
ลาทีลาทีลาร่ำ รำงามเสียจริงก็หนอเธอ
จากไปสักเมื่อไหร่ถึงจะเจอ สวัสดีนะเธอถึงจะเจอก็นาน
จะสั่งอะไรก็สั่ง สั่งเสียเมื่อยังไม่จากจร
รำวงพอได้เวลา (ซ้ำ) สวัสดีเธอจ๋าฉันขอลาจากจร


การจัดแถวและทิศทางการเคลื่อนที่

รำวงฯ จะจัดเป็นแถวตอน 2 แถว ชายแถวหนึ่งอยู่ด้านซ้ายมือของหญิง หญิงแถวหนึ่งเมื่อดนตรีบรรเลงขึ้นจะเคลื่อนที่ตามกันไปเป็นแถว เพื่อจัดแถววงกลม โดยผู้แสดงหัวแถวจะเดินนำไปล้อมผู้เล่นดนตรีและผู้ร้อง ผู้แสดงท้ายแถวจะถอยหลังมาบรรจบกับผู้แสดงหัวแถวเป็นวงกลมจัดระยะห่างระหว่างคู่เท่า ๆ กัน ขณะแสดงจะเคลื่อนที่ตามกันไปเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา โดยยืนรำอยู่กับที่บ้าง เดินไปมาดักหน้าดักหลังกันบ้าง และรักษาระยะห่างระหว่างคู่ มองดูเป็นระเบียบ

บทเพลงรำวงประกอบบทที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน พบว่ายังมีผู้สามารถจดจำบทร้องและทำนองได้รวม 127 เพลง ซึ่งการแสดงในปัจจุบันมิได้นำมาแสดงทั้งหมด คงเลือกมาแสดงครั้งละ 6-10 เพลงเท่านั้น ดังมีบทร้องต่อไปนี้
1. สาวเอยไม่เคยเห็นหน้า
สาวเอยไม่เคยเห็นหน้า เป็นบุญตาวาสนาเหลือเกิน
หล่ออย่างน้องยิ่งมองยิ่งเพลิน สวยอย่างน้องยิ่งมองยิ่งเพลิน
น่ารักเหลือเกินแต่ว่าจนใจหนัก รักเขากายเราไม่เทียมศักดิ์
รักเขากายเราไม่เทียมศักดิ์ วาสนาน้อยนักอย่าไปรักเขาเลย

2. เพลงลาทีลาร่ำ
ลาทีลาทีลาร่ำ รำงามเสียจริงก็หนอเธอ
จากไปสักเมื่อไหร่ถึงจะเจอ สวัสดีนะเธอถึงจะเจอก็นาน
จะสั่งอะไรก็สั่ง สั่งเสียเมื่อยังไม่จากจร
รำวงพอได้เวลา (ซ้ำ) สวัสดีเธอจ๋าฉันขอลาจากจร

3. ฝั่งทางนี้ฝั่งทางโน้น
ฝั่งทางนี้ฝั่งทางโน้น อยู่คนละฝั่งแม่น้ำ
ความรักสลักใจจำ เอ๊ย (ซ้ำ) สวัสดีนะเธอถึงจะเจอก็นาน
แม่น้ำกลั้นกลางขวางอยู่ มองดูให้เศร้าฤทัย
ไปไม่ได้ใช้สายตามอง ไปไม่ได้ใช้สายตามอง

4. ชักชวนสาวงาม
ชักชวนสาวงาม ฟ้อนรำถวายเจ้าพ่อ
อนิจจารูปหล่อ รูปหล่อคิ้วต่อข้างเดียว
จะเอาเรือเข้าไปรับ ขากลับกระไรน้ำเชี่ยว
รักเธอคนเดียว น้ำเชี่ยวจะต้องพายไป (ซ้ำ)


5. โอ้เธอจ๋า
โอ้เธอจ๋าจงจำหน้าฉันไว้ หากพลัดพรากจากไป
มารำวงไทยกับแม่หางตางอน รำกับใครมันไม่ชื่นใจเหมือนรำกับหล่อน
คนสวยเชิญมารำฟ้อน (ซ้ำ) แม่หางตางอนเชิญมารำวงไทย


6. นั่นอะไร
นั่นอะไร นั่นอะไร นั่นอะไร แหวนใครที่ใส่นิ้วมา
แหวนคนรักฉันก็ไม่ว่า (ซ้ำ) เอาไว้ดูต่างหน้าเมื่อเวลาจากกัน
เห็นแหวนแสนระกำ ชอกช้ำเพราะว่าเธอหลายใจ
เห็นจะเชื่อเห็นจะเชื่อไม่ได้ (ซ้ำ) ผู้หญิงหลายใจรักผู้ชายหลายคน

7. วันนี้รำวง
วันนี้รำวงจะไม่มาหรือก็ไม่ได้ อุตส่าห์ตั้งใจมาสมานไมตรี
ฉันเป็นรำวงชาวไร่ รำได้ไม่ค่อยจะดี
กิริยาหรือจะวางท่าที (ซ้ำ) ฉันรำไม่ดีต้องขออภัย

8. รำเถิดแม่งามงอน
รำเถิดแม่งามงอน มาถึงวงก่อนทำไมไม่รำ
ช. จะมายืนคอยใคร ญ. ทำไมฉันเล่าจ๊ะ (ซ้ำ)
ช. จะมายืนคอยใคร ญ. ทำไมฉันเล่าจ๋า
ช. คู่รักไม่มาหรือไม่เต็มใจรำ

9. ยูงยังมีแววทอง
นกยูงยังมีแววทอง มารำใกล้น้องกลัวน้องจะว่า
เดี๋ยวนี้เขามีแววทอง เขาไม่อยากมองกับพวกฝูงกา
เดินตามร้องเรียกกากา (ซ้ำ) ไม่เวทนาฝูงกาก็ช่าง
ถึงรูปจะชั่วถึงตัวจะดำ (ซ้ำ) เขาไม่อยากรำกับพวกฝูงกา


10. หนูจ๋าหนูมาจากไหน
หนูจ๋าหนูมาจากไหน หนูเป็นลูกสาวใครสวยดั่งดวงจันทร์
เธอจ๋าจะมาแกล้งยอฉัน ฉันเป็นดวงจันทร์ที่ถูกเมฆบัง
ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังรัก หัวอกจะหักเพราะรักเธอคลั่ง
รูปสวยกระไรเธอนั่น รูปสร้างสรรค์สาระพันแต่งมา


11. รำมาแต่ไกล
รำมาแต่ไกลไกล หล่อเหลือเกินอยากเดินเข้าไปใกล้
สวยเหลือเกินอยากเดินเข้าไปใกล้ คิดแล้วใจหายไม่วายแลมอง
มาเจอรักเก่าเคลียเคล้ารักใหม่ จำมาลืมฉันได้รักใหม่ทีหลัง
คิดไปคิดไปน่าคลั่ง ความหวังละลาย
ตัวเองสุขตาตัวข้าสุขใจ ยามเย็นนั่งอยู่มองดูทรามวัย


12. บ้านไกลแสนไกลอุตส่าห์มา
บ้านไกลแสนไกลอุตส่าห์มา แก้วตาจะขอรำด้วย
แม้ฉันรำไม่สวย จะขอรำด้วยเป็นคู่ฟ้อนรำ
อยู่ริมโปรดยิ้มให้ฉันสักนิด (ซ้ำ) แม่อย่าคิดว่าฉันเลวทราม
แม้ฉันรำไม่งาม จะขอรำตามกับเธอเรื่อยไป


13. สายันต์ตะวันรอน

สายันต์ (เออ เอิง เอย) ตะวันรอน
นกขมิ้นจ๋าเจ้าเอยเหลืองอ่อน (เออ เอิง เอย) บินร่อนไกลจัง




14. โอ้ความรักของชาย
โอ้ความรักของชาย มาถูกทำลายไปด้วยสายลม
เมื่อแรกรักหวังใจจะได้ชม (ซ้ำ) มาร้าวระบมเสียแล้วอกเอ๋ย
ว่าอะไรจ๋าพี่ เมื่อตะกี๊ฉันไม่ได้ยินเลย
อย่ามาทำอย่ามาทำเมินเฉย ไม่นึกเลยว่าเธอจะหน้างอ
เลิกรักเลิกรักกันเถิดหนา เธอไม่ง้อฉันไม่ต้องการ (ซ้ำ)
เปล่าดอกหลอกเล่นก็หนอเธอ เธอทำไมใจน้อย
หันหน้ามาหาฉันหน่อย (ซ้ำ) อย่าทำใจน้อยไปเลยหนอเธอ


15. แลเฝ้าแล
แลเฝ้าแลยายคนนี้สวยแน่ แลไม่เห็นใครเลย
หมดหวังหมดหวังไปตามเคย (ซ้ำ) โธ่เอ๋ยเฝ้าแต่จะแลเหลียว


16. ยามเย็นเดินเล่นสนทนา
ยามเย็นเดินเล่นสนทนา สนทนาเวลาค่ำคืน
ถ้าน้องไม่ขัดนัดให้มาเจอ (ซ้ำ) อย่างนั้นซิเอออยากเจอเสียจัง
อยากเจอตัวฉันเธอต้องการอะไร ที่พูดกันไว้อย่างไงเล่าเธอ


17. เธอจ๋าพี่มาด้วยความรักน้อง
โอ้เธอจ๋า ฉันมาด้วยความรักน้อง
จิตใจหมายปอง รักน้องพี่ถึงได้มามืด ๆ ค่ำ ๆ
อย่ารำซิเข้ามาใกล้ พวกเราพอใจผู้ใหญ่เขาไม่พอตา
เอาเถิดนวลน้อง รับรองไม่ให้ชอกช้ำ
อยู่ในวงฟ้อนรำ ศีลธรรมประจำหัวใจ (ซ้ำ)



18. โอ้สวนลุมพินี
โอ้สวนลุมพินี น้องกับพี่เคยไป
สัญญาฝากรักกันไว้ ต่อไปจะไม่ลืมเลือน (ซ้ำ)
จากกันไปหนึ่งวัน เหมือนเราจากกันไปถึงแรมเดือน
จากกันไปหัวใจคอยเตือน คิดถึงเพื่อนอยู่ในสวนลุม
สวนลุมเป็นหลุมหล่อรัก หัวอกจะหักไม่ว่าสาวและหนุ่ม
วันไหนไม่ได้ไปสวนลุม (ซ้ำ) หัวอกฉันกลุ้มสวนลุมใจปอง


19. ไตรรงค์เป็นธงชาติไทย
ไตรรงค์เป็นธงชาติไทย ถ้าแม้นชาติใดใครมาย่ำยี
ชาติใดใครมาข่มขี่ ชีวิตเราพลีรักษาเอาไว้
รักกัน (ซ้ำ 3 เที่ยว) รักให้มั่นอย่าเป็นสองใจ
เลือดเนื้อเป็นเชื้อของไทย รักษากันไว้ปรารถนาถาวร



20. ได้ยินเสียงโทนกลุ้มใจ
ได้ยินเสียงโทนกลุ้มใจ พี่อยู่ไม่ได้กลุ้มใจเหลือเกิน
จัดแจงแต่งเนื้อแต่งตัว (ซ้ำ) ผัดหน้าหวีหวีอย่ามัวอยู่เนิ่น
เสร็จแล้วก็พากันเดิน (ซ้ำ) หาความเจริญในวงฟ้อนรำ (ซ้ำ)


21. ฉันมายืนโศกเศร้า
ฉันมายืนโศกเศร้า ง่วงเหงากลัวเธอไม่รักฉัน
เธอจ๋าถ้อยคำที่ฝากกัน สัญญาให้มั่นอย่ามาโกรธฉันเลย
ช. โกรธฉันเสียเมื่อไหร่ ญ. หลายวันแล้วสิพี่
ช. โกรธฉันด้วยเรื่องอะไร ญ. หลายใจแล้วหล่ะพี่
(พร้อม) รักกันดี ๆ อย่าให้มีช้ำใจ

22. บัวบังใบต้องสายลม
บัวบังใบต้องสายลม ฉันกลัวจะช้ำ
อยู่ในวงฟ้อนรำ สุดสะอื้นกลืนน้ำตา (ซ้ำ)
อยู่ที่รักฉัน กลับไปบ้านเธอมีรักใหม่
เสียอกเสียใจ ไม่มีใครเขาเมียงมามอง (ซ้ำ)


23. กุหลาบงามหนามคม
กุหลาบงามหนามคม จะเด็ดมาดมกลัวไม่สมอุรา
เปลี่ยวใจหวังจะได้คู่รำ (ซ้ำ) วาสนาไม่งามเสียแล้วแม่กุหลาบหนามคม



24. รำเสียทีสาวเอย
รำเสียทีสาวเอย เมื่อก่อนเราเคยรำเล่น
ชมดวงจันทร์เวลาวันเพ็ญ (ซ้ำ) สองคนเดินเล่นหาดทราย
เรามานัดพบกัน เมื่อตะวันจะใกล้ค่ำ
เดี๋ยวนี้เขามีคู่รำ (ซ้ำ) เอ๊ยทำให้เราเศร้าใจ



25. โฉมยงยืนอยู่ตรงหน้า
โฉมยงยืนอยู่ตรงหน้า เด่นดาราบนฟ้าคะนอง
หากจะรักฉันเกรงเจ้าของ (ซ้ำ) ถ้าหากจะจองกลัวเจ้าของเธอมี



26. รักซ้อนซ่อนอยู่
รักซ้อนรักซ้อนซ่อนอยู่ ใครจะรู้ว่าเธอรักฉัน
ภุมรินมาบินเวียนวอน กุหลาบรักซ่อนเกสรร่วงโรย

27. รักกันแสงจันทร์นั้นส่องไสว
รักกันแสงจันทร์นั้นส่องไสว เมฆหมอกไม่เห็นมีบัง
เรามาร่วม รักนางเอาไปทำไม
หญิงอื่นทำไมมีถม นิยมอยากได้เสียเมื่อไหร่
รักจริงรักยิ่งกว่าใคร แม่ชื่นหัวใจของพี่นี่เอย


28. หนาวน้ำค้างกลางดึก
หนาวน้ำค้างกลางดึก ใจระลึกถึงคู่
เมื่อก่อนเราเคยอุ้มชู พระจันทร์ยังอยู่ช่วยเป็นพยาน
ไกลกันคนละฝั่ง ยังมีแม่น้ำขวางกั้น
บุญตาที่ได้มาเจอกัน (ซ้ำ) มาร่วมสัมพันธ์สมานไมตรี


29. ออกปากจะลา
ออกปากจะลาหลั่งน้ำตาไหลร่วง (ซ้ำ) สงสารแม่แก้มเป็นพวง
โอ้น้ำตาไหลร่วงแม่พวงมาลัย อย่าเพิ่งไปเลยแม่ทรามเชยแม่นางใจบุญ (ซ้ำ) หันหน้ามาสั่งน้องก่อน อย่าทำใจร้อนแม่เกสรพิกุล
จงสิริบรรจง สุริยงใบยอ
คืนนี้จะต้องลาจาก (ซ้ำ) เรามาฝากรักกันเสียให้พอ
อุปกรณ์
เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดงรำวงประกอบบท เป็นเครื่องดนตรีประเภทตีประกอบจังหวะ 2 ชนิด คือ รำมะนาลำตัด 2 ใบ และฉิ่ง บางครั้งก็ใช้ขลุ่ยบรรเลงด้วยซึ่งเป็นลักษณะที่แตกต่างจากการรำโทนหรือรำวงที่อื่น ที่ใช้โทนเป็นเครื่องดนตรีหลักในการบรรเลง นายเกิด จันทร์ยิ้ม เล่าว่า “ได้ใช้รำมะนาลำตัดในการเล่นมานานแล้ว เพราะเมื่อก่อนมี นางตอง เขียวทอง ซึ่งเป็นเจ้าของคณะเพลงอาชีพ ได้นำรำมะนาลำตัดมาตีประกอบจังหวะผู้เล่นเห็นว่ามีเสียงดังดี จังหวะหน้าทับก็ใช้ได้กับรำวง จึงได้ใช้รำมะนาลำตัดมาตั้งแต่นั้น”
เครื่องดนตรีประกอบการแสดงรำวงประกอบบท มีรำมะนาลำตัดเป็นเครื่องดนตรีหลัก และฉิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประเภทตีประกอบจังหวะ บางครั้งก็ใช้ขลุ่ยเป่าดำเนินทำนองด้วย ขึ้นอยู่กับผู้บรรเลง
กระบวนท่า
ท่ารำและกระบวนรำ
ท่ารำของรำวงประกอบบท เป็นท่ารำที่มีความอิสระสูง ส่วนใหญ่เป็นท่าธรรมชาติที่ผู้รำคิดขึ้นเอง เพลงที่นิยมนำมาแสดงมีประมาณ 10 เพลง จากการศึกษาพบว่า ทุก ๆ เพลงจะใช้ท่ารำซ้ำกัน ในความหมายเดียวกันและต่างกัน ดังนั้นท่ารำแต่ละท่าจะมีหลายความหมาย ผู้รำสามารถที่จะเลือกใช้ท่ารำใดท่าหนึ่งในการรำได้ ดังนั้นจึงพบอยู่เสมอว่าท่ารำบางท่ารำบางท่าจะต่างกันในบทร้องเดียวกันนั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้รำจะเห็นว่าเหมาะสม ท่ารำบางท่าจะเน้นความหมายของบทให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่บางท่าก็ไม่ได้สื่อความหมายของบทร้อง วิธีรำจะเน้นการรำให้ตรงกับจังหวะมากกว่าจะสื่อความหมายของบทร้อง เพื่อความสนุกสนานครึกครื้น อาจจะอนุมานได้ว่าเป็นท่ารำพื้นฐานหรือท่ารำหลักของรำวงประกอบบท เนื่องจากท่ารำ 1 ท่า มีวิธีการนำไปใช้ในการรำบทต่าง ๆ กัน มีทั้งหมด 10 ท่า ซึ่งมีชื่อท่ารำและความหมายดังนี้

1. ท่าไหว้ หมายถึง ศาสนา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ความเคารพ หรือพระมหากษัตริย์
2. ท่าหงายมือ ใช้ในความหมายที่เป็นนามธรรม หมายถึง ใหญ่โต สวยงาม ฯ
3. ท่าจีบสลับวงกลาง เป็นท่าที่ผู้รำใช้ทุกเพลง โดยเฉพาะการรำเพลงโชลาเป็นการรำตามจังหวะมากกว่าบทร้อง นอกจากนี้ยังใช้รำแทนการรำตีบทในบางครั้ง
4. ท่าจีบมือพันกัน หมายถึง ไม่แน่นอน หรือน้ำเชี่ยว
5. ท่าชี้นิ้ว เป็นท่ารำที่ใช้มากที่สุดและใช้รำทุกเพลง การชี้มีหลายลักษณะ คือ ชี้ด้านหน้า ชี้ด้านข้าง ชี้ข้างบน และชี้ด้านล่าง โดยชี้ระดับสูงตั้งแต่ศีรษะ ไหล่ อก และเอว ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุด การชี้นิ้วขึ้นข้างบนไปด้านหน้าหรือด้านข้างหมายถึง สิ่งที่อยู่ไกลตัว บุรุษที่สามการชี้ระดับไหล่หรืออกมักจะชี้คู่รำเมื่อกล่าวถึง และการชี้ข้างล่างระดับเอวหมายถึงสิ่งที่อยู่ต่ำกว่านอกจากนี้ยังมีการชี้ที่อวัยวะต่าง ๆ อีกด้วย เช่น ชี้ที่หูหมายถึง ฟัง ไพเราะ ได้ยิน ชี้ที่ตาหมายถึง มองเห็น ดู ชี้ที่ศีรษะหมายถึง คิด จำได้ หรือผม ชี้ที่จมูก หมายถึง หอม ได้กลิ่น เป็นต้น
6. ท่าไว้มือ เป็นท่ารำที่ใช้มากที่สุดอีกท่าหนึ่งที่ใช้รำทุกเพลง และใช้แทนท่าชี้นิ้วได้ในบทร้องเดียวกัน มีเฉพาะการไว้สูงระดับหน้าหรือศีรษะเท่านั้น ซึ่งอาจไว้มือข้างหน้าหรือด้านข้างก็ได้ จะใช้เมื่อกล่าวถึงชาติ พระมหากษัตริย์ บุรุษที่สอง หรือบุรุษที่สาม
7. ท่าผายมือ มีทั้งผายมือเดียวและผายสองมือ ท่าผายมือเดียวมีความหมายว่าเชิญไป ถ้าผายมือจากต่ำไปสูงหมายถึงความสูง ถ้าผายสองมือจะหมายถึงการสูญเสีย
8. ท่าทาบอก เป็นท่ารำที่ใช้มากที่สุดอีกท่าหนึ่ง และใช้มือเดียวมากกว่าสองมือ หมายถึง ตนเอง สิ่งที่อยู่ในใจ เช่น คิดถึง รัก ผิดหวัง ช้ำใจ เป็นต้น ถ้าใช้มือทาบอกประกอบกับการสะดุ้งตัวและเสริมสีหน้าตกใจ จะใช้เป็นท่าตกใจ
9. ท่าซ้อนมือ เป็นท่าที่หมายถึง ครบกำหนด พบกัน หลบซ่อน เป็นต้น
10. ท่าซ้อนมือ หมายถึง เชื้อเชิญ ยกให้ บัลดาลให้ เป็นต้น

ท่ารำหลักเป็นท่ารำที่มีหลายความหมาย และเป็นท่ารำที่มิได้กำหนดไว้ตายตัว ดังนั้นการรำในบทร้องเดียวกันจึงพบว่าใช้ท่ารำแตกต่างกัน แต่ก็สื่อความหมายให้เข้าใจตรงกันได้ เช่น ในบทร้องว่า “เธอรักฉันไหม” อาจใช้ท่าไว้มือไปทางคู่รำ หรือใช้ท่าทาบอก หรือท่ารักก็ได้ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการท้าวเอว การทอดแขนไว้ข้างตัว การตั้งวงกลาง และการไพล่หลัง ประกอบท่ารำที่ใช้มือเดียวโดยใช้ท่าใดท่าหนึ่งตามความถนัด จึงทำให้ท่ารำมีความหลากหลายมากขึ้น
นอกจากท่ารำหลักแล้ว ยังมีท่ารำอื่น ๆ ที่นำมาใช้อีก สามารถจำแนกท่ารำออกได้เป็น 2 ประเภท ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
1. ท่ารำเฉพาะ เป็นท่าที่บัญญัติไว้ตายตัว ต้องใช้ความจำสืบทอดกันต่อมามิใช่ท่าประดิษฐ์ขึ้นใหม่ เป็นท่าที่มีความหมายเฉพาะ และใช้เฉพาะบทร้องที่กำหนดเท่านั้นท่ารำเฉพาะมี 4 ท่า คือ ท่าโชลา ท่าสีซอ ท่าลงน้ำหลบภัย และท่าวงสูงสองมือ
2. ท่าเลียนแบบธรรมชาติ เป็นท่ารำที่เลียนแบบกิริยาของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่มีความหมายตรงตามบทร้อง เน้นความหมายของบทร้องให้ชัดเจนขึ้น มี 5 ท่า คือ ท่าตกใจ ท่าอาย ท่าปฏิเสธ ท่ากวักมือ และท่ารัก
ลักษณะเฉพาะอื่นๆ
ตารางแสดงกระบวนรำ รำวงประกอบบทตำบลเขาทอง

ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ

ท่าจีบสลับวงกลาง* ย่ำเท้า** จีบคว่ำวงกลาง

ท่าจีบสลับวงกลาง ย่ำเท้า จีบคว่ำ วงกลาง

ท่ารำโชลา ก้าวหน้า ตั้งมือ วงสูง หมุนตัวกลับ หลังหันไปด้านหลังเวที

ท่ารำโชลา ก้าวหน้า ตั้งมือ วงสูง หมุนตัวกลับหลังหันมาด้านหน้าเวที

มือขวาจีบคว่ำแล้วคลายมือจีบออก พลิกข้อมือคว่ำลงเป็นวงกลาง ค่อย ๆ ลดวงลงมาจีบคว่ำระดับศอก ย่ำเท้าทั้งสองสลับกัน โดยไม่จำกัดการใช้เท้า แต่จะย่ำเท้าไปข้างหน้า 3 ก้าว แล้วย่ำเท้าข้างหลัง 1 ก้าว รำทั้งหมด 4 จังหวะ

วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 1 แต่รำสลับข้างกัน และลำดับที่ 1 สลับกับลำดับที่ 2 ประมาณ 6-8 ครั้ง
จีบมือนอก ข้างตัวสูงระดับศีรษะ มือในคว่ำมือระดับต้นขางอศอกเล็กน้อย

แล้วแทงปลายนิ้วไปข้างหน้า ก้มตัวลง พร้อมกับก้าวเท้าใน เดินมือสูงขึ้นมาถึงระดับศีรษะด้านข้าง ยืดตัวขึ้น แล้วหมุนตัวออกนอกคู่หันไปด้านหลัง

วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 3 แต่รำสลับข้างกัน และหันหน้าตรงกันข้าม

1. เพลงเชิญมารำวง

ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
1 คำร้องว่า “เชิญเถิดเชิญมารำวง” ยืนปกติ ยืนนิ่ง เท้าทั้งสองชิดกัน มือทั้งสองแนบลำตัว
2 คำร้องว่า “ขอเชิญโฉมยง” ท่าช้อนมือก้าวไขว้ ก้าวเท้าไขว้ข้างหน้า มือทั้งสองช้อนมือจากระดับเอวขึ้นสูงระดับอกข้างหน้าเอียงนอกคู่ ดูภาพที่ 36ประกอบ
3 คำร้องว่า “มาสู่วงรำ” ย่ำเท้า มือทั้งสองจีบตลบข้าง แล้วย่ำเท้า พร้อมกับม้วนมือออกตั้งวงสูง ดูภาพที่ 38

4 คำร้องว่า “อย่าเอียง อย่าอาย” ชาย – ท่าปฏิเสธ ย่ำเท้า หญิง - ท่าอาย ชาย – ย่ำเท้า มือทั้งสองตั้งมือสั่นปลายนิ้วข้างหน้าระดับหน้า เอียงซ้าย
หญิง – ฝ่ามือซ้ายแตะใต้คาง มือขวาทอดแขนไว้ข้างตัว เอียงซ้ายเล็กน้อย ดูภาพที่ 44ประกอบ
5 คำร้องว่า “อย่าหน่าย อย่าแหนง” ท่าผายมือสองมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า แบมือทั้งสองหงายฝ่ามือระดับเอวข้างหน้า ผายมือออกจากกัน ดูภาพที่ 32ประกอบ
6 คำร้องว่า “อย่าหวาดระแวง” ท่าชี้นิ้วย่ำเท้า ย่ำเท้า ชี้นิ้วชี้มือใน ไปที่คู่ของตนระดับอก มือนอกแตะปลายนิ้วที่สะโพก ดูภาพที่ 24ประกอบ
7 คำร้องว่า “ให้ฉันชอกช้ำ” ท่าทาบอก ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือซ้ายแบฝ่ามือทาบอกมือขวาท้าวเอว หรือทอดแขนไว้ข้างตัว ดูภาพที่ 33ประกอบ
8 คำร้องว่า “คนสวย” ย่ำเท้า ท่าชี้นิ้ว วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 6
9 คำร้องว่า “ขอเชิญมารำ” ท่าจีบสลับวงกลาง หรือ ท่าช้อนมือ ย่ำเท้า ท่าเชิญ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองจีบตลบข้าง แล้วม้วนมือออกตั้งวงกลาง หรือช้อนมือทั้งสองขึ้นจากระดับอก รำลำดับที่ 8-9 ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ดูภาพที่ 19-22หรือ ภาพที่ 36-37 ประกอบ
10 คำร้องว่า “โอ้แม่งามขำ” ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 6
11 คำร้องว่า “อย่าให้ล้ำล่วงเกิน” ท่าปฏิเสธ ย่ำเท้า วิธีรำเช่นเดียวกับท่าชายลำดับที่ 4 แต่ย่ำเท้า


2. เพลงชักชวนสาวงาม

ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
1 คำร้องว่า “ชักชวนสาวงาม” ยืนนิ่ง เท้าทั้งสองชิดกัน มือทั้งสองแนบลำตัว
2 คำร้องว่า “ฟ้อนรำถวายเจ้าพ่อ” ท่าไหว้ ย่ำเท้า ยาเท้า มือทั้งสองตั้งวงสูงแล้วลดมือลงพนมไหว้ ชายระดับปาก หญิงระดับอก ดูภาพที่ 17ประกอบ
3 คำร้องว่า “อนิจจารูปหล่อ” ท่าชี้นิ้ว ก้าวข้าง ย่ำเท้า ชี้นิ้วชี้มือนอกที่คิ้ว มือในแตะปลายนิ้วชี้ที่สะโพก แล้วย่ำเท้าตรงจังหวะฉับ ดูภาพที่ 24ประกอบ
4 คำร้องว่า “คิ้วต่อข้างเดียว” ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ย่ำเท้า ชี้นิ้วชี้มือนอกที่คิ้ว มือในแตะปลายนิ้วชี้ที่สะโพก แล้วย่ำเท้าตรงจังหวะฉับ
5 คำร้องว่า “ จะเอาหรือเข้าไปรับ” ท่าช้อนมือย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองช้อนมือขึ้นระดับเอว ดูภาพที่36-37 ประกอบ
6 คำร้องว่า “ขากลับ” ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือนอกชี้ข้างหน้าระดับหน้า ดูภาพที่ 27ประกอบ
7 คำร้องว่า “กระไรน้ำเชี่ยว” ท่ามือจีบพันกันย่ำเท้า ย่ำเท้า จีบมือทั้งสอง หันปลายจีบเข้าหาตัว แล้ววนมือเข้าหาตัวสลับกันเร็ว ๆ ดูภาพที่ 23 ประกอบ
8 คำร้องว่า “รักเธอคนเดียว” ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือนอกชี้นิ้วชี้ไปที่คู่ของตนระดับอก ดูภาพที่ 24 ประกอบ
9 คำร้องว่า “น้ำเชี่ยว” วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 7
10 คำร้อง “จะต้องพายไป” ย่ำเท้า ปาดมือ ย่ำเท้า มือทั้งสองตั้งมือข้างหน้าระดับหน้า แล้วปาดมือลงด้านในคู่จนถึงระดับเอว แล้วปฏิบัติลำดับที่ 9-10 อีกครั้งหนึ่ง

3. เพลงสาวน้อยเอวกลม

ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
1 คำร้องว่า “สาวน้อยเอวกลม” ยืนนิ่ง เท้าทั้งสองชิดกัน มือทั้งสองแนบลำตัว
2 คำร้องว่า “ไว้ผมดัดลอนดัดคลื่น” ท่าไว้มือสูง ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือขวาไว้มือสูงระดับหน้ามือซ้ายตั้งวงระดับไหล่ หรือทอดแขนไว้ข้างตัว หรือท้าวเอว หรือไพล่หลังย่ำเท้า มือซ้ายชี้นิ้วชี้ไปที่จมูก ดูภาพที่ 30 ประกอบ
3 คำร้องว่า “ใส่น้ำมันหอมรื่น” ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือซ้ายชี้นิ้วชี้ไปที่จมูก
4 คำร้องว่า “สวมแต่หมวกใบลาน” กำมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองกำหลวม ๆ ด้านข้างเหนือศีรษะทั้งสองด้าน แล้วลดมือลงมาระดับหู
5 คำร้องว่า “แต่งตัวทันสมัย” ท่าทาบอก ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือซ้ายทาบฝ่ามือไว้ที่อกมือขวาทอดแขนไว้ข้างตัว หรือวงกลาง ดูภาพที่ 33
6 คำร้องว่า “สาวไทยแบบหลวงพิบูลย์” ท่าไว้มือย่ำเท้า ย่ำเท้า มือนอกไว้มือสูงระดับหน้าเฉียงไปข้างลำตัวเล็กน้อย เอียงซ้าย ดูภาพที่ 33ดูดูภาพที่ประกอบ 30
7 คำร้องว่า “หิ้วกระเป๋า-
จันทบูร” กำมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองกำหลวม ๆ ข้างเอวด้านขวา
8 คำร้องว่า “แม่คุณจะไปไหนกัน” ท่าไว้มือ ย่ำเท้า มือในไว้มือไปที่คู่ของตน
9 คำร้องว่า “ฉันจะไปดูโขน” ชาย – ทอดแขน ย่ำเท้า หญิง – ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ชาย – ย่ำเท้า มือนอกชี้นิ้วชี้ไปด้านข้างระดับไหล่ หันหน้ามองหญิง
หญิง – ย่ำเท้า มือทั้งสองข้างทอดแขนไว้ข้างตัว ดูภาพที่ 26 ประกอบ
10 คำร้องว่า “ฉันจะไปดูหนัง” ชาย – ทอดแขน ย่ำเท้า หญิง – ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ชาย – ย่ำเท้านอก มือทั้งสองทอดแขนไว้ข้างตัว
หญิง- ย่ำเท้า มือซ้ายชี้นิ้วชี้ไปข้างหน้าระดับปาก มือขวาทอดแขนไว้ข้างตัว ดูภาพที่ 27 ประกอบ
ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
11 คำร้องว่า “มาขึ้นรถราง” ท่ากวักมือ ย่ำเท้า ชาย – ย่ำเท้า มือทั้งสองยกขึ้นระดับปากไปทางด้านหญิง แล้วกวักมือถี่ ๆ ดูภาพที่ 42 ประกอบ
12 คำร้องว่า “มาไปด้วยกัน” ท่าเดิน ย่ำเท้า ย่ำเท้าแล้วย่ำเท้า มือทั้งสองกำมือ กำหลวม ๆ ใกล้ ๆ ดันเดินมือไปทางซ้าย สลับกับเดินมือไปทางขวา

4. เพลงหนีเสือปะจระเข้
ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
1 คำร้องว่า “สองคนเดินเล่นชมสวน” ยืนนิ่ง เท้าทั้งสองชิดกัน มือทั้งสองแนบลำตัว
2 คำร้องว่า “เก็บดอกลำดวน” ท่าช้อนมือย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองช้อนมือข้างหน้าระดับเอวขึ้นไปถึงระดับอก ดูภาพที่ 36-37ประกอบ
3 คำร้องว่า “กระดังงา” ท่าชี้นิ้ว วงกลาง ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือในท่าชี้นิ้วขึ้นข้างบนไปทางด้านข้างมือนอกตั้งวงกลาง ดูภาพที่ 22
4 คำร้องว่า “โน่นแนะดอกจำปี” ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือนอกท่าชี้นิ้วขึ้นข้างบนข้างหน้ามือในทอดแขนไว้ข้างตัว ดูภาพที่25 ประกอบ
5 คำร้องว่า “ไหนเล่าพี่จำปา” ชาย – ทอดแขน ย่ำเท้า
หญิง – ท่าไว้มือ ทอดแขนย่ำเท้า แตะเท้า ชาย – ย่ำเท้า มือทั้งสองทอดแขนไว้ข้างลำตัว
หญิง – ย่ำเท้าหนึ่ง แล้วแตะเท้าอีกข้างหนึ่งมือซ้ายไว้มือสูงข้างหน้า มือขวาทอดแขน ดูภาพที่ 30 ประกอบ
6 คำร้องว่า “ เก็บกระดังงา” ย่ำเท้า ช้อนมือ วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 2
7 คำร้องว่า “มาร้อยพวงมาลัย” ท่ามือจีบพันกันย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองจีบมือแล้ววนมือเข้าหาตัวสลับกับระดับเอว ดูภาพที่ 23ประกอบ
8 คำร้องว่า “ต๊กกะใจ” ท่าตกใจ สะดุ้งตัวยืดขึ้น ย่ำเท้าถอยหลัง สะดุ้งตัวขึ้น มือทั้งสองยกขึ้นด้านข้างงอศอกระดับหน้า เสริมสีหน้าด้วยการเบิกตาให้กว้าง อ้าปาก ดูภาพที่ 41 ประกอบ
9 คำร้องว่า “เสือใหญ่หันมา” ท่าหงายมือย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองหงายมือข้างหน้า ห่างกันประมาณ 2 ศอก ดูภาพที่ 18 ประกอบ
ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
10 คำร้องว่า “ไหน ไหน ไหน ไหน” ท่าชี้นิ้ว ทอดแขน ท้าวเอว ย่ำเท้า แตะเท้า ชาย – วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 5
หญิง – วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 4 แต่สับนิ้วชี้เป็นจังหวะ 4 ครั้ง และท้าวเอวด้วยมือใน ย่ำเท้านอก แล้วแตะเท้าใน
11 คำร้องว่า “โน่นอย่างไรเล่าเธอจ๋า” ชาย – ย่ำเท้า มือในท่าชี้นิ้วออกไปด้านข้าง คว่ำมืองอศอกระดับไหล่ หญิง – ย่ำเท้า มือทั้งสองท้าวเอว
12 คำร้องว่า “เสือใหญ่มันมา” ย่ำเท้า หมายมือ วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 9
13 คำร้องว่า “หนูจะหนีไปไหน” ชาย – ทอดแขน ย่ำเท้า
หญิง – ท่าทาบอก ท้าวเอว ย่ำเท้า แกตะเท้า ชาย – วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 5
หญิง – ย่ำเท้า แตะเท้าอีกข้างหนึ่งมือซ้ายทาบที่อก มือขวาท้าวเอว ดูภาพที่ 33 ประกอบ
14 คำร้องว่า “หนูจะไปไหน” ชาย – ท่าไว้มือ ย่ำเท้า หญิง - ทอดแขน ชาย – ย่ำเท้า มือในไว้มือไปทางหญิงมือซ้ายตั้งวงกลาง
หญิง – ทอดแขนทั้งสองไว้ข้างตัว เท้ายังคงท่าเดิมไว้ ดูภาพที่ 30 ประกอบ
15 คำร้องว่า “หนีไปหาพี่” หญิง – ท่าไว้มือ ท้าวเอว ย่ำเท้า แตะเท้า ชาย – คงท่าเดิมในลำดับที่ 14 ไว้
หญิง – ย่ำเท้า แตะเท้านอก มือนอกท้าวเอว มือในไว้มือไปใกล้ ๆอกชาย
16 คำร้องว่า “เร็วเร็วเข้าสิ” ท่ากวักมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองตั้งมือด้านในคู่สูงระดับหน้า กวักมือถี่ ๆ ดูภาพที่ 42
17 คำร้องว่า “ลงน้ำหลบภัย” ท่าช้อนมือ นั่งตั้งเข่า วางช้อนเข่านอก มือทั้งสองแบวางซ้อนกันบนเข่า ดูภาพที่ 39
18 คำร้องว่า “ต๊กกะใจ” ถอยหลัง สะดุ้งตัว วิธีเช่นเดียวกับลำดับที่ 8
19 คำร้องว่า “อะไรว่ายทู่” ท่าชี้นิ้ว ทอดแขน ย่ำเท้า ข้างหน้าไม่ตึงแขน มือนอกทอดแขนไว้ข้างตัว

ดูภาพที่ 28 ประกอบ

ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
20 คำร้องว่า “จระเข้สิหนู” ท่าไว้มือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือในไว้มือไปทางคู่
21 คำร้องว่า “ตัวมันใหญ่จัง” ย่ำเท้า หงายมือ วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 9
22 คำร้องว่า “หนีเสือ” ย่ำเท้า ท่าชี้นิ้ว วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 3
23 คำร้องว่า “ปะจระเข้” ท่าซ้อนมือ ย่ำเท้า แตะเท้า ย่ำเท้า แตะเท้านอก มือทั้งสองแบ คว่ำมือซ้อนกันข้างหน้าระดับศอก ดูภาพที่ 35ประกอบ
24 คำร้องว่า “หัวใจรวนเร” ท่าทาบอก ย่ำเท้าเท้านอก มือซ้ายทาบอก มือขวาทอดแขนไว้ข้างตัว ดูภาพที่ 33ประกอบ
25 คำร้องว่า “อยู่ในวงฟ้อนรำ” ท่าวงสูงมือย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองจีบตลบข้างม้วนออกตั้งวงสูงด้านข้างสูงระดับหน้า ดูภาพที่ 38ประกอบ

5. เพลงรับขันหมาก
ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
1 คำร้องว่า “จงสิริบรรจง” ยืนนิ่ง เท้าทั้งสองชิดกัน มือทั้งสองแนบลำตัว
2 คำร้องว่า “ตั้งใจเอาไว้ให้ตรง” ท่าไว้มือ ท่าทาบอก ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือนอกไว้มือข้างหน้าระดับหน้ามือซ้ายแบมือทาบอก ดูภาพที่ 30 และ ภาพที่ 33 ประกอบ
3 คำร้องว่า “ขันหมากจะมา” ท่าหงายมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้าเท้าใน มือทั้งสองหงายมือสูงห่างกันประมาณ 1 ศอก ระดับศรีษะ ดูภาพที่ 18 ประกอบ
4 คำร้องว่า “ครบวันครบวัน” ท่าซ้อนมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้านอก มือทั้งสองแบคว่ำมือซ้อนกันข้างหน้าระดับเอว ดูภาพที่ 35ประกอบ
5 คำร้องว่า “สัญญา” ท่าชี้นิ้ว ท้าวเอว ย่ำเท้า ย่ำเท้าใน มือในท้าวเอว มือนอกนิ้วชี้ข้างหน้าไปทางคู่ ดูภาพที่ 24 ประกอบ
6 คำร้องว่า “ขันหมากจะมา” ท่าซ้อนมือ ย่ำเท้า วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 3
7 คำร้องว่า “ให้น้องเตรียมตัว” ท่าไว้มือ ทอดแขน ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือในไว้มือไปทางคู่ มือนอก ทอดแขนไว้ข้างลำตัว ดูภาพที่ 30ประกอบ
ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
8 คำร้องว่า “เดินกันตามสบาย” ท่าเดิน หรือ ท่าจีบสลับวงกลาง ก้าวเท้าไปข้างหน้า 3 ก้าว มือทั้งสองกำหลวม ๆ แกว่งแขนไปข้างหน้าสลับข้างหลัง หักข้อมือขึ้น หรือมือหนึ่งจีบสลับกับมือหนึ่งตั้งวงกลาง ดูภาพที่ 19-22 ประกอบ
9 คำร้องว่า “เสียงเครื่องสาย” ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ย่ำเท้าเท้าใน มือในชี้นิ้วที่หู มือนอกท้าวเอว ดูภาพที่ 29 ประกอบ
10 คำร้องว่า “กล่อมหออยู่ข้างหน้า” ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือนอกคว่ำมือชี้นิ้วชี้ ตึงแขนไปข้างหน้าระดับไหล่ มือในท้าวเอวหรือทอดแขนไว้ข้างตัวก็ได้ ดูภาพที่ 27 ประกอบ
11 คำร้องว่า “ดีดดิง ๆ ๆ” ท่าสีซอ ตบเท้า ก้าวข้าง ก้าวเท้าขวา ชิดเท้าซ้าย มือทั้งสองกำมือชูนิ้วหัวแม่มือ มือขวายกขึ้นงอศอก ตั้งฉากข้างหน้า มือซ้ายงอศอกยื่นไปข้างหน้าระดับเอว หมุนข้อมือพร้อมกับตบเท้าซ้ายตามจังหวะรวม 3 ครั้ง ดูภาพที่ 40ประกอบ
12 คำร้องว่า “ดีดดิง ๆ ๆ ๆ” (ซ้ำ) วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 11 แต่ปฏิบัติสลับข้างกัน
13 คำร้องว่า “ฟังเพราะเสนาะจริงหนอ” ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือในชี้นิ้วที่หูมือนอกทอดแขนไว้ข้างลำตัว หรือท้าวเอว หรือไพล่หลังก็ได้ ดูภาพที่ 29ประกอบ
14 คำร้องว่า “พวกสีซอของเราก็มา” ท่าสีซอ ก้าวข้าง ตบเท้า ก้าวเท้าซ้าย ตบเท้าขวา มือซ้ายกำมือหลวม ๆ งอศอกชูสูงระดับศีรษะ มือขวา หงายฝ่ามือข้างหน้าระดับข้อศอก งอศอกแล้วเดินมือขวาจากขวาไปซ้ายสลับกัน ดูภาพที่ 40ประกอบ
15 คำร้องว่า “โขดอง ๆ ๆ” วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 11-12


6. เพลงหมู่มาลี
ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
1 คำร้องว่า “ดูสิหมู่มาลี” ยืนนิ่ง เท้าทั้งสองชิดกัน ทอดแขนแนบตัว

ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
2 คำร้องว่า “สวยดีทัดดอกจำปา” ทอดแขน ย่ำเท้า ท่าชี้นิ้ว หรือแบมือ ย่ำเท้า มือซ้ายแบมือทาบหลังใบหูซ้ายหรือท่าชี้นิ้วที่หูก็ได้ มือขวาทอดแขนไว้ข้างตัว
3
คำร้องว่า “พี่แบกรักมา” ท่ารัก ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองประสานลำแขนที่หน้าอก ทาบฝ่ามือกับลำแขน ดูภาพที่ 45ประกอบ
4 คำร้องว่า “ฉันไม่รับรัก” ท่าปฏิเสธ ทอดแขน ย่ำเท้า ชาย – ทอดแขนไว้ข้างลำตัว ย่ำเท้า หญิง – ย่ำเท้า มือทั้งสองตั้งมือข้างหน้าระดับอก สั่นปลายนิ้ว ดูภาพที่ 43 ประกอบ
5 คำร้องว่า “หัวอกจะหัก” ท่าทาบเอว ย่ำเท้า ชาย – ย่ำเท้า มือทั้งสองแบมือทาบอก อาจตบมือถี่ ๆ ก็ได้ หญิง – ย่ำเท้า ใช้หลังมือท้าวเอว ดูภาพที่ 34 ประกอบ
6 คำร้องว่า “แม่ช่อมะกอก” ชาย – ย่ำเท้า ทอดแขนหรือไพล่หลัง หญิง – ย่ำเท้า ท่าชี้นิ้ว ชาย – วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 4 หญิง – ย่ำเท้า มือขวาคว่ำมือชี้นิ้วระดับไหล่ไปที่ชาย งอศอก มือซ้าย มือซ้ายท้าวเอว ดูภาพที่ 24ประกอบ
7 คำร้องว่า “แม่ช่อมะกอก” ชาย – ย่ำเท้า ท่าชี้นิ้ว หญิง – ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ชาย – ย่ำเท้า มือขวาคว่ำมือท่าชี้นิ้วไปที่หญิง มือซ้ายตั้งวงกลาง หรือทอดแขน
หญิง – วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 5 ดูภาพที่ 24 ประกอบ
8 คำร้องว่า “พ่อดอกมะไฟ” ชาย – ย่ำเท้า ท่าไพล่หลัง
หญิง – ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ชาย – วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 4
หญิง – วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 6
9 คำร้องว่า “เธอรักฉันไหม” ชาย – ท่ารัก ย่ำเท้า
หญิง – ย่ำเท้า ท้าวเอว ชาย – ย่ำเท้า มือทั้งสองประสานลำแขนที่หน้าอก ปลายนิ้วปราบฐานไหล่
หญิง – วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 5 ดูภาพที่ 45 ประกอบ
10 คำร้องว่า “ฉันไม่รักไม่รัก” ชาย - วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 8
หญิง - วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 4
11 คำร้องว่า “เธอพูดหลอกหลอน” ชาย - วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 7
หญิง - วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 5
12 คำร้องว่า “ ใครบอกเธอเล่า” ชาย - วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 8
หญิง - วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 6


ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
13 คำร้องว่า “สาบานก็เอา” ชาย – ท่าไหว้ ย่ำเท้า
หญิง – ย่ำเท้า ท้าวเอว ชาย – ย่ำเท้า พนมมือระดับปาก
หญิง – วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 5 ดูภาพที่ 17ประกอบ
14 คำร้องว่า “ให้งูเห่ากัดตาย” ท่าผายมือสองมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองผายมือออกจากกันระดับเอว ดูภาพที่ 32ประกอบ

7. เพลงไทรย้อยห้อยระย้า
ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
1 คำร้องว่า “ไทรย้อยห้อยระย้า” ยืนนิ่ง เท้าทั้งสองชิดกัน มือทั้งสองแนบลำตัว
2 คำร้องว่า “ลมพัดมาถลาลอยลิ่ว” ท่าไว้มือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือในไว้มือสูงข้างหน้าระดับหน้ามือนอกท้าวเอว หรือทอดแขน หรือตั้งวงกลางก็ได้ ดูภาพที่ 30 ประกอบ
3 คำร้องว่า “โน่นแน่ะดอกกะยุง” ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือนอกท่าชี้นิ้วสูงระดับหน้า มือในทอดแขนไว้ข้างลำตัว ดูภาพที่ 25ประกอบ
4 คำร้องว่า “สูงลิ่ว” ท่าชี้นิ้ว ทอดแขน ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือในท่าชี้นิ้วสูงตรงหน้ามือนอกทอดแขนไว้ข้างลำตัว
5 คำร้องว่า “เป็นทิวมา” วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 3
6 คำร้องว่า “สองคนเดินเล่นชมสวน” ท่าชี้นิ้วลักคอ ย่ำเท้า ก้าวเท้าทั้งสองสลับกันไปข้างหน้า มือทั้งสองชี้นิ้วชิดกันข้างหน้า ระดับเอวพร้อมกับลักคอตามจังหวะ
7 คำร้องว่า “เก็บดอกลำดวน” ท่าช้อนมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองช้อนมือข้างหน้าระดับเอวขึ้นไปถึงระดับอก ดูภาพที่ 36-37 ประกอบ
8 คำร้องว่า “กระดังงา” ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้าหลัง วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 3
9 คำร้องว่า “โน่นแน่ะดอกอะไร” ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือในคว่ำมือท่าชี้นิ้วไปข้างหน้า มือนอกท้าวเอว หรือทอดแขนไว้ข้างตัวก็ได้ ดูภาพที่ 26ประกอบ
10 คำร้องว่า “เธอจ๋า” ท่าไว้มือ ย่ำเท้า วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 2 แต่ปฏิบัติสลับข้างกัน

ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
11 คำร้องว่า “หอมชื่นใจ” ท่าทาบอก ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือซ้ายแบมือทาบอก มือขวาทอดแขนไว้ข้างลำตัว ดูภาพที่ 33

8. เพลงดาราที่ไหนเล่าเอย
ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
1 คำร้องว่า “ดาราที่ไหนเล่าเอย” ยืนนิ่ง เท้าทั้งสองชิดกัน มือทั้งสองแนบลำตัว
2 คำร้องว่า “ไม่นึกเลย” ท่าทาบอก ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือซ้ายแบมือทาบอก มือขวาตั้งวงกลาง หรือทอดแขนก็ได้ ดูภาพที่ 33ประกอบ
3 คำร้องว่า “จะสวยวิไล” ท่าหงายมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองหงายมือสูงระดับหน้าค่อนข้างไปทางด้านข้าง ดุภาพที่ 33 ประกอบ
4 คำร้องว่า “ฟ้อนรำด้วยสัดคนได้ไหม” ท่าวงสูงสองมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองจีบตลบข้าง แล้วม้วนมือออกตั้งวงสูง ดูภาพ 18ประกอบ
5 คำร้องว่า “อย่าคิดไป” ท่าปฏิเสธ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองตั้งมือไปทางคู่ ดูภาพที่ 43ประกอบ
6 คำร้องว่า “บุญฉันไม่เทียม” ท่าซ้อนมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองแบซ้อนกันข้างหน้าระดับเอว ดูภาพ 35 ประกอบ
7 คำร้องว่า “ชายใดเขาได้มามอง” ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือนอกชี้นิ้วสูงข้างหน้า มือในคว่ำมือป้องที่หน้าผาก หรือทอดแขนไว้ข้างตัวก็ได้ ดูภาพ 27ประกอบ
8 คำร้องว่า “แม่นวลน้อง” ท่าชี้นิ้ว ทอดแขน ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือขวาท่าชี้นิ้วไปที่คู่ มือซ้ายทอดแขนไว้ข้างตัว ดูภาพที่ 24 ประกอบ
9 คำร้องว่า “ต้องหัวใจเรียม” ท่าทาบอก ทอดแขน ย่ำเท้า วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 2 แต่รำสลับข้างกัน
10 คำร้องว่า “ฟ้อนรำอย่าทำอายเนียม” ท่าอาย ท้าวเอว ย่ำเท้า ชาย – วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 4
หญิง – มือซ้ายแบฝ่ามือเชยคาง มือขวาท้าวเอว ย่ำเท้าขวา ดูภาพที่ 44ประกอบ11
11 คำร้องว่า “เรียมชวนรำ” วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 4
12 คำร้องว่า “ชุ่มฉ่ำหัวใจ” วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 2
9. เพลงดึกเสียแล้วละหนา

ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
1 คำร้องว่า “ดึกเสียแล้วละหนา” ยืน นิ่ง เท้าทั้งสองชิดกัน มือทั้งสองแนบลำตัว
2 คำร้องว่า “ฉัน” ท่าทาบอก ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือซ้ายแบมือทาบอก มือขวาทอดแขนไว้ข้างลำตัว ดูภาพที่ 33ประกอบ
3 คำร้องว่า “ขอลาไปก่อน”ท่าผายมือ ย่ำเท้า มือทั้งสองผายมือออกจากกันจากข้างหน้าออกไปด้านข้างระดับอก ดูภาพที่ 32 ประกอบ
4 คำร้องว่า “จำใจ” วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 2
5 คำร้องว่า “จำจากจร” วิธีย่ำเท้าเช่นเดียวกับวิธีที่ 3
6 คำร้องว่า “ด้วยความอาวรณ์และอาลัย” ท่ารัก ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองประสานลำแขนที่หน้าอก ปลายนิ้วทาบฐานไหล่ ดูภาพที่ 45 ประกอบ
7 คำร้องว่า “แม้ถึงวันดี” ท่าไว้มือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือนอกไว้มือไปทางคู่มือในตั้งวงกลาง หรือทอดแขนก็ได้ ดูภาพที่ 30 ประกอบ
8 คำร้องว่า “โอกาสมีค่อยพบกันใหม่” ท่าช้อนมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองแบคว่ำมือซ้อนกันข้างหน้าระดับเอว ดูภาพที่ 35 ประกอบ
9 คำร้องว่า “ขอเชิญพระรัตนตรัย” ท่าไหว้ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองพนมมือไหว้ ชายพนมระดับปาก หญิงพนมระดับอกกางศอกออกด้านข้างตัว ดูภาพที่ 17ประกอบ
10 คำร้องว่า “บันดาลให้ใจสุขเอย” ท่าทาบอกย่ำเท้า ย่ำเท้า มือซ้ายแบมือทาบอก มือขวาทอดแขนไว้ข้างลำตัว ดูภาพที่ 33ประกอบ

10. เพลงลาทีลาร่ำ
ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
1 คำร้องว่า “ลาทีลาทีลาร่ำ” ยืนนิ่ง เท้าทั้งสองชิดกัน มือทั้งสองแนบลำตัว

2 คำร้องว่า “ รำงามเสียจริงหนอเธอ” ท่าวงสูงสองมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองจีบตลบข้าง แล้วม้วนมือออกตั้งวงสูง ดูภาพที่ 38ประกอบ
ลำดับที่ บทร้อง/ท่ารำ/ศัพท์เฉพาะ วิธีรำ หมายเหตุ
3 คำร้องว่า “จากไปสักเมื่อไหร่” ท่าผายมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองผายมือออกจากกันไปด้านข้างระดับอก ดูภาพที่ 32 ประกอบ
4 คำร้องว่า “ถึงจะเจอ” ท่าซ้อนมือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือทั้งสองแบคว่ำซ้อนกันข้างหน้าระดับเอว ดูภาพที่ 35 ประกอบ
5 คำร้องว่า “สวัสดีนะเธอ” ท่าไว้มือ ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือนอกไว้มือสูงระดับหน้า ดูภาพที่ 30 ประกอบ
6 คำร้องว่า “ถึงจะเจอก็นาน” วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 3
7 คำร้องว่า “จะสั่งอะไรก็สั่ง” ท่าชี้นิ้ว ย่ำเท้า ย่ำเท้า มือนอกท่าชี้นิ้วสูงตรงหน้าสับลงเป็นจังหวะ มือนอกไพล่หลัง หรือตั้งวงกลาง หรือทอดแขนก็ได้ ดูภาพที่ 25
8 คำร้องว่า “สั่งเสียเมื่อยังไม่จากจร” วิธีรำเช่นเดียวกับกับลำดับที่ 3
9 คำร้องว่า “รำวงพอได้เวลา” ท่าไว้มือ ทอดแขนย่ำเท้า ย่ำเท้า มือในไว้มือไปทางคู่ มือนอกทอดแขนไว้ข้างลำตัว
10 คำร้องว่า “สวัสดีเธอจ๋าฉันขอลาจากจร” วิธีรำเช่นเดียวกับลำดับที่ 3


จากตารางแสดงกระบวนรำรำวงประกอบบท จำนวน 10 เพลง มีท่ารำทั้งหมดจำนวน 19 ท่า เป็นท่ารำหลัก 10 ท่า แต่ละท่าใช้ท่าตีบท ได้หลายความหมาย มีปรากฏการใช้เสมอ ๆ ในทุกเพลง และท่าเบ็ดเตล็ด 9 ท่า ซึ่งเป็นท่ารำที่ผู้แสดงบางคนนำมาใช้ในบางครั้งท่ารำจึงมีความเป็นอิสระสูง อันเป็นลักษณะเด่นของการแสดง เพราะชาวบ้านเล่นกันด้วยอารมณ์สนุก และมีส่วนเสริมสร้างความสามัคคี รำวงประกอบบทจึงมุ่งเน้นการรำให้สนุกสนาน นอกจากนี้การรำด้วยมือเปล่า ทำให้ท่ารำมีมากมายต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับความหลากหลายของผู้รำ ถึงแม้ว่าจะใช้ท่ารำคล้ายกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีความแตกต่างกันบ้าง เช่น การใช้มือและเท้าสลับข้างกันหรือแตกต่างกันทั้งหมด ดังนั้นท่ารำของรำวงประกอบบท จึงสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความคิดความถนัด และความเคยชินของผู้รำ มีรูปแบบของการแสดงที่สรุปรายละเอียดได้ดังนี้
1. เป็นการแสดงหมู่ รำเป็นคู่ระหว่างชายกับหญิง ไม่มีผู้แสดงตัวเอก รำตามบทร้องประกอบจังหวะชั้นเดียว แต่จะตีฉิ่งเป็นจังหวะสองชั้น วิธีรำจึงช้าเนิบนาบนุ่มนวล เนื้อหาของเพลงมีหลายลักษณะ ได้แก่ บทเกี้ยวพาราสี บทชมธรรมชาติ บทปลุกใจให้รักชาติ และบทลาจากฯ
2. กระบวนรำมีหลายลักษณะ ถึงแม้ว่าเนื้อหาจะเป็นการเกี้ยวพาราสีเป็นส่วนใหญ่แต่ผู้แสดงก็จะรำไปด้วยความสุภาพ โดยไม่มีการถูกเนื้อต้องตัวกันเลย วิธีรำมีทั้งรำท่าเดียวกันรำท่าเดียวกันแต่ตรงกันข้าม และท่ารำที่ต่างกัน ทั้งท่าคู่และท่ารำเดี่ยว กระบวนรำดังกล่าวสามารถจำแนกรายละเอียดได้ดังต่อไปนี้
2.1 มีเพลงนำออกโดยเฉพาะ คือ เพลงโชลา ใช้สำหรับผู้รำให้รำออกมาตั้งแถววงกลมและจัดแถวเท่านั้น
2.2 มีท่ารำเฉพาะ เป็นท่ารำที่กำหนดไว้เป็นแบบแผน มี 4 ท่า คือ ท่าโชลา ท่าลงน้ำหลบภัย ท่าสีซอ และท่าวงสูงสองมือ เป็นท่าที่สืบต่อกันมามิได้ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ มีทั้งท่าธรรมชาติและท่าสมมุติ ที่รำเฉพาะบทร้องที่กำหนดไว้เท่านั้น ทำให้ไม่ยากแก่การทำความเข้าใจ
2.3 ท่ารำมีความเป็นอิสระสูง เนื่องจากท่ารำท่าหนึ่งมีหลายความหมาย สามารถใช้แทนกันได้ในบทร้องเดียวกัน และสื่อความหมายได้ตรงกัน ขึ้นอยู่กับผู้รำจะใช้ท่ารำใด เช่น ท่าชี้นิ้วกับท่าไว้มือ ท่าไหว้กับท่าไว้มือ ท่าทาบอกกับท่ารัก เป็นต้น
2.4 เป็นท่าธรรมชาติ เป็นท่ารำที่เน้นเนื้อหาของเพลงให้เด่นชัดยิ่งขึ้น โดยนำลักษณะเด่นของธรรมชาติใกล้ตัวมาคิดเป็นท่ารำ ส่วนใหญ่เป็นกิริยาอาการตามปกติของมนุษย์ เช่น ท่าไหว้ ท่าตกใจ ท่าอาย ท่ากวักมือ เป็นต้น
2.5 ใช้ท่านามธรรมสื่อความหมายของบทร้องให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้แก่ ท่าหงายมือ
2.6 มีท่าเชื่อมระหว่างบทร้อง เป็นการรำตามจังหวะโดยไม่มีความหมาย และไม่จำกัดการใช้ท่ารำ คือ ท่าจีบสลับวงกลาง ที่จะนำมาใช้ในตีบทเป็นบางครั้ง และท่ามือจีบพันกันซึ่งเป็นท่าที่มีความหมายใช้สำหรับรำตีบทด้วย
2.7 มีกระบวนการรำเป็นลักษณะเฉพาะ กล่าวคือ เมื่อจบกระบวนการรำแต่ละเพลง ผู้รำจะยืนนิ่งเป็นปกติ มีต้นเสียงร้องนำในวรรคแรกของแต่ละเพลง ผู้รำจะยืนปกติเพื่อเตรียมตัวรำในจังหวะและบทร้องถัดไป
3. กระบวนการรำใช้ท่ารำง่าย ๆ ตามธรรมชาติ และรำท่าซ้ำ ๆ กันเป็นส่วนใหญ่ จำแนกอวัยวะต่าง ๆ ที่ใช้รำออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
3.1 การใช้เท้า ส่วนใหญ่จะก้าวใดเท้าหนึ่งเป็นหลัก แล้วถ่ายน้ำหนักจากเท้าหน้ามาเท้าหลัง แล้วถ่ายน้ำหนักจากเท้าหลังมาเท้าหน้าสลับกันไป จะใช้เท้าในลักษณะนี้จนหมดวรรคบทร้อง 1 วรรค จึงจะก้าวเท้าไปข้างหน้าครั้งหนึ่ง ผู้รำชายจะใช้ลักษณะนี้เป็นหลักในการรำ ส่วนผู้รำหญิงนอกจากจะรำในลักษณะดังกล่าวแล้ว ยังมีการตบเท้าและการแตะเท้าด้วยดังนั้นจึงเป็นการรำอยู่กับที่มากกว่ารำเคลื่อนที่ ทำให้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่ารำวงปักหลัก
3.2 การใช้ขา จะใช้ใน 2 ลักษณะ คือ ย่อเข่า และยืดเข่า จะใช้ตามจังหวะของการก้าวเท้า การถ่ายน้ำหนักตัวระหว่างเท้าหน้ากับเท้าหลัง การตบเท้า และแตะเท้า โดยยืดหรือย่อพร้อมกันทั้งสองขา การย่อเข่าจะย่อตรงกับจังหวะฉิ่ง และยืดเข่าตรงกับจังหวะฉับนอกจากนี้จะมีท่านั่งตั้งเข่าอีกด้วย
3.3 การใช้ลำตัว มีการใช้ 2 ท่า ในผู้รำหญิง คือท่าอาย ผู้รำจะบิดลำตัวไปทางตรงกันข้ามกับมือที่เชยคางเล็กน้อย และท่ารำโชลาจะก้มตัวลงแทงมือขึ้นพร้อมกับเงยหน้า
3.4 การใช้แขน มี 2 ลักษณะ คือ แขนตึง และแขนงอ การใช้แขนตึงจะใช้ในท่านิ้วตรงไปข้างหน้า ซึ่งงอแขนก่อนแล้วจึงเหยียดตึงออกไป การใช้แขนงอศอกเล็กน้อย ได้แก่ ท่าหงายมือ ท่าไว้มือ ท่าชี้นิ้ว ท่าท้าวเอว ท่าผายมือ ท่ากวักมือ ท่าสีซอ ท่าซ้อนมือ ท่าช้อนมือ และท่าวนมือจีบพันกัน และการงอแขนพับข้อศอก ได้แก่ ท่าทาบอก ท่ารัก และท่าไหว้
3.5 การใช้มือ ใช้มือลักษณะจีบมือ ตั้งมือ ไว้มือ ชี้นิ้ว แบมือ กำมือหลวม ๆ หงายมือ คว่ำมือ กวักมือ วนมือพันกัน และใช้มือในท่าชี้นิ้วและไว้มือมากที่สุด ปฏิบัติตั้งแต่ระดับ หัวเข่า เอว ศอก ไหล่ และศีรษะ โดยใช้มือตามปกติที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด
3.6 การใช้ไหล่ มีการเอียงไหล่บ้างเป็นบางครั้ง แต่โดยรวมไม่เน้นการใช้ไหล่ที่ชัดเจน
3.7 การใช้ศีรษะ มีใช้เป็นครั้งคราว เช่น ท่าชี้นิ้วขึ้นเบื้องบน จะเงยศีรษะขึ้นตามองตามมือ และการหันศีรษะไปทางคู่หรือหันออกจากคู่
3.8 การใช้อารมณ์ จะแสดงออกทางสีหน้าและนัยน์ตา เช่น ท่าตกใจจะเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ท่าอายจะหลบตาจากคู่ ฯลฯ ส่วนวิธีรำโดนทั่ว ๆ ไป จะใช้สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส นัยน์ตายั่วเย้าสัพยอกกัน แสดงถึงความสนุกสนานรื่นเริงตามลักษณะของรำวงที่มีเนื้อหาเชิงเกี้ยวพาราสี นอกจากนี้ยังใช้นัยน์ตามองตามมือที่รำ ได้แก่ ท่าชี้นิ้ว ท่าไว้มือ ท่าผายมือ รวมทั้งใช้นัยน์ตามองคู่รำอีกด้วย
6. กระบวนรำมีการเคลื่อนที่แบบเดียวโดยตลอด โดยผู้จัดแถวเป็นวงกลมสองแถวล้อมรอบผู้เล่นดนตรีและผู้ร้อง ผู้รำหญิงอยู่แถววงกลมนอก ผู้รำชายอยู่แถววงกลมใน เคลื่อนที่ตามกันเป็นวงทวนเข็มนาฬิกา ด้วยการก้าวเท้าหน้าสลับกับย่ำเท้าหลัง และเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
ทะเบียนอ้างอิง


ชื่อ นางสุวภา สกุล เหมือนเตย อายุ 62 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 15 สิงหาคม 2487
ที่อยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่ 1 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130 โทรศัพท์บ้าน 056-356255



ชื่อ นางสมควร สกุล สุ่นประดิษฐ์ อายุ 72 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด วันพฤหัส ปีจอ เดือน 7
ที่อยู่บ้านเลขที่ 73 หมู่ 1 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130 โทรศัพท์บ้าน 056-356249



ชื่อ นางทวน สกุล จันทรมาฎ อายุ 69 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด วันจันทร์ เดือน 8 ปีฉลู
ที่อยู่บ้านเลขที่ 55 หมู่ 2 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130



ชื่อ นางวิไลพร สกุล พูลสวัสดิ์ อายุ 54 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 17 ตุลาคม 2497
ที่อยู่บ้านเลขที่ 243/7 หมู่ 7 ตำบล หนองกรด อำเภอ เมือง
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60000 โทรศัพท์มือถือ 089-5656676








ชื่อ นางลออ สกุล แขกเณร อายุ 52 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 1 พฤษภาคม 2498
ที่อยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ 6 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130 โทรศัพท์บ้าน 056-356423
โทรศัพท์มือถือ 086-2032510



ชื่อ นางสายันต์ สกุล หมีทอง อายุ 56 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 2 พฤศจิกายน 2493
ที่อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ 8 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130 โทรศัพท์บ้าน 056-356414
โทรศัพท์มือถือ 086-2075101




ชื่อ นางจิราพร สกุล แตงทรัพย์ อายุ 48 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 4 มิถุนายน 2501
ที่อยู่บ้านเลขที่ 241/4 หมู่ 10 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130 โทรศัพท์บ้าน 056-356149
โทรศัพท์มือถือ 086-9344028





ชื่อ น.ส. ภาวนา สกุล ศรีวัฒน อายุ 53 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 29 มีนาคม 2496
ที่อยู่บ้านเลขที่ 35/1 หมู่ 12 ตำบล วัดไทร อำเภอ เมือง
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60000 โทรศัพท์บ้าน 056-213654
โทรศัพท์มือถือ 089-5639854



ชื่อ นางวันเพ็ญ สกุล วัดตูม อายุ 79 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 14 เมษายน 2470
ที่อยู่บ้านเลขที่ 9 หมู่ 2 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130 โทรศัพท์บ้าน 056-356178
โทรศัพท์มือถือ 084-6245746


ชื่อ นางพเยาว์ สกุล พันธุ์เขตการณ์ อายุ 59 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 14 ตุลาคม 2491
ที่อยู่บ้านเลขที่ 108 หมู่ 2 ตำบล ขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130 โทรศัพท์บ้าน 056-356273




ชื่อ นางถนอม สกุล จันทร์ยิ้ม อายุ 74 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด วันอังคาร เดือน 10 ปีวอก
ที่อยู่บ้านเลขที่ 60 หมู่ 2 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130




ชื่อ นางกรี สกุล จวงจันทร์ อายุ 67 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด วันพุธ เดือน 9 ปีมะโรง
ที่อยู่บ้านเลขที่ 57/1 หมู่ 2 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130




ชื่อ นางไทย สกุล หมีทอง อายุ 64 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด มกราคม 2485
ที่อยู่บ้านเลขที่ 56 หมู่ 2 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130



ชื่อ นายพวง สกุล รังผึ้ง อายุ 68 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 2481
ที่อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ 4 ตำบล เขากะลา อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130
โทรศัพท์มือถือ 086-18874343



ชื่อ นายเกิด สกุล ต่วนชะเอม อายุ 78 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 2472
ที่อยู่บ้านเลขที่ 126 หมู่ 2 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130



ชื่อ นายอุดม สกุล พันเขตการณ์ อายุ 67 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 13 มกราคม 2482
ที่อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ 2 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130 โทรศัพท์บ้าน 056-356273


ชื่อ นางยอม สกุล ต่วนชะเอม อายุ 72 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 2477
ที่อยู่บ้านเลขที่ 13/2 หมู่ 4 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130



ชื่อ นางกอง สกุล ต่วนชะเอม อายุ 72 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด วันพุธ เดือน 8 ปีจอ ปี 2477
ที่อยู่บ้านเลขที่ 104/4 หมู่ 4 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130 โทรศัพท์บ้าน 056-356210




ชื่อ นายสำรวย สกุล ชมนา อายุ 51 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 3 กรกฎาคม 2498
ที่อยู่บ้านเลขที่ 119/2 หมู่ 4 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130 โทรศัพท์บ้าน 056-356438
โทรศัพท์มือถือ 089-5654724


ชื่อ นายเสน่ห์ สกุล สุตสาระ อายุ 74 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 2475
ที่อยู่บ้านเลขที่ 47/1 หมู่ 2 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130




ชื่อ นาจีน สกุล ไล้ทองคำ อายุ 74 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 2475
ที่อยู่บ้านเลขที่ 194 หมู่ 5 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130 โทรศัพท์บ้าน 056-356293







ชื่อ นาประเสริฐ สกุล สุขศิริ อายุ 59 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 2490
อยู่บ้านเลขที่ 57 หมู่ 2 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130
โทรศัพท์มือถือ 086-0485087



ชื่อ นายทอง สกุล เงินเมือง อายุ 74 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 2475
ที่อยู่บ้านเลขที่ 134 หมู่ 2 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130


ชื่อ นายลมูล สกุล คงหอม อายุ 74 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 2475
ที่อยู่บ้านเลขที่ 5 หมู่ 1 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130 โทรศัพท์บ้าน 056-356188



ชื่อ นายเกิด สกุล จันทร์ยิ้ม อายุ 75 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 2474
ที่อยู่บ้านเลขที่ 60 หมู่ 2 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130



ชื่อ นายประเทือง สกุล เหมือนเตย อายุ 63 ปี
วัน/เดือน/ปีเกิด 2486
ที่อยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่ 1 ตำบล เขาทอง อำเภอ พยุหะคีรี
จังหวัด นครสวรรค์ รหัสไปรษณีย์ 60130
โทรศัพท์มือถือ 081-9721277
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    21851 views