พิมพ์

ฟ้อนเล็บ-ฟ้อนเทียน

ชื่อรายการ
ฟ้อนเล็บ-ฟ้อนเทียน
ปีที่ขึ้นทะเบียน
พ.ศ. ๒๕๕๖
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
สาระสำคัญโดยรวม

ฟ้อนเล็บ เป็นการฟ้อนของชาวไทยภาคเหนือ กระบวนการฟ้อนเช่นเดียวกับชุดฟ้อนเทียน เพียงแต่ไม่ถือเทียน ผู้ฟ้อนสวมเล็บโลหะยาวทุกนิ้ว เว้นแต่นิ้วหัวแม่มือนิยมฟ้อนในเวลากลางวัน ใช้ผู้ฟ้อนจำนวนมาก เป็นศิลปะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ของภาคเหนือโดยเฉพาะ รูปแบบการฟ้อนมีอยู่ ๒ แบบ คือ แบบพื้นเมือง เรียกว่า ฟ้อนเมือง และแบบคุ้มเจ้าหลวง

การฟ้อนเล็บที่สืบทอดในสถาบันการศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และกรมศิลปากร ได้รับรูปแบบการฟ้อนจากคุ้มเจ้าหลวง ซึ่งได้รับการปรับปรุงรูปแบบในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ต่อมาได้นำมาเผยแพร่ที่กรุงเทพฯ ในคราวสมโภช พระเศวตคชเดชดิลก ช้างเผือกในรัชกาลที่๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ ซึ่งนางลมุล ยมะคุปต์ ได้เป็นผู้ฝึกให้คณะละครหลวงในรัชกาลที่๗ ครั้งนั้น และภายหลังได้ถ่ายทอดกันสืบมา

ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ใช้วงดนตรีพื้นเมือง หรือวงปี่พาทย์ การแต่งกาย ผู้แสดงแต่งกายตามแบบกุลสตรีชาวเหนือ นุ่งซิ่นป้ายลายขวาง สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มสไบทับ เกล้าผมประดับดอกไม้ ถ้าเป็นแบบแผนของคุ้มเจ้าหลวงผู้แสดงต้องสวมกำไลเท้า ลักษณะท่ารำเป็นการรำตามทำนองเพลง จุดประสงค์เพื่อเป็นการฟ้อนบวงสรวง หรือฟ้อนต้อนรับตามประเพณีในช่วงเวลากลางวัน ใช้เวลาในการแสดงประมาณ ๑๐ นาที (มีบทร้อง) ๕-๘ นาที (ไม่มีบทร้อง) รูปแบบฟ้อนเมืองยังคงอยู่ แต่รูปแบบคุ้มเจ้าหลวงไม่สู้มีโอกาสการแสดงมากนัก

ฟ้อนเทียน ผู้ฟ้อนถือเทียนจุดไฟมือละเล่มทั้งสองมือ ตามปกติใช้ฟ้อนในที่กลางแจ้งในเวลากลางคืน ความสวยงามอยู่ที่ใช้ผู้ฟ้อนเป็นจำนวนมาก และแสงเทียนเป็นประกายขณะที่เคลื่อนไหวไปตามลีลาของเสียงเพลง การฟ้อนนี้แต่เดิมมาคงใช้เป็นการฟ้อนสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพิธีสำคัญในคุ้มเจ้าหลวง รูปแบบการฟ้อนที่ปรากฏซึ่งเป็นมาตรฐานสืบทอด ในเครือสถานศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และกรมศิลปากร เป็นแบบแผนที่ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงให้ครูฟ้อนในคุ้มปรับปรุงรูปแบบขึ้นและได้เคยฟ้อนถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวเสด็จประพาสมณฑลพายัพ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ ต่อมานางลมุล ยมะคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป ผู้ซึ่งได้เคยขึ้นไปเป็นครูในคุ้ม ได้ฝึกหัดจดจำมาถ่ายทอดให้กับศิลปิน และนักเรียนในสังกัดกรมศิลปากรในขณะนั้น และนำมาบรรจุเป็นรูปแบบการเรียนการสอนนาฏศิลป์ไทยอีกชุดหนึ่งสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ดนตรีประกอบการแสดงฟ้อนเทียนนี้ ใช้วงดนตรีพื้นเมืองหรือวงปี่พาทย์ บทร้องเป็นบทพระนิพนธ์ของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ต่อมาภายหลัง นายมนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยกรมศิลปากร และศิลปินแห่งชาติได้ประพันธ์ ขึ้นใหม่ ประกอบด้วย บทเกริ่นทำนองโยนก ซอยิ้นและจ้อยเชียงแสนแต่เนื่องจากมีความยาว ปัจจุบันจึงตัดทอนลง นิยมแสดงเพียงทำนองซอยิ้น ดังนี้

บทร้องทำนองซอยิ้น


ปวงข้าเจ้า ยินดีที่เนา ในถิ่นไทยสถาน
ระเริ่งระรื่น ชุ่มชื่นใจนาน ทุกสิ่งเทิดศาน ติสุขนานา
เบิ่งดอกไม้ ก็งามวิไล ลออพอตา
หลายสีเลอสรรค์ หลากพันธุ์ผกา กลิ่นรื่นนาสา พาใจใฝ่ชม
ปวงประชา ยลพักตร์ลักขณา ทรงงามขำคม
หน้าตาชื่นบาน สำราญอารมณ์ จิตน้อมนิยม โอบอ้อมอารี
มั่นรักษา พุทธศาสนา แนบดวงฤดี
ส่งเสริมศิลปะ บ่ละประเพณี ผูกมิตรไมตรี ตรึงชาติชนปวง

การแต่งกาย แต่งตามแบบแผนกุลสตรีชาวเหนือ นุ่งซิ่นป้ายลายขวาง สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มสไบ เกล้าผมประดับดอกไม้ ถ้าเป็นแบบแผนของคุ้มเจ้าหลวงผู้แสดงต้องสวมกำไรเท้า

ลักษณะท่ารำ เป็นการร่ายรำตามทำนองเพลง มีจุดประสงค์เพื่อเป็นการฟ้อนบวงสรวงหรือฟ้อนต้อนรับเวลากลางคืน ตามประเพณีของชาวเหนือ

ความยาวของการแสดงใช้เวลาประมาณ ๑๐-๑๒ นาที (มีบทร้อง) ๕-๘ นาที (ไม่มีบทร้อง)

ปัจจุบันยังคงมีการแสดงในโอกาสพิเศษต่าง ๆ แต่ไม่เต็มตามรูปแบบซึ่งเป็นที่น่าเป็นห่วงว่า รูปแบบดั้งเดิมที่พระราชชายาปรับปรุงขึ้นมิได้มีโอกาสแสดงจะมีเพียงสถาบันการศึกษาในเครือสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์และกรมศิลปากรเท่านั้นที่รักษาไว้

สาขา/ประเภท
  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    50274 views