พิมพ์

ลำตัด

ชื่อรายการ
ลำตัด
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคกลาง
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

ลำตัด ในจังหวัดตราดเป็นการแสดงที่เคยได้รับความนิยมอย่างมากในอดีต นอกเหนือจากจากละครชาตรี (เท่งตุ๊ก) ลิเก และหนังตะลุง จากการสำรวจพบว่าคณะลำตัดในจังหวัดตราดเหลือเพียงคณะเดียวคือ คณะลำตัดของนายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ค่อยมีงานแสดงแล้ว นอกจากนี้ยังพบพ่อเพลงลำตัด ซึ่งถือเป็นวิกฤตของเพลงลำตัดในจังหวัดตราดอย่างยิ่ง ดังนั้นการศึกษา ลำตัด ซึ่งเป็นกลไกทางสังคม อันหมายถึงศิลปวัฒนธรรมที่ดำเนินอยู่ในสังคมไทย โดยเฉพาะสังคมในระดับท้องถิ่น ที่ยังคงความเป็นแบบดั้งเดิม (Tradition) ในครั้งนี้ จึงเป็นแนวทางหนึ่งของการอนุรักษ์ และสืบสานความเป็นศิลปวัฒนธรรม ที่จะชี้ให้เห็นการดำรงอยู่ในบริบททางสังคมวัฒนธรรมไทย ทั้งนี้ ด้วยสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแส ศิลปะทุกแขนงย่อมได้รับผลกระทบ การจะให้คงความเป็นลักษณะเดิมอยู่ตลอดเวลา จึงย่อมเป็นไปไม่ได้ กล่าวคือ ศิลปะพื้นบ้านทั้งมวลย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตามค่านิยม และอิทธิพลจากวัฒนธรรมภายนอก ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือนหาย การขาดความต่อเนื่อง และการผิดเพี้ยนจากของเดิม เพราะฉะนั้นการสืบสานและการอนุรักษ์จึงจำเป็นต้องศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ดังนั้น ด้วยแนวคิดดังกล่าว การศึกษาวิจัย ลำตัดในครั้งนี้ จึงจะนำมาซึ่งการรักษาศิลปวัฒนธรรมด้านเพลงพื้นบ้านของชาติให้คงอยู่เป็นเอกลักษณ์ของเชื้อชาติ ผู้วิจัยจึงได้สนใจที่จะศึกษาเรื่องเพลงพื้นบ้าน ลำตัด เนื่องจากลักษณะเฉพาะของการละเล่นลำตัด เป็นการรวมเอาเพลงพื้นบ้านหลายชนิดเข้าด้วยกัน การศึกษา รวบรวม และบันทึก “ทำนองเพลง” เพลงลำตัดและของบทเพลงพื้นบ้านที่ปรากฏอยู่ในการละเล่นลำตัด จึงจะเป็นการอนุรักษ์ลักษณะของทำนองเพลงทั้งหลายที่เป็นองค์ประกอบในการละเล่น ดังกล่าวนั้นให้คงอยู่เป็นแบบฉบับ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการสืบสานที่ถูกต้องและต่อเนื่องตามแบบแผน อีกทั้งจะเป็นการสร้างจิตสำนึกให้คนในสังคมได้เล็งเห็นถึงความมีคุณค่าของเพลงที่ควรแก่การสืบทอดและการพัฒนาบนพื้นฐานของความเป็นศิลปะพื้นบ้านที่แท้จริง เพื่อเป็นพลังสำคัญ สำหรับความอยู่รอดของสังคมวัฒนธรรมของชาติไทยเราสืบไป

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
ลำตัดเป็นการแสดงพื้นบ้านของภาคกลาง จัดเป็นการแสดงบนเวทีที่มีขึ้นในเทศกาลเพื่อความรื่นเริง และได้รับความนิยมมาก การเล่นลำตัดนั้นมีทั้งการร้องด้วยทำนองต่างๆ กันเปลี่ยนแปลงไปตามเนื้อร้องที่ปรากฏ และการรำประกอบด้วยลีลาต่างๆ

๒.๑.๑ ความหมายของลำตัด

มีผู้รู้ทางด้านศิลปวัฒนธรรมได้ให้ความหมายไว้อย่างน่าสนใจ ดังจะยกตัวอย่างมาดังต่อไปนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของคำว่า “ลำตัด” ไว้ว่า หมายถึง “การละเล่นที่เป็นทำนองร้องต่อกันคนละวรรคหรือคนละหน” ต่อมา เด่นดวง พุ่มศิริ ได้กล่าวถึงความหมายของลำตัดไว้ว่า

“ลำ คือ เนื้อร้องในใจความต่างๆ กัน เช่น ลำไหว้ครู ลำเกี้ยว ลำสาด ลำว่า ลำด่า ลำลอย เป็นต้น ส่วนคำว่า ตัด หมายถึง ว่าตัดเข้าทำนองเพลงต่างๆ ของแขกของไทย ของเพลงมโหรี ปี่พาทย์ ในตอนที่ไพเราะเหมาะสมที่จะร้องเข้าจังหวะรำมะนาได้ครึกครื้น กระฉับกระเฉง นอกจากนี้ก็ไปตัดหรือเลียนแบบการแสดงอื่นๆ อย่างโน้นนิดนี้หน่อย เช่น โขน ละคร งิ้ว สวดคฤหัสถ์ และทำนองเพลงพื้นบ้านอื่นๆ เช่น เพลงฉ่อง เพลงเกี่ยวข้าว เพลงอีแซว ...”

นอกจากนี้ยังมีผู้ให้ความหมายของคำว่า ลำตัด ไว้อีกว่า “ลำ คือ เพลง ตัด คือ แยก ฉะนั้น ลำตัด จึงเป็นการนำเพลงประเภทต่างๆ เป็นบางตอนจากบทเพลงมาร้องต่อกัน ว่ากันไปเรื่อยๆ เช่น ว่าเพลงอีแซวต่อด้วยเพลงฉ่อย อะไรทำนองนี้ เพลงลำตัดจึงตัดสมชื่อจริง”
มนตรี ตราโมท ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านการดนตรี และการแสดงในด้านต่างๆ ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้พยายามค้นหาที่มาของคำว่า ลำตัด ว่าใครเป็นผู้ตั้งชื่อของการละเล่นชนิดนี้ และการตั้งชื่อเช่นนี้มาจากอะไร ซึ่งก็ไม่ได้รับคำตอบเป็นที่พอใจหรือได้รับความสว่างขึ้นอย่างไรเลย แต่เมื่อมาพิจารณาดูการเล่นลิเกบันตน ซึ่งเป็นการเล่นของมลายู จะพบว่ามีการเล่นที่คล้ายกับลำดังนั้น คำว่า ลำ ที่ประกอบเป็นชื่อเรียกการละเล่นชนิดนี้ว่า ลำตัด นั้นอาจจะหมายถึง การร้องเพลงตัดก็ได้ แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วลำตัดนี้ก็มีส่วนเป็นลำอยู่ด้วย คือ ตอนที่ต้นเสียงและคอสองร้องเป็นใจความนั้น ยึดลำนำ (Rythum) มากกว่าทำนอง (Melody) ซึ่งเป็นลักษณะของลำ ส่วนตอนท้ายที่ลูกคู่รับนั้นจะเป็นลักษณะของเพลงทำนองที่นำมาให้ลูกคู่รับโดยมากจะตัดมาจากเพลงร้องหรือเพลงดนตรีอีกชั้นหนึ่ง โดยเลือกเอาแต่ตอนที่ ๑ เหมาะสำหรับการร้องมาเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าจะเรียกการละเล่นชนิดนี้ให้ถูกต้องตามลักษณะที่เป็นอยู่ จะต้องใช้ชื่อเรียกอย่างยืดยาวดังที่ มนตรี ตราโมท เรียกว่า “ขับลำนำด้วยร้องเพลงตัด” ซึ่งแทนที่จะเป็นชื่อเรียกก็จะกลายเป็นคำอธิบายไป จึงเห็นได้ว่า ผู้ที่เริ่มการแสดงชนิดนี้ขึ้นพร้อมทั้งตั้งชื่อว่า ลิเกลำตัด (เพราะมาจากดิเกร์) และต่อมาก็ถูกตัดลงไปโดยความกร่อนของภาษาเหลือเพียงคำว่า ลำตัด จึงเป็นการตั้งชื่อที่เหมาะสม เรียกง่าย และมีความหมายตรงกับการแสดงมากที่สุด
ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่า ลำตัด หมายถึง การแสดงที่เป็นทำนองเพลงที่ชายหญิงร้องโต้ตอบกันด้วยถ้อยคำที่เผ็ดร้อน ชวนคิด ชวนขัน มีรำมะนาเป็นดนตรีประกอบ การแสดงจะเริ่มต้นด้วยการโหมโรงรำมะนาก่อน แล้วชายหญิงจึงจะว่ากลอนโต้ตอบกัน
ประวัติความเป็นมา
ลำตัดเป็นการละเล่นที่สืบเนื่องมาจากลิเกหรือดิเกร์ของมลายูสาขาหนึ่งที่เรียกว่า “ละกูเยา” วิธีการแสดงละกูเยานี้ เริ่มด้วยโหมโรงรำมะนาล้วนๆ ก่อน ต่อจากนั้นผู้เป็นต้นบทจะนำร้อง บันตน เพลงใดเพลงหนึ่งซึ่งเป็นภาษาแขกอันเป็นสร้อยสำหรับลูกคู่รับขึ้นก่อน แล้วบรรดาผู้ตีรำมะนาในวงนั้นร้องตามอีก ๒ เที่ยว ต้นบทจึงแยกออกร้องเป็นใจความสั้นๆ แล้วลูกคู่ก็ร้องรับยืนในทำนองเดิมนั้นตลอดไป นานพอสมควรแล้วต้นบทก็เปลี่ยนเพลงต่อไปตามลำดับ ผู้ร้องต้นบทนั้นจะมีกี่คนจะผลัดกันอย่างไรก็ได้ บางทีผลัดกันร้องเป็นต้นบทเรียงลำดับไปทั้งวงก็มี ถ้อยคำที่ร้องนั้นภายหลังแทรกคำไทยเข้าไปมาก เหลือภาษาแขกไว้แต่คำที่ลูกคู่รับจนกระทั่งต่อมาร้องเป็นคำไทยทั้งหมด แยกออกเป็น ๒ ชนิด ชนิดหนึ่งว่ากันให้เสียหายเพื่อให้อีกส่วนหนึ่งกล่าวแก้ อีกชนิดหนึ่งเป็นการสอบถามความรู้กัน
เด่นดวง พุ่มศิริ กล่าวถึงความเป็นมาของลำตัดไว้ว่า ลำตัดน่าจะมาจากลิเกบันตน ซึ่งคำว่า บันตน นี้กร่อนมาจากคำว่า ลิเกบันตน เกิดในราวปลายรัชกาลที่ ๕ สมัยนั้นชาวปัตตานีที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ นานเข้าก็ได้เรียนภาษาไทยจนอ่านออกเขียนได้กันบ้างแล้ว ประกอบกับมีญาติพี่น้องเป็นไทยพุทธกันบ้าง การสมาคมก็ขยายวงกว้างออกไป การจะร้องบันตนเป็นภาษามลายูอย่างเดียวคนอื่นที่ไม่รู้ภาษามลายูก็ไม่เข้าใจ จึงมีการปรับปรุงการเล่นโดยร้องเป็นกลอนคำไทยปนคำมลายูอยู่บ้าง ในทำนองเพลงมลายูเรียกว่า “เพลงกะเล็ง” ผู้ที่เล่นลิเกบันตนพวกแรกนั้น เด่นดวง พุ่มศิริ กล่าวว่า มีอยู่ ๔ พวก คือ

“หะยีแดง เรียกกันทั่วไปว่า ยีแดง อยู่ตำบลไผ่เหลือง สุเหร่าไซกองคิน อำเภอมีนบุรี ครูซัน อยู่ตำบลถนนตก ครูพันโด่ง อยู่ตำบลสมเด็จเจ้าพระยา และครูหมัดตุ๊ อยู่ตำบลบ้านครัว (หลังวิทยาลัยเทคนิคปทุมวัน) ยีแดงเล่นบันตนแยกออกเป็น ๒ แบบ คือ แบบหนึ่งเล่นบันตนร้องเป็นเรื่อง เรียกว่า “เล่นลูกบท” และอีกแบบหนึ่งเล่นเป็นการโต้ตอบกันไปมา แบบนี้เองที่ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปเป็นลิเกลำตัด ภายหลังตัดคำว่า ลิเกออก เหลือแต่ “ลำตัด”

เอนก นาวิกมูล ได้กล่าวถึงความเป็นมาของลำตัดไว้ว่า มีการแสดงชนิดหนึ่งซึ่งชาวมลายูจัดขึ้นเพื่อสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาอิสลาม โดย “เริ่มต้นจากการตีกลองรำมะนาพร้อมกับสวดสรรเสริญพระเจ้าทางศาสนาอิสลาม เดิมเริ่มเล่นกันที่ปัตตานีและในเขตวัฒนธรรมมลายู เรียกว่า “ลิเกฮูลู” ผู้เล่นหรือสวดทั้งหมดเป็นผู้ชายยังไม่มีผู้หญิงเข้ามาปะปน ลิเกฮูลูเป็นต้นแบบที่แยกออกเป็น “ลิเกแบบลำตัด”
แต่มีผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่มาของลำตัดที่แตกต่างไปจากความเห็นของเอนก นาวิกมูล คือ มีความเห็นว่ามาจากอินเดีย ดังบทความในวารสารปฏิญญา ว่า

“ลำตัดเป็นญาติพี่น้องกับลิเก มีความเป็นมาจากที่เดียวกัน เป็นการละเล่นที่มาจากอินเดียซึ่งเดิมเป็นการสวดบูชาพระเจ้าพร้อมกับตีรำมะนาไปด้วย จากการสวดและตีรำมะนาก็กลายเป็น “ฮันดาเลาะ” (ลิเก) แล “ละกูเยา” (ลำตัด) ละกูเยาหรือลำตัดสมัยบุกเบิกนี้ผู้เล่นจะนั่งเป็นวง แล้วเริ่มโหมโรงด้วยเพลงรำมะนาล้วนๆ ผู้เป็นต้นบทจะร้อง “บันตน” เป็นภาษาแขก อันเป็นบทร้องสร้อยสำหรับลูกคู่รับขึ้นก่อน บรรดาผู้ตีรำมะนาในวงนั้น ก็ร้องตามอีก ๒ เที่ยว ต้นบทจึงร้องตามเป็นใจความสั้นๆ ต้นบทร้องในระยะหลังมีการแทรกคำไทยจนกลายเป็นภาษาไทยล้วน ละกูเยาของอิสลามจึงโอนสัญชาติเป็นลำตัดไทยโดยสมบูรณ์”

จะเห็นได้ว่า ความเห็นเกี่ยวกับต้นกำเนิดของลำตัดของ เอนก นาวิกมูล และบทความในวารสารปฏิญญานั้นกล่าวไว้ไม่เหมือนกัน โดย เอนก กล่าวว่า มาจากแถวปัตตานีและเขตวัฒนธรรมมลายู ส่วนในวารสารปฏิญญากล่าวว่า มาจากอินเดีย แต่ส่วนที่กล่าวไว้เหมือนกัน คือ การละเล่นชนิดนี้เดิมเป็นบทสวดบูชาพระเจ้าในศาสนาอิสลาม แต่จะเป็นอิสลามอินเดียหรืออิสลามมลายูนั้นเราในสมัยปัจจุบันไม่อาจทราบได้แน่ชัด นอกจากจะต้องพิจารณาจากความคิดเห็นของผู้รู้ที่ได้สนใจศึกษาค้นคว้าทางด้านนี้ไว้
นอกจาก เด่นดวง พุ่มศิริ แล้ว อีกท่านหนึ่งที่มีความเห็นในเรื่องที่มาของลำตัดตรงกับ เอนก นาวิกมูล คือ มานิต ม่วงบุญ ได้กล่าวไว้ว่า

“ลำตัดเท่าที่มีหลักฐานพอเชื่อว่า เป็นการแสดงแบบหนึ่งที่ไทยเรานำแบบแผนการแสดง “ดิเกร์” ของมลายูมาปรับปรุงดัดแปลงแก้ไขจนกลายเป็นลำตัดอยู่ในปัจจุบัน ดิเกร์นั้นชาวมลายูนำมาแสดงในกรุงเทพฯ ครั้งแรกเมื่อต้นรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วิธีการแสดงมีคนตีรำมะนาหลายคนพร้อมด้วยเครื่องประกอบจังหวะอื่นๆ พอผู้เป็นต้นบทร้องนำขึ้นเป็นภาษามลายูแล้ว พวกที่นั่งล้อมกันเป็นวงก็ร้องรับเป็นลูกคู่พร้อมกับตีรำมะนาและเครื่องประกอบจังหวะไปด้วย ลำร้องนั้น เรียกว่า “บันตน” เมื่อร้องบันตนไปจนจบกระบวนความหรือสมควรแก่เวลา การแสดงจะเริ่มพลิกแพลงออกเป็น ๒ สาขา สาขาหนึ่งเรียกว่า “ฮันดาเลาะ” มีการแสดงเป็นชุดและเรื่องเบ็ดเตล็ดต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาของลิเก ส่วนอีกสาขาหนึ่งเรียกว่า “ละกูเยา” เป็นการว่ากลอนด้นแก้กันอันเป็นต้นทางที่ก้าวสู่ “ลิเกลำตัด” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ลำตัด”

จากความเห็นของ เด่นดวง พุ่มศิริ และมานิต ม่วงบุญ ทำให้เราทราบว่า การแสดงบันตนนั้นปรากฏในเมืองไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการกล่าวถึงการแสดงในลักษณะนี้ไว้ในสาส์นสมเด็จ เล่มที่ ๒๗ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ หน้า ๒๖๒ - ๒๖๔ ความว่า

“ยังมีตำนานอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเกิดเนื่องมาแต่ครั้งงานพระศพสมเด็จพระนางสุนันทา เหมือนกับเมื่อมีกงเต๊กเป็นงานหลวงครั้งนั้น คนทั้งหลายคงจะเห็นเป็นการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอย่างกว้างขวาง ผิดกับที่เคยมีมาก่อน เป็นเหตุให้พระยามิตรภักดี (หรือสร้อยอย่างอื่นจำไม่ได้แน่) เป็นแขกอาหรับ พวกเราเรียกกันแต่ว่า “ขรัวหยา” ซึ่งเป็นเขยสู่ข้าหลวงเดิม กราบทูลขอเอาพวกนักสวดแขกอิสลามเข้ามาสวดช่วยพระราชกุศลและทูลรับรองว่าไม่ขัดกับศาสนาอิสลาม จึงโปรดให้เข้ามาสวดในเวลาค่ำตามเวลาของเขา ณ ศาลาอัฏวิจารณ์ที่พระญวนเคยทำกงเต๊ก หม่อมฉันไปดูเห็นล้วนเป็นแขกเกิดในเมืองไทย ทราบภายหลังว่าเป็นชาวนนทบุรี นั่งขัดสมาธิถือรำมะนาแขกล้อมเป็นวง จะเป็นวงเดียวหรือ ๒ วงจำไม่ได้แน่ แต่นั่งสวดโยกตัวไปมา สวดเป็นลำนำอย่างแขก เข้ากันเป็นจังหวะรำมะนา ได้เห็นครั้งแรกก็ไม่สู้เข้าใจนัก ต่อมาในปีนั้นเองมีงานฉลองพระชันษาสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียที่สถานทูตอังกฤษ ในงานนั้นพวกคนต่างชาติในบังคับอังกฤษที่อยู่ในกรุงเทพฯ พากันหาเครื่องมหรสพต่างๆ ไป เห็นพวกนักสวดแขกชาวเมืองไทยนั่งเป็นวงตีรำมะนาสวดประชันกันอยู่ ๒ ประรำ...”

นอกจากความคิดเห็นของนักวิชาการหลายท่านดังกล่าวมาแล้วก็ยังมีศิลปินลำตัดท่านหนึ่ง คือ นายหวังดี นิมา หรือที่เรารู้จักกันดีในนามของ หวังเต๊ะ เจ้าของคณะลำตัดคณะหวังเต๊ะ ได้กล่าวถึงความเป็นมาของลำตัดไว้ว่า

“ลำตัดเจริญในสมัยรัชกาลที่ ๖ เกิดในกรุงเทพฯ เดิมนั้นรัชกาลที่ ๑ ตีเอาปัตตานีมาได้ก็ต้อนผู้คนมาปล่อยไว้แถวมีนบุรี ถนนตก ก็มี พวกนี้ได้นำกลองเรียกว่า รำมะนามาด้วย กลองรำมะนานี้ปัจจุบันยังมีอยู่ที่กะลันตันและปัตตานี แต่ไม่สวยเท่าของเราในปัจจุบัน ซึ่งได้มีการนำมาเปลี่ยนแปลงรูปโฉมใหม่ให้สวยงาม แล้วนำกลองรำมะนานี้มาตีประชันกันว่า ใครจะดังกว่ากัน เรียกว่า ดิเกเรียบ หมายถึง เรียบร้อยไม่มีการด่ากัน แต่เดิมมีแสดงในปัตตานี เรียกว่า ดิเกฮูลู มีการด่ากัน ปัจจุบันก็ยังมีการแสดงอยู่ ดิเกเรียบไม่มีว่ากัน เล่นกันนานๆ เข้าก็เป็นลำตัดร้องเป็นภาษาไทย พวกครูโรงเรียนเป็นคนเล่น สมัยนั้นคนไม่รู้หนังสือมาก ผู้เขียนกลอนดูเหมือนจะเป็นครูประชาบาลเขียนเนื้อว่าแก้กัน ในกรุงเทพฯ คณะแรกคือ คณะทหารเรือ สามสมอ เล่นกันก่อน ยืนร้อง เอากลองตี ร้องว่ากันวงเดียว ต่อมาก็แยกว่า ต่อมามีพวกหนองจอกเข้ามาประชันในกรุงเทพฯ พระยาไพบูลย์สมบัติเป็นคนริเริ่มการประชันขึ้น ก่อนที่วิกบุษปะ ผู้ชายต่อผู้ชาย ต่อมามีการเขียนกลอนว่ากัน คนเขียนกลอนเป็นครูชื่อครูกบ หรือเรียกว่า หะยีกบ”

จากความเห็นของหลายๆ ท่านดังกล่าวมาแล้ว จึงพอสรุปได้ว่า ลำตัดนั้นมีแบบแผนการแสดงมาจากการแสดง ลิเก หรือ ดิเกร์ ของมลายู ซึ่งแต่เดิมดิเกร์นี้เป็นบทสวดบูชาพระเจ้าของศาสนาอิสลาม วิธีการแสดงจะเริ่มด้วยมีคนตีรำมะนาและเครื่องประกอบจังหวะอื่นๆ หลายคน ต้นบทจะร้องนำขึ้นมาเป็นภาษามลายู เรียกว่า “บันตน” แล้วพวกที่ตีรำมะนาก็จะเป็นลูกคู่ร้องรับไปด้วย ต่อมาการแสดงแบบนี้แยกออกเป็น ๒ สาขา คือ “ฮันดาเลาะ” ซึ่งแสดงเป็นชุดและเรื่องเบ็ดเตล็ดต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาของลิเก ส่วนอีกสาขาหนึ่ง เรียกว่า “ละกูเยา” เป็นการด้นกลอนว่าแก้กัน ซึ่งเป็นที่มาของ “ลิเกลำตัด” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ลำตัด” ในปัจจุบัน

เมื่อครั้งการจัดงานฉลอง ๒๕ ปีพุทธศตวรรษ รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ให้แต่ละจังหวัดรวบรวมข้อมูลด้านต่างๆ ของแต่ละจังหวัด รวมถึงเพลงพื้นบ้านเพื่อจัดพิมพ์ถวายเป็นพุทธบูชา ในส่วนของจังหวัดตราด ปรากฏเพลงพื้นบ้านเพียง ๒ ชนิด คือ เพลงปรบไก่ และเพลงนวดข้าว ต่อมาในยุคที่กระแสการศึกษาวรรณกรรมท้องถิ่นกำลังเป็นที่นิยม ขุนศึกษาการพิศิษฏ์ ศึกษาธิการจังหวัดตราดในขณะนั้นก็ได้เขียนบทความเรื่อง “การมหรสพต่าง ๆ ของจังหวัดตราด” ลงพิมพ์ใน วารสารศิลปากร ปีที่ ๒๑ เล่ม ๓ กันยายน ๒๕๒๐ ก็ไม่ปรากฏว่ามีการแสดงลำตัดแต่อย่างใด ภายหลังไม่นาน อาจารย์บันเทิง ยันต์โกเศศ ศึกษานิเทศก์ในขณะนั้นได้สำรวจข้อมูลทางวัฒนธรรมของจังหวัดตราด แต่ก็ไม่ได้กล่าวถึงลำตัดไว้แต่อย่างใด
เมื่อได้สอบถามจากพ่อเพลง แม่เพลงลำตัดในจังหวัดตราดทำให้ทราบว่า “ลำตัด” ในจังหวัดตราด เป็นเพลงพื้นบ้านที่มีมาแต่โบราณ แต่ไม่มีชื่อเสียงเท่าจังหวัดสุพรรณบุรี การร้อง ลำตัดในอดีต มักร้องในขณะทำงานในนาในไร่ ไม่ใช่เป็นการแสดง หรือขึ้น “เวที” แสดงกันเป็นกิจจะลักษณะ ถือกันว่าเป็นทำนองเพลงร้องอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะเมื่อจะนวดข้าว ดำนา หรือทำงานอะไรก็ตามก็มักจะร้องเพลงพื้นบ้านต่างๆ ที่เป็นที่รู้จักกันดีไปพร้อมๆ กันด้วยเช่น เพลงลิเก เพลงลำตัด เพลงโหงฟาง เพลงฉ่อย เพลงอีแซว เพลงเกี่ยวข้าว เป็นต้น เพื่อให้จังหวะในการทำงานและผ่อนคลายอาการเมื่อยล้า
นอกจากนี้ลำตัดยังมีร้องในงานศพด้วย โดยจะแทรกอยู่ในการสวดของรำสวด หรือที่ภาคกลางเรียกว่า สวดคฤหัสถ์ ที่มักจะมีการนำเพลงพื้นบ้านต่างๆ มาสอดแทรกไว้เพื่อจะได้มีเพลงไว้ร้องเป็นเพื่อนศพได้ตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า
ในอดีตที่จังหวัดตราดมีนักแต่งเพลงลำตัดชื่อดังอยู่คนหนึ่งเรียกกันว่า “เสมียนทอง” มีชื่อและนามสกุลจริงว่า นายทอง เจริญสุข เกิดในราวกลางสมัยรัชกาลที่ ๕ และถึงแก่กรรมเมื่อราว พ.ศ.๒๔๘๐ ที่บ้านท่าพริก ตำบลท่าพริก อำเภอเมือง จังหวัดตราด เหตุที่เรียกกันว่าเสมียนทองเพราะรับราชการเป็นเสมียนให้กับกรมการเมืองตราด ผลงานของเสมียนทองมีเป็นจำนวนมากทั้งกลอน แหล่ และลำตัด ผลงานที่มีชื่อที่สุดได้แก่ “ลำตัดเรื่องเสือผ่อน” ได้นำไปตีพิมพ์จำหน่ายที่โรงพิมพ์ศรีจันทร์ จังหวัดจันทบุรี ลำตัดเรื่องนี้เป็นที่แพร่หลายอย่างมากและรับรู้กันทั่วไปในพื้นที่ภาคตะวันออก (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด) นอกจากนี้ยังมีลำตัดเรื่องอื่นๆ อีกเช่น ลำตัดฟ้าผ่าตาแช ลำตัดของเสมียนทองเหล่านี้ได้แพร่หลายและเป็นที่นิยมอย่างมากจนมีการนำมาร้องเล่นกันทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ในยุคเดียวกันนั้นเองก็มีความแพร่หลายของลำตัดในเมืองกรุงเข้ามายังเมืองตราดด้วย ผ่านหนังสือวัดเกาะ หรือหนังสือของโรงพิมพ์ราษฎร์เจริญและโรงพิมพ์อื่นๆ ในยุคเดียวกัน ที่ตีพิมพ์เนื้อร้องลำตัดเรื่องต่างๆ จำหน่ายทั่วประเทศ ลำตัดมีชื่อของหนังสือวัดเกาะที่คนในสมัยนั้นรู้จักกันดีคือ “หะยีกบ” กับ “หะยีเขียด”
ส่วนคณะลำตัดพื้นบ้านของจังหวัดตราดเองนั้นแต่เดิมไม่มี เมื่อจะมีงานบุญ งานแต่งงาน หรือลงแขกเกี่ยวข้าว เจ้าภาพก็มักจะไป “หา” พ่อเพลง แม่เพลงในหมู่บ้าน มาเป็นหลักไว้สัก ๒ – ๔ คน แล้วก็ให้คนที่มาร่วมงานเป็นลูกคู่ เพื่อให้งานครื้นเครง แต่หากเป็นงานใหญ่เช่นงานประจำปีของวัด หรืองานบุญบ้านผู้มีฐานะ ก็จะไป “หา” คณะลำตัดจริงๆ มาแสดง คณะลำตัดที่นิยมหาก็ได้แก่ คณะนายหลาวนายลอบ ที่บางกะไชย จันทบุรี กับ คณะแม่จรูญกับตาผูก มาจากกรุงเทพฯ หามาเล่นเมื่อคราวสร้างโรงพยาบาลตราด
ภายหลังเมื่อประมาณ ๒๐ ปีที่ผ่านมา เหล่าศิลปินพื้นบ้านได้มีความพยามยามในการรวบรวมคนตั้งเป็นคณะลำตัดขึ้นมา คือ คณะลำตัดชมรมผู้สูงอายุตำบลเขาสมิง นำโดย พ่อเหี้ยม และแม่ฉะอ้อน จังคะพาณิชย์ แต่ปัจจุบันก็ได้เลิกกิจการไปแล้วเนื่องจากความชรา นอกจากนั้นก็ยังมีพ่อเพลงลำตัดอีก ๒ – ๓ คน ที่ยังคงร้องลำตัดได้ เช่น ผู้ใหญ่ทวีวัฒน์ ระลึกชอบ และ พ่อประสูตร ช่วงเวฬุวัน ซึ่งจะรับงานเฉพาะกิจเท่านั้นไม่ได้ร้องเป็นอาชีพ
การกระจายตัว
ในบรรดาเพลงพื้นบ้านด้วยกันแล้ว เมื่อกล่าวถึงลำตัด คนทั่วไปจะรู้จักดีกว่าเพลงพื้นบ้านชนิดอื่นๆ คณะนักแสดงที่มีอาชีพทางการเล่นลำตัดนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายคณะ นับว่าเป็นเพลงพื้นบ้านที่ยังแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นจึงถือได้ว่า ลำตัดเป็นมหรสพร่วมสมัยกับคนในยุคนี้มากกว่าเพลงพื้นบ้านอื่นๆ
ความนิยมแพร่หลายของลำตัดนั้น กระจายไปทุกภาคและแสดงในงานรื่นเริงทุกชนิด จนแม้กระทั่งงานศพ ลำตัดก็แสดงสมโภชได้ ลำตัดได้มีการบันทึกเป็นแผ่นเสียงขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ โดย เอนก นาวิกมูล ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า

“ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ หนังสือพิมพ์ศรีกรุง ฉบับวันอังคารที่ ๓ ธันวาคม หน้า ๔ ได้ลงโฆษณาขายแผ่นเสียง ตราสุนักข์ อัดด้วยไฟฟ้า มีทั้งลำตัด เพลง (ฉ่อย) และโนรา คือ ลำตัด เรื่องลักษณวงษ์ตามพราหมณ์ ลำตัดเรื่องทุกข์เรื่องหนาว ลำตัดเรื่องกำเนิด ลำตัดสองง่ามจัด เพลงแก้กันเรื่องหนีภาษี เพลงแก้กันเรื่องกระทู้ยักคิ้ว เพลงแก้กันกระทู้รับแขกกินหมาก โนราบทขุนแผนตามวันทอง โนราบทไกรทอง โนรากำพรัดซัดพระ โนรากำพรัดเกี้ยวแม่ค้าตลาดปากพนัง เหล่านี้มีขายที่บริษัทรัตนมาลา จำกัด สี่แยกถนนพาหุรัด กับที่แผ่นเสียงสโตร์ ถนนเจริญกรุง ตอนสี่แยกราชวงศ์”
จากข้อความดังกล่าวเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ความนิยมของลำตัดนั้นมีแพร่หลายมานานแล้ว การบันทึกแผ่นเสียงลำตัดก็มีมาไม่ต่ำกว่า ๔๕ ปีแล้ว และในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ หนังสือพิมพ์ศรีกรุง ฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๔ กันยายน หน้า ๒๘ ได้ลงโฆษณาขายแผ่นเสียงลำตัดคณะคลองท่าไข่ เรื่องหญิงชายเกี้ยวกัน โดยนายสะโอด นายหล่น นางเคลือบ นางเชื่อม ๓ แผ่น มีขายที่บริษัทรัตนมาลา จำกัด และแผ่นเสียงสโตร์เช่นเดียวกัน นอกจากนี้แผ่นเสียงลำตัดจริงๆ ที่อัดขึ้นในสมัย นาย ต.เง็กชวน เป็นแผ่นเสียงตรากระต่ายก็มีอัดไว้หลายแผ่นเช่นกัน
ในปัจจุบันนี้ความแพร่หลายของลำตัดก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปแต่อย่างใด การอัดบันทึกเสียงลำตัดจำหน่ายตามท้องตลาดยิ่งมีมากขึ้นตามลำดับ แต่ในปัจจุบันจะอัดออกจำหน่ายในรูปของแถบบันทึกเสียง (Cassette Tape) ซึ่งเป็นที่นิยมและสะดวกในการเปิดฟังมากกว่าแผ่นเสียงในสมัยนั้น
คณะลำตัดที่อัดเป็นแถบบันทึกเสียงจำหน่ายนั้น มีหลายคณะด้วยกัน เช่น คณะหวังเต๊ะ คณะแม่ประยูร คณะแม่บุญชู เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีนักร้องเพลงลูกทุ่งบางคนได้หันมาสนใจร้องลำตัดเหมือนกัน และมีอัดเสียงจำหน่ายด้วย เช่น ชินกร ไกรลาศ ขวัญจิต ศรีประจัน รุ่งนภา กลมกล่อม เป็นต้น
ความแพร่หลายของลำตัดนี้ นอกจากจะอัดเป็นแถบบันทึกเสียงจำหน่ายเป็นธุรกิจการค้าแล้ว ในปัจจุบันยังมีนักกลอนสมัครเล่นได้ส่งกลอนลำตัดไปลงในนิตยสารโต้ตอบกันอีกด้วย ที่พบมากที่สุดคือ นิตยสารสตรีสาร ซึ่งจะมีคอลัมน์สำหรับนักกลอนสมัครเล่น โดยเปิดโอกาสให้ส่งกลอนเพลงพื้นบ้านต่างๆ เช่น เพลงฉ่อย เพลงเรือ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงลำตัด ฯลฯ ไปลงในคอลัมน์นี้ได้ และสัปดาห์ต่อมาก็อาจจะมีผู้ส่งกลอนโต้ตอบกลับมาและระบุว่าโต้ตอบกับเพลงอะไรในฉบับที่เท่าไหร่ นั่นแสดงว่า วงการเพลงพื้นบ้านของไทยเรานั้นก็ยังคงมีผู้นิยมแพร่หลายอยู่ มิได้ถูกลืมเลือนไปเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งลำตัด ซึ่งยังคงเป็นที่นิยมของคนทุกระดับ ทุกวงการ เพราะศิลปินลำตัดในปัจจุบันได้รู้จักปรับปรุงเนื้อหา และสอดแทรกมุขตลกได้ทันต่อเหตุการณ์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี และก็เป็นที่แน่นอนว่าลำตัดยังคงจะเป็นที่นิยมในกลุ่มคนทั่วๆ ไปอีกนานทีเดียว
สำหรับในจังหวัดตราด การร้องลำตัดนิยมนำมาร้องเล่นกันทั่วไปไม่มีการตั้งเป็นคณะที่เป็นกิจจะลักษณะ กระทั่งเมื่อมีการก่อตั้งชมรมผู้สูงอายุขึ้นในแต่ละตำบลของจังหวัดตราด เมื่อราวปี พ.ศ.๒๕๓๕ และในแต่ละเดือนจะมีการรวมตัวกันของสมาชิกชมรมทั้งจังหวัด ซึ่งแต่ละชมรมจะต้องจัดการแสดงเพื่อนำไปแสดงบนเวทีใหญ่ เป็นผลให้แต่ละตำบลพยายามจัดหาการแสดงพื้นบ้านของตนไปจัดแสดง เกิดคณะเพลงขึ้นเป็นจำนวนมาก หนึ่งในจำนวนนั้นคือคณะ ลำตัดของพ่อเหี้ยม จังคะพาณิชย์ และคณะของพ่อประสูตร ช่วงเวฬุวัน เป็นต้น ซึ่งนับเป็นการต่อลมหายใจของลำตัดในเมืองตราดไม่ให้สูญไปได้อีกทอดหนึ่ง
สาขา/ประเภท
ขนบ
แต่เดิมนั้นผู้แสดงลำตัดจะมีเฉพาะผู้ชายเท่านั้น ต่อมาเมื่อมีการห้ามประชันลำตัดในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ เนื่องจากการประชันลำตัดเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ดูซึ่งถือหางลำตัดแต่ละฝ่ายเกิดการวิวาทกัน หลังจากนั้นจึงเกิดมีลำตัดผู้หญิงขึ้นมา คนแรกคือ นางเซาะ การแสดงในระยะแรกนั้นหญิงชายคู่หนึ่งจะว่าแก้กับหญิงชายอีกคู่หนึ่ง ต่อมาเปลี่ยนเป็นฝ่ายหญิงว่าแก้กับฝ่ายชายดังเช่นในปัจจุบัน ซึ่งในวงเดียวกันนั้นจะแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายหญิงกับฝ่ายชาย จึงไม่ได้กำหนดจำนวนแน่นอน อาจเป็นฝ่ายละ ๓-๕ คนก็ได้ แล้วแต่ว่าแต่ละคณะจะมีความสามารถฝึกหัดขึ้นมา สำหรับในจังหวัดตราดนั้น จะแบ่งเป็น ๒ ฝ่ายเช่นกัน โดยมากมักมีฝ่ายละ ๓ คน
ผู้แสดงที่ขึ้นมาร้องคนแรกนั้น ฝ่ายชายเรียกว่า พระเอก ฝ่ายหญิงเรียกว่า นางเอก แต่ในสมัยโบราณเรียกว่า “ตัวพื้น” ซึ่งจะเป็นตัวซักทอดป้อนคำถามแก่ผู้แสดงตัวอื่นๆ เป็นผู้แสดงที่มีบทบาทสำคัญมากคนหนึ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นหัวหน้าคณะก็ได้ พระเอกหรือนางเอกนี้จะว่ากลอนที่เป็นไปในทำนองไพเราะไม่หยาบหรือแม้กระทั่งตลกก็ไม่ได้
ส่วนผู้แสดงคนอื่นๆ จะไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ แต่จะเรียกกันตามลำดับการร้องว่า คอหนึ่ง คอสอง หรือคอสาม ซึ่งเรียกตามสมัยโบราณเพราะในสมัยโบราณมีผู้แสดงไม่มากเพียง ๒-๓ คนเท่านั้น แต่ในปัจจุบันมีผู้แสดงมากขึ้น บางคณะอาจมี ๕-๖ คนขึ้นไป จึงไม่นิยมเรียกตามแบบโบราณ
ในการแสดงลำตัดนั้นมีลักษณะที่แตกต่างจากการแสดงประเภทอื่นๆ เป็นต้นว่า ลิเกหรือละคร ก็คือ ในขณะที่ผู้แสดงหยุดพักบทบาทของตนโดยมีผู้แสดงอื่นแสดงหรือร้องอยู่นั้น ผู้แสดงที่ไม่มีบทบาทจะเข้าไปพักหลังโรงหรือเวทีที่มีฉากกั้น ผู้ชมจะไม่ได้เห็นผู้แสดงผู้นั้น แต่ลำตัดต่างจากการแสดงที่กล่าวมาคือ ถึงแม้จะไม่ได้ขึ้นร้องก็จะต้องนั่งอยู่หน้าเวที ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายจะนั่งอยู่ตรงกันข้ามกัน โดยมีวงรำมะนาเป็นตัวคั่นกลาง ส่วนมากฝ่ายหญิงจะอยู่ทางขวามือของผู้ชม ฝ่ายชายจะอยู่ทางซ้ายมือของผู้ชม ดังนั้นผู้แสดงลำตัดมักจะต้องสำรวมกิริยาทุกอย่างเป็นอย่างมาก เพราะอยู่ในสายตาของผู้ชมตลอดเวลา ถ้าแสดงกิริยาที่ไม่สมควรออกไป เป็นต้นว่า บ้วนน้ำลาย การนั่งที่ไม่เรียบร้อย ก็จะเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ชม ซึ่งจะทำให้ผู้ชมเกิดความเสื่อมศรัทธาในขณะไป ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้ผู้ชมเกิดความนิยมและประทับใจในการแสดงลำตัดนั้น ไม่ใช่เพียงแต่การว่ากลอนแก้กันอย่างสนุกสนานเท่านั้น แต่บทบาทของผู้แสดงทั้งขณะแสดงและหยุดพักการแสดงจึงมีส่วนสำคัญในการสร้างความนิยมและศรัทธาแก่ผู้ชมได้ทั้งสองประการ
การดื่มสุราของผู้แสดงในขณะแสดงก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมาะสม เพราะนอกจากจะเป็นกิริยาที่ไม่น่าดูและอาจเป็นผลเสียต่อการแสดงของผู้แสดงเอง อาจทำให้เกิดการขาดสติเนื่องจากความมึนเมา ถ้ามีการเย้าแหย่จากผู้ชมอาจทำให้เกิดเรื่องวิวาทบาดหมางกันได้เช่นกัน
ลำดับขั้นตอนการแสดง
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่าแต่เดิมลำตัดในจังหวัดตราดเป็นการร้องเล่นในการทำงาน ดังนั้นจึงไม่เคร่งครัดเรื่องขั้นตอนการร้องลำตัดเท่าใดนัก ภายหลังเมื่อมีอันจะต้องแสดงขึ้นมาจึงได้มีการวางระเบียบขั้นตอนให้เป็นระบบมากขึ้น เพราะการแสดงโดยทั่วๆ ไปนั้นจะต้องมีลำดับขั้นในการแสดง เพื่อให้เกิดความเป็นระบบระเบียบที่ประทับใจคนดู และที่สำคัญคือ เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายสับสนในหมู่ผู้แสดงเองด้วย การแสดงลำตัดจึงต้องมีขั้นตอนในการแสดงเพื่อให้การแสดงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่สับสน เพราะการแสดงลำตัดไม่ได้เป็นเรื่องราวเหมือนการแสดงอย่างอื่น แต่จะใช้การร้องโต้ตอบกันเป็นการดำเนินเรื่องไปโดยตลอด ดังนั้นการวางลำดับขั้นในการแสดงที่แน่นอนจะช่วยให้การแสดงลำตัดน่าชมมากขึ้น ลำดับขั้นในการแสดงของลำตัดนั้นมีมาแต่โบราณแล้ว และก็ยังคงยึดแบบแผนนั้นอยู่ ดังนี้

๒.๓.๑ การโหมโรง
เริ่มต้นโดยการโหมโรงรำมะนา โหมโรงนั้นจะขึ้นต้นด้วยทำนองพม่า แขกและมอญ ซึ่งเรียกว่า ทำนองออกภาษานั่นเอง แต่เดิมการโหมโรงรำมะนาใช้หลายทำนอง ซึ่งเกรงว่าจะเป็นที่เบื่อหน่ายของผู้ฟัง จึงตัดทอนทำนองต่างๆ ให้ลดน้อยลงเหลือเพียง ๒ – ๓ ทำนอง

๒.๓.๒ การร้องบันตน
เมื่อจบการโหมโรงรำมะนา จะต่อด้วยการร้องบันตน การร้องบันตนหรือการเกริ่นหน้ากลอง หรือการว่าหน้ากลอง เป็นการร้องต่อจากการโหมโรงรำมะนา ผู้ร้องจะนั่งร้องอยู่กับวงรำมะนา บันตนที่ร้องนี้แต่เดิมเป็นภาษาแขกปนไทย ต่อมากลายเป็นเนื้อภาษาไทยล้วนๆ ซึ่งบางครั้งเป็นการกล่าวเทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดังตัวอย่าง


ไทยเรารักชาติไทย มีน้ำใจร่วมสามัคคี
พวกศัตรูจะมาจู่โจมตี ถ้าใครอวดดีมาซิเชิญลอง
ไตรรงค์คือธงชาติ โบกสะบัดอยู่ในเขตไทย
ใครกล้าแข็งจะมาแย่งเอาไป ใครกล้าแข็งจะมาแย่งเอาไป
เรียกว่าธงชาติไทย ไม่ยอมให้ใครครอบครอง
ไทยเรารักสงบ อาวุธครบไม่รบกับใคร
อิสระเสรีไม่ราวีผู้ใด อิสรเสรีไม่ราวีผู้ใด
ถ้าใครม้ายื้อแย่งไป ต้องยิงกันให้เลือดนอง
ชาติไทยหัวใจคือพระ ใครจะลองดูก็เอา
พวกศัตรูจะมาลบหลู่ดูเบา พวกศัตรูจะมาลบหลู่ดูเบา
จะเอาเลือดของเจ้า มาทาเสาธงทอง
(สำนวนพ่อประสูติ ช่วงเวฬุวัน)

๒.๓.๓ การร้องไหว้ครู
เมื่อจบเกริ่นหน้ากลองแล้วจะเป็นการร้องไหว้ครู ส่วนมากผู้แสดงฝ่ายหญิงจะเป็นฝ่ายร้อง โดยจะลุกขึ้นมายืนร้องไม่นั่งเหมือนการเกริ่นหน้ากลอง เนื้อความที่ร้องจะเป็นการแสดงความเคารพครูที่สั่งสอนมา และขอพรให้ครูช่วยคุ้มครองป้องกันอันตราย ขอให้การแสดงเป็นที่พอใจคนดู ดังตัวอย่าง

ประนมหัตถ์น้อมศิระอภิวาท วรนาถพุทธะอะระหัง
ถึงพระองค์ดับสูญพระคุณยัง ประจักษ์ยั่งยืนแน่นแทนพระองค์
โปรดประทานพระธรรมไว้สำหรับ เป็นเครื่องดับราคะโทสะหลง
แนะหนทางแปดอย่างล้วนทางตรง ประทานสงฆ์แก่ข้าเป็นนาบุญ
ทั้งไหว้บิดรที่ได้ให้ชีพเกิด ให้กำเนิดเลี้ยงบุตรรักอุดหนุน
ลูกพลาดพล่ำต่ำต้อยคอยค้ำจุน เตือนกระตุ้นบากบั่นหมั่นอบรม
ไหว้มารดาบุญหนักรักเอ็นดู เลี้ยงอุ้มชูเฝ้าถนอมกล่อมผม
ลูกเป็นทุกข์ทุกข์ด้วยช่วยระทม เป็นทั้งพรหมมิตรแท้แต่ตั้งครรภ์
ข้าขอไหว้ปวงท่านอาจารย์ครู ทั้งที่อยู่และล่วงลับซึ่งดับขันธ์
ได้ประสาทวิทยาสารพัน เป็นทรัพย์อันติดตนจนบรรลัย
บัดนี้ข้าตีกรับขับเสภา อย่าให้ข้าผิดพลาดเคลื่อนคลาดได้
จะขับร้องบรรเลงบทเพลงใด ให้ถูกใจเพราะหูท่านผู้ฟัง
ให้ผู้ที่มาสันนิบาตญาติและมิตร ซึ่งตั้งจิตจะสดับอยู่คับคั่ง
เจริญอายุวัณณะสุขะพลัง ให้สมหวังทุกข์ภัยอย่าได้มี
(สำนวนพ่อประสูติ ช่วงเวฬุวัน)

๒.๓.๔ การร้องเชิญชวนของฝ่ายชาย
เมื่อจบการไหว้ครู การทักทายเจ้าภาพและผู้ชมแล้ว ก็จะเริ่มเชิญชวนว่ากลอนต่อฝีปากกัน โดยฝ่ายชายจะเป็นฝ่ายเริ่มว่าก่อน ดังตัวอย่าง

วันนี้เขามีลำตัดประวัติทีมไทย ระหว่างหญิงกับชายมีภิปรายแข่งขัน
ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้หลายปีที่จากไป เอ้วอ้อยคงจะไวมีสไตล์หวานวัน
เขาลือกันทั่วว่าคนชราก็ยังฉลาด ลูกเล่นเย็นชะมัดเป็นลำตัดลือลั่น
เด่นก็เป็นเด่นวันนี้ก็ได้เช่นกันยับ ถ้าฉันได้เล่นคงขยับคงจะประทับใจกัน
มีคนเขาเล่าว่าปากแม่กล้าเหลือหลาย ร้องรำคำคายเหมือนยังหมีควายยังสะท้าน
จริงเท็จยังไม่เห็นไม่เคยเล่นเลยสักหน ข่าวประชาชนที่เขาตะโกนกล่าวขาน
ถ้าได้เล่นเป็นจริงแอบอ้าง โอ้แม่คุณปากกว้าง
อมรถถังได้ทั้งคันฯ
(สำนวนพ่อเหี้ยม จังคะพาณิชย์)

๒.๓.๕ การร้องโต้ตอบของฝ่ายหญิง
เมื่อฝ่ายชายร้องแล้วก็จะให้ฝ่ายหญิงร้องแก้ เพื่อโต้ตอบการเกี้ยวพาราสีของฝ่ายชาย ซึ่งจะเป็นทำนองว่ารับหรือไม่ เพราะเหตุใด หรือต่อว่าฝ่ายชาย ดังตัวอย่าง

เหม่ ๆ มาเสเพลชาติไพร่ พูดจาว่าได้หยาบคายเกินการ
ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ หลายปีที่จากเจ้า
โอ้พ่อปากสะเดา ค่อยๆ เห่าจะจ้าน
สันดานเหมือนกะเต่า ปากก็เห่าตามเคย
มาเปรียบเปรยตัวฉัน ยกประเด็นเหม็นปากแทบตาย
ว่าฉันอมรถถังคันใหญ่ เข้าไปได้ทั้งคัน
ท่านคงจะเคยที่ท่านเอื้อนเอ่ยเรียกร้อง พวกพ้องของท่านคงจะเคยมาพูดจา
มาเลยมาเอื้อนเอ่ยว่าฉัน บัดสีผีบ้าจะมาว่าตัวเรา
พูดจาก้าวร้าวอื้อฉาวกลางบ้าน ผู้ชายใจทรามแสนจะต่ำสุดสิ้น
เธอมาพบโฉมฉิน ฉันจะไห้กินทาร์ซาน
(สำนวนแม่ฉอ้อน จังคะพาณิชย์)

การร้องโต้ตอบนี้จะร้องโต้ตอบกันไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะจนกลอนไม่สามารถคิดกลอนมาว่าต่อไปได้ บางครั้งมักมีการแทรกเอาเพลงพื้นบ้านชนิดอื่นๆ มาแทรกด้วย เช่น แหล่ เพลงขอทาน เพลงฉ่อย เพลงอีแซว ดังตัวอย่าง


เพลงฉ่อยเรื่องยาบ้าและสิ่งเสพติด

(ลูกรับ) เอ่ชา เอ่ชา ชา ชา ชา หนอยแน่ฯ
ผมจะขอกล่าวกลอนสุนทรถ้อย จะขอว่าเพลงฉ่อย ฟังกันไว้ฯ
เวลานี้บ้านเมืองไม่มีความสงบ เพราะกำลังสู้รบกับภัยใหญ่ฯ
คือเรื่องยาเสพติดมันพิชิตเข้ามา ทั่วทั้งพารา ทางเหนือใต้ฯ
เจ้าหน้าที่ก็เก่งตัวเต็งทั้งนั้น จับได้เกือบทุกวัน เห็นกันไหมฯ
พวกข่าพวกเย้าเผ่ากะเหรี่ยง จับมันให้เกลี้ยงอย่าเอาไว้ฯ
ริมชายแดนจีนฮ่อ พวกอีก้ออาข่า ที่เขาเรียกว่าพวกว้าๆ นั่นแหละตัวร้ายฯ
มันมาอยู่บ้านเรายังนำเข้ามา ทั้งกัญชายาบ้าที่จับได้ฯ
มันนำเข้ามาเป็นหมื่นเป็นแสน ทางชายแดนทั้งนั้น
จับได้แล้วต้องประหารมันให้ตายฯ (ลงรับ) เอ่ชา
(สำนวนพ่อสิม เกษโกวิท)

๒.๓.๖ การร้องอำลาและให้พร
เมื่อการแสดงดำเนินไปจนถึงช่วงสุดท้ายแล้ว ก่อนจะจบการแสดงธรรมเนียมของลำตัดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การร้องอำลาให้พรแก่เจ้าภาพ ผู้ชมและผู้ฟัง ดังตัวอย่าง

เวลาดึกล่วงล้ำ เข้าสามยามกว่า ๆ
ฉันดูดาวก็ดันรับฟ้า ดูดวงดาราเปลี่ยนสี
พระจันทร์ฉายบ่ายดวง ตะวันก็ร่วงเข้าสิงขร
ลมพระพายพัดอ่อน หอมเกสรสุมาลี
เมฆน้อยเล็กใหญ่ ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
หนาวน้ำค้างหยดหยาด กระต่ายก็สาดธรณี
รุกขชาติดูเดียรดาษไสว บ้างผลิดอกใบรอรับอุทัยพรุ่งนี้
จตุบทจตุบาท ออกเกลื่อนกลาดเบิกบาน
ได้บ้างก็เสาะอาหาร มาหล่อเลี้ยงสังขารชีวี
เวลาดึกล่วงล้ำ ต้องลาแม่งามกลับหลัง
จงอยู่ดีเถิดร้อยชั่ง น้องอยู่หลังจงดี
ทั้งเจ้าภาพนายงาน ขอกราบกรานให้เจ้าของงานเปรมปรีดิ์
ผมขอลาผู้หญิงที่อยู่ในครัว ผมขอลาดอกบัวที่อยู่ในหนอง
ที่ท่านมาฟังทำนอง ฟังผมร้องถึงที่นี่
ผมลาแม่ครัวคาวหวาน ที่เลี้ยงลูกหลานอิ่มหนำ
ผมลาทั้งคนเก็บคนทำ ผมต้องลาลำลาที
อีกทั้งข้าวเหนียวแก้วขนมจีน ที่ผมอยู่กินเป็นสุข
ขนมจีนน้ำยาคลุก ที่เลี้ยงลูกมาเปรมปรี
ทั้งเม็ดขนุนสังขยา ผมขอลาไปก่อน
วุ้นกะทิหน้าอ่อน ผมต้องขอลาจรลาที
น้ำพริกผักดิบ แกงสับแกงเทโพ
ยำใหญ่ยำโต แกงกระโชหมูฉู่ฉี่
แกงจืด แกงร้อน แกงก่อนแกงหลัง
ต้มยำปลาย่อง เนื้อควาย แกงกระหรี่
ปลารังทอดมันสาระพันหมู ผมต้องลาเสียให้จัง
เพราะทุก ๆ อย่างที่ท่านมี ฯลฯ
ลาถาดลากระทะ ลากะละมัง ลากระชอน
ลาช้อนส้อม ลาถ้วยน้ำร้อนสาระพี
ลาบ้าน ลาเรือน ลาแม่เพื่อนทูนหัว
ลาขือลาจั่ว ลาหลังคา ครัวบ้านนี้
ทั้งเจ้าภาพนายงาน ที่พาลูกหลานมาใกล้และไกล
เสียทั้งค่ารถเรือไว ทั้งค่าเรือไฟก็มี
ส่วนคุณนายผู้หญิง ขอให้งาม ยิ่งหนักหนา
ขอให้มีบุตรี บุตรา ให้ได้ทั้งมาฝากผี
เมื่อท่านจะย่างก้าวไปทางไหน ให้คนไหว้กันเซ็งแซ่
ให้เรียกคุณพ่อคุณแม่ นั่งพับเพียบอัญชลี
เมื่อท่านจะก้าวลงบันได ให้สัตว์ร้ายหนีหน้า
ให้คนเห็นติดตา เหมือนสาลิกาอย่างดี ฯลฯ
(สำนวนพ่อเหี้ยม จังคะพาณิชย์)

๒.๒ ลักษณะของการแสดงลำตัด

ลักษณะการแสดงในสมัยแรกๆ กับปัจจุบันนี้มีความแตกต่างกันในหลายด้าน เป็นต้นว่า ผู้แสดงลำตัดในระยะแรกๆ นั้นเป็นชายล้วน การประชันจะประชันกันเป็นคู่ๆ อย่างเผ็ดร้อน ซึ่งเด่นดวง พุ่มศิริ ได้กล่าวถึงการแสดงลำตัดในสมัยแรกๆ ว่า

“ลำตัดในครั้งนั้นมีการประคารมกันอย่างเผ็ดร้อน เหมือนเป็นการโต้วาทีคำกลอน ลำตัดสมัยก่อนไม่มีเป็นวงหรือเป็นคณะอย่างในปัจจุบันนี้ เป็นการละเล่นตามงานบ้านพวกมุสลิม ในงานแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ เข้าสุหนัต ตะมัดกุรอ่าน เป็นต้น เจ้าภาพจะไปหาลำตัดฝีปากดีมาประชันกัน บางทีประชันตัวต่อตัว บางทีประชันเป็นคู่ คู่ประชันเป็นชายล้วน ยังไม่มีผู้หญิงเข้ามาร่วมด้วย เนื้อเรื่องที่ว่ากันเป็นการขุดคุ้ยความไม่ดีของกันและกันมาประจาน ใครไปทำไม่ดีไว้ที่ไหน เช่น ไปเป็นชู้เมียใครมาบ้าง ติดฝิ่นกินกัญชา หรือติดการพนันเล่นเบี้ยเสียถั่ว หรือเคยลักขโมยใครมา หรือไปมีแผลไว้ที่ไหนก็เก็บมาร้องว่ากัน แบบนี้ตามภาษาลำตัด เรียกว่า “กล่าวประวัติ” เพราะฉะนั้นพวกลำตัดจะต้องระมัดระวังตัวให้ดีไม่ทำอะไรเสียหาย หรือถ้าจะมีก็ต้องปิดให้มิดชิด แต่อย่างไรก็ไม่พ้นเพราะเขาคอยสืบกันอยู่เสมอ ประชันเมื่อใดก็เป็นได้แฉกันหมดไส้หมดพุง”

การแสดงลำตัดของเมืองตราดในสมัยก่อนไม่ได้มีการตั้งเป็นวงหรือเป็นคณะอย่างในปัจจุบันนี้ เพราะถือว่าเป็นการละเล่นมิใช่เป็นอาชีพเหมือนอย่างปัจจุบัน การประชันกันจะเป็นแบบตัวต่อตัวบ้าง คู่ต่อคู่บ้าง มีกรรมการคอยตัดสิน แต่ละฝ่ายจะว่าและแก้กัน ต้นบทต่างก็จะต้องหาทางแก้กันให้ได้ เรื่องที่นำมาว่ากันก็ไม่พ้นเรื่องส่วนตัว หรือปมด้อยของฝ่ายตรงกันข้ามซึ่งจะต้องคอยสืบความลับของอีกฝ่ายให้ได้ “ฉะนั้นกว่าจะเล่นลำตัดกันที ก็ต้องเป็นกรมประมวลข่าวกลาง คือ สืบประวัติกันหน้าดำหน้าแดงไปเลย ว่ากันทีให้ดุเด็ดเผ็ดมัน ก็ต้องว่าแบบสองแง่สองง่าม ฟังแล้วมันในอารมณ์ หัวร่อจนท้องแข็งขากรรไกรค้างไปเลย” ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของลำตัดในระยะแรกๆ ที่แตกต่างจากในปัจจุบัน คือ ในเวลาที่ร้องลำตัดนั้นจะไม่ได้ยืนร้องเต็มตัวอย่างในปัจจุบัน ซึ่งเอนก นาวิกมูล ได้กล่าวไว้ว่า “เดิมลำตัดเวลาร้องก็ยืนครึ่งนั่งครึ่ง เรียกว่า “ครึ่งท่อน” คือ ยืนไม่เต็มตัว ต่อมาจึงยืนร้องเต็มตัว ผลัดกันว่าโต้ตอบฝ่ายละ “ยืน” คือเวลาราว ๓๐ นาที คล้ายคำว่า “ยก” ในวงการมวย”
แต่เดิมการแสดงลำตัดมีแต่ผู้ชายล้วนๆ ต่อมาจึงมีการตั้งวงลำตัดผู้หญิงขึ้นมาบ้าง และสามารถว่าแก้กันกับผู้ชายได้ ดังนั้นการแสดงลำตัดจึงได้รับความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อมีการประชันขันแข่งกันระหว่างวงฝ่ายหญิงกับฝ่ายชาย เพราะถ้อยคำที่กล่าวแก้กันนั้นได้เพิ่มการเกี้ยวพาราสีกันเข้าไปด้วย ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในวงผู้ชายล้วนๆ การประชันกันในลักษณะนี้ในบางครั้งก็มีการกระทบกระทั่งกันอย่างรุนแรงจนเกิดเรื่องบาดหมางใจกัน จนกระทั่งเกิดเรื่องทะเลาะเบาะแว้งระหว่างวง จึงได้มีผู้คิดดัดแปลงโดยให้ในวงเดียวกันมีทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย ประชันคารมกันในวง มีการฝึกซ้อมเพื่อความกลมกลืนและฟังไพเราะรื่นดูดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
การแสดงลำตัดนั้นได้รับความนิยมมากขึ้นตามลำดับ เนื่องจากมีการประชันขันแข่งทั้งในด้านเพลงร้อง ฝีมือการตีรำมะนา และที่สำคัญคือ ปฏิภาณหรือฝีปากการว่ากลอนแก้กัน จึงทำให้เกิดความสนุกสนาน และสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่สร้างความนิยมให้แก่การแสดงลำตัดก็คือ การประชันกันระหว่างชายจริงหญิงแท้ ซึ่งแต่เดิมนั้นการแสดงลำตัดใช้ผู้ชายล้วน การประชันกันจึงเป็นเพียงการขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวและปมด้อยของฝ่ายตรงกันข้ามมาว่ากันเป็นส่วนมาก แต่เมื่อเกิดมีการประชันกันระหว่างชายกับหญิงนั้น จึงมีเรื่องของการเกี้ยวพาราสี ไต่ถาม ค่อนขอด ทำให้เกิดความไพเราะ เผ็ดร้อน ในหลายรสล้วนแต่สร้างความตื่นเต้นสนุกสนานแก่ผู้ดูผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง และมีผลทำให้ลำตัดได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถยึดเป็นอาชีพได้ ดังที่เห็นกันในปัจจุบัน
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
เพลงและบทร้อง

ลำตัดเรื่องปฏิจจสมุปบาท
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๘ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) มาแล้วมาแล้วแม่แก้วแววตา มาเถิดมาแม่มาแล้วผมจะว่าให้ฟัง
จะเล่นลำตัดเชิญมาทัศนา จะเล่นลำตัดเชิญมาทัศนา
จะว่าเรื่องศาสนาเชิญท่านมารับฟังฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ผมยกมือขึ้นอ่อนๆ ขอยอกรประนม
ศิโรราบกราบก้ม กรประนมสามครั้งฯ
ขอไหว้พระธรรมในพระพุทธเจ้า ของพวกเราชาวไทย
ผมต้องขอกราบไหว้ พระรัตนตรัยอีกครั้งฯ
ขอไหว้พระธรรมในพระธรรม ตลอดถึงคำสั่งสอน
เพราะธรรมะคือคุณากร เป็นบทที่สอนที่สั่งฯ
ขอไหว้พระธรรมในพระสงฆ์ ท่านผู้ทรงสิกขา
ชาวพุทธเราควรบูชา เพราะท่านทำกายวาจาตามสั่งฯ
ขอไหว้พระธรรมในบิดามารดา ทุกๆ เวลากราบไหว้
ถึงท่านจะละโลกนี้ไป ก่อนนอนกราบไหว้ท่านทุกครั้งฯ
ขอไหว้พระธรรมในครูอุปัชฌาอาจารย์ ท่านได้ให้การศึกษา
ท่านสอนศิลปวิทยา ให้เกิดปัญญาแสงสว่างฯ
ขอไหว้พระธรรมที่มีอยู่ทั่ว พร้อมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี
ตลอดราชวงศ์จักรี ผมอัญชลีทุกๆ ครั้งฯ
พระคุณทั้งสองท่านมากล้น แก่หมู่ชนชาวไทย
ทั้งภาคเหนือภาคใต้ ท่านเสด็จไปให้กำลังฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ผมจะขอเกริ่นกลอน เป็นสุนทรลำตัด
แต่ผมรู้สึกอึดอัด มันขัดๆ ขวางๆ ฯ
ถ้าไม่ไพเราะเสนาะโสต ขอจงโปรดให้อภัย
ถ้าผิดบ้างพลั้งไป โปรดจงได้กรุณังฯ
ผมเป็นลำตัดสมัครเล่น มิใช่เช่นงานหา
ผมไม่มีครูบา ที่จะมาสอนสั่งฯ
เรามาพบกันวันนี้ นับว่าดีหนักหนา
ผมจะเล่าเรื่องพุทธศาสนา เชิญท่านเข้ามารับฟังฯ
นึกว่ามาร่วมสนุก เพื่อคลายทุกข์ให้สบาย
ชีวิตปัจฉิมวัย มันเหมือนไม้ใกล้ฝั่งฯ
อาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย ขาดไม่ได้มันจำเป็น
อาหารใจก็ไม่ใช่เล่น มันจำเป็นกันคนละอย่างฯ
ทางร่างกายสมบูรณ์ดี แต่จิตใจไม่มีคุณธรรม
ชีวิตก็จะตกต่ำ ต้องเดินคลำหลงทางฯ
อาหารใจสำคัญกว่า พุทธศาสนาก็สอนไว้
อริยทรัพย์ภายใน ท่านกล่าวไว้ถึงเจ็ดอย่างฯ
แต่ผมขอยุติเอาไว้ จะขอบรรยายในวันหน้า
ถ้าพี่น้องยังศรัทธา ผมจะมาว่าให้ฟังฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) แต่สังคมเราทุกวันนี้ มันเกิดกลีกันใหญ่
พุทธศาสนาไม่มีความหมาย พุทธบริษัทไทยจึงหลงทางฯ
คนบางพวกมีความเห็นว่า พุทธศาสนาช่วยอะไรไม่ได้
มีความทุกข์ร้อนทางกาย ช่วยอะไรไม่ได้เลยสักอย่างฯ
รักษาศีลฟังธรรมมาตั้งนาน กรรมฐานก็ภาวนา
บุญไม่เห็นจะช่วยรักษา ทุกข์ภัยยังมาอยู่รอบข้างฯ
ต้องหาที่พึ่งกันใหม่ เลยพากันไปโยเร
นึกว่าความทุกข์ร้อนคงช่วยถ่ายเท เลยไปโยเรกันเสียคลั่งฯ
มันเป็นภาษาของญี่ปุ่น ผมไม่เคยคุ้นกับคำนี้
ว่ามันจะชั่วหรือจะดี ยังไม่มีที่อิงอ้างฯ
แต่ผมรู้สึกเศร้าใจ ว่าพุทธบริษัทไทยของเรา
มายอมเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า แต่มิได้เอาตามสั่งฯ
คำสอนเรื่องศรัทธา ท่านมีปัญญากำกับไว้
ทุกๆ หมวดธรรมไปเปิดดูได้ ท่านกล่าวไว้กว้างขวางฯ
ท่านสอนให้เราเชื่อเรื่องกรรม การกระทำของตน
พร้อมทั้งเหตุและผล ว่าตนของตนเป็นผู้สร้างฯ
ความทุกข์เกิดขึ้นที่กาย ต้องรีบไปโรงพยาบาล
แพทย์และตรวจสมุฏฐาน รู้อาการโรคทุกอย่างฯ
ถ้าความทุกข์เกิดขึ้นที่จิต เพราะเห็นผิดที่ผัสสะ
พุทธบริษัทไม่เคารพธรรมะ จึงต้องเปะปะหลงทางฯ (ลง)


(ขึ้น) ประชาชนคนไทย ไม่ค่อยสนใจศาสนา
เขามีแต่ศรัทธา ไม่ทำปัญญาให้กว้างขวางฯ
พระพุทธศาสนาเป็นของยาก ต้องสนใจให้มากเข้าใจได้
ขอพุทธบริษัทไทย เอาใจใส่ให้จริงจังฯ
แต่ปัญหาก็มีอยู่ว่า พระสอนพุทธศาสนามีอยู่น้อย
พุทธบริษัทเลยมีปมด้อย จึงเดินไม่ค่อยถูกทางฯ
อันคำว่าเกิดหรือคำว่าตาย คำนี้วุ่นวายสับสน
ภาษาธรรมกับภาษาคน มันปะปนกันอยู่บ้างฯ
อันคำว่าเกิดภาษาธรรม มุ่งการกระทำทางจิต
อายะตะนะภายนอก กระทบอายะตะนะภายใน
มันเกิดกันได้ทุกๆ ครั้งฯ
แล้วมันก็ทำหน้าที่ ชั่วหรือดีรู้ที่ใจ
แล้วความรู้สึกก็ดับไป ก็เท่ากับตายไปอีกครั้งฯ
แล้วมันก็เกิดขึ้นมาใหม่ เพราะเหตุปัจจัยมันยังมี
กิเลสตัณหาตัวนี้ มันทำหน้าที่เหลือกำลังฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) เพราะอวิชชามันยังมี มันทำหน้าที่ไปตามกิเลส
ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ เพราะตัวกิเลสมันคอยสั่งฯ
กิเลสกรรมวิบาก พุทธศาสนาปฏิบัติยากอยู่ตรงนี้
แต่ต้องรู้ไว้บ้างก็ยังดี มันยังมีที่ยับยั้งฯ
ที่ว่าเกิดทุกข์ที่เป็นทุกข์ ทุกๆ ที่มันต้องมีอุปปาทาน
เพราะมันมีการยึดมั่น ตัณหาอุปปาทานมันคอยสั่งฯ
พระพุทธเจ้ามุ่งสอนตรงนี้ ควบคุมอินทรีย์ไว้ให้สำคัญ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่าไหวหวั่น ตั้งสติให้มั่นคอยระวังฯ
นี่เป็นภาษาธรรม โปรดช่วยจำกันเอาไว้
อันคำว่าเกิดหรือคำว่าตาย มันรู้ตัวได้ทุกๆ ครั้งฯ
แต่ถ้าภาษาคนธรรมดา คำว่าเกิดมาต้องคลอดจากครรภ์
แล้วอยู่กันไปจนยาวนาน จนวิญญาณออกจากร่างฯ
จนหมดลมหายใจ นี่คือคำว่าตายภาษาคน
แล้วเรื่องมันยังสับสน ภาษาคนเขาพูดทุกอย่างฯ
วิญญาณออกจากร่างไป ถือกำเนิดใหม่ตามกรรม
ดีหรือชั่วแล้วแต่การกระทำ ไปตามกรรมที่เขาสร้างฯ
คนส่วนมากเขาเชื่อกันอย่างนี้ แต่ในพระบาลีไม่มีสอนไว้
ศาสนาพราหมณ์เขาสนใจ เขากล่าวไว้กว้างขวางฯ

นี่เราเป็นพุทธศาสนา พระศาสดาไม่สอนไว้
ชาวพุทธไม่ควรสนใจ มันเสียหายจงระวัง (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) เรานับถือพุทธศาสนา ต้องศรัทธาในพระพุทธเจ้า
ผมขอร้องพุทธบริษัทเรา เคารพพระพุทธเจ้ากันบ้างฯ
พระองค์เป็นพระบรมครู เป็นผู้รู้แจ้งโลก
ดับความทุกข์ความโศก เปิดให้โลกได้สว่างฯ
แต่เรื่องที่ยังเข้าใจผิดกัน เขาเชื่อว่าวิญญาณคนที่ตาย
ไปถือกำเนิดเกิดใหม่ ตามกรรมที่ได้ก่อสร้างฯ
ชาติในอดีตนำมาให้เกิด จะดีประเสริฐหรือเลวทราม
แล้วแต่ผลของการกระทำ ไปตามกรรมทุกๆ อย่างฯ
มาให้ผลในปัจจุบัน มารู้กันในชาตินี้
จะสุข ทุกข์ ชั่ว ดี กรรมยังมีแต่ปางหลังฯ
คนส่วนมากเขาเชื่อกันอย่างนี้ ในพระคัมภีร์ยังมีกล่าว
แต่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า พุทธบริษัทเราจึงหลงทางฯ (ลง)

(ขึ้น) เรื่องคร่อมภพคร่อมชาติ ปฏิจจสมุปบาทเขาสอนกันมา
ทำชาตินี้ไปเอาชาติหน้า อดีตส่งมาตามหลังฯ
เรื่องนี้มันผิดอย่างชัด เพราะผู้ปฏิบัติพิสูจน์ไม่ได้
แต่เขาสอนกันมายาวไกล ไม่มีอาจารย์ผู้ใดมายับยั้งฯ
มีท่านอาจารย์พุทธทาส ท่านสอนปฏิจจสมุปบาทในปัจจุบัน
ว่ามีอวิชชาเป็นตัวการ เป็นปัจจัยสำคัญไม่หยุดยั้งฯ
มีถึง ๑๒ ปัจจัยการ อวิชชาเป็นปัจจัยของสังขาร
ตลอดวิญญาณและรูปนาม เป็นปัจจัยกันติดตามตลอดทางฯ
ผัสสะอายะตะนะเวทนา ตัณหาอุปาทานไปถึงการภพชาติ
เกิดความทุกข์โทมนัสอุปายาส ไม่มีอะไรมาอาจหยุดยั้งฯ
ความทุกข์เกิดถึงที่สุด ปฏิจจสมุปบาทของพุทธพิสูจน์ได้
ท่านอาจารย์พุทธทาสแสดงไว้ พิสูจน์กันได้ทุกๆ อย่างฯ
ที่นี้จะว่าถึงเรื่องความดับ ที่จะระงับต้องนิโรธทวาร
วิชาไม่ปรุงสังขาร เพราะรู้ทันจึงยับยั้งฯ
วิญญาณดับ นามรูปดับ ผัสสะอายะตะนะเวทนาตัณหาอุปทานดับ
มันก็ระงับกันไปทั้งสาย ภพชาติก็มีไม่ได้เพราะจิตใจเกิดแสงสว่างฯ
ปฏิจจสมุปบาทมันเกิดขึ้นได้ ในจิตใจของทุกๆ คน
วันหนึ่งๆ ตั้งหลายหน ทุกๆ คนวันละหลายๆ ครั้งฯ
มันเป็นภาษาธรรมในปฏิจจสมุปบาท แต่เราสามารถเข้าใจได้
เพราะมันเกิดดับอยู่ในใจ ต้องตั้งสติไว้คอยระวังฯ
ธรรมะเรื่องนี้มันสูงมาก รู้สึกลำบากเรื่องบรรยาย
แต่ธรรมะพระพุทธเจ้าพิสูจน์ได้ จึงมีกำลังใจกล่าวอ้างฯ
เพราะของเดิมสอนกันไว้ พิสูจน์ไม่ได้มันผิดพลาด
ผมอาศัยคำสอนของอาจารย์พุทธทาส เลยขอโอกาสท่านอีกครั้งฯ
นึกว่าคงเป็นประโยชน์แก่ศาสนา พุทธบริษัทที่มาประชุมกัน
โปรดช่วยวิพากษ์วิจารณ์ นึกว่าเป็นการให้กำลังฯ
ต้องขอยุติไว้เพียงนี้ โอกาสมีวันข้างหน้า
พี่น้องยังศรัทธา คงได้มาว่ากันให้ฟังฯ (เป๊กพ้อ) โยนๆ

ลำตัดว่าเรื่องพุทธประวัติโดยย่อ
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๘ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) สวัสดี สวัสดี พวกพ้องน้องพี่ สวัสดีกันทุกทุกคน
เราชมรมชรา ต้องหันเข้าหาศีลธรรม เราชมรมชรา ต้องหันเข้าหาศีลธรรม
ชีวิตจะไม่ตกต่ำ พ้นจากความมืดมนฯ (เป๊กพ้อ)
(ขึ้น) ศิโรราบกราบก้ม กรประนมเหนือเกล้า
ผมขอไหว้พระพุทธเจ้า ของพวกเราทุกๆ คนฯ
ผมจะกล่าวไม่ได้ชัด ตามพุทธประวัติที่ได้เรียนมา
เท่าที่ผมได้ศึกษา จำมากล่าวนุสนธิ์ฯ
ถ้าผิดไปบ้างพลั้งพลาด เราพุทธบริษัทเดียวกัน
ช่วยท้วงติงว่าขาน เพราะผมนั้นชั้นปุถุชนฯ
ด้วยความเคารพและบูชา จึงได้มาว่าสดุดี
เพราะความกตัญญูกตเวที มันมากมีเหลือล้นฯ
พระองค์เป็นพระบรมครู เป็นผู้รู้ธรรมวิเศษ
ดับเพลิงทุกข์เพลิงกิเลส เป็นสมุทเฉจหลุดพ้นฯ
พระองค์เป็นสยัมภูรู้เอง นับว่าเก่งกว่าใครๆ
ไม่มีอาจารย์คนไหน ๆ จะรู้ได้เฉพาะตนฯ (ลงรับ)

(ขึ้น) จนชื่อเสียงลือกระฉ่อน ฟุ้งขจรไปทั่วหล้า
ในหมู่มนุษย์และเทวดา ตลอดพรหมาเบื้องบนฯ

ต่างสรรเสริญแซ่ซ้อง ช่วยกันเป่าร้องประกาศ
ทั้งแปดหมื่นโลกธาตุ เป่าประกาศทั่วสากลฯ
ว่าธรรมจักรเกิดอัศจรรย์ ท่านเปิดสวรรค์ชี้นรก
ไม่เคยมีใครจะหยิบยก ให้ชาวโลกได้ยลฯ
เกิดแผ่นดินไหวสมัยนั้น อัศจรรย์กันทั่วไป
มนุษย์เทวดาต่างชื่นใจ พากันกราบไหว้โกลาหลฯ
ตามที่ผมกล่าวสาร มีในตำนานกล่าวไว้
ถ้าผิดพลาดอย่างไร โปรดอภัยผมทุกคนฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) พระองค์ประกาศธรรมจักรกัปปวัตตะนะ ให้ทรงละลงทั้งสองอย่าง
อัตตะกิละมะถากับกามสุขัลลิกาทั้งสองทาง , ให้เดินตรงกลางที่ไม่มีตนฯ
อัตตะกิละมะถานุโยค มันตรึงโศกโดกเผ็ดร้อน
กามสุขัลลิกานุโยคมันยานหย่อน ทั้งสองตอนไม่เป็นผลฯ
ต้องมัชฌิมาทางตรง พร้อมด้วยองค์แปดประการ
นั่นแหละทางไปนิพพาน มันเป็นการหลุดพ้นฯ
หนึ่งสัมมาทิฏฐิความเป็นชอบ ต้องประกอบด้วยปัญญา
องค์นี้เป็นตัวนำหน้า จะนำพาไม่วกวนฯ
องค์ที่สองดำริชอบ ต้องไม่ประกอบในเรื่องกาม
ไม่เบียดเบียนไม่พยายาม ไม่กระทำกรรมอกุศลฯ
องค์ที่สามวาจา องค์นี้ศีลห้าอย่าพลั้งเผลอ
วาจาสำรากเพ้อเจ้อ อย่าพลั้งเผลอให้สับสนฯ
องค์ที่สี่การงานชอบ องค์นี้ต้องประกอบด้วยองค์สาม
ไม่ทำลายชีวิตไม่ผิดในกาม ต้องเว้นจากความเป็นโจรฯ
องค์ที่ห้าสัมมาอาชีวะ ทำต้องเหมือนพระเลี้ยงชีวิต
ประกอบแต่กรรมที่สุจริต มุ่งทำแต่จิตของตนฯ
องค์ที่หกวิริยะ หมั่นเพียรเลิกละความชั่วร้าย
ต้องเอาอกุศลให้ออกจากใจ เอาของใหม่ๆ ที่เป็นกุศลฯ
องค์ที่เจ็ดสติสัมปชัญญะ ต้องมีมานะคอยระวัง
อย่าเผลอสติดำรงตั้ง เฝ้าระวังอยู่กับตนฯ
องค์ที่แปดสมาธิใจตั้งมั่น องค์นี้สำคัญที่สุด
จิตต้องถึงซึ่งวิมุติ กิเลสจึงจะหลุดล่วงหล่นฯ
อริยมรรคที่กล่าวมา ทุกๆ ศาสนาไม่มีสอนไว้
มีเฉพาะพุทธศาสนาที่ผมบรรยาย โปรดเข้าใจกันทุกๆ คนฯ


(ขึ้น) แล้วทรงแสดงอริยสัจสี่ โปรดปัญจวัคคีทั้งห้า
โกณฑัญญะเกิดได้ดวงตา เห็นธรรมในบัดดลฯ
ว่าธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ ให้ทรงสังเกตค้นคว้า
ท่านให้ใช้ปัญญาพิจารณา สาวไปหาก็เจอผลฯ
พระพุทธเจ้าท่านมีญาณ ท่านรู้ว่าท่านโกณฑัญญะ
จิตท่านนั้นพ้นอาสะวะ ได้เป็นอริยะบุคคลฯ
พระพุทธเจ้าดีใจ เปล่งอุทานไปคำโต ๆ
(ว่าอัญญาสิวะตะโภโกณฑัญโญๆ) , ท่านหายโง่ไปอีกคนฯ
แล้วทูลขออุปสมบท พระองค์มีมธุรสว่าดีเลิศ
ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมเราประเสริฐสูงล้นฯ
โกณฑัญญะก็เกิดเป็นภิกษุหนึ่งองค์ เป็นพระสงฆ์ด้วยวาจา
เรียกเอหิภิกขุอุปสัมปทา ด้วยพระวาจาที่แยบยล (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) ยังเหลืออีกสี่องค์ ที่ยังเป็นองค์เสขะ
ชื่อวัปปะ ภัททิยะ มหานามะ, อัสสะชิ กำลังดำริคิดค้นฯ
แล้วพระองค์ก็ทรงแสดงธรรมปกิณณกะ จนได้อริยะโสดา
แล้วก็แสดงอนัตตา อย่าหลงว่ามันเป็นตนฯ
ท่านพิจารณาตามไป ก็รู้ได้แจ้งชัด
ว่าทุกสิ่งสมมุติกับบัญญัติ ก็รู้ชัดตามเหตุผลฯ
มันเป็นธรรมชาติทั้งนั้น อาศัยกันเกิดขึ้นมา
รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ ขันธ์ห้าไม่ควรยึดมาว่าเป็นตนฯ
จิตก็พ้นจากอาสวะ ได้เป็นพระอริยสงฆ์
พร้อมกันอีกสี่องค์ เหมือนกับพระสงฆ์องค์ต้นฯ
จึงทูลขออุปสมบท ก็ปรากฏท่านอนุญาตให้
ท่านจงเป็นภิกษุขึ้นมาได้ อันธรรมเรากล่าวไว้ดีล้นฯ
สมัยนั้นพระสงฆ์เกิดขึ้นในโลก รวมเป็นหกทั้งพระพุทธเจ้า
ถ้าผิดถูกเรื่องราว ช่วยว่ากล่าวได้ทุกคนฯ (ลง)

(ขึ้น) พระพุทธเจ้าท่านมีญาณ ท่านรู้เหตุการณ์ได้ดี
ว่าผัสสะกุลบุตรของเศรษฐี ท่านมีอินทรีย์ที่ร้อนรนฯ
ในยามใกล้รุ่งราตรี พวกเหล่านารีที่บำเรอ
นอนหลับใหลใฝ่ละเมอ ลางบ้างก็เพ้อนอนกรนฯ
ลางบ้างก็นอนน้ำลายไหล ก็กวักไกวแข้งขา
ลางนางก็นอนเลิกผ้า แลเห็นท่อนขาชั้นบน ฯ
ยะสะตื่นขึ้นมาพบ แลเหมือนซากศพที่ป่าช้า
แล้วยืนมองพิจารณา ร้องอุทานว่าเหลือทนๆฯ
ที่นี้วุ่นวายหนอ ที่นี้ขัดข้องหนอ พระองค์นึกท้อในพระทัย
แล้วออกจากวังเดินไป ด้วยใจร้อนรนฯ
พระพุทธเจ้าเปล่งอุทานออกไป ว่าที่นี้ไม่วุ่นวายไม่ขัดข้อง
มาทางนี้เราจะชี้ช่อง ไม่ให้ท่านหมองกมลฯ
ยะสะได้สดับเสียง ได้ยินสำเนียงมาแต่ไกล
จึงเดินตรงเข้าไปใกล้ ด้วยมีหัวใจรู้สึกสมฯ
พระองค์ก็แสดงธรรมอนุบุพพิกถาห้า ตรงกับปัญหาที่เกิดในใจ
ยะสะสดับแล้วสบาย จิตใจก็หายร้อนรนฯ ลง (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) แล้วทรงแสดงอริยสัจจี่ ว่าเหตุมันมีที่ตัณหา
ต้องเดินตามมรรคา นิโรธมาปรากฏผลฯ
ยะสะบุตรเศรษฐีได้รับฟัง จิตก็ว่างเบาสบาย
ไม่ยึดมั่นสำคัญหมาย จิตก็คลายจากตัวตนฯ
จึงทูลขออุปสมบท ก็ปรากฏบวชให้
ธรรมที่เรากล่าวไว้ ท่านเข้าใจเหตุผลฯ
ทั้งบิดามารดาพร้อมภรรยาก็ซาบซึ้ง ทั้งสามคนก็ขอถึง
พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ เป็นที่พึ่งของตนๆฯ
จะกล่าวถ้วนถี่นักไม่ได้ ยังพวกสหายของพระยะสะ
มาขอบวชเป็นพระ จนได้เป็นอริยบุคคลฯ
แล้วต่อมาอีกไม่นาน รวมพระอรหันต์ได้หกสิบเอ็ดองค์ พระพุทธเจ้าท่านประสงค์ จะวางพุทธศาสนาลงทุกๆ ตำบลฯ
เรื่องพุทธประวัตินี้ยาก รู้กันมากทั่วทั้งนั้น
ถ้าผิดพลาดที่สำคัญ ขออภัยให้ฉันในทุกๆ คน (เป๊กพ้อ) โยนๆ

(ขึ้น) แล้วพระองค์ก็พระบัญชา พวกท่านอย่าช้าจงรีบไป
ตามชนบทน้อยใหญ่ แยกกันไปองค์ละตำบลฯ
ท่านจงไปประกาศพรหมจรรย์ พร้อมกันให้บริสุทธิ์
ให้บริบูรณ์มุ่งวิมุติ กิเลสให้หลุดล่วงหล่นฯ
ส่วนตัวเราจะมุ่งหน้า ไปอุรุเวลาเสนานิคม
พวกชฎิลอยู่กันอย่างอุดม ในอาศรมอุรุตำบลฯ
พวกชฎิลสามพี่น้อง แบ่งกันปกครองบริวาร
ห้าร้อย สามร้อย สองร้อย ไม่เท่ากัน รวมบริวารพันคนฯ
พระพุทธเจ้าเสด็จถึงตอนเย็น อาศรมอุรุเวละกัสสปะ
พระองค์ขอพักสักระยะ อาคันตุกะส่วนตนฯ
กัสสปะชฎิลไม่ปฏิเสธ แต่บอกเหตุลางร้าย
ถ้าท่านพอใจพักได้ แต่มีนาคใหญ่อยู่หนึ่งตนฯ
ที่พักอื่นหาไม่ได้ ต้องอาศัยในถ้ำนั้น
พระพุทธเจ้าท่านรู้ทัน ว่ากัสสปะต้องการทำลายตนฯ ลงรับ

(ขึ้น) พระพุทธเจ้าไม่หวั่นไหว เพราะท่านตั้งใจมาทรมาน
พระองค์ก็แสดงปาฏิหาริย์ ต่อต้านกันโกลาหลฯ
พญานาคได้แผลงฤทธิ์ พ่นพิษเป็นเปลวไฟ
พระพุทธเจ้าท่านดับได้ ท่านทำเป็นไฟไปพุ่งชนฯ
ต่างฝ่ายต่างมีฤทธิ์ พ่นพิษทำลายกัน
พระพุทธเจ้าท่านมีปาฏิหาริย์ ไฟเผาผลาญนาคป่นฯ
ต่อสู้กันทั้งคืน น้ำเป็นคลื่นกะฉอกฉาน
สะเทือนไปถึงบาดาล นาคแผ่พังพานมาทุกตนฯ
จะเข้ามาทำร้ายพระองค์ท่าน พระองค์บันดาลให้เป็นไฟ
นาคไม่กล้าเข้าใกล้ เลยจับนาคใหญ่มาหนึ่งตนฯ
แล้วอธิษฐานตัวให้เล็กลง ขดเป็นวงให้อนาถ
แล้วจับใส่ลงในบาตร ให้ขดอนาถอยู่ที่ก้นฯ
พญานาคหมดปัญญา ไม่มีฤทธาต่อสู้
ต้องขดอนาถคดคู้ หมดประตูยอมจำนน ลงฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) รุ่งเช้ากัสสปะชฎิลผู้หัวหน้า ก็รีบมาเพราะอยากรู้
ที่พระสมณะขออาศัยอยู่ เพราะอยากรู้ด้วยตาตนฯ
แต่พอมาเห็นแล้วต้องยืนตลึง นึกไม่ถึงว่าเหตุไฉน
พญานาคเราทั้งยาวใหญ่ แต่จับมาใส่ให้ฉงนฯ
สมณะนี้อัศจรรย์ ต้องมีปาฏิหาริย์วิเศษแน่
พญานาคเราจึงต้องแพ้ สุดจะแก้เวทมนต์ฯ
ด้วยอำนาจบุญญฤทธิ์ กัสสปะชฎิลมีจิตคารวะ
แล้วก้มลงกราบพระสมณะ นึกเลิกละทิฐิตนฯ
พระพุทธเจ้าจึงมีสุนทรพจน์ ให้บริวารทั้งหมดได้เข้าใจ
ว่าการที่พวกท่านหลงบูชาไฟ นั้นมันไร้เหตุผลฯ
ไฟข้างนอกมันดับได้ แต่ไฟข้างในนี้มันสำคัญ
มันเผาอยู่ทุกคืนวัน มันเผาผลาญร้อนรนฯ
ไฟราคะโทษะโมหะ อุรุเวละกัสสปะจำไว้ให้ดี
ไฟสามกองนี้เขาเรียกอัคคี มันเผาอยู่ที่ใจคน ฯ ลงรับ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) ธรรมะเราช่วยดับได้ ทำความในใจไม่ยึดมั่น
ตั้งหน้าถอนอุปาทาน อย่าสำคัญว่าเป็นตนฯ
อุรุเวละกัสสปะชฎิล เข้าใจสิ้นกันทั้งหมด
แล้วทูลขออุปสมบท พระองค์ก็โปรดให้ทุกคนฯ
แล้วพากันลอยชฎา เครื่องบูชาลงในลำธาร
ลัทธิตนไม่มีแก่นสาร ลงในลำธารน้ำวนฯ
นทีกัสสปะน้องชายกลางตกใจ ว่าเหตุไฉนเครื่องบูชา
ถูกลอยลงในคงคา เหตุต้องมีมาแก่พี่ชายตนฯ
คงเป็นเรื่องสำคัญ พร้อมบริวารก็รีบไป
เห็นพี่ชายใหญ่แล้วเลื่อมใส จึงถามไถ่กันได้ผลฯ
จึงกราบทูลขอบวชกัน พร้อมบริวารทั้งหมด
พระพุทธองค์ก็ทรงโปรด อุปสมบทให้ทุกๆ คน ลงรับ

(ขึ้น) แล้วก็ลอยชฎา เครื่องบูชาลงในน้ำ
ไปถึงน้องชายคนที่สาม ไม่รู้เนื้อความเหตุผลฯ
นึกว่าคงมีเหตุร้าย กับพี่ชายเราแน่นอน
ต้องรีบขึ้นไปราญรอน ต่อกรให้ป่นฯ
ไปเห็นแล้วเลื่อมใส ทั้งสองพี่ชายและบริวาร
บวชเป็นพระสงฆ์กันทั้งนั้น นึกอัศจรรย์ให้ฉงนฯ
พรหมจรรย์นี้ต้องประเสริฐ ดีเลิศกว่าสิ่งใดทั้งหมด
จึงกราบทูลขออุปสมบท พระองค์ก็โปรดให้อีกหนฯ
ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ด้วยพระวาจาที่กล่าวไว้
ท่านจงเป็นภิกษุขึ้นมาได้ ธรรมเรากล่าวไว้ดีล้นฯ
แล้วทรงแสดงอาทิตตปริยายะ แก่ภิกษุพระปุราณชฎิล
ที่ริมฝั่งกระแสสิน ใกล้แผ่นดินอุรุตำบลฯ
ภิกษุชฎิลบูชาไฟเครื่องร้อน พระองค์ก็สอนเรื่องไฟ
ว่าอายะตะนะภายนอกกระทบ อายะตะนะภายในมันร้อนกว่าไฟเผารนฯ
ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ท่านกล่าวว่านั่นไฟเครื่องร้อน
รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ของจร กระทบแล้วร้อนเหลือทนฯ
ขันธ์ห้าท่านก็ว่าร้อน ต่อเมื่อตอนกระทบกัน
แต่ถ้าเราไม่ยึดมั่น การกระทบนั้นก็ไม่เกิดผลฯ
ภิกษุปุราณะชฎิลพันสามองค์ พิจารณาเห็นตรงจิตก็ว่าง
ไม่ยึดมั่นปล่อยวาง จิตก็ว่างจากตัวตนฯ
ได้สำเร็จพระอรหันต์หมด รวมด้วยกันทั้งหมด
ที่ริมฝั่งแม่น้ำคะยาแคว้นมคธ ปรากฏอุรุตำบลฯ ลง (เป๊กพ้อ)
ลำตัดว่าเรื่องพระพุทธศาสนา
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๙ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) พี่น้องเราชาวไทย มารักกันไว้เราเป็นไทยเสรี (ย้ำ)
วัฒนธรรมไทยไม่มีชาติไหนดีกว่า วัฒนธรรมไทยไม่มีชาติไหนดีกว่า
ต้องช่วยกันรักษา อย่าให้ใครมาย่ำยีฯ (เป๊กพ้อ) (รับสองครั้ง)

(ขึ้น) ศิโรราบกราบไหว้ พระรัตนตรัยทั้งสามองค์
คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ท่านได้ดำรงศักดิ์ศรีฯ
พระพุทธศาสนา ได้เข้ามาประเทศสยาม
ในสมัยท่านพ่อขุนราม ปกครองเขตขามธานีฯ
พ่อขุนรามคำแหงท่านมีปัญญา รับพระพุทธศาสนาเอาไว้
ให้อยู่ประจำประเทศไทย มาจนได้ถึงทุกวันนี้ฯ
พ่อขุนรามคำแหงท่านฉลาด ท่านสามารถมากมาย
ท่านได้ผลิตอักษรไทย มาให้เราใช้กันอย่างดีฯ
พยัญชนะ ๔๔ ตัว มันก็ไม่มั่วปนกัน
อักษรสูงอักษรกลาง อักษรต่ำเป็นชั้นๆ มีเสียงผันถ้วนถี่ฯ
พี่น้องเราชาวไทย ต่างภาคภูมิใจกันทั่วหน้า
เรามีสำเนียงเสียงภาษา กันมาชั่วนาตาปีฯ
บางพวกหมู่คนชนชาติ ไม่สามารถมีภาษาใช้
ต้องไปขอเผ่าชนชาติไหนๆ เอามาใช้กันบ้างก็มีฯ
แต่พี่น้องเราชาวไทย มีภาษาใช้กันประจำ
เพราะเรามีจอมปราชญ์พ่อขุนราม ท่านเป็นผู้นำชี้ได้อย่างดีฯ
ฉะนั้นสถานที่ศึกษาทั่วประเทศ พอมองสังเกตได้ทุกแห่ง
จะมีรูปปั้นพ่อขุนรามคำแหง ทำท่าแสดงถือคัมภีร์ฯ
เป็นสัญลักษณ์การศึกษา ที่เกิดวิชาอยู่ที่นั่น
ทั่วทุกๆ สถาบัน สมควรมีการสดุดี ฯ (เป๊กพ้อ) (รับ)

(ขึ้น) ว่าถึงในด้านการศาสนา พระองค์ก็กล้าเสียสละ
พระองค์สนใจธรรมะ ท่านอุปการะอย่างดีฯ
สมัยนั้นประเทศสยาม นับถือศาสนาพราหมณ์อยู่ก่อน
มีการบวงสรวงอ้อนวอน ขอพรทำพิธีฯ
เพราะศาสนาพราหมณ์ เขามีพิธีกรรมมากมาย
พุทธบริษัทในเมืองไทย บางแห่งเลื่อมใสกันมากมีฯ
บางพวกผู้นำศาสนา เขายังกล่าวว่าไม่เป็นไร
พุทธกับพราหมณ์ต้องคู่กันไป ทุกๆ สมัยเป็นอย่างนี้ฯ
พิธีข้างนอกไม่สำคัญ แต่คุณธรรมอยู่ชั้นภายใน
ถ้าทำให้ปนกันเมื่อไร เกิดความเสียหายทันทีฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) ผมได้ยินแล้วสลดใจ ว่าพุทธบริษัทไทยเขากล้ากล่าว
ผมมานึกถึงคำเตือนของพระพุทธเจ้า ว่าพระองค์กล่าวไว้ดีฯ
ว่าศาสนาพระตถาคต จะอยู่ปรากฏหรือเสื่อมสลาย
ไม่มีใครมาทำลาย นอกจากหญิงชายพุทธบริษัทสี่ฯ
แต่พระพุทธศาสนา ของพระศาสดานี้สูงล้ำ
แต่มันอยู่กับศาสนาพราหมณ์ ต้องค่อยๆ คลำกันดูให้ดีฯ
เรื่องอนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา สอนกันมาแต่ผมยังไม่เกิด
หลักธรรมอันนี้ประเสริฐ มันดีเลิศเหลือที่ฯ
ขอให้สนใจศึกษา ใช้ปัญญาให้มากมาย
ว่าพระพุทธเจ้าแสดงไว้อย่างไร ค้นคว้ากันให้ถ้วนถี่ฯ
เหตุไม่ควรเชื่อสิบอย่าง ที่พระองค์ได้วางเอาไว้
พุทธบริษัทต้องสนใจ ศึกษากันให้ดีๆ ฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) อย่าเชื่อข่าวเจ้าลือ อย่าเชื่อถือทำตามๆ กันมา
อย่าเชื่อตามคำที่เขาว่า อย่าเชื่อแม้มาในคัมภีร์ฯ
อย่าเชื่อว่าผู้นี้สำคัญ อย่าเชื่อว่าท่านเป็นอาจารย์ของเรา
อย่าเชื่อเรื่องมงคลตื่นข่าว อย่าเชื่อเรื่องทรงเจ้าเข้าผีฯ
อย่าเชื่อเรื่องคาดการหรือเดาเอา ตรงใจเราที่คิดไว้
อันนี้ก็เชื่อไม่ได้ พระพุทธเจ้ากล่าวไว้อย่างดีฯ
แต่เรื่องที่ร้ายยิ่งกว่านั้น เขาเลยเชื่อเรื่องวิญญาณคนที่ตาย
มีผู้วิเศษเขาเก็บไว้ ไปดูกันได้ที่สระบุรีฯ
พุทธบริษัทไทย เลยพากันสนใจเรื่องวิญญาณ
บรรพบุรุษที่ถูกทรมาน ลูกหลานต้องไปเปิดบัญชีฯ
เสียค่าเปิดครั้งละสองร้อย เปิดบ่อยๆ ทุกข์จะคลาย
ผู้คนแตกตื่นพากันไป ผมรู้สึกเศร้าใจเหลือที่ฯ
ไปได้ยินได้ฟังอะไรมา ต้องค่อยศึกษากันให้ชัด
เพราะเราพุทธบริษัท ต้องเอามาปฏิบัติมันถึงจะดีฯ
ธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่ว่ากล่าวไว้ดีแล้ว
ต้องอยู่ในแนวสวากขาตา ทั้งหกบทที่ผมว่าลองมาศึกษากันอีกทีฯ
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ ไม่ต้องจำกัดกาลเวลา
และเป็นสิ่งที่ควรท้า ว่าให้เจ้ามาปฏิบัติดูซีฯ
เอาธรรมะของพระพุทธเจ้า มาใส่เข้าไว้ในตัว
แล้วความดีความชั่ว รู้ได้ในตัวทันทีฯ
มันเป็นปัจจัตตัง รู้กันอย่างแจ้งชัด
ทุกๆ คนที่ปฏิบัติ ก็รู้ชัดกันอยู่ตรงนี้ฯ
ทุกๆ บทปรากฏชัด ผู้ปฏิบัติไม่สงสัย
วิญญูชนพึงรู้ได้ อยู่แก่ใจอย่างดี ฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) พระพุทธเจ้าท่านฉลาด ท่านเป็นจอมปราชญ์ทันสมัย
ท่านแลอนาคตอันยาวไกล แลไปได้เป็นพันปีฯ
คำสอนของพระองค์ต่างๆ อาจเลือนรางจางหาย
บางอย่างจำมาไม่ได้ แต่มีเขียนไว้ในคัมภีร์ฯ
คำสอนของพระองค์ท่าน แปดหมื่นสี่พันมันมากมาย
คัดลอกกันมาหลายสมัย ของเดิมอาจหายไปบ้างก็มีฯ
ท่านจึงวางหลักตัดสินธรรมวินัย เอาไว้ให้แน่นอน
ว่าอันไหนเป็นคำสอนไม่ใช่คำสอน ไว้ทุกๆ ตอนอย่างถ้วนถี่ฯ
เพื่อให้พุทธบริษัท ผู้ปฏิบัติไม่สงสัย
อันไหนเป็นธรรมวินัย รู้กันได้ทันทีฯ

(ขึ้น) ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความกำหนัดย้อมใจ ธรรมนี้ไม่ใช่คำสอน
พุทธบริษัทพึงสังวร ไม่ใช่คำสอนที่ดีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อประกอบทุกข์ ธรรมนี้ไม่ถูกอย่างมาก
เพราะทำตัวให้ลำบาก ไม่ถูกตามหลักวิถีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อสะสมกองกิเลส ธรรมนี้ปฏิเสธสิ้นเชิง
เพราะทำจิตให้หลงระเริง แล้วจะเหลิงโลกีย์ฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความอยากใหญ่ ข้อนี้ความหมายไม่รู้พอ
จะทำจิตให้เหี่ยวห่อ ความไม่พอนั่นแหละเป็นผีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อไม่สันโดษ ข้อนี้มีโทษมากมาย
มีอยู่แล้วยังอยากได้ อยากเปลี่ยนใหม่ทุก ๆ ทีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อคลุกคลีหมู่คณะ ธรรมนี้ต้องละเด็ดขาด
ต้องพอใจในที่สงัด แล้วความประมาทจะไม่มีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน นี้สันดานชั่วร้าย
จะอยู่ในที่แห่งใด มีแต่ความจัญไรอัปรีย์ฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก ทำตัวลำบากใช้ไม่ได้
ต้องทำเป็นคนเลี้ยงง่าย จึงจะสบายใจดีฯ
ธรรมะ ๘ ที่ผมกล่าว พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนไว้
ไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย โปรดเข้าใจตามนี้ฯ
ธรรมที่ตรงกันข้าม มีข้อความเกือบคล้ายกัน
ผมจะขอกล่าวเพียงสั้นๆ โปรดช่วยจำกันไว้ให้ดีฯ ลง

(ขึ้น) ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อคลายกำหนัด พระพุทธเจ้าบัญญัติสอนไว้
ความกำหนัดและความใคร่ มันทำลายความดีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความปราศจากทุกข์ ถ้าปรารถนาสุขก็ใช่
ไม่ได้เพราะอยากได้สุขก็ทุกข์ใจ ไม่เอาอะไรนั่นแหละดีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อไม่สะสมกิเลส ข้อนี้วิเศษที่วิชา
ต้องรู้เท่าทันมายา แล้วอวิชชาก็จะไม่มีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความอยากอันน้อย จิตจะค่อยรู้ประมาณ
จะบริโภคพอความต้องการ รู้ประมาณแต่พอดีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความสันโดษ เป็นที่โปรดของคนทั้งหลาย
ไม่เป็นคนมักได้ พอใจแต่ของที่มีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความสงัด ต้องธรรมชาติในป่า
เป็นที่บำเพ็ญเพียรภาวนา ธรรมชาติในป่ามันเหมาะดีฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเพียร ทุกคนต้องเรียนศึกษา
ไม่มีอะไรจะสู้วิชา ตัวปัญญามันเกิดที่นี่ฯ
ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย จะอยู่ที่ไหนคนก็รัก
ไม่ต้องมีความลำบาก เพราะตนนั้นมากด้วยความดีฯ
ธรรมะ ๘ ข้อที่ผมว่า ต้องสนใจศึกษากันเอาไว้
นี่แหละเป็นธรรมเป็นวินัย พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างดีฯ (ลงรับ)

(ขึ้น) พวกเราพุทธบริษัท สามารถปฏิบัติกันได้สบาย
สงสัยธรรมะข้อไหน เอามาวิจัยได้ถ้วนถี่ฯ
เพราะเรามีหลักตัดสิน จะรู้กันสิ้นได้ทันใด
ว่าเป็นธรรมหรือไม่ใช่ธรรมวินัย รู้กันได้ทันทีฯ
สมเด็จพระสมณะเจ้าฉลาดเหลือ ท่านเป็นเชื้อของพระวงศ์
ได้เรียบเรียงพระธรรมวินัยอันสูงส่ง ให้ดำรงไว้อย่างดีฯ
ประเทศไทยมีศาสนาพุทธประจำชาติ บรรพบุรุษฉลาดกันอย่างมาก พระพุทธศาสนาเป็นของยาก รับเอามาฝากไว้อย่างดีฯ
ฉะนั้นพุทธบริษัทไทย ช่วยกันรักษาไว้เสมอชีวิต
ข้อธรรมใดตรงไหนอุกกฤต แม้ชีวิตยังยอมพลีฯ

(ขึ้น) เราสวดมนต์กันอยู่ทุกๆ เย็น ว่าเรายอมเป็นทาสพระธรรม
ไม่มีอะไรในโลกจะสูงล้ำ เท่าพระธรรมเป็นไม่มีฯ
มีพระธรรมเท่านั้น สามารถเลื่อนชั้นของบุคคล
ทำให้เป็นพระอริยะบุคคล และอรหัตผลทำให้บุคคลเป็นคนดีฯ
เราไปวัดกันทุกๆ คราว กราบไหว้พระพุทธเจ้ากันมากมาย
เราทำความในใจกันอย่างไร เวลากราบไหว้ทุกๆ ทีฯ
เวลากราบไหว้พระรัตนตรัย ต้องทำความในใจเคารพพระธรรม
ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ เคารพพระธรรมแหละถูกดีฯ
นี่ความเห็นส่วนตัวของผม มีความนิยมอย่างที่ว่า
นึกเคารพพระธรรมนำหน้า ในเมื่อเวลาอัญชุลีฯ
ต้องขอยุติลำตัดไว้เพียงนี้ โอกาสมีวันหน้า
พุทธบริษัทยังศรัทธา ผมจะมาว่ากันอีกทีฯ (เป๊กพ่อ) โยนๆ

เพลงตามรอยพระอรหันต์ (ร้องทำนองแม่สะเรียง)
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๘ สิงหาคม ๒๕๕๐

เป็นอนิจจัง ไม่หยุดยั้ง เพราะอนัตตา
กฎอิทัปปัจจญะตา มันเลื่อนไหลมา ตามเหตุปัจจัย
ทุกสิ่งในโลกเวียนวน ทุกคนเกิด แก่ เจ็บตาย
เพราะหลงสมบัติกันไป จึงต้องเวียนว่ายตามกันฯ สติปัญญาเกิดมาทัน สกัดกั้นปัญหา อุปาทานจะไม่มา ตัดตัณหาขาดสะบั้น (จิตว่างก็จะปรากฏ) (ซ้ำ)
จะได้รับรสพระนิพพาน จะพ้นทุกข์สุขสันต์ อยู่กับนิพพานตลอดไป (ซ้ำ)







เพลงผู้สูงอายุ (ทำนอง สีนวล)
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๙ สิงหาคม ๒๕๕๐

ท่อน ๑ ผู้สูงอายุเราทุกท่าน ขออภิวันกราบไหว้
คุณพระรัตนตรัย ที่เรากราบไหว้บูชา
ทุกๆ วันพระเราสละเวลา มาปฏิบัติบูชาพระศาสนาเป็นประจำฯ
ท่อน ๒ เราพี่น้องชายหญิง ต้องสนใจกันมาวัด
เราพุทธบริษัท อย่าให้ขาดศีลธรรม
ถ้าออกห่างไกล เดี๋ยวใจจะตกต่ำ
ทุกคนหญิงชาย ต้องสนใจประจำ
ขอแนะนำมาทำความดี ศีลธรรมเท่านั้น
สำคัญมากมาย ถ้ามีอยู่ในใจใคร
ไม่ว่าชายหรือสตรี สามารถเปลี่ยนใจ
ที่เคยร้ายกลายเปลี่ยนเป็นดี เกิดอัศจรรย์มากมี
เชิญมาซีพิสูจน์ดูฯ

ลำตัดว่าเรื่องต้านภัยเอดส์
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๙ สิงหาคม ๒๕๕๐
บทไหว้ครู
โจ๊ะพรึม โจ๊ะพรึม อย่ามัวนั่งซึม คอยฟังลำมะนา
ธูปเทียนดอกไม้ยกมาใส่พานทอง หมากซองพลูซอง ฉันจะฉลอง

สิบนิ้วจุ่มผมคอพนมเหนือเกศ ขอไหว้บรมพรมเมศที่ปกเขตชั้นฟ้า
ขอไหว้ครูบาทั้งมวล พระอิศวรฤๅษี ขอไหว้พระภูมิเจ้าที่พระธรณีคาถา
พระเสื้อเมืองทรงเมืองอันรุ่งเรืองสิทธิศักดิ์ ที่ปกป้องครองหลักทุกสำนักแหล่งหล้า
ขอไหว้ปู่เจ้าเขาเขิน ลำเนาป่าหนาม ทุกประเทศเขตคามพระสยามเทวา
ให้เฟื่องฟุ้งรุ่งเรืองเดชกระเดื่องคำรณ ทั่วโลกาสากลโปรดมาดลใจข้า
ให้แคล่วคล่องว่องไวเสมือนหนึ่งใจนึกหวัง อย่าตกอับคับคั่งในเชิงทางปัญญา
ขอไหว้พระครูผู้สอน ชำนาญกลอนลำตัด
บอกให้รู้สัมผัสทั้งฝึกหัดทางท่า ขอไหว้บิดามาตุเรศ
บังเกิดเกศเกศี พระชนกชนนีที่ท่านมีกรุณา
แม่ได้ต้มน้ำอาบ แม่คุณได้ฉาบน้ำร้อน
ทั้งข้าวมดกล้วยป้อน ยามกินนอนเฝ้าอุตส่าห์
หากไม่ได้พระคุณมาอุดหนุนกังวล คงจะไม่ได้เป็นคนขึ้นเป็นระดม (รับ)

ขอยกคุณแม่เจ้าวางไว้เกล้าเกศี อภิวันท์อัญชลีไว้เป็นที่บูชา
พอไหว้คนเสร็จสรรพ ก็ขอขยับจับกลอง
ส่งสำเนียงเสียงร้อง เป็นทำนองรำมะนา
ผมนึกหวาดใจหวั่น ให้เสียวกระสันพอดู
เพราะท่านผู้ฟังมากอยู่ ทั้งท่านผู้ดูมากหน้า
ผมเหลียวซ้ายแลขวา ให้นึกประหม่าในหทัย
เพราะผมมิได้ฝึกหัด ทั้งเป็นลำตัดบ้านป่า
ผมเป็นพรรคสมัครมิใช่หลักอาชีวะ เป็นนักร้องประปรายมิใช่คณะงานหา
ถ้าพลาดบ้างพลั้งไป ต้องขออภัยทุกๆ คน
นี่เป็นงานการกุศล ผมจึงด้นเข้ามา (รับ)

(ลูกรับ) เร็ว เร็ว ไวไว พี่น้องชาวไทยมหาภัยกำลังมา (ย้ำ โยนๆ)
(โรดเอดส์มันร้ายมหันต์ (ย้ำ) เราต้องช่วยป้องกันให้ทันเวลาฯ

(ขึ้น) สวัสดีพี่น้อง ผมจะขอร้องลำตัด
แต่ผมยังไม่สันทัสน์ รู้สึกอึดอัดหนักหนาฯ
ทั้งสุ้มเสียงก็ไม่ดี จะพาทีกล่าวถ้อย
เพราะผมมันแก่ไปเสียหน่อย คงไม่อร่อยโอชาฯ
แต่ด้วยใจรักสมัครเล่น ก็เพราะผมเห็นแก่พี่น้อง
ด้วยคุณผ่องศรีเขาไปขอร้อง ผมจึงต้องหรรษาฯ
เพราะโรดเอดส์เป็นโรคร้าย มหันต์ภัยอย่างยิ่ง
มันเกิดได้กับชายหญิง ร้ายจริงๆ เจ้าข้าฯ (ลงรับ)
โรคเอดส์รักษาไม่ได้ เป็นแล้วตายอย่างอนาถ
ขอพี่น้องอย่าได้ประมาท ทางการประกาศอยู่ทุกเวลาฯ
โรคเอดส์ป้องกันได้ ถุงยางอนามัยป้องกันเอดส์
เขาใช้เวลาร่วมเพศ มันดีวิเศษหนักหนาฯ
ช่วยบอกหญิงบริการ อย่าใจหาญเห็นแก่ได้
ถ้าไม่สวมถุงยางอนามัย เงินมากเท่าไรก็อย่าอย่าๆ

เอดส์มันติดต่อกันได้ ในทางกายสัมพันธ์
หนุ่มสาวเราต้องช่วยกัน ทั้งพ่อบ้านน้าอาร์ฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) เอดส์ป้องกันได้สบายมาก อย่าให้ความอยากเข้าครอบงำ
จิตใจเราอย่าตกต่ำ จงเอาศีลธรรมนำหน้าฯ
กิเลสตัณหามันเกิดขึ้นได้ ชั่วอึดใจแล้วมันก็สร่าง
อย่าเผลอสติจงระวัง ถ้าพลาดพลั้งจะเสียท่าฯ
เข็มฉีดยานั่นก็ร้าย เอดส์ติดกันได้ทางโลหิต
พวกหลงสิ่งเสพติด ต้องจบชีวิตที่ทรมาน
สิ่งที่ร้ายยิ่งกว่านั้น ทารกในครรภ์ยังติดเอดส์
เพราะหญิงชายที่ร่วมเพศ ไปนำเอดส์เอาเข้ามาฯ
ทารกจึงต้องรับกรรม พ่อแม่เขานำเอามาให้
เพราะตัวยังเล็กเกินไป เขายังร้ายเดียงสาฯ
ผมคิดๆ แล้วสลดใจ (เอื้อน) เขาว่าคนไทยกำลังเป็นเอดส์
ยิ่งนึกไปให้ทุเรศ นั่นก็เพราะเหตุกามาฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ บอกคนไทยทั่วประเทศ
ว่าภัยใหญ่คือโรคเอดส์ ฟังแล้วทุเรศหนักหนาฯ
มันติดต่อกันได้ถึงสามทาง นายแพทย์เขาอ้างกล่าวไว้
ตามที่ผมได้บรรยาย ก็เพราะผมได้รู้มาฯ
ข้อปฏิบัติมันก็ไม่ยาก แต่คนไม่อยากคิดจะทำ
เพราะจิตใจยังตกต่ำ หมกมุ่นในกามตัณหาฯ
ปล่อยจิตใจให้เพลิดเพลิน หลงเดินในทางผิด
ตั้งหน้าทำลายชีวิต โดยมิได้คิดถึงคุณค่าฯ
เกิดเป็นมนุษย์มันแสนจะดี ไม่ว่าสตรีหรือบุรุษ
ถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์ ประเสริฐสุดหนักหนาฯ
ทุกๆ ภาษาชนชาติ ยอมรับประกาศข้อนี้
ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี ยกย่องให้มีปริญญาฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) เมืองไทยเราชาวพุทธ ประเสริฐสุดด้วยคุณธรรม
ถ้าปล่อยโรคเอดส์ให้ครอบงำ ก็หมดความเป็นสง่าฯ
ขอพี่น้องหญิงชาย เราเป็นไทยมิใช่ทาส
จงตั้งสติอย่าประมาท อย่ายอมเป็นทาสแก่ตัณหาฯ
โรคเอดส์มันร้ายก็จริง แต่มันเป็นสิ่งปฏิบัติได้
มีคุณธรรมอยู่ในใจ เอดส์ก็ไม่ใฝ่หน้าฯ
เรามันศิษย์ตถาคต นามปรากฏพุทธบริษัท
ขอพวกเราชาวตราด อย่าประมาทดีกว่าฯ ทุกเวลาฯ
กิเลสมันเกิดขึ้นที่ใจ ชนะได้ด้วยคุณธรรม
พระพุทธองค์ท่านทรงย้ำ พวกเราต้องจำไว้เป็นตำราฯ
ความประมาทเกิดขึ้นเมื่อไร ก็เท่ากับตายทั้งเป็น
พระพุทธองค์ท่านทรงเน้น อันนี้ก็เป็นปัญหาฯ
มันเป็นปัจฉิมโอวาท พระองค์ประกาศเป็นครั้งสุดท้าย
ว่าดูก่อนพุทธบริษัททั้งหลาย เราอาจจะตายชั่วโมงข้างหน้าฯ
ฉะนั้นเร่งทำความดี (เอื้อน) มาสามัคคีกันเข้าไว้
ครอบครัวไม่แยกแตกสลาย เอดส์จะไม่นำพาฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ผมจะขอเน้นกันอีกสักหน่อย รู้สึกไม่ค่อยสู้จะดี
เรื่องภรรยาสามี ก็ยังเป็นที่ครหาฯ
ครอบครัวจะแตกแยกกัน ก็เพราะแม่บ้านไม่สนใจ
พ่อบ้านชักทนไม่ค่อยไหว ไปหาใหม่ๆ ดีกว่าฯ
ออกนอกบ้านทีไร ต้องหาหญิงใหม่เป็นคู่นอน
คนโน้นหลังคนนี้ก่อน มีคู่นอนหลายหน้าฯ
เขาชอบทำตัวแบบนี้ พวกสตรีจึงติดเอดส์
แม่บ้านบางคนน่าสมเพช เพราะโรคเอดส์มันถามหาฯ
ด้วยเหตุผลกลใด (เอื้อน) พวกผู้ชายถึงเป็นอย่างนี้
ก็เพราะแม่บ้านไม่ค่อยจะดี (จู้จี้) ทำหน้าที่เฉื่อยชา (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) แม่บ้านบางคนเฉลียวฉลาด ชอบตวาดข่มขู่
หาว่าพ่อบ้านเจ้าชู้ ไปมีอีหนูอยู่ข้างหน้าฯ
เวลาเลิกจากทำงาน แล้วบ้านก็ยังไม่กลับ
ไปเข้าในบาร์ในคลับ หรือเลยไปรับลูกค้าฯ
ตั้งสองทุ่มสองยาม แม่บ้านถามก็ปฏิเสธ
อันนี้ก็เป็นสาเหตุ ที่โรคเอดส์มันถามหาฯ
เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ผมไม่เคยมีผู้หญิงอยู่ที่ไหน
มีเธอคนอยู่ในหัวใจ นี่ผมมิได้มุสาฯ
วันไหนทำงานแล้วผมกับบ้านช้าไป ผมไปติดต่องานใหม่ผมจึงได้มาช้าฯ
ไม่เจองานดีเงินดี ไม่ใช้ได้ฟรีๆ
มันต้องทำผมถึงบ้านเสียมืดค่ำ ก็เพราะไปทำงานมา
ญ) งานอะไรของเธอทำกลางคืน ดึกๆ ดื่นๆ แล้วยังทำ
ช) อ้อก็ผมเป็นครูร้องรำ ต้องสอนให้เขาทำท่าทางฯ
ญ) เรื่องนี้ไม่เชื่อๆ คำพูดนี้เบื่อไม่อยากฟัง
มันไม่ใช่ครั้งสองครั้ง เธออย่ามาอ้างมุสาฯ
ช) น้องเอ๋ยจะหนักนิดเบาหน่อย ก็ค่อยๆ พูดกัน
อย่าใช้อารมณ์หุนหัน เพราะเราชนชั้นปัญญาฯ
อย่าทำตัวให้วายวุ่น หมกมุ่นอยู่ในอบาย
นั่นมันเป็นทางฉิบหาย หนีให้ไกลดีกว่าฯ
ขอให้ทุกคนจงทำหน้าที่ ภรรยาสามีที่กล่าวสอน
จะให้ปฏิบัติทุกๆ ตอน จะกล่าวสอนก็หมดเวลาฯ
ผมจึงขอจบรายการ เรื่องต่อต้านโรคเอดส์
ขอให้บรรลุความสำเร็จ ให้สมดังเจตนาฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

ลำตัดว่าเรื่องประชาธิปไตย
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) นกเอี้ยงเสียงเพราะ ฟังเสนาะไปหมดทุกคำ (ย้ำ)
สาลิกาฯ ลิ้นดำ เชิญมานั่งฟังรำ เถอะนะแม่น้ำใจดีๆ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) สิบนิ้วนบจบประสาน ขอกราบกรานท่านที่มา
ทั้งหญิงชายซ้ายขวา โปรดเมตตาปราณีฯ
ผมรู้สึกอึดอัด เพราะไม่สันทัดคำกลอน
จะกล่าวถ้อยสุนทร เพราะยังอ่อนเวทีฯ
ถ้าพลาดบ้างพลั้งไป ช่วยวิจัยด้วยนะครับ
ผมจะขอน้อมรับ เอาไปประดับบารมีฯ
จะขอเฉลยเอ่ยอรรถ กลอนลำตัดสมัยใหม่
ว่าเรื่องประชาธิปไตย ในสมัยยุคนี้ฯ
คำว่าประชาธิปไตย ให้ประชาชนเป็นใหญ่ทั่วประเทศ
ต้องการอะไรเป็นสำเร็จ ทั่วประเทศเราทำอย่างนี้ฯ
เสียงของประชาชนเขาว่า นี่คือประชาธิปไตย
ต้องการจะเอาอะไร ต้องเอาให้ได้ทันทีฯ
ทำปากกล้าท้าทาย ให้ขัดใจพวกเขา
ไม่ถูกใจเอาไฟเผา เสียให้เป็นเถ้าธุลีฯ
เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ จะดลบันดาลอะไรก็ได้
กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ประชาธิปไตยยุคนี้ฯ
ผมฟังดูแล้วน่าสมเพส นานาประเทศก็เป็นไป
นี่คือประชาธิปไตย ความเป็นใหญ่ในปฐพี (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) แต่ความเห็นส่วนตัวของผม ไม่เคยนิยมอย่างที่ว่า
ให้ความเป็นใหญ่แก่ปวงประชา ตามที่ว่าอย่างนี้ฯ
ประชาชนจะเป็นใหญ่ ต้องเป็นได้ด้วยคุณธรรม
พระพุทธองค์ท่านทรงย้ำ ท่านชี้นำไว้อย่างนี้ฯ
คุณธรรมของสัตบุรุษ ที่มนุษย์ควรรู้ไว้
พวกบัณฑิตขาดไม่ได้ ต้องใส่ใจกันไว้ให้ดีฯ
มันเป็นธรรมะของอริยะชน สมกับบุคคลเป็นผู้นำ
ถ้าบุคคลใดไม่มีคุณธรรม ใจจะตกต่ำทันทีฯ
คำว่าประชาธิปไตย ความเป็นใหญ่ต้องคุณธรรม
อันนี้มีค่าสูงล้ำ ควรจดจำกันไว้ให้ดีฯ
ประชาธิปไตยร้ายธรรมะ ประชาชนจะวุ่นวาย
ถ้ามีธรรมะนำไป ประชาธิปไตยจะสุขีฯ
ประเทศไทยเราชาวพุทธ ใจบริสุทธิ์สูงล้ำ
ต้องเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม สมเป็นผู้นำที่ดีฯ
ถ้าขาดธรรมะเมื่อไร (เอื้อน) ประชาธิปไตยจะวกวน
มอบความเป็นใหญ่ให้แก่คน มันเลยต้องโดนของดีๆ

(ขึ้น) ประชาธิปไตยนี้พูดยาก รู้สึกลำบากหนักหนา
เพราะผมยังด้วยปัญญา ยังไม่ประสาประสีฯ
หน่วยโฆษณารัฐบาล บอกทุกวันตั้งหลายหน
วันที่สิบสามกันยายน ให้ไปเลือกคนที่ดีๆฯ
คนที่ดีเป็นอย่างไร ไม่เคยกล่าวไว้ชี้เหตุ
ว่าคนที่ดีมีกี่ประเภท ไม่เคยชี้เหตุให้ถ้วนถี่ฯ
ว่าคนที่ดีๆอย่างไร ควรเลือกไปเข้าสภา
เป็นนักบริหารหรือพัฒนา หรือปริญญาชั้นตรีฯ
ไม่เห็นมีใครเน้นหนัก ถึงเรื่องหลักคุณธรรม
ว่าคนจะเป็นผู้นำ ต้องมีคุณธรรมที่ดีฯ
สองประกอบด้วยธรรมะ เข้าขั้นอริยะชน
ธรรมของสัตบุรุษจะให้ผล ประชาชนจะสุขีฯ
เพราะชาวไร่ชาวนา ร้ายการศึกษาส่วนใหญ่
ใครเอาข้าวของมาให้ ก็จะรับไว้ทันทีฯ
เพราะความขัดสนจนทรัพย์ ครั้นจะไม่รับก็ดูกระไร
เขามีจิตคิดจะให้ เลยนึกวาได้ของฟรีฯ
เขาแจกเงินให้พวกเรา เขาหวังไปเอาวันข้างหน้า
ไปมีอำนาจในสภา ผมก็ไม่ว่าคุณพี่ฯ
เพราะถูกโกงกันทุกคน ประชาชนตั้งหลายสิบล้าน
ความเดือดร้อนไม่ถึงฉัน เขาพูดกันว่าอย่างนี้ฯ
ขอพี่น้องช่วยวิจัย จะว่าใครเป็นคนผิด
จะชาวนาหรือบัณฑิต ช่วยกันคิดหน่อยซีฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

ลำตัดว่าเรื่องเชิญไปเลือกผู้แทน
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) เชิญพี่ป้าน้าอา ที่สิบสามกันยาต้องรีบพากันจร
รีบไปลงคะแนนเลือกผู้แทนกัน รีบไปลงคะแนนเลือกผู้แทนกัน
ไปช้าไม่ทันเขาปิดตะวันรอนๆ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ผมจะขอเอ่ยอรรถ เป็นลำตัดประยุกต์
ว่ากันเล่นสนุกๆ เพื่อดับทุกข์หายร้อนฯ
จะว่าถึงเรื่องผู้แทน ทั่วทุกแดนเสียงลั่น
ต่างฝ่ายก็หาเสียงกัน เสียงดังลั่นกระฉ่อนฯ
ยิ่งใกล้วันเข้ามา เสียงโฆษณากันทั่ว
สี่พรรคเข้ามาเสนอตัว มาก้มหัวลงอ่อนฯ
ไปเป็นปากเสียงประชาชน ทุกๆ คนสามารถ
จะพัฒนาเมืองตราด ให้สวยสะอาดแน่นอนฯ
เบอร์ที่ ๑ นายธนิต คนนี้เครดิตมากมาย
เคยเป็น ส.ส. มาสองสมัย จำกันได้แน่นอนฯ
มีหัวหน้าชื่อชาติชาย เอาใจใส่เรื่อยมา
สังกัดพรรคชาติพัฒนา ไม่มีปัญหามาก่อนฯ
เบอร์ที่ ๒ ประเวชทวีผล นี่เขาเป็นคนท่าพริก
คราวนี้เขาสมัครอีก ไม่คิดจะหลีกหน้าจรฯ (ลงรับ)


ขึ้น สังกัดพรรคความหวังใหม่ หัวหน้าจำได้กันสนิท
ชื่อพลเอกชวลิต คนนี้เครดิตเขาไม่หย่อนฯ
เบอร์ ๓ จิตตาวดี เป็นสตรีคมขำ
สังกัดพรรคพลังธรรม หัวหน้ามีนามกระฉ่อนฯ
ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย คนเกิดตายกันไปมาก
เรื่องนี้ผมก็พูดยาก เลยต้องหุบปากเอาไว้ก่อนฯ
เบอร์ที่ ๔ ธีระสลักเพ็ชร์ คนนี้ก็เด็ดชะมัด
สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ไม่รู้ประวัติกันมาก่อนฯ
คุณชวนหลีกภัยเป็นหัวหน้า แลดูสง่าคมขำ
ถ้าเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม ก็น่าจะนำประเทศจรฯ
ขอพี่น้องหญิงชาย จงช่วยวิจัยกันให้ดีๆ
ดูกันให้ซึ้งถึงที่ คงเจอดีแน่นอนฯ
คงจะดีๆ ข้างใน จะรู้ได้ต้องสัมผัส
แลภายนอกมันไม่ชัด ต้องสืบประวัติกล่าวย้อนฯ
ฉะนั้นผมขอเตือนย้ำ (เอื้อน) เรื่องคุณธรรมนี้คือหัวใจ
ถ้าขาดธรรมะเมื่อไร ประเทศไทยจะสั่นคลอน (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) รัฐบาลทุกๆ สมัย ไม่ค่อยสนใจเรื่องธรรมะ
จะมีบ้างก็เปะปะ ไม่เป็นระยะขั้นตอนฯ
ต้องตั้งกระทรวงศาสนา มุ่งพัฒนาจิตใจ
วางหลักระเบียบเอาไว้ ว่าคนไทยต้องสังวรฯ
ที่มุ่งส่งเสริมการศึกษา ในเรื่องทำมาหากิน
ไม่เคยมีใครนึกถวิล ว่านั่นเป็นถิ่นเดือดร้อนฯ
สอนแต่เรื่องจะให้เอา โลกจึงร้อนเร่าเป็นไฟ
ต่างคนก็อยากจะเป็นใหญ่ อำนาจใครจะมีก่อนฯ
แย่งชิงกันเป็นใหญ่ ต่างฝ่ายก็แข่งขัน
เอาเงินไปแจกชาวบ้าน ซื้อเสียงกันทุกๆ ตอน (คนรับ)

(ขึ้น) เขาซื้อขายได้หลายทาง องค์กรกลางไม่มีท่า
ถึงซื้อขายกันต่อหน้า ก็ยังไม่กล้าจับต้อนฯ
เพราะเขาฉลาดหลบเลี่ยง ซื้อขายเสียงกันด้วยเงิน
แล้วเขาก็พูดกันเกริ่น ว่านี่มันเงินของหล่อนฯ
เขาติดค้างกันมา พอเจอหน้าอยากจะใช้
องค์กรกลางจะว่าอย่างไร จับเขาไม่ได้แน่นอนฯ
เหตุมันเกิดขึ้นที่ใจ ต้องแก้ไขด้วยคุณธรรม
เพราะจิตใจยังตกต่ำ ไม่เคยฟังคำสั่งสอนฯ
จะพัฒนาร่างกาย ต้องพร้อมจิตใจไปด้วยกัน
ขอเชิญชวนรัฐบาล นี่มันเป็นงานต้องทำก่อนฯ
ผมพูดแล้วพูดย้ำ เ พราะเรื่องต้องทำมันตรงนี้
ถ้าการศึกษาอบรมดี ประชาชีจะไม่เดือดร้อนฯ
ต้องสนใจกันเป็นพิเศษ (เอื้อน) ต้องตัดต้นเหตุกันให้ได้
ผมห่วงประชาธิปไตย ผมจึงได้วิงวอน (เป๊กพ่อ โยน)

ขึ้น สมัยนี้ศีลธรรม ดูตกต่ำอย่างมากมาย
วัตถุเจริญทันสมัย เลยก้าวไกลไปก่อนฯ
วัตถุเจริญมากเท่าไร ด้านจิตใจยิ่งตกต่ำ
เพราะเหินห่างจากศีลธรรม ห่างไกลจากคำสั่งสอนฯ
ผู้คนเกิดวุ่นวาย อยากเป็นใหญ่กันทั้งนั้น
ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล จึงแข่งขันกันว่อนฯ
พรรคนี้ก็ว่าพรรคนั้น เป็นพรรคมารใช้ไม่ได้
ฟังแล้วก็น่าอับอาย มากล่าวไขปลิ้นปล้อนฯ
มาพูดจาแนมเหน็บ ว่าเป็นพรรคเทพโสภา
ฟังแล้วก็ยิ่งขายหน้า มาพูดจาหลอกหลอนฯ
ประชาชนเราก็รู้ มีตาหูดูถนัด
มีหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ เขารู้ชัดแน่นอนฯ
ประชาชนที่ฉลาด เขาสามารถรู้ได้
ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมากมาย ประชาธิปไตยจะสั่นคลอนฯ
จัดตั้งพรรคกันขึ้นมา (เอื้อน) หวังเข้าสภาไปเป็นใหญ่
ประชาชนไม่สนใจ บางพรรคต้อหงายล้มนอนฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) เพราะต่างพรรคก็อวดดี มีศักดิ์ศรีกันทั้งนั้น
นายกต้องหัวหน้าพรรคฉัน พรรคพวกนั้นเก็บไว้ก่อนฯ
ทุกพรรคอยากได้เครดิต ร้องขอสิทธิแก่ปวงประชา
แต่พวกเราชาวนา ภูมิปัญญายังอ่อนฯ
ดูไม่ซึ้งถึงใจ ว่าพรรคไหนจะดีจริง
พรรคฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง ดูๆ ก็ยิ่งง่วงนอนฯ
เพราะชาวไร่ชาวนา การศึกษาก็ยังน้อย
ประชาธิปไตยจึงถดถอย ก็ลงลอยเหมือนก่อนฯ
ถ้าเลือกตั้งกันเข้าไป ไม่ถูกใจปวงประชา
ว่าพรรคไม่มีน้ำยา ในสภาไม่รับต้อนฯ
นี่มันเป็นด้วยเหตุผล ให้ประชาชนมาเป็นใหญ่
ไม่มีคุณธรรมนำไป ประเทศไทยจะเดือดร้อนฯ
ผมดูนาๆ ประเทศ พอจะสังเกตได้ชัด
ได้เห็นภาพในโทรทัศน์ มันเกิดวิบัติเร่าร้อนฯ
มันไม่เคารพในพระเจ้า มันไม่เอาศาสนา
มันมีแต่อัตตา ก็เลยต้องพาวิ่งว่อนฯ
เมืองไทยเราชาวพุทธ ประเสริฐสุดด้วยคุณธรรม
มีล้นเกล้าเป็นผู้นำ ทรงคุณธรรมบวรฯ
ท่านคุ้มครองป้องเกล้า แด่พวกเราชาวไทย
ก่อนจะนอนหลับใหล เชิญกราบไหว้พระองค์ก่อนฯ
ขอเชิญพี่น้องหญิงชาย (เอื้อน) รีบพากันไปเลือกผู้แทน
พี่ป้าน้าอาร์พาแฟน ไปลงคะแนนแน่นอนฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

ลำตัดเรื่อง สุขาภิบาล ต.ท่าพริก ต.เนินทราย

วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) เชิญพี่น้องหญิงชาย ท่าพริกเนินทรายอย่าได้เนิ่นนาน
สิบเก้าธันวาเชิญมาพร้อมกัน สิบเก้าธันวาเชิญมาพร้อมกัน
ไปคัดเลือกกรรมการ มาจัดสรรพัฒนาฯ (เป๊กพ่อโยนๆ)

(ขึ้น) สวัสดีพี่น้อง ผมจะขอร้องลำตัด
แต่ผมยังไม่สันทัด รู้สึกอึดอัดหนักหนาฯ
ประชาชนยังไม่แจ้งชัด ที่ท่านปลัดกล่าวขาน
จะเอาสองตำบลหมู่บ้าน เป็นเขตภิบาลสุขาฯ
ประชาชนอีกมากมาย ที่ยังสงใสอยู่ก็มี
ว่ามันจะชั่วหรือจะดี ก็ยังเป็นที่กังขาฯ
แต่ขอพี่น้องทุกๆ คน ทั้งสองตำบลจงสบาย
เรามีพรรคพวกไปรับใช้ คอยช่วยแก้ไขปัญหาฯ
มีกรรมการตั้งเก้าคน ทั้งสองตำบลร่วมกัน
ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน (เอื้อน) มุ่งทำการพัฒนาฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) สมัครกันสองกลุ่ม มีทั้งคนหนุ่มคนแก่
ทุกคนตั้งใจแน่วแน่ จะเข้าไปแก้ปัญหาฯ
สมัครกันสิบแปดคน ทั้งสองตำบลรวมกัน
เป็นสตรีเสียสองท่าน ดูคมสันเข้าท่าฯ
ทุกๆ คนสามารถ แลดูฉลาดแหลมคม
แลดูก็ยิ่งเหมาะสม น่านิยมหนักหนาฯ
ขอพี่น้องหญิงชาย โ ปรดจงใช้วิจารณญาณ
คัดเลือกเอากรรมการ ที่เชี่ยวชาญพัฒนาฯ
จงดูกันให้ดีๆ จะเลือกสตรีหรือบุรุษ
ต้องเลือกกันให้ครบชุด ตรงตามจุดกติกาฯ
ต้องให้ครบเก้าท่าน (เอื้อน) กรรมการเขาจัดไว้
จะเลือกฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชาย ก็ขอให้ไปขีดกาฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ผมขอวิงวอนทุกๆ คน ทั้งสองตำบลไปช่วยกัน
คัดเลือกเอากรรมการ ในหมู่บ้านสุขาฯ
นั่นแหละเป็นทางแก้ไข เลือกพวกเราไปบริหาร
เรื่องใดเดือดร้อนกับหมู่บ้าน พวกกรรมการต้องรับหน้าฯ
มันเป็นประชาธิปไตย โปรดจงเข้าใจกันไว้บ้าง
เสียงประชาชนนั้นคือพลัง สามารถยังยั้งปัญหาฯ
ถ้าสิ่งใดไม่เป็นธรรม จะน้อมนำเผด็จการ
ต้องเดือดร้อนถึงชาวบ้าน พวกกรรมการต้องขวางหน้าฯ
ต้องเลือกเฟ้นสรรหา (เอื้อน) คนที่กล้ากำชัย
ความดีอย่างเดียวไม่ก้าวไกล นั่นต้องหมายถึงปัญญา (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ต้องฉลาดรอบรู้ สามารถเป็นผู้ชี้นำ
พร้อมต้องประกอบด้วยคุณธรรม ถึงจะมีความเป็นสง่าฯ
ศีลธรรมนี้สำคัญ พวกกรรมการขาดไม่ได้
ถ้าขาดศีลธรรมเมื่อไร คนไทยก็ร้ายคุณค่าฯ
หันมามองนโยบาย ก็ฟังได้กันทั้งนั้น
ทั้งสองกลุ่มมุ่งสร้างสรรค์ ในหมู่บ้านสุขาฯ
ถ้าผ่านไปสักสองสามปี ก็คงเป็นที่สรรเสริญ
ท่าพริกเนินทรายก็คงเจริญ ใครๆ อยากเดินเข้ามาหาฯ
พวกกรรมการทั้งหลาย อย่าลืมนโยบายที่ท่านพร่ำ
ถ้าท่านได้เป็นแล้วต้องทำ ตาม ที่ท่านพร่ำสัญญาฯ

ขอความสำเร็จจงมีแก่ท่าน (เอื้อน) กรรมการทุกๆ คน
ขอความดีจงช่วยดล ให้ได้รับผลทันตาฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ขอพูดเรื่องสุขากันอีกหน่อย ผมเองไม่ค่อยจะเข้าใจ
คำว่าสุขาทั่วๆ ไป นั่นก็ไม่ร้ายคุณค่าฯ
เป็นที่รองรับขับถ่าย ให้ความสบายแก่ทุกๆคน
มีทุกหมู่บ้านทุกๆ ตำบล ทุกๆ คนต้องพึ่งพาฯ
สุขานี้ขาดไม่ได้ มันเป็นปัจจัยสำคัญ
ถ้าไม่ได้ไปใช้เลยสักวัน ก็เกือบจะกลั้นแทบเป็นบ้าฯ
แต่เรื่องสุขาภิบาล จะเลือกกรรมการกันเข้าไป
อันนี้มันมีความหมาย ไปก้าวไกลหนักหนาฯ
มุ่งพัฒนาท้องถิ่น ที่อยู่กินให้สมบูรณ์
ทั้งเศรษฐกิจต้องเพิ่มพูน มีความไพบูลย์ก้าวหน้าฯ
ทั้งถนนหนทาง (เอื้อน) ที่ก่อสร้างค้างไว้
ต้องปรับปรุงแก้ไข ทั้งน้ำไฟประปา (ลงรับ เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ทั้งคูคลองหนองบ่อ หรือลางท่ออุดตัน
พวกกรรมการเราทุกท่าน ต้องทำการรักษาฯ
ต้องจัดทำความสะอาด ต้องมีตลาดสุขาภิบาล
เป็นหน้าที่ของกรรมการ ทุกๆ ท่านต้องพัฒนาฯ
ท่านยอมอุทิศร่างกาย มารับใช้ประชาชน
ความดีของท่านมากล้น สมกับเป็นคนสุขาฯ
ขอบอกกล่าวกับท่านอีกครั้ง กับท่านผู้ฟังทั้งหลาย
พี่น้องท่าพริกและเนินทราย ท่านจงได้หรรษาฯ
พิจารณาให้รอบคอบ ตามระบอบอธิปไตย
ดูกันให้ซึ้งถึงใจ ว่าหญิงหรือชายดีกว่าฯ
ไปลงคะแนนกันอีกคน (เอื้อน) ทั้งสองตำบลไปช่วยกัน
เลือกเอาคนดีที่กล้ากลั่น ไปทำการพัฒนา (เป๊กพ่อ โยนๆ)






ลำตัดว่าเรื่องสุขาภิบาลตอนสอง กล่าวคำสดุดี

วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) สวัสดีมีชัย ท่าพริกเนินทราย เขามีน้ำใจปราณี (โยนๆ)
ให้เป็นกรรมการภิบาลสุขา ให้เป็นกรรมการภิบาลสุขา
ขอยกมือวันทา กล่าวคำสวัสดีฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ขอกราบคารวะทุกๆ คน ในเขตตำบลสุขา
ขอกราบคุณลุงคุณป้า พร้อมทั้งคุณน้าคุณพี่ฯ
คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย ทั้งหญิงชายทุกๆ คน
ขอขอบคุณท่านอีกหน ทุกๆ คนได้ปราณีฯ
ท่านได้มอบความเป็นใหญ่ ไว้วางใจให้ทำงาน
รับหน้าที่เป็นกรรมการ สุขาภิบาลคราวนี้ฯ
กรรมการทุกๆ ท่าน ขอทำงานรับใช้
พี่น้องท่าพริกและเนินทราย ตามนโยบายอย่างดีฯ (ลงรับ)

ขึ้น ขอแนะนำตัวทั้งเก้าท่าน ให้รู้จักกันไว้เสียก่อน
๑ นายสีนวล เจาะสุนทร ชื่อเสียงกระฉ่อนความดีฯ
เขาเคยเป็นหมอวิเศษ เสมือนมีเวชมนต์ขลัง
รักษาโรคได้ทุกอย่าง ชื่อเสียงเขาดังเต็มที่ฯ
ประชาชนมากมาย ต่างพากันไปรักษา
เขานั่งสมาธิสัพยา นั่งหลับตาเป็นทีๆ ฯ
เสมือนมีอภินิหาร ท่านอาจารย์มาสิงสู่
เสมือนอย่างศิษย์มีครู มาคอยเป็นผู้บอกชี้ฯ
เขาเป็นคนพูดน้อย แต่เรียบร้อยมารยาท
เขามีพลังจิตอย่างประหลาด เพราะความสามารถเขาดีฯ
๒ นายสอิ้งศิริสาคร กำนันก่อนเคยเป็นมา
ประชาชนยังศรัทธา เรียกร้องเข้ามากันอีกทีฯ
เขามีความซื่อสัตย์ เป็นคุณสมบัติประจำใจ
เป็นกำนันมายาวไกล ประมาณก็ได้ยี่สิบกว่าปีฯ

เขาเป็นคนอดทน (เอื้อน) ผู้นำตำบลมานาน
ถึงจะเกษียนราชการ เขายังทำงานได้ดีๆ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ๓ นายต๋วนโภคสมบัติ คนนี้ประวัติก็ยาวไกล
อดีตก็เคยเป็นผู้ใหญ่ ประมาณก็ได้ยี่สิบกว่าปีฯ
เขาเก่งในเรื่องพัฒนา มีความอุตส่าห์เยี่ยม
ไม่มีผู้ใดจะทัดเทียม เขาดีเยี่ยมเรื่องนี้ฯ
๔ นายณรงณ์หรือแม้น หงษ์วิเศษ คนนี้ก็เด็ดใช้ได้
สติปัญญาก็ว่องไว อนาคตคงไปได้ดีฯ
เขามีจิตใจกว้างขวาง เหมาะสมทุกอย่างเป็นกรรมการ
เป็นที่ถูกใจของชาวบ้าน พวกกรรมการชุดนี้ฯ
นายสมพงษ์หรี่จินดา คนที่ ๕ ผมมิได้โชว์
เขามีรถดั๊มและแม็คโค แลดูก็โก้เข้าทีฯ
จะทำถนนหนทาง ต้องการลูกรังบอกเขาได้
ถนนชำรุดเสียหาย ซ่อมแซมให้ทันทีฯ
๖ นายบัณฑิตหรือช่างดิษฐ์ เป็นช่างฟิตฝีมือหนึ่ง
ถ้าใครมีเงินไม่ถึง ก็อย่าพึ่งมาพาทีฯ
เป็นช่างต่อเรือชั้นแนวหน้า ชาวประมงเรียกหาแต่ช่างดิษฐ์
เขาเป็นช่างหนุ่มกำลังฮิต เรียกหาช่างดิษฐ์คนนี้ฯ
ที่ ๗ ระเบียบท่าพริก (เอื้อน) คนนี้ไม่หลีกหน้าใคร
ถึงเขาจะอ้วนจะใหญ่ ยังทันสมัยทุกทีฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) คนที่ ๗ ระเบียบท่าพริก คนนี้ไม่หลีกหน้าใคร
เขามีความดีมากมาย ว่าถึงน้ำใจแสนดีฯ
เขามีความดีพิเศษ ถ้าจะสังเกตก็มองเห็น
เขามีอะไรที่ดีเด่น สังคมมองเห็นตรงนี้ฯ
ทุกๆ สังคมยอมรับ เข้าในระดับบริหาร
พวกเราจึงเลือกเป็นกรรมการ สุขาภิบาลคราวนี้ฯ
เขาเหมาะสมอย่างยิ่ง ถึงจะเป็นหญิงก็ใช้ได้
ความสามารถไม่แพ้ชาย พูดกันได้เต็มที่ฯ
๘ นายพิเศษบินลอย คนนี้ไม่ด้อยกว่าใครๆ
เขามีความรู้เป็นช่างไม้ บ้านเรือนอาศัยแบบนี้ฯ
เขาทำได้ทุกๆ อย่าง ประตูหน้าต่างวงกบ
เขามีความรู้ถ้วนครบ เสมือนคนจบปริญญาตรีฯ
เกียรติศักดิ์หรือต๋อยสิงห์พันธุ์ คนรู้จักกันยังไม่ทั่ว
เขาพึ่งจะมาประกาศตัว คงรู้กันทั่วคราวนี้ฯ
เขามีกิจการค้าขาย โปรดจงไปซื้อหา
เรื่องถนนราคา ไม่ขายอัตราเต็มที่ฯ
วันเลือกตั้งกรรมการ เขาจัดอาหารต้อนรับคน
เขาเชิญให้รับทั้งสองตำบล ทุกๆ คนรับฟรีฯ
ขอความสุขจงมีแก่ทุกๆ ท่าน (เอื้อน) พร้อมกรรมการทั้ง ๙ คน
ให้ถูกล็อตเตอรี่ปีละหน ขอทุกๆ คนจงโชคดี (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) พวกกรรมการทั้งหลาย ท่านหญิงชายทั้ง ๙ คน
ขอขอบคุณท่านอีกหน ทั้งสองตำบลที่ปราณีฯ
พ่อแม่พี่น้องคงแจ้งชัด ที่กล่าวประวัติมาให้ฟัง
ทุกคนพร้อมแล้วทุกอย่าง คอยรับฟังน้องพี่ฯ
พี่น้องเดือดร้อนเรื่องอะไร โปรดจงได้บอกเล่า
พวกกรรมการเราทั้งเก้า ต้องรีบเข้าไปจี้ฯ
เรื่องงบประมาณของตำบล กรรมการทุกคนต้องรู้ไว้
จะใช้จ่ายเรื่องอะไร ต้องตรวจกันให้ถ้วนถี่ฯ
ต้องกล้าพูดกล้าแย้ง กล้าแสดงเหตุผล
กรรมการเราทุกๆ คน ต้องมีเหตุผลเข้าไปชี้ฯ
ทุกคนต้องรับผิดชอบ ตามระบอบอธิปไตย
ความถูกต้องนั่นแหละเป็นใหญ่ นั่นก็หมายถึงความดี (ลงรับ)

(ขึ้น) ต้องใช้ความสามารถ ในเชิงฉลาดให้คนเห็น
อันนี้ก็เป็นจุดเด่น สังคมมองเห็นตรงนี้ฯ
การโกงกินคอร์รัปชั่น พวกกรรมการเราทำไม่ได้
เรามีศีลธรรมประจำใจ เราทำไม่ได้เรื่องอัปรีย์ฯ
ทุกๆ ในวงข้าราชการ กล่าวคำปฏิญาณกันประจำ
บางคนไม่มีคุณธรรม ว่าตามผู้นำเขาชี้ฯ
ต้องมีหิริโอปตัปปะ นั่นแหละจึงจะช่วยได้
มีคุณธรรมอยู่ในใจ ความชั่วร้ายก็หลบหนีฯ
ขอร้องกรรมการหญิงชาย จงสนใจกันให้มากๆ
เรื่องศีลธรรมก็ไม่ใช่ยาก มีให้มากๆ นั่นแหละดีฯ
ผมขอจบการบรรยาย โปรดอภัยผมสักครั้ง
ถ้าไม่เพราะหูไปบ้าง อย่าเพิ่งชังเลยคุณพี่ฯ
ถ้าสนใจไปติดต่อ (เอื้อน) ผมจะมาขอบริการ
ผมเป็นลำตัดพื้นบ้าน จะบริการให้ฟรีๆ (เป๊กพ่อ โยน)
ลำตัดว่าเรื่องพลาดรัก อกหัก

วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) แม่รา แม่รำ เกิดมามีกรรมเสียแล้วเล่าน้อง
นับแต่จากคู่เก่า คิดแล้วให้เศร้าหมอง
ชลเนตรไหลนองไปทุกคืนฯ

(ขึ้น) เจ้าสาลิกาแก้วเอ๋ย เมื่อก่อนนี้เคยขานวอน
เจ้าไยพลาดไปจากจร ปล่อยให้พี่นอนสะอื้นฯ
อันป่าดงพงเขาทิวลำเนาแนวไพร ช่างเงียบเหงาเปล่าใจไม่มีใครมาชวนชื่นฯ
ตะวันตกอกเต้น พี่มิได้เห็นหน้าเจ้า
ช่างเงียบหายไปหลายเช้า ปล่อยให้พี่เหงาทุกๆ คืนฯ
พี่รอหายแลหาย หวานก็กลายเป็นขื่นขม
น้องปล่อยให้คนอื่นเขาชื่นชม พี่แทบจะล้มไปทั้งยืนฯ (ลงเป๊กพ่อ)
(ขึ้น) เจ้าเรียกร้องทุกๆ อย่าง พี่ก็รับฟังน้ำคำ
เมื่อแรกรักก็หวานฉ่ำ เป็นสุขล้ำราบรื่นฯ
หรือใครมาเปล่าหูน้องเล่า ให้หล่อนเจ้ากับคำ
เจ้าสาลิกาลิ้นดำ พี่สุดจะจำใจฝืนฯ
พี่บุกป่าฝ่าดง บินข้ามพงแดนบัง
คาบเหยื่อมาเผื่อรัง สู่ร้อยชั่งคู่ชื่นฯ
ถ้าน้องถูกข่มขืนจิต พี่จะตามติดไปต่อสู้
ที่ยอดรักสมัครอยู่ พี่สุดจะกู้กลับคืนฯ
น้องมาทำเงียบเฉย ไม่ยอมจะเอ่ยปากอ้า
พี่ก็หมดปัญญา ในอุราตันตื้นฯ
คิดๆ ไปใจละเหี่ย นึกแล้วให้เสียเชิงชาย
ถ้ารักยังซึ้งตรึงใจ ต้องล้างอายกันด้วยปืนฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) รักเอ๋ยเคยชม ยามเด็ดดมก็ชื่นใจ
แต่รักมาชืดจืดไป หวานก็กลายเป็นขมขื่นฯ
เมื่อแรกรักสมัครมั่น ว่าจะรักกันไม่จืดจาง
แต่รักกันเมินเหินห่าง ปล่อยให้พี่ค้างตั้งหลายคืนฯ
เคยนอนแอบแนบชิด เฝ้าจุมพิตนวลน้อง
ทุกค่ำเช้าเฝ้าประคอง แต่นี้ต้องหมองขมขื่นฯ
พี่พร่ำพลอดออดอ้อน น้องยังสอนให้พี่ทำ
แม่โมราตาต่ำ พี่สุดจะจำใจฝืนฯ
นี่แหละหนอใจนาง สุดที่จะหยั่งใจถึง
มหาสมุทรว่าลึกซึ้ง ยังหยั่งถึงลึกตื้นฯ
มันเหมือนดังน้ำกลอกกลิ้ง (เอื้อน) หัวใจผู้หญิงไม่แน่นอน
มีชายที่รวยและหล่อเขาเข้ามาวอน แล้วแม่ก็ถอนคำคืน (ลงรับ เป๊กพ่อ โยนๆ)


ลำตัดแต่งที่เมืองซาอุดิอาระเบีย ปี ๒๕๒๒
เล่าความจริงที่ชีวิตประสบมา

วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) พวกเราชาวไทย มารักกันไว้ ซิเราเป็นไทยด้วยกัน (ย้ำ)
จากถิ่นมาหากินกันดาร จากถิ่นมาหากินกันดาร
เราเป็นไทยด้วยกัน ต้องสมานไมตรีฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) สิบนิ้วนบจบผม กรประนมเหนือเกศ
ขอให้พระศรีอริยะเมตต์ ที่ปกเกศเกษีฯ
ช่วยคุ้มครองป้องกัน อุปทวันอันตราย
แก่พี่น้องชาวไทย ทุกคนจงได้โชคดีฯ
ผมจะขอริเริ่ม นับแต่เดินออกจากบ้าน
ตั้งใจมาทำงาน ในสถานที่นี้ฯ
ขึ้นรถทัวร์ศุภรัตน์ ออกจากตราดมากรุงเทพฯ
นั่งเสียจนตัวเป็นเหน็บ ต้องมากรุงเทพฯหลายทีฯ
นำพาสปอร์ตที่กระทวงการ เข้าสันติบาลสอบสวน
มันมากมายหลายสำนวน เขาสอบสวนถ้วนถี่ฯ
พอพาสปอร์ตออกมา (เอื้อน) เที่ยววิ่งหาบริษัท
ทุกๆ แห่งก็แน่นขนัด ทั้งบริษัทเอสพีฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) คุณบังมัดติดต่อให้ คุณพี่อุไรเขานำทาง
ผมได้อาศัยพี่บัง เขานำทางทุกวิถีฯ
ถึงบริษัทอินเตรอ ผมก็เสนอความสนใจ
ผมขอสมัครช่างไม้ เขารับไว้ทันทีฯ
เสียค่าสอบคนละสองร้อย เขาบอกให้คอยชั่วโมงหน้า
คุณสุรัตน์เขาบอกว่า ฝรั่งจะมาสอบที่นี่ฯ
ทุกคนใจเต้นระทึก (เอื้อน) ผมยืนนึกๆ แล้วใจหาย
ว่าเขาจะสอบกันอย่างไร ประเดี๋ยวคงได้รู้ดีฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) คุณสุรัตน์เขาพาฉัน พร้อมคนงานสี่สิบกว่า
ให้ขึ้นไปยืนคอยท่า ฝรั่งก็มาพอดีฯ
ตึกสี่ชั้นกำลังก่อสร้าง อยู่ระหว่างตรงกันข้าม
เขาให้ไปสอบบนชั้นสาม เขาสั่งให้ทำเป็นพิธีฯ
เขาสั่งให้รื้อค้ำยัน ระหว่างเพดานกับพื้น
เขาตีตะปูไว้เป็นหมื่น มีเสายืนอย่างถี่ฯ
ต้องใช้ชะแลงงัดแงะ เอาค้อนแตะถอนตะปู
ฝรั่งมันคอยยืนดู ต้องถอนตะปูให้ดีๆฯ
ถ้าใครทำไม้แยก (เอื้อน) กระดานแตกเป็นเสียท่า
แสดงว่าหมดราคา ต้องเสียเงินค่าสอบฟรีฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ส่วนผมให้ทำแบบเสา ทำท่าคุกเข่าเลื่อยไม้
โฟร์แมนก็บอกว่าใช้ได้ ฝรั่งยกหัวมือให้อย่างนี้ฯ
สอบทั้งหมดได้แปดนาย ไปตรวจร่างกายโรงพยาบาล
ต้องฉีดวัคซีนป้องกัน นางพยาบาลเขาปลูกฝีฯ
แล้วกลับมาเซ็นสัญญา รับเสื้อผ้าอีกสองสำรับ
เขาแจกให้แถมบังคับ มิใช่จะรับได้ฟรีฯ
คนละสองร้อยแปดสิบ ทุกคนต้องรีบจับจ่าย
ไปถึงเมืองนอกเอาคืนได้ เขาบอกเราไว้อย่างนี้ฯ
พวกเราทุกคนเชื่อเขา เพราะพวกเรามันบ้านนอก
เขาเป็นคนบางกอก จึงลวงหลอกเราเหมือนผีฯ
เพราะพวกเราไว้ใจเขา (เอื้อน) จึงหลอกลวงเราเสียแทบแย่
กับไปเมืองไทยไม่ไว้แน่ ต้องไปแฉกันเสียทีฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ทุกคนออกจากบริษัท แล้วเขาก็นัดให้มา
ในวันที่ ๑๐ พฤษภา ในเวลาบ่ายสี่ฯ
ที่สนามบินดอนเมือง ช่างรุ่งเรืองศิวิไลซ์
ดูกว้างขวางโตใหญ่ มีแสงไฟหลากสีฯ
มีผู้คนมากมาย ทั้งจีนไทยแขกฝรั่ง
พวกผมไม่รู้จักทาง ต้องคอยระวังลูกพี่ฯ
เราได้โฟร์แมนนำหน้า เขานำพาพวกเรา
ทางโน้นออกทางนี้เข้า เพราะตัวเขารู้ดีฯ
ลงชั้นล่างขึ้นชั้นบน ช่างวกวนมากมาย
ไม่รู้เครื่องบินอยู่ตรงไหน เขาพาไปให้นั่งเก้าอี้ฯ
มีผู้คนนั่งเป็นแถว เก้าอี้เรียงแนวอยู่ตรงกลาง
มีทางเดินสองข้าง ริมๆ หน้าต่างเป็นช่องถี่ฯ
ผมเพิ่งรู้ตัวเดี๋ยวนี้ ว่ากำลังขี่เครื่องบิน
พนักงานเราบอกผมได้ยิน ว่าเครื่องบินจะเคลื่อนที่ฯ
ประมาณราวหกนาฬิกา (เอื้อน) ทั่วทั้งนาวาสะเทือนลั่น
เตรียมรัดเข็มขัดพร้อมกัน เครื่องบินก็ผ่านเมฆีฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ขึ้นสู่พื้นทิฆัมพร มีลุ่มดอนบ้างเหมือนกัน
บางทีก็ตกชะงักงัน บางทีมันเหมือนอยู่กับที่ฯ
ห้าชั่วโมงกว่าๆ เครื่องบินก็พาพวกเราไป
ถึงสนามบินกว้างใหญ่ ที่แอร์ไลร์กะราจีฯ
แล้วพากันลงจากเครื่องบิน สู่พื้นดินปากีสถาน
มันเป็นเวลาเที่ยงวัน อากาศที่นั่นร้อนจี๋ฯ
มีรถสองแถวมารอรับไป (เอื้อน) ยังโรงแรมใหญ่สี่ชั้น
น้ำท่าอาหาร เขาบริการให้ฟรี (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) เราพักผ่อนกันพอสบาย แต่พอได้เวลา
ประมาณสิบเก้านาฬิกา ก็ย้อนมากันอีกที
ขึ้นเครื่องบินพร้อมกัน ไปดาฮ์ลานเมืองแขก
นับว่าเป็นชีวิตแรก ได้มาเมืองแขกซาอุดีฯ
มาคราวนี้ผมรู้ท่า เขาพูดกันมาผมได้ยิน
ว่านั่งริมๆ เครื่องบิน ได้เห็นท้องถิ่นพื้นที่ฯ
แอร์โฮสเตสพนักงาน บอกคนโดยสารได้ยินทั่ว
ให้เตรียมเข็มขัดรัดตัว เครื่องบินก็รัวเร่งถี่ฯ
เริ่มลอยลำขึ้นสู่อากาศ (เอื้อน) ใจผมหวาดตกผวา
เล่นเอาตัวเย็นชา ต้องหลับตาเป็นทีๆฯ (ลงรับ)
(ขึ้น) ผมแลมองช่องหน้าต่าง แสงสว่างมองเห็น
เดือนหกคืนนั้นพระจันทร์เพ็ญ จึงมองเห็นได้ดีฯ
เห็นป่าไม้ใหญ่น้อย หมู่เมฆลอยพัดผ่าน
บางครั้งมองเห็นหมู่บ้าน แสงไฟตระการหลากสีฯ
ดูแสงไฟสวยเหลือเกิน ผมมองแล้วเพลินนัยน์ตา
จึงบอกเราะมานให้หันมา แลตามมือขวาผมชี้ฯ
ดูดวงไฟได้ระดับ ระยิบระยับคดโค้ง
บางแห่งสว่างรกโพลง แลเป็นวงยาวรีฯ
เครื่องบินเหียนเวียนวน (เอื้อน) เหมือนสายชลธารา
ดูเขียวแดงแสงระย้า มันสุดสายตาเป็นที่ๆฯ (เป๊กพ่อ)

ขึ้น สักครู่เดียวก็ลับตา แลเห็นเป็นฝ้าหมอกควัน
ราวสามชั่วโมงกะประมาณ ถึงดาฮ์ลานพอดีฯ
นั่งคอยเครื่องบินกันอยู่นาน เครื่องบินโดยสารยังไม่ไป
ทุกคนอ่อนเพลียละเหี่ยใจ นั่งหลับกันไปเป็นทีๆฯ
ราวบ่ายสามนาฬิกา มันเป็นเวลาเมืองเขา
ถ้าเป็นเวลาเมืองเรา ก็รุ่งเช้าพอดีฯ
ขึ้นเครื่องบินอีกทีหนึ่ง ก็มาถึงเมืองริยาทร์
แล้วขึ้นรถต่อมาบริษัท เวลาบอกชัดบ่ายสี่ฯ
คุณสุรสิทธิ์พ่อบ้าน เขาพาไปทานข้าวปลา
เขาแนะนำวิสาสา ปวารณาอย่างดีฯ
เขาจัดห้องให้พักผ่อน พร้อมทั้งที่นอนผ้าห่ม
พวกผมรู้สึกเชยชม ว่าเขาเหมาะสมเป็นลูกพี่ฯ
นี่ผมร้องมาก็นาน (เอื้อน) รู้สึกรำคาญกันบ้างไหม
ไม่เพราะโสตโปรดอภัย เพราะผมไม่ใช่นักกวีฯ (เป๊กพ่อ โยนๆ)









ลำตัดว่าเรื่องบริษัทเมืองซาอุดิฯ

วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) จำเป็นจำไป จำใจเราต้องไปจากกัน (ย้ำ)
ทุกวันคืนแสนตื้นตัน (ย้ำ) เราต้องพรากจากกัน
เสียเมื่อตะวันรอนๆ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ศิโรราบกราบไหว้ พระรัตนตรัยทั้งสามองค์
คุณพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ท่านผู้ทรงศีลสังวรฯ
ช่วยคุ้มครองปวงเกล้า แก่พวกเราชาวไทย
อุปทวันอันตราย ขออย่าได้เดือดร้อน
ผมจะขอเกริ่นกล่าว ถึงเรื่องเล่าบริษัท
เล่าไปตามประวัติ เป็นลำตัดคำกลอนฯ
ผมมาถึงเมืองริยาทร์ ชื่อบริษัทมิคแม็ค
ผมฟังชื่อรู้สึกแปลก หัวหน้าเป็นแขกเลบาบอนฯ
ประเทศซาอุดิอาระเบีย คนไทยละเหี่ยคอยกันมา
เขาว่าเงินเดือนล้ำค่า การให้อัตตราเป็นเงินดอลล์ฯ
ทุกคนอยากมากันนัก สู่ทนจากลูกเมีย
แต่แล้วทุกคนต้องใจละเหี่ย เพราะอาระเบียเมืองร้อนฯ
พวกผมทั้งหมดเก้านาย มาจากเมืองไทยด้วยกัน
จะขอกล่าวนามให้ท่าน ได้รู้จักกันไว้เสียก่อนฯ
นายจำรูณคนที่หนึ่งนั้น เขาทำงานเป็นดร๊าฟร์แมน
เป็นช่างเขียนแบบแปลน ยังหนุ่มแน่นอรชรฯ
เขาอยู่จังหวัดลำปาง เป็นคนนำทางพวกผมมา
ก็เพราะเขาเก่งภาษา (เอื้อน) เขาเจรจาได้ทุกตอนฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) คนที่สองชื่อทองม้วน คนนี้นิ่มนวลคมสัน
บ้านอยู่นครสวรรค์ ท่าทางเขานั้นโอนอ่อนฯ
คนที่สามชื่อเฉลียว คนนี้ประเปรียวใช้ได้
บ้านอยู่สุโขทัย เขาเป็นช่างไม้เหมือนคนก่อนฯ
สี่นายสำรวจทาคำ บ้านอยู่กำแพงเพ็ชร์
นี่ก็ช่างไม้ฝีมือเด็ด มิได้มดเท็จหลอกหลอนฯ
ห้านายนอนครูพนม ช่างไม้คนนี้ก็สมเหตุผล
ชื่อบ้านเขาฟังชอบกล เขาอยู่ตำบล...............ฯ
หกนายเราะมานสันติปาตี อยู่นนทบุรีปากเกร็ด
เป็นช่างแม็คนิคฝีมือเด็ด คนนี้มีเคล็ดยอกย้อนฯ
เป็นช่างระดับหัวหน้า เขามีสัญญาประกาศ
ใครอยากทราบประวัติ เชิญสัมภาษณ์ได้ทุกตอนฯ
คนที่เจ็ดชื่อเสนาะ ชื่อเขาเพราะไหมเล่าคุณ
คนที่แปดชื่อเอ๋งขุ่น คนนี้ไม่คุ้นกับใครก่อนฯ
เพราะเขาเป็นคนพูดน้อย แต่เรียบร้อยมารยาท
ทั้งสองคนอยู่ตราด ช่างไม้สามารถแน่นอนฯ
ผมก็อยู่ตราดเป็นช่างไม้ เป็นผู้บรรยายรอบทิศ
ผมมีนามชื่อว่าสิม (เอื้อน) ท่านลองมาชิมบทกลอนฯ

(ขึ้น) ทีนี้จะเล่าถึงเรื่องบริษัท ที่คนไทยปฏิบัติกันอยู่ทุกวัน
ข้อบังคับของคนงาน ทุกๆ ท่านต้องสังวรฯ
เริ่มลุกขึ้นจากที่นอน ในราวตอนตีห้า
เตรียมแปรงฟันล้างหน้า เข้าห้องสุขากันก่อนฯ
พอได้หกนาฬิกา รีบพากันมาโรงอาหาร
เพราะถึงเวลารับประทาน แลคนงานเดินกันว่อนฯ
ก่อนข้าวเขาเลี้ยงน้ำชา ใส่น้ำตาลมานิดหน่อย
ก็เพราะน้ำตาลมันมีน้อย พวกเราหลายร้อยคนละช้อนฯ
มันก็ไม่พอแบ่งกัน เลยเอาน้ำตาลใส่ในกา
เอาใบชาใส่พอขม กินดับลมกันไปก่อนฯ
บางเช้ามีนมมาให้ คนมาก่อนก็ได้กันไปบ้าง
คนไหนที่มาทีหลัง ก็มีหวังเหลือแต่ช้อนฯ
แล้วยืนเข้าแถวเรียงราย คนครัวก็จ่ายอาหาร
ต่างยื่นถาดเหมือนขอทาน (เอื้อน) มีหลุมอาหารเป็นตอนๆ (เป๊กพ่อ โยนๆ)

(ขึ้น) ได้อาหารแล้วออกมาบ้าง คนมาทีหลังเขาก็จะเอา
การรับอาหารตอนเช้า มันพอทำเนาเพราะไม่ร้อนฯ
รับอาหารกันแต่พอสบาย เพราะไม่มากมายคนงาน
ถ้าเป็นเวลาเที่ยงวัน เกือบจะแย่งกันเดินก่อนฯ
รับเสร็จแล้วรีบแต่งตัว ทุกคนไม่มัวเนิ่นนาน
รีบเดินไปที่ทำงาน ทางไกลประมาณกิโลหย่อนๆ
พอได้เจ็ดนาฬิกา พวกแขกก็มาควบคุม
ลงมือทำงานกันทุกกลุ่ม โฟร์แมนยังคุมกันอีกตอนฯ
มันเป็นงานก่อสร้าง อาคารสองหลังห้าชั้น
ส่วนผมประกอบแบบตาม ทุกๆ กลุ่มงานไม่หยุดหย่อนฯ
ทำงานกลางแดดร้อนรน แลกๆ ผมทนแทบไม่ไหว
ยามลมแรงพัดมาทีไร (เอื้อน) ร้อนเหมือนอยู่ใกล้กองฟอนฯ (ลงรับ)

ขึ้น พอได้สิบสองนาฬิกา มันเป็นเวลาพักงาน
ทุกคนรีบกลับมาโรงอาหาร ตอนเที่ยงวันแดดมันร้อนฯ
ทั้งแดดทั้งลมผมแทบแย่ เพราะผมมันแก่กว่าเขา
บางวันฝืนใจก้าวเท้า รู้สึกว่าเข่ามันชักจะอ่อนฯ
พอมาถึงโรงอาหาร ทุกๆ ท่านมายืนคอย
เพราะคนงานเป็นร้อยๆ ต่างคนจะทยอยกันเข้าก่อนฯ
คนกินรอบแรกหมดไป ก็อยากจะได้รอบสองต่อ
ต้องมาเข้าคิวยืนรอ บางครั้งนึกท้อใจอ่อนฯ
บางคนอ่อนเพลียร่างกาย ตาลายแทบจะล้ม
หน้ามืดก็เลยเป็นลม (เอื้อน) ถึงกับล้มลงไปนอน (เป๊กพ่อ)

ขึ้น มันลำบากทุกๆ วัน การรับประทานตอนเที่ยง
ถ้าเราไม่ด่วนมันก็เกลี้ยง ถึงเหลือก็เพียงไม่กี่ช้อนฯ
อาหารตอนแรกๆ เต็มที่ มาตอนนี้พอใช้ได้
มันเป็นอาหารของคนไทย โดยมากก็ไก่ประจำบ่อนฯ
ต้มบ้างแกงบ้าง บางทีก็ย่างมาอย่างดี
ปลาเนื้อก็พอมี บางทีก็แกงร้อนฯ
การกินอยู่ก็พอประมาณ ตอนรับประทานซิมันลำบาก
เพราะผู้คนมันมาก ต่างคนก็อยากจะได้ก่อนฯ
เขาจึงวางระเบียบเอาไว้ กันความวุ่นวายสับสน
ขอพวกเราทุกๆ คน อย่าทำเป็นคนใจร้อนฯ
สำหรับที่อยู่พักผ่อน การหลับนอนพอใช้ได้
อยู่ห้องแอร์เย็นสบาย (เอื้อน) มีน้ำไฟแสงนีออนฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ว่าถึงธรรมชาติเมืองนี้ ไม่มีอะไรดีอยู่ตรงไหน
ที่เขาเรียกว่าทะเลทราย ก็เพราะความหมายว่ามันร้อนฯ
เห็นพื้นดินกับขอบฟ้า เมื่อลืมตามองไป
เห็นแต่ภูเขาน้อยใหญ่ ทั้งขวาซ้ายแลสลอนฯ
ไม่มีต้นไม้เลยสักต้น ภูเขาดินหินทราย
มีลูกเล็กลูกใหญ่ ดูมากมายซับซ้อนฯ
พอย่างเข้าเดือนธันวา ความหนาวก็มาแทนที่
อากาศที่เคยร้อนจี๋ ตอนนี้ไม่มีความร้อนฯ
มันหนาวเย็นเป็นเหน็บ ช่างแสบเจ็บทั้งร่างกาย
บางวันเกือบทนไม่ไหว (เอื้อน) เล่นเอาหัวใจสั่นคลอนฯ

(ขึ้น) ลมก็พัดจัดแรง ไม่มีแสงพระอาทิตย์
อากาศมัวมืดมิด ทั้งพระอาทิตย์ก็ไม่ร้อนฯ
คนงานเกือบทุกกลุ่ม ต่างก็สุมไฟผิง
บ้างยืนนั่งเอาหลังอิง พากันผิงกองฟอนฯ
บางเช้าน้ำค้างตกลงมา เปียกบนหลังคารถยนต์
กลายเป็นน้ำแข็งเมื่อเราโดน มันล่วงหล่นลงมาเป็นก้อนฯ
มันหนาวเย็นเข้ากระดูก บอกไม่ถูกว่าหนาวเท่าไหร่
ถ้าหนาวเกินนี้ก็ทนไม่ไหว เล่นเอาหัวใจผมกระฉ่อนฯ
นี่หรือซาอุดิอาระเบีย ผมแสนละเหี่ยใจหวาม
ขอลาแล้วเมืองอาหรับ ผมต้องกลับบ้านก่อนฯ
ปีแปดเดือนกว่าๆ จากเมืองไทยมาอยู่นอก
ผมสุดจะกล่าวเล่าบอก ประเทศนอกเมืองร้อนฯ
ขอลาทีแล้วมิคแม็ค บริษัทแขกเมืองริยาทร์
คิดๆ ไปให้อนาถ (เอื้อน) หัวใจแทบขาดอยู่รอนๆ (เป๊กพ่อ)

ลำตัดเรื่องเสือผ่อน แต่งโดยเสมียนทอง เจริญสุข
ตอน ๑ ระดมเกาะมัน

วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

(ลูกคู่รับ) รุ่งแจ้งแสงฉัน สุริยันก็ได้เวลา
ทหารเรือรบ ต่างก็ครบมือกัน (ซ้ำ)
ตรวจละเมาะเกาะมัน ให้ได้ทันเวลา (เป๊กพ่อ)


(ขึ้น) พอรุ่งเช้าเจ้านาย เขาก็ขยายกองตรวจ
ต่างพากันสำรวจ ที่ในรกในป่าฯ
ที่เกาะมันนั่นเล็ก แต่ติดข้างจะรก
ทั้งป่าไม้ใบดก อีกทั้งหนามก็หนาฯ
พลทหารไม่พอ รีบไปขออำเภอ
นำเรื่องเสนอ ท่านขุนบูรพาฯ
ท่านขุนท่านฟังชัด ก็รีบจัดส่งคน
รวมทั้งนายและพล สามสิบคนกว่าๆ ฯ
ที่ปากน้ำประแสร์ ดูเซ็งแซ่ไปทั้งบ้าน
มีเรือรบพบพาน เมื่อเย็นวานเรือมาฯ
ให้กำนันท่านเกณฑ์คน ทั้งตำบลไปจับ
ว่ามันกำลังหนีลับ เข้าไปซุ่มในป่าฯ
ว่ามันถูกยิงตอนเย็น ไม่รู้จะเป็นหรือตาย
พอถูกปืนแล้วมันก็หาย ตั้งแต่เย็นวานมาฯ
ให้ไปช่วยกันค้น หลายคนไปตรวจดู
เพื่อจะได้เลื่องรู้ มีหลายหูหลายตาฯ
ทุกคนก็รีบไป เร็วไวเดี๋ยวนี้
เรื่องร้อนเต็มที่ ธุระมีอย่าช้าฯ
ชายฉกรรจ์มั่นคง เอากำนันเขาส่งตัวไป
แต่พอลมต้องใบ เรือก็ใช้ใบคาฯ (เป๊กพ่อ) ลงรับ

(ขึ้น) แต่พอมาถึงเกาะมัน จึงทำการอุตลุต
ลางบ้างเอาไปขุด ลางบ้างที่ชุดถางป่าฯ
ลางบ้างสับลางบ้างถาง เล่นจนว่างเกาะมัน
เที่ยวตรวจตราหากัน ก็มิได้พบดูหน้าฯ
จะดูตายก็ไม่เห็น จะดูเป็นก็ไม่พบ
นายทหารปรารภ ว่าอย่างไรกันหนีหวาฯ
เราดักหมดเรือแพ ตั้งแต่เมื่อคืนเกิดเหตุ
มันหายไปได้ไอ้เปรต ชะอ้ายเศษใครพาฯ
ลางบ้างก็ว่าผีถ้ำ อ้ายระยำเคยพัก
เคยมีที่สำนัก อยู่ที่ในคูหาฯ
บ้างก็ว่าน่ากลัว มันหายตัวได้เอง
เพราะตัวมันเป็นนักเลง ที่ร่ำเรียนวิชา
โจษกันต่างๆ ไม่รู้จะฟังทางไหน
แต่พอสิ้นสงสัย พวกบ่าวนายก็ต้องลาฯ
พวกพลหิวอ่อน ไม่เป็นนอนเป็นนั่ง
บ้างอดอยากเต็มซัง หิวโหยกันหนักหนาฯ
มีมะม่วงขนุน ก็เก็บถุนต่างข้าว
ทั้งน้อยหน่ามะพร้าว กินต่างข้าวต่างปลาฯ (เป๊กพ่อ) ลง

(ขึ้น) บ้างก็สอยบ้างก็ปีน เอามากินแก้หิว
จนเจ้าของชักฉิว แต่ไม่อาจจะว่าฯ
ต่างผันเปลี่ยนเวียนมอง(เอื้อน) ปากก็ร้องบ่นปุบ
ได้ยินเสียงตุ้บๆ นั่นคือตะบองกว้างปาฯ
บ้างหน้าเง่าเคล้าเสีย ทั้งผัวเมียตบอก
ว่าแหมต้นนั้นดก มีสักพันกว่าๆฯ
เก็บหมดอ่อนแก่ นั่งแลๆแล้วก็เป็นทุกข์
เห็นจะไม่ได้กินสุก เหมือนอย่างทุกปีมาฯ
ทั้งของแห้งของสด เก็บกินหมดแทนข้าว
ทั้งเป็ดไก่ของเรา ก็ยิงกินเอามิได้ว่าฯ
ครั้นเรือตรวจไม่ได้สรรพ ก็รีบกลับเข้ากรุง
กราบทูลเรื่องยุ่ง ทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าฯ
ทูลพระองค์ทรงภพ ให้ฟังจบแจ้งสาร
จึงมีพระราชโองการ ให้ดำรัสตรัสมาฯ
ถ้าสืบสวนเบาะแส รู้เรื่องแน่อย่างไร
ให้รีบส่งข่าวไป จะจัดให้วันหน้าฯ
เจ้าช่อชะโอ้ เจ้าช่อสลัด
พระทรงหวังกำจัด เรื่องอ้ายสัตว์เสือป่าฯ (เป๊กพ่อ)

ตอน ๒ ยิงจ่าไข่นายตำรวจตาย

(ลูกคู่รับ) ตายร้ายก็ที ตายดีก็หน ตายร้ายก็ที ตายดีก็หน
เกิดมาเป็นคน แล้วมันไม่พ้นความตาย

(ขึ้น) โทรเลขรับสั่ง ให้ระวังพารา
นับตั้งแต่นั้นมา จึงตรวจตรากันใหญ่ฯ
ตราดระยองเกาะมัน จังหวัดจันท์เขาก็ตรวจ
วันหนึ่งวางตำรวจ ออกเดินตรวจหลายสายฯ
อ้ายเสือถูกตรวจตรา จึงปรึกษาลูกน้อง
ว่ากูยังเห็นช่อง ที่กำบังร่างกายฯ
ว่าเขาลูกหนึ่งดี ควรเป็นที่ยั้งหยุด
เขาเรียกว่าเขาหมูดุด บ้านคลองขุดท่าใหม่ฯ
เราควรพักฟังการ ทั้งอาหารก็ไม่ขัด
ไม่ต้องใช้ฬสให้อัฐ ไปในการแจกจ่ายฯ
เพื่อนฝูงเรามี เอาไว้เป็นที่พึ่งพิง
ทั้งคนเต้นคนวิ่ง เหล้ายาหาง่ายฯ
นับตั้งแต่นั้นมา มันก็พากันขึ้นเขา
หาที่แฝงเฝ้า ต่างกำบังร่างกายฯ
มีคนส่งอาหาร (เอื้อน) วันละสามเวลา
ตลอดเหล้าและยา ก็กินกันอย่างฟูมฟายฯ

(ขึ้น) จะกล่าวฝ่ายนายตรวจ เธอเป็นตำรวจชั้นจ่า
เธอเป็นหัวหน้า อยู่โรงพักท่าใหม่ฯ
เธอคุมพลตรวจการ ในหมู่บ้านตำบล
รวมทั้งนายและพล ก็หลายคนหลายนายฯ
การงานเธอดี ในหน้าที่เธอขยัน
เธอสมัครมักมั่น เธอตรวจการณ์เหตุร้ายฯ
เธอสืบสวนเบาะแส ให้รู้แน่ที่สุด
ว่าอยู่บนเขาหมูดุด บ้านคลองขุดท่าใหม่ฯ
ตามแถบคุ้งกระเบน ทุกเช้าเย็นมิได้หยุด
ตรวจตำบลคลองขุด เป็นจุดกะหมายฯ
ต้องใช้วิธีทางอ้อม ปรึกษาพร้อมพวกพล
ให้ระวังกังวล คอยสืบต้นสาวปลายฯ
ถ้าได้ทีมีหน้า แล้วจงคว้าให้อยู่
อย่าไว้ใจศัตรู พวกอ้ายงูเห่าร้ายฯ
มันหลบๆเลี่ยงๆ คอยฟังเสียงเหตุการณ์
สืบเสบียงอาหาร มาก็นานวันหลายฯ
วันหนึ่งจ่าทราบแน่ รู้กระแสคนส่ง
นายจ่าก็ตกลง ว่าวันนี้วันตายฯ
จึงแฝงเข้าบังตน(เอื้อน) แต่พอเจอคนเสบียง
นายจ่าก็มีเสียง ว่ามึงคือพวกผู้ร้ายฯ

(ขึ้น) วันนี้วันยังค่ำ ถ้ามึงนำไม่พบ
ถ้ามึงนำไม่ประสบ กูจะตบมึงให้ตายฯ
อ้าคนส่งเสบียง หรือมันจะเลี่ยงก็กลัว
นายจ่าจึงคุมตัว ให้ไปส่งให้ได้ฯ
มันจึงรับรองกับจ่า ว่าผมจะพาไปส่ง
จะพาไปให้ตรง ที่สำนักเสือใหญ่ฯ
ฝ่ายอ้ายถ่อยคนทำ มันมีน้ำฉลาด
มันเอาขวานเคาะคาด เป็นประกาศเครื่องหมายฯ
เจ้าเสือร้ายใจเขื่อง ได้ยินเครื่องสัญญา
จึงตระเตรียมทางท่า แล้วใส่ลูกขึ้นได้ฯ
พอจ่าไข่จวนถึง (เอื้อน) มันสับปึงลั่นเปรี้ยง
ปังเดียวจ่าเที่ยง ล้มลงนอนหงายฯ

(ขึ้น) ได้ยินเสียงร้อยโอย ว่าเสียท่าเขาแล้ว
พอตำรวจลูกแถว แต่เมื่อเห็นนายตายฯ
จึงถอยทับกลับหลัง แต่มิยังทันเห็นเสือ
เพราะความกลัวมันเหลือ เล่นจนอยู่ไม่ได้ฯ
รีบให้คนกลับหลัง คืนยังมณฑล
รายงานด้วยคน ถึงเหตุผลจ่าตายฯ
มณฑลทราบข่าว ก็อกเร่ารุ่มร้อน
ไม่เป็นกินเป็นนอน ทั้งราษฎรเจ้านายฯ
ช่อชะโอ้ เจ้าช่อสลิด ดูมันพร่าชีวิต
มิให้คิดว่าใครฯ

ตอน ๓ ประกาศให้สินบนจับเสือ

(ลูกรับ) เสือเอ๋ยซิกระไรเสือรน อย่ายกตัววางตนว่าเสือมีลาย
มิวันหนึ่งก็วัน อ้างอาธรรม์คงม้วย (ซ้ำ)
คุณพระท่านไม่ช่วย เข้าด้วยกับคนร้าย (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) มณฑลทราบการ ก็รายงานเรื่องยุ่ง
โทรเลขเข้ากรุง กราบทูลเจ้านายฯ
ว่าบัดนี้อ้ายพาล ข้ามเกาะมันเข้าฝั่ง
กลับใหญ่โตโอหัง ยิงนายจ่าตักษัยฯ
ยิงเจ้าพนักงาน ไปตรวจการคลองขุด
อยู่บนเขาหมูดุด บ้านคลองขุดท่าใหม่ฯ
จ่ารู้เบาะแส ว่ามันแน่อยู่นั่น
จึงได้ไปทำการ ถึงชีวันวางวายฯ
ถ้าขืนปล่อยอ้ายพาล จะทำการยุบยับ
ต้องขอสินบนนำจับ เอาไปแจกจ่ายฯ
โทรเลขกระทรวง ให้เงินหลวงกลับมณฑล
อนุญาตสินบน ในเรื่องจับผู้ร้ายฯ
ว่าผู้ใดก็ดี บรรดามีความรู้
แม้ถ้าจับตัวครู เอามาดูหน้าได้ฯ
จับตายห้าร้อยบาท (เอื้อน) ประกาศปิดศาล
ถ้าจับเป็นให้พัน จงช่วยกันแก้ไขฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ประกาศปิดศาล มานานเข้าก็ช้า
จนประกาศขึ้นลา ก็จับเสือป่ายังไม่ได้
ก็ใครเล่าจะอาจ ไม่มีใครปรารถนา
ทุกๆ คนใครจะกล้า เพราะกลัวอาญาเสือใหญ่
เพียงแต่ได้ยินชื่อเสียง มันยังเหวี่ยงเสียจบ
โธ่เอ๋ยกลัวเสือขบ กันจนออกจะตายฯ
ไม่มีใครจะบังอาจ (เอื้อน) สามารถไปจับมัน
อย่าว่าแต่เท่านั้น แถมอีกสองสามพันก็ไม่ให้

(ขึ้น) ประกาศผิดศาล มานานเข้าก็หมอง
จนต้องเขียนสำรอง เปลี่ยนกระดาษเรื่อยไปฯ
คิดๆ ขึ้นมาอีกที ถ้าใช้วิธีทางการ
จะจับโดยหักหาญ เห็นเป็นการไม่ไหวฯ
บ้านเมืองเห็นดี จึงใช้วิธีทางอ้อม
จะจับโดยละม่อม เราควรถนอมเรื่องไว้ฯ
มันเลยเห็นว่าบ้านเมือง ไม่เอาเรื่องเอาราว
มันก็ยิ่งเพิ่มความห้าว ขึ้นเป็นเจ้ายกใหญ่ฯ
ยกตัวมีอำนาจ อาละวาดเก่งกล้า
มีบุตรภรรยา เป็นสิ่งกล้าหัวใสฯ
เที่ยวสูบฝิ่นกินเหล้า มัวเมาตามบ้าน
จนลูกน้อยพลุกพล่าน ไม่มีการเกรงใครฯ
เที่ยวขู่ขอเงินทอง ถ้าขัดข้องต้องหา
ไปหยิบยืมเขามา เพราะกลัวอาญาเสือใหญ่ฯ

ถ้าบ้านไหนพูดขัดข้อง (เอื้อน) แล้วมันไม่ต้องง้องอน
พูดแต่พอใจร้อนๆ แล้วมันก็จรจากไปฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) เจ้าทรัพย์เห็นที ว่าคราวนี้เกิดความ
ถึงกลับต้องห่อเงินตาม พยายามส่งให้ฯ
เพื่อปรับทุกข์เหตุร้อน ช่วยไถ่ถอนโทษทัณฑ์
แม้นอำนาจของมัน ช่างดีครันพอใช้ฯ
หาเงินร้อยเงินพัน ภายในวันเดียวพอ
มันใช้ขู่แกมขอ กลัวกันงอเอาง่ายฯ
ทางบกมันก็จ้ำ อีกทางน้ำมันก็จ้วง
มันคอยวางลูกช่วง เหมือนกระทรวงสืบสายฯ
รู้หมดเรือแพ เบาะแสสินค้า
เจ๊กไปไทยมา ทางชลาน้ำไหลฯ
มันคอยดักตรวจดู มันใช้ขู่เอาของ
รวมทั้งเงินและทอง มันคอยปองทำร้ายฯ
มันคอยดูตรวจจับ มันบังคับค่ำเช้า
เพราะหูตามันยาว มันจึงห้าวหาญได้ฯ
นับตั้งแต่เป็นเสือ ทั้งบกเรือมันตี
โจรกรรมทุกปี มีคดีมากมายฯ
สำนวนตามโรงศาล ถ้าจะประมาณรวมดู
ก็เก็บจนรกใส่ตู้ จะตรวจดูปึกใหญ่ฯ
บัดเดี๋ยวมันปล้นที่นี่ บัดเดี๋ยวมันตีที่นั่น
ล้วนแต่เรื่องอุกฉกรรจ์ อ้ายอาธรรม์ใจร้ายฯ
ช่อชะโอ้ เจ้าช่อมะเกลือ
มันสมเช่นเป็นเสือ ไม่กลัวเหนือกลัวใต้ฯ

ตอน ๔ ปรึกษาลูกน้องจะเข้าปล้น

(ลูกคู่รับ) ฝนตกซิกระไรแดดออก นางนกกระจอกก็บินเข้ารัง
แม่หม้ายใส่เสื้อ ถ่อเรือตะละจะไปดูหนังฯ (ซ้ำ)

(ขึ้น) เมื่อคราวไหนได้ช่อง มันขัดข้องอาหาร
รับความกันดาร แล้วพวกอ้ายพาลคอยทั้งฯ
ที่ไหนเปลี่ยวเปลี่ยว อยู่บ้านเดียวไกลเมือง
เราเป็นต้องก่อเรื่อง เราเตรียมเครื่องกันอีกครั้งฯ
เสบียงก็หมดชุด ทั้งอาวุธก็หมดใช้
มันร่อยหรอหมดไป สรรพเครื่องระวังฯ
ลูกกระสุนก็เบา ทั้งปืนเล่าก็ล้วน
ใครเห็นสมควร บอกมาเถอะจะสั่งฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) ลูกน้องเสนอ ว่ามีเกลอส่งข่าว
เจ๊กไหลรวยข้าว บ้านอยู่เปล่าเปลี่ยวจังฯ
มันรวยเงินรวยทอง ทั้งข้าวของมีใช้
เครื่องมือใหม่ๆ เงินก็หลายสิบชั่งฯ
อยู่บ้านนาอาวุธ ล้วนแต่ชุดปัสตัน
ถ้าเราไปเล่นบ้านมัน คงรวยครันดีจังฯ
เราอย่าเล่นโครมคราม ให้มีความอึงแซ่
เล่นกลางวันแน่ๆ เราเล่นแม่มันให้ฟังฯ
เราแต่งตัวเหมือนนาย ปืนสะพายติดบ่า
เหมือนตำรวจตรวจตรา ทั้งข้างหน้าข้างหลังฯ
เจ๊กไหลในบ้าน คงไม่มีการสงสัย
มันคิดว่าเจ้านาย มันคงไม่ระวัง ฯ (เป๊กพ่อ)

(ขึ้น) อ้ายเสือเห็นชอบ แล้วมันก็ตอบลูกน้อง
ว่าเอวกูก็เห็นช่อง อย่ามึงปองนึกหวังฯ
เอาอย่างนั้นอย่าช้า ภายในเวลาพรุ่งนี้
เตรียมตัวกันให้ดี บ่ายสี่โมงดังฯ
เราแต่งตัวเข้าบ้าน กันอย่าให้ทันค่ำพลบ
เล่นแม่มันให้จบ เราเตรียมให้ครบเครื่องรางฯ

ตอน ๕ เข้าปล้นบ้านเจ๊กไหลบ้านนาเกลือ ชลบุรี

(ลูกคู่รับ) รุ่งแจ้งแสงสี สีแดงสีดี เริ่มมีสุริยฉัน
สกุณาร้องแจ้ว ไก่แก้วขันจ้า (ซ้ำ)
ออกจากทัพเดินมา พร้อมหน้าด้วยกันฯ

(ขึ้น) อ้ายผู้ร้ายทั้งสาม จึงเดินตามกันมา
ตามแถวแนวป่า สุริยายังวันฯ
ครั้นมาถึงเรือน เพื่อนก็เยือนจัดหา
ทำที่มีท่า จะตรวจหาที่นั่นฯ
ฝ่ายเจ๊กไหลในบ้าน ไม่มีการสงสัย
นึกขึ้นมาได้ ว่าคงเป็นนายพนักงานฯ
เขามาตรวจตำบล สืบค้นท้องที่
เลยมีความยินดี เลยเชิญให้ขึ้นบนบ้านฯ
โธ่ช่างกระไร เจียวไหลข้าเอ๋ย
ช่างไม่รู้เสียเลย ว่ามันคือพระกาฬฯ (ลงรับ)

(ขึ้น) ครั้นขึ้นมาถึงเรือน ต่างก็เชือนจัดหา
หาหมากหายา จัดอามาใส่พานฯ
ลูกเมียอุตลุต มิได้หยุดได้หย่อน
บ้างจัดเสื้อจัดหมอน ให้เอนนอนบนบ้านฯ
เพราะเห็นแขกมาไกล (เอื้อน) ต่างปราศรัยถามว่า
พวกนายที่มา หรือยังไม่ได้รับประทานฯ

(ขึ้น) หนูเอยจัดแจง แบ่งข้าวออกหุง
ผัวเมียทำกันยุ่ง บ้างดุลูกดุหลานฯ
เร็วๆ เข้าอย่าช้า จัดเอามาให้พอ
แล้วก่อไฟตั้งหม้อ ยกขึ้นวางเชิงกรานฯ
เป็ดไก่เรามี จับมาสักสี่ห้าตัว
ตั้มแกงและคั่ว วุ่นกันนัวไปทั้งบ้านฯ
บ้างปอกมะพร้าว บ้างเขย่าน้ำพริก
วุ่นกระจุกกระจิก ทำกันอลหม่านฯ
ดีใจเขามา ถึงเคหาของเรา
ต้อนรับนายเขา กันให้อย่างพอการฯ
น้ำร้อนน้ำชา ต้มเอามากินก่อน
นายจ๋าเจียนนอน เชิญพักผ่อนบนบ้านฯ
อาบน้ำอาบท่า คุณมาแต่ไกล
อาบกันให้สบาย บัดเดี๋ยวจะได้รับประทานฯ

(ขึ้น) ฝ่ายอ้ายทรพล ชาติด้วยชนชั่วช้า
ถึงเขามีอาชา มันก็กาอ่อนหวานฯ
มันปราศรัยไต่ถาม ไปตามเล่ห์ลม
มันเป็นคนซ่อนดม แต่ในอารมณ์เป็นพาลฯ
ถามว่าปืนผาอาวุธ เครื่องยุทธพิธี
สั่งจากนอกดีดี เอ็งต้องมีสำหรับบ้านฯ
มีกี่กระบอกกันเน้อ ตีเบอร์แล้วหรือยัง
ดูเหมือนทะเบียนยังค้าง มีคนไปอ้างที่ศาลฯ
ไหลเล็กเจ๊กซื่อ ก็เลยไปถือมาจากห้อง
ร่วมมีสองกล้อง ปืนสำหรับบ้านฯ
ลูกกระสุนปัสตัน หรือมันก็ดันเอามา
ทั้งทะเบียนศาสตรา มันหยิบเอามาให้อ่านฯ
เพราะไม่เข้าใจ สำหรับไหลคนซื่อ
มัวหลงเชื่อถือ ว่ามันคือพนักงานฯ
มันอัดลูกขึ้นลำ แล้วมันก็ทำท่าจ้อง
เจ๊กไหลก็ร้อง ว่าอย่ายิงในบ้านฯ
มันลั่นตูมปืนตึง (เอื้อน) ทะลุถึงทรวงใน
โธ่เอ๋ยไหลนั้นตาย เสียยังไม่ทันให้การฯ
ลูกเมียเห็นผิด ลางบ้างก็คิดหลบตัว
บ้างกระโดดทางครัว บ้างกระโจนนอกชานฯ
กับข้าวหรือก็กำลังต้ม หม้อไหหกล้ม
เกลื่อนกล่นไปทั้งบ้านฯ
น้ำพริกคาครก เนื้อตกใต้ถุน
ทำของเลี้ยงคุณ ช่างอุดหนุนพอการฯ
น่าสมเพชเวทนา โลหิตตรานองไหล
ทั้งเลือดคนเลือดไก่ แดงกันไปทั้งบ้านฯ
อ้ายเสือเก็บข้าวของ เงินทองได้ทั่ว
แล้วมันก็เลยเปิดหัว เข้าไปในไพรสาณฑ์
ได้ปืนดีสองลำ ทั้งดินดำกระสุน
ก็นับว่าเป็นต้นทุน ของมันไปได้อีกนานฯ











ลำตัดเสือผ่อน ของเสมียนทอง เจริญสุข
ตอนเลี้ยงพระโกนจุกหลาน

วิทยากร ประจวบ เกษโกวิท
อายุ ๘๖ ปี หมู่ที่ ๑
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙

(ลูกคู่รับ) โอ้อกนกขมิ้นเอ๋ย ปีกยังอ่อนสอนบิน
จะมาหากิน ผิดถิ่นไกลรัง
ความกลัวฉันไม่อยากจะมา เอาละวา
ความกลัวฉันไม่อยากจะมา เอาละวา
แต่ว่านายบัญชา ฉันต้องมาตามสั่งฯ

(ขึ้น) ............................ ..........................
แล้วปรึกษาปรองดอง กับนิ่มน้องภรรยาฯ
ว่าบัดนี้บุตรีของเรา แตกเนื้อสาวนวลงาม
อายุย่างสิบสาม ดูอร่ามละเอียดตาฯ
พี่หวังตั้งใจ คิดจะใคร่โกนจุก
ให้สิ้นบ่วงห่วงทุกข์ ให้กับลูกของข้าฯ
ต่างปรึกษาตกลง ต่างก็ตรงเข้าห้อง
หยิบสมุดปกทอง เมื่อครั้งของบิดาฯ
มาเปิดสอบเดือนวัน แล้วคูณหารบอกลบ
ก็สอบสวนทวนทบ ก็จบเดือนพฤษภาฯ
ตรงกับที่สิบสาม เป็นวันงามยามจันทร์
โลกเมื่อยามไก่ขัน จวนตะวันส่องหล้าฯ
ในตำราว่าไว้ ใครทำการมงคล
จะได้ลาภพูนผล จนอีกทั้งเคหาฯ

(ขึ้น) ขึ้นยี่สิบรอนๆ ราษฎรหลบตัว
ไอ้เสือว่าอย่ากลัว ฉันเปลี่ยนหัวมาใหม่ฯ
มาคราวนี้ใจบุญ เชิญอุดหนุนช่วยกัน
จะตัดผมลูกหลาน ที่เกาะมันลูกในฯ
เชิญช่วยกันที หลายปีทำครั้ง
แห่งละร้อยละชั่ง มีสตังค์ควรให้ฯ
ที่ไม่มีเงินทอง ก็เอาของนานา
ตีค่าเงินตรา เป็นราคาให้ไปฯ
น้ำอ้อยน้ำตาล ทั้งข้าวสารฟักแฟง
อีกเหล้ายาปลาแห้ง ควรจัดแจงหาให้ฯ
บอกบุญให้รู้ แกแกล้งขู่แกมขอ
ยังกลัวกันตัวงอ ต้องขึ้นรอใจนายฯ
เสือผ่อนว่า ดีกว่าเอาทางตัน ทำงานคราวนี้ เสร็จเพียงวันเริ่มงานฯ
จึงเตรียมกันหนา ฆ่าหมูถึงสามตัว
เล่นกันนัวทุกนายฯ
เป็ดไก่มันขัง สำหรับรั้งวันสอง
มีกับข้าวสำรอง เมื่อขัดข้องหาง่ายฯ
ไปติดไฟเรือยนต์ ไว้รับคนโดยสาร
ระหว่างฝั่งกับมัน ...............................ฯ
บ้านใกล้ๆไปก่อน ราษฎรใกล้มัน
ถึงกำหนดส่งขัน ก็พากันซ่อนในฯ
วันแรกเก็บได้พันกว่า ...............................
.............................. ...............................ฯ
เออวันสุกดิบพวกเชิญ เขานำเงินลงขัน
เก็บได้เหยียบพัน ที่พวกมันพาไปฯ
รุ่งขึ้นวันที่สอง เห็นจะต้องเหยียบหมื่น
เพราะพอดีเสร็จตื่น คุณหลวงหมื่นท่านไปฯ
คอยฟังนะครับ ผมจะจับคนกลาง
ตอนเจ้าพนักงาน ได้ตรวจการเหตุร้ายฯ
สนุกดีพิลึก นึกๆ ก็น่ากลัว
ทั้งคนดีคนชั่ว ล้วนแต่กลัวความตาย
คุ้งกระเบนตาโปน ที่นี่โจรมันมา
มึงมากูไป.....ฯ
บางกระชัยเข็มหนู ล้วนแต่หมู่พรรคพวก
จะเอาอะไร..... ...................ฯ
..เปิด ที่เกาะแมว ล้วนเป็นแนวรักษา
เกณฑ์เอาข้าวปลา เหล้ายาหาง่ายฯ

(ขึ้น) การเล่นหุ่นกระบอก เขาให้หาแม่ม่าย
เล่นเรื่องพระอภัย ตอนหลงใหลนางวัณลาฯ
จนซูบตรอมผอมแห้ง เหมือนอีแร้งวัดขุด
ไปสะดุดเตะตีนสินสมุทร จึงวิ่งจู๊ดไปลงกาฯ
ส่วนคนทำขวัญจุก ชื่อตาพุกหัวเหม่
แกเป็นครูลิเก เล่นต้องเตไม่เสียงาฯ
เสียงแกเพราะ ปานนกการะเวก
แต่พอแกขึ้นเสียงเอก เจ๊กต้องร้องอ้ายหย่าฯ
(ขึ้น) โทรเลขมณฑล วัน.....รู้เรื่อง
อะไรบ้างหรือไม่ฯ
ให้รู้เหตุรู้ความ จะทำการโกนจุก
ทำเป็นลางสนุก ที่เกาะมันลูกในฯ
เร็วๆ เร่งรีบ.... .........................
เดือนพฤษภา อย่าได้ช้าร่ำไรฯ
......................... .........................
จับไอ้ตัวการ เอาในงานให้ได้ฯ
จับเป็นให้อยู่ ถ้าต่อสู้ให้ยิง
พวกเราเอาให้กลิ้ง อย่าให้วิ่งหนีไปฯ
หลวงจิตฯ รับคำสั่ง ไม่รอรั้งเตรียมพล
มาถึงทุกมณฑล มีหลายคนหลายนายฯ
มีพระแกลงแกล้งกล้า ขุนบูรพาอำเภอ
มาจับเสือตัวเซ่อ ขึ้นเสนอผู้ใหญ่ฯ
เข้าใจว่าวันกลาง เป็นวันอย่างสำคัญ
ให้ชุมคนลงขัน ถึงจับกันได้ง่ายฯ
พอเช้าตรู่หลวงจิต ขึ้นประชิดเกาะมัน
ขึ้นตรวจตราหากัน พัลวันยกใหญ่ฯ
ไม่พบเสือตัวเอ้ พบแต่เอเสื้อปลา
ให้สอบถามความว่า เสือป่าไปไหนฯ
บอกเร็วอยากรู้ เฮ้ยตัวกูต้องการ
นี่มึงมาในงาน เป็นกิจการของใครฯ
เร็วเข้ารีบบอก มึงอย่าหลอกอย่าหลอน
มึงมากินมานอน งานไอ้ผ่อนใช่ไหมฯ
ตามบรรดาที่มา นับว่ามีความผิด
มึงสมคบร่วมคิด ทุจริตเจ้านายฯ
ให้ข้าวแก่เสือ ให้เกลือแก่สุรา
ผิดด้วยมาตรา ของอาญากฎหมายฯ
สองสี่เจ็ดสี่ มันบ่งชี้บอกชัด
อยากจะทราบให้ถนัด ว่ามึงมาจัดงานของใครฯ
ผู้คนทั้งหลาย หญิงชายได้ฟัง
ไม่มีสุขลุกนั่ง ขี่หลังบ้างร้องไห้ฯ
บ้างก็เข้าแอบพระ ทำธุระความดี
เพื่อให้หมดราคี พ้นคดีร้อนใจฯ
ได้เกิดเรื่องอลวน โกลาหลป่นปี้
บัดเดี๋ยวกองนี้หนี บัดเดี๋ยวกองนี้ไล่ฯ
บัดเดี๋ยวโน้นถูกตี บัดเดี๋ยวนี่ถูกจับ
มัดกันเป็นตับ เกิดจูงชักยุ่งใหญ่ฯ
เกิดเรื่องเอะอะ ร้อนถึงพระถึงเณร
ต่างอดฉันเพล ตื่นเต้นไปทุกรายฯ
แม่ครัวหวานคาว ก็ไม่เอาการเอางาน
เพราะเอาแต่จะกลับบ้าน เกิดการเสียหายฯ
ลอดช่องสาเก ซื้อละเออยู่ในครัว
เกิดเครื่องไหลรั่ว พวกแม่ครัวแตกพ่ายฯ
ถูกตำรวจตรวจตรา ไม่เจอหน้าเสือมัน
พบแต่นางสวรรค์ ระวังขันร้องว้ายฯ
แล้วคุณหลวงสัมพันธ์ จับนายผันพี่ไอ้เสือ
มาสอบถามความเมื่อ ขณะเสือมาไปฯ
ว่าให้บอกโดยดี มันมานี่หรือเปล่า
ที่เขียนการ์ดบอกเล่า นั่นที่กล่าวงานใครฯ
นายผันรับรอง ว่าเสือน้องผู้ช่วย
เขาหาของชำร่วย เป็นได้ช่วยแก้ไขฯ
เขาไม่ใช่ตัวการ นี่เป็นงานของผม โปรดอย่าให้ล่มจม เอ็นดูผมสักรายฯ
หลวงจิตโกรธนัก เล่นจนชักเศียรหมุน
หนีไปน้ำขุ่นๆ แหมเป็นบุญมึงหลายฯ
ได้เจอกันที่เกาะ คงได้เลาะกันป่น ตลอดนายและคน คงเกลื่อนกล่นล้มตายฯ
จะเจอกันที่งาน ประจัญบานกันที
จะได้ดูดำดูดี ว่าใครดีกว่าใครฯ
เราก็ชายเชิงชล เคยผจญต่อสู้
รักษาเกียรติเชิดชู ของพระผู้เป็นใหญ่ฯ
ว่ายุติธรรมสถิต คุณหลวงจิตใจดล
เพื่อให้นายและคน อยู่เยี่ยงยลสืบไปฯ
เจอะคราวนี้แคล้วกัน ไปพบเอาวันข้างหน้า
เราคงไม่ตายหรอกหนา ได้เจอหน้ากันใหม่ฯ
จะกลับเมืองรายงาน บอกเหตุการณ์โกนจุก
ว่าแกนิรทุกข์ นับว่าสุขยังไม่คลายฯ
แสนสงสารเจ้าหล่อน แม่ตอนลงเรือ
แสนลำบากยากเหลือ คิดถึงเนื้อนางในฯ
ถูกหอยเม่นระบม หอยนางรมก็บาด
ไม่มีสะพานจะพาด หมดสามารถแก้ไขฯ
เรือก็รับแอบฝั่ง ไม่ถึงกะรัง เป็นคลื่น
ตัวครืนโยนโยนคลื่น ไม่อาจฝืนเข้าใกล้ฯ
บ้างก็ลุยน้ำรออยู่ อยู่เพียงคอเพียงอก
ตัวสั่นงันงก ในหัวอกหวั่นไหวฯ
อยู่ในน้ำกลัวปลา จะยืนขึ้นมากลัวคน
ต้องยืนงอรอคน จนเรือยนต์ติดไฟฯ
บ้างก็หาบข้าวของ เดินท่องลงในน้ำ
ล้มหกตกคว่ำ ไม่มีความเสียดายฯ
ขอแต่ได้กลับบ้าน ก็เป็นการกัน
คุณหลวงหย่อนผ่อนผัน เหมือนได้สวรรค์สมหมายฯ
ที่ไหนกลับถึงบ้าน ก็เป็นการแล้วกัน
ญาติวงศ์พงศ์พันธุ์ ประชุมกันถามไถ่ฯ
บ้างก็ทุกข์บ้างก็ร้อน บ้างก็นอนคร่ำครวญ
เพราะถูกไต่สวน เรื่องที่ชวนกันไปฯ
ได้เงินหมื่นเป็นเศรษฐี .........................
ดีแต่เอาทางปล้น ใครจะทนอยู่ไหวฯ
อำนาจเรามี ทำเช่นนี้ได้คล่อง
คงจะร้อนเงินทอง เราไม่ต้องวุ่นวายฯ
รวมบทแหล่ที่ใช้ร้องประกอบลำตัด
ทำขวัญนาค
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

(ขึ้น) สาธุการ วันทิดวา สิริสาพุทธัง สหัสพุทธัง คนุตตะมัง อิทัง วะปะริสตะสังเขปัง ปะวักขามิยะ ถาพะลัง วันทิดวา สิริสาธัมมัง สหัสธัมมัง คะนุตตะมัง อิทัง วะปะริสตะสังเขปัง ปะวักขามิยะ ถาพะลัง วันทิดวา สิริสาสังฆัง สหัสสังฆัง คะนุตตะมัง อิทัง วะปะริสตะสังเขปัง ปะวักขามิยะ ถาพะลัง

ชุมนุมเทวดา

อุกาสร ข้าพเจ้าขอเคารพคุณพระรัตนตรัย สักเค แปลว่า เทวดาอยู่ในสวรรค์สุครรลัย กาเม เทวดาอยู่ในกามภพ จะรูเป เทวดาอยู่ในรูปภพ ข้าพเจ้าจะขอนอบนบขึ้นเหนือเศียรศิโรเภพ ศิริสิขะระตะเต เทวดาอยู่ในขอบเขตร์ยอดเขาลำเนาผา จันตะริกเข เป็นหนทางเที่ยวท่องช่วงชั้นฟ้า วิมาเน เทวดาอยู่บนทิพย์วิมาน ทุกหนแห่ง ทั้งสิบหกห้องช่วงชั้นฟ้า ทีเป สถิตอยู่เหนือถิ่นฐานทุกหย่อมหญ้า ระเถ อยู่ในนัคราประเทศบ้านน้อยและเมืองใหญ่ จะคาเม ย่อมอาศัยอยู่ทุกประเทศและเรือนบ้าน ตะรุวะนะคะหะเน เทวดาอยู่ปลายพรึกษาทุกเครือหญ้า ลดาวัลย์ เคหะวัตถุมหิ อยู่ในเขตร์คันทุกเย้าเรือนเคหะสถาน เขตเต เทวดาอยู่ในดินดานทุกรั้วไร่และท้องนา ฉะระถะระวิสะเม เทวดาอยู่ในบึงบ่อและท่อธาร ยักขะคันทัพพะนาคา ทั้งคนธรรและคนทัพเทพยุเจ้าทั้งหลายเอ๊ย ที่ท่านสิงสถิตอยู่แห่งหนตำบลใด เชิญลงมาคุ้มอุปทวโภยภัยอันตรายแก่พ่อนาก อยังกาโล ในเวลาอันเป็นวันดี จะทำการมงคล ขออย่าให้มีมารมาผจญได้ เป็นข้าวราวุธ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงมาล้อมพ่อนากไว้ อาตมาแปลแก้ไขในบทสักเคก็ยังคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง ขออภัยเถิดผู้ฟัง ที่มานั่งอยู่พร้อมเพรียงกัน ข้าพเจ้าจะขอวิสัชนา เรื่องราวท้าวนาคา กว่าจะยุติกาให้ลั่นฆ้องขึ้นสามลา โห่ร้องเอาชัย (โห่)

คำแหล่กำเนิดนาค

นะโม อันว่า นมัสการ ข้าพเจ้าขอกราบกิสดางอภิวาท ตัสสะภะคะวะโต เคารพแด่พระบรมนาคปริญนิกร อถิไข องค์พระบริหาร ตรัสกิเลส กำจัดแล้ว ด้วยพระขันธ์แก้วชิราวุธ พุทธวิสัยอันล้ำเลิศในไตรวุธอดิเรก สัมมาสัมพุทตัสสะ พระองค์ได้ตรัสแก่พระประระมาพิเศกร์สัมโพธิญาณ ทรงประดิษฐานเหนือรัตนบัลลังก์อาสน์ ผจญมาราธิราชก็พ่ายแพ้พระพุทธฤทธิ์ นางพระธรณีก็บีบบิดน้ำทักขิโนทกในมวยผม มหัศจรรย์ก็บันดาลจมพวกพระยามาร เทพยเจ้าก็ตบพระหัตถ์อยู่ฉาดฉาน ชวนกันชมพระบารมี บ้างก็ยอกรชุลีเยี่ยมพิมาน บ้างก็โปรยปรายประทองลงชูช่อไม่เว้นองค์พระเจ้าข้า ขอพระคุณที่เคยทรงกรุณาโปรดแก่สรรพสัตว์พิสัยโลก เชิญประดิษฐานในหว่างเกล้า ศิโรโรจดังมะโนปราโฒท อัญชุลีกรขอให้สวัสดิ์สถาพรมิ่งมงคล จงบังเกิดมีแก่เจ้านาก อันล้ำลึกภีระภาคยากที่จะสรรเสริญ ภะคะวา ............. เมื่อพระองค์ทรงพระลักษณะเจริญจรัสโลก ทรงพระเนตรในพระเชตุพน สมิงขะเณในขะณะนัน ฝ่ายพระญานาคราชเห็นกุลบุตรมาสันนิบาตพวชในพระพุทธศาสนา ก็โสมนัสปรีดาในพุทธโรรสก็กลับกลายกายปรากฏเป็นมะนุษย์แคล้วคลาด มายังเมรุวนาวาทหว่างบริเวณ สู่สำนักมหาเถนองค์อุปศิษย์ น้อมคำนับบรรพชิตเป็นพระภิกษุสงฆ์ทรงสิกขาญาณ เมื่อเข้าไสยาสน์ รูปมะมนุษย์ก็เสื่อมหายกลายเป็นนาค นอนขดหลับลืมสมประฤดี พวกภิกษุสงฆ์เห็นเป็นราคี รูปเป็นเดรัจฉาน จึงมีพุทธบรรหาร ตรัสแก่มหานาค วาสุกีก็สะดุ้งกระดากได้สติคืน กลับเพสคืนเป็นสมณะ นุ่งสบงทรงจีวร ทรงสโมษร เป็นสมณะเพศเหตุดังลือ สงฆ์จึงนำชื่อที่สุวรรณทนาน้อมทูลเป็นมูลเหตุ เพื่อจะบัญญัติตรัสกิเลส สิกขาบท จึงมีพุทธโรรสพจน์ประพาส ว่าเดรัจฉานชาติจะบรรพชิต อย่าอนุญาตผิดวิสัย วาสุกีเอ่ย เจ้าจงกลับไปสถานสำราญเถิดอย่าทุกข์ตรอม นาคก็อัญชุลีน้อมกราบลงแทบพระบาท สะอึกสะอื้นอ้อนวอนอภิวาทแล้วทูลว่า ภันเตโลกะนายะกาหัง พระพุทธเจ้า แด่รุมนายกผู้เป็นยอดฉัตรโชลงโลก หวังจะบริจาค...............โอฆะสิวาลัย ข้าพระเจ้าจอมสมุทรทัยแหล่งกันดาน หมายจะเกาะเกือกทองรองบทมานไปไม่ตลอดแล้ว ขอพระทูลกระหม่อมแก้วจงโปรดเกล้า ขอแค่ได้บรรพชาขันธ์ ข้าพเจ้าชื่ออติมัย์ ให้สั่งสอนสานุศิษย์สืบศาสนา กุลบุตรจะบรรพชาขอให้ชื่อว่าเจ้านาค พระผู้ทรงสวัสดิโสรถสุชื่อว่าขัสวดี ฝ่ายพระญาวาสุกี ตั้งบังคมแล้วก็ลีลาศ ท่านผู้ที่เหนื่อยหน่ายในฆราวาส จะบรรพชาให้สมมติว่านาคา โดยนิยมดังนี้ ให้ลั่นฆ้องขึ้นสามที โห่ร้องเอาชัย (โห่)

ว่าแหล่ครรภสูติ

ศรีๆ สุนทรสิบนิ้วยอกรเหนือเกศ แผ่นสุมาลัยทองพิเศษ ธูปเทียนเป็นทองแถวทำบังคา พระพุทธเจ้าข้าคำนับแล้ว จึงบัญญัติพระธรรมเจ้า อนึ่งนพเนาวโลกอุดรแก้วก้าวทั้งมวล ฝ่ายเจ้านากนี้ก็ประชุมชวนกันโสมนัส สละเพศจากคฤหัสถ์ ตรัสสัมมาคารวะพุทธองค์ ทรงตั้งสมมุติสงฆ์สืบสร้างทางวิปัสสนา คันธุระสิกขาของพระผู้เป็นเจ้า ขอพระคุณได้โปรดเกล้าเป็นที่พึ่ง ช่วยกำจัดอุป ........ อันรุมรึงให้พลัดพรากจากสันดาน ปัญจพิมานทั้งห้านั้นก็มักเบียดเบียนเดียดฉันท์เกิดจลาจล ให้เหินห่างทางกุศลไปต่างๆ ขอพระรัตนตรัยเจ้าเฝ้าไล่ล้างสังหารมารให้สิ้นโศก สิ่งซึ่งจะบริโภคภัยพาลพยาธิ์อย่างพึงมี แล้วก็บันดาลชี้ช่องมรณะทุกข์ สิ่งที่เคยเกษมสุขไม่เป็นแก่นสาร ย่อมอุบัติสาธาณไม่เที่ยงแท้นะพ่อนากเอ๋ย พ่อจึงเอาใจตั้งฟังกระแสร์พระตรัยลักษณ์ เกิดมาในสังสารจักรไม่จีรังกาล ประกอบไปด้วยทุกข์ทรมานภัยพยาธิ์ ควรจะสังเวชอเนถอนาถ รูปธรรมมิอย่ายินดี จงเบื่อหน่าย เป็นอนิจจังอย่าประมาทเหมือนหลังเลยนะพ่อ จงเร่งประกอบก่อกองกุศลให้มากมาย อย่าถือตัวว่าหนุ่มแน่นไม่ตายง่ายพึ่งอนาถ ทั้งบิดรมารดาคณาญาติ ที่ปล้ำเลี้ยงมามิให้อาทร หลังจะชมชายจีวรให้เต็มตานะพ่อนากเอ๋ย อย่าให้เสียแรงบิดรมารดาที่เลี้ยงมาทนลำบาก จะร่ำถึงทุกข์ยากที่เคืองเข็ญเป็นธุระนะพ่อนากเอย เมื่อเจ้าเป็นภาระ .............ลอยอยู่ในครรภ์ สิ่งที่เผ็ดร้อนนั้นแม่ก็ไม่องอาจ เพราะกลัวอุทรจะวิปลาสเล้าละลาย ประดุจเส้นผมจามจุรี ชุบน้ำบันดีสลัดเสียเจ็ดครั้ง ปัจจะขุมรัง ดังน้ำล้างมัจฉมังสา ประชุมชื่นขึ้น ๕ แห่ง ตามบุพเพผลที่ตบแต่ง ของอาตมานะพ่อนากเอย เมื่อเจ้าอยู่ในครรภ์มารดา น่าอนิจจังนั่งจอมจ่อเจ่ากอดเข่าน่าอเนถอนาถ คัดะทาวิยะ ประดุจดังว่ามัคคาวานร หนาว......ซนซ่อนอยู่ในโพลงพรึกษาแสนอาดูรนะพ่อนากเอย จะเหยียดยืนแม่ก็พึงคิดด้วยปิสดางนั้นคิดกัลป์ปพื้นท้อง ต้องขดแข็ง นับแต่นั้นแม่ก็ระแวงคอยระวังมิได้เหินห่าง อิริยาบถทั้งสี่อย่างจะนั่งนอนยืนเดินก็มิได้ประมาท ยามเมื่อชนนีจะไสยาสน์ให้เคืองเข็ญขื่นครรภ์ไม่วายเว้นน่าเวทนา ยามเมื่อแม่จะบริโภคโภชนาสิ่งที่เผ็ดร้อน ก็กลัวบุตรจะร้อนรน ขวนขวายแด่สิ่งซึ่งนาภี ถ้าจะเดินโดยมรรควิถี คอยรำลึกเลียบเหยียบแต่เบาๆ กลัวจะพลิกแพลงตะแคงเข่าล้มลำบากกายนะพ่อนากเอ่ย เมื่อเจ้านิ่งแน่แม่ก็ใจหาย หาหมอตำแยมาแปลผัน กลัวว่าเจ้าจะขวางครรภ์เคืองอนาถ ยามเมื่อสิ้นแสงทินกรที่แคล้วคลาดเหลี่ยมเมฆี แม่ก็ไม่อาจอาบนทีแล้วจะแพ้น้ำ สู้ทนทุกข์ปลุกปล้ำปลดเปรื่องมา เดชะกุศลผลเมตตาไภพินาต ครั้นถ้วนกำหนดทธมาต ลมกัมมัจฉวาสก็พลัดกลับกลิ้งลงสู่เบื้องต่ำ มีสัณฐานดังบุคคลขี่ขับคชสารลงช่องแคบทางกันดาล เวทนาขันธ์ก็ยังเกิดมี แทบประหนึ่งจะสิ้นชีวีขาด เพราะกุศลผลแคล้วคลาดไม่อันตรายนะพ่อนากเอ๋ย เจ้าเป็นเชื้อชายควรจะบรรพชา ทั้งบิดรและมารดาก็เสน่หาแสนสังเวช ชวนกันชำระสละเกตกองมลทิน ญาติ...........ทาขมิ้นแล้วยกวางกลางเบาะนวม ผูกกระโจมสวมกลัวยุงริ้นจะบิน ต้องควันอัคคี มิได้สอดส่องลูกน้อยนะพ่อนากเอย เมื่อเจ้าตื่นขึ้นสำออย สะอื้นอ้อนพระมารดาก็ประคองช้อนให้ดื่มถันธารา ครั้นเจ้าเจริญวัยวัฒนาดรุณรุ่น แม่ก็ถนอมเลี้ยงมิได้เคืองขุ่น น่าพิศวาสทุกเวลา หาโหรามาทำนายทายชะตาพยากรณ์ ว่าจะได้เป็นที่พึ่งของมารดาและบิดา ประกอบก่อสร้างทางกุศล แม่ก็เวียนระวังเป็นกังวลไม่เว้นวาย นี่แหละหนาท่านทั้งหลายก็เพิ่งรู้ จะเอาพระคุณอันใดมาเคียงคู่ไม่ควรเคียง พ่อจงเอาตัวหลีกเลี่ยงหนีจากบ่วงสงสาร เข้าแผ้วถางทางนิพพานไว้เป็นทุน จะได้ประกอบก่อสร้างทางกุศลสนองคุณได้ค้ำชู พ่อจงตั้งใจกตัญญูกตเวทีนะพ่อเอย ศาสนาพระชินสีห์นี้ยากที่จะพบพาน เกิดมาเปล่าเสียกบดาน ถือทิฏฐิไม่ถูกทาง พุทธโทวาท ...... นี่บุญเจ้าเข้ามาเป็นญาติกลับพระศาสนา จงตรึกตรองสิกขาให้มั่นคง อย่าทำตัวให้มัวหมองมีราคี ดูให้ละม้ายคล้ายองค์อย่าแคล้วคลาด ด้วยพระพุทธรูปบวรนาค เป็นประทานแทนพระองค์ ให้โห่ร้องลั่นฆ้องส่งเสียงเจริญชัย (โห่)

แหล่ศีล

ศรีๆ สุนทรสิบนิ้วยอกร อุทิศแม่ประทุมมาศ ถวายแด่เทพยุเจ้าผู้บำรุงศาสนา องค์อมเรศ ท้าวมัควาลพรหมณ์เมศ พระอิศวรผู้ทรงเดช อสุพราช พระนารายณ์อันองอาจผู้ทรงศีล ทั้งพระมหาราชบดินทร์ ดงแดนพิมาศ ในรากพื้นสุธาวาส เวิ้งสิงขรณ์ ทั้งองค์พระอดิษศรณเลศฤาษีสิทธิ์ วิทยเวชองค์สถา สมเด็จพระพุทธองค์ทรงอนุญาต พระศาสนาไว้ห้าพัน กุลบุตรผู้หมายมั่นประโยชน์ เล็งเห็นในทางโทษ จึงออกมาก่อสร้างพระบารมี ข้าพเจ้าขอเชิญมาประชุมยังพิธีช่วยอวยพร ทั้งบิตุเรศและมารดรลำพรรณพงษ์ จงช่วยอวยชัยให้เจ้าเจริญบวชบรรพชานะพ่อนากเอ่ย เป็นสมณะนี้ยากนัก เพราะปาริสุทธิ์ศีลตั้งเป็นหลักไม่รวนเร ปาติโมกข์สังวรศีลเลเป็นที่พึ่งจงตรึกตรอง อันสังวรศีลทั้งสองเป็นลำดับมา ชื่อว่าปาริสุทธิ์ศิลาเป็นปัจจัย ศิลทาศิลาจะตุโรนะพ่อเอย เจ้าจงภิญโญในศีลสี ปาติโมกข์สังวรศิลนี้ มีสองร้อยยี่สิบเอ็ด ปาราชิกเสร็จสิ้นศีลสี่บท เมถุนธรรมกรรมบถกฎเกิดก่อ ปฏิพัทธ์ทำดัดชม ซมซ่องวิถี อทินนาทานนั้นเล่าอย่าเบียดยัง มีกำหนดบาทขาดวินัย อุตตริมนุษย์อิดทังอย่าลวงภัยลวงรูปบุรุษและสตรี อันตั้งอยู่นอกแลในอุทร อุตตริมนุษย์สธรรมมัง อย่าอวดอ้างทางมรรคผล มาตรแม้นว่าบุคคลเขาหลงคำจำวิบัติ ประจะตรัดเศียรเกล้ากำจัดจากสรีระกาย นะพ่อนากเอ่ย เจ้าจงกำหนดกายใจให้มั่น ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ นิสสดียะปาจิตติย์กายเปล่า ปาจิตติย์ ๙๒ ต้องตามบาลี ปาติเทสนี้เป็นศีลลำดับมา เสขิยะวัตต์ ๗๕ อธิกะระณะสะมะถะ ๗ ประการ องค์พระพุทธบรรหาร ตรัสประทานไว้สิ้นเสร็จ รวมเป็น ๒๒๗ ชื่อว่าปาติโมกข์สังวรศีล อินทรีย์สังวรศีล ๔ นั้นให้สำรวม ๖ จักษุ ถ้าจะแลแค่ไกลเพียงชั่ววา ชิวหาลิ้น ทักษากินซึ่งหวานมัน โสดะจึงตั้งโสตให้มั่นอย่าหลงใหล ชื่อว่าปาริสุทธิ์ศีลจงกำหนดกฎหมาย เป็นหมอห้ามเที่ยวทำนายยามเลข ๒๑ ปัจจัยยินสิ้นเสร็จ จงปรนนิบัติ ปัจจเยกณ์ทั้ง ๔ อย่าระวาง นะพ่อนากเอ๋ย จงเบ็ญจางค์เคารพรับบรรพชา จะได้เป็นถานาจะตุโร ศิริชิติมะติเดโชชัยสิทธิ์มหิตธิมหาคุณาบารมีที่ปกครอง ทั้งราชภัยอย่ามาต้องทั้งโจรกรรม ทั้งภัยบกแลภัยน้ำจงวินาศ ทั้งโรคาอาพาธอย่าแผ้วพาน เทพยุเจ้าทั้งนั้นเอ่ย ที่อยู่ในพงพานมี ทั้งพรึกษามาศราชสีห์ ขอมาประชุมยังพิธี ให้เป็นสังฆราชนาคแก้ว ภัยกำจัดให้ผ่องแผ้วเพียงจันทเพ็ง ให้โสมนัสดัดเด่งครองสิกขาบท ชื่อว่าบุตรพระตถาคต ควรคารวะในสศิลดาน ชัยยะชัยยะมหาชัยยะให้พ่อชนะแก่หมู่มาร อนิสงฆ์บรรพชาบวชในศาสนาได้ยี่สิบเอ็ดกรรณ์ จงเป็นกรรมสิทธิ์ติดพันไปในปะราปะระภพ จงบรรจบใหลือหลายจะได้เป็นเสบียงเลี้ยงกายไปในมโหรนบอันลึกซึ้งจะได้ถึงแห่งห้องพระนิพพานไม่เทียบสอง เสียงสนั่นลั่นฆ้องโห่ร้องเอกชัยฯ (โห่)

แหล่เรียกมิ่งขวัญ

ศรีฯ สุนทรสิบนิ้วยอกรเบ็ญจางค์ ธูปเทียนส่องสว่าง ดังพรพระพุทธเจ้า ข้าจะขอไหว้พระอริยะสงฆ์ทั้งสามรัตน ตั้งแต่วันอนุญาตโกณฑัญญะเถณเป็นที่สุด จนกระทั่งถึงสงฆ์สมมุติ ขอให้ช่วยอำนวยศรีให้เจ้านาก ซึ่งยกตนพ้นจากกิเลสมาร ออกมาบรรพชา อรรถปรริทเรติ จีกะรังปาตัง ทั้งบิดรและมารดา ก็จัดหาไตรจีวร บาตรบริขาร ถ้วนคำรพแปดประการ ตามกำหนดนั้น หนึ่งบายศรีเจ็ดชั้นช่างบรรจงเจียน บายศรีทองตามกำหนด ประดับด้วยมลพจน์พรรณนา หงส์เหมมยุรา ไกรศรราชสีห์ สินธ์ธพเถื่อนชาติฉัททันต์ เที่ยวประพาสเหมวันต์ ร่มรุกขชาติ ทั้งพระยาไกรศรสิงห์ราชจากถ้ำทอง เทพยากรยัน............ป้องปีกหาง มรรคลีผล โฉบกินนอนร่อนลง ชมอโนดาษเก็บประทุมชาติบุบผา มาสอดแซมเกศาใส่แซกผม แล้วก็เลยเชยชมผันผาย แล้วก็เรียงรายของคาวหวาน ผลไม้กล้วยแตงกวา พุ่มบุบผาสอดแซมใส่ พลูเก็ดใบพอแดมน เทียนดัดแว่นแป้งน้ำมัน ตั้งเรียงรันล้วนประดิษฐ์ งามวิจิตรแต่งบรรจง ชุมนุมสงฆ์ศาสนา ทั้ง..............ผู้ใหญ่ระไวระวัง นั่งระยะทั้งชายหญิง ข้าพเจ้าจะรับมิ่งแลขวัญ ท่านทั้งหลายจงเวียนแว่น เป็นขนัดแดมนทุกคนมาสันนิบาต เครื่องโตกถาดตระลุ่มบายศรี ครั้นพิชัยฤกษ์งามยามดีก็เชิญขวัญเจ้าเอย อย่าเพลิดเพลินไปในกามา ชื่อว่ากามทั้ง ๕ จงหลีกเลี่ยง กลิ่นสัมผัสพาลอย่าลุ่มหลง ไม่เป็นแก่นสาร รูปัง รูปอันใดเล่าที่เปื่อยเน่าในโลกาอย่ายินดี ล้วนแต่เป็นเครื่องอสุนถมทรนีไม่เป็นผล มาเถิดมา มาชมเพศพุทธชินราชเลิศบุคคล ไม่เวียนวนหลงรสอันรวยรื่นไม่จีรังกาล เป็นอุปตนะสงสาร ท่านพึงพินิจเถิดนะ พ่อนากเอ่ย กลิ่นอันใดในโลกนี้ย่อมหลงใหล ถึงจะอบรมด้วยมาลัยกระแจะจันทร์คันธรส อย่ายินดีที่หยิบยกขึ้นมาเชยชมไม่สมควร เป็นแค่หอมหวนแล้วก็หายไปไม่เที่ยงตรง มาเถิดมา มาชมกลิ่นสมมุติสงฆ์ สืบสร้างทางบารเมศ หอมตรลบอบเกตุ ด้วยศีลทานการกุศล เป็นยอดเยี่ยมอริยะบุคคลจะนับถือ อดีตอนาคตล่วงลับไปไม่หายหอม สัทธัง อย่ายินดีขับกล่อมประสุดสวาท อนึ่งเสียงสาวสตรีชาติ ที่ชมชื่นดวงสันดาน อย่าลุ่มหลงไม่เป็นแก่นสารเสียประโยชน์ จะหน่วงเหนี่ยวไม่พ้นโทษทุกข์โทษมัสอยู่ในวัฏฏะสงสารล้วนเวียนว่าย มาเถิดมา มาจงสดับเสียงบรรยายในห้องพระไตรปิฎก อาจจะค้ำชูอุปถัมภ์ภุคให้สู่สวรรค์ชั้นเทวโลก โทหังสัมปันนัง เชิญขวัญเจ้าเอย อย่าทุกข์โศกเรื่องสังขาร สิ่งซึ่งเคยคะนอง เที่ยวสัมผัสพานถูกต้อง รูปดรุณเรศวราโฉม อันประติพัดล่อโลมล่วงโลกให้หลงใหล เร่งหน่วงเหนี่ยวหทัยลงสู่อสุพนั้น ให้เห็นเบญขันธ์อันเนืองนองสิ่งซึ่งจะเบื่อหน่าย มา เถิด มา มาจงมั่นหมาย มาชมในห้องพระกัมมัฏฐาน พุทธชินราช แม้นมิได้พบพระมุณีนาถในอนาคต อุปนิสัยอุปสมบท จะลุล่วงพระอรหันต์เป็นเที่ยงทัน แล้วจุดเทียนเวียนแว่นดับโมกศอน ให้เจ้านาก เจิมหน้าผากด้วยเครื่องหอม แล้วโน้มน้อมเอา..............มา กล้วยแตงกวายอดบายศรี เจิมวารีมะพร้าวอ่อน ประคองช้อนให้ดื่มกิน พักษาหวาน โดยโบราณท่านสอนมาให้ลั่นฆ้องขึ้นสามรา โห่ร้องเอาชัย (โห่)

ร้องเบิกใบศรี ทำนองนางนาก

ครั้นได้เวลามหาฤทธิ์ โหราจึงเบิกบายศรี
ลั่นฆ้องประโคมดนตรี กาหลอึงมี่โกลา
องค์ท้าวสหัสชัยจุดเทียน ส่งแว่นเวียนจากซ้ายไปขวา
เทวามนุษย์นาคา รับส่งลงมามากมาย

แหล่อภิเษกกรมณ์

รูปจะสาธกยกนิทาน ในใบลานพระบาลี ครั้งสิทธาสราชกุมาร เป็นผู้ผ่านบุรีศรี กระบิลพัสดุ์ราชธานี ครอบครองบุรีนัครา มีเอกองค์มเหสี ทรงโฉมโสภีชื่อพิมพา ได้ปกป้องครองกันมา จนเกิดบุตรตรางามสมบูรณ์ ประพริ้มประพรายวิลัยล้ำ ทรงโฉมพระนามชื่อราหุล ถ้อยคำก็คมสมบูรณ์ เกิดในตระกูลจอมสากล จะเป็นเทพทัยหรือเทวา จุติลงมาปฏิสนธิ มาเอากำเนิดเกิดเป็นคน เทพนิมนต์จุติลงมา ทั้งนางนมแลพี่เลี้ยง ประคองเคียงคอยรักษา ทั้งสาวสรรกัลยา มาจากฟากฟ้าเป็นบริวาร ทั้งดนตรีแลแตรสังข์ ดูคับคั่งประโคมขาน ฟังเสนาะเพราะกังวาน มิให้ภูบาลอนาทร เสวยรมชมสมบัติ อยู่ในกบิลพัสดุ์มหานคร มีพุ่มพวงดวงสมร โฉมบังอรชื่อพิมพา อยู่ประสาทสูงประเสริฐ งามล้ำเลิศเทียมเวหา ดูปรากฏรสนา ล้วนมุกดาแก้วแกมนิล ดูโสภาระย้าย้อย ประดับด้วยพลอยงามเฉิดฉิน แสนสุขสำราญดังวิมานอินทร์ งามเฉิดฉินน่าพึงชม ทั้งดนตรีแลฆ้องกลอง มาขับร้องอยู่เสียงขรม น่ายวนยีเป็นที่นิยม มาขับประโคมทุกค่ำคืน เวลาเช้าเวลาค่ำ ไม่มีวันช้ำมีแต่วันชื่น แสนสุขล้ำทุกค่ำคืน จะนั่งยืนก็แสนสำราญ
จำเนียรกาลนานๆ มาพระองค์คิดว่าไม่เป็นแก่นสาร ย่อมก่อเรื่องเป็นเครื่องสาธารณ์ มันไม่จีรังกาลในร่างกาย อันความเกิดแลความแก่ มันย่อมมีหนึ่งแน่ทั้งหญิงทั้งชาย พระบาตรองในจิตพระองค์มาติดในใจ นั่งถอนพระทัยบนแท่นทอง ว่าอย่างไรหนออาตมา จะมาพลอยห่วงข้าแลข้าวของ มาหลงรักเงินแลรักทอง ประกอบกลับกองไม่ชอบกล ถ้าใครพะวงหลงรัก มันจะไม่มีบารมีผล เวลาดับจิตมันจะไม่ติดตามตน พาข้ามสากลกองโลกีย์ ถึงพลรบที่เราเคยสำหรับใครจะตามกำกับไม่เห็นมี เห็นแด่คุณศีลของพระชินสีห์ จะพาเรานี้ข้ามบ่วงมาร พระคิดสลัดตรัสเด็ด เป็นสมุจเฉจทประหาร พระตั้งนะโมหมายโพธิญาณ หวังนิพพานนัคครา ดำหริสำเร็จเสร็จพลัน แล้วตรัสเรียกนายฉันน์อย่าอยู่ช้า ให้ไปผูกกัณฑ์อัสวราดร เตรียมคอยท่าให้ดิบดี พอฆ้องลั่นหุ่มหกทุ่มทัด ดูมันเงียบสงัดในปรางศรี จะเหลียวแลใครก็ไม่เห็นมี เห็นแต่อนงค์นารีช่างหลับดาษดา
พระจึงเผยม่านทอง ... มองๆ แลเห็นแต่หม่อมแม่พิมพา เธอช่างหลับสนิทนิทรา กรกอดพระราหุลนอน ว่าพิมพาเอ๋ย แม่ยอดสร้อย อยู่เถิดน้องน้อยแม่สายสมร ตัวของเชษฐาต้องลาจร ลาสายสมรพี่จะบรรพชา เห็นหน้าลูกพระยิ่งทรงพิลาป ชลนัยน์ไหลอาบพระพักตร์ตรา จะเข้าไปอุ้มบุตรก็แสนสุดปัญญา กลัวว่าพิมพาแม่จะตื่นบรรทม ถ้าตื่นขึ้นมาจะพาให้หมอง จะขัดจะข้องจะขื่นจะขม จะทานจะทัดกลัวแม่จะขัดอารมณ์ จะทำให้เสียพรหมจรรยา พระจึงสั่งเนื้อทองทั้งหลับๆ แล้วยกกรประทับที่อุรา จงอยู่เถิดเนื้อนิ่มแม่พิมพา พี่น้องต้องขอลาล่วงครรไล ว่าแม่งามดรุณรุ่งเรือง พี่มิได้แค้นเคืองที่ตรงไหน พี่สดับตัวกลัวภัย พี่นี้จึงได้สันโดษโดย พระชลนัยไหลหยด ทรงกำสรดละห้อยโหยให้อึดอัด สะอื้นโอยไม่สุดอกโดยเพราะความเสียหายสุดา โอ้พิมพาเอ๋ยแม่เพื่อนยาก พี่ต้องจำจากแม่โฉมฉาย พี่สุดรู้สุดคิดสุดจิตสุดใจ พี่สุดอาลัยเสียแล้วแลนา สงสารเอ๋ยสงสารพักตร์ แต่แม่ยอดรักของพี่ยา เคยร่วมไสยาสน์อยู่บนอาศไสยา พระยี่ภู่ผ้าแลเบาะรอง โอ้แต่นี้จะเปล่าเปลี่ยว แม่จะอยู่คนเดียวจะมัวหมอง พี่แสนอาลัยในพระน้อง เพราะพี่เคยประคองทุกค่ำคืน พี่จากไปน้องจะหมองพักตร์ จะไม่มีคนรักมาเชยชื่น จะโศกสะบั้นทุกวันคืน เพราะจากคู่ชื่นร่วมชีวา เสียดายเอ๋ยปางทอง ความผุดผ่องแลโสภา อีกทั้งแท่นที่เคยไสยาสน์ นับแต่จะลับตาด้วยจากไกล พ่อราหุลน้อยเอ๋ยเจ้าลูกรัก จะมิได้เห็นพักตร์ของพ่อไซร้ จงอยู่กับแม่เจ้าเถิดหนาหนา พ่อต้องลาไปบรรพชา พระดำหริสำเร็จเสร็จพลัน ตรัสเรียกนายฉันท์มิท.............เข้ามาไปด้วยกัน กลับ...........อาชา แล้วจะได้กลับมาเป็นเพื่อนกัน พอสั่งแล้วก็แคล้วคลาด ลงจากปามาศราชถาน ฝูงเทวาต่างก็มาบันดาล บ้างโผทยานลอยพะโยม ทั้งอินทพรหมณ์ก็เซ็งแซ่ พากันมาแห่อยู่โห่โหมลอยระลิ่วปลิวลม ขึ้นสู่พะโยมคัคนาน บัดเดี๋ยวใจดูใจดังจักร์ ก็ถึงที่พักอโนมาน หยุดอโนมัยใกล้ปังตตนะ เสด็จลงจากอาสน์ ก็เลยบวชเป็นองค์ (นั่นแหล่) จบ




แหล่หมอยม (กลอนสุภาพ)

ลูกจะเริ่มร่ำคำขาน ตามนุสนธิ์สารลงได้ทราบเสียงประหลาดล้ำในสำเนียง ลูกได้เทียบเคียง เชิญใคร่ครวญ พ.ศ. ๒๔๙๑ ลูกได้ทราบเหตุโดยทางไต่สวน ว่าแดนฝรั่งเศสที่ต่อเขตกับญวน เกิดมีสำนวนเล่ากันนุง ว่ายังมีหมอกุมารสำราญรื่น มีผู้คนแตกตื่นกันนุงตุง ยินดีกันใหญ่ชวนกันไปยุ่ง พรังพรุงล้วนแด่พวกโรคา จะเท็จจริงอย่างไรลูกก็ไม่รู้ เป็นแค่ผู้เขาส่งข่าวมา ว่ามีหมอกุมารเชี่ยวชาญวิชา ให้ผูกให้ยากันหลายหลาย ประสิทธิเวชวิเศษขลัง สันทโครังก็รักษาหาย ศักดิ์สิทธิ์แท้มียาแก้ไข เกิดจากสามนายแด่เดิมที คนหนึ่งชื่อโล้ง จงฟังนิพนธ์ ที่สองหมอยนให้ทราบคดี อีกคนหนึ่งนั้นขันสิ้นดี คล้ายกับกระบี่หนุมาน สถิตอยู่บ้านห้องโสมอุดมเรืองเดช มีวุธธิเวชกำแหงหาญ ยังหมอยมอีกนายเป็นชายเชี่ยวชาญ เคหะสถานอยู่ที่เนินตะเคียน คนนี้แหละหนาที่พวกเราไป แตกตื่นกันใหญ่เฝ้าพากเพียร ไม่ไกลเกินเพียงบ้านเนินตะเคียน พอที่จะเวียนไปหายา แล้วเขายังเล่าให้ยลอีกหนึ่งคนก็วิเศษ สองนัยเนตรมีนาฬิกา เป็นหมอขึ้นมาเองอยู่ครองแข้งบ้านป่า เกิดดวงชะตาได้ดังใจ คนนี้สำคัญขันสิ้นดี คล้ายกับฤาษีตาไฟ อายุสี่ปีกับสี่เดือนได้ เกิดมายังไม่เคยลืมตา แม่เกิดสังหรณ์เฝ้าวอนลูกน้อย ว่าแม่ยอดสร้อยเสน่หา เจ้าเป็นไฉนจึงไม่ลืมตา แม่นึกกังขาเสียเต็มที ด้วยตั้งแต่เกิดแม่ไม่เคยสังเกต เจ้าไม่เคยลืมเนตรแม่มารศรี แม่ไม่รู้ตลอดว่าบอดหรือดี ช่วยลืมสักทีเถิดแม่คุณ ฝ่ายลูกเมื่อได้ฟังมารดร แกมาอ้อนวอนอยู่วายวุ่น จึงตอบออกไปด้วยใจเป็นบุญ ว่าแม่นี้ก็มีคุณอเนกประการ จะลืมเดี๋ยวนี้ก็ลืมได้ แต่สู้ทนเอาใจมานมนาน ด้วยตัวฉันเองคิดเกรงการ จึงไม่ห้าวหาญจะลืมขึ้นมา มาตุเรศทราบเหตุจากบุตร มีความแสนสุดที่กังขา จึงถามออกไปมิได้รอช้า เรื่องราวเป็นมากันอย่างไร ลูกจึงบอกออกคดี ว่าฉันคือฤาษีตาไฟ เกรงจะมีเหตุลืมเนตรไม่ได้ แลตรงใครจะมรณา ฝ่ายมารดาก็คิดสงสัย ว่าเป็นไฉนดวงเนตรลูกข้า แย้มลืมไม่ได้ไฉนนา อยากจะเห็นแก่ตาในบัดดล แม่จึงกล่าวมุสาว่าตรงหน้าแม่ไป ไม่มีผู้ใดเจ้าอย่าฉงน ลืมตาขึ้นเถิดเจ้าแม่เสาวคนธ์ แม่นี้อยากจะยลในดวงตา ฝ่ายลูกอึดอัดจะขืนขัดไม่ได้ ก็แย้มมาให้ดูหน่วยตา มีฤทธิ์ไกลเหมือนยังสายไฟฟ้า ถูกญวนตายห่าไปตั้ง ๕-๖ คนฯ (นั่นแหล่)

แหล่จันทโครบ ตอนลาพระอาจารย์

ลูกจะแกะใบศรี ขึ้นชั้นต้นให้เลิศล้นงามวิสัย แกะเป็นแหม่มน้อยกลับหม่อมพิม แกะเป็นทับทิมแม่ยอดสงสาร จะแกะเฉลิมเริ่มการ แกะเป็นชั้นๆ ว่าอะไรจะดี จะแกะเป็นจันทโครบ ตอบรับผอบจากฤาษีจะกลับสู่พระบุรี กราบลามุนีแล้วรีรา ฤาษีอำนวยอวยพระพร ให้ไปถาวรเถิดนะหลานหนา อย่าลืมอย่าพลงเจ้าจงอุส่าห์ จำคำพระสิทธาที่สอนไป อันผอบทองนั้นของดี เดินในไพรศรีเจ้าอย่าเปิดไข อย่าลืมอย่าหลงเจ้าจงจำไว้ ไปถึงเวียงชัยถึงใคร่เปิดดู ป่วงพระหนอทิบดิน ท้าวเธอได้ยินเสนาะหู ศิโรราบกราบลาดูร พระเจ้าตาจงอยู่หลานจรลา เสียดายเอ๋ยที่เคยเล่นเย็นๆ เช้าๆ ตั้งแต่นี้เล่าเจียวนะหลานหนา นับแต่นี้หลานต้องลาใครเลยจะมาปรนนิบัติ เสียดายเอ๋ยที่เคยเลาะเคยเสาะสร้อย เผือกมันบุกกลอยข้างขอพรึกษา ตั้งแต่นี้หลานจะลาใครเลยจรมาปรนนิบัติ แล้วบ่ายพระพักตร์เข้าสู่ดง เดินมุ่งตรงในพงพนัส คนเดียวเอกา เดินมาในป่าชัฏ ชมสารพัดเล่นนานา มีทั้งโคทึก มฤศี ลิงค่างชะนีบ้างก็เหนี่ยวพรึกษา บ้างห้อยบางโหน บ้างโยนชิงช้า ในเมื่อเวลาใกล้สายันต์ ฟังเสียงมันร้องอยู่เยือกเย็นทุกเส้นโลมา สะท้อนก้องป่าวนาสันต์ ต้นจิกต้นเคยต้นเล่อกระวาล ต้นเต็งต้นตาลต้นโค มะขวิกมะขวาดลางสาดสีระมัน ขนุนขนันมีมากอักโข มะปิงมะปราง มะสางส้มโอ แลเด่ปลายโด่ตะโกสะแก ยังสกุณามันล่าร้อง เสียงกึกก้องอยู่เซ็งแซ่ กิ้งโขงซังแซวนกแก้วกาแก กระทากระแตกระทุงทอง เดินมาในดงแต่องค์เดียว มันให้แสบเสียวสยดสยอง คิดถึงสิทธาน้ำตาไหลนอง พระจันทเดินครองมาตามทาง จะเป็นอะไรที่ในผอบ อาจารย์ท่านก็จบดำรัสสั่ง อุว่าอย่าเปิดเล่นจะเป็นลาง เราจะนอกครูบ้างจะเป็นไรนา จึงหยิบพระขันธ์อันคู่สร้าง เอามางัดง้างเข้าที่ป่า เป็นของอุทิศพระสิทธา อาจารย์ให้มานั่นของดี ลองแย้มดูมิดก็ปิดไปหาย คิดแล้วเสียดายเสียเต็มที ขืนแย้มดูอีกนิด ก็ปิดอย่างเก่าคุณโยมไม่คิดเข้าเดี๋ยวนี้ ไม่มีกำนนผมก็จนฤดีจะเปิดเดี๋ยวนี้ไม่ได้ดอกคุณโมเอย จะเปิดหรือไม่เปิดคุณโยมจ๋า ถ้าผมเปิดออกมาคุณโยมอย่านิ่งเฉย จะเป็นอะไรผมยังไม่รู้เลย ผู้ใดยังไม่เคยก็อยากจะฟังฯ (นั้นแหล่)

จันทโครบ ตอนเปิดผอบ

จะขอสาทกยกนิทาน อดีตกาลนานเหลือใจ เรื่องพระจันทโครบ ตอนเปิดผอบด้วยสงสัย นอกคำครูเปิดดูข้างใน พบทรามวัยมิ่งโมรา จึงได้เสียเป็นเมียผัว ร่วมท้ายจมหัวร่วมทางมา พระพาเมียรักสู่นครา พบโจรป่าเกิดชิงชัย บุพกรรมบุเรชาติ พระจันทถึงฆาตต้องตักษัย ต่อสู้กันพอดีพระขันธ์หลุดไป โมราสองใจยื่นให้โจร ฝ่ายโจรไพรใจอถัน พอได้พระขันธ์ก็พลันเผ่นโผน แทงพระจันทพลันวายชนม์ แย่งนฤมลมิ่งโมรา จอมไตรตรึงจึงลงโทษ นางใจโฉดมากตัณหา สร้างราคินเสียจนสิ้นราคา เลยสาปขวัญตาให้เป็นชะนี ต้องโทษฤาษีผู้มีฤทธิ์ เนรมิตไม่พิถีพิถัน สิทธิ์ก็กลับโดยทันที สร้างนารีไม่ทันอบรม ขาดความคิดเรื่องผิดและชอบ ตามระบอบไม่เหมาะสม ชั่วดีสันดานอยู่ที่การอบรม เช่นสังคมปัจจุบัน เยาวชนคนของเรามิจะโง่ฉลาด ขี้เกียจขยันอยู่ที่การอบรม บ่มใจกันไม่ใช่สวรรค์จะบันดาลไป อีกทั้งฝนตกอย่าเพิกเชื่อดาว ใครมีเมียสาวอย่าเพิกไว้ใจ ถ้าเมียนอกจิตคิดมีชู้ เขามาบอกให้เรารู้ไปเสียเมื่อไร ผมรักเดียวใจเดียว ผมไม่เกี่ยวเมียใคร แต่ขอเตือนใจเอาไว้หน่อยเอยฯ

แหล่พรหมวิหารสี่

จะขอสาทกยกลิขิต ถึงชีวิตอันร้ายแก่นสาร เกิดแก่ตายย่อมวายปราน มัจจุมารเขาไม่ปรานี เมื่อมีชีวิตอย่าริษยา จงอุส่าห์สร้างความดี เอื้อเมตตาและปรานี พรหมวิหารสี่พึงสังวร ต้องพกหินไว้ให้หนักๆ ต้องตามหลักพระธรรมสอน คนทุกคนไม่พ้นกองฟอน มีที่นอนอยู่เพียงฝังกาย อย่าละโมบโลบแต่ลาบ ไม่อายบาปสิ้นทั้งหลาย ยามปลดปลงต้องลงอบาย อย่าก้าวก่ายแย่งกันกิน อย่ายุแยงตะแคงแซะ ส่อเสียดเซาะแซะเดาะแดะดีดดิ้น ไก่เห็นตีนงูต่างก็รู้มลทิน ว่าใครผิดศีลเสียจนไม่สร่างเซา เหาบนหัวของตัวไม่เห็น คนอื่นไม่เป็นกับเห็นตัวเหา ต้องตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกมองเงา ว่าตัวเป็นเหาควรเกาตัวเอง เป็นผู้ใหญ่ต้องใจหนักๆ ให้เหมือนไม้หลักต้องปักตรงเผง อย่ากระดิกชิวหาให้เด็กด่ากันเอง คนเราเกรงกันด้วยความดี อย่าเหมือนไม้หลักที่ปักชายเลน ใครเหนี่ยวก็เอนผิดธรรมวิถี ทำดีไม่ได้เพราะไม่ทำดี ขาดพรหมวิหารสี่หมดดีในตัว คนซื่อจริงๆ ทำนิ่งไม่เห็น ปากหวานไม่เป็นกับเห็นเป็นชั่ว คนเหมือนกันมันก็สำคัญอยู่ที่ตัว ตราตีตราชั่วย่อมติดตัวไปจนตายฯ

แหล่วังแม่ลูกอ่อน

เจริญสุขทุกๆ ท่าน โปรดสดับสารนิทานคำกลอน เกิดขึ้นที่ฝั่งวนวังสาคร วังแม่ลูกอ่อนแต่ก่อนมา ลูกสาวเศรษฐีผู้มีทรัพย์ หนีตามไปกับหนุ่มชาวนา ด้วยฤทธิ์รักสลักอุรา จึงหนีบิดาและมารดร ถือความรักเป็นอมตะ ไม่ถือฐานะเป็นสิ่งแน่นอน จนกระทั่งตั้งอุทรขึ้นมาอ่อนๆ ก็เริ่มระกำ ความยากจนทนลำบาก อดยากทนตรากตรำ ต้องเผาถ่านเป็นงานประจำ เช้ายังค่ำพาลำเค็ญ ถึงยามปลอดคลอดบุตรตรา ร้ายที่พึ่งพาสุดหาแลเห็น น้ำตาไหลชกดกกระเซ็น ถึงคราวยากเย็นระทมทวี จวบกระทั่งนางตั้งท้อง เป็นครั้งที่สองหมองราศี กระจองงอแงท้องแก่เต็มที อ้ายลูกหัวปีหรือก็ซุกซน ต่างปรึกษากันน่าสงสาร ครั้นอยู่ไปนานคงไม่มีผล แล้วตกลงใจจะกลับไปบ้านตน เพราะเหลือจะทนทุกข์ทรมา อุ้มลูกขึ้นเอวน้ำตาอาบ ผัวคอนหาบไปตามประสา ระหกระเหินเดินทางมา ย่ำสนธยาก็เข้าร่มไทร นางเกิดเจ็บท้องร้องไห้โฮ ว่าโอ้โอ๋จะทำไฉน นางบิดกายเบี่ยงเพียงขาดใจ โปรดฟังท่อนปลายด้วยใจเมตตา
ฝ่ายเจ้าผัวก็เซ่อๆ กระเบะกะเม้กะเล่กะล่า งกๆ เงิ่นๆ ออกเดินหายาอนิจจาถูกงูกัดตาย ฟ้าคำรนฝนก็ตกหนาวสั่นงก ฝนตกไม่หาย สงสารนางเพียงวางวาย ทุรนทุรายดิ้นครวญคราง จนบรรลุปัจจุสมัยอรุโณทัยก็เริ่มสว่าง เห็นผัวม้วยมรณ์นอนทับทาง ใจนางดังถูกอัคคี นางลืมตนตะโกนก้อง เอามือลูบท้องร้องเต็มที่ ลูกในครรภ์ออกทันที ดูเป็นที่ทุเรศทุรัง นางกราบศพลาน้ำตาหล่น อุ้มคนจูงคนพิโธ่พิถัง ออกป่าตัดทุ่งพะรุงพะรัง จนมาถึงฝั่งมหานที สั่งลูกคนใหญ่ให้คอยท่า เดี๋ยวแม่จะมารับลูกที่นี่ แล้วอุ้มลูกน้อยลุยลอยวารี ลึกมีตื้นมีก็พอทานทน ครั้งถึงฝั่งวางลูกน้อย ส่วนลูกที่คอยย้อนกลับอีกหน แต่พอโฉมนางถึงกลางสายชล เหยี่ยวใหญ่เฉี่ยววนโฉบลูกน้อยไป นางหมดแรงตัวแข็งทื่อโบกไม้โบกมือร้องตามเหยี่ยวใหญ่ ลูกยืนดูไม่รู้อะไร นึกว่าแม่ให้ตามไปกระมัง ก้าวลงน้ำถึงความตาย นางเห็นลูกชายตายอย่างสิ้นหวัง ก็เลยจบสิ้นใจกับลูกใต้วนวัง เดี๋ยวนี้ชื่อยังอยู่ริมฝั่งเจ้าพระยา
โอ้อนาถวาสนา ถึงเวลาคราระทม แม่เจ้าหนูช่างหูเบา เชื่อคำเขาจึงขื่นขม ตัดเยื่อใยให้พี่ตรม แกล้งทับถมเกินความจริง น้องโกรธใยไล่ผัวจาก ให้ผัวตกยากโอ้น้องหญิง มาลืมอกแอบที่เคยแนบอกอิง ต่างไฟผิงในเชิงคาน พี่ลืมไม่ลงตรงตื่นนอน กาแฟมาก่อนไข่ช้อนใส่จาน ทั้งน้ำล้างหน้าและยาสีฟัน น้ำหอมน้ำมันแม่จัดเอาใจ จะไปทำงานจากบ้านตอนเช้า แม่ก็ขัดรองเท้าเป็นเงาใส เสื้อผ้ารีดกลีบน่าหยิบสวมใส่ งามวิไลชวนให้มอง กลับบ้านค่ำอาบน้ำอาบท่า แม่จัดข้าวปลามาสำรอง แม่เปิดตู้โชว์แล้วยกโหลยาดอง ตักให้ลองคลายนะกังวล พี่ชอบผักน้องรักเจ้ารู้ ผักบุ้งถั่วพลูเต้าเจี้ยวหลน อิ่มหมีพลีมันกันสองคน ชื่นกมลแสนสำราญ กล่อมลูกไปให้ลูกหลับ ร้องเพลงขับวิเวกหวาน กระท่อมทองเมาเพลงเก่านมนาน บัวตูมบัวบานกล่อมให้นอน พอลูกหลับขยับจูบลูกนอนบนฟูกเคียงสม อิ่มเอมใจไม่อนาทร ต้องมาเดือดร้อนเพราะคนปากคัน ปากยาวจริงยิงปากกาเข้าตำราน่าขบขัน เรามีทุกข์เขาคงสุขใจกัน ไม่ช้าสวรรค์คงลงอาญา พระช่วยสาบให้บาปสิ้นดี ให้น้องปราณีเรียกกับเคหา ผัวร่อนเร่แสมเวทนา จากเมียมาน้ำตานอง กินไม่ได้นอนไม่หลับกระส่ายกระสับอกกลัดหนอง ผัวทุกข์ตรอมผอมเป็นกอง พี่คงต้องตรอมใจตาย

แหล่โคบุตร ตอนเสด็จทางชลมารค

จะเอาฟักทองที่เนื้อเหลืองๆ มาแกะเป็นเรื่องพิกุลทอง ด้วยกรรมเก่าของเจ้ามี ในคราวนี้นำสนอง นึกนิยมสมปอง เวลาจะร้องให้สำราญ จะใคร่ยืนในถิ่นทุ่ง เขม่นมุ่งเกษมสรวญ เก็บอุบลเล่นตามกระบวน จึงเชิญชวนพัสดา พระพิชัยมงกุฎ เทวพานุชเทียวนาตมา จะขืนขัดอัทยาก็กลัวแก้วตาจะหมองใจ จึงตรัสสั่งพวกสาวสรรเหล่ากำนัลทั้งน้อยใหญ่ พวกเสนาข้าไทยเร็วๆ ไวๆ จัดนาวา เสร็จประกาศตามประสงค์ เหล่าอนงค์แลเสนา บ้างจัดกันมิทันช้า มารอท่าพระภูธร พระพิชัยมงกุฎ เธอพานุชสายสมร กับโอรสบทจร นามกรชื่อลักษ์ ยม แต่พอเสร็จลงนาวา พร้อมเสนาสาวสนม ต่างรินรื่นชื่นอารมณ์ เสียงระงมพวกฝีพาย มีนาวาสารพัด เหลือขนัดคเณหมาย มีเรือดั้งที่นั่งพาย มีภู่ท้ายผูกห้อยโยน ดูเรือม้าดังจะเผ่น นู้นแน่กินเลนดังจะโยน นั่นเรือคุดฉุดลากโยน นั่นเรือโขนดูช่วงชิง ยังเรือนากลากกัลยา โน่นแน่นาวาคชสิงห์ ยังเรือชัยใจว่องวิง รวดเร็วจริงตุ้มมะทิ่งโยนอึก เสียงเสาเราอยู่โครมครึก อึกทึกในนที (เห่เรือ) เข้าทุ่งมุ่งเก็บฮาฮาไฮ สันตวาดูตุมบานระย้าแลระยับมัน สัตบุษบัวขาวๆ ซิขาวซิขาวเหมือนจาดทา ดูตุมมาพระผ้าแลระยับมัน ลางบ้างทิ้งลางบ้านทอด บ้างยืนกรกอดกลางกั้น ลางบ้างก็ร้องว่าของฉัน บุษบันฉันหมายไว้ก่อน บ้างสาดน้ำเข้าในตา จนม่วนผ้าออกเปลือกปรวน บ้างก็แดะลางบ้างค้อนลางบ้างก็งอนจนเกินงาม เด็กผักบัวทำหัวเราะ เจ้าปลิงมันเกาะเอาที่ง่าม ตัวสั่นงกเพียงตกน้ำ ปลาเปล้ามันซ้ำเอาที่ใต้สะดือ ร้องว้ายตายแล้วฉัน แลดูแผลมันเขียวออกปลื้อ เพื่อนกันมองร้องอื้อหือ มันดมจริงหรือเผ็ดแม่ควันปลา ขวัญอ่อนถอนอุบล เก็บเอาต้นสันตวา เพื่อนกันมองร้องหล่อนจ๋า สันตวามันเป็นงูโงนเงน ได้ยินเพื่อนร้องทัก ก็หยุดชะงักอยู่อุยตาเถร ใจสั่นงกหัวอกเต้นแต่พอแลเห็นขวัญไม่มี (นั้นแหล่)

เครื่องเล่นชูชก ตอนเดินป่า

เข้าป่าละเหวย เข้าป่าละว้า เข้าป่าละหงส์ เข้าดงเฉะฉะน้ำไหลเลอะละ ลื่นยะเดินหยุย อ้อเฒ่าพุงพลุ้ยหาล้มพุบหมับพุบหมับ หลับตาเดินไปสะดุดตกกึ้กละลึกขึ้นได้มุ่งหมายเขว้ดง ต้นเสลาสลายต้นหญ้าใบหญ้าบง ขนมกวนขนมกงมีธงปักกลาง ประดู่ประแด่กิแลทองหลาง ............ บางต้นยางต้นเกล็ด นาเขาพูดพลอดอยู่บนยอดตีนเป็ด นกเขาจับเกล็ดพูดเอ็ดเสียงอึง จู้ฮุกกรู จู้ฮุกกรู กล้วยหอมละว้าดีกว่าเงินสลึง อ้ายนกแร้งทึ้ง ร้องพี่ทิดพี่ทิดพี่ทิดวาที อีตัวเมียมันดีกว่ากี่ทีละพี่ทิด อ้ายตัวผู้รับผิดว่าพี่ทิดสี่ที นกกระต้อยวิ่งติ๋วดาษติ๋ววิ่งคิดเห็นคนเดินชิดวิ่งคิดทุกที ฮ่อเจียวฮั้วเจียว ฮ่อเจียวฮ้อเจียวตัวเดียววิ่งจี๋หมามองเห็น หมีวิ่งรี่เข้าไพร นกกระสาพาเพื่อนไก่เถื่อนอุบไข่ เหยี่ยวฉ่อตัวใหญ่ฉวยปับจับได้ลูกไก่พึ่งออก เสียงแม่มันร้องกระต๊อกกระต๊อก อ้ายตัวผู้มันร้องกระต๊ากกระต๊าก อ้ายตัวนั้นขันลากเสียง จุ้งเดงจุ้งเดง วัวเฒ่าหลังโกงเดินโคลงเป็นเพลง เสียงของเราเองเทศมันให้หนำใจ ทิ้งย่ามตะมะมุดยุดลุกขึนรำพิณพาทย์บ่มี ปลากระดี่ต้มยำทิงโนงโน่งทิงนังทั้ม อ้อเฒ่าเลยช้ำฉวยย่ามเดินไป หมีนาหมาในเสือใหญ่ช้างโต อ้อเฒ่าสัปดนเลิกก้มขึ้นไปโย้อยู่บนยอด แลเสือปลาน่าสั้นยิงฟันแงนแหง๋ อ้อเฒ่ายิ่งแลก็ยิ่งกลัว เห็นเสือคำรามจึงยกย่ามขึ้นทูนหัว (นั้นแหล่)

แหล่ตาเอ้งหลงป่า

ลูกจะเริ่มเรื่องเป็นเบื้องบท ลูกจะจำจดเอาเข้ามาว่า ยังมีบุรุษผู้หนึ่งหนาชำนาญป่า หวังใจจะไปหารังภุมริน แล้วจึงบอกกับบุตรและภรรยา ว่ายังเจอรงกุมภาอยู่ที่ในไพรสิน ถ้าใครแพลงพลัดมันจะกัดจะกิน ข้าจะเอาเสียให้สิ้นชีวาวาย ว่าแล้วมิทันช้า รีบจัดแจงกายารีบผันผาย ครุครบจัดหาใส่บ่าสะพาย แล้วก็ลงบันได...รีบจรลี แต่พอมาถึงยังไพรสน เธอเที่ยวดั้นดันในไพรศรี เที่ยวเสาะหาผึ้งอยู่อึงมี่ สันโดษอยู่ในที่พนาดอน มาประสบพบรังผึ้ง เสียงอื้ออึงกำลังจะอบเกสร จุดคบติดไฟหมายจะราญรอน เธอมิได้ย่อหย่อนในอุรา ด้วยตั้งจิตคิดปราโมทย์หวังประโยชน์ เอาเป็นพักษา แต่พอสมจิตที่เจตนาก็ลงพรึกษาดังใจปอง ว่าเออหนอเราวันนี้ไม่เสียทีคงมีช่อง แล้วก็รีบครรไลสมใจปอง เที่ยวสอดส่องไม่นอนใจ เที่ยวย่องรอดสอดหาพระสุริยาก็เบี่ยงบ่าย เธอให้หิวหวยระทวยกาย อาหารมิได้ลำ........คอ แล้วแข็งจิตคิดมานะ เที่ยวด้นลงเธอมิได้ย่อท้อ พอถกระหานริมธารท่อ ก็เลย..............................ซึ่งเภตรา ที่นั่นเล่าเขาเรียกว่าอ่าวหินดาด แต่ก่อนมิได้ขาดซึ้งลำเภตรา บังเอิญจำเพาะไม่มีใครจะไปมา ครั้นจะหยุดอยู่ท่าก็ป่วยการ เลยตั้งจิตคิดกลับหลัง มุ่งจิตมายังถิ่นสถาน ได้กินน้ำผึ้งต่างโภชนาการ ก็รีบรนรานจรลี บังเอิญมาพบอ้ายรูปดำ อ้ายเซอะเจ้ากรรมมึงมาอยู่นี่ จึงตัดขอพลันถ้อยทันที มิได้เห็นแก่ที่จะค่ำเย็น ได้ปูสี่ตัวมัด.........กัน แหงนดูพระสุริยันก็แลไม่เห็น เธอรู้สึกตัวกลัวจะเย็น แต่พอดีไม่เห็นซึ่งอัมพร ให้มืดมนอลหม่าน เธอเที่ยวด้นดั้นมิได้หยุดหย่อน ไม่เห็นอะไรในดงดอน ผ้าผ่อนเป............ร่อนไม่เหลือเลย โอ้อกเอ๋ยเดือนแปดมันมัวระสุมประชุมน้ำฟ้า มันให้หนาวอุราจริงอกเอ๋ย ไม่มีที่พักกายที่ไหนเลย โอ้อกเอ๋ยช่างยับระยำ ด้นพลางทางบ่นอู้ ว่าอ้ายปูเจ้ากรรม กูหลงใหลมึงจึงได้มืดค่ำ ลูกเมียเขาคงร่ำรำพันคอย จง.........เท่าไหร่ก็ไม่ออกทุ่ง ทั้งริ้นทั้งยุงมิใช่น้อย เที่ยวหลงทางมาห่างลอย คิดๆ แล้วก็น้อยในอุรา จำจะหยุดอยู่ที่กอปง อ้ายปูมึงอย่าพวงเที่ยวหนีหนา เพราะมึงกูจึงต้องค้างอยู่กลางป่า เธอนั่งบ่นว่าอยู่พึมพำ แต่พอเผลอกายปูไหลโกก ตกใจชะโงกเอามือคลำ ชะมึงหลอนกูอ้ายปูระยำ นั่งพูดพึมพำไม่หลับเลย
จะกล่าวถึงบุตรและภรรยา ที่อยู่เคหามิได้เสบย ประมาณสองทุ่มกว่าไม่เห็นมาเลย ก็ไม่เสบยในอุรา ยังมีบุรุษคนหนึ่งชายเธอเที่ยวจุดใต้ตามหา ตะโกนกู่เพรียกเรียกบิดาอยู่ตามชาวป่าดงดอน ฝนหรือก็จะตกอยู่แน่วๆ เป็นกรรมของเราแล้วสะท้อนถอน ไม่รู้ว่าย้อนยอกเที่ยวซอกซอน หรือชีวิตม้วยมรณ์อยู่แห่งใด เที่ยวร้องเรียกไปตาม............... ด้วยเป็นการมืดค่ำไม่ผ่องใส ไม่พบบิดาเที่ยวหาไป พอสิ้นสงสัยแล้วก็กลับพารา แต่พอมาถึงสถานตน แล้วทุกๆ คนก็สนทนา จึงเล่าความที่ตนตามหา ไม่พบบิดาที่ไหนเลย
ฝ่ายพวกบุตรและภรรยา ครั้นได้ฟังลูกว่าไม่นิ่งเฉย ว่ากรรมเอ๋ยกรรม กรรมของเราแล้วหนาเจ้าข้าเอ๋ยกรรม แล้วเหวยตายจริง นั่งพร้อมหน้ากันทั้งแม่ทั้งลูก นั่งกอดเข่าเป็นทุกข์ดังผีสิง ต้องหาหมอจับยามดูความจริง เราจะมัวนั่งนิ่งไม่ได้การ แล้วเร่งรีบไปบ้านหมอ มิได้รั้งรอด้วยความรำคาญ จึงเล่าถึงพัสดาเขาไปป่านาน เขาไปตั้งวันยังไม่เห็นกลับมา หมอช่วยจับยามสามตามิได้นั่งนิ่งดูตามครูสั่ง เอาหลังวิ่งพินิจอยู่เป็นนาน แค่พอทราบสิ้นกระบิลเรื่องเล่าอย่าขุ่นเคืองล่ำโศกสัน ยามบอกว่าไม่ตายยังไม่วายชีวัน เจ้าอย่าโศกสันไปนักเลย พรุ่งนี้เช้าเห็นก็เห็น ถ้าไม่เห็นเจ้าจงตระเวนอย่านิ่งเฉย ได้ฟังหมอว่าเจ้าข้าเอ๋ย แล้วก็..............เลยไปตามควร ว่าตายก็ตายหมอคงบรรยายให้ถี่ถ้วน หมออย่าสำนวนเป็นอำพราง หมอก็บอกจนหมดกระบิลว่าชีวิตยังไม่สิ้นทำลายร่าง เที่ยวเดินเวียนวงทองทาง ข้ามิได้อำพรางเป็นความจริง ได้ฟังหมอว่าไม่ช้านาน ก็รีบกลับบานดังผีสิง ฝ่ายบุตรทั้งหลายแลชายหญิง เห็นมารดามาก็วิ่งไปถามพลัน ว่าหมอเขาทายอย่างไรบ้าง จงเล่าให้ฟังเถอะ....ฉัน ครั้นได้ฟังลูกถามเธอก็ตอบความพลัน ฝ่ายบุตรทั้งนั้นก็ทราบเรื่องราว แล้วพากันร้องไห้ฝ่ายน้ำตา บ้างรำพันว่ากันอื้อฉาว ตั้งแต่นี้ไปจะตีสีให้ดิฉัน บ้างร้องไห้โฮโอ้โอ๋นับวัน เมื่อไรจะพบท่านพระบิดา นั่งร้องไห้กันเป็นหมู่ๆ บ้างไม่รู้ว่าม้วยมรณ์ ไปตกต้นไม้หรือหักกายกร หรือชีวิตม้วยมรณ์อยู่แห่งใด หรือว่าไปแย่งรังภุมริน มันกัดชีวิตเสียสิ้นลงตักษัย ว่ากรรมเอ๋ยกรรมจะทำอย่างไร ต่างคนร้องไห้ทรงโศกา
ยังมีบุรุษคนหนึ่งหนา มาร้องห้ามว่าจะร้องไห้ไปทำไมนะจ๋า จงหัดจิตเสียบ้างฟังข้าว่า คิดอ่านตามหาเห็นจะดี ให้ฟังบุรุษที่สองร้องห้าม ด้วยความระกำที่หมองศรี เมื่อไรจะรุ่งแจ้งแสงคีรี เทวเฝ้าโสภีกันมิได้หลับนอน แต่พอรุ่งแสงพระสุริยา เธอรีบหุงข้าวปลามิได้หยุดหย่อน หวังจรตามหาพระบิดร ให้เร่าร้อนในอุรา ไปวักวานพี่น้องทั้งลูกหลาน และผู้ใหญ่บ้านก็มากมาย ปรึกษากันอึงคะนึงไป บ้างคิดวุ่นวายกันอลหม่าน บ้างก็ว่าเอาหมาไปและดี เพราะอยู่ในที่ไพรสันต์ บ้างห้ามว่าอย่าๆ ไม่เป็นการ เดี๋ยวกัดเตี่ยวายปรนเธออย่าเอาไป พอรุ่งแจ้งพระสุรัสวดี ไม่ช้าทีเธอก็รีบผันผาย บ้างทุ่งข้าวล่ำน้ำตาลทราย ห่อได้สะพายไม่รอรา ไปพบบุรุษคนหนึ่งใช้ควายอยู่ มีผู้เขาไปถามหา ให้ช่วยโต้หลงคนหลงป่า ช่วยทายดูว่าจะเป็นหรือตาย บุรุษได้ฟังคำเขามากล่าวหา ก็หยุดปรึกษาช่วยแก้ไข ไม่เลอะเทอะเลอะกันในทันใด แล้วก็สอบไล่ไปตามควร ได้ฟังเขาว่าเป็นแม่นยำ ทุกถ้อยคำไม่เรรวน ต่างรีบไคลคลาเวลาก็จวน ต่างคนก็ค่อนรีบไคลคลา แต่พอมาถึง.........พลัน ต่างก็พบท่านพระบิดา แสนปรีเปรมเกษมอุรา เจอกันแล้วก็มาสถานตน แต่พอมายังถึงยังบ้านพลัน ที่กำลังโศกศัลย์กันอลวน ชาวประชาที่ได้มายล กำลังโศกสนต่างก็ฮาทันใด ฯ (นั้นแหล่)
แหล่ขุนแผนเข้าหาวันทอง

จะแกะเป็นขุนแผนแสนผ่องแผ้ว เมื่อเข้าห้องแก้วกิริยา พลางเดินนาถเที่ยวยาตรา แสวงหาแม่วันทอง ครั้นถึงหอกลางย่างขยับ กระจกจับคันแสงส่อง ประทีปประเทืองอันเองรอง ประไทย่องชัชวาล พลางประนมกรอ่อนเกด ร่ายพระเวทย์สะเดาะห์คาน กระเด็นกระดอนกลอนทวาร ก็เปิดบานกระบัดใจ ครั้นมาถึงม่านชั้นต้น แลดูโสภณผ่องอำไพ หนูพิมทำพี่ยังจำได้ ฝีมือกระไรช่างเหลือดี โฉมแฉล้มเล้าช่างฉลาด เจ้าปักเป็นนาถเทวี ทำยิ้มกระนวลยวนยี เจ้าทำเป็นที่จะชวนชาย ปักเป็นมานพวาสุที เมื่อประสบกากียอดโฉมฉาย มานพชม้อย กากีชม้าย นางให้ระคายใน.......... มานพก็..........กากีก็กรอง ต่างหวังปองจะสู่สม ทั้งสองข้างหมางระทม ต่าง..............กลบตรอมฤทัย ทั้งสองจิตก็พิศวง ทั้งสององค์ก็พิสมัย ตาต่อตาใจต่อใจ จึงรู้ได้ในเชิงชน ว่าโอ้โอ๋วันทอง แม่ช่างเหมือนกากีแสนกล ขุนแผนฟันม่านออกขาดป่วน แล้วจรดลรีบเดินมา ครั้งมาถึงม่านชั้นสอง แลดูผุดผ่องสะอาดตา เจ้าปักเป็นห้องทิมวาที่แนวพนาเนินพนม เจ้าปักเป็นจันทรโครพ เมื่อเปิดผอบออกชม มาพบโมราสวยสมสนิทสนมเสน่ห์ใน เจ้าช่างสำอางนางช่างสำออย ดูเรียบร้อยเสียนี่กระไร ตอนฆ่าผัวรักทำไมไม่ปักเอาไว้ หรือกระดากใจในสุดา พี่เข้ามาหาจนถึงห้อง แม่นุชน้องไม่เห็นมาหา หรือใจเจ้าเหมือนใจโมรา เจ้าเข่นฆ่าผัววายวาง ขุนแผนฟันม่านออกขาดป่รน ถาดถ้อยกระโถนกลิ้งโฉ่งฉ่าง เลยขึ้นบนเตียงเข้าเคียงข้าง แล้วถีบขุนช้างหัวคะมำ แล้วเอาดาบโกนหัวเสียหรอมแหรม แล้วยักหยอมแหยมเอาไว้ยับระยำ เอาดินหม้อทาเสียหน้าออกดำ แล้วถีบถลำไถลตกเตียง แล้วเข้าไปหาแม่วันทอง เฝ้ากอดประคองแม่คู่เคียง เอามือรูปหลังแม่เนื้อเกลี้ยง แล้วเอนเอียงอ่อนสำออย แล้วคลายมนต์ที่สะกด ให้รัดทดเฝ้าเสื่อมถอย เข้ากอดประคองน้องน้อย พี่เศร้าสร้อยแสนอาลัย พี่เข้ามาหาจนถึงห้อง แม่นุชน้องนอนนิ่งเสียได้ พี่หวังจะพาแก้วตาไป เข้าสู่ในแนวพนา จะแกะเป็นโฉมแม่วันทอง แม่นุชน้องกำลังนิทรา ครั้นแว่วสำเนียงเสียงเจรจา นางรุกผวาสารพลาง เข้าถอดขุนแผนไว้แน่นสนิท นางสำคัญคิดว่าขุนช้าง พลางให้สะเทิ้นเหินห่าง ฉะอ้อนพลางทางพิลัย จึงว่าทูนหัวผัวฉัน เมื่อคืนเมียฝันว่าไฟไหม้ ทั้งฟูกทั้งหมอนที่นอนใน ล้วนแต่ไฟไหม้ให้เสียหาย ตัวหม่อมฉันยังสั่นอยู่รัวๆ ขอเชิญทูนหัวพ่อช่วยทำนาย ว่าฝันอย่างนี้มันจะดีหรือร้าย นางแนบกายเข้ากอยเกย ขุนแผนกระซิบเข้าที่โสต แม่พองมะโหดหอมระเหย นี่แหละผัวเก่าเจ้าอย่าลืมเลย จะกลับมาเชยเสียให้ชื่นอุรา คนที่กอดนี่แหละผัวเก่า ที่จากเจ้าเสาวภา จะมาสมานแก้วกานดา หนูพิมแม่อย่าผวาองค์ นางพิมรู้สึกให้นึกแค้น รู้ว่าขุนแผนฤทธิรงค์ นางผลักพลิกแล้วหยิกส่ง คอยเลื่อนองค์ลงจากเตียงใน แลเห็นขุนช้างลงนอนคว่ำ นางพิลัยร่ำแสนอาลัย นางผลักพลิกแล้วหยิกกาย ขุนช้างก็ไม่ตื่นตน ขุนแผนได้สดับคำนาง เห็นนางปลุกขุนช้างอยู่สับสน จึงว่าหนูพิมนี่แสนกล ช่างแยบยลมากลับกลาย อันคนที่หลับหรือแม่จะกลับให้ฟื้น อันคนที่ตื่นนอนนิ่งเสยได้แม่ช่างมาตักเตือน ไม่เหมือนใจน้อยหรืออาลัย แม่ช่างไม่วารี (นั่นแหล่)

แหล่รามสูรเมขลา

สุริโยโพ้พวยพุ่ง จวนจะรุ่งปัจจุสมัย แสนรัญจวนให้ป่วนใจ มันเกือบจะใกล้รุ่งสาง ศศิธรขึ้นจรแจ้ง จวนจะรุ่งแสงสายสาง ให้หมองมัวมือดูจืดจาง คล้ายเหมือนจะร้างแรมโรย พิรุณพลั่งขึ้นส่งฟ้า จวนเวลาจะหวลโหย พระพายก็พัดสะบัดโบย น้ำค้างก็โปรยปรายละออง พระมาตุรีดีต่อน อัสดรเม่นผยอง พอรุ่งแจ้งแสงทอง หิรัญเรืองรองเหลืองอุไร หอมกระถิ่นกลิ่นดอกฟ้า จวนเวลาอุทัยขัย ฟุ้งฟ้าสุมาลัย ช่างชื่นหัวใจกระไรเลย เย็นฉ่ำน้ำฟ้า ช่างหนาวอุราจริงอกเอ๋ย พระจันทร์สดับลับเลย คราวนี้อดเชยต้องชวดชม ดุเหว่าก็ถีบรีบเร่ง สกุณาก็เซ็งแซ่ผสม ไก่แก้วก็ขันกระชันระงม อยู่ในพนมเชิงพระสุเมธ
ยังมีนางเอกชื่อว่าเมขลา มือถือจินดาเที่ยวตรวจตระเวน ทั่วพิภพจบเจน เที่ยวตรวจตระเวนคอยระวัง ได้รับพรจากพระสยม ประสิทธิ์สมประสาทสั่ง ให้รักษากระเศียรระเวียนวัง แต่ดึกดำบรรพตั้งพุทธกาล ยังมีเทพอสุริพงษ์ ฤทธิรงค์อันเรืองหาญ ทวยเทพทุกสถานไม่อาจต่อต้านด้วยเกรงฤทธา ประหวัดนามตามตระกูล ชื่อว่ารามสูรขุนยักษา มือถือขวานประสิทธิอิสรา จากฟากฟ้าโปรดพิมาน เที่ยวเวียนรอบขอบพระสุเมรุ เที่ยวตรวจตระเวนระวังด่าน ฝ่ายว่ารามสูรขุนมาร เหาะทะยานแล้วรีบมา (ยังมีต่อ)

แหล่ชมนก ทำนองสันสกฤต

พราหม เม ดูกะระมหาพราหม พราหมเจ้าเอ่ย ท่านจะเลยไปในแดนดงพงพนาเวช จงจำสำคัญให้มั่นเขตเป็นเขาเขิน หนทางที่จะเดินมันก็ยากค่อน จะได้ฟังแต่เสียงจักจั่นพรรณเรไร แม่หม้ายลองในฟังวิลัยจับจิต เสียงลูกมันร้องอยู่แหวๆ แม่มันร้องอยู่หวีดๆ จักจั่นร้องจี้ด จิ้งหรีดร้องหริ่งๆ จะติดหรือไม่ติดคิดๆ แล้วก็นิ่งจะจริงหรือไม่จริง นั่งนิ่งอยู่ทำไม คุณโยมเอ๋ย ท่านอย่าเกี่ยวนี่ว่าเสียงอะไร ยังเล้าฝูงไก่อยู่ในหิมวา บ้างอูบ้างแจ้ร้องแซ่ขันจ้า บางตัวหลับตาขันเอ้กอี๋เอ่กเอ๋ก ไก่อูก็ขันอยู่โอกอี๋โอ่กโอ๋ก นกกระวังโพลมันก็ไส่อยู่โฮกโปกโฮกโปกๆๆ ยางแกกบินโกกร้องอยู่แกๆ ว่าอีจับแกร้องอยู่กาๆ ยังฝูงนกบางกอกมันเที่ยวซอกหาปลา ลางตัวหลับตาอยู่ใต้ต้นมะกอก ฟ้าผ่าน่าฟังเสียงร้องอยู่ดังอ๊อกๆ นกแซกบินซอกร้องสีแซกๆ นกฮูกตาแหกร้องอยู่ฮูกกุก ฮูกกุก เขาชวาขันระรัวกลัวอะไร จะทุกข์อีแม่หัวลายจุกทุกอะไร กับผัวกลัวอะไรก็ทุก ถ้าใครอยากสนุกก็บรรทุกเข้ามา พิลาปเข้ารังน่าฟังจริงขวบผ่า หวลหันขันหาฮื่อฮือๆ ยังนกทึดทือร้องพิทิตพีที พิทิตพที อีตัวเมียมันดีว่ากี่ทีละที่ทิด อ้ายตัวผู้รับผิดว่าที่ทิตสี่ที นกกระต้อยตีวิดอีริดหหติดดี๋ ตัวผู้ไล่ตีร้องอยู่แตแหว๊ดแตแหว๊ด นกคุ่มคางอืดนกกระจาบร้องแว๊ด เขาโนดงหนีแดดร้องอยู่เอ็ดอึง ยังนกแร้งทึ้งกิ้งโขงกาแกร้องแซ่ริมบึง เงินเฟืองเงินสลึงคิดเทียบยังไม่พอ นกกระทาร้องทักเสียงบักกอกดอ ลางตัวขันอ้อเสียงปักวรทัดทาๆ นกกวักบินเผ่นเที่ยวเต้นหาปลา ร้องปักขวักว้าๆ บินมาเข้าโพลง นกยูงยืนย่องเสียงร้องโด๊งโห่ง ลำแพนเป็นองน่าดูไม่เบา นกเขาไซร้ขนอยู่บนต้นเสลา คารมไม่เบาจู้ฮุกกรู จู้ฮุกกรู

แหล่ศีลห้า

จะแกะใบศรีขึ้นชั้นต้น ให้เลิศล้นงามหนักหนา จะเอาฟักทองที่เนื้อเหลืองๆ มาแกะเป็นเรื่องศีลห้า ตั้งต้นแต่ปาถา พระศาสดาโปรดพิปลาย ปาณา ท่านห้ามฆ่าสัตว์สารพัดสิ้นทั้งหลาย อย่าร้างชีวิตให้วางวาย ให้สัตว์นั้นตายมรณา ถ้าใครล้างลงให้วายวาด ศีลนั้นจะขาดจากองค์ห้า ทั้งบุรุษและสีกา จงอุส่าห์เร่งจดจำ อทินนาทานา ท่านห้ามจิตอย่าได้ดลคิดเป็นโจรกรรม ของๆ เขาอย่าได้ทำ อย่าได้ขืนคำรับรอง ถ้าแม้พรึกษาให้พลั้งพลาดศีลนั้นจะขาดออกคล่องๆ จงหักจิตอย่าคิดต้อง อย่าหมายปองเลยพ่อคุณ กาเมสุมิฉาจาร อย่าหลงในการกามเมถุน จงหักจิตอย่าคิดวุ่นในกามคุณอย่าหมายปอง ลูกเมียของเขาอย่าผูกสมัครประสมสอง เมื่อของเขามีเจ้าของอย่าหมายของเข้าปะปน ตอนดับจิตปลิดปลิวจะไปขึ้นต้นงิ้วระเหระหน เป็นบุรุษต้องอยู่ข้างล่าง ถ้าสตรีนั้นวางไว้ข้างบน โยมพบาลล้วนคำมล เขาเอาหอกยลไล่ทิ่มแทง ด้ามหอกนั้นโตเท่าลำตาล ปลายหอกนั้นบานลุกเป็นไฟ เขาทิ่มแทงไม่ปราณีปราศรัย เขาทิ่มแทงได้ทุกคืนวัน แล้วยังมีกาข้างหมาโตเห่าโฮๆ แล้ววิ่งหันแร้งปากเหล็ก ตัวสำคัญต่างช่วยกันเข้ากัดกาย บาปที่ผิดเมียเขาไฟจึงเผาที่ในอบาย ท่านบุรุษสตรีทั้งหลาย อย่ามุ่งหมายเป็นกังวล มุสา แปลว่าปด อย่าสบถเล่นรนๆ พูดคำไม่จริงมันจะยิ่งเสียคน ก็คงไม่พ้นจตุรา ถ้าฟังแล้วโปรดจดจำ ซึ่งถ้อยคำที่พรรณนา สมเด็จพระศาสดาท่านเทศนาเป็นจริงจัง สุราเมระยะมัจฉะ เป็นคำของพระท่านดำรัสสั่ง ถ้าใครกินนักแล้วต้องมักระวัง ถ้าพลาดพลั้งจะเกิดความ เหล้าฝรั่งเหล้าจีนเหล้าญวน มันเป็นของล้วนที่ไม่งาม ถ้าใครยังหลงพยายาม ดูเป็นความไม่สู้ดี ยังเหล้าไทยนี้ก็สำคัญ อ้ายตัวขยันมันอยู่ที่ยี่กงสี ถ้าใครกินเข้าแล้วเมาเต็มที ถึงตัวฉันนี้ก็เคยลองดู พอดึงหน้าในตาขวาง แลเห็นช้างเท่ากับหมู่ พูดเอ็ดอึงขึ้นมึงขึ้นกู ตะคอกขู่คำรามรน ตัวเจ้าเล็กเป็นเลือดเป็นไร กินแล้วไต่ได้เต็มถนน ไม่ว่าผู้ดีหรือคนจน เที่ยวซุกซนตะเกียกตะกาย แต่พอดื่มเกล้าเข้าปาก ความทุกข์ความยากก็สูญหาย พูดเก่งกล้าท้าทาย เกิดวุ่นวายถึงทุบตี ต้องไปติดขมาติดตะราง เพราะหนทางที่ไม่ดี ครั้นม้วยชีวินสิ้นชีวี ต้องไปสู่ที่ขุมอบาย ถ้าฟังแล้วจงจดจำ ซึ่งถ้อยคำฉบับบรรยาย ทั้งบุรุษสตรีทั้งหลาย จงห่างไกลกันทุกๆ คนฯ (นั้นแหล่)

แหล่พราหมณ์เกสรแปลงกาย

พรานพาพราหมณ์เข้ามาถวาย กลับพระโฉมฉายเรืองศรี ลักษณวงศ์องค์สามี เหลือบเห็นพราหมณ์ชีแสนงดงาม แต่เธอยังไม่ประจักษ์แจ้ง ในจิตคลางแคลงเฝ้าซักถาม พูดยียวนลวนลาม เธอยิ่งมีความนึกเมตตา ฝ่ายเจ้าพราหมณ์ผู้งามพริ้ม ทำยิ้มๆ แล้วก็เยื้อนว่า ว่าโอ้โอ๋อนิจจาคิดๆ ขึ้นมาก็น่าอาย ประเดี๋ยวก็กอดประเดี๋ยวก็ว่าง เข้ามาเคียงข้างไม่ห่างหาย นำชุลมุนวุ่นวาย หม่อมฉันก็เป็นชายเหมือนกัน ลักษณวงศ์จึงปลอบงามปลื้ม ว่าพี่นี้ไม่ลืมดอกจอมขวัญ ในจิตใจพี่หมายมั่นคิดถึงแจ่มจันทร์ที่จากจร ฝ่ายเจ้าพราหมณ์ผู้งามพริ้ม ทำยิ้มยิ้มแล้วก็ค้อน พลางเหลือบแลด้วยแง่งอน นางฉลาดซ้อนซึ่งรูปทรง ..................... ฝ่ายยี่ซุ่นผู้งามพักตร์ แลเห็นพระลักษณวงศ์ เธอคลั่งคล้ายเข้าใหลหลง เข้าแอบองค์กลับเจ้าพราหมณ์ ยี่ซุ่นก็คิดจะอิจฉา คอยตั้งท่าจะใส่ความ ด้วยใจร้ายกาจชาติอุทาม จึงคิดตามจรดล แต่พอลับหลังยังหม่อมผัว นางมิใช่ชั่วในเชิงชน นางทำโอ้โอ้ด้วยเล่ห์กล นางมานั่งบ่นอยู่ขมุบขมิบ คอยหาช่องจะฟ้องผัวทั้งเนื้อทั้งตัวอยู่ขยุมขยิม นางคอยย่องกรอบย่อบกริบ เข้ามากระซิบใกล้เจ้าพราหมณ์ ว่าอะไรมันติดที่ชายผ้าห่ม เจ้าพราหมณ์ทรามชมเธออย่าได้ขาม ฝ่ายยุพเยาว์เจ้าพราหมณ์ก็ทำตามพระเสาวนีย์ นึกว่าใช้ให้พราหมณ์ทำ นึกว่าบาปกรรมที่ไหนจะมี นางไม่รู้จักว่าอัคคี เสมือนเอามือเข้าไปจี้ที่ไฟ เอื้อมมือไปยังมิทันจะต้อง แม่ยี่ซุ่นแม่ก็ร้องอยู่อึงไป นี่ว่าโปรดฉันใด ดูช่างมาทำได้ทำดี ยี่ซุ่นฉะอ้อนไปวอนผัว นางทอดตัวลงโสภี แกล้งใส่ความเจ้าพราหมณ์ชี แกล้งเสียดสีพูดเสริมความ ว่ามันขยุมมาขยำ มันมาแกล้งทำให้หยาบหยาม ใจก็กล้าบ้ากาม มิได้เกรงขามซึ่งฤทธา มันมากระตุกที่ชายพก มันมากระทกที่ชายผ้า มันทำขว้าไกลเที่ยวไล่หา มันทำเป็นท่าท่วงที นี่หากหม่อมฉันยังคอยปัดป้อง หาไม่ตัวน้องคงป่นปี้ นางทอดตัวลงโสภี เอามือตีหัวอกตึง
ฝ่ายพระลักษณวงศ์ กำลังโฉลงหวงหึง กริ้วนักพระพักตร์นึง ว่าอุเหม่มึงอ้ายพราหมณ์ เสียแรงกูรักเป็นหนักหนา ควรหรือมึงมาทำหยามหยาม ใจก็กล้าบ้ากาม มิได้เกรงขามซึ่งฤทธี เหวยพวกโขนจ่า จงพาอ้ายพราหมณ์เอาไปซักถามให้ถ้วนถี่ แล้วเฆี่ยนสักสองร้อยโดยคดี แล้วประหารชีวีให้บรรลัย ฝ่ายพวกโขนจ่าเขาก็มาเอาตัว จับจิกหัวด้วยทันใด เข้าฉุดคร่าไม่ปราศรัย เอาไปรอไว้ที่หน้าพระลาน สงสารพราหมณ์ผู้งามขำ ต้องจองจำทรมาน ด้วยนางทรงครรภ์กุมาร ให้เจ็บเสียวซ่านทั่วอินทรีย์ ไหนจะเจ็บพวกโขนจ่า มันฉุดคร่าเข้าทุบตี ไหจะเจ็บครรภ์นางโฉมศรี แทบชีวีจะสิ้นชีวา พระธรรมรงค์อันองอาจ ชักหวายปราดตรงเข้ามา ยืนสองข้างทั้งซ้ายขวา ก็ประดาประดังเสียงฮือ แสนสงสารเจ้าพราหมณ์น้อง เสียงเจ้าร้องครางอือๆ ขวับลงไปมิได้คือ หวายขาดวื้วเสียงร้อยหวีดโอย เอวองค์อ่อนระทวย ให้หิวระทวยหอบโหย นางเจ็บท้องร้องโอดโอย ระบมโบยทั่วกายี ขวับโอยขวับโอยระบบโบยทั่วอินทรีย์ พอหวดเฟี้ยวเสียวสะดุ้ง โลหิตก็พุ่งไหลปรี่ๆ ออกโทรมซาบอาบอินทรีย์ พราหมณ์ก็เลยชีวีสลบลง
ฝ่ายเพชฌฆาตพวกโขนจ่า เห็นพราหมณ์ชีวิตจะ........... คอยเอายาดมมาลมลง พราหมณ์คอยดำรงมิทัดทาน สงสารพราหมณ์น้อยร้อยชั่ง เหลือกำลังที่จะทนทาน เจ้ารูปหล่อแสนทรมาน แสนสงสารเสียนี่กระไร น้ำตาย้อยลงพลอยพลั่ง ว่าโอ้โอ๋คราวครั้งจะทำไฉน นางสู้กัดฟันกลั้นใจ นางร่ำพิไรทรงโสกา ว่าโอ้โอ๋องค์พระทรงศร น้องขอลาก่อนกระหม่อมขา ตัวน้องเป็นเวรเวลา น้องตามมาหาไม่ปราณี น้องไม่มีผิดสักนิดหนึ่ง ควรหรือมาหึงมเหสี เห็นใจทรงธรรม์ในวันนี้ น้องไม่ขอดีละพระภูวนัย จะให้น้องกับกายกายา น้องจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน บ้านเมืองของเขาจะอยู่ไปเอาทำไม ก้มหน้าบรรลัยนั่นแหละดี โอ้โอ๋แม่กินรา จะไม่ได้เห็นหน้าน้องแล้ววันนี้ น้องขอลาตายวายชีวา เพราะยี่ซุ่นกาลีมันกระไร โอ้โอ่พระภูมี ช่างมาเห็นดียกให้ มันช่างงามน่าสาแก่ใจ นี่จะโทษใครพระเจ้าตา
ฝ่ายเพชฌฆาตไม่รอรั้ง เขาก็จูงไปยังที่แท่งฆ่า นางอ้อนวอนว่าพี่จ๋า อย่าเพิกฆ่าด่วนฟาดฟัน ขอให้น้องได้ภาวนา ไปตามประสาของดิฉัน แล้วนางประกาศกับเทวัญ ที่ในช่วงนั้นผู้เชี่ยวชาญ น้องไม่ผิดสักนิดหนึ่ง ควรหรือมาถึงก็มาประหาร ขอเชิญเทวฤทธิ์สถิตวิมาน จงมาเป็นพยานลูกไวๆ ฝ่ายกุมารที่อยู่ในครรภ์ เจ้าก็ดิ้นป่วนปั่นอยู่ไหวๆ เฝ้าดิ้นรนด้วยทนไม่ได้ นางร่ำพิไรทรงโสกา นางปลอบลูกน้อยร้อยชั่ง ว่าลูกจ๋าจงฟังแม่จะว่า นึกสมเพชเวทนา สงสารมารดาอย่าดิ้นรน เจ้าจะเป็นหญิงหรือเป็นชาย จะมาพลอยตายวายชนม์ สงสารมารดาอย่าดิ้นรน แม่จะสวดมนต์ภาวนา
เพชฌฆาตย่างขยับ เห็นพราหมณ์นั่งหลับภาวนา จึงย่างสามขุมมือกุมศาสตรา แต่พอได้ท่าก็ฟาดฟัน เสียงฉับๆ เลือดพู่งฉูด นางก็ประสูติพ่อแจ่มจันท เป็นชายงามเลิศเฉิดฉัน คล้ายๆ กันกับพระบิดา เพชฌฆาตให้หวาดหวั่น ก็รีบผายผันไคลคลา ไปทูลทรงฤทธิ์อิสรา ก้มเกล้าเกศาบรรยาย ข้าบาทประหารผจญชีวิต อ้ายพราหมณ์ที่ผิดโทษถึงตาย ทูลตั้งแต่ต้นไปจนปลาย จนทราบใต้ฝ่าธุลี
ฝ่ายพระลักษณวงศ์ เธอเฉลียวองค์ด้วยทันที คิดเห็นจะเป็นน้องแก้วพี่ เกศาแล้วกระมัง มิทันจะผัดเครื่องภูษา ก็รีบ...............ลงจากวัง เสด็จขึ้นวอไม่รอรั้ง จนกระทั่งถึงพระศพนาง ได้ยลพักตร์อัครรส น้ำพระเนตรลงอาบปาง ทรงกรรแสงมิได้สร่าง มาคิดถึงนางที่มรณา จึงยกเศียรขึ้นมาชู ว่าโอ้โอ๋แม่คู่ชีวา เจ้าแปลงเป็นพราหมณ์ติดตามมา แล้วสู่อุส่าห์มาในดง ถ้าแม้นนางเป็นกษัตรี ไหนเลยชีวีจะสิ้นชีวง ในทรวงสะท้อนร้อนองค์ สบพระพักตร์ลงทรงโสกา (นั้นแหล่)

แหล่สุวรรณสาม

ยังมีมานพคนหนึ่งหนา พระชันษาได้สิบหกปี พึ่งรุ่นหนุ่มน้อยโสภา พร้อมลักษณาเป็นนวลฉวี บุรุษใดในธานี ไม่เห็นใครจะมีมาเทียมทัน บิดรมารดาก็เป็นดาบส เธอทรงพรตพรหมจรรย์ บิดรมารดาเสียตาด้วยกัน น่าอัศจรรย์เจ้าพ่อคุณ มีลูกชายโฉมงาม ชื่อสุวรรณสามใจบุญ ประคับประคองสนองพระคุณ มิให้เคืองขุ่นบทมาล ครั้นรุ่งเช้าก็เข้าป่า แสวงหาพักษาหารได้เต็มห่อเห็นพอการ รีบกลับสถานพระกุฎี รีบจัดแจงแบ่งผลไม้ เอาไปถวายพระชนนี ด้วยสองชนกปกเกสี มิได้อยู่ที่แห่งเดียวกัน ครั้นแบ่งสำเร็จเสร็จสรรพ แล้วเธอก็กลับขมีขมัน รีบจัดแจงแบ่งปัน ถวายนัลทรรผู้เป็นบิดา ครั้นสำเร็จเสร็จสรรพ แล้วเธอกลับไปอำลา ทูลบวรดิษพระบิดา นางปาริกาผู้เป็นชนนี แล้วฉวยทนนขึ้นใส่บ่า พลางยาตราลงจากกุฎี เดินตรงลงมาถึงท่านที ฝูงมฤดีก็พากันตาม บ้างไปข้างหน้าบ้างก็มาข้างหลัง คอยระวังพระสวรรณสาม เหมือนอย่างบัณฑิตผู้ติดตาม พยายามพรมดูร ถึงท่านทีเข้าทันใด ชวนกันลงไปเป็นคู่ๆ ล้อมหน้าล้อมหลัง....................... เป็นหมวดหมู่อลวน ฝ่ายท้าวกระบิลพัทธ์ เธอยืนชงักแลฉงน บุรุษผู้นี้ที่ชอบกล ไฉนมาปรนมฤดี จะเป็นเทวาหรือมนุษย์ ช่างบริสุทธิ์ผ่องศรี จะเป็นคทธาหรือวาสุกี จะลองดูทีจะเป็นไร ครั้นจะเข้าไปถามถ้อย กลัวพ่อหนุ่มน้อยจะไม่ปราศรัย ครั้นจะหลีกเลี่ยงลับไป โอ้ที่ไหนจะรู้จักนาม กระบิลพัทธ์จึงชักเอาศร เข้ามาไว้กับกรไม่เข็ดขาม ฝ่ายทรงธรรม์พระสุรรณสาม เธอแบกหม้อน้ำขึ้นจากนที กระบิลพัทธ์จึงลั่นศรไป ถูกพระหน่อไทยแทบม้วยเป็นผี โลหิตไหลซาบอาบอินทรีย์ น่าปราณีเสียนี่กระไร ความเจ็บปวดเป็นยวดยิ่ง สู้สะกดใจนิ่งไม่หวั่นไหว ปลดหม้อธาราจากบ่าลงได้ แล้วเอาวางไว้ด้วยดิบดี พระหัตถ์เกลี่ยทรายเอนกายลงนอน ด้วยพิษศรซวบสิ้นอินทรีย์ น่าเวทนาพระบารมี หน่อชินศรีพระศาสดา พระโพธิสัตว์จึงตรัสออกไป ว่านี่ผู้ใดมายิงเราหนา ต้องการสิ่งใดในตัวข้า เชิญแวะเข้ามาอย่าช้าอยู่ใย ฆ่าช้างหมายจะเอางา นี่มายิงตัวข้าแล้วหนีไปไหน ถ้าแม้นชีวันเราบรรลัย เห็นจะไม่ได้พูดจากัน ฝ่ายท้าวกระบิลพัทธ์ให้นึกรักพระทัยจอมขวัญ ว่าน้อยหรือเรายิงนอนกลิ้งอยู่นั่น ยังเชิญขวัญเราให้เข้าไป ช่างพูดจาแต่ล้วนไพเราะ น้ำเสียงเสนาะจับจิตใจ คิดแล้วพระองค์เดินตรงเข้าไป แล้วบอกนามให้ด้วยดิบดี ว่าตัวของเราชื่อกระบิลพัทธ์ ครองอาณาจักรพาราณสี เที่ยวไร่ยิงโคถึกมฤดี ตามแต่เรานี้จะเจตนา จะขอถามนามของเจ้า เธอชื่อไรเล่าจงบอกกับข้า ใครใช้บุญหนักมาตักธารา บิดรมารดาอยู่แห่งใด ฝ่ายองค์พระทศพิศ เธอรับผิดแล้วให้อภัย จึงบอกพระนามที่ถามไถ่ บอกกับท้าวไททุกสิ่งอัน กระบิลพัทธ์จึงตอบออกไปว่า เดิมเราตั้งใจจะยิงสมัน แต่พอเจ้าเดินด่วนมา.................... อ้ายเนื้อตัวนั้นก็ห่างไกล เราโก่งศรหมายจรไม่ลั่น ยั้งไว้ไม่ทันเองจะทำไฉน เจ้าอย่าละห้อยน้อยใจ ว่าตัวเราไม่มีเจตนา ฝ่ายทรงธรรม์พระสุวรรณสาม เธอเห็นเป็นความที่มุสา จึงตอบทรงฤทธิอิสรา ว่าตัวของข้าตั้งแต่เยาว์ พอย่างออกนอกกุฎี ฝูงมฤดีก็เคลียเคล้า มิได้เหินห่างสักย่างก้าว อุส่าห์มาเฝ้าทุกวี่วัน พระองค์ก็เป็นกษัตริย์ ทำไมจึงตรัสความเช่นนั้น หรือกลัวจะเสียเบี้ยทำขวัญ ตรัสเช่นนั้นไม่ควรฟัง พระองค์จงตรองด้วยสัจ อย่าให้มันพัดไปเป็นถังๆ ข้าพระบาทจะขอฟัง ท้าวเธอจงตั้งสติอารมณ์
กระบิลพัทธ์พระพักตร์สลด ฟังท้าวเธอปดไม่เห็นสม จึงว่าพ่อสามพ่องามอุดม อย่าน้อยอารมณ์ฉันขอบอกความจริง ว่าเนื้อตัวนั้นมันคลาคลาด ฉันหมายมาดว่าจะยิง ครั้นเห็นตัวเจ้างามเพราเพลิดพริ้ง ในนึกประวิงอยู่ในใจ จะเป็นเทวาหรือมนุษย์ ข้าเป็นคนเบาเขลาโฉด ท่านจงยกโทษให้กับตัวข้า อย่าได้ผูกเวรเวลา ภายภาคหน้าสืบต่อไป
ฝ่ายองค์พระทศพิธ ฟังรับผิดแล้วให้อภัย พระองค์ไม่พรั่นหวั่นไหว เกิดเป็นนิสัยปุถุชน ยังท่องเที่ยวอยู่ตราบใด เรื่องความตายย่อมหนีไม่พ้น ถึงพิษศรจะร้อนรน จะสู้ทนวายชีวี แต่ข้าร้อนใจด้วยไกลบาด พระปิตุราชพระชนนี นี่แหละร้อนนักกว่าอัคคี ขอพระภูมีจงทราบพระทัย ด้วยจักษุมือทั้งสองคน จะพากันดั้นด้นไปหนไหน จะทุกข์จะตรอมยอมพ่าย จะไม่มีใครพยายาม ได้ยินสำเนียงแต่เสียงนก แล้วคงวิตกเรียกแต่พ่อสาม จะวอดวายตายตาม ลงเป็นสามศพด้วยกัน ลูกสุดปัญญาของลูกแล้ว พระทูลกระหม่อมแก้วต้องอาสัญ ในใจลูกคิดผูกพัน ด้วยไม่เป็นอันจะกินนอน ทั้งผลไม้หามาได้เมื่อวาน ก็พอได้รับประทานไปมื้อหนึ่งก่อน เมื่อยามจะฉันใครจะผันผ่อน จะช่วยปลอกปลอนโภชนา ทั้งหม้อน้ำหรือก็ตั้งอยู่นี่ พระชนนีจะคอยหา ยิ่งคอยยิ่งหายป่ายน้ำตา ลูกสุดปัญญาจะขาดชีวัน ลูกสุดปัญญาของลูกแล้ว ทูลกระหม่อมแก้วจะต้องอาสัญ จะสิ้นชีวาตขาดชีวัน ด้วยพระนักธรรม์อยู่กุฎี กระบิลพัทธ์พักตร์เผือก แลเห็นเลือดไหลโซมอินทรีย์ โลหินไม่หยุดแสนสุดปราณี พ่อคุณของพี่จะทำอย่างไร พี่ขอทดแทนตัวเจ้า งานหนักงานเบาจะทำให้ จะปรนนิบัติไม่ขัดใจ เอาพี่ไว้ใช้จนกว่าชีวา พี่จะจงรักภักดี เหมือนหนึ่งชนนีบังเกิดเกศา ขอเชิญท่านบอกมรรคา อันตัวของข้าจะรีบไป ถ้าแม้นเจาตายลงก็คงจะยาก เงินจะใส่ปากจะเอาที่ไหน พระองค์จงพาข้ารีบไป จวนจะสิ้นใจแล้วพ่อคุณ กระบิลพัทธ์จึงควบไปพลัน ว่าเจ้าของกัณฑ์ท่านใจบุญ ท่านเตรียมเงินมาหวังการุณ แต่ท่านทำบุญลูกใบเดียวฯ (นั่นแหล่)

ว่าครั้งหนึ่งนั้นพรหมทัต จอมกษัตริย์พาราณสี ใช้ราชบุรุษสุดยินดี ได้แก้วมณีสมเจตนา แก้วมณีสีสวยสม ก้อนกลมเท่าผลพุทรา จอมราชันย์มีบัญชา ให้เสนาไปเจียรนัย ฝ่ายเสนารับสนอง ไม่ขัดข้องในฤทัย ถึงบ้านช่างเจียรนัย ยื่นแก้วให้แล้วเจรจา ว่ากษัตริย์สุดประสงค์ หัวธำมรงค์ทรงใช้มา ให้ช่างทำตามบัญชา แล้วเสนาก็กลับวังใน นายช่างมือสั่นกำลังหั่นเนื้อสด เลือดเปรอะหมดตามมือไม้ หยิบแก้วแก้วติดโลหิตเปรอะไป แล้ววางแก้วไว้ที่ชายระเบียบ ขณะนั้นมีสมณะ ถือวิสาสะกระแอมเสียง ความคุ้นเคยเลยเข้าเคียงข้างๆ เขียง เพราะความคุ้นเคย นายช่างผวาแล้วคารวะ องค์สมณะก็เอื้อนเอ่ย คิดถึงนายช่างเสียจังเลย นายช่างเสบยหรือว่าไม่สบาย ถามสารทุกข์ถามสุขถามดิบ ช่างลุกไปหยิบแก้วนำถวาย นึกถึงแก้วมณีที่เจ้านาย ทรงมุ่งหมายมั่นฝีมือ บอกให้พระสมณะรอก่อน ช่างใจร้อนรีบวิ่งตื๋อ ชนเสาขวางล้มครางฮือ พระร้องอือคงเจ็บอาน ขณะนั้นมีนกกาเรียน ดินวนเวียนหาอาหาร เห็นแก้วมณีสี................ ถึงระเบียบบ้านไม่รั้งรอ กลิ่นคาวเลือดไม่เหือดหาย คาบไม่คายกลืนลงคอ กลืนแก้วไปยังไม่พอ กาเรียนก้อยังเดินเกียจคลาย สมณะไม่วิจิกิจฉา เพราะเห็นเต็มตาทั้งขวาซ้าย แต่ต้องหยุดก่อนฟังตอนปลาย อย่าเพ่อหน่ายหนีเข้านอนฯ
ฝ่ายนายช่างกลัวเสียชื่อ รีบโดดยื้อตัวปลิวว่อน ผวาหวาดขาดสังวร ตัดกามจรไม่วิจิตร ถึงชายระเบียงไม่เห็นแก้ว ช่างแผ่นแผล็วใจเดือดพล่าน โทษพระ.....................อทินนาทาน ด่าพระโดยพาลว่าท่านอธรรม พระผู้บริสุทธิ์จะพูดก็ยาก เหมือนน้ำท่วมปากเหมือนปากเต็มน้ำ จะพูดก็กลัวเหมือนตัวสร้างกรรม ไม่เล่าถลำเรื่องนกกาเรียน ช่างโทสะกลัว พระหนีกับกระโดดเข้าลับฉวัดเฉวียน แต่สมณะก็ไม่ละความเพียร ถูกติเตียนเตะต่อยเจ็บตัว ช่างตีด้วยไม้เลือดไหลร่างอาบ วิสัญญีภาพลงดาบขอบรั้ว เจ้านกกาเรียนขนเลี่ยนริ้นรัว เพราะกลิ่นเลือดทั่วตามตัวพระนอน เข้าหลังขวางหน้าพันขานายช่าง เลยถูกเตะผางเพราะช่างใจร้อน กาเรียนปากยาวถึงคราวม้วนมรณ์ อยู่บนจีวรพระผู้มีเวร พอได้สติพระก็ลืมตา ค่อยยันกายางกเงิ่นโงนเงน ถึงตัวจะตายก็ไม่จองเวร แต่ใจพระเต้นเมื่อเห็นนกตาย จึงบอกนายช่างอย่ากว้างนกทิ้ง จะเล่าความจริงทุกสิ่งไม่สาย อันแก้วมณีของท่านที่ว่าหาย อยู่ในท้องนกตายลองผ่าดูซี ช่างนั่งจ้องผ่าท้องกาเรียน สีหน้าชักเปลี่ยนจนไม่มีสี ผ่าท้องนกแล้วได้แก้วมณี ความพระสามที่ว่าหมดมลทิน พระคุณเจ้าอย่าเอาเวรเลย พระคุณเจ้าเอ๋ยข้าบาปสุดสิ้น ข้าเคืองระคางจึงได้สร้างราคิน พระผู้ทรงศีลอย่าเอาบาปเวร สมณะได้ฟังเห็นช่างหมดท่า จึงเทศนากันอย่างหนักเน้น สมณะทั่วไปไม่ใช่ของเล่น ด่าพระด่าเณรเหมือนเล่นกับไฟ อาตมาไม่โกรธไม่ลงโทษท่าน แต่พระกาฬเขาหาเว้นไม่ แม้แต่ฆราวาสก็อย่ากราดเกรี้ยวไป โทสะคือไฟมักเผาไหม้ตัวเอ๋ยฯ

แหล่เด็กเผาตัว

จะขอสาทกยกเรื่องจริง ไม่แอบอิงตำนานใด มีครอบรัวหนึ่งอนาถา ไร้ที่พึ่งพาจะอาศัย มีบุตรสี่คนจนเข็ญใจ หามาได้ไม่พอกิน พ่อหลงเพลินเดินทางผิด ติดสุราพาเสียศีล ไม่ช่วยลูกช่วยเมียทำกิน ผลาญจนสิ้นเพราะใจทราม ลูกคนใหญ่ไปรับจ้าง บ้านข้างๆ เขาล้างชาม น่าเวทนาพยายามเลี้ยงน้องทั้งสามช่วยค้ำจุน ทนเหนื่อยยากลำบากไม่บ่น กัดฟันทนเพื่อหาทุน กตัญญูรู้พระคุณ แต่ขาดบุญเพราะบาปบัง กลับบ้านค่ำพ่อตีไร่หาว่าไถลไปดูหนัง ตีแม่ตีน้องร้องเสียงดง เมาคลุ้มคลั่งหมดราคิน ไม่มีมุ้งจะกางนอน ไม่มีหมอนนอนหนุนหิน พี่ยอมแสบท้องให้น้องมีกิน เสื้อผ้าขาดวิ่นไม่มีดี เห็นเขาเรียนก็อยากเรียน มีความเพียรเพราะเป็นพี่ แต่หมดหนทางเพราะสตางค์ไม่มี ดูเป็นที่จนปัญญา แล้วตัดสินใจไม่คิดกลัว ยึดเอาครัวเป็นป่าช้า หยิบผ้ามุ้งเก่าเอาออกมา พันกายาแล้วลาดน้ำมัน แล้วจุดไฟให้เผาตัว ร้อนไม่กลัวทนอดกลั้น ต้องมอดม้วยใครช่วยไม่ทัน ตายอัศจรรย์เพราะความจน ยามหมดบุญกระตุ้นบาป นรกสาปอกุศล หากผู้ใดไม่อยากจน สร้างกุศลไว้เถิดเอยฯ จบ




แหล่พระกับพรานป่า

จะขอสาทกยกนิทาน เพื่อให้ท่านคลาย................ ว่าครั้งหนึ่งกลางพนัส มีทางลัดในพนา ฝูงสัตว์ลัดเดินผ่าน หลีกบ่วงพรานตามเชิงผา วันหนึ่งกระต่ายป่ากรรมชักพาติดบ่วงพราน พระธุดงค์เดินเดี่ยวโดด พอเลี้ยวโขดลัดทางผ่าน เห็นกระต่างไฟในบ่วงพราน พระสงสารกระต่ายไฟ แก้บ่วงพลันให้มันหนีช่วยชีวีกระต่ายไว้ สร้างความเดือดดาลให้พรานไพร ดูดู๋ทำได้หนอพระธุดงค์ ขับหมาไล่ให้กัดพระ ด้วยหมายจะปลดชีพปลง สงสารพระธุดงค์ วิ่งหนีตรงขึ้นต้นไทร เจ้าพรานชั่วตัวโฉดด้วยความโกรธขับหมาไล่ ร้อยตะโกนอยู่โคนไทร วางหน้าไม้จะเงื้อยิง สงสารพระ..............พลั้ง พลาดจีวรขาดจนรุ่งริ่ง พรานกักขฬะก็จะยิง หมาก็วิ่งล้อมโคนไทร จีวรพระหลุดละสังขาร มาคลุมร่างพรานที่ถือหน้าไม้ ฝูงหมาจำไม่ได้ รุมกัดกันใหญ่ไม่รู้ว่าพราน บาปเจตนาจะฆ่าพระ เลยถึงวาระต้องอวสาน ต้องตายเพราะหมาเพราะสามานย์ ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว ขอจบที่ที่สาทก ที่หยิบยกเรื่องพรานชั่ว บาปกรรมควรเกรงกลัว สร้างบุญตัวก่อนตายเอยฯ

แหล่ดาวจระเข้

จะขอกล่าวความ ตามสาระแหล่แซกธรรมะเป็นอนุสรณ์ กล่าวถึงเศรษฐีผู้มีหลักฐาน ครองสิงคานหลักฐานถาวร แต่ไม่สลัดมัจฉะริยะ โสโภภาพะไม่ผะผันผ่อน โลมลานแรงฤทธิ์ไม่คิดตัดรอน ใจเกิดนิวรณ์เดือดร้อนวุ่นวาย ไม่คิดทำบุญลุงทุนทำนาน เณรพระเข้าบ้านต้องเป็นหน้าบ่าย ประดักประเดิดให้เกิดเสียดาย สิ้นความละอายขับไล่พระเณร พวกแมวหมูหมานกกาหรือไก่ เข้าบ้านไม่ได้เอาไม้ประเคน แกกินข้าวเช้ากินเอาตอนเพล บางทีข้าวเย็นเลยเว้นไม่กิน ทนอดทนอยากมีปากเสียเปล่า เมียบ่นหิวข้าวผัวเฒ่าตี ..........กลัวยากกลัวจนผอมทนลมลิ้น เมียกลัวไม่กินจนเหงื่อรินเป็นลม อวิชชาพาเมามัว ใจโฉดคิดชั่วทำตัวไม่สม ช่างไม่อาทรถึงเมื่อตอนสิ้นลม มัวหลงโง่งมว่าคงไม่ตาย อันสมบัติพัสถาน เมื่อสิ้นลมปราณเอาไปไม่ได้ นอกจากบุญบาปจะทาบทามใจ จะติดตามไปตามกำลัง อยู่มาวันหนึ่งท่านเศรษฐี กลัวเมียไม่ดีจะคิดหักหลัง ลอบขนข้าวของเงินทองรุงรัง ไปขุดหลุมฝังใต้หัวสะพา เช้านั่งเฝ้าเย็นนั่งเฝ้า ไม่ยอมกินข้าวกินคาวกินหวาน นั่งพิงขอบรั้วมองหัวสะพาน กระทั่งถึงกาลกิริยา สวรรค์ก็สาบบาปก็ส่ง ต้องปลดปรงสิ้นสังขาร ด้วยแรงเวรกลายเป็นกุมภา เวียนว่ายไปมาเฝ้าหัวสะพานฯ
กระสับกระส่ายกระเสือกกระสน เวียนว่ายสาย..............กระฉอกฉาดฉาน ด้วยแรงบาปกลุ้มใจกุมภาพาน ไม่มีอาหารสิ่งใดกิน หิวแสบไส้ถึงได้ของสด ก็ไม่รู้รสเพราะไม่มีลิ้น สงสารกุมภาน้ำตาไหลริน ต้องกลืนก้อนดินแล้วลงกบดาน โฉมมิ่งเมียเมื่อเป็นหม้าย ผัวหล่อนตายวายสังขาร ปลงศพเสร็จสำเร็จการ นางทำทานสร้างบุญตน แต่สงใสในกุมภาว่ายเฝ้าหน้าท่าถ้าฉงน ไม่ทำร้ายใครเวียนวน น่าดูชอบกลตนหรือก็กลัว ราตรีหนึ่งนางหลับสนิท สุบินนิมิตจึงรู้ว่าผัว ยังห่วงสมบัติไม่ตัดใจตัว นางค้นจนทั่วใต้หัวสะพาน ได้ข้าวได้ของเงินทองครบถ้วน สงสารผัวแสนสุดสงสาร คิดแผ่กุศลผลบุญทาน แล้วจัดการบอกญาติกา มาสามัคคีกันทอดกฐิน ทุกคนได้ยินพากันหรรษา ต่างคนต่างช่วยกันด้วยศรัทธา ต่างลงนาวาแห่กฐินไป กุมภาผัวว่าย............ตามกระบวนแห่ ไปไม่ไหวสุดเหนื่อยเมื่อยเพลีย สั่งเมียทันใด ให้วาดรูปไปเป็นองค์พระญาณ รอดตลอดเรื่องทอดกฐิน เมียกรวดน้ำรินแผ่บุญประสาน ขอให้ผัวตนได้ผลบุญทาน พ้นทรมานบาปนาๆ เดชะกุศลผลบุญกฐิน บันดาลกุมภินผู้พัสดา ไปเป็นดาวจระเข้พ้นเวทนา อยู่บนฟากฟ้าทุกราตรีเอยฯ

ว่าแหล่กรรมดีกรรมชั่ว

ท่านผู้ฟังจงนั่งนาน ฟังเสียงกล่าวสารนิทานคาถา ในพระประมัฏตรัสสอนว่า คนเราเกิดมาก็เพราะกรรม ว่ากุสลาธัมมา มนุษย์เกิดมาบุญอุปถัมภ์ ไม่ต้องลำบากต้องตรากตรำ เช้ายันค่ำฉ่ำชื่นใจ อกุสลาธัมมา บางคนเกิดมาต้องยากไร้ ต้องยากเย็นจนเข็ญใจ หามาได้ก็ไม่พอ จะกินจะนอนต้องเดือดร้อนขมขื่น จะนั่งจะยืนขัดขืนจริงหนอ เหมือนกับความทุกข์มาปลุกคอยรอ พะเน้าพะนอให้แบกมันไป ยิ่งแบกหนักก็เหนื่อยหนัก แค่ไม่ยักคิดผลักไส เพราะรู้ไม่ทันสมุทัย อยากดับไฟแต่ใส่น้ำมัน อวิชชามาอุ้มโอบหลงโกรธโลบ ติดสวรรค์เพราะหลงว่าดีตะบี้ตะบันเพราะรู้ไม่ทันสมุทัย ดังลูกเศรษฐีมั่งมีมากมาย พ่อแม่ก่อนตายมอบหมายไว้ วัวควายช้างม้าไร่นาสาโท บ้านช่องใหญ่โตแต่กลับลืมตน เริ่มกินเหล้าแล้วเข้าบ่อน ซุกซกซอกซอนด้วยอกุศล อบายมุขเข้ารกกมล สร้างอิทธิพลแบกอันธพาล คบเพื่อนโฉดที่ใจชั่ว เข้ามาพันพัวช่วยล้างผลาญ สมบัติแม่พ่อเก็บก่อมานาน ก็ต้องถึงกาลพินาศมลาย หญิงเริ่มเบือนเพื่อนเริ่มบิด กว่าจะรู้ผิดได้คิดก็สาย ใจระบมเหมือนจมอบาย โปรดฟังบั้นปลายอย่าเพ่อบ่ายหน้าเบนฯ ลง
จึงสาทกยกภาษิต ไว้ใคร่ครวญคิดฝึกจิตหลานแหลน เพื่อนรักเพื่อนร้าวเพื่อนเช้าชั่วเพล เพื่อนพาลชวนเผ่นเพื่อนเวรเพื่อนกรรม ยามเรามั่งมีระรี้ระริก ช่วยตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ไม่มีประโยชน์เกิดโทษที่ทำ ต้องยับระยำก่อนวายชนม์ อเสวะนาวะพารานัง อย่าพึ่งตามหลังพวกอกุศล ปากอย่างใจอย่างมันพลางหลุมคน เพื่อนกินมากล้นเพื่อนตายไม่มี อันคำโบราณท่านกล่าวขานให้คิด ควบคบบัณฑิตไม่ผิดวิถี บัณฑิตจะพาไปหาความดี ตามวิถีแห่งสาธุชน คนโง่มันซื้อไม่ถือนักปราชญ์ ชอบอวดฉลาดใจขาดกุศล เหมือนกลับทัพพีที่เขาเอาคน หม้อแกงจนเหี้ยน...........ไป ไม่เคยรู้รสสักหยดเดียว ว่าเค็มมันหวานเปรี้ยวว่าเป็นไฉน เพราะอวิชชาปิดหนานอกใน บังตาบังใจให้หลงเลือน เตือนตนไม่ได้แล้วใครจะเตือน ตนแชเชือนต้องเตือนตัว ย่อมเสื่อมศักดิ์และเสียศรี ทั้งๆ ที่มีปัญญาท่วมหัว สิ้นเปลืองไม่บ่นยากจนไม่กลัว เพราะหลงลืมตัวสุดท้ายระทม จะคบคนต้องดูหน้า จะออกเภตราต้องดูลม เช้าสายบ่ายค่ำอย่าทำโง่งม จะต้องระทมเช่นเรื่องนิทาน อย่าได้เอาอย่างลูกชายเศรษฐี ที่ในเรื่องนี้ไม่มีแก่นสาร ต้องโศกสิ้นทรัพย์ถึงกับขอทาน ขออวสานนิทานที่เอยฯ




เพลงฉ่อยว่าเรื่องยาบ้า สิ่งเสพติด
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) เอ่ชา เอ่ชา ชา ชา ชา หนอยแน่ฯ

ขึ้น ๑) ผมจะขอกล่าวกลอนสุนทรถ้อย จะขอว่าเพลงฉ่อย ฟังกันไว้ฯ เวลานี้บ้านเมืองไม่มีความสงบ เพราะกำลังสู้รบกับภัยใหญ่ฯ คือเรื่องยาเสพติดมันพิชิตเข้ามา ทั่วทั้งพารา ทางเหนือใต้ฯ เจ้าหน้าที่ก็เก่งตัวเต็งทั้งนั้น จับได้เกือบทุกวัน เห็นกันไหมฯ พวกข่าพวกเย้าเผ่ากะเหรี่ยง จับมันให้เกลี้ยงอย่าเอาไว้ฯ ริมชายแดนจีนฮ่อ พวกอีก้ออาข่า ที่เขาเรียกว่า พวกว้า ๆ นั่นแหละตัวร้ายฯ มันมาอยู่บ้านเรายังนำเข้ามา ทั้งกัญชายาบ้าที่จับได้ฯ มันนำเข้ามาเป็นหมื่นเป็นแสนทางชายแดนทั้งนั้น จับได้แล้วต้องประหารมันให้ตายฯ (ลงรับ) เอ่ชา

ขึ้น ๒) ประชาชนชาวบ้านต้องพร้อมกันร่วมมือ ยาเสพติดมันคือมหันตภัยใหญ่ฯ รัฐบาลฝ่ายเดียวจะแลเหลียวไม่ทั่ว ประชาชนต้องรวมหัวทั่วเมืองไทย นายกทักษิณประกาศก้องร้องอย่างชัด ว่าทั่วทุกๆ จังหวัดไม่เสพไม่ขายฯ หมู่บ้านไหนใครเสพเอาไปรักษา ใครยังทำการขายค้าขอให้เลิกได้ฯ เขาจับได้เมื่อไรต้องถูกลงโทษหนัก จับได้มากๆ ถึงกับตายฯ ครอบครัวอยู่ทางหลังอย่าได้หวังรวย เพราะมันเป็นเงินเฮงซวยรัฐเขาริบได้ฯ ตลอดบ้านช่องที่ดินทรัพย์สินทุกอย่าง เขาริบให้เป็นของกลางตามกฎหมายฯ คราวนี้เขาเอาจริงจังฟังแจ้งชัด ทุกๆ หน่วยงานต้องปฏิบัติเอาใจใส่ฯ ภายใน ๓ เดือนต้องเห็นผลแน่ ฝ่ายอธรรมมันต้องแพ้ผมแน่ใจฯ รัฐบาลเอาจริงจังอย่างที่ว่า เรื่องสิ่งเสพยาบ้าต้องหมดจากเมืองไทยฯ ผมขออนุโมทนาสาธุ ขอให้รัฐบาลทักษิณจงบรรลุความมีชัยฯ (ลงรับ) เอ่ชา

ขึ้น ๓) เจ้าหน้าที่ทุกๆ ฝ่ายชายหญิง ขอร่วมมือกันให้จริงสำเร็จได้ฯ ช่วยบอกลูกหลานทุกๆ บ้านช่อง อย่าได้ไปแตะต้องหนีให้ไกลฯ มันทำลายสุขภาพบาปมหันต์ ถ้าไปหลงใหลเสพมันถึงกับตายฯ ต้องเข้ามามอบตัวกับทางการ ร่วมมือกับรัฐนั่นแหละจะปลอดภัยฯ เข้าเดือนกุมภามาได้ ๖-๗ วัน จับสิ่งเสพติดมาได้เป็นล้านๆ ทั้งคนเสพคนขายฯ พากันมามอบตัวก็เป็นหมื่นพัน ที่จับได้ก็เกือบทุกวันทั้งรายเล็กใหญ่ฯ ทางฝ่ายตำรวจและทหาร พร้อมเจ้าหนาที่หมู่บ้านเป็นกำลังให้ฯ เพราะคนในหมู่บ้านเขารู้กันดี ว่าบ้านโน้นบ้านนี้ใครเสพใครขายฯ หมู่บ้านไหนใครรู้สำนึกผิด ขอพระธรรมช่วยดลจิตให้เขาคิดได้ฯ พร้อมใจกันมามอบตัวกับทางการ ดร.ทักษิณรัฐบาลท่านจะขอบใจฯ ด้วยบารมีของพระธรรมพ่อสยามของเรา ท่านช่วยคุ้มเกล้าเหล่าประชาไทยฯ จะเป็นชนชาติไหนใครไม่ว่า ได้มาพบบุญญาแล้วต้องแพ้พ่ายฯ เพราะพระธรรมย่อมชนะอธรรม พระพุทธองค์ทรงย้ำจำกันไว้ฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชินี ท่านมีบุญบารมีแสนจะยิ่งใหญ่ฯ ประเทศไทยเราจะเล็กน้อยด้อยพัฒนา แต่มีคุณธรรมล้ำค่าไม่มีใครเปรียบได้ฯ เพราะคุณธรรมเท่านั้นจะช่วยบันดาลดล เข้าสิงสู่ในจิตใจของทุกๆ คน โลกจึงพ้นภัยฯ (ลงรับ) เอ่ชา

ขึ้น ๔) พอเข้าเดือนกุมภามาได้ ๒๐ กว่าวัน ทั่วทุกๆ หมู่บ้านในเมืองไทยฯ มีการฆ่ากันตายมิได้วายเว้น ตั้งแต่เช้าจนเย็นฟังข่าวได้ฯ พวกที่ทำการค้ายาบ้าด้วยกัน เขาฆ่ากันตายเกือบทุกวันเพราะกรรมบันดาลให้ฯ เจ้าหน้าที่ก็กวดขันทุกๆ หมู่บ้านตำบล ราษฎรทุกๆ คนเกิดกระสับกระส่ายฯ ใครยังเสพยาบ้าหรือขายค้าอยู่ คนในหมู่บ้านเขาก็รู้โอยฉันจะตายฯ เลยพากันมามอบตัวกับทางการ ตั้งหลายๆ หมู่บ้านให้รัฐบาลช่วยคุ้มภัยฯ อยู่บ้านก็ยังเป็นทุกข์ ไม่มีความสุขแน่ ก็เพราะเรามันมีแผลอยู่ที่หัวใจฯ เขาจะฆ่าเราเมื่อไรก็ยังไม่รู้ ก็เพราะเรามีชื่ออยู่เคยเสพเคยขายฯ ทรัพย์สินเงินทองบ้านช่องรถรา ได้มาจากเงินขายยาบ้าผิดกฎหมายฯ เอาไปฝากธนาคารเมืองนอกเขาก็ยังรู้ เอาไปขุดหลุมฝังดินอยู่เขายังจับได้ฯ เพราะมันเป็นเงินชั่วช้าขายค้าเรื่องผิด มันเป็นเงินทุจริตผิดกฎหมายฯ โอย ฉันอยู่ไม่ได้ต้องไปก่อน เพราะประสาทมันหลอนฉันต้องไปฯ วิ่งเข้าห้องไปหยิบปืนมา จ่อเข้าขมับข้างขวาแล้วเหนี่ยวไกฯ เอชา

ขึ้น ๕) อำนาจของยาเสพติดพิษมันร้ายกาจ เสพเขาไปทำลายประสาทถึงฆ่าตัวตายฯ มันมีพิษภัยร้ายมหันต์ ช่วยบอกพี่น้องลูกหลานหนีให้ไกลฯ นายกทักษิณบอกได้ยินทุกวัน ว่าภัยร้ายที่สำคัญคือยาบ้าน่าใจหายฯ ทางฝ่ายตำรวจทหารข้าราชการทุกๆ คน ตลอดทุกๆ ตำบลทั่วเมืองไทยฯ ขอให้ร่วมมือเป็นพลังตั้งปณิธาน พร้อมใจต่อต้านมหันตภัยใหญ่ฯ เจ้าหน้าที่กวดขันทั้งกลางวันกลางคืน ประชาชนแตกตื่นกระสับกระส่ายฯ เจ้าหน้าที่สุ่มดูรู้ทางมา ว่าจะมีการนำยาบ้าเอามาส่งให้ฯ ทางผู้ร้ายไหวตัวกลัวภัยจะมา มันจึงหยิบปืนอาก้าเขามาแนบกับกายฯ มันแลไม่ถนัดยังไม่ชัดทั่ว เลยยกปืนยิงรัวป้องกันไว้ฯ เจ้าหน้าที่รู้ชัดถนัดจริง ว่าเสียงปืนที่ยิงมันคือผู้ร้ายฯ เจ้าหน้าที่จึงยิงสวนด้วนมันพอดี ก็เลยต้องตายเป็นผีกันไปทั้งสองรายฯ (ลงรับ) เอ่ชา

ขึ้น ๖) เจ้าหน้าที่ไปตรวจได้ยาบ้าทั้งกัญชาอัดแท่ง เฮโรอีนเป็นแผงๆ อย่างมากมายฯ พร้อมเงินสดเครื่องอุปกรณ์ ผมไม่ได้จดจำนวนไว้ก่อนเลยจำไม่ได้ฯ ได้ยาบ้าสิ่งเสพติดเป็นหมื่นรายการ ประชาชนชาวบ้านรู้สึกหวั่นไหวฯ พอเข้าเดือนมีนามาได้ ๕-๖ วัน จับได้มาเป็นล้านๆ ทั้งรายเล็กใหญ่ฯ วันที่ ๔ ฟังข่าวเด็ดดีหนักหนา อาจารย์จิรวรรณ ต้นกุราสัมภาษณ์หัวหน้ามากมายฯ เรื่องยาเสพติดมันเป็นภัยพิษระบาด ทั่วทุกๆ จังหวัดทั้งคนเสพคนขายฯ หัวหน้าในหมู่บ้านเขารู้กันดี ว่าบ้านไหนใครมีรายเล็กใหญ่ฯ คุณป้าอามีนะอยู่คลองเตย ท่านเฉลย............................พูดจาไม่อำพลางฟังโปร่งใสฯ ผมรู้สึกชอบใจว่าท่านปราศรัยดี ถึงท่านจะเป็นสตรีก็มีดีกรีหลายฯ ทุกๆ คนที่เป็นหัวหน้าในสภาหมู่บ้าน ก็เพราะเขาได้เลือกสรรมาแล้วทั้งหญิงชายฯ ทุกคนมีคุณธรรมสมเป็นผู้นำที่ดี ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีพูดฟังได้ฯ คราวนี้รัฐบาลทำงานได้ผล ขอพี่น้องไทยทุกๆ คนช่วยเป็นกำลังใจฯ ผ่านมาได้เดือนกว่าชาวประชาตื่นทั่ว พากันมามอบตัวก็เพราะกลัวตายฯ พากันมามอบตัวนั่นแหละดี ประเทศจะมีศักดิ์ศรีความดีหลายฯ เพราะฝ่ายธรรมะย่อมชนะอธรรม พระพุทธองค์ทรงย้ำจำกันไว้ฯ ภายใน ๓ เดือนต้องเห็นผลแน่ ฝ่ายอธรรมมันต้องแพ้ผมแน่ใจฯ ดร.ทักษิณท่านสั่งงานเด็ด พี่น้องไทยทั่วประเทศต้องพ้นภัย (ลงรับ) เอ่ชา

ขึ้น ๗) ยังไม่หมดเดือนมีนายาบ้าเกือบหมด คนเสพอยู่ก็จะต้องลดเพราะมีมีขายฯ รายเล็กรายน้อยรายย่อยๆ หายาก มีก็รายมากๆ ซื้อไม่ค่อยได้ฯ เม็ดตั้ง ๔-๕ ร้อยซื้อบ่อยๆ เงินหมด คิดแล้วจะต้องอดต้องยอมตายฯ พวกเลยชวนมาดมกาว รู้สึกว่าเข้าท่าสูดดมแล้วชื่นอุราเหมือนจะหลับใหลฯ มานั่งคิดนั่งตรองมองชีวิต มาหมกมุ่นสิ่งเสพติดอย่างนี้ไม่ได้ฯ มาคิดมาคิดไปไม่ไหวแน่ มาคิดถึงคุณพ่อคุณแม่ต้องเลิกให้ได้ฯ เลยมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ ว่านับแต่วันนี้ไปจนวันตายฯ ขอร่วมมือกับทางการ มาช่วยต่อต้านกับรัฐบาลชีวิตจะพ้นภัยฯ ทางภาคเหนือภาคอิสาน เจ้าหน้าที่จับเกือบทุกวันทั้งรายเล็กใหญ่ฯ ตามยึดทรัพย์และเงินทอง ทั้งรถราบ้านช่องยึดมามากมายฯ เข้าเดือนเมษามาได้ ๑๐ กว่าวัน จับมาได้เป็นล้านๆ ทั้งคนเสพคนขายฯ จับคนเสพคนขายได้ ๒๐๐,๐๐๐ กว่า ทั่วทั้งพาราในประเทศไทยฯ ทั้ง ๗๐ กว่าจังหวัดข่าวประกาศให้ฟัง สถานที่ไม่มีจะรับแต่ก็ยังไม่วายฯ ติดคุกมันติดอย่างแน่นอน แต่เรื่องยึดทรัพย์สินมันเดือดร้อนนี่แหละตัวร้ายฯ ปราบปรามอย่างนี้แล้วยังไม่กลัวกัน จับได้ซึ่งหน้าแล้วต้องประหารมันให้ตายฯ (ลงรับ) เอ่ชา
(ตอนท้ายมีข้อความบันทึกว่า “เขียนๆ แล้วก็ท้อใจ ไม่มีคนเอาไปร้อง ปี ๔๗ นี้คงดีแน่ เพราะเจอแล้วมิตรที่ผมรักและหวังมาก อย่าทำให้ผมผิดหวังนะครับ”)

กลอนลำตัดบท ๑ ต้านภัยเอดส์
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

(ลูกรับ) เร็ว เร็ว ไว ไว พี่น้องชาวไทย มหาภัยกำลังมา โยนๆ (ย้ำ) (โรดเอดส์มันร้ายมหันต์) (ซ้ำ) เราต้องช่วยป้องกันให้ทันเวลาฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) ๏ ขอสวัสดีพี่น้อง ผมจะขอร้องลำตัด
แต่ผมยังไม่สันทัด รู้สึกอึดอัดหนักหนาฯ
๏ ทั้งสุ่มเสียงผมก็ไม่ดี จะพาทีกล่าวถ้อย
เพราะผมมันแก่ไปเสียหน่อย คงไม่อร่อยโอชาฯ
๏ แต่ด้วยใจรักสมัครเลน ก็เพราะผมเห็นแก่พี่น้อง
ด้วยพวกพี่ๆ เขามาขอร้อง ผมจึงต้องหรรษาฯ
๏ เพราะโรคเอดส์เป็นภัยร้าย มหันตภัยอย่างยิ่ง
มันเกิดได้กับชายหญิง ร้ายจริงๆ นะเจ้าข้าฯ
๏ โรคเอดส์รักษาไม่ได้ เป็นแล้วตายอย่างอนาถ
พี่น้องจ๋าอย่าได้ประมาท ทางการประกาศอยู่ทุกเวลาฯ
๏ แต่เอดส์มันป้องกันได้ ถุงยางอนามัยป้องกันเอดส์
เขาให้ใช้เวลาร่วมเพศ มันดีวิเศษหนักหนาฯ
๏ ช่วยบอกหญิงบริการ อย่าใจหาญเห็นแก่ได้
ถ้าไม่สวมถุงยางอนามัย เงินมากเท่าไรก็อย่าอย่าฯ
๏ โรดเอดส์มันติดต่อกันได้ (เอื้อน) ในทางกายสัมพันธ์
หนุ่มสาวเราต้องช่วยกัน ทั้งพ่อบ้านน้าอาร์ฯ (เป๊กพ้อ)

(ขึ้น) ๏ เอดส์ป้องกันได้สบายมาก อย่าให้ความอยากเข้าครอบงำ
จิตใจเราอย่าตกต่ำ จงเอาศีลธรรมนำหน้าฯ
๏ กิเลสตัณหามันเกิดขึ้นได้ ชั่ว ๒-๓ อึดใจแล้วมันก็สร่าง
อย่าเผลอสติจงระวัง ถ้าพลาดพลั้งจะเสียท่าฯ
๏ เข็มฉีดยานั่นก็ร้าย เอดส์ติดต่อกันได้ทางโลหิต
พวกหลงสิ่งเสพติด ต้องจบชีวิตที่ทรมาฯ
๏ สิ่งที่ร้ายยิ่งกว่านั้น ทารกในครรภ์ยังติดเอดส์
ก็เพราะหญิงชายที่ร่วมเพศ ไปนำเอาเอดส์เข้ามาฯ
๏ ทารกจึงต้องรับกรรม พ่อแม่เขานำเอามาให้
เพราะตัวยังเล็กเกินไป เขายังร้ายเดียงสาฯ
๏ ผมคิดๆ แล้วก็สลดใจ (เอื้อน) เขาว่าคนไทยกำลังเป็นเอดส์
ยิ่งนึกไปให้ทุเรศ นั่นก็เพราะเหตุกามาฯ (ลง)

(ขึ้น) ๏ รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ บอกคนไทยทั่วประเทศ
ว่าภัยใหญ่คือโรคเอดส์ ฟังแล้วทุเรศหนักหนาฯ
๏ มันติดต่อกันได้ถึงสามทาง นายแพทย์เขาอ้างกล่าวไว้
ตามที่ผมได้บรรยาย ก็เพราะผมได้รู้มาฯ
๏ ข้อปฏิบัติมันก็ไม่ยาก แต่คนส่วนมากไม่คิดจะทำ
เพราะจิตใจยังตกต่ำ หมกมุ่นในกามตัณหาฯ
๏ ปล่อยจิตใจให้เพลิดเพลิน หลงเดินในทางผิด
ตั้งหนาทำลายชีวิต โดยมิได้คิดถึงคุณค่าฯ
๏ เกิดเป็นมนุษย์นี้แสนจะดี ไม่ว่าสตรีหรือบุรุษ
ได้ถือกำเนิดมาเป็นมนุษย์ ประเสริฐสุดหนักหนาฯ
๏ ทุกๆ ภาษาชนชาติ (เอื้อน) ยอมรับประกาศข้อนี้
ไม่ว่าบุรุษหรือสตรี ยกย่องให้มีปริญญา (ลงรับ)

(ขึ้น) ๏ เมืองไทยเราชาวพุทธ ประเสริฐสุดด้วยคุณธรรม
ถ้าปล่อยโรคเอดส์ให้ครอบงำ ก็หมดความเป็นสง่าฯ
๏ ขอให้พี่น้องหญิงชาย เราเป็นไทยมิใช่ทาส
จงตั้งสติอย่าประมาท อย่ายอมเป็นทาสแก่ตัณหาฯ
๏ โรคเอดส์มันร้ายก็จริง แต่มันเป็นสิ่งปฏิบัติได้
ถ้ามีคุณธรรมอยู่ในใจ เอดส์ก็จะไม่โผล่หน้าฯ
๏ เรามันศิษย์ตถาคต (เอื้อน) นามปรากฏพุทธบริษัท
ขอพวกเราชาวตราด อย่าประมาททุกเวลาฯ (ลงรับ) เป๊กพ่อ

(ขึ้น) ๏ กิเลสมันเกิดขึ้นที่ใจ ชนะได้ด้วยคุณธรรม
พระพุทธองค์ท่านทรงย้ำ พวกเราต้องจำไว้เป็นตำราฯ
๏ ความประมาทเกิดขึ้นเมื่อไร ก็เท่ากับตายทั้งเป็น
พระพุทธองค์ท่านทรงเน้น อันนี้ก็เป็นปัญหาฯ
๏ มันเป็นปัจฉิมโอวาท พระองค์ประกาศเป็นครั้งสุดท้าย
ว่าดูก่อนพุทธบริษัททั้งหลาย เราอาจจะตายชั่วโมงข้างหน้าฯ
๏ ฉะนั้นจงเร่งทำความดี (เอื้อน) มาสามัคคีกันไว้
ครอบครัวไม่แยกแตกสลาย เอดส์ก็จะไม่นำพาฯ (ลงรับ) เป๊กพ่อ

(ขึ้น) ๏ ผมจะขอเน้นกันอีกสักหน่อย รู้สึกไม่ค่อยจะสู้ดี
เรื่องภรรยาสามี ก็ยังเป็นที่ครหาฯ
๏ ครอบครัวจะแยกแตกกัน ก็เพราะแม่บ้านไม่ค่อยจะสนใจ
พ่อบ้านชักทนไม่ค่อยไหว ไปหาใหม่ๆ ดีกว่า
๏ ออกนอกบ้านทีไร ต้องหาหญิงใหม่เป็นคู่นอน
คนโน้นหลังคนนี้ก่อน มีคู่นอนหลายหน้าฯ
๏ เขาชอบทำตัวแบบนี้ พวกสตรีจึงติดเอดส์
แม่บ้านบางคนน่าสมเพช เพราะโรคเอดส์มันถามหาฯ
๏ ด้วยเหตุผลกลใด (เอื้อน) พวกผู้ชายถึงเป็นอย่างนี้
ก็เพราะแม่บ้านจู้จี้ และทำหน้าที่เฉื่อยชา (ลง)

(ขึ้น)
ชาย ๏ แม่บ้านบางคนเกรี้ยวกราด ชอบตวาดข่มขู่
หาว่าพ่อบ้านเจ้าชู้ ไปมีอีหนูอยู่ข้างหน้าฯ
หญิง ๏ เวลาเลิกจากทำงาน แล้วบ้านเธอก็ไม่กลับ
เลยไปเข้าในบาร์ในคลับ หรือเลยไปรับลูกค้าฯ
๏ ตั้งสองทุ่มสองยาม ฉันเฝ้าถามเธอก็ปฏิเสธ
อันนี้ก็เป็นสาเหตุ ที่โรคเอดส์มันถามหาฯ
ชาย ๏ เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ผมไม่เคยมีผู้หญิงอยู่ที่ไหน
มีเธอคนเดียวอยู่ในหัวใจ นี่ผมมิได้มุสาฯ
๏ วันที่ผมเลิกจากทำงาน แล้วกลับบ้านช้าไป
เพราะผมไปติดต่องานใหม่ ผมจึงได้มาช้าฯ
๏ ไปเจองานดีเงินดี ไม่ใช่ได้ฟรีๆ มันต้องทำ
ผมจึงกลับบ้านเสียมืดค่ำ ก็เพราะไปทำงานมาฯ
หญิง แหมงานอะไรของเธอทำกลางคืน ดึกๆ ดื่นๆ แล้วยังทำ
ชาย เอ่อ ก็ผมเป็นครูร้องรำ ต้องสอนให้เขาทำท่าทางฯ
หญิง ๏ เรื่องนี้ไม่เชื่อๆ คำพูดนี้เบื่อไม่อยากฟัง
มันไม่ใช่ครั้งสองครั้ง เธออย่ามาอ้างมุสาฯ
๏ เธอกลับถึงบ้านทุกๆ คราว สองมือเธอสาวแต่ราวบันได
ฉันแลว่าอ่อนเพลียร่างกาย มาถึงก็หลับใหลไม่เข้าท่าฯ
ชาย ๏ น้องเอ๋ยจะหนักนิดเบาๆ หน่อย เราค่อยๆ พูดกัน
อย่าใช้อารมณ์หุนหัน เพราเราชนชั้นปัญญาฯ
หญิง ๏ ก็เธอไปทำตัววายวุ่น ไปหมกมุ่นอยู่ในอบาย
นั่นมันเป็นทางฉิบหาย จงหนีให้ไกลดีกว่าฯ
พร้อมกัน ๏ ฉะนั้นขอให้ทุกๆ คนจงทำหน้าที่ ภรรยาสามีที่กล่าวสอน
คิหิปฏิบัติทุกๆ ตอน จะกล่าวสอนก็หมดเวลาฯ
๏ ผมจึงขอจบรายการ (เอื้อน) เรื่องต่อต้านภัยเอดส์
ขอให้บรรลุความสำเร็จ ให้สมดังเจตนาฯ (ลง)
เร็ว เร็วไว ไว พี่น้องชาวไทยมหาภัยกำลังมา โรคเอดส์มันร้ายมหันต์ เราต้องช่วยป้องกันให้ทันเวลาฯ เป๊กพ้อ โยนๆ

บท ๒ เรื่องประชาธิปไตย

(ลูกรับ) นกเอี้ยงเสียงเพราะ ฟังเสนาะไปหมดทุกคำ (ย้ำสองครั้ง) นกเอี้ยงเสียงเพราะ ฟังเสนาะไปหมดทุกคำ สาริกาๆ ลิ้นดำ เชิญมานั่งฟังคำ เถอะนะแม่น้ำใจดีฯ
(ขึ้น) ๏ สิบนิ้วนบจบประสาน ขอกราบกรานท่านที่มา
ทั้งหญิงชายซ้ายขวา โปรดเมตตาปราณีฯ
๏ ผมรู้สึกอึดอัด เพราะไม่สันทัดคำกลอน
จะกล่าวถ้อยสุนทร เพราะผมยังอ่อนเวทีฯ
๏ ถ้าพลาดบ้างพลั้งไป โปรดช่วยวิจัยด้วยนะครับ
ผมจะขอน้อมรับ เอาไปประดับบารมีฯ
๏ จะขอเฉลยเอ่ยอรรถ เป็นกลอนลำตัดสมัยใหม่
จะว่าเรื่องประชาธิปไตย ในสมัยยุคนี้ฯ
๏ คำว่าประชาธิปไตย ให้ประชาชนเป็นใหญ่ทั่วประเทศ
ต้องการอะไรเป็นสำเร็จ ทั่วประเทศเขาทำอย่างนี้ฯ
๏ เสียงประชาชนเขาว่า นี่คือประชาธิปไตย
ต้องการจะเอาอะไร ต้องเอาให้ได้ทันทีฯ
๏ ทำปากกล้าท้าทาย ให้ขัดใจพวกเขา
ไม่ถูกใจเอาไฟเผา เสียให้เป็นเถ้าธุลีฯ
๏ เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์ จะดลบันดาลอะไรก็ได้
กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ประชาธิปไตยยุคนี้ฯ
๏ ผมฟังดูแล้วน่าสมเพช (เอื้อน) นานาประเทศก็เป็นไป
นี่คือประชาธิปไตย ให้ความเป็นใหญ่ในปฐพีฯ

(ขึ้น) ๏ แต่ความเห็นส่วนตัวของผม ไม่เคยนิยมอย่างที่ว่า
ให้ความเป็นใหญ่แก่ชาวประชา ตามที่ว่าอย่างนี้ฯ
๏ ประชาชนจะเป็นใหญ่ ต้องเป็นได้ด้วยคุณธรรม
พระพุทธองค์ท่านทรงย้ำ ท่านชี้นำไว้อย่างนี้ฯ
๏ คุณธรรมของสัตบุรุษ ที่เพื่อนมนุษย์ควรรู้ไว้
พวกบัณฑิตจะขาดไม่ได้ ต้องใส่ใจกันไว้ให้ดีฯ
๏ มันเป็นธรรมของอริชน สมกับบุคคลชั้นผู้นำ
ถ้าบุคคลใดไม่ทำตาม จิตจะตกต่ำทันทีฯ
๏ คำว่าประชาธิปไตย มีความเป็นใหญ่ต้องคุณธรรม
มีคุณค่าสูงล้ำ ควรจดจำกันไว้ให้ดีฯ
๏ ประชาธิปไตยไร้ธรรมะ ประชาชนจะวุ่นวาย
ถ้ามีธรรมะนำไป ประชาธิปไตยจะสุขีฯ
๏ ประเทศไทยเราชาวพุทธ ใจบริสุทธิ์สูงล้ำ
ต้องเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม สมเป็นผู้นำที่ดีฯ
๏ ถ้าขาดธรรมะเมื่อไร (เอื้อน) ประชาธิปไตยจะวกวน
มอบความเป็นใหญ่ให้แก่คน มันเลยต้องโดนของดีฯ (ลง)

(ขึ้น) ๏ ประชาธิปไตยนี้พูดยาก ผมรู้สึกลำบากหนักหนา
เพราะผมยังด้อยปัญญา ยังไม่ประสาประสีฯ
๏ หน่วยโฆษณารัฐบาล บอกทุกวันตั้งหลายหน
ว่าวันที่ ๑๓ กันยายน ให้ไปเลือกคนที่ดีๆฯ
๏ คนที่ดีเป็นอย่างไร ไม่เคยกล่าวไขชี้เหตุ
ว่าคนที่ดีมีกี่ประเภท ไม่เคยชี้เหตุให้ถ้วนถี่ฯ
๏ ว่าคนที่ดีๆ อย่างไร ควรเลือกไปเข้าสภา
เป็นนักบริหารหรือพัฒนา หรือปริญญาชั้นตรีฯ
๏ ไม่เห็นมีใครเน้นหนัก ถึงเรื่องหลักคุณธรรม
ว่าคนจะเป็นผู้นำ ต้องมีคุณธรรมที่ดีฯ
๏ ต้องประกอบด้วยธรรม เข้าขั้นอริยชน
ธรรมะของสัตบุรุษจะให้ผล ประชาชนจะสุขีฯ
๏ เพราะชาวไร่ชาวนา ไร้การศึกษาส่วนใหญ่
ใครเอาข้าวของมาให้ ก็รับไว้ทันทีฯ
๏ เพราะความขัดสนจนทรัพย์ ครั้นจะไม่รับก็ดูกระไร
เขามีจิตคิดจะให้ เลยนึกว่าได้ของฟรีฯ
๏ เขาแจกเงินให้พวกเรา เขาหวังไปเอาในวันหน้า
ไปมีอำนาจในสภา ผมก็ไม่ว่าคุณพี่ฯ
๏ เพราะถูกโกงกันทุกคน ประชาชนตั้งหลายสิบล้าน
ความเดือดร้อนก็ไม่ถึงฉัน เขาพูดกันว่าอย่างนี้ฯ
๏ ขอพี่น้องจงช่วยวิจัย (เอื้อน) จะว่าใครเป็นคนผิด
จะชาวนาหรือบัณฑิต ลองช่วยกันคิดหน่อยซีฯ (ลงรับ)

บท ๓ ตอนสอง เชิญไปเลือกผู้แทน

(ลูกรับ) เชิญพี่ป้าน้าอาร์ ที่ ๑๓ กันยาต้องรีบพากันจร (ไปลงคะแนนเลือกผู้แทนกัน) (ย้ำ) ไปช้าไม่ทันเขาปิดตะวันรอนๆฯ เป๊กพ้อ
(ขึ้น) ๏ ผมจะขอเอ่ยอรรถ เป็นลำตัดประยุกต์
ว่ากันเล่นสนุกๆ เพื่อดับทุกข์หายร้อนฯ
๏ จะเล่าถึงเรื่องผู้แทน ทั่วทุกแดนเสียงลั่น
ต่างฝ่ายก็หาเสียงกัน เสียงดังลั่นกระฉ่อนฯ
๏ ยิ่งใกล้วันเข้ามา เสียงโฆษณากันทั่ว
ทั้งสี่พรรคเข้ามาเสนอตัว มาก้มหัวลงอ่อนฯ
๏ จะไปเป็นปากเสียงแทนประชาชน ทุกๆ คนสามารถ
จะมาพัฒนาเมืองตราด ให้สวยสะอาดแน่นอนฯ
๏ เบอร์ที่ ๑ นายธณิต คนนี้เครดิตมากมาย
เคยเป็น ส.ส. มาสองสมัย จำกันได้แน่นอนฯ
๏ มีหัวหน้าชื่อชาติชาย สองสมัยเคยเป็นมา
สังกัดพรรคชาติพัฒนา ไม่มีปัญหามาก่อนฯ
๏ เบอร์ที่ ๒ นายประเวช ทวีผล นี่เขาเป็นคนท่าพริก
คราวนี้เขาสมัครอีก ไม่เคยจะหลีกหน้าจรฯ (ลง)

(ขึ้น) ๏ เขาสังกัดพรรคความหวังใหม่ หัวหน้าจำกันได้สนิท
ชื่อพลเอกชวลิต คนนี้เครดิตก็ไม่หย่อนฯ
๏ เบอร์ที่ ๓ จิตตาวดี เป็นสตรีคมขำ
สังกัดพรรคพลังธรรม หัวหน้ามีนามกระฉ่อนฯ
๏ ผู้เรียกร้องประชาธิปไตย คนเกิดตายกันไปมาก
เรื่องนี้ผมก็พูดยาก เลยต้องหุบปากเอาไว้ก่อนฯ
๏ เบอร์ที่ ๔ ธีระ สลักเพ็ชร์ คนนี้ก็เด็ดชะมัด
สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ไม่เคยรู้ประวัติกันมาก่อนฯ
๏ คุณชวนหลีกภัยเป็นหัวหน้า แลดูสง่าคมขำ
ถ้าเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม ก็น่าจะนำประเทศจรฯ
๏ ขอพี่น้องหญิงชาย จงช่วยวิจัยกันให้ดีๆ
ดูกันให้ซึ้งถึงที่ คงต้องเจอดีกันแน่นอนฯ
๏ คนจะดีต้องดีข้างใน จะรู้ได้ต้องสัมผัส
แลภายนอกมันยังไม่ชัด ต้องสืบประวัติกล่าวย้อนฯ
๏ ฉะนั้นผมขอเตือนย้ำ (เอื้อน) เรื่องคุณธรรมนี้คือหัวใจ
ถ้าขาดธรรมะเมื่อไร ประเทศไทยจะสั่นคลอนฯ (ลง) เป๊กพ้อ

(ขึ้น) ๏ รัฐบาลทุกๆ สมัย ไม่ค่อยสนใจเรื่องธรรมะ
จะมีบ้างก็เปะปะ ไม่เป็นระยะขั้นตอนฯ
๏ ต้องตั้งกระทรวงการศาสนา มุ่งพัฒนาจิตใจ
วางหลักระเบียบเอาไว้ ว่าคนไทยต้องสังวรฯ
๏ นี่มุ่งส่งเสริมการศึกษา ในเรื่องการทำมาหากิน
ไม่เคยมีใครนึกถวิล ว่านั่นเป็นถิ่นเดือดร้อนฯ
๏ สอนแต่เรื่องจะให้เอา โลกจึงร้อนเร่าเป็นไฟ
ต่างคนก็อยากจะเป็นใหญ่ อำนาจใครจะถึงก่อนฯ
๏ แย่งชิงกันเป็นใหญ่ ต่างฝ่ายก็แข่งขัน
เอาเงินไปให้ชาวบ้าน ซื้อเสียงกันกระฉ่อนฯ
๏ เขาซื้อขายได้หลายทาง องค์กรกลางไม่มีท่า
ถึงซื้อขายกันต่อหน้า ก็ยังไม่กล้าจับต้อนฯ
๏ เขาฉลาดหลบเลี่ยง มันซื้อขายเสียงกันด้วยเงิน
แล้วเขาก็พูดกันเกริ่น ว่านี่มันเงินของหล่อนฯ
๏ เขาติดค้างกันมา (เอื้อน) พอเจอหน้าก็อยากจะใช้
องค์กรกลางจะว่าอย่างไร จับเขาไม่ได้แน่นอน (ลงรับ)
(ขึ้น) ๏ ก็เหตุมันเกิดขึ้นที่ใจ ต้องแก้ไขด้วยคุณธรรม
เพราะจิตใจยังตกต่ำ ไม่เคยฟังคำสั่งสอนฯ
๏ จะพัฒนาร่างกาย ต้องพร้อมจิตใจไปด้วยกัน
ผมขอเชิญชวนรัฐบาล ว่านี่มันเป็นงานต้องทำก่อนฯ
๏ ผมพูดแล้วพูดย้ำ ว่าเรื่องต้องทำมันอยู่ตรงนี้
ถ้าการศึกษาอบรมดี ประชาชีไม่เดือดร้อนฯ
๏ ต้องสนใจกันเป็นพิเศษ (เอื้อน) ต้องตัดต้นเหตุกันให้ได้
ผมยังห่วงประชาธิปไตย ผมจึงได้วิงวอนฯ (ลง)

(ขึ้น) ๏ สมัยนี้ศีลธรรม ดูตกต่ำอย่างมากมาย
วัตถุเจริญทันสมัย เลยก้าวไกลไปก่อนฯ
๏ วัตถุเจริญมากเท่าไร ในด้านจิตใจยิ่งตกต่ำ
เพราะเหินห่างจากศีลธรรม ไกลจากคำสั่งสอนฯ
๏ ผู้คนเกิดวุ่นวาย อยากเป็นใหญ่กันทั้งนั้น
ทุกพรรคอยากเป็นรัฐบาล จึงแข่งขันกันว่อนฯ
๏ พรรคนี้ก็ว่าพรรคนั้น เป็นพรรคมารใช้ไม่ได้
ฟังแล้วก็น่าอับอาย มากล่าวไขปลิ้นปล้อน
๏ พูดจาแนมเหน็บ ว่าเป็นพรรคเทพโสภา
ฟังแล้วก็ยิ่งขายหน้า มาพูดจากหลอกหลอนฯ
๏ ประชาชนเขาก็รู้ มีตาหูดูถนัด
มีหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ เขารู้ชัดแน่นอนฯ
๏ ประชาชนที่ฉลาด เขาสามารถรู้ได้
ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมากมาย ประชาธิปไตยจะสั่นคลอน
๏ จัดตั้งพรรคกันขึ้นมา (เอื้อน) หวังเข้าสภาไปเป็นใหญ่
ประชาชนไม่สนใจ บางพรรคต้องหงายล้มนอนฯ

(ขึ้น) ๏ เพราะต่างพรรคก็อวดดี มีศักดิ์ศรีกันทั้งนั้น
นายกต้องหัวหน้าพรรคฉัน พรรคพวกนั้นเก็บไว้ก่อนฯ
๏ ทุกๆ พรรคอยากได้เครดิต ร้องขอสิทธิ์แก่ปวงประชา
แต่พวกเราชาวนา ภูมิปัญญายังอ่อนฯ
๏ ดูไม่ซึ้งถึงใจ (เอื้อน) ว่าพรรคไหนจะดีจริง
จะพรรคฝ่ายชายหรือหญิง ดูๆ ก็ยิ่งง่วงนอนฯ

(ขึ้น) ๏ เพราะพวกเราชาวนา การศึกษาก็ยังน้อย
ประชาธิปไตยจึงถดถอย ก็ลงรอยเหมือนก่อนฯ
๏ ถ้าเลือกตั้งกันเข้าไป ไม่ถูกใจปวงประชา
ว่าพรรคไม่มีน้ำยา ในสภาไม่รับต้อนฯ
๏ มันเป็นด้วยเหตุผล ที่ให้ประชาชนมาเป็นใหญ่
ถ้ามีคุณธรรมนำไป ประเทศไทยจะถาวรฯ
๏ ดูนานาประเทศ พอจงสังเกตได้ชัด
ได้เห็นภาพในโทรทัศน์ มันเกิดวิบัติเร่าร้อนฯ
๏ มันไม่เคารพพระเจ้า มันไม่เอาศาสนา
มันมีแต่อัตตา ก็เลยต้องมาวิ่งว่อนฯ
๏ เมืองไทยเราชาวพุทธ ประสุดด้วยคุณธรรม
มีล้นเกล้าเป็นผู้นำ ท่านทรงคุณธรรมบวรฯ
๏ ท่านช่วยคุ้มครองป้องเกล้า แก่พวกเราชาวไทย
ก่อนจะนอนหลับใหล เชิญกราบไหว้พระองค์ก่อนฯ
๏ ขอเชิญพี่น้องหญิงชาย (เอื้อน) รีบพากันไปเลือกผู้แทน
พี่ป้าน้าอาร์พาแฟน ไปลงคะแนนแน่นอน (เป๊กพ้อ) โยนๆ

*****************

แม่โคกับแม่เสือ ร้องทำนองลิเก
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

๑. ขอเริ่มเรื่องเบื้องหลัง ท่านผู้ฟังโปรดทราบ
แล้ววาดภาพหิมพาน เป็นฉากนิทานคำกลอนฯ
๒. หิมาลัยปัจจุบัน แต่ก่อนนั้นเป็นเขต
หิมวัญตะประเทศ เป็นขอบเขตสิงห์ขอนฯ
๓. พระสุเมรุมาต ริบเชิงไกรราฐคีรี
เป็นมหานธี มีนามว่าศิทรรศ์ดอนร์
๔. เป็นที่อาศัยขอลากสด จตุบทวิบาตร
ปักษาชาติมฤคมาต สิห์ราฐกาศรณ์
๕. องค์พระศิวะประทับอาสน์ เชิงยอดไกรราฐขุนเขา
มีทั้งเหล่าเทวฤทธิ์ ตลอดถึงวิทยาทรณ์
๖. เชิงบรรตมีโค ลูกโคแม่โคอาศรัย
ได้พึ่งบุญร่มใบ พออาศรัยซุกซ่อน
๗. เย็นวันหนึ่งโคแม่ จึงกล่าวแก่ลูกน้อย
ว่าหญ้ายังมีอีกหน่อย ที่หลังดอนชายดอน
๘. แม่นี้อยากจะชวนเจ้า ไปเล็มเอาบทเอื้อง
แค่มันชำเรืองตาแล ระวังเสือแม่ลูกอ่อน ฯ
๙. ฝ่ายลูกโคก็รับคำ เอาแม่จงนำลูกน้อย
วันนี้เราคงอร่อย แสงแดดก็ถอยไม่ร้อนฯ
๑๐. แม่บอกลูกเส็จเรื่อง ก็ยักเยื้องเหยาะย่าง
สะบัดหางเดินหัน ยามเมื่อตะวันรอนๆ ฯ
๑๑. ถึงหลังดอยชายดง ค่อยเดินตรงทางลาด
ดรินชาติชวนชม ดุจผืนพรมณ์หญ้าอ่อน
๑๒. ก้มหน้าเล็มออกรส จมลืมกำหนดจมูก
ลูกห่างแม่แม่ห่างลูก ดุจถูกสังหรณ์ฯ
๑๓. ยังมีพยักตัวใหญ่ มันย่องมาหมายขย้ำ
มันเริ่มคำรามคำรน ใบไม้ก็หล่นปลิวว่อนฯ
๑๔. แม่โคก็ยังกินหญ้า แม่เสือก็อ้าเขี้ยวง้ำ
มันจะขย้ำแม่โค เพื่อล้มตัวโตเสือก่อนฯ
แม่โคจะตายไหมหนอ โปรดฟังต่ออีกตอนฯ
๑๕. ฝ่ายพยักพยายาม จะขย้ำกินเหยื่อ
แม่โคเริ่มได้กลิ่นเสือ เรี่ยวแรงไม่เหลือเริ่มอ่อนฯ
๑๖. สงสารแม่โคครวญคาง หมดหนทางหนีทัน
สะบัดหางหน้าหัน บอกเสือให้หันใจผ่อนฯ
๑๗. แม่เสือเอ๋ยแม่เสือ โปรดจงเชื่อสัจจะ
ใช้ขันติธรรมะ โปรดฟังวาทะเราก่อนฯ
๑๘. เราขอร้องท่านสักครั้ง ให้เราไปสั่งลูกรัก
ท่านคอยเราสักพัก แล้วเราจักกับย้อนฯ
๑๙. มาเป็นภักษาหาร เพื่อให้ท่านได้กิน
เราเป็นสัตว์มีศีล ไม่เล่นลิ้นหลอกหลอนฯ
๒๐. เรามีลูกรักเหลือ เหมือนแม่เสือรักลูก
ต่างฝังปลูกปราณี เราต่างก็มีลูกอ่อนฯ
๒๑. พยักใหญ่ได้ฟัง เห็นจริงจังสัจจะ
เลยยอมละหันหลัง ให้โคไปสั่งลูกก่อนฯ
๒๒. ฝ่ายแม่โคก็รีบตัดคุ้ง มาท้ายทุ่งพบลูก
เล่าความทุกข์ให้ลูกฟัง แล้วหันหลังวิ่งย้อนฯ
๒๓. แม่โคถือใจสัจจะ ลูกโคก็กตัญญู
วิ่งตามแม่มาสู่ ที่เสือยืนอยู่อ้อนวอนฯ
๒๔. แม่เสือขาอย่าแค้น ข้าขอตายแทนแม่ข้า
ข้าถือมั่นอตัญญุตา แม่เสือจงอย่าเคืองค้อนฯ
๒๕. แม่เสือใหญ่ได้คิด เลยหักจิตปลงตก
นึกเห็นอกแม่โค ว่าโอ้โอ๋ลูกอ่อนฯ
๒๖. จงกับเสียเถิดคืนถิ่น เราไม่กินเจ้าแน่
ทั้งลูกแม่โคป่า เราขอลาเจ้าก่อนฯ
๒๗. นี่อานิสงค์อะไร เสือจึงไม่กินโค
ใช่จะโง่ไม่กิน ต่างกับมีศีลสังวรฯ
๒๘. สัตว์บางตัวกลัวบาป แต่มะนุษย์ไม่ทราบใจสัตว์
รู้จักผัดหนักเบา ไม่เหมือนคนบางเหล่าศีลกร่อนฯ
ริมไกรราฐหิมพาน ก็จบนิทานคำกลอนฯ

ร้องทำนองเสภาเรื่องวันตราดรำลึก ๒๓ มีนาคม ๒๔๔๙
วันที่ได้รับคืนดินแดนจังหวัดตราดสู่อิสรภาพบันทึกไว้

วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

๑. ลุสามปี ที่เสียสิ้น ถิ่นเรือเย่า
องค์สมเด็จ พระจุลจอมเกล้า เฝ้าผวา
ห่วงชาติเชื้อ พี่น้องไทยเรา เศร้ากายา
โธ่ป่านฉะนี้ คงก้มน่า รับเวรกรรมฯ
๒. จึงมีกระแสร์ พระราชดำรัส ตรัสให้ทูต
นำพระราช สาห์นไปพูด ดุจดังล่าม
ว่าท่านเอ๋ย เราไม่เคย ก่อสงคราม
ว่าเหตุไฉน ท่านรุกราน ถิ่นไทยเรา
๓. สงสารลูกหลาน พลัดพ่อแม่ พลัดพี่น้อง
ต้องย้ายถิ่นฐาน และบ้านช่อง สุดจะเหงา
หากท่านเห็น คนตราดบ้าง อย่างพวกเรา
ท่านจะต้องเศร้า อย่างเราหรือ คือความจริง
๔. เรายินดี ที่จะให้ ถิ่นใหม่ท่าน
พะตะบอง เป็นถิ่นฐาน สำคัญยิ่ง
เสียมราฐ เรายินดีให้ ไม่ท้วงติง
ศรีโสภณ ที่พักพิง ให้ท่านไป
๕. ขอแต่เพียง ให้คืนชาติ เมืองตราดนี้
ให้ลูกหลาน และน้องพี่ จะได้ไหม
ถ้าท่านตกลง ได้เห็นชอบ รีบตอบไป
เราจะได้ ผูกเป็นมิตร นิจนิรันดร์ฯ

วันตราดรำลึก ร้องทำนองลิเก
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

๑. ขอย้อนกล่าวเล่าประวัติ ถึงวันตราดรำลึก
นี่มันเป็นความรู้สึก ในส่วนลึกของคนไทยฯ
๒. เมื่อปีสองสี่สี่เจ็ด ฝรั่งเศสมันใช้อำนาจ
มันคุมทหารมายึดเมืองตราด มันบังอาจยิ่งใหญ่
๓. มันมีกำลังมากกว่า พวกเราไม่กล้าต้านทาน
ทุกๆ ตำบลหมู่บ้าน ต้องรนรานแพ้พ่าย
๔. ต้องพลัดถิ่นพลัดฐาน ต้องพลัดบ้านพลัดช่อง
พลัดพ่อแม่พี่น้อง น้ำตาต้องนองหยุดไหลฯ
๕. ผมแสนสงสารพี่น้องไทย จนสุดหัวใจแทบจะขาด
เมื่อคราวที่เสียเมืองตราด ต้องตกเป็นทาสรับใช้ฯ
๖. มันกดขี่ข่มเหง ไม่มีกลัวเกรงใครทั้งนั้น
เพราะพวกมันเป็นทหาร ใครขัดใจมันไม่ได้ฯ
๗. ลูกเมียใครมันไม่ว่า ถ้าสบชะตามันต้องต้องการ
มันเข้าฉุดค่าอนาจาร พวกชาวบ้านเราทนไม่ไหว
๘. ต้องยอมระทมจมทุกข์ ไม่มีความสุขสบายฯ
๑. ทางฝ่ายตำรวจและทหาร จะต่อต้านก็หมดกำลัง
ทางบ้านเมืองไม่กล้าจะสั่ง ต้องออมกำลังเอาไว้ฯ
๒. เพราะน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ สู้อดทนเอาไว้ดีกว่า
ต้องใช้สติปัญญา ลอวันเวลาแก้ใข
๓. ต้องยอมทนทุกข์ถึงสามปี องค์พระภูมีของเรา
สมเด็จพระจุลจอมเกล้า พระองค์ท่านเฝ้าห่วงใยฯ
๔. มาถึงสองสี่สี่เก้า สมเด็จพระจุลจอมเกล้าท่านนำเรื่อง
เจ้าเรสิดังท่านอย่าขุ่นเคือง เราขอเปลี่ยนเมืองให้ท่านใหม่ฯ
๕. พะตะบองศรีโสภณ เราขอโอนให้เด็จขาด
พร้อมทั้งเมืองเสียมราฐ แต่ขอเปลี่ยนเมืองตราด
เอาไว้ฯ ถ้าท่านมีความเห็นชอบ เราต้องขอขอบน้ำใจฯ
เจ้าเรสิดังมันรับสาหน์ แล้วมันก็อ่านอย่างถ้วนถี่
พิจารณากันอย่างดี จนเป็นที่พอใจฯ
แล้วมันก็ยอมตกลง ได้จัดส่งล่ามมา
ตามคำบัญชา มาทำสัญญากันไว้ฯ
ถึงยี่สิบสามมีนาคม ชาวตราดชื่นชมโสมนัส
เราได้รับคืนเมืองตราด เป็นเกียรติประวัติยิ่งใหญ่
เราขอจารึกรอยแค้นที่สุดแสนจะอนาถ เมื่อคราวที่เสียเมืองตราด
น้ำตาต้องหยาดหยดไหล นึกถึงบรรพระบุรุษของเรา
ท่านช่วยคุ้มเผ่าเมืองมา ต้องเสียเลือดเนื้อและน้ำตา
สมควรบูชาท่านไว้ฯ
วันตราดรำลึกจึงได้เกิดขึ้นมา ยี่สิบสามมีนาทุกทุกปี
ถ้าหากไม่มีวันนี้คงไม่มีที่อาศรัย ได้สมเด็จพระจุลจอมเกล้า
ขอพี่น้องเราชาวไทยตราด ลูกขอน้อมกายอภิวาทท่านได้นำ
เมืองตราดคืนมาให้ฯ
พระองค์มีพระคุณล้นฟ้า สุดพรรณนาบรรยายฯ
สาธุ สาธุ สาธุ ๓ จบ

ดาวลูกไก่
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

๑. โอ้ชีวิตคิดไฉน ใครหนอใครลิขิต
ประกาสิทธิของศิวะ หรือของพระพรหมเจ้า
๒. บ้างถือกำเนิดเกิดมา พอลืมตามองโลก
บ้างมีโชคบ้างอับโชค มีสุขโศกปลนเศร้าฯ
๓. แต่จอมนราพิสุทธิ์ ท่านสอนพุทธบริษัท
เป็นธรรมะปะระมัฏ อ้างถึงอำนาถกรรมเก่าฯ
๔. ว่ากุสลาธัมมา มะนุษย์เกิดมามีสุข
อกุสลาธัมมาพาให้ทุกข์ ดังไฟรุกรุมเร้าฯ
๕. บ้างกลึ่งดีกลึ่งชั่ว ตัวของตัวมัววุ่น
สร้างทั้งบุญทั้งบาป เหมือนคำที่ฉาบด้วยขาว
๖. ผมมิใช่บัณฑิต อันมีจิตสิเน่ห์หา
ที่จะเป็นนักเทศนา มาจารจายั่วเย้าฯ
๗. จึงตั้งศรัทธาสาทก เรื่องยาจนยากจน
มีตากับยายสองคน ปลูกบ้านอยู่บนชายเขา
๘. แกเลี้ยงแม่ไก่อู มีลูกอยู่เจ็ดตัว
เช้าก็ออกริมรั้ว จิกกินเม็ดถั่วเม็ดข้าวฯ
๙. เวลามีเหยี่ยวเฉี่ยวเฉย ซิแม่ก็โอบปลีกอุ้ม
กางสองปลีกออกกุม พาลูกทั้งกลุ่มเข้าเล้าฯ
๑๐. แม่ไก่ก็ปลอบขวัญลูก เสียงกุ๊กๆ ปลอบขวัญ
ลูกตอบเจียบๆ เสียงลั่น ทั้งๆ ที่ขวัญเขย่าฯ
๑๑. แล้วคุ้ยข้าวออกเผื่อ ต่างคุ้ยเหยื่อออกให้
ลูกไก่แม่ไก่ร้ายทุกข์ เสียไม่มีสุขใดเท่าฯ
๑๒. ถึงยามจะสิ้นชีวิต เมื่อใกล้อาทิตย์อัสดง
มีภิกษุหนึ่งองค์ ออกเดินจากดงชายเขา
๑๓. ธุดงค์เดียวด่นดั่น ครั้นสายัญสมัย
หยุดกลางกรตลงทันใด หลังบ้านตายายผู้เฒ่าฯ
๑๔. อยากรู้เรื่องต่อก็ต้อง เปิดหน้าสองฟังเอาฯ
๑. พระธุดงค์ลงกรต ตะวันก็หมดแสงส่อง
อาศรัยโดมทองจันทรา ลอยขึ้นมายอดเขาฯ
๒. ฝ่ายว่าสองยายตา เกิดศรัทธาสงสาร
พระผู้ภิกขาจาร จะขาดอาหารมื้อเช้าฯ
๓. ดงกันดานย่านนี้ หรือก็ไม่มีบ้านอื่น
ข้าวจะกล่ำน้ำจะกลืน จะมีใครยื่นให้เล่าฯ
๔. ทั้งฟักแฟงแตงกว่า ของเราก็มาตายหมด
นึกสงสารพระจะอด ทั้งสองกำสดโศกเศร้าฯ
๕. สักครู่หนึ่งตาจึงเอ่ย ว่านี่แน่ยายเอ๋ยตอนแจ้ง
ต้องเชือดแม่ไก่แล้วแกง ฝ่ายยายไม่แจ้งตาเฒ่าฯ
๖. ฝ่ายแม่ไก่ได้ยิน น้ำตารินล่วงไหล
ครั้นจะรีบหนีไป ก็ต้องตายเปล่าๆ
๗. อนิจจาแม่ไก่ ยังมีน้ำใจรู้คุณ
ที่ยายตาการุณ นึกอยากแทนคุณเม็ดข้าว
๘. น้ำตาไหลเรียกลูก ให้มาซุกซอกอก
น้ำตาแม่ไก่ ไหลตกในหัวอกปวดร้าวฯ
๙. อ้าปากออกบอกลูก พรุ่งนี้ต้องถูกตาเชือด
คอยดูเลือดแม่ไหล พรุ่งนี้ต้องตายจากเจ้าฯ
๑๐. มาเถิดลูกมาซุกอก ให้แม่ได้กกก่อนตาย
ให้แม่ขอกกเป็นครั้งสุดท้าย แม่ต้องตายตอนเช้าฯ
๑๑. อย่าทะเลาะเบาะแว้ง อย่าขัดแย้งเหยียดหยัน
จงรู้จักรักกัน อย่าผลุนผลันเสพล่าฯ
๑๒. เจ้าตัวใหญ่สายสวาท อย่าเกลี่ยอกลาดน้องๆ
จงปองดองดูแล ให้เหมือนดังแม่เลี้ยงเจ้าฯ
๑๓. น่าสงสารแม่ไก่ น้ำตาไหลสอนลูก
พรุ่งนี้ต้องถูกตาเชือด ต้องหลั่งเลือดนองเล้าฯ
๑๔. ส่วนลูกไก่ทั้งเจ็ด เหมือนถูกเด็ดดวงใจ
พากันโดดเข้ากองไฟ ตายตามแม่ไก่ดังเก่าฯ
๑๕. ด้วยอานิสงค์ใจประเสริฐ ลูกไก่ไปเกิดเป็นดาวฯ

สุกรยักษ์คำกลอน
พากย์บาลีมีปรากฏอยู่ในสุมังคลสินี ภาค ๒ หน้า ๓๔๑
เรื่องราว กล่าวในคัมภีร์ อาจารย์ท่านชี้อรรถให้เห็นด้วยนิทานฯ
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

๑. ด้วยยังมียักษีสัตว์ สารพัดจะชำนาญ
การหาซึ่งอาหาร ได้ทุกท่าน่าพลันใจฯ
๒. เพราะมีประหลาดกาย ที่ยักย้ายได้ฉับใว
ซีกขวาเป็นแพะใหญ่ ณ ซีกไซ้เป็นสุกรฯ
๓. เสียงร้องเหมือนลูกแกะ ที่ยักแทะเล็มหญ้าอ่อน
เขาโง้งมีปลายงอน เหมือนโคเฒ่าจงเข้าใจฯ
๔. ยามเห็นฝูงสุกร ก็ค่อยจรเอาซ้ายไป
จวบเข้าระยะใกล้ บ. หนีทันมันกินเสียฯ
๕. เห็นแพะแทะเล็มหญ้า มันหันขวาเข้าคลอเคลียฯ
ได้น่ามันฆ่าเสีย อย่างง่ายๆ สบายเหลือฯ
๖. เห็นแกะแวะเข้าซุ่ม ณ สุมทุมสบตาเหยื่อ
ส่งเสียงร้องอยู่เป็นเบือ ให้ลูกแกะแวะมาหา
๗. จวนใกล้หนีไม่ทัน ก็เสร็จมันทุกครั้งคลา
เห็นโคอยู่ริมป่า ก็หมอบอยู่แค่ชูเขา
๘. ฝูงโคไม่เพ่งพิศ สำคัญคิดว่าเพื่อนเรา
เข้าใกล้หมายคลอเคล้า ถูกจับเอาเป็นอาหาร
๙. ตรองทั่วโจรตัวเหลือง พิชิตเร่องก็ปูนปาน
จับเหยื่อกินหวานๆ สำเร็จได้ทุกรายไป
๑๐. พ่อแม่แม่เฒ่านั้น เมาสวรรค์หลงกันใหญ่
ขรัวเทศโอ้โลมไป เรื่องบันใดสู่สวรรค์
๑๑. ให้ทานทำบุญเข้า เลื่อกสวนเอาขายตะบั้น
ทำบุญกับพวกฉัน ไม่มีตกนรกเว้ย
๑๒. ดับจิตมีรถรับ จุติอันสวรรค์เลย
พ่อคุณแม่คุณเอ๋ย พระคัมภีร์นี้รับรอง
๑๓. วิมาลเงินวิมาลแก้ว สุกใสแจ๋วที่นอนทอง
ของทิพย์เป็นกองๆ นึกอย่างใหนได้ทันที
๑๔. นางฟ้าน่าโอบอุ้ม เทพบุตรหนุ่มโสดสวยดี
เอาสักกี่คนมี ให้จนพอขอประกัน
๑๕. เทพบุตรให้เรือนร้อย ส่วนนางฟ้าให้เรือนพัน
หนุ่มๆ สาวทั้งนั้น ไม่มีแก่จงแน่ใจ
๑๖. โง่เง่าชาวบ้านนอก ฟังขรัวบอกกระหยิ่มใจ
ขายนามาไวๆ สร้างกุฏิใหญ่มะโหฬาร
๑๗. ของใช้และของกิน จัดให้สิ้นแลตระกาล
ขรัวนั่งฉันหวานๆ ส่วนชาวบ้านเลื่อนเฝือดตัว
๑๘. ชาตินี้ทนออกเปลี่ยว ชาติหน้าเชียวหวานให้พอ
แม้อยากน้ำลายสอ สู้อดไว้ถวายขรัว
๑๙. สุกรที่กล่าวไว้ ก็เปลียบได้กับผู้มัว
เมาสวรรค์จนลืมตัว จะล่อนจ่อนก็ค่อนเข็ญ
๒๐. แพะเล่าเปลียบเหมือนคน หนวดยาวจนจะตายเป็น
ตายพรุ่งก็แคลนเข็ญ ให้เขาคิดพินิจกัน
๒๑. ขรัวเห็นว่าโง่งม รับสมสวดขึ้นทันควัน
ทำบุญต่ออายุท่าน อยู่อย่างน้อยก็ร้อยปี
๒๒. คนทุกข์เพราะกลัวตาย ย่อมเชื่อง่ายกระไรนี่
หลอกกันอย่างนั้นนี่ เพราะหลงเชื่อเป็นเหยื่อโจร
๒๓. นำปริตร์ป้องกันภัย น้ำมนต์สารทอุบาตรโผน
คนฉลาดเขาปลอบโยน ว่าไม่ตายก็คลายใจ
๒๔. ยกให้ไม่เสียดาย ยิ่งกลัวตายยิ่งให้ใหญ่
๒๕. แกะเปลียบคนชอบดรม พระประจบพระแจงตน
ยิ่งยอและง้องน ก็ยิ่งเพลินเจริญใจ
๒๖. ขรัวพี่มีลิ้นหวาน ก็เทศหวานล้อมเข้าไป
ติดกัณฑ์เสียยกใหญ่ ขรัวยิ่งยอให้พอแรง
๒๗. ติดตลกไปในตัว เรื่องรักโศกมีแสดง
แล่นลิ้นได้แผงๆ ฉลาดนำมาล่อโยม
๒๘. ครั้นพ่อหรือแม่ตาย นิมนต์ขรัวมายอโฉม
คนตายจะโสมน หรือโง่เง่าไม่เข้าใจ
๒๙. ขรัวยอเสียเลิศลม คุณธรรมครบทุกข้อไป
ไม่มีธรรมข้อใหนๆ ที่ขรัวจะไม่หว่านล้อมมา
๓๐. บรรจุให้ผู้ตาย จงสมหมายได้ทุกท่า
เจ้าภาพน่าเริงร่า เริงใจโขโชว์คนตาย
๓๑. แขกเหลื่อก็พอใจ นิยมใหญ่พิธีกลาย
เป็นเมื่อใครล้มตาย ต้องตามขรัวมาโอดครวญ
๓๒. ดูราเพื่อนข้าเอ๋ย สุกรยักษ์มันเข้ากวน
กินได้แนบเนียนถ้วน ทุกทั่วหน้าประชากร
๓๓. วัวอ้วนหน้าจะหมาย ถึงคุณนายมีเงินนอน
ไร่นาและอาภรณ์ ทั้งที่น่าสง่างาม
๓๔. เป็นหม้ายหรือไม่หม้าย ถ้าใจใหญ่ก็ต้องตาม
ลักษณะของเนื้องาม บ่งถึงวัวตัวอ้วนมัน
๓๕. แม่หม้ายยิ่งง่ายมาก ไม่มีขวากหรือรั้วกั้น
ไม่หม้ายถ้างงงัน ก็เหมือนหม้ายยอมหน่ายผัว
๓๖. ขรัวที่มีความรู้ เป็นเจ้าชู้จนอยู่ตัว
หน้าทนเหมือนหนังวัว ชำนาญขับให้จับจิต
๓๗. ป้อยอให้เมาบุญ พอเคยคุ้นก็สมคิด
เชิญชวนสมานมิตร มารู้จักเป็นพรรคผอง
๓๘. คุณนายหลงจ่ายทรัพย์ ขรัวพี่รับมารวมกอง
เหมาะท่าเข้าครอบครอง ได้ทั้งสิ้นก็กินพลัน
๓๙. ร่วมรักทั้งเพสเหลือง ไม่คิดเปลื้องเสียดายมัน
เป็นเครื่องมืออย่างสำคัญ เคยใช้ฟลุ๊กได้ทุกเพลง
๔๐. จับเหยื่อกินมามาก จนออกปากชมตัวเอง
เปลื้องเสียก็สิ้นเกรง สุกรยักษ์จักอดตาย
๔๑. ดูราเพื่อนข้าหญิงชาย จงแคลงแหนงหน่ายหลบหน้า
สัตว์นี้หนีหัน มิฉะนั้น เชิญปราบมันโดยบอกเล่ากันให้รู้
๔๒. จักเล่นโกงกล ที่มันใช้ปลอดหลอกชน หลงศรัทธา ขวนขวายทำเพราะเขามาบุญ หากใครหลงเชื่อเจือจุน
ก็เท่ากับหนุนกำลังสัตตรูผู้พาล ศาสนาล่มแตกแลกลาน
เร็วๆ เถิดท่านช่วยกันกำหลาบ ปลาบหนอนบ่อนใส้
สูดเลือดเดือดร้อน สงบเย็นไม่ได้ ด้วยบุญหนุนเอ๋ย

ประพันธ์ โดยใครใครๆ กล้าว่ากล้าสอนถึงเช่นนี้กี่เล่า พวกสุกรยักษ์จึงต้องหาหนทางกำจัดบทกลอนเช่นนี้เสีย เห็นจะโดนกันไปแล้วนับไม่ถ้วน คณะบุคคลที่หวังฟื้นฟูพระพุทธศาสนาก็เกิดขึ้น ในภาคเหนือ ภาคใต้หลายแห่ง เช่น คณะชมรมทานไชยา และพุทธนิคม เชียงใหม่ ก.ศ.บ. วัดมกุฏร์ก็กำลังร่วมมือกันต่อต้านพวกมาลทำลายพระพุทธศาสนา ให้ช่วยกันปรงพุทธศาสนา ทำกันเองอย่างนี้ดีไม่ต้องลอให้พวกคอมร์มิวนิตส์เขามาปราบ ชาวพุทธบริษัทจะได้หูตาสว่าง รู้จักพุทธศาสนาที่แท้เสียที

เพลงขอทาน วันสงกรานต์ ของคนไทยเรา
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

๑) ศิโรราบกราบกราน พวกขอทานมา พ่อจ๋าแม่จ๋า ลูกขอปราศรัยฯ นี่มันเป็นประเพณีมาแต่โบราณ พอถึงวันสงกรานต์ของคนไทยฯ มีการรสน้ำอวยพรให้แก่บิดรมารดา ตลอดถึงครูบาร์อาจารย์ใหญ่ฯ มันเป็นศิริมิ่งขวัญสงกรานต์วันนี้ ลูกได้นำของดีมาฝากให้ฯ ลูกมาขอทานเพื่อนำไปเข้าวัด ตามแต่พ่อแม่จะศรัทธาให้ น้ำอ้อย น้ำตาล ข้าวสาร ฟักแฟง ของสดของแห้ง แม่ก็ทำได้ ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย ถ้าแม่ทำบ่อยบ่อย บุญก็มากหลายๆ แต่ปัจจัยสำคัญมันอยู่ที่ธนบัตรจะ ๕ บาท ๑๐ บาท ไม่เป็นไรฯ (ตามแต่ท่านจะศรัทธา ปรารถนาอย่างไร) ผลบุญคงได้เอ๋ยมีฯ
๒) คุณพ่อจ๋า คุณแม่จ๋า โปรดกรุณัง ลูกจะเล่าให้ฟังอย่างถ้วนถี่ฯ พอถึงวันสงกรานต์ชาวบ้านทั้งหลายตามที่ได้เฉลยชี้แจงมาฯ เชิญแม่ทำบุญจะได้อุ่นใจ บุญจะได้ตามไปภายภาคหน้าฯ (แม่คุณอย่าได้หน่วงหนักชักช้า) ลูกรักจะต้องลาเอ๋ยจรฯ (ย้ำ)
๔) โปรดจงได้สงสารพวกขอทานบ้าง นานๆ ทีปีละครั้งนะคุณนาฯ พอสงกรานต์ผ่านมาก็เห็นน่าฉัน มาร้องเพลงขอทานกันทั้งหญิงชายฯ ละหกละเหินเดินลำบาก บางคนอายุมากเป็นถึงคุณยายฯ ว่าถึงอายุอย่างน้อย ทุกคนครึ่งร้อยกว่า แต่ก็ยังอุส่าห์ นำบุญมาให้ฯ อดบ้างกินบ้างพอประทังตน ลูกมาต่างตำบล โปรดจงเห็นใจฯ มากราบเท้าคุณยายจนถึงบรรใดบ้าน ถ้าคุณนายไม่ทานลูกก็ใจหายฯ (เชิญทำทานสักหน่อยลูกจะไม่น้อยใจ) แม่คุณจงสุขสบายทั่วกันเอยฯ
๕) พวกเราชาวไทยใจเอื้อเฟื้อ เราต่างก็เป็นลูกเสือชาวบ้านฯ ทุกคนเสียสละเพื่อประเทศชาติ เทิดทูลกษัตริย์ องราชันต์ฯ ทั้งศาสนาก็ช่วยดำรงเพื่อจะให้อยู่คง ชั่วปวะสานต์ฯ แต่ในยุคปัจจุบันทุกวันนี้ ศาสนาเกิดมีคนใจพาลฯ เที่ยวออกหาเงิน เดินเลี่ยไร พวกชาวบ้านไม่เข้าใจ เขาเลยให้ทานฯ เขาอ้างจะเอาไปช่วยตำรวจชายแดนที่แร้นแค้นมากและเหล่าอาสาสมัคพร้อมกับทหารฯ แต่สำหรับพวกฉันขอทานสนุก ถือว่ามาเปลื้องทุกข์วันสงกรานต์ฯ ทุกโศกโรคภัยขออย่าได้มี พวกฉันมาวันนี้เพื่อสนุกสนานฯ (แม่คุณจงได้เอื้อเฟื้อลูกเสือชาวบ้าน) โปรดจงได้ทำนานเถิดเอยฯ
๖) พวกลูกทุกคนทุกคนทนลำบาก เดินขอทานจนเปรี้ยวปาก น้ำลายไหลฯ ข้าวปลาอดอยากหมากไม่ได้กิน นั่งขอทานอยู่กับดิน เหงื่อโทรมกายฯ เขาว่าคุณนายใจดีด้วยกันทั้งนั้น ลูกจึงมาขอทานบ้านคุณนายฯ เชิญทำทานกับพวกฉัน แล้วจะมีของขวัญลางวัลให้ฯ ฉันเป็นลูกเสือชาวบ้าน ผ่านการอบรมของดีๆ มีกันถม ยังไม่ขยายฯ (ถ้าคุณนายทำนานฉันจะลางวัลให้) เพื่อตอบแทนน้ำใจเอ๋ยกันฯ
๗) พ่อจ๋าแม่จ๋ามาอีกแล้ว ได้ยินเสียงแจ้วๆ พวกขอทานฯ ตีโทนตีกับกันออกเซ็งแซ่ มากราบเท้าคุณแม่จนถึงบ้านฯ โปรดอย่าได้รังเกียจเลยแม่คุณ นึกว่ามาร่วมทำบุญวันสงกรานต์ฯ เชิญแม่อทิฐานจะเอาสวรรค์ชั้นไหน หรือจะเลยไปให้ไกล จนถึงนิพพานฯ (ตามแต่ท่านจะศรัทธาปรารถนาต้องการ) ผลบุญของท่านจะนำเอ๋ยพาฯ
๘) พ่อจ๋าแม่จ๋าลูกมาขอทาน โปรดจงได้สงสารแก่ลูกบ้างฯ ลูกมาขอทานเพื่อนำไปเข้าวัด เพราะอุปกรณ์มันยังขาด อยู่หลายอย่างฯ การงานบางอย่างมันจึงค้างไว้ ก็เพราะมันขาดปัจจัย งานจึงได้ค้างฯ เชิญพ่อคุณแม่คุณร่วมทำบุญไว้ จะเป็นเสบียงจิตใจนำส่งทางฯ (แม่อย่าได้ชักช้าพว้าพวัง) ทำบุญกับลูกบ้างจะเป็นเอ๋ยไรฯ
๙) พวกลูกทุกคนต่างก็อุส่าห์ ออกจากเคหามาก็ไกลฯ ทุกคนอุทิศร่างกายเพื่อเป็นบุญหวังช่วยค้ำจุนศาสนาไว้ฯ สร้างวัตถุสถานก็นับเป็นการดี แต่เป็นทุนศึกษาธรรมบาลีก็ยิ่งดีใหญ่ฯ เพราะการสร้างปัญญาจัดว่าเลิศ ไม่มีอะไรจะประเสริฐทัดเทียมได้ฯ ปัญญาเป็นแสงสว่างนำทางชีวิต เห็นได้ทุกทิศทั้งใกล้ไกลฯ (พ่อจ๋าแม่จ๋าเชิญสร้างปัญญาไว) ผลบุญจะเห็นได้ทันเอ๋ยตาฯ
๑๐) พ่อจ๋าแม่จ๋าโปรดอย่ารังเกียจ ลูกมิได้มาเบียนเบียด พระคุณท่านฯ นี่มันเป็นประเพณีสืบกันมา แต่ครั้งคุณยายคุณย่า สมัยโบราณฯ พอถึงวันสงกรานต์ชาวบ้านทั้งหลายพร้อมหญิงชายพากันขอทานฯ เพื่อนำไปวัดไว้ในพระศาสนา เพราะทุกคนถือว่าบุญมหาศาลฯ ...........ลูกทั้งหมดต่างพร้อมใจมากราบเท้าคุณนายจนถึงบรรใดบ้าน (สงสารด้วยเถิดคุณพ่อลูกมาขอทาน) ตามแต่นายท่านจะศรัทธาเอ๋ยธาฯ สำคัญ)
๑๒) ลูกยกมือท่วมหัวขอฝากตัวด้วย โปรดจงได้ชูช่วยลูกสักครั้งฯ ลูกพัดบ้านต่างตำบลด้นเดินมา ไม่รู้จักมรรคา เดินหลงทางฯ ละหกละเหินเดินลำบาก บางคนอยากหมากอ้าปากค้างฯ พยุงกายกันมาถึงเคหา ท่านโปรดจงได้สงสารลูกสักครั้งฯ มาขอพึ่งใบบุญแม่คุณด้วย ถ้าคุณแม่ไม่ช่วยลูกก็หมดหวังฯ จะไปพึ่งใครหรือก็ไม่ดี ดินดานบ้านนี้ลูกไม่รู้ทางฯ โปรดเอ็นดูด้วยช่วยสักหน ลูกมาต่างตำบลติดแล้วให้อ้างว้างฯ (อย่าให้ลูกต้องว้าเหว่เที่ยวเซซัง) สงสารลูกบ้างจะเป็นเอ๋ยไรฯ



บทให้พร

๑) ท่านทำบุญกับลูกแล้ว จงตั้งใจให้แจ๋วคอยรับพรฯ ขอให้อายุวรรณะสุขะพละ เป็นพรของพระท่านตรัสสอนฯ อายุให้ยืนยาวเก้าสิบปี ทั้งผิวกาย ฉ.........อรชนฯ ให้ท่านรับความสุขอย่าได้ทุกข์กาย เงินทองมีใช้ขออย่าเดือดร้อนฯ ทั้งโรคาอาพาธอย่าได้แผ้วพาน ขอให้เกษมสำราญยามนั่งนอนฯ ท่านจงคิดสิ่งใดให้สมปรารถนา ถ้าท่านทำการขายค้า ขออย่าใจร้อนฯ เขามาซื้อมาหาขายราคาพอดี แล้วท่านจะเป็นเศรษฐี มีเงินก้อนฯ ขอให้ท่านถูกรถเตอรี่ ลางวันที่หนึ่ง ต้องส่งข่าวไปให้ถึง แล้วผมจะกับย้อนฯ (ขอให้ได้สมดังใจที่ลูกให้พร) แม่คุณอย่าได้ร้อนเอ๋ยใจฯ
๒) พ่อจ๋า แม่จ๋า โปรดมาสดับ เชิญแม่มารับพรของฉันฯ ถ้าท่านทำนาขอให้รวยข้าว เงินทองเต็มกระเป๋า มีใบละพันๆฯ ถ้าท่านทำเกษตรก็ขอให้ขายดี ถ้าท่านซื้อรถเตอรี่ถูกเงินล้านฯ ถ้าท่านทำปะโมงให้รวยกุ้งปลาเต็มท้องนาวาขายเป็นสิบๆ ตันฯ ถ้าท่านเป็นข้าราชการ ขอให้ได้เลื่อนยต มีตำแหน่งปรากฏเป็นนายพลนายพัลฯ ถ้าท่านยังขาดคนใช้สอย ผมขอสมัคเป็นบ๋อย รับใช้ท่านฯ (มีความสุขจริงหนอไม่ต้องขอทาน) ตามแต่นายท่านจะปราณีเอ๋ยณีฯ
๓) ศิโรราบกราบก้มประนมหัตถ์ ลูกขอตั้งสัจอทิสฐานฯ ขอให้ท่านมีความสุขอย่าทุกข์ร้อน ทั้งยามนั่งยามนอนแสนสำราญฯ อายุท่านอย่างน้อยขอให้ได้ร้อยปี โรคภัยอย่ามีเบียดเบียนท่านฯ ขอให้ท่านมีคนรักสมศักดิ์ศรีงามเหมือนเทพเทวีสาวสวรรค์ฯ ถ้าท่านมีบุตรหญิงขอให้สืบสาย ถ้าท่านมีบุตรชายขอเป็นนายพลนายพันฯ ท่านจะคิดสิ่งใดให้สมดังใจคิด ถ้าแม้นท่านดับจิต ขอไปสู่สวรรค์ฯ ให้ไปบังเกิดเป็นเทพธิดา มีเทพบุตรโสดโสภาเป็นบริวารฯ ถ้าท่านไปบังเกิดเป็นบุตรมีนางฟ้าครบชุดห้อมล้อมท่านฯ ท่านจะเสวยความสุขทุกค่ำเช้า แม้ท่านจะรับ.......ไม่ต้องทานฯ (มีความสุขที่สุดมะนุษย์ต้องการ) ด้วยอำนาจขอท่านเอ๋ยบุญฯ

ตอนนี้รำวงขอทานและก่อนลา
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

ออกปากว่าจะลา น้ำตาฉันแทบร่วงไหล (เห็นน่ายิ่งแสนอาลัย) (ซ้ำ) แต่มันจำใจ ฉันต้องไปขอทานฯ สอง - สามเที่ยว ขอความสวัสดีจงมีแก่ทุกๆ ท่าน จำใจจริงหนอฉันต้องไปขอทาน ขอทุกๆ ท่านจงสวัสดีฯ ถ้ารักกันจริงอย่านิ่งอยู่นาน มาไปขอทานกับฉันก็ดี (ซ้ำ) ขอความสวัสดีจงมีแก่ทุกๆ ท่าน จำใจจริงหนอต้องไปขอทาน ขอทุกๆ ท่านจงสวัสดี (เปลี่ยน) ถ้ารักกันจริงอย่านิ่งอยู่นาน มาไปขอทานกับฉันก็ดีฯ วันนี้วันดี ที่เราได้มาพบกัน วันนี้วันดีที่เราได้มาพบกัน ยินดี ยินดี ยินดี มาเถิดมาเรามาไปด้วยกัน ไปกับพวกนั้นขอทานด้วยกันก็ดีฯ (ซ้ำ) พวกเราขอทาน สงกรานต์วันทุกๆ ปี (ซ้ำ) เชิญซี เชิญซี เชิญซี เชิญมาเล่นรำวง มาเกิดมาเรามาเล่นรำวง เชิญมาโค้ง เชิญมาโค้งรำวงด้วยกันก็ดี (ซ้ำ)
ไกลแสนไกลอส่าห์มา แม่จ๋าฉันมาขอทาน โปรดจงได้สงสาร (วันสงกรานต์ฉันจึงได้มา) (ซ้ำ) แม่คุณเชิญทำบุญสักหน่อยฯ มากน้อยตามจงศรัทธา ทำบุญไว้จะสบายวันหน้า พ่อจ๋า แม่จ๋าเชิญท่านมาทำบุญฯ

รำวงตอนลา
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

ออกปากว่าจะลา น้ำตาฉันแทบร่วงไหล
เห็นน่ายิ่งแสนอาลัย (ซ้ำ) แต่มันจำใจ ฉันต้องไปขอทานฯ
ขอความสวัสดี จงมีแก่ทุกๆ ท่าน จำใจจริงหนอฉันต้องไปขอทาน
ขอทุกๆ ท่านจงสวัสดีฯ เปลี่ยน (ถ้ารักกันจริงอย่านิ่งอยู่นาน) (ซ้ำ)
มาไปกับพวกฉันขอทานด้วยกันก็ดีฯ

เพลงขอทานว่าเรื่อง ชาดก จูเฬกสาฎกพราหมณ์
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

๑) ศิโรราบกราบกราน ลูกมาขอทานวันนี้ ลูกได้นำของดีเอามาให้ ลูกนำบุญมาฝากเชิญบริจาคทาน มากน้อยแล้วแต่ท่าน ลูกรับได้ฯ จะทำบุญทั้งที ต้องใจดีบริสุทธิ์ หลักนี้ศาสนาพุทธ กล่าวสอนไว้ฯ ถ้าใจคอเศร้าหมองไม่ผ่องแผ้ว ทำบุญไปแล้วก็จะร้อนใจฯ ฉนั้นจงตั้งจิตเสียให้แน่วแน่ คอยรับฟังกระแสร์ ลูกจะกล่าวไขฯ ลูกจะขอหยิบยกชาดกให้ฟัง ถ้าลูกร้องผิดบ้างโปรดอภัยให้ เพราะเรื่องจำนานมาห้าหกสิบปี เรื่องเขากล่าวไว้ดี ฟังแล้วซึ้งใจ (เชิญพ่อแม่สดับรับฟังได้) ลูกจะขอบรรยายให้เอ๋ยฟังฯ ลงรับ
๒) ขึ้น ด้วยยังมีจูเฬกสาฎกพราหมณ์ เขามีภรรยางามสวยวิลัยฯ สองสามีภรรยาเขายากจน ความเป็นอยู่ขัดสนแสนจะยากไร้ฯ เขาอยู่ในเมืองสาวัตถี สองภรรยาสามีตัดฟืนขายฯ ทั้งสองคนยึดมั่นอยู่ในความดี ศีลธรรมเขามีอยู่ประจำใจฯ ถึงวันพระแปดค่ำสิบห้าค่ำ พระพุทธองค์แสดงธรรม เขาผัดกันไปฯ สองคนมีผ้าห่มอยู่ผืนหนึ่ง ครั้นจะตัดแบ่งครึ่งหรือก็ไม่ได้ฯ เพราะต้องใช้เฉวียงบ่าบังกายาให้ทั่วปกปิดเนื้อตัวกันความละอายฯ ตอนกลางวันเมื่อไปฟังธรรมก็ต้องห่มผ้า เพื่อปกปิดกายาเอาเข้าไว้ฯ ยามกลางคืนผัวไปก็ต้องผัดกันใช้ผ้าผืนนั้นห่มบังกายฯ สองผัวเมียพราหมณ์เขาก็ทำกันได้ น่าบูชาน้ำใจเขาเอยฯ (ลงรับ)
๓) ขึ้น คืนหนึ่งจูเฬกสาฎกพราหมณ์ เขาไปฟังธรรมพระพุทธองค์บรรยายฯ ครั้นล่วงราตรี เข้ายามหนึ่ง เขาฟังธรรมแล้วคำนึงอยู่แต่ในใจฯ ว่าโธ่เอ๋ยชีวิตเรามันช่างจนเหลือ เงินทองเสื้อผ้าแทบจะไม่มีใส่ฯ เขามีของบูชาธรรมกันแทบทุกคน แต่เรามันยากจน ไม่มีถวาย คิดๆ แล้วน้อยใจในชีวิต ว่ากรรมมันช่างลิขิต ให้เราต้องยากไร้ฯ แต่พอยามสองย่างเข้ามา พราหมณ์จูเฬกสาก็ซาบซึ้งใจฯ พระพุทธองค์ท่านแสดงธรรม มันไพเราะลึกล้ำจับจิตใจฯ ท่านแสดงไพเราะในเบื้องต้น พร้อมทั้งเหตุผลฟังแล้วแจ่มใสฯ ท่านแสดงไพเราะในท่ามกลาง ฟังแล้วก็เกิดแสงสว่างอย่างมากมาย ท่านแสดงไพเราะในที่สุด ฟังแล้วจิตก็ผุดขึ้นมาจากใจฯ แล้วพราหมณ์ก็เปลื้องภูษาออกจากตัว ยกขึ้นท่วมหัว แล้วก็ใจหายฯ (หวลนึกถึงภรรยา เธอจะว่าอย่างไร) ยังสงสัยในใจเอ๋ยพราหมณ์ฯ
๔) ขึ้น พราหมณ์หวลนึกถึงภรรยาอยู่ทางบ้าน ถ้าสละผ้าเป็นทานแล้วจะวุ่นวายฯ เพราะเรามันยากจนอนาถา ตลอดถึงเสื้อผ้าแทบไม่มีจะใส่ฯ พราหมณ์นั่งขุ่นคิดด้วยจิตร้อนรน จะสละผ้าแต่ยามต้นจนถึงยามปลายฯ แล้วตัดใจเด็ดขาดตัดตระหนี่ ว่าของทั้งหมดที่เรามีก็เอาไปไม่ได้ฯ จะมามัวห่วงใยของนอกกายเล่า ตลอดตัวของเราเขายังเอาเผาไฟฯ ของที่เอาไปได้ไม่ต้องแบกหาม คือคุณศีลคุณธรรม นี่แหละจะตามเราไปฯ เมื่อคิดได้อย่างนี้จิตก็มีมานะตัดความตระหนี่มัจฉะริยะเขาก็ชะนะได้ฯ แล้วเขาเปล่งวาจาว่าชะนะแล้วๆ ๆ จิตใจก็ใสเหมือนแก้วที่เจียรนัยฯ (แล้วเขาก็เปลื้องภูษาไม่ช้าใย) นำทูลถวายเอ๋ยพลันฯ (ลงรับ)
๕) ขึ้น จะขอกล่าวถึงจ้าวเมืองสาวัตถี ได้ครอบครองธานีมานมนานฯ มีพระนามพระจ้าวปเสนธิโกศล ในดวงกมลท่านชื่นบานฯ เสด็จมาฟังธรรมมิได้ขาด พร้อมทั้งเหล่าอำมาตรราชบริวารฯ ได้ยินใครกล่าวถ้อยพล่อยวาจา เปล่งอุทานออกมาอย่างฉะฉานฯ พระสงสัยหนักหนา เขาว่าใคร คนที่เขาชะนะได้มันใครกันฯ ครั้นจะเรียกตัวเข้ามาไต่ถาม ก็เป็นเวลาฟังธรรมไม่ใช่กาลฯ พอเสร็จจากฟังธรรมองค์พระราชา ก็ตรัสเรียกให้หาพราหมณ์ผู้นั้นฯ เอามาไต่ถามความในใจว่าท่านชะนะๆ ได้คือใครกันฯ (ท่านจงตอบวาจาอย่าช้าพลัน) ท่านอย่าแกล้งเสกสรรเอ๋ยพราหมณ์ฯ
๖) ขึ้น ฝ่ายพราหมณ์จูเฬกสาฎก ตัวสั่นงันงกสะทกสะท้านฯ ที่เกล้ากระหม่อมพลั้งถ้อยพล่อยวาจา ได้กล่าวคำออกมาว่าเช่นนั้นฯ เพราะจิตใจร้อนรนกระวนกระวาย ต่อสู้กิเลสในใจเหลือจงประมาณฯ ใจจริงจะสละผ้าบูชาธรรม แต่กิเลสมันคอยห้ามอย่าๆ อย่าทำอย่างนั้นฯ ถ้าเราสละผ้าไปจะวุ่นวายหนักหนา กลับไปถึงบ้านภรรยาเธอจะว่าขานฯ เพราะผ้ามีผืนเดียว เธอต้องเกี่ยวข้อง กลางวันฟังธรรมเธอจะต้องใช้ผ้านั้นฯ แต่ในใจของพราหมณ์มีคุณธรรมใหญ่ กิเลสจึงต้องแพ้พ่ายอันตรธานฯ จิตของพราหมณ์ก็สว่างไสวไสเหมือนแก้ว ก็ว่าชะนะแล้วๆ คือในใจหม่อมฉันฯ (เป็นความจริงทุกคำที่ลูกลำพัน) โปรดอภัยหม่อมฉันเถิดเอยฯ
๗) ขึ้น ฝ่ายพระจ้าวเมืองสาวัตถี ได้ฟังวจีพราหมณ์ ว่าท่านมีคุณธรรมน่าเลื่อมไสฯ พราหมณ์เอ๋ยพ่อพราหมณ์ ท่านมีคุณธรรมมากต่อไปท่านไม่ลำบาก พระธรรมคุ้มครองได้ฯ ธมฺโมฺหเวรกฺคติ ธมฺจารึ พระธรรมคุ้มครองทุกๆ สิ่งท่านอย่าสงสัยฯ พระธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ชีวิตจะไม่ตกต่ำ ต่อแต่นี้ไปฯ ท่านกล้าเสียสละ จนชะนะกิเลส ท่านมีคุณธรรมพิเศษมากกว่าใครๆฯ แล้วตรัสเรียกเสนาพวกทาสีจงไปนำปัจจัยทั้งสี่เอามาให้ฯ เครื่องอุปโภคบริโภคจัดเอามาทั้งเงินทองเสื้อผ้าจัดเอามาให้ฯ (ทั้งเครื่องทองเครื่องนากจัดเอามาทั้งเพ็ชรนิลจินดาให้มากมาย) ท่านจงไปรับภรรยาเอามาด้วย ว่าทำบุญแล้วเกิดรวยขึ้นมาทันใจฯ ไม่ต้องรอหวังตายได้ชาติหน้า หลักนี้ศาสนารับรองไว้ฯ มันเป็นสันทิฏฐิโก พราหมณ์หายโง่แล้ว จิตใจท่านไสแจ๋ว มีแต่เลื่อนไหลฯ (ต้องเข้าสู่นิพพานในกาลใกล้) ต่อไปท่านต้องได้นิพพานเอยฯ (ลงรับ)
๘) ขึ้น กล่าวถึงนางพราหมณ์มณี นั่งคอยสามีมานานจนล่วงราตรีกาล ยังไม่หลับไหลฯ นางแว่วสำเนียกเสียงเรียกหา จึงลุกขึ้นเดินมาที่บันใดฯ เห็นพี่พราหมณ์เดินมาน่าตาสดชื่น ฉันรอเธอเกือบทั้งคืน เธอรู้ใหมฯ (ชายสามีดีใจขึ้นบันใดมาจับมือภรรยาเอาเงินส่งให้ฯ) ภรรยาตกใจนี่อะไรกัน ก็นี่แบ็งร้อยแบ็งพัน (โอย) ฉันจะตายฯ เจรจากันนิดหน่อย เธอเอาเงินมาจากใหนกันบอกฉันหน่อย เงินเป็นหมื่นเป็นร้อย โอย ฉันลมจะใส่ (พี่พราหมณ์จงบอกความจริงยืนนิ่งอยู่ได้) ฉันดีใจดีใจ จนร้องให้แล้วพ่อพราหมณ์เอ๋ย
๙) ขึ้น แล้วพราหมณ์ก็เล่าแถลงแจ้งความ ที่ไปฟังธรรมมาแล้ว องค์พระราชาท่านประทานให้ฯ ท่านเห็นว่าเราสองคนจนอนาถา แต่เรามีศีลห้า กันอยู่ประจำใจฯ จะว่าถึงทรัพย์ภายนอกมันยังกลอกกลับ แต่ถ้าเป็นอริยะทรัพย์แล้วมันไม่ตายฯ อริยะทรัพย์มันดีเลิศประเสริฐที่สุด องค์สัมมาสัมพุทธท่านตรัสสอนไว้ฯ อริยทรัพย์ภายในเป็นปัจจัยสำคัญ เราจึงได้ทรัพย์ภายนอกมาเบิกบาน เธอเห็นใหมฯ ไม่มีอะไรจะดีเลิศประเสริฐล้ำ เท่ากับคุณศีลคุณธรรมหาไม่ได้ฯ มีศีลธรรมเท่านั้นจะช่วยบันดาลดล ทำให้คนได้เป็นมะนุษย์ ถึงจุดหมายฯ แม่พราหมณ์เอ๋ยพราหมณี ฟังพี่จะพร่ำ ไม่มีอะไรดีกว่าพระธรรมเธอจำไว้ฯ (ผู้คนในโลกจะพ้นทุกข์ ได้สุขสบาย เพราะมีพระธรรมอยู่ในใจทั่วกันเอย) สาธุ สาธุ สาธุ ๓ จบ
๑๑) สมัยนี้การศึกษา รู้สึกว่าดี พระเณรสนใจศึกษาบาลีกันทั่วทุกวิหารฯ แต่ทุนการศึกษาทางวัดยังขาดปัจจัย พี่น้องญาติโยมทั้งหลาย จงช่วยกันทำทานฯ การทำบุญด้วยการให้ทุนศึกษาจัดว่าเลิศ เป็นบุญอย่างประเสริฐมหาศาลฯ ทำไมจึงพูดถึงอย่างนี้ เพราะมีบาลีกล่าวไว้ว่าการทำบุญที่ยิ่งใหญ่คือ ธรรมทานฯ มันชะนะการให้ทั้งหลายทั้งปวง สามารถลุล่งพ้นนรกเข้าสวรรค์ฯ (สละทรัพย์เพื่อได้ปัญญา นับว่าสำคัญ สามารถเข้าถึงนิพพานที่สุดเอยฯ)

ส่งท้ายมาให้พร

ท่านได้ทำบุญกับลูกในวันนี้ จงตั้งใจให้ดีด้วยรับพรฯ ขอให้อายุวรรณะสุขะพละ หลักนี้เป็นคำของพระท่านตรัสสอนฯ อายุขอให้ยืนยาวเก้าสิบเก้าปี สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีไม่แคลนคลอนฯ วรรณะขอให้ผิวกายไสสะอาด เหมือนธรรมชาติดังทองกอนฯ ขอให้มีความสุขอย่าทุกข์กาย เงินทองมีใช้ไม่ต้องเดือดร้อนฯ ทั้งสุขภาพ................ปราศจากโรคภัยโรคภัย สุขสโมสรฯ (ให้เจริญในลาภยดสรรเสริญสุขทุกคลั่นตอน) ขอให้สมดังพรที่ลูกวอนเอยฯ (สาธุ สาธุ สาธุ ๓ จบ)

แหล่ตาผลตายแล้วฟื้น
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

รูปจะเริ่มนิพนธ์ ถึงแหล่ตาผลที่ใกล้จะดับสังขาร แกเจ็บไข้ได้โรคา ที่หายมาก็นานปี แกตายสลบไปพักใหญ่ เกือบเข้าข่ายอสัญญี ระเริงระไรว่าไปเมืองผี แล้วกลับคืนดีแล้วฟื้นคืนมา จึงเล่าความตามที่ไป บอกกับภรรยาว่าข้าได้ไปในภายชาติหน้า พบมัจจุราชยมบาล กับได้พบสระศรีนั้นมีสี่เหลี่ยม ล้วนแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยชลธาร กอปรด้วยจงกลยุบลบาน กว้างยาวประมาณมหึมา ที่ริมสระศรีนั้นมีศาลา และดูตระการตางามวิไล แกได้ไปยลเห็นคนนั่งอยู่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด กิริยาท่าทางรูปร่างโตใหญ่ สวมเสื้อหมวกใส่ดูเอาการ พูดจาเสียงดังกำลังนั่งเก้าอี้ มือถือบัญชีอย่างโรงศาล ไขว่เกก สูบยากิริยาห้าวหาญ ชั้นเชิญเชี่ยวชาญน่ากลัวพอดู พอเห็นตาผลคนที่สลบไป เดินมาแต่ไกลก็จ้องท่าขู่ เหลือบไปทางหลังเห็นแต่กวางแต่หมู เดินมาเป็นหมู่ฟ้องร้องยมบาล บอกว่าเมื่อก่อน เมื่อตอนยังดี ตาผลคนนี้ใจคอห้าวหาญ ยิงเนื้อไปขายฝักใฝ่เป็นพราน เมื่อยามวายปราณก็พากันรุม ลางบ้างสมสู่อยู่ด้วยกันดีดี แกก็คอยราวีเอาปืนมายิง ที่ป่าทุ่งไก่ดัก จนพึ่งพักอยู่ไม่ได้ เพราะมีพรานไพรเป็นผีสิง ไม่ว่ากลางวันกลางคืน เจอะกันเป็นยิง เขาอ้างอิงเช่นนี้มา มาพบแก้วในศาลา ไม่ถือเอาแก้วมา มันอาฆาตแค้นเพียงใด
ฝ่ายยมบาลท่านก็ถามไปว่า แกเคยทำอะไรไว้บ้างในหนทางที่ดี รำลึกให้ดีแกเคยทำไว้มีหรือไม่ ว่าแสนสงสารตาผลให้อั้นอ้นจนใจ รำลึกสักพักค่อยจึงประจักษ์สติ กรรมปิดบุญเปิดให้สว่าง รำลึกขึ้นได้ว่าอาตมาเคยสร้างพระไตรปิฎก ครั้งขรัวด่อน กับได้ออกส่วนสร้างไว้สี่สิบบาท กับได้บวชพระสงฆ์อีกสององค์ศรัทธา ด้วยเจตนาอันดีแสน ขอให้ผลดีล้ำตั้งสร้างในทางวิมานเมืองแมน ฝ่ายยมบาลท่านก็บัญชีตรวจดู ก็มีเหมือนนายผลว่า แล้วเลยภิญโญอนุโมทนา ว่าบุญของแกยังมีพอกลับไปบ้านก่อนเถิด กลับไปเกิดอีกได้ แต่บาปกรรมทั้งหลายให้ข้าขอ แล้วร้องตวาดกับสัตว์ทั้งหลาย มีกวางทรายหมูเม่นหมี เอ็งกลับไปก่อน ผลท่านทำเอาไว้มี สัตว์ทั้งหลายต่างก็บ่ายหน้ากลับ สูญวุบหายวับไปทันที ฝ่ายยมบาลท่านก็สั่งไปว่า ให้กินหยูกกินยา แล้วหายวันหายคืน แล้วตัดไม้มาปักที่หน้าบ้าน ให้สูงระหงเหมือนเสากังหัน เอาผ้าแดงผูกปลายไว้เป็นสำคัญ กลางคืนนั้นให้จุดโคม เอ้อทำอย่างนี้นะโยม เหมือนข้าได้สั่งไป
ฝ่ายตาผลรับคำก็อำลา แล้วพลิกฟื้นตื่นนอนขึ้นมา จึงเล่าความฝันให้เมียฟัง ฝ่ายเมียได้ฟังกิจนิมิตสลบ สองมือยกจบขึ้นน้อมพนัง ว่าเป็นกุศลเพราะผลร้อยชั่ง คิดว่าถึงชีวังแล้วยังไม่วายชีวา พอรุ่งขึ้นเช้าตรู่ แม่โฉมตรูยายเทศ นางจึงแจ้งเหตุกับญาติทั้งหลาย มาสันทนากิริยาฟื้นคืนดี แล้วชวนญาติญาติไปตัดไม้มาปักเป็นเสาธง ให้สูงระหงเหมือนเสากังหัน เอาผ้าแดงผูกปลายเป็นสำคัญ กลางคืนนั้นก็จุดโคม เออนี่แหละพรานทั้งหลาย สละดันให้ได้ทั้งหน้าไม้และหน้าปืน ใครขืนหยิบยืม โอบอ้อมมาด้อมยิง เมื่อหลับตาตายวายสังขาร มันจะบันดาลเข้าสู่สิง ถ้าใครขืนทำคงเป็นกรรมจริงจริง อย่างตาผลนี่แล ฯ

ลำตัดวัดเนินระหง
วิทยากร สิม เกษโกวิท
อายุ ๘๔ ปี ๖๔ หมู่ที่ ๓
ต.ท่าพริก อ.เมือง จ.ตราด
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐

(ลูกคู่) ดัง ดัง ดัง ดังเอ๋ยดัง โด่ง ขึ้นชื่อว่าวัดเนินระหง มีทั้งโด่งและก็ทั้งดัง

สิบนิ้วยกขึ้นไหว้ ทั้งหญิงชายซ้ายตลอด
ทั้งพี่ป้าน้าอา ที่ร่วมกันมาฝ่าฟังฟัง
ถ้าผิดพลาดบกพร่อง ขอพี่น้องช่วยอภัย
ถ้าผิดพลาดตรงไหน โปรดช่วยอภัยให้ฉันบ้าง
ขึ้นชื่อว่าวัดเนินระหง นี้ดังโด่งหนักหนา
มีทั้งมนต์คาถา รวมทั้งวิชาหลายอย่าง
ขึ้นชื่อว่าหลวงพ่อจันทร์ คนสำคัญที่มา
ท่านมาจากกัมพูชา ท่านมีวิชาขลังๆ
ชาวบ้านหญิงชาย ต่างก็มีใจศรัทธา
ได้คารวะหลวงตา ไม่มีเวลาเว้นว่าง
ท่านอยู่ได้สิบกว่าปี ท่านก็ตีห่างไป
เพราะว่ามันขาดรายได้ ท่านมาบรรยายให้ฟัง
พอชาวบ้านได้ฟัง น้ำตาก็ไหลล่วง
ขอให้ท่านไปตามดวง ใกล้ๆกระทรวงการคลัง (ลง)

(ลูกคู่) ดัง ดัง ดัง ดังเอ๋ยดัง โด่ง ขึ้นชื่อว่าวัดเนินระหง มีทั้งโด่งและก็ทั้งดัง

ไปอยู่วัดกลางได้ห้าหกพรรษา ท่านก็มาบอกว่า
ต้องจากที่เก่า จะย่างเข้าในวัง
ต่อมาก็ได้รู้ข่าว มีคนเขามาบอกเล่า
ว่าหลวงพ่อจันทร์ของเรา มีหวังได้เข้าไปอยู่ที่วัดสระเกศ
แนวเขตคณะสอง ต่างก็มีญาติโยมมายกย่อง
ต่างก็ขอของท่านบ้าง
ได้นำปัจจัยมาถวาย ทั้งรายได้ก็ดีขึ้น
เดือนหนึ่งนับเป็นหมื่น คราวนี้ก็ต้องฟื้นขึ้นมอง
เอาเถิดให้ไหลมาเทมา ให้เทวดาเข้าสิงบ้าง
ขอให้ความฝันเป็นความจริง ทุกๆ สิ่งก็คงได้สร้าง
พอได้โชเฟอร์คนดี ชื่อกีกกกำแหง
เป็นอธิบดีมีตำแหน่ง มาช่วยชี้แจงเรื่องสตางค์
เลขาป่าไม้ทุกระดับ ช่วยกันจับลงชื่อ
ช่วยกันปรึกษาหารือ อย่าให้งานมันดื้อถอยหลัง
ท่านเป็นอธิบดีป่าไม้ ทั้งโตทั้งใหญ่ในเมือง
จะทำอะไรแล้วต้องได้เรื่อง ไม่ฝืดเคืองยับยั้ง
แล้วก็รวมตัวกันตั้งองค์กฐิน ไปที่ถิ่นกันดาร
อธิบดีท่านเป็นประธาน ตนจะไปจัดการก่อสร้าง
แล้วก็เคลื่อนองค์กฐินออกจากกรุงใจ ก็มุ่งไปเมืองตราด
ไปด้วยความสามารถ ไปเมืองตราดปลายทาง
ว่าแล้วก็มุ่งหน้าขึ้นรถ โดยไม่กำหนดเวลา
พอถึงเมืองตราดพอดีตีห้า ไม่รู้ข้างหน้าข้างหลัง
บางคนก็ยืนตกตะลึง ไม่นึกถึงข้าวของ
หลวงพ่อจันทร์ของเราก็ขอร้อง มาช่วยกันเอาของลงบ้าง
นี่ป่าไม้ทุกระดับก็ต้อนรับอธิบดี บางคนก็ไปกราบหลวงพี่
ขอให้โชคดีเดินทาง (ลง)

(ลูกคู่) ดัง ดัง ดัง ดังเอ๋ยดัง โด่ง ขึ้นชื่อว่าวัดเนินระหง มีทั้งโด่งและก็ทั้งดัง
ได้จัดองค์กฐินตั้งเรียงราย
แล้วจัดวงขยาย ของมากมายหลายอย่าง
แล้วนำขบวนขึ้นรถ
รวมทั้งข้าวของทั้งหมด เอาขึ้นรถเดินทาง
ไปที่ตีนท่าเรือจอด มาสวมสอดกับเจ้าหน้าที่
ไปด้วยความสามัคคี รวมทั้งหลวงพี่คับคั่ง
รวมทั้งอาซิ้มอาแปะ ที่ชี้แนะเดินทาง
ยาวเป็นแถวแนวพนา รวมกันที่ท่าเรือจ้าง
พอลงเรือเร็วรัน เรือก็ขยับถอยออก
นายจ้างร้องตะโกนบอก ว่าเรือจะออกให้นั่ง
พอเรือออกจากฝั่ง อาแปะก็นั่งภาวนา
มีทั้งมนต์คาถา ได้ท่องมาตามทาง (ลง)

(ลูกคู่) ดัง ดัง ดัง ดังเอ๋ยดัง โด่ง ขึ้นชื่อว่าวัดเนินระหง มีทั้งโด่งและก็ทั้งดัง

ได้เข้าไปพักที่วัดกลาง เพื่อสะสางเนื้อตัว
บ้างก็เข้านอนในครัว แสงไฟสลัวไม่สว่าง
พอรุ่งสางตีห้า ก็ได้เวลาตื่นนอน
บ้างก็ลุกขึ้นเปิดกลอน ออกจากที่นอนคับคั่ง
ป่าไม้จังหวัด ช่วยกันจัดองค์กฐิน
บ้างยังมัวนั่งกิน ตลอดทั้งไทยจีนและฝรั่ง
หลวงพอ่ร้องตะโกนลั่น เดี๋ยวจะไม่ทันเวลา
ขึ้นรถไปลงตีนท่า ที่ศาลาเรือจ้าง
มีนาวาเรียงราย แหมโตใหญ่ทุกลำ
บ้างก็บ่นกับงึมงำ ว่าต่างลำก็ใกล้ฝั่ง
พอลงเรือเสร็จพลัน ก็รีบหันเรือออก
หลวงพ่อตะโกนร้องบอก
ว่าคนยืนข้างนอก เมื่อเรือจะออกแล้วให้นั่ง
พอเรือวิ่งออกทะเล ใจว้าเหว่จริงนะน้อง
นี่หรือก็ไม่มีคลอง มีแต่จะมองใกล้ฝั่ง
พอเรือวิ่งเข้าในคลอง ต่างก็หันมามองหลวงพ่อ
ว่าคลองมันทั้งคดทั้งงอ ว่าอ้ออ๋อไกลจัง
แล้วก็หันไปถามหลวงพ่อ แกทำหน้างอบูดบึ้ง
ผมจะถามหลวงพ่อให้ซึ้ง ว่ามานี่มันใกล้จะถึงหรือยัง (ลง)

(ลูกคู่) ฝนตกปรอย ๆ เมฆก็ลอยบังฟ้า
มาโศกเศร้าหนาวอุรา จนท้องฟ้ามืดมน
โอ้เจ้าช่อมะกอก เอ๋ยเจ้าดอกจำปี
เรามาร่วมสามัคคี ขอให้โชคดีกันทุกคน

พอเรือมาถึงตีนท่า ว่าอนิจจาน้องนุช
แหมมันไกลที่สุด พวกเรามนุษย์ต้องทน
ญาติโยมทั้งหลาย ทั้งหญิงชายที่มา
ต่างตะโกนร้องว่า ผมมาด้วยงานกุศล
เอ้ามาช่วยกันหยิบยก อย่าให้ของมันหกรั่วไหล
อุตส่าห์ตั้งอกตั้งใจ ไอ้ตรงไหนที่มันใหญ่เราอย่าบ่น
กรรมการทุกคน ไม่ได้บ่นกันเลยสักคำ
ที่หลวงพ่อสั่งให้ทำ จะมืดค่ำก็ไม่สน
แม่หนูคนดี แกถ้วนถี่ในครัว
จะแกงยำหรือทำคั่ว แกยอมตัวสู้ทน
กรรมการชายหญิง ก็มิได้นิ่งอยู่ช้า
ได้ทำงานกันตลอดเวลา ไม่มีใครมาว่าบ่น
พอได้เวลาทอดกฐิน ก็เริ่มได้ยินเสียงระฆัง
หลวงพ่อได้มานั่ง ตะโกนสั่งกันทุกคน (ลง)

(ลูกคู่) ฝนตกปรอย ๆ เมฆก็ลอยบังฟ้า
มาโศกเศร้าหนาวอุรา จนท้องฟ้ามืดมน
โอ้เจ้าช่อมะกอก เอ๋ยเจ้าดอกจำปี
เรามาร่วมสามัคคี ขอให้โชคดีกันทุกคน

ได้เคลื่อนองค์กฐินออกจากศาลา แล้วมุ่งหน้าเข้าโบสถ์
เทวาพามาโปรด มาร่วมโบสถ์งานกุศล
พี่น้องหญิงชาย ต่างมีใจศรัทธา
ได้เต้นระบำนำหน้า ไปตามประสาคนจน
มีทั้งฉิ่งทั้งกรับ ขยับด้วยกลองยาว
เสียงโห่กันระนาว มีทั้งหนุ่มสาวน่าสน
ดินฟ้าอากาศ หรือก็สะอาดเย็นดี
รวมทั้งเทวดาท่านปรานี จึงไม่มีเมฆฝน
ผมขอยกมือไหว้ให้พร ด้วยเป็นกลอนลำตัด
ให้อธิบดีท่านมีประวัติ อยู่ในลำตัดการกุศล
เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้เป็นใหญ่เป็นโต
บุญบารมีท่านดีโข ขอให้ท่านไปเป็นโตในเมืองบน
ป่าไม้ทุกท่าน ที่มาจัดงานได้ดี
ขอให้มียศศักดิ์ศรี รวมทั้งเมียพี่อีกสี่คน
เราต้องตั้งหน้าทำบุญ เพื่อเป็นทุนล้างบาป
ไอ้ที่ชั่วเราควรทราบ อย่าให้มีบาปติดตน (ลง)

(ลูกคู่) ฝนตกปรอย ๆ เมฆก็ลอยบังฟ้า
มาโศกเศร้าหนาวอุรา จนท้องฟ้ามืดมน
โอ้เจ้าช่อมะกอก เอ๋ยเจ้าดอกจำปี
เรามาร่วมสามัคคี ขอให้โชคดีกันทุกคน

ลำตัดเรื่องหมากรุก

นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด


ลูกคู่ ลาหลาลา เฮฮา มาเล่าลำมะนาประชัน วันนี้เป็นวันสนุก เรามาเล่นหมากรุก คลายทุกกันสักกระดาน ฯลฯ
ช. ว่าลำตัดกันมาดูทีท่าชอบกล เปลี่ยนใหม่เกิดหน้ามลทำให้ผู้คนเขาลำคาญ เปลี่ยนใหม่ใช้วิธีเล่นอย่างนี้วันดีกว่า คิดเล่นเบ็ดเล่นม้าตามตำราโบราณ เรามาเล่นใหม่ใช้วิธีกันมา เล่าเบ็ดเล่นม้าตามตำราโบราณ เรามาเล่นหมากรุกว่าสนุกดีแน่ ผ้าผ่อนไม่ต้อแก้ไม่ต้องยักแย่ยักยัน ฉันมาเล่นหมากรุกช่างสนุกดีแท้ผ้าผ่อนไม่ต้องแก้ไม่ต้องยักแย่ยักยัน ตามตำราโบราณท่านกล่าวขานมาหลายยุค ว่ายิ่งเล่นยิ่งสนุก ผลัดกันรุกผลัดกันยันอ้ายหน้ายาว ๆ ไม่มีเขา เขาเรียกว่าม้า ถ้าน้องเสียทีพลาดท่ามาดูม้าคงจะอานฯ จะสาธิตตำราทัศนามันมีออกจะขอกล่าวเล่าบอกคงไม่นอกใจตำนาน มีตาเดินอยู่ 64 ตา ตามตำรามีบ่งไว้ มีการเดินการใส่มียักย้ายเหลือประมาณ ส่วนตัวเล่นนั้นมีผมจะชี้บ่งแนะมันเลอะเทอะเยอะแยะอย่าค่อนแคะฟังกัน มีนมีเม็ดของแม่ แถมมีขุนเรือด้วยมีโคนคู่ดูสวยไว้คอยช่วยโคมรัน ที่กลม ๆ กลึง ๆ ที่เขาเรียกว่าเบี้ยโคนปั๋งจะนั่งเตี้ยคงจะเพลียกันไปนาน ที่ผมกล่าวเล่ามาตามตำรายังไม่หมดจงฟังวาจายังไม่หมด คงเคี้ยวคดอย่ารำคาญ อ้ายหน้ายาว ๆ ที่ผมว่าเขาเรียกว่าม้านะจ๊ะหน้ามนต์ การเดินแต่ระหนดูแยบยนต์ย้อยยานอ้ายหัวแหลมตูดกลมที่เขานิยมพายเล่น เรือร้ายหมายเขม่นวิ่งเต้นคุมกัน มองเห็นแม่ผู้หญิงทั้งหลายเขายืนดูผมคงจะสู้ได้อึกนาน ฯลฯ (ผู้หญิงร้องแก้หมากรุก)
ญ. ลูกคู่ หมากรุกสุกใจใสมโบราณ ต้องใช้แยบยนต์ หมากรุกสุกล้น เดี๋ยวจะจนกลางกระดานฯลฯ
ญ. ฟังเจ้าชายเชื้อชาติมาบังอาจเชิงเล่นเจ้าหน้าวอกออกมาชวนเล่นชวนขาน ว่าเล่าม้าเล่นเม็ดต้องแก้เผ็ดให้โรยรา แม่จะพริกตำราเล่นวิชาเชิงชั้น ว่าเรื่องหมากรุกคลุกฝุ่นใสมรุ่น ๆ ฉันเคยเล่นนึกว่าฉันเล่นไม่เป็นมาคุยเค้นให้รำคาญ แหม พวกเธอช่างรู้กันชะมัดเคยสอน เคยหัดจนเจนชัดและชำนาญ เอาละวันนี้พ่อตัวดีหมากรุก ถ้าแพ้ฉันมันจะจุก แม่จะรุกไห้เป็นพรรวัล แหมหน้าอย่างแก้หนาที่ทิศ มาชวนพิษส่องแสนเจอทีเด็ดเม็ดแยงเดี๋ยวจะแข็งไปตามกันฯ ว่าหน้าอย่างแกหรือพี่ทิศมาชวนพิษขันแข็งโดนทีเด็ดเม็ดแย่งเดี๋ยวจะแข็งไปตามวัน พวกแกมันเก่งม้า แต่ว่าพวกข้ามันเก่งเม็ดแยงเดี๋ยวจะแข็งไม่ตามวัน พวกแกมันเก่งม้าแต่ว่าพวกข้ามันเก่งเม็ด เอาละว๊ะ ม้าขอแกก็มีทีเด็ดมาเจอกับเม็ดคงจะงัน เม็ดของฉันมันเป็นเม็ดเฉพาะ ถ้าพวกคุณอายกาจะเจาะจะหลงป่าระเมาะอยู่อีกนาน ฯลฯ (หมดชุดให้ผู้ชายขึ้นใหม่)
ช. ลูกคู่ แก้วพี่เอ๋อทรามเชยไม่เคยชมดง เด็ดแต่ดอกประยงค์
วันนี้ฉันหลง เข้าในวงประชัน ฯลฯ
วันนี้เขามีลำตัดประหวัดทีมไทย ระหว่างหญิงกับชายมีปลายแข่งขัน ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้หลายปีที่จางไป เร็วอ้อยคงจะไวมีสะตายหวานมัน เขาลือกันทั่วล่าคนชะลาก็ยังฉลาดลูกเล่นเย็นชะมัด เป็นลำตัดลือลั่น เด่นก็เป็นเด่นวันนี้ก๋ได้เช่นกันยัน ถ้าฉันได้เล่นคงขยับ คงจะประทับใจกัน มีคนเขาเล่าว่าปากแม่กล้าเหลือหลาย ร้องลำคำคายเหมือนยังหมีควายยังสะท้าน จริงเท็จยังไม่เห็นไม่เคยเล่นเลยสักหนวข่าวประชาชนที่เขาตะโกนกล่าวขาร ถ้าได้เล่นเป็นจริงแอบอ้าง โอ้แม่คุนปากขว้าง อมรถถึงได้ทั้งคัน ฯลฯ (หยุดหญิงร้องแก้)
ญ. ลูกคู่ แก้วพี่เอ๋อทรามเชยไม่เคยชมดง เด็ดแต่ดอกประยงค์ วันนี้ฉันหลงเข้าในดงประชัน ฯลฯ (เป็กพ่อ)
เหม่ ๆ มาเสเพลชาติไพร่ พูดจาว่าได้หยาบคายเกินการ ตั้งแต่วันนั้น ถึงวันนี้หลายปีที่จากเจ้า โอ้พ่อปากสะเดาค่อย ๆ เห่าจะจ้าน สันดาลเหมือนกระเต่าปากก็เห่าตามเคยมาเปรียบเปรยตัวฉัน ยกกระเด็นเหม็นปากแทบตายว่าฉันอมรถถังคันใหญ่ เข้าไปได้ทั้งคัน ท่านคงจะเคยที่ท่านเอื้อนเอ่ยเรียกร้องพวอพ้องของท่านคงจะเคยมาพูกจามาเลยมาเอื้อนเอ่ยว่าฉัน บัดสีผีบ้าจะมาว่าตัวเรา พูดจาก้าวเล้าอื้อฉาวกลางบ้าน ผู้ชายใจทรามแสนจะต่ำสุดสิ้น เธอมาพบโฉมฉิน ฉันจะไห้กินทาซาน ฯลฯ (เอ๊าเน๊าพ่อ) ป.ช.
(ทองคำ) ป.ช. (จำนง)
ช. ลูกคู่ คนฟังเขาก็ฟัง ต่างก็ต้องตาแล มีทั้งหนุ่มทั้งแก่ ตั้งตาแลชมเธอ ฯลฯ
กระทบนิดกระทบหน่อยช่างใจน้อนไปได้ โฮกฮากปากร้ายจะเกิดไปน๊ะเธอ อย่ทะนงว่าททะว่าจะชนะวันนี้ ถ้ามาแพ้ตัวพท่อย่าพาทีละเมอ ยังไม่ทันอร่อยช่างใจน้อยไปได้ ปล่อยลำสบาย ๆ เธอไม่ต้องไปเผยอ ค่อย ๆ เล่นค่อย ๆ ร้องไปตามทำนองสั้นยาว ถึงที่เขย่าก็เขย่าลูกไม้พราวนำเบอร์ เรามาเล่นกันอีกหนไห้ฝูงชลลือชา ว่าลำตัดคนชะลาใครทัศนาต้องร้องเอ่อ เฮอเปรียบเหมือนชักขนไก่ เอามาไซ้ไชหู เรามาผลัดกันถูใส่หูไห้เผยอ ค่อย ๆ แยงค่อย ๆ ย้ายดีกว่าไช้มือเกา ขยับเพียงเบา ๆ ทำไมมันเข้าไปเบอร์เรอ ฯลฯ
(ทองร้องแก้)
ญ. ลูกคู่ คนฟังเขาก็ฟัง ต่างก็ตั้งตาแล มีทั้งหนุ่มทั้งแก่ ตั้งตาแล ชมเชย ฯลฯ
ว่ารู้เช่นเห็นชนิดอย่าเพิ่งคิดหัวสูง รู้ลำพร่ำพูดอย่ามามุดเผยอ เห็นว่าเราเป็นหญิง เจ้ามาหยิ่งระยำ ร้องเพลงเต้นลำ เหมือนสุนัขดำเขย้อ เตรียมตัวหัวกะลาเถิดพ่อบ้าหมาบอนวันนี้มาร้อยเป็นกลอนขวัญเพ้อ ร้องรำสัปะดลเหมือนกับคนปนควาย มุ่งมั่นจันทร์ฉายมันหมายชะเง้อ ดูที่เขาเต่าดำ ดูหน่อไม้ที่งอก เจ้าสัตว์นอกคอก ฉันขอบอกตัวเธอ เปรียบเอาขนไก่ไม่ต้องไชต้องเกา เกาเพียงเบา ๆ มันก็เข้าไปเบ้อเร่อ เจ้าร้องลำลามาท่าตลกมาหาจ้างเด็ดมาโขกที่หน้าตีตราไห้เป็นเบอร์ ฯลฯ (ต่อไปเปลี่ยนชุดใหม่อีกหนึ่งชุด)
ณรงค์ ฯลฯ จำนง ป.ช.
ช. ลูกคู่ ฟังกันฟังลำตัดประชันว่ากันกลางแปลง ใครดี ใครด่า ใครมีวิชชาหาตำราพริกแพลง ฯลฯ
เสียสยามงามประเทืองใครหาเรื่องขำชันหาลำตัดมาประชันด่ากันกลางแปลง มายืนไห้ด่าว่ากันต้องประชันตามเคยด่ากันแล้วได้เงินตามตำเชิญได้แบ๊ง ร้องตะเบ็ง เก็งข้ออย่าหัวร่อเพื่อนเกลอถ้าเขาพลั้งเผลอจงเผยอตะแคง เขาว่าเราร้องสัปดลฟังทนอยู่ไม่ได้ เราก็ลูกผู้ชายต้องหาลูกไม้พริกแพลง ใจดีสู้เสืออ่อยเหยื่อทำเป็นดีกะจู๋กะจี๋ดู๋ดี๋ประจบประแจง ถึงอีตอนสนุก ลูกคู่รุกขึ้นมารับผมเลยเปิดกระจับรองขยับไปแรง ๆ ฯลฯ
ญ. ลูกคู่ ฟังคำช้ำใจ โอ้ผู้ชายนิสสัยพรกแพลง ต่อหน้าว่ากันไห้แหรก เอไห้ปากแตก นั่งกระแทกกลางแปลง ฯลฯ ว่าพวกนี้บ้ายุมุทะลุกลางส้อง ความอยากได้เงินทองจึงตะโกนร้องเสียงแข็ง มาตะเบ็งเก็งข้อโอ้พ่อหน่อหญ้าคาเพราะอยากได้เงินตรา โผถลาคิดว่าเป็นแบ๊ง เจ้าขี้โคลนปนขี้ควาย ตอนได้สะดือ ประเดี๋ยวโขดมันลื้อ จะครางอื้อหมุดแรง พวกเจะไม้ต่างหู พวกเจ้าหนูท้องร่วง จะมายนต์ขนปอยวาจาถ้อยสามหาว จับยัดปากด้วยเจ๋ามะพร้าว ไห้กินข้าวลาดแกง ใจดีสู้เสือฉันไม่เชื่อแกง่าย ๆ ขึ้นชื่อว่าผู้ชายช่างมีลูกไม้พริกแพลง ว่าถึงตอนสนุกพากันรุกครึกโคลม เปิดกระจับรับลม เอาหน้าแกดมที่ห้อยแคลง ฯลฯ (เอ๊าโยน ๆ)
ช.ลูกคู่ ลุ่มร้อนนอนขวัญ นึกถึงวันต้องจากกันไปไกล จากกันไปไกล จากกันไม่หันมาดู เอละว้า โอ้โอ๋แม่หนู จะไปอยู่แห่งใด ฯลฯ
เราพบกันทีไรค้องได้ใส่กันทุกครั้ง อ้ายผมมันเป็นคนบ้าคลั่งท่านผู้ฟังชอบใจ เรามาร้องลำเรียบ ๆ เขาว่าระเบียบสุภาพ รุกขึ้นใส่หยาบ ๆ หญิงหัพลับยิ้มพราย ถึงเธอเจอกันมีหวานมันทุกทีว่ากันจนถึงที่เอาลิ้นปี่กระจาย เพราะตอนเธอลำมันน่าขยำขย้อน ท่าพิศมัยเรียงหมอน ท่าปล่อยศรพระนารายณ์ถึงวันประชันต้องแข่งขันกันจริง ๆ ระหว่างชายกับหญิงใครจะกลิ้งกลางทราย ว่านักเกรงวาทะเคยชนะมาทุกงาน วนนี้มาเจอตัวฉันเอ้อจะสั่นเป็นตาลัย เพลงฉันมันยาจะร้องพลาวมาตั้งสองชั่วโมง จะขึ้นจะลง จะคับโครงสิ้นใจ ฯลฯ (เอ๊าเน้อพ่อ)
ญ. ลูกคู่ มาแล้วหนู ตัวโฉมตูไม่อยู่ห่างไกล เราว่ากันตามนัด เรามาเล่นลำตัด เราต้องซัดต่อไป ฯลฯ (เอ้าโยน ๆ) แกมันหน้าด้านปานถนนชอบสัปะดลอยู่แล้ว พ่อมาแต๋วร้องแจ๋ว ๆ คอยใคร มีอะไรว่ามาอย่าทระมาด่าทอ อย่าให้เสียยี่ห้อเอ๊าด่าทอกันไป เชื่อว่าลำตัดถ้าไม่จัดไม่เจน ถึงจะถลกหกระเบนตัวเอนก็ยอมตาย ปล่อยตัวเต็งเก่งจังอย่าหมายหวังชิงธง เจ้าต้องอยู่ใต้กระโปรง ในอุโมงค์หายใจ เข้าคุ้ยเขี่ยเรื่องยาว มาร้องพราวตั้งสองชั่งดมง จะขึ้นหรือจะลงจะดับโครงจนถึงตาย เจ้าคุยมากปากถุย เจ้าขนอุยข้างแอ่งหน้าลายคล้ายหอยแครงกำลังแดงขึ้นเรือนใหม่ มาคุยมากปากเสียมานอนเพลียกลางวงศ์ น่าเริงสะเกิ๊ดเปิดกระโปรงชิงคันธงหญ้าไซร ฯลฯ (เปลี่ยนคู่ใหม่)
ช. ลูกคู่ สนุกกันแล้วหนา ฉันคอยตั้งตาดู ลำตัดเข้าประชัน
วันแม่แจ่มจันทร์ คอยดู ฯลฯ (เอ๊าเน้อพ่อ)
อย่าปากกล้าไปนัก แม่นงลักษณ์คนเก่า ชนิดอย่างกับเจ้ายังไม่เข้าชั้นครู หัดกันเสียใหม่แล้วค่อยหมายชิงธง ตัวเป็นการทำเป็นหงษ์คุยดขมงเฟื่องฟู อย่ามาเด่นยืนคอยทำเป็นอวดคนฟัง เดี๋ยวโดนเข้าสักปังจะไปนั่งริมคู ราคาแค่นี้จะเสียทีเถิดน้องสาว อ้ายลำของพี่มันยาว ฟังน้องสาวแล้วปวดเล้าเข้าหู สัพสำเนียงกระแสกลอนแก้ไม่เข้าเค้า จงเก็บไว้ในกระเป๋า มัยังไม่เข้าชั้นครู ขึ้นทำมาลำร้องบททำนองไม่น่าฟัง วันนี้เธอจะต้องพัง อย่านึกหวังเลยแม่หนู ถ้าวันนี้สิ้งแรงนอนตะแคงหมดหวัง ขอเชิญท่านผู้ฟังจะเกิดอะไรบ้างคอยดู ฯลฯ (ว่าอย่างไงจ๊ะแม่น้องสาว)
ญ. ลูกคู่ อย่าทะนงนักเลย อย่าอวดเต้ยริมคู อย่ามาโก่งคอร้อง ฟังดูในสมองยังเป็นรองชั้นครู ฯลฯ
เสมอพูมอย่างเพื่อนจะขอเตือนเติมต่อ อย่าเตี้ยแต่ม่อต้อ ตัวติดตอไต้ตู้ ตัวยังต้อ ๆ ต้อยตูม เพียงตาตุ้มโฉมฉิน พ่อต่างด้าวแดดินต้องแดดิ้นสิ้นพูมรู้ เอื้อมลูกค้อมาเขย่าไห้สะเด่าหรือพ่อเดนถ้าแม้ไม่ดีลายเด็น จะกระเด็นลงคู อย่าบ้าไปนักอย่าไฝ่ศักดิ์ไห้เกินสูง เอาอย่างนกยูงฉันเห็นยังยุ่งยากอยู่ แกมันไช้สมองควรจะมองดูบ้างพ่อระมั่งหัวหมู่ อย่าหมายชมจันทร์ฉาย เลยพ่อกระต่ายโด่ หัวคิดยังขี้เท่อ สมองเธอนี้ยังไม่สู้ ตัวเตี้ยต้อยต่อยฉัน จะทระมารให้เข็ดหลาบ ปูผ้าให้ลาย ๆ ให้มากราบตัวกู ฯลฯ
ช. ลูกคู่ โอ้เจ้าแก้วสาริกา โผมาถลาชมดง จะพูดไปบ้าง เขาก็ขังเจ้าไว้ กินข้าวคลุกไข่ หัวใจทะนงค์ ฯลฯ(เอ๊าเน้อพ่อ)
เราขาดกันวันนี้อย่าปราณีกันเลย เจอกันแล้วก็ต้องเฉยอย่าให้เลยคอโก่ง ฉันก็ศิษย์ครูสอยในเชิงกลอนเก่งกล้า เคยช่ำชองลำมะนานานหนักหนานอนงค์ เรื่องจะท้าผู้หญิงอย่าเย่อหย่งว่างข้อ อย่าถือตัวว่าเป็นต่อ อย่าคุยป๋อทระนงค์ ถือทะนงค์กันนักห้วจะปักไม่รู้ตน เอ๊าไม่ต้องมีกำนนท์ด่าให้ป่นกันเป็นผง ใครดีใจก็อยู่ใครหมดพูมรู้ก็ตะแคงว่ากันให้รุ่งแจ้งพวกแม่แล้งลงสงค์ แม่ไม้หลักปักเลน อย่าออกเข็นลำโขน รุกขึ้นมาก็กระโจนเดี๋ยวจะโดยลูกโด่งถูกลูกโด่งโครงจะรวน ทั้งถูกทวนแทงงัด พวกเราเอาให้ถนัดมาช่วยกันซัด แม่ตัวยงค์ ฯลฯ (หมดชุดพักก่อน)
ญ. ลูกคู่ สายันเรามาสัญญา ได้เวลาลำมะนาโหมโรง ต่างศิษย์มีครู พากเพียรเรียนรู้ จะขอสู้ตัวยงค์ ฯลฯ
ขอเตือนจิตรนิดหน่อยอย่ได้น้อยน้ำใจ พ่อนักกวีขี้ไก่ อย่าถือใจทระนงค์ จะร้องอะไรไตร่ตรองอย่าให้ไปร้องร่าเริง พ่อเหลิงลมลอยเหลิงจะเสียเชิงต่ำลง คำโบราณเตือนจิตรสุภาษิตเตือนสอนทำอะไรอย่าใจร้อน ทำอะไรอย่าใจอ่อน ต้องตรองก่อนอย่าถือองค์ แข่งเรือแข่งแพชนะแพ้กันยังได้ แข่งวาสนาน๊ะนายสุดวิสัยจะประสงค์ สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราช์ยังรู้พลั้ง อย่างฌธอหรือจะตั้งเป็นคนดังชื่อโด่ง พี่เอ๋ย ถึงจะข้ามเลือกเอาตามชอบใจ ถ้าคนล้มอย่าเพ่อหมายบังอาจใตทระนงค์ พอท่านนิยมชมหน่อยชัวตาตอยหัวตก ลงนั่งปลิ้นลูกกระโหลกดังลูกนกติดกรง พอสิ้นงานจำนนท์ นั่งน่าย่นกันยู่ยี่ แลเหมือนผีในโรง (หมดชุด)
(เปลี่ยนชุดใหม่) ป.ช. เรืออู่
ช. ลูกคู่ พอถึงวันสัญญา ตั้งตาคอยดู นั่งคอยนอนคอยนุ่งน้อยฟันฟู สมัยเรือเฟื่องฟูเรืออูมีอำนาจ ตามเรือพิฆาตมีอำนาจพอดู เจ้าตามติดคิดฆ่าปราบมัจจาฆ่าศึก ในใต้ท้องทะเลลึกในตอนศึกและเช้าตรู่ ตามกระแสน้ำเชี่ยวไกลหัวเรี้ยวตอนโค้ง ยกกล้องขึ้นส่องโรงเห็นกระโดงเรืออู สั่งคนตอปีโดแล้วเฮโรวิ่งลี่ปล่อยซิเร็วจี๋วิ่งที่หัวทู หมายเร่งเขม็งตอแล้ววิ่งชลอเรียงลำหมายถล่มจนลำให้ชอกช้ำเช้าตรู่ ยกลูกตอใส่ท่อไม่รีลอชักช้าเล็งศูนสี่สิบห้า เอียงทางขวาศูนย์อยู่ เอียงซ้ายแล้วย้ายเสียงเรือเอียงได้เร็งขนำไม่ลำบากหมายตรงปากเรืออู ท่าระยะกะอยู่ปล่อยเรืออูปล่อยระยะกะอยู่ตอคู่เคียงข้าง ตอสองลูกถูกยาง ตรงระหว่างลิ้นงู ฯลฯ (เอาเน้อพ่อ) (หยุดให้ผู้หญิงร้องแก้)
ญ. ลูกคู่ ถึงวันสัญญา หยิบนาฬิกาขึ้นมาดู สองยามกว่า ๆ ผ่านปัจจะ ฟันฟู ฯลฯ (เอ๊าโยน ๆ ฟันตาระลา)
ถูกโจมจู่หมู่อมิต จะคนคิดพิฆาต เราเรืออูต้องสามารถความฉลาดมีอยู่ มองเห็นด้อยน้อยกำลังจึงร้องสั่งต้นหล เร่งจ้าวระดมพล อย่าย่อย่นเราต้องสู้ จู่ ๆ เข้าโจมมาหักโหมกระทุ้งหัน เรืออูสู้ประจัลบาลเข้าฝ่าฟันทันฟู อย่าให้ตั้งตัวติดเราต้องพิชิตตอบโต้ เราก็มีตอปิโด น่าปล่อยโผล่ให้มันดู อย่าให้มันแหลมล่องล้ำ ต้องกระหน่ำเสียให้มันล้มให้มันจมที่ปากอู่ต้องอาศัยทางอากาศ ต้องพิฆาตมุระระส่งสัญญานวิทยุบ่งระบุเรืออู เหล็กรับสัญญานไม่เนิ่นนานอืดอาจยกพหลพลอากาศหมายพิฆาตระเบิดคู่ หมายระเบิดเปิดช่อง ร่วงจากปล่องเป็นตับ ๆ หยิบยาว ๆ เงาวับสีดำผลับร่วงพลู ฯลฯ
ช. เอ๊าะถ้าไม่ได้การ เรือคงพาลเหลือร้าย คงมีเกราะกันภัย คุ้มอันตรายไว้อยู่ ต้องเปลี่ยนวิธียิงตอ ต้องวิ่งล่อลวงล้ำพอถึงเวลาค่ำคนประจำตอคู่ หมายพิชิตเพื่อชาติ เราเรือพิฆาตเข็นฆ่า ถ้าพลาดทีเสียท่าพวกมัจจาจะรบหลู่ ต้องยิงให้แยกแตกกลางจนอับปางท้องทะเลหมายมากคาดคะเนเรือวิ่งเร่หัวทู้ คราวนี้ต้องให้อยู่เพราะเรืออูเก็งกล้าง เคยเป็นจอมนาวามีศักดิ์ดาพอดู เป็นเรือดำน้ำลำแรก ยิงไม่แตกด้วยตอกลับขึ้นมาลอยปร๋อทำลอยท่อขึ้นมาดู จึงสังสะวิทติดตึง ลูกตอผึงลอยร่อง น้ำแยกแตกเป็นฟอง ชลใต้ท้องเรืออู ฯลฯ
ช. ลูกคู่ ถึงวันสัญญ่ หยิบนาฬิการขึ้นมาดู สองยามกว่า ๆ ผ่าน มัจจาฟันฟู ฯลฯ
ว่าลูกระเบิดร่วงพลู เสียงดังอู้แหวกอากาศหมายเผื่อเรือพิฆาตให้วินาถคดคู้ ให้มันล้มจมคว่ำที่ปากน้ำอาระเบียร์ เราปล่อยกลิ่นร้ายใจเสียให้มันเพลียกันทั้งคู่ เรือพิฆาตไม่อาจจะเคาะมันมีเกราะคุ้มกัน เรือลำนี้นี่สำคัญ เคยประจันบาลมากอยู่ ให้ระเบิดปาลำมาณู โจมจู่ให้มันจอดเป็นอาวุธสุดยอดจะต้องจอดไม่มีประตู ไช้กดปุ่มเปีย ติดนิวเคลียติดจรวดผิดนักก็ต้องหวดร่อให้ปวดร้องอู้ เสียงร้องสั่งพลอากาศ โผนเวหาดทำฟิต หมายมุ่งพุ่งพิชิตตามติดฟันฟู เวลานี้อย่าละไว้ ชลให้บรรลัยวินาถ อย่าให้ศัตรูคู่อาฆาตมาหมิ่นประมาดพูมรู้ หมายเอาเสากระโดงแล้วกดโป้งหมายเป้า ลูกระเบิดร่วงกราว เหลือแต่เสาขึ้นมาฮู ฯลฯ
ป.ช. เกี้ยวเช่านา
ช. ลูกคู่ อกเราคราวชะตา วาสนานักกลอน พลัดพลากจากถิ่น เที่ยวหากิน ไกลถิ่นพระนคร ฯลฯ
เป็นกุศลผลบุญมาพบแม่คุณดังหมาย จึงเอ่อความถามไถ่กับแม่สายสมร ได้ข่าวเล่ามาแม่นักมะนาคนเก่ามีทีนาให้เช่าหรือแม่สาวพระนคร ถ้าใครจะซื้อก็เอาใครจะเช่าก็ให้ถ้าถูดอกถูกใจบางทีก็ขายเงินผ่อน ฉันเป็นคนขัดรสอัฐไม่ค่อยมี มุ่งหน้ามาวันนี้ดวงฤดีเล่าร้อน จะหาที่สักแปลงราคาแพงใหม่เจ้า แต่ไม่ซื้อจะขอเช่ากินยังจำได้แต่สมัยครั้งก่อน ทั้งนาหว่านนาดำฉันเคยทำเสียชุ่มฉันรู้แง่รู้มุมทั้งลุ่มนาดอน ถ้าได้ที่ทำกินจะพริกแผ่นดินไถทำค่อย ๆ รูป ค่อย ๆ คลำ มิให้ช้ำดอกบังอร ฯลฯ (ให้ผู้หญิงต่อ)
ญ .ลูกคู่ ถ้อยคำลำพรรณ์ เสาสันต์มาเป็นกลอน เมื่อจะบินจากไป
ไม่เห็นใตบังอร ฯลฯ (ร้องซ้ำอีกครั้งหนึ่งจะดีมาก)
ได้ฟังสำเนาเค้าเงื่อนของพ่อเพื่อนต่างเพศ มาพูดโพล่งส่งเดชช่างไม่สังเกตุเสียก่อน จะพูดก็พูดไม่พิสูจน์หลักฐานอ้ายที่มาขานทำให้ฉันเดือนร้อน เข้าใจยกมาขยายเป็นนิยายยืดยาว ฉันมีนาให้เช่าจริงใหม่แม่สาวพระนะคร ถ้าใครจะซื้อก็เอาใครจะเช่าก็ให้ถ้าพูดถูกอกถูกใจบางทีก็ขายเงินผ่อน เอ่ยปากขึ้นมากล่าว มาขอเช่าที่นาร้อยเรศเทศนาพ่อดารานักกลอน หากฉันจะมีที่คนเช่นนี้ก็ไม่ให้เช่าฉันรู้ลาดเลาเธอมันเหล่ากระร่อน อันที่นาที่ไร่ไม่มีโครเคยเช่า แถมยังเป็นมรดกชิ้นเก่าขืนให้เช่าแล้วเดือนร้อน ไปเช่าที่อื่นเกิดพ่อผีนาที่นี่ไม่ว่าง อย่าพูดมากปากสว่าง เดี๋ยวตามคางให้ฟันคลอน ฯลฯ
ช. ลูกคู่ อกเราคราวชะตา วาสนานักกลอน พลัดพรากจากถิ่น เที่ยวหากิน ไกลถิ่นพระนะคร ฯลฯ (เอ๊าโยน)
จะตกลงใหมน้องเท่าที่ร้องถามเช่า ถ้าตกค้างว่างเปล่าควรให้เช่าเถอะหล่อน อ้ายแปลงใหญ่ท้ายบ้าน ฉันต้องการอยากได้ติดถนนชลปลายจะไม่ให้เดือนร้อน มองดูดินสีดีเนื้อที่ไม่มีหญ้า มองดูน้ำดำกล้า ไม่เสียเวลาขุดค้อน อากาศโปร่งโล่งแจ้งราคาแพงก็ไม่ว่าขออย่างเดียวแก้วตาให้มีเวลาพักผ่อน เมื่อหญ้ารกลุ่มล่ามไม่อยากทำเปลืองแรง ทางไถฉันไม่แข็งเรี่ยวแรงไม่เหมือนก่อน เลิกนามาเสียนานกำลังฉันมันก็แย่ความหนุ่มมันก็ปรวนแปรความชะแลหรือก็คลอน เงินสดไม่ค่อยมีเวลานี้มีไม่ถึงฉันขอผ่อนเพียงครึ่งสังส่วนหนึ่งได้ไหมหล่อน ถ้าตกลงได้อย่างว่า ถึงเวลาจะได้ไถ ถ้าหากว่าน้องเต็มใจ พี่จะได้ไถ เป็นตอน ๆ ฯลฯ (หญิงร้องต่อ)
ญ. ลูกคู่ ถ้อยคำลำพรรณ์ เสาสันมาเป็นกลอน เมื่อจะบินจากไป ไม่เห็นใจบังอร ฯลฯ
อย่ามากระเซ้ากระซี้พูดพาทีมารยา จงกลับไปเสียดีกว่า มาเสียเวลาอ้อนวอน มาถามซื้อถามเช่าดูไม่เข้าท่าที มาติโน่นตินี่ ว่าเนื้อที่ของฉันดอน มองดูดินสีดีเนื้อที่ก็ไม่มีหญ้า ไม่มีน้ำดำกล้าให้เสียเวลาขุดคอน หญ้ารกรากไม่ไหวจะถากไถห็เปลืองแรง ข้อลำก็ไม่แข็งเรี่ยวแรงก็ไม่เหมือนก่อน ฉันคนชาวนา ทางท่าไม่เหมือนเจ้าอกก็พองท้องยาวไม่ใช้ชาวกระสิกรการงานก็ไม่เอาตั้งแต่เช้าจนค่ำ เลิกร้องจากลำมานั่งประจำอยู่แต่บ่อน หลงเหยียดเกียจคล้าน การงานไม่ประสาอย่างดีก็อย่างว่าเที่ยวหาเวลาปลิ้นปล้อน อย่าคิดทำเลยนา พวกเจ้าม้าลามกรูปร่างดังชูชก ต้องจับมาโขกตรงเนื้อปอน ฯลฯ
หมดชุด ป.ช. เปลี่ยนชุดใหม่
ช. ลูกคู่ นอนตาระนวล ๆ นอน สูเจ้าไม่ควรจะมาด่วนว่าเรา เงินทองไม่ค่อยจะมี เห็นใครเป็นจี้ เซ็งลี้เข้าไปเอา ฯลฯ
ตื้นเช้าเฝ้าคิดในดวงจิตรหม่นหมอง ไม่มีเงินมีทองมันให้หมองใจเศร้า จะทำอะไร ๆ สนใจอยู่สองเพื่อนเกลอคิดจะขายหวยเบอร์มันก็เฟ้อเกลียวกลาว ต้องลงทุนลงแรงที่จะนอนหรือก็ยังไม่มี เพื่อนเอ๋อเราคิดจี้ คงคลายคลี่พอบรรเท คราวแม่คราวพ่ออย่าลีลออยู่ช้า ถ้าสาว ๆ เดินมา พอได้ท่าล้วงกระเป๋า ไปเจอกระเป๋าใหญ่ ๆ มันก็สบายเหลือดี เราสองคนช่วยกันจี้อย่ให้มีเหลือเค้า คิดไม่ทันอะไร เห็นไว ๆ ข้างถนน ต่างคนต่างกระโจนหวังจะปล้นเงินเขา พอถึงตัวรวบลัดแก้เข็มขัดคันเงิน เห็นกระเป๋าเขาใหญ่เหลือเกิน ผมเห็นเงินขึ้นเป็นเงา ฯลฯ (ลำนี้เป็นลำสลับร้องสองคนค่อกลอน)
ป.ช. บทแรก
ช. ลูกคู่ สายันสัญญา ได้เวลานาฬิกาตีดัง เจอกันวันนี้ ถ้าใครไม่ดี เห็นทีจะต้องพัง ฯลฯ
มาเจอแม่นักกลอนที่ลือกระฉ่อนเก่งกล้า นี่หรือลำตัดคนชราดูทางท่าขึงขัง เห็นเขายกย่องในเชิงร้องทีเด็ด มีเหตุผลกลระเม็ดการร้องเผ็ดชะหมัง ทั้งคารมคมฝีปาก การถางถากมันชะมัด วันนี้ต้องรองซัดให้มันถนัดกันสักครั้ง ต้องซัดกันให้ช่ำนอนคว่ำร้องอู้ คนของแม่หนู คงได้คู่อวดอ้าง ให้มันสมคารมกล้า แม่มัสยาหาเหยื่อ ฉันต้องขอเถือก่อนเหยื่อให้หูถ่าง ให้มีหมดพิษสงค์ที่ทะนงค์เหลือหลาย มาพอเสือพาดลายไม่ใช่ควายเขากาง เอ้าผู้ฟังช่วยโห่แม่ผมโบรั่งแห ประเดี๋ยวจะนอนแบ เอาไม้แหย่จะนอนแบการะมัง ถ้าวันนี้แพ้ฉันต้องคางสั่นขาฉิ่ง จับที่เนื้อติ่งเอาปืนยิงเสียให้พัง ฯลฯ (เอ๊าเน้อพ่อ) โยน ๆ ๆ
ญ. ลูกคู่ สายันสัญญา ได้เวลานาฬิกาตีดัง เจอกันวันนี้ ถ้าใครไม่ดี เห็นทีจะต้องพัง ฯลฯ (ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง)
พ่อชายชั่วชายชล ช่างสับปะดลเหลือดี มาพูดจาพาทีช่างไม่มียับยั้ง แหม เกินกำหนดกฎเกณฑ์น๊ะพ่อเอนน่าออก พ่อหมาด่างหางดอก มาย้อนยอกนอกทาง มาร้องว่าด่าได้ช่างหยาบคายเสียจริง ๆหนอยแหนะพ่อจะเอาปืนมายิงที่เนื้อติ่งของนาง บอกกล่าวด้วยหนาอ้ายพวกเนี้บ้าฉิบหาย ถานพยายามทำร้ายเกินกฎหมายที่วางจะฟ้องกำนันให้จัดการลงโทษว่าพื้นใจโหดให้ทำโทษกันเสียบ้าง แหม มายิงเนื้อติ่งฉันเสียหาย แกมันมาทำลายของเก่าโทษมันหนักไม่เบา ต้องจับมันเข้าตราง ถ้าไม่หามาแทนให้ดีเหมือนของเก่าจะปรับแกสามเท่าที่ทำเนื้อเต่าของฉันพัง ต้องแร่เนื้อจมูกของพ่อทุกคนมาติดที่โคนเนื้อติ่ง ที่แก่มายิงของฉันพัง ฯลฯ
ช. โอยแย่แล้วโอ้ย แย่แล้วว่าเราเสียท่าผู้หญิง เอาจมูกแทนเนื้อติ่งที่เรายิงของเขาพัง ทำหย่างหกเขยหาเนื้อเที่ยวชืดเถือใบหู อีกทั้งพวกแม่อีหนูมาทำหลบหลู่โอหัง ฝ่ายแม่คนนั้นก็ช่างใจร้ายเห็นผู้ชายเสียที แม่คนนี้ก็ขยี้เห็นทีจะอับปาง เพียงแต่ฟ้องกำนันฉันก็ไม่หวั่นไปเท่าไร เฮ้ยไม่ไหว ไม่ไหว ถึงอย่างไรก็ตะราง ติดตะรางยังมีวันออก คอมีปลอกก็ไม่เท่าไร ทำดีเอาเข้าไว้คงได้อภัยกับเขาบ้าง อ้ายหูขี้จมูกแหว่ง เหมือนในแดงลอยเด่นเอ้อจริง ๆ มันมองเห้ฯเป็นแผลเป็น มันลอยเด่นอายจัง เราต้องคิดแก้แค้นต้องแทนให้สาหัส เอาจัดอย่างไรกาจัดให้เด็ดขาด ผึงผัง เอดเราติดตามพวกแม่หนูบ้านเขาอยู่ที่ไหน ส่วนแม่น้องคนนี้ก็ไม่เป็นไร พี่จะตามไปห่าง ๆ จะไปหาพวกพ้องไปด้อมมองดักแทงจ่อให้หนักทุกแห่ง แทงให้แรงอย่ายั้ง อย่างไช้ดามก้านยาวไช้มีดเก่าด้ามสั้น ช่วยกันแท่งไห้มัน ๆ ไห้เอวสั่นเหมือนโพงพาง ฯลฯ (เอ๊าเน้อพ่อ) โยนๆ )
ญ. แหม ว่าเอาอีกแล้วพวกนี้มาดักจี้ดักแทง บ้างจมูกแหว่างหูแหว่ง ยังพริกแพลงขัดขวาง มาพบเจ้าพระพลสันดาลคนชั่วร้าย ต้องตัดเพลิงต้นไฟอย่าไห้มันไหม้บ้านพัง ตีก็ตีไห้มันตาย
- ปากถ้ำก็ปิดตาย มันอันตรายถ้าพี่เข้ามา งั้นพี่อ้อนไปหา ค่อย ๆ คลำไปนะพี่จ๋า ฯลฯ
- หังถ้ำนี้มีทางไป เดินได้สบายไม่มีหญ้าคา พี่ต้องเดินระวังหน่อย พี่ค่อย ๆ คลำไป นะจ๊ะน้องจ๋า ฯลฯ
- หลังถ้ำนี้ดูยาวใหญ่ มีแล้วหรือไร พี่จ๊ะพี่จ๋า พี่กล้าน้องต้องลำบาก ก็เพราะความรักน้องเลยตามา ฯลฯ
- พี่ได้สำรวจทั่วแล้ว ถ้ำนี้ยังแจ๋วเชื่อน๊ะพี่จ๋า เข้ามาแล้วพี่ยอมรับ ไม่อยากจะกลับเลยน๊ะน้องยา ฯลฯ
ชุดสาม
- ลูกคู่ จะเทียนเวียนวน เรามาหลายคนวนเอ๋ยวนเวียน ลมพัดสลัดเปลี่ยน เรามาจุเทียน เวียนเอ๋ยเวียนวน ฯลฯ
- เทียนของหนุ่ม ๆ ชาวไต้ มันยาวเกินไปเหมือนฝักสะตอ น้องไม่ชอบเทียนเล่มยาว พอจุดแล้วมันยาวเกินไป ฯลฯ
- เทียนของหนุ่ม ๆ ชาวเหนือ ฉันนี้ก็เบื่อเหลือทน เทียนเหนือไม่ค่อยทน พอถูกไฟลนแล้วรีบหดไป ฯลฯ
- เทียนของหนุ่ม ๆ ภาคกลาง ดำ ๆ ด่าง ๆ จุดมามากมาย เป็นเทียนคุณภาพดี เคยจุดหลายปี ยังติ๊ดใจ ฯลฯ
- เทียนของหนุ่ม อิสาร ผิวมันกล้านทำงานหนักไป เทียนนี้จุดแล้วอยู่ทน พอไฟรุกโชน แท๊บขาดใจ ฯลฯ (จบบริบูรณ์)
ป.ช. เทียนไกรทอง
- ลูกคู่ จุดเทียนเวียนวน เรามาหลายคน วนเอ๋ออวนเวียน ลมพัดสลัดเปลี่ยน เรามาจุดเทียน เวียนเอ๋อเวียนวน ฯลฯ
- ไกรทองพงษ์ษาอยู่กับตาในวัด พากเพียรเขียนหัด จนเจนชัดเวทมนต์
- พ่อของผมเป็นนายบ้าน ชื่อว่าขุนไกร มาถูกไอ้ด่างเกยชัยมันทำลายปี่ไน
- ไห้แค้นเคืองเรื่องพ่อ จึงเรียนหมอจะเฆ่เฝ้าอบรมสมคะเนไม่เกเรซุกซน
- จึงสรรเสริญเสาเทียน เฝ้าพากเพียรบริกรรมสามารถเดินไต้น้ำปากก็พล่ำท่องบ่น ฯลฯ
- ประเทศไทยเราเอ๋ย ไม่น่าเลยจะมาวายวุ่น สมัยนี้เป็นสมัยยุทธศาสตร์ ถ้าใครเผลอ ยึดอำนาจสภาต้องขาดกันเป็นจุน ฯลฯ
- จิงโจ้มาโย้สำเภา เรือล่มปากอ่าวสำเภาเกยเลน ชะโอ้แม่เกล้าผมมวย พี่ไม่ช่วยประคอง เห็นจะหมดเสี่ยงร้องเสียแล้วแม่ทองเนื้อเย็น
- ชื่นใจดอกอ้อช่อจงกล ชื่นใจดอกอ้อฉันรักแม่ช่อจงกล ไปไหนพี่จะไปด้วย เอาละว้าไปไหนพี่จะไปด้วย ขึ้นเขาลงห้วยพี่ไปด้วยสักคน ฯลฯ
-สุริโยโพล้เพล้ หญิงตายรวนเรมาฮาเฮร่วมกัน ผมเป็นคนจนต่างตำบลมาไกล เปรียบเหมืนกระต่ายที่มั่นหมายดองจันทร์ ฯลฯ
- โอ้เจ้าพวงดอกกลอย บุญฉันน้อยไปเสียแล้วคุณนาย เหลียวหลังเข้ามาสั่งญาติ เอาละว้าเหลียวหลังเข้ามาสั่งญาติ หัวใจจะขาดลงไปตาย ฯลฯ
- สาริกาแก้วเอยก่อนเคยชะมดง เก็บแต่ดอกประยงค์หลงเข้าดงลำดวน ฯลฯ
- สนทนาราตรี ผมดัดเมียที่มาแล้วหรือยัง หอมกลิ่นกล้วยไม้คล้ายผ้าห่มน้อง สองเนตสอดมอง นึกว่าน้องแอบมาฟัง ฯลฯ
- หนูเอย หนูไปไหนมา หนูทัดดอกจำปา หนูห่มผ้าแพรสี หนูน้อยที่มานั่งฟังลำ พี่ขอหมากกินสักคำ เถิดแม่น้ำใจดี ฯลฯ
- จันทร์ตาระยุ่มไปแซ อินแซตาระยุ่มบายไซร่ ลมพัดสลัดใบโบก ต้อนไซร ต้นโศรก โยกมา โยกไป ฯลฯ
- ลาหลาหลาลา เฮฮามาเล่านลำมะนาประชัน วันนี้เป็นวันสนุก เรามาเล่นหมากรุก คลายทุกกันสักกระดาน ฯลฯ
- หมากรุกสุกใจใสมโบราณ ต้องไช้แยบยนต์ หมากรุกสุกล้น เดี๋ยวจะจนกลางกระดาน ฯลฯ
- แก้วพี่เอยทรามเชยไม่เคยชมดง เด็ดแต่ดอกประยงค์ วันนี้ฉันหลง เข้าในวงศ์ประชัน ฯลฯ
- ต่างคนต่างเจออย่าละเมอไปนักเลย อย่าอวดตัวว่าเต้ย พ่อเชลยใจมาร ฯลฯ
- คนฟังเขาก็ฟัง ต่างก็ตั้งตาแล มีทั้งหนุ่มทั้งแก่ ตั้งตาแลชมเธอ ฯลฯ (เอ๊าโยนๆ ฟับตาระลา)
- อย่าตบหัวรูปหลัง ฉันได้ฟังพาที ฟังพาทีว่าที ทำเป็นผีลำเบอร์ ฯลฯ
- ฟังกันฟังลำตัดประชันว่ากันกลางแปลง ใครดีใครด่าใครมีวิชชา หาตำราพริกแพลง ฯลฯ (เอ๊าเน้อพ่อ)
- ฟังคำช้ำใจโอ้ผู้ชายนิสัยพริกแพลง ต่อหน้าว่ากันไห้แหลกเอาไห้ปากแตก นั่งกระแทกกลางแปลง ฯลฯ
- รุ่มร้อนนอนขวัญ นึกถึงวันต้องจากกันไปไกล จากกันไม่ต้องมาดู โอ้โอ๋ แม่หนูจะไปอยู่แห่งใด ฯลฯ (เอ๊าโยน ๆ )
- มาแล้วหนู ตัวโฉมตรูไม่อยู่ห่างไกล เราว่ากันตามนัด เรามาเล่นลำตัด เราต้องซัดต่อไป ฯลฯ (เอ๊าเน้อพ่อ)
- สนุกกันแล้วหนา ฉันคอยตั้งตาดู ลำตัดเข้าประชัน กับแม่แจ่มจันทร์ คอยดู ฯลฯ (ตาระลา เอ๊าโยนๆ )
- อย่าทะนงค์นักเลย อย่าอวดเต้ยริมคู อย่ามาโก่งคอร้อง ฟังดูในสมอง ยังเป็นรองชั้นครู ฯลฯ
- โอ้เจ้าแก้วสาริกา โผมาถลาชมดง จะพูดไปบ้าง เขาก็ขังเจ้าไว้กินข้าวคลุกไข่ หัวใจทะนงค์ ฯลฯ
- สายันเรามาสัญญา ได้เวลาลำมะนาโหมโลง ต่างศิษย์มีครูพากเพียร เรียนรู้ จะขอสู้ตัวยงค์ ฯลฯ (เอ๊าเน้อพ่อ)
- พอถึงวันสัญญา ต้องตาคอยดู นั่งคอยนอนคอย นุ่งน้อยฟันฟู ฯลฯ
- ถึงวันสัญญา หยิบนาฬิกาชั้นมาดู สองยามกว่า ๆ ผ่านปัจจาฟันฟู ฯลฯ
- อกเราคราวชะตาวาสนานักกลอน พลัดพรากจากถิ่น เที่ยวหากิน ไกลถิ่นพระนคร ฯลฯ ( ร้องซ้ำอีกครั้งหนึ่ง)
- ถ้อยคำลำพรรณ์ เสกสันต์มาเป็นกลอน เมื่อจะบินจากไป ไม่เห็นใจบังอร ฯลฯ (ซ้ำอีกเที่ยวหนึ่ง)
- นอนตาระนวน ๆ น่วน สูเจ้าไม่ควรจะมาด่วนว่าเรา เงินทองไม่ค่อยจะมี เห็นใครเป็นจี้ เซ็งลี้เข้าไปเอา ฯลฯ
- สายันสัญญา ได้เวลานาฬิกาตีดัง เจอกันวันนี้ ถ้าใครไม่ดีเห็นทีจะต้องพัง ฯลฯ (ขึ้นซ้ำอีกหนหนึ่ง)
- ชื่นใจดอกอ้อช่อมะยม ชื่นใจดอกอ้อฉันรักแม่ช่อมะยม ไปไหนพี่จะไปด้วย เอาละว้า ไปไหนพี่จะไปด้วยขึ้นเขาลงห้วยพี่ไปด้วยตากลม ๆ ฯลฯ
- โอ้เจ้าดอกจำปา ผมต้องขอลาเสียแล้วคืนนี้ ว่านึกถึงแม่รูปหล่อ น้ำตาไหลคลอ พี่ต้องขอลาที ฯลฯ (ร้องเนื้อต่อไปเลย)
- เวลาศึกร่วงล้ำเข้าสามยามกว่า ๆ ฉันดูดาวก็ดันรับฟ้า ดูดวงดาราเปลี่ยนสี พระจันทร์ฉายบ่ายดวง ตะวันก็ร่วงเข้าสิงค์ขรณ์ ลมพระพายพัดอ่อนหอมเกสรสุมาลี เมฆน้อยเล็กใหญ่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ หนาวน้ำค้างหยดหยาด กระต่ายก็สาดธรณี รุกขชาติดูเดียรดาษไสว บ้างผลิดอกใบลอรับอุทัยพรุ่งนี้ จตุบตจตุบาต ออกเกลื่อนกลาดเบิกบาน ได้บ้านก็เซาะอาหารมาหล่อเลี้ยงสังขารชีวี เวลาดึกร่วงล้ำต้องลาแม่งามกลับหลังจงอยู่ดีเถิดร้อยชั่ง น้องอยู่หลังจงดี ทั้งเจ้าภาพนายงาน ขอกราบกรานไห้เจ้าของงานเปรมปรี ฯลฯ
- ผมขอลงผู้หญิงที่อยู่ในครัว ผมขอลาดอกบัวที่อยู่ในหนองที่ท่านมาฟังทำนองฟังผมร้องถึงที่นี่ ผมลาแม่ครัวคาวหวานที่เลี้ยงลูกหลานอิ่มหนำ ผมลาทั้งคนเก็บคนทำ ผมต้องลาลำลาที อีกทั้งข้าวเหนียวแก้วขนมจีนที่ผมอยู่กินเป็นสุก ขนมจีนน้ำยาคลุกที่เลี้ยงลุกมาเปรมปรี ทั้งเม็ดขนุนสังข์ขยาผมขอลาไปก่อนวุ้นกะทิหน้าอ่อน ผมต้องขอลาจรลาที น้ำพริกผักดิบ แกงสับแกงเทโพยำใหญ่ ยำโต แกงกระโชหมูฉู่ฉี่ แกงจืด แกงร้อน แกงก่อนแกงหลัง ต้มยำปลาย่อง เนื้อควาย แกงกระหรี่ ปลารังทอดมันสาระพันหมู ผมต้องลาเสียให้จัง เพราะทุก ๆ อย่างที่ท่านมี ฯลฯ
- ลาถาดลากระทะ ลากระมัง ลากกระชอน ลาช้อนซ่อม ลาถ้วยน้ำร้อน สาระภีร์ ลาบ้าน ลาเรือน ลาแม่เพื่อนทูนหัว ลาขือลาจั่ว ลาหลังคา ครัวบ้านนี้ ทั้งเจ้าภาพนายงานที่พาลูกหลานมาไกล้และไกล เสียทั้งค่ารถเรือไว ทั้งค่าเรือไฟก็มี ส่วนคุณนายผู้หญิงขอให้งาม ยิ่งหน้าหนา ขอให้มีบุตรี บุตราให้ได้ทั้งมาฝากผี เมื่อท่านจะย่างก้าวไปทางไหน ให้คนไหว้กันเซ็งแซ่ ให้เรียกคุณพ่อคุณแม่นั่งพับเพียบอัญชลี เมื่อท่านจะก้าวลงบันไดให้สัตว์ร้ายหนีหน้าให้คนเห็นติดตา เหมือนสาลิกาอย่างดี ฯลฯ
- ลูกคู่ ชันโมงกระแช่โมงเอย ชันโมงชันโมงกระแช่โมง บุญพาที่ได้มาพบกัน เอาละว้า บุญพาที่ได้มาพบกัน มาพบแม่แจ่มจันทร์ช่างปากหวานไปทั้งวงศ์ ฯลฯ (เอาละว้า เน้อพ่อ)
- ผมจะยกหัวข้อขึ้นมาต่อประดิษ ผมจะกล่าวด้วยหัวคิดตามจิตรประสงค์ จะกล่าวถึงตอนพรายแก้วที่คลาดแคล้วจากถิ่น แทบจะสิ้นชีวิตปริดปลง ตั้งแต่พี่พรายไปทัพน้องก็กลับไปบ้านได้ขุนช้างหัวล้านมันคิดการคิดโกง แสนสงสารแม่พิม แม่เนื้อนิ่มอำไพเมื่อหัวพรากจากไปชีวิตแทบจะอายเป็นผง นางรำพันปลอมผัวว่าทูนหัวของน้อง ถ้าเสร็จศึกสมปองพี่อย่ามีสองลืมหลง พระรายแก้วปลอมเมียว่าอย่าระเหี่ยระห้อย ประเดี๋ยวน้องน้อยใจจะพลอยเสียทรง พระพรายแก้วจึงชวนแม่พิมหน้ามลไปปลูกโพธิ์สามต้นแล้วตั้งต้นอิฐสถาน ถ้ารักเรายังยั่งยืนให้โพธิ์สดชื่นงามสง่าสามอุราดังประสงค์ แม่ห่มแพรสีชมพู น้องคอยดูคอยฟังตอบที่พี่จะไกลห่าง นางแทบจะล้างอายปลง ฯลฯ
- พอเคลื่อนพลดันดั้นมาในอรัญชะวา ได้เจ็ดเดือนกว่า ๆ มาในป่าระหงษ์ ครั้นมาถึงเมืองเชียงทางก็ตั้งกองพักไว้ประตูนอกห้องในล้อมกันไว้ให้เป็นวงค์ พระพรายร้องสั่งให้ระวังซ้ายขวา ระวังหลีกปีกกาดูรักษาชายธง โบกซ้ายสามท่า โบกขวาหันกลับ ถ้าโบกหลังตั้งรุมให้ถอยทัพมั่นคง ถ้าโบกตรง ๆ หน้าทำเป็นท่าถอยหลังสั่งให้ตั้งกองประหาร เสียในกลางระหงษ์ พอได้เลิกดี ๆ พระพรายก็สั่งตีไม่ละยกพหลพลปะทะไม่รดละลืมหลง ทหารไทยใจเด็ดมิได้เข็ดขยาด สู้ประชันฟันฟาดเสียให้แหลกเป็นผง บ้างแขนขาดขาขาดเลือดก็สาดกระเด็น จันมันฟันหัวเล่นเสียให้สิ้นฤทธิ์รงค์ ทหารไทยตีแหลก ลาวก็แตกกระจายหลบหนีซ่อนกายทหารไทยเป็นธงทหารของไทย เห็นเชียงใหม่แตกยับ ยกพหลพลกลับ มาตั้งทัพมั่นคง แม่ห่มแพรศรีจันทร์ ใครรักฉันจงคอยท่า พอเสร็จศึกเหมือนดังว่า พี่จะมาหาแม่โฉมยงค์ ฯลฯ (เอ๊าเน้อพ่อ)
- ผมขอดันลัดตัดความไปตามแบบแผนมีบุรษสาวเหนือ เนื้อขาวชื่อว่าลาวทองพี่เฝ้าตรึกตรองโฉมยงค์ แต่ว่าพอแกได้ช่องก็ยกย่องลูกยาให้กับนายโยธาสมอุราดังประสงค์ พรายแก้วจึงชักชวนนวลละอองนางลาวทองร่องลังนาวา พอเคลื่อนคลาดจากท่าดังพยาราชหงษ์ สมเด็จพระผ่านฟ้ากรุงไกร เลยยกยงค์พระพรายให้ทหารไทยเป็นธง แม่ห่มแพรสีทอง พี่จะสนองตอบแทนได้เลื่อนยศเป็นขุนแผน ไปทั่วแดนดินดง ฯลฯ
ป.ช.
- ลูกคู่ อินทร์ตาระยุ่มใบแซ อินทร์ตาระยุ่มบายไซร่ ลมพัดสลัดใบโบก ตันไซร ต้นโศรก โยกมาโยกไป ฯลฯ
- พอถึงเดือนเมษา ชวนกันเข้าป่าดงดอน จะอยู่มันร้อยให้นั่งนอนไม่สบาย ไปเที่ยวป่ากันหลายตนบ้างก็เก็บผลพฤกษา บ้างก็เก็บเครื่องยาบ้างก็ล่าสัตว์ใหญ่ บ้างชมลิง ชมค่างชมป่างชะนี ชมหมู่ไม้มากมีในวิถีแนวไพร ไม้เล็กไม้เตไม้โยไม้โยก ต้นสนต้นโศรกต้นโมกต้นไซร ทุเรียนมังคุดละมุดพุทซ้อนขนุนชจรขัดหม่อนต้นหวาย คันชังคันชัน กำจัดกำเจียก ต้นร้องเจี๊ยบ ๆ เรียกมะคำหงอนไก่ ตาลจุดลิ้นจี่ สาระภีร์ พิกุล ต้นจอกดอกรัก ต้นรักลำใย ลางสาดกัดลิ้น กระถินอินทร์ทรี กะลำพักสักขี ลิ้นจี่กล้วยไม้ กระทุ้งหมาบ้าไม้หว้ากอแฝก ตะบกตะแบกชุมแพรกกล้วยไข่ มะหาดูชุมเห็ดเสม็ดคอเฮี้ยหมากผู้หมากเมียต้นเตี้ย ต้นใหญ่ ต้นบอน ต้นบุก ลูกสุกสีเหลือง มะไฟมะเฟืองต้นเอื้องเชียงใหม่ พุทราทาโร ไม้โตไม้เล็ก ดีหมีขี้เหล็กไม้เจ๊กไม้ไทย ไม้หนึ่งน่าดู ชอบอยู่ในผ้า ไม้ไต้ขาชอบหารูไช ไม้แดงประดู่ ชมพู่อ้อยช้าง ต้นเผงเต็งรังฝรั่งต้นใหญ่ จะชมไปนักมันชักจะช้า จะชมพฤกษาพรรณนาไม่ไหว ขอให้ท่านชมปลาพรรณนาต่อไป ฯลฯ
- จะขอพรรณนาถึงหมู่มัจจา เมื่อเวลาน้ำใส ปลาดุกหัวแข็งแสยงหัวดอก เวลามันจะยอกยักมายักไป ชะโอนเนื้อหวาน นวลจันทร์ขี้ขมกระเบนมีถมชอบอมปลาใหล ปลาสร้อยปลาซิว หางกิ่ว หางคอดเอาแหลงทอดมันลอดแหหาย โน่นแน่ปลาฮิวลาด วิ่งประหลาดถูกแทง หันมาดูเหงือกแดง นอนตะแคงกันไพร ปลากด กดดิกอยู่ท้องครอง ผมกดเอาหมึกกระดอง ขึ้นมาร้องกันมากมาย ฯลฯ
- ท่านชมพฤกษา มัจจากันเสียหมดสิ้น ทีนี้ผมจะชมหินที่มีอยู่อีกมากมาย หินโตเท่าตุ่ม หินชุ่มหลายแชว หินตกลงมาแตกมีหญ้าแพรกหญ้าไซร หินหนึ่งน่าดูมีรูยอกย้อน ปลาใหลเข้าไปชอนปลาช่อนเข้าไปไหว้ หินหนึ่งกลวงดบ๋ มีโด่ตรงกลาง จันหุบแต่ละครั้งหินก็หลั่งน้ำใหล หินหนึ่งน่าดูมู่ทูน่ากลัว เวลาตำถั่วแม่ครัวชอบไช้หินนี้ถ้าไม่มีใครอย่าประมาท ถ้าหินนี้ขาดตลาดมีขาย หินดำหินแดงหินแปลกชอบกล หินล่างหินบน หินคนชอบไช้ ชาวสวนชาวไร่ชอบไช้กันทั้งนั้น ตัดน้ำเอาขันเวลาจะไช้ สองมือเข้าจับยังขยอก ชักเข้าชักออกขยับขยาย ท่านทั้งหลายท่านอย่าเข้าใจผิดนั่นมันเป็นหินลับมีด ท่านอย่าคิดแปลกใจ ฯลฯ (จบ)
- ลูกคู่ สายเอ๋อ ไปไหนมา ทัดดอกจำปาใส่ผ้าสีทอง ทานประสพพบแม่รูปหล่อ ไม่เมตตาพี่บ้างหนอ โอ้แม่ช่อฟักทอง ฯลฯ
- อ้ายผัวไปทำงาน อ้ายเมียก็ไปเล่นไพ่ ผัวกลับมาเกิดทะเลาะกันใหญ่ถึงเรื่องไพ่เรื่องตอง ผัวจึงด่าอีห่าระยำ เล่นไพ่จำนำชั้นแต่ผ้าสิ้นเมียก็เถียงว่าอ้ายห่าจะกินนึกว่าผ้าสิ้นของน้อง อ้ายผ้าลายที่มึงเอาไปจำนำ อ้ายผัวก็ด่าอีห่าระยำ กูจะเอาไปจำนำให้ค่าช่อง สองผัวเมียเถียงกันไปกันมา ผัวก็คว้าผ้าผ่อนของเมียหลุดหมด พอผัวเหลือบไปเห็นผ้าของเมียหลุดหมด เลยเหวี่ยงไม้ตะพจน์ลงครอง ฯลฯ
- ผมเล่นไพ่ก็ไม่ได้กี่ปี๋ มันชักจะมีโมโห ผมคอยเอี่ยวชี กับห้าแตงโม มันชอบโผล่ แต่เอี่ยวรอง เอี่ยวหนู เอี่ยวนก อ้ายเจ้านกตาโต ผมคอยห้าแตงโม มันตายโด่อยู่กันกอง เมื่อแรกผมคอยสี่นมยาน ดูก็นานหนักหนา มันดันขึ้นสี่มะเขือผ่า เลยพยาเขาช่อง มานั่งคอยมานั่งคว้า มานั่งจั่วมานั่งเก็บอ้ายขาล่างมันทำเจ็บ มันดันเอาไพ่ไปเหน็บไว้ที่ใต้น่อง มานั่งคอยมานั่งนิ่ง ไม่ว่าชายและหญิ่ง มันชอบจริง ๆ น๊ะไพ่ตอง นาน ๆ ผมจะเล่นสักที ปีหนึ่งผมจะเล่นสักครั้ง พึ่งมาเล่นช่องละห้าสตางค์ ผมเลยมานั่งกอดกลอง ฯลฯ (เอ๊าเน้อพ่อ - เอ๊าโยน ๆ ) จบ
ป.ช.
- ลูกคู่ โอ้เจ้าพวงมาลา น้องสัญญาว่าจะไม่มีสอง ถ้าน้องกลายไปเป็นอื่น จะโดนปืนลูกซอง ฯลฯ (เอ๊าโยน ๆ)
- อกของหนุ่มกลุ้มนัก เมื่อแรกรักนารี ขนชันรุกฉี่ มันให้จักกระจี้สยอง สุดสวาทขาดใจ พี่แทบจะตายไปจากเจ้า แม่ขวัญเอ๋ยขวัญข้าวพี่รักเจ้าจริงน๊ะน้อง แทบจะกลืนชื่นจิตรพี่คิดจับใจ ถ้าพี่กลืนน้องเข้าไว้ได้ พี่จะไม่ให้ใครเขาเอาไปครอง พี่ดันป่ามาฝากรัก พี่หมายจะฝากของหวาน แต่ว่าน้องมาตัดสาบาล น๊ะแม่ฟันเรียมทอง ฯลฯ
- ความที่พี่รักตัวเจ้า เปรียบเหมือนเงาตามตัว ขอให้แม่คุณทูนหัวอย่างกลัวพี่เป็นสอง พี่มิใช่ชายสองลิ้น เที่ยวหากินแล้วก็เบื่อ พี่มิใช่ชายพายเรือเที่ยวหาเหยื่อตามครอง พี่มิใช่ชายภูมรินทร์เที่ยวกันชิมรส เที่ยวหากินดอกไม้สด เที่ยวไปทดไปลอง เจ้าอย่าได้คิดสองใจไปเลยแม่ดอกเคยริมหนอง พี่มิเคยทำชั่ว แม่ดอกบัวริมครอง ฯลฯ
- พี่มิใช่ชายเช่นเขา น้องสาวก็เคยเห็น ให้ตกนรกทั้งเป็นให้กรรมเวรมาสนอง เงาะรักรจนาเขาก็รู้ว่าเทียบกัน ช่างรักแน่ไม่แปลผัน ยังไม่เท่ากับฉันรักน้อง ตอนพี่จะลาน้องก็ว่าพี่เกลียดชัง แม่รจนาร้อยชั่ง ยังรักพระสังข์เนื้อทอง แม่รจนาเจ้าเอ๋ย แม่ทรามเชยแก้วตา ถึงน้องไม่รักก็ไม่ว่า ขอให้หันหน้ามามอง ฯลฯ (เอ๊าเน้อพ่อ)
- ลูกคู่ สุริโยโพล้แพล้หญิงชายรวนเร มาฮาเฮร่วมกันผมเป็นคนจันต่างตำบลมาไกล เปรียบเหมือนกระต่าย ที่มั่นหมายดวงจันทร์ ฯลฯ (เอ๊าเน้อพ่อ เอาโยน ๆ )
- มนุษย์สัตว์อุบัติขึ้น นบรากพื้นธรณี จะเกิดก่อกายี มันสุดที่จะรำพันธ์ นับว่าลาภอันประเสริฐที่เราได้เกิดมาเป็นคนได้จุติปฏิสนธิมีผู้นิมนต์มาทั้งนั้น หมู่ภาพเทวินทร์ทั้งอินทร์พรมหมู่มารานิมนต์ เมื่อถึงกำเนิดเป็นคนมีดาวหล่นจากสวรรค์ต่างมีสีสุขแดงเหมือนกับแสงอุทัย ก่อนจะเกิดเป็นกายทั้งหญิงชายคล้ายกัน เมื่อจะเป็นทารก ต้องเวียนวกอยู่ในท้องเมื่อครบเจ็ดวันจึงล่องเข้าสู่ท้องตั้งครรภ์ ถ้าเกิดเป็นหญิงเข้าหูด้วย ถ้าเกิดเป็นชายเข้าหูขวา เข้าสู่ท้องพระมารดา ประดุจว่าแมลงวัน ท่านเปรียบประหนึ่งฝอยฟองคล้ายละอองเม็ดฝน ครบเจ็ดวันผ่านพ้น โตเท่าผลลูกจันทร์ ฯลฯ
- ตั้งปัญจาสาขา มีกายาห้าแห่ง ในคัมภีร์ชี้แจงใช้จะแกล้งเสกสันต์ แล้วจึงตั้งอาโยเตโชปัทวีได้สามเดือนพอดีธาตุทั้งสี่ครบครัว ธาตุจึงเคลื่อนขึ้นไปเป็นกายทั้งผยองครบอาการสามสิบสองไม่โบกพร่องสังขาร ทั้งแขนขาน่าไหล่ มีไส้ใหญ่ไส้น้อย มีเอ็นเล็กอยู่เก้าร้อยมีเอ็นน้อยอยู่เก้าพันธ์ กระดูกของเรามีไม่น้อย สามร้อยไม่หย่อน ทั้งแขนขา น่ากรสามร้อยท่อนเหมือนกัน เนื้อของเรามีเจ็ดนั้นทั่วสังขารคนเรา เลือดดำแดงแห้งขาวรวมได้เก้าทะนาน ฯลฯ
- ส่วนทันตานั้นมีมาทีหลัง มีเมื่อดอนสอนนั่ง หรือเมื่อตั้งท่าคลานเมื่อครบอาการสามสิบสองอยู่ในท้องพระมารดา น่าสมเพชเวทนาดู ๆ ก็น่าสงสาร ท่านเปรียบคล้ายวานร ที่หลบซ่อนหนีฝนท่านเพิ่งไว้คล้ายคนที่นั่งทนทรมาร มีโลกหนารองนั่งมีโลกบางหุ้มกาย เอาศรีษะทูลอาหารไว้ทั้งหญิงชายคล้ายกัน หัสหน้าเข้าหลังมารดา มีสายรกตกลงมาให้กุมารารับประทาน แสนสงสารมารดาที่ตั้งครรภ์ขึ้นมาใหญ่โต จะไปไหนก็ใหญ่โย้ทำยงโย่ยืนยัน เมื่อครบกำหนดทศมาร ลมมัจจุราชก็พัดโบกเมื่อยามปลอดคลอดตกมาเป็นทารกกุมาร ฯลฯ
- ขอยกคุณแม่ขึ้นกันภัย ท่านกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงลูกชายจนโตใหญ่ล้ำสัน ท่านเลี้ยงลูกมาหมายพึ่งพาเมื่อโตใหญ่ พอครบกำหนดบวชให้ตามแบบโบราณ ถ้าท่านเกิดมาเป็นลูกผู้หญิงก็ไม่เป็นสิ่งเสียหาย ไม่ได้บวชก็ไม่เป็นไร ก็แทนคุณได้เหมือนกัน รุกขึ้นเช้าเข้าวัดคอยปรนนิบัติพระมารดา ทั้งบ้านเรือนเคหาต้องรักษาประจำวัน ลอยหมั่นฟัดหมั่นวี เมื่อชรณีป่วยไข้ไม่เถียงทุ่มให้กลุ้มใจ คอยรับใช้การงาน ท่ายังอยู่ก็ดี ตายเป็นผีแล้วก็ตาม ไปสู่พรมสยาม จะประสพความสำราญ ฯลฯ
- ลูกคู่ พี่คอยน้องอยู่จนเย็น จนเย็นไม่เห็นน้องมา แม่ใส่ตุ้มหูระย้า ของพี่มาแล้วหรือยัง ฯลฯ (เอ๊าโยน ๆ)
- ผมจะขยับขยายถึงเรื่องรับแรงร้าย ท่านผู้ฟังหญิงชายเชิญมาฟังนิยายกลอนตาค้าง เชิญมาฟังกันเล่นให้เย็นหู เชิญมาฟังกันให้ดีว่าโยนหลุมใสนี้ เขาก็มีกันหลายอย่าง ผมเองก็ชายมีชื่อ เคยล้ำลือกันในทางเล่น มาวันนี้มาเจอแม่เนื้อเย็นจะรองเล่นกันเสียให้จัง ตกลงปลงใจตาระเท่าไรกันเล่าน้องจะโยนหลุม หรือทอยกอง พี่ไม่ขัดข้องหลอกนาง ฯลฯ (เอ๊าเน้อพ่อ)
- แม่โฉมตรูเขาคอยมาพลัน ถ้าเช่นนั้นหล่อนอยากจะโยนหลุม แถมหัวอกของพี่เต้นตูม ๆ เลยสองมือพี่ก็ตุมสตางค์ ผลัดกันออกข้างนอกคนละหน ใครจะโหล่ผลัดกันโยนคนละผาง แถมมือของพี่มั่นแม่นแสนเก่ง ระยะโยนเขย่งก็พอดู พอหยอดโผงตรงรู บู้แทบจะพัง ฯลฯ
- พอโยนโผงตรงรู หหลุมก็บู่เป็นลอย แยกให้พี่สักหน่อย พี่จะรองทอยดูสักที หยิบอันนั้นมานี้แยกให้พี่ห่าง ๆ ถ้าน้องไม่แยกให้พี่ชายจะทอยกันได้อย่างไรเล่าน้องจ๋า เพราะปากหลุมของน้องมันอ้า พี่กลัวจะจ่าน๊ะแม่ร้อยชั่ง ถ้าตะเฆ่กบดาน หรือถ้าหนูมาถอนตอ หรือถ้าเขียดลอยคอร้อยชั่ง เหมือนเรือตอติดฝั่ง ถ้าไอ้เถรกวาดวัด พี่สลัดเข้าปบ๊อก ยิ่งเขย่าเข้าจ๊อก ยังเหลือข้างนอกอีกสองสตางค์ ฯลฯ (เอ๊าโยน ๆ)
-ลูกคู่ ลาหลาลา ลาหลาลา เฮ้ยลาหลาลา ความเป็นห่วงน้องยา ไม่อยากจะจาก น้องเลย ฯลฯ (เอาละว้า)
- ผมยกมือขึ้นกราบไหว้ท่านพี่น้อง แม่สาวงามเนื้องทองมาฟังพี่ร้องกลอนเลย ถ้าผิดพลาดขาดกลอนจงอภัยก่อนเถิดหนอ จงช่วยกันเติมต่อตามเนื้อข้ออภิปราย เพราะพึ่งแรกรุ่นทัดใหม่ ยังไม่สันทัดข้อความ ถึงจะร้องจะลำมันไม่หวานฉ่ำไปเสียเลย ผมจะย้อนยับจับกล่าว ไปถึงเรื่องลาวของผม ที่มีโลกแบนโลกกลม เหมือนบุกตมป่าเตย ผมจากมิตรจากเพื่อนจากเผ่าเรือนเคหา ผมจากมิตรและมารดาของข้านี่เอ๋ย เพราะความกลุ้มมันมาบังคับ ผมแทบจะดับชีพม้วย ถ้ากุศลไม่ช่วย ผมต้องม้วย ลาเลย ฯลฯ (เอ๊าโยน ๆ ฟันตาระลา)
- พอถึงวันที่ห้ามิถุนาสามแปด พอรุ่งเช้าแสงแดดขึ้นมาแผดลำเพยสกุณาพาคู่ เที่ยวบินอยู่วู่ว่อน ไอ้บ้างก็จิกเหยื่อมาป้อนมาฝากก่อนคู่เชย บ้างชวนกันไอ้บ้างก็หันเรียกหา แลเห็นปักษา แลดูหน้าไม่สะเบย ผมแลเห็นปักษาผมคิดว่าต้องจาก น้ำตาใหลพราก ๆ ผมไม่หยากจะจากไปเลย ฯลฯ
- ทั้งเพื่อนเก่ามิตรแก่ ผมได้แต่เฝ้าชะเง้อ มาวันนี้หนอเพื่อนเกลอจึงมาเจอคู่เชย พูดดี ๆ เพื่อนถามว่าทำไมจึงหน้าเศร้า ผมบอกว่าหิวเหล้าตามเคย ต่างชักชวนกันว่าวันนี้สนุก ทั้งผู้คนพล่านพลุก เราต้องเล่นกันให้สนุกตามเคย วันนี้เป็นวันปีเก่าจะเข้าปีใหม่ ขอมาล้อมวงศ์กันเข้าไว้ เล่าให้เมามายตามเคย ความคิดในดวงจิตร เลยผมคิดให้อาลัยความที่ผมคิดถึงสายใจ ผมไม่วายคิดเลย ฯลฯ

ลำตัดเรื่องจันทร์โครบลาฤษี
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด


-ลูกคู่ ยามจนคนชั่ง อกเอ๋ยแทบพังในระหว่างไม่มีสตางค์ ไร้ญาติ ซิกระไรขาดมิตร เพื่อนที่เคยสนิม เขายังคิดชิงชัง ฯลฯ
- จันทร์โครบร้อง ฝ่ายองค์พระจันทร์โครบ ขอน้อมนบสนอง หลานจะไปหาของที่ถูกต้องตามว่าง จะไปหาหัวใจสิงห์รา ไม่รู้จะไปหาที่ไหน ต้องเหนื่อยยากลำบากกาย แต่ต้องไปตามสั่ง พอคิดได้เท่านั้นมิทันรอช้าค่อย ๆ ก้าวหน้าเดินหน้าเข้าสู่ป่ารัง เที่ยวเดินหาอยู่นาน ไม่พบพาลสิงห์รา ให้เหนื่อยอ่อนระอา ฉันหมดปัญญาที่จะย่าง เห็นแต่ฝูงหมาในที่วิ่งไขว่อยู่ในป่า ไม่เห็นพบสิงห์ราต้องพักกายาลงเสียบ้าง จำจะต้องเอาหัวใจสุนัขไปเอ่ยปากบอกตาว่าเป็นหัวใจสิงห์ราที่อยู่ในป่าไพรกว้าง ช่อเอ๋ยฉันรักเจ้าช่อลำใย เอาหัวใจหมาไปถวาย ไม่ต้องเหนื่อยกายเดินทาง ฯลฯ
- พอคิดได้เท่านั้นพอดีตะวันก็พลบค่ำ ก็จับไปหมาดำต้องฝืนคำตาสั่งพอทำสำเร็จเสร็จดี ก็จระลีรีบด่วน พอมาถึงศาลาพอสมควร พระจันทร์ก็ด่วนเข้าไปนั่ง แล้วรีบกราบหลวงพ่อวันนี้หนอหลวงตา หลานได้ไปหาของมา ตามที่ตาตรัสสั่ง ขอตาจงทำของขวัญ เมื่อวันหลานจะกลับ จงสงเคราะหผมด้วยเถิดครับ พรุ่งนี้ผมจะกลับเวียงวัง ฯลฯ
- ฤษีร้อง ลูกคู่ ชื่นใจดอกอ้อช่อมะยม ชื่นใจดอกอ้อฉันรักแม่ช่อมะยมไปไหนพี่จะไปด้วย ขึ้นเขาลงห้วยฉันไปด้วยตากลม ฯลฯ
- พอรุ่งแจ้งแสงสีพระโยคีชาญกล้า ท่านจับยามสามตาพอได้เวลาเหมาะสม แล้วจึงเรียกจันทร์โครบ จันทร์โครบเอ๊ย เจ้าจงมาพบตาก่อน วันนี้หลานจะจรกลับนครบรรทม แต่เจ้าอย่าลืมอย่าหลงเจ้าจงอุตส่าห์จบจำของตาเถิดหลานยายตากลม เมื่อเจ้าจะจากตาไปตาจะให้ของขลัง จงเอาไปให้ถึงเวียงวังจะได้ของขลังเหมาะสม เจ้าอย่าไปคบคนชั่ว อย่าไปพันพัวคนพาล ต้องตรองตรึกเหตุการณ์รู้จักประมาณสังคม เจ้าจงรักศักดิ์ศรีอย่าให้มีเสียหาย จงเทิดทูลเกียรติลูกผู้ชาย อย่าให้มีใครรูปคม
- จันทร์โครบร้องต่อ ลูกคู่ โมเอ๋ยโมรา ก่อนกำเนิดเกิดมาด้วยคาถาโยคี โมราฆ่าผัวไม่กลัวต่อบาป พระอินทร์ท่านทราบ ท่านจึงสาปเป็นชะนี ฯลฯ (เอ๊าเน้อพ่อ เอาโยนๆ )
- ฝ่ายองค์จันทร์โครบ ท่านเดินไปจบดงดอน ท่านเลี้ยงรสบทจรจะกลับนครกรุงศรี พอถึงต้นไซร้ใบดกก็เลี้ยววกเข้ามาให้เนื่อยอ่อนอุรา จะพักกายาเสียที่นี่ แล้วเอนองค์ลงประทับ พระหัสก็จับกิ่งไซร้แล้วพักผ่อนนอนสบายที่ต้นไซรใบสี จึงหยิบพระอบขึ้นสังเกตในพระเนตรให้สงสัย ให้ขุ่นข้องหมองใจในพระอบใบนี้ มันจะมีสิ่งอันใดหนอที่หลวงพ่อท่านสั่ง ไม่ให้ผมเปิดกลางทางในระหว่างไพรศรี หรือจะเป็นฝิ่นเถื่อนที่ท่านบิดเบือนให้เรามา หรือจะเป็นปลาล้าให้สมอุราข้านี้ หรือจะเป็นหมูบะช่อที่หลวงพ่อท่าแกล้ง หรือจะเป็นปลาแสยงที่ท่านแกงกะหรี่ ดอกเอ๋ยโอ้เจ้าดอกอังชัญ ถ้าใครอยากจะรู้ของขวัญ ช่วยตกลางวัลให้ฉันที ฯลฯ
- จำจะเปิดดูให้มันรู้แน่แก่ใจ ว่ามันจะมีสิ่งอันใดให้สงสัยเหลือดี แล้วเอาพระขันเข้ามาแตะฝาผอมก็แบะเปิดออก บังเอิญเป็นเพลิงเมฆหมอกสุดจะบอกใครดี มีนางสวยหน้าขาวกายก็เปล่าเปลือยกาย มันน่าเกลียดฉิบหาย มาเปลือยกายกันเช่นนี้ แล้วจึงจัดแจงแต่งให้ ตัดใบไม้หุ้มห่อ เป็นนางรองของหลวงพ่อรูปก็หล่อเสียด้วยซี ฯลฯ (เอ๊าเน้อพ่อ)
- พระร่วงรักสโมสรกับแม่บังอรโมรา ตะวันก็ด่วนหวลมาพอได้เวลาแสงสี แล้วจึงชวนเมียรักสู่สำนักนคร น้องโมราบังอรจบบทจรตามพี่ พระเดินพลางจูงพลางไปในกลางไพรสันต์ ส่วนน้องโมราเล่านั้นจงเดินให้ทันตัวพี่ แล้วรีบลัดตัดป่าไม่รอช้าร่ำไร แล้วอุ้มโมราทรามวัยไปในกลางไพรศรี ส่วนโมรานวลน้องจึงร้องบอกว่า น้องนี้หัวโคงคาจึงวอนว่าสามี เจ้าจันทร์โครบจึงบอกแก่น้องยามิ่งโมราทรามวัย อันน้ำท่านั้นไซร้พี่จนใจที่นี่ จึงเอาพระขันออกมารีดก็มีโลหิตหลั่งใหล แล้วรอให้เมียรักดื่มเข้าไปให้รอดตายเป็นผีออกเอ๋อ ฉันรักเจ้าดอกฟักทอง ให้ฉันขอบุหรี่สักซองได้กรุงทอง ก็ยิ่งดี ฯลฯ (เอ๊าโยน ๆ)


ลำไหว้ครู
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

- ลูกคู่ นวลจ๋านวล น้องอย่าทำกระบิดกระบวน ไปเลยแม่นวลศรีจันทร์ ผมยกมือขึ้นไหว้เทพทัยเทวา ผมไหว้บิดรมารดาขอให้วิญญาณเบิกบาน ผมไหว้เทวันชั้นฟ้า และพระอินทร์ตราเจ้าปู่ ขอให้มาสมสู่แก่หมู่ไพพาล ผมไหว้ครูอาจารย์ที่มาสั่งสอนตัวข้า ช่วยปกปักรักษาไปทุกชั้นฟ้าบาดาล ผมไหว้คุณพระรัตนตรัย เหมือนลมพระพายพัดโยกหอมกิล่นกระชั้นสันต์โศรก ไปทั่วโลกพระอังคาร ฯลฯ
- ผมยกมือขึ้นไหว้ เทพทัยเบื้องบน อย่าให้ลูกอับจนราคา ประเดี๋ยวหมู่สัจจามันจะมารุกลาน ไหว้ผีปู่ผีย่าผีตาผียาย ผีภูต ผีพราย จงช่วยบรรยายตัวฉัน จะถือศิลกินใจกับพระมาลัยผ่องแผ้ว ขอให้ประเสริฐเลิศแล้ว ชะเอ้อเอิ๋งเงยลูกไหว้แก้วสามประการ ฯ
- ผมยกมือขึ้นไหว้ครูนัตร ครูลัดครูจำ ครูพร่ำสั่งสอน ที่มาแนะนำคำกลอน ที่มาสั่งสอนตัวฉัน ผมไหว้ทั้งครูฉิ่งครูฉาบ ครูกลับ ครูกลอง ที่มาแนะนำทำนอง ที่มารัองเชี่ยวชาญ ผมไหว้ทั้งฤษีชีดง ไหว้ทั้งองค์เยซู อีกทั้งพระราหู ที่นั่งอยู่เป็นอาจารย์ ฯลฯ (เอ๊าเป็กพ่อ)
- ประสารหัสมัสการ อิฐถานบุญตา สงสารกายเกิดมาดูช่างน่าหวาดเสียว จะพึ่งพี่ก็ขัดข้องจะพึ่งน้องหรือก็มองหาย เปรียบเหมือนเรือน้อยลอยไหลไปตามสายน้ำเชี่ยว คงโดนหลักหักพังเสียในเขตสมุทมันแสนจะสุดไกลฝั่งมาหันหน้าหันหลัง เห็นถ้าจะพังเสียแน่ในกระแสน้ำเชี่ยว อ้ายลมหรือก็จัดอ้ายคลื่นก็ซัดอยู่ผาง ๆ สลาตันตึงตัง เล่าเอาผมนั่งน่าเซียว ฯลฯ (เอ๊าเป็กพ่อ)
- โอ้ว่ากรรมแสนเศร้าโศรกสรร หันหน้าหันหลังเหลียวแล เห็นท่าจะจมเสียแน่ในกระแสน้ำเชี่ยว ไอ้ดาดฟ้าหรือก็โย้ ไอ้ราโทก็แย่ ไอ้คลื่นลมมันกระแทกเห็นถ้าจะแกตแน่เชียว เรือของผมคงจมในสินธู ถ้าท่านทั้งหลายไม่ช่วยกู้ คงตายอยู่คนเดียว อัตตะโนนาโร พระพุทโทท่านครัส ว่าพี่น้องวงษาคณาญาติอย่าหมายมาทยึดเหนี่ยวตนของตนต้องพึ่งตนเองสุภาษิตท่านเปล่งไว้ แน่เป๋งตรงเชียว ฯลฯ
- ท่านพี่น้องทั้งหลายทั้งหญิงชายเจ้าขา นึกว่าโปรดเมตตาผมได้มาคนเดียว ท่านพี่ร้องทั้งหลายทั้งหญิงชายเจ้าขา นึกว่าโปรดเมตตากับผู้ชราคนยาก นึกว่าคงไม่ลำบากดอกหนา ท่านไม่ต้องนั่งหน้าเซียว ท่านทำบุญให้ทาน เปรียบเหมือนหว่านพืชผล คงไม่หายหกตกหล่นคงได้ผลยึดเหนี่ยว ดอกเอ๋อโอ้เจ้าดอกระกำ ผมขาดที่อุปถัมภ์ ผมต้องสู่กรรมอยู่คนเดียว ฯลฯ (เอ๊าเป๊กพ่อเอาโยน ๆ)
- ลูกคู่ ชื่นใจดอกอ้อ ช่อมะไฟ ชื่นใจดอกอ้อฉันรักแม่ช่อลำใย น้องไปไหนพี่ไปด้วยคน ถึงจะลำบากยากจน พี่ต้องทนต่อไป ฯลฯ
- ท่านทั้งหลายคงไม่รู้ประวัติว่าแม่สาวน้อยเขาหัดลำตัดที่ไหนมาผมได้ยินกับหูรู้กับตาจะพรรณนาให้ฟังก็ได้ ก่อนจะเรียนลำตัดเที่ยวริหัดเรียนท่า เที่ยวไปเรียนรู้ตามครูมาที่เขาพรรณนาสอนให้คนที่หนึ่งเขานิยมสอนท่าพรมสีหน้า คนที่สองรองมาสองท่าวานรเหนี่ยวใหล่ครูที่สามพร่ำสอนท่ากินนรเรียบน้ำ ท่านี้แหละงดงามผมยังจดจำเอาไวครูที่สี่เขาคอยจดส่งแต่บทแต่กลอน ครูที่ห้าสอนหัดทั้งร่อนทั้งกระหาย นางลูกศิษย์เขานอนคอยรับ เจ้าครูขยับสอนท่าเลยหัวโผล่ออกมานอกฝา ปากเลยถามแม่ค้าว่ามาขายอะไร ฯลฯ

ลำตัดเบ็ดเตล็ด ๑
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

๒.  ฝ่ายแม่ค้าสงสัยมันอะไรกันเล่าหวา ทำไมหัวทรุออกมาข้างฝา จะซื้ออะไรก็ลงมา ทำลอยหน้าอยู่ได้. ตามหน้าต่างประตูมีรูนี่หว่า ทำไมถึงเอาหัวโผล่ออกมาข้างฝา หรืออีนางห่านี่เป็นไข. ฝ่ายแม่ค้าเห็นท่ามันผิดในดวงจิตรนึกฉงน ... พออ้าปากร้องตะโกน ... เลยหมอนหล่นออกมาอีกใบ.

๓.  ฝ่ายแม่ค้าตกใจ เลยวาดพายไม่รอช้า เอาหัวเรือแวะเข้ามาจอดที่ท่าเร็วไว. ฉันเลยลุกขึ้นนุ่งผ้า ลงมาที่ท่าอย่างยิ้มย่อง ลงนั่งยองๆ ต่อของแม่ค้า ว่าฟักแฟงแตงกวาของแม่ค้าขายยังไง. พอมาต่อฟักต่อแฟง แม่ค้าเลยแจ้งแก่ตา เลยวางคารมก้มหน้า คิดว่านุ่งผ้าใสมใหม่. ฝ่ายเจ้าครูมานึกๆ ก็เห็นผิดท่า นั่นมันไปเอ็ดอยู่กับแม่ค้า มันนุ่งผ้าอะไรไป. รุกขึ้นหยิบผ้าที่กอง สลัดๆ แล้วมองดู เอ๊ะ นี่ผ้านุ่งมันก็ยังอยู่ แล้วเสื้อกูไปทางไหน. เห็นจะสัปดลเสียแล้วอีเปรตดันวิ่งไปเอ็ดอยู่ที่ข้างเรือ ก็ผ้านุ่งเอ็งกอง กองอยู่ที่เรือ ... ดันนุ่งเสื้อกูไปทำไม. ฯลฯ (เอ้าเป๊กพ่อ)

ลำตัดเบ็ดเตล็ด ๒
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

* ปช *
= ลูกคู่ = เกิดแก่เจ็บตาย พระเจ้าสั่งไว้หญิงชายฟังกลอน. อันความดีที่เราทำหรือบาปกรรมครั้งเก่า. กว่าเขาจะเห็นใจเราเมื่อตอนจะเข้ากองฟอน. ฯลฯ (เอ้อเฮอ)
๑.  โอ้แม่บุหลันขวัญเอ๋ย กระไรเลยแลหาย ได้ยินแต่เสียงเรไรมาร้องก้องไพรดงดอน. โอ้ว่านกน้อยไก่กาโผถลาลอยลม ที่หนาวน้ำค้างพล่างพรมไปทุกระทมทอดถอน. เมื่อนึกถึงคนึงคิดถึงชีวิตคนเรามาวอดวายตายเปล่าแลรักก็เข้ากองฟร. ไม่มีพริกฟื้นคืนหลังเหมือนยังดั้งเดิมมาน่าสมเพศเวทนาดูก็น่าอาวรณ์. เมื่อชีพเขายังยืนก็สดชื่นกันเย็นเช้า พอกายพังหนังเน่าแล้วใครเล่าจะร่วมเรียงเคียงหมอน. โอ้ว่าป่าช้าเจ้าข้าเอ๋ยใครๆ ก็เคยเกลียจกลัว ในดินแดนแสนชั่วมักเอาตัวลงนอน. ใครจะปลีกหลีกกายหนีความตายไปไม่พ้น ไม่ว่าจะมั่งมีหรือจนก็คงไม่พ้นกองฟร. ชีวิตเรานิดหนึ่งอย่าหมายพึ่งซื้อหา จงนึกถึงป่าช้าเมื่อเวลาเข้านอน. ไห้นึกถึงคนที่มั่งมีฤดีก็ไห้สดใส แต่ว่าพอมานึกถึงความตาย เล่นเอาหัวใจฉันรอนรอน. ฯลฯ (เอ้อเฮอ)
๒.  ถึงตัวท่านตายภายหลังญาติก็ยังวุ่นวาย สละทรัพย์จับจ่ายเข้าสู่ในเชิงตะกอน. ยังแต่ตัวข้าพเจ้า เมื่อถึงคราวก็ต้องตาย ไม่มีอะไรจะเอาไปได้ เมื่อลิดไปแล้วก็น่าสังข์หรณ์. เมื่อชีวิตเรายังไม่ตายจะทำดีสักเท่าไร? ก็ไม่มีใครเขาอวยพร. อันความดีนั้นเล่ากว่าเขาจะเห็นใจเราเมื่อตอนจะเข้ากองฟร ก่อนกำเนิดเกิดกายไม่มีอะไรติดมา เมื่อถึงวันสัญญาเราต้องพาร่างจร. ไม่มีใครจะเอาอะไรไปได้ ต้องทิ้งเอาไว้ข้างหลัง ได้ลูกบ้างหลานบ้างคนข้างหลังแบ่งทอน. จะเหลืออยู่ก็แค่นามญาติที่เขาติดตามมา มายืนเช็ดน้ำตาอยู่ต่อหน้ากองฟร. ฯลฯ
๓.  เอาความตายเข้ามาพราก เราต้องจากพี่น้อง ถึงมีเงินมีทองก็เป็นของแคลนคลอน. ทั้งกระดูกและเนื้อก็เป็นเหยื่อแล้งกา รูปร่างอย่างเทวดาก็ยังมีเวลาเน่าหนอน. เมื่อดวงวิญญาณคลานจาก เราต้องทิ้งเอาซากศพไว้ ไม่แน่นิ่งติงกาย ดูๆ ก็คล้ายไม้ขอน. เราเคยกอดเคยจูบ เราเคยรูปเคยคลำ เมื่อชีพเขายัง พอหมดลมล้มผางเราต้องขอห่างเอาไว้ก่อน. ใครก็ไม่รักใครจริง ทั้งหญิงชายที่เกิดมา อันบ้านเก่าคราวย่าคือป่าช้าที่แน่นอน. ไม่ว่าสัตว์สูงสุดหรือมนุษย์ที่ขอทาน วันสัญญาเข้าประหาร ต้องถึงอาการม้วยมรณ์. มึงก็ตายกูก็ตาย ผลสุดท้ายก็ตายกันหมดสิ้น ไม่มีใครอยู่ค้ำแผ่นดิน ดังโขดหินสิงขร. โอ้พระจันทร์ตราเจ้าข้าเอ๋ย ... เจ้ารับเลยลงไปแล้ว ... เหลือแต่ดวงดาวพราวแพรว เสียงไก่แก้วขันจร. ผีพูต ผีพราย. เหลือแต่ดินทรายที่ดีๆ อีกไม่กี่ปี ตัวพี่จะลงนอน. ฯลฯ

* ประวัติรัฐธรรมนูญ *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = ประเทศไทยเราเอ๋ย ไม่หน้าเลยจะมาวายวุ่น. สมัยนี้เป็นสมัยยุทสาตร์ ถ้าใครเผลอยึดอำนาจสภาต้องขาดกันเป็นจุน. ฯลฯ
๑.  รัชกาลผ่านมาเมื่อปีสองสี่เจ็ดห้า เมื่อวันที่ยี่สิบสี่มิถุนา พอได้เวลาอารุณ. ได้มีทหารราชการกับทหารที่สนอง ได้ยึดอำนาจการปกครองไปตามทำนองรัฐธรรมนูญ. คนที่หนึ่งชื่อพระยาพหล ท่านเป็นคนออกหัวคิด คนที่สองคือหลวงประดิษ ท่านช่วยคิดสนับสนุน. ท่านได้เรียนวิชชาสำเร็จมาจากฝรั่งเสส อีกทั้งเจ้าคุณวรเดช เปลี่ยนระบอบประเทศน่าอาดูร. อีกทั้งคุณอตะเก ท่านได้เนมาจากนอก เป็นด๊อกเตอร์ในบางกอก ท่านจากนอกยี่ปุ่น. ได้ยึดอำนาจการปกครอง ไปตามทำนองแบบใหม่ ได้เปลี่ยนระบอบประชาธิปัตตรัยโดยมิไห้ใครมาวุ่น. ท่านมิอยากไห้คนไทยได้ทุกข์ ไห้มีสุขสวัสดิ์ ... ขอจงสมบูรณ์ พูลพิพัฒ ... ไทยกับรัฐธรรมนูญ. ฯลฯ (เป๊กพ่อ เอ้าโยนๆ)
๒.  ประชาธิปัตตรัย เป็นสมัยที่เที่ยงตรง ไท้ชาวประชาซื่อตรงไม่ลักลำเอียง ไม่ทำกิ่วๆ คอดๆ ไห้รู้ตรอดไม่หมกมุ่น. ท่านได้ไห้ความล่มเย็นเป็นสุขนิราชทุกข์ถาวร ท่านได้ดำเนินกิจกรณ์ไห้ราษฎรมีเสียงกันขึ้นในสภา เพราะท่านยังมีเมตตาการุณ. ขอไห้ประเทศไทยจงยืนยงค์ ไห้รัฐธรรมนูญมั่นคง ... ตรอดทั้งวงษ์ตระกูล ฯลฯ
๓.  ประชาธิปัตตรัยเป็นสมัยที่เที่ยงตรง ขอไห้ชูชื่นยืนยงค์จงดำรงค์ไม่เสื่อมสูญ. จงดำรงค์วงศ์ประเทศ ช่วยปกเกตุราษฎร อย่าไห้เดือดร้อนเคืองขุ่น. สมัยวงศ์จักรี เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนา ได้มีสภาราชทาน เห็นความสามารถของไทยเราไม่เป็นเต่าเป็นตุ่น. ประชาชนชาวไทยงามจริงงามศิวิลัย ปัจจุบันทันใสมศิวิลัยบริบูรณ์. ขอเทพไทยชั้นฟ้าจงลงมาอวยพร ไห้รัฐธรรมนูญถาวร ... ไม่เดือดร้อนอาดูร.

* ลักษณวงศ์โลมพราหมณ์เกสร *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = จิงโจ้มาโล้สำเภา เรือล่มปากอ่าวสำเภาเกยเลน. ชะโอ้แม่เกล้าผมมวยพี่ไม่ช่วยประคอง เห็นจะหมดเสียงร้อง เสียแล้วแม่ทองเนื้อเย็น
๑.  บรรจงจีบสิบนิ้วขึ้นหว่างคิ้วเหนือเกล้าจงเมตตาข้าพเจ้า กระผมจะกล่าวกลอนเล่น. สมมุดนามศักดิ์กระผมเป็นพระลักษณาวงษ์ เมื่อตาพราหมด้นดงเอาโฉมยงค์มาประเคน. พระทัยระรื่นชื่นจิตรที่จะได้ชิดสมร พิศดูนางเกสรเอ็วก็อ่อนโอนเอน. พิศดูงามงอนคล้ายเกสรนมโต เอ๊ะลูกนัยตาโบ๋หน้าผากก็โนไม่ใช่เล่น. อุ๊ย พระทรงศักดิ์ใยชอบทักลูกนัยตาน้องเป็นพราหมคล่ำคล่าบุกป่ามาจนเย็น. ถ้าเป็นเกสรโฉมงามแปลงเป็นพราหมตามมา เห็นคู่เก่าเศร้าอุรา แหมเลือดตาแทบกระเด็น. ฯลฯ

๒.  พระทรงศักดิ์ซักถามว่าโฉมงามชีไพร ว่าน้องเป็นหญิงหรือชาญหรือแปลงกายมาล้อเล่น. น้องบอกว่าน้องเป็นชายไม่ใช่สตรี ... ไหนพี่รองคลำดูทีบางทีจะมีล้อเล่น. อุ๊ย ใครจะยอมไห้เธอคลำเล่น มันไม่เห็นเข้าท่าประเดี๋ยวยี่สุ่นเขามา เขาจะด่าน้องเกนฑ์. เอาเถอะยี่สุ่นเขามาพี่จะอุตส่าห์ห้ามปราม พี่ขอประโลมโฉมงามไม่เกรงขามเนื้อเย็น. อุ๊ยใครจะยอมไห้เธอโลม ฉันไม่ใช่โฉมเมียนาย จะมารักฉันทำไมไห้ป่วยการเปล่าๆ ... ฉันหุงข้าว ... ยังไม่เป็น. ฯลฯ

๓.  พี่ขอถามจริงๆ ว่าน้องเป็นหญิงหรือชาย. น้องบอกกับเธอไม่ได้กลัวน้ำลายจะกระเด็น. อย่าพูดมากปากกล้าไห้เสียเวลาเปล่าๆ ชักเฉื่อยช้ายืดยาวพี่นอนหนาวอยู่ไม่เว้น. น้องอยากจะลาตกแร้งมาแตกระแหงเดือนห้าอย่ายกย่องน้องยาเลยพ่อหน้าทะเล้น. แม่เชิดชูคู่เก้าพี่เคยเคล้าทรวงช้ำ นี่พี่พลัดพรากพรานก็เพราะมีความจำเป็น. น้องช่างไม่คิดถึงความเก่าบ้างหรือแม่สาวเนื้อถี่ น้องอย่ามาสลัดตัดไมตรีไปเลยน๊ะแม่สีบางเย็น. ฯลฯ (เอ้าเป๊กพ่อ ... เอาโยนๆ)

* พระอภัยตอนอยู่กับนางผีเสื้อในน้ำ *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = โอ้เจ้าพวงดอกกลอย บุญฉันน้อยไปแล้วคุณนาย. เหลียวหลังเข้ามาสั่งญาติ หัวใจจะขาด ลงไปตาย. ฯลฯ (เอ้อ เฮอ)
๑.  จะกล่าวถึงพระอภัยเมื่อตกอยู่ในคูหา ไห้หม่นหมองอุราทั้งกายาไม่สบาย. อยู่ด้วยนางผีเสื้ออนาถเหลือสุดทน เพราะกลิ่นสาปสางแม่น่ามล ผิดกับคนทั้งหลาย. แม่ผีเสื้อเป็นยักษ์ถึงไม่รักก็ต้องทน ทั้งเสน่ห์เร่กลเวชมนต์ก็เหลือร้าย. จะดูร่างนางก็สวย ผมสรวยเนตรดำ ดูวงศ์ภักร์คมขำ โขนงงามบาดใจ. แต่ว่านางผีเสื้อเป็นมารร้าย ถึงจะงามเท่าไร? ฉันก็ไม่สน ฉันคิดถึงบ้านเมืองบน ดวลกมลหมองไหม. ฉันอยู่ในถ้ำวังวลทั้งผู้คนหรือก็ไม่มีผ่าน ซ้ำยังคิดถึงน้องศรีสุวรรณ์ป่านนี้จะซมซานอยู่ที่ไหน. น้องจะคิดถึงพี่บ้างหรือเปล่าว่าพี่นี้เศร้าจังเลย เช้าค่ำขาดเสวยก่อนนี้ไม่เคย...........ร้าย. ผมคิดจะหนีออกจากถ้ำ แต่ว่ามันลึกล้ำเสียงจัง ผมคิดแล้วน้ำตาผมหลั่ง เพราะหมดหนทางหนีได้. (แม่ห่มแพรสีจันทร์) ถ้าใครรักฉันจงเอ็นดู ถ้าหากมีใครเขาอุ้มชู ฉันนี้จะอยู่ต่อไป. ฯลฯ (เอ้าเป๊กพ่อ)
๒.  นับตั้งแต่ฉันมาอยู่ในถ้ำ จะเช้าหรือฉันก็ไม่รู้ ต้องมานั่งหัวใจหดหู่ เพราะยังไม่รู้จะไปไหน. เมื่อยามฉันนอนร้อนลน นางยักษ์ก็เฝ้าปรนนิบัติ เข้าพร่ำพลอดกอดลัด ฉันก็สลัดหนีไป. นี่ฉันจนใจเสียจริงๆ ฉันเดิรเหมือนลิงติดจั่น อนิจจาตัวฉันไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร. หวังจะพึ่งเจ้าภาพนี่หรือเขาก็ไม่มามอง จะพึ่งพี่น้องหรือก็ยาก ฉันต้องมายืนน้ำตาใหลพลาก โท่เอ๋ยมาจากกันง่ายๆ นี่เป็นเวรหรือกรรมแต่ปางไหน ที่ได้ติดตามมาสนอง ฉันต้องจากพี่จากน้องจากกระทั่งบ้านเมืองไกล. ต้องจากชนกชลนีอันเป็นที่บูชา อันคิดๆ ขึ้นมาทำได้น้ำตารินท์ใหล. ฉันคิดจะหนีออกจากถ้ำ แต่ว่ามันลึกล้ำเสียจัง ฉันคิดแล้วน้ำตาฉันหลั่งหมดหนทางที่จะไป. ทั้งปากถ้ำนี่หรือก็มิด เขาก็มาปิดเสียด้วยหิน กระแสสินธ์นั้นหรือก็ลึก ฉันนั่งตรองนอนตรึกนึกแล้วมันไปไม่ได้. (แม่ห่มแพรสีชมพู) ... ถ้าฉันอยู่ต่อไปนานๆ ไม่วันหนึ่งก็มิอันฉันต้องกลั้นใจตาย.
๓.  แสนสงสารพระอภัยต้องจำใจจำทน เพราะรูปนิมิตหน้ามลเธอเปรอปรนรักใคร่. อยู่ด้วยกันไม่ทันถึงปี นางยักษีก็มีท้อง จะหากินหรือก็ไม่คล่องพระจึงต้องหนักใจ. อยู่กับยักษ์เก้าเดือนไม่คลาดเคลื่อนเวลา นางก็ครอดบุตตราออกมาเป็นชาย. ดูรูปร่างสวยสมขำคมงามแท้ มีหน้าตาไปข้างแม่คือปากแบ้ตาใหญ่. จึงไห้นามตามอย่างคิดมาข้างมนุษย์ ไห้ชื่อว่าสินสมุทริสธิรุด/เกรียงไกร. จนอยุได้สิบห้าปีกายาล่ำสรรพ์ รู้วิชชาสารพรรณ์ ทั้งดุดันเหลือร้าย รู้นะโมพุทธายะนี่หรือคือนะจังงัง ที่พระบิดาสอนสั่งผมก็ยังจำได้. อิติปิโสภะคะวา ท่องถอยหน้าถอยหลัง เป็นร่องหลกำบัง พระทรงสั่งสอนไห้. สอนไห้หัดเป่าปี่ทั้งเพลงดี เพลงรบสินสมุทรู้จบ ที่ทรงภพสอนไว้. พอแม่ไม่อยู่ ชวนพ่อมานั่งต่อเพลงปี่ สินสมุทเป่าดีไห้เป็นที่ถูกใจ. พระเอนองค์ลงนอน ไห้โดยอ่อนกายี ด้วยอำนาจของเพลงปี่ พระภูมีก็หลับไป. (แม่ห่มแพรสีนวล) ฉันอยากจะชวนพ่อหนี โอกาสหน้าถ้ามีจะพาพ่อหนีไปกรุงไกร) ฯลฯ

* ลักษณาวงศ์ลาฤษีกับนางเกสร *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = แม่เอ๋ยแม่เกสร พี่ต้องขอลาจร กลับนะครกรุงไกร. จากไปใจแสนห่วง ... นึกถึงพุ่มพวง ... แต่แม่ดวงฤทัย. ฯลฯ
๑.  จะกล่าวถึงลักษณาวงศ์ เมื่ออยู่กับองค์ศิษธา ได้ร่ำเรียนวิชชาจนเก่งกล้าว่องไว. เมื่ออาจารย์ไม่อยู่แม่โฉมตรูก็เข้ามา ชวนฉันไปเล่นชิงช้าแล้วน้องยาเป็นคนไกว. มิใช่ว่าพี่จะลืมความหลังเมื่อครั้งคราวแรกรุ่น ว่าเราเคยแอบไออุ่นเคยนอนหนุนนางใน. นี่มันจำเป็นต้องไปต้องจากลำไยลิ้นจี่ล้วนแต่ของดีๆ ที่พระมุนณีหาไห้. ต้องจากดอกไม้ทูบเทียนที่เคยล่ำเรียนบูชา ต้องจากกระทั้งบรรณ์ศาลาที่เคยพึ่งพาอาสัย. ชิงช้าเอ๋ย เคยนั่งเล่นทุกเย็นเช้า ฉันเคยหยอกเย้ากับแม่เกสร. นี่ลูกจะต้องขอลาก่อนกลับนะคะเวียงชัย. หันมามองหน้าเกสรแล้วพี่ไม่อยากจะจรจากไปเลย แล้วเข้ามาปลอบว่าน้องเอ๋ย ... อย่าห่วง ... พี่เลยน๊ะสายใจ. ฯลฯ (เอ้าเป๊กพ่อ เอาโยนๆ)
๒.  แล้วตัดสินใจเด็ดขาด เข้ากราบบาทพระอาจารย์ แล้วค่อยๆ ถอนคลานออกมาที่ชาญบรรใด. เหลืองไปเห็นเกสรงามชื่นกำลังสะอื้นโสกา แล้วเข้ามาปลอบน้องยาว่าจะโสกาไปทำไม. จงเชื่อพี่เถิดนวลน้องพอพี่ไปครองเมืองได้แล้ว พี่จะมารับน้องแก้ว ไห้อย่างเพริดแพรวพลิ้งพลาย. ฯลฯ
๓.  แล้วหักใจก้าวลงบรรใดศาลา แล้วค่อยๆ เดิรมาในเขตศาลานั้นไซร้. ค่อยๆ ก้าวเดิรห่างออกไปทีละนิด ค่อยๆ คิด ค่อยๆ อ่าน ด้วยไอ้ความสงสารมันยังมาผ่านฉันมากมาย. นี่มันร้อยห่วงพันห่วง นี่ฉันมาห่วงเสียจนปี้ป่น ไหนจะห่วงแม่น่ามลฉันแทบจะทนไม่ไหว. ไหนจะห่วงพระบิดามารดรที่ได้เคยอุ้มอุทรลูกมา ไหนจะห่วงพระสิทธาที่ไห้วิชชาหลานชาย. ไหนยังจะห่วงแม่เกษที่เคยอ้อนเคยออสเคยพร่ำเคยพลอดที่เราเคยกอดกันไว้. นี่ฉันต้องมาพรากห่วงรัก นี่ฉันต้องมาจากห่วงบูชา ... ฉันคิดๆ ขึ้นมา แล้วแทบหมดปัญญาที่จะไป. ท่านพี่น้องชาว .... ทั้งหลายที่กำลังเลียงลายกันอยู่ที่นี่ ... ไหนรองช่วยกันออกหัวคิดไห้ผมสักที ... จะไห้ผมนี้ ... ทำยังไง. ฯลฯ (เอ้าเป๊กพ่อ)

* ลำไหว้ครู *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = โอ้เจ้าพวงดอกกลอย บุญฉันน้อยไปเสียแล้วคุณนาย. เหลียวหลังเข้ามาสั่งญาติ... เอาละว้า ... หัวใจจะขาดลงไปตาย ฯลฯ
๑.  บรรจงจีบสิบนิ้วขึ้นหว่างคิ้ววันทา ถวายกลอนครูบาต่างพวงมาลัย. เทพเจ้าเข้าชาญทุกวิมารพรหมอินทร์ เทวดาเดิรดินตลอดสิ้นทั้งหลาย. จะไหว้ท่านเสียก่อนคุณบิดรมารดา ขอไห้มาช่วยลูกยาต่อปัญญาคำไข. จะผินพักวันทาทั้งครูบาอาจารย์ที่ท่านไห้ขีดเขียนเรียนอ่านจนเชี่ยวชาญว่องไว. ลูกจะว่ากลอนคู่ไห้ผู้ดูฟังเล่น เพราะมันเรื่องจำเป็นเหมือนเชื้อเช่นชาติชาย. มันเป็นเรื่องของตัวผมนี้ ขอผู้ฟังอย่าได้แหนง ผมจะร้องลำสำแดง ... ไห้ท่านแจ้งต่อไป. (เอ้อเฮอ)
๒.  ความยากความจนลูกอุตส่าห์ทนตรากตรำ ข้าวเช้าเป็นข้าวค่ำเล่นเอาน้ำตาผมใหล คิดจะพึ่งวิชชาที่มารดาไห้เรียน ช่างปั้นวาดเขียนหรือก็ยังใช้ไม่ได้ คิดจะพึ่งวิชชาหนังสือเป็นเสมียน การเล่าการเรียนลูกก็ยังรู้ไปไม่เท่าไร? คิดจะเป็นกรรมกรณ์เที่ยวสันต์จรรับจ้างขนหินขับรถรางหรือก็ยังไม่ว่างเลยสักราย. หัวอกของคนจนช่างไม่มีคนเมตตา ... มันขัดสนเสียหนักหนา ... ตั้งแต่มารดาผมมาตาย. ฯลฯ
๓.  ความยากความจนลูกอุตส่าห์ทนทาน สิบนิ้วลูกกราบกรานขอทานทาใส้. ความจนหมดอายลูกจึงหันมาใส่ลำตัด ลูกอุตส่าห์ฝึกหัดมาหนึ่งเดือนเห็นจะได้. ลูกมิได้กล่าวเท็จในสามสิบเจ็ดพฤศภาวันที่สิบสี่น๊ะนายจ๋า นั่นแหละเป็นเวลาเริกชัย. ฯลฯ (เอ้าเป๊กพ่อ)



* ลำตัดตอนสังข์ทองเลือกคู่ *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = เงาะน้อยหอยสังข์จะมาลอยเคว้งคว้างอยู่ในกลางเมฆา. สังข์ทองซิกระไรผ่องศรี ตั้งแต่จากธานี เฝ้าแต่ปรี่น้ำตา ฯลฯ
๑.  บรรจงจีบสิบน้ำขึ้นหว่างคิ้วเหนือหู ลูกกราบเท้าท่านผู้ดูไปทั้งซ้ายและขวา. ลูกเป็นชายพเนเที่ยวฮาเฮสันจร จากที่ดินที่นอนไห้เล่าร้อนในอุรา. พี่น้องของผมหรือเขาก็ไม่มองแลเหลียว ตัวของผมผู้เดียวสันโดษเดี่ยวเที่ยวมา. จะพึ่งพ่อหรือก็แลหาย จะพึ่งกายหรือก็จน เหลือมารดาอยู่อีกคนก็มาสิ้นพระชลสังขา. ผมพลัดพลากจากมารดามานมนาน ตั้งหลายปี ทีนี้จะจับตอนสังข์ทองผ่องศรีเมื่อคราวหนีมารดา. ผมอยู่ในถ้ำทองพระมารดารักใคร่ แต่ผมเองจนใจแกเป็นยักษ์ร้ายอยู่ป่า. ผมจึงหนีลงบ่อทองจนนวลละอองไปทั้งกาย พระมารดายักษ์ร้ายแกขัดใจหนักหนา. ผมจึงต่ายถามไปตามทำนองว่ารูปเงาะกระบี่กระบองนั้นหรือเป็นของเดชา แม่ไว้ผมยาวเกล้ามวย ชะโอ้แม่รูปสวยคล้ายหุ่น ขอไห้พี่พึ่งใบบุญ พอได้อุ่นในอุรา. ฯลฯ
๒.  ผมอยู่ในถ้ำทองยังขาดคู่ครองเคียงใหล่ จำจะหนีพระมารดาไปเข้าในไพรพนา. ผมจึงหยิบเอารูปเงาะที่งามเหมาะเหลือล้น กับกระบองริสธิรนเหาะขึ้นบนเวหา. พอมาถึงเขาคีรีมาสู่ที่แนวไพร พระมารดายักษ์ร้ายแกร้องไห้ตามมา. แกร้องไห้อ้อนไห้ลูกนี้จะกลับถ้ำ ใจกระผมก็ดำไม่กลับถ้ำคูหา. แกร้องไห้อ้อนวอนไห้ลูกนี้จรกลับหลัง แกร้องไห้แล้วแกก็สั่งเฝ้าแต่หลั่งน้ำตา. ความที่ผมเหลือกลัวเล่นเอาเนื้อตัวผมสั่น ก่อนที่มารดาของฉันจะสิ้นชีวันสังข์ขา. แกจึงจารึกเอาไว้ไห้เราที่เชิงเขาคีรีว่าคาถาบทนี้เป็นที่ยินดีเนื้อปลา. แม่ไว้ผมรองทรง แลช่างโปร่งวิสัย นึกว่าสงสารเงาะใบ้ ขอไห้แม่ชายหางตา. ฯลฯ (เอ๊าเป๊กพ่อ) เอ้า โยนๆ
๓.  ผมเลื่อนลอยคว้างๆ มาในกลางวิถีตัวผู้เดียว เอ้ก็ไม่มีที่พึ่งพา. จะเป็นบุญของฉันเสียเมื่ออันเกิดผล เข้าในเมืองสามลจะเป็นกุศลของฉัน เขาเป่าร้องกันลั่นสนั่นทั้งโลกา. ไห้ทั้งเจ็ดนางต่างเลือกคู่ ต่างภาษามลายูอีกทั้งหมู่เสนา. ทั้งหกนางไซร้เขาเลือกได้กันหมด ผมสืบสวนทวนทด คงเหลือแม่รจนา. คนที่เจ็ดนั้นสวยดีสวยเด็ดยิ่งกว่าเพ็ชมุกดา. แม่ไว้ผมบ๊อบใสมใหม่ แลวิลัยเหลือเหมาะ เป็นวาสนาของหอยเงาะ จึงมาสบเหมาะกับรจนา. ฯลฯ
๔.  ยนต์เอ๋ยยนต์พักร์ แลวิลัยรักดังกับทองทาบทา. จะดูโอดน้องก็สะอาดดังเอาชาติเข้ามาจิ้ม เมื่อยามน้องจะยิ้มช่างขำคมสมใบหน้า. พิสดูจรหูทั้งสองข้างไม่ผิดอย่างมะยุรา. พิสถานเจ้าเอ๋ย ถ้าน้องเคยเป็นคู่ครอง ขอไห้เห็นรูปทองอันผุดผ่องโสภา. ขอไห้เสี่ยงพวงมาลัยมาไห้พี่สักหน นึกว่าสงสารคนจนเอากุศลไว้พายหน้า. ไห้พี่ขอฝากกายไว้ด้วย ชะอีแม่รูปสวยผมดัด พี่ยอมกายเป็นธาตุจะอยู่ใต้อำนาจ...รจนา. ฯลฯ (เอ๊าเป๊กพ่อ เอ๊า โยนๆ)

* สุภาษิตสอนชาย *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = ชื่นใจดอกอ้อช่อจงกล. ชื่นใจดอกอ้อฉันรักแม่ช่อจงกล. ไปไหนพี่จะไปด้วย ขึ้นเขาลงห้วย พี่ไปด้วยสักคน. ฯลฯ
๑.  ขอด้นลัดตัดวอน เป็นสุนทรนิยาย เป็นสุภาษิตไทย ลูกมิได้สับสน. สอนสำหรับตับกลอน แต่ค่อนๆ ข้างจะเยาว์ ยังยืดยื้อยุ่งอาจมีหวานคาวปะปน. ตรงตอนไหนไม่ตึง โปรดช่วยดึงทิ้งน้ำ ที่ตรงไหนใจความแล้วจดจำเอาไว้บ่น. ชายเราเข้าเข็มก็ที่เต็มใจรัก มันยังมีเรื่องยุ่งยากเรื่องรักใสข้น. รักผู้หญิงจริงแร่เราต้องแลไห้ตลอด จะเสียสิ่งสินสอดต้องตรองไห้รอดหลายหน. การรักผู้หญิงตามความจริงมีหลายรัก ท่านตรองดูรู้จักจะรู้ว่ารักมากล้น. บ้างรักแม่ม่ายที่ผัวตายผัวหย่า บ้างก็ชอบแม่ค้าที่ขายปลาขายคน. ต่างคนต่างจิตร์ ต่างคิดต่างรักว่าหลายรากมากนักความรักของชล. ถ้าแม้นเรามีเมียผิดหน่อยจะคิดถึงตัว ว่าแม่เกสรดอกบัว ... ทำไห้พี่มัวกังวล. ฯลฯ (เป๊กพ่อ)
๒.  คำโบราณขานไข ผมจำได้แน่นัก ว่าการจะปลูกต้นรัก ต้องหาแต่รักน้ำฝน. จะงามงอกดอกดวงก็เพราะที่ฟองของหล่อน ถ้ามีแมลงแขวงชอนประเดี๋ยวจะถอนรักโยน. เราพรวนดินรสน้ำแต่พองามชอบใจ ถ้าใจน้องหมองไหม้จะทำไห้ร้ายผล. จงคล้ายคำนวณพอสมควรเป็นคู่ จงพิเคราะห์ดูหยั่งรู้ใจคน. รักผู้หญิงครั้นเป็นจริงก็ผู้หยัง ขืนไปไว้ใจนางถ้าพลาดพลั้งเราคงป่น. น้องดีมีน้อยจงค่อยๆ คิดอ่าน อย่าไปเชื่อชาวบ้านที่เสียงหวานพูดวน. เราต้องตรึก เราต้องตรอง เราต้องมอง ต้องแลเข้าหาพ่อแม่ตามแต่กุศล. ท่านจะบ่นจะว่าเราด้านหน้าเข้าไป เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่คงจะไม่หยิบโยน. ไช้นะหน้าด้านขึ้นบ้านมองครัว ฝากเนื้อฝากตัวมองทั่วล่างบน. เคหะสถานนงค์ครานอยู่ไหน มัวทำอะไร? เราคอยไช้ตายนต์. สะอาดในตาหรือว่าอย่างไร? ... ในครัวเตาไฟเราดูเสียไห้ชอบกล. ฯลฯ
๓.  เราเกิดเป็นหญิง สำคัญยิ่งการครัว ถ้าแม้นจะดีจะชั่ว จะมัวหมองมนต์. ถ้าแม้นอ่อนต่อกิจชนิดเช่นนี้ ใครจะนับว่าดีข้อนี้ยังหล่น. รู้เก็บรู้งำจำคำแม่พ่อ เกรงเค้าเหล่ากอคล้ายช่อดอกสนว่าเรียบร้อยถ้อยคำ ย่อมย่ำเกรงกลัว อ่อนน้อมถ่อมตัว ความชั่วไม่ปะปน. ที่นอนหล่อนรักใครเขาซักมุ้งนอน ผ้าปูที่นอนหรือว่าหล่อนไช้โยน. ว่ารักศักดิ์สัจจะราคะราศี ระแวงไม่มีข้อนี้ดีล้น. เราจะค้นหานางงามต้องตามใจเรา เดิรเหินเบาๆ ค่อยๆ ก้าวเกรงโดน. ตามหลังผู้ใหญ่ ชื่นใจผู้น้อย ถ้าเราผิดนิดหน่อย ยอมหอยจำนนท์. นางงอนเพราะงามเราต้องทำใจเย็น นานๆ ไปจะได้เห็นเช่นสุภาพของชล. เราจะหยั่งชั่งได้นี่หนอกระไรใจหญิง ทะเลลึกจริงทิ้งดิ่งก็ยังถึงก้น. เราจะแลไห้ซึ้งหยั่งถึงน้ำใจ ยากแท้หยั่งได้น้ำใจหน้ามล. นอกจากวาจากิริยาเขามอบว่ารักว่านั่นแหละงามนัก เขาคงไม่หักรักโยน. ฯลฯ (เอ๊าเป๊กพ่อ)

๔.  เราเกิดมาเป็นชายฉกรรจ์ต้องโลมลันความรัก ข้อนี้ยากนักทำไห้ผะวักผะวน. วาจาลมปากฝากรักอนงค์ ถ้านางในใจปลงแล้วก็ลงเป็นผล. ฝากกายฝากรักฝากศักดิ์เกียรติ สองใจไม่ลิผ่าซิน่ามล. เขารักเราต้องรัก ถ้าหากเขาผลักเราต้องเกลี่ย ก่อนจะมีลูกมีเมียต้องกล่ายเกลี่ยหลายหน. คนเราทุกวันเชื่อกันนั้นยาก ปากเขาบอกว่ารัก แต่ว่ายังยากเหลือล้น. เราปลูกเรือนลงหลักก็หวังจะพักเพื่อนฝูง เราตั้งหม้อก่อยุ้งต้องหาซุงทั้งต้น. การยึดที่มั่นมันสำคัญอยู่ที่เสา ฉันเกรงว่าจะไม่ยืดยาวเหมือนยังหลาวชะโอน. อันความรักนั้นเป็นของรก เมื่อคิดถึงเอกแล้วไห้อ่อน พี่ไม่เป็นอันกินอันนอน เพราะแม่เกษรอุบล. ฯลฯ (เป๊กพ่อ ... เอ้า โยนๆ)
๕.  จงฟังหูไว้หูเถิดท่าน ผู้ดูที่ปราถอย่าหาว่าผมนี้ฉลาดคล้ายเด็กวัดสวดมนต์. จงพิเคราะห์ดูไห้ดี เพราะมันมีตัวอย่างมาแต่ครั้งกระโน้น พระรามข้ามดงตามองค์สีดา มาหารหักยักสาเหมือนยังพล่าเนื้อคน. อนงค์ไม่ได้หลงรัก แต่ว่าพวกยักษ์มันยังเหนี่ยว เพราะสีดาคนเดียวจึงทำไห้เขี้ยวยักษ์หล่น. ถ้าใครได้คู่สร้าง เช่นนางเกษร ถึงจะม้วยมอนยอมนอนวายชล. รักผัวสละมานะเที่ยวตามแกล้งแปลงเป็นพราหมบุกข้ามไพรสนธิ์. ถ้าใครได้คู่สร้างเช่นนางเมรี เพราะผู้ใหญ่ไม่ดีข้อนี้ก็ชอบกล. อาจารย์ขานไขจำไว้ตำรา พบอย่างจันทร์ตราจะต้องพล่ากันกับโจร. ลืมสั่งหวังชิดชีวิตมอดม้วย ตายเสียเพราะเมียสวยใครจะช่วยยามจน. ขุนช้างขุนแผนยังแสนขัดข้องเรื่องนางวันทองรับรองสองคน. สองใจไกลผัวมาทำชั่วลืมสัจ พระพรรวะษาจึงตรัสไห้เอาไปตัดหัวโยน. ถ้าใครได้หวังอย่างว่าแม่รจนาเนื้อเหลือง ถึงจะไปถอดรูปเปลื้องกันในเมืองสามล. ถึงจะยากจะจนไม่กังวนตกใจ กลางนากลางไร่ไม่มีใครปะปน. สองคนผัวเมียตายเสียก็ตามใจ แต่ว่านกกระทาไม่ไห้ใครถึงอย่างไรก็ต้องทน. เพราะฉะนั้นความรักเราจึงหนักกว่าภูเขา ยิ่งกว่าชีวิตของเราข้อนี้เข้าใจคน. รักเราฝังยังไม่ตรงเรื่องนงค์ๆ นางๆ เหมือนขาดไฟฟ้าเดิรทางขี้มักจะขวางถนน. ถ้าเราได้มิตรชิดห้องมาเป็นทองแผ่นเดียว ยามหนาวจะได้เหนี่ยวมิไห้เปลี่ยนใจตน. ชี้นกบอกว่านก มิได้วกไปอื่น ชี้แล้วก็คงชื่นจะหาอื่นก็ยังไม่ล้น. ผู้หญิงเป็นฝั่ง ผู้ชายหยั่งยังอ่อน ก่อนเข้าที่นอนต้องตรองก่อนเจ็ดหน. ถ้าเนื้อคู่เราแล้วคงไม่แคล้วจากหน้า แล้วแต่วาสนาจะนำพานิฤมล. ถ้าไม่ไช่เนื้อคู่ต่อไห้อยู่ไกล้ๆ ถ้าช่างหลังสร้างไว้ ถึงอยู่ไกลก็คงไม่พ้น. ว่าจิตรตาจิตรจัง ถ้าผิดพลั้งท่านจงโปรด ผมมิได้แต่บทมาพูดปดไห้ฉงน วัวย่อมมีคนค้า ม้าย่อมมีคนขี่ วาสนาเขามีคงได้ขี่หงส์ยนต์. ฯลฯ







* แม่พยัญชนะทรงเครื่อง *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = สุริโยโพล้เพล้ หญิงชายรวนเร มาฮาเฮร่วมกัน. ผมเป็นคนจนต่างตำบลมาไกล (เอาละวา) เปรียบเหมือนกระต่ายที่มั่นหมายดวงจัน.
๑.  ผมจะเรียงตัว ก. ไปถึงตัว ฮ. ไห้จบเก็บมาประมวนถ้วนครบขึ้นมาบรรจบประสาน. เจ้า ก. ไก่ตัวต้นดูหงอนขนงดงาม เจ้า ข. ไข่เดิรตามเป็นคู่ความของมัน. เจ้า ฃ. ขวดอวดเมาเขาใส่เหล้าเอามาไห้ เจ้า ฅ คน ค ควาย จงจำเอาไว้ไห้มั่น. เจ้า ฆ. ระฆังดังหง่างที่เขาแขวนเอาไว้ยังวัด เจ้า ง. งูรอบกัดมันสันชาติเชื้อพาล. เจ้า จ. จานใส่หวานเจ้าของงานกรุณา เชิญท่านเลื่อนเข้ามาผมไม่ว่าเลยสักจาน. เจ้า ฉ. ฉิ่งไม่ฉิ่งก็ฉาบผมมีอยู่ในตำหรับตั้งหมื่นกับแสนกรรณ์. เจ้า ช. ช้างเชือกผ่องที่เขาฉลองกันเมื่อคราวก่อนเลยระบือลือกระฉ่อนไปทั่วนะครเขตขัน. เจ้า ซ. โซ่เขาแขวนไว้ตามสะแท่นรายเจ๊กดูเส้นใหญ่เส้นเล็กตามร้านเจ๊กของมัน. เจ้า ฌ กระเชอเห่อกันดูลำต้นงดงามแต่ว่าใบเขียวเหมือนอย่างครามในเมื่อยามเทศกัณฑ์. เจ้า ญ. หญิงสิ่งนี้คือเมียเจ้า ก. ไก่ เขาน๊ะคุณนายทั้งเจ๊กไทยเอาได้เหมือนปลาเข้าในร้าน. ฯลฯ
๒. ¤ เจ้า ฎ. ชฎาท่ามันเก๋สำหรับลำเกใส่หัว. เจ้า ฏ. ประฏักร์ปักหัวเจ้าชายวิ่งพล่าน. เจ้า ฐ. สัณฐานที่มีอยู่ไว้ยังวัด สำหรับพระเณรอัดอัดได้แก้ขัดไปทุกวัน. เจ้า ฑ. นางมลโฑโนแพรช่างสวยแท้งามหมด ดูรูประโหงทรงยศคือเมียไอ้ทศกัณฑ์. เจ้า ฒ. ผู้เฒ่าคราวยายลูกขอกราบไหว้บูชาทั้งคุณลุงคุณป้าคุณอาของหลาน. เจ้า ณ. เณรเถรตู้แกบวชอยู่ยังวัดได้ข้างตังไปนอนกัด ศิลป์คงจะขาดลงสักวัน. เจ้า ด. เด็กเล็กๆ อย่าโหยกเหยกร้องไห้ขี้มูกลาน้ำตาใหล พ่อแม่เอ็งไปไหนกัน. เจ้า ต. เต่าเห่าโห่หัวโผล่ออกนอกกระดอง ถ้าเราจับมันหงายท้องสุดจะร้องรำพรรณ์. เจ้า ถ. ถุงใหญ่เงินจะใส่ก็ไม่มีแขวนมาหลายปีเต็มทีแล้วน๊ะฉัน. เจ้า ท. ทหารชาญชัยเข้าไปอาสาเจ้า ธ. ธงนำหน้าเข้ารบลาเยอรมัน. เจ้า น. หนูมึงยังจะสู้กูเจียะหรือไอ้หอก ประเดี๋ยวกูช่วยกันจับตอกไห้หนังมึงปอกออกไปบาน. ฯลฯ
๓. ¤ เจ้า บ. ใบไม้ใบเขียวฉอุ่มเพราะว่าฝนมันตกชุกชมมันจึงเปียกกลุ่มไปทุกวัน. เจ้า ป. ปลาหนานายผมยังตัดมันไม่ขาด ผมต้องกินมันไห้สิ้นชาติจนชีวาดับขัน. เจ้า ผ. ผึ้งหึ่งร้องกึกก้องอยู่ในไพร น้ำมันหวานแสบไส้รังเขาไช้ทำเทียนขวัญ. เจ้า ฝ. ฝาระมีปิดหม้อจงจำเอาไว้เถิดหนอน๊ะอีแม่ช่ออันชัน. เจ้า พ. พานขันรองมันเป็นของเก่าแก่ทั้งคุณพ่อคุณแม่ทวดแก่โบราณ. เจ้า ฟ. ฟันไฟไหม้กันไห้ชุกชุมในกรุงเทพไหม้กันไห้กลุ้ม ตำรวจคอยซุ่มจับมัน. เจ้า ภ. สำเภามีทั้งใบเสาวิ่งก้าวกลางทะเล ผมจิตรใจว้าเหว่มาฮาเฮร่วมกัน. เจ้า ม. ม้าถ้าฉิบหาย ถ้าแม้นใครไปเล่น ม้ามันเตะหกคะเมนจะต้องเป็นเวนฑ์หมื่นพัน. เจ้า ย. ยักษ์ภักกระสันมายืนแยกฟันเขี้ยวโผล่ผมเห็นยืนอยู่ที่วัดโพธิ์ยืนโด่มานมนาน. เจ้า ร. เรือเหลืออาลัยมีทั้งใบเรือมากแจวปลูดวิ่งประหลาด หัวไปฟาดเอาสะพาน. เจ้า ล. ลิงหยิ่งจัง แม้จะนั่งก็ไม่เป็นสุข พอเห็นผู้หญิงก็ตารุกจนกระดูกหลังรั่น. เจ้า ว. แหวน น๊ะนวลน้องเขาใส่ก้อง ขอไห้หันหน้ามาทางนี้สักหน่อยเถิดน๊ะแม่พลอย ศรีจันทร์. ฯลฯ (เอ้าเป๊กพ่อ)
๔. ¤ เจ้า ศ. ศาลาท่านได้มาสร้างไว้สำหรับผู้คนอาศัยนอนนั่ง ษ. ฤษีชีป่าท่านจำพรรษาอยู่ในไพรประเดี๋ยวนี้มาหายไปคงรีบตายขึ้นสวรรค์. เจ้า ส. เสือเหลือลับตำรวจ คอยจับกันไห้ไขว่ถ้าเป็นสอเสือไทยเขาว่าน้ำใจแกสำคัญ. เจ้า ห. หีบรีบหาใส่เสื้อผ้าไว้ ถ้าหากผมมีเมียเสียเมื่อไร? ผมจะใส่ไห้สำราณ. เจ้า ฬ. จุฬาตัวนี้ในบาลีแปลมา ถ้าใครจะเขียนนาฬิกาต้องไช้ ฬ. จุฬาตัวนั้น. เจ้า อ. อ่างตั้งไว้ในครัวไฟ. เจ้า ฮ. นกฮูกร้องฮู้กๆ อยู่ในกลางนา มึงยังจะหันมามองหน้า อีกหรือไอ้น่าจิกกระบาน. ฯลฯ

ลำเบ็ดเตล็ด ๓
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

* ป.ช. *
= ลูกคู่ = สนทยาราตรี ผมดัดเมียพี่มาแล้วหรือยัง. หอมกลิ่นกล้วยไม้คล้ายผ้าห่มน้อง สองเนตสอดปองนึกว่าน้องแอบมาฟัง. ฯลฯ
๑. ¤ น้องเอ๋ยน้องแก้วมาลืมพี่แล้วหรือเจ้า เมื่อแรกรุ่นน้องเป็นสาวมาลืมเราเสียเหินห่าง. เมื่อแรกรุ่นอรุณรักเคยฝากรักร่วมรู้ มาร่วมเรียงเคียงคู่ มาลืมชู้เสียแล้วกระมัง. ลืมเอ๋ยมาลืมคู่เสียแล้วแม่นมแมวหอมชื่น น้องไปรักกับชายอื่นเสียเมื่อคืนแล้วกระมัง. ฯลฯ (เอ้าเป๊กพ่อ)
๒. ¤ ว่าน้ำใสใจหญิง เหมือนน้ำกลิ้งบนใบบัว ว่าน้องจะดีจะชั่ว กำลังตัวเต่งตั้ง. ใครๆ ก็อยากได้ดีทั้งนั้น ทั้งคุณพี่คุณน้าแหม! ฉันรู้เรื่องแล้วมันไห้ชักระอาใจจัง. น้องได้สัญยิง นี่น้องได้สัญญา นี่น้องก็ได้พูดจาไว้ก็มาก นี่น้องมาลืมความรัก ช่างไม่กระดากความหลัง. ลืมเอยมาลืมพี่เสียหรือแม่นมแมวหอมกลุ่น ลืมเสียแล้วหรือแม่คุณที่พี่เคยคุ้นมากับนาง. ฯลฯ
๓. ¤ ลืมเอ๋ยมาลืมพี่เสียแล้วหรือน้องจ๋า แม่บุษบานารี มาทำไห้พี่หมดหวัง. หัวอกของอิเหนามันต้องเศร้าตามเคย น้องมาลืมห้องเขนยที่เราเคยพลอดพรั่ง. ลืมเอ๋ยมาลืมพี่เสียแล้วหรือแม่นมแมวหอมเย็น ว่าเราเคยเย้าหยอกกันเล่น มิได้เว้นวันวาง. ฯลฯ (เอ๊า โยนๆ)




* เพลงฉ่อย * เพลงฉ่อยสลับฉาก * ระเบิดถ้ำ *

๑. ช. โองยังโหยโหงโหงยมาพบแม่ (ชื่อผู้หญิง) ดูก็ยังไม่แก่มองๆ แลๆ ก็แปลกใจ. ไม่เจอกันมาตั้งนานปี เจอกันวันนี้สนุกใหญ่. เออ เมื่อครั้งสุดท้ายปลาย พ.ศ. เมื่อวันจันทร์ปีจอพี่ก็ยังจำได้. ได้ข่าวลือลั่นกันกระฉ่อน ว่าเปิดถ้ำฝึกมังกรกันเป็นการใหญ่. มังกรอาละวาดลงไปพาดหาง อ้ายตรงถ้ำไม่พังหรือ ก็ยังไง? นี่มันไม่สู้จุ่นจู๋จับเจ่า เป็นมังกรตัวเก่าหรือว่าตัวใหม่. ถ้ามังกรตัวใหม่มันจะคายพิษ เพราะมังกรมีริษมันจะพ่นไฟ. จงเล่าระลอกบอกไห้แจ่มแจ้ง ฉันยังคิดคลางแคลงคิดสงสัย. ส่วนแม่ (ชื่อผู้หญิง) แกหุนชักเพี้ยน ถูกเขาจุดเทียนระเบิดถ้ำใหญ่. จะเปิดก็เปิดระเบิดโป้งฉันจะได้โก้งโค้งมองก็ข้างใน. ฯลฯ
๑. ญ. เอ๋ย ... พ่อ (ชื่อผู้ชาย) พ่อเงาะป่า รูปร่างหน้าตาจำก็ไม่ได้. ว่าหน้าแกก็ดำเหมือนกับครามถ่าน แหม! ไม่ได้พบหน้าห้าปีกลาย. แกได้ข่าวเล่าลือกันกระฉ่อนว่าเปิดถ้ำฝึกมังกรกันเป็นอย่างไร? ตรงมังกรพาดหางมันไม่พังแน่ เพราะเป็นถ้ำเก่าแก่หลายสมัย. มันเป็นถ้ำทองของก็ประเสริฐ ตั้งแต่ (ชื่อผู้ชาย) แกยังไม่เกิดฉันจะบอกไห้. มันเป็นถ้ำมีค่ามหาเสน่ห์ (ชื่อผู้ชาย) เอ๋ยอย่าเกเรจงกราบไหว้. ฯลฯ (หญิงร้องต่ออีกคนหนึ่ง)
๑. ญ. เอ๋ย ... ว่า (ชื่อผู้ชาย) หน้าย่นร้องวนเวียน เขาจะจุดเทียนระเบิดถ้ำใหญ่. จุดเทียนจะระเบิดก็ระเบิดถ้ำ มองหาคนคลำยังก็ไม่ได้. ว่าจะเปิดก็เปิดระเบิดโป้ง พ่อ (ชื่อผู้ชาย) จะโก้งโค้งมองก็ข้างใน. แม่ (ชื่อผู้หญิง) ก็ถ้ำทอง ฉันก็ถ้ำเพ็ช พ่อ (ชื่อผู้ชาย) อย่ามาเยศฉันก็ไม่สน. แกไม่มีหวังมานั่งมองเพราะมันเป็นถ้ำทองมีค่าหลาย. ถ้ำของข้าปิดมาหลายปี ฉันไม่เปิดดอกเจ้าผีเอ็งจงรู้ไว้. ว่าจะเปิดจะเปลื้องมันเรื่องของฉัน มันไปหนักหัวกระบานแกก็เมื่อไร. ขืนมาพูดมากปากเส็งเคร็ง เดี๋ยวแม่ปาหัวด้วยกางเกงชั้นใน. ฯลฯ (หยุดไห้ชายร้องแก้)
๒. ช. โองยังโหยโหงโหงย ... ถามดีๆ มีทีท่า หนอยแน่มาว่าด่ากันได้. ส่วนแม่ (ชื่อผู้หญิง) จะไห้กราบ ส่วนแม่ (ชื่อผู้หญิง) ก็ขนาบเสียยกใหญ่. ว่าน้องเอ๋ยว่าน้องสาว จะมาจิกหัวด่าเราไช้ก็ไม่ได้. ถ้าเขาด่าเรา เราก็ต้องด่าตอบ อยู่ในเขตขอบแต่ก็กฎหมาย. ถ้ำทองถ้ำเก๊ถ้ำเสน่ห์เมฆบัง ว่ากันไห้พังเป็นถ้ำๆ ไป. ว่าถ้ำสองถ้ำนี้มันง้ำชะโงกสักหน่อย หญ้ารกจะทำก็อย่างไร? มังกรอาละวาด ว่าจะพาดหาง แย่ ... มันจะแหย่เข้าไปไช. ฯลฯ (หยุดไห้ผู้หญิงร้องต่อไป)
๒. ญ. เอ๋ย ... ชื่อ (ชื่อผู้ชาย ๒ คน) จ๋าพี่มาว่าน้องนี้ด่า ช่างไม่ไว้หน้าก็อาฌาสัย. เขาว่าถ้ำๆ นั้นก็ชะโงก แหม! เขาว่าถ้ำสองถ้ำนั้นมันง้ำก็ชะโงก อีกสักหน่อยหญ้ารกจะทำก็อย่างไร? มังกรอาละวาดฟาดหางแย่ หางมังกรมันจะแหย่เข้าไปชอนไช. ว่าเรื่องมังกรอย่ามาย้อนยอก ระวังมังกรมันกลับมาตอกเมียแกตาย.
๒. ญ. เอ๋ย ... เรื่องมังกรอย่ามาย้อนยอก ระวังจะกลับมาตอกเมียแกตาย. นี่เจ้าพวกปากหมา พวกเจ้าบ้าดูหมิ่น ต้องไห้กินส้นตีนถึงจะหาย. ถ้าหญ้าจะรกปกปากถ้ำ มังกรมันจะคลำนี่ก็เอาหางไช. หญ้าฉันมันยังไม่รกขึ้นมาปกแน่ ฉันจะไห้พวกแกคอยกวาดไว้. ค่อยๆ เอาน้ำล้างถางปากถ้ำ ยืนเป็นยามผลัดเปลี่ยนไป. ถ้าใครยืนไม่หลับไม่รับยาม จะจับหน้าโขกปากถ้ำไห้ตาลาย. ฯลฯ (หมดชุด)
* เพลงฉ่อย * ป.ช. * เกี้ยวโลม *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

๑. ช. โองยังโหย ... โหงยังโหงย ... มาประสบพบพักรูปร่างหน้ารักเออว่าน่าใคร่. ว่าคนไหนแน่ที่เป็นแม่เพลง คุยโขมงโฉงเฉงที่ว่าพ่อไช้. เรารองมาปะทะปะคารม ว่าปากใครมันจะคมกว่าใคร. ฯลฯ
๒. ช. โองยังโหย โหงยังโหงย ... พี่จะบอกออกปากขอฝากรัก ไห้แจ้งประจักรของความจริงใจ. ความรักของพี่ที่มีต่อเจ้า ประดุจดังเขาหิมาลัย. เหตุนี้พี่ถึงพึงประสงค์ จะบอกความตามตรงไห้มันโล่งใจ. ว่าอึดอัดแน่นอกแทบอักเสพว่าศรกามเทพปักหัวใจ. เพราะกามเทพเข้ามาแผลงศร ยามกินยามนอนนึกถึงนางใน. ว่านั่งนึกนอนนึกรู้สึกกลุ้มโรครักร้อนลุ่มเหมือนยังกะสุมไฟ. ถึงไม่ได้เห็นตัวขอไห้ผ้าไห้ตายโหงตายห่าขอสาบาลไห้. นอนละเมอเพ้อขวัญอยู่ทุกวันทุกวี่ พอหลับตาเห็น ... ผ้าล่ำไป. ฯลฯ
๒. ญ. เอ๋ย ... นอนละเมอเพ้อขวัญอยู่ทุกวันทุกวี่ พอหลับตาเห็น ... ผ้าเลื่อยไป. ทุกๆ วันฉันก็งงงวย ว่าหลับตาเห็น ... หน้าผู้ชาย. ว่าเห็นผู้ชายเขามาใส่สม แม่สาวน้อยก็ไม่ล้มน้ำใจ. จึงจัดแจงแล้วว่าแต่งตัวหวีหัวผัดหน้า เห็นหนุ่มๆ เขามากลุ่มกลิ่ม ฉันก็เลยโปรยยิ้ม ออกไปไห้. ฯลฯ
๓. ช. โองยังโหย โหงยังโหงย ... เห็นหนุ่มๆ เขามากลุ่มมากลิ่ม เธอก็เลยโปรยยิ้มออกไป. หนูก็ยิ้มพี่ก็ยิ้มถามว่าใครจะนิ่มกว่าใคร. ฯลฯ
๓. ญ. เอ๋ย ... ว่าหนูก็ยิ้มพี่ก็ยิ้มว่าใครมันจะนิ่มกว่าใคร. เขาว่ามันมีความหมายอยู่สายตา แต่พอว่าเธอยิ้มมาเขาก็ยิ้มไป. นี่ผู้หญิงเขายิ้ม ผู้ชายต้องแย้ม จมูกกับแก้มมันไม่ใช่อื่นไกล. เอ้อ หย่าหยาอย่ามาแก้ผ้าแทนเด็ก ว่าอ้ายเรื่องแก้มเล็กหรือว่าแก้มใหญ่. อ้ายแก้มข้างบนมันแก้มของนาง อ้ายแก้มข้างล่างมันแก้มควาย. ฯลฯ.
๔. ช. เอิองยังเงยโหงโหงย ... แม่ (ชื่อผู้หญิง) แม่คุณจ๋าฉันมองเห็นหน้าแล้วก็ชอบใจ. ช่วงล่างหรือว่าช่วงบน แม่น่ามลศิวิลัย ฉันนึกรักเธอหนักหนา ตั้งแต่เห็นหน้าของแม่นางใน. เขาลือกันนักกันหนา เขาว่าคุณมรณามาก็นานหลาย. เขาลือว่าแม่ตายตั้งแต่ปลายเดือนแปด ว่าตั๊กกะแตนกัด ... ขาเธอตาย. ฯลฯ.
๔. ญ. เอ๋ย ... เขาลือกันว่าฉันตายเสียเมื่อปลายเดือนแปด ว่าตั๊กกะแตนกัดตาย. ฉันไม่เคยตายเสียเมื่อปลายเดือนแปด มาดูที่ปลาย ... คางยังไม่หาย. ของฉันไม่หายของฉันยังอยู่ว่ามุดหัวเข้ามาดูไวๆ. ของฉันขาวปลอดยอดแซมสี ยกมือไหว้ ผีซิเป็นไร? ฯลฯ

๕. ช. โองยังโหย โหงยังโหงย ... นี่ของเขาขาวปลอดยอดแหลมจี๋ ยกมือไหว้ทีหนึ่งก็เป็นไร. ไหว้พระไหว้จ้าวยังพอเข้าท่า เอ๊ะไหว้อย่างว่าก็ไม่เคยไหว้. เอ๊าจะรองสักหนแม่คนสวย จะไหว้ด้วยจั๊บด้วย... เป็นไร? ฯลฯ
๕. ญ. เอ๋ย ... พ่อ (ชื่อผู้ชาย) จะสนแต่แม่คนสวย ไหว้ด้วยจั๊บด้วยเป็นไง. หากแม้เจ้า (ชื่อผู้ชาย) ตัวสวยจะไหว้ด้วยจูบด้วยก็ยังได้.
๖. ช. โองยังโหย โหงยังโหงย ... หากแม้นว่าพี่เป็นตัวซวย ไหว้ด้วยจูบด้วยก็ยังได้. เอ๊ามารองกันสักหนเถิดแม่คนสวย จะจูบด้วยปิดด้วยเป็นไง. ฯลฯ (หมดชุด)

* เพลงฉ่อย * ฉ่อยชุดแรก * * ถามตอบ*
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

๑. ญ. เอ๋ย ... เรามาว่าเพลงฉ่อยไห้อร่อยเหาะ ว่ามันจะเพราะหรือไม่เพราะคงมีเม็ดพลาย. นี่ผู้ชายก็มา นี่ผู้หญิงก็มีฝีปากใครจะดีรองดูได้. มารองกันดูสู้กันกันพัก ว่าใครจะปากจัดสักเท่าไร? ว่ายกเท้าเข้าโรงเดิรตรงยาตรา เหยียบแข้งเหยียบขาไม่ว่าใคร. ฯลฯ
๒. ญ. เอ๋ย... สองเกลอเจอหน้ามาวันนี้ บอกว่าสวัสดีนะพี่ชาย (ว่าชื่อชายหญิงทั้งหมด) ก็มา (ชื่อคนสุดท้าย) ก็หมา ขอโทษเถิดหนาแกมาๆ เมื่อไร?. ฯลฯ
๓. ช. โองยังโหย โหงยังโหงย ... พี่พากันมามากหน้า เจียวน๊ะว่าหลายนาย. ไม่มีใครเมาฉันมา น้องอย่าพูดจาไห้มันจัด ไห้มันมีมรรยาท เอ็งมาสามารถพูดกับผู้ใหญ่. ที่มายืนต่อหน้าฉันเขาเป็นอาจารย์ อย่าพูดจาจัดจ้านช่างไม่เกรงใจ. บอกว่าสวัสดีแม่โฉมยงค์ไห้แม่เดิรเข้าองค์เสียไวๆ ... แหม! เข้าองค์เหมือนยังโหงจะบิน เรามาต่างถิ่นและว่าแดนไทย. เรามาดูหน้าเนื้อนุ่มๆ และตาหวานว่าคนไหนจะขยันกว่าใคร. ฯลฯ
๔. ญ. เอ๋ย ... พ่อหนุ่มคนขยันว่าคนไหนมันจะมั่นกว่าใคร. เออพวกผู้ชายก็มา มากันมากหน้าก็ว่าหลายนาย. ฉันมีเนื้อความถามพี่ว่ามากันตั้งสี่ มากันตั้งสาม เออว่าตั้งสี่ ถามว่าพี่มากับใคร. ฯลฯ
๕. ช. โองยังโหย โหงยังโหงย ... พี่ก็มามากันมากหน้าก็ว่าหลายนาย. เธอมีเนื้อความถามพี่ว่ามาก็กับใคร. พอเจอหน้าสวยตาก็จ้องเหลือบเนตเข้าไปมองจ้องชะม้าย. เออพี่มากันตั้งสามและสี่ ... หมายจะจับ ... ขยี้นางใน. ฯลฯ
ช.ญ. เอ๋ย ... มากันตั้งสามตั้งสี่ นี่เธอสามัคคีมากับใคร. พอเจอน่าสายตาก็จ้อง เหลือบเนตเข้าไปมองจ้องชะม้าย เอ้อว่าพี่มากันตั้งห้าและสี่ หน้าตาหล่อดีกว่าหนุ่มคนใด. แหม! พวกพี่มาๆ ทั้งห้าทั้งเจ็ด ทั้งแปด พี่มุดดอดรอด ... แดดมาได้ยังไง. ฯลฯ

* ลำตัดร้องเกี้ยว *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = คนฟังเขาก็ฟัง เอย ... ต่างก็ตั้งตาแล ... มีทั้งหนุ่มทั้งแก่ ... ตั้งตาแลชมเธอ ฯลฯ
๑. ช.  เธอจ๊ะ เธอจ๋า แหมใบหน้าเธอแจ๋ว ถ้ามันจะต้องเกี้ยวกันเสียแล้วน๊ะอ้ายแก้วเพื่อนเกลอ. ขอเวลาสักประเดี๋ยว ฉันขอเกี้ยวสักนาที วันนี้มาเจอหญิงจะไม่ผิงจะหาว่าเซ่อ. สวยๆ อย่างนี้เพื่อนเอ๋ยจะหาผิงได้ยาก แต่ต้องระวังไว้ไห้มากพวกนี้ฝีปากซุปเป้อร์. ถ้าซุปเป้อร์ที่ปากข้าไม่อยากจะเข้าไกล้ ถ้าขืนจีบไม่ถูกใจประเดี๋ยวแม่ไร่เอาหน้าเหรอ. จะไร่หรือไม่ไร่อะไรๆ ฉันไม่รู้ มาเห็นโน่นเห็นนี่ของแม่หนู จะร้องอู้ฮุโอ้โฮ. เธอสวยมีเกรษ เธอสวยสะเด่ามีเกรษ ยังกะมิสเดชเทเล่อร์. ช่างสวยสดหมดทุกสิ่ง งามพริ้งน่าคิด จะไปอยู่อเมริกาหรืออังกฤษ คิดว่าฮี้ดอาริเด้อร์. ฝรั่งเห็นน้ำลายเร็ด ว่าเฮ้ดออลาย นำเบอร์วัลไช้ได้ โอ้บั้นท้ายสะเร็นเด้อร์. ขอโทษเถิดเนื้อทองบ้านช่องอยู่ไหน เป็นคนที่เท่าไร ทำงานอะไรนี่เหลอ ดูรูปร่างกระทัดลัด ส่วนสัตย์ก็เหมาะสม คิ้วก็โก่งคอกลม เหมือนขนมสามเกลอ. ถ้าน้องร้องพี่ไม่รังเกียจ พี่อยากจะเบียดเข้าไปใกล้ แล้วจะคิดว่าอังกฤษปนไทย ว่ายูไอเลิ๊บเยอร์. ฯลฯ. (หยุดไห้ผู้หญิงร้องแก้ตอนนี้)
= ลูกคู่ = ถ้อยคำลำพรรณ์ ... เสกสันต์มาเป็นกลอน. เมื่อจะบินจากไป ... ไม่เห็นใจบังอร. ฯลฯ
๒. ญ.  พ่อทองคำกับจำนงเอ๋ย. เจ้าน้องชายมาพูดจาปราสัย แกช่างเข้าใจขอดข้อน. เสียงแจ้วๆ จับใจน่าอาลัยยิ่งนัก พอเจอะเจอรู้จักเข้าฝากรักแน่นอน. ว่ารักจริงหรือรักเล่นยังไม่เห็นน้ำใจ เธออย่ามาทำมักง่ายทำเป็นชายเลือดร้อน. เธอเป็นชายใฝ่ใจสนุก หาความสุกได้เสมอ เราเป็นหญิงสิ่งบำเรอพวกเธออย่าใจร้อน. ที่เธอมาออกปากเห็นจะยากไปสักหน่อย น้องเป็นหญิงสิ่งนี้มีราคีหมองมัว ต้องรักตัวสงวนตัว ไม่เมามัวสำส่อน. อย่าทำมักง่ายเห็นแต่ได้ฝ่ายเดียว ไม่ใช่หญิงท่องเที่ยวจะได้มาเกี้ยวกลางบ่อน. ที่นี่เป็นที่ชุมชนดูผู้คนพลุกพล่าน ถ้ารักจริงก็ไปที่บ้าน จะจัดการรับต้อน. น้องจะคอยต้อนรับบอกไห้ทราบทั่วหน้าทั้งข้าวปลามุ้งหมอน. หมายปองต้องการขอเชิญที่บ้านฉันน๊ะคุณ ... แล้วจะกวาดไต้ถุนไห้แกนอน. ฯลฯ (ชายร้องต่ออีก)
= ลูกคู่ = สนทยาราตรี ผมดัดเมื่อพี่มาแล้วหรือยัง. หอมกลิ่นกล้วยไม้คล้ายผ้าห่มน้อง สองเนตสอดมองนึกว่าน้องแอบฟัง. ฯลฯ
๓. ช.  ฟังแล้วรำคาญมาประจานผมได้ ผมมีเมียหมาที่ไหน มาเจอหญิงไทยรุงรัง. หญิงชายนายมาอย่าไปเชื่อ (แม่ห็องกับแม่ทวนเลยหนา) เธอนี่จะบ้าหลายอย่าง. หมูหมาไม่ต้องมาอ้างจริงน๊ะ อีนางเปรตเอาคำเท็จขึ้นมาอ้าง. อย่าไปเชื่อคำเท็จนั้น ผมสาบาลไห้ก็ได้ว่า หมูหมาผมเคยเสียเมื่อไหร่ ถ้าเป็ดไก่พอเป็นบ้าง. เป็ดไก่ก็ไช่ชั่วไปหมดทุกตัวเสียเมื่อไร เป็ดตัวไหนมันไม่ไข่ผมจึงจะได้ไร่จับหาง. อันที่จริงเปรียบไก่มีนิสสัยชอบขุน ยังผูกพยาบาตรขาดฉุย คราวที่คุ้ยกองฟาง. เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่มันคอยแต่ได้เสียข้าว กุ๊กๆ กิ๋วๆ เข้าเล้าใครเล่าจะไม่เอามันบ้าง. พอรู้เรื่องแล้วคือร่อนพวกปากบอนทั้งหลาย (แม่ห็องกับแม่ทวนนี้) ถ้ามาบ้านนอกเมื่อไรถ้าไม่ตายเราต้องฝัง. หมาของเราเลี้ยงไว้มันเรื่องอะไรของเจ้า เราเลี้ยงมาเสียน้ำข้าว เรื่องราวอะไรของนาง. เราพอจะมีคู่ชม เราเรียกค่าน้ำนมค่าข้าว เลี้ยงมันโตมาเป็นสาว เราต้องคิดค่าน้ำข้าวของเราบ้าง. เลียน้ำข้าวเช้าเย็นเห็นว่าเขาไม่เป็นซุ่มเสียง เวลาหางมันมาข้างเคียงหวังจะระเบิดเสียงไห้มันดัง. เรื่องมันเลยแตกมันต้องบทข่าว เรื่องข้าวมันก็ไม่ห่อน ต้องจับมาดัดไห้หางงอน เผื่อมันจะหอนกับเขาบ้าง. ใครจะมาหาเรื่องโกรธเคืองผมไม่ได้ หมาเราเลี้ยงของเราไว้ ... จริงไหมท่านผู้ฟัง. ฯลฯ (รับ) โอ้เจ้าพวงดารา น้องไม่เมตตาอุราสะท้อน

* ลำเกี้ยว *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = สาลิกาโผมาทางไหนแน่ สองตาคอยแลแล้แล โอ้แม่แพรผืนนาง.
๑. ช.  ว่ายนต์โฉมประโลมรัก ว่าน้องนักลำมะนา แม่สาวๆ เขามาไห้ระล้าระรัง. ล้วนแล้วแต่แพรวพราว แม่เป็นสาวสมบูรณ์ แน่ะดูพวกแม่คุณช่างสมบูรณ์ดีจัง. ดูเนื้อหนังก็อวบอัด ดูสมัดน่าชม จะดูเนื้อดูผ้าห่ม แต่ว่าผมไม่ค่อยตั้ง. ปล่อยผมยาวเกล้าสรวย มองดูสวยเข้าแก๊ปช่าง สวยงามตามแบบหน้าแอบหน้าอัง. ลักษณะแบบนี้คงจะไม่มีโรคภัย พี่นึกอยู่ในใจคงถึงในเนื้อหนัง. คนที่สองนั้นมองขำ คนที่ดำก็งามดี ในดวงดาวแม่คนนี้ดูไห้ดีหน้าผากกว้าง. มากันทั้งสองทั้งสามล้วนแต่งามเหมาะสม มันทำไห้พี่ลืมอารมที่ได้ชมเรือนร่าง. ล้อเล่นขวัญตาดอกอนิจจายอดหญิง แม่กล้วยไม้ไหวติงอย่าได้มีสิ่งระคาง. ดูหน้าตาก็เอิบอิ่ม เมื่อเจ้าจะยิ้มจะแย้ม หน้ายาวขาวแฉล้มงามประดุจดังแหม่มฝรั่ง. แม่เป็นสาวชาวอิสลาม ดูช่างงามจริงแหละ พี่ขอชมว่าอีแม๊ะนี่ช่างเหมาะและดีจัง. ฯลฯ (ร้องต่อ)
๒. ช.  แม่งามปลอดยอดสร้อยพี่ถามหน่อยแก้วตา จะเป็นชาวสวนหรือชาวนาว่าอนิจจาร้อยชั่ง. ว่าจะเป็นชาวนาทำไมหน้าจึงนิ่มนวล ดูสัตย์ดูส่วนเป็นชาวสวนเสียแล้วกระมัง. ถ้าแม่หนูอยู่สวน แต่แล้วคงล้วนแต่ผู้คน บอกพี่หน่อยเถิดน่ามลน้องอยู่บางบนหรือบางล่าง. สวนไทยหรือสวนเจ๊ก สวนเล็กหรือสวนใหญ่ ว่าส้มสูกลูกไม้มีอะไรอยู่บ้าง. เจ้าคงจะไม่ค่อยสน พืชผลทวี คงค้าขายราคาดีถึงราศีเธอเปล่งปลั่ง. เรื่องงานฉันน๊ะรู้จะยกคูขุดลอก เออฉันรับไช้เธอไม่ต้องบอกไม่กลับกลอกทิ้งกว้าง. ฉันไปอยู่แม่หนูไว้ใจไม่ว่างานอะไรฉันทำได้ทุกอย่าง. ยิ่งเจ้าของสวยๆ ค่อยมาช่วยเอาใจ จะยอมไห้เข้าไช้จะยอมตาย ... ก็เพราะนาง. ฯลฯ (ร้องต่อไปอีก)
๓. ช.  เหมือนช่วยคนใบ้เอาบุญเถิดแม่คุณคนดี มาเป็นไมตรีโปรดช่วยชี้นำทาง. เป็นลูกจ้างไม่ดีเอาอย่างนี้ก็ได้ จะติดต่อผลไม้เอาไปขายดูบ้าง. จะลงทุนหมุนทรัพย์ที่จะขยับขยายเออพี่จะยอมไห้เธอไช้จะยอมตายก็เพราะนาง. จะลงทุนหมุนทรัพย์พี่จะขยับขยาย เรื่องทำมาค้าขายพี่ทำได้ทุกอย่าง. พี่มีความสามารถเดิรตลาดหรือนายหน้า เรื่องการขายค้าพี่มีราคาหลายชั่ง. มีผู้หญิงเขามาหามาปรึกษาพี่ก็มี บ้างก็มาคิดบัญชีบางทีก็มีติดค้าง. ถ้าแม่หนูสนใจอะไรแล้วละก้อ หรือจะมาติดต่อคงไม่มีข้อขัดขวาง. เธอว่างงานมาเที่ยวที่บ้านบ้างซี แล้วหาหมากดิบหน้าถี่ๆ มาฝากพี่บ้างซินาง. ถึงแม่หนูจะเอามาขายฉันจะไห้ราคา ฉันยังไม่เห็นหน้าต้องขอผ่าดูยาง. ถ้าหากหมากเจ้าหน้าสะอาดความฝาดไช้ได้ ฉันเหมาหมดทั้งทะลายไม่เสียดายสตางค์. ฉันเคยซื้อไม่ได้สนเพราะเคยโดนมาเสียมาก กินแล้วไม่หายอยากเจอเอาหมากไม่มียาง. ฯลฯ (หยุดไห้หญิงร้องต่อ)
= ลูกคู่ = คุณเอ๋ยคุณพี่จะตัดไมตรีไม่มีเยื่อยาง. เห็นหน้าน้องทำมองเมิน คงจะเจริญทำเป็นเขินระคาง. ฯลฯ
๑. ญ.  ได้ฟังเฉลยที่มาเผยทำนองว่าสาลิกาลิ้นทองที่เขามาร้องร่ำสั่ง. ว่าโหยหวลครวนคล่ำที่มาล่ำพรรณา พ่อหัวเก่าเจ้าปัญญา มาพูดจาหลายอย่าง. ฉันนั่งฟังนั่งพิสูจน์ที่เธอมาพูดเปรียบเปรย ทำปากเปราะไห้มันเคยพ่อตัวเต้ยตัวตั้ง. ทำปากคอตอแยฉันไม่แคดอกพ่อโข่ง ถึงจะมีหลักคับโครงฉันไม่หลงเดิรทาง. ว่ารู้เล่นเช่นเราพอรู้เท่าทันคน คิดว่าฉันจะยนต์ทำเป็นคนเพ้อคลั่ง. อย่ามาทำปากหวานไห้รำคาญขายหน้า ที่จะไช้วาจาควรมองหน้ามองหลัง. เข้าเบียดกายฝ่ายหญ้า เข้าพาดพิงท่าทีคนๆ นั้น คนๆ นี้ ถึงกับมีความหวัง. คนนั้นสวยคนนี้สวยพูดเสียด้วยอารม ถึงจะตั้งตาชมเขาว่าคมหลายอย่าง. ว่าฉันสาวอิสลามสวยงามจริงแหละเห็นเขาบอกว่าอีแม๊ะว่าอีและสวยจัง. เห็นผ่านตาก็ทำท่าเกาะแกะทำกลุ่มกลิ่มยิ้มแสยะ ... หน้าเหมือนแพะของอาบัง. ฯลฯ (ต่ออีก)
๒. ญ. ¤ มานั่งฟังคำนางที่เธอมาล้างขารไข แหมว่าเลือกสวนนาไร่มาจารนัยไห้เขาฟัง. มาปรารถนามาพูดจาชี้ชวน เห็นผู้หญิงชาวสวนพูดชักชวนชี้ทาง. ว่าอยากจะรู้เชิญไปดูสักทีว่าพ่อทองคำกับพ่อสวงษ์จ๋าพี่ ว่าเลือกสวนของเรามีเวลานี้ฉันปล่อยว่าง. (ว่าพ่อทองคำกับสวงษ์) อยากจะรู้เชิญไปดูสักทีว่าเลือกสวนฉันก็มีเวลานี้ฉันปล่อยว่าง. ฉันไม่ค่อยจะได้ทำเรื่องกรากกรำลำบาก มันยุ่งยากไม่ค่อยจะได้ถากได้ถาง. อ้ายบนร่องบนคูไม่ค่อยได้ดูได้แล ไม่อยากแยแสนานๆ จะแลมันสักครั้ง. ไม่มีใครเขาช่วยดูก็ปล่อยอยู่อย่างนั้น ถ้า (พ่อทองคำ) จะต้องการไปในถานลูกจ้าง. ไปอยู่ต้องขยันอย่าไห้สวนฉันสกปรก หญ้าตรงไหนขึ้นรกเธอต้องถกเธอต้องถาง. แต่ไปอยู่ต้องขยันอย่าไห้สวนฉันสกปรก หญ้าตรงไหนขึ้นรกเธอต้องถกเธอต้องถาง. เราต้องพยายามตามไปด้วยความสามารถ เราชอบคนที่สอาดอ้ายเรื่องกวาดเรื่องล้าง. หนักเอาเบาสู้เราต้องเป็นผู้อดทน ไปดูแลพืชผลอย่าหัดเป็นคนมือห่าง. ฉันอยากจะได้คนดีจะได้ไม่มีใครมากวน ได้ปากเบาๆ ไปเฝ้าสวน ... จะเลี้ยงไห้อ้วนพุงกาง. ฯลฯ (ต่ออีก)

๓. ญ. ¤ ถ้าพ่อทองคำสนใจ ฉันก็ไม่ขัดข้อง คนอย่างเธอฉันมองคงจะคร่องท่าทาง. ท่าทางแกก็ดีราศรีก็สมส่วน ไปซิพ่อหน้านวลไปเที่ยวสวนกันสักครั้ง. ในสวนของฉันก็ล้วนแต่พันธุ์ผลไม้ เป็นสวนขนาดใหญ่ผลไม้มีหลายอย่าง. มีทั้งน้อยหน่า มังคุด ละมุด พุททรา ส้มโอ ส้มซ่า ลูกหว้า ฝรั่ง. ทุเรียน ขนุน องุ่นผลงอม กล้วยไข่ กล้วยหอมมีพร้อมหลายอย่าง. มะเขือเขียวขาว มะนาว มะกรูด มะพร้าว มะพรูด มะกรูด มะปราง มะละ มะลุม มะตูม มะต้อย มะพลับร่วงผล็อย ส้มป่อยเห็ดฟาง. เมื่อตะกี้ฉันฟังความแกมาถามถึงเรื่องหมาก แหม! หมากของฉันดีมาก เพราะเป็นหมากพันธ์ล่าง. ของฉันจะซื้อจะขายต้องได้ราคา แต่เขายังไม่เห็นหน้า เขาอยากจะผ่าดูยาง. จะซื้อจะขายไม่เป็นไรดอกคุณขาพ่อทองคำเจ้าขา เป็นหมากดิบเราต้องผ่าดูหน้ากันบ้าง. ธรรมดาหมากดิบเขาก็ต้องหยิบดูกันได้ ดูหน้านอกมันไม่เท่าไร ดูหน้าในถึงจะกระจ่าง. หมากของฉันรับรอง เพราะมันเป็นของพันธ์ดี รองผ่าหมากดูซี ถ้าหน้าไม่ดี ไม่เอาสตางค์. ฯลฯ

* ร้อง * เปลี่ยนชุดใหม่ * เดี่ยว *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = แสงทองส่องงาม จวนจะย่ำพระสุริโย ดุเหว่าเล่าร้องก้องกลางดง ได้ยินแต่เสียงไก่หลงเข้ามาส่งสำเนียง.
๑. ญ. ¤ ประสานมือขึ้นอ่อนๆ ขึ้นมาวอนวันทา อีกทั้งชาวประชาที่ท่านได้มาพร้อมเพลียง. ระงับโทษโปรดด้วยจงชูช่วยดิฉัน ในเชิงเช่นประชันไม่เชี่ยวชาญสำเนียง. เรามิดชิดเชื้อช่วยจานเจือจุนค้ำ หากพวกแกเสื่อมทรามอย่าได้ซ้ำเติมเสียง. ฉันนักกลอนอ่อนหัดไม่เปลื่องปราถปรีชา เต้นลำทำท่าเอ้กาไม่พอเพียง. สัปกระแสแปรปรวนจะแหบหวลคำหอม มันไม่ละมุลละม่อมกลมกล่อมเกลาเกลี้ยง. มันเกลี้ยงกลมเกลียวกลาวได้แต่กล่าวกล้อมแกล้ม ไม่แช่มช้อยแฉล้มฉลาดแหลมสำเสียง. ถ้าตกหล่นต้นใบขอจงได้ปราณี ... ช่วยอุปถัมนารีเอาไว้อยู่ที่ ... ข้างเตียง. ฯลฯ (ร้องต่อไปอีก)
๒. ญ. ¤ สมองใหม่ร้ายพูม ว่านึกกลุ้มแสนกลัว จิตรใจกระสันสั่นระรัวสุดจะเอาตัวลีกเลี่ยง. อดูรย์โดยแดดิ้น ด้วยต่างถิ่นแดด้าว แสนรันทดโศกเศร้าหัวอกของสาวแทบจะเป็นเสี่ยง มาเจอจู่คู่ขันกับคนสำคัญวันนี้ จะแหนงหน่ายหน้าหนีมันสุดที่จะบ่ายเบี่ยง. จะรองไห้รู้ราตรีก็สุดที่จะประชัน จะทัดทานถากถางก็หมดหนทางที่จะเถียง. ถ้าทราบตั้งแต่ต้นหนแรกก็จะมาแบกความอาย จะหลบลี้หนีกายจะยอมอายไม่หลีกเลี่ยง. ไห้อัดอั้นตันใจจะหนีไปก็ไม่พ้น จำฝ่าฝืนยืนทนจนกว่าคนจะสุดเสียง. เหมือนเธอเอาเสือบ้าบั่นมาอยู่ในป่ากลางดง จะสิ้นซากชักงง ... พ่อเสือโคร่ง ... นอนเรียง. ฯลฯ (หมดชุด)
* ตั้งทัพ * เปลี่ยนชุดใหม่ * จับศึก *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = ไชยเอ๋ยไชยโย เสียงใครร้องโห่ไชยโยร้องคำ ... เสียงใครไต้เหนือ จะสิงห์หรือเสือ ถ่อเรือหาความ. ฯลฯ
๑. ช. ¤ นี่ผมจะร้องไห้พี่น้องท่านฟัง ถ้าตอนใดระคายบ้างโปรดกรุณังแนะนำ. เมื่อตกหล่นต้นใบโปรดอภัยไห้กระผม ถ้าเธอหวังชมฟังถ้อยคารมทุกคำ. ฟังดูรู้เรื่องไม่ไห้เปลืองเวลาลำตัดเขาจัดมาตามเวลาร้องลำ. วงไหนใครแน่ฟังกระแสประสาน น้องนี้หรือคือตัวการที่เป็นทหารลือนาม. พี่ยังไม่ทราบว่านี่กองทัพของใคร มีวาจาปราสัยพี่จึงได้ใส่ทักถาม. ใครหนอใครที่เป็นแม่ทัพ ที่กำกับโยธา ใครหนอใครที่เป็นหัวหน้าอาวุธมีมาล้นหลาม. ทั้งปืนเล็กปืนน้อย มีทั้งนายร้อยนายพัน อาวุธยาวอาวุธสั้นจะมารังควานหาความ. (แม่ยกกับแม่ทวน) รุกขึ้นมายืนชักปืนอะไรทำไมถึงไกไม่มี ปืนแม่สองคนนี้ทำไมถึงมีแต่ด้าม. ทัพทหารหญิง น้องเตรียมยิงทัพไทย นี่มาเจอทัพผู้ชายมาตั้งค่ายประจำ. ทัพต่อทัพเข้ามาสมทบ วันนี้มานงเยาว์ น้องปืนสั้นพี่ปืนยาว ... วันนี้มาเข้าสงคราม. ฯลฯ
๒. ช. ¤ ทัพผู้ใดใครหนอมาตั้งข้อลอช้า เตรียมอาวุธยุทนา น้องตั้งท่าอ้าก้าม. น้องเตรียมจะยิงจริงหรือ หรือไห้เขาลือทั่วไป ทัพผู้หญิงยิงเมื่อไร ถูกทัพชายยิงซ้ำ. ต่างคนต่างลุกบุกกันสะนั่นขึ้นชื่อว่าทหารไม่หวั่นเกรงขาม. ปืนยาวปืนสั้นก็ทหารทั้งหมด ลูกยาวยิงหมด ลูกโดดยิงต่ำ. มือซ้ายจับด้ามมือขวากำลูก ยิงผิดยิงถูกกลัวลูกติดลำ. ขยับลูกปืนแล้วขึ้นจดจ้อง ลูกไหนไช้คล่องต้องรองยิงซ้ำ. รองยิงอีกลูกว่าจะยิงถูกหรือเปล่า ขยับปืนยาวยิงเข้ากระหน่ำ. ยิงดูอีกตั้งระวังลูกหลง ยิงเสย ยิงส่ง ยิงลงไห้ต่ำ พอตรงช่องต้องยิง ... กดสะปริงลั่นไก ... ปืนเปานิงยิงไว ... ถึงเป็นตายต้องยิงตาม. ฯลฯ
๓. ช. ¤ เป็นไงแม่ทัพผู้กำกับทหาร น้องเตรียมมากันตั้งพันประจัญบานกันล้นหลาม. แม่ทัพผู้หญิงน้องเตรียมยิงหรือเตรียมหนี ทัพของพี่ยิงผิดที่จะหาว่าพี่ยิงซ้ำ. ยิงบ่อยๆ แล้วค่อยเหนี่ยวไก ยิงมายิงไปหัวใจฉันปั้ม. เธอยิงหลายครั้งยิงล่างยิงบน เพราะเป็นปืนกลลูกย่นลงต่ำ. ลูกปืนผมนี้เคยยิงหลายคราว ยิงสั้นยิงยาวเขย่าขยำ. ขยำขยอกกระบอกก็ลื่น ผมเลยเอาลูกปืนเอาขึ้นมาคลำ. แล้วพอจับลูกแล้วถูกกระบอก พอเหนียวหนึบออก กระบอกลามปาม. ส่วนปากกระบอกถลอกนิดหน่อย เคยยิงนิดหน่อยมากน้อยก็ต้องตาม. นานๆ ยิงครั้งยิงดังยิงโด่ง ยิงเสยยิงส่งยิงโด่งสุดด้าม. ยิงเร็วยิงช้าเวลาจะยิงกดไกไว้นิ่งๆ แล้วก็ยิงกระหน่ำ. เรื่องยิงพี่ชายชำนาญตัวฉันเคยยิง พอกดเฉยแล้วเลยนิ่ง .. เพราะได้เคยยิงประจำ. ฯลฯ (หยุดไห้ผู้หญิงร้องแก้)

= ลูกคู่ = ไชยโยโห่ร้อง อึกกะทึกกึกก้องในท้องพนา ไชยโยโห่สามลา เสียงใครร้องหา แม่ดารานางงาม. ฯลฯ
๑. ญ. ¤ จะขอนำคำเค้า ตามสำเนานุสน ถ้าผิดพลั้งบางต้น ช่วยผ่อนปรนแนะนำ. ช่วยส่งเสริมเติมต่อตามหัวข้อที่ขัด กลอนใดไม่สำพัสเป็นลำตัดชั้นต่ำ. ไม่เปรื่องปราถฉลาดปริด แม่ประดิษกลอนด้น ยังเลี่ยราดตกหล่น ยังคิดค้นข้อความ. จำใจได้เวลาฉันต้องมาวันนี้ ชายเขาเสียดสีมาหาทีรอนลาม. ขึ้นชื่อลำตัดทหารมีทั้งนายร้อยนายพัน ผู้สั่งการสนาม. ผู้กำกับแม่ทัพใหญ่ ใครหนอใครเป็นหัวหน้า มาตั้งทัพโยธาจึงมีวาจาไต่ถาม. ท่านประสงค์สิ่งไรถึงตั้งค่ายกองพล ฉันอยากจะทราบหรือสน หรือกองโจรประจำ. มีอาวุธหลายอย่างมีต่างๆ นาๆ มีทัพหลังทัพหน้าหรือจะมาเหยียบย่ำ. มาสั่งทหารผลาญชีวิต แกมันคิดเขี้ยวเข็น ฆ่าคนทั้งเป็นไม่กลัวเวรกลัวกรรม. แกตั้งใจปองร้ายมามุ่งหลายผู้หญิง เดี๋ยวแม่เอาปืนเปานิง ยิงไห้วิ่ง ... โดดเป็นลิง ... เต้นระบำ. ฯลฯ
๒. ญ. ¤ มาถากถางใครหนอคิด ใครหนอมาเปรียบปืนปอตออก มาตัดคอไม่เกรงขาม. หรือเป็นมือขึ้นชื่อไห้เขาลือถือก๊ก คิดเป็นเจ้าโลก เจ้าโลซกเลวทราม. ลือชื่อวิ่งคาว ฆ่าจ้าวเอาทรัพย์จะตั้งกองทัพคิดปราบคิดปราม. คิดปราบแต่ผู้หญิงจะยิงแต่สาวๆ ปืนของเจ้ามันเก่าลายคราม. ไปฟิ๊ดไม่ร้าง ชักกรังชักกรอก สนิมขึ้นเกลอะเลอะเทอะรุ่มร่าม. จึงได้ที่รับเดี๋ยวขับลำกล้อง ไม่เชื่อไปรองเอาลูกขึ้นลำ. สนิมเป็นคลาบจับกระบอกไม่ไช่สั่งนอกมาออกสนาม. เคยรบที่ไหน เคยไช้กี่คราว ปืนสั้นปืนยาวเคยเข้าสงคราม. ไม่ขัดเสียบ้างเอามาไช้ไม่ดี ปืนของพี่หมองคล้ำ. ปืนฉันเล็กกว่าพี่คงไม่มีราคา เดี๋ยวแม่เอาปืนยิงหน้า ยิงตา เอาเสียไห้หน้าคะมำ. ฯลฯ
๓. ญ. ¤ ไห้ถอยทัพกลับไปเสียโดยไวดีกว่า มาตั้งทัพคอยท่าไห้เสียเวลาพยายาม. เสียเวลาเปล่าๆ ทัพของเจ้าไม่มั่นคง ต้องถอยกลับโดยตรงอย่ามามัวหลงรวนราม. ถ้าขืนมูมมามทหารหรือก็ด้อยกองพันกองร้อยตกต้อยตกต่ำ. ทหารทั้งหลายเอาทรายเคล้าเกลือ ทัพผูกไม่เหลือทัพเรือก็คว่ำ. ทัพอากาศก็พินาถลงทุกสิ่ง แต่พอทัพหญิงแล้วยิงจมน้ำ. ต้องเป็นเหยื่อปลาในมหาสมุท มันถึงที่สุดหว้ายผุดหว้ายคล่ำ. ที่หว้ายไม่ไหวตะพายกายา ต้องมรณาเป็นเหยื่อปลาฉลาม. ซากก็ไม่เหลือทั้งเรือหรือก็น้อย ควรถอยก็ถอยจะย่อยระยำ เราเป็นพ่อทัพกำกับทหาร แล้วท่านสั่งการเพราะท่านเป็นผู้นำ. อย่ามุ่งมาตคาดหมาย มาชม้ายเมียงมอง ทหารลาบยังเป็นรอง ... ว่าทัพต้องสิ้นนาม. ฯลฯ (หมดชุด)







* ต่อท้ายลายการอีกตอน *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = สาลิกาโผมาทางไหนแน่ สองตาคอยแลแล้แล ... โอ้ ... แม่แพรผืนนาง. ฯลฯ
๑. ช. ¤ เสียงเกลียวกลาวเฮฮานี่ลำมะนาเตรียมใจ นี่ผมมาชิงไชยจิตรใจสมหวัง. ว่าที่นี่เหมาะสมที่ผมนิยมเคยมา ท่านผู้จัดการท่านบัญชา ผมจึงได้มาตามสั่ง. สถานที่นี่มันเป็นที่จำเป็น ฉันเคยดูรู้เห็นฉันเคยมาเล่นตั้งหลายครั้ง. แม่หนูดวงดาวหน้าแปลกๆ เข้ามา ทันตาชายหญิง ลำร่อนเป็นสะปริงดีดดิ้นดีจัง. ได้ทราบข่าวว่าหล่อนจะมาเล่นเอาพี่ยานอนละเมอ พี่อยากจะเจอะเธอจัง. มาเจอกันเข้าแล้วเปรียบเหมือนเรือแจวเจอะคลื่น ต้องอุตส่าห์ฝ่าฝืนลุกขึ้นยืนเก้กัง. ต้องตะเกียกตะกายพายแจวมาเจอเข้าแล้วก็ต้องแวะอาศัย ตลิ่งพิงแมะ หัวแซะชายฝั่ง. เข้าฟาดฟันระวังล้อมขออ่อนน้อมที่ดี ... ขอพึ่งพาบาระมี ... เอาไว้เป็นที่พึ่งพัง. ฯลฯ. (ร้องต่ออีก)
๒. ช. ¤ อย่าไห้พี่หลงลมลอยไปเลยแม่สร้อยระย้า เธอก็เป็นนักลำมะนาเอาไว้วันหน้าวันหลัง. น้องก็ร้องกำลังมีชื่อดังมาทุกตำบล เรามีขวานมาบั่นโคนคิดจะโค่นเต็งรัง. อ้ายรุ่นราวคราวพี่พูมก็มีรู้ทัน พี่มีความชำนาญประหนึ่งทหารจอมวัง. ถึงน้องจะเก่งเพลงใหม่ แล้วเอียงใหล่เข้ามาขยับ อ้ายพี่ก็เสือเคยทับ ถ้าพี่ไม่ทับแล้วเธอจะพัง. ฯลฯ (ร้องต่ออีก)
๓. ช. ¤ จงกรุณาปราณีเถิดแม่ศรีดอกสร้อย ผอมแห้งแรงน้อยลดถอยกำลัง. เปรียบเหมือนปืนแก๊ปกระบอกเก่า เมื่อถึงคราวค้างต้องไปจับง้างนกไห้มันกระดกหูฟัง. มันไม่ทันสมัยไช้งาน เพราะขาดน้ำมันจาระบี ลำกล้องก็อั้นตันปี๋ จะยิงถี่ก็ต้องคอยล้าง. เราจะงัดเอาออกมาไช้คงจะไม่ได้การ เร็พหนูก็บิ่นดินก็ด้านไม่ค่อยจะด้านปึงปัง. ไม่ค่อยลั่นทันใจเหมือนปืนใหม่ๆ สมัยนี้ ยิงง่ายสบายดีดูมากมีตามทาง. โอ้ว่าปืนของเราอดแน่จะไม่ได้แลนกหนู ไม่ได้ขัดได้ถู อยู่แต่ในตู้เก็บคลัง. มีปืนกระบอกเก่าชักเล่าเหลาหมดสนุก จะยิง (แม่ทวนกับแม่ยก). ไม่ค่อยถูก ... เลยแกว่งแต่ลูกไปพลางๆ. ฯลฯ (หมดชุด)

* เพลงฉ่อย *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

๑. ช. ¤ โอยโหย โหงโหงย ตื่นเช้าขึ้นมาหน้าชักมัว ว่าเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเสียนี่กระไร เมื่อยเอ็วเมื่อยหลังจะนั่งจะรุกเส้นเอ็นมันกระตุกปวดหัวใจ. ไม่ไหวไม่ไหว อยู่ไม่ได้แน่ต้องไปหาหมอแก้เส้นถึงจึงจะคลาย. แต่ว่าพอนึกขึ้นมาได้ไวปัญญา ต้องไปโรงน้ำชาที่มหาชัย. ย่างเข้าประตูเปิดกลอน (พบแม่ฉอ้อนพอดี) นวดกันสักที ... เอาเท่าไร? ฯลฯ
๑. ญ. ¤ เอ๋ย ... เอย ... พอย่างเข้าประตูถอดกลอน. (พบแม่ฉอ้อนพอดี) นวดกันสักทีเอาเท่าไร? เส้นเอ็นก็แคลงแถมเจ็บปวด ถามว่าจะนวดทีละเท่าไร? ราคาราค่อย เราค่อยว่ากันจะนวดช้านวดนานพูดกันได้. ว่านอนลงตรงนี้เตียงมีคอยท่า อย่ามานอนแก้ผ้าผิดกฎหมาย. ว่าบีบแข้งบีบขาเลยมาถึงหัวเข่า ว่ากดท้องเบาๆ ไห้ลมกระจาย. พอเลือดลมเดิรทั่วหัวผงก ฉันเลยเอามือโขก ... เอาหัวหดไป. ฯลฯ (ผู้ชายร้องต่อ)
๒. ช. ¤ เฮิง. เงย. เฮิ้ง. เหงย. ว่าหัวฉันผงก เธอมาโขกหัว โอ๊ยเจ็บไปทั่วจนหัวหงาย. หมอนวดอย่างนี้มันไม่มีตำรา เส้นประสาทมึนชาต้องทำก็ยังไง. เอานวดกันใหม่เส้นสายตรงนี้ ดึงไห้ดีๆ อร่อยถึงใจ. ยิ่งนวดยิ่งอร่อยเส้นห้อยชักตึง เส้นขาชักปึ่งทนก็ไม่ไหว. ถีบขาถีบหน้าแข้ง ยิ่งถีบยิ่งแข็งกระสัพกระส่าย. หน้ามืดตาลายเส้นสายชูร่อน ฉันเลยจับแม่ฉอ้อนนอนหงาย. (หยุดไห้ผู้หญิงร้องต่อ)
๒. ญ. ¤ เอ๋ย ... หน้ามืดตาลายเส้นสายชักสั่น เลยจับตัวฉันไห้นอนหงาย. เอ๊ะ ทำไมทำกันอย่างนี้ ขืนมาทำจู้จี้ไช้ก็ไม่ได้. ฉันไม่ไช่หมอนวดข้างถนน แกจะมาเล่นสัปดลผิดก็กฎหมาย. ยิ่งว่ายิ่งยุมามุทะรุกลางปล้อง ฉันจะไปฟ้องร้องก็ไม่ทันใจ. อยากจะไปตามตำรวจก็มาไต่ถาม กว่าตำรวจจะบันทึกและไต่ถาม ฉันกลัวเนื้อความมันจะนานหลาย. ฉันเลยลุกผึงทลึ้งกลางเตียง ... ยกส้นตีนถีบเปลี้ยง ... กระเด็นไป. ฯลฯ (ไห้ชายร้องต่อ)
๓. ช. ¤ เอิง.เงย.โฮ้ง.เหงย. ฉันจับหมอมานอนหงาย ไช่จะทำลายแกก็เมื่อไร? จับหมอนอนหงายความหมายมี เพราะอายตรงนี้ฉันก็ถูกใจ. อ้ายเส้นมันแข็งเพราะตะแคงเอียง แม่ก็เลยถีบเปลี้ยงฉันก็เข้าไห้. ไม่ทันบอกเล่าตาระเก้าสิบ แม่ก็เลยมาถีบฉันก็กระเด็นไป. เอาเถอะต่างคนก็ต่างผิดอย่ามาขุ้นคิดไห้รำคาญใจ. เส้นที่ถอดถอยเพราะแรงถีบ ลูกกระเดือกชักตีบอึดอัดใจ. หมออย่าไปคิดไห้จิตรเศร้าหมอง ... เชิญไปเข้าห้อง ... นวดกันใหม่. ฯลฯ
๓. ญ. ¤ เอ๋ย ... ว่าอย่าไปคิดไห้จิตรเศร้าหมอง ว๊ะอย่าไปเข้าห้องนวดกันใหม่. ต่างคนต่างผิดฉันก็ยิ่งคิดไห้อภัย. ต้นคอที่แคลงก็เพราะแรงถีบ ฉันจะบีบไห้กับแกใหม่ เอ๊าฉันจะบีบไห้กับ (เหี้ยม) ใหม่. จับเส้นที่คดไห้มันงอกลับ ว่าเส้นเอ็นมันทับกับเส้นใหญ่. ว่าลูกกระเดือกลูกกระด้อยคอยก่อเหตุ ฉันเอามือจับดึงๆ ไห้มันคลาย. เอ็นตีบเอ็นต้อยที่ด้อยรีบ ดึงๆ บีบๆ แล้วก็ไช้ได้. เส้นแกเป็นคลาบจะได้อาบน้ำ ... บีบกันวันยังค่ำ ... ถึงใจ. ฯลฯ (หยุดไห้ชายร้องต่อไปอีก)
๔. ช. ¤ ว่าเอิงเงย.เหิงเหงย. ว่าเส้นเอ็นซึมทราบจะได้อาบน้ำ อ้ายที่เอ่ยปากถามอ่างอยู่ตรงไหน. แก้ผ้าร่อนจ้อนลงนอนคว่ำ เอามือรูปคลำอ่างก็ใบใหญ่. ถูหลังเสร็จสัพกลับข้างหน้า หมอช่วยถูขาหน่อยได้ใหม. หมอถูไห้ชิดติดไข่ดัน ฉันเป็นโรคคันเดี๋ยวก็จะกลาย. ถ้ามันกลายก็จะวายวุ่น ยิ่งไปถูกน้ำขุ่นไปก็กันใหญ่. มังกรอาละวาดพาดหางพัง ... ถูกเอาก้นอ่าง ... น้ำกระจาย. ฯลฯ (หญิงร้องแก้ต่อไป)
๕. ญ. ¤ เอ๋ย ... เอากันอีกแล้วพ่อคนนี้ เอากันอีกแล้วเจ้าคนนี้ ถูกถีบไปเมื่อตะกี้หาเข็ดไม่. เวลาบีบนวดจะมาหวดหมอ อาบน้ำก็จะล่อหมอไห้ได้. ไม่เข็ดไม่หลาบช่างหยาบช้า เออ เจ้านี่ชักจะบ้ากันยกใหญ่. นึกว่าเป็นหมอนวดจะหวดดักนี่สันดาลปักหลักยิ่งกว่าใคร. พอได้น้ำเข้าเอ็นก็กระเซ็นสาท เกิดมังกรอาละวาดน้ำก็กระจาย. บอกว่าอย่าหยาอย่า ยังบ้าคลั่ง บอกว่าอย่าหยาอย่ายังบ้าคลั่ง ... เลยกดหน้าแกไว้ที่อ่าง ... ใบใหญ่. ฯลฯ (หมดชุดเพลงฉ่อยหนึ่งตอน)

* ลำตัดชวนเอาไก่ตีกัน *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = ถึงวันสัญญา เอ๋องเงย เราได้มาประชัน. อย่าชักช้าล่ำไร เอ๋องเงย ... มาเอาไก่ตีกัน. ฯลฯ
๑. ช. ¤ ได้ฟังสำเนียงเสียงประสาน แม่นักประพรรณ์รุ่นใหม่ มันชักจะมากเกินไปมาชวนเอาไก่ตีกัน. ฉันฟังดูรู้สึกระอา ฟังเจ้าชู้ศักดิ์ราชาเอาไก่มาท้าพนัน. ฉันพอจะสู้ไก่ฉันไม่ใช่หมู แล้วจะได้รู้เชิงชั้นไก่เก่งมาจากไหน เข้าท้าทายไปจนทั่ว ฉันมองๆ ไม่น่ากลัวว่าไก่ทูนหัวเดือยสั้น. ถึงจะสั้นก็ต้องรองกันดูสักหน อ้ายเราก็เหล่าไก่ชลเคยได้ขนเดิมพันธ์. บ่อนไหนไก่ดีเราเคยไปตีมาทุกคราว มาเจอไก่หนุ่มๆ อย่างเจ้า วันนี้ขอเคล้าเดินพันธ์. เมื่อเธอเก่งฉันก็ต้องมาต่อรองเดิมพันธ์ เมื่อนายเก่งฉันก็ต้องมาต่อรองฉันไม่รู้แพ้ชนะก็รองดูจะได้รู้เรื่องกัน. แหม! ถือว่ามีไก่เดือยแทงเลื่อยๆ เดี๋ยวก็ล้า เมื่อหมดแรงก็หมดปัญญาแทงฉัน. ไก่น้องก็ตำรา ชื่อชะบาหางบิด ถึงจะสั้นก็ตีไม่ผิด เป็นไก่ชนิดหางสั้น. ไก่เธอเสมอมาเจอกันประเดี๋ยวเดียวข่าวก็จะอ่อนไก่เจ้าหนุ่มเดือยครอน ... ต่อไห้แทงก่อนไปหนึ่งอัน. ฯลฯ
= ลูกคู่ = ล้าหลาลา ... เฮฮาลำมะนาประชัน ... อย่าชักช้าร่ำไร ... เอาไก่ตีกัน. ฯลฯ
๒. ญ. ¤ ได้ฟังสำพัสของพ่อลำตัดตัวดัง คิดว่าเก่าทุกๆ ครั้งฉันฟังแล้วเหมือนฝัน. ฝันเฟื่องเรื่องเกาะฟังดูเหมาะมั่นแม่น แหม! ฟังแกสวดอวดแฟนเรื่องป๊อกแลนที่ลือลั่น. ฟังก็ชักเผยอที่แกมาเพ้อพูดฟุ่น ยกตัวอ้างเหตุผลเจ้าสองคนนี่สำคัญ. ค่อนขอดหากำไร ช่างเข้าใจลิขิต เรื่องอาเจติน่าและอังกฤษ แหม! เนื้อความไม่เข้าขั้น. ความคิดไม่ผิดติดขัด ร้องชัดฟังเฉี่ยบ ฟังกระทู้เขาเปรยพอได้เวลาปล่อยไก่ พวกเราก็ไม่รอช้า พอกราดน้ำกราดท่า ก็อุ้มเอามาทันฟัน. ฉันเฝ้าจ้องมองดูเห็นอ้ายดู่มันชูหัว แต่แม่ตะเภาก็ไม่กลัว มันชูหัวออกมาเหมือนกัน. พอปล่อยหางห่างมือก็บินปรื๋อเข้าใส่ คนจ้องมองกันใหญ่ไก่ใครไก่มัน. ฯลฯ (เอ๊าเป๊กพ่อ) (ร้องต่ออีก)
๓. ญ. ¤ ฝ่ายเจ้าดู่บินถลา ตะเภาก็อ้าปีกรับ พอบินปุ๊บเราตีมับเอาแข้งรับประสาร. แม่ตะเภาก็มันถี่จิกตีไม่ยอมหยุด โดนแข้งอ้ายดู่เข้าชุด เอาหัวมุดตะบัน. พอโผล่หัวหลบหน้าดูกิริยาท่าทีซุกหัวหนีหางบาน. เห็นคุยว่ามีเดือยชอบแทง มาเจอแข้งหน้าเขียวมุดแต่หัวลูกเดียวมันคงจะเสียวเดือยมัน. มีเดือยไม่ยอมไช้ไปไหวกันหรือหวา อ้ายดู่ของเจ้าเข้าตำรา มันต้องแพ้ชะบาหางสั้น. เอาเลยแม่ชะบาอย่าลอช้ารีบไว้ เดือยเราไม่เป็นไรเพราะว่าตัวเราใหญ่กว่ามัน. แม้นว่าเราแทงไม่อยู่ แล้วคอยดูไปเลื่อยๆ ถ้าหมดแรงเดี๋ยวก็เหนื่อยต้องตัดเดือยกลับบ้าน. พอหมดอันก็จับพัก เห็นเจ้าสักทำตาลายนั่งเหงื่อใหลใครย้อย ... นั่งหัวห้อยไปตามกัน. ฯลฯ
๔. ญ. ¤ พออันสองเข้าสนาม ไห้น้ำมาเปียกโชก แหม! หัวไก่ไม่ยอมผงกชั่งสกกะปรกเกินการ. ต้องเช็ดถูไห้เรียบร้อยแถวๆ สร้อยไห้สวยดี ถ้าเลอะเทอะแบบนี้ ฉันจะเอาไก่หนีกลับบ้าน. กลัวเจ้าชู้สักราชาจะเอายาเข้ามาใส่ ถ้าหากฉันไม่พอใจจะอุ้มไก่กลับบ้าน. เขาเช็ดถูเร็วไวเลยปล่อยไก่ออกตี แต่มันธุเรศสิ้นดีอ้ายดู่หี้ตีขาสั่น. ตีก็ไม่แรงแทงก็ไม่โดน จิกก็ไม่โจน ชอบกลดูเหมือนกัน. ส่วนแม่ตะเภาของเราก็ยักท่า ลอยหน้าลอยตาฮากันลั่น. ตีด้วยแข้งแทงทุกที่ จิกแล้วตี ... ดีอยู่เหมือนกัน. ฯลฯ (ต่ออีก)
๕. ญ. ¤ ไก่เราเป็นรองแต่เจ้าของใจสู้ ไก่เราเป็นไก่รองเจ้าของใจสู้ ไม่เหมือนอ้ายดู่ยืนอยู่ขาสั่น. แทงก็ไม่ไหวใจก็ไม่แข็ง แทงก็ไม่แทงหมดแรงแล้วนั่น. เอาเชียะกันแล้วหน่า เชียะกันแล้วโว้ย. เชียะกันแล้วว่าหน้าไก่ฉัน. พอได้ทีตีหน้าโดนแข้งโขกเต็มที่ ฝ่ายอ้ายดู่ตัวดีวิ่งหนีหางบาน. เจ้าชู้สักหัวตก ยืนเหงื่อโชกเต็มตัว เฉ่งเงินกับเสียหัว คงจะมั่วไปหลายวัน. มันหน้าสงสารไก่ตัวผู้ ไม่ยอมสู้ไก่เรา ทั้งๆ เดือยแกก็ยาว แต่ไก่ตะเภาเดือยสั้น. แหม! ได้แต่จิกไม่ยอมตี คิดจะหนีลูกเดียว ไม่ยอมแทงสักทีเดี๋ยว ... มันคงจะเสียวเดือยมัน. ฯลฯ (หยุดไห้ชายร้องแก้)
๖. ช. ¤ ว่าเปิดสงครามศึกกันอึกกระทึกครึกโครม ทั้งหน่วยผสารผสมเข้าหักโหมหั้มหั่น. สั่งอาวุธยุทธพันธ์เข้าต่อต้านเหนือใต้ ไช้จรวจที่แรงร้ายทิ้งที่หมายยึดมั่น. ฟังเขาว่าสงครามนั้นมีแต่ความเหี้ยมโหด มีสองประเทศไม่ต้องโกรธเพราะผลประโยชน์ขัดกัน. ขัดกันไปขัดกันมาถึงกรีธากองทัพ ต่างก็รู้ความรับมีขุมทรัพย์มหาศาล. ไม่ต้องหว่านไม่ต้องเพาะเพียงแต่เจาะก็พุ่งจี๋ เพราะว่าเกาะนี้เป็นเกาะที่มีน้ำมัน. เมื่อพูดกันถึงเรื่องเกาะตัวพี่ก็หัวเราะชอบใจ. แหม! เขาว่ามีเกาะที่ไหนเป็นต้องไปที่นั่น. พี่ขอบอกว่าพี่ชอบผจญภัยทั้งเกาะใหม่เกาะเก่า แหม! เกาะสีชังเกาะอีเชาทั้งเกาะเต่าเกาะล้าน พี่มาตามหาแม่ฉอ้อน โอ้แม่คุณยาหยี แหม! เขาลือกันมาหลายปีว่าเกาะแม่นี้มีน้ำมัน. ว่ายังไงแม่ดวงดาวเอ็งกับเราก็มีน้ำมัน วันนี้เจ้าทองคำกับเจ้าจำนงค์เขาจะเจาะน้ำมัน. แล้วแต่แม่คุณเห็นสมดุลฉันก็เอาด้วย กลัวแต่พวกเฮ็งซวย ... มีแต่ตะบอย ... มาคนละอัน ฯลฯ (ร้องต่ออีกตอน)
๗. ช. ดูไปก่อนดีกว่า ไม่ต้องว่าแม่ฉอ้อนเขา เพราะว่าเกาะของเราเป็นเกาะเก่า ถ้าไม่เอาลอไปอีกนาน. แต่ไม่เป็นไรเกาะเก่ามีลอยร้าวอยู่บ้าง ถึงโดนเจาะก็ยังแจ๋วเหมือนแก้วพิศดาล. ถ้าแกได้เห็นเป็นต้องร้องว่าเกาะของน้องยอดเยี่ยมทันสมัยใหม่เอี่ยมเป็นสามเหลี่ยมรูปนั้น. แหม! ดินก็ดีน่าดู อู้ฮูอย่างว่า เจริญหูเจริญตาเราถอนหญ้าไว้ทุกวัน. แต่เดี๋ยวนี้มีงานเลยไม่ค่อยสนใจ ไม่รู้ว่าหญ้าอะไรมันขึ้นฝักไฝ่พันละวัน. มันมีหญ้าหยอมแหยม หลอมแหลมอยู่นิดหน่อย แต่เวลาขุดต้องค่อยๆ ประเดี๋ยวจะหงอยแล้วเสียงาน. ถ้าคิดจะซื้อคงไม่ถือสา ไม่เป็นไรดอกหนาเพียงแต่หญ้าแอ๊ฟฟัน. แต่ต้องระวังกันสักนิดพวกวิสวะกร เพราะฉันมันซับซ้อน มีหินซ้อนเป็นชั้นๆ มีน้ำใสใหลเลาะวิ่งเซาะไปตามรอย มันมีหินแยกหินย้อย ระวังหน่อยก็แล้วกัน. ฯลฯ (หยุดไห้ผู้หญิงร้องแก้ต่อ)
๘. ญ. ¤ ว่ายังไงพี่ทองคำ หย่าหัวเราะ เจ้าของเกาะเขาตกลง เขาไม่เสือกใสไร่ส่ง เขาตกลงเสียงลั่น. เขาไม่เสือกใสไร่ส่ง เขาตกลงไห้เราเจาะ ต้องเอาไห้แน่น๊ะพี่ทองคำอย่าหัวเราะมันสองเกาะด้วยกัน. มันเกาะใหม่เกาะเก่า จะเลือกเอาเกาะไหน เกาะเล็กเกาะใหญ่เลือกเอาซิท่าน. เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ทองคำเอาเกาะใหญ่ จำนงค์เอาเกาะเล็ก ต้องไขว้กันน๊ะเกาะเล็กเอาไปทำไมเกาะใหญ่ซิว๊ะอ้ายหนู มันเต็มตาเต็มหูมันหน้าดูกว่ากัน. ถ้างั้นเอาอย่างนี้อย่า...รอรีล่ำไร เราจะไปเจาะกันที่ไหน ก็พาไปที่จอมขวัญ. เพื่อไม่ไห้เสียเวลาฉัน พากันมาไกลโข มาเจอเอาเกาะโตๆ อยากจะโชผลงาน. ฯลฯ
๙. ญ. (ร้องต่ออีกตอน) ¤ ฟังพวกวิสวะกรมายอกย้อนยั่วเย้า แหม! มาว่าเกาะเรามันเก่าเกินการ. มาหยอกยั่วยอกย้อน มาขอดค่อนแคะใคร้ นี่มันเสียๆ หายๆ ไปตั้งหลานล้าน. มันเสียหายน๊ะพ่อหนุ่มน้อย อย่าปากพล่อยสอพรอ ปากหอยหัวหมอเดี๋ยวแม่ล่อหัวกระบาล. เดี๋ยวแม่ล่อเสียไห้นองเลือด เดี๋ยวแม่เชือดเสียไห้เข็ด เดี๋ยวแม่ตัดโยนไห้เป็ด ไห้ร้องเอ็ดเสียงลั่น. หนอยแน่ มาว่าเกาะอีแก่เกาะเก่า จะเจาะเท่าไรก็ไม่เข้า ช้ะเจ้าเฒ่านี่สำคัญ. มันไม่ไหวดอกเจ้าเฒ่า มันไม่เข้าดอกเจ้าควาย ไห้มันเจาะไปเกือบตายมันก็ไม่ได้น้ำมัน. อุปกรของแกมันก็แก่รุ่นปู่ มันหย่อนยานยี่ยู่ หรือมันจะสู้เกาะฉัน. ถ้าเป็นเรือก็เรือบด ถ้าเป็นรถก็หมดเกียร์ พอแอบเข้ามาก็นั่งเพลีย ... เอามาเขี่ยๆ ไห้รำคาญ. ฯลฯ จบ. (หมดชุด)

** เพลงฉ่อย **
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

(ชื่อผู้เล่น) จะเอายังไงจงขยายไห้ฉันฟัง. ต้องจับหน้ามาโขคที่หน้าโคกปากถ้ำ เอาใยแมงมุมยุ่มย่ามผูกปากถ้ำกับผนัง. เอ๊ะ ถ้ำเราทั้งสองเป็นถ้ำทองอาถันต้องไห้นาย (ชื่อคู่ต่อสู้) มาพัวพันมันไกลกันคนละทาง. งั้นโกนหัวไห้โกล๋น เอาโคลนมาทาหน้า แถมเอาน้ำเยี่ยวมาผสมน้ำชา แทนสุราฝรั่ง. หวังโกนหัวไห้โกล๋นแล้วเอาโคลนมาทาหน้า เอาเยี่ยมผสมน้ำชาต่างสุราฝรั่ง. เขามาเป็นอาผู้ภิพากท์ศา คดีอาญาไห้สิ้นสุด เหยียบหน้าไห้ตาปูด บังคับไห้ดูดเม็ดมะม่วง ฯลฯ



** เพลงฉ่อยสลับฉาก **
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

๑. ช. มาพบแม่ (ชื่อผู้หญิง) ดูก็ไม่แก่ยืนมองแลๆ ก็แปลกใจ. ไม่เจอกันมาตั้งห้าปีเจอกันวันนี้สนุกใหม่. เออเมื่อครั้งสุดท้ายปลายพอศอวันจันทร์ปีจอพี่ก็ยังจำได้. ได้ข่าวลือลั่นกันกระฉ่อนเปิดถ้ำฝึกมังกรกันเป็นการใหญ่. มังกรอาละวาดลงไปพาดหางใอ้ตรงถ้ำไม่พังหรือไฉน. นี่มันไม่สู้จุ่นจู่จับเจ่าเป็นมังกรตัวเก่าหรือว่าตัวใหม่. ถ้ามังกรตัวใหม่มันจะคายพิษเพราะมังกรมีริสมันจะพ่นไฟ. จงเล่าละลอกบอกไห้แจ่มแจ้งฉันยังคิดคลางแคลงคิดสงสัย. ส่วนแม่ (ชื่อผู้เล่น) แกหุนชักเพี้ยนถูกเขาจุดเทียนระเบิดถ้ำใหญ่. จะเปิดก็เปิดระเบิดโป้ง (ชื่อเรา) จะได้โก้งโค้งมองข้างใน. ฯลงฯ
๑. ญ. เออพ่อ (ชื่อผู้ชาย) พ่อเงาะป่าดู$รูปร่างหน้าตาจำก็ไม่ได้. หน้าแกก็ดำเหมือนกับครามถ่าน แหม! ไม่ได้พบหน้าห้าปีกลาย. แกได้ข่าวเล่าลือกันกระฉ่อนเปิดถ้ำฝึกมังกรเป็นอย่างไร. ตรงมังกรพาดหางมันไม่พังแน่ เพราะเป็นถ้ำเก่าแก่หลายใสม. มันเป็นถ้ำทองของก็ประเสริฐ ตั้งแต่ (ชื่อผู้ชาย) ยังไม่เกิดฉันจะบอกไห้. มันเป็นถ้ำมีค่ามะหาเสน่ห์ (ออกชื่อ) เอ๋ยอย่าเกเรจงกราบไหว้. ฯลงฯ
๑. ญ. เออพ่อ (ชื่อผู้ชาย) หน้าย่นร้องวนเวียน เขาจะจุดเทียนระเบิดถ้ำใหญ่. จุดเทียนก็ระเบิดถ้ำ มองหาคนคลำยังก็ไม่ได้. ว่าจะเปิดก็เปิดระเบิดโป้ง พ่อ (ชื่อผู้ชาย) โก้งโค้งมองก็ข้างใน. แม่ (ชื่อผู้หญิง) ถ้ำทอง ฉันก็ถ้ำเพ็ช พ่อ (ชื่อผู้ชาย) อย่ามาเยศฉันไม่สนใจ. แกไม่มีหวังมานั่งมองเพราะมันเป็นถ้ำทองมีค่าหลาย. ถ้ำของข้าปิดมาหลายปี ฉันไม่เปิดดอกเจ้าผีเอ็งจงรู้ไว้. ว่าจะเปิดจะเปลื้องมันเรื่องของฉัน มันไปหนักหัวกระบานแกก็เมื่อไร. ขืนมาพูดมากปากเส็งเคร็ง เดี๋ยวแม่ปกหัวด้วยกางเกงชั้นใน. ฯลงฯ
๒. ช. โองยังโงชะโองยังโหงย ... ถามดีๆ มีทีท่า หนอยแน่มาว่าด่ากันได้. ส่วนแม่ (ชื่อผู้หญิง) จะไห้กราบ ส่วนแม่ (ชื่อผู้หญิง) ก็ขนาบเสียยกใหญ่ (ชื่อผู้หญิง) เอ๋ยเชลยเขาจะมาจิกหัวด่าเราไช้ก็ไม่ได้. ถ้าเขาด่าเรา เราต้องด่าตอบ อยู่ในเขตขอบแต่กฎหมาย. ถ้ำทองถ้ำเก๊ถ้ำเสน่ห์เมฆบัง ว่ากันไห้พังเป็นถ้ำๆ ไป. ว่าถ้ำสองถ้ำนี้มันง้ำชะโงกสักหน่อย หญ้ารกจะทำก็อย่างไร. มังกรอาละวาด ว่าจะพาดหาง แย่ มันจะแหย่เข้าไปไช. ฯลงฯ
๒. ญ. เอย (ชื่อผู้ชาย) เอ๋ย ชื่อ (ชื่อผู้ชาย) จ๋าพี่ว่าน้องนี้ด่าช่างไม่ไว้หน้าก็อาชาสัย. เขาว่าถ้ำๆ นั้นก็ชะโงก แหม! เขาว่าถ้ำสองถ้ำนั้นมันง้ำก็ชะโงก อีกสักหน่อยหญ้ารกจะทำอย่างไร. มังกรอาละวาดฟาดหางแย่ หางมังกรมันจะแหย่เข้าไปชอนไช. เขาว่าถ้ำสองถ้ำนี้ชะง่ำโงกอีกสักหน่อยหญ้ารกจะทำอย่างไร. มังกรอาละวาดฟาดหางแย่ หางมังกรมันจะแหย่เข้าไปชอนไช. ว่าเรื่องมังกรอย่ามาย้อนยอก ระวังมังกรมันกลับมาตอกเมียแกตาย. ฯลงฯ

๒. ญ. เอ๋ย เรื่องมังกรอย่ามาย้อนยอก ระวังจะกลับมาตอกเมียแกตาย. นี่เจ้าพวกปากหมา พวกเจ้าบ้าดูหมิ่น ต้องไห้กินส้นตีนถึงจะหาย. ถึงหญ้าจะรกปกปากถ้ำ มังกรมันจะคลำนี่ก็เอาหางไช. หญ้าฉันมันยังไม่รกขึ้นมาปกแน่ ฉันจะไห้พวกแกคอยกวาดไว้. ค่อยเอาน้ำล้างถางปากถ้ำ ยืนเป็นยามผลัดเปลี่ยนไป. ถ้าใครยืนไม่หลับไม่รับยาม จะจับหน้าโขกปากถ้ำไห้ตาลาย. ฯลงฯ
๑. ช. (เปลี่ยนคนร้อง) เอิงยังเงยเหิงเหงย มาประสพพบพักรูปร่างหน้ารักเออว่าน่าใคร่. ว่าคนไหนแน่ที่เป็นแม่เพลง คุยโขมงโฉงเฉงที่ว่าพอไช้. เรารองมาปะทะปะคารม ว่าปากใครมันจะคมกว่าใคร. ฯลงฯ
๒. ช. โองยังเงยเหืองยังเหงย พี่จะบอกออกปากขอฝากรัก ไห้มันแจ้งประจักรของความจริงใจ. ความรักของพี่ที่มีต่อเจ้า ประดุจดังเขาหิมาลัย. เหตุนี้พี่ถึงพึงประสงค์ จะบอกความตามตรงไห้มันโล่งใจ. ว่าอึดอัดแน่นอกแทบอักเสบว่าศรกามเทพปักหัวใจ. เพราะกามเทพเข้ามาแผลงศร ยามกินยามนอนนึกถึงนางใน. นั่งนึกนอนนึกรู้สึกกลุ้มโรครักร้อนลุ่มเหมือนยังสุมไฟ. ถึงไม่ได้เห็นตัวขอไห้ผ้าไห้ตายโหงตายห่าขอสาบาลไห้. นอนละเมอเพ้อขวัญอยู่ทุกวันทุกวี่ พอหลับตาเห็น ... ผ้าล่ำไป. ฯลงฯ
๒. ญ. เอ๋ย นอนละเมอเพ้อขวัญอยู่ทุกวันทุกวี่ พอหลับตาเห็น ... ผ้าเลื่อยไป. ทุกๆ วันฉันก็งงงวย ว่าหลับตาเห็นหน้าผู้ชาย. ว่าเห็นผู้ชายเขามาใส่สม แม่สาวน้อยก็ไม่ล้มน้ำใจ. จึงจัดแจงแล้วว่าแต่งตัวหวีหัวผัดหน้า เห็นหนุ่มๆ เขามากลุ่มกลิ่ม ฉันก็เลยโปรยยิ้ม ออกไปไห้. ฯลฯ
๓. ช. เอ๋ย เห็นหนุ่มๆ เขามากลุ่มมากลิ่ม เธอก็เลยโปรยยิ้มออกไป. หนูก็ยิ้มพี่ก็ยิ้มถามว่าใครจะนิ่มกว่าใคร. ฯลงฯ
๓. ญ. เอ๋ย หนูก็ยิ้มพี่ก็ยิ้มว่าใครมันจะนิ่มกว่าใคร. เขาว่ามันมีความหมายอยู่สายตา แต่พอว่าเธอยิ้มมาเขาก็ยิ้มไป. นี่ผู้หญิงเขายิ้ม ผู้ชายต้องแย้ม จมูกกับแก้มมันไม่ใช่อื่นไกล. เอ้ออย่าๆ มาแก้ผ้าแทนเด็ก ว่าอ้ายเรื่องแก้มเล็กหรือว่าแก้มใหญ่. อ้ายแก้มข้างบนมันแก้มของนาง อ้ายแก้มข้างล่างมันแก้มควาย. ฯลฯ.
๔. ช. เอองตาระเหิงเหงย แม่ (ชื่อผู้หญิง) แม่คุณจ๋าฉันมองเห็นหน้าแล้วก็ชอบใจ. ดูช่วงล่างหรือว่าช่วงบน แม่น่ามลศิวิลัย ฉันนึกรักเธอหนักหนา ตั้งแต่เห็นหน้าของแม่นางใน. เขาลือกันลือกันหนักหนา เขาว่าคุณมรณามันต้องนานหลาย. เขาลือว่าแม่ตายตั้งแต่ปลายเดือนแปด ตั๊กกะแตนกัดขาเธอตาย. ฯลงฯ.
๔. ญ. เอ๋ย เขาลือกันว่าฉันตายเสียเมื่อปลายเดือนแปด ว่าตั๊กกะแตนกัดตาย. ฉันไม่เคยตายเสียเมื่อปลายเดือนแปด มาดูที่ปลายคางยังไม่หาย. ของฉันไม่หายของฉันยังอยู่ว่ามุดหัวเข้ามาดูไวๆ. ของฉันขาวปลอดยอดแซมสี ยกมือไหว้ ผีซิเป็นไร? ฯลฯ
๕. ช. องโหย โหงโหงย นี่ของเขาขาวปลอดยอดแหลมจี๋ ยกมือไหว้ทีหนึ่งก็เป็นไร. ไหว้พระไหว้จ้าวก็ยังเข้าท่า เอ๊อะไหว้อย่างว่าก็ไม่เคยไหว้. เอ๊าจะรองสักหนแม่คนสวย จะไหว้ด้วยจับด้วยเป็นไร? ฯลงฯ

๕. ญ. เอ๋ย (ชื่อผู้ชาย) จะสนแต่แม่คนสวย ไหว้ด้วยจั๊บด้วยเป็นไง. หากแม้เจ้า (ชื่อผู้ชาย) ตัวสวยจะไหว้ด้วยจูบด้วยก็ยังได้. ฯลงฯ
๖. ช. เอิงยังเหอช๊ะเอิ้งเหงย หากแม้นเจ้า (ชื่อผู้ชาย) ตัวซวย ไหว้ด้วยจูบด้วยก็ยังได้. เอ้ามารองสักหนเถิดแม่คนสวยจะจูบด้วยปิดด้วยเป็นไง. ฯลงฯ (จบบริบูรณ์)

* จุดเทียนสลับฉาก *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

(หญิงชายว่าพร้อมกัน) จุดเทียนเวียนวน. เรามาหลายคนวนเอ๋ยวนเวียน ลมพัดสลัดเปลี่ยน เรามาจุดเทียนเวียนเอ๋ยเวียนวน. ฯลงฯ ¤ จะพาพี่ท่องเที่ยวไปชมป่าพฤกไพรดูไห้เต็มตา. พี่อยากเข้าถ้ำกับน้อง. ถ้ำมันมืดมองไม่เห็นพี่จ๋า. ฯลฯ ¤ จุดเทียนเวียนวน เรามาหลายคนวนเอ๋ยวนเวียน ลมพัดสลัดเปลี่ยน เรามาจุดเทียนเวียนเอ๋ยเวียนวน. ฯลฯ ¤ ที่ในที่นี้มีเทียนจุดแล้ววนเวียนปากถ้ำไปมา. ปากถ้ำมันอาจจะรก หญ้าคาขึ้นปกปากถ้ำน้องยา. ฯลฯ แหวกหญ้าเข้าไปแลเห็นข้างในเต็มหูเต็มตา. เข้าถ้ำตรวดปากถ้ำก่อน อย่าเพิ่งใจร้อนนะคะพี่ขา. ฯลฯ แปลกใจเข้าไปนิดเดียวถ้ำนี้แคบเพรียวจริงนะน้องจ๋า. แล้วพี่จะเข้าอย่างไร. ต้องระเบิดไปข้างในน้องยา. ฯลฯ ปากถ้ำน้องก็ปิดตายมันอันตรายถ้าพี่เข้ามา. งั้นพี่อ้อมเข้าไปหลังถ้ำ. ค่อยๆ คลำไปน๊ะพี่จ๋า. ฯลฯ หลังถ้ำนี้มีทางไปเดิรได้สบายไม่มีหญ้าคา. พี่ต้องเดิรระวังหน่อย. พี่ค่อยๆ คลำไปน๊ะน้องจ๋า. ฯลงฯ หลังถ้ำนี้ดูยาวใหญ่มีแล้วหรือไง? พี่จ๊ะพี่จ๋า. พี่กลัวน้องต้องลำยาก. ก็เพราะความรักน้องเลยตามมา. ฯลฯ พี่ได้สำรวดทั่วแล้ว. ถ้ำนี้ยังแจ๋วเชื่อน๊ะพี่จ๋า. เข้ามาแล้วพี่ยอมรับ. ไม่อยากจะกลับเลยน๊ะน้องยา. ฯลฯ เทียนของหนุ่มๆ ชาวไต้มันยาวเกินไป เหมือนฝักสะตอ. น้องไม่ชอบเทียนเล่มยาว. พอจุดแล้วมันยาวเกินไป. ฯลงฯ เทียนของหนุ่มๆ ชาวเหนือฉันนี้ก็เบื่อเหลือทน. เทียนเหนือนั้นไม่ค่อยทน. พอถูกไฟลนแล้วรีบหดไป. ฯลงฯ เทียนของหนุ่มๆ ภาคกลางดำๆ ด่างๆ จุดมามากมาย. เป็นเทียนคุณภาพดีเคยจุดหลายปียังติ๊ดใจ. ฯลฯ เทียนของหนุ่มๆ อิสารผิวมันกล้านทำงานหนักไป. เทียนนี้จุดแล้วอยู่ทน. พอไฟรุกโชนแท้บขาดใจ. ฯลฯ (จบบริบูรณ์)

๑. ¤ (ฉ่อย) (ญ.) เอ๋ย เรามาว่าเพลงฉ่องไห้อร่อยเหาะว่ามันจะเพราะหรือไม่เพราะคงจะมีเม็ดพลาย. นี่ผู้ชายมานี่ผู้หญิงก็มี ฝีปากใครจะดีรองดูได้. มารองกันดูสู้กันสักพัก ใครจะเก่งจัดสักเท่าไร? ว่ายกเท้าเข้าโรงเดิรตรงยาทตรา เหยียบแข้งเหยียบขาไม่ว่าใคร สองเกลอเจอหน้ามาวันนี้ บอกว่าสวัสดีน๊ะพี่ชาย. ทั้งพ่อ (ชื่อชาย) ก็มา ทั้งพ่อ (ชื่อเพิ่มอีกคน) ก็หมา อีกทั้งแม่ (ชื่อหญิง) ทั้งพ่อ (ชื่อชาย) ขอหมาขอโทษเถิดแกมาๆ เมื่อไร? ฯลฯ ชื่อหญิงชื่อชายก็มากันตั้งหน้าเจียวน๊ะว่าหลายนาย. ฯลฯ (ชื่อผู้เล่น) ก็มา มากันมากหน้าเจียวน๊ะว่าหลายลาย ใครเมาะแกมาหรืออย่างไร? (ชื่อผู้เล่น) อย่าพูดไห้มันจัดไห้มันมีมรรยาทเอ็งมาพูดกับผู้ใหญ่. เพราะพ่อ (ชื่อผู้ชายชื่อผู้หญิง) ที่มายืนต่อหน้าฉัน เขาเป็นท่านอาจารย์ (ว่าพ่อ ชื่อชาย) เขาเป็นอาจารย์อย่างพูดจาจัดจ้านชั่งไม่เกรงใจ. ต้องบอกว่าสวัสดีพ่ออาจม สวัสดีพ่ออาจารย์วันนี้มากันเสียแสนไกล. ฉันเลยแม่ (ชื่อหญิง) แม่โฉมยงไห้แม่เดิรเข้าวงเสียไวๆ. แหม! ว่าเข้าวงเหมือนกับโหงจะบินเรามาต่างถิ่นและแดนไทย. เรามาดูหน้าหนุ่มคนหน้าหวานว่าใครจะขยันกว่าใคร. ฯลฯ
๒. ญ. เอ๋ย พ่อหนุ่มคนขยันว่าคนไหนมันจะมั่นกว่าใคร. เออพ่อ (ชื่อผู้ชาย) ก็มา มากันมากหน้าก็ว่าหลายนาย. ฉันมีเนื้อความถามพี่ว่ามากันตั้งสี่ มากันตั้งสาม เออตั้งสี่ ถามว่าพี่มากับใคร. ฯลฯ ( ช. ) เอย มาตั้งสามมาตั้งสี่นี่เธอสามัคคีมากับใคร. พอเจอหน้าสายตาก็จ้อง เหลือบเนตเข้าไปมองจ้องชะม้าย. เออว่าพี่มากันตั้งห้าและสี่ หน้าตาหล่อดีกว่าหนุ่มคนใด. แหม! พวกพี่มาๆ ทั้งห้าทั้งเจ็ด ทั้งแปด พี่มุดดอดรอด ... แดดมาได้ยังไง. ฯลฯ

ลำตัดผู้สูงอายุ ต. แสนตุ้ง
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

= ลูกคู่ = ถึงวันสัญญาเอ๋ยเงยได้มาประชัน วงไหนใครนั่นเอิ๋งเงย มาเข้าขั้นทดรอง. ฯลฯ
๑. ช. ¤ มาประสพพบสาวว่าแก้มขาวเหมือนเปลือกไข่ หัวอกของหนุ่มกลุ้มในเกิดความใคร่ขึ้นสมอง. หน้าปะแปะแต๊ะอั๋งฝากความหวังไว้ด้วย จงเอ็นดูชูช่วยแม่สาวสวยทั้งสามสอง. เอ็นดูพี่ด้วยแม่สาวสวยสมศักดิ์ เข้าทาบทามถามทักอยากรู้จักชื่อน้อง. ว่าชื่อเรียงเสียงไรอายุเท่าไรแล้วหล่อน พี่ต้องถามเธอเสียก่อนกลัวเดือดร้อนถึงผู้ปกครอง. พี่เป็นชายรอบคอบพี่ไม่ชอบยุ่งยากอายุยังน้อยไม่ค่อยยากกลัวความรักจะแตะต้อง. ควรสอบทวนกวนพยานจะเกิดการเพ่งเร็งกฎหมายยังไม่เก่งจงคิดเอาเองเถิดน้อง. หนังสือพิมพาดหัวพี่จึงกลัวความผิด พี่กลัวจะตางตะริดเพราะอยู่ในศิษปกครอง. ฯลฯ (ร้องซ้อนอีกตอน)
๒. ช. ¤ ว่าเราเป็นหนุ่มปลอยชาย ชอบฉุยฉายโฉบเฉี่ยว ชอบเป็นชายฉาบเฉี่ยวไม่นึกหวาดเสียวสยอง. ไปไหนกับพวกมันไม่สะดวกสบาย คุยโม้ไม่ค่อยได้มันนึกอายพวกพ้อง. วันนี้ดีนักมาเจอน้องรักของพี่ มันโฉลกโชคดีสมใจพี่แล้วน้อง. ขอจงเปิดเปิดอกไม่ไช่ตลกพูดเล่นเพียงแต่เห็นเนื้อเย็นพี่อยากจะเป็นคู่ครอง. พี่บอกไว้ซื่อๆ น้องอย่าได้ถือเป็นอารม ถือหลักสามชมเขาชื่นชมยกย่อง. ไม่อ้อมค้อมคดเคี้ยวมันก็ต้องเลี้ยวมาทางนี้ ถ้าตามส่วนไม่ควรมีเรื่องพิธีตีตอง (ไห้หญิงร้องต่อ)

๑. ญ. ¤ ว่าช้าก่อนว่านายทองคำปากเปราะ เราควรพิเคราะขุ้นคิดตามตำราสุภาษิต เราควรคิดตรึกตรอง. โบราณว่าช้าๆ จะได้พร้าเล่มงาม อย่าใจเลวรุ่มร่าม จะเกิดความมัวหมอง. ตามประเพณีของคนไทยถ้ารักใคร่ต้องสู่ขอแล้วก่อร่างสร้างหอการติดต่อถูกต้อง. เขามีเถ้าแก่แห่ไปหาแล้วพูดจากับพ่อแม่ ว่าชายเช่นนี้ดีแท้นำพ่อแม่ไปรับรอง. เอาขันหมากรากพลูเอาไปสู่เรือนสาว ส่วนตัวของเจ้าเบ่าต้องนอนเศร้าอยู่หน้าห้อง. เฝ้าหอลอเวลาอย่างช้าต้องสามวัน ตอนหาวหนาวสั่นต้องอยู่ในขั้นทดรอง. ว่าใจหนักรักแน่เหมือนเถ้าแก่พูดใหม ต้องสืบสวนทวนนิสัยจะบ้าใบ้หรือบ๊อง. การจะมีคู่ครองมันไม่ไช่ของลองเล่น ต้องเรียนไห้รู้ดูไห้เห็นก่อนจะเป็นคู่ครอง. ฯลฯ (ไห้ชายร้องแก้ต่อ)
๒. ช. ¤ ว่าชักช้าพาซื่อดูมันยืดมันเยื้อถ้าท้าหนักๆ ก็ชักเบื่อเธอไม่เชื่อก็ทดรอง. แม่หนูจ๋าว่ามานี้ประเพณีโบราณ ต้องเข้าหอลอนานๆ ไห้ทระมารไปน้อง. ถ้าพี่เป็นเจ้าพี่ไม่เอาแน่ๆ ต้องพักผ่อนนอนแผ่อายุพ่อแม่พวกพ้อง. ต้องเข้าที่ยังผีโขมดถือสันโดษเดียวดายคนอย่างพี่ก็ไม่ได้ต้องตะกายฝาห้อง. ตะกายฝาอย่างเดียวก็ดีตอนตีสี่ตีห้า จะเกิดตึงตังพังฝาจะเข้าไปหานวลน้อง. ประเพณีเข้าหอพี่ไม่ขอพบปะ ฉันไม่ค่อยมีมานะจริงน๊ะจ๊ะพี่ขอร้อง. ถ้าฉันนั้นจะอยู่หรือจะเป็นคู่กันภายหน้า ไม่ควรจะคิดวิวาห์เราควรหากันไปเถิดน้อง ................ หาพาหนีพี่ไม่รังเกียจพี่ขอบอกลายระเอียดพี่ขี้เกียจเข้าห้อง. คนอย่างพี่น๊ะน้องนางสตุ้งสตางค์ไม่ค่อยมีต้องลอไปก่อนอีกหลายๆ ปีกว่าจะมีเงินทอง (ชายรับซ้ำ) ถ้ารัก.........หาไปมีเท่าไรก็เท่านั้นพ่อแม่จะแข็งขันก็เชิญท่านไปฟ้องร้อง. พากันไปจดทะเบียนสมรสที่อำเภอว่าตัวฉันกับตัวเธอมีข้อเสนอสนอง. ตามกฎหมายทั้งสองฝ่ายยินดี ภรรยาและสามีเพียงเท่านี้ก็ถูกต้อง. ท่านพ่อแม่จะขอสินสอดเราผัดทอดเอาไว้ก่อนว่าเราจะขอทำผ่อนเอาไว้ในตอนเดือนสิบสอง. เดือนสิบสองไม่มีผัดเอาเดือนสิบสามทีนี้ต้องดีงามถ้าเกิดความฉันรับรอง. ถ้ามีลูกมีเต้าก็พากันเข้าไปในบ้าน พอยายกับตาเห็นหลานก็คลี่คลานเข้ามาประคอง. ฯลฯ (หยุดไห้ผู้หญิงร้องแก้ต่อไปอีก)
๓. ญ. ¤ ว่าพาทีของพ่อทองคำปากเปราะฉันฟังไม่เพราะแล้วปวดหัว มาพูดเล่นเห็นแก่ตัวพ่อชายชั่วร้ายสมอง. จะหาคู่ครองเรือนต้องบิดเบือนเงื่อนแง่ คิดตบตากับคนแก่แกหนอแกช่างไม่ตรึกตรอง. พวกพื้นประเพณีไทยเรามีมาแต่โบราณ เรื่องนี้มีมานานแต่รัฐบาลยังรับรอง ประเพณีแต่งงานเกี่ยวแก่การสวยงาม ข้าไม่บังคับไม่ได้ห้าม แต่พยายามขอร้อง. ใคร่สั่งสอนเพิ่มพูนกลัวจะศูนสิ้นไป เราเลือดเนื้อเชื้อไขเราคนไทยถูกต้อง. ควรรักษาประเพณีไทย เรานี้ควรทำทองคำควรจะจำที่ฉันนำมาสนอง. การรักหาพาหนีประเพณีร้าวฉาน ถึงโรงถึงศาลยากแก่การปกครอง. พูดถึงรักนี้หนักแน่นต้องโกรธแค้นแน่นอน บ้างก็พากันฆาตกรพาเดือดร้อนถึงพี่น้อง. ประเพณีแต่งงานไม่ไช่เป็นการสิ้นเปลืองไห้ผู้ใหญ่ท่านรู้เรื่องไม่สิ้นเปลืองเงินทอง. เพียงแต่ปรึกษาหาลือผูกข้อมือข้อไม้ผู้ใหญ่ต่อผู้ใหญ่ท่านเต็มใจด้วยกันทั้งสอง. เท่านี้ก็ดีงามเขาเรียกว่าตามประเพณี การรักหาพาหนีดีไม่ดีจะโดนกระบอง. ฯลฯ (หญิงร้องต่ออีก)

๔. ญ. ¤ ว่าจริงๆ นะคะคุณขาฟังพ่อคุณที่มาว่าหาญหักรักทามันขายหน้าถึงพี่น้อง. ญาติพี่น้องจะหมองมัวครอบครัวก็ไม่เป็นสุข อับจนทนทุกไม่มีสุขด้วยกันทั้งสอง. ท่านที่ถนอมกล่อมเกลี้ยงชุบเลี้ยงมาแต่เยาว์ เราควรจะไห้เกียรติเขาในเมื่อที่ท่านเฝ้าขอร้อง. ลูกของใครๆ ก็หวงย่อมจะห่วงกันเป็นธรรมดา เมื่อคุณจะมีภรรยาควรจะปรึกษาปรองดอง. ปรองดองของดีมันก็ไม่มีอะไร ผู้ใหญ่ต่อผู้ใหญ่ท่านเต็มใจยกย่อง. มีมากหรือมีน้อยเราค่อยๆ พูดกัน เรื่องสินสอดทองมั่นตัวดิฉันรับรอง. ฉันรับรองหาลือ ถ้าเชื่อถือผู้ใหญ่ เราแนะนำจงจำไว้พวกผู้ชายทั้งผอง. ฟังสำเนียงเสียงเพราะพ่อทองคำปากเปราะ มายืนหัวเราะอยู่ได้นี่แกมันหัวไว.............เข้าใจชีช่อง. ช่างมองเห็นยกประเด็นต่างๆ เรื่องชั่วดีถี่ห่างและแนะทางถูกต้อง. พวกหนุ่มๆ ไวรุ่นฟังน๊ะคุณอย่าขัดขืนทุกเย็นย่ำค่ำคืนหลับหรือตื่นเราควรตรอง. ถึงจะมีภรรยาควรจะหาผู้ใหญ่ไม่มีเงินไม่เป็นไรจงจำไว้น๊ะคำน้อง. เรารักจริงเราก็ต้องกล้า เราต้องอุตส่าห์แบกบั่น หย่าทำเป็นคนหิวคิดสั้นดื้อลั้นร้ายสมอง. อย่าเอาแบบพ่อทองคำกับพ่อสวงษ์มายืนตัวตรงดื้อดึง พูดถึงรักแล้วหูผึ่งได้หนึ่งจะเอาสอง. เพราะแกเป็นคนต้องเสนียดไม่ไห้เกียรติกับภรรยา ทำไห้แม่ยายกับพ่อตาต้องขายหน้าพี่น้อง. ฉันขอกล่าวอ้ายที่เล่ามานั้นไช่จะสั่งสอน เพราะมีเรื่องเดือดร้อนในเมื่อตอนเดือนสิบสอง. ฉันขอบอกกับพ่อทองคำปากเปราะคนนี้ถูกพ่อตาไร่ตีวิ่งหนีลงไปในครอง. ฯลฯ (หมดชุด)

* เพลงฉ่อยพื้นบ้าน *
นายเหี้ยม จังคะพาณิชย์ อายุ ๘๖ ปี
นางฉอ้อน จังคะพาณิชย์ อายุ ๗๘ ปี
ชมรมผู้สูงอายุ ตำบลแสนตุ้ง
อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

๑. ช. โองโงยโหงโหงย ตื่นเช้าขึ้นมาหน้าตาชักมัว ว่าเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเสียนี่กระไร. เมื่อยเอ็วเมื่อยหลังจะนั่งลุกเส้นเอ็นมันกะตุกปวดหัวใจ. ไม่ไหวไม่ไหวอยู่ไม่ได้แน่ต้องไปหาหมอแก้เส้นถึงจึงจะคลาย. แต่ว่าพอนึกขึ้นมาได้ไวก็ปัญญาต้องไปโรงน้ำชาที่มหาชัย. ย่างเข้าประตูแล้วชักกลอนแม่ฉอ้อนอยู่พอดี นวดกันสักทีเอาเท่าไร? ฯลฯ (หยุดไห้ผู้หญิงร้องแก้)
๑. ญ. ¤ เอ๋ย ... ว่าพอย่างเข้าประตูแล้วถอดกลอนพบแม่ฉอ้อนพอดี นวดกันสักทีเอาเท่าไร? เส้นเอ็นก็แคลงแถมเจ็บปวด ถามว่าจะนวดทีละเท่าไร? ราคาราค่อย ค่อยว่ากันจะนวดช้านวดนานพูดกันได้. ว่านอนลงตรงนี้เตียงมีคอยท่า อย่ามานอนแก้ผ้าผิดกฎหมาย. ว่าบีบแข้งบีบขาเลยมาถึงหัวเข่า ว่ากดท้องเบาๆ ไห้ลมกระจาย. พอเลือดลมเดิรทั่วหัวผงก ฉันเลยเอามือโขกหัวหดไป. ฯลฯ (ผู้ชายร้องต่อ)
๒. ช. ¤ เฮิง. เงย. เฮิ้ง. เหงย. ว่าหัวฉันผงก เธอมาโขกหัว โอยเจ็บไปทั่วจนหัวหงาย. หมอนวดอย่างนี้มันไม่มีตำรา เส้นประสาทมึนชาต้องทำก็ยังไง. เอานวดกันใหม่เส้นสายตรงนี้ ดึงไห้ดีอร่อยถึงใจ. ยิ่งนวดยิ่งอร่อยเส้นห้อยชักจะตึง เส้นขาชักจะปึ่งทนก็ไม่ไหว. ถีบขาถีบหน้าแข้ง ยิ่งถีบยิ่งแข็งกระสับกระส่าย. หน้ามืดตาลายเส้นสายชูร่อน ฉันเลยจับแม่ฉอ้อนนอนหงาย.
๒. ญ. ¤ เอ้อ เอ๋ย ... หน้ามืดตาลายเส้นสายชักสั่น เลยจับตัวฉันไห้นอนหงาย. เอ๊ะ ทำไมทำกันอย่างนี้ ขืนมาทำจู้จี้ไช้ก็ไม่ได้. ฉันไม่ไช่หมอนวดข้างถนน แกจะมาเล่นสัปดลผิดก็กฎหมาย. ยิ่งว่ายิ่งยุมาทะลุกลางปล้อง ฉันจะไปฟ้องก็ไม่ทันใจ. อยากจะไปตามตำรวจก็มาไต่ถาม กว่าตำรวจจะบันทึกความมันจะนานหลาย. ฉันเลยรุกผึงทลึ่งกลางเตียง ยกส้นตีนถีบเปลี้ยงกระเด็นไป. ฯลฯ (หยุดไห้ผู้ชายร้องต่อ)
๓. ช. ¤ เอิง.เงย.เฮิ้ง.เหงย. ฉันจับหมอมานอนหงาย ไช่จะทำลายแกก็เมื่อไร? จับหมอนอนหงายความหมายมี เพราะอ้ายตรงนี้ฉันก็ถูกใจ. อ้ายเส้นมันแข็งเพราะตะแคงเอียง แม่ก็เลยถีบเปลี้ยงฉันก็เข้าไห้. ไม่ทันบอกเล่าตาระเก้าสิบ แม่ก็เลยมาถีบฉันกระเด็นไป. เอาเถอะต่างคนก็ต่างผิดอย่ามาขุ้นคิดไห้รำคาญใจ. เส้นที่มันแข็งก็เพราะแรงถีบ ลูกกระเดือกชักตีบอึดอัดใจ. หมออย่าไปคิดไห้จิตรเศร้าหมอง เชิญไปเข้าห้อง นวดกันใหม่. ฯลฯ (หยุดหญิงร้องแก้ต่อ)
๓. ญ. ¤ เอ๋ย ... อย่าไปคิดจิตรเศร้าหมอง ว๊ะว่าไปเข้าห้องนวดกันใหม่. เราต่างคนก็ต่างผิดฉันก็ยิ่งคิดไห้อภัย. ต้นคอที่แคลงก็เพราะแรงถีบ ฉันจะบีบไห้กับแกใหม่ เอ๊าฉันจะบีบไห้กับเหี้ยมใหม่. จับเส้นที่คอไห้มันงอกลับ ว่าเส้นเอ็นมันทับกับเส้นใหญ่. ว่าลูกกระเดือกลูกกระด้อยก็พลอยตึง ฉันเอามือจับดึงไห้มันคลาย. เอ็นตีบเอ็นต้อยที่ด้อยรีบ ดึงๆ บีบๆ แล้วก็ไช้ได้. เส้นแกเป็นคลาบจะได้อาบน้ำ บีบกันวันยังค่ำถึงใจ - เอย... ฯลฯ (หยุดไห้ชายร้องต่อ)
๔. ช. ¤ ว่าเอิงเงย.เหิงเหงย. ว่าเส้นเอ็นซึมทราบจะได้อาบน้ำ อ้ายที่เอ่ยปากถามอ่างอยู่ตรงไหน. แก้ผ้าร่อนจ้อนลงนอนคว่ำ เอามือรูปคลำอ่างก็ใบใหญ่. ถูหลังเสร็จสัพกลับข้างหน้า หมอช่วยถูขาหน่อยได้ใหม. หมอถูไห้ชิดติดไข่ดัน ฉันเป็นโรคคันเดี๋ยวก็จะกลาย. ถ้ามันกลายก็จะวายวุ่น ยิ่งไปถูกน้ำขุ่นไปก็กันใหญ่. มังกรอาละวาดพาดหางพัง. ถูกเอาก้นอ่าง. น้ำกระจาย. ฯลฯ (หญิงร้องแก้)
๔. ญ. ¤ เอ๋ย ... เอากันอีกแล้วพ่อคนนี้ เอากันอีกแล้วเจ้าคนนี้ ถูกถีบไปเมื่อตะกี้หาเข็ดไม่. เวลาบีบนวดจะมาหวดหมอ อาบน้ำก็จะล่อหมอไห้ได้. ไม่เข็ดไม่หลาบช่างหยาบช้า เออ เจ้านี่ชักจะบ้ากันยกใหญ่. นึกว่าเป็นหมอนวดจะหวดดักนี่สันดาลปักหลักยิ่งกว่าใคร. พอได้น้ำเข้าเอ็นก็กระเซ็นสาท เกิดมังกรอาละวาดน้ำก็กระจาย. บอกว่าอย่าหยาอย่า ยังบ้าคลั่ง บอกว่าอย่าหยาอย่ายังบ้าคลั่ง เลยกดหน้าแกไว้ที่อ่าง. ใบใหญ่. ฯลฯ (หมดชุดเพลงฉ่อยเพียงเท่านี้)
(ต่อแก้มข้างบนมันแก้มของนาง แก้มข้างล่างมันแก้มควาย)
๔. ช. เอิองเงยโหงโหงย ... แม่ฉอ้อนแม่หล่อนจ๋า ฉันมองเห็นหน้าแล้วก็ชอบใจ. ช่วงล่างหรือว่าช่วงบน แม่น่ามลศิวิลัย ฉันนึกรักเธอหนักหนา ตั้งแต่เห็นหน้าของแม่นางใน. เขาลือกันนักกันหนา เขาว่าคุณมรณามาก็นานหลาย. เขาลือว่าแม่ตายตั้งแต่ปลายเดือนแปด ว่าตั๊กกะแตนกัด ... ขาเธอตาย. ฯลฯ.

๔. ญ. เอ๋ย ... เขาลือกันว่าฉันตายเสียเมื่อปลายเดือนแปด ว่าตั๊กกะแตนกัดตาย. ฉันไม่เคยตายเสียเมื่อปลายเดือนแปด มาดูที่ปลายคางยังไม่หาย. ของฉันไม่หายของฉันยังอยู่ว่ามุดหัวเข้ามาดูเสียก็ไวๆ. ของฉันขาวปลอดยอดแซมสี ยกมือไหว้ ผีซิเป็นไร? ฯลฯ

บทไหว้ครูอาจารย์
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ประนมหัตถ์น้อมศรีระอภิวาท วรนารถพุทธะอะระหัง
ถึงพระองค์ดับสูญพระคุณยัง ประจักษ์ยังยืนแน่นแทนพระองค์
โปรดประทานพระธรรมไว้สำหรับ เป็นเครื่องดับราคะโทสะหลง
แนะหนทางแปดอย่างล้วนทางตรง ประธานสงค์แก่ข้าเป็นนาบุญ
ทั้งไว้บิดรที่ได้ให้ชีพเกิด ให้กำเนิดเลี้ยงบุตรรักอุดหนุน
ลูกพลาดพล่ำต่ำต้อยคอยคุ้มจุน เตือนกระตุ้นบากบั่นหมั่นอบรม
ไหว้มารดาบุญหนักรักเอ็นดู เลี้ยงอุ้มชูเฝ้าถนอมถ่อมผงม
ลูกเป็นทุกข์ทุกข์ด้วยช่วยระทม เป็นทั้งพรหมมิตรแท้แต่ตั้งครรภ์
ข้าขอไหว้ปวงท่านอาจารย์ครู ทั้งที่อยู่และล่วงลับซึ่งดับขันธ์
ได้ประสาทวิทยาสารพัน เป็นทรัพย์อันติดตนจนบรรลัย
บัดนี้ข้าตีกรับขับเสภา อย่าให้ข้าผิดพลาดเคลื่อนคลาดได้
จะขับร้องบรรเลงบทเพลงใด ให้ถูกใจเพราะหูท่านผู้ฟัง
ให้ผู้ที่มาสันนิบาตญาติและมิตร ซึ่งตั้งจิตรจะสดับอยู่คับคั่ง
เจริญอายุวัณณะสุขะพลัง ให้สมหวังทุกข์ภัยขออย่าได้มี...

บทไหว้ครู
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ก่อนแสดงให้ดูไหว้ครูก่อน จะขอยอกรประณมก้มเกศา
ต่างดอกไม้ธูปเทียนที่เรียนมา ขอบูชาโดยกำหนดครูบทกลอน
ทั้งครูร้องครูแหล่ที่ศักดิ์สิทธิ์ ทั้งทุกทิศได้เมตตามาสั่งสอน
อักขระวรรณยุกต์ครบทุกตอน ตามบทกลอนดีๆ ที่เรียนมา
ครูพิลาภพิรอดยอดตำรับ ทั้งคำร้องกลอนขับเพราะหนักหนา
ท่านได้สร้างภาพพจน์บทเสภา ขอวันทาพระมุณีร้อยแปดองค์
ทั้งทางแหล่ทางร้องให้คล่องตัว การแสดงโดยทั่วอย่าให้หลง
ให้จดจำสำคัญเป็นมั่นคง ขอท่านจงรับพานที่บูชา...

เพลงปลุกใจ
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ลูกคู่ ไทยเรารักสงบ เมื่อยามรบ ไม่ย่นย่อใคร ศัตรูตราจะมาแห่งใด เราไม่ยอมให้ ไว้แต่ไทยแหลมทอง
เนื้อร้อง
1. ไทยเรารักชาติไทย มีน้ำใจร่วมสามัคคี
(พวกศัตรูจะมาจู่โจมตี ท่าใครอวดดีมาซิเชิญลอง)
2. ไตรรงค์คือธงชาติ โบกสะบัดอยู่ในเขตไทย
(ใครกล้าแข็งจะมาแย่งเอาไป) (ย้ำ) เรียกว่าธงชาติไทยไม่ยอมให้ใครครอบครอง
3. ไทยเรารักสงบ อาวุธครบ ยังไม่รบกับใคร
อิสระเสรีไม่ราวีผู้ใด (ย้ำ) ถ้าใครมายื้อแย่งไปต้องยิงกันให้เลือดนอง
4. ชาติไทยหัวใจคือพระ ใครจะลองดูก็เอา
(พวกศัตรูจะมารบหลู่ดูเบา) (ย้ำ) จะเอาเลือดของเจ้า มาทาเสาธงทอง ...

เพลงออกแขก – ทำนองลูกทุ่ง
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ลูกคู่ พรึมพรึมโจ๊ะพรึมพรึม เสียงกลองกระหึ่มไปไกลแสนไกล
เสียงกลองเสียงฉาบกรับฉิ่ง (ย้ำ) ของเราเราจริงๆ อย่าทอดทิ้งเลยชาวไทย
1. สองกรขึ้นนมัสการ ท่านที่ประธานศิลปะชาวไทย
ลูกอัญเชิญให้มาสาธิต มาสิงสถิตดลจิตดลใจ
จงดลใจเหมือนอย่างวจี โรมรัญราวีอย่าให้ลูกมีอันตราย

2. ลูกเคารพขึ้นมานบนอบ อีกทั้งองค์ประกอบด้วยกายวาจาใจ
(โปรดเมตาสงสาร (ย้ำ) หากผิดพลั้งบางประการให้ลูกขออภัย)
3. ลูกเคารพได้มานบนอบ พร้อมทั้งองค์ประกอบด้วยกายวาจาใจ
โชคอำนวยช่วยลูกบ้าง พร้อมท่านผู้ดูผ้ฟังมานั่งให้กำลังใจ

ระลึกถึงคุณครูอาจารย์
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ลูกคู่ สิบนิ้วพนม – น้อมคำนับกราบก้มบังคมอัญชลี ขอให้คุณครูสถิตอยู่ในสมอง
เมื่อลูกเอ่ยปากร้อง การบกพร่องขออย่าได้มี

เนื้อร้อง
สิบนิ้วพนม น้อมก้มเกศา
ไหว้หญิงชายนายน้า ทุกท่านที่มาในวันนี้
ทั้งไหว้บิดามารดร ทั้งท่านที่สอนฝึกให้
ท่าตอนไหนผมร้องไม่ได้ ช่วยดลใจให้ผมที
ทั้งไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่สิงสถิตอยู่ทุกแห่ง
เอ็นดูด้วยช่วยแถลง ที่เอ่ยแจ้งในวจี
ผมยังไม่สันทัด การฝึกหัดก็ยังอ่อน
ทั้งบทการในเชิงกลอน ก็ยังอ่อนกว่ารุ่นพี่
ทั้งท่านผู้ดูผู้ฟัง ที่ยืนนั่งกันอยู่ข้างหน้า
ท่าผิดพลั้งวาจา ท่านอย่าเพิ่งด่าเสียดสี
จงคิดว่าเป็นลูกหลาน อย่ากล่าวขานมองข้าม
เอ็นดูด้วยช่วยอุปถัมภ์ ช่วยแนะนำผมสักที
จุดธูปขึ้นสามดอก พนมบอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์
จงเอ็นดูด้วยช่วยสักนิด ผู้สิงสถิตอยู่ทุกๆ ที่
สิบนิ้วพนมน้อมก้มขึ้นเหนือเกล้า แก่องค์พระพุทธเจ้าเทิดไว้เหนือเกล้าซึ่งเกศี
ตลอดพระรัตนตรัย ที่ยึดไว้เป็นหลัก
ทั้งเทพเทพาอารักษ์ ผู้ปกปักรักษาที่
กระทั่งพระอินทร์พระพรหม และพระยมพระกาฬ
ตลอดทั้งท้าวศรีสุวรรณ ผู้ซึ่งเป็นนายผี
อีกทั้งท่านผู้ที่ชอบ จดฟ้าครอบจักรวาล
มาดูลำตัดลูกหลาน ตลอดทั้งใต้ฐานพื้นปฐพี
อีกทั้งเจ้าพ่อหลักเมือง ผู้ปราดเปรื่องความสามารถ
ได้ปกครองจังหวัดตราด มาชั่วนาตาปี
อีกทั้งท่านก๋งปู่ ผู้เป็นครูลกตัด
เพราะลูกหลานเขาได้นัด เอาลำตัดมาถึงที่
ลูกหลานต่างน้อมนบ ทุกคนเคารพพระคุณท่าน
จงเอ็นดูด้วยช่วยป้องกัน อย่าให้มีมารมาราวี
ทุกโศกโรคภัย ขออย่าได้แผ้วพาน
เอ็นดูด้วยช่วยลูกหลาน ให้สุขสำราญตลอดปี

เรื่องงานตราดรำลึก
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ลูกคู่ ลำตัดลำตัดลำตัด ยังไม่ถนัดพึ่งจะแรกหัดเอามา
ฉันเล่นลำตัดพึ่งแรกจะหัดเรียนรู้ คณะลำตัดสิทธิ์ก๋งปู่แสดงให้ดูกันตามเวลา

เนื้อร้อง
มหาอำนาจทางยุโรป มีจิตโลภอาณาจักร
บุญของชาวไทยเป็นพ้นนัก ไทยคงศักดิ์ตลอดมา
พระองค์ปิยมหาราช ทรงรักษาชาติเอาไว้
ทรงดำเนินเทโยบาย เมื่อยามมีภัยคุกคาม
หากใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ ประหัตประหารเบี่ยงเบน
มีมอญราม่ามลายูลาวเขมร พี่พาดเอนมรณา
เหลือไทยโดดเดี่ยวเดียวดายแท้ จำจะต้องแก้ด้วยมนต์ขลัง
ศึกครั้งนี้ไม่ใช้กำลัง สติตั้งด้วยปัญญา
ถ้าขืนวู่วามล้างผลาญ ก็จะเกิดการเดือดร้อน
ขาดทุนทรัพยากร ทั้งขาดอาวุธศาสตรา
ทรงถือขันติเข้าตอบโต้ เป็นดังโล่รักษาไว้
ดินแดนส่วนน้อยเรายอมให้ แต่ส่วนที่ได้อยู่ข้างหน้า
แม้นกระทบกระทั่งเป็นบางที ยอมเสียศักดิ์ศรีสิทธิ์บ้าง
รักษาส่วนใหญ่ไว้ไม่ระคาง อาณาจักรกว้างขวางสุดสายตา
สมานมิตรไว้ป้องกันภัย ประเทศทั้งหลายเกษมสันต์
ยอมรับไทยด้วยสายสัมพันธ์ คือสิ่งสำคัญที่ไทยหา
ข้าพุทธเจ้าชาวตราด ขออภิวาทพระทรงศรี
ยี่สิบสามมีนานี้ ตราดได้พื้นที่คืนมา ...

เพลงแผ่นดินแหลมทอง (ลูกทุ่งสากล) ต่อทำนองลิเก
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

พื้นดินแหลมทองแห่งนี้ มีประวัติศาสตร์จารึก
หลับตาลองนึกดูซีพี่น้อง ครั้งนั้นไทยจับพร้า
ทำศึกแทบน้ำตานอง เพื่อกู้ศักดิ์ของ – คำว่าสยาม ...
ทำนองลิเก
เมื่อไตรรงค์ธงไทย พลิ้วโบกไสวยอดเสา
หัวใจของเราตื่นเต้น เมื่อเกิดความฝันวาบหวาม
อาณาเขตประเทศไทย เคยกว้างใหญ่ไพศาล
เป็นรูปขวานงามสง่า เมื่อก่อนเรียกว่าสยาม
ถิ่นไทยแหลมทองเอเชียไทย ไม่เคยเสียเอกราช
ไม่เคยเป็นชาติเมืองไหน ไทยคงเป็นไทยสมนาม
ประวัติศาสตร์จารึก ท่านโปรดลองนึกดูนั่น
ศึกบางระจันไว้ลาย ต่างคนสู้ตายตามๆ
องค์พระนเรศวรมหาราช ท่านกู้ชาติไทยมา
หลั่งเต้าอุทุกธารา ประกาศวาจาเนื้อความ
ว่าแผ่นดินไทยรูปขวาน เป็นของลูกหลานไทยเรา
ใครขืนเข้ามาครอบครอง เห็นจะไม่ต้องไต่ถาม
แม้เพียงก้อนดินก้อนเดียว หรือแม้เพียงเสี้ยวเม็ดทราย
อย่าหวังหมายยึกเอา อย่างน้อยศพเราก็ต้องข้าม
ไทยขอสู้เพียงแค่ตาย ชีพยอมถวายราชา
อุทิศเพื่อชาติศาสนา ยอมตายเพื่อมาตุคาม
เลือดไทยใหลรินเหี้ยมฮึก เมื่อยามเกิดศึกสงคราม...


วันเปิดงานตราดรำลึก
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ลูกคู่ คนเรารักกันเองเงย สำคัญอยู่ที่ใจ หมูไปไก่มา ฉันไม่ว่ากระไร

เอยว่ายี่สิบสามมีนา ได้เวียนมาแล้วครับท่าน
ท่านผู้ว่าเปิดงาน ตามที่กำหนดนัดหมาย
และท่านนายกวิเชียร ได้จุดธูปเทียนบูชา
และบวงสรวงองค์ ร.5 และมีการรำถวาย
มีทั้งลูกเสือชาวบ้าน และทหารตำรวจ
มากันเป็นหมู่หมวด ผู้สูงอายุก็มากมาย
ท่านผู้ใหญ่และท่านกำนัน ก็มาร่วมงานที่เขาจัด
รวมทั้งท่านสารวัตร ตามจุดที่นัดมั่นหมาย
อีกทั้งพ่อค้าประชาชน แหมทุกๆคนมาร่วมงาน
อีกบริษัทห้างร้าน มาเปิดทำการค้าขาย
เห็นโฆษณากันเซ็งแซ่ มาวางแผ่สินค้า
เชิญท่านที่เดินไปมา หยิบซื้อหากันได้
ภาคการเกษตรเขาก็เสริมส่ง ส่วนการประมงเขาก็มี
ส่วนสัตว์น้ำบางอย่างนี้ คุณค่ามันมีมากหลาย
รวมทั้งปะการัง มีทุกๆ อย่างอยู่ใต้น้ำ
ทั้งปลาสวยๆ งามๆ ควรอนุรักษ์กันเอาไว้
สิ่งที่มีคุณค่า ชาวประชาควรยึดถือ
ไม่ใช่จะแก่งแย่งยื้อ เสียจนไม่มีความหมาย
ควรรักษาสิ่งแวดล้อม แล้วเตรียมพร้อมให้เหมาะสม
มีป่าไม้ไว้เชยชม อย่าเอาสังคมไปทำลาย
จงรักษาสิ่งที่ดีๆ ของเรามันมีเอาไว้เถิดท่าน
รักษายิ่งสิ่งสำคัญ เพื่อให้ลูกหลานมันภูมิใจ ...



ลูกคู่ คนเรารักกัน เอ้งเงยสำคัญอยู่ที่ใจ หมูไปไก่มา เอ้เงย – ฉันจะไม่ว่ากระไร
เนื้อร้อง
คนเราทุกวัน ที่คบกันเป็นพวกพ้อง
ถ้าคบกันด้วยเงินทอง แล้วก็ไม่ต้องสงสัย
คนเรามันชักจะแย่ ท่านผู้แก่เขาคอยเตือน
ถ้าเพื่อนเราเผาเรือน คบเป็นเพื่อนมันก็ลำบาก
ถ้าคบกันแต่ปาก รู้สึกกระดากกระเดื่องใจ
ไม่ว่านายหรือนาง มันเหมือนกันทั้งนั้น
ถ้าทัศนะตรงกัน ก็ไม่มีอันตราย
รู้สึกมันชักจะยุ่ง อีกฝ่ายเมินอีกฝ่ายมุ่ง
มันชักจะยุ่งกันใหญ่ เพื่อนกินหาง่ายเพื่อนตายหายาก
โบราณเขาว่าซ้ำซาก มันผิดปากกันเสียเมื่อไหร่
เขาอาบน้ำร้อน มาก่อนพวกเรา
จงควรเชื่อเขา อย่าเฝ้าสงสัย
พรหมลิขิต ช่วยคิดเตือนย้ำ
เป็นข้อแนะนำ จงจำเอาไว้
คนเราเดี๋ยวนี้ ไม่มีความทุกข์
มีแต่ความสุข สนุกสบาย
การคบคน ทุกคนควรคิด
การคบมิตร ต้องคิดเสียใหม่
การคบมิตรต้องคิดใคร่ครวญ ต้องทบทวนทีท่า
ถ้าหมูไปไก่มา เราจะไม่ว่าอะไร

ลูกคู่ คนเรารักกัน เอ้งเงยสำคัญอยู่ที่ใจ ... หมูไปไก่มา เอ้อเงย ฉันจะไม่ว่ากระไร
เนื้อร้องบท 2
เอยมนุษย์เราทั้งนั้น ต้องพึ่งกันอยู่เป็นนิตย์
ถ้าเขามีกระจิตร เราก็มิตรกระใจ
คนเราอาจหาญ โบราณว่า
น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า อาฌาศัย
โบราณเขาว่ามานั้นแบบเก่า เราก็จิตคิดดูเร่าเขาก็ใจ
คนเราเขาว่ามานั้นมันไม่เหมาะ อีกฝ่ายหนึ่งหัวเราะอีกฝ่ายหนึ่งร้องไห้
มนุษย์เราเป็นนิตย์ จิตชื่นบาน
มนุษย์เรามีการ ให้อภัย
ช่วยได้เถิดช่วยได้ ช่วยกันเชียว
มนุษย์ตัวคนเดียว อยู่ไม่ได้
ต้องพึ่งพาอาศัย กันตามประเพณี
ใช้ยาจกหรือเศรษฐี นั้นยังขาดไฟ
ผู้น้อยอ่อนแอหมายแต่คำนึง เฝ้ารำลึกนึกถึงแต่ผู้ให้
ภรรยานั้นคำนึงพึ่งสามี ยามป่วยฝากผีและฝากไข้
คนเราทุกคนด้วย ว่าต้องม้วยมรณัง
ว่าร่างกายทุกอย่าง ไม่ถูกฝังก็เผาไฟ
คนเราทุกคนนั้น ต้องเหมือนกันทั้งหมดด้วยเกียรติ
ยศชื่อเสียง เรารักกันสุดเหวี่ยง สู้กันเพียงขาดใจ ...

พระอำภัย
เรื่องพระอำภัย จับตอบท้าวสุทัศไล่พระอำภัยกับศรีสุวรรณ
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

โอละหน่าย น่ายเอย ... เงย
จะกล่าวถึงหน่อกษัตริย์ ขัตติยา
ออกจากวังมา ไม่มีความหมาย
ต้องระหกระเหิน เดินด้นดั้น
สองคนกับศรีสุวรรณ์ ผู้เป็นน้องชาย
ออกจากนครา แล้วเข้าป่ารัง
ครั้นเมื่อยนักก็นั่ง มาปรึกษากันใหม่
อันตัวเราพี่น้อง ก็ทั้งสองนี้
มันก็ไม่มี ที่จะพึ่งใคร
ทั้งโภชนาอาหาร หนอก็กันดารครัน
เราก็นับวัน ที่จะวางวาย
(น้องชาย) พระอนุชาว่าพี่ นั้นขี้ขลาด
เรารึก็เป็นชายชาติ ช้างงาใหญ่
อันความรู้ก็มี หรืออยู่กับตัว
เราจะไปกลัว หนอมันทำไม
(พี่ชาย) พระเชษฐาว่าจริง แล้วหนอน้องรัก
เจ้านี้เป็นคนมีหลัก แหลมเหลือหลาย
เราต้องถอดเครื่องทรง ออกจากเกษี
จัดแจงแต่งกายี ให้เป็นชาวไพร
เอาภูษาผ้าห่มห่อ หนอกระหวัด
แล้วเอามาคาด เอวมิให้หาย
(น้อง) ศรีสุวรรณนั้นหรือ ถือก็กระบอง
(พี่) พระอภัยเจ้าของ ถือปี่ใหญ่
ได้เดินทางกางเถือน หนอได้เดือนเศษ
กว่าจะพ้นขอบเขต หนอซึ่งป่าใหญ่
ค่อยย่างเหยียบเรียบริม หนอทะเลลึก
จนกว่าจะถือต้นพฤ ษารึกว่าไทรใหญ่
ทั้งสองคนเหน็ดเหนื่อย เมื่อยกำลังกาย
จึงพักอยู่ใต้ต้นไทร กันก่อนเอย ...

รำพลายชุมพล
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

1. แล้วจัดแจง – แต่งกาย – พลายชุมพล ปลอมตนเป็นมอญใหม่ – ดูคมสันเอย
เฮยโอละหน่าย โอละหน่าย หน่อยเอย – เงย
2. นุ่งผ้าตราหมากรุก – ของรามัญ แล้วใส่เสื้อลงยันต์ – ย้อมว่านยาเอย
เฮยโอละหน่าย โอละหน่าย หน่อยเอย – เงย
3. คอผูกผ้าประเจียด – ของอาจารย์ แล้วโอมอ่านเสกผง – ลงปะหน้าเอย
เฮยโอละหน่าย โอละหน่าย หน่อยเอย – เงย
4. คาดตะกรุดโทนทอง – ของบิดา โพกผ้าสีทับทิม – ริมกลีบทองเอย
เฮยโอละหน่าย โอละหน่าย หน่อยเอย – เงย
5. แล้วถือหอกสัตย์ตะโลหะ – ชนะภัย เหมือนสมิงมอญใหม่ – ดูไวว่องเอย
เฮยโอละหน่าย โอละหน่าย หน่อยเอย – เงย
6. (พลายชุมพลขี่สีหมอก – ออกลำพอง ขึ้นตี่ตะเลียว – เหลียวมอง – นำโยธาเอย
เฮยโอละหน่าย โอละหน่าย หน่อยเอย – เงย จบ
ลำต่อด้วยเพลงม้าย่อง หรือขึ้นเพลงอัดสวะรีลาจบด้วยเพลงเชิด ...



คำอธิษฐานปิดทองลูกนิมิต
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ขอเดชะบุญทานการกุศล ปิดนิมิตอุโบสถทศพล
เริ่มลูกต้นกลางโบสถ์โชติตระการ
เป็นนิมิตลูกเอกเสกประสาท งามโอภาสมาศเฉลิมเสริมสัณฐาน
เป็นนิมิตเตือนตาสาธุการ ท่ามกลางงานบุญพิธีผูกสีมา
เกิดชาติหน้าอย่ารู้เข็ญได้เป็นใหญ่ รูปวิไลเป็นเสน่ห์ดังเลขา
ปิดนิมิตลูกทิศบูรพา ให้ก้าวหน้าเกียรติยศปรากฏไกล
ปิดนิมิตลูกทิศอาคเนย์ ขอให้เทวาประสิทธิ์พิสมัย
ปิดนิมิตลูกทิศทักษิณ ศักดิ์ชัยให้สมใจสมบัติวัฒนา
ปิดนิมิตลูกทิศหรดี ขอให้ชีวิตมั่นชันษา
ปิดนิมิตทิศประจิมอิ่มอุรา ปรารถนาใดได้ดังใจปอง
ปิดนิมิตทิศพายัพดับทุกข์โศก นิราศโรคนิราศภัยร้ายทั้งผอง
ปิดนิมิตทิศอุดรกอรประคอง ได้เงินทองสมหมายทุกรายการ
ปิดนิมิตทิศอีสาณประการสุดท้าย ให้สมหมายได้สุขทุกสถาน
รวมเก้าลูกสุกใส ใจเบิกบาน กว่าจะถึงซึ่งนิพพานเมื่อนั้นเทอญ... จบ

ลูกคู่ คนเรารักกัน – สำคัญอยู่ที่ใจ – หมูไปไก่มา – ฉันไม่ว่ากระไร
เนื้อร้องเรื่องลูกนิมิต
สวัสดีทุกๆ ท่าน ที่มาพร้อมกันทั้งหมด
ปิดทองนิมิตที่อุโบสถ ท่านนั้นได้โปรดเข้าใจ
เมื่อบูชาดอกไม้ธูปเทียน ผมจึงได้เรียนบอกทุกๆ ท่าน
เมื่อปิดทองพระประธาน แล้วเชิญทุกท่านเข้าข้างใน
นิมิตลูกหนึ่งอยู่กลางโบสถ์ ขอท่านได้โปรดพิจารณา
ว่าลูกที่สองทิศบูรพา ผมนี้ได้มาบรรยาย
ว่าลูกที่สามทิศอาคเนย์ ขอให้เทวาประสิทธิ์
ผู้ที่มีบุญนะญาติมิตร ซึ่งเขาได้คิดการไกล
ว่าลูกที่สี่ทิศทักษิณ เรารู้สิ้นอธิษฐาน
ทรัพย์สมบัติที่ต้องการ ได้อธิษฐานกันเอาไว้
ว่าลูกที่ห้าทิศหรดี ก็ขอให้ชีวิตมั่น
ให้อายุยาวยืนนาน ไม่ดับขันสลาย
ว่าลูกที่หกทิศประจิม ให้เอิบอิ่มในอุรา
สิ่งที่เราปรารถนา ให้สมได้ดังใจ
ว่าลูกที่เจ็ดทิศพายัพ ซึ่งได้ดับทุกข์โศก
นิราศภัยนิราศโรค นั้นไม่เข้ามากล้ำกราย
ว่าลูกที่แปดทิศอุดร ทั้งสองกอรประคอง
ผมขอให้ได้เงินทอง ให้สมปองกันทุกราย
ว่าลูกที่เก้าทิศอีสาน ทำบุญให้ทานกันให้เป็นนิตย์
รวมเก้าลูกผูกจิตร นี่แหละคือทิศสุดท้าย
ขอให้กุศลผลบุญ จงเกื้อกูลทุกๆ ท่าน
ถึงม้วยรับดับขันธ์ ขึ้นสู่วิมานสมตั้งใจ ...

ลูกคู่ ชับปริงกระท่อมปริงเอย ชับปริงชับปริงกระท่อมปริง (บุญพาได้มาพบกัน (ย้ำ) เจอแม่แจ่มจันทร์ช่าง
ปากหวานเสียจริงๆ
เนื้อร้องชาย
มาเจอะเจอเธอจ๋า เป็นบุญพาที่ได้มาถึง
แม่เอวกลมเต่งตึง มันเคล้าคลึงเสียจริงๆ
ช่างรูปสวยรวยแท้ หวีผมแปล้ประแป้ง
ชั่งงามแฉล้มแก้มแดง ดูยิ้มแฉ่งกรุ่งกริ่ง
พี่ลองเตาะเกาะแกะ หัวเราะแหะเข้าไปหา
แกล้งทักทายไปไหนมา กันจ๊ะจ๋าคุณผู้หญิง
น้องไม่ยิ้มรับจ้ำโบ๊ะ กลัวพี่โจ๊ะเอาหรือเจ๊
พี่นี้ไม่ใช่ชื่อนายเด่ ทำไมถึงเจ๊กลัวจริง
พี่นึกรักอยากกอด พี่จึงได้ดอดเข้าไปทัก
น้องทำเป็นไม่รู้จัก เสียแรงพี่ทักแล้วยืนนิ่ง
มาลืมพี่เสียแล้วหนอ โอ้ใจคอของแม่หนู
หรือหาว่าพี่แกล้งตู่ มาทำเจ้าชู้กรุ่งกริ่ง
แม่เอวกลมผมตั้ง มาลืมความหลังเมื่อจากกัน
เมื่อเราต่างเรียนกันคนละชั้น มาลืมกันได้ทุกสิ่ง
มาลืมได้ใจคอ น้องชั่งไม่รอรักลา
พอตกดึกคึกขึ้นมา พยักหน้าเป็นสปริง ...

ชาย
ถ้าอยู่กับน้องเป็นครอบครัว เรื่องของชั่วพี่ก็ไม่เอา
ทั้งฝิ่นกัญชาพี่ก็เปล่า ไม่ดื่มเหล้ายุ่งยิ่ง
ทั้งถั่วไพ่ไฮโล ถึงจะเป็นโปไก่ปลา
พี่ไม่เคยเล่นไปมา เพราะพี่นี้ว่าแต่เรื่องจริง
ทั้งเงินทองนองเนือง พี่มีทองเหลืองทองคำ
พี่ฝากไว้ที่โรงจำนำ ทั้งลูกประคำกับสับปิ้ง (พูด)
อีกทั้งโรงเลื่อยโรงใหญ่ โรงสีไฟโรงย่อย
ถูกไฟไหม้บ่อยๆ พี่ยังปล่อยละทิ้ง
อีกทั้งรถยนต์ของพี่ นั้นก็มีตั้งหลายคัน
ไม่ต้องเติมน้ำมัน ใช้มือดันมันก็วิ่ง
ถ้าพี่ได้น้องมาแต่งงาน ต้องเตรียมการให้ใหญ่โต
จะพาแม่หนูจาโบ้ ไปเป็นตะโผละครลิง ...

ลูกคู่ ชับปริงกระท่อมปริงเอย ชับปริงชับปริงกระท่อมปริง (ได้ยินน้ำคำให้ชอกช้ำในอุรา (ย้ำ) ใครวะใครหวา ช่างปากกล้าเสียจริงๆ
เนื้อร้องหญิง
เอยเมื่อได้ฟังคำบรรยาย ของฝ่ายชายแสนสุดซึ้ง
เอาแต่จับแต่ดึง ชอบเคล้าคลึงแต่ผู้หญิง
ถึงรูปไม่สวยรวยแท้ แม้แต่คนแก่มันก็ไม่ละ
เจอไม่ได้เป็นไถดะ ระวังนะจะนอนกลิ้ง
มาทำออเซาะเกาะแกะ หัวเราะแหะเข้ามาหา
ช่างหน้าไม่อายขายหน้า จำพวกบ้าแต่ผู้หญิง
มาพูดชุ่ยคุยคล่อง เจอกับน้องทำบังอาจ
แกใช้สำนวนกวนประสาท เดี๋ยวโดนจับตัดโยนทิ้ง
หากไม่เชื่อคำปราศรัย ที่อธิบายเกริ่นกล่าว
ถ้ารู้แน่แกจะหนาว นี่แหละ – ตัวจริง
ว่าเจ้า – หน้ามล แกเป็นคนไม่เอาไหน
ถ้ามีเงินก็รักใคร่ ไม่มีให้มันก็ทิ้ง
แกพูดถึงเรื่องความหลัง เมื่อคราวครั้งมีความสุข
ถ้าหากใครขืนไปร่วมสนุก พอมีลูกไม่สุงสิง
ว่าเจ้า – – สองคน -- – มันเป็นคนเหลือร้าย
ท่านผู้ฟังยืนนั่งทั้งหลาย หนูมาบรรยายแต่เรื่องจริง ...

เอยช่างมากระดกยกตัว ว่าของชั่วนี้ไม่เอา
จะให้ฉันเชื่ออย่างไรเล่า ขี้เกียจจะเข้าไปยุ่งยิ่ง
ทั้งถั่วไพ่ไฮโล ถึงจะเป็นโปไก่ปลา
หนูฟังแล้วก็ไม่น่า ที่เขาจะว่าเป็นเรื่องจริง
บอกพี่เงินทองนองเนือง มีทั้งทองเหลืองทองคำ
หนูเห็นเอาเข้าโรงจำนำ วันยังค่ำเที่ยวแต่ซิ่ง
อีกทั้งโรงเลื่อยโรงใหญ่ โรงสีไฟโรงย่อย
ก็เธอพูดขึ้นมาลอยๆ เฝ้าแต่คอยหลอกผู้หญิง
ว่ารถยนต์นั้นมากมี
จะเชื่อได้อย่างไรนี่ เห็นพวกพี่ๆ เฝ้ากลอกกลิ้ง
คุยจะมาแต่งงาน จ้างพวกฉันนั้นก็ไม่เอา
มาใช้วาจาสับเพร่า หนูไม่ใช่สาวไวซิ่ง
เพราะรู้กำพืดเธอมาก่อน เที่ยวตะลอนไปทั้งปี
เที่ยวบ้านโน้นออกบ้านนี้ เข้าซ่องกะหรี่เล่นโบว์ลิ่ง
เที่ยวติดสาวในคลับ ไม่กล้าจะกลับเข้าบ้าน
เห็นผู้ปกครองว่าทุกวัน แล้วแกต้องพาลยืนนิ่ง

เพลงเกี่ยวข้าว
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ลูกคู่ เกี่ยวข้าวนาใน ชักชวนกันไปเกี่ยวข้าว หนุ่มๆ สาวๆ เรามาเกี่ยวข้าว ในนาเอย - -
เกี่ยวเถอะนะพ่อเกี่ยว (เอา) เกี่ยวเถอะนะแม่เกี่ยว
อย่ามัวชะแง้แลเหลียว เดี๋ยวเคียวจะเกี่ยวก้อยเอย (ย้ำ)
เนื้อร้องชาย
แม่น้องที่มีนาดี ถามว่าปีนี้ได้ข้าวกี่พันธุ์
เห็นน้ำมันรวมท่วมทด ว่ายังไงน้ำรดหรือยังทางบ้าน
หรือน้ำยังไหลหลั่งท้องนา อ้ายข้าวอ้ายปลาคงได้กันบาน
อ้ายนาของเธอมังกระทงเก่า พี่จะไปเช่าเธอจะเอากี่พัน
เมื่อวานฉันจะไปเช่า เธอบอกกับเราว่าเธอจะเอาแปดพัน
อ้ายค่าเช่านาน้องยาก็แพง เหมือนเธอจะแกล้งให้ผมนี้อาน
อีตอนทำนานั้นอยู่กับเรา เมื่อตอนได้ข้าวนั้นอยู่กับมัน
ให้ไถทั้งหลับให้ไถทั้งตื่น ให้ไถทั้งคืนให้ไถทั้งวัน
บอกฉันไปนั้นจะเลี้ยงดู แต่พอไปอยู่มันใช้เสียอาน
ขืนอยู่คงใช้ให้ไถตะบัน ขอลากลับบ้านกันก่อนเอย ...

หญิง
ได้ยินสำเนียงนั้นเรียกหา ใครหนอเขามากันถึงหลังบ้าน
เขามาถามไถ่และผูกไมตรี ถามว่าปีนี้ได้ข้าวกี่พันธุ์
มาถามเรื่องไร่มาถามเรื่องนา มันเรื่องของข้าดูน่ารำคาญ
เดี๋ยวถามเรื่องนาเดี๋ยวถามเรื่องเช่า เรื่องโค่งเรื่องช้าวมันก็เรื่องของฉัน
อ๋อเธอมาถามเสียออกมากมาย มาถามสายใจได้ข้าวกี่ตัน
น้องบอกน้ำยังไหลหลั่งท้องนา ต้นข้าวต้นปลาเสียหายไปบาน
เธอว่านาของฉันนั้นเป็นนาเก่า เธอจะขอลองเช่าว่าจะเอากี่พัน
แต่เมื่อวันนั้นเธอจะมาเช่า ฉันลองบอกคร่าวๆ ว่าจะเอาแปดพัน
ว่าอีตอนทำนานั้นมันอยู่กับเจ้า เมื่อตอนได้ข้าวนั้นมันอยู่กับฉัน
ก็ตอนได้ข้าวนั้นมันอยู่กับใคร มันอยู่ยุ้งไหนเจ้าผู้เชี่ยวชาญ
อ้ายยุ้งน้องยาเห็นท่าไม่ได้ เชิญเธอไปใส่ยุ้งข้าวที่บ้าน
อ้ายยุ้งข้าวปลาที่ลูกตาย ใส่กันเท่าไหร่เล่ายุ้งนั้น
เห็นยุ้งสองยุ้งเดินพุงกระเพื่อม คุณพี่ไปเติมเท่าไรเล่านั่น
ว่าทำไม่ไหวฉันใช้ตะบัน จะกลับไปบ้านหรือเธอเอย

เพลงเต้นกำรำเคียว
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

1. ลูกคู่ มากันเถิดนางเอย กรู้ เอยมาแม่มา มารึมาแม่มา
ชาย มากันเถิดแม่นุชน้อง พี่จะเป็นฆ้องให้น้องเป็นปี่
ต้อยตะริดติ๊ดตอด น้ำแห้งน้ำขอดที่ตรงลิ้นปี่
มารึมาแม่มา มารึมาแม่มา มาเต้นกำย่ำหญ้า กันในนานี้เอย (ซ้ำ)
2. หญิง มากันเถิดพ่อเอย กรู้ เอยมาพ่อมา มารึมา พ่อมา
ฝนกระจายปลายนา แล้วน้องจะมาอย่างไรเอย (ซ้ำ)
3. ชาย บินกันเถิดนางเอย กรู้ เอ๋ยบินแม่บิน บินรึบินแม่บิน
มหาหงส์ทรงศีล บินไปตามลมเอย (ซ้ำ)
4. หญิง บินกันเถิดพ่อเอย กรู้ เอ๋ยบินพ่อบิน บินรึบินพ่อบิน
มหาหงส์ทรงศีล แล้วน้องจะบินอย่างไรเอย (ซ้ำ)
5. ชาย ยักกันเถิดนางเอย กรู้ เอ๋ยยักแม่ยัก ยักรึยักแม่ยัก
พี่อยากจะได้น้องรัก ขอเชิญน้องยักได้เลยเอย (ซ้ำ)
6. หญิง ยักกันเถิดพ่อเอย กรู้ เอ๋ยยักพ่อยัก ยักรึยักพ่อยัก
อย่าเข้ามาใกล้น้องนัก เดี๋ยวโดนเคียวควักนัยน์ตาเอย (ซ้ำ)

ร้องเพลงสงฟาง เรียกเพลงหงส์
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

หญิง
หงส์อ่อนละเหวยเลยลง ฉันจะร้องสักดง ดงแม่มูลทรี
ลูกคู่รับพร้อมกัน ซ้อมข้าวอยู่ในดง – ดงแม่มูลทรี
เนื้อร้อง หญิง
ฉันขอถามฝ่ายชาย นั้นหนอสักหน่อย ให้เป็นน้ำท่อยกระไรหนอพาที
(ลูกคู่รับ) ชาไว้ก็ชาไว้
ว่าเพลงหงส์สมัยก่อนเก่า เมื่อครั้งนวดข้าว ทำไมจึงไม่เห็นมี
(ลูกคู่รับ) ชาไว้ก็ชาไว้
เป็นสาเหตุอะไร จึงสูญหายไปสิ้น ฉันไม่เคยได้ยิน เสียเลยสักที ...
เชียวชะต้อย ชะเอยโหงษ์เอยเจ้า ชาชาเจ้า พญาหงษ์เงย ...
ชาย
เลยไปลงจะขอย้ำอีกสักดง ดง แม่มูลทรี
(ลูกคู่รับพร้อมกัน) ซ้อมข้าวอยู่ในดง ดง แม่มูลทรี
เนื้อร้อง ชาย
เอยได้ยินสำเนียง ในน้ำเสียงที่ถาม
ผมจะตอบเนื้อความ เอื้อนเอ่ยหนอพาที
(ลูกคู่รับ) ชาไว้ก็ชาไว้
จะว่าเพลงโหงษ์ กระไรก่อนเก่า สมัยนวดข้าวนั้นจึงไม่มี
เป็นสาเหตุอะไร มันจึงสูญหายไปสิ้น ฉันขอตอบ แม่ยุพินว่ามันมีหลายกรณี ..
เชียนะต้อยชะเอยโหงษ์ เงยเจ้าชาช้า เจ้าพญาโหงษ์เอย





เพลงเรือ
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ชาย
เอย – เรียบเรือเรียงเข้าเคียงใกล้ หวังจะฝากใจ (ฮาไฮ้) ของข้า น้องจะรีบไปไหน ขอให้แม่พายเบาๆ พี่นี้มาหาเจ้า (ฮาไฮ้) งามตา พี่นี้พายเรือหนอมานาน มันให้แสนเหนื่อยหนัก เมื่อได้มาพบนงลักษณ์ (ฮาไฮ้) โสภา ไอ้ที่เหนื่อยหนอมันก็หาย ไอ้ที่หน่ายหนอมันก็แข็ง กลับมามีเรี่ยวแรง (ฮาไฮ้) ขึ้นมา (ขอเชิญนวลน้อง – มาร้องเพลงดังว่า (ซ้ำ) ขอให้แม่เผยวาจาสักคำเอย ... เอา ฮาไฮ้ เอาเชี้ยะๆ

หญิง
เอย – เมื่อได้ยินน้ำคำ – เสียงมาร่ำสนอง ใครมาเรียกหาน้อง (ฮาไฮ้) ที่ไหนล่ะ แต่พอเรียกหาฉัน แม่หนูก็ไม่นานเนิ่น เสียงผู้ชายเขาร้องเชิญ (ฮาไฮ้) ฉันจะว่า การจะเล่นจะหัว หนูก็ไม่ได้ดีดดิ้น เพราะเป็นยามการกฐิน (ฮาไฮ้) และผ้าป่า แต่พอเรียกหนูก็ขาน แต่พอวานหนูก็เอ่ย น้องไม่ได้นิ่งเฉย (ฮาไฮ้) ชักช้า แต่พอเรียกหาน้องฉันก็ร้องขึ้นรำ ขอนบนอบตอบคำ (ฮาไฮ้) จริงเจ้าข้า แม่หนูนบนอบ แล้วก็ตอบน้ำคำ ตอบได้เสียด้วยซ้ำ (ฮาไฮ้) ซึ่งวาจา แต่พอเรียกหาน้อง ฉันก็ร้องว่าจ๋า (ซ้ำ) กันแต่เมื่อเวลามันจวนเอย ...

ลำตัดลอยกระทง
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ลูกคู่ เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เพ็ญเดือนสิบสองน้ำทรง
แก้มขาวสาวน้อย เก็บดอกไม้มาร้อย ฉันจะไปลอยกระทง ...
เนื้อร้อง
เอย ผมนี้จะกล่าวถึงประวัติ ที่เขาได้จัดให้มี
ครั้งพุทธกาลเมื่อก่อนนี้ ถึงประเพณีการลอยกระทง
เพื่อบูชาพระไตรรัตน์ รอยพระบาทมุณีเจ้า
ตลอดทั้งวงศ์พงศ์เผ่า จนถึงท้าวจักรวงศ์
ครั้งพุทธกาลนั้นนานมาก พระยานาคได้ทูลไว้
ประทับรอยเท้าไว้กราบไหว้ เพื่อหวังจะได้อนิสงค์
ทั้งเทพยดาและมนุษย์ ได้ธรรมพุทธบูชา
เอากระทงน้อยลอยธารา เพื่อบูชาถึงพระองค์
ยังฝั่งแม่น้ำนันทานที ตามที่ได้อธิษฐาน
กระทงน้อยลอยผ่าน ด้วยจิตมั่นซื่อตรง
กุศลผลบุญที่เราทำ ก็ขอให้ค้ำชูช่วย
บ้างอธิษฐานให้หายป่วย ให้บุญช่วยเชื่อมโยง
มองดูดาษดา ในคงคาแลระยิบ
กระทงน้อยพร้อมแสงประทีป ช่วยกระพริบเสริมส่ง
เราต้องช่วยกันดูแล ใช่เอาแต่เติมซ้ำ
ช่วยกันเก็บขยะตามพื้นน้ำ อย่าให้เน่าซ้ำกลิ่นส่ง
ช่วยกันรักษาสิ่งที่ดีๆ ทุกพื้นที่ทุกสถาน
พนมหัตนมัสการ แล้วอธิษฐานตอนลอยกระทง

เพลงอีแซวเรื่องขุนช้างขุนแผน
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ชาย
ว่ามาเถิดมากระไรแม่มา ศรีนวลอย่าช้านะแม่หน้านวลใย
พี่เป็นนกกระทุมที่อยู่หัวแถว พี่มายืนคอยแล้วแม่นกกระทา
เขาอยู่ไหนพี่เป็นนกกระทาอยู่ท้องทุ่งนา จะมาถามแม่นกกระทาให้หายคล่องใจ
ฉันจะถามทางโลกหรือว่าทางธรรม หรือทางวรรณกรรมโบราณของไทย
เรื่องวรรณกรรมฉันยังจำได้แม่น เอาเรื่องขุนช้างขุนแผนฉันยังจำได้
ถามว่าขุนช้างทำไมจึงหัวล้าน แล้วก็เกิดที่บ้านตำบลอะไร
ถามว่าขุนแผนที่สุดแสนโสภา มีภรรยากี่คนเธอรู้ไหม
ส่วนว่าแม่พิมและแม่วันทอง เขาว่าใจสองเป็นเพราะเหตุใด
ส่วนว่าบัวศรีที่ถูกผ่าท้อง ถามว่านวลน้องเธอรู้บ้างไหม
จงตอบตามนี้ ตามที่ไต่ถามเอย ฉันอยากจะรู้เนื้อความว่ามันเป็นมาอย่างไร



หญิง
เอยว่ามาเถิดมากระไรพ่อมา (ย้ำ) พ่อเพลงอย่าช้าออกมาไวๆ
ได้ยินพ่อนกกระทุมเขามายืนขันท้า ฉันแม่นกกระทาจึงรีบออกมาไวๆ
พอออกไปได้หน่อยฉันจึงได้ถอยหลังกลับ จึงหันมากำชับกับพวกคนใช้
หันมาบอกว่าแม่หนูที่ยืนอยู่ข้างหลัง ว่าจงระแวดระวังรวงรังเอาไว้
ฉันจึงจะตอบให้รู้กระไรเบาะแส ว่านกตัวไหนกันแน่มันนั้นมาจากไหน
อยากรู้นกแก่หรือว่านกหนุ่ม หรือว่านกกระทาเธอคงจำได้
พ่อนกกระทุมที่อยู่หัวแถวเอย..................
ว่านกกระทาเขามาแล้ว ว่าเธอจะว่าอย่างไรเอย...

หญิงต่อ
ฉันเป็นนกกระทากลัวมาไม่ทัน ไม่เคยได้ขันเพราะฉันมัวแต่ไข่
ในคำที่เธอถามว่าฉันยังจำได้แม่น ในเรื่องขุนช้างขุนแผนฉันยังจำได้
เธอถามว่าขุนช้างทำไมจึงหัวล้าน แล้วก็เกิดที่บ้านตำบลอะไร
ส่วนขุนช้างนั้นเกิดสุพรรณบุรี ก็เพราะว่าผมไม่มีฉันจึงจำได้
ส่วนคนหัวล้านขี้มักจะเป็นเศรษฐี ส่วนคนหัวดีสู้กันไม่ได้ เอย...
หญิง
ส่วนว่าขุนแผนที่สุดแสนโสภา ในเรื่องภรรยาฉันจะตอบให้
เอยว่าคนที่หนึ่งนั้นหรือเขาชื่อบัวคลี่ จงจำให้ดีฉันจะบรรยาย
แม่บัวคลี่นี้เขาเป็นลูกท่านหมื่นหาร ส่วนคนที่สอบถัดมานั้นฉันพอจำได้
แกชื่อวันทองกับแม่แก้วกิริยา ส่วนคนที่ต่อมาชื่อแม่พิมพิลาลัย
ส่วนแม่บัวคลี่ที่ถูกผ่าท้องเอย ...
ส่วนว่าลาวทองนั้นเป็นคนสุดท้าย ...
หญิง
ส่วนแม่พิมหรือว่าวันทอง เขาว่าใจสองเป็นเพราะเหตุไร
ส่วนเหตุผลมันก็มีอยู่ว่า เพราะสาเหตุนั้นมาจากพวกผู้ชาย
ส่วนผู้ชายนี้ไม่มีน้ำใจเด็ดเดี่ยว ผู้หญิงคนเดียวมาแย่งกันอยู่ได้
ขุนแผนไปทัพไม่ทันจะกลับเคหา ขุนช้างได้ท่าจึงออกลูกไม้
เอากระดูกห่อผ้าแล้วเข้ามาหาวันทองเอย ...
ว่าขุนแผนผัวน้องนั้นต้องวางวาย ... เอย...
หญิง
แต่ถึงกระนั้นแม่พิมก็ยังไม่เข้าหอ เพราะแกรู้ยี่ห้อของพวกผู้ชาย
จึงได้ไปติดต่อกับพ่อขุนแผน ครั้งไปตีแดนเอาลาวทองมาได้
ได้เอาลาวทองนั้นมาเยาะเย้ยเอย ...
นางวันทองก็เลยเป็นคนสองใจ ... จบ
เพลงอีแซว
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ชาย
ว่ามาเถิดมากระไรแม่มา แม่คนสวยอย่าช้าแม่หน้านวลใย
ว่าแม่แกเป็นคนแก้มขาว โอ้ว่าน้องแกเป็นคนแก้มใส
แม่จงคบค้าพี่ไว้สักคน นึกว่าสงสารคนจนที่มีน้ำใจ
ฉันจะทำงานทุกอย่างเพื่อแม่ยาหยี ทุกๆ นาทีจะไม่มีแหนงหน่าย
จะให้พี่เทกระถางหรือจะให้ล้างกระโถน หิ้วกระเป๋าตามก้นพี่ก็ทำได้
เวลาน้องฉี่จะให้เจ้า ..... มันคอยเช็ด ถ้าน้องอยากกินแกงเผ็ดพี่ก็จะซื้อเอามาให้
เวลาน้องเบาจะไม่ให้เจ้าต้องหาล่อง พี่นี้จะเป็นคนคอยลองแล้วเททิ้งไป
เอาพี่ไว้เคี้ยวยาพ่นเอาพี่ไว้ฝนยากวาด เมื่อน้องไร้ญาติตอนเจ็บป่วยไข้
น้องจงอย่าเชื่อคำพ่อเขาจะรอให้แก่ หากน้องไปเชื่อคำแม่เขาจะหลอกใช้
อีกหน่อยผมก็จะหงอกกลายเป็นดอกพงษ์ ราคามันก็จะลงไปวันละไพสองไพ
เปรียบก็เหมือนปลาย่างที่เอาไว้ค้างปี ราคาขายมันก็ไม่ดีกำรี้กำไร
พี่เป็นชายชาตรีคนดีแท้ๆ พี่ไม่ใช่เหล็กแร่ที่เปื้อนปนทราย
พี่นี้เป็นเหล็กทื่อที่มีสนิมจะจับ พี่จะมาผึ่งที่รับของแม่ยอดยาใจ
ขอจงโปรดเมตตาเวทนาพี่สักคนเอย ...
พี่อุตส่าห์ดั้นด้นมาจากแดนไกล ...
หญิง
ว่ามาเถิดมากระไรพ่อมา ได้ยินเสียงเขาว่าของพวกผู้ชาย
ช่างมาใช้สำนวนเชิญชวนยวนยั่ว ไม่มองดูตัวบ้างเลยหรือไร
มายกเหตุผลพูดพ่นเพ้อเจ้อ อย่ามาตีเสมอเสียมันไม่มีความหมาย
เธอจะมาขอความรักว่ามันไม่มากไปหรือ ไอ้ฉันก็คนมีชื่อไม่ค่อยชอบผู้ชาย
ผู้ชายเจ้าชู้ฉันพอรู้ทัน ขอโทษเถิดนะท่านให้มันเป็นคำสุดท้าย
มันนั้นไม่เท่าไม่เทียมเพราะมันไม่เรี่ยมไม่แล้ เธออย่ามาโมเมเสียมันไม่มีความหมาย
บ้านเรือนมีขื่อกระไรมีแปร มีพ่อมีแม่จะมารักกันง่าย
เรื่อลูกเรื่องผัวหนูนั้นกลัวจริงๆ หนูไม่กลัวเขาทิ้งหนูกลัวมันไถ
ฉันไม่เคยคิดเล่นกับเธอที่มาเสนอทูนหัวเอย ...
เรื่องลูกเรื่องผัวต้องกราบขออภัย ...


แหล่แพ้ท้อง
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

แสนสงสาร พระมารดานัก ตั้งครรภ์ประจักษ์ ขึ้นมาอ่อน
ไม่เคยมีสุข เป็นทุกข์เป็นร้อน เริ่มตั้งอุทร พ่อนาคขึ้นมา
กระปรกกระเปลี้ย ละเหี่ยละห้อย เรี่ยวแรงก็น้อย ปวดแข้งปวดขา
จะลุกจะนั่ง กำลังวังชา เรี่ยวแรงโรยรา สุดจะประมาณ
อยากสดอยากคาว กินเข้าไปขื่น ไม่สดไม่ชื่น ทั้งคลื่นทั้งเหียน
อาหารถึงท้อง แม่ต้องอาเจียน เป็นลมวิงเวียน ตลอดทั้งวัน
พอได้สามเดือน พอดิบพอดี อยากกินไอ้นี่ อยากกินไอ้นั่น
คนที่แพ้ท้อง ไม่ค่อยได้ทาน เหมือนกับคนพาล อัศจรรย์เสียจัง
ในเรื่องความอยาก ผมจะขอหยิบ หลายร้อยหลายสิบ อยากกินทุกอย่าง
ผมเคยเห็นเขา จะเล่าให้ฟัง ขออภัยสักครั้ง อย่าว่าปากบอน
บางคนอยากเปรี้ยว บางคนอยากหวาน บางคนอยากมัน อยากเผ็ดอยากร้อน
ในการแพ้ท้อง เป็นของแน่นอน ความอยากยอกย้อน อยากจะบรรยาย
กินของสดๆ กินของคาวๆ อยากกินดินเผา จนน้ำลายไหล
อยากแต่ละอย่าง ต้องนั่งร้องไห้ ดินหัวเตาไฟ ยังเอามากิน
ทั้งดินสอพอง เป็นของไทยเรา กินได้กินเอา อร่อยปลายลิ้น
ของดีมีมาก ไม่อยากจะกิน ชอบนักก้อนดิน ว่าเป็นของดี
อยากโยกอยากโย้ โมโหดุร้าย ต้องกินให้ได้ สิ่งนั้นสิ่งนี้
ไม่ซื้อมาให้ เป็นได้เห็นดี ขอกินสักที แล้วก็ชื่นใจ
ทุเรียนเมืองนนท์ ที่ผลโตๆ อยากกินส้มโอ นครชัยศรี
ทั้งส้มบางมด ที่รสหวานดี ถึงแพงเต็มที่ ให้ได้รับทาน
ทั้งลูกองุ่น ที่ผลงามๆ อยากกินข้าวหลาม กระบอกเขื่องๆ
ลิ้นจี่ลำไย มะไฟมะเฟือง ที่สุกสีเหลือง มีอยู่มากมาย
ทั้งมะละกอ แม่ก็อยากกิน ลูกจันลูกอินทร์ อยากกินให้ได้
อยากกินไปพร้อม กล้วยหอมกล้วยไข่ แบงค์เป็นใบๆ ฉันก็อยากกิน




เพลงเจ็บท้องคลอด ทำนองลาวทอง
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

โอ้ - - แสน - - สง - - สาร - - มารดา - - นัก - - เมื่อจะคลอด - - ลูกรัก - - ยอดสงสาร - - น้ำ - - ตาหลั่ง - - ไหล - - หล่อ - - ทรมาน - - ให้เสียวสะท้าน - - เจ็บ - - ท้อง - - ร้องคร่ำครวญ - - ให้ - - เจ็บหน่วง - - ถ่วง - - หนัก - - แถวท้องน้อย - - หน้า - - ก็ม่อย - - คิ้วขมวด - - ปวดปั่นป่วน - - ปวด - - สันหลัง - - แทบจะแยก - - แตกเรรวน - - โหย - - หวน - - ละห้อยละเหี่ย - - เพลียกำลัง - - ยาม - - เจ็บ - - เหน็บ - - เหนี่ยว - - เสียว - - อกจี๊ด - - หน้าก็ซีด - - เหงื่อ - - โทรม - - ทั้งหน้า - - หลัง - - ใน - - ทรวงอก - - แม่ - - แทบแยก - - ลงแตก - - พัง - - เหลือ - - กำลัง - - แม่แล้ว - - พ่อ - - แก้ว - - ตา

บทร้องเพลงตอนคลอด
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ครั้นฤกษ์งามยามดี - - มีลมเบ่ง - - ทั้งมารดาช่วยเร่ง - - เข้าด้วย - - หนา - - เอย
ได้ฤกษ์งาม - - ยามปลอด - - คลอดออกมา - - เป็นชายชาติ - - สะอาดตา - - น่าเอ็นดูเอย - -

เพลงกล่อมลูก (ทำนอง ฉิมพลี)
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

น้องนอน นอนเสียเถิดจงนอน - - นอน นอน นอน น้องนอน แม่จะแกว่งไกว
จึงเอาลูกลงใส่เปลโอ่ระเห่โอ่ระทึก อึกกระทึกเมื่อเวลายามคลาคล่ำ
ยามดึกดื่นตื่นนอนป้อนกล้วยน้ำ พ่อนาคกล้ำกลืนกินแสนยินดี ...

ทั้งฟูกเบาะเมาะหมอนก็อ่อนนุ่ม แม่ก็อุ้มพ่อร้อยชั่งวางในที่
ทั้งยุงริ้นกลิ่นไอไม่ให้มี คอยพัดวีให้ลูกน้อยเจ้ากลอยใจ

น้องนอน นอนเสียเถิดจงนอน นอนนอนนอน น้องนอนให้หลับสบาย ...

บทร้องเชิญขวัญ
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ขวัญเจ้าเอย ขวัญเอยมาสู่องค์เอย (ซ้ำ)
ขอเชิญพระขวัญเมื่อวันเดือนเพ็ญให้อยู่ร่มเย็นอย่าหนีไปไหน
ขวัญเจ้าเอย ขวัญเอยมาสู่องค์เอย

ขวัญเอยขวัญเจ้า อย่าเลยไปไกล
อย่าเที่ยวจนเพลิน อย่าระเหินระหก
อย่ามัวชมนก อย่ามัวชมไม้
ขอเชิญขวัญเจ้า เร่งเข้าสู่กาย
อย่าลี้หนีหาย เลยนะขวัญเจ้าเอย
ขวัญเจ้าเอย ขวัญเอยมาสู่องค์เอย (ซ้ำ)
จบพิธีการทำขวัญนาคแต่เพียงเท่านี้ ให้โห่ร้องขึ้นสามลา ลั่นฆ้องชัยขึ้น ๓ ครั้ง

ลำดับต่อไปโหราจารย์เริ่มจุดเทียนชัย หยิบแว่นทั้งสามที่ปักอยู่ในขันข้าวสาร จุดเทียนส่งเวียน ต้นบายศรีทีละแว่น แล้วส่งให้พ่อแม่ของพ่อนาคที่นั่งทางซ้ายมือของหมอ เวียนตามทักษิณาวรรต เวียนขวา แต่ก่อนที่จะเวียนเทียน ต้องร้องเพลงเบิกใบศรี จุดเทียนชัยที่ยอดบายศรี แล้วจึงจะเวียนเทียน ผู้ที่ร้องเพลงก็ต้องร้องเพลงจนเวียนเทียนครบสามรอบ

ค่าน้ำนม เพลงไทยสากล

ถ้ามีร้องให้ดนตรีขึ้นนำท่อน 2 ก่อน ไปจนถึงท่อน 4 แล้วย้อนกลับไปท่อน 3-4
1. แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง - - ที่แม่เฝ้าหวงห่วง - ลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล - -
แม่ - - เราเฝ้าโอละเห่ - - กล่อมลูกน้อยนอนเปล – ไม่ห่างหันเหไปจนไกล - -
2. เมื่อเล็กจนโตโอ้แม่ถนอม - - แม่ผ่ายผอม - - ย่อมเกิดแต่รักลูกปักดวงใจ - -
เติบโต - - โอ้เล็กจนใหญ่ - - นี่และหนาอะไร - มิใช่ใดหนาเพราะค่าน้ำนม - -
3. เราควร - - คิดพินิจให้ดี - - ค่าน้ำนมแม่นี้ - - นั้นจะมีอะไรเหมาะสม - - โอ้ว่าแม่จ๋า - - ลูกคิดถึงค่าน้ำนม - - เลือดในอกผสม - - กลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน - -
4. ค่าน้ำนมครวญ - - ชวนให้ลูกฝัน - - แต่เมื่อหลังเปรียบดังผืนฟ้าหนักกว่าแผ่นดิน - -
พากเพียร - - บวชเรียนจนสิ้น - - หยดหนึ่งน้ำนมกิน - - ทดแทนไม่สิ้น - - พระคุณแม่เอย - -

กราบอวยพรวันแม่ ขับเสภา
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

เอยที่ 12 สิงหาน้อมรับกราบคุณแม่ ซึ่งมีแต่แผ่พระคุณอุ่นใจแสน
ลูกขอกราบอวยชัยให้ท่านแทน จงหนาแน่นด้วยโชคโฉลกทรัพย์นับอนันต์
ลูกกราบก้มพนมกรขอพรพระ จงประสาทปกป้องคุ้มครองขวัญ
แด่มารดาลูกรักซึ่งชีวัน ทุกๆ วันจงเปี่ยมสุขปลอดทุกข์ภัย
ขอให้ท่านมีความสุขไม่ทุกข์โศก นิราศโรคนิราศภัยดังไขขาน
อายุมั่นขวัญคงธำรงนาน สุขสำราญชีวิตเป็นนิตย์เทอญ

แหล่นาคฝากนาม
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ขอเกริ่นสำเนา เรื่องราวของนาค
เรื่องราวมีมาก เหตุการณ์เกิดมี
ประวัติเก่าๆ เรื่องราวครั้งก่อน
จะขอกล่าวย้อน อย่าเพิ่งร้องยี้
เหตุการณ์บ่งชัด ประวัติกล่าวชี้
ทั้งในบาลี ที่ของโบราณ
โบราณสมัย กล่าวไขกันมา
ว่ามีนาคา ตัวใหญ่เข้าขั้น
ปลอมตัวมาบวช ครั้งดึกดำบรรพ์
อยู่ในวัดนั้น รักษาวินัย
เมื่อนาคผนวช มาบวชแล้วนะ
ก็ยึดธรรมะ สมดังใจหมาย
สำรวมใจนั้น ถือมั่นวินัย
โบราณว่าไว้ ถึงเจ็ดทิวา
ถึงคราววิบัติ ก็เกิดวิบาก
เวรตามตัวนาค เสียแล้วละหนา
อยู่ในอาวาส จำวัดจำวา
เจ้านาคนั้นหนา จึงเผลอหลับนอน
มิได้สำรวม หละหลวมหลับใหล
ร่างก็กลับกลาย เป็นนาคเหมือนก่อน
ก็เพราะเจ้านาค สักแต่ว่านอน
มิได้สังวร ลืมความระวัง ... ลง
เลยกลายเป็นนาค ตัวใหญ่หนักหนา
นอนขดหมดท่า ไปจนกระทั่ง
มีต่อ

เพลงฉ่อยบทไหว้ครู
นายประสูติ ช่วงเวฬุวรรณ
อายุ ๖๖ ปี บ้านเลขที่ ๗๑
หมู่ที่ ๕ ตำบลวังกระแจะ
อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

สิบนิ้วพนมก็ขึ้นเหนือเศียร ต่างดอกไม้ธูปเทียนขึ้นวันทา
ลูกจะไหว้พระพุทธอันแสนเลิศล้ำ ลูกจะไหว้พระธรรมอันเลิศกล้า
ลูกจะไหว้พระสงฆ์องค์สามารถ ที่สืบทอดพระศาสนา
ลูกจะไหว้ครูผู้สั่งสอน ลูกจะไหว้บิดรมารดา
ไหว้ท่านผู้ดูและผู้ชม ลูกจะไหว้พระพรหมทั้งสี่หน้า
หากท่านผู้ดูยังไม่ถูกใจ ลูกขอยกมือไหว้ขอสมา ...

ชาย
เอย ไหว้ครูเสร็จสรรพ แล้วก็ขยับร้องเชิญ
ว่าหนุ่มน้อยก็ไม่เนิ่นนอนใจ ว่าเรามาเล่นกันเถิด
น้องขอเชิญร้องรำ ว่าคนละคำสองคำว่ามันจะเป็นไรไป
วันนี้เรามาเล่นกันแต่พอหอมปาก ว่าประเดี๋ยวเราก็จากกันไป
ว่าเรามาเล่นเรื่องรัก เรามาชักว่าเรามาชักเรื่องคลุม
แม่คุณเอ๋ยอย่าเสียดุมเลยว่าเสียดาย ว่าฉันจะร้องไปนักมันจะชักช้า
ขอเชิญแม่หนูออกมาไวๆ ...
หญิง
เอ๋ย เมื่อได้ยินเสียงชายเขามาร้องเกริ่น แม่สาวน้อยก็ไม่เนิ่นนอนใจ
แม่หยิบผ้าพาดบ่าก็ดูสง่าจริง ใส่ตุ้มหูตุ้งติ้งไว้ข้างใต้
หนูก็หยิบหวีน้อยเอาขึ้นมาซอยเสย ไอ้เส้นผมแม่ก็เลยกระจาย
ถึงมันจะตกไปสักเล่นก็ยังแลงาม แม่ก็หยิบเอาน้ำมันใส่
แล้วหยิบแหวนน้อยพลอยนพรัตน์ ไอ้สิบสองกะรัตมาสวมใส่
เห็นผู้ชายกวักมือแล้วก็ป้องหน้า ว่าพี่ – เขามากันทำไม
ถ้าธุระเย็นๆ ก็จงหยุดก่อน ถ้าธุระพี่ร้อน – จึงเลยไป ...
ชาย
เอย ถ้าธุระพี่เย็นก็จงหยุดก่อน ถ้าธุระพี่ร้อนจงเลยไป
พี่ได้เดินหนอมาตามทาง อยู่ในระหว่างทางมันแสนไกล
พอมาถึงวงศ์เพลงเจอแม่โฉมเฉลา พี่เข้าไปหยอกเย้าเธอไม่สนใจ
พี่ผูกสมัครรักเจ้าจึงเข้ามาหา ขอให้น้องเมตตาหน่อยเป็นไร ...
หญิง
เอย พี่ผูกสมัครรักเจ้าจึงเข้ามาหา จะให้น้องเมตตาก่อนเป็นไร
เธอจะมารักกับฉันเชียวหรือพ่อคนเก่ง เธอจะมารักแม่เพลงว่ามันจะมากไป
ฉันไม่ใช่ลูกนางข้างก็ถนน ที่จะมารักกับคนหรือว่าง่ายๆ
ฉันไม่เชื่อผู้ชายก็สมัยนี้ ดูกิริยาพาทีไม่น่าไว้ใจ
เชิญเจ้าหัวกะลาหน้าก็เฉลิ่ม ให้กลับไปรักคนเดิมเสียเถิดไป ...
ชาย
เอย ว่าเจ้าหัวกะลาหน้าก็เฉลิ่ม เชิญกลับไปรักคนเดิมเสียเถิดไป
นี่เธอไม่ควรตัดรักนี่เธอไม่ควรตัดรอน ไม่ควรถอนก็อย่าถอนแม่คนไทย
แม่จะมาตัดอย่างบอลแม่จะมาถอนอย่างผัก แม่จะมาห้ามความรักว่ามันจะมากไป
พูดดีๆ ก็ไม่ชอบประเดี๋ยวพี่ปลอบเสียด้วยบอม พี่อุตส่าห์มาถนอมจริงให้ดิ้นตาย
หรือว่าฐานะของพี่นั้นยังไม่ดีพอ รูปร่างพี่ไม่หล่อหรืออย่างไร
หญิง
เอ๋ย หรือฐานะของพี่นั้นยังไม่ดีพอ ว่ารูปร่างพี่ไม่หล่อหรืออย่างไร
ว่าจริงจังดังเจ้าก็ที่กล่าวต่อ แหมมันเตี้ยม่อต้อดำเหมือนตอไม้ตาย
บอกเจ้าเตยต่ำเตี้ยกลับไปเสียดีกว่า ไม่ต้องมาพรรณนาเรื่องความรักความใคร่
การจะมีคู่ครองเรานั้นต้องตระหนก ต้องพิสูจน์ความรักเพื่อให้แน่ใจ
นี่เธอจะมาบอกรักเล่นก็ในเช่นนี้ มาทำให้ฝ่ายสตรีนั้นเขาเสียหาย
ก็เธอต้องมีหลักฐานนั้นมาติดต่อ ถ้าหลักฐานพี่พอ - - เป็นใช้ได้
ชาย
เอย ว่าเธอต้องมีหลักฐานนั้นมาติดต่อ ถ้าหลักฐานพี่พอเป็นใช้ได้
มาทำเป็นดัดจริตจริงแม่ทูนหัว ดูมาทำเล่นตัวเพื่อให้ชายสนใจ
ก็ที่เขาดีกว่าเจ้าข้ายังเข้าถึง ก็ที่เขาดีกว่ามึงข้ายังเข้าได้
นี่ว่าเธอเป็นหญิงอย่าอวดหยิ่งไปนัก ท่าทำหยิ่งเกินหยักใช้ก็ไม่ได้
นี่ว่าเธอเป็นหญิงอย่าอวดหยิ่งจองหอง เห็นอยู่ไม่พ้นใต้ท้องพวกผู้ชาย ...
หญิง
เธอว่าฉันนั้นเป็นหญิงอย่าอวดหยิ่งจองหอง เห็นอยู่ไม่พ้นใต้ท้องพวกผู้ชาย
บอกว่าช้าๆก่อนก็พี่แกพูดจาพาที ดูมันหยาบคาย
ก็ที่เขาดีกว่าเธอยังเข้าถึง แหมว่าเขาดีกว่ามึง ... ยังเข้าได้
ทุดเจ้าหัวกะลาหน้าก็เฉลิ่ม ให้มึงไปเข้าประตูเดิมของมึงไป
นี่ประตูของฉันนั้นขอบอก ได้ปิดประตูกลอนล็อคนั้นก็เอาไว้
จงกลับไปดูอีเฒ่าที่มันเฝ้าบ้าน นั่นแหละว่ามันต้องการมึงยังไง ...
ชาย
เอย จะให้ไปดูอีเฒ่าที่มันเฝ้าบ้าน นั่นแหละว่ามันต้องการมึงยังไง
บอกว่าช้าๆ แม่นวลน้อง ช่างพูดจาไม่มองพี่เลยหรือไร
จะไปดูอีเฒ่าก็ที่เฝ้าบ้าน พี่นั้นไม่ต้องการจึงมาหาใหม่
พี่อยากได้นวลน้องไปไว้ครองเหย้า เพื่อไปแทนอีเฒ่านั้นยังไง ... จบ

แหล่ชมเกาะ ห้าสิบสองเกาะ
(ใช้ทำนองบทดอกสร้อยหรือขับเสภา หรือทำนองแหล่ก็ได้)

ผู้ใหญ่ทวีวัฒน์ ระลึกชอบ

โอ้สุขใดเล่าเท่าเมืองตราด เมืองสะอาดบรรยากาศสะอาดใส
เย็นสายลมร่มรื่นฤทัย มองออกไปเห็นเกาะช้างกลางธารา
สุดแผ่นดินถิ่นฐานตะวันออก ป้ายเขียนบอกมองเห็นเด่นหนักหนา
สองข้างแทนแหว่งเว้าเป็นอ่าวมา น้ำพัดพาแลเห็นเป็นโขดดอน
เสด็จเตี่ยยืนเด่นเห็นประจักษ์ สัญลักษณ์ตั้งคู่อนุสรณ์
ตั้งอยู่ทุกคืนวันนิรันดร อนุสรณ์มิ่งขวัญนิรันดรกาล
ศูนย์ท่องเที่ยวงดงามอารามใหญ่ ที่สร้างไว้ได้ขนาดมาตรฐาน
ล้วนหญิงชายเจ้าหน้าที่บริการ ช่วยประสานงานสังกัดช่วยจัดแจง
กระโจมไฟทั่วสัญญาณ เข้าสนธยาคราใดประกายแสง
เรือรบหลวงลอยล่องจ้องระแวง เป็นกำแพงน่านน้ำกัมพูชา
สวยสะดุดอุทยานอ่าวตาลคู่ ชั่งงามหรูเบิกบานสุดหรรษา
สองตาลคู่ชูตั้งสะพรั่งตา กลางธาราสีผสมอมฟ้าคราม
กิ่งเกาะช้างใหญ่เป็นสองของประเทศ รองภูเก็ตเขตใต้ในสยาม
บนเกาะนี้มีชื่อเลื่องลือนาม ทิวทัศน์งามสุขกายสบายองค์
แหล่งท่องเที่ยวรอบเกาะช้างช่างสวยสุด งามหมดจดหน้าชิดพิศวง
ธารมะยมน้ำตกน้