พิมพ์

ปี่พาทย์มอญ

ชื่อรายการ
ปี่พาทย์มอญ
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคกลาง
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

                จังหวัดปทุมธานีเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีชาวมอญอาศัยอยู่หนาแน่น ตามพงศาวดารนั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าชาวมอญที่อพยพเข้ามานั้นได้รับการโปรดเกล้าฯให้ครอบครัวเหล่านั้นมาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะจังหวัดปทุมธานี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีพื้นที่ใกล้ชิดติดกัน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์เมื่อไปอยู่ ณ แห่งใด ก็มักจะยึดถือวัฒนธรรมประจำชาติของตนเป็นหลักสำคัญในการปฏิบัติตน ณ ที่นั้น ๆ ด้วยชาวมอญก็เช่นเดียวกัน เมื่อมาตั้งครอบครัวอาศัยอยู่เป็นหลักแหล่งแล้วก็มักจะสืบทอด และปฏิบัติวัฒนธรรมประจำชาติของตนไว้เป็นอย่างดี เช่น ประเพณีตรุษสงกรานต์ ปล่อยปลา และเล่นสะบ้า ตลอดทั้งพิธีกรรมต่างๆ ตามลัทธิประเพณีของตน ถึงแม้ว่าบางสิ่งบางอย่างจะได้มีการปรับปรุงให้มีวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา และสิ่งแวดล้อมก็ตาม แต่ส่วนใหญ่สิ่งที่เป็นหัวใจหลักยังปรากฏให้เห็นอยู่อย่างเด่นชัด ชาวมอญที่มาอาศัยตั้งครอบครัวอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีนั้นมีศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตนและมีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรนั่นก็คือ ปี่พาทย์มอญ

                ปี่พาทย์มอญเป็นมรดกทางวัฒนธรรมดนตรีอย่างหนึ่งของชนชาติมอญที่ได้เข้ามาปรากฏในแผ่นดินไทยเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก น่าจะเข้ามาพร้อมกับการอพยพของชนชาติมอญ  ซึ่งพิจารณาตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จะอยู่ในช่วงที่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีในระยะเวลานั้น ชาวมอญได้อพยพเข้ามาแผ่นดินไทยครั้งละจำนวนมาก เข้าใจว่าการอพยพแต่ละครั้งนั้นชาวมอญคงจะนำเอาเครื่องดนตรีหรือเครื่องประกอบการรื่นเริงเข้ามาด้วยหรือถ้ามิได้นำเครื่องดนตรีเหล่านั้นติดมาด้วยในขณะที่อพยพเคลื่อนย้ายก็อาจจะมาหาวัสดุหรือทรัพยากรในแผ่นดินไทยสร้างขึ้นใหม่ตามพื้นความรู้ของตน

ประวัติความเป็นมา
“ปี่พาทย์มอญ” ที่ปรากฏอยู่ในแผ่นดินไทยนี้ไม่มีหลักฐานในทางลายลักษณ์อักษรหรือหลักฐานทางโบราณคดีที่เป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดว่าสิ่งที่เป็นเครื่องดนตรีหรือบทเพลงต่างๆ ของชนชาติมอญที่สืบทอดต่อกันมาและได้ปรากฏออกมาในรูปแบบของปี่พาทย์นั้นได้เข้ามาสู่ประเทศไทยในสมัยใดสำหรับความเป็นมาของปี่พาทย์มอญนั้นท่านอาจารย์มนตรี ตราโมท ราชบัณฑิตและศิลปินแห่งชาติ สาขาดนตรีไทยได้อธิบายไว้ว่า “ วงปี่พาทย์มอญ” ที่มีในเมืองไทยนี้ เข้าใจว่าเพิ่งมีขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เพราะในสมัยสุโขทัย มอญยังไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับไทยนัก และการที่มอญจะนำวงปี่พาทย์หรือเครื่องบันเทิงใด ๆ เข้ามาได้นั้น ก็จะต้องเป็นสมัยที่พากันเข้ามามาก ๆ เป็นครอบครัว พิจารณาตามพงศาวดารก็เห็นมีอยู่ไม่กี่คราว เช่น สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกวาดต้อนครอบครัวอันมีพระยาราม พระยาเกียรติ เป็นหัวหน้าควบคุมเข้ามา….ส่วนวงปี่พาทย์ของมอญก็คงจะมีมาแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา…. (มนตรี ตราโมท, 2525 : 14) จากคำอธิบายข้างต้นของท่านอาจารย์มนตรี ตราโมท สันนิษฐานว่าปี่พาทย์มอญน่าจะเริ่มขึ้นในประเทศไทยเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งเข้ามาพร้อมกับการอพยพครั้งสำคัญ ๆ ของชนชาติมอญนั่นเองจากการอพยพของชาวมอญ มีคำบอกเล่าเกี่ยวกับการแพร่เข้ามายังประเทศไทยของปี่พาทย์มอญพอสรุปได้ว่า ได้มีครอบครัวมอญสามคนพี่น้อง ซึ่งมีความรู้ทางปี่พาทย์มอญ ได้เอาฆ้องมอญตัดออกเป็นสามท่อน ส่วนลูกฆ้องใส่กระบุงให้ครอบครัวช่วยกันหาบเดินทางเข้ามาทางเมืองตากและสุดท้ายก็ได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองปทุมธานี แล้วได้รวบรวมครอบครัวมอญที่มีเครื่องดนตรีมอญ และมีพื้นฐานความรู้ทางปี่พาทย์มอญขึ้นมา ในสมัยนั้นเครื่องปี่พาทย์มีเพียง 5 ชิ้นเท่านั้น คือ ฆ้องมอญ ปี่มอญ ตะโพนมอญ เปิงมางคอก ระนาดมอญ ระนาดมอญนั้น ไม่เหมือนกับระนาดของไทย (ซึ่งหาหลักฐานตัวอย่างไม่พบแล้วเพราะเป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่มาก) ส่วนการถ่ายทอดเพลงมอญในสมัยนั้นเป็นการต่อเพลงมอญเท่าที่ต่างคนต่างจำกันได้ให้ซึ่งกันและกัน และได้ฝึกหัดถ่ายทอดสอนให้กับลูกหลานสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ครูผู้ใหญ่ในวงปี่พาทย์ เล่าต่อกันมาว่าครูสอนปี่พาทย์ที่ได้รับการยกย่องในสมัยนั้น คือ ครูเจิ้น ดนตรีเสนาะและครูสุ่ม ดนตรีเจริญ ซึ่งทั้งสองท่านเป็นพี่น้องกันครูสุ่มนั้นเป็นพี่ ส่วนครูเจิ้นนั้นเป็นน้อง เป็นครูสอนปี่พาทย์มอญที่มีชื่อเสียงและลูกศิษย์มาก เป็นเสมือนตัวแทนและสัญลักษณ์ของวงปี่พาทย์มอญเมืองปทุมธานีในสมัยนั้น โดยมีเรื่องราวที่เล่าต่อกันมาว่า ครูเจิ้น นั้นได้แบกฆ้องมอญเข้ามา โดยแบ่งออกเป็น 3 ท่อน ส่วนลูกฆ้องนั้นได้นำใส่กระบุงช่วยกันแบกเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก บริเวณอำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี บรรพบุรุษของครูเจิ้นได้ฝึกหัดถ่ายทอดเพลงมอญให้กับลูกหลานชาวมอญของตน โดยเฉพาะครูเจิ้นเป็นท่านหนึ่งที่ได้รับการถ่ายทอดเพลงมอญต่าง ๆ ไว้คนหนึ่ง เมื่ออายุครบเกณฑ์ทหารครูเจิ้นก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเรือ ซึ่งสมัยก่อนไม่มีการจับใบดำ – ใบแดง เหมือนสมัยนี้ คือ ถ้าชายใดอายุครบก็จะถูกเรียกไปเป็นทหารเลย ตอนที่ครูเจิ้นเป็นทหารเรือนั้น เจ้าฟ้ากรมนครสวรรค์วรพินิต ดำรงตำแหน่งจอมทัพเรือได้เห็นครูเจิ้นตีฆ้องมอญก็ทรงโปรดเป็นอย่างมาก และทรงเรียกครูเจิ้นตีฆ้องมอญให้ทอดพระเนตรอยู่บ่อยครั้ง หลังจากพ้นจากการเป็นทหารเรือครูเจิ้นได้กลับไปรับงานบรรเลงเพลงปี่พาทย์มอญ สำหรับปี่พาทย์มอญของครูเจิ้น ดนตรีเสนาะ ในสมัยนั้น นอกจากจะมีชื่อเสียงในจังหวัดปทุมธานีแล้ว คงจะมีชื่อเสียงโด่งดังมาถึงเขตกรุงเทพมหานครอีกด้วย เพราะปรากฏว่าในคราวที่จัดงานพระบรมศพพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทางราชการได้จ้างปี่พาทย์เครื่องใหญ่จากจังหวัดปทุมธานีไปประโคมในงานดังกล่าว ดังปรากฏหลักฐานจากจดหมายแห่งชาติ ซึ่งเป็นเอกสารรัชกาลที่ 6 กระทรวงนครบาล เล่ม 7 หมวดพระราชพิธีเรื่องของเงินค่าพิณพาทย์มอญ ในคราวงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง (22 เมษายน 2454 – 4 กรกฎาคม 2462) ส่วนครูสุ่ม ดนตรีเจริญ ท่านได้แบกฆ้องมอญเฉพาะส่วน คือ “ส่วนหน้าพระ” และ “หางแมงป่อง” อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทยบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ตรงปากคลองบางโพธิ์เหนือ ตำบลบางปรอก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ครูสุ่มนับเป็นครูดนตรีมอญที่สำคัญเป็นผู้บุกเบิกทางให้เพลงมอญของจังหวัดปทุมธานีแพร่หลายไปทั่วประเทศ โดยครูสุ่มได้เผยแพร่และทำกาถ่ายทอดเพลงมอญให้กับบุตรหลาน และลูกศิษย์ที่เข้าไปศึกษาปี่พาทย์มอญกับตน จนเป็นครูที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น ครูสุ่มได้ย้ายจากจังหวัดปทุมธานีเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2462 โดยมาสร้างบ้านเรือนอยู่บริเวณริมคลองวัดสระเกศ (บริเวณถนนหลานหลวง ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของกรมโยธาธิการ) อยู่ไม่ไกลกันนักกับสำนักดนตรีของบ้านครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ที่บ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ย่านวังบูรพาฯ ต่อมาครูทั้งสองได้ทำความรู้จักกันครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ได้ให้ความอุปการะหางานบรรเลงดนตรี และรับงานให้กับครูสุ่มในสมัยนั้น เวลามีงานก็ไปช่วยกันจนลูกศิษย์ในบ้านมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ลูกหลานครูสุ่มก็เท่ากับเป็นลูกศิษย์ครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จึงมีความสนิทสนมกันมากขึ้นได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน โดยครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้ศึกษาเพลงมอญจากครูสุ่ม ส่วนครูสุ่มก็ศึกษาเพลงไทยจากครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ทั้งสองคนแวะไปมาหาสู่เรียนรู้ทางเพลงกันอย่างสม่ำเสมอครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ นับถือครูสุ่มว่าเป็น “ครูใหญ่” ในเชิงปี่พาทย์มอญและได้นำความรู้เรื่องเพลงมอญที่ได้ศึกษาจากครูสุ่มไปเผยแพร่ถ่ายทอดให้กับลูกศิษย์รุ่นต่อ ๆ มา รวมทั้งประพันธ์เพลงไทยสำเนียงมอญขึ้นมาใหม่จนเป็นที่นิยมบรรเลง และขับร้องกันอย่างแพร่หลายสืบต่อมาถึงปัจจุบัน เช่น เพลงด้อมค่าย เพลงย่ำค่ำมอญทางบ้านบาตร เพลงประจำวัดทางใหม่ ส่วนเพลงที่ประพันธ์ร่วมกันคือ เพลงมอญยาดเล้ โดยครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ ประพันธ์ทำนอง ครูสุ่ม ดนตรีเจริญ ประพันธ์คำร้องภาษามอญ สำหรับบรรเลงกับวงปี่พาทย์มอญแทนวงปี่พาทย์นางหงส์ในงานศพสืบต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขนานนามนามสกุลในปี พ.ศ. 2456 เนื่องจากมีพระราชดำริว่า บุคคลควรต้องมีชื่อตนเองและนามสกุลตนเองต่อท้ายชื่อ เพราะจะเป็นพิธีการที่จะทำให้สามารถบัญญัติวิธีจดทะเบียนคนเกิด คนตายและเรื่องเกี่ยวกับการสมรสได้ชัดเจนขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการขนานนามสกุลขึ้น พระองค์ทรงพระกรุณาพระราชทานนามสกุลให้ราชตระกูล เชื้อพระวงศ์ ข้าราชบริพาร ข้าราชการ ตลอดจนสามัญชนทั่วไปเป็นจำนวนมากกว่า 6,400 นามสกุล และในการพระราชทานนามสกุลครั้งนี้ นามสุ่มได้รับพระราชทานนามสกุลว่า “ดนตรีเจริญ” ดังนั้นผู้ที่เป็นต้นตระกูลก็คือ นายสุ่ม ดนตรีเจริญ จากการแพร่หลายเข้ามาของวัฒนธรรมปี่พาทย์มอญ ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมาเครื่องดนตรี การประสมวงและโดยเฉพาะบทเพลงมอญนั้น ทำให้จังหวัดปทุมธานีมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไป และเป็นแหล่งปี่พาทย์มอญที่สำคัญแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังได้มีวงปี่พาทย์มอญเกิดขึ้นแพร่หลาย ทั่วไปในอำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดปทุมธานี โดยประมาณทั้งสิ้น 47 วงด้วยกันคือ

1. อำเภอเมือง มี 12 วงได้แก่ วงดนตรีเจริญ วงดนตรีเสนาะ วงประสานมิตรบรรเลง วง ส.พงษ์เจริญ วงพิณพาทย์ วงปทุมวิไล วงนายหวล วงนายเย็น วงนายหยัด วงนายขาว วงพวกดี และวงนายเสนาะ
2. อำเภอสามโคก มี 6 วง ได้แก่ วงทรัพย์สังวาลย์ วงรวมเพชรปทุม วงนายปาน ต้นดี วงไพฑูรย์ ทวนทอง
3. อำเภอลาดหลุมแก้ว มี 5 วง ได้แก่ วง ส.สุวัฒน์ วงประเสริฐศิลป์ วงนายโก๊ะ วงนายเล็ก และวงรัตน์ไทรแก้ว
4. อำเภอธัญบุรี มี 10 วง ได้แก่ วงอรรถกฤษณ์ วงประยงค์ศิลป์ วงโกมินทร์ วงถาวร วงพร้อมบรรเลง วงจรัล เอี่ยมประเสริฐ วงมนต์ เมืองเพชร วงแฉล้ม พ่วงสุวรรณ วงบรรลือ และ วงอำนวย
5. อำเภอลำลูกกา มี 4 วง ได้แก่ วง น.อุทิศศิลป์ วงนายนิ่ม วงนายสนิท และวงสุรเดช
6. อำเภอคลองหลวง มี 8 วง ได้แก่ วง ช. ดำรงค์ศักดิ์ ยืนยง วงฉัตรชัย วงศิษย์พ่อแก่ วงสุบิน สมบูรณ์ วงนายมงคล วงเสถียร ส. ชนะศิลป์ วงสมานศิษย์ศรีผ่อง และวงศิษย์วัดหัตถสาร
7. อำเภอหนองเสือ มี 2 วง ได้แก่ วงแสงทับทิม และวงโรงเรียนหนองเสือ
สถานะภาพองค์ความรู้ที่มีอยู่
ปี่พาทย์มอญ : วงตรีเสนาะ

สำนักมอญดนตรี “ทางมอญปทุมฯ” บ้านโคกชะพลู ตำบลบางกะดี ตำบลบางปรอก วัดหงส์ปทุมาวาส อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี นับแต่นายสี อพยพแต่เมืองเมาะตะมะ ถึงนายเจิ้น ดนตรีเสนาะ ตั้งวงปี่พาทย์ สั่งสอนบุตรหลาน คือ นายเสงี่ยม ดนตรีเสนาะ นายสงวน ดนตรีเสนาะ ถึงแก่กรรมลงมีหลานสืบทอดทางเพลงและมรดกเครื่องดนตรี คือ นายมนตรี พงษ์เจริญ นายชะอุ่ม ดนตรีเสนาะ ซึ่งได้ประมวลวิวัฒนาการสภาพสังคม วิถีการดำเนินชีวิตของหัวหน้าสำนักทายาทกำหนดยุคสมัยได้ดังนี้

1. ยุคที่ 1 รัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2481 นายเจิ้น ดนตรีเสนาะ : บ้านโคกชะพลู

ชุมชนมอญย่านนี้อยู่มาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ตั้งบ้านเรือนริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ชาวมอญส่วนมากยึดมั่นในหลักธรรมของพุทธศาสนามาแต่ครั้งอยู่ในเมืองเมาะตะมะแล้ว จึงได้ร่วมกันสร้างวัดมอญขึ้นเป็นศูนย์กลางชุมชน โดยตั้งชื่อจากรูปนิมิตความเชื่อในสัญลักษณ์ “หงส์ หรือฮะตะโน่” ว่า “วัดหงษ์ปทุมาวาส” เมื่อ พ.ศ. 2317

บ้านโคกชะพลูใกล้วัดหงษ์ปทุมาวาส สำนักดนตรีมอญของนายเจิ้น ดนตรีเสนาะในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้เป็นบุตรของนายสี ชาวมอญเมืองเมาะตะมะ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำฝั่งตะวันออก นายเจิ้น ดนตรีเสนาะ เรียนดนตรีกับบิดา คือ ฆ้องวงใหญ่ ซึ่งนำมาจากเมืองมอญ เมื่อท่านชำนาญจึงคิดตั้ง
วงดนตรีขึ้นเพื่อประกอบกิจกรรมของชาวมอญ ขณะนั้นยังขัดสนเครื่องดนตรี ท่านไปพบว่าภายในโบสถ์ของวัดหงษ์ปทุมาวาส มีพระภิกษุปั้นหน้ารูปกินนรคล้ายฆ้องมอญ ซึ่งพระภิกษุปั้นด้วยปูนไว้ แต่ยังไม่สำเร็จ ท่านจึงมาปั้นต่อประกอบเข้ากับร้านฆ้องได้เรียบร้อยสำเร็จเป็นวงปี่พาทย์มอญเครื่องคู่รับงานดนตรี งานประเพณีมอญ – ไทย ทั่วไป (มงคล พงษ์เจริญ, สัมภาษณ์ อ้างถึงใน มนัส แก้วบูชา, 2542 : 43)

นายมงคล พงษ์เจริญ อายุ 79 ปี ปัจจุบันเป็นหัวหน้าสำนักดนตรีอาวุโส อยู่ตำบลบางเดื่อ อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี คุณแม่ท่านเป็นบุตรีคนโตของนายเจิ้น ดนตรีเสนาะ ท่านเล่าว่า
“จับมือ” ต่อเพลงย่ำค่ำกับนายเจิ้น ดนตรีเสนาะและได้เล่าวิถีชีวิตดนตรีสำนักนี้

“….ฆ้องมอญที่มาแต่เมืองเมาะตะมะ ลูกฆ้องใส่กระบุงมา ขนาดเล็กฉัตรเตี้ยบางคล้าย ๆ เขาทำมาเฉพาะกับร้านฆ้อง ปลายเรียวยังกับฆ้องเล็ก เข้าพอดีผูกกันได้ ถ้าสั่งฆ้องสมัยนี้ ผูกเข้าไม่ได้ คล้าย ๆ ของทำมาจากที่เลย … แล้วมาได้ฆ้องมอญ (วงเล็ก) จากในโบสถ์พระเขาปั้น ๆ เหมือนฆ้องมอญแล้วมาปั้นต่อ สั่งฆ้องไทยมา เอา ลูกฆ้องใส่ประกบ … ครูเจิ้นเป็นคนฆ้อง เครื่องหนัง เป็นหัวหน้าใหญ่ ต่อเพลงมอญ โดยมากคนปทุมไปเรียนกับครูเจิ้นทั้งนั้น ทั้งครูเมี๊ยะ เครื่องมอญ เพลงมอญไม่ค่อยมี…. เขาใช้แต่เครื่องไทยกลองประโคมนางหงส์งานศพ…” (มงคล พงษ์เจริญ, สัมภาษณ์
อ้างถึงใน มนัส แก้วบูชา, 2542 : 43)

ชื่อเสียงความสามารถของนายเจิ้น ดนตรีเสนาะ ขจรขจายไปถึงเมืองพระนครได้รับความไว้วางใจจากทางราชการ เจ้านาย พระบรมวงศานุวงศ์ให้เข้าร่วมในพระราชพิธีสำคัญของชาติ เกียรติศักดิ์ศรีนี้ยังความภาคภูมิใจแก่วงตระกูลภายหลังเมื่อวงปี่พาทย์ของท่านเป็นปึกแผ่นชีวิตครอบครัวของท่านซึ่งสมรสกับนางสาวเปรี้ยว มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางบุปผา (ลุ) นายเสงี่ยม และนายสงวน ได้ช่วยกันสืบทอดมรดกเพลงมอญ เครื่องดนตรีมอญ ต่อมามิรู้สิ้น นายเจิ้น ดนตรีเสนาะถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2481

2. ยุคที่ 2 พ.ศ. 2482 – พ.ศ. 2520 นายเสงี่ยม ดนตรีเสนาะ : บางปรอก

นายเสงี่ยม ดนตรีเสนาะ ท่านมีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2440 – 2520 เป็นหัวหน้าสำนักดนตรีต่อจากบิดา วัยเยาว์เรียนดนตรีมอญกับบิดามารดา และเรียนเพลงไทยกับนายยา ระนาดเสนาะ บ้านอยู่ฝั่งแม่น้ำตรงข้ามนายยา ระนาดเสนาะ มีเครื่องปี่พาทย์ไทย ท่านเป็นเพื่อรุ่นอ่อนกว่านายเจิ้น ดนตรีเสนาะ ทั้งสองสนิทสนมกันมาก ได้แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องเพลง แลกเปลี่ยนงานดนตรีซึ่งกันและกัน นายเสงี่ยม ดนตรีเสนาะ ได้ช่วยกันสั่งสอนลูกหลานในสกุล ศิษยานุศิษย์จากภายนอกอยู่เสมอ ขณะเดียวกันท่านได้มรดกวงปี่พาทย์มอญไว้ประกอบรับงานดนตรี ผู้ร่วมวงของท่านได้แก่

นายเจิ้น ดนตรีเสนาะ อดีตหัวหน้าวง
นายเสงี่ยม ดนตรีเสนาะ ระนาดเอก
นายสงวน ดนตรีเสนาะ ฆ้องมอญวงเล็ก
นายเติม ฆ้องเสนาะ ฆ้องมอญวงใหญ่
นายเผื่อน ทุ้มเสนาะ ระนาดทุ้ม
นายทัน วันดี ปี่มอญ
นายงาม ไม่ทราบนามสกุล ตะโพนมอญ
นายจ๊วต ฉิ่งเพราะ ฉิ่ง
นายมงคล พงษ์เจริญ เครื่องกำกับจังหวะ

นายเสงี่ยม ดนตรีเสนาะ ได้สมรสกับนางสาวเลียบ มีบุตร 4 คน คือ นางดารา (เสียชีวิตแล้ว ได้บุตรชื่อนายธงชัย สืบทอดวิชาดนตรีมอญ) นายสุรินทร์ นางสมศรี (หญิง) นางหมากรุก (หญิง) มีหลานชายชื่อ นายมงคล ซึ่งเป็นลูกของพี่สาวชื่อ นางบุปผา (ลุ) พงษ์เจริญ เรียนดนตรี อยู่ที่บ้านตั้งแต่นายเจิ้น ดนตรีเสนาะยังมีชีวิตอยู่ ได้รับศิษย์จากวงบ้านใหม่ อยุธยา มาเรียนเพลงมอญ ท่านเล่าเรื่องเหตุที่นายจำรัญ เกิดผล นายสังเวียน เกิดผล ในการสอนนี้ นายชะอุ่ม ดนตรีเสนาะ ท่านเล่าเรื่องที่นายจำรัสและคณะบ้านใหม่มาสมัครเรียนเพลงมอญที่นี่ เพราะเลื่อมใสนายเจิ้น ดนตรีเสนาะ

“….ปู้เจิ้น ไปเครื่องมอญวัดปลากด บางนมโค อยุธยา นายสังเวียนมาทำ ปี่พาทย์หนังใหญ่ … นายสังเวียนเดินผ่านหน้าฆ้อง แล้วตกร่องกระดานที่พื้นจนสลบไป ปู่บอกเครื่องบอกฆ้องทำน้ำมนต์มาให้กินแล้วหาย….จึงเลื่อมใสมาต่อเพลงที่นี่ฆ้องมอญนี่เอาแบบไปสร้างที่อยุธยาโน่น…” (นายชะอุ่ม ดนตรีเสนาะ, สัมภาษณ์ อ้างถึงใน มนัส แก้วบูชา, 2542 : 45)

นอกจากนี้ยังมีศิษย์สมัยนายเจิ้น ดนตรีเสนาะ ซึ่งได้ไปสร้างวงปี่พาทย์มอญรับงานดนตรีในยุคนั้น ได้แก่ วงนายเมี๊ยะ พิณพาทย์ วงนายม่วง และบุตรชื่อนายรอด ท่ามะขาม วงนายอุ๊ด เหนือวัดวง นายต่วน ปทุมทางใต้ วงนายพัน สามโคก โดยเฉพาะนายหวล พิณพาทย์ หลานนายเมี๊ยะ พิณพาทย์ ได้รับการถ่ายทอดเพลงมอญโบราณไว้มาก แม้แนวการตั้งเสียงเครื่องดนตรี ซึ่งยังคง แนวเสียงของนายเจิ้น ดนตรีเสนาะ ได้อย่างมั่นคง กิจกรรมดนตรีของ นายเสงี่ยม ดนตรีเสนาะ เจริญงอกงามด้วยมีลูกหลานเกื้อหนุนให้วงปี่พาทย์มอญมีชื่อเสียง จนเมื่อถึงแก่กรรมลงใน พ.ศ. 2520

3. ยุคที่ 3 พ.ศ. 2521 – พ.ศ. 2525 นายสงวน ดนตรีเสนาะ : วงวัดหงษ์ : วงนายเจิ้น

นายสงวน ดนตรีเสนาะ ท่านมีชีวิตอยู่ในระหว่าง พ.ศ. 2445 – 2525 ผู้เป็นหัวหน้าสำนักดนตรีต่อจากพี่ชาย เมื่อวัยเด็กเรียนดนตรีกับบิดา และพี่ชาย เรียนเพลงไทยกับนายยา ระนาดเสนาะ เรียนเพลงหน้าพาทย์กับนายเจริญ (จ๊วต) ฉิ่งเพราะ โดยนายเจริญ ฉิ่งเพราะ นี้เรียนเพลงหน้าพาทย์มาจากหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) สำนักดนตรีบ้านบาตร

นายสงวน ดนตรีเสนาะ สมรสกับนางสาวสังวาลย์ มีบุตร 4 คน คือ บุตรสาวคนโตและคนรองเสียชีวิตแล้ว มีนายชะอุ่มและนางสาวประทุม ดนตรีเสนาะยังมีชีวิตอยู่ท่านเป็นบุตรคนสุดท้ายของนายเจิ้น ดนตรีเสนาะ จึงเรียนเพลงมอญไว้มาก ตลอดจนได้รับมรดกปี่พาทย์เครื่องใหญ่ไว้ด้วย โดยเฉพาะฆ้องมอญเก่านั้นถือว่าศักดิ์สิทธิ์ดังประสบการณ์ในอดีต

“….ครั้งหนึ่งงานย่าของนายสง่า คมคายที่วัดชินฯ พอเรือบรรทุกปี่พาทย์ถึงหน้าวัดบางเดื่อ ฆ้องตกลงในแม่น้ำ…. แต่ปล่อยให้จมอยู่ก่อนเพราะรีบไปงานรุ่งขึ้นบ่ายจึงกลับมา ควานหาไม่เจอ… มีคนมาช่วยเอาเบ็ดลาก….. แล้วร้องบอกให้จุ๊เป๊ะจุ๊กลับบ้าน (หมายถึงฆ้อง) เอามือเคาะตะโพน 3 ที…. เบ็ดก็คล้องฆ้องได้อย่างน่าอัศจรรย์” (ทองคำ พันนัทธี, 2528 : 67 อ้างถึงใน มนัส แก้วบูชา, 2542 : 45)

นายสงวน ดนตรีเสนาะ ได้ช่วยสร้างเสริมสำนักดนตรีให้มั่นคง แต่ด้วยเวลาค่อนข้างน้อยด้วยวัยสังขารร่วงโรยถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2525 งานศพของท่านมีเพื่อน นักดนตรีมอญนำวงดนตรีมาช่วยบรรเลงถึง 7 วง แสดงให้เห็นว่าท่านมีผู้นับถือรักใคร่มากมาย

4. ยุคที่ 4 พ.ศ. 2526 – ปัจจุบัน นายชอุ่ม ดนตรีเสนาะ : วงดนตรีเสนาะ

นายชะอุ่ม ดนตรีเสนาะ ท่านมีชีวิตอยู่ในระหว่าง พ.ศ. 2478 ถึงปัจจุบัน เมื่อวัยเยาว์เรียนดนตรีกับบิดาและลุง โดยมีปู่เป็นผู้จับมือแต่งเพลงให้ท่านเป็นผู้ชำนาญในการบรรเลงปี่พาทย์มอญประกอบการรำและรำผี (ทองคำ พันนัทธี, สัมภาษณ์ อ้างถึงใน มนัส แก้วบูชา, 2542 : 46)

ท่านเล่าถึงเครื่องดนตรีของปู่ คือ นายเจิ้น ดนตรีเสนาะ ที่ยกให้เป็นมรดกแก่บุตรหลานคือ ปี่พาทย์มอญเครื่องห้ายกให้ป้าบุปผา ปี่พาทย์ไทยเครื่องคู่ยกให้ลุง คือ นายเสงี่ยม ดนตรีเสนาะ ส่วนปี่พาทย์มอญเครื่องใหญ่ยกให้บิดา คือ นายสงวน ดนตรีเสนาะ เมื่อท่านอายุ 23 ปี ประมาณ พ.ศ. 2500 ท่านคิดจะเอาเครื่องปี่พาทย์ที่ปู่ยกให้พ่อซึ่งนายเสงี่ยม ดนตรีเสนาะเก็บไว้ พอสิ้นปีนำค่าเช่าเครื่องมาให้โดยเฉพาะฆ้องเก่าโบราณนั้น นายชะอุ่ม ดนตรีเสนาะ เล่าเรื่องดนตรีว่า
“…พอขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 ใกล้วันสงกรานต์ จุดธูป จุดเทียน บอกผีเรือนว่าจะเอาเครื่องกลับ …. ไปเรือกัน 2 คน มีคนแจว… ฉันแบกของฉันมาหมด เครื่องใหญ่เลย…” (ชะอุ่ม ดนตรีเสนาะ, สัมภาษณ์ อ้างถึงใน มนัส แก้วบูชา, 2542 : 46)

ใน ปี พ.ศ. 2526 อาจารย์นาฎยา สุวรรณทรัพย์ เลขานุการศูนย์วัฒนธรรม จังหวัดปทุมธานี ได้นำนายกลิ่น ดนตรีเจิญ และนายชะอุ่ม ดนตรีเสนาะ เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระผู้อนุรักษ์มรดกไทย ณ ศาลาดุสิตาลัย สวนจิตรลดา เพื่อรวบรวมประวัติและจัดทำหนังสือ และได้เข้าเฝ้าอีกครั้งหนึ่งเมื่อ ปี พ.ศ. 2529 ซึ่งในครั้งนี้ได้นำนางสาวประทุม ดนตรีเสนาะ
เข้าเฝ้าด้วย

นายมงคล พงษ์เจริญ บ้านบางเดื่อ ปทุมธานี ท่านเป็นหลานตาของนายเจิ้น ดนตรีเสนาะ ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ. 2463 ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว มารดาท่านชื่อ นางบุปผา ซึ่งเป็นบุตรีของนายเจิ้น ดนตรีเสนาะ บิดาชื่อนายชมพู ขณะนี้มีวงปี่พาทย์มอญ ซึ่งบุตรชายคือ นายสกล นายสุรพล นายเล็ก พงษ์เจริญ สืบทอดการเล่นปี่พาทย์มอญ
ลักษณะการแสดง
บทบาทหน้าที่ของเครื่องดนตรีแต่ละประเภท
1. ปี่มอญ
ปี่มอญเป็นเครื่องดนตรีที่ทำหน้าที่ดำเนินทำนองชิ้นหนึ่งในวงปี่พาทย์มอญ วิธีการดำเนินทำนอง โดยส่วนใหญ่แล้วปี่มอญจะเป่าโดยดำเนินทำนองต่าง ๆ โหยหวนเป็นเสียงยาวทำหน้าที่เชื่อมโยงเครื่องดนตรีในวงให้เกิดความสนิทสนมกลมกลืนกัน
บทบาทหน้าที่ของปี่มอญค่อนข้างจะแตกต่างจากปี่ใน เนื่องจากปี่ในจะเป่าโหยหวนเป็นเสียงยาวแล้ว ในบางครั้งก็จะเป่าโดยดำเนินทำนองถี่คล้ายระนาดเอก ซึ่งปี่ในจะทำหน้าที่ช่วยนำวงด้วย แต่ปี่มอญนั้นไม่นิยมเป่าเก็บทำนองถี่เหมือนปี่ใน ทั้งนี้เนื่องมาจากปี่มอญมีกังวานเสียงยาวเหมาะสำหรับเป่าทำนองห่าง ๆ โดยใช้เสียงยาวในการดำเนินทำนอง ซึ่งเสียงของปี่มอญจะให้อารมณ์นุ่มนวลเชิงโศกเศร้า สิ่งนี้ถือว่าเป็น Character ที่สำคัญของปี่มอญ
ถ้าเปรียบเทียบศักยภาพของปี่มอญกับปี่ในนั้น จะพบว่า มีความแตกต่างกัน ปี่ในนั้นมีขีดความสามารถในการเป่าเสียงร้องได้ดี สามารถเป่าเลียนเสียงร้องได้ใกล้เคียงมากกว่าปี่มอญ แต่ถ้าเป็นการเป่าคลอเสียงร้องที่มีเสียงยาวปี่มอญจะสามารถทำได้ดีกว่า มีความกลมกบลืนมากกว่า อย่างเช่น มอญร้องไห้ เป็นต้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงจุดเด่นของเครื่องดนตรีที่มีความแตกต่ากัน
เนื่องจากเสียงของปี่มอญให้อารมณ์ และความรู้สึกออกไปทางโศกเศร้า วังเวง ซึ่งเป็นความรู้สึกในเชิงลบ ฉะนั้นความเชื่อและค่านิยมของไทยจึงสร้างกรอบให้ปี่มอญเป็นเครื่องดนตรีตัวแทนของงานอวมงคล

2. ฆ้องมอญวงใหญ่
เป็นเครื่องดนตรีที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของปี่พาทย์มอญ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นหลักของวง โดยดำเนินทำนองหลักของเพลงมอญแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นประธานของวงปี่พาทย์มอญด้วยสังเกตจากบทบาท และหน้าที่ในการขึ้นต้นเพลงของฆ้องวงใหญ่

3. ตะโพนมอญ
เป็นเครื่องดนตรีที่ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะหน้าทับในวงปี่พาทย์มอญ

4. เปิงมางคอก
เป็นเครื่องดนตรีที่ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะหน้าทับควบคู่กับตะโพนมอญ ตะโพนมอญและเปิงมางคอก นับเป็นเครื่องดนตรีที่มีบทบาท และหน้าที่สำคัญในวงปี่พาทย์มอญ นอกจากจะทำหน้าที่ควบคุมจังหวะหน้าทับแล้ว ยังเป็นเครื่องวัดสัดส่วน หรือประโยคของเพลง ซึ่งในกลุ่มนี้
จะเป็นเพลงที่มีหน้าทับตะโพนมอญควบคุมจังหวะหน้าทับโดยเฉพาะ เช่น หน้าทับประจำวัดหน้าทับประจำบ้าน หน้าทับเพลงมอญร่ำ (ย่ำเที่ยง) หน้าทับย่ำค่ำ เป็นต้น คู่บรรเลงจะต้องยึดจังหวะหน้าทับหรือตะโพนมอญไว้เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าผู้บรรเลงตะโพนมอญบรรเลงหน้าทับขาดหรือเกินก็จะทำให้คร่อม หรือขัดกับทำนองเพลงเช่นเดียวกันถ้าผู้บรรเลงเครื่องดำเนินทำนองบรรเลงไม่ตรงกับหน้าทับตะโพนมอญก็ถือว่าบรรเลงผิด ซึ่งอาจเกิดจากการบรรเลงขาดหรือเกิน
ส่วนเพลงที่อยู่ในกลุ่มเพลงมอญูสองชั้น และเพลงเร็วนั้น หน้าทับตะโพนมิได้กำหนดแน่นอนตายตัวเหมือนกับเพลงในกลุ่มที่ได้กล่าวข้างต้นวิธีการบรรเลงตะโพนมอญและ เปิงมางคอก คงยึดหลักการบรรเลงให้มีการสอดประสาน มีความสอดคล้องและกลมกลืนซึ่งกันและกัน

5. ระนาดเอก
บทบาทหน้าที่ของระนาดเอกในวงปี่พาทย์มอญ มีลักษณะเช่นเดียวกับการบรรเลงใน วงปี่พาทย์ คือ เป็นผู้นำวงดำเนินทำนอง เก็บ” หรืแปรทำนองจากทำนองหลักเป็นทำนองเฉพาะของระนาดเอก แต่วิธีการดำเนินทำนองในวงปี่พาทย์มอญ มีลักษณะสำคัญประการหนึ่งคือ จะต้องประดิษฐ์ หรือแปรทำนองให้มีทำนองหลักของฆ้องมอญมากที่สุด

6. ระนาดทุ้ม ฆ้องวงเล็ก ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุ้มเหล็ก
เครื่องดนตรีทั้ง 4 ชนิดนี้ เป็นเครื่องดนตรีที่ได้เพิ่มเข้ามาในวงปี่พาทย์มอญในสมัยหลังต่อมา กล่าวคือ
เพิ่มระนาดทุ้ม และฆ้องวงเล็กพัฒนาเป็นวงปี่พาทย์เครื่องคู่เพิ่มระนาดเอกเหล็ก เเละระนาดทุ้มเหล็ก พัฒนาเป็นวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่การเพิ่มเติมเครื่องดนตรีเข้าไปในวงปี่พาทย์มอญ จนมีการพัฒนารูปแบบวงดนตรีเป็นเครื่องคู่” และ “เครื่องใหญ่” นั้น อนุโลมตามแบบแผน และหลักการประสมวงเครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์ของไทย เพราะฉะนั้น บทบาทหน้าที่ในการบรรเลงของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดคงยึดหลักและวิธีการบรรเลงตามแบบแผนของไทย แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการดำเนินทำนอง หรือการแปรทำนองนั้นก็คงยึดหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับระนาดเอก คือ การดำเนินทำนองนั้นจะต้องมีลักษณะใกล้เคียงกับทำนองหลักของฆ้องมอญให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของเพลงมอญ

7. โหม่ง 3 ลูก
เดิม 1 ใบ ตีลงที่จังหวะหนัก จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภทกำกับจังหวะประเภทหนึ่ง นิยมใช้โหม่ง 3 ลูก โดยให้มีเสียงสูง ต่ำ เรียงกัน 3 เสียง ปรากฏเป็นเสียงดังนี้
ลูกที่ 1 เสียง โม้ง
ลูกที่ 2 เสียง มง
ลูกที่ 3 เสียง โหม่ง (เสียงหมุ่ย หรือเสียงหุ่ย)

ในการบรรเลงกำกับจังหวะในเพลงมอญ จะทำหน้าที่ควบคุมจังหวะใหญ่ ซึ่งบรรเลงพร้อมกับเสียงฉับ ซึ่งเป็นจังหวะหลักของฉิ่ง

8. ฉาบใหญ่
ฉาบใหญ่ถือเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในวงปี่พาทย์มอญ ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่ในการบรรเลงต่างไปจากบรรเลงในวงปี่พาทย์ประเภทต่าง ๆ กล่าวคือ ใน วงปี่พาทย์อื่นๆ ฉาบใหญ่จะดำเนินจังหวะลงจังหวะใหญ่ หรือจังหวะหนักดังนี้
--- ฉิ่ง --- ฉับ --- ฉิ่ง --- ฉับ
---- --- แช่ ---- --- แช่ (แทนเสียงฉาบใหญ่)

ส่วนในวงปี่พาทย์มอญนั้น ลักษณะการดำเนินจังหวะจะแตกต่างกัน คือ ไม่เน้น หรือบรรเลงลงที่จังหวะหนัก แต่กลับลงที่จังหวะย่อยแทน (จังหวะยก) หมายความว่า เสียงหนักของฉาบใหญ่จะบรรเลงพร้อมเสียงฉิ่ง ส่วนตรงฉับนั้นเป็นเสียงเบา

9. ฉิ่ง กรับ ฉาบเล็ก
เครื่องประกอบจังหวะนี้ยึดหลัก และวิธีการบรรเลงเหมือนกับการบรรเลงในวงดนตรีอื่น ๆ ซึ่งต่างก็มีบทบาทและหน้าที่คล้ายคลึงกัน ทั้งนี้คำนึงถึงความสอดคล้องกลมกลืนกันกับทำนองเพลงสำคัญ
สาขา/ประเภท
ลำดับขั้นตอนการแสดง
5. วิธีการบรรเลง
5.1 ลักษณะการขึ้นต้นของบทเพลง เพลงเชิญนั้นมีการขึ้นต้นบทเพลงที่มีแบบเฉพาะตัว คือ นำประโยคแรกของบทเพลงมาเป็นทำนองต้น โดยใช้เครื่องดนตรี คือ ฆ้องมอญ
วงใหญ่บรรเลงขึ้นต้นเพลงโดยเริ่มต้นด้วยเสียงเร ตีเป็นคู่แปดเป็นเสียงขึ้นทำนอง แล้วตีสบัด 2 เสียง ต่อจากนั้นตีเป็นคู่ 11 และกลับมาเสียงเรอีกครั้ง แล้วจึงตีทำนองด้วยการกรอเป็นทำนอง
ยาว ๆ ดำเนินทำนองเพลงต่อไป ดังตัวอย่างของการขึ้นต้นเพลงเชิญ

5.2 ลักษณะการลงจบของเพลง เพลงเชิญมีลักษณะการลงจบที่เป็นแบบเฉพาะเช่นกัน คือ ลงจบด้วยลูกหมดมอญ ซึ่งมีลักษณะทำนองการจบแบบค่อย ๆ ตัดท่อนทำนองให้เหลือน้อยลงจนหมด และทำนองลูกหมดมอญนั้น เริ่มต้นด้วยทำนองจากจังหวะที่ช้าแล้วค่อยๆ เร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเร็วที่สุดจึงจบลงด้วยการกรอของโน้ตเสียงสุดท้ายของเพลงเชิญ คือ เสียงโด ดังตัวอย่างของ การจบลงด้วยลูกหมดมอญของเพลงเชิญ

5.3 จังหวะหน้าทับ เพลงเชิญเป็นเพลงที่มีสำเนียงมอญ ดังนั้นจึงต้องใช้ตะโพนมอญ และเปิงมางคอกเป็นเครื่องประกอบจังหวะหน้าทับ โดยใช้หน้าทับมอญของเดิม ซึ่งใช้ประกอบจังหวะทั้งในอัตราจังหวะสองชั้นและชั้นเดียวสำหรับหน้าทับตะโพนมอญ และเปิงมางคอกในเพลงเชิญของวงดนตรีเจริญนั้น พันจ่าอากาศเอกวีระ ดนตรีเจริญ ได้รับการถ่ายทอดมาจาก
นายกลิ่น ดนตรีเจริญ ผู้เป็นบิดา เสียงของจังหวะหน้าทับตะโพนมอญและเปิงมางคอกมีลักษณะเฉพาะทางเป็นของแต่ละวัง แต่ละท้องที่ เช่นกัน คือ เพียงแค่ได้ยินเสียงตะโพนมอญและเปิงมางคอกเท่านั้นก็จะทราบว่าวงนี้มาจากที่ไหน วงดนตรีเจริญเป็นวงหนึ่งที่มีจังหวะหน้าทับตะโพนมอญและเปิงมางคอกเฉพาะทาง ซึ่งได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้จึงยกตัวอย่างสัญลักษณ์การบันทึกโน้ตและจังหวะหน้าทับตะโพนมอญและเปิงมางคอกของเพลงเชิญ

5.4 มือเฉพาะทางฆ้อง ทางฆ้องมอญถือเป็นทางเฉพาะของแต่ละวงแต่ละที่ ซึ่งอาจแตกต่างกันไป แม้แต่วงปี่พาทย์มอญในจังหวัดปทุมธานี แต่ละวงจะมีทางฆ้องมอญที่เป็นมือเฉพาะเช่นกัน ทางฆ้องมอญที่ถือเป็นมือเฉพาะของวงดนตรีเจริญในเพลงเชิญนั้น จากการสัมภาษณ์ และการบันทึกแถบเสียงฆ้องมอญจากพันจ่าอากาศเอกวีระ ดนตรีเจริญ ท่านได้ตีฆ้องมอญของเพลงเชิญด้วยกัน 17 มือ ถือเป็นทางฆ้องมอญที่เป็นลักษณะเฉพาะของวงดนตรีเจริญ
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
เพลงมอญที่ถือว่าเป็นเพลงมอญแต่ดั้งเดิม หรือเพลงมอญแท้แต่โบราณนั้น เป็นเพลงในอัตราสองชั้น และเพลงเร็วในอัตราชั้นเดียว เพลงที่ใช้สำหรับการประโคม ซึ่งเป็นเพลงกลุ่มใหญ่สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ เพลงที่ใช้ประโคมในช่วงเวลาต่าง ๆ ตามขั้นตอนของพิธีการเกี่ยวกับงานศพ เช่น เพลงประจำวัด เพลงประจำบ้าน เพลงยกศพ ตลอดจนเพลงมอญที่อยู่ในกลุ่มที่ใช้บรรเลงต่อจากเพลงประจำวัด และเพลงประจำบ้าน เป็นต้น และยังมีเพลงที่ใช้ประโคมที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนา เช่น เพลงเร็วมอญ เพลงพระฉันมอญ เป็นต้น เพลงในกลุ่มนี้ จัดว่าเป็นเพลงมอญเก่า หรือมอญโบราณ เพลงในกลุ่มนี้เกือบทั้งหมดไม่สามารถสืบค้นประวัติความเป็นมาได้อย่างชัดเจน

ส่วนเพลงที่ใช้บรรเลงทั่วไปเพื่อความบันเทิงด้านการฟังนั้น ซึ่งใช้บรรเลงในช่วงเวลาต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนของพิธีกรรม ได้แก่ เพลงมอญสองชั้น และเพลงมอญเร็ว เพลงในกลุ่มนี้มีทั้งที่จัดว่าเป็นเพลงมอญโบราณ และเพลงมอญที่ได้รับการปรับปรุง หรือเรียบเรียงขึ้นใหม่ เพลงที่จัดเป็นเพลงโบราณก็ไม่สามารถสืบค้นประวัติความเป็นมาได้อย่างชัดเจน นอกจากเพลงเร็วมอญ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพลงที่ใช้ในกระบวนการรำผีมอญ

ลักษณะเพลง
สำหรับเพลงที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมของ “ปี่พาทย์มอญ” ในจังหวัดปทุมธานีจะเป็นเพลงที่สืบเชื้อสายมาจากครูเจิ้น ดนตรีเสนาะ และครูสุ่ม ดนตรีเจริญ ต่อมาลูกหลานได้มาตั้งคณะขึ้นใหม่ บางคณะได้ตั้งชื่อของตัวเองใหม่ เช่น คณะมงคลศิลป์ ซึ่งเป็นสายของดนตรีเสนาะ
เมื่อปี่พาทย์มอญเข้ามาอยู่ในเมืองไทย พัฒนารูปวงคล้ายคลึงกับวงปี่พาทย์ของไทย คือ
วงปี่พาทย์มอญเครื่องห้า วงปี่พาทย์มอญเครื่องคู่ และวงปี่พาทย์มอญเครื่องหญ่ บรรเลงประกอบพิธีอวมงคลของชาวไทยมาจนถึงปัจจุบัจจุบัน ต่อมาได้มีการพัฒนาวงโดยการเพิ่มของมอญมากขึ้น ในระยะแรกวิทยาลัยนาฏศิลป์ โดยครูประสิทธิ ถาวร ได้เพิ่มฆ้องใหญ่ขึ้นอีกวงหนึ่ง เรียกวงนี้ว่า ปี่พาทย์มอญเครื่องใหญ่พิเศษ จากนั้นครูโม ปลื้มปรีชา ได้เพิ่มฆ้องมอญวงเล็กขึ้นอีก นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย จนในปัจจุบันปี่พาทย์มอญนิยมเพิ่มฆ้องจาก 4 ร้าน เป็น 8 – 10 – 14 – 16 จนถึง 20 ในงานของหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปะบรรเลง) จนปี่พาทย์มอญกลายเป็นเครื่องประกอบเกียรติยศของเจ้าภาพไปอีกอย่างหนึ่ง สำหรับวงปี่พาทย์มงคลศิลป์ เป็นวงปี่พาทย์มอญที่เป็นลูกหลานสืบสาย “ดนตรีเสนาะ” บรรเลงประกอบพิธีในงานอวมงคลตามวัดในจังหวัดปทุมธานี และจังหวัดใกล้เคียง ตามลำดับขั้นตอนดังนี้
เมื่อศพขึ้นตั้งยังศาลา ปี่พาทย์จะบรรเลงเพลง “ยกศพ”
1. เพลงยกศพ
เมื่อศพขึ้นตั้งที่เรียบร้อยแล้ว ปี่พาทย์จะบรรเลงเพลง “เชิญผี” อันเป็นการเชิญผีให้อยู่ยังที่ตั้ง พร้อมทั้งเป็นการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ ณ ที่นั้น ขอให้ผีใหม่ได้อยู่ ณ ที่นั้นเพื่อให้ญาติมิตรได้ร่วมทำบุญ
2. เพลงเชิญผี
จากนั้นจะบรรเลงต่อด้วยเพลง “ประจำวัด” อันมีความหมายให้ผีในโลงศพประจำอยู่กับที่อย่าไปไหน เพื่อให้ญาติพี่น้องได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศล
3. เพลงประจำวัด (2)
ถ้าศพนั้นตั้งสวดที่บ้าน ปี่พาทย์จะเปลี่ยนเพลงประจำวัดเป็นประจำบ้าน ทั้งเพลงประจำวัดและเพลงประจำบ้าน ซึ่งมีความหมายเช่นเดียวกับประจำวัด
4. เพลงประจำบ้าน
สำหรับเพลงประจำวัด และเพลงประจำบ้านถือเป็นเพลงประโคมศพ สามารถบรรเลงซ้ำกันได้ โดยเว้นห่างเป็นระยะ เมื่อเป็นดังนี้ครูผู้ใหญ่ทางดนตรี จึงได้นำเพลงในฉันมอญบางตอนมาบรรเลงต่อท้ายประจำ เรียกชื่อกันไปต่าง ๆ นา ๆ เช่น ประจำวัด ออกในประจำ เพลง 1 หรือเพลง 2 เพลง 3 เป็นต้น
5. เพลงประจำวัด (ออกในประจำเพลง 1) (2)
นอกจากนั้นยังนำเพลงไทยสำเนียงมอญมาออกต่อท้ายอีกด้วย เช่น เพลงประจำวัด ออกนารายณ์แปลงรูป ทั้งนี้ ตะโพนมอญ และเปิงมาง คงยึดหน้าทับประจำวัดอย่างเคร่งครัด หรือถ้าออกเพลงในประจำบ้าน ตะโพนมอญ และเปิงมางต้องยึดหน้าทับประจำวัดอย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกัน
เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ ปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงชุด “ย่ำค่ำ” ซึ่งเป็นเพลงชุดที่มีความยาวแต่ละวงจะมีการปรับการบรรเลงไว้ป็นทางซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง บางช่วงจะเป็นการเดี่ยวแต่ละมือ เพื่อโชว์ความสามารถของผู้บรรเลงและทางของเพลง เป็นเพลงชุดที่เปิดโอกาสให้ผู้บรรเลงทั้งหมด แสดงความสามารถของตนเองได้เด่นชัด
เมื่อพระสงฆ์ลงมาสวดอภิธรรมยังศาลา ปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงเร็วมอญ เพื่อเป็นการรับพระ สำหรับเพลงมอญเณ้ว มีมากมายหลายเพลงสามารถนำมาบรรเลงได้ทั้งส่งพระและรับพระ
6. เพลงมอญเร็ว (รับพระ)
ครั้นเมื่อพระสงฆ์ยังนั่งที่สวดเรียบร้อยแล้ว เจ้าภาพจะไปจุดธูปเทียนที่หน้าพระพุทธ ปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงเร็วมอญอีกเพลงหนึ่ง แต่เพลงนี้เป็นเพลงประจำที่ใช้กันทั่วไป ซึ่งเรียกชื่อเพลงเร็วนี้ว่า
7. เพลงเร็วมอญ (จุดธูปเทียน)
จากนั้นพระสงฆ์ทั้ง 4 รูป จะสวดพระอภิธรรม โดยเริ่มจบที่ 1 ถ้าเป็นศพพระ ประเพณีมอญนิยม รำมอญ หรือเรียกว่า มอญรำ ปี่พาทย์จะบรรเลงประกอบรำให้ครบทั้ง 12 เพลง หรือ 12 เท่า โดยเฉพาะคนตะโพนมอญและเปิงมางคอก ต้องตีหน้าทับให้ถูกกับเพลงและท่ารำของแต่ละเพลงให้ถูกต้อง
ถ้าเป็นศพคนธรรมดา ไม่มีการรำ ปี่พาทย์มอญจะบรรเลงเพลงมอญที่ไพเราะ เช่น เพลงพม่าใหญ่ พม่ากลอง ปลาทอง
8. เพลงพม่ากลาง (จบที่ 1) (2)
จบสองถ้าไม่มีรำ ปี่พาทย์มอญก็จะบรรเลงเพลงมอญที่ไพเราะอีก
9. เพลงดาวกระจาย
จบสาม ถ้าไม่มีรำปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงมอญที่ไพเราะอีก
10. เพลงแน
สำหรับจบที่สี่ จะไม่มีการบรรเลงคั่น เจ้าภาพจะถวายของพระสงฆ์สวดยถา สัพพี เพื่อให้พร เมื่อพระกลับลงจากศาลา ปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงเร็วมอญขึ้นเพลงหนึ่ง เพื่อเป็นการส่งพระ การสวดอภิธรรมเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ศพ ก็เสร็จสิ้น ปี่พาทย์อาจบรรเลงเพลงประจำวัด เป็นการประโคมไประยะหนึ่ง จึงหยุดการบรรเลงในคืนนั้น
ต่อมาเมื่อรุ่งเช้าวันใหม่ ปี่พาทย์มอญจะบรรเลงเพลงมอญที่ไพเราะ สลับกับเพลงประจำบ้านก็ได้ บางงานมีเทศน์ในตอนเช้า ปี่พาทย์ก็จะบรรเลงเพลงมอญเร็วรับพระ ต่อด้วยเพลงเร็วจุดธูปเทียน และเมื่อพระเทศน์จบ ส่งพระด้วยเพลงมอญเร็ว จากนั้นก็จะบรรเลงประโคมไปเรื่อย ๆ จนพระสงฆ์ลงมาฉันอาหารเพลยังศาลา ปี่พาทย์จะรับพระด้วยเพลงเร็ว พระสงฆ์ฉันอาหารเพล ปี่พาทย์มอญบรรเลง “ฉิ่งพระฉันมอญ” ซึ่งเป็นเพลงสำเนียงมอญติดต่อกันหลายเพลง ลํกษณะของเพลงมอญจะเป็นเพลงเรียบ ๆ ไม่มีเครื่องหนัง และเครื่องประกอบจังหวะใด ๆ ทั้งสิ้น เช่นเดียวกับฉิ่งพระฉันไทย คงใช้แต่ฉิ่งตีเป็นเครื่องกำกับจังหวะเท่านั้น .......... เมื่อพระฉันเสร็จมีเด็กยกตะลุ่มที่พระฉันไปเก็บ ปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงยกตะลุ่มประกอบการยกตะลุ่มอีกด้วย.........จากนั้นพระสงฆ์ทั้งหมดสวดให้พระ หรือมาติกาบังสกุล กลับลงยังกุฏิปี่พาทย์บรรเลงเพลงเร็วส่งพระ
เมื่อบรรดาญาติพี่น้องตลอดจนแขกที่มาในงานทานอาหารกลางวันวงปี่พาทย์มอญจะบรรเลงเพลงอีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า “ย่ำเที่ยง” ซึ่งเป็นเพลงชุดที่บรรเลงติดต่อกัน 12 เพลง 12 หน้าทับ ซึ่งอันที่จริงก็คือเพลงที่ใช้ในรำมอญ 12 เพลง 12 ท่านั่นเอง
ในช่วงรอพิธีเผาศพในตอนเย็น ปี่พาทย์ก็จะบรรเลงประโคมไปเรื่อยจนถึงเวลายกศพลงมายังเมรุ เพื่อกระทำพิธีเผา ขณะยกศพมาเวียนเมรุ ปี่พาทย์บรรเลงจนครบ 3 รอบ ขึ้นตั้งบนเมรุเรียบร้อยจึงหยุด ขณะรอแขกมาเผาปี่พาทย์จะบรรเลงมอญที่ไพเราะไปเรื่อย ๆ เป็นระยะ ๆจนถึงเวลาเผา เมื่อประธานขึ้นจุดไฟเผาศพปี่พาทย์มอญจะบรรเลงเพลง “ประจำบ้าน” ประกอบพิธีเผาจนหมดแขกผู้บรรเลงจะนำเพลงมอญมาต่อท้ายเพลงประจำบ้านอีกหลายเพลง โดยตะโพนและเปิงมางต้องยึดหน้าทับของตัวเองอย่างเคร่งครัด นักดนตรีที่ดำเนินทำนองก็ต้องรักษากฏเกณฑ์ในการออกเพลงต่าง ๆ โดยไม่คร่อมกับหน้าทับ (สมาน น้อยนิต, 28548)
อุปกรณ์
วงปี่พาทย์มอญเครื่องคู่ ประกอบด้วย
2.1 ฆ้องมอญวงใหญ่ 1 ร้าน
2.2 ฆ้องมอญวงเล็ก 1 ร้าน
2.3 ระนาดเอก 1 ราง
2.4 ระนาดทุ้ม 1 ราง
2.5 ปี่มอญ 1 เลา
2.6 ตะโพนมอญ 1 ลูก
2.7 เปิงมางคอก 1 คอก
2.8 ฉิ่ง
2.9 ฉาบเล็ก
2.10 ฉาบใหญ่
2.11 กรับ
2.12 โหม่ง 3 ใบ


1. วงปี่พาทย์มอญเครื่องห้า ประกอบด้วย
1.1 ฆ้องมอญวงใหญ่ 1 ร้าน
1.2 ระนาดเอก 1 ราง
1.3 ตะโพนมอญ 1 ลูก
1.4 ปี่มอญ 1 เลา
1.5 เปิงมางคอก 1 คอก
1.6 ฉิ่ง 1 คู่


วงปี่พาทย์มอญเครื่องใหญ่ ประกอบด้วย
3.1 ฆ้องมอญวงใหญ่ 1 ร้าน
3.2 ฆ้องมอญวงเล็ก 1 ร้าน
3.3 ระนาดเอก 1 ราง
3.4 ระนาดทุ้ม 1 ราง
3.5 ระนาดเอกเหล็ก 1 ราง
3.6 ระนาดทุ้มเหล็ก 1 ราง
3.7 ปี่มอญ 1 เลา
3.8 ตะโพนมอญ 1 ลูก
3.9 เปิงมางคอก 1 คอก
3.10 ฉิ่ง
3.11 ฉาบเล็ก
3.12 ฉาบใหญ่
3.13 กรับ
3.14 โหม่ง 3 ใบ
ลักษณะเฉพาะอื่นๆ
วงปี่พาทย์มอญถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมดนตรีชนชาติมอญ ซึ่งใช้บรรเลงประกอบพิธีกรรมสามารถบรรเลงได้ทั้งในงานมงคล และงานอวมงคล เท่าที่ปรากฏหลักฐานในสมัยโบราณนั้น พบว่า ในงานมงคลนั้นได้มีวงปี่พาทย์มอญร่วมบรรเลงสมโภชด้วย เช่น สมโภชพระแก้วมรกตในสมัยกรุงธนบุรี เป็นต้น ส่วนงานอวมงคลก็ปรากฏหลักฐานเช่นเดียวกัน ในงานถวาย พระเพลิงพระศพสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นต้น จากหลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นปี่พาทย์มอญนั้นเป็นวงดนตรีรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยมาแต่สมัยโบราณแล้ว ถึงแม้ว่าในปัจจุบันบทบาทของวงปี่พาทย์มอญมีการเปลี่ยนแปลงไป คือ วงปี่พาทย์มอญใช้สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับความตาย หรืองานศพ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของงานอวมงคลเท่านั้น ทำให้วงปี่พาทย์มอญกลายเป็นสัญลักษณ์ของงานอวมงคลไปในที่สุด

วงดนตรีเจริญ เป็นวงปี่พาทย์มอญวงหนึ่งที มีบทบาทสำคัญ และวัฒนธรรมของปี่พาทย์มอญในจังหวัดปทุมธานีเป็นอย่างมาก ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและสืบทอดมาจากบรรพชนที่มีความรู้ความสามารถ อีกทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของปี่พาทย์มอญโดยตรง จึงเป็บสิ่งสำคัญของวงดนตรีเจริญที่จะต้องมีการอนุรักษ์ เผยแพร่ และส่งเสริมวัฒนธรรมปี่พาทย์มอญของจังหวัดปทุมธานีให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย บทบาทสำคัญของวงดนตรีเจริญที่มีต่อสังคม และวัฒนธรรมมอญของจังหวัดปทุมธานี
คุณค่า
บทบาทของวงดนตรีเจริญในวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี
วงปี่พาทย์มอญถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมดนตรีชนชาติมอญ ซึ่งใช้บรรเลงประกอบพิธีกรรมสามารถบรรเลงได้ทั้งในงานมงคล และงานอวมงคล เท่าที่ปรากฏหลักฐานในสมัยโบราณนั้น พบว่า ในงานมงคลนั้นได้มีวงปี่พาทย์มอญร่วมบรรเลงสมโภชด้วย เช่น สมโภชพระแก้วมรกตในสมัยกรุงธนบุรี เป็นต้น ส่วนงานอวมงคลก็ปรากฏหลักฐานเช่นเดียวกัน ในงานถวาย พระเพลิงพระศพสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นต้น จากหลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นปี่พาทย์มอญนั้นเป็นวงดนตรีรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทยมาแต่สมัยโบราณแล้ว ถึงแม้ว่าในปัจจุบันบทบาทของวงปี่พาทย์มอญมีการเปลี่ยนแปลงไป คือ วงปี่พาทย์มอญใช้สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับความตาย หรืองานศพ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของงานอวมงคลเท่านั้น ทำให้วงปี่พาทย์มอญกลายเป็นสัญลักษณ์ของงานอวมงคลไปในที่สุด

วงดนตรีเจริญ เป็นวงปี่พาทย์มอญวงหนึ่งที มีบทบาทสำคัญ และวัฒนธรรมของปี่พาทย์มอญในจังหวัดปทุมธานีเป็นอย่างมาก ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและสืบทอดมาจากบรรพชนที่มีความรู้ความสามารถ อีกทั้งยังเป็นต้นกำเนิดของปี่พาทย์มอญโดยตรง จึงเป็บสิ่งสำคัญของวงดนตรีเจริญที่จะต้องมีการอนุรักษ์ เผยแพร่ และส่งเสริมวัฒนธรรมปี่พาทย์มอญของจังหวัดปทุมธานีให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย บทบาทสำคัญของวงดนตรีเจริญที่มีต่อสังคม และวัฒนธรรมมอญของจังหวัดปทุมธานี แบ่งออกได้ดังนี้

2.1 บทบาทต่อวงดนตรีมอญ
1) การสร้างตำนานดนตรีมอญในประเทศไทย
วงดนตรีเจริญได้เป็นส่วนสำคัญในประวัติศาสตร์ดนตรีมอญในไทยผ่านตำนานการเล่าเรื่องการแบกฆ้องเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารไนแผ่นดินไทย เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ความเป็นมาของดนตรีมอญในประเทศไทยที่สืบทอดการเล่าขานต่อไปข้างหน้า โดยบรรพชน
ของวงดนตรีเจริญ
2) การสืบทอดดนตรีมอญฉบับดั้งเดิม
วงดนตรีเจริญมีบทบาทสำคัญในการสืบทอดเพลงมอญูของเดิมเอาไว้ให้เพลงมอญอยู่เป็นต้นฉบับของแท้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงเชิญ ประจำวัด ประจำบ้าน เพลงพระฉันมอญย่ำค่ำ และเพลงย่ำเที่ยง

3) การเผยแพร่เพลงมอญ
วงดนตรีเจริญได้สืบทอดเผยแพร่วัฒนธรรมปี่พาทย์มอญให้เป็นที่แพร่หลายทั่วไปใบสังคม ผ่านการเรียนการสอนที่ได้กระทำสืบต่อกันมาไม่ขาดสาย ทั้งผ่านการเรียนการสอนตามประเพณี เเละผ่านสื่อสมัยใหม่ อย่างวีดิทัศน์ และเทปบันทึกเสียง
วงดนตรีเจริญ เป็นวงปี่พาทย์มอญวงหนึ่งที่มีบทบาทด้านการเผยแพร่วัฒนธรรมดนตรีโดยเฉพาะวัฒนธรรมปี่พาทย์มอญของชาวจังหวัดปทุมธานี โดยเฉพาะครูธรรม ดนตรีเจริญ ท่านเป็นผู้หนึ่งที่เบิกทางวัฒนธรรมปี่พาทย์มอญให้แพร่หลายเป็นที่รู้จักกันทั่วไป
ในปัจจุบันนี้วงดนตรีเจริญก็ยังคงสืบทอด และถ่ายทอดวัฒนธรรมปี่พาทย์มอญอยู่จึงทำให้วงดนตรีเจริญมีบทบาทในการเผยแพร่วัฒนธรรมดนตรีมอญของจังหวัดปทุมธานีจนมาถึง
ทุกวันนี้
4) การสร้างบุคลากรด้านดนตรีมอญ
วงดนตรีเจริญมีคุณูปการต่อดนตรีมอญอย่างมากในการสร้างบุคลากรด้านดนตรี ไม่ว่าจะเป็นคนในสายตระกูล หรือนอกตระกูลก่อให้เกิดศิลปินดนตรีสืบทอดมาไม่ขาดสายและแพร่หลายออกไปในวงกว้าง

2.2 บทบาทต่อการเป็นผู้มีวัฒนธรรมที่ดีของชาวมอญู
1) บทบาทต่อภาพลักษณ์ชาวมอญ
ชาวมอญที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยมีหลายกลุ่มเเละเเต่ละกลุ่มก็เป็นตัวเเทน จากอาชีพที่แตกต่างกัน ทั้งหมดให้ภาพของการเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีภูมิปัญญา มีความรู้ มีวัฒนธรรมทางความเชื่อ โดยเฉพาะความยึดมั่นในศาสนา และประเพณีอย่างเหนียวแน่น ดื่มด่ำในศิลปะ เกิดเป็นสัญลักษณ์ของชาวมอญในประเทศไทยว่าเป็นผู้รักในศิลปะดนตรีและการละเล่นมี
วัฒนธรรมที่รุ่งเรืองมาแต่อดีตวาทกรรมเรื่องการเเบกฆ้องเข้ามาเพื่อพึ่งพระบรมโพธิสมภารของบรรพชนของวงดนตรีเจริญนี้ให้ภาพลักษณ์ของชาวมอญในไทย คือ การเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่รักสงบ รักศิลปะดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ สำหรับสังคมไทยแล้วชาวมอญมีภาพของการเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีสถานภาพทางสังคมที่ไม่ต่างไปจากคนไทย อันเป็นภาพของกลุ่มที่รักสงบมีวิถีชีวิตที่ยึดมั่นกับวัฒนธรรม ประเพณี และรักศิลปะดนตรีเสมอชีวิต

2) บทบาทด้านการเกิดและเผยแพร่ปี่พาทย์มอญ
วงดนตรีเจริญเป็นผู้ให้กำเนิดปี่พาทย์มอญในประเทศไทยโดยครูสุ่ม ดนตรีเจริญ จนเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของวัมนธรรมมอญ กล่าวได้ว่า ปี่พาทย์มอญเป็นวัฒนธรรมส่วนแรก ๆ ที่คนทั่วไปรู้จักเมื่อเอ่ยถึงวัฒนธรรมมอญ

3) บทบาทด้านการบรรเลงประกอบพิธีกรรม
ดนตรีบอกเวลา บอกลำดับงาน ช่วยประกอบงานให้มีอารมณ์ มีลำดับ มีความหมาย วงดนตรีเจริญมีบทบาทในด้านการบรรเลงปี่พาทย์ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ในจังหวัดปทุมธานี และจังหวัดใกล้เคียงมาอย่างต่อเนื่อง แม้จนทุกวันนี้ การบรรเลงดนตรีประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นวัฒนธรรม และกิจกรรมที่เกิดขึ้นคู่กันมาในสังคมไทยมาช้านาน ตั้งแต่การเกิดจนถึงการตายในอดีตที่ผ่านมาในเรื่องของการบรรเลงดนตรีประกอบพีธีกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานมงคล หรืองานอวมงคลนั้น จะต้องมีดนตรีปี่พาทย์เข้ามาบรรเลงประกอบพิธีกรรมด้วยเสมอ
ในปัจจุบันนี้ จะเห็นได้ว่าบทบาทของปี่พาทย์มอญได้มีการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากในสมัยโบราณนั้น ปี่พาทย์มอญจะใช้บรรเลงได้ทั้งงานมงคลและอวมงคล ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบสนองของคนในสังคมสมัยบั้น ต่อมาเมื่อมีการนำเอาวงปี่พาทย์มอญมาบรรเลงในงาน
พระบรมศพซึ่งเป็นงานอวมงคล จึงกลายเป็นประเพณีนิยมสืบต่อมาทุกวันนี้ว่าปี่พาทย์มอญใช้บรรเลงในงานที่เกี่ยวกับความตาย หรือพิธีศพ ซึ่งเป็นเครื่องหมายของงานศพเท่านั้น
วงดนตรีเจริญู มีบทบาทด้านการบรรเลงในงานพิธีต่างๆ ในจังหวัดปทุมธานี
มาตั้งเเต่ดั้งเดิม เช่น ในพิธีบวชนาค มักนิยมใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า และวงปี่พาทย์เครื่องคู่มาบรรเลงประกอบในงาน ส่วนในพิธีศพนั้นใช้วงปี่พาทย์มอญบรรเลงประกอบในงาน นอกจากนั้น ยังใช้วงปี่พาทย์มอญบรรเลงประกอบการแสดงและการละเล่นพื้นบ้านของชาวมอญปทุมธานี เช่น การแสดงรำมอญ มอญร้องไห้ และการละเล่นทะแยมอญ จนถือเป็นประเพณีนิยมของชาวจังหวัดปทุมธานี และจังหวัดใกล้เคียงมาจนถึงปัจจุบันนี้
ปี่พาทย์มอญเเละวงดนตรีเจริญมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการบรรเลงประกอบ
พิธีศพ เช่น พระมาถึงในพิธี ปี่พาทย์มอญก็บรรเลงเพลงมอญชั้นเดียว เพื่อรับพระเมื่อประธานใน
พิธีจุดธูปเทียน ปี่พาทย์มอญจะบรรเลงเพลงจุดธูปเทียน และเมื่อพระกลับปี่พาทย์มอญจะบรรเลง
เพลงมอญชั้นเดียว เพื่อส่งพระกลับ ช่วงเวลาพระฉันภัตตาหารปี่พาทย์มอญบรรเลงเพลงพระฉัน
มอญ และเมื่อถึงพิธีประชุมเพลิง หรือเผาศพปี่พาทย์มอญก็จะบรรเลงเพลงชุมไฟ เป็นต้น
นอกจากพิธีศพแล้ว วงดนตรีเจริญยังรับงานบรรเลงในพิธีต่าง ๆ โดยใช้วง
ปี่พาทย์ไทยอีก เช่น งานบรรเลงประกอบพิธี เช่น เพลงมหาฤกษ์ มหาชัย (ทางไทย) ตับวิวาห์
พระสมุทร เป็นต้น และพิธีอุปสมบทก็ใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า และวงปี่พาทย์เครื่องคู่บรรเลงประกอบในพิธีกรรม เช่น ในช่วงอาบน้ำนาคปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงลงสรง หรือทำขวัญนาคช่วงเวียนเทียนปี่พาทย์ก็จะบรรเลงเพลงลาวเสี่ยงเทียน เป็นต้น
สรุปได้ว่าพิธีกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นพิธีกรรม ที่มีดนตรีมอญเ ข้า
มามีบทบาทเกี่ยวข้องในการบรรเลงประกอบพิธีต่าง ๆ ด้วยกันทั้งสิ้น วงดนตรีเจริญจึงเป็นวงดนตรีที่มีบทบาทและเป็นแหล่งให้บริการรับงานบรรเลงประกอบพิธีกรรมบรรเลงประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของจังหวัดปทุมธานีมาอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

4) บทบาทต่อการรักษาวัฒนธรรมมอญ
วัฒนธรรมมอญหลายอย่างต้องมีดนตรีเป็นส่วนประกอบการร่ายรำทำให้
วัฒนธรรมการแต่งตัวแบบมอญมีพื้นที่มีเวที และมีความหมาย เช่นเดียวกับการเล่นสะบ้า กล่าวได้ว่า พิธีกรรมและประเพณีต่างๆ ทำให้ภาษามอญ และวัฒนธรรมอาหารมอญได้มีที่แสดงตัว และเผยแพร่ ดังนั้น มอญรำ ทะแยมอญไม่อาจสืบทอดได้ หากขาดดนตรีกล่าวได้ว่าดนตรีเป็นส่วนสำคัญ ทำใ ห้ศิลปะการแสดงดำรงอยู่และสืบทอดได้

2.3 บทบาทที่มีต่อจังหวัดปทุมธานี แบ่งออกเป็น
1) บทบาทด้านการสร้างชื่อเสียงให้แเก่จังหวัดปทุมธานี
บทบาทสำคัญครั้งหนึ่งที่สร้างชื่อไห้แก่จังหวัด คือ งานพระบรมศพพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งครั้งนั้นได้ว่าจ้างในนามวงดนตรีของปทุมธานี

2) บทบาทต่อวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี
กล่าวได้ว่าชื่อเสียงด้านหนึ่งที่สำคัญ คือ การเป็นเมืองมอญ โดยมีวัฒนธรรมพื้นบ้านมอญหลายแขนง แขนงหนึ่งที่สำคัญ คือ ปี่พาทย์มอญของวงดนตรีเจริญเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จังหวัดปทุมานีเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองที่มีลักษณะเด่นด้านวัฒนธรรม แม้ในปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่า เมื่อต้องการที่จะเสาะหา “ของดีเมืองปทุม” สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือดนตรีมอญที่กลายเป็น
เอกลักษณ์ของปทุมธานีไปแล้วในวันนี้
3) บทบาทต่องานของจังหวัดปทุมธานี
วงดนตรีเจริญมีบทบาทต่องานทางราชการจังหวัดปทุมธานีอยู่เสมอ เช่น งานวันสถาปนาจังหวัดปทุมธานี วันส้มจังหวัดปทุมธานี งานของดีเมืองปทุมธานี งานวันสงกรานต์ งานเผยแพร่การบรรเลงปี่พาทย์มอญและมีการแสดงรำมอญในงานประเพณีตักบาตรพระร้อยลอยเรือเล่นเพลง ณ วัดจันทน์กระพ้อ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2543 งานเผยแพร่การบรรเลงปี่พาทย์มอญ และการแสดงรำมอญในงานกฐินสามัคคีกลุ่มเกษตรกร และเกษตรกรทั่วประเทศ ครั้งที่ 36 ณ วัดทองสะอาด อำเภอลาดหลุมเเก้ว จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543

2.4 บทบาทต่อวัฒนธรรมไทย
วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากการประสมประสานวัฒนธรรมจากของ
หลายกลุ่มชาติพันธุ์ ในวันนี้วัฒนธรรมไทยส่วนหนึ่งจะมีวัฒนธรรมมอญเป็นส่วนประกอบ กล่าวคือ ในวัฒนธรรมไทยนั้นไม่อาจตัดแยกเอาวัฒนธรรมมอญออกไปได้ วัฒนธรรมมอญเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย ดังจะเห็นได้จากร่องรอยของวัฒนธรรมในวิถีชีวิตหลายอย่างที่มอญเป็นส่วนหนึ่งอย่างเช่น อิฐมอญ คลองมอญ เช่นเดียวกับปี่พาทย์มอญ ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยในวันนี้ บทบาทต่อวัฒนธรรมไทย แบ่งออกเป็น

1) บทบาทต่อวัฒนธรรมดนตรีไทย
บทบาทที่มีต่อวัฒนธรรมดนตรีไทยนั้นอาจแยกได้ออกเป็นสองทางได้เเก่
- บทบาทต่อการเสริมกำลังให้แก่ดนตรีไทย โดยไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเข้ามาของบรรพชนวงดนตรีเจริญเมื่อครั้งนั้น ได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาของดนตรีไทยในประเทศไทย สกุลดนตรีทางมอญจากวงดนตรีเจริญได้ก่อให้เกิดการสืบทอดดนตรีมอญดั้งเดิมบางส่วนมีอิทธิพลต่อดนตรีไทย โดยเฉพาะบทบาทของครูสุ่มดนตรีเจริญ ซึ่งได้ย้ายเข้าไปอยู่ในกรุงเทพ ฯและได้รับความอุปการะจากครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เกิดการปรับปรน(articulation) โดยการนำเอาวัฒนธรรมราษฎร์มาเสริมทางให้แก่วัฒนธรรมหลวงยุคนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ
- บทบาทต่อการสร้างเสริมดนตรีไทยให้เด่นชัด ด้วยเหตุที่ดนตรีมอญคงเอกลักษณ์ความเป็นดนตรีมอญในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะพัฒนาเเบบประสมประสานบ้าง บางส่วนหายไป เช่น ระนาดมอญ แต่ก็มีบางส่วนที่รักษาทางของตัวเองไว้อย่างเปิงมางคอก ทำไห้เกิดดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์มอญที่เรียกแต่ยุคก่อนว่า “ปี่พาทย์รามัญ” ปัจจุบันดนตรีมอญก็ยังคงรูปลักษณ์เก่า ในอดีตนั้นดนตรีมอญมีบทบาทสำคัญในการบรรเลงในงานสมโภมระดับบ้าน ระดับเมืองมาในอดีต การที่มีดนตรีมอญชัดเจนนั้น ในทางหนึ่งก็ได้กำให้ดนตรีไทยมีลักษณะที่ชัดขึ้นเมื่อจับเทียบ โดยหลักการเทียบคู่ตรง ข้าม (binary opposition) เช่น การสร้างดนตรีมอญออกบรรเลงในงานศพ
2) บทบาทต่อพิธีศพไทย
งานศพเป็นประเพณีสำคัญในวงจรชีวิตของทุกวัฒนธรรมกล่าวได้ว่ากรณีวัฒนธรรมไทยงานศพไทยมีปี่พาทย์มอญเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งในวัฒนธรรมงานศพยุครัตนโกสินทร์ เมื่อดนตรีมอญูได้รับการปรับปรุงให้มีเพลงมอญสำหรับงานศพ โดยครูสุ่ม ดนตรีเจริญแล้วนั้นงานศพคนไทยจึงมีดนตรีมอญบรรเลงกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมงานศพที่ได้รับความนิยมเเพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้ งานศพที่มีปี่พาทย์มอญถือว่าเป็นศพผู้ดี

2.5 บทบาทด้านการเรียนการสอน การถ่ายทอดความรู้ทางด้านปี่พาทย์มอญ
วงดนตรีเจริญส่วนใหญ่ ได้ยึดอาชีพในด้านการบรรเลงปี่พาทย์มอญตามงานพิธีต่าง ๆ อย่างไรก็ตามวงดนตรีเจริญได้มีการเรียนการสอน และการถ่ายทอดความรู้ทางด้านปี่พาทย์มอญที่สำคัญวงหนึ่งของจังหวัดปทุมธานีอีกด้วย ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของตระกูล วงดนตรีเจริญได้ทำการเรียนการสอนอยู่ 2 ลักษณะ คือ
1) การเรียนการสอนสำหรับบุคคลในตระกูล
การเรียนการสอนสำหรับบุคคลในตระกูล เป็นการสอนหรือการต่อเพลงที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษมาสอนให้ลูกหลานในตระกูล ทั้งที่เป็นหลานข้างลูกฝ่ายหญิง และหลานข้างลูกฝ่ายชาย ตลอดจนรุ่นเหลน การเริ่มต้นการเล่นเครื่องดนตรีนั้น ผู้สอน คือ
(นายกลิ่น ดนตรีเจริญ) ให้ฝึกหัดเล่นเครื่องประกอบจังหวะก่อน จนกว่าตีได้แม่นจังหวะหรือแม่นยำเเล้วจึงเริ่มเรียนเครื่องดนตรีประเภทดำเนินทำนอง เช่น ฆ้องวงใหญ่ ระนาดเอก หรือการ
ขับร้องต่อไป โดยครูผู้สอนจะจับมาต่อเพลงให้กับผู้เรียนเป็นลำดับแรกตามประเพณีที่สืบต่อกันมา สำหรับการคัดเลือกนักดนตรีประจำวงนั้น ผู้สอนทดสอบให้ผู้เรียนเล่นเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ ที่ตนชอบ โดยดูจากความคล่องแคล่ว และความสามารถในการบรรเลงได้ดี จากนั้นจึงมอบหมายให้เรียนเครื่องดนตรีชิ้นนั้น เพื่อการจัดตั้งวงให้เป็นหมู่คณะที่สมบูรณ์สำหรับบรรเลงเวลาที่มีงานแสดง หรือ การประกวดประชันกัน ดังนั้น การเรียนการสอนสำหรับบุคคลในตระกูลมีลักษณะการเรียนการสอนและการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ โดยถ่ายทอดทางเพลงที่ได้รับการถ่ายทอดมาให้จนหมดสิ้นตามความสามารถพรสวรรค์และปฏิภาณไหวพริบของบุคคลในตระกูล แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้ถ่ายทอดต้องการเห็นจากผู้เรียน คือ “ความตั้งใจ ความขยัน และความทุ่มเทในการฝึกซ้อม” ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ
2) การเรียนการสอนสำหรับบุคคลนอกตระกูล
การเรียนการสอนให้แก่บุคคลนอกตระกูล คือ บุคคลภายนอกที่มีความสนใจด้านดนตรี โดยขอฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อมาขอรับการถ่ายทอดวิชาดนตรี มีจุดประสงค์ศึกษาเพื่อนำไปประกอบอาชีพ หรือนำไปเป็นความรู้ติดตัวเอาไว้ ด้านการเรียนการสอนสำหรับบุคคลนอกตระกูลมีลักษณะคล้ายคลึงกับการเรียนการสอนสำหรับบุคคลในตระกูล แตกต่างกันในเรื่องการถ่ายทอดทางเพลงที่ได้รับการถ่ายทอดทางเพลง ซึ่งอาจจะมีการหวงทางเพลงมอญโบราณที่ได้รับการถ่ายทอดเอาไว้บ้าง โดยการถ่ายทอดทางเพลงที่ได้รับการถ่ายทอดมาเพียงส่วนที่เป็นทำนองพื้น
ไม่เหมือนกับลูกหลานในตระกูล การเรียนการสอนสำหรับบุคคลนอกตระกูลของวงดนตรีเจริญนั้น แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

- การเรียนการสอนภายในบ้าน การเรียนการสอนในบ้านดนตรีเจริญนั้นถือ เป็นการฝากตัวเข้ามาเป็นลูกศิษย์ในบ้านการเล่าเรียนดนตรีของบรรดาศิษย์เหล่านี้มักเป็นไปในวิธีการดั้งเดิม คือ การถ่ายทอดโดยการบอกเล่า การถ่ายทอดวิชาจากครูสู่ศิษย์ก็ยังคงยึดการต่อเพลงแบบตัวต่อตัว และให้การจำเป็นหลัก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วศิษย์เเต่ละคนจะมีความจำที่แตกต่างกันถึงเเม้จะใช้เวลาฝึกหัดในเวลาไล่เรียงกัน แต่คนที่มีความจำที่แม่นยำ และฝึกฝนได้อย่างรวดเร็วนั้นก็จะได้รับการถ่ายทอดจากครูมากกว่าคนอื่น ๆ การเข้ามาเรียนดนตรีเเละต่อเพลงนั้น ส่วนใหญ่เพื่อนำไปบรรเลงร่วมงานต่าง ๆ ลักษณะการเรียนการสอนนั้น จะต้องเรียนรู้พื้นฐานทั่วไปเกี่ยวกับเพลงในพิธีกรรมนั้น ทั้งพิธีมงคล และพิธีอวมงคล เช่น ปี่พาทย์ไทยเรียนปี่พาทนั้นต้องเรียนชุดโหมโรงเช้า ชุดโหมโรงเย็นก่อน ส่วนใครเรียนปี่พาทย์มอญที่ใช้บรรเลงในงานศพจะต้องเรียนเพลงมอญที่ใช้บรรเลงประกอบพิธีศพ เช่น เพลงเชิญ เพลงประจำวัด ประจำบ้าน เพลงย่ำเที่ยง และเพลงย่ำค่ำ เป็นต้น

ลักษณะการเรียนการสอนนอกบ้านวงดนตรีเจริญนั้น จะมุ่งเน้นการประกอบอาชีพ โดยผู้สอนเลือกเพลงต่อเพลงที่จำเป็นต้องใช้ในการประกอบอาชีพ โดยเรียนกันตามเวลาที่สะดวก หรือมีเหตุจำเป็นที่ต้องใช้งาน

- การเรียนการสอนนอกบ้าน การเรียนการสอนนอกบ้านดนตรีเจริญนั้นมักได้รับเชิญจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ หน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานเอกชน เพื่อให้ความรู้
ทางด้านปี่พาทย์มอญ และดนตรีไทย โดยส่วนใหญ่จะเป็นกิจกรรมนอกเวลาเรียน หรือนอกเวลาทำงาน ระยะเวลาเป็นวันธรรมดาระหว่างวันจันทร์ถึงวันศุกร์ การเรียนการสอน และการต่อเพลงนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเพลงที่นิยมบรรเลงกันอยู่ทั่วไป เป็นเพลงพื้นฐานที่ไม่ยาวจนเกินไปฟังแล้วเข้าใจง่ายและเป็นที่คุ้นหูกัน สถาบันการศึกษาที่ทางวงดนตรีเจริญไปสอนได้แก่ โรงเรียนเทศบาลปทุมธานี และมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

ลักษณะการเรียนการสอนนอกบ้านวงดนตรีเจริญนั้น จะมุ่งเน้นพื้นฐานของระบบการศึกษาตามหลักสูตรที่กำหนดไว้ ส่วนวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนวิชาดนตรีนั้นมักจะออกมาในรูปแบบของการฝึกหัดเพื่อเป็นกิจกรรมพิเศษ หรืองานอดิเรก

2.6 บทบาทต่อวงการศึกษา
ด้วยเหตุที่วงดนตรีเจริญมีลักษณะที่โดดเด่น แล้วมีคุณูปการต่อศิลปะดนตรีกำลังสูญูหาย เพราะมีคุณค่าดังกล่าว จึงมีบทบาทต่อวงการวิชาการด้านศิลปะวัฒนธรรม ทั้งในส่วนของการสัมมนา เเละงานศึกษาวิจัยจนเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาวิจัยทางดนตรีมอญ วงดนตรีเจริญได้ให้ข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาวิจัยทางดนตรีมอญและร่วมเป็นวิทยากรในการสัมมนาเรื่อง
ปี่พาทย์มอญ และเพลงมอญในสถาบันการศึกษาหลายแห่ง เช่น โครงการสัมมนาทางวัฒนธรรม ครั้งที่ 4 เรื่องดนตรีมอญภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดปทุมธานี ณ มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อวันที่
8 กุมภาพันธ์ พ. ศ. 2545
การถ่ายทอดและการสืบทอด
วงดนตรีเจริญมีบทบาทสำคัญในการสืบทอดเพลงมอญูของเดิมเอาไว้ให้เพลงมอญอยู่เป็นต้นฉบับของแท้ ไม่ว่าจะเป็นเพลงเชิญ ประจำวัด ประจำบ้าน เพลงพระฉันมอญย่ำค่ำ และเพลงย่ำเที่ยง


ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
กลิ่น ดนตรีเจริญ. 3 สิงหาคม 2548. นักดนตรีมอญ ทายาทตระกูลดนตรีเจริญ. สัมภาษณ์.
ประสาน ดนตรีเจริญ. 4 สิงหาคม 2548. นักดนตรีมอญ ทายาทตระกูลดนตรีเจริญ. สัมภาษณ์.
พระสาคร ปาณะลักษณ์. 4 สิงหาคม 2548. นักดนตรีมอญ ทายาทตระกูลดนตรีเจริญ. สัมภาษณ์.
วีระ ดนตรีเจริญ. 3 สิงหาคม 2548. นักดนตรีมอญ ทายาทตระกูลดนตรีเจริญ. สัมภาษณ์.
ชะอุ่ม ดนตรีเสนาะ. 20 พฤศจิกายน 2548. นักดนตรีมอญ ทายาทตระกูลดนตรีเสนาะ. สัมภาษณ์.
ประทุม ดนตรีเสนาะ. 20 พฤศจิกายน 2548. นักดนตรีมอญ ทายาทตระกูลดนตรีเสนาะ. สัมภาษณ์.
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
นายสมาน น้อยนิตย์
นายทวีศักดิ์ ปานเทวัญ
นายสายัณ เทียบแสน
  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    11673 views