พิมพ์

การละเล่นม้าแห่

ชื่อรายการ
การละเล่นม้าแห่
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

                จากตำนานดังกล่าวในการบวชพระแต่ละครั้งของชาวหมู่บ้านดงประโดกกรมธรรม์ ก็จะมีการสร้างตัวม้าขึ้นมาโดยมีขั้นตอนและวิธีการทำที่ค่อนข้างจะละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งมีความแข็งแรงและปลอดภัย เพราะถ้าผู้เป็นนาคขึ้นขี่บนตัวม้าซึ่งมีคานหามทั้งสองข้างจะถูกคนที่แบกคานหามเขย่มไปตามจะหวะเพลงและจังหวะกลองที่ปรับประยุกต์ไปจากของเดิมตามกาลเวลา และสมัยนิยมที่จะนำความสนุกสนานเข้ามาเป็นตัวกำหนด ในพิธีอุปสมบถในปัจจุบันซึ่งนับวันจะเริ่มจางหายไปตามกาลเวลาเพราะการที่จะสร้างม้าแห่ขึ้นมาเพื่อใช้ในงานพิธีอุปสมบชในแต่ละครั้งนั้นเป็นการใช้จ่ายที่ค่อนข้างมากเพราะการสร้างตัวม้าแต่ละครั้งนั้นจะใช้ค่าใช้จ่ายและต้องใช้เวลาและใช้คนที่จะมาช่วยกันสร้างตัวม้าขึ้นมานั้นต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน เมื่อเสร็จแล้วก็จะเอารูปสัตว์ในวรรณคดีต่างๆแล้วแต่เจ้าภาพแต่ละงานมีความประสงค์ต้องการสัตว์เป็นรูปอะไร เช่นหงส์ ม้า ราชสีห์ นำมาครอบลงไปบนตัวม้าอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งการทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆในวรรณคดีนั้น ก็จะใช้

ไม้กระดาษอัดซึ่งมีความอ่อนตัวแล้วนำมาฉลุเป็นรูปสัตว์ในวรรณคดีตามความต้องการของเจ้าภาพ

และใช้สีน้ำมันวาดเป็นลวดลายของตัวสัตว์ด้วยความสวยงาม  ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๔-๕ วันเสร็จแล้วนำมาติดตั้งครอบลงไปบนตัวม้าอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนำไปใช้ประกอบพิธีอุปสมบช ก็จะมีความสวยงามอยู่ในตัวของเอง เมื่อคนแบกคานหามก็จะเขย่ม ไปตามจังหวะเพลงก็จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวตามส่วนต่างๆของชิ้นส่วนที่ประกอบกันขึ้นเป็นตัวสัตว์เช่น ส่วนของปีก หางหรือส่วนหัว ก็จะดูเหมือนกับการเคลื่อนไหวไปตามอิริยาบถของสัตว์ชนิดนั้นๆ

                ซึ่งในการอุปสมบชนั้นผู้ที่บวชจะขึ้นขี่บนหลังม้า ซึ่งมีคานหามและจะถูกเขย่มไปตามจังหวะเพลงที่บรรเลงอย่างสนุกสนาน ผู้ที่อยู่บนหลังม้านั้นจะต้องนั่งอยู่บนตัวม้าอย่างระมัดระวังไม่เช่นนั้นจะตกจากหลังม้าได้ ซึ่งต้องมีสมาธิในการสวดบทสวดต่างๆเพื่อเป็นการทำสมาธิ เช่น บทอิติปิโส เป็นต้น

การเขย่มของผู้แบกคานหามนั้น มีทั้งเอียง เทไปข้างใดข้างหนึ่ง จนผู้ที่อยู่บนหลังม้าแทบไม่สามารถที่จะทรงตัวอยู่ได้บนหลังม้า ซึ่งชาวบ้านในถิ่นนี้มีความเชื่อกันว่าเหมือนมีมารมาผจญ แต่ต้องทำสมาธิ

ให้ทรงตัวอยู่ได้โดยไม่ตกลงมาจากหลังม้า และวนรอบโบสถ์จนสามารถบวชเป็นเพชบรรพชิตได้ในที่สุด

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
ชาวบ้านดงประโดกกรมธรรม์เป็นชุมชนที่อพยพครอบครัวมาจาก เมืองราชบุรีและนับถือศาสนาพุทธขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวบ้านดงประโดกกรมธรรม์จึงมีลักษณะคล้ายกับชาวไทยพวนที่อาศัยอยู่ที่จังหวัดราชบุรี เช่น ประเพณีการแห่นาค ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่า ลูกหลานที่เกิดมาเป็นชาย เมื่ออายุครบบวช ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก็จะให้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ เพื่อทดแทนบุญคุณบิดามารดา และประเพณีที่นิยมสืบทอดกันมาช้านานก่อนที่จะบวชเป็นพระก็คือ ประเพณีการแห่นาค หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ม้าแห่” ซึ่งเป็นการละเล่นที่สนุกสนานของชาวบ้านเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา รักความสงบและชอบความสนุกสนาน การบวชนี้นิยมจัดพิธีบวชในเดือน ๔ ซึ่งเป็นเดือนที่เสร็จภารกิจจากการทำนา และนิยมจัดงานบวช ๓-๔ วัน การจัดงานจะจัดกันอย่างเอิกเกริกและบวชพร้อม ๆ กันประมาณ ๑๐ - ๒๐ รูป
ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ประวัติความเป็นมา
ประเพณีการละเล่นม้าแห่ของบ้านดงประโดกกรมธรรม์เป็นประเพณีเก่าแก่เกิดขึ้นมานานแล้วแต่ไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นเพียงการบอกเล่าต่อ ๆ กันมาจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งจนเป็นที่เข้าใจตรงกัน โดยจะนิยมบวชนาคในเดือน ๔ (เดือนเมษายน) ของทุกปี โดยมีความเป็นมาดังต่อไปนี้
ชาวบ้านดงประโดกกรมธรรม์แม้จะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากคนท้องถิ่นจังหวัดพิษณุโลกเนื่องจากเป็นชาวลาวพวนที่อพยพมาจากจังหวัดราชบุรี แต่ก็นับถือพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกันกับชาวท้องถิ่นพิษณุโลก ซึ่งชาวพุทธมีความเชื่อว่า ถ้ามีบุตรชายพ่อแม่จะภาคภูมิใจเมื่อลูกได้บวชเรียน ถ้ามีบุตรสาวพ่อแม่จะภาคภูมิใจเมื่อลูกได้เข้าพิธีแต่งงาน และมีความเชื่อว่าบุตรชายที่ได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนาจะส่งผลบุญต่อบิดามารดาเมื่อเวลาเสียชีวิตบิดามารดาจะได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ ดังนั้นผู้ชายที่มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ที่มีความประสงค์จะบวชเรียนก็สามารถบวชได้ตามหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งจะกระทำในวันเวลาใดก็ได้ตามความสะดวกและเหมาะสม (นฤมล จิตต์หาญ. ๒๕๔๖ : ๓๘)
สถานะภาพองค์ความรู้ที่มีอยู่
องค์ประกอบของพิธีกรรมเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การประกอบพิธีกรรมเป็นไปอย่างครบถ้วนตามแบบแผนและประเพณีโบราณ ประเพณีการบวชนาคหรือการละเล่นม้าแห่ของหมู่บ้านประโดกกรมธรรม์มีองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้
๑. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรม
๒. วันเวลาในการจัดพิธีกรรม
๓. สถานที่ในการประกอบพิธีกรรม
๔. เครื่องใช้ในการประกอบพิธีกรรม
ชุมชน/กลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง
บุคคลที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมมี ๒ ประเภท คือ ผู้นำในการประกอบพิธีกรรมและผู้เข้าร่วมพิธีกรรม ดังรายละเอียดต่อไปนี้
๑.๑ ผู้นำในการประกอบพิธีกรรม หมายถึง บุคคลที่มีหน้าที่ดำเนินการต่าง ๆ ในด้านกำหนดขั้นตอน เตรียมสิ่งของ ดูแลความเรียบร้อยและดำเนินการตามลำดับขั้นตอนของการประกอบพิธีกรรมตั้งแต่เริ่มพิธีจนเสร็จพิธี ได้แก่บุคคลต่อไปนี้
๑.๑.๑ พระสงฆ์ หมายถึง ผู้นำในการประกอบพิธีฝ่ายสงฆ์ ซึ่งในสมัยอดีตวัดและพระสงฆ์เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนในการถ่ายทอดอบรมสั่งสอนในเรื่องต่าง ๆ อีกทั้งเป็นตัวแทนทางศาสนา เป็นผู้สร้างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับศีลธรรม จริยธรรม และความประพฤติที่ถูกที่ควร ตลอดจนปลักปรัชญาในการดำเนินชีวิต ยึดมั่นในขนบประเพณีที่ดีงาม ซึ่งพระสงฆ์จะสามารถจูงใจและผูกใจชุมชนให้ยึดมั่นคำสอนหรืออำนาจเร้นลับบางอย่างที่อาจจะบันดาลให้เกิดทุกข์หรือสุขได้ ดังนั้นในพิธีบวชนาคพระสงฆ์จึงเป็นตัวแทนทางพุทธศาสนาทำหน้าที่อุปสมบทและเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำบอกขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพิธีบวชตั้งแต่ต้นจนจบ (นฤมล จิตต์หาญ. ๒๕๔๖ : ๔๐)
จากการสัมภาษณ์ นายสนั่น เอี่ยมสาย อายุ ๕๘ ปี ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับจำนวนพระสงฆ์ที่ใช้ในพิธีบวนาคว่าต้องมีไม่น้อยกว่า ๑๒ รูป และต้องมีพระคู่สวดอีก ๒ รูป
๑.๑.๒ หมอทำขวัญ
๑.๒ ผู้เข้าร่วมในการประกอบพิธีกรรม ได้แก่ บิดามารดา ญาติพี่น้อง มิตรสหายและชาวบ้านใกล้เรือนเคียงของผู้อุปสมบท ในหมู่บ้านประโดกกรมธรรม์ โดยในสมัยก่อนชาวบ้านประโดกกรมธรรม์จะมีเครื่องแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นโดยมีลักษณะการแต่งกายแบบลาวพวน
สาขา/ประเภท
ลำดับขั้นตอนการแสดง
ปัจจุบันเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและความเจริญของบ้านเมืองทำให้วิถีชีวิตของชาวบ้านเปลี่ยนไป
ประเพณีการแห่นาคในปัจจุบันก็นิยมจัดกันเพียง ๑-๒ วัน และขั้นตอนบางตอนเช่นการพานาคไปขอขมา ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านก็จะเปลี่ยนมาเป็นขอขมาลาโทษญาติผู้ใหญ่ในบ้านงานเท่านั้น ส่วนการละเล่นม้าแห่ก็จะมีอยู่บ้างสำหรับเจ้าภาพที่มีกำลังทรัพย์เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดทำม้าแห่ซึ่งไม่เหมือนอดีตที่มีคนทำม้าไม้ได้เก่ง และหาง่าย แต่ในสมัยปัจจุบันหายากและไม่มีการสืบทอดภูมิปัญญาทางด้านการจัดทำม้าแห่
การละเล่นม้าแห่ของชาวหมู่บ้านดงประโดกกรมธรรม์ในปัจจุบัน เริ่มจากในตอนเช้าก็จะมีการพา
นาคไปที่วัดหลังจากที่นาคได้ขอขมาลาโทษ ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน (ปัจจุบันจะลาผู้เฒ่าผู้แก่ที่วัด) เสร็จแล้ว พระก็จะให้ศีล ๕ เสร็จแล้วนาคก็จะ ถึงกำหนดเวลาที่นาคจะต้องลงมาขี่ม้า โดยจะมีการแห่นาคไปรอบ ๆ หมู่บ้านและเพื่อไปสักการะบอกกล่าวแก่ศาลปู่เจ้าที่เป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านในหมู่บ้าน
ผู้เป็นนาคก็จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมแล้วขึ้นไปนั่งบนม้าแห่ที่จัดเตรียมไว้ เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้วก็จับผ้าขาวม้าที่ผูกไว้กับคอม้าไว้เพื่อจะได้ไม่หล่นจากหลังม้าในระหว่างที่มีการละเล่นแห่ม้า ต่อจากนั้นผู้ที่มาร่วมงานซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กหนุ่ม ๆ หรือบรรดาเพื่อน ๆ ในหมู่บ้านของนาคจะทำหน้าที่เป็นผู้แบกคานหามทั้งสองข้างประมาณ ๑๐-๑๒ คน แล้วก็จะเริมทำพิธีแห่ โดยมีเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแห่ คือ แตรวง หรือ ขาวบ้านเรียนแคนวง และกลองยาวมาเข้าร่วมในพิธีแห่ให้มีความสนุกสนานครึกครื้น
ขบวนแห่จะประกอบด้วยพ่อแม่ของนาค โดยพ่อจะเป็นผู้สะพายบาตรและถือตาลปัตร แม่จะเป็นผู้
อุ้มพานผ้าไตร และจะมีเครื่องอุปสมบทต่าง ๆ เช่น หมอน (ชาวบ้านมักจะคอยจ้องดูว่าใครจะเป็นผู้อุ้มหมอนเพราะเชื่อว่าคนที่อุ้มหมอนคือคนรักของนาค) เครื่องไทยทาน ฯลฯ พร้อมทั้งจะมีนางรำซึ่งก็คือผู้หญิงชาวบ้านในหมู่บ้านทั้งสาวและผู้ใหญ่ออกมารำหน้าขบวนแห่นาค โดยชาวบ้านเชื่อว่าถ้ารำหน้านาคแล้วชาติหน้าจะสวยเหนือนนางฟ้า
เมื่อทุกอย่างพร้อมดนตรีเริ่มบรรเลงผู้แบกคานหามก็จะโยกม้าไปตามจังหวัดเพลง เขยก ขย่ม หรือ เหยาะตามจังหวะ โดยการแห่จะแห่เวียนขวาจากบ้านเจ้าภาพหรือจากวัด ไปตามเส้นทางรอบหมู่บ้านอย่างสนุกสนานและเป็นการทดสอบความอดทนของนาคซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าว่าจะต้องมีความอดทนต่อความยากลำบากหรือการได้รับการทรมานจากการโยกม้าไป-มา
จุดมุ่งหมายหลักของการละเล่นแห่นาคคือเพื่อความสนุกสนานและสานต่อประเพณีความเชื่อที่เกี่ยวกับประวัติการออกบวชของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ( สัมภาษณ์ สนั่น เอี่ยมสาย เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐)
อุปกรณ์
ในสมัยก่อนหมู่บ้านประโดกกรมธรรม์จะมีวงมโหรี วงแคน ดังที่ สมาน ดอนตุ้มไพร (๒๕๔๓ : ๒๖ ) ได้กล่าวไว้ดังนี้ ในสมัยที่ข้าพเจ้ากำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาจะมีวงดนตรีแคนวง อยู่ที่บ้าน ปู่เป็ง ดอนปัญญา เจ้าของคณะแคนวงคือ ลุงดี ดอนปัญญา บุตรของปู่เป็งซึ่งท่านเป็นผู้ผลิตแคนวงและตั้งคณะแคนวง สามารถเป่าเล่นในงานวัด งานแห่นาค งานกฐิน เพื่อน ๆ ร่วมคณะคือ นายชุ่ม ทิพย์เครือ นายอินทร์ แนไพร นายบุญ ใจห่อ ฯลฯ เมื่อลุงดี ดอนปัญญา เสียชีวิตลง นายบุญ ใจห่อ ผู้มีความสามารถเป่าแคนวง และสีซอ ไม่สามารถรักษาวงมโหรีไว้ได้ แต่นายบุญ ใจห่อ ก็มีความสามารถผลิตแคนวงและผลิตซอขาย จนกระทั่งเสียชีวิต ปัจจุบันนี้คณะแคนวงได้สูญสิ้นไปจากหมู่บ้านกรมธรรม์แล้ว ในขณะที่หมู่บ้านกรมธรรม์มีวงมโหรี หรือแคนวงอยู่นั้น ในหมู่บ้านดงประโดก็มีวงดนตรีไทยที่เรียกว่าวงปี่พาทย์ ของนายมัน พันธุลี สามารถเล่นในงานวัด งานเทศกาลต่าง ๆ และเล่นวงปี่พาทย์กับลิเกได้ ขณะที่ข้าพเจ้าเป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษานั้นมีลิเกคณะหนึ่งตั้งวงลิเกอยู่ที่หมู่บ้านดงประโดก ขณะนี้บางคนที่เล่นลิเกยังมีชีวิตอยู่ ผู้ที่มีอายุ 55 ปี ขึ้นไปคงจำกันได้ ปัจจุบันวงมโหรีและวงปี่พาทย์ได้สูญสิ้นไปจากหมู่บ้านกรมธรรม์ ดงประโดกแล้ว
(สมาน ดอนตุ้มไพร. ๒๕๔๓ : ๒๖ )
จากข้อมูลดังกล่าวและจากการเก็บข้อมูลจริงในวันแห่นาคและมีการละเล่นม้าแห่พบว่า เครื่องดนตรีที่ใช้ในการละเล่นม้าแห่เป็นกลองยาว และวงออร์แกนประยุกต์หรือตามที่ชาวบ้านเรียนว่า “แคนวง”
๔.๑ วงกลองยาว
ประทีป นักปี่ (๒๕๔๗ : ๒๓๗-๒๔๔) ได้กล่าวถึงวงกลองยาว สรุปได้ว่า วงกลองยาวเป็นการผสมวงดนตรีไทยภาคกลาง ซึ่งประกอบด้วยเครื่องดนตรีดังต่อไปนี้
๑. กลองยาว ๒ ใบ (ตั้งแต่ ๒ ใบ ขึ้นไป)
๒. รำมะนาขนาดใหญ่ ๑ ใบ
๓. ฆ้องโหม่ง ๑ ใบ
๔. ฉาบกรอ ๑ คู่
๕. ฉาบขนาดกลาง ๑ คู่
๖. ปี่ชวา ๑ เลา

จากการสัมภาษณ์ลุงสนั่น เอี่ยมสาย เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐ เกี่ยวกับวงกลองยาว ของหมู่บ้านประโดกกรมธรรม์ปัจจุบันนั้น ลุงสนั่นให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีนักดนตรีที่แน่นอนแล้วแต่ใครจะตีก็ตี การตีก็เป็นไปตามจังหวะไม่มีการเล่าเรียนจากที่ใดมา เรียนรู้กันเองโดยมีเครื่องดนตรีดังต่อไปนี้

๑. กลองยาว ๖ ใบ
๒. รำมะนา ๑ ใบ
๓. ฆ้องโหม่ง ๑ ใบ
๔. ฉาบ ๑ คู่
ลักษณะเฉพาะอื่นๆ
๑. รูปม้า ในสมัยก่อนจะใช้เสื่อรำแพนมาวาดรูปม้า ซึ่งเป็นส่วนด้านหัวม้า ๒ ชิ้น และมีขาซ้าย-ขวาติดสูงประมาณ ๑ เมตร ด้านหลังของม้าจะวาดรูปขาซ้าย-ชวา ๒ ชิ้น สูงประมาณ ๖๐ เซนติเมตร และวาดหางม้าอีก ๑ หาง เมื่อตัดเสื่อรำแพนเป็นรูปส่วนประกอบของม้าเสร็จแล้วจะนำมาติดกระดาษสีขาวและระบายสีน้ำให้เป็นรูปม้าที่สวยงาม (บางครั้งอาจวาดเป็นรูปราชสีห์และรูปหงส์ ตามความเชื่อว่าเป็นสัตว์ที่สูงส่ง)
ปัจจุบันไม่นิยมใช้เสื่อรำแพนเพราะผุพังง่าย ไม่คงทน ใช้แห่นาคเพียงครั้งเดียวหรือสองครั้งก็จะขาด ทำให้เสียเวลาในการวาดรูป ปัจจุบันจึงนิยมใช้กระดาษอัดซึ่งเป็นวัสดุคงทน ใช้แห่นาคได้หลายครั้ง เมื่อซื้อกระดาษมาแล้วก็สามารถตัดเป็นรูปส่วนประกอบของม้าและระบายสีได้เลยไม่ต้องเสียเวลามาติดกระดาษและระบายสีรูปม้าอีก
๒. โครงสร้างตัวม้าไม้ ประกอบด้วย
๑. ไม้ไผ่สีสุกด้านโคนไม้ ยาวประมาณ ๓.๒๕ เมตร จำนวน ๒ ท่อน ทำเป็นคานหามวางขนานกัน และห่างกัน ๖๕ เซนติเมตร
๒. ไม้รวกลำใหญ่ ๆ ยาว ๖๕ เวนติเมตร จำนวน ๒ ท่อน วางค้ำไม้ไผ่สีสุกทั้ง ๒ ลำ ห่างกัน ๙๐ เซนติเมตร จัดสัดส่วนหัว ท้ายให้เท่ากัน แล้วตกแต่งให้เรียบร้อย รัดด้วยตอกไม้ไผ่สีสุกด้านผิวและยางในรถจักรยานก็จะได้คานหามที่แข็งแรง
๓. ไม้ไผ่สีสุกสำหรับทำลำตัวม้ายาว ๙๐ เซนติเมตร เจาะรูด้านหัวและท้าย ๔ รู
๔. ไม้รวกด้านโคนของไม้ ๔ ท่อน ยาวด้านละ ๖๐ เซนติเมตร ทำเป็นขาม้า ๔ ขา นำมายึดติดกับคานหามทั้ง ๔ ด้าน มัดด้วยไม้ตอก ไม้ไผ่สีสุกด้านผิวและยางในรถจักรยานก็จะได้โครงสร้างรูปตัวม้าตั้งอยู่บนคานหาม
๕. ตัดไม้ไผ่สีสุก ยาวประมาณ ๙ ศอก ๑ คืบ แล้วจักตอกใช้แต่ด้านผิวไม้มีความกว้างเส้นละประมาณ ๑ เซนติเมตร จำนวน ๑๒ เส้น นำตอกมาสานเป็นรูปตาหมากกวัก หุ้มโครงสร้างตัวม้า ตั้งแต่ด้านท้ายไปด้านหัว ซึ่งมีเส้นรอบวงกลมประมาณ ๖๐ เซนติเมตร เมื่อสานหุ้มโครงสร้างเสร็จแล้วก็รวบตอกที่เหลือทำเป็นโครงสร้างคอม้า มัดด้วยเชือก หรือตอกให้แน่น หากไม่พออาจเสริมด้วยก้านใบมะพร้าว
๖. นำปลายไม้รวก ๔ ลำ มาทำเป็นรูปฉัตร ๓ ชั้น และติดไว้ที่คานหามและนำก้านไม้ไผ่สีสุกมาผูกติดไม้รวกทั้ง ๔ ลำ ล้อมรอบตัวม้า
๗. ตัดกระดาษแก้วสีต่าง ๆ เป็นรูปดอกไม้ นำมาติดไม้ฉัตรและไม้ที่ล้อมรอบตัวม้าให้สวยงาม
๘. นำชิ้นส่วนรูปม้าที่ทำจากกระดาษอัดมาติดโครงสร้างตัวม้าผูกแต่ละส่วนให้แน่น
๙. นำกระสอบและผ้าห่ม มาผูกติดโครงสร้างรูปตัวม้าให้แน่นเพื่อให้นาคนั่ง
๑๐. นำผาขาวม้ามาผูกที่คอม้าทำเป็นสายเพื่อให้นาคยึดเมื่อขี่อยู่บนหลังม้า
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
แจ่ม จันทร์กระจ่าง, นาง. เจ้าของคณะละครรำ(แม่แจ่มจันทร์). เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ (อายุ ๗๕ ปี)
บ้านเลขที่ ๓๐/๑๒๔ ถนนพระลือ ซอย ๑ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ๖๕๐๐๐
บันทึกข้อมูล ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๐
ฉลอม ฝันเฟื่อง, นาย. สามีเจ้าของคณะละครรำ (แม่ทรัพย์ทองวิไล). เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๙๕ (อายุ ๕๕ ปี)
บ้านเลขที่ ๘๓/๘๙ ถนนประชาอุทิศ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ๖๕๐๐๐
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
นายฉัตรชัย เพ็งคุ้ม
  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    10681 views