พิมพ์

กวามไต (เพลงไต) เพลงพื้นบ้านของชาวไต

ชื่อรายการ
กวามไต (เพลงไต) เพลงพื้นบ้านของชาวไต
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

กวามไต  (เพลงไต) เพลงพื้นบ้านของชาวไต

          กวามไต มีความหมายเป็นสองนัย นัยที่หนึ่งหมายถึง ภาษาไต อีกนัยหนึ่งหมายถึง เพลงไต สำหรับคำว่า“เฮ็ดกวามไต” แปลว่า ร้องเพลงไต เพลงไตเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านที่มีทั้งประเภท “ลีกโหลง” และ “ลีกอ่อน” ผู้ประพันธ์เพลงจะประพันธ์ในลักษณะที่เป็นคำประพันธ์แบบฉบับ และคำประพันธ์ที่ไม่เป็นแบบฉบับ แบ่งเป็นแนวเพลงได้ ประเภท ดังนี้

แนวเพลงแบบไตเก่า (เพลงพื้นบ้านดั้งเดิม) มีทั้งหมด ๑๔ ทำนอง ซึ่งมีทั้งแนวการร้องที่ใช้เครื่องดนตรีประกอบ และแนวการร้องที่ไม่ใช้เครื่องดนตรีประกอบ มีความนิยมในกลุ่มผู้ใหญ่และกลุ่มผู้สูงอายุ

แนวเพลงแบบไตใหม่ (ไตสากล) คือการร้องและบรรเลงตามแนวทำนองเพลงสากลทั่วๆไปมี

ความนิยมในกลุ่มเยาวชนสมัยใหม่แนวเพลงแบบไตเก่าจะบังคับทำนองไว้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งบางทำนองเพลงจะมีกฎเกณฑ์ทางสัมผัสที่แน่นอน แต่บางทำนองเพลงก็ไม่แน่นอน หากแต่ในแต่ละเพลงนั้นผู้แต่งจะเน้นสุนทรีย์ของการใช้คำ โดยเฉพาะมักเน้นคำประพันธ์ที่เป็น คำคม สุภาษิตคำพังเพย คำเปรียบเทียบ บางบทเพลงใช้คำในหลายภาษาผสมกัน มีทั้งคำในภาษาไต ภาษาพม่า และภาษาบาลีสันสฤต ฯลฯ แสดงออกในคุณค่าทางภาษาได้อย่างลึกซึ้ง แนวเพลงแบบไตเก่ามีทั้งทำนองหวาน ลีลายืดยาว เนิบนาบอ้อยอิ่งเป็นจังหวะ บางแนวเน้นเสียงธรรมชาติ บางแนวจะเป็นไปในลักษณะสนุกสนานครื้นเครง

          แนวเพลงแบบไตเก่า แต่ละทำนองมีความเป็นมาและระยะเวลาของการเกิดที่แตกต่างกัน มีทั้ง

ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณ และที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่เมื่อ ๗๐-๑๐๐ ปีมานี่เอง วิเคราะห์ได้จากการใช้เครื่องดนตรีประกอบการร้องหากเพลงใดใช้เครื่องดนตรีประกอบการร้องนั่นแสดงว่าเป็นเพลงที่เกิดขึ้นมาใหม่ เพราะตามประวัติของการเกิด “จ้าดไต” คนไตเพิ่งคิดค้นเครื่องดนตรีทั้ง “ตอยอฮอร์น”และ“ตอลอหมากพร้าว” เมื่อประมาณ ๘๐ กว่าปีมานี่เอง แนวทำนองใดที่ร้องโดยไม่มีเครื่องดนตรีประกอบสันนิษฐานว่าคงเกิดขึ้นมาก่อน บางทำนอง เช่น กวามเซกุง หรือกวามโหลง เข้าใจว่าเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับอารยะธรรมไตเลยทีเดียว

          เพลงไตแบบไตเก่า บางทำนองมีความไพเราะเพราะพริ้งมากสามารถตรึงผู้ฟังเสมือนถูกสะกด

จิตเลยทีเดียว ประกอบกับผู้ร้องที่มีเสียงดี มีไหวพริบ ปฎิภาณ ใช้คำได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเพลงส่วนใหญ่เนื้อเพลงที่ใช้ร้องนอกจากร้องตามแบบฉบับเดิมของผู้แต่งแล้ว ผู้ร้องที่มีความสามารถสูงจะด้นเพลงแบบสดๆที่น่าฟังมาก การแสดงมักจบลงด้วยเวลารุ่งสางเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะความซาบซึ้งตรึงใจที่ไม่รู้ลืมนั่นเอง

          อย่างไรก็ดี เพลงไตแบบไตเก่านั้นคงเหลือแนวทำนองที่ยังเป็นที่นิยมร้องกันอยู่ไม่กี่ทำนอง

อาทิเช่น กวามล่องคงตอนเหนือ กวามล่องคงตอนใต้  กวามตอลอ กวามหยอบย่อน กวามจ้าด กวามปานแซง กวามเซกุงหรือกวามโหลง เป็นต้น เนื่องจากขาดการอนุรักษ์สืบสานและการให้ความสำคัญจากคนรุ่นใหม่ซึ่งหันไปนิยมร้องเพลงแบบไตใหม่ จึงน่าเป็นห่วงว่ากวามไตแบบเก่าในอนาคตอาจจะไม่หลงเหลือให้ลูกหลานได้ชื่นชมอีกต่อไป เพราะขาดการสืบสานอย่างจริงจังนับวันจะหาคนที่ร้องได้ในแต่ละทำนองนั้นยากเต็มที่ จึงต้องช่วยกันสืบสาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีวิสัยทัศน์ที่มองไกลจึงได้อัดบันทึกแนวทำนองต่างๆของเพลงไตไว้โดยภูมิปัญญาที่เรียกว่า “หมอกวาม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของสังคมไต เพื่อเป็นข้อมูลและแหล่งเรียนรู้ให้แก่ลูกหลานในอนาคตสืบไป

ล่องคงตอนเหนือ

ประวัติความเป็นมาของเพลง ล่องคงตอนเหนือ

                สันนิฐานเกิดขึ้นมาพร้อมกับการเกิดของ “จ้าดไต” ภายหลังที่คนไตได้คิดค้นเครื่องดนตรี “ตอยอฮอร์น” แล้ว นิยมขับร้องกันในรัฐฉานตอนเหนือ เช่น แสนหวี สีป้อ แล้วเกิดการขยายลงมาตามรัฐฉานตอนใต้รวมทั้งจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ขนบและความเชื่อเกี่ยวกับเพลง

                “ล่องคง” แปลว่า “ล่องน้ำสาละวิน” ลักษณะทำนองเป็นแนวทำนองหวาน เยือกเย้น เอื้อยอิ่งคล้ายการไหลของน้ำสาละวินแสดงความรัก ความเสียใจ ความโศกเศร้า

วิธีการและขั้นตอนของการร้อง

                การร้องจำนำด้วยเสียงดนตรี “ตอยอฮอร์น” ที่โหยหวิวตามด้วยเสียงร้องที่เป็นเสียงข้นข้างเบา แสดงความรู้สึกและอารมณ์เพลงอย่างลึกซึ้งประกอบด้วยลีลาท่าทางที่อ่อนช้อยของผู้ร้องรวมทั้งแววตาที่แสดงออกตามบทเพลง

เพลงและบทขับร้อง

ตัวอย่างกวามล่องคงตอนเหนือ

                 ถ่อมก็ถ่อมก่อนต๊ะ...ส่ายะไตเงิ้นไถสาง สร้างโดงก๋างจมเติกจ่ำปู่ตี่ป่า...ต่าบอกลาดจูนุนวลตู้โกนไหลถ่อมกว่าจ่ายแลนางน้อมกั๋นตองแล...

แปลว่า  ฟังก่อนนะ พี่น้องไตที่ข้นข้างอดสูทั้งหลาย เฝ้าคอยบอกน้องและคนอื่น ๆ ได้โปรดจำไว้...

          “วาตี้ สองหูยินเจเจต๊ะแสงเอแปง นางฮักตางบี้เฮาเขาน้องปอเหงาเซาอ้นโหญ่โหญ่ ยิ่งอ่อนน้องนางฮักตางปี้จายขุนหม่องโก้ โยไหม้ใจ๊น้องปอเมา...

          ใจถึงหอมหึงลมทองเหนอกองหมอกจามเปา เฮาใช้ยอนน้าวฮักก้านยั๊กเอ๋ม

หม่ายโป้ยยักมุ่งอ่ำอิ่มเจจิ่มหมอกโสนต้นเฮินต้นเยใผใป่โป้ย โฮยห้าวหอมย่อมใจ๊น้องยิ่งหน่า...”

          คำแปล  สองหูได้ยินหลายอย่าง น้องรักพี่จนรูสึกเหงา น้องรักพี่ชายหม่องโก่ร้อนในจนเมาคิดถึงลมพัดดอกจำปาน้องอยากเด็ดมาดม ยลพิศวาสหนุ่มที่ยังไม่มีผู้หมายปองหอมชื่นใจน้องจริง ๆ

บทบาทและหน้าที่ของเพลงร้องที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                เป็นเพลงที่นิยมร้องในการแสดงจ้าดไต ร้องเกี้ยวพาราสีร้องอวยพร ร้องแสดงความเสียใจ..ร้องตามบ้านเรือนไร่นาป่าเขาในยามเย็นเพื่อผ่อนคลายในทางอารมณ์แนวทำนองสามารถกล่อมเกลาจิตใจผู้ฟังให้เป็นคนเยือกเย็นมีสุนทรียะ

กระบวนการการสืบทอดและการถ่ายทอดเพลง

                เป็นเพลงที่ฝึกร้องกันตามคณะจ้าดไตและการจดจำจากพ่อแม่ญาติ พี่ตนเองได้ยินได้ฟัง ผู้หญิงจะขับร้องในทำนองยุคนี้เพราะมีเสียงสูงกว่าผู้ชาย กันมากตามความยากง่าย จึงทำให้มีการถ่ายทอดด้วยการจำต่อ ๆ กันมา

กวามตอลอ

ประวัติความเป็นมาของเพลง  กวามตอลอ

ชุมชนคนไตทางตอนเหนือโดยเฉพาะเมืองสี่ป้อนิยมร้องตามถนนหนทางคล้ายเพลงขอทาน ร้องควบคู่กับเครื่องดนตรีที่เรียกว่าตอลอมะพร้าว คล้ายซอคนเมืองปัจจุบันนิยมร้องกับเครื่องดนตรีที่เรียกว่า ตอลอ เพราะใช้ตอลอมะพร้าวได้

           ชาวไตเรียกว่ากวามตอลอ  ดนตรีจากกะลามะพร้าวคลายซออู้  เดิมคนร้องเป็นเพลงขอทาน  ทั้งสีซอทั้งร้องเพลง  เนื้อร้องค่อนข้างจะหยาบคาย  ถือเป็นเรื่องธรรมดาของเพลงประเภทนี้  มีทั้งเพลงยาวและสั้น

ขนบและความเชื่อเกี่ยวกับเพลง

                แต่เดิมเป็นเพลงอาชีพขอทานกิตติมศักดิ์ คนไตเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ กวามโกนยอน” เนื้อหาอาจจะหยาบโลนแต่ก็ไพเราะน่าฟัง ใช้ร้องแบบกลอนสด”

วิธีการและขั้นตอนของการร้อง

                จะขึ้นเพลงด้วยเสียงดนตรีตามด้วยคำร้องสลับกันไปมาขณะร้องประกอบด้วยเสียง ตอลอมะพร้าวหรือตอลอเบา ๆ ตามแนวทำนอง เมื่อร้องจบท่อนก็รับด้วยเสียงดนตรี จนบทเพลงด้วยกวามไตทำนองล่องคง      ตอนเหนือ

เพลงและบทร้อง

ตัวอย่างกวามตอลอ

 “ ผักกาดอ่อนหุงลอเน้อวัวเฒ่าหางปิ๊ดลูกอ่อนอ่ำฮู้เสอิ๊ดโกนเฒ่าเฮดเหน

 แปลว่า ผักกาดขาวใส่เนื้อวัวเฒ่า เด็กไม่รู้ผู้เฒ่าทำให้ดู

เฮดกิ๋นก๋านสังก้อนแป้ยินหยาบใจคอ ๆ ต๊ะสูงส้องจอมปี้เฮาไหกิ๋นลูกก๊อกหมากอุ๋นมอมันอ่ำปอเห้อโนนใจ๋

          คำแปล  ทำงานอะไรก็ลำบากใจ  หากน้องนางหนีตามพี่ซึ่งมีอาชีพสีซอหาเลี้ยงชีพไม่ค่อยเหนื่อยใจ

หมากเขอซ่าลอวุก ๆ อีสังตั้งตุ๊กซุกในหนาอกสู

          คำแปล  มะเขือยำกับบุก  อะไรตั้งอยู่หน้าอกเธอ

 เจ้าม้าหีแห่งหางโปง  เจ้าโวอ่อนเอาโงง่ ตำโหนดนั่งเหนอโฮง นางพ่อมตางไล

          คำแปล เจ้ามา  เจ้าโค  ตำรวจนั่งบนรถโรงพัก น้องนางจะเอาข้างไหน

บทบาทและหน้าที่ของเพลงร้องที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                นิยมขับร้องในเวทีการแสดงจ้าดไต เป็นการโชว์เสียงและความสามารถของตัวละครแต่ละคนร้องเป็นคำสั่งสอนอบรมร้องเกี้ยวพาราสี ร้องอวยพร  และร้องขอทาน (ในอดีต)

 

กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอดเพลง

                มีการสืบทอดในวงจ้าดไต โดยนักดนตรีที่มีความสามารถในการสีตอยอฮอร์นฮอร์น ถ่ายทอดให้ลูกหลานหรือผู้ใกล้ชิดที่สนใจ จึงไม่มีการสอนโดยสถาบันทางการศึกษา สำหรับเนื้อเพลงก็ฝึกร้องแบบกลอนสดโดยปลูกฝังให้ฝึกไหวพริบปฏิภาณ หรือการฝึกคำคมที่มีชื่ออยู่หลากหลาย

กวามหยอบย่อน

ประวัติความเป็นมาของเพลง  กวามหยอบย่อน

                เชื่อว่าเกิดขึ้นมาพร้อมกับการก่อตั้งจ้าดไตโดยลุงอลเลยะเมืองสีป้อรัฐฉาน เป็นเพลงที่ชอบร้องรวมกับทำนอง “กวามตอลอ”

หยอบหย้อน  เป็นเพลงพื้นบ้านมีทำนองเน้นระดับเสียงขึ้น เสียงลม มีทำนองเอื้อนตอนท้ายวรรค    ใช้ร้องเพื่อความสนุกสนานลักษณะ เช่น เดียวกับเพลงเอ่เฮ

ขนบและความเชื่อเกี่ยวกับเพลง

                เป็นเพลงที่มีเสียงขึ้นลง  พรรณนาความรัก ความเศร้าโศกคำอวยพร  บางครั้งแสดงถึงความสนุกสนาน  ในทางร้องผู้ร้องมักแสดงท่าทางประกอบด้วย

 

วิธีการและขั้นตอนของการร้อง

                เป็นเพลงทำนองเนิบนาบ กระตุกคำร้องเป็นจังหวะเสียงขึ้นลงมีเครื่องดนตรี  “ตอยอฮอร์น” ประกอบในการร้อง มักปิดด้วยการร้องด้วยทำนองล่องคงตอนเหนือ

เพลงและบทร้อง

ตัวอย่างทำนองเพลงหยอบย่อน

                กวามยอบย่อนมาว่ากั๋นหม่าน ๆ อานไบ้บาเข้ามากิ๋นแก่นป่น....ปี้แก่นไปนางขึงกยามตัดเฮดก้อ...ฮ้ำเต๋หมุ่งปย่อ

แปลว่า   ทำนองหยอบย่อนทำให้เรารักกัน ต้องการมาขอมาพอเลอกันแน่นอนพี่คงรอน้องด้วยใจกระวนกระวาย  เพื่อสนุกสนานร่วมกัน

          “ คยากไหน้ไว้ต่ากั่นยาอ่อนสาวเล็กหยอบหย้อน อ่องแอ๋งแหล้โต๋แหล้คิงเลกยิงบี้มีข้อกวามปั๋นฝากต้อน วอนอ้อนกวามขอต่อหม่าว...

          น้องอ่ำไหล้หันบีวันหนึ่งโกยก้อปอถามถ่อมข่าว เจอเปิ้นเฮินไต้เฮินเหนออิ่งได้กำไหน้น้องจ่อง ลาดโล้งลาดแลงล่องฮักลองแปงปั๋นหมอกให้ จายบี้เฮาเขาถ่อมก่อน...”

          คำแปล ตอนนี้สำหรับหญิงสาวน้อยทำเสียงขึ้นลง ขยับตัวไปมาแล้วน้องมีขอสอบถาม สอบถามชายหนุ่ม น้องไม่ได้เห็นพี่ก็สอบถามข่าวคราว สอบถามคนบ้านใต้บ้านเหนือ ที่นี้ขอบอกให้ชัดแจ้งเรื่องความรัก ขอให้พี่รับฟัง...”

 

 

บทบาทและหนาที่ของเพลงร้องที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                ร้องโชว์ความสามารถของนักแสดงบนเวที “จ้าดไต” พรรณนาถึงความรัก  ความเศร้าโศก อำนวยพร การหยอกลอสนุกสนาน

กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอดเพลง

                มีการสืบทอดในวงจ้าดไต  โดยกลุ่มนักดนตรีและกลุ่มนักร้องด้วยกัน

กวามปานแซง

ประวัติความเป็นมาของเพลง  กวามปานแซง

                คิดและแต่งทำนองโดยลุงปานแซง เป็นเพลงที่เกิดขึ้นพร้อมกับการแสดงจ้าดไต

ปานแซง  เป็นเพลงพื้นบ้านทำนองเร็ว มักใช้ขับร้องประกอบการแสดงลิเกหรือ ละครไทยใหญ่ (จ้าดไต) ใช้เป็นเพลงเกี้ยวพาราสีระหว่างชายหญิง (พระเอก-นางเอก) หรือร้องโตตอบกันระหว่างชายหญิงในงานฉลองทั่วไป

ขนบและความเชื่อเกี่ยวกับเพลง

                นิยมร้องประกอบท่าทาง จังหวะเดินจังหวะรำ เพลงโหมเพลงบรรเลง ร้องไหว้ครู ร้องพรรณนา มีความเร็วของจังหวะ  ๔ จังหวะเรียกว่า จี ๑ จี ๒ จี ๓ และ จี๔

วิธีการและขั้นตอนของการร้อง     

                มักขบร้องรวมกับวงดนตรีจ้าดไต ซึ่งประกอบด้วยกรอง  ๕ ใบฆ้องรางหรือฆ้องวง ตอยอฮอร์นฮอร์น  ระนาดเหล็ก เครื่องเคาะจังหวะที่เรียกว่าจี หรือร้องคู่กับตอยอฮอร์น โดยบรรเลงและร้องสลับกันจะจบด้วยการบรรเลงจังหวะเร็วคือ จี ๓ หรือ ๔

เพลงและบทร้อง

ตัวอย่างกวามปานแซง

                นองเอ๋อน้อง....อย่าเป๋ร้องเขาว่าลง ๆ อาซากบี้ไป่ต่านป๋านเจ้ามังตุง  อย่าเป๋ร้องเพลงลง ร้องเขาบีล่างคูหลังกง เฮาอ่ำผิดใจ๋จ่องแต๋ฮ้องเฮาปี้ล่างเฮะ คำน้องหลำม่านฮั๊กไอ๋ คำน้องหลำม่านตั๊กใจ๋ปี้

แปลว่า   น้อยเอ๋ย อย่าเรียกเขาว่าลุงอายุที่ยังไม่เท่าเจาฟังตุอย่าเรียกเขาลุงเรียกพี่จมูกโด่งเขาไม่เสียใจจะเรียกพี่ส่างไหม แล้วน้องนางผิวพม่าจะตกใจเมื่อเห็นมี

“น้องโอยตุงถ่อมถี่ๆ สิบสี่เสนคยอปะกอมาดซางเล็กนางบี่เก็บจ่อมก๋างว่างในหูหนอ, บี้เจ้ามีเสเมตต่าวาจาข้อกวามตักหมอกลาดจูสู จามมาดกยาเข้านาหม่องสองตางบี้นะสองตาง เหม้อไหนบี้เจ้าใขยอนถามสู่ถ่าหนู่นากะระตี้สร้างว่านกว้างเฮินอยู่สูนาง มีตีไหล้ก้อนอลาดปยอแหม่งจายไหล้แลงหัน คือต้ายควายปั๋นลูนอหน่อ...”

คำแปล น้องเอยฟังให้ดี ๑๔ คำถาม พี่มีความเมตาทักทาย ขอให้รับฟังทั้งสองหู วันนี้พี่ขอถามถึงเมืองและบ้านที่น้องอาศัยอยู่ อยู่ที่ไหนขอให้บอกให้แจ้งกระจ่างด้วย.

 

..

กวามปานแซง(เพลงทำนองปานแซงจ้าดไต)ถามที่อยู่

          “น้องโอ้ยตองถ่อมถี่ ๆ สิบสี่เส้นขยอปะกอมาดซางเล็กนางบี้เกบจ่อมกางว่างในหูหนอ บี้เจ้ามีเสเมตต่าวาจาข้อกวามตักหมอกกลาดจูสู, จามมาดกยาเข้านาหม่องสองตางปี้นะลองตาง, เหม้อไหน้ปีเจ้าโขยอนถามสู่ถาหนู่นากะระตี้สรางว่านกว้างเฮินอยู่สู่นาง, มีตี้ไหล้ก้อนอลาดปยอแหม่งจายไหล้แลงหันคืนต้านความยปั้นลุนอหน่อ...”

          คำแปล  น้องเอ๋ยฟังให้ดี ๑๔ คำถาม พี่มีความเมตตาทักทาย ขอให้รับฟังทั้งสองหู วันนี้พี่ขอถามถึงเมืองและบ้านที่อยู่อาศัย อยู่ที่ไหนขอให้บอกให้แจ้งกระจ่างด้วย...”

บทบาทหน้าที่ของเพลงร้องที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                เป็นเพลงบรรเลง และเพลงร้องในวงจ้าดไต  ใช้ร้องไหว้ครูร้องพรรณนา  และบรรเลงเป็นเพลง

โหมโรง

กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอดเพลง

                การร้องจะมีการฝึกจากพ่อครู  แม่ครู นำเพลงที่คนอื่นแต่งไว้มารองจนคล่องมีทองร้องเดี่ยวและร้องเป็นหมู่บางครั้งก็มีการแต่งขึ้นเองในวงจ้าดไต ส่วนการบรรเลงในวงจ้าดไตนั้นอาศัยความสามารถของผู้บรรเลงแต่ละคน เช่น บางคนตีฆ้องวงบางคนสีตอยอฮอร์น บางคนตีกลอง การฝึกบรรเลงก็ฝึกตามเครื่องดนตรีดนตรีชนิดนั้นๆ จากนักดนตรีสีมีความสามารถ

กวามจ้าด

ประวัติความเป็นมาของเพลง  กวามจ้าด

                เกิดขึ้นที่เมืองสี่ป้อคู่กับการเกิดของจ้าดไตและการคิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีไตที่เรียกว่า “ตอยอฮอร์น” เป็นเพลงหลักในการขับร้องแสดงจ้าดในรัฐฉานเรียกว่า  “กวามคีนลุน”

ขนบความเชื่อเกี่ยวกับเพลง           

                เป็นเพลงร้องในการแสดงจ้าดไต ร้องบรรยายทบทวนตัวละครมีการเกี้ยวพาลาสี พรรณนา ร้องอวยพร  ร้องเป็นคำสั่งสอนอบรมหรือร้องบรรยายเนื้อเรื่อง

วิธีการและขั้นตอนของการร้อง

                ร้องควบคู่กับการบรรเลงดนตรี  “ตอยอฮอร์น” มีฟังสลับการบรรเลง การร้อง และการบรรเลงเครื่องดนตรีคู่กับการร้องเป็นบทเพลงที่มีความไพเราะจังหวะเอื้อยอิ่ง

เพลงและบทร้อง

ตัวอย่างกวามจ้าด

                ยินนะน้องเอ้ยก้อบปี้ฮักสูแลเมขานกวามหวานคืนโล้บบ๋างป้อกไน้คืนทับนางเก๋าบอหนาวหนอก้าแสงสาวญิงไตก็หนอเงื่อนไคสางเอ๋ย...

แปลว่า   ฟังนะน้องเพราะพี่รักน้องจึงต้องบอกน้องให้คิดถึงความหลังของเรา พอคิด ๆ บางครั้งให้รู้สึกเย็นวาบก็เพราะน้องเป็นสาวไตนี่เอง

 

 

บทบาทและหน้าที่ของเพลงร้องที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                เป็นเพลงหลักของตัวละครในการแสดงจ้าดไตนอกจากนี้ยังใช้ร้องในกิจกรรมทั่วไป เช่น งานบุญ  งานวัด ต่าง ๆ หรือแม้กระทั้งในชีวิตของชาวไต

กระบวนการการสืบทอดและการถ่ายทอดเพลง

                มีการยกครู ถ่ายทอด เรียนรู้ที่ค่อนข้างจะเป็นรูปแบบการสอนจะสอนวิธีการร้องควบคู่กับการแสดงท่าทางตามลักษณะเนื้อหาของบทเพลงเมื่อเรียนรู้บทเพลงและทำนองสามารถร้องคู้กับเครื่องดนตรีตอยอฮอร์นได้แล้ว ก็จะเกิดการเรียนรู้ชั้นสูงขึ้นคือการค้นคว้าบทกลอนสด โดยใช้ความสามารถและไหวพริบปฎิภาณของตัวเอง

การแสดงจ้าดไต (ลิเกไทยใหญ่) เป็นการแสดงชุดใหญ่ประกอบด้วยผู้แสดงทั้งหญิงชาย  จำนวน ๒๐-๕๐ คน หรือมากกว่าขึ้นอยู่กับคณะของจ้าดไต คณะจ้าดไตที่มีอยู่ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีสมาชิกประมาณ  ๓๐-๖๐ คน

องค์ประกอบของจ้าดไต  คล้ายกับคณะลิเกของภาคกลาง ประกอบด้วยชุดนักแสดงชุดดนตรีมีฉาก     มีเวที มีการแต่งตัวตามท้องเรื่องที่แสดง

การแสดงจะเริ่มด้วยพิธีไหว้ครู มีเครื่องเซ่นไหว้ ตามประเพณีไต(ไทยใหญ่)ประกอบด้วย กล้วย  มะพร้าว หมาก พลู บุหรี่ เมี่ยง ผ้าขาว ผ้าแดง เทียน ธูป บรรจุในกะละมังขนาดปานกลางเมื่อหัวหน้าคณะผู้อาวุโสในคณะทำพิธีไหวระลึกถึงครูสุรสติ (วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่นักแสดงเคารพนับถือ) เสร็จแล้วก็จะมีการร่ายรำเป็นชุด  เพื่อบูชาการแสดง  หลังจากนั้นจะมีการร้องเพลงโดยนักร้องของคณะสับเปลี่ยนกันออกมาร้องเพลง ส่วนใหญ่จะเป็นการร้องแสดงความชื่นชมต่องานที่จัด ชื่นชมและขอบคุณผู้ชมเป็นการจูงใจให้ผู้ชมติดใจใคร่อยู่ชมการแสดงขึ้นตอนต่อ ๆ ไปต่อจากนั้นก็จะเป็นการแสดงตามเนื้อเรื่องที่เตรียมมา  เรื่องที่ใช้แสดงส่วนใหญ่จะเป็นชาดกในทางพุทธศาสนา เช่น เวสสันดรชาดก     ทศชาติ หรือเรื่องในวรรณคดี  หรือเรื่องที่คิดขึ้นใหม่ให้ทันเหตุการณ์ปัจจุบัน  ฯลฯ และมักจะพูดเรื่องให้มีคติสอนใจ มุ่งให้คนสนใจใคร่จะทำความดี เพื่อให้มีชีวิตที่อยู่เย็นเป็นสุข

ตอนท้ายของการแสดงแต่ละคืนมักจะเป็นการร้องเพลงตามคำขอของผู้ชม ซึ่งจะขอให้นักแสดงที่ตนชอบออกมาร้องเพลงให้ฟัง โดยจะสอดเงินไปกับจดหมายขอเพลง หากมีผู้ชมขอฟังเพลงมาก การแสดงก็จะยืดเยื้อไปจนถึงตีหนึ่ง ตีสองของวันใหม่หรือมากกว่า

กวามกย้อกั๋น

ประวัติความเป็นมาของเพลง 

                เป็นเพลงร้องทำนองกวามจ้าด  แต่ร้องโต้ตอบสลับกันมีบทพูดโต้ตอบด้วย เกิดขึ้นมาพร้อมกับความแสดงจ้าดไตเมืองสีป้อรัฐฉาน นิยมร้องโต้ตอบกันระหว่างพระเอกกับนางเอกในการแสดงจ้าดไต

ขนบและความเชื่อเกี่ยวกับเพลง

                เป็นเพลงโต้ตอบ เกี้ยวพาราสีกันระหว่างหญิง-ชาย  พระเอก – นางเอก

วิธีการและขั้นตอนของการร้อง

                ร้องทำนองเดียวกันกับกวามจ้าด  หากแต่ร้องโต้ตอบสลับกันทีละบท  ร้องคู่กับเครื่องดนตรีตอยอฮอร์น มีบทพูดโต้ตอบสลับกัน หรือพูดในขณะอีกฝ่ายหนึ่งกำลังร้อง

เพลงและบทร้อง

เสียงเครื่องดนตรีตอยอฮอร์น บรรเลงทำนองจ้าดบทพูด

ชาย         “น้องเต๋กว่าตางไหลน้องเอ๋ย”  แปลว่า   น้องจะไปทางไหนน้องเอ๋ย

หญิง       “น้องเขาลุกตางเฮินเสแลมาออปี้เอ๋อ”   “ปี้เฮาเต๋กว่าต่างไหลข้าหล่า”

                แปลว่า น้องมาจากบ้านพี่เอ่ย  แล้วพี่ละจะไปทางไหน

ชาย         “จอมหนังก๋างใจก๋เป๋นปี้ไหนก้า  กว่าตางไหลก็ไป่จ้างว่า  เหล่กว้าเจิ้งไหนเย้า ซ้ำมาฮบมา

ยาญมุ่นน้อง เป๋นอั๋นฮักโหมโจมต้อนเสกำ  กาน้องเขามาไน้อะโหล่งก๋างใจ๋ซ้ำมีล่องสังก้ออ่ำฮู้หนอ.

                แปล   อันความในใจของพี่นี้จะไปไหนก็ยังตอบไม่ได้ เที่ยวไปอย่างนี้แหละแล้วก็ได้มาพบน้องพี่

                ยินดีต้องรับ แต่พี่น้องมานี้มีธุระอันใดหรือ

หญิง       ได้ยินในหูไล้มาฮับมาหันปี้เฮาเขาซูตองมุ่งมองอยู่ต่าเส่

                แปล   ได้ยินกับหู ได้มาพบพี่สมดังตั้งใจ

ชาย         “ว่าเต้  น้องเอ๋ย    แปล  จริงหรือน้อง

หญิง       “ว่าแต้ๆ ปี้เอ๋ย”    แปล จริง ๆ นะพี่

ชาย         “โจมเย้า....อั๋นก๋างใจ๋อ่อนปี้มีเจิ้งหือไปถ่อมนาๆ

“  แปล  ดีแล้วน้อง  ในใจของพี่มีอย่างไรคอยฟังนะ  คอยฟังนะน้อง”

บทร้อง

                จังว่าเมื่อไน้ปี้เจ้ามาหันจ๋ามจั๋นก็แสงเอน้องเป็นต้นเฮือนเปิ้นตางไหลดังว่าตอลอลู้หม้าป่างต๋าป่างถ่างต่อ หนุ่มหนออ่อนคำหน้าคอยใส

คำแปล   จังว่า..วันนี้พี่มาเห็นน้อง คงเป็นแม่บ้านของใครสักคนหนึ่ง จังวา...ดูสิ  หน้าชื่นมื่น

หญิง       “อย่าย่องต่านนั้นแลปี้เอ๋ย   แปล  อย่ายกยอน้องถึงปานนั้นสิพี่

ชาย         “แต้เออน้อง”   จริงนะน้อง

บทบาทและหน้าที่ของเพลงร้องที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                เป็นเพลงโชว์  หรือแสดงเนื้อเรื่องในละครที่เกี่ยวกับความรัก  ความชอบพอกันในดนตรีจ้าดไต  หรือร้องได้ตอบกันงานปอยส่างลอง หรืองานประเพณีอื่น ๆ

กระบวนการสืบทอดและถ่ายทอดเพลง

                เป็นเพลงที่ต้องฝึกอย่างจริงจังใช้สมาธิไหวพริบปฏิภาณในการโต้ตอบทั้งบทร้องและบทพูด  ส่วนใหญ่เป็นระดับครูเพลงด้วยกัน ถ่ายทอดด้วยการสอนและวิธีการที่เรียกว่าครูพักลักจำผู้ร้องกวามกย้อกั๋น มีทักษะและพรสวรรค์ขั้นสูง

กวามหลั่นต้าง

ประวัติความเป็นมาของเพลง  กวามหลั่นต้าง

                เป็นเพลงที่เกิดขึ้นมาในยุคหลัง  คล้ายทำนองล่องคงใต้ ร้องเป็นวรรค ๆ ไม่มีดนตรีประกอบเลียนเสียงการไหลลงคันนาของน้ำ

ขนบและความเชื่อเกี่ยวกับเพลง

                ใช้ร้องสนุกสนาน  หรือ พรรณนาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

วิธีการและขั้นตอนของการร้อง

                ร้องคล้อยตามทำนองลองคงใต้  ไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ การร้องจะหยุดขะยึกๆ เป็นจังหวะคล้ายการไหลของคันนาของน้ำ

เพลงและบทร้อง

                ตี้ไน้...ตั๊กไล้จอมหนั่งปี่ตี้ซะพอมะนอใจ สั่นต๊ะไล้ลื้อครูใหญ่ ใจ๋ใส่โว้ ปี้เกจเรเสือข่านฝ้า

 คำแปล         พี้นี้...เสมือนเสียงปี่ที่งดงามด้วยหัวใจอันสดใสได้ชื่อว่าครูใหญ่ที่ใจใส่ พิจารณาอย่างรอบคอบจึงได้ชื่อว่า พี่เกจเรเสือข่านฟ้า......

บทบาทและหน้าที่ของเพลงร้องที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                ไม่นิยมนำไปร้องตามเวทีหรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมหากว่าใช้ร้องกันเองในหมู่พี่น้องเพื่อนฝูงให้สนุกสนานครื่นเครง เป็นเพลงเก่าที่คงเหลือไว้แต่ตำนานไม่นิยมร้องในปัจจุบัน

กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอดเพลง

                ถ่ายทอดเรียนรู้สืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยวิธีครูพักลักจำ

กวามว้อกลีกเขียว

ประวัติความเป็นมาของเพลง กวามว้อกลีกเขียว

                เป็นเพลงเก่าแก่ที่มีมาพร้อมกับอารยะธรรมไตเพลงหนึ่งร้องบรรยายจดหมายรักที่สั่งถึงคู่รัก

ขนบและความเชื่อเกี่ยวกับเพลง

                ร้องเหมือนล่องคงใต้เนื้อร้องสั้น ๆ พรรณนาไปเรื่อย ๆ เป็นจดหมายร่ายยาวบ้าง เป็นคำประพันธ์แบบร้อยกรองมีลักษณะเพลงตามจำนวนคำมีว้อก ๕ ตัว ๗ ตัว เป็นเพลงเกี้ยวพาราสี

วิธีการและขั้นตอนของการร้อง

                เป็นการร้องโต้ตอบกันระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวไม่มีดนตรีประกอบ คล้าย ๆ เพลงพื้นบ้านใน    ภาคกลาง

เพลงและบทร้อง

ตัวอย่างกวามว้อกลิกเขียว

                เจนจาซีกกูถึง....หอมหึงฮักนานลืม  เมตต่าปี้อ่ำป่อย ไค้ปี๋นลืม เสป้อกยามไหล...

แปลว่า   คิดให้ดี ๆ นะน้อง หอมนวลที่พี่รักไม่จืดจากความรักพี่นี้ยังม่นคงอยู่เสมอ....

 

บทบาทและหน้าที่ของเพลงร้องที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                ใช้ร้องโต้ตอบกันสนุกสนานตามกิจกรรมงานปอยต่าง ๆ ปัจจุบันไม่นิยมนำมาร้องคงเหลือไว้เป็นแต่เพียงตำนานเพลงเก่าเท่านั้น

กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอดเพลง

                สืบทอดโดยการแต่งคำประพันธุ์ไว้เป็นบทๆ  แล้วนำไปร้องหรือเกิดจากคิดเพลงสดๆ  ผู้ฟังก็จะเกิดการจดจำในลักษณะครูพักลักจำ  แล้วสืบทอดกันต่อๆมา

 

กวามเซกุง (กวามโหลง)

ประวัติความเป็นมาของเพลง  กวามเซกุง (กวามโหลง)

                แนวทำนองนี้เกิดขึ้นมานานตั้งแต่สมัยใดไม่มีหลักฐานยืนยันเข้าใจว่าเกิดขึ้นมาพร้อมกับความคิดอารยะธรรมของชาวไตเลยทีเดียว นิยมร้องในรัฐฉานตอนเหนือ เช่น เมืองแสนหวี สีป้อ ล่าเสี้ยว จ้องเม มีคำเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “กวามไป๊น้ำเต้ากิ๋น” เป็นแม่แบบทำนองในการอ่านหนังสือธรรมะไทยใหญ่ที่เรียกว่า    “ฮอลีกโหลง”

ผู้เฒ่าผู้แก่บางท่านกล่าวว่า กวามทำนองเซกุงมาจากชื่อหมู่บ้านเซกุง แปลว่า “กุงกาด” ซึ่งเป็นหมู่บ้านของลุงปานแซง ซึ่งนิยมขับร้องเพลงไทยใหญ่ทำนอง เซกุง

เซกุง หรือ กวามโหลง มีทำนองใกล้เคียงกับทำนองปานแซงเป็นทำนองที่ต้องการพูดบรรยายเรื่องสำคัญ หรือความรู้สึกศรัทธาเลื่อมใสต่อชุมชน หรือไทยธรรมที่มีโอกาสได้พบเห็น ฯลฯ

ขนบและความเชื่อเกี่ยวกับเพลง

                เป็นเพลงที่ร้องเพื่อสั่งสอนอบรม ร้องอวยพร ร้องเกี้ยวพาราสีและร้องหยอกล้อสนุกสนาน

วิธีการและขั้นตอนของการร้อง

                เป็นเพลงร้องที่ไม่มีดนตรีประกอบส่วนใหญ่จะร้องตามแบบฉบับเดิมของเพลงที่แต่งขึ้น หรือคิดสด ๆ มักลงท้ายด้วยเพลงทำนอง ล่องคงตอนเหนือ

เพลงและบทร้อง

ตัวอย่างเพลงทำนองเซกุง

                จั่งว่าไน้เต้จ๋อนก่งเพ่งใหญ่เต้หนึ่งว่า ต้อนต่าแม่บ้านศรีทุนเขาป้อแม่ลูก...ต่างเม้อส่างเอเขาก็ เติงปางอุบโอไว้อุบลูกั๋นว่าไหนเออ..

คำแปล อาศัยบามีที่ยิ่งใหญ่ของป้าศรีทุนพร้อมลูก๐ และพ่อส่างเอที่ได้ปรึกษากันไว้

          ถ่อมถ่อมปีส่อมอ่อนก๋าอื้ออืออะลือแหล่หลอมวอกคอขัน ใป้ถ่อมก่อนโอยหน้อปอหนันจามใปตองถ่อมหลอมเงิน ใป้ถ่อมมาดตองข้อลองอ่อนนางข้าโสลาอินอิน เงินใป้ถ่อมก่อนอ่อนชุนบี้เจอไหนตางเส้งตางป๋างข้าอ้อออ เม่อไหน้ยิงอ่อนข้าจ่องไหล้มาขึบโหมบก้มกอมโต๋โสลาดจูกู้โกนข้าเจอจ้าสู่เตาแผวตี้ในหว่างก่างปอย นางข้าพอยลาดออกหมอกจูตี้ในแก้ปอยป่างหนั้นอ้อออ..”

          คำแปล ฟังไก่โก่งคอขัน รอคอยฟัง รอคอยฟังคำน้องพูด ไดยินแล้วรอผังก่อนคุณที่ทั้งหลาย วันนี้น้องสาวได้มาขุกเข่าก้าตัวคารวะ พูดต่อทุกท่านที่ได้มาในงาน น้องจะพูดในงานนี้ค่ะ...”

บทบาทและหน้าที่ของเพลงร้องที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                ร้องในเวทีการแสดงจ้าดไต  งานปอยล่างลองและงานในกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การอ่องปอย ปัจจุบันนิยมร้องอวยพรให้แก่เจ้าภาพ บุคคล ในสถานการณ์ต่าง ๆ

กระบวนการสืบทอและการถ่ายทอดเพลง

                ทำนองแซกุง จะสอนโดยจเรหรือหมอกวามถ่ายทอดให้ลูกศิษย์มีการฝึกร้องเสียงขึ้นลงตามแบบแผนทำนองเพลงและมาส่วนเกิดจากกระบวนที่เรียกว่า ครูพักลักจำหมอกจามที่เก่ง จะคิดด้วยกลอนสด

กวามเขียวต้องลิค

ประวัติความเป็นมาของเพลง  กวามเขียวต้องลิค

                เป็นเพลงที่แต่งทำนองแล้วนำมาร้องในยุคหลังตั้งแต่รัฐฉานตอนเหนือลงมาใช้ร้องคู่กับปี่ต้องลิคลักษณะคล้ายการร่ายยาวจดหมายควบคู่กับการเป่าปี่ต้องลิค

ขนบและความเชื่อเกี่ยวกับเพลง

                นิยมร้องเกี้ยวพาราสี  หรือ ความสนุกสนานครื้นเครงหรือพรรณนาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ลักษณะการร้องคล้ายกับการอ่านบทกลอนในจดหมายรักมีทำนองคล้ายกวามตอลอ

วิธีและขั้นตอนของการร้อง

                ร้องควบคู่กับปี่ต้องลิค ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าของชาวไต เป็นปี่ที่ใช้ปากเป่าตรงกลางลำแล้วใช้นิ้วกดรูปี่ทั้งท้อขวาเพื่อบังคับเลี้ยงตามเสียงร้อง

 เพลงและบทร้อง

                หมอกขี้ฟ้าสุ่มคาดหยาดหย้ายป้ายขึ้นเยนปิ่นเป็นฝนหนออ้นอยู่ปึ้งห่าเปนเยนเป็นลิงลมว่า...นุ่นหมากนิ้วแตกงอกปอกกาบหลีโลม ลมป้อคอนฮ้อนลงโพ้งพางจางเยนปิ่นเป็นผ้ากอบแลตางหมอนเน....

คำแปล  หมอกกลับกลายเป็นฝนอ้นอยู่รูหางฝนกลายเป็นลงลมนุ่นลอยพลิวจากผลที่แตกกายเพราะแรงลมร่อนไปร่อนมากลายเป็นตี่นอนและหมอน....

บทบาทและหน้าที่ของเพลงร้องที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                เป็นเพลงที่ร้องเกี้ยวพาราสีและร้องสนุกสนานหรือร้องพรรณนาตามงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ปัจจุบันไม่นิยมมาร้องคงเหลือไว้เพียงตำนานเพลงเก่าของชาวไต

กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอดเพลง

                ฝึกสอนเรียนรู้และถ่ายทอดทั้งบทเพลงและวิธีเป่าปี่ต้องลิคให้แก่กันและกัน  ครูสอนศิษย์ พี่สอนน้อง คู่รักหรือสามีภรรยาสอนกันเอง

 

 

 

กวามเอ่เฮ

ประวัติความเป็นมาของเพลง  กวามเอ่เฮ

                เป็นเพลงที่นิยมร้องเฉพาะรัฐฉานตอนใต้รวมถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย ไม่นิยมร้องในรัฐฉานตอนเหนือ ใช้ร้องสนุกสนานเมื่อเสียงกลองยาวหยุด ใช้ร้องในกระบวนแห่ต่าง ในกลุ่มของคณะกลองก้นยาว โดยเฉพาะการแห่เครื่องไทยทานเข้าวัดในกิจกรรมประเพณีต่าง ๆ เช่น ปอยส่างลอง

เอ่เฮ เป็นเพลงพื้นบ้านทำนองสั้น ๆ เกิดจากอารมณ์สนุกสนานรื่นเริงของศิลปินที่กลั่นออกมาเป็นภาษาเพลงพื้นบ้าน บางครั้งจะมีถ้อยคำและเนื้อหาเฉียดเรื่องลามกบ้างแต่ฟังสนุกไม่น่าเกลียด

ขนบและความเชื่อเกี่ยวกับเพลง

                เป็นเพลงที่ใช้ร้องสนุกสนานควบคู่กับการตีกลองก้นยาวเพื่อให้โอกาสลักษณะกลองก้นยาวได้พักบ้าง รวมทั้งการเรียกร้องความสนใจของผู้ที่มาร่วมงานให้รู้สึกสนุกสนานครึกครื้น

วิธีการและขั้นตอนของการร้อง

                ในขบวนแห่เครื่องไทยทานหรือแห่ส่างลองรอบวัดพอเสียงกลองก้นยาวหยุด ผู้ร้องก็จะขึ้นเพลงด้วยคำว่า เอ่เฮ... พร้อมร้องเป็นท่อน ๆ ทำนองล่องคง ท่อนบนลูกคู่ก็จะช่วยกันรับด้วยคำว่า “เอเฮ่” แล้วต่อด้วยเสียงกลองก้นยาว

เพลงและบทร้อง

ตัวอย่างกวามเอ่เฮ

                เซอลำแลปี้... คำเมืองเจ้าเฮาม่วนปย่อ ๆ ก็เบ้อปี้เจ้าไค้หันเนื้อหนุ่มจื้อ แก้มอ่อนมื่นยาวหน่อเฮาจ้างมาฮอดแผลปอย

คำแปล สนุกเต็มที่นะน้อง ส่วนพี่สนุกจังเลยก็เพราะได้พบเห็นน้องสาวที่สวยเนื้อนวลขาวเหมือนหน่อไม้อะไรหนอ บันดาลให้พี่ได้ผาพบน้องในงานเช่นนี้

 เอ๋เฮ... เซอลำ ๆ น่าม่นปย่อ ๆ ม่นจอมก๋องโหวกไม้หนาเข้งหนังห่อ  เฮาเซอลำ ๆ..

          คำแปล  เรามาสนุกสนาน สนุกสนานกับกลองไม้หนาตึงหุ้มด้วยหนัง เราสนุกจริง ๆ

 เอ๋เฮ... ไก่เถิ่นขันเหนอกุง  นกยุงขันหล่ายโห้ย  หมอกโหล่งไน้ไผจ้างมาโป้ยโก้ยเคอไหนไผจาง     แต๊บบ่ม...

          คำแปล  ไก่ขันบนที่ดอน นกยุงร้องในลำห้วย ดอกช่อนี้ใครจะมาเด็ดกล้วยเครือนี้ใครจะตัดบ่ม

 เอ๋เฮ...ไป่เหลอลัดนาส้ำมาแห่งลัดเหล่า เผ่อเต๋ออดสู่พูงเผิกเน้อหนุ่มจึ้นแก้วอ่อนจื้นชาวเฮาใจบี้ปออ้อนทุม ๆ เหมินนกขำกาในยุมนั่นนา...

          คำแปล ลัดท้องนายังไม่พอยังมาลัดพุ่มไม้ กว่าจะมาถึงน้องคนสวย ใจอ่อนเหมือนติดอยู่ในพุ่มไม้

 เอ๋เฮ... ตางไป๋บี้เฮาลงเฮินมา ไปเหลอลัดเหล่าส้ำเหม่ากา  เผ่อเต่แผวถึงเฮวหอมก๋อต็อปกูจ๋ามกาใจบี้ปอโอนโยผอมอ่ำม่นโกยน่านางน่า...

          คำแปล  ทางเดินที่พี่ลงจากบ้านมา ลัดพุ่มไม้ยังไม่พอ  กว่าจะมาถึงเนื้อหอม ใจพี่อ่อนเพลีย

 เอ๋เฮ.... ปานเปาพะลูหมาย  ปานปายพะสูทิง  ตั๊กเข้ามาในกุ่นก๋างมยะเขวจิง เหม้อยาวเหลววิจ่าถ่องแหลกวิกแหลาคิง  ล่ำหนึ่งไอ้ฮาม่นจีหญ้าไซหน่องก้มโหย้ย ปี้เจ้ามีตางแลวหลีผีปั๋นสามสันเจ็ดคม ลมแก๋นดั๊กหมังปัดเอ๋าปานป่าโผอี่นางน้องเลาล่มคิดขะลิดขาสั่นแป้น ปี้เต๋บัดแคบขาแลบขึ้นเมอก่อมเอ๋าซิ่นกิงอ่อนต๋าไหลเฮดจ้างปายกอดก๋อก โก้ย ละคุดต๋อหลิ่มโถ้ยโกยเอ้อนางเอ้อ...

          คำแปล  ดอกไมที่ยักหมายปอง  อยู่ในท่านกลางป่าเขียวขจี เดี๋ยวนี้วิทยาธรดูแลอยู่ที่จะผ่าพันหญาไซใช้ดาบคมวาววับที่เทพประทานให้ คัดคอยักษ์สามีของนางล้มลงขาสั่น พี่จะถลกขากางเกงไปกอดเอาน้องนางเหมือนช้างกอดกอกกล้วย ถอนต้นกล้วยเท่านั้นเองน้องเอ๋ย

“เอเฮ... เซอลำลำน่ามันปย่อปย่อ ม่นจอมก๋องโบกไม้หน้าเขงหนังห่อเฮาเซอลำลำ..”  “เอเฮ...       ไก่เถิ่นขันเนิอกุงนกยุงขันหล่ายโห้ย หมอกโหล่งไหน้ใผ่จ้างมาโป้ย โก้ยเคอไหน้ใผจ้างแต่บบ่ม..”

คำแปล ดีใจนะสนุกสนาน สนุกไปตามจังหวะกลองกระบอกไม้หน้าตึงหุ้มห่อด้วยหนัง เราดีใจจริง... ไก่ป่าขันบนเนิน นกยุงร้องขางลำห้วย ดอกช่อนี้ใครช่างมาเด็ดกล้วยเครือนี้ใครมาตัดไปบ่ม

บทบาทและหน้าที่ของเพลงร้องที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                ในชุมชนคนไตตามชนบทนิยมใช้เพลงเอ่เฮร้องคู่กับการตีกลองก้นยาวโดยเฉพาะการแห่ขบวนต่างๆ รอบวัดจะหยุดร้องเป็นจุด ๆ เพื่อความครึกครื้นสนุกสนาน

กระบวนการและการถ่ายทอดเพลง

                เพลงนี้ไม่มีการสอน ส่วนใหญ่เป็นการสังเกตหรือที่เรียกกว่า ลักจำ ประกอบกับผู้ร้องมีใจรักหรือพรสวรรค์ในท้ายนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ร้องเพลง เอ่เฮจะเป็นหมอกวามอยู่แล้วบางครั้งก็เป็นพวกหมอกวามสมัครเล่นร้องสนุกสนานกันไปให้งานครึกครื้น

กวามนกกือ

ประวัติความเป็นมาของเพลงกวามนกกือ

                เป็นการร้องเรียนเสียงธรรมชาติจากนกเขาใหญ่ชนิดหนึ่งมีขนลาย มีขาสีแดง หากินอยู่ตามชายนาริมนา มักร้องเสียงดัง อื่อ ฮือ อื่อ ฮือ ชาวไตเรียกนกกือ  เพลงทำนองนกกือเข้าใจว่า  เกิดขึ้นมาในมารยาทซึ่งสอดคล้องตามวิถีชีวิตชาวไร่ชาวนาของคนไต

นกกือ(นกเขาใหญ่) เป็นทำนองเพลงพื้นบ้านเสียงนกกือ มีลักษณะเสียงทุมขึ้น ๆ ลง ๆ และขึ้นตนด้วยคำว่า “กือเอ๋ยกือ.....”

ขนบและความเชื่อเกี่ยวกับเพลง

                เป็นการร้องพรรณนาสนุกสนาน  เลียนเสียงนกเขาใหญ่หรือใช้ร้องเกี้ยวพาราสี

วิธีการและขั้นตอนของการร้อง

                ร้องสดไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ จบก่อนเพลงด้วยการเรียนแบบเสียงนกกือ ที่ร้อง  อื่อ  อือ อื่อ อือ ลักษณะทำนองเพลงคล้ายกวามหยอบย่อน

เพลงและบทร้อง

ตัวอย่างกวามนกกือ

                กือลุ่มอ่อนตื๋นแลงจับไม้ลางลอน สุ่มอ่อนก๋างตี้นางนอน  อ่ำบอปู่ลายนกกือเข้าเมอจ๋อน...อื่อ อือ  อื่อ....

คำแปล   นกเขาใหญ่มีแดงจับอยู่บนกิ่งไม้ตียื่นออกมาบุ้งเล็กนำเอามากางสำหรับนางนอน ยังไม่พอมีผู้ชายลายเหมือนนกเขาใหญ่ไปนอนด้วย.... อื่อ  อือ อื่อ อือ (เสียงนกกือร้อง)

          “กือเอยกือ กือคอ่อนขนข่อนจับไม้โพยกิ่งก๋อซาง .... เมตต่าน้องนางอ่อนแป้ยินฮักขุนบี้ลางลาง... นางแต้อำอ่านฮักตางใหล

          กือเอ่ยกือส่อมกย่าหม่นโต๋นกกางข่อนสังแป้มาถูกต๋าเปิ้นตางเมิง ...ส่อมกย่าหม่นคำหยุ้มโขเทิง...สังแป้มาถูกจับแม่นมาใจ๋แต้อ้อออ...”

          คำแปล  นกกือเอ๋ย เจ้าผู้มีขนสีเทาจับซุ้มกิ่งไม้ ขอความเมตตาน้องให้มีใจรักพี่สักนิดแม้เสียงลาง ๆ ถ้าน้องยังไม่คิดรักใคร

          นกกือเอ๋ย รูปทรงเอวองน้องต้องตาคนทั้งเมืองไม่ว่ายามยิ้มหัวหรือยามเจรจารู้สึกประทับใจจริง ๆ

บทบาทและหน้าที่ของเพลงร้องที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                ไม่นิยมร้องความงามหรือกิจกรรมต่าง ๆ ใช้ร้องเกี้ยวพาราสีหรือพรรณนา ตามเรือกสวนไร่นา       หยอกล้อกันเล่นสนุกสนาน

กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอดเพลง

                ถ่ายด้วยการจำสืบทอดกันมาจากปู่ย่า ตา ยาย สู่รุ่นพ่อ ด้วยการสำแดงลักจำ  วิธีความลำบากบรรพบุรุษ

กวามอืนลูกอ่อน

ประวัติความเป็นมาของเพลง  กวามอืนลูกอ่อน

                เป็นเพลงเก่ามีมาพร้อมกับอารยะธรรมของชาวไตชาติที่มีอารยะธรรมจะมีกวามอืนลูกอ่อนหรือเพลงกล่อมเด็กเป็นของตัวเอง ชาวไตก็เช่นกันยังแยกย่อยไปเป็นกวามอุ่งลา (เพลงไกวเปล) ซึ่งถือว่าเป็นสาขาย่อยของเพลงกล่อมเด็ก

ขนบและความเชื่อเกี่ยวกับเพลง

                ใช้ร้องกล่อมนอนร้องไปเอื้อนเสียงไป มือไกวเปลไปเรื่อย ๆ

วิธีและขั้นตอนของการร้อง

                ร้องกล่อมเด็กนอน มีการเอื้อนเสียงถ้าเป็นเพลงอุ่งลาจะร้องเป็นท่อน ๆ เน้นสัมผัสที่ชัดเจน ไม่ใช้เครื่องดนตรีประกอบ

เพลงและบทร้อง

ตัวอย่างกวามอืนลูกอ่อน

                 “ลูกญิงแม่เอ๋อนอน ๆ นอนในอู่สายคอนอย่าไห้ๆ นอนไหล้ลั่งโกนหลี อือ  อื๋อ  อือ ๆ “  

ตำแปล  ลูกสาวแม่นอนนอนในอู่อย่าร้องไห้ นอนได้เป็นคนดี

                เพลงอุ่งจา  “อุ่งจ่าโหม่ยต้นกล้วยล้ม น้ำเปงอกเฮาจ้อยกันหยั่งน้ำเปงฝังเฮาจ้อยกันลุยขี้หมาอุ่นตุ้ย ๆ เฮ้าจ้อยกันจ่ำ”

คำแปล  ขี่ชิงช้าต้นกล้วยล้ม น้ำเท่าอกเราช่วยกันหยั่งน้ำเท่าฝั่งเราช่วยกันว่ายขี้หมาอุ่น ๆ เราช่วย  กันจ้ำ

 

เพลงแม่กล่อมลูก

ลูกญิงแม่(ลูกจายแม่)เอ๋อนอนๆ             นอนในอู่สายกอนอย่าไห้ๆ

นอนไหล้จั่งโกนหลีๆ               อือ อื้อ อือๆ อือ อื้อ อือๆ อืออื้ออือๆ อื่ออื้ออือๆ

คำแปล   ลูกสาวแม่ หรือลูกชายแม่จงนอน นอนในอู่อย่าร้องไห้  นอนได้จึงจะเป็นเด็กดี

พ่อกล่อมลูก

          อือจา ๆ  เหม้ย ๆ                   นุดหนุ่มโหน้ยคำป้อเป๋มอ ๆ

ป้อเต๋คยอลูกเต็ด ๆ                                อย่าผิดไหเส็งแฮง ๆ

โก๋สงแปงแม่หล่า ๆ                             โก่แม่อ่ำสั่งข้าเหนอป้อหลาลืน ๆ

อือ  อื้อ  อือๆ                                        อื่ออืออือ       ๆ

อือ อื้อ อือ ๆ                                         อื่อ อื้อ อือ ๆ

คำแปล   ลูกสาว หรือลูกชายพ่อ อย่าส่งเสียงร้องไห พ่อจะพยายามให้ลูกหยุดร้องไห้

อย่าร้องไห้ดัง เดี๋ยวแม่จะด่าเอา  เดี๋ยวแม่จะไม่อยู่ร่วมกับพ่อน้อ นะลูก

เพลงชิงช้า

เด็ก ๆ สมัยก่อน ๆ ชอบขี่ชิงช้า  ร้องเพลงสนุกสนาน ดังต่อไปนี้

๑. อุ่งจาโหม้ย ๆ ต้นก้วยล้ม ๆ นำเป็งอ๊กเฮาจ้อยกั๋นหยั่ง ๆ น้ำเป็งผั่งเฮาจ้อยกันลุย ๆ

  ขี้หมาอุ่นตุย ๆ เฮาจ้อยกั๋นจ้ำ  ไผอ่ำจ้ำ  เฮาจำโกยเหลว

เป็นเพลงปลูกใจให้มีความสามัคคี

 คำแปล ต้นกล้วยล้ม นำลึกเท่าอกเราจะช่วยกัน แม้แต่ขี้หมาอุ่น ๆ เราก็จะช่วยกันเช็ด ไม่มี่ใครทำเราจะทำกันเอง

๒. ไข้กิ๋นโกยเมอจอง   ไขไห่มองเมอเฮินปู่ก้าง  ไข่ขี่จ้างลงเวง   ไข่กิ๋นเขาจำเกงลูกเจ้า

 ไข้ถ่อมเก้านอนลึก   ไข้ตึกศึกเฮ็ดโป   ไข้ต๋าโก้เล่นยาม  ไข้เฮ็ดกวามล่องโห้ย

คำแปล อยากกินกล้วยให้ไปวัด อยากตีกลองให้ไปบ้านผู้ใหญ่บ้าน อยากขี่ช้างให้ไปในเมืองอยากกินข้าวปิ้งไปบนขาหยั่งสามขาให้ตื่นแต่เช้า   อยากฟังนกเค้าแมวร้องให้นอนดึก ๆ  อยากรบข้าศึกให้เป็นนาย  อยากให้ตายเสียให้เล่นดินปืน  อยากร้องเพลงให้ไปตามลำห้วย

๓.  ก๋า  อ้าก ๆ ก๋าเวา ๆ ก๋ากว่าเขาเมิงม่าน  ม่าอ่อนเข้าฮังก๋า  ก๋าเสนต๊กโห้ย    เอ๋ากาบโก้ยเฮดตุงเอ๋านกยุงมาก้า

คำแปล  อีกาไปอยู่ในประเทศพม่า พม่าให้อาหารอีกา อีกาตกลงไปในลำห้วย เอาเปลือกกล้วยทำธง

เพลงโหนชิงช้า

เฮอนาย ๆ ไอ้จายไข้กิ๋นโถ่  โถ่อ่ำมีเสพักเสพิก  นกมายักมายิกกว่าเส้ง  เอ้งเก้งก้ออยู่หลาย ป๋างตายก้อไห้แส่ง  แอ่งแอ๊บก้อเฮ็ดกวาม  จามผ้าไหวนายเฮาลากขึ้นลากล่อง  ล่องหาสังล่อง  หานาง     อุ้มปุ้ม  อุ้มปุ้มขี่เฮอตอง  ตองหัวตองน้ำผึ้ง น้ำผึ้งอยู่เมิงเหนอ  เสคบโวว่านใต้ว่าน ใต้ว่าอ่ำใจ  โวเฮา  วัวเฮาป่อยกิ๋นเก๋ง  ม้าเฮาป่อยกิ๋นเหย้อกิ๋นหญ้า เหลินสี่เหลินห้าเปิ้นวิดมอน

 

คำแปล  ยาย ๆ เด็กชายอยากกินถั่ว  ถั่วไม่มี  นกมากินหมด  นกเอี้ยงอยู่เปล่า ๆ กระต่ายเป็นผู้ตีฉาบอึ่งอ่างร้องเพลง ชายผาห่มยายลากขึ้นลากลง  ลากไปหาอะไร  ลากไปหานางอุ้มปุ้ม  อุ้มปุ้มขี่เรือทองแดง ทองแดงอะไร  ทอกแดงน้ำผึ้ง นำผึ้งอะไร  นำผึ้งเมืองเหนือ  เสือกัดวัวบ้านใต้  บ้านบอกว่าไม่มีวัวของตนวัวปล่อยกินตามป่า ม้าปล่อยกินหญ้า  เดือนสี่เดือนห้าเขาเก็บใบ

บทบาทและหน้าที่ของเพลงร้องที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                ใช้ร้องกล่อมเด็กนอนในบ้านในเรือน

กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอดเพลง

                มีการสืบทอดด้วยการจดจำคำร้องจากปู่ย่า ตา ยาย พ่อ แม่สู่รุ่นลูกหลานอาจมีการแต่งคำหรือประโยคเพิ่มเติมให้น่าฟังก็ได้

กวามล่องคงตอนใต้

ประวัติความเป็นมาของเพลง   กวามล่องคงตอนใต้

                ผู้แต่งทำนองคือจเรปางหมู เป็นการนำเอาคำประพันธ์ในลีกโหลงที่เรียกว่ากวามโหลง มาใส่ทำนองเป็นกวามอ่อนเป็นคำประพันธ์ที่มีรูปแบบการสัมผัสเช่น กวาม ๒ เกี้ยว ๓ เกี้ยว หรือ ๔ เกี้ยว รวมถึงกวามหวากหรือเพลงเกี้ยวชื่นชมความงามบ้านเรือน บ้านเมืองและสิ่งต่าง ๆ นิยมร้องกันมากตั้งแต่รัฐฉานตอนใต้ลงมาจนถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ล่องคง เพลงพื้นบ้านลีลาช้า ทำนองหงาน ใช้พรรณนายกย่องชมเชยบุญบารมี ความสวยความงาม     อนุภาพความรัก ฯลฯ มีท่วงทำนอง ๒ รูปแบบ คือ รูปแบบล่องตอนใต้หรือล่องคงทั่วไปกับล่องคงตอนเหนือ (ล่องโคงป๊อดเหนือ)  ซึ่งใช้ร้องกันในกลุ่มคนไตตอนเหนือของรัฐฉาน ส่วนล่องคงทั่วไปใช้ร้องกันในกลุ่มคนไตตอนใต้และในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ขนบและความเชื่อเกี่ยวกับเพลง

                เป็นเพลงบังคับสัมผัสมีการเล่นคำ แนวทำนองหวานยืดยาวเป็นเพลงเกี้ยวชื่นชมความดีความงามของสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งความสนุกสนานในงานรื่นเริงต่าง ๆ

วิธีการและขั้นตอนของการร้อง

                แนวทำนองนี้ไม่มีเครื่องดนตรีประกอบอาจมีลูกคู่รับเมื่อร้องจบในแต่ละวรรค (การร้องแบบมีลูกคู่รับ )นิยมในงานปอยส่างลอง)คำร้องในงานอื่น ๆ หรือบนเวทีจ้าดไต ไม่นิยมมีลูกคู่ผู้ร้องจะร้องเพลงที่ผู้อื่นเขาแสดงไว้ หรือค้นด้วยกลอนสดเป็นของตัวเองก็ได้

เพลงและบทร้อง

ตัวอย่างกวามล่องคงใต้

                “วาตีน้ดผิวเหลืองคำคุงเย้า....ว่าตี้ใยเยิงยอดยุมจุมสูโกนเลา จุมเฮาโกนโซเต๋ว่าอาโกฮ้างผางก็หนอยักหมอมุ่งตวยเหยิ้งกำน้ำป๋าท่านบอหาย”

แปลว่า  น้องผู้มีผิวเหลืองงานดุจทองคำ รูปร่างช่างสะโอดสะองผิดกับตัวพี่ที่เปรียบเสมือนคนผอมโซ รูปร่างหน้าตาของพี่ประดุจสิ่งที่ไม่มีรสชาติอะไรเลย เหมือนอาหารที่ขาดน้ำปลาก็ไม่ปาน

กวามล่องคง เห็นแล้วเกิดความรัก

          “โนนสีขาวเงางามปี้โอย... เม่อเหลวสูเฮาม่าวพองเลกฮายไหล้กัน โอบหันก้อมันแป้เป็นหน้าหลีฮักจับใจ๋แล, จอมหลูเงาโต้โคตรือหูตาตินมือตางคิงนิ่งยองน้องลังแป้มดใส, เหย้โตยเหย้เฮาปี้หลีฮักเหลอไหน้เหมินห้างเตเหม้ามิใหล, สะพอใจจายปี้แก่นใขอุบโฮบใส่อยู่ต่าเส่แต้... เฮดจือหือแล้สูแส้เฮาให้ปอไล้ทบโฮบกันเม่อยามเล่นยามแหล้, จั่งว่าน้องปี้หน้ากี้มดใหม่เฮาใผ่จมแหน่นฮักใคร่มืดถูกเลือดเซเข่, จอมกอบนางหางคำนำเต๋มร้อยเปอเซนหน้อ, ลังเจ้อวันหลังเฮาหลีจุ่งข้อมือคอบจูบบันหมุนเว็น, เมอไหล้เปนก้อทามหน้าเฮินสูอยู่ให้มนอนห้อง,  เฮาแก่นใข้เป๋นใข้มีก้อหลีฮักโจจุงหอบย่อง, เมอไหล้เปนลองปองเลยโตยพอหอมฮักนานเจานานเหวื่อ...”

          คำแปล  “เนื้อหอมสีขาวเงางามพี่เอย ขณะนี้เราหนุ่มสาวได้พบกันน่ารักถูกใจ มองดูรูปร่างหนาตาน้องแจ่มใส ยิ่งพิศดูยิ่งน่ารักดูเหมือนไม่มีที่ไหนอีก พี่อยากพูดคุยอยู่ตลอดเวลา ทำอย่างไรเราจะได้พบกันไปเที่ยวด้วยกันน้องนางหน้ามนผ่องใสถูกชะตา น้องนางเป้นกุลสตรีเต้มร้อย หากเทวดาอุ้มโสม ได้เป็นคู่ครองรักกัน เรารักใคร่เป็นที่รักและได้รับการ ยกย่องเชิดชู ได้ไปร่วมรักกันไม่มีจืดจาง...”

ตัวอย่างเพลงล่องคง ทำนองทั่วไป

          “โนนสีขาวเงางามปี๋โอย... เม่อเหลวสูเฮาหม่าวพองเล็กฮายไหล้กั๋นโฮบหันก้อมันแป้เป๋นหน้าหลีฮักจับใจ๋แล, จอมหลูเงาโต๋โคตือหูต๋าตีนมือตางคิงนิ่งยองน้องสังแป้มดใส, เหย้โตยเหย้เฮาบี้หลีฮักเหลือไหน้เหมินห้างแต๋เหม้ามีไหล, นะพอใจ๊จายบี้นแก่นใช้อุบโฮบใส่อยู่ต่าเส่แต้... เฮดจื้อหือแล้สูแล้เฮาให้ปอไหล้ทบโฮบกันแม่อยามเล่นยามแหล่, จั่งว่าน้องปี้หนากี้มดใหม่เฮาใค่จมแหน่นฮักใค่มืด ถูกเลิดเซเข่ , จอมกอบนางหางคำนำเต๋มร้อยเปอเซนหน้อ, สังเจ้อวันหลังเฮาหลีผีจุ๋งขอมือคอบจูปั่นหมุยเวน, เมอไหล้เป็นก้อทามหน้าเฮินสูอยู่ไหล้นอนห้อง, เฮาแก่นไข้เป๋นไขมีก้อ หลีฮักโจจุ๋งหอบย่อง, เมอไหล้เป๋นล่องปองโล่ยโตยพ่อทฮอมฮักนานจ้านนานเหว่อ...”

          คำแปล  เนื้อนวลสีขาวเงางามพี่เอย ขณะนี้เราหนุ่มสาวได้พบกันน่ารักถูกใจมองดูรูปร่างหน้าตาน้องแจ่มใสยิ่งพิศดูยิ่งน่ารักดูเหมือนไม่มีที่ไหนอีก พี่อยากพูดคุยอยู่ตลอดเวลาทอย่างไรเราจะได้พบกันไปเที่ยวด้วยกัน  น้องนางหน้ามนผ่องใสถูกชะตา น้องนางเป็นกุลสตรีเต็มร้องหากเทวดาอุ้มสม ได้เป็นคู่ครองรักกัน เราใคร่เป็นที่รักและได้รับการยกย่องเชิดชู ได้ไปร่วมรักกันไม่มีวันจืดจาง...

          ตัวอย่างทนองล่องโคงที่ประพันธ์เป็นนิยาย

          วรรณกรรมเรื่อง “ขุนสามลอ นางอูเป่ม” ประพันธ์ทำนองล่องโคง เนื้อหาพรรณาให้รู้ประจักษ์ในเรื่องความดีกับความชั่ว โดยใช้ตัวละครแสดงตามลีลาการประพันธ์ เปรียบเทียบฝ่ายดี (ธรรม) คือลูกชายกับลูกสะใภ้ กับฝ่ายชั่ว (อธรรม) คือฝ่ายแม่ยาย เรื่องมีอยู่ว่า เศรษฐีในเมือง       เก๊งตอง (เชียงทอง) ต้องการให้ลูกชายแต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่งในเมืองเก๊งตอง แต่ลูกชายไม่ยอมเพราะเห็นว่าหญิงคนนั้นไม่สวย ความประพฤติและกิริยามารยาทไม่ดี ไม่มีความน่ารัก จึงใช้วิธีหลีกเลี่ยงการแต่งงานโดยนำขบวนโคตรร่างไปค้าขายเมืองอื่นจนลุถึงเมืองกึง ขณะที่นำของมาจัดวางขายอยู่ในทุ่งนาเป็นตลาดเร่ชั่วคราวชาวเมืองกึ๋งพากันมาซื้อของเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเหล่าหญิงสาวทั้งหลาย เมื่อมาพบขุนสามลอซึ่งหล่อเหลาเท่ากับพระเอกในนวนิยาย ต่างก็พอใจและนำข่าวไปบอกต่อๆกันไปลูกสาวของเศรษฐีในเมืองกึ๋งชื่อ “นางอูเปม” ทราบข่าวด้วยอำนาจบุพเพสันนิวาสก็นึกอยากจะพบเห็นขุนสามลอจึงออกไปซื้อของกับชาวบ้านคนอื่น ๆ เมื่อพบกันทั้งสองก็ได้พูดคุยกันก็เกิดความพอใจซึ่งกันและกัน พอตกเย็นขุนสามลอก็จะไปหาหญิงสาวถึงบาน (ธรรมเนียมคนไตสมัยเก่าหญิงจะอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ชายหนุ่มจะเป็นฝ่ายมาหาเอง เรียกว่า “กว่าแหล่สาว” แปลว่า ไปเที่ยวเกี๊ยวสาว)

          ในเรื่องจะเล่าเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง  ระหว่างความโหดร้ายของแม่ยาย (ฝ่ายเลว) กับความอดทนไม่ถือโทษโกรธตอบของลูกสะใภ้ (ฝ่ายดี) ตอนที่กินใจและบีบอารมณ์ผู้อ่านและผู้ฟังมากคือ ตอนที่แม่ยายวางอุบายเสแสร้งแกล้งต้อนรับนางอูเป่ม จัดหาอาหารเลี้ยงตอนรับลูกสะใภ้แต่ขณะที่ลูกชายกำลังไปจัดหาอาหารอยู่ได้คิดหาวิธีฆ่าโดยซ่อนมีดคมกริซไวตามที่ต่าง ๆ คือ ในกล่องข้าว ที่ผ้าเช็ดมือ และที่บันได เมื่อนางอูเป่มล้วงมือเข้าไปในกล่องข้าวกถูกมีดบาดเลือดทะลักรีบวิ่งไปเช็ดมือ ถูกมีดบาดอีก วิงหนีลงบันไดมีดที่ขัดไวตามบันไดโดยหันคมขึ้นบาดอีก ได้รับทุกข์เวทนาจากมีดบาดแล้วยังไม่พอ แม่ยายยังถือท่อนไม้ไล่ตีซ้ำเติมอีก บริวารของนางจะเขาช่วยนางก็ห้ามไว้ ค่อยบอกว่าเป็นกรรมเก่าปางก่อนที่จำตองชดใช้นางจึงวิงหนีกลับเมืองกึ๋งระหว่างโซซัดโซเซกลับบ้านได้คลอดลูกระหว่างทาง แต่ลูกเสียชีวิตทันทีที่คลอดออกมา เพราะแม่มีทุกทุกข์เวทนามากเกินไป นางสงสารลูกมากที่เกิดมาไม่ได้พบหน้าพ่อ จะฝังดินกลัวปลวกจะรบกวน จะวางไว้บนพื้นดินก็กลัวไปป่าจะไหม จึงนำไปวางไว้บนตอไม้ และสั่งเสียให้ลูกเรียกหาพ่อส่วนลูกตายไปเกิดเป็นนกป้อเฮย(ดุเหว่า) ร้องเรียกหาพ่อตลอดเวลาชาวไตฟังเสียงนกกาเหว่าร้อง “ก่าเหว้า ก่าเหว้า” เป็น “ป้อเฮ้ย ๆ” นางอูเป่มกลับถึงเมืองกึ๋งไม่นานก็เสียชีวิต ตัวอย่างสำนวนบีบคั้นอารมณ์ตอนนางอูเป่มสั่งเสียลูก มีดังนี้

          “ตอไหนนุดหนุ่มปุ่มอ่อนยอดคำหล่อแม่เอ๋ย แม่แต่ข้ายเอ๋าขั่นถ่ากว่าไว้ในน้ำก้อแก่นโก๋จายอ่อนเต๋กว่าเป๋นป๋าว่าตี้แสนคเนิงเอ๋ย                   แม่เต๋เอ๋าจายเก๋าไว้เหนอ หนังหลินฮองเมิงแผ่นจูนหนา

แม่จายโก๋โปกลาบเต้น่า             บางเผ่าซ้ำเต๋ข้ายเอ๋าขั่นถ่าลูกเก๋ากว่าผังไวผั่งต้าบจั๊บหลี่

โก๋เมอไฟไหม้หลอยมาเอ้อ         บางกำกำก้อตั๊กเอ๋าลูกจายไวในป่างก๋างนา

โก่ลูกจายแม่เป๋นเขด                ตอไหน้ลูกเอ๋อ..แม่เต๋ไว้จายก้าใหลก้อนางไหขี้อึ๊กขี้ต้อยเส่แหลจอนฮ้อย

เอ๋าลูกจายข้ายเสห่อง                นางจั่งกว่าเอาเผอย๊อกไม้เส่อตี้วางก่องเฮ็ดตั้งขอ

นางจั่งเฮดแมเอ๋าลูกจายต่างเหนอต๋อเอ้อ     ลูกจายแม่เขาไหนนา  ลูกจายหน้า

บิ๊กซ้ำลูกจายเก๋าต๋ายเป๋นสังก้อนอ...  แคนห้องหาป้อใมผ่ายสามลอเอ้อ

เหมินแม่จายว่านา         เต๋ไหล้ก่ามหมุนแม่ส่างถูกไหล้แปงฮักจายกว่าหนัก

แม่เต๋ผาดลูกจายเย้ากว่าหน้า ตองเอ๋าข้อความแม่เฮาสั่ง

คำแปล  หนุ่มน้อยยอดทองแม่เอ๋ยแม่จะย่อยเอาร่างของลูกไปไว้ในน้ำแม่เกรงว่าลูกจะเกิดเป็นปลายอดทองแม่เอ๋ย  แม่จะเอาลูกแม่ไปไว้บนผืนแผ่นดินหนา แม่ก็เกรงว่าตัวปลวกจะกัดเอา บางทีจะเอาร่างของลูกไปฝังไว้เชิงเขาก็เกรงกลัวเมื่อไฟป่าลุกลามมาถึงบางครั้งคิดจะเอาลูกแม่ไปไว้กลางทุ่งนา แม่เกรงว่าลูกแม่จะเป็นเขียด  ทีนี้ลูกเอ๋ย  แม่จะเอาลูกไปไว้ที่ไหนดีนาง(อูเป่ม) ร้องไห้สะอึกสะอื้นแล้วอุ้มลูกย้ายจากทิศเหนือเอาใบไม้ปูแล้ววางไว้บนตอไม้สั่งเสียว่าลูกแม่อยู่ที่นี่นะลูกนะ แม้ว่าลูกแม่จะเกิดเป็นอะไรก็ตามให้ลูกรียกหาพ่อชื่อสามลอนะ  จำคำแม่สั่งไว้นะลูกนะ หากมีบุญมีให้แม่ได้รักลูกให้วันข้างหน้า  แม่จำใจจากลูกไปแล้วจากไปข้างหน้าจำข้อความที่แม่ได้สั่งไว้ด้วย

ขุนสามลอลักลอบกลับจากหาอาหารมาเห็นเสือตามที่ต่างๆก็ถามบิดามารดาได้รับคำตอบว่าเป็นเลือดเสือ ขุนสามลอไม่เชื่อ และคิดไดทันทีว่าตองมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับภรรยา คว้าได้ถุงเงินรีบกระโดดขึ้นม้าติดตามหาภรรยา และสอบถามใครต่อใครไปตลอดทางว่าเห็นผู้หญิงผ่านมาหรือไม่ แต่ละคนตอบเหมือนกันว่า เห็นหญิงคนหนึ่งขาไปหัวเราะสดชื่น ขากลับร้องไห้น้ำตาไหลกลบหน้า เดินด้วยตนเองไม่ได้ ต้องให้คนใช้ประคอง ขุนสามลอตามภรรยาจนถึงบ้านพอทราบเรื่องราวรู้สึกสลดใจในเคราะห์กรรมของภรรยาและลูก จนไม่สามารถจะทนมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ จึงชักดาบประจำตัวออกมาเพื่อฆ่าตัวตายถูกญาติๆห้ามไว้ จึงควักเงินจากถุงที่นำติดตัวมาออกขวางโปรยไปตามลายบ้าน ขณะที่ฝูงคนกลังสาละวนอยู่กับการเก็บเงิน ขุนสามลอก็ใช้ดาบเชือดคอตนเองตายตามภรรยา ในการทำศพญาติได้ฝั่งศพทั้งสองในหลุมเดียวกันที่เป็นเช่นนี้เพราะแรงกรรมแต่ปางก่อนตามสนอง ในอดีตชาตินางอูเป่มเกิดเป็นเศรษฐีแม่ยายเกิดเป็นคนรับจ้างตำข้าว เศรษฐีกินแรงลูกจ้างโดยให้ทำงานหนักให้ค่าตอบแทนน้อย และขอติดตามล้างแค้นในชาติต่อ ๆ ไปชาติที่เป็นแม่ของขุนสามลอจึงไดลางแค้นทุกวิถีทาง

ส่วนขุนสามลอ และนางอูเป่มตายแล้วเกิดเป้นกลุ่มดาวในท้องฟ้า มี ๓ ดวง คั้นกลาง ซึ่งชาวไตเรียกว่า “ดาวการสามต๋า” คือกลุ่มดาวไถนั้นเอง

วรรณกรรมชั้นดีเด่นที่สำนวนเพลงทำนองล่องคง ผู้ประพันธ์ใช้ศิลปะด้านภาษาเขียนโน้มนาวจิตใจให้คนเรามองเห็นพิษภัยแห่งความพยาบาทอาฆาต ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ทั้ง ๒ ฝ่ายแม้ตายไปก็ยังตามสนองแบบข้ามภพข้ามชาติไม่มีอะไรดี ควรที่เราจะอโหสิกรรมต่อกัน เพื่อหมดเวรหมดกรรมที่จะเกิดอย่างน่าสยดสยองต่อไปในภพหน้า

บทบาทและหน้าที่ของเพลงร้องที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                ร้องในการแสดงจ้าดไต ร้องในงานปอยส่างลอง และในกิจกรรมประเพณีต่างอื่นๆทั่วไปรวมทั้งขับร้องเล่นตามเรือกสวนไร่นา แม้แต่ค่ำคืนตื่นในยามเหว่เงียบเหงา

กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอดเพลง

                ฝึกร้องตามคณะจ้าดไตหรือหมอกวามที่มีชื่อเสียงรวมทั้งการฝึกร้องจากลีกกวามที่เก็บรักษาไว้ตามบ้านเรือน  วัด  หมอกวามที่เรียนรู้มากขึ้นก็จะทำการแต่งบทเพลงเอง สำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญระดับครูหมอก็จะร้องแบบคิดกลอนสด

“ลีกหนุ่ม” หรือ “ลีกอ่อน”

ลีกหนุ่ม หรือ ลีกอ่อน ไดแก่วรรณกรรมประเภทเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ เพลงพื้นบ้านที่พรรณนาถึงความสวยงามความรู้สึกรักใคร่ ประทับใจ ออดอ้อน กินใจ เสียดสี ฯลฯ นักประพันธ์ลีกหนุ่มมีเป็นจำนวนมากที่ได้รับการยกย่อง และมีงานประชาสัมพันธ์แพร่หลายในจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือ “จเรปางหมู่” ซึ่งคนไตนับถือว่าเป็นยอดนักประชาสัมพันธ์ทำนอง ล่องโคง เช่น เดียวกับสุนทรภู่เป็นยอดนักประพันธ์กลอน ๘ ของคนไทย ลีกหนุ่มมีทำนองการประพันธ์หลายอย่าง

ประวัติความเป็นมา
กวามไต มีความหมายเป็นสองนัย นัยที่หนึ่งหมายถึง ภาษาไต อีกนัยหนึ่งหมายถึง เพลงไต สำหรับคำว่า“เฮ็ดกวามไต” แปลว่า ร้องเพลงไต เพลงไตเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านที่มีทั้งประเภท “ลีกโหลง” และ “ลีกอ่อน” ผู้ประพันธ์เพลงจะประพันธ์ในลักษณะที่เป็นคำประพันธ์แบบฉบับ และคำประพันธ์ที่ไม่เป็นแบบฉบับ แบ่งเป็นแนวเพลงได้ ๒ ประเภท ดังนี้
๑. แนวเพลงแบบไตเก่า (เพลงพื้นบ้านดั้งเดิม) มีทั้งหมด ๑๔ ทำนอง ซึ่งมีทั้งแนวการร้องที่ใช้เครื่องดนตรีประกอบ และแนวการร้องที่ไม่ใช้เครื่องดนตรีประกอบ มีความนิยมในกลุ่มผู้ใหญ่และกลุ่มผู้สูงอายุ
๒. แนวเพลงแบบไตใหม่ (ไตสากล) คือการร้องและบรรเลงตามแนวทำนองเพลงสากลทั่วๆไปมี
ความนิยมในกลุ่มเยาวชนสมัยใหม่แนวเพลงแบบไตเก่าจะบังคับทำนองไว้ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งบางทำนองเพลงจะมีกฎเกณฑ์ทางสัมผัสที่แน่นอน แต่บางทำนองเพลงก็ไม่แน่นอน หากแต่ในแต่ละเพลงนั้นผู้แต่งจะเน้นสุนทรีย์ของการใช้คำ โดยเฉพาะมักเน้นคำประพันธ์ที่เป็น คำคม สุภาษิตคำพังเพย คำเปรียบเทียบ บางบทเพลงใช้คำในหลายภาษาผสมกัน มีทั้งคำในภาษาไต ภาษาพม่า และภาษาบาลีสันสฤต ฯลฯ แสดงออกในคุณค่าทางภาษาได้อย่างลึกซึ้ง แนวเพลงแบบไตเก่ามีทั้งทำนองหวาน ลีลายืดยาว เนิบนาบอ้อยอิ่งเป็นจังหวะ บางแนวเน้นเสียงธรรมชาติ บางแนวจะเป็นไปในลักษณะสนุกสนานครื้นเครง
แนวเพลงแบบไตเก่า แต่ละทำนองมีความเป็นมาและระยะเวลาของการเกิดที่แตกต่างกัน มีทั้ง
ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยโบราณ และที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่เมื่อ ๗๐-๑๐๐ ปีมานี่เอง วิเคราะห์ได้จากการใช้เครื่องดนตรีประกอบการร้องหากเพลงใดใช้เครื่องดนตรีประกอบการร้องนั่นแสดงว่าเป็นเพลงที่เกิดขึ้นมาใหม่ เพราะตามประวัติของการเกิด “จ้าดไต” คนไตเพิ่งคิดค้นเครื่องดนตรีทั้ง “ตอยอฮอร์น”และ“ตอลอหมากพร้าว” เมื่อประมาณ ๘๐ กว่าปีมานี่เอง แนวทำนองใดที่ร้องโดยไม่มีเครื่องดนตรีประกอบสันนิษฐานว่าคงเกิดขึ้นมาก่อน บางทำนอง เช่น กวามเซกุง หรือกวามโหลง เข้าใจว่าเกิดขึ้นมาพร้อมๆกับอารยะธรรมไตเลยทีเดียว
เพลงไตแบบไตเก่า บางทำนองมีความไพเราะเพราะพริ้งมากสามารถตรึงผู้ฟังเสมือนถูกสะกด
จิตเลยทีเดียว ประกอบกับผู้ร้องที่มีเสียงดี มีไหวพริบ ปฎิภาณ ใช้คำได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเพลงส่วนใหญ่เนื้อเพลงที่ใช้ร้องนอกจากร้องตามแบบฉบับเดิมของผู้แต่งแล้ว ผู้ร้องที่มีความสามารถสูงจะด้นเพลงแบบสดๆที่น่าฟังมาก การแสดงมักจบลงด้วยเวลารุ่งสางเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะความซาบซึ้งตรึงใจที่ไม่รู้ลืมนั่นเอง
อย่างไรก็ดี เพลงไตแบบไตเก่านั้นคงเหลือแนวทำนองที่ยังเป็นที่นิยมร้องกันอยู่ไม่กี่ทำนอง
อาทิเช่น กวามล่องคงตอนเหนือ กวามล่องคงตอนใต้ กวามตอลอ กวามหยอบย่อน กวามจ้าด กวามปานแซง กวามเซกุงหรือกวามโหลง เป็นต้น เนื่องจากขาดการอนุรักษ์สืบสานและการให้ความสำคัญจากคนรุ่นใหม่ซึ่งหันไปนิยมร้องเพลงแบบไตใหม่ จึงน่าเป็นห่วงว่ากวามไตแบบเก่าในอนาคตอาจจะไม่หลงเหลือให้ลูกหลานได้ชื่นชมอีกต่อไป เพราะขาดการสืบสานอย่างจริงจังนับวันจะหาคนที่ร้องได้ในแต่ละทำนองนั้นยากเต็มที จึงต้องช่วยกันสืบสาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีวิสัยทัศน์ที่มองไกลจึงได้อัดบันทึกแนวทำนองต่างๆของเพลงไตไว้โดยภูมิปัญญาที่เรียกว่า “หมอกวาม” ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของสังคมไต เพื่อเป็นข้อมูลและแหล่งเรียนรู้ให้แก่ลูกหลานในอนาคตสืบไป
สาขา/ประเภท
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
ประเวช คำสวัสดิ์,นาย. นักคิด นักเขียน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้รอบรู้ด้านศิลปะวัฒนธรรมไทยใหญ่ สาขา
วรรณกรรม เกิดวันที่ ๕ เมษายน ๒๔๘๕ บ้านเลขที่ ๑๒๕ หมู่ที่ ๘
ถนนขุนลุมประพาส ตำบลปางหมู อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๕๘๐๐๐
บันทึกข้อมูล ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙
ประเสริฐ ประดิษฐ์, นาย. นักคิด นักเขียน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้รอบรู้ ด้านศิลปะวัฒนธรรมไทยใหญ่
สาขาวรรณกรรม เกิดวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๔๙๗ บ้านเลขที่ ๖๔ หมู่ที่ ๑
บ้านปางหมู ตำบลปางหมู อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๕๘๐๐๐
บันทึกข้อมูล ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
นายพอน หลุยจำวัน , นายประจักษ์ ปิยชาติธิติกุล
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    18407 views