พิมพ์

หนังตะลุง ในจังหวัดพิจิตร

ชื่อรายการ
หนังตะลุง ในจังหวัดพิจิตร
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

          การจัดเก็บข้อมูลภูมิปัญญา ด้านศิลปะการแสดง ตามโครงการภูมิบ้าน ภูมิเมือง
ประจำปี ๒๕๔๙ จังหวัดพิจิตรได้รับจัดเก็บข้อมูลภูมิปัญญา ด้านศิลปะการแสดง เรื่อง หนังตะลุง ตำบลไผ่รอบ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร จำนวน ๒ คณะ ได้แก่ คณะทอวันทอง ของนายเขียน สิงห์ลอ และคณะวัลลภน้อย ของนายรพ แหล่งเมือง ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาด้านประวัติความเป็นมาของชุมชน, ขนบและความเชื่อ วิธีการและขั้นตอน, กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอดการแสดง, ประวัตินักแสดงและนักดนตรี พร้อมทั้งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
           จากการสืบค้นประวัติหนังตะลุงตำบลไผ่รอบ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร พบว่านายหนังทั้ง ๒ คณะ มีถิ่นกำเนิดเดิมมาจากจังหวัดเพชรบุรี และมีเชื้อสายไทยทรงดำ สืบทอดการเชิดหนังตะลุงจากบรรพบุรุษซึ่งเป็นนายหนังที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูหนังจังหวัดชุมพร
นายเขียน สิงห์ลอ นายหนังตะลุงคณะ “ทอวันทอง” ปัจจุบันอายุ ๕๙ ปี มีความสนใจและรักการเชิดหนังตะลุงตั้งแต่เด็ก ติดตามครูวัน บุญสูงเพ็ชร นายหนังตะลุงที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น จนกระทั่งครูวัน รับเป็นศิษย์ ฝึกการเชิดหนัง และเริ่มเล่นครั้งแรกอายุ ๒๐ ปี พอถึงอายุ ๔๐ ปีก็เล่นแทนครูวัน และได้รับมรดกตัวหนังจากครูวัน บุญสูงเพ็ชร และเล่นหนังตะลุงมาจนถึงปัจจุบัน
นายรพ แหล่งเมือง นายหนังตะลุงคณะ “วัลลภน้อย” ปัจจุบันอายุ ๖๗ ปี สืบเชื้อสายศิลปินหนังตะลุงจากครูวอน ผู้เป็นปู่ และครูบุตร ผู้เป็นบิดา นายรพได้คลุกคลี่อยู่กับหนังตะลุงตั้งแต่เด็ก ฝึกการตีกลองตะลุง กลองโทน เป่าปี่ อยู่ในคณะของบิดา แต่เนื่องจากครูบุตรเสียชีวิตไปนายรพจึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับครูเทียน เพชรเอม ครูหนังที่มีชื่อเสียงในไผ่รอบ จังหวัดพิจิตร และจังหวัดใกล้เคียง เริ่มเชิดเป็นนายหนังตั้งแต่อายุ ๓๐ ปี แทนครูเทียน จนกระทั่งครูเทียนได้เสียชีวิตลงและมอบมรดกตัวหนังไว้ให้ ปัจจุบันเนื่องจากนายรพ แหล่งเมือง มีอายุมาก ไม่ค่อยได้เชิดหนัง แต่ก็ยังช่วยนายเขียน สิงห์ลอ ในการเป็นนักดนตรี เป่าปี่ประกอบการเชิดหนังตะลุง
           นอกจากนี้ การสืบค้นยังพบว่า การแสดงหนังตะลุงของชาวไผ่รอบ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ทั้งนายหนัง และนักดนตรี เป็นการรวมกลุ่มแสดงกันด้วยใจรักในศิลปะการแสดงทั้งสิ้น เพราะทั้งนายหนัง และนักดนตรี ซึ่งเป็นเกษตรกรมีงานด้านเถือกสวนไร่นาเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับการแสดงหนังตะลุงที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในจังหวัดที่อยู่ในภาคเหนือตอนล่าง แต่กลุ่มศิลปินเหล่านี้ก็ยังคงรักษา และภาคภูมิใจในศิลปะการแสดงแขนงนี้ พร้อมที่จะถ่ายทอด และแสดงออกให้ทุกคนได้เห็นถึงความสวยงาม ความสนุกสนาน ของหนังตะลุง ซึ่งยากที่จะได้เห็นภูมิภาคนี้

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
การจัดเก็บข้อมูลภูมิปัญญา ด้านศิลปะการแสดง ตามโครงการภูมิบ้าน ภูมิเมือง ประจำปี ๒๕๔๙ จังหวัดพิจิตรได้รับจัดเก็บข้อมูลภูมิปัญญา ด้านศิลปะการแสดง เรื่อง หนังตะลุง ตำบลไผ่รอบ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร จำนวน ๒ คณะ ได้แก่ คณะทอวันทอง ของนายเขียน สิงห์ลอ และคณะวัลลภน้อย ของนายรพ แหล่งเมือง ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาด้านประวัติความเป็นมาของชุมชน, ขนบและความเชื่อ วิธีการและขั้นตอน, กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอดการแสดง, ประวัตินักแสดงและนักดนตรี พร้อมทั้งข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
จากการสืบค้นประวัติหนังตะลุงตำบลไผ่รอบ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร พบว่านายหนังทั้ง ๒ คณะ มีถิ่นกำเนิดเดิมมาจากจังหวัดเพชรบุรี และมีเชื้อสายไทยทรงดำ สืบทอดการเชิดหนังตะลุงจากบรรพบุรุษซึ่งเป็นนายหนังที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูหนังจังหวัดชุมพร
นายเขียน สิงห์ลอ นายหนังตะลุงคณะ “ทอวันทอง” ปัจจุบันอายุ ๕๙ ปี มีความสนใจและรักการเชิดหนังตะลุงตั้งแต่เด็ก ติดตามครูวัน บุญสูงเพ็ชร นายหนังตะลุงที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น จนกระทั่งครูวัน รับเป็นศิษย์ ฝึกการเชิดหนัง และเริ่มเล่นครั้งแรกอายุ ๒๐ ปี พอถึงอายุ ๔๐ ปีก็เล่นแทนครูวัน และได้รับมรดกตัวหนังจากครูวัน บุญสูงเพ็ชร และเล่นหนังตะลุงมาจนถึงปัจจุบัน
นายรพ แหล่งเมือง นายหนังตะลุงคณะ “วัลลภน้อย” ปัจจุบันอายุ ๖๗ ปี สืบเชื้อสายศิลปินหนังตะลุงจากครูวอน ผู้เป็นปู่ และครูบุตร ผู้เป็นบิดา นายรพได้คลุกคลี่อยู่กับหนังตะลุงตั้งแต่เด็ก ฝึกการตีกลองตะลุง กลองโทน เป่าปี่ อยู่ในคณะของบิดา แต่เนื่องจากครูบุตรเสียชีวิตไปนายรพจึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับครูเทียน เพชรเอม ครูหนังที่มีชื่อเสียงในไผ่รอบ จังหวัดพิจิตร และจังหวัดใกล้เคียง เริ่มเชิดเป็นนายหนังตั้งแต่อายุ ๓๐ ปี แทนครูเทียน จนกระทั่งครูเทียนได้เสียชีวิตลงและมอบมรดกตัวหนังไว้ให้ ปัจจุบันเนื่องจากนายรพ แหล่งเมือง มีอายุมาก ไม่ค่อยได้เชิดหนัง แต่ก็ยังช่วยนายเขียน สิงห์ลอ ในการเป็นนักดนตรี เป่าปี่ประกอบการเชิดหนังตะลุง
นอกจากนี้ การสืบค้นยังพบว่า การแสดงหนังตะลุงของชาวไผ่รอบ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ทั้งนายหนัง และนักดนตรี เป็นการรวมกลุ่มแสดงกันด้วยใจรักในศิลปะการแสดงทั้งสิ้น เพราะทั้งนายหนัง และนักดนตรี ซึ่งเป็นเกษตรกรมีงานด้านเถือกสวนไร่นาเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับการแสดงหนังตะลุงที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในจังหวัดที่อยู่ในภาคเหนือตอนล่าง แต่กลุ่มศิลปินเหล่านี้ก็ยังคงรักษา และภาคภูมิใจในศิลปะการแสดงแขนงนี้ พร้อมที่จะถ่ายทอด และแสดงออกให้ทุกคนได้เห็นถึงความสวยงาม ความสนุกสนาน ของหนังตะลุง ซึ่งยากที่จะได้เห็นภูมิภาคนี้
ประวัติความเป็นมา
สุทธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์ ( ๒๕๔๑. หน้า ๒๒๑ – ๒๒๙) ได้กล่าวถึง ประวัติความเป็นมาของหนังตะลุง และขนบนิยมในการแสดง ไว้ดังนี้

การเล่นเงาโดยใช้รูปหนังที่นิยมในเอเชียอาคเนย์แบ่งได้เป็น ๒ แบบ คือ แบบแรกเป็นแบบหนังใหญ่ของไทยและหนัง “สเบก” (Nang Sbek) ของเขมร ซึ่งตัวรูปหรือหนังมีขนาดใหญ่และส่วนแขนติดนิ่งอยู่กับบ่าเคลื่อนไหวไม่ได้ แขนหนึ่งหรือแขน ๒ แขน แบบหลังนี้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางกว่าแบบแรก มีเล่นทั้งในชวา บาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย ลาว เขมร แบบหลังนี้เป็นแบบเดียวกับที่นิยมเล่นในภาคใต้ของประเทศไทย

เมื่อศึกษาจากประวัติและสภาพความเป็นจริงจะพบว่าหนังตะลุงแบบอินเดีย ชวา บาหลี มาเลเซียและไทยภาคใต้ มีความสัมพันธ์กันในหลายประการ เช่น ด้านธรรมเนียมการแสดง รูปหรือตัวหนัง ดนตรี ตลอดจนความเชื่อบางประการ แต่มีรายละเอียดแตกต่างกันตามวัฒนธรรมประเพณีและศาสนา และการพัฒนาการในการแสดงของแต่ละประเทศ โดยเฉพะหนังชวากับหนังตะลุงในภาคใต้ของประเทศไทย มีร่องรอยของความสัมพันธ์ที่มีต่อกันหลายประการ และต่างก็มีวัฒนธรรมของอินเดียประสมอยู่อย่างเด่นชัด

คนเชิดหนังตะลุงของชวาซึ่งเรียกว่า “ดาลัง” (Dalang) หรือที่ไทยเรียกในเรื่องอีเหนาว่า “ดาหลัง” นั้นมาจากคำภาษาสันสกฤตว่า “ ตาลางฺก” อันเป็นพระนามของพระอิศวรหรือพระศิวะ เป็นตัวแทนของเทพเจ้าแห่งศิลปะการบันเทิงของอินเดีย เทพองค์นี้หนังตะลุงภาคใต้นำมาใช้เป็นตัวสำคัญในการแสดงทุกครั้ง คือเป็นรูปพระอิศวรทรงโค อุสุภราช หรือที่ชาวภาคใต้เรียกว่า “รูปโค”

ซึ่งจะออกหลังจากออกรูปฤาษีแล้ว เพื่อสดุดีเทพแห่งความบันเทิง

ตามตำนานอินเดียว่าเมื่อใดพระศิวะเริงระบำ พระนันทิ ซึ่งโดยปกติเป็นเทพที่คงเป็นบุรุษ หัวเป็นโค ประดับอาภรณ์อย่างเทพ ก็จะนั่งตีตะโพนให้จังหวะ ต่อเมื่อพระศิวะจะเสด็จเดินทางพระนันทิจึงจะกลายร่างเป็นโคพาหนะทรงและคำว่า “นันทิ” นอกจากจะแปลว่าเสวกผู้ใหญ่ในพระศิวะแล้ว ยังหมายถึงผู้กล่าวอามุขบทละคร ผู้กล่าวเบิกโรงหรือผู้กล่าวอาศิรวาทด้วย ซึ่งตรงกับบทบาทของพระอิศวรในหนังตะลุงของภาคใต้

องค์พระอิศวรในหนังชวาจะเรียกว่า “พัตรคุรุ” (Betara Guru) ตรงกับสำเนียงมณฑลปัตตานีว่า “ปัตตาฆอคูฆู” และตรงกับที่ในอิเหนาเรียกว่า “ประตาระกาหลา” ซึ่งใช้คำ “กาล” อันเป็นนามหนึ่งของพระอิศวรต่อท้ายชื่อ

รูปหนังตะลุงชวานอกจากจะมีตัวละครตามชื่อในมหากาพย์เรื่องรามายณะและมหาภารตะแล้ว ยังมีตัวสำคัญตัวหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนของมนุษยชาติ คือ ตัว “สมาร์” (Semar) เป็นตัวตลก มีลักษณะหลายประการตรงกับรูปตลกสำคัญของหนังตะลุงของภาคใต้ เช่น มีแขนยาวเลยเข่าลงมา พูดจาอย่างไม่กล่อมเกลา มีความซื่อสัตย์ ฉลาด มีความเมตตากรุณา (คล้ายตัวสีแก้วของหนังตะลุง) และเป็นตัวที่อยู่ข้างฝ่ายธรรมะเสมอ

การเล่นหนังตะลุงทั้งในภาคใต้ของชวา นอกจากจะเล่นเพื่อความบันเทิงแล้ว ยังแสดงประกอบพิธีกรรม เช่น การเชิญวิญญาณบรรพบุรุษ ให้มาทำการอภิบาลครอบครัว พืชผล สัตว์เลี้ยง

หรือเพื่อขับไล่ความเจ็บป่วย ขับผีร้ายที่จะมาทำอันตราย และในโอกาสนั้นจะมีการเซ่นสังเวยด้วยอาหาร ดอกไม้ธูปเทียน มีพิธีกรรมประกอบคล้ายคลึงกัน

แนวการแสดงของหนังชวาคล้ายคลึงกับของภาคใต้ กล่าวคือ นอกจากเขาจะแสดงเรื่อง รามายณะ และมหาภารตะแล้ว ยังแสดงเป็นนิทานปรัมปราเกี่ยวกับการอธิบายที่มาของสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ การต่อสู้ระหว่าง สุร กับ อสุร เรื่องสิ่งที่มีอิทธิฤทธิ์และรูปร่างพิกลๆ หรือนิยายเกี่ยวกับแม่โพสพและความเมตตาของแม่โพสพและบางทีก็เป็นเรื่องจินตนิยมเกี่ยวกับ ความรักระหว่างเทพกับมนุษย์ ฯลฯ

นอกจากนี้ หนังมาเลเซีย (Wayang Kalit) หนังชวา (Wayang Yawa) ยังมีส่วนอื่นๆ ที่คล้ายกับหนังตะลุงของภาคใต้อยู่หลายประการ เช่น การปลูกโรงแสดงซึ่งทำเป็นรูปสี่เหลี่ยม ยกพื้นสูงและพื้นลาดไปข้างหน้า ส่วนหลังโรงแคบกว่าส่วนหน้าเล็กน้อย โรงแบบเดียวกันนี้มีในบาหลีด้วย และการวางโคมไฟระหว่างจอกับตัวนายหนัง การใช้หยวกกล้วยปักตัวหนัง การปักตัวหนังที่ยังไม่เชิดโดยแยกตัวหนังฝ่ายดี ฝ่ายชนะ (ฝ่ายธรรมะ) ไว้ทางขวามือ การให้นักดนตรีนั่งอยู่ข้างหลังของนายหนัง การเชิดประกอบเบ็ดเตล็ดไว้ทางซ้ายมือ การให้นักดนตรีนั่งอยู่ข้างหลังของนายหนัง ซึ่งสะดวกกว่าการที่จะเอารูปหนังไปติดแน่นกับจอโดยตลอด

ในการเล่นหนังตะลุงมีหลักฐานในวรรณกรรมท้องถิ่นว่าเล่นมานานแล้ว อย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แต่คำว่า “หนังตะลุง” เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ของกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ก่อนนี้คงเรียกว่า “หนัง” และบางทีก็เรียก “หนังควน” แม้ปัจจุบันนี้ชาวใต้จริงๆ ก็คงเรียกสั้นๆ ว่า “หนัง” คำว่า “หนังตะลุง” นั้นเป็นคำซึ่งชาวภาคกลางเรียกก่อนแล้วภายหลังชาวใต้บางคนจึงมาเรียกตาม

สุจิตรา มาถาวร (๒๕๔๖. หน้า ๖๙-๗๑) กล่าวว่า คำว่า “หนังตะลุง” เป็นคำที่นำมาใช้เรียก ทีหลัง เพื่อให้แตกต่างไปจากการละเล่นหนังใหญ่ ซึ่งคำว่า ตะลุง นั้นเกิดเป็นข้อสันนิษฐานกันมากมาย อาทิ

๑. มาจากคำว่า หลักตะลุง หรือหลักหลุง หมายถึง หลักล่ามช้าง เล่ากันมาชาวใต้ที่อพยพเมาในเมืองไทย และประกอบอาชีพเลี้ยงช้าง ในตอนกลางคืนจะมีการก่อไฟเพื่อไล่ยุง มีชายผู้หนึ่งเอาใบไม้มาจับเชิดเล่นอยู่หน้ากองไฟให้เกิดเงาของใบไม้ ปากก็ร้องรำทำเพลงประกอบการเชิด

ต่อมามีผู้นำไปดัดแปลงโดยใช้หนังแกะสลักและใช้ผ้าขึงกับเสาตะลุง(สำหรับล่ามช้าง) ทำเป็นจอ จึงเรียนว่า หนังเสาตะลุง ต่อมาออกสำเนียงเป็นหนังตะลุงซึ่งในบทไหว้ครูหนังตะลุงบางแห่งได้กล่าวไว้ดังนี้

ไหว้ครูหนังครั้งกระโน้นคนโบราณ

บุรพาจารย์ของหนังครั้งตะลุง

๒. ตะลุง เป็นคำที่ใช้เรียกอาณาจักรทางภาคใต้และชาวใต้ เช่น ในพงศาวดารเขมรตอนสร้าง นครธม ได้กล่าวไว้ว่า

“ เมืองสุโขทัยส่งส่วยน้ำ เมืองตะลุงส่งส่วยผ้าไหม เมืองละโว้ส่งส่วยปลาแห้ง...”

และยังมีบทพระราชนิพนธ์ เรื่องอิเหนาในรัชกาลที่ ๒ ในตอนอภิเษกอิเหนา กล่าวว่า

“ ช่องระทาหุ่นจีนงิ้วเล็ก

ละครแขกเล็กเล็กใส่หัวสูง

ราตรีนี้มีแต่ชาวตะลุง

ซัดกันนุงตามถนนแห่งกรวดลาว”

ฉะนั้น คำว่า ตะลุง อาจจะหมายถึงถิ่นกำเนิดของชาวใต้ก็เป็นได้

๓. ตะลุง หรือหลุง มาจากคำเรียกพวกรักษากองช้าง ซึ่งเกิดจากการที่มีนายกองรักษาช้าง ชื่อตานุ้ย เดินทางไปยะโฮร์แล้วได้นำการเล่นหนังกลับมาเผยแพร่

๔. ตะลุง มาจากการที่หนังจากเมืองพัทลุง หรือที่เรียกกันแต่เดิมว่าหนังควบ เดินทางเข้มาเล่นในกรุงเทพฯ ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ ๓ ซึ่งเรียกกันว่าหนังพัทลุง ต่อมาก็แผลงเป็นหนังตะลุง

๕. มาจากพวกไทลุง ซึ่งอพยพจากพม่าและได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคใต้ของไทย และอาจจะเป็นพวกแรกที่ได้นำการเล่นหนังมาแสดง จึงเรียกกันว่า หนังของไทยลุง

จากข้อสันนิษฐานของคำว่าตะลุงที่น่าจะใกล้ความเป็นจริงมากที่สุด ก็คือ การเดินทางของหนังจากเมืองพัทลุงที่เข้ามาแสดงในเมืองหลวงเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ ๓ ซึ่งก่อนหน้านี้ในรัชกาลที่ ๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการจัดตั้งคณะแสดงหนังตะลุง โดยเชิญครูหนังตะลุงมาจากพัทลุงเพื่อให้มาถ่ายทอดวิชาให้คณะหนังในเมืองหลวง แรกเริ่มยังคงเรียกกันว่า หนังพัทลุง แต่เมื่อเพี้ยนไปเป็นหนังตะลุง ก็ได้รับการยอมรับโดยแพร่หลาย

ในรัชกาลที่ ๕ ชาวบ้านควนมะพร้าว จังหวัดพัทลุง ได้นำหนังมาแสดงถวาย พระองค์ตรัสถามว่ามาจากไหน ทรงได้รับคำกราบบังคมทูลว่าหนังลุง ซึ่งก็หมายถึงหนังจากพัทลุงนั่นเอง

จากข้อสันนิษฐานจากท่านผู้รู้ทั้งหลายนี้ พอจะสรุปได้ถึงแห่งที่มาของหนังตะลุง ซึ่งปัจจุบันนี้การเล่นหนังตะลุงก็ได้กลายเป็นสมบัติการแสดงของประชาชนทางภาคใต้ไปแล้ว และหลายคนยังคงเรียกหนังตะลุงว่าหนังควนอยู่อย่างเดิม แต่ในความหมายแล้วก็คือหนังตะลุง นั่นเอง

เครื่องดนตรีสำหรับหนังตะลุง

วิเชียร วิรินทรเวช ( ๒๕๔๑. หน้า ๑๙๘ – ๒๐๑ ) กล่าวถึงเครื่องดนตรีภาคใต้ ไว้ว่า ด้านวัฒนธรรมทางศิลปะดนตรีของไทยใต้เป็นเอกลักษณ์ของไทยโดยแท้ แบ่งออกเป็น ๒ ตระกูล คือตระกูลเครื่องตี และตระกูลเครื่องเป่า ตระกูลเครื่องตี ได้แก่ ทับ โหม่ง กรับคู่ กรับพวง ฆ้อง กลองทน กลองปืด กลองโพน ตระกูลเครื่องเป่า ได้แก่ ปี่กาหลอ ปี่ไหน

เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดงหนังตะลุงมีประมาณ ๗-๘ ชิ้น คือ

๑. ทับ ทำด้วยไม้เนื้อแกร่ง หรือเนื้อแข็ง เช่น ไม้ชิงชัน ไม้ประดู่ ไม้ขนุน ไม้จำปา ขุดเนื้อในออกและแต่งรูปภายนอกให้เรียบร้อย หุ้มด้วยหนังค่างให้ตึงด้วยหวาย ขนาดของทับโดยทั่วไปหน้าทับเส้นผ่าศูนย์กลางยาว ๕ นิ้ว ความยาวตลอดลำตัวประมาณ ๑๓ นิ้ว คล้ายกลองยาว แต่ส่วนท้ายสั้นกว่า มีขนาดย่อมกว่า ทั้งสองลูกขนาดต่างกันเล็กน้อย ทำให้เสียงอาจมีความแตกต่างกันด้วย ทับเป็นเครื่องประกอบจังหวะ และทำนองที่สำคัญที่สุด ผู้บรรเลงดนตรีชิ้นอื่น ๆ ต้องคอยฟังจังหวะและทำนองของทับไว้ ถ้าทับบรรเลงทำนองใด จังหวะช้าเร็วอย่างไร ดนตรีอื่นต้องบรรเลงตามทั้งสิ้น ทับจึงเป็นหัวใจของดนตรีหนังตะลุงที่ขาดไม่ได้ ทับยังนำมาใช้ตีกำกับจังหวะประจำวงดนตรีไทยมาตรฐานด้วย แต่เปลี่ยนชื่อเรียกว่า “โทน ”

หนังตะลุงใช้ทับ ๒ ใบ ใบหนึ่งเสียงเล็กแหลม เรียกว่า หน่วยฉับสำคัญมากในฐานะตัวยืน ส่วนอีกใบเสียงทุ้ม เรียกว่า หน่วยเทิง ใช้เป็นตัวเสริม

๒. โหม่ง ๑ คู่ ใช้เป็นเครื่องกำกับจังหวะ ทำนองประกอบเสียงขับบท โหม่งมีอยู่ ๒ ประเภท คือ

โหม่งราง ทำด้วยเหล็กทุบให้เป็นแผ่นโดยอัดตรงกลางให้นูนขึ้นสำหรับตี ประกอบกันเป็นคู่โดยการร้อยเชือกหรือหนังแขวนไว้ในรางไม้ ใบที่ใช้ตีเป็นหลักมีเสียงแหลม เรียกว่า หน่วยโหม่ง หรือ หน่วยจี้ อีกใบหนึ่งใช้ตีประกอบมีเสียงทุ้ม เรียกว่า หน่วยทุ้ม

โหม่งหล่อ หล่อจากทองเหลืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วดุนให้ส่วนที่จะตีสูงกลมขึ้นกลางแผ่น เรียกว่า โหม่งฟาก ก่อนใช้โหม่งแสดงหนังนายหนังจะทำพิธีเบิกโรงเสกหมากชัดโหม่งเสียก่อนเช่นเดียวกับทับที่ต้องเสกหมากซัดทับด้วย เพราะเชื่อกันว่า การซัดโหม่งและทับจะทำให้มีเสียงไพเราะ นุ่มนวล ทำให้คนฟังหลงใหลได

๓. กลอง ใช้กลองขนาดเล็ก มีหนังหุ้มสองข้าง หน้ากลองเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างประมาณ

๘-๑๐ นิ้ว มีความยาวประมาณ ๑๐-๒๐ นิ้ว หัวและท้ายเล็กกว่าตรงกลางเล็กน้อย ใช้ไม้ตีสองอัน

เวลาตีจะมีเสียงเล็ก บางแห่งเรียกว่า กลองตุก

๔. ปี่ไหนหรือปี่ใน ๑ เลา ปัจจุบัน ปัจจุบันแม้จะมีเครื่องดนตรีอื่น ๆ มาผสม เช่น

ออร์แกน จะเข้ กีตาร์ ขลุ่ย แต่ก็ยังต้องอาศัยปี่เป็นพื้นฐานอยู่เช่นเดิม

๕. ฉิ่ง ๑ คู่ เป็นเครื่องตีให้จังหวะ ทำจากโลหะอย่างหนา รูปร่างคล้ายถ้วย ตรงกลางเจาะรู

ร้อยเชือกติดกันเป็นคู่ ๆ ใช้ตีเข้าจังหวะกับโหม่ง

๖. กรับ ใช้เป็นเครื่องประกอบจังหวะ ตีขัดกับจังหวะโหม่งบางแห่งใช้ฉิ่ง

โดยหลักแล้วดนตรีทั้ง ๖ ชนิดนี้ถือว่าเป็นเครื่องดนตรีสำหรับการเล่นหนังตะลุง แต่ในบาง

คณะยังมีเครื่องดนตรีอื่นประกอบอีก เช่น ซอด้วง เป็นต้น

การแสดงหนังตะลุง ตำบลไผ่รอบ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร

จากการสืบค้นประวัติของหนังตะลุงตำบลไผ่รอบ ดูเหมือนว่าต้นกำเนิดการแสดงหนังตะลุงดั้งเดิมนั้นมาจากอาจารย์เทียน เพชรเอม ผู้ซึ่งอพยพมาจากจังหวัดเพชรบุรี เป็นชาวไทยทรงดำ ได้เรียนรู้การเชิดหนังตะลุงมาจากครูหนังจังหวัดชุมพร ฝีมือการเชิดตัวหนังของอาจารย์เทียน เป็นที่ชื่นชอบมีคนนิยมดูกันมาก เล่ากันว่าอาจารย์เทียนสามารถสะกดคนดูได้ ถ้างานไหนมีมหรสพอื่น ๆ เช่น ลิเก ถ้ารู้ว่าอาจารย์เทียนมาแสดงหนังตะลุง ก็จะนำเครื่องขันห้ามาขอขมา

อาจารย์เทียน เพชรเอม มีศิษย์สืบทอดเป็นนายหนังตะลุง ได้แก่ อาจารย์วัน บุญสูงเพ็ชร นายหนังตะลุงคณะ “ทอวันทอง” ซึ่งเป็นอาจารย์ของลุงเขียน สิงห์ลอ สำหรับลุงรพ แหล่งเมือง ก็ได้รับการครอบครูจากอาจารย์เทียน เพชรเอม และได้ตัวหนังของอาจารย์เทียน เพชรเอม ใช้ในการแสดงจนถึงปัจจุบัน อาจารย์เทียน เพชรเอมได้เสียชีวิตเมื่ออายุ ๘๙ ปี ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ณ บ้านไผ่รอบ

สำหรับอาจารย์วัน บุญสูงเพ็ชร เมื่อเป็นนายหนังตะลุง ก็ได้รับความนิยมมากเช่นเดียวกัน และได้รับลุงรพ สิงห์ลอ ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นเด็ก ได้ติดตามอาจารย์วัน ได้เรียนรู้ศิลปะการแสดงหนังตะลุง ได้รับการครอบครูรับเป็นศิษย์ และได้รับมอบมรดกตัวหนัง และใช้ชื่อคณะ”ทอวันทอง” จนทุกวันนี้
สาขา/ประเภท
ลำดับขั้นตอนการแสดง
ขั้นตอนการแสดงหนังตะลุง
- โรงหนัง (ในอดีต) จากการบอกเล่าของลุงรพ และลุงเขียน นายหนังตะลุงบ้านไผ่รอบ ว่า
แต่เดิมนั้นโรงหนัง ใช้เกวียน ๒ เล่ม เทียมกัน
ตั้งเสา ๔ ต้น ใช้ไม้พาดบนเกวียน พื้นปูกระดานให้เท่ากับคณะที่จะนั่ง หลังคามุงแฝก หรือมุงหญ้าคา จอหนังใช้จอธรรมดา ทำจากผ้าดิบสีขาว นำมาขึงให้ตึง ขอบมีสีแดง เขียว ใช้แสงสว่างจากตะเกียงโป๊ะ ใช้น้ำมันก๊าด หรือตะเกียงเจ้าพายุ
ปัจจุบันการตั้งโรงและจอหนังโดยทั่วไปใช้พื้นที่ราว ๒- ๓ เมตร ยกพื้นด้วยเสา ๔ เสาสูงกว่าระดับศีรษะ ใช้ผ้าใบปิดกั้นเป็นหลังคา และผนังทั้ง ๓ ด้าน ด้านหลังโรงจะมีบันได และที่สำหรับขึ้นลงได้ ส่วนด้านหน้านั้นเปิดไว้สำหรับขึงจอซึ่งเป็นผ้าสีขาวประมาณ ๓.๕๐ เมตร เย็บริมด้วยผ้าสีแดงและน้ำเงิน ขอบจอเจาะเป็นห่วงเรียกว่า หูราม ทำเป็นระยะโดยรอบ หูรามใช้สำหรับร้อยเชือกหรือเรียกว่า หนวดราม สำหรับขึงจอให้ตึง ส่วนหลังคาทำเป็นเพิงหมาแหงน ภายในโรงด้านจอ จะมีต้นกล้วยสดวางนอนไว้สำหรับปักรูปหนังที่จะแสดง และอีก ๑ – ๒ ต้น ไว้ข้างซ้าย และขวา สำหรับปักตัวหนังอื่น ๆ โดยปักแยกฝ่ายธรรมะ และอธรรม ถ้าไม่พอก็จะขึงเชือกเพื่อแขวนตัวหนังอื่น ๆ อีกด้วย ปัจจุบันใช้แสงสว่างจากไฟฟ้าหลอดขนาด ๒๐๐ - ๕๐๐ แรงเทียน
ด้านความเชื่อเรื่องทิศทางการปลูกโรง (การตั้งโรงหนังตะลุง)
เมื่อถึงบ้านเจ้าภาพ นายหนังตะลุง จะกล่าวคาถาทักทายผีสางเทวดา เมื่อถึงโรงหนังจะเดินเวียนโรงทำพิธี ปัดเสนียดกันตัว เอาเครื่องต่าง ๆ ขึ้นทางด้านหน้าของโรง และเมื่อขึ้นโรงแล้วจะทำพิธีตั้งเครื่องเบิกโรงขอขมา ขอขมาพระภูมิเจ้าที่ แม่ธรณี ลงยันต์ ที่นั่งปัดเสนียด และถ้าโรงหนังที่มีคณะอื่นมาแสดงก่อน จะทำพิธีล้างอาถรรพณ์ คือ ทำความสะบัดเสื่อปูโรงเปลี่ยนหยวกกล้วยที่ปักรูปเพื่อกันตัวหนัง จะเสกหมากใส่หยวกเหน็บตะเกียง โดยเหน็บบนหลังคาโรงเหนือศีรษะ และทำการขึงสายกันจนรอบตัวโรง อ่านคาถานั่งจักษุ กันฝ่ายตรงข้ามทำร้าย และตอนเล่นจะว่าคาถาเรียกพระธรรมใส่ร่างนายหนัง ทำให้มีเสน่ห์ และท่องคาถาเรียกคนดู คาถาผูกคน เสกน้ำลายอากาศ ชุบรูปให้มีวิญญาณเบิกปาก เบิกคาถารูป
- ตัวหนัง (รูปหนัง)
คุณลุงรพ แหล่งเมือง บอกกับผู้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันคุณลุงรพ มีตัวหนัง ๑๐๐ กว่าชีวิต จาก
มรดกที่รับจากอาจารย์เทียน และรวมของคุณลุงรพเอง ที่รับจากอาจารย์เทียน เพชรเอม ตัวหนังและหีบหนังที่สานด้วยไม้ไผ่ที่อาจารย์มอบให้นับแล้วมีอายุกว่า ๑๐๐ ปี ก็ว่าได้ และไม้ที่เชิดตัวหนังเป็นไม้ไผ่ธรรมดา ไม่มีชื่อเรียกเฉพาะตัว ตัวหนังตัวหลัก ๆ ของลุงลพจะมี ตัวฤาษี ตัวทศกัณฑ์
ตัวพระ ตัวนาง ตัวตลก ตัวไอ้แก้ว ตัวโกง และตัวยักษ์ ที่ได้รับมรดกจากอาจารย์เทียน เพชรเอม
ปัจจุบันตัวหนังของคุณลุงเขียน สิงห์ลอ มีตัวหนังที่แสดงจำนวน ๑๐๐ กว่าชีวิต และที่เป็นตัวหลักจะมี ตัวฤาษี ตัวพระนารายณ์ ตัวทศกัณฑ์ ที่ได้รับมรดกจากอาจารย์วัน บุญสูงเพ็ชร
รูปแบบการแสดง
การสร้างแบบหนังตะลุง ของลุงเขียน สิงห์ลอ
เวลาตัวหนังชำรุด ซ่อมแซมตัวที่ชำรุดขึ้นมา และถ้าตัวไหนเสียหายซ่อมไม่ได้ทำขึ้นมาใหม่ คุณลุงเขียนสามารถทำขึ้นมา โดยไม่ต้องมีการสร้างแบบ คือ นำตัวที่จะทำมาไว้ข้างแบบ และวาดลงบนกระดาษ คือ ดูจากตัวจริงที่ชำรุดวาดขึ้นมาเสร็จแล้วนำมาฉลุลายด้วยเครื่องมือ มี ซิว ตัวหนัง ๑ ตัว มีอายุการใช้งานจนถึง ๑๐ ปี
ขั้นตอนสุดท้าย หลังจากทำตัวหนังเสร็จ จะนำมาเจาะใส่ตา มีการยกครูทำน้ำมนต์ ขอขมาหนัง เพื่อขอเจาะตา และค่าครู ๑๒ บาท
การเก็บตัวหนังลุงเขียนจะเก็บตัวหนังใส่หีบไม้ ส่วนของลุงรพ จะใช้แผงไม้ไผ่เก็บตัวหนัง
วิธีการเก็บตัวหนัง คือ จะเก็บให้เรียบร้อย คือ รูปสัตว์ บ้าน จะอยู่ล่าง และเหล่าเสนาอยู่กลาง และตัวฤาษี พระลักษณ์ พระรามอิศวร ทศกัณฐ์จะอยู่ข้างบน ตัวพระ ตัวนาง และตัวรอง
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
บทพากย์
หนังตะลุง ตำบลไผ่รอบมีแนวทางการสืบทอดวัฒนธรรมการแสดงจากชาวไทยทรงดำ
และแสดงอยู่ในจังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ดังนั้น นายหนังตะลุงจึงมีลีลาการใช้ภาษาที่ใช้ในการพากย์ตัวหนังหลากหลายภาษา เช่น ภาษาไทยกลาง จะใช้พากย์กับตัวพระราชา ตัวเอก นางเอก และตัวเจ้าทอง ซึ่งเป็นตัวแทนนายหนังตอนบอกเรื่อง ภาษาไทยอีสาน จะใช้กับตัวเสนา ภาษาไทยทรงดำจะใช้กับตัวเสนาติดตามพระเอก ภาษาใต้ก็จะใช้กับตัวฤาษี หรือตัวพระอาจารย์ในท้องเรื่อง เจ้าแก้ว

ตัวอย่างบทร้อง

บทร้องออกพระฤาษี ของลุงรพ แหล่งเมือง “ฤาษีแต่งตัว”
จะกล่าวถึงองค์พระมุณี ฤาษีไพร
ศิวิไลอยู่ยังบันศาลา วันนี้อาวรณ์ ร้อนอุรา
ตานาคาจะเข้าไปยังกลางไพร
หยิบเอาสะยงเข้ามานุ่ง หยิบเอาตะพดรัดพุง
หมายจะเข้ากลางไพร หยิบเอาจีวรเข้ามาครอง
ตาฤาษีทองหยิบเอาถุงย่ามมาตะพาย
อีกทั้งมือขวาหยิบเอาตะละปัตมากำไว้
อีกทั้งมือซ้ายก็ถือเอาไม้เท้าทอง
แต่งตัวเสร็จผันทันเวลาตานาคา
ซอยเท้าออกจากศาลา
บทร้องฤาษีเก็บดอกไม้ ของลุงรพ แหล่งเมือง
แต่พอมาถึงยังป่า จะชมดอกพฤกษามากมายหลายพันธุ์
โน้นดอกโศก ดอกรัก โน้น โน้นดอกรักขี้แล้ง มีดอกดำ ดอกแดง
สารพันมากมี โน้นดอกเต็ง ดอกรัง อยู่ตามทางหอมหวน
โน้นจำปีลำดวน มีอยู่กลางไพร โน้นการะเกดดอกแก้ว
มีอยู่แนวเป็นทิว โน้นดอกแต้ดอกติ้ว เกิดเป็นทิว มากมาย
โน้นอีนูนนม นางมีทั้งคะนางไข่เน่า เดินดงหน้าหนาว
มาเจอเนินแล้วอยากจะนอน ตานาคาเก็บดอกไม้ได้ไว้ดมดอม
ดูดี ๆ หอม ๆ แล้วก็ค่อยเดินดง ตาฤาษีเก็บดอกไม้ใส่ย่ามมา
ตานาคาซอยเท้าเอยกลับกุฎี

๓) เพลงที่ใช้ในการแสดงหนังตะลุง จะใช้เพลงโหมโรง จะไม่มีเนื้อเพลงใช้การตี ผสมผสานกันมาเป็นเพลงจากที่ได้ยินมา ตีตามธรรมชาติไม่มีแบบแผน
- เพลงโหมโรง - เพลงเชิด
- เพลงออกรูปฤาษี - เพลงออกรูปเทวดา
- เพลงออกรูปมนุษย์ - เพลงออกรูปยักษ์
- เพลงออกรูปลิง - เพลงออกรูปทศกัณฑ์
- เพลงออกรูปสัตว์ ปีศาจเพลงรบ - เพลงออกรูปตัวตลก
อุปกรณ์
เครื่องดนตรีสำหรับหนังตะลุง ที่สำคัญมีทับกับโหม่ง ทับเป็นเครื่องกำหับจังหวะ ลีลาและบทบาท โหม่งประกอบเสียงให้ฟังไพเราะ ส่วนดนตรีอื่น ๆ เป็นเครื่องปรุงจังหวะให้ครึกครื้นน่าฟังขึ้น เช่น ฉิ่ง ปี่ ฉาบ เป็นต้น
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
คุณลุงรพ แหล่งเมือง
ประวัติส่วนตัว
ชื่อ นายรพ แหล่งเมือง นับถือ ศาสนาพุทธ
บ้านเลขที่ ๑๑ หมู่ที่ ๑๗ ตำบลไผ่รอบ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร
เกิด วันอังคาร เดือน มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ ปีขาลปัจจุบัน อายุ ๖๗ ปี สถานที่เกิด บ้านเลขที่ ๑๑ หมู่ที่ ๑๗ ตำบลไผ่รอบ อำเภอ โพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร
ชื่อบิดา นายบุตร แหล่งเมือง ชื่อมารดา นางยอด แก้วแหวน
บิดาและมารดาเป็นชาวเพชรบุรีอพยพมาอยู่ที่ไผ่รอบ จังหวัดพิจิตร
จำนวนพี่น้อง ๒ คน ชาย ๑ คน หญิง ๑ คน
ประวัติการแสดงหนังตะลุง
- เริ่มคลุกคลีกับหนังตะลุง
ลุงรพ แหล่งเมือง คลุกคลีกับการเล่นหนังตะลุงมาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ชั้นประถมปีที่ ๔ ได้ติดตามพ่อบุตร ซึ่งเป็นเพื่อนกับ อาจารย์เทียน เพชรเอม ไปแสดงตามงานต่าง ๆ จากการติดตามพ่อไปเล่นหนังตะลุงทำให้ลุงรพ เล่นเครื่องดนตรีได้ทุกชนิด เพราะก่อนมาเล่นหนังตะลุง เล่นตีระนาดกับคณะบุญส่ง ซึ่งเรียนกับอาจารย์โนรี ทิวทอง ซึ่งเป็นศิลปินหนังตะลุงเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยได้เล่นหนังตะลุง เล่นลิเกมากกว่า มาก่อน และด้วยพ่อบุตร
พ่อของลุงรพ เป็นนายเชิดหนังตะลุง ใช้ชื่อว่า “ คณะครูบุตร ” ได้สืบทอดการเชิดหนังตะลุงมาจากปู่วอน ผ่าทอง ต่อมาพ่อบุตรได้เสียชีวิต ลุงรพจึงมีประสบการณ์การเชิดหนังตะลุงมาจากพ่อบุตร คือ ตีกลองตะโพน และได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับครูเทียน เพชรเอม



ชื่อ นายเขียน สิงห์ลอ นับถือ ศาสนาพุทธ
บ้านเลขที่ ๘๓ หมู่ที่ ๑ ตำบลไผ่รอบ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร
เกิดวันพฤหัสบดีที่ ๕ เดือน เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๐
ปัจจุบันอายุ ๕๙ ปี
สถานที่เกิด บ้านเลขที่ ๕๖ หมู่ที่ ๗ ตำบลไผ่รอบ อำเภอ
โพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร
ชื่อบิดา นายพุทธ ชื่อมารดา นางเฉลียว สิงห์ลอ บิดาและมารดาเป็นคนเพชรบุรี อำเภอ เขาย้อย จังหวัดพิจิตร

- เริ่มคลุกคลีกับหนังตะลุง
คุณลุงเขียน มีความสนใจและรักการเชิดหนังตะลุงมาตั้งแต่เด็ก เพราะได้ติดตามอาจารย์วัน บุญสูงเพ็ชร ไปแสดงเกือบทุกที ที่มีคนมาติดต่อให้คณะไปแสดง ซึ่งในตอนนั้นใช้ชื่อว่า “ คณะทอวันทอง” มาตั้งแต่แรก ตอนลุงเขียนอายุ ๗ ขวบ อาจารย์วัน อายุประมาณ ๔๐ ปี ลุงเขียนได้ฝากตัวเป็นศิษย์ต่ออาจารย์วัน ตอนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ และตอนอายุ ๗ ขวบ เล่น “ กลองตะโพน” เป็นครั้งแรกและเล่นมาโดยตลอด
- เริ่มฝึกหัดเป็นนายหนัง
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
ที่ปรึกษา
นายเผ่าพงษ์ สมนิล ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร
นายอมร กิตติกวางทอง วัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร

ฝ่ายข้อมูลสารัตถะ :
๑. นายอำพล เพ็ญศรี นักวิชาการวัฒนธรรม ๗ ว
๒. นางปราณี ศิริกุลเสถียร นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
๓. นางสาวสุนีย์ ไทยวิจิตร นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
๔. นางกฤติกา นิลเพชร นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
๕. นางยุพาพิน ตาลเลี้ยง นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
๖. นางสาวปรีชญา นิลนารถ นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
๗. นางสุรีย์พร ผดุงฉัตร นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
๘. ส.ต.ท.หญิงนุชรินทร์ ธีระบุญยะ นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
๙. นางสาวนาตยา อุดร นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว (เลขานุการ)
๑๐. นางสาวทิพวรรณ งามพาณิชยกิจ นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว (ผู้ช่วยฯ)

ฝ่ายบันทึกเสียง :
๑. นายภาณุวัตร ปิดป้อง นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
๒. นางสาวปริณดา สิงห์ลอ นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
ฝ่ายข้อมูลภาพนิ่ง :
๑. นางสาวนาตยา อุดร นักวิชาการวัฒนธรรม
๒. นางสาวทิพวรรณ งามพาณิชยกิจ นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
๓. นางสาวปรีชญา นิลนารถ นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
ฝ่ายบันทึกภาพเคลื่อนไหว :
๑. นายภาณุวัตร ปิดป้อง นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
๒. นางสาวนาตยา อุดร นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว
๓. นายเฉลา เมืองเหลือ ช่างภาพอาชีพ
  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    5920 views