พิมพ์

เต้นรำอาข่า

ชื่อรายการ
เต้นรำอาข่า
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

การศึกษาข้อมูลศิลปะการแสดง “ เต้นรำอาข่า ” เป็นการศึกษาเพื่อศึกษาภูมิปัญญาด้าน
ศิลปะการแสดง “เต้นรำอาข่า” ของจังหวัดเชียงราย เพื่อศึกษาแนวทางการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านศิลปะการแสดง “เต้นรำอาข่า” ให้คงอยู่ต่อไป กลุ่มที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ หมู่บ้านอาผ่าพัฒนา หมู่ที่ ๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ร่วมกับการสังเกตมีส่วนร่วม เครื่องบันทึกเสียง และกล้องบันทึกภาพ
การวิเคราะห์ข้อมูลในการเก็บข้อมูลศิลปะการแสดง “ เต้นรำอาข่า ” โดยนำข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมมาจัดหมวดหมู่ รวบรวมนำเสนอในรูปของการพรรณนาประกอบความเรียง
ผลการศึกษาศิลปะการแสดง “ เต้นรำอาข่า ” ของชาวอาข่า เกิดขึ้นและสืบทอดมาจากบรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน ส่วนรูปแบบและวิธีการแสดงนั้น พบว่าแต่เดิมการเต้นอาข่าเป็นการเต้นรำประกอบงานรื่นเริงของชาวอาข่า ในงานประเพณี พิธีกรรมของอาข่า บทเพลงในการร้องเป็นลักษณะสื่อจีบสาว การสั่งสอน การสอบถามการเรียนรู้ซึ่งกันและตลอดจนร้องเพลงแสดงความดีใจ เสียใจ อีกทั้งร้องเพลง (สวด) เพื่อส่งดวงวิญญาณไปสู่สวรรค์

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
การศึกษาศิลปะการแสดง “ เต้นรำอาข่า ” ของหมู่บ้านอาผ่าพัฒนา หมู่ที่ ๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาภูมิปัญญาด้านศิลปะการแสดง “ เต้นรำอาข่า ” ของจังหวัดเชียงราย และเพื่อศึกษาแนวทางการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านศิลปะการแสดง “ เต้นรำอาข่า ” ของหมู่บ้านอาผ่าพัฒนา ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ให้คงอยู่ต่อไป ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่เป็นขั้นตอนและชัดเจนถึงเนื้อหาสาระของการศึกษา
ประวัติความเป็นมา
ประวัติความเป็นมาของศิลปะการแสดง “ เต้นรำอาข่า ”

ในการแสดงเต้นรำอาข่า ของชาวอาผ่าพัฒนา หมู่ที่ ๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ได้กล่าวว่า ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ เกิดมาก็เห็นการแสดงเต้นรำอาข่า ต่อมาวัยรุ่นก็ได้รับการฝึกฝน หรือได้รับการถ่ายทอดการแสดงเต้นรำอาข่าจากผู้ใหญ่ บทเพลงที่ใช้ร้องประกอบการเต้นการแสดงเต้นรำอาข่า มีจำนวน ๓ เพลง และมีท่าเต้น จำนวน ๓ ท่า ซึ่งในการเต้นรำนั้นจะเต้นท่าเดียวตลอดจนจบเพลง ๑ เพลง แล้วเต้นต่อเนื่องเพลงที่ ๒ พร้อมเปลี่ยนท่าเต้น และต่อด้วยเพลงที่ ๓ พร้อมเปลี่ยนท่าเต้น ตามลำดับดังนี้

๑. เพลงป่าหม่ออาเล เป็นเพลงที่มีความหมายเชิงบรรยายถึงเครื่องแต่งกายอันสวยงามของชาวเผ่าอาข่า

๒. เพลงเล้โหล่ เป็นเพลงที่บรรบายถึง หญิงสาวชาวอาข่าไปเก็บก๋ง (ดอกหญ้าหรือดอกไม้กวาด) เพื่อจะนำมาทำเป็นเครื่องประดับหมวก ประจำตัวของหญิงสาว

๓. หล่อหลีเงี้ยว เป็นเพลงที่บรรยายถึงผู้หญิงที่เจียมเนื้อเจียมตัว เพราะคิดว่าตัวเองมีความยากจน ซึ่งทำให้ไม่อยากสบตาหรือพูดคุยกับชายหนุ่มที่มีฐานะร่ำรวย

อย่างไรก็ตามเพลงอาข่าที่ใช้ร้องนั้นมีหลายประเภท แต่ละประเภทมีความแตกต่าง ในเชิงทำนองเนื้อหา
การกระจายตัว
บทบาทและหน้าที่ของศิลปะการแสดง “ เต้นรำอาข่า ”
การแสดงเต้นรำอาข่า ของชาวอาผ่าพัฒนา หมู่ที่ ๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีบทบาทดังนี้
๑. เพื่อความสนุกสนาน
๒. เป็นการถ่ายทอดความรู้ด้านวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ของชาวอาข่า
๓. เป็นการจีบระหว่างหนุ่มกับสาวในหมู่บ้าน
๔. เป็นการแสดงที่ได้นำไปประกอบในการจัดงานประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ ในหมู่บ้าน
๕. เป็นการแสดงเพื่อป้องกันผีมารบกวนหมู่บ้านของตนเอง
๖.นำการแสดงเต้นรำอาข่าไปแสดงต่างจังหวัดที่ได้รับการเชิญ หรือในงานตามเทศกาล
ประเพณีประจำปีของจังหวัดเชียงราย เช่น งานพ่อขุนเม็งรายมหาราชประจำปี


กระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอดศิลปะการแสดง “ เต้นรำอาข่า ”
การแสดงเต้นรำอาข่า เป็นการแสดงกระบวนการถ่ายทอดความรู้ด้านจังหวะ ท่าทางการเต้นรำอาข่า โดยจะมีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ในช่วงเวลาตอนเย็นที่ชนเผ่าอาข่าเสร็จสิ้นภาระกิจหน้าที่การงานแล้ว ในการแสดงนี้สืบเนื่องเป็นเวลาช้านาน และจะมีการแสดงในลานหมู่บ้านทุกเดือนในช่วงท้องฟ้าสว่าง
สาขา/ประเภท
ขนบ
การแสดงเต้นรำอาข่า เป็นการแสดงที่จัดขึ้นเฉพาะที่เป็นประเพณี/พิธีกรรมของแต่ละเดือนของชาวอาข่า โดยหมู่บ้านของชาวอาผ่าพัฒนา หมู่ที่ ๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย กล่าวว่าจะไม่มีการไปแสดงที่นอกหมู่บ้านหรือนอกสถานที่ ไม่มีการรับจ้างใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้จะถือว่าเป็นการลบหลู่บรรพบุรุษของชาวอาข่า ( ผิดผี ) และเป็นการแสดงเพื่อป้องกันผีมารบกวนหมู่บ้านของชาวอาข่า
ลำดับขั้นตอนการแสดง
การแสดงเต้นรำอาข่า จะเป็นลักษณะการเต้นท่าเดียวตลอดจนจบเพลง ๑ เพลง โดยมีขั้นตอนในการแสดงดังนี้
๑. ผู้แสดงทุกคนแต่งกายด้วยชุดอาข่าแต่ละกลุ่ม โดยหมู่บ้านอาผ่าพัฒนา มี ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มหล่อมี้ และกลุ่มอุ๊โละ
๒. ผู้แสดงทุกคนยืนเรียงแถวหน้ากระดาน โดยมีการเกาะแขนของคนด้านข้างทั้ง ๒ ข้าง
๓. ผู้แสดงทุกคนเต้นรำ พร้อมประกอบกับร้องเพลงไปด้วย โดยพร้อมเพรียงกัน
๔.ผู้แสดงเต้นเป็นวงกลมโดยทุกคนจะเต้นเป็นจังหวะตามเสียงกลอง โดยจะเต้นจากด้านซ้ายไปยังด้านขวาอย่างพร้อม เพรียงกัน
๕. เต้นแบบลาวกระทบไม้ เป็นการเต้นที่เน้นในเนื่องของจังหวะ โดยผู้หญิงจะมีกระบอกไม้ไผ่สำหรับกระทบไม้แล้วให้ เกิดเสียงดัง และผู้ชายก็อาจเต้นเป็นวงกลมล้อมรอบผู้หญิงก็ได้
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
เพลงและบทร้องของชาวอาข่ามีบทเพลงหลายชนิด เช่น บทเพลงของอาข่า “อ่าข่าด่อช้า” ( Aq kaq dawq cal ) เพลงอาข่า เป็นการร้องเพลง นอกจากเป็นสื่อสร้างความสนุกสนานแล้ว การร้องเพลงยังใช้เป็นสื่อจีบสาว สั่งสอน สอบถามการเรียนรู้ซึ่งกัน และตลอดจนร้องเพลงแสดงความดีใจ เสียใจ อีกทั้งร้องเพลง(สวด) เพื่อส่งดวงวิญญาณไปสู่สวรรค์ ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาที่ถูกบรรจุไว้ในบทเพลงที่ชนอาข่าใช้มา

เพลงร้องตามพิธีกรรม
บทเพลงที่ร้องตามพิธีกรรม /ประเพณี เป็นลักษณะการร้องเพลงเพื่ออวยพร เช่น
พิธีแต่งงาน กินข้าวใหม่ ขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ เพลงที่ใช้ร้องในงานนี้เรียกว่า “ส่า ยิ ยิ “ Shaq ziv ziv ส่วนใหญ่จะอยู่ในวงอาหารเป็นหลัก ซึ่งเพลงในส่วนนี้สามารถร้องกลางคืนกลางวันก็ได้ และช่วงที่มีพิธีกรรมงานศพ ก็จะมีการร้องอีกเช่นกัน เรียกว่า “อ่าชีเชอ” aq cil ccu “คื้อเด้อกือ” kuil deul gui “ด้าป๊ะกือ” Dail pav gui “ช้อเง้วๆ” Tsawl ngoel ngoel เป็นต้น และมีบทเพลงร้องลักษณะการสวด ในงานศพ เรียกว่า “แหนะโท้โท้” Nehvq tol tol
เพลงร้องในเทศกาลประเพณี
บทเพลงที่ร้องช่วงเทศกาลประเพณี เช่น เทศกาลประเพณีโล้ชิงช้า ชาวอาข่าเรียกว่า
“หละเฉ่อด่อข่อ ” Lavq ceuq dawq kawq หรือการร้องตะโกนต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือนของหนุ่ม ๆ หรือเด็กวัยรุ่นชาวอาข่า เรียกว่า “ถ่องโข่ กู้-เออ” Tahq qoq gul-eu

เพลงร้องนอกเขตชุมชน
เพลงที่ร้องนอกชุมชน กลุ่มอาข่าอู่โล้ เ รียกว่า “ อาแย้ช้า ” A yehl cal ส่วนกลุ่มอาข่า
ลอมี้ เรียกว่า “ อ่าชีกู้ ” Aq cil gul เป็นบทเพลงที่ร้องเกี่ยวกับวิถีชีวิตการทำมาหากิน ความรัก ความเหงา ความจน หรือ ความเกียจคร้าน ซึ่งจะร้องเพลงได้ก็ต้องอยู่นอกเขตชุมชน คือ เขตพ้นจากประตูหมู่บ้านไป จึงจะร้องได้
บทเพลงร้องกลางคืนในชุมชน
เพลงร้องกลางคืน สำหรับบทเพลงประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นการร้องในลานเที่ยว
ชุมชนอาข่า เรียกว่า “ แด ข่อง ช้าด่อ ” Deh qawq cal dawq การร้องเพลง จะมีการไปรวมตัวใน ลานเที่ยวของหมู่บ้าน ซึ่งร้องในลักษณะเป็นกลุ่ม เดี่ยว หรือร้องตามๆ กันในยามค่ำคืนในชุมชน
อุปกรณ์
เครื่องดนตรีประเภทเป่า ได้แก่
แคน (หละเจ่) เป็นเครื่องดนตรีที่นิยมเล่นกันของผู้ชายอาข่า ซึ่งจะเล่นในเวลาที่ว่างหรือช่วงประเพณีต่าง ๆ โดยใช้บริเวณลานวัฒนธรรมชุมชนเป็นสถานที่เล่น หรือเล่นระหว่างทางไปท่องเที่ยวต่างหมู่บ้าน เพื่อส่งเสียงให้ผู้คนได้ยิน เครื่องแคนของอาข่ายังไม่พบว่าเกิดขึ้นในช่วงใด หรือมีตำนานกล่าวว่าอย่างไร จากที่ได้สอบถามข้อมูลกับผู้เฒ่าผู้แก่ของอาข่าได้ความว่า เมื่อก่อนชาวอาข่าทำแคนขึ้นมาเอง แต่ไม่สามารถที่จะเล่นได้เพราะไม่รู้จังหวะ และวิธีการเป่า แต่เนื่องจากชาวอาข่าสื่อสารกับผีได้ ซึ่งผีสามารถที่จะเป่าแคนได้ ชาวอาข่าจึงเรียนรู้จังหวะ และวิธีการเป่าแคนมาจากผี ซึ่งความรู้นั้นจึงตกทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน
คนอาข่าเชื่อกันว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้าง ผี หรือ "แหนะ" ขึ้นมา เช่น ผีแม่น้ำ ผีเจ้าป่าเจ้าเขา ผีเจ้าที่เจ้าทาง ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนกับคนและจะอยู่ร่วมกันกับคน แต่จะมองเห็นได้ในช่วงที่มีเทศกาลหรือพิธีกรรมต่างๆ ชาวอาข่าจะเป่าแคนหลังจากพิธีไล่ผีจนถึงเทศกาลกินข้าวใหม่ ซึ่งจะไม่เป่าในเดือนพฤศจิกายน เพราะว่าในเดือนนี้ผีจะเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงไม่กล้าที่จะเป่าแคนในช่วงนี้ เพราะว่าอายและกลัวว่าผีจะลงโทษ เนื่องจากชาวบ้านเรียนรู้จังหวะ และวิธีการเป่าแคนมาจากผีนั่นเอง
ขลุ่ย (ชิวลิ่ว) ขลุ่ยของอาข่าจะเป็นขลุ่ย ๓ รู จะเป็นเครื่องดนตรีที่นิยมเล่นในหมู่ผู้ชายอาข่า ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีขลุ่ยอยู่แต่คนที่สามารถเป่าได้มีอยู่น้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังเป่ากันอยู่ในระหว่างเดินทางไปทำไร่ทำสวน เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนานแต่เด็ก ๆ และเยาวชนในหมู่บ้านจะไม่นิยมเป่ากันแล้ว
เป่าใบไม้ (อะปะบอเออ) ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะนิยมเป่าในระหว่างทางไปทำไร่ ทำสวนหรือระหว่างทางไปท่องเที่ยวต่างหมู่บ้าน เขาจะห้ามเป่าในบริเวณหมู่บ้าน เพราะเชื่อกันว่าใบไม้เป็นของดิบใช้ได้ครั้งเดียว และก็ต้องทิ้งไปถ้าเกิดเอามาเป่าในหมู่บ้าน ก็จะไม่ดีถือเป็นลางร้าย
ขลุ่ยต้นข้าว จะนิยมเป่ากันเฉพาะฤดูเกี่ยวข้าวเท่านั้น พวกเด็ก ๆ และหนุ่มสาวในหมู่บ้านจะนิยมเป่ากัน แต่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยนิยมเป่า และกระชับไม่ให้เด็กเป่ากัน เนื่องจากเชื่อกันว่า ถ้าเป่าแล้วจะเป็นลางร้ายทำให้ฝนตกข้าวในไร่นาเสียหายได้ แต่เด็กมีนิสัยดื้อ ไม่ค่อยเชื่อฟังเท่าไหร่นัก เมื่อเห็นใครทำขึ้นมา เล่นกัน เด็กก็จะเอาไปเล่น การเป่าขลุ่ยต้นข้าวจึงมีมาจนถึงปัจจุบัน
เป่ากระบอกไม้ (บ่อลอบอเออ) มีลักษณะคล้ายกับขลุ่ยต้นข้าว แต่จะทำจากไผ่ลำเล็ก ส่วนมากจะนิยมเป่ากันเป็นกลุ่มหลาย ๆ คน เวลาจะเดินทางไปไหนมาไหน หรือเข้าป่าลึกคนเดียวจะไม่นิยมเป่ากัน เพราะอาข่ามีความเชื่อว่า เมื่อเราเป่ากระบอกไม้นี้ สัตว์ป่า หรือผีสางในป่าจะมาหาเรา และอาจทำร้ายเราได้ ชาวอาข่าจึงไม่นิยมเป่ากระบอกไม้ในป่า จึงเป็นความเชื่อและถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษมาจนถึงปัจจุบัน
จิ๊งหน่อง (จ๊ะเอว่) การเล่นติ้งหน่องจะใช้วิธีการดีด และจะใช้ลมที่ปาก ช่วยในการทำให้เกิดเสียง ส่วนใหญ่เล่นในเวลาที่ว่างจากการทำงาน หรือระหว่างทางเดินไปท่องเที่ยวต่างหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่หนุ่ม ๆ ในหมู่บ้านจะเล่นกัน เพื่อเป็นสื่อในการเกี้ยวสาว โดยมีผู้เฒ่าผู้แก่เป็นคนทำ และสอนวิธีการเล่นให้กับหนุ่ม ๆ ซึ่งพวกเขาจะไม่นิยมเล่นกันต่อหน้าพ่อแม่ เนื่องจากเพลงที่เล่นส่วนใหญ่เป็นเพลงเกี่ยวกับเพลงจีบสาว จึงอาย และไม่กล้าเล่นต่อหน้าพ่อแม่
ซึง (ดรื้ม) ซึงของอาข่าจะมี ๓ สาย ซึ่งเป็นเครื่องเล่นของผู้ชายและจะเล่นกันในเวลาที่ว่างจากการทำงาน เพื่อเป็นสื่อการเกี้ยวสาว โดยมีคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเป็นคนทำให้ และจะสอนวิธีการเล่นให้ด้วย
การแสดงเต้นรำอาข่า นักดนตรีในการแสดง จะไม่มีนักดนตรีประจำ ทุกคนในหมู่บ้านสามารถเล่นได้ทุกคน โดยมีเครื่องดนตรี

เครื่องดนตรีของชาวอาข่า ส่วนใหญ่มีเครื่องดนตรี ๔ ชนิด คือ กลอง (ถ่อง) , ฆ้อง (โบวโล) ฉาบ (แจเล้) และกระทุ้งไม้ไผ่ (บ่อฉ่องตูเออ) ในการประสมวงจะเล่นตามจังหวะของบทเพลงแต่ละเพลงที่ได้บรรเลงและการขับร้อง
ลักษณะเฉพาะอื่นๆ
เสื้อผ้าและเครื่องประดับในการแสดงการเต้นรำอาข่า โดยชาวอาข่าหมู่บ้านของอาผ่าพัฒนา หมู่ที่ ๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ใช้ผ้าฝ้ายทอเนื้อแน่นย้อมเป็น สีน้ำเงินเข้มและสีดำ มีการแต่งกาย ๓ แบบ คือ " อู่โล้อาข่า " เป็นพวกที่มาอยู่เมืองไทยแต่ดั้งเดิม " โล่หมี้อาข่า " เป็นพวกที่เพิ่งอพยพเข้ามาไทยไม่นาน " ผาหมีอาข่า " ตามชื่อหมู่บ้านชายแดนพม่าใกล้อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
เครื่องแต่งกายของผู้ชายสวมกางเกงสองหน้าขายาวสีดำ สวมเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ผ่าอกปล่อยชายแค่เอว หนุ่มโสดจะสวมเครื่องประดับ กระดุมเงิน กำไลคอ กำไลมือ โดยจะโกนผมรอบศรีษะไว้ยาวตรงกลางเรียกว่า จอมบ่อ ผู้หญิงจะเปลี่ยนไปตามวัย เด็กนุ่งกระโปรงสั้นสีดำ เสื้อแขนยาว มีกระดุมเงิน สวมหมวก มีเครื่องประดับเล็กน้อย เมื่อโตเป็นสาวจะมีเครื่องประดับมากขึ้น ใช้ผ้ารัดหน้าอกแทนยกทรง ที่แข้งใส่ปลอกผ้าสลับสี ใส่หมวกทรงต่ำตลอดเวลา ส่วนหญิงที่แต่งงานแล้วจะใส่หมวกทรงสูงสาวที่ยังโสดนิยมแขวนน้ำเต้าไว้ที่เอว
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
หมี่กะ มือแล . (๒๕๔๙) ณ บ้านเลขที่ ๙๙ /๕ ม.๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
มิแม๊ะ อาหยิ . (๒๕๔๙) ณ บ้านเลขที่ ๒๙๗ ม.๑๑ ต.แม่ยาว ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
มีชู เฌอมือ . (๒๕๔๙) ณ บ้านเลขที่ ๑๘๕ ม.๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
อาโฉ่ เฌอมือ . (๒๕๔๙) . ณ บ้านเลขที่ ๑๘๖ ม. ๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
อาตี้ เฌอมือ . (๒๕๔๙) . ณ บ้านเลขที่ ๒๐๑ ม.๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
อาตี้ เฌอมือ . (๒๕๔๙) .ณ บ้านเลขที่ ๒๒๙ ม.๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
อาพลอย เฌอมือ . (๒๕๔๙) . ณ บ้านเลขที่ ๒๐๓ ม.๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
อาผ่า เฌอมือ . (๒๕๔๙) . ณ บ้านเลขที่ ๑๘๖ หมู่ที่ ๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
อาผ่อ เฌอมือ . (๒๕๔๙) . ณ บ้านเลขที่ ๒๙๘ ม. ๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
อาแผ่ เชอหมื่อ . (๒๕๔๙) .ณ บ้านเลขที่ ๔๗/๕ ม.๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
อาปา เฌอมือ . (๒๕๔๙) . ณ บ้านเลขที่ ๓๐๙ ม.๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
อามึ มาเย่อะ . (๒๕๔๙) .ณ บ้านเลขที่ ๒๕๓ ม.๑๑ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
นางสาวจิตติมา วงศาลาภ,
นางสาววรประภา พินิจสุวรรณ
นายชินวัฒน์ เบี้ยจันทร์ตา
นางเพ็ญศรี ศิริเขียว
นางสาวเบ็ญจมาส โตปินใจ
  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    12002 views