พิมพ์

เพลงร้องพื้นบ้าน ค่าว จ๊อย ซอ

ชื่อรายการ
เพลงร้องพื้นบ้าน ค่าว จ๊อย ซอ
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

ค่าว จ๊อย ซอ เกิดจากการคิดค้น ความคิด สติปัญญาของผู้คนในอดีตที่อาศัยอยู่ตามชนบทสิ่งเหล่านี้ในปัจจุบันนิยมเรียกกันว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือในภาษาถิ่นตรงกับคำว่า “ภูมิผญ๋า” ภูมิปัญญาเป็นเรื่องที่สั่งสมมาแต่อดีต เป็ฯเรื่องของการจัดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม คนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทางจารีตประเพณี วิถีชีวิต การทำมาหากินและพิธีกรรมต่าง ๆ ภูมิผญ๋า หรือ ประหยา เป็นความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดออกมาเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ มักแสดงออกเป็นคำพูดโต้ตอบกันเช่น การแอ่วสาว การถ้องซอ(การโต้ตอบกันระหว่างช่างซอชาย หญิง) คร่าว จ๊อย หรือเป็นคำสอนที่ปฏิบัติตามกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

                   ค่าว จ๊อย ซอ จัดเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านล้านนา เป็นที่นิยมแพร่หลายในเขตจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทยที่ใช้ภาษาล้านนาเป็นภาษาประจำถิ่น วรรณกรรมพื้นบ้านแบ่งประเภทตามลักษณะการถ่ายทอดหรือการสื่อสารต่อกัน สามารถแบ่งประเภทได้ดังนี้

                   ประเภทวาจา คือวรรณกรรมที่ใช้วิธีการถ่ายทอด หรือสื่อสารต่อกันด้วยภาษาพูด โดยการบอกเล่าสู่กันฟัง การสนทนาซักถาม การอบรมสั่งสอน รวมถึงการขับร้องเป้ฯท่วงท่าทำนองต่าง ๆ ได้แก่นิทาน บทเพลง เช่น ฮ่ำ จ๊อยและซอ ภาษา สำนวน คำพังเพย หรือคำคมต่าง ๆ ปริศนาคำทาย คำเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว หรือกำอู้บ่าวสาว หรือ กำค่าวกำเครือ เป็นต้น

                   ประเภทลายลักษณ์ คือวรรณกรรมที่ใช้ถ่ายทอดหรือสื่อสารต่อกันด้วยภาษาเขียน โดยมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร วรรณกรรมพื้นบ้านภาคเหนือในอดีตมักจะบันทึกด้วย อักษรธรรม และตัวอักษรฝักขาม มีเนื้อหาและรูปแบบของคำประพันธ์ที่หลากหลาย เช่นวรรณกรรมร้อยแก้วและวรรณกรรมร้อยกรอง คือ โคลง ร่าย และค่าว หรือค่าวซอเป็นต้น

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
ปีงบประมาณ ๒๕๔๘ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้จัดทำโครงการ
ภูมิบ้านภูมิเมืองขึ้น ประกอบด้วยภูมิหลัง ภูมิปัญญา คือการสืบค้น รวบรวม บันทึกและขึ้นทะเบียนมรดก วัฒนธรรม วิถีของ ชุมชน ภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรมคือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและภูมิวัฒนธรรมคือ การนำเสนอผลงานทางศิลปะวัฒนธรรมผสมผสานกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อม
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญา ได้กำหนดขอบเขตการดำเนินงาน ๕ สาขา คือ มุขปาฐะและการแสดงความรู้สึกออกเป็นคำพูด รวมถึงภาษาในฐานะพาหะของมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ด้านศิลปะการแสดง พิธีกรรมและการรื่นเริง ความรู้และการปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล งานฝีมือแบบดั้งเดิม ในครั้งนี้ได้กำหนดเรื่องในการจัดเก็บข้อมูลภูมิปัญญา ด้านสาขาศิลปะการแสดง โดยสำนักงาน วัฒนธรรมจังหวัดเชียงรายได้เลือกหัวข้อในการจัดเก็บข้อมูลด้านศิลปะการแสดงเพลงพื้นบ้าน ค่าว จ๊อย ซอ
ค่าว จ๊อย ซอ เป็นศิลปวัฒนธรรมการแสดงเพลงพื้นบ้านนิยมกันมากในภาคเหนือเป็นการแสดงด้านดนตรี และการขับร้อง ผู้ร้องมีทั้งหญิงและชาย มีการบรรเลงดนตรีประกอบการร้อง จะพบเห็นในงานประเพณีและพิธีกรรม ต่าง ๆ ในปัจจุบันศิลปินพื้นบ้าน ค่าว จ๊อย ซอ ซึ่งมีความสามารถทางด้านการขับร้องและเป็นผู้ที่มีความสามารถทางด้านบรรเลงดนตรี ถือว่าเป็นศิลปินที่มีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์และส่งเสริมให้คงอยู่ ได้ลดลงไปตามกระแสของวันเวลาที่เปลี่ยนไป เพื่อเป็นการอนุรักษ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาด้านศิลปะการแสดง ค่าว จ๊อย ซอ ในท้องถิ่น และมีคลัง ข้อมูลองค์ความรู้ที่ขึ้นทะเบียนภูมิปัญญาด้านศิลปะการแสดง มีข้อมูลที่สามารถค้นคว้าได้ ส่งผลให้คนในท้องถิ่นเกิดความรู้ ความเข้าใจเกิดความรัก หวงแหน และมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง
ประวัติความเป็นมา
“ค่าว” หมายถึง คำประพันธ์ที่มีลักษณะร้อยสัมผัสสอดเกี่ยวกันไป(แบบร่าย) และจบลงด้วย
โคลงสองหรือโคลงสามสุภาพ มีหลายชนิด คือเรื่องที่ปรากฏในเทศนาธรรมเรียกว่า “ค่าวธรรม” ถ้าแต่งเป็นจดหมายรักเรียกว่า”ค่าวใช้” ถ้านำไปอ่านเป็นทำนองเสนาะเรียกว่า “ค่าวซอ” หรือ “เล่าค่าว” และหากเป็นการขับลำนำตอนไปแอ่วสาว เรียกว่า “จ๊อย” ศิริพงศ์ วงศ์ไชย ได้กล่าวถึง ค่าว หรือ ค่าวฮ่ำ ไว้ว่า ค่าวเป็นร้อยกรองชนิดหนึ่งของล้านนาไทย ถือเป็นวรรณกรรมของชาวล้านนาในสมัยโบราณ ชาวล้านาสมัยโบราณโดยเฉพาะหนุ่ม สาว นิยมพูดจาหยอกล้อ กระเซ้าเย้าแหย่กัน พูดจาโต้ตอบหรือจีบกัน ด้วย ค่าวฮ่ำ หรือกำค่าว กำเครือ ถ้าเป็นหนุ่มก็จะเป็นที่ชื่นชอบของสาว ๆ เพราะถือว่าเก่ง มีความรู้ ความสามารถเชิงกวี ผู้ที่มีชื่อเสียงในการแต่งค่าวในสมัยนั้นได้แก่พระยาพรหมโวหาร ซึ่งมีผลงานเป็นที่รู้จัก คือ ค่าวพระยาพรหม
ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร ได้อธิบายถึง “ค่าว” ใน หนังสือกวีเอกล้านนา : พระยาพรหมโวหาร (๒๕..,หน้า ๖-๗) ไว้ดังนี้คือ “ค่าว” มีความหมายเป็นสองนัย นัยแรกได้แก่ “หลักเป็นที่อาศัยเกาะของถ้อยคำ” ค่าว คำนี้คือ “คร่าว” นั้นเอง เพราะเสียงพูดของคนล้านนามักจะทำให้ตัว ร หดหายไป จึงนิยามได้ว่า คร่าวรั้วเป็นที่อาศัยของซี่รั้วให้เป็นระเบียบฉันใด หลักเกณฑ์อันเป็นที่อาศัยเกาะของถ้อยคำ ทำให้ถ้อยคำเป็นระเบียบนั้น เราเรียกหลักเกณฑ์นั้นว่า ค่าว หรือคร่าว นัยที่สอง คือใจความอันยืดยาวต่อเนื่องกันเป็นเรื่องราว เรียกใจความนั้นว่า ค่าว เช่นกัน อาจารย์ไพรถ เลิศนพิริยกมล อ้างใน มณี พยอมยงค์ (๒๕..,หน้า ๒) ได้กล่าวถึง คร่าว ไว้ในหนังสือ “คติชาวบ้านล้านนาไทย” ว่า คร่าว เป็นร้อยกรองที่กวีทางภาคเหนือนิยมแต่งกัน ลักษณะของคำประพันธ์เป็นเภท คร่าวจะคล้ายกับกลอนแปด มีลักษณะสัมผัส และมีกฎการแต่งคร่าวของกวีสมัยก่อนมีไว้ว่า


“ สามตัวเหลียว เจ็ดตัวเทียว บาทหลังบาทหน้า” คือ กลอนตัวต้นมี ๓ ตัว วรรคถัดไปมี ๔ ตัว รวมเป็น ๗ ตัวและเหลียวมาสัมผัสตัวหน้าในวรรคต่อไปอาจารย์สิงฆะ วรรณสัย อ้างใน มณี พยอมยงค์ (๒๕..,หน้า ๑) กล่าวไว้ในหนังสือปริทัศน์วรรณคดีล้านนาว่า คร่าว(ค่าว) คือเรื่องราวที่แต่งขึ้นเพื่อพรรณนาเรื่องราวต่าง ๆ ให้ผู้อ่าน ผู้ฟังได้รับความเพลิดเพลินใจ แบ่งออกเป็น ๔ ประเภทคือ คร่าวธรรม หรือธรรมค่าว ได้แก่ คัมภีร์ชาดก เช่น ปัญญาชาดก ซึ่งพระสงฆ์นิยมใช้เทศนาให้อุบาสกอุบาสิกาฟังในเทศกาลเข้าพรรษา เพราะประชาชนนิยมเข้าวัดฟังธรรมในวันธรรมสวนะตลอดพรรษา คร่าวซอ เกิดจากการนำเอาคร่าวธรรมหรือชาดมาแต่งเป็นกลอนคร่าวเพิ่มเติมเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของชาวบ้านเข้าไปเพื่อให้คนหนุมสาวในล้านนาได้อ่าน ฟังกัน ทำให้เกิดวรรณกรรมสำคัญหลายเรื่องเช่น คร่าวหงส์หิน คร่าวสุวัตร เป็นต้น คร่าวใช้ หมายถึง จดหมายรักหรือเพลงยาวที่แต่งเป็นฉันทลักษณ์คร่าว ซึ่งชายหนุ่มส่งให้หญิงสาว แล้วหญิงสาวตอบจดหมายเรียกว่า คร่าวใช้ คือชดใช้ที่หนุ่มเขียนจดหมายถึงตน โดยมากจะไปขอให้พวกกวีเขียนให้ จึงมีสำนวนไพเราะและกินใจ คร่าวร่ำ หรือ คร่าวฮ่ำ ได้แก่วรรณกรรมที่แต่งด้วยฉันทลักษณ์คร่าวพรรณาเหตุการณ์ทั้งหลายที่กวีได้พบเห็น แล้วนำมาแต่งเป็นการรำพัน หรือร่ำพรรณนา จึงเรียกว่า คร่าวร่ำ

“จ๊อย” เป็นการขับลำนำอย่างหนึ่งของภาคเหนือ เป็นถ้อยคำที่กล่าวออกมาโดยมีสัมผัสคล้องจองกันเป็นภาษาพื้นเมือง ออกเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ เป็นทำนองเสนาะ ฟังแล้วจะเกิดความไพเราะ สนุกสนานไปตามท่วงทำนองจ๊อย จัดอยู่ในวรรณกรรมประเภท “ค่าว” และ ”ซอ” โดยทั่วไป “จ๊อย” จะเป็นการขับลำนำที่หนุ่มชาวเหนือขับร้องเพื่อ จะได้มีเสียงร้อง เป็นเพื่อนขณะเดินทางไปแอ่วสาวในเวลากลางคืน การจ๊อยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องดนตรีประกอบเหมือนอย่างซอ แต่บางครั้งบ่าวอาจจะดีดซึง ดีดเปี๊ยะหรือสีสะล้อคลอไปด้วยก็ได้ ในอดีตการที่หนุ่มสาวจะตกลงปลงใจยินยอมมาใช้ชีวิตร่วมกันฉันท์สามีภรรยานั้น จะต้องเริ่มต้นมาจากการได้พบประพูดจา ดูอุปนิสัยซึ่งกันและกันนานพอสมควร เมื่อเห็นว่ามีอุปนิสัยที่คล้ายคลึงกัน หรือมีความพอใจซึ่งกันและกัน ก็จะมีการหมั้นหมายแต่งงานกัน
อำนวย กลำพัด ได้อธิบายถึงการ ”อู้สาว” ในหนังสือคำคมแห่งล้านนา ไว้ว่า การ ”อู้สาว” จะเริ่ม เมื่อตะวันตกดินไปแล้ว เมื่อทุกคนเสร็จภารกิจงานต่าง ๆ บ้านของฝ่ายสาวอาจจะ “ต๋ามผางมันโกม” เอาไว้ตรงกลาง ๆ “เติ๋น” แสงสว่างจะไม่สว่างนัก ส่วนสาวก็จะนั่งบังเสา เพื่อไม่ให้พวกบ่าวที่มาแอ่วหา ได้เห็นหน้าถนัด ส่วนพวกบ่าวที่มาแอ่วหาก็จะพยายามยลโฉมใบหน้าสาวให้เห็นชัด ๆ ก็จะมีการลุกจากที่นั่งไปดื่มน้ำจากหิ้ง เมื่อกับมานั่งก็จะย้ายที่นั่งใหม่ให้ใกล้สาวมากขึ้น ฝ่ายสาวก็จะขยับตัวเข้าไปในเงามืดอีก ซึ่งเป็นการหยอกล้อกันของหนุ่มสาวในสมัยอดีต ในการที่ชายหนุ่มมาเที่ยวบ้านของหญิงสาว เมื่อมาถึงบ้านก็จะ “อู้กำค่าว กำเครือ” เป็นทำนองขอขึ้นไปนั่งบนบ้าน

ตัวอย่าง
“สาวเหยสาว อ้ายคนบ่เหมาะ ขอเปาะสักเกิ่ง อ้ายคนบ่เปิง เปาะนี่สักผาก นั่งต๋ามหัวต๋ง
หัวแป้น หัวฟาก ก็หล้างบ่เป๋นหยังก้าหา”
คำแปล
น้องสาวจ๊ะ พี่คนต่ำต้อยขอขึ้นไปนั่งบนบ้านสักนิดจะได้ไหม จะขอนั่งตรงหัวบันไดนี่แหละ เจ้าของบ้านคงจะไม่ว่าอะไร
ฝ่ายหญิงสาวก็จะเชื้อเชิญด้วย “กำค่าว กำเครือ” เช่นกัน
ตัวอย่าง
“นั่งเต๊อ ๆ จะไปนั่งตั๊ดต๋ง ฟากจะไหลลง ต๋งจะไหลถี่ คนงามคนดี นั่งไหนก็ได้เจ้า”
คำแปล
นั่งเถอะจ๊ะ แต่อย่านั่งตรงหัวบันไดเลย คนดี ๆ คนหล่อ ๆ จะขึ้นมานั่งตรงไหนก็ได้จ๊ะ
เมื่อหนุ่ม ๆ พากันขึ้นมานั่งบนบ้านเรียบร้อยแล้ว ก็จะเริ่มเกี๊ยวพาราสีกันด้วย ”กำค่าว กำเครือ” ซึ่งพวกหนุ่ม ๆ ที่ไปด้วยกันก็จะสนับสนุนคำพูดของพวกเดียวกัน บางทีสาวก็อับจนต่อถ้อยคำ จะหา ”กำค่าว”มาแก้ก็คิดไม่ออก พวกหนุ่ม ๆ ก็จะหาคำค่าวที่ตลกมาแก้ เพื่อไม่ให้สาวต้องอับอายที่จนต่อถ้อยคำ นั้นเอง บางทีการไป “อู้สาว” นั้น อาจจะเจอคำปริศนา เพื่อลองภูมิกับพวกหนุ่ม ๆ เช่นฝ่ายสาวถามว่า
“ อ้ายมาแอ่วนี่ ข้ามน้ำมาแก่แม่ ต๋ามแค่มากี่ก้าน ประตู๋บ้านหับกาวาไข ประตู๋ คันใดไขกาว่าเปิ้ง”

คำแปล
พี่มาเที่ยวที่บ้านของน้อง พี่ข้ามแม่น้ำมากี่สาย จุดแคร่ (คบไฟหรือไต้) มากี่อัน ประตูบ้านของพี่ปิดหรือเปิดทิ้งไว้ ประตูบันไดใส่กลอนหรือไม่ หรือเปิดทิ้งเอาไว้ ซึ่งความหมายของปริศนานี้คือ เป็นการถามว่าไปแอ่ว(เที่ยว)หาผู้หญิงอื่นมากี่คน แวะไปกี่บ้านถึงจะมาที่บ้านของเธอ และที่บ้านของฝ่ายชายมีคนรออยู่หรือไม่ (อาจจะหมายถึงมีภรรยารออยู่ที่บ้านหรือไม่) และฝ่ายชายตอบว่า
“ อ้ายมาแอ่วนี่ ข้ามน้ำมาสามแม่ ต๋ามแค่มาสามก้าน มาดับบ้านอี่นาย เนี่ยก่า”
คำแปล
กว่าจะมาถึงที่นี่ก็ได้แวะบ้านผู้หญิงมาสามคน และแวะมาสามบ้าน ตั้งใจจะมาเที่ยวบ้านของผู้หญิง คนนี้ เป็นบ้านสุดท้าย
ในบางครั้ง ฝ่ายชายอยากจะรู้จัดชื่อเสียงเรียงนามของฝ่ายหญิงสาว ครั้นหญิงสาวจะบอกชื่อก็มีความอายตามวิสัยของผู้หญิง ก็จะหาปริศนาบอกให้ฝ่ายชายรู้
ตัวอย่าง
ฝ่ายชาย “น้องสาวจื้ออะหยัง” คำแปล น้องสาวชื่ออะไร
ฝ่ายหญิง “ข้าเจ้าจื้อเคียวบ่หล่อนเจ้า”
“เคียวบ่หล่อน” หมายถึง เคียวเกี่ยวข้าวที่ติดแน่นกับกั่น เคียวที่ติดแน่นนั้น เรียกกันว่า “เคียวขำ” เมื่อรู้ความหมายของคำแล้ว ก็จะผวนคำนั้น ฝ่ายชายก็จะรู้ว่าหญิงสาวชื่อ “คำเขียว”
เมื่อฝ่ายหญิงต้องการรู้ชื่อฝ่ายชายก็จะถาม ชายหนุ่มว่าชื่ออะไร ฝ่ายชายก็จะตอบฝ่ายหญิง เช่น
“อ้ายจื้อยุ่งหยะยุ่งหยาม” แปลว่าชื่อของตนนั้นยุ่งเหยิงมาก
ฝ่ายหญิงสาวก็จะคิดถึงชื่อนั้น ๆ ว่ามีคำไหนมีความหมายเกี่ยวข้องกับคำว่า “ยุ่งเหยิง”บ้าง สิงที่ยุ่งเหยิงนั้นต้องเป็นสิ่งที่พันกันไม่เป็นระเบียบ ซึ่งภาษาเหนือ หรือคำเมืองใช้คำว่า “หวัน” ดังนั้นชายหนุ่มต้องชื่อว่า “อินหวัน” หรือ “ถวัลย์”
เมื่อชายหนุ่มมาเที่ยวนานเกินไป จนถึงเวลาที่ “ตั๋วป้อ” ของหญิงสาวจะมา คำว่า “ตั๋วป้อหรือตั๋วแม่” หมายถึง คู่รัก ฝ่ายชายเรียก “ตั๋วป้อ” ฝ่ายหญิงเรียก “ตั๋วแม่” ฝ่ายหญิงสาวก็อาจจะบอกใบ้ให้รู้ว่าควรกลับได้แล้ว
เช่น
“เจ้าปี้เจื๊อ กิ๋นแก๋งบ่าหนุน คนมาลูน ปอปิ๊กตะกี้” แปลว่า พี่คนดีคงจะกินข้าวกับแกงขนุน คนที่มาทีหลังเขาก้กลับไปเมื่อครู่นี้เอง คำว่า “แก๋งบ่าหนุน” หมายความว่า นั่งนานเกินไป คนเหนือ(คนเมืองล้านนา) ชอบพูดว่า “กิ๋นแก๋งบ่าหนุนก้นตั๋ง” คำว่า “ก้นตั๋ง” หมายถึง การนั่งนานเกินไปเหมือนมียางเหนียวมาติดก้นไว้ทำให้ลุกยาก

ฝ่ายชายอาจะแกล้งไม่เข้าใจคำปริศนา แล้วตอบว่า
“อวดฮู้หาว่าอ้ายกิ๋นบ่าหนุน อ้ายกิ๋นข้าวแลงกับแก๋งแคเขียดแต๊ ๆ” คำแปล พี่ไม่ได้กินแกงขนุน แต่พี่กินแกงแคใส่เขียด ฝ่ายหญิงสาวก็จะต้องคิดวิธีไล่กลับด้วยคำปริศนาใหม่ เช่น “ไก่บ่ขันฮ้านแล้ว” คำว่า “ขันฮ้าน” เมื่อผวนแล้วแปลว่า “คร้านหัน” หรือไม่อยากจะเห็นหน้าให้รีบกลับไปได้แล้ว เมื่อฝ่ายชายได้ยิน รู้ว่าฝ่ายหญิงไล่ให้กลับ ก็จำเป็นต้องกลับเพราะเวลาก็ดึกมาก ใกล้ถึงเวลาที่คู่รักของฝ่ายสาวมาหาคนรักแล้ว ก็กล่าวลาเป็น “กำค่าว กำเครือ” ดังนี้
“เดิ๋กมาแล้ว ขอลวดลาหนี เจ้าของเปิ้นมี บ่ดีนั่งใกล้ กั้นเปิ้นมาหัน จักยับส่งใต้ ติดใส่โซ่ กามือ”
ตัวอย่าง บทจ๊อย และ กำอู้สาว ที่บ่าวสาวล้านนาในอดีตใช้โต้ตอบสนทนากัน(อำนวย กลำพัด
จากหนังสือคำคมแห่งล้านนา “กำบ่ะเก่า”)
ชาย(จ๊อย) สาวเหยสาว หยังมาหลับเจ๊า บ่กลั๋วแก่เฒ่า ไปกา
ปี้มาสอดเซาะ ยอดสิเนหา ไป ๆ มา ๆ หาไหนก็จว้าย
ออกมาหาจาย เนอไหนต่ำด้าย ออกมาหาจาย เต๊อะน้อง
ปี้คนตุ๊กข์จ๋น ทารนร่ำร้อง เซะหากู้ป้อง เตียมคิง
ไปฮอดมาแล้ว เนอแก้วต๋าสิงห์ เซาะหากู้ปิง กู้ซ่อนบ่ได้
มาเถิงบ้านนาย เจ้าไหมแพรใต้ สะหรีบัวใบ กลิ่นกู๊
ปี้มาเติงนาย เจ้ากายมะยู้ หวังได้ฟู้อู้ กับนาย
ขอตั๋วนาฎน้อง เจ้าฮ่างคิงผาย มุตูตั๋วจาย จะไปหลบหน้า (ซ้ำ)
กำอู้สาว
หญิง เอ…มันมาเป้นไผตี้ไหนมาจ๊อยเสียงกัดเสียงเย็นเหมือนน้ำลวกไก่อยู่กั๋นหั้นหา
ชาย สาวเหยสาว อ้ายคนบ่อเลา ขอนั่งสั่กเกิ่ง อ้ายคนบ่เปิง ขอนั่งสักผาก นั่งต๋ามหัวต๋ง หัวแป้น
หัวฟาก ก็ล้างจะบ่เป๋นหยังก้าหา…….?
หญิง นั่งเต๊อะ นั่งเต๊อะ จะไปนั่งตั๊ดต๋ง ฟากจะไหลลง ต๋งจะไหลถี่ คนงามคนดี นั่งไหนก็ได้เจ้า
ชาย บ่าวบ้านเหนือ มาแอ่วบ้านใต้ เปิ้นจัดจังมอกใดบ่ฮู้ กั๋วเป๋นควายเหลิง มาเนิ้งขะต๊ะ กวั๋วจับตี้เก่าของอ้ายเปิ้นก้า….?
หญิง บ้านนี้บ่มี…บ่มีปี้น้อย ปี้อ้ายนานหนาน อยู่ตึงวัน บ่อมีกู้อู้
ชาย แล้วคืนวันนั้นลอ มันเป๋นไผ นั่งชิดนั้งซี ปันมูลีจ่อมถงเสื้อ บอกว่าขะใจ๋เมือ ถงเสื้อจะโพ้
หญิง บ่มี..วันนั้นก็ตึงบ่มี วันนี้แถมตึงดาย ตึงบ่มีป้อจายตี้ไหนมาแอ่ว ก้าหันคนงามเลิงมาแอ่วเหียวันนี้เต้าอั้นเจ้า
ชาย หันอ้ายบ่งามจะไปว่าหย้อกั๋นนั๊กเต๊อะ…อ้ายนี้มันแสนจะผางฮ้าย เผียบไปแล้ว เหมือนดังผีโก๋น แก๋นตา
ก็มน ก้นแง้นขึ้นตั้ง ผ่อสองใบหู เหมือนเห็ดกระด้าง ผ่อเอ็นคอเบียงฮากยั้ง
หญิง ปุทโธ..ธรรมโม..สังโฆเหียเต๊อะ อ้ายไปว่าอะหยังอย่างอั้นล้ำเหลือ ข้าเจ้าก็ช้ำมาหันว่า ฮ่างเปิ้นก็แค้ว
แอวเปิ้นก็ไหว ยามย่างเตียวไป เหมือนลวงเล่นฝ้า
………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………
ชาย กันว่าฮักแล้ว ตึงบ่หนถอย เผียบเหมือนดอย ตั้งไหนมั่นหั้น ตั้งไหนมั่นหั้น
หญิง อู้ไปนักแต๊ กลั๋วมันจ๋างเกลื๋อ กำค่าวกำเครือ น้องสู้บ่ได้ หากผางมันโกม สีสายซอบไส้ก้อยปิ๊กมาไจ
แถมเน้อ
ชาย(จ๊อยลา) ขอลาก่อนเต๊อะ แม่ดวงจุ๋มปี๋ หลับดีฝันดี คืนฮุ่งจ๋นแจ้ง
วันหน้าวันต๋า จะมาอู้แถ้ง เอาจ๋นโกมไฟ วอดมุด
บ่ติ๊ดก็จั๋นทร์ บ่กานก็ปุ๊ด ขอน้องอยู่ถ้า ดากอย
ควายหล่อจนโท้ม ตึงบ่หนถอย เอฟ้าดินดอย สักขีตี้อ้าง
จะขอฮักนาย บ่มายพรากข้าง เผียบเหมือนเดือนดาว อยู่ฟ้า
จะฮักเมินนาน จนแก่งุ้มงว้า บ่ละพรากหน้า หนีไป
ขอหื้อน้องฮัก เจ้าแว่นเงาใส จุ่งมีโจ้กจัย อายุเตี้ยงหมั้น
เปียธิโรกา อย่ามาสอดดั้น ถึงตั๋วญิงเลา น้องไท้
ขึ้นรถลงเฮือ ขึ้นเหนือเขตค้าย ต้องผ้ายลงใต้ เตียวดิน
มีคนหุมฮัก กล่าวสักเสริญ จุ่งหื้อจ๋ำเริญ สุขขังเนอเจ้า

*******************************

“ซอ” เป็นศิลปะการขับขานของล้านนาที่มีมานานเป็นสื่อพื้นบ้านแขนงหนึ่ง เนื้อหาสาระที่ช่าง
ซอนำมาสื่อนั้นมีหลาหลายทั้งเรื่องราวในท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต เหตุการณ์สำคัญ ในช่วงเวลา ต่าง ๆ รวมถึงบทซอซึ่งแต่งขึ้นใช้เฉพาะงานประเพณีต่าง ๆ เช่นงานบวช งานขึ้นบ้านใหม่ งานปอยข้าวสังข์ งานปอยหลวงเป็นต้น ในอดีตไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีสถานบันเทิงมากดังเช่นปัจจุบัน นอกจากการแสดงลิเก และซอเท่านั้น ดังนั้นทางเลือกของคนสมัยก่อนโดยเฉพาะคนล้านนา จึงชอบที่จะฟังซอ และดูการแสดงซอเป็นส่วนใหญ่เพราะเป็นภาษาท้องถิ่น
ซอ คือ ศิลปะการแสดงประเภทหนึ่งของล้านนา มีลักษณะของการขับลำนำหรือการขับร้องด้วยถ้อยทำนองต่าง ๆ อันไพเราะเป็ศิลปะการแสดงด้านการขับขานพื้นบ้านล้านนาที่พบทางภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา ซอเป็นสื่อพื้นบ้านที่ให้ความบันเทิงและเนื้อหาสาระที่นำมาเป็นบทขับร้องเป็นองค์ความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อครู แม่ครู และการนำเหตุการณ์บ้านเมืองมาร้อยเรียงเป็นบทขับขาน เนื้อหาจะแผงคติธรรม และคติโลก คือมีทั้งสาระและบันเทิงอยู่ในบทซอ
การซอ (สิรนุช วงศ์สกุล,บุญยิ่ง กันธวงศ์ : ทำเนียบช่างซอ หน้า ๑) มีการสันนิษฐานว่าน่าจะมีมาตั้งแต่การก่อตั้งอาณาจักรล้านนาในพุทธศตวรราที่ ๑๘ และที่มาของซอเชียงใหม่มีการสันนิษฐานว่า พ่อขุนเม็งรายอาจนำช่างซอมาจากเชียงแสนติดตามมาด้วยระหว่างการอพยพผู้คนมาตั้งเมืองใหม่ ดังนั้นการซอระยะแรกจะแพร่หลายเฉพาะกลุ่มเจ้านายเชื้อพระวงศ์ หรือมีแสดงในคุ้มในวัง หลักบานหนึ่งที่บ่งบอกว่าซอเชียงใหม่มาจาเชียงแสน สังเกตได้จาก ในการซอเชียงใหม่มักจะมีการนำทำนองเชียงแสน หรือการจ๊อยเชียงแสนมาขับร้องเสมอโดยเรียกว่าทำนองเชียงแสนกลายส่วนทำนองอื่น ๆ คาดว่าน่าจะนำมาจากเมืองต่าง ๆ เห็นได้จากชื่อเรียกของทำนองซอ แต่ละทำนอง เช่น ทำนองพม่า ทำนองเงี้ยว เป็นต้น
การขับซอเป็นการขับขาน หรือการร้องร้อยกรองที่มีฉันทลักษณ์เฉพาะ และมีเครื่องดนตรีประกอบโดยมีท่วงทำนองต่าง ๆ แตกต่างกันไป โดยมีทั้งหมดประมาณ ๑๐ ทำนอง ผู้ที่ขับร้องซอเรียกว่า ช่างซอ หรือ “จั้งซอ” และมีนักดนตรี เรียกว่า ช่างซึง หรือ“จั้งซอ” ช่างปี่ หรือ”จั้งปี่” คือผู้ทำหน้าที่บรรเลงดนตรีประกอบการขับซอ คำว่า “จั้ง” มีความหมายตรงกับคำว่า ช่าง หรือหมายถึง คำว่า“นัก” นั้นเอง ดังนั้น จั้งซอ คือผู้ที่มีความสามารถ ขับขานซอได้ มีปฏิภาณไหวพริบ การขับซอถ้ามีการร้องโต้ตอบกับเป็นคู่ ระหว่าช่างซอชายและช่างซอหญิง จะเรียกว่า “คู่ถ้อง” คือ ช่างซอชายหญิงที่เป็นคู่ซอร้องโต้ตอบกัน การขับซอจะมีการแสดงบนเวที หรือทางภาคเหนือเรียกว่า “ผามซอ”
สาขา/ประเภท
รูปแบบการแสดง
รูปแบบการซอ
รูปแบบการซอในปัจจุบัน สามารถแบ่งรูปแบบที่ใช้แสดงออกเป็น ๓ รูปแบบ คือ
การซอเดี่ยว เป็นการขับซอเพียงคนเดียว เรียกว่า “ซอป็อด” (ซอสั้น ๆไม่มีดนตรีประกอบ) มักเป็นการซอเพื่อสังสรรค์เฮฮา ลักษณะเป็นการรำพึงรำพัน และการอบรมสั่งสอน ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม การซอคู่ เป็นการขับซอระหว่างช่างซอชาย ๑ คน กับช่างซอหญิง ๑ คนในลักษณะการโต้ตอบ ซักถามกัน ส่วนใหญ่ผู้ซอจะคิดคำร้องขึ้นสด ๆ ในขณะแสดง ซอคู่เป็นรูปแบบการซอแบบดั่งเดิมที่ใช้การอย่างแพร่หลายในงานบุญ ประเพณีต่าง ๆ
การซอเป็นคณะ หรือละครซอ เป็นรูปแบบของการซอที่มีการดัดแปลงจากการซอคู่มาเป็นแบบละครซอ โดยนำรูปแบบการแสดงของลิเกและละครคำเมืองมาใช้เป็นต้นแบบในการดัดแปลง มีความแตกต่างจากซอคู่ คือมีเนื้อเรื่องในลักษณะเป็นบทที่มีการแต่งล่วงหน้า โดยนำเนื้อหาจากวรรณคดีพื้นบ้าน เรื่องจากธรรมะเรื่องที่เกี่ยวกับวิถีชีวิต ปัญหาทางสังคม – เศรษฐกิจ มีการดำเนินเรื่องเป็นฉาก ๆ มีบทพูดมีการออกท่าทางประกอบการแสดง ในการแสดงละครซอเรื่องหนึ่งใช้ผู้แสดงหรือช่างซอจำนวน ๑๐ – ๑๒ คนขึ้นไป
*เพิ่มเติมจาก หนังสือ ทำเนียบช่างซอภาคเหนือ

เครื่องดนตรีประกอบการซอ การซอในแต่ละจังหวัดจะใช้เครื่องดนตรีที่ต่างกันออกไป เครื่องดนตรีหลักที่ใช้จะประกอบด้วย
ซึง เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองล้านนา ประเภทเครื่องดีด มีรูปร่างคล้ายกระจับปี่ หรือ กีตาร์ กล่องเสียงและคันหรือเอวทำด้วยไม้เนื้อแข็งชิ้นเดียว มีสายจำนวน ๔ เส้น จัดแบ่งเป็น ๓ ขนาด คือเล็ก กลาง ใหญ่ เวลาเล่นใช้ที่ดีดซึงทำจากเขาควาย มีน้ำหนักและขนาดพอดีสามารถดีดได้ จะดีดเดี่ยวหรือดีดร่วมกับสะล้อก็ได้
สะล้อ เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองล้านนา ประเภทเครื่องสีลักษณะคล้าย ซออู้ แต่ด้านหน้ากะโหลกของสะล้อจะทำมาจากกะลามะพร้าวตัดปาด และปิดด้วยไม้แผ่นบาง ใช้คันสีคล้ายซอสามสาย และมีลูกบิดสายเสียบทแยง สะล้อมีสามชนิด คือสะล้อขนาดเล็ก สะล้อขนาดกลาง สะล้อขนาดใหญ่ แต่ถ้าแบ่งตามจำนวนสายมี ๒ ชนิด คือ สะล้อ ๓ สาย และสะล้อ ๒ สาย ใช้เล่นเดี่ยวหรือบรรเลงร่วมกับซึง เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน
ปี่จุม เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองล้านนา ประเภทเครื่องเป่า ทำด้วยลำไม้ลวก มีขนาดยาวสั้นและเล็กใหญ่ขนาดต่าง ๆ กัน ตามระดับเสียงที่ต้องการ สำหรับหนึ่ง ๆ มี ๓ เล่ม,๔เล่มหรือ ๕ เล่ม ภาษาถิ่นจะเรียก จุม
ปี่จุม มีอยู่ ๔ ชนิด คือ ปี่เก๊า หรือปี่แม่ มีความยาว ๔๐ นิ้ว ใช้คุมเสียง ปี่ก๋าง หรือปี่กลาง มีความยาว ๓๐ นิ้วใช้ยืนเสียง ปี่ก้อยมีความยาว ๒๐ นิ้วเป็นเสียงพอดีไม่ทุ้มไม่แหลมเกินไป และปี่ตัด หรือปี่เล็ก มีความยาว ๑๕ นิ้ว ใช้ในการตัดเสียง การบรรเลงของปี่จุมนั้น จะเล่นพร้อมกัน โดยจะมีชนิดการบรรเลงจำแนกตามนี้
ปี่จุม ๓ ใช้บรรเลงทั้งหมด ๓ เล่ม โดยจะประกอบด้วย ปี่เก๊า ปี่กลาง และปี่ก้อย นิยมกันมาก
ปี่จุม ๔ ใช้บรรเลงทั้งหมด ๔ เล่ม โดยจะประกอบด้วย ปี่เก๊า ปี่กลาง ปี่ก้อย และปี่ตัด
ปี่จุม ๕ ใช้บรรเลงทั้งหมด ๕ เล่ม โดยจะประกอบด้วย ปี่เก๊า ปี่กลาง ปี่ก้อย และปี่กลางเล็ก และ ปี่ก้อยเล็ก
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
การแต่งค่าว
สาคร พรมไชยา แม่ครูด้านการเขียนค่าวของเชียงราย ได้อธิบายถึงการแต่งค่าวของล้านนา
มีฉันทลักษณ์ ดังนี้ การแต่งค่าวจะมีข้อบังคับอยู่ ๓ ข้อ คือจำนวนคำหรือพยางค์ ค่าวบทหนึ่งจะมี ๓ วรรค หรือ ๓ บรรทัด หนึ่งวรรคจะแบ่งออกเป็นสี่บาท ๆ ละสี่พยางค์บ้าง สองพยางค์บ้างสามพยางค์บ้าง (ดังตัวย่างตามแผนผัง) และจะเห็นว่าในบทที่หนึ่ง กับบทสุดท้ายจำนวนพยางค์จะไม่เท่ากันกับบทอื่น แต่ถ้าเป็นบทที่สองที่สามลงไปเรื่อย ๆ จนถึงบทกรองสุดท้ายนั้นจำนวนพยางค์เสียงหรือการสัมผัสสระจะเหมือนกันหมด
เสียง จะมีเสียงที่เป็นจุดบังคับ ๔ เสียง คือ เสียงโท ตรี จัตวา และสามัญ และจะยึดเอา
การออกเสียงเป็นสำคัญไม่ใช้วรรณยุกต์เช่น นั่น นี่ มั่น เล่น แม้จะเป็นวรรณยุกต์ไม้เอก แต่ก็อ่านออกเสียงเป็นเสียงโท ก็เอาไปใช้ในจุดโท แต่คำว่า นี้ นั้น เล้า รู้ แม้ ค้า ไว้ คำเหล่านี้ถึงจะใช้วรรณยุกต์โทแต่ก็ออกเสียงตรี ก็ต้องนำไปใช้ตรงเสียงตรี และเสียงตรีก็สามารถใช้คำตายแทนได้แต่ต้องเป็นคำตายที่มีพยัญชนะอยู่ในกลุ่มอักษรต่ำและเป็นคำที่ออกเสียงสั้น เช่น พบ รัก ทุกข์ คิด วัด เพราะชุด เป็นต้น ส่วนคำตายที่มีสระเสียงยาวเช่น จาก ชาติ เอก พืช โยก พวกนี้เอามาแทนเสียงตรีไม่ได้
สัมผัสสระ มีอยู่ ๒ แบบ คือ สัมผัสนอกและสัมผัสใน (ดูแผนผังประกอบ) เส้นทึบเป็น
เส้นสัมผัสนอกถึงเป็นสัมผัสบังคับจะเว้นไม่ได้ ส่วนเส้นปะ เป็นสัมผัสในจะมีหรือไม่มีก็ได้ หากท้ายวรรคใดวรรคหนึ่งลงด้วยคำตายแทนเสียงตรี เราต้องใช้คำตายในสระเดียวกันมารับสัมผัสด้วย
ศิริพงศ์ วงศ์ไชย ได้อธิบายถึง การแต่งค่าวในหนังสือแบบฝึกการแต่งค่าวฮ่ำแบบโบราณ
ล้านนา ไว้ว่าการแต่งค่าวฮ่ำแบบโบราณสามารถแยกออกเป็น ๓ ประเภท หรือ ๓ ตอนคือ
ประเภทค่าวสั้น หรือค่าวก้อม การแต่งค่าวก้อมนิยมแต่งเพียง ๔ วรรค วรรคละ ๔ คำ
เท่านั้น แต่ในบางครั้งวรรคแรกอาจมี ๓ คำ ตัวอย่างตามผัง

การสัมผัส คำสุดท้ายของวรรคแรกจะสัมผัสกับคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๒
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ จะสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ จะสัมผัสกับคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๔
บางครั้งวรรคที่ ๓ กับวรรคที่ ๔ อาจจะไม่สัมผัสกันเลยก็ถือว่าใช้ได้เพราะ
ไม่เข้มงวดเท่าไร

เสียงวรรณยุกต์ คำสุดท้ายของวรรคแรกให้ใช้เสียงวรรณยุกต์ตรี หรือเสียงตรี
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ให้ใช้เสียงวรรณยุกต์จัตวาหรือเสียงจัตวา
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ ให้ใช้เสียงวรรณยุกต์สามัญหรือเสียงสามัญ
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๔ ให้ใช้เสียงวรรณยุกต์โท หรือเสียงโท
ประเภทกลาง คือยาวขึ้นไปอีกประมาณ ๑๕ วรรค มักจะพบหรือได้ฟังในลักษณะของ
คำคม หรือคำที่เป็นคติสอนใจ หรือบางครั้งอาจจะเป็นคำกล่าวรำพึงรำพันถึงคนรัก ตัวอย่างตามผัง
การสัมผัส ตามผังจะพบว่า มีทั้งหมดจะมี ๑๕ วรรค วรรคที่ ๑,๒,๓,๔,๕,๖ และ ๘,๙
และ๑๑,๑๒,๑๓,๑๔,๑๕ จะมีวรรคละ ๔ คำ ส่วนวรรคที่ ๗,๑๐ จะมี ๖ คำ โดยจะเขียนแยกกันนิดหน่วย เวลาอ่านควรอ่าน เว้นวรรคด้วย
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ จะสัมผัสกับคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๒
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ จะสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ จะสัมผัสกับคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๔
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๔ จะข้ามไปสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๖
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๕ จะสัมผัสกับคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๖
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๖ จะสัมผัสกับคำที่ ๔ ของวรรคที่ ๗
คำสุดท้าย(คำที่๖)ของวรรคที่ ๗ จะข้ามไปสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๙
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๘ จะสัมผัสกับคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๙
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๙ จะสัมผัสกับคำที่ ๔ ของวรรคที่ ๑๐
คำสุดท้าย(คำที่๖)ของวรรคที่๑๐จะข้ามไปสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๑๒
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑๑ จะสัมผัสกับคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๑๒
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑๒ จะสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๑๓
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑๓ จะสัมผัสกับคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๑๔
ส่วนวรรคที่ ๑๕ เป็นการซ้ำคำของวรรคที่ ๑๔ ทั้งวรรคเพื่อเน้นความหนักแน่นของค่าวเท่านั้น
ข้อสังเกต ถ้าคำสุดท้าย (คำที่๖) ของวรรคที่ ๗ เป็นคำตายหรือเสียงสั้น สัมผัสจะเปลี่ยนจากผังที่ให้ไว้บางจุด คือคำสุดท้ายของวรรคที่ ๙ ตามผังจะสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๑๐ เปลี่ยนเป็นสัมผัสคำที่ ๒ ของวรรคที่ ๑๐ แทน นอกจากนั้นเหมือนเดิม
เสียงวรรณยุกต์ คำสุดท้ายของวรรคแรก ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์ตรี หรือเสียงตรี
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์จัตวาหรือเสียงจัตวา
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์สามัญหรือเสียงสามัญ
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๔ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์โท หรือเสียงโท
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๕ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์สามัญหรือเสียงสามัญ
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๖ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์โท หรือเสียงโท
คำที่ ๔ ของวรรคที่ ๗ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์สามัญหรือเสียงสามัญ
คำที่ ๖ ของวรรคที่ ๗ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์ตรี หรือเสียงตรี
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๘ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์สามัญหรือเสียงสามัญ
คำสุดท้ายของวรรค ๙ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์ตรี หรือเสียงตรี
คำที่ ๔ ของวรรคที่ ๑๐ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์โท หรือเสียงโท
คำที่ ๖ ของวรรคที่ ๑๐ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์สามัญหรือเสียงสามัญ
คำสุดท้ายของวรรค ๑๑ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์ตรี หรือเสียงตรี
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑๒ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์จัตวาหรือเสียงจัตวา
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑๓ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์สามัญหรือเสียงสามัญ
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑๔ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์โท หรือเสียงโท
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑๕ ต้องเป็นเสียงวรรณยุกต์โท หรือเสียงโท
ประเภทยาว คือประเภทที่ใช้แต่งในการประกวด มักแต่งเป็นบท คือยาว ๑๒ บท ขึ้นไป
และแต่งเป็นเรื่องราว ในที่นี้ขอยกตัวอย่าง ผังค่าวของ อาจารย์พูนอุดม คนเขลางค์ จาก www. Khonmuang .com ดังนี้


การแต่งค่าวบทขึ้นต้น บทขึ้นต้น หรือบทที่ ๑ มี ๓ บาท ( ๓ บรรทัด) บาทละ ๔ วรรค

“ สะหลียินดี หมู่พี่หมู่น้อง ที่มาอ่านถ้อง ค่าวซอเป๋นสาย
หลายเมืองแท้นั้น เมืองน่านมาก๋าย เชียงใหม่เชียงราย มาร่วมสืบสร้าง
ตึงแม่ฮ่องสอน เมืองแพร่เคียงข้าง เชิญชวนหมู่เฮา พร้อมพรัก ”
การสัมผัสมีดังนี้

๑ ) ( น้อง ) ในบรรทัดที่หนึ่ง สัมผัสกับ ( ถ้อง ) ในบรรทัดที่หนึ่ง
( สาย ) ในบรรทัดที่หนึ่ง สัมผัสกับ ( ก๋าย ) ในบรรทัดที่สอง
๒ ) ( ก๋าย ) บรรทัดที่สอง สัมผัสกับ ( ราย ) ในบรรทัดที่สอง
๓ ) ( สร้าง ) บรรทัดที่สอง สัมผัสกับ ( ตั้ง ) ในบรรทัดที่สาม
การบังคับวรรณยุกต์ - ดังตัวอย่างต่อไปนี้
๑.( สะหลียินดี ) วรรคหนึ่ง - ไม่บังคับ –
( หมู่จุมพี่น้อง ) วรรคสอง เสียงตรี ( น้อง )
( ที่มาอ่านถ้อง ) วรรคสาม เสียงโท ( ถ้อง )
( ค่าวซอเป๋นสาย ) วรรคสี่ เสียงจัตวา ( สาย )
๒.( หลายเมืองแท้นั้น ) วรรคหนึ่ง – บังคับเสียงตรี ( นั้น )
( เมืองน่านมาก๋าย ) วรรคสอง บังคับเสียงจัตวา ( ก๋าย )
( เชียงใหม่เชียงราย ) วรรคสาม บังคับเสียงสามัญ ( ราย )
( มาร่วมสืบสร้าง ) วรรคสี่ บังคับเสียงโท ( สร้าง )
๓.( ตึงแม่ฮ่องสอน ) วรรคหนึ่ง - ไม่บังคับ -
( มาช่วยก่อตั้ง ) วรรคสอง บังคับเสียงโท ( ตั้ง )
( เชิญชวนหมู่เฮา ) วรรคสาม บังคับเสียงสามัญ ( เฮา )
( พร้อมพรัก ) วรรคสี่ บังคับเสียงตรี ( พรัก )

ตัวอย่างค่าวบทที่ ๒
“ ลำพูนลำปาง ก็ว่างมาทัก พะเยาร่วมเข้า มาไจ
มาแต่งค่าวจ๊อย ม่วนงันหัวใจ๋ เชิญมาทางใน หมั่นแวะหมั่นเข้า
ค่าวซอของเฮา ตึงดีแท้เจ้า มาเต๊อะเชิญมา ช่วยค้ำ ”
การสัมผัสมีดังนี้

๑. ( ไจ) บรรทัดที่หนึ่ง สัมผัสกับ ( ใจ๋ ) ในบรรทัดที่สอง
๒. ( ใจ๋ ) บรรทัดที่สอง สัมผัสกับ ( ใน ) ในบรรทัดที่สอง
๓. ( เข้า ) บรรทัดที่สอง สัมผัสกับ ( เจ้า ) ในบรรทัดที่สาม
การบังคับวรรณยุกต์ - ดังตัวอย่างต่อไปนี้
๑.( ลำพูนลำปาง )วรรคหนึ่ง - ไม่บังคับ -
( เมืองแพร่แท้ทัก ) วรรคสอง บังคับเสียงตรี ( ทัก )
( พะเยาร่วมเข้า ) วรรคสาม บังคับเสียงโท ( เข้า )
( มาไจ ) วรรคสี่ บังคับเสียงสามัญ ( ไจ )
๒.( มาแต่งค่าวจ๊อย ) วรรคหนึ่ง – บังคับเสียงตรี ( จ๊อย )
( ม่วนงันหัวใจ๋ ) วรรคสอง บังคับเสียงจัตวา ( ใจ๋ )
( เชิญมาทางใน ) วรรคสาม บังคับเสียงสามัญ ( ใน )
( หมั่นแวะหมั่นเข้า ) วรรคสี่ บังคับเสียงโท ( เข้า )
๓.( ค่าวซอของเฮา ) วรรคหนึ่ง - ไม่บังคับ -
( ตึงดีแท้เจ้า ) วรรคสอง บังคับเสียงโท ( เจ้า )
( มาเต๊อะเชิญมา ) วรรคสาม บังคับเสียงสามัญ ( มา )
( ช่วยค้ำ ) วรรคสี่ บังคับเสียงตรี ( ค้ำ )

ตัวอย่างค่าวบทที่ ๓
” แต่งหื้อม่วนงัน บ่มีชอกช้ำ มาแต่งค่าวสร้อย ซอใย
ก็ขอลาไป สุดปล๋ายเท่าอี้ เท่านี้สู่กั๋นฟัง ก่อนแลนายเหย. ”
บทสุดท้ายค่าวบทสุดท้าย ไม่มีฉันทลักษณ์บังคับตายตัว ในตอนท้ายมักจะจบว่า " ก่อนแล "
หรือ" ก่อนแลนายเหย "

รูปแบบการขับร้อง
รูปแบบการอ่านค่าว จะแยกไปตามลำดับของเหตุการณ์ และทำนองร้อง มีลีลาที่แตกต่างกัน
ออกไปจากคำสัมภาษณ์ แม่ครูสาคร พรมไชยา ได้แบ่งรูปแบบการอ่านค่าว ออกเป็น ๓ ทำนอง ดังนี้
อ่านทำนองโก่งเฮียวบง
อ่านทำนองม้าย่ำไฟ
อ่านทำนองวิงวอน
มณี พยอมยงค์ (๒๕..,หน้า ๘)ได้อธิบายถึง การอ่านค่าวแต่ละรูปแบบ ในคร่าวร่ำ ๗๐๐ ปี
เมืองเชียงใหม่ ดังนี้
การอ่านทำนองโก่งเฮียวบง หมายถึง การอ่านแบบลีลาช้ามีเอื้อน และใช้เสียงยาวสั้นไปตาม
จังหวะดนตรี โดยนิยมอ่านเรื่องต่าง ๆ ให้คนฟัง เช่น อ่านค่าวซอ ตามเรือนเย็น(บ้านที่มีศพ) หรือตามบ้านที่นิยมฟังนิยายเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ ถ้าเปรียบเทียบกับภาคกลางคือการอ่านทำนองเสนาะ
การอ่านทำนองม้าย่ำไฟ หมายถึง การอ่านแบบจังหวัดเร็วเร่งร้อนเหมือนม้าเหยียบไฟ ผู้อ่าน
เริ่มอ่านเร็วแล้วไปทอดยาวข้างปลาย อ่านแบบนี้จุเนื้อความได้มากไม่เสียเวลา แต่ก็จะมีความไพเราะไปอีกแบบหนึ่งและสามารถร้องคลอเสียงดนตรีไปด้วย
การอ่านทำนองวิงวอน หมายถึง การอ่านแบบต้องการให้ผู้ฟังเกิดความสงสารเมตตา เพราะลีลาเสียงเป็นทำนองสลดสังเวช นิยมอ่านตอนเศร้าในเรื่องละครที่ต้องการจะให้สะเทือนอารมณ์ของผู้ฟัง

การแต่งจ๊อย
บทลำนำที่นำมาใช้ในการจ๊อยคือ ค่าว นั้นเอง อาจมีเนื้อความยาวหรือสั้น ๆ ก็ได้ บทจ๊อย ก็
คือ บทค่าวที่มีทำนองช้า ๆ

จ๊อย แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท (ข้อมูลจากwww.Lannaworld.com) คือ
๑. บทจ๊อยโดยทั่วไป
เนื้อหาของบทจ๊อยมักกล่าวคร่ำครวญแสดงความรักของบ่าวที่มีต่อสาว กล่าวถึงบรรยากาศใน
ยาม ค่ำคืน เช่น


" สาวเหยสาว อ้ายมาฟู่น้อง หวังเป็นคู่ป้อง รอมแพง
ยามเดือนส่องฟ้า ดาวก็อับแสง พี่เหลียวผ่อแยง เคหาแห่งเจ้า
พี่บ่รักไผ เท่านายน้องเหน้า ในโขงชุมพู โลกนี้ "

๒. บทจ๊อยประเภท " ค่าวว้อง "
นอกจากบทจ๊อยที่แสดงความในใจของบ่าวแล้ว ยังมีบทจ๊อยลักษณะพิเศษคือมีลักษณะเป็น
บทสั้น ๆ ที่สามารถร้องวนไปวนมาไม่รู้จบได้ ( เช่นเดียวกับ " ซอว้อง ")เรียกว่า " ค่าวว้อง " ซึ่งเนื้อหาจะไม่เกี่ยวกับความรัก แต่จะกล่าวถึงเรื่องราวของชีวิตในสังคม ซึ่งถ้าดูอย่างผิวเผินจะเป็นบทจ๊อยที่สนุก ๆ ไม่มีสาระอะไร แต่ถ้าพิจารณาอย่าง ลึกซึ้งแล้วก็จะทราบว่าเนื้อหาจะแสดงถึงความขัดแย้งในสังคมบางอย่าง เช่น
" เข้าเจ้าเม็ดแง้น เชื้อมันบ่สูง สีเปี๊ยดได้บุง หุงก็ขึ้นหม้อ
ชาวบ้านหนองหวาย ผดบ้านหนองอ้อ เขาปลูกเข้าดอ จ๊าดนัก
กั๋นเป็นขโมย จะตวยไปลัก สักสี่ห้า หกบุง
ข้าวเจ้าเม็ดแง้น................" ( ร้องวนกลับไปเหมือนเดิม )
หรือ
" กลอนสิเนหา หมาขี้ใส่วัด ปัดกวาดเผ้ว ตึงวัน
มีวันนึ่งนั้น พระหน้อยไปหัน เป๋นของสำคัญ อยู่หน้าพระเจ้า
มันเป๋นหมาไผ บ่รู้จักเจ้า ใคร่ก๋ำคอเอา ดาบปั๊ด
กลอนสิเนหา........................" ( ร้องวนกลับไปเหมือนเดิม )
( ยังมีต่อ )

๓. บทจ๊อยประเภท " ค่าวก้อม " ค่าวก้อมมีลักษณะเป็นบทจ๊อยสั้น ๆ มักมีเนื้อหาค่อนแคะ
ผู้หญิง โดยบ่าวจะจ๊อยด้วยอารมณ์ขัน เป็นการยั่วโมโหสาว ทำให้บรรยากาศในการเดินไปแอ่วสาวครื้นเครง สนุกสนาน มี ๓ ชนิด คือ
๓.๑ บทจ๊อยที่ค่อนแคะสาวที่นอนแต่หัวค่ำ ไม่ยอมออกมา " อยู่นอก " ต้อนรับบ่าว เช่น
" สาวหลับเช้า กิ๋นขี้หมาก๋อง บ่าวเตียวกอ กินชิ้นไก่ต้ม "
" สาวเหยสาว แขกมาบ่รู้ บ่หาหมากเหมี้ยง พลูยา "
สาวที่มีความสามารถจ๊อยได้ ก็จะตอบโต้ออกมา เช่น
" บ่าวแอ่วเช้า กิ๋นขี้หมาก๋อง บ่าวแอ่วเตียวกอง กินขี้หมาแห้ง "
" บ่าวหมู่นี้ กินขี้ติดต๋อง บ่าวเตียวตามกอง กินขี้หมาแห้ง "
( ยังมีต่อ )



๓.๒ บทจ๊อยที่ค่อนแคะสาวที่หน้าตาไม่สวย หญิงหม้าย หรือยั่วสาวให้โกรธเล่น ๆ เช่น
" สาวเคิ้นสาวค้าง แม่ฮ้างบ้านตู๋ เอาหัวปลาทู แลกเอาก็ได้ "
" แม่หม้ายแม่ฮ้าง เหมือนค่างยองต๋อ เอาปูนกันคอ จุ๊ยหมาเห่าเล่น "
" สาวสาวหมู่นี้ หน้าอย่างแคบหมู เอาหัวปล่าทู จุ๊เอาก็ได้ "
สาวก็จะตอบโต้ด้วยเนื้อหาที่เผ็ดร้อนพอ ๆ กัน เช่น
" บ่าวห่าหมู่นี้ เอามาเยียะสัง เอาตี๋นขะนัง เข้าเหล่าป่าขี้ "
( ยังมีต่อ )

บทจ๊อยสั้น ๆ ที่มีลักษณะเนื้อหากล่าวรำพันถึงความยากจน เป็นกรระบายอารมณ์ของ
บ่าวที่ไปแอ่วสาวด้วย เช่น
" แสนโศกทุกข์ มโนคั่งคุก เกิดมาแล้วทุกข์ บ่มีเจ้าของริหาเงินทอง ก็ซ้ำบ่ได้ "
( ยังมีต่อ )
บทจ๊อยที่ใช้ตอนเดินทางกลับบ้านเมื่อบ่าวไปแอ่วสาวจนถึงเวลาอันสมควรแล้ว ก็จะเดิน
ทางกลับบ้าน ในระหว่างทางที่เดินทางบ่าวมักเล่นดนตรีหรือจ๊อยไปด้วย เป็นการระบายอารมณ์แก้เหงา และส่งสัญญาณไปในตัว เนื้อหาในบทจ๊อยจะกล่าวถึงบรรยากาศในยามดึกสงัด เช่น

เดิ๊กมามะม้อยน้ำย้อยตี๋นแป ไก่ขันแจแล ละอ่อนลุกได้
มากึ๊ดเติงหาตั่วแม่บ่าอ้าย กึ๋ดหาหลายวันรั้งเรื้อ
จะดองหาไผได้มาฟักเฟื้อ ยามอั้นเมื่อชายนอน
กองหาแต้ตั๊ก ต๋าปอเป๋นต๋อน กึ๋ดหาบังอรหัวใจแตกบ้าง
จัดเหลียวหาไผได้มาจ้วยสร้าง หื้อหายเย็นคิงอุ่นเนื้อ
(“จ๊อยถึงสาวคนรัก” จากหนังสือ คำผะหญา คติสอนใจโบราณล้านนา ปริศนากำทายบ่าเก่า และกำอู้บ่าวอู้สาว)

เครื่องดนตรีประกอบการจ๊อย การจ๊อยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องดนตรีประกอบเหมือนอย่างซอ
แต่บางครั้งอาจะดีดซึง ดีดเปี๊ยะหรือสีสะล้อคลอตามไปด้วยก็ได้

การแต่งซอ
ซอ เป็นการขับขานร้อยกรองที่มีการบังคับฉันทลักษณ์ เฉพาะโดยมีท่วงทำนอง แม่ครูสุนันทา แต้มทอง (การประชุมเชิงปฏิบัติการ ค่าว จ๊อย ซอ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย) ได้อธิบายถึงการแต่งซอว่ามีทำนอง ต่าง ๆ ทั้งหมด ๑๒ ทำนอง ศุภนิจ ไชยวรรณ (๒๕๔๗,หน้า ๖๑) ทำนองซอทั้ง ๑๒ ทำนอง บางทำนองแต่ละท้องถิ่นจะเรียกชื่อต่างกันไป เช่นทำนองพม่า ทางจังหวัดน่าน เรียกทำนองเจ้าสุวัตร นางบัวคำ เป็นต้น และมีอีกหลายทำนองที่กำลังสูญหายไป มีแต่ชื่อทำนอง เช่น ทำนองซอเยิ้น หรือ ยิ้น และซอทำนองมะเก่ากลาง ดังนี้คือ
ทำนองซอ ตั้งเจียงใหม่ (เชียงใหม่)
ทำนองตั้งเชียงใหม่เป็นทำนองที่ใช้ซอบทปฐมฤกษ์ในการซอ แต่เดิมเรียกทำนองนี้ว่า “ตั้งใหม่”
นิยมใช้ซอเริ่มเรื่อง หรือซอทักทาย เป็นการสวัสดีท่านผู้ชม โดยมีคำขึ้นต้น เช่น หลอน หมายถึง “สมมติว่า”,นาย หมายถึง “ท่าน”,”คุณ”,”เธอ”,เถิง หมาย “ถึง” ,ตั๋ว หมายถึง “ท่าน”,”คุณ” เป็นต้น ทำนองนี้จะมีเอกลักษณ์เฉพาะคำสัมผัส จะไม่เหมือนกับทำนองซอ อื่น ๆ การซอทำนองตั้งเชียงใหม่จะเป็นการบ่งชี้ให้นักขับซอได้ปรับระดับเสียงใหม่เข้ากับคู่ซอ หรือคู่ถ้อง เพราะการซอบทหนึ่งอาจะใช้เวลาหลายชั่งโมง ถ้าช่างซอยังหาจุดลงตัวของระดับเสียงไม่ได้ก็จะทำให้ไม่เกิดอรรถรสและความสุนทรี
ทำนอง จาวปุ หรือจะปุ๋
ทำนองซอ จาวปุ๋ หรือจะปุ๋ มีการสันนิษฐานว่า เป็นทำนองของชาวปุ๋ ในแค้วนสิบสองปันนา
จังหวัดน่านจะเรียกทำนองนี้ว่า “จ๊กก๊ก” ทำนองนี้เป็นทำนองดั้งเดิมของซอพื้นเมืองใช้ซอต่อจากทำนองซอตั้งเชียงใหม่หลังจากลงทำนองเชียงแสนแล้วหรือบางครั้งใช้ซอหลังจากเปลี่ยนเป็นทำนองอื่น ๆ เพื่อเข้าสู่ทำนองละม้ายอีกครั้ง
ทำนองจะปุ๋ เป็นซอที่มี ความอ่อนหวาน ละมุนละไม การใช้ทำนองนี้มีอยู่ สองลักษณะคือ ซอ
แบบครึ่งท่อนหลัง และซอเต็มท่อน การซอแบบครึ่งท่อนหลังจะใช้ต่อจากการซอลงเชียงแสน หรือเมื่อเปลี่ยนเป็นทำนองอื่น ๆ เพื่อเข้าสู่ทำนองละม้าย

ทำนองละม้าย
ซอละม้ายเป็น ทำนองที่ให้จังหวะครึกครื้น สนุกสนาน ใช้ต่อจากทำนองจะปุ๋ ทำนองนี้พัฒนา
มาจากทำนองจะปุ๋ ซอแบบดั่งเดิมก่อนนั้นเมื่อซอทำนองเชียงใหม่แล้วก็จะต่อด้วยทำนองจะปุ๋และทำนองอื่น ๆ ยังไม่มีทำนองละม้าย ต่อมามีการเปลี่ยนระดับเสียงซอ เป็นอีกระดับที่สูงกว่าทำนองจะปุ๋ แต่ใช้คำร้องเดียวกันกับทำนองจะปุ๊ จึงเรียกทำนองนี้ว่าละม้าย ซึ่งแปลว่า คล้ายคลึง หมายถึงมีทำนองคล้ายคลึงกับทำนองจะปุ๋ นั้นเอง

ทำนองเงี้ยว หรือเสเลเมา
ทำนองเงี้ยว หรือเสเลเมาเป็นทำนองซอดั้งเดิมอีกทำนองหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป
สันนิษฐานว่าได้รับมาจากชาวเงี้ยว หรือไต หรือไทยใหญ่ ซึ่งเป็นชนชาติหนึ่งอยู่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า ซอทำนองนี้แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ เงี้ยว เงี้ยวสิบชาติ ที่เรียกชื่อว่า เงี้ยวสิบชาติ เนื่องจากเป็นทำนองที่ใช้ซอ เรื่อพระเจ้าสิบชาติ หรือ พระเวสสันดรชาดกนั้นเอง ทำนองซอเงี้ยวสิบชาติ กับทำนองซอเงี้ยวธรรมดาจะแตกต่าง กันที่ท่อนกลางเท่านั้น
ทำนองเพลงอื่อ
เป็นซอทำนองดั้งเดิมอีกทำนองของล้านนา สันนิษฐานว่า อาจะมาจากเพลงอื่อกล่อมลูกของ
ชาวล้านนา (เพลงอื่นจา) ทำนองเพลงนี้มักใช้ซอในบทอำลา ซอลาปอย ซอขึ้นบ้านใหม่ หรือซอมัดมือลูกแก้ว หรือซอเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ เช่นชีวประวัติบุคคลสำคัญ เรื่องราวในชาดก เพราะเป็นทำนองที่สามารถแต่งให้กระชับในแต่ละวรรค(จิ่ม)ได้ง่าย และเป็นทำนองที่อ่อนหวานกินใจผู้ฟัง

ทำนองพม่า
เป็นทำนองซอที่รู้จักกันดี เพราะศิลปินซอภาคเหนือนิยมมาซอ เป็นทำนองเก่าแก่ ซอพม่านี้
ทางจังหวัดน่านจะเรียกซอทำนองนี้ว่า ทำนองเจ้าสุวัตร/นางบัวคำ เพราะเป็นการเรียกตามชื่อเรื่อง ทำนองพม่านี้ส่วนมากจะใช้ซอสูมาครัวตาน เพราะเป็นทำนองที่สั้นและจำง่าย มีคำสัมผัสจากท้ายจรดหัว จึงไม่นิยมนำมาซอในงานต่าง ๆ เท่าไร

ทำนองพระลอ
ซอทำนองพระลอเป็นทำนองดั้งเดิมของซอล้านนาเช่นกัน แต่เดิมเรียกทำนองนี้ว่า ซอล่องน่าน
แต่ที่เรียกว่าซอพระลอนั้น เพราะซอมีชื่อเรื่องพระลอ ซึ่งเป็นเรื่องราวของพระลอ พระเพื่อน พระแพง ต่อมาพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ทรงให้ท้าวสุนทรพจนกิจ กวีประจำคุ้มรจนาประพันธ์บทซอเรื่องน้อยใจยา โดยใช้ทำนองนี้เป็นทำนองซอ จึงเรียกทำนองนี้ว่า ทำนองซอน้อยใจยาเช่นกัน ทำนองนี้นิยมใช้ซอพรรณนาความงามของธรรมชาติ พืชพรรณไม้นานาชนิดตลอดจนถึงสัตว์ป่า

ทำนองเจียงแสน
ทำนองเชียงแสนเป็นทำนองที่ใช้ต่อท้ายทำนองตั้งเจียงใหม่ (ตั้งก๋าย) คือจะเป็นทำนองที่ใช้
ก่อนขึ้นทำนองจะปุ๋ ลักษณะจะซอสั้น ๆ เพียง ๑ บรรทัดตามเสียงปี่
ทำนองปั่นฝ้าย
ทำนองซอปั่นฝ้าย เป็นทำนองซอที่เกิดจากจังหวัดน่าน โดยศิลปินพื้นบ้านของจังหวัดน่านคือ
พ่อครูไชยลังกาเครือแสนเป็นผู้แต่งทำนอง เพื่อใช้ซอเกี่ยวกับการปลูกฝ้าย เก็บฝ้าย ปั่นฝ้าย มีฉันทลักษณ์คำสัมผัสเดินหน้าตลอดทำนอง

ทำนองลองน่าน
ทำนองซอล่องนานนี้มีประวัติมายาวนาน โดนมีตำนานกล่าวถึงซอทำนองนี้ว่า พญาการเมือง
ได้ย้ายเมืองวรนคร หรือเมืองปัว (อำเภอปัวในปัจจุบัน) มาตั้งเมืองใหม่ ฯ จังหวัดน่านในปัจจุบัน การย้ายเมืองในครั้งนั้น พญาการได้จัดสร้างแพขึ้นทั้งหมด ๗ แพเพื่อเตรียมการขนย้ายผู้คน บรรดาแพทั้งหมดมีแพหนึ่งบรรทุกคณะดนตรีและช่างซอชื่อปู่คำมาและย่าคำมี ได้ซออำลาบ้านเกิดเมืองนอนที่เคยอยู่ และบรรยายความงามตามธรรมชาติ ดอกไม้ ป่าไม้ ตามสองข้างฝั่งลำน้ำน่าน จึงเรียกซอทำนองนี้ว่า ทำนองล่องนานตั้งแต่นั้นเป็น ต้นมา


คุณค่า
บทบาทของเพลงพื้นบ้านค่าว จ๊อย ซอ ในวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย
วรรณกรรมพื้นบ้านมีความสำคัญกับคนล้านนา โดยเป็นสื่อพื้นบ้านที่ดีที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับสื่อชนิดอื่น ๆ เพราะเข้าถึงคนในท้องถิ่นได้ดีกว่า เพราะในอดีตชาวบ้านบางคนไม่มีโอกาสได้ฟังข่าว หรือ รับฟังข่าวสารจากสื่อ เช่นวิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ แต่มีโอกาสได้ฟังซอมากกว่า ดังนั้นเพลงพื้นบ้าน อย่างค่าวซอ หรือจ๊อย ซอ จึงสามารถบอกให้คนในท้องถิ่นรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และสามารถชี้แจงรายละเอียด ยกตัวอย่างให้คนฟังเข้าใจมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นในงานบุญ ประเพณีของชาวล้านนาจึงนิยมนำค่าวซอ จ๊อย ซอ มาขับกล่อมให้ความบันเทิง เช่นงานบวชนาค ปอยข้าวสังข์ ปอยหลวง งานขึ้นบ้านใหม่ งานฉลอง งานบุญต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในงานมงคล
ในปัจจุบันจากกระแสความตื่นตัวทางวัฒนธรรมพื้นบ้านส่งผลให้คนส่วนหนึ่งหันกลับมาให้
ความสนใจเพลงพื้นบ้าน เช่น ซอเพิ่มขึ้น มีการถ่ายทอดให้เยาวชนในโรงเรียน และทางภาครัฐได้ให้การสนับสนุนโดยมีการจัดหลักสูตรท้องถิ่นขึ้น ในจังหวัดเชียงรายมีหลายโรงเรียนที่เชิญพ่อครูแม่ครูเข้าไปเป็นวิทยากรบรรยายการร้องเพลงพื้นบ้านค่าว จ๊อย ซอ นอกจากนั้นยังมีการถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ผู้ที่สนใจศิลปะการแสดงแขนงนี้ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างบทบาทของศิลปินเพลงร้องพื้นบ้านในจังหวัดเชียงราย ดังนี้
พ่อครูศรีทวน สอนน้อย จากความสามารถในการประพันธ์บทค่าว ซอ และการขับซอ ทำให้พ่อครูศรีทวน มีลูกศิษย์เป็นจำนวนมากในภาคเหนือ มีลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในจังหวัด เช่นพ่อเรวัติ พรหมรักษ์ แม่ทองสร้อย นายถวิล ใจธรรม (โก๋) ใจธรรมเป็นต้น
ผลงานประพันธ์ค่าว ซอที่ผ่านมา จำนานมากกว่า ๑๒๐ สำนวน เช่น ตลกเกี้ยวสาว การทำบุญปอยข้าวสังข์ ท่องเที่ยวเมืองเชียงราย ประวัติพ่อขุนเม็งรายผู้สร้างเมืองเชียงราย รณรงค์ต่อต้านและป้องกัน ยาเสพติด เป็นต้น
นางสุนันทา แต้มทอง หรือ แม่ครูจันทร์ตา ศาลาหล้ม แม่ครูได้เป็นวิทยากรถ่ายทอดโดยการสอนซอให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่๑และ๒ โรงเรียนบ้านสันโค้ง (เชียงรายจรูญราษฎร์) โรงเรียนบ้าน ห้วยส้านยาว โดยให้นักเรียนมาเรียนที่บ้าน และยังมีโครงการที่จะเป็นวิทยากรสอนซอให้กับนักเรียนในโรงเรียน ต่าง ๆ ในจังหวัดเชียงราย
นางสาคร พรมไชยา แม่ครูสาคร เป็นผู้มีความสามารถด้านการประพันธ์บทค่าว ที่ผ่านมาได้ประพันธ์บทค่าว และได้รับรางวัลเป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันได้เผยแพร่บทค่าวโดยผ่านการจัดรายการค่าว ฮ่ำ ลำนำเพลง สถานีวิทยุชุมชนเทิง ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา ๑๒.๐๐ - ๑๓.๐๐ น. และเป็นวิทยากรสอนการเขียนค่าวให้กับนักเรียนในโรงเรียน
ยังมีพ่อครู แม่ครู ในจังหวัดเชียงรายอีกหลายท่านที่ไม่ได้เอยนามในที่นี้ ได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ ด้านเพลงร้องพื้นบ้านค่าว จ๊อย ซอ ให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจได้รู้จัก และเป็นการอนุรักษ์ รักษา สืบทอดวัฒนธรรม การเพลงร้องพื้นบ้านให้คงอยู่ต่อไป
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
เถิง ศรีบุญ,นาง.แม่ครูเพลงซอ.เกิดวันที่ ๙ มกราคม ๒๔๘๐ บ้านเลขที่ ๓๘ หมู่ ๑๐ ตำบล ป่าก่อดำ
อำเภอแม่ลาวจังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ - บันทึกข้อมูลวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๘
ลพ พุทธวงค์,นาย.พ่อครูเพลงซอ. เกิดวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๔๘๔ บ้านเลขที่ ๖๗ หมู่ ๒ ตำบล ม่วงยาย
อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ - บันทึกข้อมูลวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๘
สาคร พรมไชยา,นาง.แม่ครูการเขียนค่าว, เกิดวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๔๙๗ บ้านเลขที่ ๑๑ หมู่ ๑๕ ตำบล งิ้ว
อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ ๐๕๓-๖๖๙๔๙๖ บันทึกข้อมูลวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๔๘
สุนันทา แต้มทอง,นาง.แม่ครูเพลงซอ. เกิดวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๔๙๕ บ้านเลขที่ ๒๑ หมู่ ๑๓ ตำบล ดงมะดะ
อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ ๐๙-๕๕๖๙๗๔๕ บันทึกข้อมูลวันที่ ๒๑-๒๒ กันยายน
๒๕๔๘
ศรีทวน สอนน้อย,นาย.พ่อครูเพลงซอ. เกิดวันที่ ๗ เมษายน ๒๔๘๒ บ้านเลขที่ ๑๐๐ หมู่ ๖ ตำบล เกาะช้าง
อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ - บันทึกข้อมูลวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๘
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
นางสาวจิตติมา วงศาลาภ
นางสาววรประภา พินิจสุวรรณ
  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    33102 views