พิมพ์

การแข่งโพน-รำโพน

ชื่อรายการ
การแข่งโพน-รำโพน
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคใต้
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

โพน หรือตะโพน คือกลองหรือกลองเพลของภาคกลาง เป็นดนตรี ประเภทเครื่องตี ในภาคใต้มีไว้ประจำตามวัดวาอารามเพื่อตีบอกเวลา ใช้ตีประโคมเรือพระในเทศกาลออกพรรษาหรือชักพระ เรียกว่า “คุมโพน” ใช้ตีประชันเสียงเป็นกีฬาอย่างหนึ่งเรียกว่า “แข่งโพน” และนำไปเล่น “หลักโพน” โพนจะมีค่าเพียงใดขึ้นอยู่กับความนุ่มนวลและความดังของเสียง ซึ่งขึ้นอยู่กับการทำตัวโพน (หรือหน่วยโพน) กับวิธีหุ้มโพน
“โพน” ภาษาท้องถิ่นของจังหวัดพัทลุง ใช้เรียกชื่อเครื่องดนตรีไทยที่มีรูปร่างคล้ายกลองทัด มีขาตั้ง จำนวน ๓ ขา ตีด้วยไม้แข็ง ๒ มือ ตัวโพนทำด้วยการขุดเจาะจากไม้เนื้อแข็ง เช่น จากไม้ต้นตาล ไม้ขนุน ฯลฯ มีขนาดรูปทรงต่าง ๆ กัน ส่วนมากมีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ ๓๕ – ๘๐ เซนติเมตร หน้าโพนนิยมหุ้มด้วยหนังควายทั้ง ๒ หน้า ไม้ตีโพนกลึงด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้สาวดำไม้หลุมพอ สำหรับโพนที่ทำพิเศษเพื่อเข้าแข่งขัน เรียกว่า “โพนแข่ง” โพนที่มีชื่อเสียงของจังหวัดพัทลุงมีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น โพนชื่อ ฟ้าลั่น ฟ้าสะท้าน เต่าทอง ก้องนภา อีโครงพุก ฟ้าจำลอง น้องไพ ไอ้ราหู ฯลฯ
โดยปรกติโพนเป็นสมบัติของวัด ที่ใช้ในโอกาสต่าง ๆ ดังนี้
๑. บอกเวลาพระฉันภัตตาหาร (ปรกติเวลา ๐๗.๐๐ น. และ ๑๑.๐๐ น.)
๒. ตีบอกเวลาในวันที่ไม่เห็นดวงอาทิตย์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
๓. บอกสัญญาณนัดแนะประชุมหรือรวมกลุ่ม
๔. เตือนการเตรียมงานของกลุ่ม เช่น ลากพระ รับกฐิน
๕. บอกเหตุร้ายหรือขอความช่วยเหลือ
๖. เร่งเร้าความพร้อมของหมู่คณะ เช่น ลากพระ ลากซุง
๗. แข่งขันเสียงดังของโพน

ประวัติความเป็นมา
บรรพบุรุษในอดีตกาล ได้นำเอาหนังวัว หนังควายมาหุ้มปลายไม้ท่อนที่เจาะกลวงทะลุทั้งสองด้าน แล้วหาไม้มาตีหนังที่ขึงไว้จนตึงแล้วเรียกสิ่งนั้นว่า “กลอง” ซึ่งชาวเมืองพัทลุงเรียกกลองที่มีขนาดใหญ่ว่า “โพน” หรือ “ตะโพน”
“โพน” เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้าน และเป็นเครื่องให้จังหวะสัญญาณชนิดหนึ่งที่เริ่มมาเมื่อใด ไม่ทราบได้ สรุปได้แต่เพียงว่า “โพน” หรือ “กลอง” ปรากฏมีมาตั้งแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เกิดมาทุกรุ่นพอจำความได้ ก็พูดตรงกันว่า “เราเกิดมาก็เห็นโพนอยู่แบบนี้แหละ”
“โพน” ถ้าจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับ “กลอง” ก็จะเห็นว่าในกลุ่มชนพื้นบ้านพื้นเมืองทั่วโลกจะมีเครื่องดนตรีที่มีลักษณะเดียวกันนี้มาช้านานแล้ว จึงกล่าวได้ว่า “โพน” หรือ “กลองขนาดใหญ่” เป็นเครื่องดนตรี เครื่องให้จังหวะที่มีความเจริญควบคู่กับวิถีชีวิตของมนุษย์ และชาวพัทลุงมาช้านานแล้วเพียงแต่ “การประดิษฐ์และลีลาในการตีการใช้ประโยชน์จากโพนของเมืองพัทลุง” แตกต่างไปจากท้องถิ่นอื่น จึงถือได้ว่านี้คือ “เอกลักษณ์ของโพนเมืองพัทลุง”
เมืองพัทลุงในอดีต เวลาพระฉันภัตตาหารเพล คือในเวลา ๐๗.๐๐ น. และ ๑๑.๐๐ น. เวลาจะบอกเหตุร้ายแก่ชาวบ้านหรือเวลาใดที่ไม่สามารถเห็นดวงอาทิตย์เป็นเวลานาน บอกสัญญาณนัดแนะประชุมหรือรวมกลุ่ม เตือนการเตรียมงานของกลุ่ม เช่น ลากพระ รับกฐิน บอกเหตุร้ายหรือขอความช่วยเหลือ ชาวบ้านจะอาศัย “เสียงโพน” จากวัด หรือ จากหมู่บ้านเป็นสัญญาณที่รู้กันแบบสัญญาประชาคม หรือในยามเดือน ๑๐ ย่างเข้าเดือน ๑๑ หรือ ก่อนออกพรรษา ราว ๑๐ – ๒๐ วัน ตั้งแต่พลบค่ำยันเที่ยงคืน เสียงโพนตามวัดต่าง ๆ ก็จะดังกระหึ่มก้องไปทั่วแทบทุกหมู่บ้านซึ่งเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า “ใกล้ถึงวันลากพระ” และความสนุกสนานของชาวบ้านในวันลากพระ จะลากช้า ลากเร็ว หรือจะระทึกใจเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับ “จังหวะเสียงโพน”
จึงสรุปไม่ได้ว่า “โพน” เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อใด อย่างไร รู้แต่เพียงว่า “โพน” เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของชาวเมืองพัทลุงมาแต่โบราณกาล และยังคงความ เป็นเอกลักษณ์ของชาวเมืองพัทลุงในปัจจุบันและอนาคตสืบไป
สถานะภาพองค์ความรู้ที่มีอยู่
โพนบทบาททางสังคม
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เมื่อ “เสียงโพน” ดังขึ้น ทุกคนที่ได้ยินจะต้องเงี่ยหูฟัง แม้ว่าในยุคโลกาภิวัตน์ความนิยมใน “โพน” จะลดน้อยลงไปบ้าง แต่ถ้าเสียงโพนดังรัวขึ้นเมื่อไร คำถามจากใจของทุกคนจะมีว่า “เขาทำอะไร ที่ไหน ทำไม”
ครั้งปู่ย่าตายาย จะใช้โพนเป็นเครื่องกำกับจังหวะในการร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน เพื่อต้องการความพร้อมเพรียงเมื่อเกิดเหตุร้ายในหมู่บ้าน “เสียงโพน” จะดังขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกคนก็จะกระโจนออกนอกบ้านไปพร้อมกันที่เกิดเหตุและทุกวันชาวบ้านจะฟังเสียงโพน เพื่อรับรู้เวลาโมงยาม หรือถึงเวลาพระฉันเพล ซึ่งหมายถึงเที่ยงวัน การนัดหมายเรียกการประชุมของวัดหรือหมู่บ้านจะใช้โพนเป็นสัญญาณ
ยามใดที่ชาวบ้านต้องการสนุกสนาน ก็จะมีโพนเข้าร่วมผสมโรงอยู่เสมอ “โพน” จึงเปรียบเสมือนคู่ทุกข์คู่ยาก เป็นเครื่องดนตรีหรือเครื่องกำหนดสัญญาณจังหวะที่เคียงคู่เคียงกายชาวบ้านมาโดยตลอด
บัดนี้ “โพน” ได้กลายเป็นมรดกจากผู้เฒ่า มาเป็นเอกลักษณ์ให้แก่ลูกหลานชาวพัทลุง ผลสืบเนื่องข้างเคียงจากการอนุรักษ์ และพัฒนาโพนสามารถทำให้ลูกหลานสามารถมีรายได้ มีชื่อเสียง มีงานทำ สามารถควบคุมปกครองกันได้เป็นกลุ่มเป็นพวก ชนทุกระดับ ได้รับประโยชน์จาก “โพน” โดยทั่วถึงกัน
ในปัจจุบันทั้งในเมืองพัทลุงและจังหวัดใกล้เคียง นิยมนำ “โพน” มาเป็นเครื่องสัญญาณให้ “ประธานในพิธีตีโพน” เพื่อเปิดงานสำคัญของบ้านเมืองเสมอ


โพนกับประเพณีลากพระ
ประเพณีลากพระเป็นหนึ่งในประเพณีที่เกี่ยวข้องผูกพันกับพุทธศาสนา และเป็นประเพณีที่ทำให้พุทธศาสนิกชนได้บุญ มีความสนุกสนานเป็นอย่างมาก ความเชื่อเกี่ยวกับการจัดขบวนไปคอยต้อนรับและแห่แหนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคราวเสด็จสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ปรากฏเป็นพระเพณีลากพระจากอดีตกาลมาจนถึงปัจจุบัน
ในอดีตจะมีเครื่องดนตรีอะไรบ้าง ที่ใช้ประกอบในขบวนแห่ หรือลากพระไม่อาจยืนยันได้ แต่จากอดีตแห่งความทรงจำ จนถึงปัจจุบัน “โพน” เป็นเครื่องดนตรีตัวหลักสำคัญ ที่ใช้ประกอบในตัวเรือพระ เพื่อแห่แหนพระพุทธรูป ในประเพณีลากพระ
“โพน” ในเรือพระจะเป็นเครื่องส่งสัญญาณให้ประชาชนได้รับรู้ว่า จะมีการลากพระ จะเป็นเครื่องกำหนดจังหวะความพร้อมเพรียง ช้า เร็ว ให้แก่ผู้ที่มาลากพระและเป็นเครื่องกระตุ้นความรู้สึกให้เกิดระลึกถึงอยู่เสมอว่า “นี่คือการลากพระในพุทธศาสนา” และ “โพนจะเป็นเสียงสะกดให้ทุกคนลืมทุกข์โศกเศร้าไปได้ชั่วขณะหนึ่ง” ทุกคนจะมีความรู้สึกสนุกตื่นเต้นเมื่อได้ยินเสียง”โพน”

คุมโพน
คุมโพน คือ การประโคมเรือพระเ พื่อประกาศให้ชาวบ้านทราบว่าทางวัดจะจัดให้มีการลากพระและใช้ประโคมในวันลากพระเพื่อตีเป็นสัญญาณคุมการลากเรือพระให้ลากช้าหรือเร็ว
การคุมโพน แต่ละวัดจะทำล่วงหน้าก่อนถึงวันชักพระหรือลากพระ เพื่อบอกให้ชาวบ้านรู้ว่าวัดนั้นจะมีกิจกรรมการชักพระตามประเพณี ในทางตรงกันข้ามถ้าวัดใดไม่มีการคุมโพนล่วงหน้าตามกำหนดย่อมแสดงว่าวัดนั้นงดการจัดกิจกรรมการชักพระหรือลากพระในปีนั้น
การคุมโพน นิยมกระทำก่อนถึงวันชักพระ (เดือน ๑๑ แรม ๑ ค่ำ หรือ เดือน ๕ แรม ๑ ค่ำ) เป็นเวลา ๓ วัน แต่บางวัดอาจจะเริ่มเร็วกว่านั้น และโดยมากจะคุมโพนในเวลากลางคืน โพนที่นำมาตีประโคมนิยมใช้ ๒ ใบ เป็นเสียงแหลม (เสียงตึง) ๑ ใบ และเสียงทุม (เสียงท็อม) ๑ ใบ มีจังหวะและลีลาการตีโดยเฉพาะและตีสลับเสียงกันดังนี้
ตึ้ง ตึ้ง ท็อม
ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ท็อม
ตึ้ง ตึ้ง ท็อม ท็อม
ตึ้ง ท็อม ตึ้ง ท็อม
การคุมโพน ๒ คืนแรกจะเริ่มตั้งแต่ย่ำค่ำจนถึงเที่ยงคืนส่วนคืนที่ ๓ จะคุมตลอดทั้งคืน(แต่ไม่ถือเป็นข้อบังคับ) ผู้ที่ประโคมมักเป็นศิษย์วัดและอุบาสกที่อยู่ใกล้ ๆ วัด โดยปกติจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันตี อาจตีคนเดียว ๒ ใบ หรือคนละใบสลับเสียงกันตามวิธีที่กล่าวแล้ว เชื่อกันว่าผู้ร่วมคุมโพนจะได้กุศลด้วย
เมื่อถึงวันชักพระหรือลากพระ เรือพระ (เรือที่ตกแต่งขึ้นสำหรับชักพระ) ทุกลำจะมีการคุมโพนตลอดเวลา แต่อาจจะมีเครื่องประโคมอย่างอื่นประกอบ เช่น ฉิ่ง ฉาบ ฆ้องคู่ รำมะนา เป็นต้น ลีลาการตีบางตอนอาจเปลี่ยนเป็นตีเชิดเพื่อเร่งเร้าให้ผู้ชักเรือพระหรือลากเรือพระโหมกำลังยิ่งขึ้น

แข่งโพน
แข่งโพน แข่งตะโพน หรือชันโพน ก็ว่า เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวปักษ์ใต้ ที่เชื่อกันว่าเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน กับประเพณีชักพระ เพราะเป็นการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน ก่อนที่จะมีการชักพระในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ อันเป็นวันออกพรรษา ในช่วงปลายเดือน ๑๐ วัดต่าง ๆ จะเตรียมการชักพระตั้งแต่การทำบุษบกหุ้มโพน และเริ่มคุมโพนก่อนที่มีการประกาศให้ชาวบ้านรู้ว่าทางวัดจะจัดให้มีการชักพระหรือลากพระ ตามประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาเหมือนทุก ๆ ปี แต่เนื่องจากวัดส่วนมากจะอยู่ในละแวกเดียวกัน เสียงโพน ที่ดังออกไปไกล บางครั้งชาวบ้านก็ไม่รู้เป็นเสียงของวัดใด จึงทำให้วัดต่าง ๆ แข่งเสียงโพนกันว่า โพนของวัดใดเสียงดังกว่ากันในระยะแรกก็ตีแข่งกันในวัด ตามกลางทุ่งกลางนาหรือสถานที่เตรียมไว้ ในวันชักพระก็จะมีโพนประจำเรือพระไว้คอยตีให้สัญญาณเพราะเสียงดังไปไกลได้ยินทั่วถึง จึงต้องใช้โพนตีเพื่อให้สัญญาณเป็นการคุมการลากเรือพระว่าต้องการลากช้าหรือเร็ว เพราะเรือพระใช้เชือกลากเส้นใหญ่ ๆ มีขนาดยาวไม่น้อยกว่า ๓๐ เมตร เสียงโห่ร้องของคนที่มาลากพระ ทำให้ไม่สามารถวิ่งสั่งงานด้วยปากเปล่าได้ทั่วถึงกัน เช่น ถ้าได้ลากเร็ว ๆ ก็ตีรัวให้ถี่ ถ้าจะให้ช้าก็ตีจังหวะช้า ในบางครั้งเมื่อชาวบ้านลากหลายวัดลากพระมารวมกัน ก็มักจะมีการแข่งโพนกันต่อจากนั้นก็จะเป็นการแข่งขันซัดต้มเป็นต้น จากเหตุการณ์นี้จึงทำให้เกิดมีการแข่งโพนขึ้นซึ่งเราพบมากในหมู่บ้านชนบท
การแข่งโพน แบ่งได้ เป็น ๒ อย่างคือ
๑. การแข่งขันมือ (ตีทน) การแข่งขันแบบนี้ไม่ค่อยนิยมเพราะต้องใช้เวลานาน แข่งขันจนผู้ตีมืออ่อนหรือผู้ตีหมดแรงจึงตัดสินได้
๒. การแข่งเสียง การแข่งแบบนี้เป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน เพราะใช้เวลาสั้น ๆ ก็สามารถคัดเลือกคนชนะได้
การแข่งโพนส่วนมากจะเริ่มในปลายเดือน ๑๐ และสิ้นสุด วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑
นิยมแข่งขันกันในเวลากลางคืน ถ้าหากมีโพนหลายคู่ การแข่งขันจัดเป็นคู่ ๆ โดยแต่ละฝ่ายใช้ผู้ตีเพียงคนเดียว โดยเริ่มจากการตีลองเสียงว่าโพนใบไหนเสียงใหญ่ และใบไหนเสียงเล็ก กรรมการจัดไว้เป็น ๒ ชุด
สำหรับควบคุมมิให้ผู้แข่งขันเปลี่ยนคนตีชุดหนึ่ง และเป็นกรรมการฟังเสียง ซึ่งมีราว ๓ – ๕ คน อีกชุดหนึ่ง กรรมการชุดหลังจะอยู่ห่างจากที่ตีไม่ต่ำกว่า ๑๕๐ เมตร เพื่อฟังเสียงและตัดสินว่าโพนลูกดังกล่าวกัน

หลักโพน
หลักโพน เป็นการละเล่นโดยการเอาโพนมาตีโต้ตอบแข่งขันกันระหว่างวัดเพื่อซักซ้อมให้เกิดความสนุกสนานก่อนวันชักพระ คำว่า “หลัก” หมายถึง ดัก หรือจับ หลักโพนจะเล่นกันในเวลากลางคืนตั้งแต่วันขึ้น ๑ ค่ำ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ของทุกปีในการเล่นหลักโพน ผู้เล่นจะแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย โดยเอาวัดเป็นการแบ่งเขต ใครอยู่ใกล้วัดไหนก็เอาวัดนั้นเป็นฝ่ายของตน เมื่อถึงคืนวันแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันทั้ง ๒ ฝ่ายจะเอาโพนวันที่จะตีในวันชักพระมาใส่รถลาก (รถทำขึ้นเองเลื่อยไม้ให้เป็นแว่นทำล้อ ตัวรถทำขึ้นแบบง่าย ๆ ด้วยพอวางโพนได้ ๒ ใบแล้วผูกเชือกลาก) วัดละ ๒ ใบ ใบเสียงแหลมเรียกว่า “หน่วยตึ้ง” ใบเสียงทุ้ม เรียกว่า”หน่วยท็อม มีคนลาก ๑ หรือ ๒ คน อีก ๒ คน คอยตีอยู่ข้างหลังคนละใบ โดยมีสมาชิกคนอื่น ๆ เดินตามหลังคนตีกลองแต่ละฝ่ายไปเป็นขบวน เมื่อถึงเวลาเล่นหลักโพนผู้เล่นทั้ง ๒ ฝ่าย จะตีโพนออกจากวัด
เดินเข้าหากัน โดยที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตีขึ้นก่อนฝีกฝ่ายหนึ่งจะตีตอบรับกันเป็นจังหวะ การเล่นหลักโพนมีหลักการอยู่ ๒ อย่าง คือ
๑.หลักจับคนตีโพน เมื่อ ๒ ฝ่ายตีเข้าหากันอยู่ในระยะที่จะมองเห็นซึ่งกันและกันได้ต่างฝ่ายต่างก็หยุดตี สมาชิกในขบวนของแต่ละฝ่ายก็จะเตือนคนตีโพนของฝ่ายตรงข้ามด้วย ถ้าต่างฝ่ายต่างมองไม่เห็นซึ่งกันและกันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะตีขึ้นก่อน ๒ – ๓ ครั้ง เป็นการหลอกล่อ แล้วรีบหลบที่ซ่อนอย่างรวดเร็วไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นได้ว่าตีโพนอยู่ที่ใดถ้าฝ่ายไหนโผล่ให้เห็นก่อนให้อีกฝ่ายหนึ่งจับได้ถือว่าแพ้
๒. หลักโพน ทั้ง ๒ ฝ่ายจะตีโพนให้มีจังหวะเหมือนกันตีสลับกันฟัง แล้วให้เหมือนกับว่าที่
ฝ่ายเดียวกัน เช่น ตีโพน ๒ ใบ ๘ จังหวะ ฝ่ายแรกจะตี “ตึ้งท็อม ตึ้งท็อม ตึ้งตึ้งท็อมท็อม” อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องตีอีก ๔ จังหวะให้เข้ากันว่า “ตึ้งตึ้งท็อมท็อม” ถ้าตีผิดจังหวะไปจากนี้ถือว่าแพ้
การเล่นหลักโพนจะมีคืนสำคัญอยู่คืนหนึ่ง คือคืนก่อนวันชักพระในวันออกพรรษาจะมีการแข่งขันถือเอาแพ้เอาชนะด้วยอาหารคาวหวานในวัดของฝ่ายผู้แพ้ ในวันแรม ๑ ค่ำ หลังจากชักพระกลับสู่วัดแล้วเพื่อความสนุกสนานและความสามัคคีกันทั้ง ๒ ฝ่าย การเล่นหลักโพนนี้ปัจจุบันหาดูได้ยาก


โพน กับการแข่งขันซัดต้ม
ประเพณีลากพระเมืองพัทลุง นอกจากจะมีการประกวดเรือพระแข่งโพน หรืออื่น ๆ แล้วยังมีกิจกรรมการละเล่นที่โดดเด่นและน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ “การซัดต้ม”
“ต้ม” ขนมพื้นบ้านทำจากการเอาข้าวเหนียวมาห่อด้วยใบกะพ้อเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า (บางครั้งไม่ค่อยเท่ากัน) แล้วนำมาต้มหรือนึ่งจนสุกกินได้ บางคนจะทำเป็นต้มลูกเดียว บางคนจะทำเป็นต้มช่อ คือห่อกับใบกะพ้อทั้งช่อก้านแล้เอาต้มนั้นไปถวายพระไปแสดงความคารวะผู้เฒ่าที่นับถือ และเอาต้มไปแขวนที่เรือพระเสมือนหนึ่งมอบไว้เป็นเสบียงสำหรับการเดินทางของคณะแห่เรือพระโดยอุปมาเหมือนทำบุญไปสู่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ให้ได้รับส่วนกุศล ด้วยความศรัทธาของมหาชน ทำให้ต้มมีมากจนวางด้วยมือไม่ถึง บางคน “โยน” หรือ “ขว้างปา” เพื่อส่งต้มให้ถึงเรือพระจนกลายเป็นที่มาของ“การแข่งขันซัดต้ม” จากเดิมโยนต้ม ปาต้มเพื่อความสนุกสนานแต่ปัจจุบันมีการแข่งขัน “ซัดต้ม” จนเป็นประเพณีโดยแบ่งพวกแบ่งฝ่าย ซัดต้มเข้าหากัน ใครซัดถูกฝ่ายตรงข้ามมากว่าในเวลาที่กำหนด ถือว่าเป็นผู้ชนะการแข่งขัน
“ต้ม” ที่ใช้ในการแข่งขันในปัจจุบัน วิวัฒนาการการประดิษฐ์มาเป็น “ลูกต้มสี่เหลี่ยม” ทำจากใบเตยหรือใบมะพร้าวสดนำมาห่อทรายผสมข้าวสุก เมื่อห่อเสร็จแล้วจะนำไปแช่น้ำให้ “พองและแน่น” เมื่อนำมาแข่งขัน” ซัดหรือปา” ถูกคู่แข่งขันก็จะได้ยินเสียงร้อง พร้อมฝากรอยแผลให้ระลึกถึงเสมอ
ในระหว่างการแข่งขัน ถ้าขาดเสียงโพนทีดังระรัวเร่งระทึกก็หมดความตื่นเต้นสนุกสนาน ดังนั้นการเชิญชวนชมการระดมเสียงเชียร์การเพิ่มพลังให้คู่แข่งขันลืมความเจ็บความอ่อนเพลีย ย่อมอาศัยเสียงโพนเป็นผู้ให้จังหวะ ให้ความคึกคะนองอยู่เสมอทุกครั้งและตลอดไป


ย้อนตำนานโพน ๙ ลูก คู่บ้านคู่เมืองพัทลุง
งานประเพณีแข่งโพน – ลากพระ จังหวัดพัทลุง นับเป็นกิจกรรมที่ได้รับการยอมรับและชื่นชมว่ายิ่งใหญ่ ตระการตาและสมศักดิ์ศรีคู่บ้านคู่เมืองพัทลุง มาช้านาน แต่ทว่าที่ผ่านมา การตีโพนจำกัดวงเฉพาะประจำตามวัดวาอารามเพื่อตีบอกเวลา ใช้ประโคมเรือพระในเทศกาลออกพรรษา หรือแม้แต่เป็นกีฬาในการแข่งขันโพน – ลากพระมิได้มีตีเป็นการทั่วไป ด้วยเหตุผลดังกล่าว เทศบาลเมืองพัทลุง โดยนายโกสินทร์ ไพศาลศิลป์ นายกเทศมนตรีเมืองพัทลุง มีจุดหมายจะสืบสานเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษชาวพัทลุงเพื่อให้โพนเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายยิ่งขึ้น
เมื่อปลายเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ เทศบาลเมืองพัทลุง จึงได้จัดพิธีหุ้มโพนมงคล ๙ ใบ เพื่อเป็นมรดกของท้องถิ่น และให้ประชาชนชาวพัทลุงและผู้มาเยี่ยมเยือนจังหวัดพัทลุงได้มีโอกาสตีเพื่อเป็นสิริมงคลกับตนเองและครอบครัว โพนทั้ง ๙ ใบที่นำมาหุ้มในครั้งนี้ มีความโดดเด่นในหลาย ๆ ด้าน เช่น
๑. มีอายุไม่ต่ำกว่า ๕๐ ปี
๒. มีตำนานที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวให้กับชนรุ่นหลังได้
๓. ปรากฏผลงานเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปและโพนแต่ละใบมีคติธรรมที่เป็นสิริมงคลกับ
ผู้ตี
ทั้งนี้ ตำนานของโพน ๙ ใบ ปรากฏ ดังนี้
๑. โพนฟ้าลั่น โพนแห่งวัดอินทราวาส (ท่ามิหรำ) ถนนคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง สร้างขึ้นโดยพระครูตาแก้ว และพระปลัดประคอง ธมุมปาโล เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นโพนขนาดใหญ่ สูง ๗๖ เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง ๕๑ เซนติเมตร ทำด้วยไม้ขนุนทอง ลูกสักมี ๙๘ อัน ขนาด ๓ หุนครึ่ง มี นายแปลก ขุนชำนาญ เป็นผู้ตี ผลงานที่สร้างชื่อให้โพนฟ้าลั่นก็คือ เป็นแชมป์ในงานประเพณีแข่งโพน – ลากพระ ติดต่อกัน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ – ๒๕๔๐ เป็นที่รู้จักของนักเลงตีโพน ทุกเพศทุกวัย รูปทรงสวยงาม เสียงดัง และมีเสน่ห์
๒. โพนโครงพุก โพนแห่งวัดควนปรง อำเภอเมือง สร้างขึ้นโดยพระอาจารย์คง เจ้าอาวาส
ประมาณ พ.ศ. ๒๔๑๘ เป็นโพนขนาดกลาง สูง ๕๓ เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง ๔๑ เซนติเมตร ทำด้วยไม้ขนุนทอง มีลูกสัก ๑๐๔ อัน ขนาดหุนครึ่ง สมัยรุ่งเรืองสุดขีดนั้น นายเตี้ยม มาเอียด และนายนะ อินทนุ เป็นผู้ตี โพนโครงพุก ใช้ตีบอกเวลา เข้า เที่ยง เย็น และ กรณีสำคัญ ๆ หรือในยามฉุกเฉิน เสียงจะดังไปทั่วเขตเทศบาลฯ และใกล้เคียง เพราะเวลาตีอยู่บนเนินควนสูง มีความขลัง บนบานตามความเชื่อ มักสัมฤทธิ์ผลให้โทษกับบุคคลที่ลูบหน้าโพน ก่อนแข่งขันบางครั้งสามารถกลิ้งไปมาได้ทั้งที่ไม่มีจนจับขยับแต่อย่างใด เอ่ยชื่อว่าโครงพุกไม่มีใครไม่รู้จัก บางคนอาจไม่เคยเห็น แต่ชื่อเสียงโด่งดังหาโพนวัดใดเสมอเหมือนมิได้


๓.โพนไอ้เคียน โพนแห่งวัดควนปริง ตำบลพนมวังก์ อำเภอควนขนุน สร้างขึ้นโดยหลวงพ่อยิ้ม สัยติโถ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นโพนขนาดกลาง สูง ๖๐ เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง ๔๗ เซนติเมตร ทำด้วยไม้คะเคียน มีลูกสัก ๙๔ อัน ขนาด ๓ หุน ตามตำนานไม่ปรากฏชัดว่าผู้ใดคือคนตี จนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๓ นายประชีพ นวลมโน คือ ผู้ตี ปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของนายเจิม เพชรรักษ์
โพนไอ้เคียนมีจุดเด่นที่เสียงหวานซึ่งหนักแน่น และมีความขลังด้วยอาถาอาคม เคยสร้างชื่อด้วยการเป็นแชมป์ที่สนามกีฬากลาง และแชมป์ระดับอำเภอ ตำบล ทุกครั้งที่เข้าแข่งขัน อันดับหนึ่งในสาม ต้องมีชื่อโพนไอ้เคียนปรากฏอยู่เสมอ
๔. โพนสุธาลั่น โพนแห่งจังหวัดสงขลา ไม่ปรากฏว่าเป็นของวัดใด แต่มีคนแลกเปลี่ยน
กับโพนของตาพ่วง จุลพูน ข้างโพนมีร่องรอยระบุปีที่สร้าง คือ พ.ศ. ๒๔๗๑ เป็นโพนขนาดใหญ่ สูง ๘๐ เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง ๖๑ เซนติเมตร ทำจากไม้ตะเคียน มีลูกสัก ๑๐๐ อัน ขนาด ๓ หุน ปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของนายพ่วง จุลพูน
โพนสุธาลั่น เป็นโพนที่มีเสียงยืด ทุ้ม มีจุดเด่นที่รูปทรงสวยงาม สมส่วน เคยเป็นแชมป์ไทยสยามภูธร และรองแชมป์ถ้วยพระราชทาน
๕. โพนไอ้เคียนทอง ทำมาจากไม้ท่อนเดียวกับโพนไอ้เคียน แห่งวัดควนปริง สร้างเมื่อปี
พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นโพนขนาดกลาง ทำจากไม้ตะเคียน สูง ๕๗ เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง ๔๙ เซนติเมตร มีลูกสัก ๑๐๒ อัน ขนาด ๓ หุน ปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของนายอ่วม นิ่มดำ
โพนไอ้เคียนทอง มีความพิเศษตรงที่เมื่อถึงฤดูกาลแข่งขันในช่วงเทศกาลออกพรรษา
มักจะดังขึ้นเองเหมือนกับจะบอกว่า โพนในสังกัดจะต้องติดอันดับต้น ๆ หรือเป็นแชมป์ทุกคราวไป และเคยเป็นรองแชมป์ระดับจังหวัด ๒ ปีซ้อน
๖. โพนไอ้ยอม โพนแห่งวัดไทรห้อย ตำบลท่ามิหรำ อำเภอเมือง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๒
เป็นโพนขนาดใหญ่ ทำด้วยไม้พะยอม สูง ๔๘ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๔๒ เซนติเมตร มีลูกสัก ๘๐ อัน ขนาด ๓ หุนครึ่ง ส่วนผู้ตีไม่ทราบแน่ชัด
โพนไอ้ยอมเป็นโพนคู่แข่งขอบโพนโครงพุก ผลัดกันแพ้ชนะพอ ๆ กัน หากเป็นโพนรุ่นเดียวกันยากที่จะเอาชนะได้ ด้วยอายุเกิน ๑๐๐ ปี จึงทำให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป นอกจากนั้น ความพิเศษของโพนไอ้ยอม คือ ในอดีตเมื่อมีการสร้างถนน ทว่าถนนที่สร้างนั้นไปตัดพื้นที่ซึ่งเจ้าของไม่อนุญาต เกิดกรณีพิพาทขึ้น เพียงแต่ได้ยินเสียงโพนไอ้ยอมเท่านั้น ข้อพิพาทนั้นเป็นอันยุติ
๗. โพนฟ้าเมืองลุง มีการแลกเปลี่ยนโพนกันหลายทอด ท้ายสุดอยู่ในความรับผิดชอบของนายฉกรรจ์ ศารานุรักษ์ ที่เป็นผู้ตี สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ เป็นโพนขนาดใหญ่ ทำด้วยไม้ตะเคียนทอง สูง ๘๒ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕๙ เซนติเมตร มีลูกสัก ๗๖ อัน ขนาด ๔ หุน


โพนฟ้าเมืองลุง เคยคว้าแชมป์โพนถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓
ก่อนจะเป็นแชมป์โพนถ้วยพระราชทานฯ นั้น เคยเป็นแชมป์ระดับตำบล หมู่บ้านมาทุกปี หลังจากที่ประสบความสำเร็จสูงสุด จึงไม่ไปแข่งขันสนามใดอีกเลยจนปัจจุบัน
๘.โพนอีโด โพนแห่งวัดท่าสำเภาใต้ อำเภอเมือง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐ แต่ไม่ปรากฏ
ข้อมูลว่าใครเป็นผู้สร้าง เป็นโพนรุ่นเล็ก ทำจากไม้ประดู่ สูง ๕๗ เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง ๓๕ เซนติเมตร มีลูกสัก ๗๘ อัน ขนาด ๔ หุน
โพนอีโด เป็นโพนบอกเวลา เช้า เที่ยง เย็น เหตุฉุกเฉิน มีอายุมาก เสียงดัง ก้องกังวาน ยามแข่งขัน ไม่เป็นสองรองใครเรื่องเสียง แม้อาจจะไม่ได้แชมป์สนามใหญ่หรือสนามกลาง กระนั้นก็ติดรองแชมป์ทุกปี ส่วนสนามภูธร ระดับตำบล หมู่บ้าน ยากที่คู่แข่งจะผ่านไปได้
๙.โพนก้องสุธา โพนแห่งวัดควนปันตาราม (ปันแต) ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน เป็น
โพนขนาดใหญ่ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ อายุ ๗๘ ปี ทำด้วยไม้ตะเคียนทอง สูง ๗๑ เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕๔ เซนติเมตร มีลูกสัก ๑๑๔ อัน ขนาด ๓ หุนครึ่ง เพราะเป็นโพนขนาดใหญ่ เสียงทุ้ม ดังกังวาน มีน้ำหนักมาก เคลื่อนย้ายลำบาก แต่แข่งครั้งใด ๆ ก็ ไม่มีโพนลูกใดเอาชนะโพนก้องสุธาได้ จนกระทั่งไม่มีคู่แข่งจึงเก็บไว้ ต่อมาพระครูสงวน ฉันทะโก หุ้มและตกแต่งใหม่ที่เคยหนัก เคลื่อนย้ายลำบาก ก็เบาขึ้นกว่างเดิม แข่งขันโพนรอบคัดเลือกจนเข้ารองชิงชนะเลิศ ปี ๒๕๔๗ ที่ผ่านมา สามารถเป็นรองแชมป์โพนใหญ่
แหละนี่คือตำนานโพน ๙ ลูก ที่เปรียบเสมือนตัวแทนโพนทั้งหมดของจังหวัดพัทลุงซึ่งได้กลายเป็นสัญลักษณ์และความภาคภูมิใจของคนพัทลุง
โพนมงคล ๙ ลูก
๑. ก้องฟ้า ชื่อเดิมฟ้าลั่น
๒. พสุธาลั่น ชื่อเดิม โครงพุก
๓. ขวัญเมือง ชื่อเดิม ไอ้เคียน
๔. เรืองฤทธิ์ ชื่อเดิม สุธาลั่น
๕. พิชิตไพรี ชื่อเดิม ไอ้เคียนทอง
๖. ศรีมงคล ชื่อเดิม ไอ้ยอม
๗. พ้นภัยพาล ชื่อเดิม ฟ้าเมืองลุง
๘. สำราญฤกษ์ ชื่อเดิม อีโด
๙. เกริกเกรียงไกร ชื่อเดิม ก้องสุธา
สาขา/ประเภท
อุปกรณ์
การทำโพน
จังหวัดพัทลุง มีแหล่งทำโพนหลายแหล่ง แต่ละแห่งมีการทำโพนเหมือนกัน มีข้อแตกต่างในกรรมวิธีที่ใช้ความรู้เฉพาะแต่ละช่าง จึงทำให้การใช้วัสดุอุปกรณ์ในการทำโพนบางอย่างไม่เหมือนกัน การทำโพน โดยทั่วไป มีกรรมวิธีในการผลิต พอสรุปได้ ดังนี้
๑. การทำหน่วยโพน
๒. การหุ้มโพน(หนัง)
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต
๑. ลูกหมู (เครื่องเจีย)
๒. สว่านไฟฟ้า เป็นเครื่องมือผ่อนแรงในการเจาะรู เพราะจะใช้สว่านเจาะเนื้อไม้ก่อนแล้วจึงใช้สิ่วเจาะตาม และยังใช้เจาะรูรอบปากโพนก่อนตอกมุดยึดหนังหน้าโพน
๓. แลกเกอร์หรือน้ำมันขัดเงาชนิดต่าง ๆ ใช้ทาที่ผิวโพนให้ขึ้นเงา ให้สวยงามมากขึ้น
๔. หินลับมีด
๕. ตะปู
๖. สว่าน
๗. คีม
๘. แจ
๑๐. สิ่ว
๑๑. มีด
๑๒. เลื่อยตัดเหล็ก
๑๓. พร้า
๑๔. ชะแลง
๑๕. ค้อน
๑๖. ขวาน ใช้ถากท่อนไม้ให้เป็นรูปร่างโพนอย่างคร่าว ๆ
๑๗.ลูกสัก
๑๘. ลิ่ม



๑๙.เขี้ยวหมา (ยืดโพน ล็อกเชือกเพื่อยืดหนัง)
๒๐.หวายรัดโพน (ปลอก)
๒๑. สาก ใช้ฆ่าหนัง
๒๒.ไม้คันเบ็ด
๒๓. ไม้ไผ่ สำหรับสถานที่หุ้มโพน
๒๔. ไม้หลุมพุก (สำหรับทุบเพื่อยืดหนัง)
๒๕. หัวข่า สำหรับแช่หนัง
๒๖. หนัง
๒๗. กระดาษทราย ใช้สำหรับขัดผิวโพนให้เรียบ
๒๘. เชือก
ขั้นตอนกระบวนการผลิต/วิธีทำ
ขั้นเตรียมการ
๑. การคัดเลือกไม้ที่ทำโพน
การคัดเลือกไม้ที่ทำโพน โดยทั่วไปมักนิยมคัดเลือกไม้ที่คิดว่ามีเนื้อแน่นที่สุด เรียงตามนิยม คือ ไม้ตะเคียนทอง ไม้พังตาน ไม้ขนุน ไม้ตาลโตนด หรือทดลองไม้อื่นที่มีในท้องถิ่น แต่คุณภาพอาจไม่ดีเท่าไม้ดังกล่าวข้างต้น
๒. การเตรียมไม้ทำโพน
เลือกต้นที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑.๕ ฟุต ครึ่ง เป็นอย่างน้อย
ตัดไม้เป็นตอนให้ความยาวพอ ๆ กับเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อนไม้หรือยาวกว่าเล็กน้อย
นำมาถากด้านนอก ให้มีลักษณะสอบหัวสอบท้าย
แต่งผิวให้เรียบ
๓. การขุดเจาะรูปโพน
การขุดเจาะรูปโพน ใช้วิธีเดียวกับการขุดครกตำข้าว ให้มีลักษณะโค้งมนทั้งสองด้านไปทะลุถึงกันที่กึ่งกลางของไม้ มีรูปทะลุขนาดที่เป็นสัดส่วนกับความใหญ่ของโพน ความโค้งตรงสันกลางโพนเรียกว่า อกไก่ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดเสียงก้องภายในลักษณะคล้ายลำโพงตู้ ผิวด้านในจะต้องขุดเจาะให้เรียบ ในยุคใหม่นี้นิยมการกลึงภายใน เพราะจะได้ผิวที่เรียบกว่าใช้สิ่วเจาะเหมือนในอดีต




ลักษณะการขุดเจาะรูปโพน
 เจาะตามแนวยาวตรงจุดศูนย์กลางให้ทะลุ ทะลวงรูให้รูกว้าง ขนาดอย่างน้อยพอ
กำหมัดลอดได้
 ใช้เครื่องมือขุดแต่งภายในให้รูผายกว้างออกเป็นรูปกรวยทั้ง ๒ หน้า แต่งอกไก่
 กะความหนาตรงปากโพนทั้ง ๒ หน้า ประมาณเท่านิ้วหัวแม่มือ
 ใช้เหล็กกลมเจาะรูรอบทั้งสองเพื่อใส่ลูกสัก รูนี้เจาะห่างจากขอบปากเข้ามา
ราว ๒ นิ้ว
 เจาะห่างกันราว ๑.๕ นิ้ว โดยเจาะให้ทะลุ ขนาดรูเล็กกว่าปลายนิ้วก้อยเล็กน้อย
 เจาะรูที่กึ่งกลางโพน เอาเหล็กทำบ่วงร้อยสำหรับแขวน

๔. อุปกรณ์และชิ้นส่วนต่าง ๆ ในการหุ้มโพน
๔.๑ ลูกสัก
ทำด้วยไม้ไผ่ตงที่แก่จัด
ตัดให้ด้านหนึ่งติดข้อ
ด้านหนึ่งวัดให้ได้ขนาดสั้นกว่ารัศมีปากโพน สัก ๑.๕ นิ้ว
ผ่าเป็นสี่เหลี่ยมจำนวนเท่ารู
ใส่ลูกสักที่เจาะไว้เหลาให้กลม
ด้านติดข้อแต่งให้หน้าตักโค้งมน ปากหัวทำมุม ๙๐ องศา
ตัดจากจุดบากราว ๑ นิ้ว แต่งให้เรียว
ตากแดดให้แห้ง

๔.๒ ปลอกหวาย
ใช้สำหรับรัดหนังให้ตึงก่อนตอกลูกสัก ทำด้วยหวายเป็นขดกลมขนาดโตเท่าเส้นรอบวงของโพนบริเวณถัดเข้าไปจากรูใส่ลูกสัก

๔.๓ ไม้เขี้ยวหมา
ใช้เป็นที่คล้องเชือกดึงหนัง มีลักษณะปลายแหลมทั้งสองข้าง

๔.๕. เชือกดึงหนัง ใช้ดึงหนังให้ตึงในการนวดหนัง เมื่อก่อนใช้ไม้ระกำ ปัจจุบันใช้เชือกไนล่อน


๕. หนังหุ้ม
การเลือกหนังหุ้มโพน
การเลือกหนังหุ้มโพน ในยุคนี้นิยมใช้หนังควายแก่และจะต้องผอม เนื่องจากควายแก่มีไขมัน ติดหนังน้อยจะได้หนังบางเรียบสม่ำเสมอ ความแก่ของหนังมีความเหนียวทนทานใช้ได้นาน
หนังหุ้มโพน ใช้หนังวัวหรือหนังควายแล้วแต่ความเหมาะสม คือถ้าเป็นขนาดใหญ่จะใช้หนังควาย เพราะผืนใหญ่และหนากว่าหนังวัว หนังต้องฟอกเสียก่อน
การฟอกหนัง
หนังที่ใช้จะต้องเป็นหนังสดไม่แช่น้ำเกลือหรือสิ่งอื่นใด
ขูดด้านที่มีเนื้อติดไขมัน
เอามาขึงให้ตึง
ตากให้แห้ง
การเตรียมหนังสำหรับหุ้ม
นำหนังแห้งมาตัดให้ได้ขนาดตามความต้องการ
นำหนังมาแช่น้ำให้อ่อนตัว ประมาณ ๑ – ๓ วัน
นำหนังมาฆ่า โดยการตำหนังให้นิ่ม (กรรมวิธีเฉพาะของช่าง)
เมื่อฆ่าหนังได้ตามต้องการแล้วนำหนังไปหุ้ม

๖. สถานที่วางโพนสำหรับหุ้ม
ปักเป็นหลักไม้ขนาดสูง ๑.๕ เมตร ๔ อัน เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดกว้างกว่าขนาดโพนเล็กน้อย
บากหัวไม้ด้านในเป็นมุม ๙๐ องศาให้เสมอกัน (ถ้าบากไว้ก่อนก็ตอกให้เสมอกัน)
เลื่อยหรือตัดไม้กระดานเป็นกลมขนาดพอดีกับพื้นที่ระหว่างไม้หลักทั้ง ๔
วางปูลงบนรอยบาก เรียกกระดานนี้ว่า “แป้น” หรือ “พื้น” สำหรับเป็นที่วางโพน
ห่างจากหลักไม้ทั้งสี่ออกไปราวสองเมตร
ปักหลักวางราวโดยรอบ ราวสูงจากพื้นไม่เกินแนวแป้น
ราวแต่ละอันจะตอกด้วยไม้ง่ามหรือเรียกว่า”สมอบก” อย่างแข็งแรง
หาไม้คันชั่งขนาดเท่าข้อมือยาวราว ๒.๕ เมตร ไว้ ๗ – ๘ อัน
หาเชือกหวายสำหรับผูก และดึงหนัง จำนวนหนึ่ง แต่ละเส้นยาว ๒ เมตร

วิธีหุ้มโพน
การหุ้มโพน เป็นกรรมวิธีที่ใช้ความรู้เฉพาะ หลังจากฆ่าหนังให้มีความยืดได้เต็มที่จากการใช้วิธีฆ่าหนังของแต่ละช่างแล้ว ขั้นการหุ้มหนังบนรูปโพนให้ตึงทั้งหน้า
ขั้นตอนการหุ้มโพน
วางโพนบนแป้น
ยกหนังมาตัดให้ได้ผืนโตกว่าหน้าโพนโดยกะให้หนังเหลือจากหน้าโพนไว้มาก ๆ
เอาหนังปิดลงบนหน้าโพน ดูให้หนังรอบ ๆ หน้าโพนห้อยลงมาพอ ๆ กัน
ใช้เหล็กหรือปลายมีดแหลมเจาะหนังให้ทะลุเป็นคู่ ๆ ห่างกันราว ๒ – ๓ นิ้ว
ใช้ไม้สั้น ๆ ขนาดดินสอดำ(ไม้เขี้ยวหมา) สอดรูแต่ละคู่ไว้
ใช้เชือกร้อยรูแต่ละคู่ผูกเป็นบ่วงตามยาวเสมอขอบแป้น
ปลายไม้ด้านนอกดึงกดลงเอาเชือกผูกยึดไว้กับราวซึ่งมีสมอบกยึด
การดึงไม้คันชั่งพยายามให้แต่ละอันดึงหน้าตึงพอ ๆ กัน
ตากลมทิ้งไว้
คอยชโลมน้ำและตีเป็นระยะ ๆ เพื่อให้หนังยึดตัว (โดยใช้ต้นกล้วยวางบนหนังหรือทาน้ำมันมะพร้าว เป็นกรรมวิธีของแต่ละช่าง แล้วใช้ไม้ตีหรือนวดหนัง ) จนหนังตึงและได้เสียงที่ต้องการ
ทุกครั้งที่ชโลมน้ำและตีพยายามดึงไม้คันชั่งให้ตึงที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ทำเช่นนี้
ราว ๒ – ๓ วัน
พอเห็นหนังตึงได้ที่แล้ว ก็นำปลอกหวายสวมทับลงไป
ตอกปลอกให้ลดต่ำอยู่ใต้ระดับรูลูกสัก
ใช้เหล็กตอกหนังรูลูกสักให้ทะลุแล้วใช้ลูกสักให้ตะขอหงายขึ้นบน
ตอกอัดลูกสักให้แน่นทุกรูป
ลดให้คันชั่งออก
ตัดหนังระหว่างปลอกกับลูกสักโดยรอบ
เอาหนังส่วนที่ตัดออกเป็นอันเสร็จการหุ้มโพนไป ๑ หน้า
การหุ้มโพนหน้าต่อไปก็หุ้มเช่นเดียวกัน
ลงน้ำมันหรือนวดแล้วตีจะทำให้หนังเกิดเงางามหรือเป็นหนังแก้วเสียงดังไม่ขาดสาย
เสร็จแล้วนำไปแขวนตามจุดที่ต้องการ หรือนำมาใส่ขา ๓ ขา หรือ ๔ ขา (ขาโพนทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ตามความเหมาะสมขนาดโพน)

ไม้ตีโพน
ไม้ตีโพน จะต้องเลือกไม้ที่มีเนื้อแน่นน้ำหนักดี มีความเหนียวและคงทน เช่น ไม้สาวดำ ไม้ขี้เหล็ก เป็นต้น ขนาดไม้ตีต้องเหมาะกับขนาดโพน ถ้าไม้ตีโพนใหญ่หรือเล็กกว่าความพอดีนั้น จะทำให้การสั่นสะเทือนของหนังมีน้อย เสียงที่ออกไปจะไปได้ไม่ไกล
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
นางสาวสุภา เนาว์สุวรรณ
นางอุไรวรรณ รักจำรูญ
นางจุฬาลักษณ์ จุฑาภิรักษ์
นางจิราภร อธิขจรฤทธิ์
นางสาวสุภา เนาว์สุวรรณ
นางจำเป็น เรืองหิรัญ
นางเนตรษา ทองแดง
นายพรสวัสดิ์ ทวีผล
นางอภิญญา สุวรรณ
นายพรสวัสดิ์ ทวีผล
แนวทางการส่งเสริม
การแข่งโพนจังหวัดพัทลุง
“จะร้อยพันแม้นหมื่นเสียงตะโกน ฤาจะสู้เสียงแข่งโพนที่เมืองลุง”
คือคำกล่าวที่สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่และชื่อเสียงประเพณีการแข่งโพนของจังหวัดพัทลุง ที่ได้รับการสืบทอดและวิวัฒนาการมาหลายทศวรรษ เคียงคู่ประเพณีลากพระของชาวพัทลุง จนได้รับการกล่าวขานจากทั่วสารทิศว่า “โพนคุณภาพต้องที่จังหวัดพัทลุง” แต่ถึงแม้ “โพน” จะมีใช้กันทั่วไปในทุกวัดของภาคใต้ แต่ไม่มีการแข่งขันโพนที่ไหนที่จะยิ่งใหญ่และสนุกสนานไปกว่าเมืองพัทลุง
ความเป็นมาของการแข่งโพน
การแข่งโพน เป็นประเพณีสืบเนื่องมาจากการหุ้มโพน โดยในสมัยก่อน เมื่อแต่ละวัดซึ่งอยู่
ห่างกันหุ้มโพนใบใหม่ ก็ต้องมีการตีเพื่อทดลองเสียง ก็มีเสียงดังได้ยินออกไปไกล จึงมีการท้าประลองกันว่าเสียงโพนของใครดังกล่าวกัน และขยายวงกว้างออกไป จนเป็นประเพณีนิยม ซึ่งจะแข่งโพนกันในตอนกลางคืน โดยชาวบ้านจะนำโพนมาจากทุกสารทิศไปยังจุดนัดหมายบริเวณที่โล่ง เช่น หัวคันนา สี่แยก หรือกลางทุ่งนา เพื่อให้ง่ายต่อการฟังเสียง
สมัยนั้นการตัดสินจะเป็นที่ยอมรับกันในหมู่ของผู้เข้าแข่งขัน เดิมมีการตัดสินเพียงจุดเดียว โดยให้กรรมการไปฟังเสียงโพนห่างจากจุดแข่งขันตีโพน เพื่อส่งสัญญาณมาจากจุดตัดสิน เช่น ผลการตัดสินโพนเสียงทุ้มชนะ กรรมการจะตีโพนเป็นสัญญาณ ๑ ครั้ง หากเสียงโพนแหลมชนะกรรมการจะตีโพนสัญญาณ ๒ ครั้ง ฝ่ายใดเสียงดังกว่าเป็นฝ่ายชนะส่วนฝ่ายที่แพ้ต้องนำโพนไปแก้ไขปรับปรุงมาแข่งขันใหม่ในสนามอื่น ในคืนต่อ ๆ ไป

วิวัฒนาการแข่งขันโพนจังหวัดพัทลุง
จากการที่มีการแข่งขันเป็นกลุ่มย่อยจากวัดหนึ่งไปยังอีกวัดหนึ่งในละแวกใกล้เคียงกัน หรือจะรวมกัน ๓ – ๔ วัด นัดพบกันที่จุดใดจุดหนึ่ง การแข่งขัน จะดำเนินไปโดยเอาโพนมาตีทีละคู่
ไม่มีกรรมการและกติกาที่แน่นอน ตีไปเรื่อย ๆ จนรู้ตัวว่าของตนเองสู้ไม่ได้ หรือหมดแรงไปก่อนอันเป็นการยอมรับโดยปริยาย ไม่มีเงื่อนไขและรางวัลใด ๆ เมื่อคืนนี้แพ้แล้วนำโพนไปปรับปรุงใหม่(แต่งโพน) แล้วมาแข่งใหม่ในคืนถัดไป จนคืนวันสุดท้ายก่อนวันออกพรรษา เป็นอันจบการแข่งโพนในรอบปี ในภาคกลางวันขณะที่ผู้ใหญ่หรือนักตีโพนกำลังแต่งโพนนั้น เด็ก ๆ ที่เลี้ยงวัวตามท้องทุ่งนา จะเลียนแบบผู้ใหญ่โดยการแข่งขันกลองพรก (กลองกะลา) หุ้มด้วยหนังลูกวัวหรือหนังค่าง หรือถ้าไม่มีหนังก็ใช้ผ้าหนา ๆ หุ้มทาด้วยดินเหนียว ชุบหน้ากลองให้เปียกก็ใช้แทนกันได้ หรืออาจใช้วัตถุอย่างอื่นที่ใช้แทนกันได้
เช่น หนังกบหุ้มกระบอกไม่ไผ่สั้น ๆ ลอกเลียนแบบผู้ใหญ่ที่แข่งโพน เพราะกลางคืนเด็กเหล่านี้จะได้ตามไปดูผู้ใหญ่ขาแข่งโพน เด็กเหล่านี้จะพัฒนาการแข่งขันเลียนแบบผู้ใหญ่ทุกประการ ก็เท่ากับการสืบทอดประเพณีไปตามธรรมชาติ โดยไม่มีผู้สอนเด็กตีกลอง เป็นกันเองด้วยความอยากรู้และดำเนินชีวิเลียนแบบผู้ใหญ่ วัดที่นิยมสร้าง (ทำ) โพนเพื่อการแข่งขัน จะต้องประกอบด้วยผู้มีความรู้ความชำนาญ มีประสบการณ์ในการทำตลอดถึงการนำมาซึ่งชัยชนะ วัดที่มีชื่อเสียงในอดีตในการแข่งโพนแบ่ง เป็นเขตอำเภอ ดังนี้
อำเภอเมืองพัทลุง
วัดธาราสถิต (วัดเต่า) วัดควรปรง วัดโคกเนียน วัดอินทราวาส (ท่ามิหรำ) วัดวิหารเบิก วัดทุ่งลาน วัดอัมพวนาราม (ส้มตรีด) วัดโคกชะงาย วัดทุ่งยาว วัดแจ้ง (คอกวัว)
อำเภอควนขนุน
วัดพังดาน วัดป่าตอ วัดทุ่งขึงหนัง วัดโคกน้ำหัก วัดควนปริง วัดหนองโต๊ะปาน วัดควนปันตาราม วัดประดู่เรียง วัดเขาทอง วัดแหลมโตนด วัดเขาอ้อ
อำเภอเขาชัยสน
วัดหารโพธิ์ วัดสะทัง วัดโหนด วัดท่าควาย วัดท่านางพรหม วัดท่าลาด
อำเภอปากพะยูน
วัดควนนางพิมพ์ วัดห้วยลึก วัดหัวควน
อำเภอป่าบอน
วัดควนเพ็ง วัดป่าบอนต่ำ

การแข่งขันโพน ไม่มีการกำหนดกติกาที่แน่นอน จนปี พ.ศ. ๒๕๒๔ หลังจากเปิดศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดพัทลุง ๑ ปี นายโกศล ชูช่วย หัวหน้าศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนในสมัยนั้น ได้มีความคิดจะให้มีการแข่งโพนเป็นกิจจะลักษณะ เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน จึงเชิญผู้สัดทัดกรณีในระดับท้องถิ่น ร่างกฎเกณฑ์ กติกา และการรวมกันแข่งขันระดับจังหวัด ประกอบด้วยบุคคลต่อไปนี้
๑. ครูเจริญ สัจจะบุตร
๒. ครูนำ ภักดิ์ช่วย
๓. นายถ่อง ขุนจันทร์
๔. นายเวียง อินทนุ
๕. นายแปลก ขุนชำนาญ
๖. นายครื้น ประทุมเมศ
๗. นายเอื้อน ดำพร้อม
๘. นายอุทัย พงษ์จันทรเสถียร
๙. นายเปรื่อง ประชาชาติ
๑๐. นายประจวบ เพชรน้อย
ผู้สัดทัดในการสร้างและแข่งโพน และที่ปรึกษา ประกอบด้วยบุคคลต่อไปนี้
๑. พระอธิการเกลี้ยง วัดพังดาน
๒. นายหมุนบ้านระหว่างควน
๓. นายเกตุ พงษ์จันทรเสถียร
๔. พ่อท่านเค็ด วัดหนองโต๊ะปาน
๕. นายทองบ้านทุ่งยาว
๖. พระครูกาแก้ว วันอินทราวาส
ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดพัทลุง จัดให้มีการแข่งขันโพนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ในระดับจังหวัด ณ บริเวณ ๔ แยกเอเซีย (ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง) เริ่มใช้กติกาเป็นมาตรฐานในการตัดสิน

กติกาการแข่งขัน มี ดังนี้
๑. โพนที่ส่งเข้าแข่งขันต้องส่งในนามของวัดใดวัดหนึ่งเท่านั้น
๒. วัดหนึ่งจะส่งโพนเข้าแข่งขันกี่ใบก็ได้
๓. แข่งแบบแพ้คัดออกโดยจับฉลากทีละคู่
๔. หากคะแนนเสมอให้เข้ารอบต่อไปทั้งคู่ รอบสุดท้ายแข่งจนแพ้ในเวลาที่จำกัด
๕. เวลาการแข่งขัน รอบแรก ๔ นาที รอบที่ ๒ เวลา ๕ นาที และรอบชิงชนะเลิศ ๖ นาที
๖. โพนเสียงทุ้มตียืน (ซ้ายขวาสลับสม่ำเสมอ) เสียงแหลมตีขัด (ความถี่มากกว่า จังหวะแบบใดอิสระ)
๗. หากมีปัญหาในอยู่ในดุลยพินิจของกรรมการ การตัดสินของกรรมการถือเป็นเด็ดขาด
ในการแข่งขันระดับจังหวัดปีแรก มีโพนเข้าแข่งขัน รวม ๔๓ ใบ ไม่มีการแบ่งรุ่น หรือ
ขนาดของโพน ชนะเลิศ ได้แก่ โพนวัดแจ้ง (คอกวัว) ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เทศบาลเมืองสงขลาเห็นความยิ่งใหญ่ในการแข่งโพนของเมืองลุง จึงเชิญให้ไปร่วมแข่งขันที่หาดสมิหลาในภาคกลางวัน ผลปรากฏว่า โพนที่ดังที่สุด ชื่อฟ้าลั่น วัดอินทราวาส พัทลุง โพนสวยงาม ชื่อ อีสมบูรณ์ วัดทุ่งลาน พัทลุง ลีลาท่าตีโพน ชนะเลิศ นายบุญธรรม อักษรผอม พัทลุง ที่ ๒ นายศักดิ์ หนูแสง พัทลุง ที่ ๓ นายครื้น ประทุมเมศ พัทลุง โพนใหญ่ที่สุดวัดเนินไศล สงขลา
ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ เทศบาลเมืองพัทลุงร่วมกับศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดพัทลุง ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันบริเวณสี่แยกเอเชีย ท่ามิหรำ ผลชนะเลิศ โพนฟ้าลั่น วัดอินทราวาส นายบุญธรรม อักษรผอม ได้แชมป์ลีลาตีโพน โพนสวยงาม ชื่ออีสมบูรณ์
ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ นายโกศล ชูช่วย ย้ายไปจังหวัดนครศรีธรรมราช เทศบาลเมืองพัทลุง กำลังเตรียมการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลชุดใหม่ ไม่มีผู้เป็นเจ้าภาพการแข่งขัน ชาวบ้านวิงวอนให้จัดจนได้ จึงหารือผู้ที่เคยให้ความอนุเคราะห์ตลอดมา นายบรรเทิง วรศรี นายช่างชลประทานพัทลุง และผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดพัทลุง (นายบรรเทา ฤกษ์ดิกุล) ตกลงจัดในทันที ที่สี่แยกเอเซียโดยมีเวลาเตรียมงานเพียงวันเดียว แต่ก็สามารถดำเนินงานได้เป็นอย่างดียิ่ง ในปีนี้ผู้ตีโพนพอใจมาก มีความเป็นกันเองยิ่งขึ้น พอใจในของรางวัลจากสิบล้อที่วิ่งบนถนนเอเชีย และหยุดชม ปีนี้ให้ชื่อกันว่า “งานศพไม่มีญาติ” มีโพนเข้าแข่ง ๖๘ ใบ ชนะเลิศ ชื่อโพน ฟ้าสะท้าน วัดแหลมโตนด
ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดพัทลุงร่วมกับเทศบาลเมืองพัทลุง เป็นเจ้าภาพและใช้สนามสี่แยก ถนนเอเชีย มีโพนเข้าแข่งขัน ๗๕ ใบ ชนะเลิศ ได้แก่ วัดวิหารเบิก

ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ปีนี้เป็นการจัดที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่เคยจัดมา โดยมีเจ้าภาพ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดพัทลุง เทศบาลเมืองพัทลุง ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดพัทลุง ชมรมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดพัทลุง และจังหวัดพัทลุง ได้เชิญโพนจากจังหวัดในภาคใต้มาร่วมการแข่งขันทั้ง ๑๔ จังหวัด แบ่งโพน เป็น ๓ รุ่น (ขนาด) คือ เล็ก,กลาง,ใหญ่ ประกวดลีลาการตีโพน ประกวดโพนใหญ่และโพนสวยงาม และธิดางานแข่งโพน การแข่งขันใช้เวลา ๒ คืน มีโพนที่ส่งเข้าแข่งขันทุกจังหวัด รวม ๑๑๒ ใบ
ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เปลี่ยนสนามแข่งขันจากสี่แยกเอเชีย ท่ามิหรำ มาแข่งขัน ที่สนามหน้าศาลากลางจังหวัดพัทลุง เนื่องจากที่เดิมคับแคบในการที่จะรองรับนักแข่งโพนและผู้ที่มาร่วมชมงาน ในปีนี้ได้แข่งโพน ขนาดโพน ๔ รุ่น ถือเป็นการแข่งรุ่นมาตรฐานมาจนทุกวันนี้ กำหนดขนาดโพน ดังนี้
๑. รุ่นเล็ก เส้นรอบวงไม่เกิน ๑๒๐ ซม.
๒. รุ่นกลาง เส้นรอบวงไม่เกิน ๑๔๘ ซม.
๓. รุ่นใหญ่ เส้นรอบวงไม่เกิน ๑๗๐ ซม.
๔. รุ่นพิเศษ เส้นรอบวง ๑๗๑ ซม. ขึ้นไป
นอกจากนี้ ได้กำหนดมาตรฐานโพนสวยงาม ประกอบด้วย รูปทรง, หนังหุ้ม, ขารองรับ ลูกสัก และอุปกรณ์รัดขอบหนัง ตลอดจนถึงไม้ตีโพน และในปีนี้กรรมการตัดสินได้พยายามหาเทคนิควิธีในการตัดสินที่ชี้ชัดกว่าทุกปี โดยหาจุดที่รับฟังได้พอเหมาะในการแข่งขัน ปีนี้มีโพนเข้าแข่งขันถึง ๑๔๕ ใบ และใช้สนามหน้าศาลากลางแข่งขันมาตลอดโดยมีเจ้าภาพการแข่งขันคือเทศบาลเมืองพัทลุง และเทศบาล
เมืองพัทลุง ได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นับเป็นปีแรกที่งานประเพณีแข่งโพน – ลากพระ จังหวัดพัทลุง ได้เผยแพร่งานในปฏิทินการท่องเที่ยวของประเทศ และเริ่มมีการจัดขบวนแห่ ประกวดลีลาตีโพน ประกวดโพนสวยงาม เวทีแข่งขันจะเป็นเวทีดินอัดแน่น ยกพื้นสูง เชื่อมต่อกับเวทีการแสดง และใช้สนามหน้าศาลากลางแข่งขันโพนมาตลอด โดยมีเจ้าภาพจัดการแข่งขันคือ
เทศบาลเมืองพัทลุง จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เปลี่ยนสนามแข่งขันไปใช้ที่เกาะลอยหาดแสนสุขลำปำ ปีนี้ มีโพนเข้าร่วมการแข่งขัน ๘๗ ใบ จากนั้นจึงเปลี่ยนสนามแข่งขันหน้าศาลากลางเหมือนเดิม
ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ – ปัจจุบัน ประเพณีการแข่งโพนของจังหวัดพัทลุง ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระทานถ้วยรางวัลชนะเลิศให้แก่โพนเสียงดัง ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ พร้อมกันนี้ยังมี กิจกรรมมากมาย เช่น การประกวดธิดาโพน การตักบาตรเทโว การลากเรือพระ การจัดนิทรรศการท้องถิ่น การแข่งขันซัดต้ม ฯลฯ เพื่อสืบทอดคุณค่าภูมิปัญญาท้องถิ่นของ “คนเมืองลุง” ให้ลูกหลานได้รู้จักสืบไป

ขั้นตอนการแข่งโพน
การแข่งโพน
การแข่งโพน จะแบ่งโพนที่เข้าแข่งขันออกตามขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ ตามกติกาที่กำหนด
แต่ละขนาดมีเลขหมายประจำโพน ประกบคู่ด้วยวิธีการจับฉลากการแข่งโพนบนเวทีแข่งกันทีละ ๒ ใบ แบบแพ้คัดออกจนเหลือคู่ชิงชนะเลิศ เมื่อนำโพนทั้ง ๒ ใบ ขึ้นเวทีแล้วให้ทำการขานเสียง (ซอเสียง หรือเทียบเสียง) โดยผลัดกันตีช้า ๆ ดัง ๆ ตกลงกันว่าโพนใดมีเสียงทุ้มหรือเสียงแหลม โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ การแข่งขันรอบแรกจนถึงรอบรองชนะเลิศใช้เวลาแข่ง คู่ละ 3 นาที ส่วนคู่ชิงชนะเลิศใช้เวลาแข่ง ๕ นาที ผู้ตีจะมีวิธีตีอย่างไดแล้วแต่ศิลปะไหวพริบและความชำนาญของผู้ตี
การตีโพน
การตีโพน โพนเสียงทุ้มจะต้องตีเป็นจังหวะยืน โพนเสียงแหลมจะต้องดีขัด ผู้ตีจะออกลีลา ท่าทางลวดลายหรือลูกเล่นของแต่ละคน นับเป็นศิลปะที่แปลกตาน่าชม
โพนที่อยู่ในรุ่นเดียวกันใช่ว่าโพนใบใหญ่จะมีเสียงดังมากกว่าโพนใบเล็กเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของหนังหุ้มโพน รูปร่าง รูปทรงของโพนด้วยและที่สำคัญ ผู้ตีต้องมีพละกำลังและความสามารถเฉพาะตัวด้วย
การตัดสิน
การตัดสิน มีคณะกรรมการ ประกอบด้วย กรรมการจับเวลา กรรมการรวบรวมคะแนน โฆษกสนามบนเวที กรรมการให้คะแนน จากจุดตัดสินแบ่งเป็น ๓ ชุด จุดละ ๒ คน ตั้งจุดตัดสินห่างจากเวทีแข่งขันจุดละ ๓๐๐ – ๘๐๐ เมตร (ขึ้นอยู่สภาพแวดล้อมและทิศทางลม) ส่งผลคะแนนด้วยวิทยุสื่อสารต่างความถี่ ผลคะแนนที่ส่งมาว่าโพนเสียงทุ้ม โพนเสียงแหลมดังกล่าว ถือเอาผลชนะของ ๒ ใน ๓ จุด เป็นผลตัดสิน
การตัดสินของกรรมการ จะแบ่งกรรมการไปรับฟัง ๓ จุด ด้านหน้าหรือหลังเวลาการแข่งขันโดยห่างจากจุดแข่งขัน ๖๐๐ – ๘๐๐ เมตร อันเป็นจุดที่เสียงทุ้มและเสียงแหลมไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกัน ถ้าระยะใกล้กว่านี้เสียงทุ้มจะดังกล่าว ถ้าไกลกว่านี้เสียงแหลมจะได้เปรียบ กรรมการจะฟังโดยใช้เทคนิคที่ไม่เหมือนกัน เช่น ฟังปรกติ หากเสียงใกล้เคียงกัน ให้อุดหูข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง หากยังไม่มั่นใจใช้วิธีอินเดียแดง คืออุดหูข้างหนึ่งและอีกข้างหนึ่งแนบพื้นดิน ก็จะสามารถแยกได้ชัดว่าเสียงทุ้มหรือแหลมดังกว่ากัน แล้วจึงรายงานผลโดยสื่อวิทยุไปยังกรรมการกลาง

การแข่งโพนจังหวัดพัทลุง ประจำปี ๒๕๔๘
การแข่งโพนจังหวัดพัทลุง ประจำปี ๒๕๔๘ มีการดำเนินการ ดังนี้
๑. สำนักโพน (แหล่งโพน) หรือหน่วยงานที่มีหน่วยโพนในสังกัด
จัดหาหน่วยโพนเตรียมไว้เพื่อเข้าแข่งขัน
นำหน่วยโพนที่เตรียมไว้เพื่อเข้าแข่งขัน มาหุ้มหนังใหม่
จัดทำหน่วยโพนขึ้นใหม่ เพื่อเข้าแข่งขัน
การทำหน่วยโพนจะจัดทำในเทศกาลเข้าพรรษา
ฝึกซ้อมผู้ตีโพนเพื่อเข้าแข่งขัน
เตรียมสมัครเข้าแข่งโพน
๒. ผู้ดำเนินการจัดการแข่งโพน จังหวัดพัทลุง
เตรียมบุคลากร
กำหนดวันแข่งโพน
เตรียมสถานที่
รับสมัครการแข่งโพน
ดำเนินการแข่งโพน

งานประเพณีแข่งโพน ลากพระจังหวัดพัทลุง
ในช่วงวันออกพรรษาของทุกปี จังหวัดพัทลุง เทศบาลเมืองพัทลุง ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และองค์กรต่าง ๆ ในจังหวัดพัทลุง จัดงานประเพณีแข่งโพน – ลากพระ ขึ้น โดยการแข่งโพนชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๓ – ปัจจุบัน
การจัดงานประเพณีแข่งโพนลาก จังหวัดพัทลุง ประจำปี ๒๕๔๘ จัดงาน วันที่ ๑๔ – ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ ณ หน้าเทศบาลเมืองพัทลุง
พิธีเปิดงานแข่งโพนลากพระ จังหวัดพัทลุง ประจำปี ๒๕๔๘ วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๔๘
มีขบวนแห่ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีฯ (จากลำปำ ถึงเวทีกลาง) หน้าเทศบาลเมืองพัทลุง
รับรางวัลในการแข่งโพน วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๔๘

องค์ประกอบในการแข่งโพน
๑. โพน
๒. ไม้ตีโพน
๓. ผู้ตีโพน
๔. โฆษกสนามบนเวทีแข่งขัน
๕. กติกาการแข่งขัน
๖. กรรมการตัดสิน
การแข่งโพน จังหวัดพัทลุง ประจำปี ๒๕๔๘
๑. ประเภทโพนแข่งขัน มีดังนี้
โพนขนาดเล็ก
โพนขนาดกลาง
โพนขนาดใหญ่
โพนเยาวชน

๒. สนามที่ใช้ในการแข่งโพน
๑.๑. รอบคัดเลือก มี ๔ สนาม ดังนี้
สนามที่ ๑ องค์การบริหารส่วนตำบลตะแพน สนามแข่งขัน โรงเรียน
วัดตะแพน ตำบลตะแพน อำเภอศรีบรรพต
สนามที่ ๒ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าแค สนามแข่งขัน วัดไสหมาก
ตำบลท่าแค อำเภอเมืองพัทลุง
สนามที่ ๓ เทศบาลตำบลมะกอกเหนือ ณ สนามสวนเฉลิมพระเกียรติฯ
ปากคลอง ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน
สนามที่ ๔ องค์การบริหารส่วนตำบลเขาเจียก สนามแข่งขันโรงเรียน
วัดโคกชะงาย ตำบลเขาเจียก อำเภอเมืองพัทลุง
๑.๒. รอบชิงชนะเลิศ แข่งขันสนามหน้าเทศบาลเมืองพัทลุง ในงานประเพณี
แข่งโพน ลากพระ จังหวัดพัทลุง ประจำปี ๒๕๔๘
โพนขนาดเล็ก โพนขนาดกลาง และโพนขนาดใหญ่ เป็นการแข่งโพนชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
๓. กรรมการตัดสินการแข่งโพน
กรรมการตัดสินการแข่งโพน มีคณะกรรมการ ประกอบด้วย
กรรมการจับเวลา
กรรมการรวบรวมคะแนน
โฆษกสนามบนเวที
กรรมการให้คะแนน จากจุดตัดสิน แบ่งเป็น ๓ ชุด จุดละ ๒ คน
กรรมการวิทยุสื่อสาร
ส่งผลคะแนนด้วยวิทยุสื่อสารต่างความถี่
ผลคะแนนที่ส่งมาว่าโพนเสียงทุ้ม โพนเสียงแหลม


๔. เกณฑ์การตัดสินการแข่งโพน
โพนที่เข้าแข่งขัน มี ๒ ใบ
เสียงโพนที่ใช้ในการแข่งขัน มี
เสียงทุ้ม
เสียงแหลม
ผู้ตีโพน เสียงทุ้ม ต้องตีเป็นจังหวะยืน
ผู้ตีโพน เสียงแหลม ต้องตีขัด
เวลาที่ใช้ในการแข่งขัน
รอบคัดเลือก ๓ นาที
รอบชิงชนะเลิศ ๕ นาที
การให้คะแนน
ตั้งจุดตัดสินห่างจากเวทีแข่งขันจุดละ ๓๐๐ – ๘๐๐ เมตร (ขึ้นอยู่สภาพแวดล้อมและทิศทางลม ) แบ่งเป็น ๓ จุด
คะแนนโพนเสียงทุ้ม โพนเสียงแหลม ถือเอาผลชนะของ ๒ ใน ๓ จุด เป็นผลตัดสิน


วิธีการแข่งขันโพน
๑.โพนที่เข้าแข่งขัน จะแบ่งโพนออกตามขนาด ตามกติกาที่กำหนด
โพนขนาดเล็ก
โพนขนาดกลาง
โพนขนาดใหญ่
๒. โพนแข่งขันทุกขนาด ต้องมีหมายเลขประจำโพน และใช้หมายเลขประจำโพนตั้งแต่รอบคัดเลือกจนถึงรอบชิงชนะเลิศ
๓. ประกบคู่ด้วยวิธีการจับฉลาก
๔. การแข่งโพนบนเวทีแข่งขันทีละ ๒ ใบ
๕. แพ้คัดออกจนเหลือคู่ชิงชนะเลิศ
๖. นำโพนที่เข้าแข่งขัน ขึ้นบนเวที วางบนลงบนสนามแข่งขัน
อยู่ มุมสีน้ำเงิน หรือว่ามุมสีแดง ใช้ธงเป็นสัญลักษณ์
๕. ก่อนการแข่งขันโพน พิธีกรบนเวที จะอ่านประวัติโพนที่เข้าแข่งขัน
๖. โฆษกสนามบนเวที ให้โพนที่เข้าแข่งขันทำการขานเสียง (ซอเสียง หรือเทียบเสียง)
๙. ผลัดกันตีช้า ๆ ดัง ๆ ตกลงกันว่าโพนใดมีเสียงทุ้มหรือเสียงแหลม โดยความเห็นชอบ
ของคณะกรรมการ
๑๐. โพนเสียงทุ้ม ผู้ตีโพนต้องตีเป็นจังหวะยืน
๑๑. โพนเสียงแหลม ผู้ตีโพนต้องตีขัด
๑๒. แข่งขันรอบแรก จนถึงรอบรองชนะเลิศ ใช้เวลาแข่งขันคู่ละ ๓ นาที
รอบที่ ๑ (โพน ขนาดเล็ก โพน ขนาดกลาง และโพนขนาดใหญ่)
โพน ๘ คู่ โพน ๑๖ ใบ
รอบที่ ๒ โพน ๔ คู่ โพน ๘ ใบ
รอบที่ ๓ โพน ๒ คู่ โพน ๔ ใบ
แข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ใช้เวลาแข่งขัน คู่ละ ๕ นาที
รอบ ที่ ๔ โพน ๑ คู่ โพน ๒ ใบ
ในการแข่งขัน กรรมการจะบอกเวลาการแข่งขันโดยการยกป้ายหมายเลขว่า
เหลือเวลาในการแข่งขัน จำนวน กี่นาที

๑๓. ผู้ตีโพน จะตีโพนตามความถนัด ความชำนาญ เทคนิคและไหวพริบของตนเอง
เป็นลีลาการตีโพนเฉพาะตัว เป็นตอนที่ให้ความสนุกกับผู้ชม และเป็นการลุ้นของกองเชียร์
๑๔. กรรมการจับเวลาในการแข่งขัน จะบอกให้ผู้ตีโพนหยุดการแข่งขัน
ในตอนนี้จะเป็นลีลาของกรรมการในการบอกเวลาให้หยุดการแข่งขัน
๑๕. กรรมการจากจุดตัดสิน ให้คะแนน เสียง ทุ้ม หรือเสียง แหลม
๑๖. กรรมการส่งผลคะแนนด้วยวิทยุสื่อสารต่างความถี่
๑๗. กรรมการรวบรวมคะแนน
๑๘. โฆษกสนามบนเวที ประกาศผล การแข่งขัน
๑๙. ผู้ตีโพนที่ได้รับชัยชนะ จะมีลีลาแสดงถึงชัยชนะของตนเอง
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    16971 views