พิมพ์

หนังตะลุงหนังอิ่มเท่ง

ชื่อรายการ
หนังตะลุงหนังอิ่มเท่ง
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคใต้
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

เอกสารเล่มนี้มุ่งศึกษาชีวประวัติและผลงานด้านหนังตะลุงของ นายอิ่ม  จิตต์ภักดี  (หนังอิ่มเท่ง)  โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและจากการสัมภาษณ์บุคคลในครอบครัวและบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วเสนอผลการศึกษาแบบพรรณาวิเคราะห์ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้

                                นายอิ่ม  จิตต์ภักดี    (หนังอิ่มเท่ง)      เกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๔   ที่บ้านคลองช้าง ตำบลบางเหรียง  อำเภอควนเนียง  จังหวัดสงขลา จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนวัดบางกล่ำ  ตำบลบางเหรียงเมื่อปี  พ.ศ. ๒๔๗๖  อายุ  ๑๘  ปี  ได้บรรพชา ๒  พรรษา  สอบได้นักธรรมตรีแล้วลาสิกขาออกมาอยู่บ้านเมื่ออายุ  ๒๗  ปี  ได้สมรสกับนางสาวเนี่ยว  คงสม  หลังจากแต่งงานแล้วเกิดนึกชอบหนังตะลุงขึ้นมาจึงไปหัดหนังโดยไม่มีครู  หลังจากหัดหนังไม่นานก็ออกโรงและได้รับความนิยมจากนั้นจึงไปให้หนังหม้งบ้านชะรัต  อำเภอกงหรา  จังหวัดพัทลุง  ครอบครูยื่นรูปให้และมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นิยมชมชอบของผู้ชมหนังตะลุงอยู่เลื่อยมาจนได้รับรางวัลเกียรติยศมากมาย  เช่น กลองทองคำ  เสือสามารถ  ถ้วยเกียรติยศ  และขันน้ำพานรอง  เป็นต้น  และได้ยึดเอา

หนังตะลุงเป็นอาชีพและแสดงหนังตะลุงเลื่อยมาจนถึง พ.ศ. ๒๕๔๓ จึงได้หยุดรับงานแสดงแต่ยังมีการรับงานแก้บนเป็นครั้งคราวปัจจุบันอายุ  ๘๕ ปี

                                ผลงานหนังตะลุงของ นายอิ่ม  จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง)  ที่สำคัญ ๆ จำแนกได้ ๔ ด้าน  คือ ผลงานด้านลักษณะเฉพาะตัวในการแสดงหนังตะลุง  ด้านการเลือกใช้วรรณกรรมประกอบการแสดงหนังตะลุง  ด้านการสืบทอดศิลปการแสดงหนังตะลุง  และด้านสังคมและวัฒนธรรม  ผลงานด้านต่าง ๆ  นายอิ่ม  จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง)  เป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไปมาช้านาน  จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่านายอิ่ม  จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง)  เป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านการแสดงหนังตะลุงและมีอัจฉริยะภาพทางการแสดงหนังตะลุงอย่างแท้จริง  อีกทั้งเป็นผู้มีใจรักในศิลปะหนังตะลุงเป็นอย่างดี ด้วยความรู้ความสามารถในการแสดงหนังตะลุงของนายอิ่ม  จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง)  จึงได้รับเชิญให้ไปแสดงหนังตะลุงในงานสำคัญ ๆ มากมายจากผลงานดังกล่าวจึงทำให้นายอิ่ม  จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ได้รับการยกย่องจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ  สาขาศิลปะการแสดง(หนังตะลุง)  ประจำปี พ.ศ.๒๕๔๐

ประวัติความเป็นมา
หนังตะลุงมีประวัติความเป็นมาอย่างไรยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ นักวิชาการหลายคนได้ให้ข้อสันนิษฐานไว้แตกต่างกัน ดังนี้
สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ได้ศึกษาถึงประวัติความเป็นมาของหนังตะลุงไว้อย่างละเอียด สรุปได้ว่า การละเล่นแบบแสดงเงา (shadow play) เป็นการละเล่นที่มีมานานแล้ว และเล่นกันแพร่หลาย ได้มีการศึกษาประวัติความเป็นมาของการละเล่นแบบนี้กันมากแต่ยังหาข้อยุติไม่ได้อย่างไรก็ตามพบว่าการเล่นชนิดนี้มีแพร่หลายในเอเชียอาคเนย์ และมีส่วนของวัฒนธรรมอินเดียปนอยู่อย่างเห็นได้ชัด นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้มีทรรศนะแยกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเชื่อว่ากรเล่นเงานี้ต้องมีกำเหนิดที่ใดที่หนึ่งก่อน แล้วแพร่หลายไปยังที่อื่น ๆ แล้วแต่ละแห่งก็พัฒนาตัวเองไปตามวัฒนธรรมของตน เพราะการแสดงแบบนี้แสดงได้ง่าย กล่าวคือเพียงแสดงการเล่นให้ปรากฏบนจอเพียงครั้งเดียวคนดูก็สามารถลอกเลียนวิธีการได้ แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบตามประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น ยิ่งกว่านั้นอิทธิพลของต่างชาติที่มีต่อการแสดงหุ่นกระบอกละครตลอดจนดนตรีของประเทศนั้น ๆ เป็นพยานหลักฐานว่ามิได้มาจากแหล่งเดียวจากการเล่นเงาแบบนี้เลย นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่า หนังตะลุงของแต่ละประเทศต่างกำเนิดขึ้นมาเองแล้วพัฒนากันเองเรื่อย ๆ มาโดยมิได้เกี่ยวข้องกันเลย หนังตะลุงที่นิยมเล่นในเอเชียอาคเนย์ แบ่งได้เป็น ๒ แบบ คือ แบบแรกเป็นแบบหนังใหญ่ของไทย และหนังสเบกของเขมร ซึ่งรูปหนังมีขนาดใหญ่ และส่วนแขนติดนิ่งอยู่กับบ่าเคลื่อนไหวไม่ได้ ส่วนอีกแบบหนึ่ง รูปมีขนาดเล็กกว่า แขนมีรอยต่อเป็นข้อทำให้เคลื่อนไหวได้แขนหนึ่งหรือทั้งสองแขน แบบหลังนี้เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางอย่างแบบแรก มีเล่นทั้งในชวา บาหลี สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย ลาว และเขมร โดยเฉพาะทางภาคใต้ของประเทศไทย ส่วนหนังตะลุงในประเทศไทยจะมีประวัติความเป็นมาอย่างไรนั้นยังยุติไม่ได้ เพราะมีผู้สันนิษฐานขัดแย้งกันเป็นหลายทางยังไม่มีฝ่ายใดนำหลักฐานมาอ้างให้เป็นที่น่าเชื่อถือได้
อุดม หนูทอง ได้กล่าวถึงประวัติหนังตะลุง สรุปได้ว่า ในบทพากย์ฤาษีและบทพากย์พระอิศวรของหนังตะลุงได้เอ่ยอ้างเอาฤาษีชื่อ “พระอุณรุทธไชยเถร” เป็นอาจารย์ของหนัง การออกรูปฤาษีของหนังตะลุงนอกจากเพื่อปัดเป่าเสนียดจัญไรแล้ว ยังเพื่อระลึกถึง “บรมราชอาจารย์” ผู้นี้ซึ่งพิจารณาดูแล้วน่าจะเป็นฤาษีในลัทธิฮินดู นอกจากนี้บทพากย์ทั้ง ๒ บทนี้ยังขึ้นต้นด้วยคำว่า “โอม” อันเป็นคำที่เชื่อถือว่าศักดิสิทธิ์ เพราะใช้แทนพระนามของเทพเจ้าทั้ง ๓ องค์ ในลัทธิดังกล่าวคือคำนี้มาจาก อ + อุ + ม หมายถึง พระวิษณุ อุ หมายถึง พระอิศวร และ ม หมายถึง พระพรหม ทั้งในรายละเอียดของบทพากย์ ก็ได้เอ่ยอ้างพระนามเทพเจ้าทั้ง ๓ องค์ อย่างแจ่มชัด ดังนั้นเดิมทีหนังตะลุงจึงน่าจะเกี่ยวข้องกับพวกของพราหมณ์ซึ่งเป็นพวกที่นับถือฮินดูลัทธิไศวนิกาย

คือบูชาพระอิศวรเป็นใหญ่ ซึ่งลัทธินี้ถ้าดูจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในภาคใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และสุราษฏร์ธานี แล้วน่าจะตกอยู่ประมาณพุทธศตวรรษ ที่ ๑๓ แต่ก็มิได้หมายความว่าหนังตะลุงจะเข้ามาพร้อมกับลัทธินี้ อาจจะเป็นช่วงหลังก็ได้ แต่คงไม่เลยพุทธศตวรรษที่ ๑๗ เพราะตามตำนานที่ได้มาจากการบอกเล่าซึ่งนายหนังตะลุงรุ่นเก่าถ่ายทอดไว้เป็นบทไหว้ครูหนังต่างก็กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าหนังมีมาแต่ครั้งศรีวิชัย แต่ชั้นแรกรูปแบบการเล่นจะเป็นอย่างไรไม่ทราบได้ เท่าที่ทราบก็เมื่อต้นรัตนโกสินทร์ดังความเล่าต่อ ๆ กันว่า เดิมหนังเล่นอยู่บนพื้นดินในที่ลานเตียนโล่งแจ้ง ไม่ยกโรงขึงจออย่างทุกวันนี้ เล่นทั้งกลางวันและกลางคืน หนังที่เล่นกลางคืนจะใช้วิธีสุมไฟหรือใช้ไต้ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ ไต้หน้าช้าง” สำหรับให้แสงสว่าง รูปหนังแกะด้วยหนังวัวหนังควายขนาดรูปใหญ่ สูงแค่อก ไม่ใช้ไม้ตับคีบตัวหนังสำหรับจับเชิด แต่จะใช้เชือกร้อยตรงส่วนหัวของตัวหนังสำหรับจับถือ รูปตัวหนึ่งเวลาออกเชิดจะใช้คนถือออกเชิดเต้นคนหนึ่ง การเล่นหนังแบบนี้เรียกว่า “ รำหนัง” แม้บางถิ่นในปัจจุบันก็ยังเรียกเช่นนั้น ทั้ง ๆ ที่หนังเลิกเต้นเชิดกันแล้ว การเล่นหนังลักษณะดังกล่าวออกจะยุ่งยากไม่น้อยเพราะต้องใช้คนมากตัวหนังก็มาก และหนักจนเกินขนาดเวลาไปเล่นต้องใส่เกวียนชักลาก ต่อมาหนังแขกหรือหนังชวาเข้ามาเล่นใน ภาคใต้หนังแขกนั้นเป็นหนังตัวเล็ก เล่นบนโรงไม่ลำบากยุ่งยากอย่างที่เคยเล่นกันมา จึงมีผู้คิดเอกอย่างประยุกต์ประสมประสานเข้ากับหนังแบบเดิม โดยปลูกโรงยกพื้นสูงใช้เสา ๔ เสา หลังคาแบบเพิงหมาแหงน ใช้ผ้าขาวเป็นจอสำหรับเชิดรูป ผู้ดูก็ดูเพียงเงาของรูปซึ่งเกิดจากไฟส่องด้านหลังและฟังคำพากย์ไม่ต้องดูลีลาท่าทางของผู้เชิด คนเชิดก็ลดเหลือ ๒ คน นั่งคนละข้างของจอ เรียกว่า “หัวหยวก – ปลายหยวก” ทำหน้าที่ขับร้องกลอน เชิดรูปพระนาง และรูปตัวสำคัญคนหนึ่ง กับเชิดรูปกาก ตัวตลก พร้อมแสดงมุขตลกอีกคนหนึ่ง ถ้ามากกว่านี้ก็อาจมีคน “ชักรูป” อีกคนหนึ่งแยกออกไปจากนายหนังก็ได้ ตามตำนานหนังตะลุงระบุว่าผู้เป็นต้นคิดหนังแบบนี้ก็คือนายนุ้ยหรือหนุ้ย บุคคลผู้นี้บ้างว่าเป็นชาวบ้านควนมะพร้าว อำเภอเมืองพัทลุง บ้างว่าเป็นชาวบ้านดอนควน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง หนังที่คิดขึ้นจึงได้ชื่อว่า “หนังควน” ตามถิ่นกำเนิด” แต่บางท่านกล่าวว่าที่เรียกหนังควนเพราะสถานที่เล่นต้องเลือกที่เนินซึ่งภาคใต้เรียกว่า “ควน” อย่างไรก็ตามชื่อนี้ใช้เรียกหนังในภาคใต้มาก่อนจะมีคำว่า “หนังตะลุง” ใช้
พงศ์พันธุ์ ทินนิมิตร ได้กล่าวสรุปว่ามีนักวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของหนังตะลุงจะให้ข้อสันนิษฐานแตกต่างกันออกไป แต่เมื่อประมวลแล้วจะเห็นมีข้อสันนิษฐานแตกต่างกันเป็น ๔ กระแส สรุปได้ดังนี้
กระแสที่หนึ่ง สันนิษฐานว่าหนังตะลุงเกิดขึ้นที่จังหวัดพัทลุง โดยน่าจะเกิดที่เขายาโฮ้ง หรือเขาพระยาโฮ้ง ซึ่งอยู่ในท้องที่บ้านกงหรา ตำบลชะรัด อำเภอเมืองพัทลุง เขานี้เองที่มี ผู้ออกเสียงเพื้ยนไปเป็นยะโฮร์ แล้วทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นเมืองยะโฮร์ทางมาเลเซีย


กระแสที่สอง สันนิษฐานว่าหนังตะลุงรับอิทธิพลมาจากหนังใหญ่ ซึ่งเล่นกันอยู่ในสมัยอยุธยา เพราะถ้าดูลักษณะของรูปหนังจะเห็นว่ารูปของหนังใหญ่มีขนาดใหญ่โตกว่ารูปหนังตะลุงหลายเท่า วิวัฒนาการของรูปหนังน่าจะเป็นรูปขนาดใหญ่ก่อนแล้วจึงย่อให้เล็กลง มากกว่าจากเล็กแล้วขยายให้ใหญ่ขึ้น หากพิจารณาจากสีจะเห็นว่าเดิมรูปหนังใหญ่เป็นสีดำ ต่อมาจึงมีสีอื่น ๆ บ้าง ส่วนรูปหนังตะลุงตัวสำคัญ ๆ มักระบายสีและทำลวดลายพิสดาร จึงน่าจะเป็นการปรับแต่งให้มีสีสันสวยงามขึ้นภายหลัง และถ้าดูจากบทพากย์ก็มีที่คล้ายกันหลายอย่าง เช่น บทพากย์รูปพระอิศวรของหนังตะลุงคล้ายกับภาพสามตระของหนังใหญ่ เป็นต้น
กระแสที่สาม สันนิษฐานว่าหนังตะลุง มาจากชวาผ่านสู่มาเลเซียและแพร่หลายที่
ยะโฮร์ แล้วต่อมาตานุ้ย ตาหนักทอง ซึ่งเป็นนายกองช้างแห่งเมืองนครศรีธรรมราชได้นำมาเล่นในไทย การที่เชื่อเช่นนี้มีเหตุผลหลายอย่าง เช่น มีบทไหว้ครูหนังตะลุง บางสำนวนกล่าวไว้เช่นกัน หนังตะลุงมีแขนยาวคล้ายรูปหนังชวา ตัวตลกบางตัวมีชื่อคล้ายกับตัวหนังชวา เช่น สะหม้อคล้ายสมาร์ ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงในเรื่องอิเหนา (เทียบเท่าประสันตา) นอกจากนั้นชวายุคแรกนับถือศาสนาพราหมณ์นิกายไวษณพ หนังตะลุงก็มีรูปพระอิศวร ซึ่งเป็นรูปเคารพสำคัญในไศวะนิกายเช่นกัน ในบทไหว้ครูก็ขึ้นต้นด้วยคำว่า “โอม” ซึ่งหมายถึงเทพเจ้าทั้งสามของพรามณ์ โอมมาจาก อ + อุ + ม ( อ = อวตาร หมายถึง พระวิษณุ, อุ = อุตร หมายถึง พระศิวะหรือพระอิศวร, ม = มหาพรหม หมายถึง พระพรหม)
กระแสที่สี่ สันนิษฐานว่าหนังตะลุงอาจจะได้รับแนวความคิดมาจาก การละเล่นของหนังชวาผนวกกับการเล่นหนังใหญ่แล้วนำมาดัดแปลงขึ้นเป็นหนังตะลุง ทำให้ตัวหนังเล็กลงเพื่อใช้เชิดได้สะดวกขึ้น ให้เคลื่อนไหวอวัยวะบางส่วนได้เพื่อให้ดูมีชีวิตชีวา ระบายสีให้สวยงาม เปลี่ยนแนวการเล่นและเรื่องที่แสดงเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพและความนิยมของท้องถิ่น
สาขา/ประเภท
ความเชื่อ
¬จากการศึกษาความเชื่อในการแสดงหนังตะลุงของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง)โดยทั่วไปคณะหนังตะลุงจะมีความเชื่อในเรื่องการปลูกโรง การผูกจอ เอารูปขึ้นโรง การนั่งแสดงของนายหนัง แต่ปัจจุบันความเชื่อเหล่านี้ได้ถูกลบเลือนไปจนเกือบหมดสิ้น ดังที่ นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ได้กล่าวถึงความเชื่อของตนไว้ พอสรุปได้ดังนี้
๑. การกันคุณไสย ในระยะแรก ๆ ก่อนที่นายหนังจะลงมือแสดงหนังต้องมีหมอหนังผู้รู้
เวทมนต์ทางไสยศาสตร์จากคณะอื่นๆ
๒. การพากย์รูป ก่อนการจับรูปออกพากย์ที่หน้าจอ นายหนังจะต้องว่าคาถาจับรูปก่อนพากย์รูปไปที่หน้าจอก็ต้องว่าคาถาพากย์รูปมาที่หน้าจอ แล้วก็ต้องว่าคาถาอีก คือต้องว่าคาถาอยู่ทุก ๆ ระยะ ซึ่งมีมาจนถึงปัจจุบันนี้หนังตะลุงจะละทิ้งของโบราณและความเชื่อเหล่านี้ไปหมดย่อมไม่ได้ เพราะหนังตะลุงยังต้องออกรูปพระฤๅษี พระอิศวร ยักษ์ เทวดา ผี ซึ่งเป็นความเชื่อมาตั้งแต่อภิปรายหน้าบทรูปบอกเรื่อง เจ้าเมือง รูปตลก โดยมีจุดประสงค์ คือ ใช้เวทย์มนต์คาถาผูกคน เพื่อให้คนนั่งดูอยู่จนหนังเลิก ผู้ชมเกิดความรัก เอ็นดู สงสาร และศรัทธาต่อคณะหนัง
๓. การแทงหยวก คือ การตัดหยวกที่ใช้ปักรูปออกเป็นช่องสี่เหลี่ยมแล้วเอาหมาก ๑ คำ อัดลงไปในหยวกกล้วยให้มิด ถือว่าเป็นการผูกคนมิให้ลุกขึ้นได้ ให้คนนั่งดูอยู่จนกว่าคณะหนังจะเลิก
ลำดับขั้นตอนการแสดง
วิธีการและขั้นตอนของการแสดงหนังตะลุง
การศึกษาวิธีการและขั้นตอนการแสดงหนังตะลุงของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ผลการศึกษาปรากฏว่าการที่จะเริ่มแสดงหนังตะลุงเวลาไหนนั้น ขึ้นอยู่กับข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างนายหนังตะลุงกับเจ้าภาพผู้รับหนัง ถ้าเป็นการแข่งประชันมักจะเริ่มแสดงตั้งแต่หัวค่ำ เพราะจะได้เรียกคนดูให้เข้ามาดูให้ได้จำนวนมาก หากแสดงช้าเกินไป คนดูก็จะไปดูโรงคู่แข่งอื่นหมด เพราะการตัดสินการแข่งขันหนังตะลุงจะตัดสินกันที่จำนวนคนดูที่หน้าโรง ถ้าโรงหนังตะลุงคณะใดมีคนมาก ที่สุดก็ถือว่าคณะหนังตะลุงนั้นชนะ
นอกจากนี้ นายดวน อารมณ์ฤทธิ์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) กล่าวว่า ลักษณะและวิธีการแสดงหนังตะลุงของหนังอิ่มเท่ง (อิ่ม จิตต์ภักดี) จำแนกเป็น ๒ ลักษณะ คือ แสดงเพื่อความบันเทิงและแสดงเพื่อประกอบพิธีกรรม การแสดงทั้ง ๒ ลักษณะมีวิธีการแสดงที่แตกต่างกันออกไป พอจะสรุปได้ ดังนี้

๑. ลักษณะและวิธีการแสดงหนังตะลุงเพื่อความบันเทิง
การแสดงหนังตะลุงของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) มีลำดับขั้นตอนในการแสดงเหมือนกับการแสดงหนังตะลุงของคณะอื่น ๆ คือ เมื่อเตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้ในการแสดงพร้อมแล้ว ก็จะตั้งเครื่องเบิกโรง โหมโรง ออกฤๅษี ออกรูปฉะ ออกรูปพระอิศวร ออกรูปปรายหน้าบท ออกรูปบอกเรื่อง เกี้ยวจอ ตั้งนามเมือง แสดงเรื่อง ตามลำดับ ซึ่งขั้นตอนในการแสดงมีตามลำดับ ดังนี้
๑.๑ ตั้งเครื่องเบิกโรง เป็นการทำพิธีเอาฤกษ์ขอที่ตั้งโรง ปัดเป่าเสนียดจัญไร และเชิญ ครูหนังมาคุ้มครอง ดังที่ นายดวน อารมณ์ฤทธิ์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) กล่าวไว้สรุปได้ว่า เริ่มพิธีด้วยนายหนังตีกลองนำ แล้วลูกคู่บรรเลงเพลงเชิดเรียกว่า “ตั้งเครื่อง” จากนั้นนายแผง (คนแบกแผงใส่รูปหนัง) แก้แผงเอารูออกวางให้เป็นระเบียบ จากนั้นนายหนังทำพิธีเปิดโรง โดยเอาเครื่องเบิกโรงที่เจ้าภาพจัดไว้ คือ หมากพลู ๙ คำ เทียน ๑ เล่ม เงินค่าเบิกโรงตามแต่หนังจะกำหนด มาวางหน้านายหนังแล้วรองชุมนุมครู เอารูปฤๅษี รูปปรายหน้าบท รูปเจ้าเมือง ปักบนหยวก ร้องเชิญครูหมอหนังให้มาคุ้มครอง ขอที่ตั้งโรงจากพระภูมิและ นางธรณี เสกหมาก ๓ คำ ซัดทับ ๑ คำ เหน็บตะเกียงหรือดวงไฟที่ให้แสงสว่างในการเล่น ๑ คำ และเหน็บหลังคาโรง ๑ คำ เพื่อกันเสนียดจัญไร เสร็จแล้วลูกคู่บรรเลงเพลงโหมโรง
๑.๒ โหมโรง เป็นการบรรเลงดนตรีล้วน ๆ เพื่อเรียกคนดูให้นายหนังเตรียมพร้อม ดังที่ นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) กล่าวไว้ว่า เดิมทีการโหมโรงจะใช้ “เพลงทับ” คือใช้ทับเป็นตัวยืน ต่อมาหันมานิยมโหมโรงด้วยเพลงปี่ คือ ใช้ปี่เป็นหลักเพลงที่บรรเลงตามสมัยนิยม
๑.๓ ออกฤๅษี ซึ่งจะต้องออกรูปแรก รูปพระฤๅษีถือว่าเป็นรูปครู ออกเชิดเพื่อคารวะครูและปัดเป่าเสนียดจัญไรต่าง ๆ ดังที่ นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ได้กล่าวถึงวิธีการเชิดรูปฤๅษี ว่า วิธีเชิดใช้ไม้เท้าออกล่อจอตรงมุมขวา มุมซ้ายและกลางจอจุดละครั้ง แล้วเหาะผ่านจากจากขวา ไปซ้าย ถอยช้า ๆ เป็นจังหวะจากมุมจอซ้ายกลับมาขวา เชิด “ท่องโรง” แล้วทำนองเดินช้า ๆ “เดินย่างสามขุม” เป็นทำนองเร่งกระชับ โดยใช้ไม้เท้ายันไปหน้า ถอยหลังสลับกัน เชิดเหาะไปกลับซ้ายขวา ๓ ครั้ง ปักรูปกลางจอแล้วร่ายมนต์ตั้งนะโม ๓ จบ “ตั้งสัคเค” เป็นการชุมชนเทวดาแล้วกล่าวธรณีสาร ดังที่ นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ได้กล่าวถึงการร่ายมนต์คาถาและกล่าวบทไว้ว่า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธธัสสะ
สัคเค กาเมจรูเป สิริสิบรัตเต จันทลิกเข วิมาเนทีเย ระเถจะกาเม ตะรุวะนะตะหะเน เคหะวะตามะเขเต ภูมาจะยันตุเทวา จะละถะวิสาเม ยักขะคันธัพพะนาคา ตีฏถุนตา สันติเกยัง
มุนิวะระวัจจะนัง สาธะโวเม สุนันตุ ธัมมะสะวะนะกาโล อยัมพะทันตา ธัมมะสะวะนะกาโล อยัมพะทันตา
โอมนโม นมัสการ ครูอาจารย์ท่านให้กูเบิกฟ้า เบิกดิน เบิกพระอินทร์ เบิกพระพรหม เบิกพระยม เบิกพระกาล เบิกพระจัตตุโลกบาดาล โขนทวาร บานประตู ขุดคูแลขุดบ่อ ขุดท่อและ ถางทอง ขุดเบิงบางและขุดสระ หล่อรูปพระจะลากหนังยังผีพรายและตายโหง ตอตะโลงธรรม โกศผา ทำศาลามรดก ทำพนมศพครอบยอดพระสุเมรุ
พระครูกูนี่หรือชื่อพระอุณรุทธชัยเถร เธอเสด็จลงมาจากดึงสงสวรรค์ ตัดน้ำในสระแก้ว มายื่น ให้กูกันอุบาทว์และจังไร สะเดียดได้แก่พระไพร จังไรได้แก่นายธรณี ความดีได้แก่ตัวกู
โอม นะโม พุทธัส กำจัดออกไป
โอม นะโม พุทธัส กำจัดออกไป
โอม นะโม พุทธัส กำจัดออกไป
สลับพระเสนียดจัญไร อย่าเข้ามาใกล้
เข้ามามิได้ในปัญจเสมามณฑลมณี บัดนี้
เมื่อบริกรรมพระคาถาเหล่านี้จบแล้ว พระฤๅษีก็เข้าโรง
๑.๔ ออกรูปพระอิศวร ซึ่งถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการบันเทิง ออกมาบริกรรมพระคาถาชุมนุมเทวดา เพื่อความเป็นสิริมงคลและการปกป้องรักษาคณะหนังตะลุง ดังที่ นายพร ศิริวัฒโณ นายหนังตะลุงได้กล่าวถึงธรรมเนียมการออกรูปพระอิศวรไว้ สรุปได้ว่า ธรรมเนียมการออกรูปพระอิศวรจะเริ่มด้วยเชิดรูปให้ผ่านจอส่วนบนอย่างช้า ๆ โดยให้เห็นเงาเพียงราง ๆ อวดท่าเชิดให้เห็นความมีอำนาจของศิวเทพและความพยศของโคทรง แล้วปักรูปกลางจอ ร่ายมนต์ไหว้เทพเจ้าและครูหนัง จบแล้วเชิดเข้าโรง ดังที่ นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ได้กล่าวถึงบทพากย์ร่ายมนต์คาถาไหว้พระอิศวรก่อนที่จะเชิดรูปหนังตะลุงเข้าโรงไว้ว่า
โอมนาคา ข้าจะไหว้บาทพระเจ้าทั้งห้าพระองค์
พระอินทร์เรศวร ผู้ทรงพระยาโคอุศุภราชฤทธิรอน
เบื้องขวาข้าจะไหว้พระนารายณ์เจ้าสี่พระกร ทรงครุฑพีระเหินจร
พระชินนรินทร์เรืองรงค์ เบื้องซ้ายข้าจะไหว้ พระจุลพักต์ผู้ทรง
ส่วนระหินเหมหงส์ ทรงอิทธิฤทธิ์เรืองนาม
สามองค์ทรงภพไปทั้งสาม สามโลกบ่อมิได้เข็ดขาม
พระเดชพระนามฤๅขจร เรืองเดช เรืองเวทย์ เรืองพร เรืองทั่วฟ้าดินและดอน
ฤๅขจรทั่วจบจักรวาล เบื้องซ้ายข้าจะไหว้พระราม เบื้องขวาทรงนาม พระปิ่นเกล้า
เจ้าวิสูรย์ศักดิ์ดา กลางคืนหนังละครโสภา ประดับประดา
ไปด้วยเครื่องอันเรืองไกร
ศรี ฯ สวัสดีมีชัย ไปแสดง ณ ที่ใด ขอให้ลาภล้น
โดยหวัง ท่านทั้งหลายเอย ตาท่านดู หูท่านฟัง
คำข้าพเจ้าพากย์รูปหนัง ขอให้แจ้งกระจ่างตา ณ บัดนี้
๑.๕ ออกรูปกาศ (รูปปรายหน้าบท) ซึ่งถือว่าเป็นรูปแทนตัวของนายหนังตะลุง หรือ แทนตัวของคณะหนังตะลุง เป็นรูปชายหนุ่มถือดอกบัว ดังที่ นายดวน อารมณ์ฤทธิ์ นายหนังตะลุงได้กล่าวถึงการเชิดรูปกาศไว้สรุปได้ว่า วิธีเล่นนายหนังจะเริ่มกล่าวบทกลอนซึ่งเป็นกลอนแปด โดยกล่าวเคารพพระรัตนตรัย จากนั้นเชิดรูปออกจอทำท่าสวัสดีผู้ชมเชิดรูปในท่าเดิน แล้วปักรูปใน ท่าสวัสดี จากนั้นร้องกลอนไหว้ครู สิ่งศักดิ์สิทธิ์และผู้ที่หนังเคารพนับถือเป็นทำนองดังที่ นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ได้กล่าวถึงตัวอย่างบทกลอนที่ตน ใช้ร้องไว้ว่า

บูชาพระเจ้าทั้งห้าพระองค์
ผู้ประเสริฐเลิศหน้าบุญญาทรง เป็นมิ่งมงคุณธรรมล้ำโลกา
หนึ่งพระกกุสันโทเจ้า พระโคดมท่านเฝ้ารักษา
พุทธกัสปะเจ้าเฝ้าบูชา ทั้งทวีพระสมณะโคดม
พระศรีอริยาเมตไตรยัง พระระวังเหนือเกล้าให้อยู่เฝ้าผม
เชิญพระอินทร์พระนารายณ์ฝ่ายพระยม ร่วมเคารพสบสมองค์พระกาล
โลกมณฑลมนต์พิธีที่พระเจ้า พระจำเฝ้าอยู่สถิตประดิษฐาน
พร้อมองค์พระมิฆเนศวร์เป็นประธาน พิธีการแห่งตำรับฉบับเดิม
เชิญคุณสุนทราคุณานึก อิสรึกนึกบุญมาคุลเฉลิม
กระบวนกลอนสุนทรภู่ครูเดิม ได้ริเริ่มเรียนเลียบระเบียบกลอน
ขอประคองสนองคุณสุนทรเทิด ให้ลอยเลิศลือเรื่องกระเดื่องฉ่อน
ให้เห็นแจ้งแห่งรสสุบทบาทกลอน ที่สนทรเทียมทันปัญญาชน
ตั้งนะโมสามจบเคารพพระ องค์โคดมบรมครูผู้ฉลาด
พระองค์ชนะโลกทั้งสามด้วยความเพียร ชนะในไพจิตรพิชิตหมด
ตามกำหนดมุ่งมั่นไม่หันเหียร จนถึงจุดพุทธองค์จำนงเพียร
เพื่อศะเศียรทรงสถิตย์ศาสนา พุทธสนานำมาโปรด
ยังประโยชน์ตื้นลึกได้ศึกษา โลกปรากฏรสพระธรรมพระสัมมา
ศาสนาได้สถิตย์สถาพร
พระพุทธองค์ทรงเสด็จทั่วทวีป นำประทีมผองธรรมเป็นคำสอน
จนสำเร็จพระนิพพานอันแน่นอน คำสั่งสอนยังประทับกับโลกา
นับตั้งแต่พระนิพพานมานานช้า ได้สองพันห้าร้อยสี่สิบห้า
พระพรรษาเจ้าโลกซึ้งถึงใจในสรณา ได้บูชากันจนทวีกาลนาน
๑.๖ ออกรูปบอกเรื่อง ส่วนใหญ่ใช้รูปนายขวัญเมือง เป็นรูปบอกเรื่อง ถือเป็นรูปหนึ่ง ที่แทนตัวนายหนังเช่นเดียวกับรูปกาศ (รูปปรายหน้าบท) แต่รูปนายขวัญเมืองนี้เป็นรูปกาศ ตัวตลก) ทาสีดำไม่ใส่เสื้อ ดังที่นายพร ศิริวัฒโณ นายหนังตะลุง ได้กล่าวถึงธรรมเนียมการออกรูปบอกเรื่องไว้ สรุปได้ว่า การออกรูปบอกเรื่องจะให้รูปโผล่หัวขึ้นกลางจอยกมือไหว้ผู้ชมแล้วเจรจาบทพูดเรื่องทั่วๆ ไปกับผู้ชม เช่น แนะนำคณะหนัง สาเหตุที่ได้มาแสดงหนัง แล้วบอกเรื่องที่จะแสดงในค่ำคืนนั้น ซึ่งประเด็นหลังนี้ถือเป็นหน้าที่หลักของการออกรูปบอกเรื่องจากนั้นอวยพรแก่ผู้ชมแล้วกลับเข้าโรง
๑.๗ เกี้ยวจอ เป็นการร้องกลอนสั้น ๆ ก่อนตั้งนามเมือง ดังที่ นายดวน อารมณ์ฤทธิ์ นายหนังตะลุง ได้กล่าวถึงบทกลอนที่ใช้ร้องในบทเกี้ยวจอไว้ สรุปได้ว่า กลอนส่วนใหญ่ ที่ นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) นำมาใช้ในบทบาทจะเน้นคติสอนใจแก่ผู้ชม บางครั้งมีการชมธรรมชาติบ้าง หรือพรรณาความในใจบ้าง ก่อนร้องกลอนนายหนังจะเอารูปเจ้าเมืองกับนางเมือง (กษัตริย์และมเหสี) ออกมาปักไว้หน้าจอ ดังตัวอย่างบทกลอนที่นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ได้กล่าวถึงบทเกี้ยวจอได้ ดังนี้
สุริยน สนธยาเวลาค่ำ
อาทิตย์ย่ำตกดับลงลับหาย
ดวงจันทร์โผล่แจ้งกระจ่างน้ำค้างพราย
จิ้งหรีดรายร้องลั่นบนคันนา
เสียงดนตรีแว่วหวลให้ชวนชื่น
กลางค่ำคืนชวนกันจากในเคหา
ท่านที่รักจริงสมใจชายหญิงที่คามา
สู้อุตส่าห์มาอดนอนตอนค่ำคืน
เพื่อมาดูหนังหวังจะปรับปรุงบำรุงศิลป์
ให้ศิลปินตะลุงหนังดังขึ้นเต็มผืน
พากย์บทบาทกับนิยายให้กลมกลืน
จะได้ยืนหยัดอยู่คู่ฟ้าดิน
ฉันหนังเฒ่าคราวแก่ยอมแพ้เพราะสังขาร
แสดงมานานแต่ยังไม่ถูกหลักรักษาศีล
ขอพี่น้องชาวใต้ที่ได้ยลยิน
เพื่อส่งเสริมศิลป์หนังตะลุงลูกทุ่งนา
ให้ยืนหยัดยังอยู่คู่กับชาวใต้
เพื่อเราจะได้อวดอ้างกับชาวต่างภาษา
ท่านนั่งตากน้ำค้างหนาวลารอถ้าชมลีลา
ลูกทุ่งนาจะขึ้นดนตรี ตีบรรเลง
๑.๘ ตั้งนามเมือง เป็นการเปิดเรื่องหรือจับเรื่อง โดยสมมุติขึ้นเป็นเมือง ๆ หนึ่ง ตามที่นำมาแสดง ดังที่ นายอิ่ม จิตต์ภักดี นายหนังตะลุง ได้กล่าวถึงการตั้งนามเมืองเปิดเรื่องไว้สรุปได้ว่า การตั้งนามเมืองนายหนังจะเอารูปเจ้าเมืองและมเหสีออกปักหน้าจอแล้วใช้กลอนบรรยายสภาพ ของบ้านเมือง บอกนามเมืองและชื่อตัวละครตลอดจนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดัง บทกลอนบรรยายตั้ง นามเมือง ไว้ว่า
จะกล่าวถึงพระจอมภพจักรพรรดิ์ขัตติยาราช
กับนางนาฏเยาวยอดเสน่หา
เทวธรรมท่านท้าวเจ้าพารา
กับพระนางเจ้าสร้อยสัมมาราชินี
พิเษกสองขึ้นได้ครองอาณาจักร
เป็นฉัตรปักปกเกล้าชาวกรุงศรี
ได้ครองรักกันมานานหลายปี
ยังไม่มีโอรสหรือธิดา
พอแสงทองส่องสว่างกระจ่างจบ
พื้นพิภพสอดแสงส่องห้องเวหา
ปางสมเด็จธิบดินปิ่นราชา
หาเหตุผลสนทนากับราชินี
หลังจากการตั้งนามเมืองแล้วจะเล่นดำเนินเรื่องไปตามนิยายที่นำมาแสดงจนจบการแสดง ในคืนนั้น ๆ

๒. ลักษณะและวิธีการแสดงหนังตะลุงเพื่อประกอบพิธีกรรม
นายอิ่ม ชุมละออ ผู้ประพนธ์เรื่องหนังตะลุงของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) กล่าวถึง ลักษณะการแสดงหนังตะลุงเพื่อประกอบพิธีกรรมไว้ ว่า การแสดงหนังตะลุงเพื่อประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแสดงหนังตะลุงของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) จำแนกได้ ๒ อย่าง คือ พิธีครอบมือ และพิธีแก้บน ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
๒.๑ พิธีครอบมือ จากการศึกษาเกี่ยวกับพิธีกรรมที่จัดขึ้นเกี่ยวกับการแสดงหนังตะลุง ของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ผลการศึกษาปรากฏว่า พิธีครอบมือที่จัดขึ้นเพื่อแสดงการ ยอมรับว่า ผู้เข้าพิธีเป็นหนังตะลุงโดยสมบูรณ์ และแสดงการยอมรับนับถือครูหนัง แต่เก่าก่อน ของนายหนังผู้นั้น
๒.๒ พิธีแก้บน เป็นการแสดงหนังตะลุงเพื่อบวงสรวงครูหมอหนังหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตาม ที่บนบานไว้ ซึ่งเรียกว่า “เหมรย” หนังที่จะทำพิธีนี้ได้อย่างรอบรู้ในพิธีกรรมและที่สำคัญต้องผ่านการครอบมือมาแล้ว วิธีการแสดงคือ การเล่นแบบเดียวกับเล่นเพื่อความบันเทิง แต่ก่อนเบิกโรงต้องใช้หมากพลู ๙ คำ เทียน ๙ เล่ม ข้าวสารและด้ายดิบด้วย

ประวัติความเป็นมาของชุดการแสดง เรื่องจอมโจรจำเป็น

เรื่องจอมโจรจำเป็น เป็นเรื่องที่นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ใช้ในการแสดงจนทำให้ได้รับชื่อเสียงและเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมหนังตะลุงเป็นจำนวนมากเรื่องหนึ่ง จึงขอนำเนื้อเรื่องและ บทร้องของเรื่องดังกล่าวมาเป็นตัวอย่าง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เนื้อเรื่อง เพลง และบทร้องเรื่อง “จอมโจรจำเป็น”
ตอนที่ ๑ ยกนครเทวะสวรรค์ กษัตริย์เหมรา ราชินี จำปาละออง มีธิดาสร้อยประคอง อายุ 15 ปี กำลังศึกษา
ขอยกย้อนแยกย้ายนิยายหนัง
เป็นนิทานนามบรมผู้ชมฟัง
เมื่อคราวครั้งอาจารย์แสดงตกแต่งมา
เรื่องจอมโจรจำเป็นอาจารย์เล่นแล้วสนุก
หลายยุคหลายสมัยท่านชอบใจกันหนักหนา
ผมลองเล่นดูบ้างเอาตัวอย่างของท่านมา
ตามภูมิปัญญาหนังเฒ่าให้ท่านเข้าใจกัน

ดำเนินเรื่องสมมุติเรื่องว่าเมืองหลวง
คนทั้งปวงเรียกว่าเมืองเทวะสวรรค์
จอมกษัตริย์วงศ์เหมราจอมราชัน
กับจอมขวัญจำปาละอองสองพระองค์
ครองธานีมีสุขหมดทุกข์โศก
จนชาวโลกสรรเสริญเจริญส่ง
สมเป็นจอมจักรพรรดิ์ขัตติยวงศ์
แต่สองพระองค์มาสลดหมดพระทัย
มีบุตรี แต่ไม่มีโอรสราช
เจริญรอยบุคลบาทประชาชาติก็สงสัย
จะเป็นหมันก็มิได้ให้เข้าใจ
เหนือวิสัยกฎแห่งกรรมที่ทำเรา
จนเดี๋ยวนี้พี่ก็อดหมดจะคิด
ใช้ชีวิตเพื่อปรึกษาหารือเขา
บันดาปราชญ์ราชครูไม่ดูเบา
ต่างก็เอาหลักวิชาเข้ามาปรึกษากัน
พูดเรื่องอยากมีโอรสหรือไม่ตามุข
ปางพระองค์ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์
กำหนดวันร้องขอโอรสา
จะได้สืบสมบัติขัตติยา
สองราชากลับเข้าที่แท่นประทับ
ปวงเสนาข้าบาททั่วราชอาณาจักร
สามิภักดิ์จอมกษัตริย์ต่างก็จัดเสร็จสรรพ
ทั่วประเทศนิเวศวังฟังคอยนับ
เรื่องเร้นลับจะตั้งไว้นิยายมี
ตอนที่ ๒ ตาธรรม นที นุ้ยเท่ง คุยกันเรื่องทำงาน หาเงินให้น้องเรียน
พอรุ่งแจ้งแสงทองโผล่ส่องฟ้า
พวกไก่กกนกกาที่อาศัย
ออกจากรัง ดังก้อง ร้องมาไกล
กล่าวมาในคามาของตาธรรม
กับลูกชายนายนทีมีแต่ทุกข์
คิดถึงยุคผู้ที่ตายคือยายขำ
คราวถูกปล้นโจรมันฆ่าชะตากรรม
ตัวที่ทำก่อเหตุคือเศรษฐีโภคา
ส่วนสายชลคนน้องที่ยังน้อย
ส่งให้พลอยไปพักเรียนเพียรศึกษา
ส่วนตัวเจ้าเล่าก็ดีมีเมตตา
แสวงหาเงินทองส่งไปให้น้องเรียน
พูดไปตามหัวข้อและบท
อย่าไปโกรธตำหนิโทษ เรามันขัด
พระท่านตรัส เอาไว้มิให้ผิด
จงตั้งจิตคิดดู เราจะเป็นผู้ดี
เวรระงับได้ดับได้ ไม่จองเวร
แรงกฎเกณฑ์แห่งกรรมนำราศี
ประกอบกิจอย่าให้ผิดนะนที
คุณความดีจะสนองสิ่งที่เจ้าต้องการ

พูด นที นุ้ย เท่ง ลาจากบ้าน
นายนทีลาพ่อขอจากเรือน
ตาร้องเตือนแล้วเข้าที่พักนั่งจักสาน
เท่งกับนุ้ยคุยไปด้วยช่วยจัดการ
ถือพร้าขวานตัดฟืนขายได้เงินตรา
ต่างเดินเที่ยวเลี้ยวลดไปตามร้าน
พอเบิกบานแล้วจะกลับไปเคหาส์
คิดถึงพ่อที่รอดูอยู่คามา
เสวนาจะค้างไว้นายนที
ตอนที่ ๓ เศรษฐีโภคา วีระเดช ปราบโถ
โลกมันวนคนปันเวียนเปลี่ยนฐานะ
ความกักขฬะมัวเมาเอากันใหญ่
ทำอะไรก็ทำได้ใช้เงินไป
กลัวอะไรเงินที่ใช้ต้องได้คืน
กูเศรษฐีโภคาคนเขาว่าปัญญาฉลาด
ในอำนาจปฏิบัติใครขัดขืน
เงินตัวเดียวที่กู้หน้ามายั่งยืน
อยู่บนพื้นเดิมบางบ้านนางครวญ
พูดในมุขสอนลูก วีระเดช ปราบ โถ ลาไป
ท่านเศรษฐีจี้อับคับในอก
นั่งวิตกไม่เห็นหนกูกะคนหลอกหลอน
กลับเข้าบ้านงานที่ทำเคยระยำกันมาก่อน
จะนั่งนอนก็มิติดคิดวิจารณ์
เมียตาธรรมคือยายขำที่ปล้นฆ่า
สะท้อนมาแล้วฉิบหายวอดวายผลาญ

นิทานยาว สาวให้สั้นทันเหตุการณ์
ตั้งนิทาน ท่านเศรษฐี ยังมีต่อ ฯ
ตอนที่ ๔ บ้านเศรษฐียวงเงิน ยวงทอง ยวงเพชร คนใช้
โบราณว่า ฟ้าดิน จะสิ้นสุด
มวลมนุษย์ จะสิ้นศักดิ์ตอนที่รักสลาย
หากยังอยู่คู่บ้านเบิกบานสบาย
เขาล้มตาย เราเนื้อคู่อยู่เปล่าเปลี่ยว
ตกเป็นหม้ายไร้คู่ ดูซึมซึก
นอนเคยนึกเหมือนก่อนตอนสุขเสีย
แต่ยังดีมียวงทองที่ข้องเกี่ยว
ลูกคนเดียวรักแท้แกเรียนดี
พูดเรื่องสามีตายและคิดจะสร้างโรงพยาบาล ส่งให้ลูกเรียน
จะเรียนต่อแม่ไม่ห้ามตามแต่ชอบ
จบประกอบกิจการงานชูศรี
สนองคุณผู้บิดาที่ปราณี
โอบอารีหวังพึ่ง แต่พ่อมาถึงตาย
ลูกขอไปเรียนต่อหมอให้จบ
สูตรศาสตร์ครบตามโอกาสที่มาดหมาย
เพราะคุณพ่อเคยหวังตั้งใจไว้
ตัดนิยายจะค้างคาถอยถ้าชม
ตอนที่ ๕ ยายมาลี ลูกสาวศรีชบา
ขอเสนออำเภอเดิมบางนางบวช
แดนเขาสวดว่าสาวสวยอำนวยผล
ชื่อไม่งามความไม่รู้ดูเจียมตน
คนทุกคนว่าบ้านนี้สตรีงาม
กล่าวบ้านยายมาลีสตรีเฒ่า
ทุกค่ำเช้าเฝ้าทุกข์ใจคนไปถาม
ถึงลูกสาวศรีชบาพะงางาม
พยายามอยากรู้พวกผู้ชาย
แต่ส่วนมากวีระเดชลูกเศรษฐี
ได้ตัวนี้และสำคัญกูยังมันไม่หาย
เคยก่อเรื่องเคืองเข็ญเห็นอิตาย
ด้านไม่อายแนมเหน็บกูเจ็บใจ
พูดสั่งสอนลูกและให้ระวังวีระเดช แล้วยายจากบ้านไปหาของขาย
ลูกอยู่บ้านต้องทำกำไม้กวาด
ความสะอาดต้องรักษาอัชฌาสัย
อันเรือนสามน้ำสี่จงมีใจ
รักห่วงใยกิจการงานสตรี
พูดเตือนอีกครั้ง
ศรีชบานารีคนดีแท้
รักห่วงแม่หนักหนามารศรี
ไม่ดื้อดึง บึ้งหน้าพูดพาที
ยายมาลีออกจากบ้านเป็นการด่วน
เธออยู่บ้านงานที่ทำจนสำเร็จ
กลเม็ดหญิงงามทรามสงวน
พ่อแม่ไปใจเธอข้องเศร้าหมองนวล
พอสมควรจะแยกย้ายนิยายความ
ตอนที่ ๖ นธี นุ้ย เท่ง
ตะวันบายฉายแสงเกือบแฝงพฤติษ
นธีนึกคิดจะกลับไปเคหาส์
นึกถึงพ่อคิดถึงน้องหมองอุรา
เราเกิดมาลำบาก เพราะยากจน
ต้องหาฟืนขายฟืนอาดูรดิ้น
แต่เคยฝันเอาไว้เพื่อสายชล
สู้อดทนเพื่อน้องชายให้ได้ดี
พูด เรื่องเท่งพาไปซื้อของ
ต่างเสสรวลชวนกันมาพากันกลับ
ตะวันลับใกล้จะเยือนคีรีศรี
บ้านเรือนเรียงเคียงรายสบายดี
พอถึงที่ร้านเรียงเสียงคนเมา
พูดเรื่องคนเมาเท่งเข้าไปดู
ความเจ็บหายทั้งสามชายพากายกลับ
ฟ้าพยับร่มรายต้นไม้ใหญ่
ยามโพล้เพล้เวลามาไรไร
ตั้งไว้ในทิวทางขอค้างคา
ตอนที่ ๗ สายชลแข่ง
วิสัยทัศน์พัฒนายุคโลกาภิวัฒน์
คนหรือสัตว์มวลมนุษย์ไม่หยุดไหน
ปรับชีวิตคิดให้ทันเหมือนขั้นได
พยายามเต้าไต่ไปเพื่อตน
ที่เกิดมามีกกก่อพอมีสุข
ที่อยากจนทนทุกบุกเบิกผล
บางคนดีบางคนเลวแหลกเหลวจน
ข้ามไม่พ้นกฎแห่งกรรมที่ทำมา
กล่าวสายชลคนยากฝากชีวิต
พี่อุทิศพ่ออุทกปกเกศา
ส่งให้เรียนเพียรให้รู้ดูตำรา
จนเจ้าฟ้าโปรดปรานในการเรียน
อีกยวงทองน้องน้อยค่อยสนับ
แบมือรับช่วยเหลือเอื้อข้อเขียน
แต่เดี๋ยวนี้เธอจบครบสูตรเขียน
คิดจะเพียรแพทย์ต่อขอให้ไป
พูด จะไปหายวงทอง
โรงเรียนปิดเสาร์อาทิตย์คิดจะไป
หายอดใยยวงทองที่ข้องหวง
เธอโทรมาว่าให้รีบเหมือนบีบทรวง
ช่างเป็นห่วงเราจริงๆยอดหญิงนาง
แล้วเดินออกนอกเขตนิเวศน์สวรรค์
ยามตะวันสายไปจนไกลห่าง
มุ่งไปบ้านหน้านวลจวนสิ้นทาง
ไปหานางแดนสรวงที่บ้านแม่ยวงทอง
ตอนที่ ๘ วีระเดช ปราบ โถ
กล่าวยอดชายวีระมานจิต
กลับมาคิดถึงนาง สร้างปัญหา
เธอคนเดียวเจียวของพี่ศรีชบา
แม่ขวัญตาเดิมบางบ้านนางครวญ
เราไปหาทีไรไม่ใฝ่ด้วย
ถามรูปสวยเธอตอบเหมือนสอบสวน
ไม่พอใจเอาเสียเลยไม่เคยชวน
กูจะรวนเสียให้น้องเจอของดี
พูด ชวนกันไปบ้านศรีชบา
แล้วทุกคนก็พากันมาหมุด
เดินเลี้ยวลดไปหามารศรี
นึกว่าสุขสนุกสนานดี
กล่าวมาที่คามาชบานาง
นั่งคอยแม่แลไปหญิงใจหาย
ตะวันสาย ยังไม่กลับไปลับห่าง
นึกสงสัยอาลัยแม่ชะแง้ทาง
สามชายอย่างถึงมาขึ้นคามัง
พูดขอความรัก
มึงไม่รักพวกกูจักเข้ารวบรัด
จับแล้วมัดกูจะชมให้สมหวัง
ของดีดีกูจะให้แม่พลายพัง
หยุดเชิญนั่งอย่าเข้ามาชบากลัว
พูด ขยับ เข้าใกล้ ศรีชบา
ห้ามมิฟังยังบุกรุกตะครุบ
ชบาหลบไมมันหล่นลงบนหัว
กำลังโกรธโดดเข้าหาคว้าได้ตัว
ชบากลัวหวีดร้องขึ้นก้องดัง

ชบาร้องขอช่วย นที นุ้ย เท่ง เข้าช่วย
พอถูกถีบ ถูกต่ตอยวิ่งถอยตรูด
ไปไม่พูดพักเดียวไม่เหลียวหลัง
ต่างเจ็บตัวหัวฟก อกจะพัง
นทีนั่งใกล้น้องมองชบา
พูดขอลา ชบา กลับบ้าน
เมื่อเสร็จเรื่องขอลานะน้องแก้ว
พี่ไปแล้วหากประสงค์จงมาหา
น้องจะคอยพลอยพักพิงพึ่งพา
จริงเหมือนว่ามาแน่ขอพบแม่เธอก่อน


แล้วต่างคนต่างลาพากันจาก
ต่างรับปากมั่นแม่นแทนอักษร
คำว่ารักมิใช่จักจะร่วมนอน
ถูกหลอกหลอนกันก็มีที่เสียตัว
น้องชบานารีนี้ก็หนัก
คนไม่รักน้องไม่เห็นจะมาให้เป็นผัว
เกิดเป็นหญิงมีแต่สิ่งจะหมองมัว
มีแต่ชั่วกับอายตายทั้งยืน
เราไม่รักเขามาผลักให้ร่วมห้อง
ชีวิตมองหมางาเสียกลับไปเป็นเมียขั้น
โชคยังดีมีผู้ช่วยไม่ม้วยคืน
ปลูกให้ตื่นคนดีนทีชาย
นี่ไปลับกลับมาเถิดน้องจะเปิดห้อง
อย่าให้น้องเสียขวัญที่มั่นหมาย
นิทานยาวสาวให้สั้นคั่นนิยาย
ตั้งเอาไว้ศรีชบายอดนารี
ตอนที่ ๙ วีระเดช หนูแดง ปราบ โถ
ขอกล่าวความสามชายนายวีระ
คนกักขฬะถูกถีบได้รีบหนี
กลับมาเรียนเพื่อนช่วยคิดสนิทดี
กับตัวพี่สาวใช้จนได้การ
พูด คิดใส่ร้าย นธี นำเงินไปซ่อนไว้ที่บ้านนที แล้วแจ้งตำรวจจับ
ต่างคนสนทนา ไปหาพ่อ
ถึงเรือนหอใหญ่โตรโหฐาน
เข้ามาน้อมพร้อมจะรู้ดูอาการ
เศรษฐีท่านนั่งจ้องตามองแล
พอมองดูรู้ได้ไอ้ทุเรศ
ไปก่อเหตุแล้วท่าหน้าเป็นแผล
ดูเขียวช้ำดำทึกสีหมึกแก่
ไปต่อยแพ้หรือชนะปะทะกัน
บอกกับพ่อว่าไปขับรถซิ่ง
วีระเดชเจตนาหาโอกาส
ได้สมคาดที่เราคิดสมจิตหมาย
ออกจากบ้านเป็นการด่วนชวนเพื่อนชายล
เศรษฐีนายรอฟังหมดกังวล
นายวีระมุ่งตรงบรรจงเจตน์
เข้าขอบเขต สน.พอได้ผล
แจ้งข้อหาพาตำรวจเดินสวดบ่น
คนหลายคนมุ่งสถานบ้านนที
ตอนที่ ๑๐ ตาธรรม นธี นุ้ย เท่ง
กล่าวตาธรรมมุ่งชักนำให้ลูกแก้ว
ทำดีแล้วจงตระหนักเรื่องศักดิ์ศรี
ตันตระกูลวีระชัยน้ำใจดี
ลูกลูกนี้ก็เหมือนกันมั่นทำตาม
พูดตาสอนลูก
ในตอนนั้นจะกล่าวมาเจ้าหน้าที่
ถึงพอดีล้อมบ้านจัดการถาม
ฝ่ายตาธรรมรู้ตัวทุกชั่วยาม
พูดทำความเชื้อเชิญนายก็เดินตามมา
พูดเข้าตรวจค้น นธี ยอมรับผิด
นทีรับจับแล้วพาสารภาพ
ต้องจ้วงจาบเสียแล้วหนอในข้อหา
หากไม่รับเขาบังคับต้องจับพา
เงินมันมาได้อย่างไรสงสัยจริง
หรือเรื่องรักนักเจ้าชู้มันรู้โกรธ
ขัดประโยชน์ที่คิดดูเรื่องผู้หญิง
จะเข้าปากฉุดกระชากจากปากปลิง
เรื่องนี้จริงวีระเดชไอ้เปรตคน
ไปโรงพักไปศาลผ่านเข้าคุก
ได้รับทุกสมเจตน์ตามเหตุผล

นิทานยาวสาวให้สั้นทันใจคน
นธีทน ติดคุก ทุกทรมาน

ตอนที่ ๑๑ ตาธรรม รับ จ.ม. จากสายชล
กล่าวตาธรรมคำว่าทุกข์สุขหาไม่
คราวลูกชายถูกจับบังคับเข็ญ
มันยอมรับจับแล้วพาน้ำตากระเด็น
รุ่งขึ้นเห็นจดหมายของสายชล
มันขอเงินขอเบี้ยมาเสียเล่า
พ่อถึงคราวจำเป็นไม่เห็นหน
จะกู้ใครยืมใครก็ใจจน
ไอ้สายชลหมดนทีพ่อไม่ที่พึ่งใคร


พูดพรรณนา ตัดสินใจขอทาน
ตัดสินใจตาธรรมจำต้องขอ
ทานแล้วหนอคราวนี้ไม่มีใคร
เมื่อขอได้ส่งให้สายชลไป
ลงบันไดตอนเที่ยงเข้าเวียงวัง
ตอนที่ ๑¬๒ วีระเดช ปราบ โถ
โบราณว่าฆ่าเอาให้หมด
ทรยศแล้วต้องทำจงจำหมาย
เหมือนตีงูให้หลังหักมักไม่ตาย
จะกัดกายเราภายหลังระวังภัย
ไอ้นธีติดคุกต้องทุกข์ทับ
ออกมาสับเสียให้ดิ้นสิ้นตักสัย
ทั้งบ้านเรือนพ่อมันอยู่กูตั้งใจ
ไปจุดไฟเผาให้มอดลงวอดวาย
พูดกับปราบ โถวางแผนไปบ้านตาธรรม
ทั้งสามขายพากายไปใกล้ค่ำ
อาทิตย์ย่ำเยี่ยมดับไปลับหาย
พอถึงมารอให้หลับระงับกาย
พอฤกษ์ได้จุดไฟประลัยกัลป์
ดนตรีเชิด
พระเพลิงโหม โถมกินจนสิ้นซาก
ตาธรรมจากโลกลับไปดับขันธ์
ความคิดที่จิตที่นึกคิกลงมัน
เสร็จจากนั้นรีบกลับไปดามา
ไปบอกพ่อพ่อได้รู้กระทู้เหตุ
สมดังเจตนาฆาตปรารถนา
ช่วยกันปิดคิดมานานกาลเวลา
ข้อค้างคาจะแยกย้ายนิยายมี
ตอนที่ ๑๓ ยายมาลี ศรีชบา
โลกหมุนเวียนเปลี่ยนรุ่งค่ำยายกำสรด
แห้งเหี่ยวหมดน้ำใจฤทัยหวั่น
ยิ่งคิดถึงนธีหัวจี้ตัน
มาทุกวันเยี่ยมยายสบายใจ
ถึงชบาก็ไม่สุขเป็นทุกข์หนัก
คนที่รักไปติดคุกยิ่งทุกข์ใหญ่
หญิงคอยหนบ่นหามิกล้าไป
โอ้เมื่อไรพี่จะออกนอกเรือนจำ
พูดคิดถึงนธี จะไปเยี่ยม
สองแม่ลูกผูกคว้ายตะพายห่อ
มือฉวยขอเกี่ยวแล้วออกไปนอกหนำ
มุ่งเอาทางมรรคาบ้านป่าระกำ
ยายเดินนำหน้าจรรีบร้อนมา
ถึงเรือนจำนำของที่มาฝาก
เสร็จออกจากรีบกลับไปเคหาส์
นิทานยาวสาวให้สั้นทันเวลา
ศรีชบาจะค้างไว้นิยายยาว
ตอนที่ ๑๔ วีระเดช สั่งฆ่านธี
ขอย้อนกลับนับเวลาวีระเดช
รู้ขอบเขตเหตุการณ์ประมาณหมาย
ถึงกำหนดกฎเกณฑ์นิรทาย
นธีนายจะได้โปรดพ้นโทษภัย
พูดกับปราบ โถ สั่งฆ่านธี
ทั้งสองนายพากายพรากจากขอบเขต
วีระเดชสั่งงานเป็นการใหญ่
คิดฆ่าเขาเราสบายหายห่วงใย
กลับเข้าในเคหาคอยถ้าฟัง

กล่าวนายปราบนายโถคู่ชีวิต
ต่างคนคิดยิงให้ตายตามนายสั่ง
ถึงเรือนจำทำเป็นแอบสอดแนบระวัง
ลุกเดินนิ่งคอยถ้าอยู่หน้าคุก
ตอนที่ ๑๕ ปล่อยนธี เท่ง นุ้ย
กล่าวในป้อม ล้อมกำแพง แหล่งนักโทษ
ถึงวันโปรด พัศดี มีคำสั่ง
เรียกนักโทษทั้งสามตามชื่อยัง
อ่านให้ฟังนายนธีก็ดีใจ
ถึงคราวแล้วทุกคนได้พ้นเขต
ไม่เป็นเศษเดนสัตว์พ้นตักษัย
พระองค์เจ้าท้าวได้โปรดพ้นโทษภัย
เมื่อออกไปทำการงานที่ดี
พูด นายพูน สั่งนธี นุ้ย เท่ง
พัศดีไขกุญแจแก้ตรวนให้
นธีตายจากนรกที่มาตกคราวนี้
บุญเราโขที่ไม่ตายวายชีวี
คุณพระศรีท่านช่วยไม่ม้วยมรณ์
พูดแล้วเดินออก – โถ ยิง
กล่าวนายปราบนายโถรู้เรื่องหมด
นิ้วมือกดนกปืนยืนแอบหิน
พอมาใกล้จำได้แน่แค่กองดิน
นัดเดียวดิ้นทั้งสองชายวิ่งหายไป
พี่ทั้งสองเข้าประคองมองดูหน้า
พอรู้ว่าไม่ถึงซึ่งตักษัย
มองดูแลแค่กระดูกไม่ถูกใจ
ลุกขึ้นไวนทีน้องไม่ต้องกลัว
พูด กับ นุ้ย เท่ง
ทั้งสองนายพากันคลอพอถึงบ้าน
เห็นเท่าถ่านหมดแรงยืนแคลงหัว
มันเผาเรือน เผาพ่อ ยิ่งก่อตัว
อ้ายคนชั่วใจทรามเหยียดหยามจริง
พูดพรรณนา แล้วพาไปบ้านยาย
นุ้ย เท่งต่างก็พา ผาทุ่งกว้าง
หมดเส้นทางถึงมาบ้านพญาหญิง
จะกล่าวฝ่ายยายมาลีก็ดีจริง
พอเห็นวิ่งออกมารับประคับประคอง
พูดพรรณนา สงสารนธี
ศรีชบามาประคองเข้าห้องหับ
ถนอมรับพยาบาลงานสนอง
เฝ้าเยี่ยวยารักษาแผลชะแง้มอง
จนทั้งสองร่วมหอต่างพอใจ
นิทานยาวเล่าให้ย่อพอให้สั้น
อัศจรรย์คืนค่ำจนหนำไหว
น้ำกระฉกออกจากถังมูสังไก่
เป็นวิสัยของสัตว์ชอบกัดกิน
ศรีชบานารีเกิดมีท้อง
ไม่ไปจากฝากถนอมพร้อมอาจิณ
ตั้งวาทินนายนทียังมีต่อ
ตอนที่ ๑๖ สายชล –ยวงทอง
กล่าวสายชลคนมีดวงพบยวงทอง
คนทั้งสองเป็นนิสิตนักศึกษา
ได้ร่วมเรียนร่วมรักพักพึ่งพา
อยู่กันมาจำจากฝากอาลัย
ไปลอนดอนตอนบ่ายขึ้นสายเครื่อง
เรียนต่างเมืองให้พอจบเราค่อยพบกันใหม่
พี่อยู่นี่เรียนนี่ที่เมืองไทย
มีอะไรให้พี่โทรแล้วยวงจะได้โผล่มา
พูดเรื่องการเรียนและความรัก
แล้วต่างคนต่างก็พาไปลาแม่
สิ่งเดียวแท้ที่ลูกกันหนักหนา
เป็นองค์เทพอรหันต์พระบัญชา
เสร็จแล้วพากันไปธนาคาร
เบิกเงินจ่ายให้กับพี่นี่เก็บไว้
จะได้ใช้เวลาหมดน้องนี่อดจะสงสาร
ตะวันบ่ายได้ไปส่งตรงขึ้นยาน
ตั้งนิทานให้สืบเนื่องเป็นเรื่องราว
ตอนที่ ๑๗ วีระเดชด่า ปราบ โถ
กล่าวนายวี ชี้หน้าด่าลูกน้อง
ตีทิ้งคลองก็ไม่บาปทั้งปราบ โถ
ยิงนธี ไม่ตายไอ้ควายโซ
พูดแล้วโม้ จังหูว่ากูเก่ง
พูด ต้องไปฆ่านธี จับศรีชบา
แล้วเตรียมการงานฉุดสุดสวาท
ให้สมคาดที่ตั้งจิตคิดข่มเหง
คนที่รักไม่ต้องถามติดตามเอง
มันอวดเก่งจะได้รู้กูเป็นใคร
หยิบปืนผาหน้าไม้กระจายแจก
ตะพายแบกไปทุกจุดอาวุธใหม่
พอตกค่ำ ย่ำเท้าเดินเข้าไป
ถึงบันไดตะโกนหายายมาลี


พูด เรียกหายาย ศรีชบา
ฝ่ายชบานารีนี้รู้ตัว
สงสารผัวตัดฝารีบพาหนี
ส่วนนายเท่ง รู้ได้พอได้ที
ไปสถานีตำรวจรีบกวดมา
วีระโกรธโดดขึ้นเรือนเตือนลูกน้อง
เข้าในห้องว่างเปล่าเฝ้าคนหา
ไม่พบนุชสุดจี้ศรีชบา
มองซ้ายขวาพบยายตะกายนอน
พูด ขู่ยาย ถามเรื่องนธี
ถามเท่าไรไม่บอกตะคอกขู่
ไม่บอกกูแล้วมึง ถึงสังขรณ์
บอกหรือปิดคิดดูกูไม่วอน
ยายเร่าร้อนโกรธาด่าประจาน
ไอ้ฉากหัวตายโหงยิงโผงผับ
ยิงยายดับชีวาน่าสงสาร
รู้ว่าตายพากายหนี มิได้การ
ฝ่ายสาคราญศรีชบามาไม่ทัน

พูด รำพัน พร้อมกับดนตรี
แม่ถึงตายฟายน้ำตาโศกาก้อง
นั่งประคองวิปโยคเฝ้าโศกศัลย์
ไม่ควรที่จะมาตายวายชีวัน
นางก็กรรแสงให้ฟายน้ำตา
ส่วนนายเท่ง นำพาหมวดจ่ากัน
รุ่งตะวันถึงมาถามหาโจร



พูดกันเรื่องโจร
พอนายไปใจนธี จี้ตันจิต
เราไม่ผิดเพื่อนจะฆ่าให้อาสัญ
กลับมาอยู่คู่ได้ไม่กี่วัน
แม่ยายนั้นมันก็ฆ่าระอาอาย
ตั้งแต่นี้ดีชั่วไม่กลัวแล้ว
คิดแน่แล้วจะตามมล้างไม่ห่างหาย
แล้วเปลี่ยนร่างอย่างโจรโดนยอมตาย
สองเพื่อนชายร่วมด้วยช่วยนธี
พูด ตามฆ่าวีระเดช
ศรีชะบานารีนี่ร่วมด้วย
ฉุกเฉินช่วยจะได้รู้ดูจิตถี
หากหลายคนหลายตาเขาว่าดี
ฝ่ายนทีกราบศพเคารพลง
จุดพระเพลิงระเริงเผาเอากระดูก
หากรักลูกดวงวิญญาณบันดาลสง
ขอแรงจิตดวงวิญญาณบันดาลสง
ขอแรงจิตอธิษฐานการมั่นคง
จตุรงค์เป็นมาอนุสาวรีย์
เสร็จแล้วพรากจากมาเที่ยวตามหาวีระเดช
อ้ายคนชังดังเปรตพร้อมเศรษฐี
ตามให้จบพบแล้วฆ่าไม่ปราณี
ตั้งอีกทีจะแยกย้ายนิยายยัง
ตอนที่ ๑๘ เศรษฐีโภคา – วีระเดช
ขอยกย้อนแยกย้ายฝ่ายเศรษฐี
รู้เรื่องดีข้อความไม่ถามไถ่
พูดตัดบทงดไว้ให้หายไป
ความคิดใหม่เข้ามาให้ลูกหาเมีย
พูด
เตรียมเงินทองไม่ต้องเอาเราขันหมาก
รีบออกจากคฤหาสน์ไม่พลาดเสีย
ตะวันฉายบายหนึ่งถึงไม่เคลียร์
เสี่ยต่อเสี่ยตกลงประสงค์กัน
แต่เจ้าสาวอยู่นอกแม่บอกรับ
เจ้าสาวกลับจะได้สมภิรมย์ขวัญ
ลูกต่อลูกดองต่อดองต้องสัมพันธ์
กำหนดวันจะตั้งไว้นิยายมี ฯ
ตอนที่ ๑๙ หลายคุยเรื่องโจร
โลกหมุนเวียนคนก็เวียนเปลี่ยนไปด้วย
คนที่สวยทำให้เสียเมียที่สาว
ชั่วกลับดีดีกลับชั่วตัวไม่ยาว
ดูเรื่องราวเพียบพร้อมโจรจอมใจ
พวกชาวบ้านร้านช่องเศร้าหมองทั่ว
อำนาจกลัวโจราเรียกค่าไถ่
ทุกหย่อมหญ้าหล้าแปลงทุกแห่งไป
ร้อนถึงในราชวังคำสั่งนาย
พูด
ในตอนนั้นนายนทีเที่ยวหนีจบ
เดินมาพบที่ประสงค์จำนงหมาย
คนเขาพูดอยากพิสูจน์ผู้หญิงชาย
เข้ามาใกล้ทักทำบรรดาคน
พูด
โจรนธีพูดให้ฟังสั่งแล้วจาก
คนส่วนมากคิดดูรู้เหตุผล
ลูกตาธรรมจะไม่น่าเข้าตาจน
เพราะมีคนอิจฉาน่าเห็นใจ
ท่านเศรษฐีโภคาพร้อมลูกยา วีระเดช
ตัวต้นเหตุเหี้ยมโหดหัวโจกใหญ่
ท่านตัวเดียวเคี่ยวเข็ญให้เป็นไป
แล้วตั้งไทยชนบทงดไว้ก่อน
ตอนที่ ๒๐ ผู้กองสายชล
เวลานานผ่านมาเวลามันเนิ่น
โลกเจริญรุดหน้าสง่าศรี
คนที่เรียนเพียรศึกษาวิชาดี
แผนกที่ปกครองเขาต้องการ
เอาคนดีมีวิชาจรรยาระเบียบ
วินัยเรียบร้อยดีมีมูลฐาน
เข้าปกครองสนองชาติราชการ
ทำให้บ้านเมืองสุขสนุกสบาย
กล่าวสายชลคนดีนี่ฉลาด
รับใช้ชาติปวงชนคนมากหลาย
มือปราบปรามนามกระเดื่องเรืองกระจาย
ผู้กองสายชลชีพชาวประชา
พูด เรื่องการปราบโจร
ท่านนำลูกน้องสองในสามตามมาติด
ใช้ชีวิตเพื่อปวงชนที่มีคนปรารถนา
ตรงไหนร้อนจรไปเยี่ยมชาวประชา
ยามเดินมาไปประสพพบขอทาน

ตอนที่ ๒๑ ตาธรรม พบ สายชล
กล่าวตาธรรมย่ำเท้าเดินก้าวย่าง
ทุกทิศทางเที่ยวมาน่าสงสาร
แก่แล้วจนพ้นแต่ขัดหัดขอทาน
จะทำงานก็ไม่รอดใกล้มอดม้วย
เห็นผู้กองย่องเข้ามาวันทาลงขอ
ท่านนี้หนอจะไปไหนน้ำใจสวย
ผู้กองฟังหยั่งลึกนึกแล้วซวย
จำเป็นช่วยบริจาคหากต้องการ
พูด ถามตาธรรม
พอให้แล้วแกก็ลาสัญญาฝาก
เรารับปากไว้กับตาน่าสงสาร
แก่คนดีทีท่าไม่น่าจะขอทาน
เสร็จจัดการไปหาประชาชน
ดนตรี
ถึงศาลาคนก็มากันพร้อมพรั่ง
เข้าที่นั่งประจำที่ชี้เหตุผล
สิ่งที่เลวร้ายที่เกิดนี้อยู่ที่คน
ความยากจนไม่ขยันหมั่นทำงาน
อีกอิจฉาริษยายาเสพติด
ที่เป็นพิษภัยมหันต์บั่นสังขาร
อบายมุขทุกชนิดติดสันดาน
จึงเกิดพาลไพรีมามีโจร
พูด กับชาวบ้าน
ท่านสั่งการปิดประชุมคนในกลุ่มพากันแยก
ผู้กองแปลกทำเป็นเหมือนเล่นโขน
แกคงรู้ผู้ที่มาพากันโพนท์
เรื่องปราบโจรจะตั้งไว้ให้ผู้กอง

ตอนที่ ๒๒ โจรนธี ศรีชบา นุ้ย เท่ง
อันชั่วดีมีจนอยู่ที่คนปฏิบัติ
โลกวิวัฒน์เวียนพามาให้เห็น
กล่าวนธีหนีมาหาร่มเย็น
ตั้งตัวเป็นเจ้าพ่อก่อรังควาน
วางแผนการงานฆ่าวีระเดช
จับท่านเศรษฐีโภคาเอามาผลาญ
บูชาพ่อบูชาแม่แด่วิญญาณ
แต่เหตุการณ์วิบัตินายมาเป็นศัตรู
พูด - จะเข้าไปหาน้อง
นี่จำเป็นเห็นต้องไปใจต้องเหี้ยม
ความเหิมเกริมของผู้กองเราต้องสู้
ในโลกนี้ไม่เห็นมีใครจะอยู่
ไปให้รู้ไปให้เห็นว่าเรานี้เป็นใคร
พูด กับสายชล
เตรียมตัวออกเดินมานอกที่คูหา
ขึ้นหลังม้าวิ่งตรงดงไม้ใหญ่
ศรีชบารอฟังนั่งภูมิใจ
จะกล่าวไปสายชลคนที่คอย
ตั้งแต่เช้าจนเที่ยงเสียงดังเผาะ
คนหัวเราะเข้ามาใกล้ก็ไม่ถอย
ยืนได้หลักชักปืนถ้าเหมือนคาบอย
นธีค่อยพูดจาว่าอย่ายิง
พูด กับสายชล-เรื่องเศรษฐีวีระเดช
พี่ขอปล้นครั้งสุดท้ายขอให้พี่
บูชาคุณความดีที่มาสิง
พ่อกับแม่แกที่ตายหายประวิง
เรื่องทุกสิ่งสำเร็จชอบพี่จะขอมอบตัว
ฝ่ายผู้กองตรองแล้วคิดผิดถนัด
แต่ผูกมัดด้วยสายเลือดยอมเชือดหัว
ต้นตระกูลวีระชัยใครไม่กลัว
จะดีชั่วโจรผู้นี้เป็นพี่ชาย
ต่างตกลงคงสัญญาพากันกลับ
เรียนผูกกับเรื่องโจรโค่นแล้วหาย
ท่านรับรู้ดูแล้วดีจะคลี่คลาย
กล่าวโจรนายนทีศรีชบา
ดนตรี
ต่างเตรียมการงานปล้นทุกคนพร้อม
สละยอมร่วมแรงกำแหงหา
นธีโจรจอมใจไขสัญญา
เป็นอันว่าตกลงตรงกันดี
พูดกับศรีชะบา
เสร็จเตรียมการงานไปฆ่าเหมือนตราทัพ
ทุกคนรับรองรู้ดูถ้วนถี่
เดินออกจากชวากเขาเนาว์คีรี
ใกล้มาที่เดิมบางบ้านนางครวญ
รูปแบบการแสดง
บทบาทและหน้าที่ของเรื่องที่แสดงที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม
จากการศึกษาผลงานด้านสังคมและวัฒนธรรมของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ปรากฏว่า การแสดงหนังตะลุงเป็นไปด้วยใจรัก การแสดงทุกครั้งได้พบปะกับประชาชนมากมาย และเมื่อได้รู้จักพูดคุยกับหลายเจ้าภาพที่รับงานเนื่องจากเหตุผลหลายประการ เช่น การจัดให้มีงานเพื่อหารายได้สมทบทุน ช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดอุปกรณ์การเขียนการสอน การสร้างทุกสิ่งทุกอย่างให้กับวัด โรงเรียน และมัสยิด ช่วยเหลือคนที่ประสบภัยธรรมชาติ เป็นต้น ดังที่ อิ่ม ชุมละออ ผู้ใกล้ชิดกับ นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ได้กล่าวถึงความเสียสละ มีน้ำใจ ช่วยเหลือสังคมของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ไว้สรุปได้ว่า นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง)จะเป็นผู้ที่มีความสำนึกอยู่ในจิตเสมอ การเล่นหนังตะลุง เพื่อการหารายได้ให้กับสังคม ช่วยเหลืองานส่วนรวม เป็นอุดมการณ์ที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจ เสมอมา

จากการศึกษาการส่งเสริมและการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ผลการศึกษาปรากฏว่า นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) เป็นศิลปินพื้นบ้านดีเด่นประเภทการแสดงหนังตะลุงที่ไดรับการยกย่องว่าเป็นหนังชั้นครู และเป็นผู้ที่ประพฤติตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ในส่วนของการเป็นนายหนังตะลุง ท่านเป็นบุคคลที่ชอบแสวงหาความรู้ใส่ตน และนำเอาความรู้และประสบการณ์มาถ่ายทอดให้ผู้ชมและยังได้ถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ เพื่อเป็นการสืบสานศิลปะด้านหนังตะลุง เอาไว้ให้กับอนุชนรุ่นหลัง
จากชีวิตการเริ่มแสดงหนังตะลุงของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นเวลาประมาณ ๓๐ ปี และได้ประสบความสำเร็จในการแสดงหนังตะลุงอย่างมาก ทำให้ใคร ๆ ก็อยากจะเอาอย่าง อยากมีชื่อเสียงทางหนังตะลุงบ้าง จึงได้มีผู้มาขอร้องให้ช่วยสอนวิธีการแสดงหนังตะลุงให้ประมาณ ๒๐๐ คน ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง เพราะผู้มาเรียนมาด้วยจุดประสงค์อื่นบ้าง ดังที่ นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ได้กล่าวถึงการสอนลูกศิษย์สรุปได้ว่า มีผู้มาสมัครเรียนประมาณ ๒๐๐ คน แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร คือ ความตั้งใจที่จสอนศิษย์นั้นผิดความตั้งใจ ของศิษย์ที่มาหาอาจารย์มีความต้องการที่จะให้ศิษย์หรือผู้ที่ขอเรียนรู้นั้นเป็นคนเก่ง ให้มีความสามารถเหมือนตนหรือให้มีความสามารถพอที่จะแทนตนได้ ซึ่งเป็นการตั้งความหวังไว้สูง แต่ผู้มาขอเรียนรู้ไม่ค่อยเอาใจใส่ มาขอเรียนรู้ไป ชั่วระยะหนึ่ง เห็นว่าเป็นของยากก็ล่าถอยกลับไปบางคนหลบเลี่ยงงานนาจากบ้าน บางคนก็มาด้วยใจรัก มาขอเรียนรู้ด้วยใจชอบ แต่เมื่อพบกับการเรียน ที่ยากลำบาก ก็เกิดความท้อถอย เลยต้องเลิกล้มไปด้วยความผิดหวัง บางคนก็พอแสดงไปได้แต่ไม่ค่อยชำนาญมากนัก ศิษย์ของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ที่พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้างมี ๒ คน ซึ่งได้แก่ หนังโสภณน้อย หนังครูเติม เป็นต้น
วิธีการถ่ายทอดความรู้เรื่องการแสดงหนังตะลุงให้แก่ลูกศิษย์นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนัง อิ่มเท่ง) มีวิธีการสอนศิษย์ คือ ก่อนที่จะลงมือสอนอย่างจริงจัง ต้องดูให้แน่ใจเสียก่อนว่าผู้ที่ต้องการจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับการแสดงหนังตะลุงนั้นมีความจริงใจแค่ไหน มีความสนใจมากน้อยเพียงใด โดยจะให้ไปกับคณะหนังตะลุงที่ไปแสดงในที่ต่าง ๆ ทุกครั้งในระยะนี้บางคนอาจจะเกิดความเบื่อ เพราะเห็นว่าไม่ได้สอนอะไรให้แก่เขาเลย ก็จะล้มเลิกความคิดที่จะหัดหนังเสีย เมื่อท่านเห็นว่าผู้ใด มีความสนใจและตั้งใจจริงในระยะแรก ๆ ก็จะให้ออกรูปพระฤๅษี พระอิศวร ปรายหน้าบทบ้าง ให้ช่วยหยิบรูปส่งให้ในขณะที่พากย์หนังบ้าง แล้วต่อไปจะสั่งสอนวิธีการและเทคนิคต่าง ๆ ในการพากย์รูปจนจบสิ้นทุกขบวนการและขั้นตอน ซึ่งขั้นตอนนี้จะเป็นการยากลำบาก หากไม่สนใจจริงและไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นนายหนังตะลุงที่ดีได้แล้ว ก็จะผ่านขั้นตอนนี้ไปด้วยความยากลำบาก เหลือเกิน ส่วนมากผู้ที่มาขอเรียนรู้มักจะท้อถอยและเลิก เรียนรู้ใน ขั้นตอนนี้
นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) เป็นนายหนังที่มีความรู้ความสามารถในการแสดงหนังตะลุง เป็นอย่างดี ผลงานด้านการแสดงหนังตะลุง เป็นที่ประจักษ์และยอมรับของคนทั่วไป ทั้งที่เป็น การแสดงหนังตะลุง การเลือกใช้วรรณกรรมประกอบการแสดงหนังตะลุง การสืบทอด ศิลปะการแสดงหนังตะลุง และผลงานด้านสังคมและวัฒนธรรม ทำให้เห็นแง่มุมและแนวคิดต่าง ๆ ที่ได้ถ่ายทอด ออกมา จนทำให้เป็นนายหนังที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของภาคใต้ และไดรับเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (หนังตะลุง) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชิต ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญยิ่งในชีวิต
อุปกรณ์
การแสดงหนังตะลุง ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่สำคัญ ๓ ส่วน คือ โรงหนังตะลุง รูปหนังตะลุง และเครื่องดนตรี โดยมีรายละเอียด ดังนี้
๑. โรงหนังตะลุงและอุปกรณ์ภายในโรง โรงหนังตะลุงปลูกเป็นเรือนชั่วคราวขนาดโดยประมาณ กว้าง ๔ – ๕ เมตร ลึก ๔ – ๕ เมตร ยกเสา ๔ เสา เสาหน้าสูงประมาณ ๕ เมตร เสาหลังสูงประมาณ ๔ เมตร หลังคาเป็นแบบเพิงหมาแหงน ส่วนที่ยกพื้นสูงประมาณ ๒ เมตร มีบันใดขึ้นทางหลังโรง แต่เดิมนิยมมุงหลังคาด้วยจากและกั้นใบมะพร้าวสาน แต่ปัจจุบันนิยมใช้ ผ้าใบสำหรับเต๊นท์มากั้นแทน ส่วนจอหนังเป็นผ้าขาวกว้างประมาณ ๒.๕ – ๓ เมตร ยาว ๔ – ๕ เมตร
ส่วนขอบจอจะมีผ้าสีทึบ เช่น สีน้ำเงิน หรือสีแดง กว้างประมาณ ๑ ฟุต ที่ขอบผ้าทึบจะมีหูผูกติดอยู่ช่วงละ ๑ ฟุต สำหรับขึงให้ตึงในพื้นที่ส่วนบนของจอผ้าขาวมักจะเขียนชื่อของคณะหนัง ไว้ให้เห็น ชัดเจน ที่กรอบจอ มักจะประดับด้วยผ้าสีต่าง ๆ บางทีก็มีการวาดภาพลวดลายลงบนผ้า บางทีอาจจะทำเป็นระบายสอง ชั้น สามชั้น ให้สวยงาม การปลูกโรงหนังตะลุงเป็นหน้าที่ของเจ้าภาพ และจะต้องปลูกให้มั่นคง และถูกลักษณะอันเป็นมงคล คือไม่ปลูกในที่โล่ง ห้ามปลูกหันหน้าไปทางทิศตะวันตก (จะทำให้หนังตกอับ) ห้ามปลูกคล่อมตอ คล่อมคันนา คล่อมจอมปลวก หรือคร่อมแอ่งน้ำ ห้ามปลูกระหว่างต้นไม้ ๒ ต้น ห้ามปลูกหันหน้าโรงเข้าหา ต้นไม้ใหญ่ และห้ามปลูกโรงเขตป่าช้า
ไฟ สำหรับให้แสงสว่าง แต่เดิมใช้ตะเกียงน้ำมันไขสัตว์ น้ำมันมะพร้าว หรือตะเกียงเจ้าพายุ ปัจจุบันใช้หลอดไฟฟ้าหลอดกลมขนาด ๓๐๐ – ๕๐๐ แรงเทียน หลอดไฟจะแขวนจากหลังคาลงมาห้อยอยู่ข้างหน้านายหนังตะลุง สูงประมาณศีรษะของนายหนัง ขณะนั่งตรงหลอดไฟจะ มีแผ่นไม้บังมิให้ แสงสว่างมาด้านหลัง ส่วนด้านหลังของแผ่นไม้จะผูกไมโครโฟนติดไว้
รูปหนังตะลุง
การแสดงหนังตะลุงในแต่ละเรื่องจะใช้รูปหนังตะลุงแตกต่างกันออกไป โดยในที่นี้ จะขอกล่าวถึงการใช้รูปหนังตะลุงในเรื่อง จอมโจรจำเป็น โดยจะให้รูปหนังตะลุงตัวหลัก ๆ ดังนี้
ฤาษี
พระฤๅษี คือ พ่อแก่ในสมัยก่อนที่มีตัวตนจริงเพราะเล่ากันว่า มีชายคนหนึ่งต้องการบวช แต่เมื่ออกเดินป่าและอยู่ในป่าตลอดเวลาจนหนวดเคราขึ้นร่างกายแก่ชรา แต่มีวิชาอาคมเก่งกล้า เมื่อชาวบ้านมาพบเห็นก็เกิดความศรัทธา พระฤๅษีเองก็มีส่วนช่วยชาวบ้านในการดำรงชีวิตอยู่และ ถือเป็น ผู้ที่มีอิทธิพลที่สุดในด้านขวัญและกำลังใจ และเป็นผู้ให้ความรู้แก่บุตรชายของคนใน
สมัยก่อนที่ต้องการเรียนรู้วิชาอาคม จึงมีความศรัทธาในพระฤๅษีเป็นอย่างมาก และเมื่อมีการจัดตั้งการแสดงอะไรขึ้นมา หนังตะลุง จึงต้องมีการกราบไหว้ และเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ ฤๅษี ซึ่งเป็น ครูบาอาจารย์ของนายหนังตะลุงตลอดมา
พระอิศวรหรือพระศิวะ
ตามตำนานนาฎยศาสตร์ของอินเดีย ถือว่าพระอิศวรหรือพระศิวะ คือ ครูของศิลปินแขนงนี้ การที่อิเหนา หรือปันหยี เป็น dalang จึงไม่เป็นการเสียเกียรติกษัตริย์ซึ่งเป็นองค์เทวา และถ้ามาหลังมาจาก dalang และมาจาก “ตารางก์” แล้ว การที่หนังตะลุงในภาคใต้ ออกรูปพระอิศวรทรงโคอุสุราราช เป็นตัวอาศิรวาทต่อจากฤๅษี ก็ออกจะให้เค้าของหนังตะลุงอยู่ในที เพราะตามตำนานว่า
เมื่อใดพระอิศวรเริงระบำ พระนนท์ซึ่งโดยธรรมดาเป็นเทพที่มีร่างเป็นบุรุษที่หัวเป็นโค ประดับอาภรณ์อย่างเทพ ก็จะนั่ง ตีตะโพนให้จังหวะต่อเมื่อเสด็จเดินทาง พระนนท์จึงกลายเป็นโค พาหนะทรงนามของพระอิศวรที่เข้ามาเกี่ยวกับการละเล่น อีกนามหนึ่งคือ พระ “กาล” ซึ่งกลายเสียงเป็นกาหลง “กาหลง” ซึ่งเป็นดนตรีประโคมงานศพของปักษ์ใต้อันประโคมเพื่อบูชาวิญญาณแก่ พระกาล และคำ “กาล” นี้ ปรากฏในภาษาอิเหนาว่า “ประภาตระกาหลา” หมายถึง เทพผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งหน้าชวา เรียกว่า Belara Gun หรือที่สำเนียงมณฑลปัตตานีออกเป็น “ปัตตามดูอู” ก็คือ พระอิศวร ซึ่งเป็นครูแห่งการละเล่น
รูปปรายหน้าบท
เป็นตัวแทนของนายหนังตะลุง เพื่อไหว้พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เจ้าภาพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก่อนการแสดง ถือดอกบัวแทนเครื่องสักการคุณ
รูปเจ้าเมือง

พระมหากษัตริย์ในเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ เมื่อออกเจ้าเมืองแล้ว จะออกรูปแบบ หนังตะลุงตัวใดก็ได้ ไปตามเรื่องที่ดำเนินเรื่องจอมโจรจำเป็น
ประวัติความเป็นมา ว่าเดิมเป็นคนวิกลจริตเดินเตร่อยู่ที่คลองขวาง ในตลาดเมืองสงขลา นายหนังหนูนุ้ยเห็นรูปลักษณะก็เกิดอารมณ์ขัน นำลักษณะของชายคนนั้นมาตัดเป็นรูปหนัง ตะลุงคนจึงเรียกตัวตลกตัวนี้ว่า นายหนูนุ้ย ตามชื่อนายหนังผู้ริเริ่มตัดรูปเลี่ยนขึ้น
รูปร่างลักษณะ ผิวดำ ล่ำเตี้ย ก้นเชิดงอน พุงยานโย้ คอตาย เดินคอแข็งและคอตก ทรงผมเหมือนกับแส้ม้ายาวปลกไปข้างหน้า หน้าตาคล้ายวัว (มักจะถูกนายเท่งล้อว่า อ้ายลูกวัว) เดินน้ำลายย้อยเหมือนวัว ปล่อยเครายาว

การแต่งกาย นุ่งผ้าโสร่งแบบคนโบราณ เป็นผ้าดำท่อนเดียว เคียนพุงด้วยเข็มขัดที่ทำด้วยหนังวัว ไม่สวมเสื้อ มือถือมีดกรรไกรเป็นอาวุธประจำตัว
นิสัย เป็นคนไม่เต็มเต็ง ไม่ครบบาท ไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง ยอมลงคนง่าย ๆ มักแสดงความเบาปัญญาให้ปรากฏว่า อยู่ข้างจะบ้องตื้น ผีเข้าผีออก บางครั้งก็บ้าบิ่น เป็นคู่หูของนายเท่ง
ลีลาการพูด พูดไม่ค่อยเป็นและพูดไม่ชัด พูดเสียงเบาลงลูกคอ ชอบพูดคล้อยตามเพื่อถ้อยคำส่อถึงความเบาปัญญา
ไอ้เท่ง
ประวัติความเป็นมา เป็นชาวบ้านคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา อาชีพ ทำน้ำตาลโตนด และหวาก (กระแช่) และรุนกุ้งฝอยให้เมียขาย รูปร่างลักษณะผอมบาง สูงโย่ง ท่อนบน ยาวกว่าท่อนล่าง ผิวดำ ปากกว้าง ตาขาว หัวเถิก ผมงอหยิก หน้าตาตลกน่าหัวเราะ หน้าคล้าย นกกระฮัง นิ้วมือเป็นคุดทะราด มือข้างขวามีนิ้วเดียว นิ้วชี้ทู่โต มือซ้ายนิ้วชี้กับหัวแม่มืองอหงิก เป็นวงเข้าหากัน
การแต่งกาย นุ่งผ้าโสร่งลายตาหมากรุก คาดพุงด้วยผ้าขาวม้า ไม่สวมเสื้อไม่มีอาวุธประจำตัว อุปนิสัย เป็นคนพูดเสียงดังหนัก ๆ เบา ๆ ไม่ชัดถ้อย ชัดคำ เกือบติดอ่าง พูดบ่นเสียงตลก คะนอง ขบขันง่าย หัวเราะ ไม่เกรงใจใคร จะด่าว่าใครไม่ยั้งคิด มุทะลุ ไม่กลัวคน เวลาพูดใช้ภาษาท่าทาง คือใช้มือประกอบ มองหน้าคนพูด ชอบสนุก ชอบล้อเลียนเพื่อน ชอบเจ้านายที่มีนิสัย เยือกเย็น ฉลาดหลักแหลมในบางโอกาส แต่บางครั้งก็พูดพร่อยๆ ท่าดีทีเหลว ชอบขู่สำทับเพื่อน แต่นิสัยไม่สู้คน ใครด่าว่าก็ไม่โกรธ เพราะตัวเองชอบด่าว่าเขาง่าย ๆเป็นคู่หูกับหนูนุ้ย
เทวดา
พระอินทราธิราชเจ้ามีความเชื่อในการแสดงหนังตะลุงว่าจะเป็นผู้ช่วยเหลือมนุษย์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ที่เป็นคนดี ตรงกันข้ามจะลงโทษผู้ที่กระทำบาปความผิด หรือให้โทษแก่คนที่มีบาปกรรม เพื่อชดใช้กรรมสิ่งที่ทำผิดไปและมีสำนึกที่ดี

เศรษฐี เป็นคนร่ำรวย ส่งลูกไปเรียน แต่ลูกไม่ประสบความสำเร็จ
หนูเนือย เป็นรูปหนังอิ่มเท่งจินตนาการขึ้นมาเอง โดยมีลักษณะคล้ายนายโถ รูปร่างผอมเล็ก สูง คอยาว เป็นน้องของนายหนูนุ้ย

ไอ้โถ
ประวัติความเป็นมา ว่าเป็นคนบ้านพังบัว อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา รูปร่างลักษณะเป็นคนจน ร่างสูงใหญ่ พุงโต หัวเล็ก การแต่งกาย นุ่งกางเกงขายาว มีนิสัย เป็นคนเห็นแก่กิน ขี้ขลาดตาขาว ไม่สนใจเรื่องอื่นๆ นอกจาก การกิน

รูปนาง (นางเอก)

เป็นคนหน้าตาสวย ผิวขาว ปากแดง รูปร่างสวยงาม มีนิสัยดี มีคุณธรรม จริยธรรม
พระ (พระเอก)

เป็นคนผิวขาว รูปหล่อ มีอุปนิสัยดี มีคุณธรรมจริยธรรม นิสัยดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น

โจร บุคลิกหน้าตาดุร้าย มีจิตใจโหดเหี้ยม
นางเบียน ชอบอิจฉาริษยาผู้อื่น นิสัยไม่ดี
นายสีแก้ว
ประวัติความเป็นมา เชื่อกันว่าเดิมเป็นคนจริง อยู่บ้านรัตปูน ตำบลเชิงแส อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่าลุงสีแก้ว เป็นคนมีตบะโกรธใครก็ใช้มือตบ ไม่มีใครกล้า ต่อสู้ เป็นคนพูดจริงทำจริง ผู้คนนับถือมาก ทางราชการเคยตั้งให้เป็นนายตรวจด่านคนผ่านไปมาระหว่างระโนดกับบ่อยาง (สงขลา) มีความรอบรู้ทางไสยศาสตร์ มีเวทย์มนต์คาถา และคงกระพัน
ชาตรี
รูปร่างลักษณะอ้วนเตี้ย เป็นมะขามข้อเดียว ผิวดำคล้ำ หัวล้านและมีโหนกคอ ลงพุง
การแต่งกาย นุ่งผ้าโจงกระเบน ด้วยผ้าลายตาหมากรุกสีดำขาว ไม่สวมเสื้อ มีผ้าขาวม้า พาดบ่า ไม่ถืออาวุธ
นิสัย เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต มีธรรมะธรรมโม พูดน้อย พูดจริง ทำจริง มีความกล้าหาญ เมื่อโกรธค่อนข้างบ้าบิ่น สู้ไม่ถอย เมื่อต่อสู้มักใช้หัวชนคู่ต่อสู้ พูดจาคมคายมีเหตุมีผล ชอบอบรม สั่งสอนตัวตลกตัวอื่นๆ ที่ประพฤติผิด ลีลาการพูด พูดช้า ๆ หนักแน่น ชัดถ้อยชัดคำ
ไอ้ปราบ ส่วนมากมักเป็นทหารของฝ่ายยักษ์
รูปร่างลักษณะ เป็นคนที่จมูกเป็นริดสีดวงจนจมูกบี้ จึงพูดแบบคนจมูกบี้ เพื่อน ๆ มักล้อเลียน โดยแกล้งเลียนเสียงพูด
การแต่งกาย นุ่งกางเกงขาสั้น ไม่สวมเสื้อ ตัดผมสั้น หวีแสกกลาง มือถือหวี และกระจก
นิสัย เป็นคนเจ้าสำรวยชอบการแต่งกาย จึงถือหวี และกระจกอยู่ตลอดเวลา มักหยุดทำงานเพื่อแอบหวีผมแต่งหน้าเสมอ แม้ตอนรบรากันบางครั้งก็ต้องขอหยุดหวีผมแต่ไม่เป็นคนเจ้าชู้
๒.๒๐ นายขวัญเมือง
ประวัติความเป็นมา ไม่ทราบประวัติความเป็นมา แต่มักออกคู่กับสะหม้อ นายขวัญเมือง นับถือศาสนาพุทธ ส่วนสะหม้อนับถือศาสนาอิสลาม ทำหน้าที่เป็นตัวบอกเรื่องก่อนเริ่มแสดง เรื่องด้วย
รูปร่างลักษณะมีหน้าตาคล้าย ๆ แพะ ผอมบางค่อนข้างเตี้ย ผิวดำหัวเถิก จมูกโด่งยาว ปากกว้าง ตาขาว พุงยานโย้ ก้นเชิดงอน ปลายนิ้วชี้ทู่ เพราะเป็นคุดทะราด
การแต่งกาย นุ่งผ้าพื้นดำท่อนเดียว มีเข็มขัดหนังหยาบ ๆ คาด ไม่สวมเสื้อ
นิสัย เป็นคนซื่อ ตกใจง่าย ตื่นง่าย บางครั้งก็เจ้ายศเจ้าอย่าง ชอบออดอ้อนให้คนอื่นสงสาร ชอบทำตนเป็นเด็กในบางโอกาส
ลีลาการพูด อ้อนออดและตื่นง่าย มักพูดอย่างวิตกกังวล
๓. เครื่องดนตรีหนังตะลุง
ในการแสดงหนังตะลุง ของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ใช้เครื่องดนตรีหนังตะลุงดั้งเดิม ประกอบด้วย เครื่อง ๕ คือ
กลอง
กลอง ๑ ลูก เป็นกลองขนาดเล็ก มีหนังหุ้มสองข้าง หน้ากลอง เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๘-๑๐ นิ้ว หัว-ท้าย เล็กกว่าตรงกลางเล็กน้อย กลองมีความยาวประมาณ ๑๐-๑๒ นิ้ว (ใช้ไม้ตี ๒ อัน)
กลองเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่ทำมาจากไม้ โดยการนำท่อนไม้มาถากหรือกลึงแล้วเจาะรูตรงกลางให้กลวง หุ้มด้วยหนังสัตว์ ใช้ไม้ตีหรือมือตีเพื่อให้เกิดเสียง กลองหนังตะลุงและโนราที่ใช้ในภาคใต้เป็นเครื่องดนตรีซึ่งใช้ประกอบการแสดงหนังตะลุงและโนรา ใช้ตีประกอบจังหวะการเชิดรูปหนังตะลุง และจังหวะการร่ายรำของโนรา รวมทั้งร่วมประสานเสียงในการบรรเลงเพลงดนตรีหนังตะลุงและโนรา
รูปลักษณ์
กลองหนังตะลุงและโนรา เป็นกลองขนาดเล็ก ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง มีลักษณะรูปร่างเป็นรูปทรงกระบอกกลม ตรงกลางป่อง หัวท้ายเรียวเล็กน้อยเท่ากัน ความหนาของตัวกลองปราณ ๓-๔ เซนติเมตร หน้ากลองทั้ง ๒ หน้าหุ้มด้วยหนังสัตว์ที่มีความบางและทนทาน เช่น หนังวัว หนังค่าง เป็นต้น โดยใช้ลูกสักหรือหมุดยึดตรึงหนังไว้ให้ตึงกับตัวกลอง ถัดมาใต้ลูกสักหรือหมุดหรือปลอกหวายลายถัก ๓ เส้น ไว้ เพื่อให้กลองมีเสียงแหลมหรือเสียงตุ้ง ส่วนด้านข้างกองติดขาหรือไม้ค้ำกลอง

๒ ขา เพื่อให้ยกระดับขอบกลองให้สูงกว่าพื้นเล็กน้อย และขอบด้านตรงข้ามวาติดกับพื้น จะทำให้สะดวกในการตีบรรเลง ใช้ไม้ตีหรือไม้ตีกลอง ๒ อัน ตีให้เกิดเสียงต่างๆ เป็นจังหวะ ที่ต้องการ กลองเหล่านี้มีรูปร่างลักษณะเหมือนกัน แต่อาจมีขนาดต่างกัน กลองชนิดนี้มี ๒ ขนา ด คือ ขนาดเล็ก มีเส้นผ่าศูนย์กลางของหน้ากลองยาวประมาณ ๑๖-๒๐ เซนติเมตร มีความยาวตัวกลองประมาณ ๒๒ เซนติเมตร ซึ่งเรียกกลองนี้ว่า “กลองหนังตะลุง” หรือ “กลองตุ๊ก” ทางภาคกลาง ส่วนกลองขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางของหน้ากลองประมาณ ๒๐-๒๔ เซนติเมตร มีความยาวของตัวกลองประมาณ ๒๔-๒๘ เซนติเมตร ซึ่ง เรียกกลองนี้ว่า “กลองโนรา” หรือ “กลองชาตรี”

ทับ
ทับ ๒ ลูก ทำด้วยไม้กลึง และเจาะข้างในคล้ายกลองยาว แต่ส่วนท้ายสั้นกว่าและขนาดย่อมกว่า หุ้มด้วยหนังบางๆ เช่น หนังค่าง ทั้ง ๒ ลูก มีขนาดต่างกันเล็กน้อยเพื่อให้ได้เสียงต่างกัน ทับสมัยก่อนมีขนาดโตกว่าปัจจุบัน
ทับ หรือกลองทับเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตี ซึ่งมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีลักษณะรูปร่างและส่วนประกอบเหมือนกัน แต่ขนาดต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการใช้งาน ทับหรือ
กลองทับ มีชื่อเรียกตามขนาดที่นำมาใช้ประกอบการละเล่น หรือการแสดงการละเล่นพื้นบ้านภาคใต้ ได้แก่ ขนาดเล็กเป็นทับหนังตะลุง ขนาดกลางเป็นทับโนรา และขนาดใหญ่เป็นทับลิมนต์หรือ ทับโต๊ะครึม ทับมีส่วนประกอบและรายละเอียด ดังนี้

รูปลักษณ์
ทับหรือกลองทับ เป็นเครื่องดนตรีชนิดขึ้นหนังหน้าเดียว มีลักษณะรูปร่างคล้ายโพนชาตรี ทางภาคกลาง ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง มีลักษณะรูปร่างทรงกระบอกกลม ส่วนหัวป่องนูนกลมขนาดใหญ่ เรียกว่า “พ้องทับ” และมีหัวสอบเล็กน้อยเรียกว่า “แก้มทับ” หรือ “ขอบทับ” ส่วนถัดมาติดกับพ้องทับเป็นหัวบากโค้ง คอดกิ่วเข้าด้านใน เรียกว่า “คอทับ” ถัดมามีรูปทรงกระบอกกลมยาว ตรงกลางนูนป่องเล็กน้อยหัวท้ายขอดเว้าเข้าข้างใน เรียกว่า “เกยทับ” ที่ปลายสุดของส่วนนี้มีรูปทรงบานกว้าง มีขอบไม้หนากลม เรียกว่า “ท้ายทับ” หรือ “ลำโพงทับ” หรือ “ฮอแต้” ภายในตัวกลองกลวงตลอดตามรูปร่างของทับ หรือบางลูกจะมีส่วนกว้างหรือแคบที่ตรงคอทับ เรียกว่า “คอหอยทับ” ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดเสียงทุ้ม และเสียงแหลมตามลำดับ ด้านห้าหุ้มด้วยหนังค่างหรือหนังสัตว์ที่มีความบางและเหนียวทนทาน เรียกว่า “หน้าทับ” ซึ่งใช้หวายหรือเชือกไนลอนร้อยโยงตรึงหนังหน้ากลองยึด กับตัวกลอง โดยมีการ ร้อยหนังขอบกลองด้วยหวายหรือเชือกไนลอนขนาดเล็กก่อน เรียกว่า “คิ้วนาง” ส่วนที่คอทับมีหวายหรือเชือกไนลอนขนาดใหญ่รัดโดยรอบ เรียกว่า “ปลอกคอทับ” ซึ่งมีหวายหรือเอ็นขนาดเล็กสานถักเป็นเปีย เรียกว่า “หางเลน” เพื่อให้ใช้โยงหวายหรือเชือกไนลอน จากหน้าทับมาผูกรั้งให้ตึงมากที่สุด นอกจากนี้ทับหรือกลองทับที่นำมาใช้ประกอบในพิธีกรรมการละเล่นหรือการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ คือ ทับลิมนต์หรือทับโต๊ะครึม มีส่วนประกอบที่นำมาใช้เสริมตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานและเพื่อความสวยงามได้แก่ มีด้ายดิบสีขาวพันรอบลำโพง ๒-๓ รอบ และมีการเขียนสีและแกะลายไทยเป็นภาพต่าง ๆ เพื่อความสวยงาม โดยทับหนังตะลุงเป็นทับขนาดเล็กมีเส้นผ่านศูนย์กลางหน้ากลองยาวประมาณ ๑๓-๑๕ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๓๐-๗๐ เซนติเมตร ทับขนาดเล็กคู่กัน ๒ ใบ ในการบรรเลงประกอบการแสดงหนังตะลุง โดยใช้ทับเป็นเครื่องกับจังหวะและเดินทำนอง ได้แก่ การโหมโรง ประกอบบทพากย์ ประกอบการขับร้องประเภทต่าง ๆ เช่น กลอนแปด กลอนสี่ กลอนลอดโหม่ง กลอนกลบทต่างๆ เป็นต้น ประกอบคำบรรยายประกอบกริยาอาการของตัวละคร เช่น เชิดฤๅษี เชิดพระอิศวร เชิดรูปเจ้าเมือง เชิดรูปยักษ์ เป็นต้น นอกจากนี้ทับยังนำมาใช้สำหรับประกอบบทพากย์เฉพาะ เช่น บทการต่อสู้และลักพาตัวนางเหาะเหิรเดินอากาศ และใช้เวทย์มนต์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น
ฉิ่ง

ฉิ่งเป็นเครื่องดนตรีประเภทที่ใช้ตีที่มีคู่กัน ๒ ฝา ใช้ตีให้เกิดเสียงต่าง ๆ ประกอบการละเล่นหรือการแสดงพื้นบ้านภาคใต้ ในลักษณะการให้จังหวะกำกับจังหวะ และประกอบจังหวะของ การแสดงประกอบพิธีกรรมและสื่อข่าวสารซึ่งมีส่วนประกอบและรายละเอียด ดังนี้
รูปลักษณ์
ฉิ่งมีลักษณะกลมนูนคู่กัน ๒ ลูก ที่ทำด้วยโลหะอลูมิเนียม ทองเหลือง หรือสำริด เป็นต้น ตัวฉิ่งมีลักษณะคล้ายระฆังหรือละโพงเครื่องขยายเสียง รูปทรงตรงกลางนูนเว้าเป็นปุ่ม เรียกว่า “ปุ่มฉิ่ง” หรือ “หัวฉิ่ง” ถัดมาส่วนล่างเป็นทรงกระบอกกลมผายบานกว้างเป็นครึ่งวงกลมขอบหนาเล็กน้อย เรียกว่า “ปากฉิ่ง” หรือ “ลำโพงฉิ่ง” ส่วนบนสุดมีหูเป็นรูไว้สำหรับผูกเชือกโยงคู่กัน ๒ ฝา เรียกว่า “หูฉิ่ง” หรือเป็นเหล็กกลมยาวใช้ผูกเช่นเดียวกัน เรียกว่า “มือฉิ่ง” หรือ “มือจับฉิ่ง”
สรุปได้ว่า ฉิ่งแบบตามลักษณะของการผลิตมีอยู่ ๒ แบบ คือ ฉิ่งหล่อ หรือฉิ่งทองเหลือง และฉิ่งที่ผลิตขึ้นมาใช้เอง ซึ่งมีลักษณะรูปลักษณ์และขนาดต่างกันเล็กน้อย

โหม่ง

โหม่ง มี ๑ คู่ เสียงสูงลูกหนึ่ง เสียงต่ำลูกหนึ่ง (โหม่งทั้งคู่ แขวนขึงตรึงขนานกันอยู่ในรางไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวโหม่งทำด้วยทองเหลือง หรือทองแดง ถ้าหล่อกลมแบบฆ้องขนาดฆ้องวง
เรียกว่า โหม่งหล่อ ถ้าทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแล้วให้ส่วนที่จะตีสูงและขึ้นกลางแผ่นเรียกว่าโหม่งฟาก โหม่งเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีชนิดหนึ่ง ตัวโหม่งทำด้วยโลหะ ทองเหลืองหรือเหล็กอลูมิเนียม ซึ่งใช้คู่กับสองใบในรางโหม่ง โดยใบใหญ่มีเสียงต่ำเรียกว่า “โหม่งตัวผู้” ส่วนใบเล็ก มีเสียงแหลมเรียกว่า “โหม่งตัวเมีย” มีสองหน่วยเสียง คือ เสียงทุ้มและเสียงแหลม โหม่งที่นำมาใช้ตีประกอบเสียงร้องกลอนหรือ “ว่ากลอน” ให้ไพเราะ ซึ่งมีส่วนประกอบและรายละเอียด ดังนี้
รูปลักษณ์
โหม่งเป็นเครื่องดนตรีประเภทที่ใช้ตีคู่กัน ๒ ใบ มีลักษณะคล้ายระฆังคว่ำ มีขนาดเท่ากับฉิ่งหรือใหญ่กว่าเล็กน้อย ซึ่งมีลักษณะรูปร่างตรงกลางเป็นปุ่มนูนขึ้นมาเป็นรูปทรงครึ่งวงกลมคว่ำ ส่วนนี้เรียกว่า “หัวโหม่ง” หรือ “ปุ่มโหม่ง” ขอบข้างเป็นแผ่นบางวงกลม โดยรอบ เรียกว่า “ฐานโหม่ง” ส่วนที่เป็นแผ่นงองุ้มลงมารอบตัว เรียกว่า “ขอบโหม่ง” หรือ “ลำโพงโหม่ง” หรือ “ฉัตรโหม่ง” โหม่งบางลูกมีหูด้านข้างหรือเจาะรูที่ขอบโหม่ง เพื่อสะดวกในการร้อยโยงขึงกับรางโหม่ง โหม่งจะใช้ตีเป็นคู่ โดยแขวนไว้ในรางใหม่ที่เป็นปีบไม้ ซึ่งมี ๒ แบบ ได้แก่ โหม่งหล่อ และโหม่งผลิตเองโดยโหม่งหล่อจะมีระดับเสียงดีกว่า

ปี่

ปี่หนังตะลุงหรือปี่โนราเป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าชนิดหนึ่ง ที่มีรูปลักษณ์เหมือนกัน แต่ขนาดต่างกัน ซึ่งเป็นปี่ชนิดเดียวกันกับปี่ทางภาคกลาง โดยปี่ขนาดใหญ่ เรียกว่า “ปี่ต้น” หรือ “ปี่ใน” และมีขนาดกลางด้วย เรียกว่า “ปี่กลาง” มีส่วนประกอบในลักษณะที่เป็นรูปลักษณ์ กรรมวิธีการผลิต ลักษณะการนำมาใช้และการเก็บรักษา ดังนี้
รูปลักษณ์
ปี่หนังตะลุงและปี่โนรา เป็นปี่ชนิดเดียวกันกับทางภาคกลาง เรียกว่า ปี่ใน ปี่กลาง และ ปี่นอก ปี่เหล่านี้ทำด้วยไม้เนื้อแข็งที่มีความทนทาน ซึ่งนิยมใช้แกนของไม้ที่มีลักษณะรูปทรงกระบอกกลมยาว หัวท้ายบาน ตรงกลางป่อง ส่วนนี้เรียกว่า “เลาปี่” หรือ “กระบอกปี่” ภายในกระบอกปี่
ทะลวงตลอด ท่อนบนรูเล็ก เรียกว่า “ปากปี่” ส่วนท่อนล้างรูกว้างขยายใหญ่ เรียกว่า “ลำโพงปี่” ถัดมามีรูเสียง ๖ รู ส่วนบน ๓ รู ตรงกลาง ๑ รู ถัดมา ๑ รู เว้นไม่เจาะเรียกว่า “รูข้ามเล” และส่วนล่าง ๒ รูป ส่วนบน ที่ปากปี่ใช้เสียบกำพรวดที่เป็นไม้หรือแผ่นโลหะทองเหลือง มีขนาดกลมยาวเล็ก ภายในเป็นรูกลวง ปลายข้างหนึ่งใช้สวมกับลิ้นปี่ที่ทำด้วยใบตาลหรือแผ่นโลหะทองเหลือง เป็นกลีบประมาณ ๓-๔ กลีบ
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ปี่หนังตะลุงและโนรามีลักษณะส่วนประกอบที่เหมือนกัน แต่ขนาด ต่างกัน ปี่หนังตะลุงกับปี่โนรามีขนาดใหญ่เล็กไม่เท่ากัน ซึ่งแบ่งได้เป็น ๓ ขนาด คือ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก มีดังนี้
ปี่ขนาดใหญ่ เป็นปี่ในหรือปี่โนรามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๔-๕ เซนติเมตร ความยาวประมาณ ๑๘-๒๐ เซนติเมตร
ปี่ขนาดกลาง เป็นปี่กลางหรือปี่โนรา มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๓-๔ เซนติเมตร ความยาวประมาณ ๑๓-๑๕ เซนติเมตร
ปี่ขนาดเล็ก เป็นปี่นอกหรือปี่หนังตะลุง มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒-๓ เซนติเมตร ความยาวประมาณ ๑๐-๑๔ เซนติเมตร

คณะหนัง
คณะหนัง ประกอบด้วยบุคคล ๘-๙ ก่อนสมัยรัชกาลที่ ๖ ใช้คนพากย์ซึ่งเรียกว่า “หมอหนัง” ๒ คน ทำหน้าที่ในการร้องกลอนบรรยาย เจรจา และเชิดรูปเบ็ดเสร็จไปในตัว แต่บางคณะคนเชิดรูปจัดไว้ต่างหากคนหนึ่ง เรียกว่า “คนชักรูป” นอกจากนั้นอาจจะมี “หมอกบโรง” ทำหน้าที่เป็นหมอไสยศาสตร์ประจำคณะที่เหลือ ๕ คน เป็นลูกคู่ ถ้าพิเศษออกไปก็อาจมีคนแบกแผงรูปอีก ๑ คน แต่ปัจจุบันนายหนังจะมีเพียงคนเดียว ทำหน้าที่ทั้งเชิดรูปและพากย์เองเบ็ดเสร็จ หมอกบโรงก็ตัดไป เพราะความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์คลี่คลายไปมาก ส่วนคนแบกแผงก็ไม่ต้องมีเป็นการเฉพาะ เนื่องจากมีพาหนะสะดวกในการเดินทางและไม่ต้องแบกหาม อย่างไรก็ตามจำนวนคนในคณะหนังตะลุงในปัจจุบันก็ยังเท่าเดิมเพราะเพิ่มเครื่องดนตรีมากขึ้น และมีภาระเรื่องข้างของอื่น ๆ ที่จะต้องใช้มากกว่าหนังสมัยก่อน
การถ่ายทอดและการสืบทอด
กระบวนการสืบทอดและถ่ายทอดการแสดงหนังตะลุง
จากการศึกษาการสืบทอดศิลปการแสดงหนังตะลุงของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ผลการศึกษาปราฏว่าเป็นนายหนังที่ยังคงยึดแบบฉบับการแสดงหนังตะลุงรุ่นเก่า ทั้งนิยายที่นำมาแสดงที่ยังเป็นแนวจักร ๆ วงศ์ ๆ เครื่องดนตรี บทกลอน ขั้นตอนในการเล่น รูปหนัง และบทวรรณกรรม ยังใช้รูปแบบโบราณของการแสดงหนังตะลุง โดยสามารถ จำแนกประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
๑. เครื่องดนตรีและเพลง ของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ยังคงใช้เครื่องดนตรีและเพลงแบบดั้งเดิมทำให้รักษาเอกลักษณ์ด้านดนตรีเอาไว้ได้
๒. กลอน ในการแสดงหนังตะลุงของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ) จะเลือกบทกลอนทำนองการขับกลอน ตามแบบโบราณที่ใช้ในการแสดงหนังตะลุง คือ ร่ายโบราณ กาพย์ฉบัง ๑๖ กลอนแปด กลอนกลบท เป็นต้น เพราะกลอน คือ สื่อความไพเราะเพลิดเพลิน เป็นสัญลักษณ์ หนังตะลุงอีกอย่างหนึ่ง
๓. ขั้นตอนในการเล่นในการแสดงหนังตะลุงของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) มีการลำดับ ขั้นตอนในการแสดงตามขนบนิยมไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือ การดำเนินขั้นตอนเริ่มจาก โหมโรง ออกฤๅษี ออกโคพระอิศวร ออกกาศ (ปรายหน้าบท) เกี้ยวจอ ตั้งเมือง แล้วจึงดำเนินเรื่อง ธรรมเนียมเหล่านี้ ล้วนร่องรอยของอิทธิพลพราหมณ์ทั้งสิ้น
๔. ปฏิภาณ นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) เป็นนายที่ใช้บทกลอนเป็นกลอนดน แทบทั้งสิ้น ดังที่ นายอิ่ม ชุมละออ ผู้ใกล้ชิดกับหนังอิ่มเท่ง (อิ่ม จิตต์ภักดี) ได้กล่าวถึงการมีปฏิภาณ ที่ใช้ในการแสดงหนังตะลุงของหนังอิ่มเท่ง (อิ่ม จิตต์ภักดี) ไว้สรุปได้ว่า เพราะเห็นว่าเป็นนิยายเรื่องเดียวกันถ้าเล่นกลอนด้นและไม่แต่งบทกลอนใด ๆให้ก่อนผู้ชมจะชมซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่มีวันเบื่อ เล่นหนังด้วยปฏิภาณ เป็นหลัก เป็นการเล่นด้วยวิญญาณศิลปิน ไม่มีบทแต่งไว้ (คำเรียน) ทำให้การเล่นเป็นธรรมชาติ มีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี

๕. รูปและการเชิดรูป หนังอิ่มเท่ง (อิ่ม จิตต์ภักดี) เป็นนายหนังที่ยังคงใช้รูปหนังตะลุง แบบโบราณ ดังที่ เอียง หนูเจริญ และ แดง สุวรรณรัตน์ ได้กล่าวถึงการเชิดรูปหนังของคณะนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) ไว้สรุปได้ว่า รูปหนังมีขนาดที่เหมาะแก่การเชิดรูปมาก ถ้ารูปใหญ่เกินไปจะเชิดได้ยากจะทำให้สูญเสียศิลปะการเชิดรูปไป ในการเชิดรูปหนังของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) เป็นที่ยอมรับ ของนายหนังตะลุงและนักดูหนังทั่วไปว่าเต็มไปด้วยลีลาที่เป็นธรรมชาติ มีศิลปรูปหนังจะเปลี่ยนเป็นรูปใหญ่ไม่ได้ เพราะจะขาดศิลปะในการเชิด
๖. กาพย์กลอน เนื่องจากหนังอิ่มเท่ง (อิ่ม จิตต์ภักดี) มีนิสัยในการรักการอ่านกลอนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับวรรณคดี จึงสามารถนำบทกลอนที่ไพเราะกินใจจากวรรณคดีมาสอดแทรกเรื่องให้ได้จังหวะ การอ่านกาพย์ กลอนเป็นประจำจะช่วยให้จำคำไว้ไดมาก และเมื่อขับกลอนดน ท่านจะขับได้ดีและเขียนบทกลอนได้ดีอีกด้วย ในการขับบทกลอนของนายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง) จะเขียนไว้เฉพาะหัวเรื่อง เวลาเล่นจริง ๆ ท่านจะว่ากลอนสด ๆ มากกว่า ซึ่งเมื่อขับกลอนแล้วทำให้แตกออกไปได้ขึ้นอยู่กับปฏิภาณหรือความสามารถของนายหนัง การเล่นกลอนผูก นาน ๆ จะทำให้เกิดความเคยตัว จึงทำให้หนังไม่ยั่งยืน ดังที่ นายอิ่ม จิตต์ภักดี (หนังอิ่มเท่ง)กล่าวไว้สรุปได้ว่า การขับบทกลอนหนังตะลุงที่เป็นร้อยกรองยังง่ายกว่าการพูดคุยกัน เพราะตามปกติเมื่อเวลาไม่แสดงหนังตะลุงจะพูดไม่คล่อง ยิ่งเป็นการขับบทกลอนด้วยแล้วจะขับไม่ออก
การสืบทอดศิลปะการแสดงหนังตะลุง นับได้ว่าเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่งของ นายหนังตะลุง จะต้องมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์แขนงต่างๆ นั้น เป็นอย่างดียิ่ง เน้นศิลปการแสดงหนังตะลุง ที่ควรส่งเสริมให้มีการสืบทอดเกี่ยวกับศิลปะการแสดงของนายหนังตะลุงหลายท่าน เพื่อให้เห็นคุณค่า และ มีแนวคิดในการอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปะการแสดงหนังตะลุงต่อไป
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
อิ่ม ชุมละออ, นาย. นักประพันธ์เรื่องหนังตะลุง เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๗๑ (อายุ ๗๘ ปี) บ้านเลขที่ ๙๐ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลรัตภูมิ อำเภอควน เนียง จังหวัดสงขลา ๙๐๒๒๐ บันทึกข้อมูล ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙
ดวน อารมณ์ฤทธิ์,นาย. หนังตะลุง เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๑ (อายุ ๕๘ ปี) บ้านเลขที่ ๕๗ / ๒ หมู่ที่ ๑๗ ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ๙๐๑๑๐ โทรศัพท์ บ้าน ๐ ๗๔๓๒ ๘๑๗๒ โทรศัพท์มือถือ ๐ ๖๒๙๖ ๑๑๘๔ บันทึกข้อมูล ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙
ปฐมพงศ์ ศรีมณี , นาย. หนังตะลุง เกิดเมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ (อายุ ๔๖ ปี)
บ้านเลขที่ ๔๑๓ / ๒แ ถนนไชยศรอุทิศ ๑ หมู่ที่ ๒ ตำบลรัตภูมิ อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ๙๐๒๒๐ โทรศัพท์บ้าน ๐ ๗๔๓๘ ๖๗๗๑ โทรศัพท์มือถือ ๐ ๗๒๘๘ ๓๙๘๖
บันทึกข้อมูล ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๙
ประโช บุญรอง,นาย. หนังตะลุง เกิดเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ (อายุ ๓๘ ปี)
บ้านเลขที่ ๓๒๘ ถนนไชยศรอุทิศ ๑ หมู่ที่ ๒ ตำบลรัตภูมิ อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ๙๐๒๒๐ โทรศัพท์ ๐ ๗๔๓๘ ๖๗๗๑ บันทึกข้อมูล ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๙
เต็กห้อง ปลอดทอง,นาย. เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙ (อายุ ๘๐ ปี) บ้านเลขที่ ๔๑๓ หมู่ที่ ๒
ตำบลรัตภูมิ อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ๙๐๒๒๐ โทรศัพท์ ๐ ๗๔๓๘ ๖๕๙๔
บันทึกข้อมูล ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๙
แพร้ว ปลอดทอง, นาง. เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๘ (อายุ ๕๑ ปี) บ้านเลขที่ ๔๑๓ หมู่ที่ ๒ ตำบลรัตภูมิ
อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ๙๐๒๒๐ โทรศัพท์ ๐ ๗๔๓๘ ๖๔๙๔
บันทึกข้อมูล ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๙
พร ศิริวัฒโณ, นาย. เกิดเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ (อายุ ๔๗ ปี) บ้านเลขที่ ๑๔๗
ถนนเจริญสุข หมู่ที่ ๑๐ ตำบลรัตภูมิ อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ๙๐๒๒๐
โทรศัพท์ ๐ ๗๔๓๘ ๖๔๕๔ บันทึกข้อมูล ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๙
ประนอม คงสม, นาย. กันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๐๖ (อายุ ๔๓ ปี) หมู่ที่ ๒ ตำบลรัตภูมิ
อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ๙๐๒๒๐ โทรศัพท์บ้าน ๐ ๗๔๔๓ ๒๓๔๓
โทรศัพท์มือถือ ๐ ๗ ๒๙๕ ๐๘๐๐ บันทึกข้อมูล ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๙
เจษฎาพร เชื้อเมืองพาน,นาง. เกิดเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ (อายุ ๔๖ปี)
บ้านเลขที่ ๔๕๒ / ๓ ถนนไพศาลบำรุง หมู่ที่ ๒ ตำบลรัตภูมิ อำเภอควนเนียง
จังหวัดสงขลา ๙๐๒๒๐ โทรศัพท์ ๐ ๙๖๕๐ ๐๑๑๘
บันทึกข้อมูล ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๙
ประมวล อารมญ์ฤทธิ์, ดช. เกิดเมื่อวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๖ (อายุ ๑๓ ปี)
บ้านเลขที่ ๕๑ / ๑ หมู่ที่ ๑๗ ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ๙๐๑๑๐
โทรศัพท์ ๐ ๖๖๙๔ ๒๙๓๖ บันทึกข้อมูล ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙
วิทวัส ปริการจันทร์ , ดช. เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๕ (อายุ ๑๔ ปี)
บ้านเลขที่ ๒๕ หมู่ที่ ๒ ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ๙๐๑๑๐
โทรศัพท์ ๐ ๗๔๓๒ ๘๑๗๒ โทรศัพท์มือถือ ๐ ๙๒๙๕ ๖๔๗๘
บันทึกข้อมูล ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙
สมศักดิ์ แก้วรัตนา , นาย. เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๓๓ (อายุ ๑๖ ปี)
บ้านเลขที่ ๗/๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ๙๐๑๑๐
โทรศัพท์ ๐ ๖๒๘๕ ๘๘๕๔ บันทึกข้อมูล ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙
บันลือศักดิ์ นางศรีชาติ , ดช. เกิดเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๕ (อายุ ๑๔ ปี )
บ้านเลขที่ ๒ หมู่ที่ ๑๗ ตำบลท่าช้าง อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา
๙๐๑๑๐ โทรศัพท์ ๐ ๖๒๘๕ ๘๘๕๔ บันทึกข้อมูล ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๙
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    11732 views