พิมพ์

ศิลปะการแสดงรองแง็ง

ชื่อรายการ
ศิลปะการแสดงรองแง็ง
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคใต้
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

รองแง็ง  เป็นการแสดงท้องถิ่นภาคใต้ของไทย มีทั้งในบริเวณ 3 จังหวัดชายแดนตอนล่าง คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และแถบชายฝั่งทะเลตะวันตกทางจังหวัดสตูล ตรัง กระบี่ พังงาและภูเก็ต มีเค้าความเป็นมาจากศิลปะยุโรป แล้วประสมประสานกับวัฒนธรรมอาหรับ ชวา มลายู และไทย ตามหลักการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม จนอาจพูดได้ว่า รองแง็ง เป็นวัฒนธรรมสากล   ที่คนไทยรับจากวัฒนธรรมหลายชาติทั่วโลก  โดยมีจุดพักทางวัฒนธรรมในภาคใต้ของไทย    รองแง็ง จึงเป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างซีกโลกตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน

                   นักประวัติศาสตร์และผู้สนใจการเล่นพื้นบ้านหลายท่านให้ความเห็นว่า พวกฝรั่งสเปน โปรตุเกสและฮอลันดา นักล่าอาณานิคมผู้มากับเส้นทางการค้าเครื่องเทศ เป็นผู้จุดประกายการเล่นชนิดนี้ให้กับชนพื้นเมืองแถบชวา มลายูนี้ก่อน โดยฝรั่งพวกนี้จะมีการจับคู่เต้นรำกันสนุกสนาน ใช้ไวโอลินเป็นดนตรีประกอบ ทำให้ชาวพื้นเมืองนำไปประยุกต์ โดยเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าไปประสมประสานทั้งบทเพลงและดนตรีพื้นเมือง กลายเป็นนวัตกรรมใหม่ที่มีการยอมรับ  เล่นกันแพร่หลายในราชสำนักเจ้าผู้ครองนคร แล้วแพร่หลายไปสู่ชาวบ้านทั่วไป  แม้ว่าทำนองเพลงจะแตกต่างกันไปบ้าง แต่ลีลาเพลงพื้นบ้านยุโรปยังปรากฏอย่างสมบูรณ์ในตัวเพลง  รองแง็ง

 

รองแง็งเข้าสู่เกาะลันตา

                   จากคำบอกเล่าของศิลปินรองแง็งและผู้สูงอายุในพื้นที่ สรุปได้ว่านายบูกาเส็ม      (ไม่ทราบนามสกุล)  ชาวเมืองเกาะ (ปีนัง) ได้เข้ามาที่เกาะลันตา  ประมาณ ๘๐-๙๐ ปี มาแล้ว พร้อมนำซอ (ไวโอลิน) ติดตัวมาด้วย  ตระเวนเล่นซอไปตามหมู่บ้าน  ชาวบ้านเกิดความสนใจ   จึงขอฝึก ซอด้วย นายบูกาเส็ม เป็นคนไม่มีครอบครัว  จึงมีเวลาถ่ายทอดการเล่นซอและการเต้นรองแง็งให้  กับชาวบ้านที่สนใจ  ซึ่งมีทั้งชาวไทยมุสลิมและชาวเล นายลาหมาด  คบคน (สกุลเดิม  ช้างน้ำ)   เป็นชาวเลคนแรกที่ได้รับการฝึกหัดสีซอและขับร้องเพลงรองแง็ง (เดิมเคยเล่นกาบง (คล้ายมโนราห์) และมะโย่ง) แล้วถ่ายทอดการตีรำมะนาให้นายบู่เด็นบุตรชาย และถ่ายทอดการขับร้องเพลงแก่    นางซ้อนะบุตรสาว  ตระกูล  “คบคน”   จึงสืบทอดการเล่นรองแง็งมาถึงทุกวันนี้

                   ในกลุ่มไทยมุสลิม  นายบูกาเส็ม ถ่ายทอดให้แก่นายหมาดเดีย  บุตรหมีนและ    นายยูโสบ  และเกาะ  นายหมาดเดียสอนต่อให้นายปร้าหนี  หลานชาย  และนายจิ  หมาดปีนัง         จนเกิดคณะรองแง็งคณะบ้านหัวแหลม ที่บริเวณเกาะลันตาใหญ่  นายบูกาเส็ม เร่ร่อนไปหลายที่ในจังหวัดใกล้เคียง  ไปที่ไหนก็ถ่ายทอดวิชาให้กับคนแถวนั้น  ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน  นางย่าเหรี้ย  ย่าเส็นชาวบ้านเกาะลันตา ไปเมืองเกาะ (ปีนัง)ได้ฝึกการรำและร้องเพลงรองแง็ง  ต่อมาได้ร่วมกับนายหมาน  กัวลามุดา  นายอาหวัง  กัวลามุดา  ฝึกชาวบ้านผู้สนใจจนรองแง็งแพร่หลายไปทั่วเกาะลันตา

                   หลังจากนั้นการเล่นรองแง็ง  แพร่หลายไปตามเกาะอื่นๆ  เช่น เกาะลันตาน้อย        เกาะกลาง เกาะจำ มีพ่อเพลงแม่เพลง และนักดนตรีเกิดขึ้นหลายคน ศิลปินรองแง็งในอดีตที่ได้รับการกล่าวขานมากที่สุดในการขับเพลงและร่ายรำ ได้แก่  นางบุญเติม ทะเลลึก  นางแลอ๊ะ  ทะเลลึก  เป็นนางรองแง็งที่สวยมีเสน่ห์  เป็นที่ต้องตาต้องใจของหนุ่มๆ ลันตา  นางยิ้เหลียะ  มหาผล        แม่เพลงผู้มีชื่อแห่งเกาะจำ  นางจิ้ว  ประมงกิจ เกาะสิเหร่ ภูเก็ต เป็นต้น

                   มือซอ (ไวโอลิน) ฝีมือที่ดีที่สุดในอดีต คือ  นายปร้าหนี  บุตรหมีน   นายจิหมาดปีนัง  ในระยะที่รองแง็งเกาะลันตาเฟื่องฟู   ครูเนิ่น  เกษสุวรรณ  อดีตผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่เคยนำคณะไปแสดงถึงกรุงเทพฯ ๒ ครั้งในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ และปีพ.ศ. ๒๔๙๘

                   ปัจจุบันรองแง็งที่ยังคงใช้รูปแบบดั้งเดิมในการแสดงที่เกาะลันตามีเหลือเพียง         ๒ คณะ  คือ  คณะสังกาอู้  บ้านหัวแหลมสุด  ต.เกาะลันตาใหญ่  และคณะคลองดาว  ต.ศาลาด่าน  เกาะลันตาน้อย ทั้ง ๒ คณะ เป็นชาวเลทั้งหมด

 

การเคลื่อนที่ทางวัฒนธรรมดังกล่าวมีข้อสังเกตเป็นเหตุผลทางรูปธรรม คือ

                   (๑)  เครื่องดนตรีที่ใช้    ส่วนหนึ่งมาจากทางยุโรป คือ ไวโอลิน (VIOLIN)  อาจมีแมนโดลิน  (MANDOLIN)   และแอคคอเดี้ยน (ACCORDIAN)  เพิ่มมาด้วย กับอีกส่วนหนึ่งเป็นดนตรีเอเชีย คือ รำมะนา และฆ้อง

                   (๒) ท่ารำ        ใช้ลักษณะเคลื่อนไหว ของเท้าเป็นหลักอันเป็นลักษณะวัฒนธรรมแบบฝรั่งรำเท้า ผสมผสานท่ารำด้วยมือแบบเอเชีย

                   (๓) ทำนอง      เป็นทำนองที่มีรากฐานมาจากเพลงพื้นเมืองยุโรปส่วนหนึ่ง ผสมผสานกับเพลงพื้นเมืองมลายูคือเพลงปันตุน (PANTUN) และเพลงพื้นเมืองภาคใต้ของไทย โดยประยุกต์มาเป็นเพลงตันหยงส่วนหนึ่ง

                   (๔)  คำร้อง      เดิมเป็นภาษามลายูจากบทกวีของเพลงปันตุน  ไม่มีแบบแผนการร้องเป็นแบบตายตัว ในขณะร้องจะเคลื่อนไหวคลอไปกับเสียงไวโอลิน ต่อมากลุ่มไทยพุทธและไทยมุสลิมนำมาประยุกต์เป็นคำร้องภาษาไทยเรียกว่า รองแง็งตันหยง เป็นต้น

                   จึงเห็นได้ว่าศิลปะการแสดงรองแง็ง  เกิดขึ้นจากคนหลายกลุ่มหลายเชื้อชาติ ผสมผสานกันไป จนเกิดวัฒนธรรมท้องถิ่นอันเป็นมรดกสืบทอดกันมา รองแง็งที่เล่นกันอยู่ในประเทศไทยมีอยู่ 3 ลักษณะคือ

(๑)  รองแง็งฝั่งอ่าวไทย มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดปัตตานี เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอาณาจักรปัตตานีโบราณ ได้รับอิทธิพลจากมลายูโดยตรง นิยมกันในราชสำนักของเจ้าผู้ครองนคร ใช้จังหวะทำนองเรียบง่าย ไพเราะ ภายหลังแพร่หลายออกไปสู่ชาวบ้าน ปัจจุบันก็พอมีอยู่แต่ก็น้อยลงทุกที เพราะชาวบ้านส่วนหนึ่งเห็นว่าการร้องรำขัดกับหลักการทางศาสนา ที่มีอยู่ก็เหลือเพียงการบรรเลงดนตรีและร่ายรำประกอบเท่านั้น การขับร้องมีน้อยมาก

(๒) รองแง็งฝั่งอันดามัน  มีจุดศูนย์กลางอยู่เกาะลันตา  จังหวัดกระบี่ ได้รับอิทธิพลมาจากมลายูเช่นเดียวกัน โดยผ่านทางกลุ่มชาวเล และไทยมุสลิม เป็นรองแง็งสายชาวบ้าน ไม่ค่อยพิถีพิถันในการแสดงเหมือนสายราชสำนัก แต่ยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิม คือมีการบรรเลงดนตรี ร่ายรำประกอบขับร้องเป็นเพลงปันตุงอยู่ แต่ปัญหาก็คือพ่อเพลงแม่เพลงนักดนตรีล้วนสูงอายุทั้งสิ้น

(๓) รองแง็งตันหยง  เป็นการเล่นรองแง็งประยุกต์จากรองแง็งฝั่งอันดามันโดยผสมผสานวัฒนธรรมหนังตะลุง  มโนราห์  ลิเกป่า เข้าไปในจังหวะทำนอง  และแต่งเนื้อร้องเป็นภาษาไทย โดยใช้  ฉันทลักษณ์ของเพลงกล่อมเด็กภาคใต้  มักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า “ตันหยง” ซึ่งแปลว่าดอกพิกุล จึงเรียกว่า รองแง็งตันหยง  นอกจะใช้จังหวะทำนองแบบเดิมแล้ว  ยังประดิษฐ์จังหวะ ทำนองใหม่ๆขึ้นมาใช้เองอีกด้วย

การเล่นรองแง็งทั้ง 3 ประเภทนี้ แม้ว่าจะมีรูปแบบต่างๆกันไปบ้างก็มีต้นเค้ามาจากวัฒนธรรมยุโรป ชวา มลายู มีจุดพักอยู่ในประเทศไทยทั้งสองฟากฝั่งมาเป็นเวลาช้านานนับร้อยปี จึงเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ควรอนุรักษ์และสืบสานต่อไป

ประวัติความเป็นมา
คณะลูกแก้วโชว์ มีนายอาลัย ไกรบุตร (ดาอ้า) เป็นหัวหน้าคณะ เกิดวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๖๙ ที่บ้านคลองยวน ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เป็นบุตรของนายจ้อ และนางปีป ไกรบุตร ครอบครัวมีอาชีพ ทำประมง ได้สมรสกับ นาง สาวทุ่ม ไกรบุตร มีบุตร๓ คน ชาย ๒ คน (เสียชีวิตแล้ว) หญิง ๑ คน คือ นางน้ำทิพย์ ไกรบุตร
ประวัติการศึกษา
นายอาลัย ไกรบุตร จบการศึกษาชั้นประถมปีที่ ๔ จากโรงเรียนบ้านคลองยวน ตำบล ตลิ่งชัน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่
ประวัติการฝึกการแสดง
เริ่มหัดสีไวโอลีน กับครูกะเส็ม (ชาวมาเลเซีย) เมื่ออายุประมาณ ๑๓-๑๔ ปี ที่บ้านคลองยวน ที่เข้ามาในตำบลและตระเวนเล่นซอไปในหมู่บ้าน จึงเกิดความสนใจ ขอฝึกสีไวโอลีน รำมะนา และหัดขับร้องเพลงจนชำนาญ เมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ก็ สามารถรับเล่นรองแง็ง ในหมู่บ้านและหมู่บ้านใกล้เคียง โดยได้ฝึกขับร้องเป็นภาษาไทย และได้หัดให้ภรรยาขับร้องและรำรองแง็งด้วย หลังจากแต่งงานได้ ๓-๔ ปี ก็ได้ย้ายมาอยู่บ้านเกาะไทร กับพี่สาวภรรยา และเข้าทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จังหวัดกระบี่ (ลิกไนต์) ในตำแหน่งพนักงานเดินเครื่อง หลัง จากทำงานประจำแล้วทำให้รับ แสดงรองแง็งน้อยลง จะรับเฉพาะหลังเลิกจากทำงาน และไม่รับงานต่างจังหวัด จนกระทั้งเกษียณอายุ จึงได้เริ่มตั้งคณะใหม่ขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “คณะลูกแก้วโชว์” ได้ฝึกนักดนตรีชุดใหม่ พร้อมนางรำชุดใหม่ และรับแสดงเรื่อยมาจนปัจจุบัน ซึ่งได้มีการจ้างไปเล่นในจังหวัดต่างๆ เช่น จังหวัดตรัง พัทลุง สตูล พังงา ภูเก็ต และกรุงเทพมหานคร
ปัจจุบันถึงแม้อายุล่วงเลยมาถึง ๘๐ ปี แล้ว นายอาลัย ไกรบุตรก็ยังรับการแสดงอยู่ และเป็นที่น่าเสียดายมากที่ไม่มีลูกหลานสนใจที่จะฝึกสีซอ(ไวโอลีน) เลย ส่วนมากจะขอหัดเพียงท่ารำและดนตรีจะใช้การเปิดเทปแทน ในขณะนี้ได้ไปถ่ายทอดการรำให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านเกาะไทร และกลุ่มแม่บ้านคลองเสียด ด้วย
สถานที่ติดต่อ รองแง็งคณะลูกแก้วโชว์ ๖๓ หมู่ ๙ ตำบล ปกาสัย (บ้านเกาะไทร) อำเภอ เหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ๘๑๑๓๐ โทรศัพท์ ๐๗ ๒๖๗๔๙๕๓, ๐๙ ๒๙๒๒๘๔๘

เพลงที่คณะลูกแก้วโชว์ทำการบันทึกซีดี
๑. ลาฆูดัว
๒. ลาฆูมะอินัง
๓. ลาฆูปารี
๔. ลาฆูดัวปาลิด
๕. ลาฆูแชมเปี้ยน
๖. ลาฆูสร้อยระกำ
๗. ลาฆูซินาโด้ง
๘. ลาฆูยาโง้ง
๙. ลาฆูปารีหาดยาว
ซึ่งเพลงที่ ๑ และ๒ คือลาฆูดัว และลาฆูมะอินังจะเป็นเพลงไหว้ครู โดยจะต้องเล่นก่อนทุกครั้งและเมื่อจบการแสดง ก็จะส่งครูหรือเพลงลา อีกครั้งโดยจะเล่นลาฆูดัวเป็นเพลงสุดท้ายทุกครั้งไป
ข้อมูลอื่นๆ ของรองแง็งคณะลูกแก้วโชว์
โดยทั่วไปสมาชิกในคณะลูกแก้วโชว์ จะประกอบอาชีพอื่นๆ อาทิเช่น เกษตรกร ประมง รับจ้าง แม่บ้าน ฯลฯ แต่เมื่อหัวหน้าคณะได้ไปรับงานก็จะติดต่อสมาชิกในวง เพื่อแจ้งให้ทราบว่าจะมีงานที่ไหน ก็จะมีการนัดซ้อมกันก่อนวันแสดง ส่วนการรับงานและการตกลงราคา การแสดงหัวหน้าคณะจะเป็นผู้จัดการเพียงคนเดียว ราคาในการรับงานในขณะนี้ จะอยู่ที่ ๗,๐๐๐ – ๙,๐๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางที่จะไปแสดง และจำนวนเวลาในการร้องรำ บางงานก็ให้มีการแสดงทั้งคืน ซึ่งงานที่เจ้าภาพรับไปนั้นมีหลายประเภท เช่น งานแต่ง งานบวช งานวัด งานสมโภช หรือการรื่นเริงต่างๆ เป็นต้น เจ้าภาพที่รับไปมีหลายจังหวัดด้วยกัน ดังนี้ จังหวัดกระบี่ ตรัง พัทลุง สตูล พังงา ภูเก็ต ฯลฯ

ประวัติความเป็นมาของคณะสังกาอู้
คณะสังกะอู้ มีนายมะหวี ทะเลลึก เป็นหัวหน้าคณะ เกิดเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ที่บ้านสังกะอู้ หมู่ที่ ๗ ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ได้สมรสกับนาง แมะหยิ ทะเลลึก ประกอบอาชีพ ประมง
ประวัติการฝึกการแสดง
หัดไวโอลิน ด้วยความสนใจ จากที่ได้นั่งฟังคนอื่นๆเล่นกัน จึงฝึกด้วยตนเองจนมีความชำนาญ และได้ชักชวนพรรคพวกร่วมก่อตั้งคณะขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ นักดนตรี และนางรำ บางคนที่มีอายุมากไม่สามารถเล่นดนตรี/รำได้

เพลงที่คณะสังกะอู้ทำการแสดง
๑. ลาฆูดัว
๒. ลาฆูมะอินัง
๓. ลาฆูบุหรงปูเต๊ะ
๔. ลาฆูเจอไรกาแซะ
๕. ลาฆูแลงอังกางโกง
๖. ลาฆูแจ๊ะอ๊ะ
๗. ลาฆูกะลั๊กตั๊กตั๊ก
๘. ลาฆูกีตาซายัง
๙. ลาฆูตาปูแจ๊ะมาหมาด
๑๐.ลาฆูสะปาอีตู
๑๑.ลาฆูกาโยะซัมปัน
๑๒.ลาฆูซิตีปาโย่ง
๑๓.ลาฆูตะแบะ
ซึ่งเพลงที่ ๑ และ๒ คือลาฆูดัว และลาฆูมะอินังจะเป็นเพลงไหว้ครู โดยจะต้องเล่นก่อนทุกครั้งและเมื่อจบการแสดง ก็จะส่งครูหรือเพลงลา
ข้อมูลอื่นๆ ของรองแง็งคณะสังกาอู้
โดยทั่วไปสมาชิกในคณะสังกาอู้ จะประกอบอาชีพประมง แต่เมื่อหัวหน้าคณะได้ไปรับงานก็จะติดต่อสมาชิกในวง เพื่อแจ้งให้ทราบว่าจะมีงานที่ใด แสดงกี่วัน เป็นต้น ส่วนการรับงานและการตกลงราคา การแสดงหัวหน้าคณะจะเป็นผู้จัดการเพียงคนเดียว ราคาในการรับงานในขณะนี้ จะอยู่ที่ ๖,๐๐๐ – ๙,๐๐๐ บาท ขึ้นอยู่กับระยะทางที่จะไปแสดง และจำนวนวัน เวลาในการร้องรำ ซึ่งงานที่เจ้าภาพรับไปนั้นมีหลายประเภท เช่น งานแต่ง งานบวช งานวัด งานสมโภช หรือการรื่นเริงต่างๆ เป็นต้น เจ้าภาพที่รับไปมีหลายจังหวัดด้วยกัน ดังนี้ จังหวัดกระบี่ ตรัง พัทลุง สตูล พังงา ภูเก็ต ฯลฯ การแสดงของคณะสังกาอู้ยังเป็นการร้องรำแบบดั้งเดิม ที่มีคำร้องเป็นภาษามลายู บทเพลงก็จะมีความหมายในเรื่องของความรักระหว่างหนุ่มสาว ธรรมชาติรอบๆตัว เป็นต้น
สาขา/ประเภท
ขนบ
การเล่นรองแง็งในรุ่นแรกๆ เป็นการสมัครเล่นสนุกสนานกันในกลุ่มเด็กๆ ในหมู่บ้าน ไม่มีรูปแบบอะไรมากนัก เมื่อการแพร่กระจายเกิดขึ้น มีการรวมตัวกันอย่างถาวร ถึงขนาด “เดินโรง” ไปแสดงตามที่ต่างๆ ที่มีเจ้าภาพรับไป รองแง็งจึงปรับขบวนการให้เป็นรูปแบบมากขึ้น พอจะแยกเป็นประเด็นได้ดังนี้
(๑) ผู้แสดง
รองแง็งคณะหนึ่ง ๆ มีผู้แสดงไม่แน่นอน แล้วแต่ฝึกผู้รำไว้เท่าใดอย่างมากประมาณ ๑๐- ๑๕ คน รวมทั้งนักดนตรี ซึ่งมีจำนวนเท่ากับเครื่องดนตรี และลักษณะที่ปรากฏชัดบนฝั่งทะเลอันดามัน พ่อเพลงกับมือซอ (ไวโอลิน) มักจะเป็นบุคคลเดียวกัน คณะลูกแก้วโชว์ มีผู้แสดงทั้งหมด ๙-๑๑ คน รวมนักดนตรีและแม่เพลง คณะสังกะอู้ มีผู้แสดง ๑๐- ๑๒ คน รวมนักดนตรีและพ่อเพลง
(๒) ดนตรีรองแง็ง
มีไม่มากนักที่สำคัญได้แก่ ไวโอลิน (ซอ) ปกติมี ๑ ตัว ของพ่อเพลง ลักษณะเด่นคือ ผู้บรรเลงไม่มีความรู้เรื่องตัวโน๊ต อาศัยความชำนาญฝึกเทียบเสียงเองโดยการจำ รำมะนา จำนวน ๒ ตัว และฆ้อง ๑ ใบ ตามปกติฆ้องเป็นตัวกำหนดให้ผู้เต้นก้าวเท้าไปตามจังหวะลีลา ถ้าไม่มีฆ้องก็สามารถเล่นรองแง็งได้ แต่ขาดรสชาติลงไป
(๓) โรงหรือเวที
เดิมเล่นบนลานดินหรือชายหาดในยามค่ำคืน เมื่อมีการรับคณะรองแง็งไปเล่นในโอกาสอื่นๆ จึงมีการยกพื้นเวทีให้สูงขึ้นเหมือนเวทีรำวง เพื่อความสะดวกของผู้ชมด้วย
(๔) โอกาสในการแสดง
รองแง็งแสดงได้ทุกงานทุกโอกาส เช่นเล่นเพื่อความสนุกสนานในหมู่บ้าน งานเทศกาล เปิดตัวสินค้า ประชาสัมพันธ์ธุรกิจหรือการท่องเที่ยว เป็นต้น
(๕) การฝึกร้องรำและดนตรี
การฝึกท่าเต้นเริ่มจากท่าพื้นฐานง่ายๆ คือการเดิน การใช้มือ ใช้เท้าเหมือนการฝึกกิจกรรมเข้าจังหวะจนเกิดความชำนาญ ท่ารำดั้งเดิมก็ฝึกการร้องเพลง หัดต่อกลอนปากเปล่า เพราะอาจจะต้องปะทะคารมกับผู้ชมที่เป็นนักกลอนเข้าก็ได้ สำหรับนักดนตรีซ้อมกันตามโอกาส นักดนตรีใหม่มักถ่ายทอดกันตัวต่อตัวจนชำนาญจึงออกงาน
(๖) การแต่งกาย
ถ้าแสดงในหมู่บ้านมักแต่งกายตามสะดวก ภายหลังได้มีการพัฒนาการแต่งกายให้ ดูดีขึ้น ผู้หญิงจะนุ่งผ้าปาเต๊ะ เสื้อแบบมลายูท้องถิ่น ผู้ชายไม่มีรูปแบบแน่นอน มีทั้งนุ่งโสร่งและกางเกง ในกรณีไปแสดงต่างถิ่น ผู้หญิงจะนุ่งผ้าปาเต๊ะหรือย่าหยาประยุกต์ เสื้อแขนยาวลายดอกไม้ มีผ้าลูกไม้คลุม ศีรษะหรือคล้องคอ ปัจจุบันนางรำบางคณะเปลี่ยนผ้าถุงมาเป็นกระโปรง ทำแบบหางเครื่องเพลงลูกทุ่งก็มี คณะลูกแก้วโชว์ ชุดของนางรำ มีทั้งผ้าถุง และกระโปรง แล้วแต่ ผู้ว่าจ้างจะกำหนดมา สำหรับคณะสังกะอู้ ยังรักษาแบบดั่งเดิมอยู่ ชุดนางรำยังเป็นผ้าปาเต๊ะ และเสื้อ แขนยาวลายดอกไม้
(๗) ขนบนิยมการไหว้ครู
เกิดขึ้นเมื่อมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมไทยแล้วรองแง็งจะเริ่มบรรเลงด้วยเพลงในลาฆู (จังหวะทำนอง) และรำเฉพาะนางรำ คือ
๗.๑ ลาฆูดัว (ดูวา/ดูวอ) เป็นเพลง ๒ จังหวะ เป็นเพลงแรกทุกครั้ง
๗.๒ ลาฆูมะอินัง เป็นเพลงที่สอง จะใช้ “มะอินัง” ชนิดใดก็ได้ เช่น มะอินังลูมูต, มะอินังยาวา, มะอินังซายัง เป็นต้น
๗.๓ ลาฆูบูหรงปูเต๊ะ เป็นเพลงที่สาม หลังจากนั้นจะบรรเลงเพลงอะไรก็ได้ตามใจชอบ จนกระทั้งปิดการแสดงจะร้องเพลงลา เรียกว่า “ลาฆูตะเบ๊ะอินเจ๊ะ” หรือ ลาฆูซายังลา” มักเลือกเอาเพลงที่มีเนื้อหาประทับใจมาร้อง ปัจจุบันการร้องเพลงไหว้ครู ๓ เพลงแรกดูจะไม่เคร่งครัดนัก ทั้งนี้เพราะการเล่นรองแง็งแบบเดิมกำลังจะหมดไป

คีตกรรมในการแสดงรองแง็งฝั่งอันดามัน
เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการเล่นรองแง็งฝั่งอันดามันประกอบด้วย “ไวโอลิน” ชาวบ้านเรียกว่า “ซอ” รำมะนา ๒ ใบ แบ่งเป็นรำมะนาใบเล็ก (ตัวผู้/ตัวพี่) และรำมะนาใบใหญ่ (ตัวเมีย/ตัวน้อง) และ ฆ้อง
ในการขับเพลงใช้ไวโอลินเป็นทำนองหลัก นักดนตรี นางรำ และคนขับก็จะฟังเสียงฆ้องเป็นจังหวะหลัก ให้ประสานกลมกลืนกัน ในบทเพลงเดียวกัน แต่แสดงต่างวาระและโอกาสจะแตกต่างกันไปบ้าง เนื่องจากคณะดนตรีจำเป็นต้องรอคนขับเพลงเลือกบทเพลงที่ตัวเองจดจำคำร้องได้ มาขับให้เข้ากับทำนอง บางครั้งคนขับเพลงนำคำร้องมาใส่ตามทำนองไม่ทัน นายซอจะต้องสีไวโอลินสอดแทรกเข้ามา เมื่อคนขับเริ่มขับเพลง นายซอจึงสีไวโอลินคลอไปกับทำนองหลักของคำร้อง บางครั้งคนขับเพลงต้องรอให้นายซอสีเฉพาะทำนองจนจบแล้วค่อยเริ่มขับบทเพลงในการบรรเลงซ้ำครั้งต่อไป ส่วนมือรำมะนาจะถือโอกาสสอดแทรกลูกเล่นในการตีกลอง ในขณะที่เพลงดำเนินไปในช่วงเฉพาะเสียงไวโอลินไม่มีคนขับเพลง กระตุ้นให้เหล่านางรำร่วมร่ายรำอย่างสนุกสนานต่อเนื่อง ไม่กำหนดตายตัวว่าในแต่ละเพลงจะต้องร้องซ้ำทำนองกี่ครั้ง ร้องรำกันจนหมดแรงก็มี
ชาวบ้านจะเรียกทำนองเพลงรองแง็งว่า “ลาฆู LAGU” ซึ่งแปลว่า “เพลง” นำหน้าบทเพลงต่างๆ เช่น ลาฆูดัว ลาฆูมะอินัง ลาฆูปารีหาดยาว ลาฆูสร้อยระกำ ฯลฯ เมื่อ นักดนตรีเริ่มบรรเลงลาฆูไหน คนขับเพลงจะต้องใส่คำร้องให้เข้ากับทำนองลาฆูนั้น เพลงรองแง็งส่วนใหญ่จะใช้โครงสร้างของบันไดเสียงทางเมเจอร์และไมเนอร์ ซึ่งจะบรรเลงอยู่ในบันไดเสียง A, AM, C, G, GM,EM และ D เป็นหลัก ทั้งนี้เพราะสะดวกในการใช้ไวโอลิน บางครั้งจะมีโน้ตออกบันไดเสียงแทรกเข้ามาบ้าง ทั้งนี้ เพราะว่านายซอชาวบ้านใช้วิธีจดจำทำนองที่สืบทอดกันมา ประกอบกับทักษะในการใช้ไวโอลินไม่ได้มาตรฐาน นายซอส่วนใหญ่จะจัดระดับเสียงตัวโน้ตโดยเทียบเป็นเสียง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา จนบางครั้งทำให้เพลงรองแง็งในลาฆูเดียวกันมีท่วงทำนองแตกต่างกันไปบ้าง
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
เพลงรองแง็ง มีส่วนโครงสร้างหลักๆของทำนอง ๓ ประการคือ
(๑) ส่วนหัวของเพลง
คือส่วนทำนองที่ใช้เริ่มต้นก่อนที่จะมีคำร้อง นายซอจะสีไวโอลินเดี่ยวเพื่อเตรียมความพร้อม อาจจะเริ่มต้นสีสายเปล่าที่ ๑ และ ๒ พร้อมกัน เพื่อเทียบเสียงไปในตัวแล้วจึงบรรเลงทำนองหลักของลาฆูนั้น ๑-๒ เที่ยว แล้วตามด้วยโครงสร้างส่วนต่อไป
(๒) ส่วนกลางของเพลง
คือส่วนทำนองที่มีคำร้องทั้งหมด ซึ่งบางครั้งจะเว้นช่องทำให้เสียงไวโอลินสอดแทรกเข้ามาเป็นระยะสั้นบ้างยาวบ้าง แล้วกลับมาเริ่มต้นที่ทำนองหลักใหม่ ซ้ำไปซ้ำมา คนขับจะเปลี่ยนบทไปเรื่อยๆ บนทำนองเดิมจนจบการบรรเลง
(๓) ส่วนท้ายของเพลง
คือส่วนทำนองที่ไม่ใช้ทำนองหลักในบทเพลง จะอยู่ท้ายสุดของทำนองก่อนจะจบเพลงประมาณ ๒-๔ ห้องเพลง นายซออาจใช้ทำนองที่แตกต่างกัน แต่จะมีโน้ตหลักๆ ใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่จะดำเนินทำนองเข้าตัวโน้ตหลักของบันไดเสียงนั้นๆ ทั้งนี้นายซอต้องการบอกให้ทราบว่าบทเพลงกำลังจะจบลงให้ทุกคนเตรียมความพร้อมที่จะจบการแสดงอย่างลงตัว

จังหวะเพลงรองแง็ง
การเต้นหรือรำตามเพลงรองแง็งนั้น จะใช้การเคลื่อนไหวทั้งลำตัว มือและเท้าไปตามจังหวะของบทเพลงนั้นๆ รองแง็งฝั่งอันดามันจะไม่ค่อยเคร่งครัดในรูปแบบมากนัก เพราะเป็นรองแง็งแบบชาวบ้าน การรำก็ไม่จำกัดว่าต้องรำคู่ชายหญิงกันครบทุกคู่ตายตัว ในวงรำชาวบ้านจะเปิดโอกาสให้ผู้ชมขึ้นไปร่วมรำหรือเต้นตามจังหวะที่ถนัด หรือร่วมร้องเพลงโต้ตอบกับนางรำ และไม่จำกัดคนขึ้นไปร่วมเต้น ในเวทีชาวบ้านผู้ขึ้นไปร่วมสนุกก็ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องท่าเต้นที่เป็นแบบแผน เป็นการเต้นตามความถนัดของตน
แต่อย่างไรก็ตาม สมาชิกในคณะก็มีรูปแบบท่ารำประกอบแต่ละเพลงว่าจะเคลื่อนไหวมือเท้าอย่างไร จากการศึกษาท่าเต้นของนางรำจากบทเพลงพื้นฐานพบว่า
(๑) เมื่อเริ่มแสดงนางรำจะหันหน้าเข้าหาคนดูก่อน ต่อมาจึงรำไปรอบๆอย่างอิสระ
(๒) เริ่มแสดงเพลงแรก ถ้านางรำหลายคน ก็จะยืนเข้าแถวเรียงเดี่ยวหันเข้าหาคนดูก่อน เพื่อเป็นการรำแนะนำตัวหรือเป็นการคารวะ
(๓) เมื่อการแสดงดำเนินไป นางรำมักตั้งแถวคู่ หันหน้าเข้าหากัน รำเดินเข้าหาหรือถอยห่างจากกัน ตามจังหวะลีลา
(๔) ในการรำเต็มรูปแบบ มีหญิงชายหลายคนก็มักตั้งแถวคู่หันหน้าเข้าหากันยืนตรงกันเป็นคู่ รำเข้าหาหรือถอยห่างกันบางครั้งอาจเดินสวนหรือเปลี่ยนที่กัน
(๕) บางเพลงอาจรำหมุนเป็นวงกลมแทนการตั้งแถว เช่น เพลงกาโยะซัมปัน เพลงกะลั๊กตั๊กตั๊ก เป็นต้น
(๖) แม่เพลงอาวุโส มักเป็นผู้เริ่มรำและขับเพลงไหว้ครูก่อน จากนั้นอาจร่วมรำในหมู่รำโชว์ในเพลงช้า หรือแยกไปรำและขับเพลงใกล้ๆนายซอ
(๗) การตั้งแถวรำ หรือจับคู่อย่างเป็นระเบียบมักเป็นในช่วงแรกๆ เมื่อบรรยากาศสนุกสนาน อาจแยกรำกันเป็นอิสระเป็นคู่หรือเป็นกลุ่มได้
จังหวะดั้งเดิมของรองแง็ง มาจากจังหวะในการเต้นระบำปลายเท้าของยุโรปผสมกับจังหวะกลางของอาหรับ ผ่านมาทางอินโดนีเซียและมาเลเซีย ผสมกับจังหวะรำมะนาชาวเลจนเกิดจังหวะในบทเพลงรองแง็งฝั่งอันดามัน มีรายละเอียดของการหยอกล้อระหว่างรำมะนา ๒ ใบ มือรำมะนาสามารถเลือกใช้เสียงในแต่ละใบได้ถึง ๕ เสียง โดยมีไวโอลินและคนขับเพลงเป็นตัวประสานกลมกลืนกันอย่างลงตัว จังหวะรองแง็งฝั่งอันดามันพอจะแยกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้
(๑) กลุ่มจังหวะลาฆูดัว
ใช้บรรเลงร่วมกับเพลงลาฆูดัวต่างๆ เท่านั้น เช่น ลาฆูดัวธรรมดา ลาฆูดัวเทศ ลาฆูดัวกัวลาลัมโป้ เป็นต้น แบ่งช้าเร็วออกเป็น ๒ ส่วน คือ เร็ว ปานกลางและค่อนข้างเร็ว


(๒) กลุ่มจังหวะมะอินัง
ใช้บรรเลงร่วมกับมะอินังต่างๆเท่านั้น เช่น มะอินังธรรมดา มะอินังซานัง มะอินังลูมูต เป็นต้น เป็นจังหวะค่อนข้างเร็วทั้งเพลง โดยเฉพาะช่วงท้ายผู้ตีจะรุกใช้เร็วขึ้น
(๓) กลุ่มจังหวะบุหรงปูเต๊ะ
ใช้บรรเลงพื้นฐานของการบรรเลงรองแง็งในลาฆูต่างๆ ประยุกต์ให้เข้ากับบทเพลงทั้งอดีตและปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะสามารถยืดหยุ่นตัวโน้ตให้สั้นหรือยาวขึ้นได้
(๔) กลุ่มจังหวะเฉพาะ
จะใช้บรรเลงกับเพลงที่มีรูปแบบพิเศษกว่า ๓ กลุ่มข้างต้น บางทีก็เลือกเอาจังหวะทั้ง ๓ กลุ่มมาผสมผสาน ส่วนใหญ่จะใช้เพลงที่มีอายุเก่าแก่ ใช้กับการเต้นรำต้นตำรับแบบดั้งเดิม ปัจจุบันค่อนข้างจะหาคนตีกลองในจังหวะพิเศษนี้ยาก เช่น เพลงซาปาอิตู้, เพลงกาโยะซัมปัน,เพลงปารูงาเจ เป็นต้น
ทั้งสี่กลุ่มจังหวะนี้ไม่สามารถระบุความเร็วช้าที่เป็นมาตรฐานตายตัวได้ เนื่องจากโอกาสความพร้อมในการแสดงแต่ละครั้งแตกต่างกัน นักดนตรีเหล่านี้บรรเลงโดยไม่อาศัยตัวโน้ตอาศัยประสบการณ์ที่จดจำกันมาซึ่งมีไม่เท่ากัน จึงยากในการบันทึก

วรรณกรรมในศิลปะการเล่นรองแง็งฝั่งอันดามัน
เพลงรองแง็งเป็นมุขปาฐะที่ถ่ายทอดจากปากต่อปาก มิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น ยังสอดแทรกสาระวิถีชีวิตในสังคมเอาไว้ด้วย บทบาทของเพลงรองแง็งจึงทำหน้าที่เป็นทั้งสื่อความรักระหว่างหนุ่มสาวและเป็นสื่อในการสร้างปทัสถานทางสังคมไปด้วย ขอแยกเนื้อหาสารัตถะจากเพลงรองแง็ง ให้เห็นเป็นตัวอย่างดังนี้
เพลงปันตุน PANTUN
ปันตุน ปันตน หรือปาตง เป็นบทกวีมลายูมี ๕ ชนิด คือ ปันตุน ๒ วรรค ๓ วรรค ๔ วรรค ๖ วรรค และปันตุนต่อเนื่อง ข้อความไพเราะกะทัดรัด แต่ละวรรคมีคำระหว่าง ๔ คำหรือ ๘-๑๒ พยางค์ นำไปใช้ประกอบการแสดงได้หลายเรื่อง ลักษณะพิเศษก็คือมีบทที่เป็นกระทู้ใน ๒ วรรคแรก และบทสรุปใน ๒ วรรคหลัง เนื้อหาของกระทู้อาจจะสัมพันธ์กับบทสรุปหรือไม่ก็ได้ เช่น

KALAU ADA JARUM PATAH,
JANGAN SIMPAN ADI DALAM PATI.
KALAU ADA PANTUN SA PATAH,
JANGAN SIMPAN ADI DALAM HATI.
กาเลา อะดา จารุม ปาตะเฮ
ยางัน ซิมปัน ดี ดาลัม เปอตี
กาเลา อะดา ปันตุน ซะปาต๊ะฮ
ยางัน ซิมปัน ดี ดาลัม ฮาตี
ข้อความข้างบนมีความสัมพันธ์กับทุกวรรคแปลว่า
“เข็มหักไม่ควรเก็บไว้(ในหีบ)(ฉันใด)
เพลงรัก, ความรักไม่ควรเก็บไว้ในใจ (ฉันนั้น)”

ANAK BURUK DI KAYA LINDANG,
TURUN MANI DI DALAM PAYA.
HODOH BURUK DI MATA ORANG,
CANTIK PUTIK DI MATA SAYA.
อานะ บือโระ ดี กายา ลินดัง
ตูรน มานี ดี ดาลัม ปายา
ฮูโดะฮ บูโระ ดี มาตา ออรัง
จันเตะ ปูเตะ ดี มาตา ซายา
ข้อความสองวรรคบน กับข้อสรุปสองวรรค ล่าง เนื้อหามิค่อยสัมพันธ์กันมากนัก แปลว่า
“วานรน้อยบนกิ่งไม้
ขยับไต่ลงมาถึงบึงน้ำ
คนอื่นว่าน่าเกลียด
ฉันว่า(เธอ)สวยเสมอ”


ส่วนปันตุนต่อเนื่องเนื้อหาจะสัมพันธ์กันไปในหลายๆวรรค เช่น
“ZAMAN ZAMAN TEKUKUR MATI.
MATI_BEWAH TERONG PERAT:
ZAMAN ZAMAN RAJA JAHORE MARI
MARI MEMBUNOH DANG SIRAT
DARI PATANI KA_TANJONG KADIS;
DI_TIUP ANGIN SALATAN DAYA
DARI MULA IA_NYA MAVIS
KEPADANYA SULTAN KENA PADAVA.1”
“ดลคราทิวาสมัย นกเขาใหญ่มามรณา
ณ ใต้กอพฤษา มะเขือเทศอนิจจัง
ดลคราอนาถโอ้ จอมยะโฮร์เสด็จยัง
มาปลิดพธู “ดัง ซีรัต”ลับดับลงแล้ว
ตานีจากนี้ตรง สู่ตันหยงกาดีสแน่ว
รินรินลมแผ่วแผ่ว อาคเนย์ทิศที่หมาย
แรกเริ่มพัดรวยรื่น ชวนชมชื่นหอมกำจาย
โอ้ราชหลงงมงาย นี่แหละหนอเสน่ห์นาง
สำหรับในเพลงรองแง็งที่มีเนื้อหาเป็นเชิงต่อเนื่องขับร้องติดต่อกันไปก็มีอยู่บ้าง เช่น
“ติงฆี ติงฆี มาตา ฮารี
อานะ กรือบาว มาตี ตาร์ตำมัด
ซางัด ลามา ซายา บือจารี
บารู สการัง ซายา บือตาปัต
อานะ กรือบาว มาตี ตาร์ตำมัด
มาตี ตือซือเล็ต ซึบึอละ ปาดัล
บารู สการัง ซายา บือตาปัต
สปัรตี ญาวา ปูลัง ตูโบบาตัน”

“ตะวันสายจนบ่ายคล้อย
กระบือน้อยมามรณา
ดั้นด้นฉันค้นหา
บัดนี้พบประสบพลัน
กระบือน้อยเจ้าบรรลัย
ณ ที่ใต้กอปาหนัน
เมื่อพบประสบกัน
เสมือนชีพยังคงชนม์”

เนื้อหาสารัตถะในเพลงปันตุนมีหลากหลาย มีทั้งความรัก คำสอน สุภาษิต สนุกสนานหรือเสียดสีสังคม ขึ้นอยู่กับผู้ใช้จะหยิบมาใช้กับสถานการณ์ใด เช่น
“ดารี มานา ดาตัง จินตา
ดารี ปาญา ตูรน กือปาตี
ดารี มานา ดาตัง จินตา
ดารี มาตา ตูรน ตือฮาตี”
“ความรักมาจากไหนใครรู้บ้าง
จากบึงบางท้องทุ่งมุ่งฝันหา
จากหนไหนความถวิลจินตนา
จากดวงตาก็รู้ทั่วถึงหัวใจ”
บทนี้แสดงทรรศนะให้เห็นว่าความรักนั้นไม่ต้องไปค้นหาที่ใด ดูจากดวงตาก็รู้ ไปถึงใจ
“ปีซัง มัส บาวะ เบอยาลัต
มาซะ สะบิยี ดี_ดาลัม ปตี
อูตัง มัส ดะปัต ดี_บายัต
อูตัง บูดี ดี_บาวะ มาตี”
“กล้วยทองเป็นเสบียงเดินทางไป
เพียงใบสุกอยู่บนหีบนั่น
หนี้เงินทองปองใช้ได้หมดพลัน
หนี้บุญคุณต้องใช้กันจนวันตาย”
บทนี้แสดงทรรศนะว่า บุญคุณเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ ปลดได้ยากยิ่ง เป็นหนี้เงินทองใช้กันได้หมด แต่หนี้บุญคุณใช้กันจนตาย

รองแง็งตันหยง นวัตกรรมใหม่บนฝั่งทะเลอันดามัน
รองแง็งแบบดั้งเดิมแม้ว่าลักษณะการแสดงจะเป็นแบบชาวบ้าน ไม่เคร่งครัดในรูปแบบเหมือนรองแง็งราชสำนัก แต่ก็ยังใช้ท่ารำและบทเพลงดั้งเดิมคือใช้เพลงปันตุนเป็นภาษามลายูเรียกกันทั่วไปว่า “ขับแขก” ต่อมาได้มีผู้คิดบทเพลง โดยใช้ทำนองว่า ใส่เนื้อร้องเป็นภาษาไทย เลียนแบบฉันทลักษณ์ของเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ใช้คำขึ้นต้นว่า “ตันหยง/บุหงา/ปารีตตันหยง” (บางถิ่นออกเสียงเป็น “ตันโหย้ง”)
ตันหยงเป็นเพลงเนื้อหาภาษาไทย ที่พ่อเพลงแม่เพลงแต่งขึ้นภายหลังดังกล่าวมาแล้ว เนื้อหาสาระมีหลากหลายเช่นเดียวกัน มีทั้งเน้นความสนุกสนาน การเกี้ยวพาราสี การสอน เสียดสีสังคม วัฒนธรรมความเชื่ออื่นๆ

ขนบนิยมของการใช้คำขึ้นต้น
เพลงรองแง็งเป็นเพลงแบบปฏิพากษ์ เนื้อหาจะเกี่ยวพันกับการเกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสาวบางจังหวะจะใช้ร้องโต้ตอบสลับบทกันด้วย ฉะนั้น คำขึ้นต้นจะเป็นคำที่มีความหมายไปถึงความรักเป็นส่วนใหญ่ คำขึ้นต้นเพลงนี้จะยกขึ้นมาเป็นหลัก เพื่อจะได้ขยายความ พรรณนาถ้อยคำเพื่อให้ได้ความหมายที่ลึกซึ้งที่แสดงถึงความรัก ความสุข ความพลัดพราก ความขมขื่น ผิดหวังหรือสมหวังของชีวิต เช่น

(๑) ต้นเหร่
บุหงาตันหยง หยงไหรล่ะน้อง หยงยังต้นเหร่
หลบบ้านไม่รอดเสียแล้วเด ถูกเหน่น้ำตาปลาดุหยง
คดข้าวสักหวัก คิดถึงคู่รักกินข้าวไม่ลง
ถูกเหน่น้ำตาลปลาดุหยง กินข้าวไม่ลงสักคำเดียว
(เหน่-เสน่ห์, ปลาดุหยง-ปลาพะยูน, หวัก-จวัก)
บทนี้แสดงทรรศนะถึงความรัก และแทรกความเชื่อเรื่อง น้ำตาปลาพะยูนว่าเป็น ยาเสน่ห์ด้วย

(๒) ต้นชิง
บุหงาตันหยง หยงไหรล่ะน้อง หยงยังต้นชิง
บังนี้สมัครรักน้องจริง จะเซ้อปิ้งให้น้องสักสองอัน
อันหนึ่งใส่กลางคืน อันหนึ่งใส่กลางวัน
เซ้อปิ้งให้น้องสักสองอัน อย่าให้แมงวันมันมาตอม
(บัง-พี่ชาย, เซ้อ-ซื้อ, ปิ้ง-กระจังปิ้ง, แมงวัน-แมลงวัน)
บทนี้แสดงทรรศนะเชิงสนุกสนาน กระเซ้าเย้าแหย่ว่า ผู้หญิงควรรักษาสิ่งควรสงวน)
(๓) ต้นขี้เตรย
บุหงาตันหยง หยงไหรล่ะน้อง หยงยังต้นขี้เตรย
ลูกเมียเขาอย่าเอาเลย ขี้เตรยเลยลามมาตามติด
ลูกเขาเมียเขา ถึงได้กับเราก็กอดไม่หนิด
ขี้เตรยเลยลามมาตามติด ไม่หนิดละน้องเหมือนของเอง
(ขี้เตรย-หญ้าเจ้าชู้, ไม่หนิด-ไม่สนิท)
บทนี้แสดงทรรศนะว่าคนเราควรมีจริยธรรมไม่ผิดลูกเมียเขาอื่น

(๔) ต้นส้มโอ
บุหงาตันหยง หยงไหรล่ะน้อง หยงยังต้นส้มโอ
ลูกสาวบ้านนี้หาใช่โม่ แมงโพ่ลักไชในผ้าถุง
เอามือเข้าไปตบ แมงโพ่มันหยบเข้าไปในพุง
แมงโพ่ลักไชในผ้าถุง ไชหมึงน้องเหอจนพุงใหญ่
(โม่-โง่, แมงโพ่-แมลงภู่, ไช-ต่อย,ทิ่มแทง, พุงใหญ่-มีครรภ์)
บทนี้แสดงทรรศนะเชิงเสียดสีและเตือนสติหญิงสาวมิให้ปล่อยเนื้อปล่อยตัว เรื่องความรักจนมีปัญหา
เพลงตันหยงนี้กลุ่มไทยมุสลิมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “รองแง็งดอน” เช่นคณะลูกแก้วโชว์ ของนายอาลัย ไกรบุตร เพลงส่วนมากจะมีเนื้อร้องเป็นภาษาไทย
รองแง็งตันหยงเป็นที่ยอมรับกันกว้างขวางในหมู่นักเต้นและผู้ชม เพราะสามารถสื่อสารกันเข้าใจความหมาย และมีการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ โดยแตกไปจากรากเหง้าเดิมเป็น ท่ารำมากมาย เช่น ปารีหาดยาว ปารีสตูล ปารีภูเก็ต ยาโงง ซินาโดง สัมปันหยา สร้อยระกำ เป็นต้น ซึ่งคณะลูกแก้วโชว์ เป็นต้นตำรับเพลงยาโงง เมื่อไปแสดงผู้ชมจะเรียกร้องให้เล่นเพลงนี้คืนละหลายๆครั้ง

การปรับเปลี่ยนของรองแง็งดั้งเดิมมาสู่รองแง็งตันหยงเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้
(๑) กลุ่มไทยมุสลิมฝั่งอันดามัน ใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน การปรับเปลี่ยนภาษาในบทเพลงเป็นภาษาไทย สามารถสื่อความหมายได้สะดวกและกว้างขวางกว่า
(๒) ภาษาในเพลงปันตุง เป็นบทกวีค่อนข้างเข้าใจยากสำหรับคนทั่วไป บางคนขับร้องได้แต่ไม่รู้ความหมาย ทำให้ขาดความลึกซึ้ง บทเพลงมีจำกัด เพราะไม่สามารถแต่งเองได้ เมื่อพ่อเพลงแม่เพลงรุ่นเก่าหมดไป บทเพลงก็จะลดน้อยลงและอาจสูญหายไปด้วย
(๓) เพลงตันหยงสามารถสอดใส่วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมที่ตนอาศัยเป็นการสื่อความหมายถึงกันและกันได้ ต่างไปจากเพลงปันตุงซึ่งรับจากภายนอก
(๔) รองแง็งฝั่งอันดามันไม่ได้เสนอความสวยงามของท่ารำอย่างเดียว ต้องใช้บทเพลงประกอบ และใช้บทเพลงโต้ตอบกันระหว่างชายหญิง การใช้ภาษาของตนจึงง่ายต่อการเตรียมบทกลอน หรือใช้มุตโต (ปฏิภาณ)เอาก็ได้
(๕) เพลงตันหยงสามารถสื่อสารกันได้สองทาง ทั้งผู้แสดงและผู้ชม จึงแพร่หลายไปสู่ชุมชนรอบข้างอย่างรวดเร็ว

ฉันทลักษณ์ของเพลงรองแง็ง
กลอนเพลงรองแง็งมีอยู่ ๒ ประเภท คือ
๑. ลักษณะคำกลอนที่เป็นภาษายาวี
๒. ลักษณะคำกลอนที่เป็นภาษาไทย

กลอนเพลงที่ขับเป็นภาษายาวี
บทเพลงที่เรียกว่า “ปันตน” ในภาษายาวีนั้น มักจะเป็นบทกลอนสั้นๆ บทหนึ่งมี ๔ วรรค วรรคหนึ่งจะมีคำ ๔-๖ คำ แต่โดยมากแล้วจะมี ๔ คำ แต่คำในภาษายาวีนั้นเป็นคำอยู่ในตระกูลภาษามาลาโย-โปลินิเซียน
ในบางคำอาจจะมีหลายพยางค์ ถ้าจะนับพยางค์วรรคหนึ่งก็จะมีตั้งแต่ ๖-๑๐ พยางค์ จะสัมผัสเฉพาะคำสุดท้ายของวรรคเท่านั้น เช่น

แผนผัง
๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐
๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐
๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐
๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐

ตัวอย่างเพลงรองแง็ง
ดูวา ติกา กูจิง บลารี
มานา นะซามา กูจิง บลัง
ดูวา ติกา อะเด๊ะ โด๊ะจารี
มานา นะซะมา เจ๊ะอาบัง สะออรัง
ตะนัง ตะนัง อะญัก ดี ลาโอต
ซาปัน กอและ มูดี กะตายง
ซูดะฮฺ กือนัง มูโลต ตะสะโบต
บูดี บาเงะ ราซา นะยูนยง
แบบแผนการส่งสัมผัส
๑. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ ๑ จะส่งสัมผัสกับตัวสุดท้ายของวรรคที่ ๓
๒. ตัวสุดท้ายของวรรคที่ ๒ จะส่งสัมผัสกับตัวสุดท้ายของวรรคที่ ๔
๓. ไม่มีการส่งสัมผัสระหว่างบทอย่างกลอนของไทย คำสุดท้ายของวรรคที่ ๔ ในบทแรกจะต้องสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ในบทที่ ๒

กลอนเพลงที่ขับเป็นภาษาไทย
เพลงรองแง็งในสมัยหลัง ได้ดัดแปลงให้มีเนื้อร้องเป็นภาษาไทย ลักษณะรูปแบบของคำกลอนคล้ายคลึงกับเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ คือใช้คำง่ายๆให้มีเสียงสัมผัสคล้องจองกัน ไม่เคร่งครัดในการสัมผัสมากนัก กลอน ๑บท จะมี ๘ วรรค แต่ละวรรคจะมีคำตั้งแต่ ๔-๘ คำ
วรรคแรกของบทส่วนมากจะใช้คำขึ้นต้นว่า
-บุหงาตันหยง
-ปารีตันหยง
-โง้ง โงง โงง
ต่อไปก็จะเป็นคำที่กล่าวมาผูกพันกัน ส่วนมากจะเป็นชื่อดอกไม้ ต้นไม้ แล้วก็จะเป็นเนื้อหาของบทเพลง
แผนผัง
คำขึ้นต้น ๐ ๐ ๐....................................๐
๐ ๐ ๐...............................๐ ๐ ๐ ๐.....................................๐
๐ ๐ ๐...............................๐ ๐ ๐ ๐.....................................๐
๐ ๐ ๐...............................๐ ๐ ๐ ๐.....................................๐
ตัวอย่าง
บุหงาตันหยง กำปงน้องเหอยังต้นเหร่
หลบบ้านไม่รอดเสียแล้วเด มาถูกเสน่ห์น้ำตาปลาดุหยง
คดข้าวสักหวัก นึกถึงคู่รักกินไม่ลง
มาถูกเสน่ห์น้ำตาปลาดุหยง กินข้าวไม่ลงสักคำเดียว

แบบแผนการส่งสัมผัส
๑. วรรคแรกจะมี ๔ คำคือ คำขึ้นต้น
๒. วรรคที่ ๕ มักจะมี ๔ คำ
๓. วรรคอื่นมักจะมี ๗-๘ คำ
๔. วรรคที่ ๗ จะซ้ำกับวรรคที่ ๔

การสืบสานทางวัฒนธรรม
จากการศึกษาเรื่องรองแง็งฝั่งทะเลอันดามัน ในด้านเนื้อหาและรูปแบบการแสดงประเด็นที่ค้นพบมีดังนี้
(๑) รองแง็งเป็นนวัตกรรมทางวัฒนธรรมจากต่างถิ่นที่แพร่กระจายเข้ามาในจังหวัดกระบี่และจังหวัดอื่นๆ บนฝั่งทะเลอันดามัน รองแง็งไม่ได้มีต้นกำเนิดในสังคมเราโดยตรง เมื่อเข้ามาก็ถือเป็นของใหม่ทั้งเนื้อหาและรูปแบบ คำว่าต่างถิ่นที่ปรากฏ เช่น ท่ารำที่ใช้การเคลื่อนไหวมือและเท้าไม่ได้มีพื้นฐานจากท่ารำไทย เครื่องดนตรีพวกไวโอลิน รำมะนา มิได้เป็นเครื่องดนตรีหลักในเครื่องดีดสีตีเป่าของไทย เนื้อหาใช้บทกวีต่างประเทศ แม้ภายหลังจะกลืนกลายทางวัฒนธรรมมาใช้ภาษาของตน ก็ยังมีเค้าวัฒนธรรมเดิมอยู่นั้นเอง
(๒) รองแง็งเป็นวัฒนธรรมที่ผสมผสานวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน ก่อนที่รองแง็งจะเลื่อนไหลเข้าสู่ประเทศไทยนั้น ได้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างผู้คนอย่างหลากหลายแล้วโดยผ่านเส้นทางการค้าโบราณ จากพวกอินเดีย เปอร์เซีย อาหรับและชาติตะวันตกอื่นๆ ศิลปะการดนตรีและการแสดงก็เป็นส่วนหนึ่งที่กลุ่มคนเหล่านั้นนำมาเผยแพร่ แล้วเราก็ยอมรับมาใช้และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับวัฒนธรรมของตน
(๓) รองแง็งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอาหรับ ชวา มลายู กับชาติตะวันตก (โปรตุเกส สเปน ฮอลันดา) ปรากฏในลีลาการเต้นแนวเดียวกับเพลงพื้นบ้านยุโรปที่ชัดเจนคือดนตรีไวโอลิน วัฒนธรรมตะวันออกได้แก่ รำมะนา กลองหน้าเดียวที่พวกแขกอาหรับใช้ในพิธีกรรมมาก่อน รำมะนา เลือนมาจากคำ “REBANA” ในความคิดแปลว่า”พระผู้อภิบาลของเรา” ที่พวกอาหรับใช้เอ่ยนามถึงพระผู้เป็นเจ้าอยู่เป็นประจำลักษณะทางชวา-มลายูได้แก่เพลงปันตุนที่นำมาขับร้อง รวมทั้งการแต่งกายแบบมลายูส่วนฆ้องเชื่อกันว่าเอาแบบมาจากจีน แต่มิได้เป็นข้อยุติ เพราะฆ้องมีปุ่มเป็นดนตรีพื้นเมืองของภูมิภาคนี้
(๔) ชาวบ้านแถบกระบี่และชายฝั่งทะเลอันดามัน รับเอาการเล่นรองแง็ง ผ่านคนเดินทางเชื้อสายมลายู คือ นายบูกาเส็ม ดังที่กล่าวมาแล้ว ปักหลักลงที่เกาะลันตาเป็นแห่งแรกแล้วแพร่หลายไปเกาะอื่นๆ และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งนี้เพราะว่าเกาะลันตาอยู่ในเส้นทางการค้าทางเรือมาแต่โบราณ ปรากฏชื่อ “ปูเลาลันตา (PULAO LANTA) หรือจานับลันตา (JANUB LANTA) บนแผนที่พวกอาหรับมลายูมานับร้อยๆปี แสดงว่าผู้คนในย่านแหลมมลายูใช้เส้นทางนี้มาช้านาน รองแง็งแพร่หลายในกลุ่มพวกอูรักลาโว้ย (URAK LAWOI) หรือชาวเลก่อน เห็นจะเป็นเพราะพวกนี้ใช้ภาษาในกลุ่มมาลาโยโปลีนีเซีย (MALAYO POLYNESIAN) ด้วยกัน จึงประสานวัฒนธรรมกันได้ง่าย
(๕) ชาวบ้านปรับเปลี่ยนการเล่นรองแง็งให้เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอเมื่อสังคมยอมรับ แล้วเงื่อนไขของวันเวลาและความต้องการให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจึงมีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับวัฒนธรรมฝั่งอันดามัน เช่น เปลี่ยนเนื้อหาบทเพลงโดยอาศัยการเล่นพื้นบ้านเดิม เช่นมโนราห์ หนังตะลุง ลิเกป่าเข้าไปผสมผสานปรับเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและขนบนิยมการแสดงให้เข้ากับวัฒนธรรมได้
(๖) รองแง็งฝั่งอันดามันเป็นนวัตกรรมผสมผสานวัฒนธรรมไทยมุสลิมชาวเลและชาวไทยพุทธ เข้าด้วยกัน แม้ว่าเดิมจะมีพื้นฐานมาจากตะวันตกผสมอาหรับ มลายู เมื่อถึงฝั่งอันดามันได้ถูกเปลี่ยนโฉมหน้าเป็น นวัตกรรมของกลุ่มชนสามเผ่าพันธุ์ สิ่งที่ปรากฏคือ
วัฒนธรรมไทยมุสลิมปรากฏในรูปของภาษา ชื่อเพลงและทำนอง(LAGU) เครื่องดนตรี การแต่งกายและท่ารำ
วัฒนธรรมชาวเลปรากฏในรูปของภาษาที่เข้าไปผสมผสานความคิด ความเชื่อในเนื้อหาบทเพลง
วัฒนธรรมไทยพุทธปรากฏในภาษา ฉันทลักษณ์ ท่ารำ ทำนองใหม่ๆ วิถีชีวิตที่ปรากฏในเนื้อหา ขนบนิยมบางประการ เป็นต้น
(๗) ชาวบ้านใช้รองแง็งเป็นสื่อให้ความบันเทิง และเป็นเครื่องมือในการหารายได้บางส่วน รองแง็งเริ่มต้นบนลานดิน เล่นกันเพื่อความสนุกสนานในยามว่างค่อยกลายรูปแบบการแสดงเมื่อมีผู้นิยมและแพร่หลายมากจากช่วงสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึงพ.ศ. ๒๕๐๐ รองแง็งจากดินไปสู่เวที มีรายได้จากการแสดงจากการเดินโรงและงานเทศกาลต่างๆ ปัจจุบันสื่อบันเทิงสมัยใหม่มีหลากหลาย ยึดสื่อเสนอรายการเข้าไปถึงมุ้งผู้ฟัง เบียดบังเอาศิลปะพื้นเมืองหลายอย่างจนตกทะเล รวมทั้งรองแง็งนี้ด้วย ที่เหลืออยู่ในปัจจุบันก็อยู่ในฐานะที่กำลังรอเวลาสูญหายไปหากไม่มีการถ่ายทอดและสืบสาน ไม่ช้าก็จะเหลือเพียงตำนานเท่านั้นเอง

ลักษณะทางกายภาพของเครื่องดนตรีรองแง็ง
ไวโอลิน ลักษณะของไวโอลินออกแบบตามลักษณะ Antonius Stradivarius ขนาด ๔/๔ สีเนื้อไม้ เคลือบน้ำมันอย่างดี ตัวไวโอลินด้านหลังเป็นไม้แผ่นเดียวหรือ ๒ แผ่นต่อกัน สะพานนิ้ว, รองคาง,ลูกบิด,หางปลา เป็นไม้ พร้อมตัวปรับเร่งเสียง ๔ ตัว ไม้คันสีแบบแปดเหลี่ยม ขนาด ๔/๔
ฆ้องรองแง็ง ตัวฆ้องทำด้วยโลหะ มีเสียงดังกังวาน ฉัตรฆ้องลึกประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ไม้ตีฆ้องทำด้วยไม้เนื้อแข็ง
รำมะนา ตัวหุ่นขุดและกลึงด้วยไม้ หน้ากลองหุ้มหนังหน้าเดียว สายโยงเร่งเสียงทำด้วยหวาย มีลิ่ม จำนวน ๘ อัน และหวาย ๑ เส้น สำหรับขึ้นเสียงพร้อมค้อนยางด้ามไม้สำหรับตอก ๑ อันและไม้สำหรับตอกยัดหวายมีลักษณะปากแบบ ๑ อัน
ฉิ่ง ทำด้วยทองเหลืองลงหิน เสียงฉิ่งใส-กังวาน ผูกปมร้อยเชือกทั้งสองข้าง ความยาวพอประมาณ
กรับ ทำด้วยไม้ชองชัน เหลาหรือกลึงเป็นรูปได้มาตรฐาน


อุปกรณ์
ลักษณะทางกายภาพของเครื่องดนตรีรองแง็ง
ไวโอลิน ลักษณะของไวโอลินออกแบบตามลักษณะ Antonius Stradivarius ขนาด ๔/๔ สีเนื้อไม้ เคลือบน้ำมันอย่างดี ตัวไวโอลินด้านหลังเป็นไม้แผ่นเดียวหรือ ๒ แผ่นต่อกัน สะพานนิ้ว, รองคาง,ลูกบิด,หางปลา เป็นไม้ พร้อมตัวปรับเร่งเสียง ๔ ตัว ไม้คันสีแบบแปดเหลี่ยม ขนาด ๔/๔
ฆ้องรองแง็ง ตัวฆ้องทำด้วยโลหะ มีเสียงดังกังวาน ฉัตรฆ้องลึกประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ไม้ตีฆ้องทำด้วยไม้เนื้อแข็ง
รำมะนา ตัวหุ่นขุดและกลึงด้วยไม้ หน้ากลองหุ้มหนังหน้าเดียว สายโยงเร่งเสียงทำด้วยหวาย มีลิ่ม จำนวน ๘ อัน และหวาย ๑ เส้น สำหรับขึ้นเสียงพร้อมค้อนยางด้ามไม้สำหรับตอก ๑ อันและไม้สำหรับตอกยัดหวายมีลักษณะปากแบบ ๑ อัน
ฉิ่ง ทำด้วยทองเหลืองลงหิน เสียงฉิ่งใส-กังวาน ผูกปมร้อยเชือกทั้งสองข้าง ความยาวพอประมาณ
กรับ ทำด้วยไม้ชองชัน เหลาหรือกลึงเป็นรูปได้มาตรฐาน
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
น.ส.ประภัสสร เอ่งฉ้วน ,น.ส.ศิริทิพย์ แป้นคง , นางศรัญญา ชัยเพชร และ นางอุทัยวรรณ จุลลางกูล นายพงศธร พันธุ์พิทย์แพทย์ และคณะ
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    5311 views