พิมพ์

รำวงคองก้า

ชื่อรายการ
รำวงคองก้า
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

คองก้ากับวิถีชุมชน  กรณีศึกษาบ้านขาม  ตำบลบ้านขาม  อำเภอเมืองหนองบัวลำภู  จังหวัดหนองบัวลำภู  เป็นการศึกษา และ รวบรวมการละเล่นรำวงคองก้าของคนในพื้นที่  ซึ่งมีวัตถุประสงค์ของการวิจัยในครั้งนี้  ๒  ประการ

             ๑.  เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของรำวงคองก้าบ้านขาม  ตำบลบ้านขาม  อำเภอเมืองหนองบัวลำภู  จังหวัดหนองบัวลำภู

             ๒.  เพื่อศึกษารำวงคองก้ากับวิถีชุมชน ด้านสังคม  และวัฒนธรรม

    โดยมีขอบเขตของการวิจัยเป็นขอบเขตด้านพื้นที่และกลุ่มประชากร คือ ได้ศึกษากลุ่มผู้ละเล่นรำวงคองก้าบ้านขาม  และจากกลุ่มประชากรในหมู่บ้าน  กลุ่มผู้ใช้บริการ  ตลอดจนละเล่นและแสดงรำวงคองก้า  นอกเขตหมู่บ้าน และบุคคลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ    จากการวิจัยพบว่าในวิถีชีวิตของคนบ้านขาม  ตำบลบ้านขาม  อำเภอเมืองหนองบัวลำภู  จังหวัดหนองบัวลำภู มีการละเล่นรำวงคองก้าเพื่อเป็นการอนรักษ์ศิลปการแสดง  และเพื่อการสันทนาการภายในหมู่บ้าน  วิถีชีวิตส่วนใหญ่ของคนภาคอีสานจะมีงานบุญตามฮีตสิบสอง (ประเพณีสิบสองเดือน)  ศิลปการแสดงพื้นบ้านจึงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอีสานที่อยู่คู่กันมาเนิ่นนาน  การละเล่นและการแสดงจะเป็นไปในลักษณะเพื่อความบันเทิง  และเล่นกันช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนา  ศิลปการแสดงพื้นบ้านไม่ใช่มีเฉพาะหมอรำ  หรือการแสดงอย่างเดียวเท่านั้น  แต่ยังมีอีกหลายๆ อย่างที่ยังม่ได้มีการศึกษาและรื้อฟื้นขึ้นมา  รำวงคองก้าบ้านขามจึงเป็นศิลปะการแสดงที่ผสมผสานระหว่างศิลปการแสดงพื้นบ้านอีสาน และศิลปการแสดงที่ได้รับเข้ามาจากต่างประเทศ  และมีความแตกต่างจากที่อื่นๆ  มีเอกลักษณ์เฉพาะดังที่กล่าวมาแล้ว

การละเล่นรำวงคองก้า  ในบ้านขาม   ตำบลบ้านขาม  อำเภอเมืองหนองบัวลำภู  จังหวัดหนองบัวลำภูนั้น เป็นไปในลักษณะที่ถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ตรงจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง แหล่งความรู้นั้นชาวบ้านจะสามารถเรียนรู้ได้จากบุคคลที่อยู่รอบข้างที่เคยละเล่นรำวงคองก้ามาก่อน  อาจเป็นเพื่อน  พี่  น้อง  ญาติ และไปดูจากคนอื่นที่มีฝีมือในการแสดงที่ดีโดยจดจำเอามาทำเอง อาจศึกษา หรือเห็นจากผู้รู้หลายๆ คนแล้วนำจุดเด่นของแต่ละคนมาปรับใช้กับการละเล่นรำวงคองก้าในท้องถิ่น  ความรู้ในด้านนี้จะไม่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นเพียงการละเล่นต่อๆ กันมา และเห็นการละเล่นรำวงคองก้าจากคนรุ่นก่อนๆ  ผู้ที่ต้องการเรียนรู้จะต้องจดจำ และนำมาปฏิบัติให้เห็นจริงแล้วเกิดองค์ความรู้ด้วยตนเองเท่านั้น  แต่ในปัจจุบันนี้ได้มีหนังสือ นิตยสาร สื่ออินเตอร์เน็ตที่เผยแพร่ความรู้ในด้านนี้ จึงเป็นทางเลือกให้คนในพื้นที่ได้เลือกศึกษาหาความรู้ได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ในการละเล่นรำวงคองก้าบ้านขามนั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคีของคนในชุมชน  และภูมิปัญญาของชาวบ้านอย่างมากมาย  นับตั้งแต่การรวมกลุ่มผู้ละเล่น  การหาวัสดุอุปกรณ์  การคิดท่าร่ายรำ  บทเพลงรำวงคองก้า  ทุกขั้นตอนนั้นล้วนแล้วแต่ใช้ภูมิปัญญาเป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น  การละเล่นรำวงคองก้า  จะทำการละเล่นไปพร้อมๆ  กับงานประจำ เช่น  การทำไร่  นา   กลุ่มรำวงคองก้า  จะใช้เวลาว่างเท่าที่จะนัดหมายกันได้  ประมาณครั้งละ  ๒  ชั่วโมงเพื่อทำการฝึก  โดยฝึกให้มีความคุ้นเคยและให้มีความชำนาญ 

กลุ่มผู้ละเล่นรำวงคองก้า ต่างก็มีเทคนิคการฝึกที่แตกต่างกันไป  ต่างนำมาปรับปรุงจนกลายเป็นเทคนิคการสอน    โดยอาศัยเทคนิคที่เป็นภูมิปัญญาพื้นฐาน  คือ  เริ่มต้นทำการฝึกด้วยความรัก  ฝึกปฏิบัติจริง  ฝึกจากสิ่งที่ง่ายไปหายาก  เช่น  การฝึกท่าเต้น  การฝึกเนื้อร้อง  การฝึกทำนอง  การฝึกการเล่นดนตรี  เป็นต้น  เทคนิคต่างๆ  เหล่านี้กลุ่มผู้ละเล่นรำวงคองก้าจะเสาะแสวงหาและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพราะจะต้องนำเอารำวงคองก้าเพื่อออกไปใช้งานในยามที่มีคนว่าจ้างไปแสดง   เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้จากการละเล่นรำวงคองก้าเพื่อเสริมรายได้   แต่ในความรู้สึกที่แท้จริงแล้วกลุ่มคณะรำวงบ้านขาม ต้องการที่จะอนุรักษ์มากกว่าที่จะออกไปรับจ้างแสดง  เพราะทุกๆ  คนในกลุ่มต่างก็มีฐานะพอสมควรจึงไม่มีความจำเป็นในการที่จะออกไปรับจ้างมากนัก  ทั้งหมดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรู้ความสามารถและภูมิปัญญาของกลุ่มรำวงคองก้าเป็นอย่างยิ่ง 

การละเล่นรำวงคองก้าของชาวบ้าน เป็นแบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ลดการพึ่งพาภายนอก  แม้ไม่ถึงกับร่ำรวย แต่คนในชุมชนก็จะมีวิถีชีวิตแบบพออยู่พอกินมีเศรษฐกิจแบบพอเพียง มีกิน  มีใช้มีความสุขตามอัตภาพ  ดังนั้นการละเล่นรำวงคองก้า  จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของชุมชน เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวบ้านทั้งในทางตรงและทางอ้อม การละเล่นของชาวบ้านเป็นวิถีชีวิตที่ตอบสนองการพึ่งตัวเองได้เป็นอย่างดีคือ การละเล่นรำวงคองก้าในลักษณะหนึ่งครัวเรือนสองวิถีการผลิต อันหนึ่งเพื่อฝึกอนุรกษ์ศิลปวัฒนธรรม อันที่สองผลิตเพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งและนำไปสู่การพึ่งตัวเองของชุมชน

ในสังคมของกลุ่มรำวงคองก้า  ในพื้นที่บ้านขาม  ตำบลบ้านขาม  อำเภอเมืองหนองบัวลำภู  จังหวัดหนองบัวลำภู  มีความผูกพัน และเชื่อมโยงกัน ส่วนหนึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบคนในชุมชน  และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน   เพราะผู้ละเล่นรำวงคองก้าได้รวมกลุ่มและสร้างสรรค์ขึ้นมา 

  ดังนั้น  ในปัจจุบันวัฒนธรรมการละเล่นรำวงคองก้าบ้านขาม    จึงสามารถตอบได้ว่า   เป็นวัฒนธรรมที่ดี  และสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ การละเล่นรำวงคองก้าสามารถเล่นได้กับผู้คนทุกระดับ  ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งผู้ใหญ่  และก็ไม่อาจที่จะลบเลือนหายไปจากสังคมไทยได้โดยง่าย  เพราะมีความผูกพันโยงใย และฝังรากลึกอยู่กับสังคมไทยมานาน จนเป็นวิถีชีวิตของผู้คนส่วนหนึ่งในสังคม

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นจังหวัดที่มีขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมล้านช้าง มีวัฒนธรรมเป็นมรดกเก่าแก่ที่สืบทอดมาช้านาน มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่ปรากฏชัดเจน วิถีชีวิตของชาวจังหวัดหนองบัวลำภูได้ก้าวผ่านแต่ละยุคแต่ละสมัย และมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ชาวหนองบัวลำภูมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ แบบสังคมเก็บผักหักฟืน ส่วนมากมีฐานะยากจน อาชีพต่างๆ เป็นอาชีพที่แสวหาปัจจัยสี่เพื่อเลี้ยงสมาชิกในครอบครัว ชาวจังหวัดหนองบัวลำภูมีความเลื่อมใสและศรัทราในพุทธศาสนา เคารพนับถือบิดามารดา ครูบาอาจารย์และผู้มีอาวุโส เชื่อในกฎแห่งกรรม เชื่อในสวรรค์นรก มีความเมตตากรุณาและมีใจบุญสุนทาน เป็นผู้เคร่งครัดในขนบประเพณีโดยมีหลักปฏิบัติคนในสังคมที่เรียกว่า “ฮีตสิบสอง” และ “คองสิบสี่” ที่ถือปฏิบัติมาแต่โบราณกาล
ดนตรีพื้นบ้านที่มีอยู่ในสังคมพื้นบ้านในจังหวัดหนองบัวลำภู ที่พบเห็นกันโดยทั่วไป คือ พิณ แคน และโปงราง การแสดงและการละเล่นพื้นบ้าน เป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิด ตลอดจนความเชื่อ และนิสัยใจคอของชาวบ้าน ดนตรีชาวบ้านจึงสามารถเข้าถึงและครองใจชาวบ้านได้มากกว่าดนตรีประเภทอื่นๆ เนื้อหาสาระ และการแสดงมีให้ทั้งความรู้และความบันเทิง ชาวจังหวัดหนองบัวลำภู ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพในการทำนา หลังเสร็จจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวชาวบ้านจะว่างงานจึงได้มีการพัฒนากิจกรรมในชุมชนขึ้นในรูปแบบต่างๆ ระหว่างคนรุ่นหนุ่มสาว รำวงคองก้า จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในสังคมพื้นบ้านหนองบัวลำภู โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนบ้านขาม-ธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู ดังที่ได้พบเห็นได้ในปัจจุบัน
ประวัติความเป็นมา
ประวัติและความเป็นมาของรำวงคองก้า
ในระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา (พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘) ทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง สับสน และกำลังเผชิญหน้าอยู่กับการคุกคามทั้งทางแสนยานุภาพและวัฒนธรรม รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ซึ่งได้เตรียมตัวรับมือกับสถาวะเช่นนี้มาก่อนแล้ว ด้วยการประกาศการเตรียมพร้อมทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การคมนาคม การค้า ตลอดจนความเป็นอยู่แบบ “พอเพียง” รวมไปถึงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมขนานใหญ่ เพื่อสร้างกำหนดกฎเกณฑ์ ให้ข้าราชการและประชาชนถือปฎิบัติอย่างมีแบบแผน ตั้งแต่การสวมหมวก สวมเกือกและการใช้ภาษา ทั้งหมดนี้เพื่อให้คนในชาติดูมีอารยธรรม ไม่แตกต่างไปจากการปฏิวัติวัฒนธรรมในสมัยของรัชกาลที่ ๕ เท่าใดนัก แต่ดูเหมือนมีสิ่งหนึ่งที่จะแปลกแยกออกมา จนทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ท่านผู้นำกำหนดขึ้นมาทำใมคือ “รำวง” ทั้งที่ดูจะไม่ “สากล” เท่าไหร่ ทั้งนี้ต้องย้อนกลับไปในยุคนั้น ซึ่งประชาชนทั้งอดอยากทั้งเครียด ทั้งยังต้องคอยหลบระเบิด ที่มาทักทายอยู่เสมอๆ ญี่ปุ่นเองก็เต็มบ้านต็มเมืองไปหมด นี่เองที่ทำให้ประชาชนหันมาคลายเครียดด้วยการ “รำโทน” ท่านผู้นำจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม อาศัยแนวคิดที่ว่าเมื่อแสนยานุภาพสู้ไม่ได้ ก็ต้องสู้กันด้วยวัฒนธรรม จึงกำหนดให้การร้องรำทำเพลงในลักษณะนี้ เป็นการบำรุงขวัญราษฎรเพื่อมิให้หวาดหวั่นทุกข็ร้อนจนเกินไป ผลพลอยได้ก็คือ ทำให้ญี่ปุ่นเองเห็นว่า คนไทยไม่ได้วิตกกังวลอะไรนักกับการยึดบ้านยึดเมืองในครั้งนี้ ถือเป็นการลดความตึงเครียดให้กับทั้งสองฝ่าย
เมื่อกำหนดออกมาเป็นนโยบายแล้ว ก็ต้องทำให้เป็นแบบแผนขึ้นมา งานนี้ตกเป็นของนายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรสมัยนั้น ซึ่งได้เขียนไว้ในคำนำหนังสือรำวงกรมศิลปากร สรุปความว่า ชาวบ้านในพระนครและธนบุรีพากันนิยม “รำโทน” กันอยู่ทั่วไปแล้ว แต่เป็นการรำแบบชาวบ้านเอาสนุกเข้าว่า ทางการจึงได้มอบหมายให้กรมศิลปากรพิจารณาการปรับปรุงเล่นรำโทนเสียใหม่ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ โดยนำเอาแบบฉบับของนาฎศิลป์ไทยมาทำให้งดงามและมีแบบแผนยิ่งขึ้น เช่น สอดสร้อยมาลา ชักแป้งแต่งหน้า เป็นต้น โดยถือเอาท่าเหล่านี้เป็น “แม่ท่า” นอกนั้นผู้รำสามารถดัดแปลงเอาตามถนัด แล้วเปลี่ยนชื่อเรียกเสียใหม่ว่า “รำวง” เพราะผู้รำมักรำเล่นกันเคลื่อนไปรอบๆ เป็นวงกลม นี่คือที่มาของรำวงมาตรฐานที่เรารู้จักกัน
บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทในการสร้างวัฒนธรรมคือ ท่านผู้หญิงละเอียด ภรรยาท่านผู้นำนั่นเอง ถึงกับแต่งเพลงรำวงไว้ไม่น้อย เพราะท่านมีฝีไม้ลายมือในการแต่งกลอนที่ดีคนหนึ่งสมกับเป็นหนึ่งในสกุล “พันธุ์กระวี” เพลงที่เรารู้จักกันดีคือ ดอกไม้ของชาติ หญิงไทยใจงาม ดวงจันทร์วันเพ็ญ เป็นต้น เพลงที่ท่านแต่งไว้ได้รับความนิยมในหมู่นักรำเป็นอย่างมาก แต่ที่น่าแปลกใจอย่างยิ่งคือ มือขวาทางด้านวัฒนธรรมของท่านผู้นำอย่าง หลวงวิจิตรวาทการ กับไม่รู้จักการรำวงแม้แต่น้อย เพราะขณะที่มีนโยบายนี้ ท่านเองไปเป็นทูตอยู่ญี่ปุ่น จนกระทั่งถูกอเมริกันจับและมารู้จักการรำวงเอาในคุกที่ประเทศไทย เมื่อได้ยินนักโทษร้องรำกัน ดังปรากฏในบันทึกของท่าน “ อังคารที่ ๒๑ มีนาคม...เมื่อคืนได้ยินเสียงร้องเพลงซึ่งแปลกหูมีเสียงกลองตีเป็นจังหวะ ถามคนเฝ้าหน้าห้องเขาบอกว่า นี่คือ รำวง เราไม่เคยรู้จักรำวง”
เมื่อการรำวงเป็นที่นิยม ก็เท่ากับเป็นกุศโลบายของ จอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ในการบำรุงขวัญของราษฎรประสบความสำเร็จ ซึ่งหน่วยงานที่สนองนโยบายเป็นอันดับแรก ก็คือ หน่วยงานของรัฐ ถึงกับกำหนดให้วันพุธครึ่งวัน หยุดราชการมารำวงกันเลยทีเดียว จะเห็นได้ว่าการดำเนินนโยบายต่างๆ ของผู้นำในสมัยที่ชาติประสบปัญหา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคิดความสร้างสรรค์และกล้ากระทำ ไม่ว่านโยบายนั้นๆ จะส่งผลเพียงน้อยนิดก็ตาม ยังดีกว่านโยบายที่สวยหรูแต่ไม่ได้ส่งผลในทางสร้างสรรค์ให้กับประชาชนเลย โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ ซึ่งผู้นำน้อยนักจะให้ความสำคัญ (ปรามินทร์ เครือทอง, ๒๕๔๔ : ๙๖-๙๗)
คนไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาหรือก่อนหน้านั้น มีการละเล่น “รำโทน” อยู่ทุกหนทุกแห่งดังที่กล่าวในเอกสารของชาวยุโรปหลายเล่ม ถึงยุดรัตนโกสินทร์ก็ยังเล่นรำโทน ต่อมารัฐบาลสมัยหลังๆ พัฒนา”รำโทน” เป็น “รำวง” แล้วกลายเป็น “รำวงมาตรฐาน” จนทุกวันนี้ คนไทยที่เกิดทันยุค จอมพลป.พิบูลย์สงคราม และจำความช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้จะต้องรู้จักคำว่า “ท่านผู้นำรัฐนิยม มาลานำไทย ชักธงญี่ปุ่น หวอ หลุมหลบภัย เสรีไทย และรำโทน” เพราะชื่อว่าเหล่านี้ร่วมสมัย
ประเทศไทยประกาศเข้าร่วมรบเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๘๕ และสิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๘ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในยุค “ปฏิวัติทางวัฒนธรรม” ตามแผนการสร้างชาติของ จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม “ท่านผู้นำ” ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ สมัยนั้นเมืองหลวงของไทยยังเรียกชื่อว่า “พระนคร” และแยกเป็นคนละจังหวัดกับ “ธนบุรี” เมื่อเกิดสงครามคนในเมืองหลวง มักจะอพยพครอบครัวไปอยู่ในชานเมืองหรือย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดเพื่อหลบภัยสงคราม ยุคนั้นคนต้องคอยวิ่งหนี “หวอ” ลงหลุมหลบภัยกันบ่อยๆ ประชาชนทั่วประเทศต้องประหยัดเพราะขาดแคลนของกินของใช้ ผู้ใหญ่ก็ไม่ค่อยได้ออกไปทำงาน หนุ่มสาวและเด็กๆ ก็มีเวลาว่างมาก เพราะโรงเรียนและสถาบันการศึกษาปิดการสอน มีทหารญี่ปุ่นและทหารต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก สภาพสังคมทำให้ประเทศไทยเครียดกันพอดู ในเมืองหลวงถึงจะมีมหรสพต่างๆ ก็เปิดการแสดงไม่ค่อยได้ แสดงบ้างหยุดบ้าง ยิ่งในชนบทยิ่งไม่มีมหรสพบ้านเมืองจึงเงียบเหงา คนไทยพยายามหาทางออกเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงกัน และการเล่นยอดนิยมในยุคนั้นคือ “รำโทน”
“รำโทน” นิยมเล่นกันแพร่หลายระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๘ ทั้งในพระนคร ธนบุรี
และในชนบท การเล่นรำโทนก็คล้ายกับการเล่นรำวงในปัจจุบันนี่เอง แต่ในสมัยสงครามโลกเรียกว่า รำโทน เพราะใช้ “โทน” เป็นเครื่องคนตรีหลัก ตีให้จังหวะ ผู้เล่นชายหญิงก็ช่วยกันร่ายลำเป็นคู่ๆ ไปตามจังหวะเพลง ช่วยกันร้องช่วยกันรำเดินเป็นวงไป คนที่ไม่ได้รำก็ช่วยปรบมือให้จังหวะ เหตุที่คนในสมัยนิยมเล่นรำโทนเพราะเล่นง่าย ลงทุนน้อย เล่นได้ทั่วถึงทุกเพศทุกวัยและเป็นการเล่นที่สนุกสนานรื่นเริง คนไทยสมัยสงครามเล่นรำโทนเพื่อแก้เครียดคลายความเหงายามค่ำคืน เล่นเป็นงานอดิเรกยามว่างเพื่อพักผ่อนหย่อนในเพิ่มชีวิตชีวาให้กับชีวิต ที่ต้องอดออมและเสี่ยงภัยยามสงคราม หรือเล่นเป็นเครื่องปลอบขวัญยามสงคราม ดังจะเห็นได้จากเพลงรำโทน บางเพลงที่สะท้อนสะภาพบ้านเมืองในตอนนั้น
เดิมที่เดียวรำโทนเป็นการเล่นพื้นบ้านของชาวไทย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแถบจังหวัดนครราชสีมา มีวิธีการเล่นง่ายๆ ผู้เล่นจะมาล้อมวงกันปรบมือให้จังหวะ มีผู้คอยตีหน้าทับโทนเสียงโทนเล้าใจ ให้หญิงและชายที่มาร่วมสนุกจับคู่ร่ายรำไปรอบๆ วง ตามจังหวะโทนอย่างสนุกสนาน ในยุครกรำโทนยังไม่มีเนื้อร้องเป็นการร่ายรำไปรอบๆ วง ตามจังหวะโทนเท่านั้น ราวปี พ.ศ. ๒๔๘๓ มีการนำรำโทนไปเล่นแพร่หลายไปในท้องถิ่นอื่นๆ ทั้งในพระนคร ธนบุรี และจังหวัดต่างๆ ในภาคกลาง ต่อมาจึงมีผู้คิดปรับปรุงการรำโทนใหม่ โดยแต่งเนื้อร้องและทำนองเพลงให้กับจังหวะหน้าทับโทนซึ่งตีในจังหวะ “ป๊ะโท่น ป๊ะ โท่นป๊ะ โท่น โท่น” หรือ “ป๊ะ โท่น โท่น ป๊ะ โท่น โท่น” ในการเล่นอาจใช้โทนใบเดียวหรือหลายใบก็ได้ ยิ่งหลายใบเวลาตีจะดังเร้าใจยิ่งขึ้น ส่วนท่ารำก็คิดท่าง่ายๆ ให้สอดคล้องกับเนื้อเพลงไม่มีท่ารำแน่นอนตายตัว รำตามๆ กันไป ใครมีลูกเล่นก็ดัดแปลงให้ต่างกันไป แล้วแต่ความพอใจหรือความสนุกสนาน
การรำโทนจะรำเป็นคู่ชายหญิงเดินเวียนกันเป็นวง ร้องไปด้วยรำไปด้วยใครเหนื่อยก็กลับเข้ามาพักเหนื่อยข้างๆ วง เพลงใดร้องได้ก็โค้งคู่ออกไปร้องไปรำกันต่อ ใครขึ้นเพลงอะไรก็ร้องรับตามกันไปจนกว่าจะเลิกรำกันไปเอง จะเลิกเล่นเมื่อไรก็แล้วแต่ความพอใจของสมาชิกที่มาร่วมรำโทน คนนิยมเล่นรำโทนเพราะสนุก ได้มาพบปะสังสรรค์กันในหมู่ชายหญิง ได้ทั้งร้องทั้งรำ ส่วนใหญ่คนที่นิยมเล่นรำโทน มักเป็นคนวัยรุ่นหนุ่มสาว ส่วนคนสูงอายุมักจะเป็นผู้คอยสนับสนุนลูกหลานให้เล่นรำโทนกันมากกว่า แต่ถ้าคู่ไหนอยากร่วมเล่นด้วยก็ไม่มีใครขัดข้อง เด็กๆ ที่ยังเล็กๆ ก็ไปดูผู้ใหญ่ที่โตกว่าเล่นกัน ช่วยร้องช่วยปรบมือให้จังหวะตามไปด้วยก็สนุกสนานไม่แพ้คนรำ การเล่นรำโทนในแถบจังหวัดต่างๆ ในภาคกลาง เช่น สระบุรี สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง อยุธยา จะเล่นกันง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตองอะไรมาก นิยมเล่นตอนหัวค่ำไปจนดึกดื่นในหมู่บ้านหนึ่งๆ อาจจัดรำโทนได้หลายบ้าน ใครจะไปเลือกเล่นกับบ้านใดก็ตามแต่ความพอใจหรือความสนใจ ว่าสาวที่หมายปองอยู่ที่ไหน บ้านไหน มีลูกสาวสวยๆ หลายคน ก็มักจะมีหนุ่มๆ มาร่วมเล่นรำโทนกันมากหน่อย พอตกค่ำกินข้าวกินปลา อาบน้ำ อาบท่าเสร็จแล้วก็แต่งตัวไปเล่นรำโทน เสียงโทนดังมาจากบ้านใดก็เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นแหล่งนัดพบ หนุ่มบางคนลงทุนเดินข้ามนาไปไกลๆ ไปหารำโทนเล่นกัน บางคนก็ลงเรือข้ามคุ้งข้ามคลองไปร่วมวงรำโทน ด้วยความสมัครใจ
รำโทนนิยมเล่นกันบริเวณลานบ้าน อาจจะเป็นบ้านใครก็ได้ ใครมีโทนก็ถือติดไม่ติดมือมาด้วยล้อมวงตีโทนให้จังหวะครึกครื้น ร้องเพลงแล้วจับคู่รำกันเป็นวงจะร้องเพลงอะไรก็ตามแต่จะมีผู้ร้องนำขึ้น ถ้าเป็นคืนเดือนหงายบรรยากาศก็จะโรแมนติก ถ้าเป็นคืนเดือนมืดก็อาจจะจุดตะเกียงเจ้าพายุไว้กลางลานเพื่อให้มองเห็นหน้าตากันได้ถนัดสักหน่อยได้ถนัดสักหน่อย มีธรรมเนียมว่าในการจะเปลี่ยนคู่ได้ตามความสมัครใจ จะแย่งคู่แลกคู่ตามใจชอบไม่ได้ถือเป็นการหยามน้ำใจกัน อาจก่อให้เกิดความบาดหมางถึงชกต่อยหรือแอบตีหัวกันก็มี ปกติถ้ามิใช่เป็นการรำโทนในงานบุญหรืองานรื่นเริงต่างๆ จะมีการกินเหล้ากินยาเวลารำโทน ยิ่งดึกคนยิ่งมาร่วมเล่นกันมาก ใครคิดเพลงอะไรได้ก็ร้องนำให้ร้องตามกันไป คลายความเงียบเหงาในยามสงครามได้อย่างวิเศษ ในท้องถิ่นที่มีทหารญี่ปุ่นมาตั้งค่ายอยู่ใกล้ๆ บางครั้งทหารญี่ปุ่นก็มาร่วมรำโทนด้วย เชื่อมไมตรีอย่างสนุกสนานเป็นการพักผ่อนยามว่าง นวนิยายที่แต่งถึงเรื่องราวสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงอดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องการรำโทนไว้เช่นในเรื่อง คู่กรรม ดวงตาสวรรค์ หรือใต้แสงเทียน เป็นต้น (สมทรง กฤตมโนรถ, ๒๕๔๔ : ๖๒-๖๕)
คราวแรกรัฐบาลสมัยจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม คิดหาวิธีเชิดชูศิลปวัฒนธรรม การเล่น
รำโทนแบบพื้นเมืองในแต่ละท้องถิ่นให้มีระเบียบเรียบร้อยขึ้น และเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ว่า “รำวง”
สนับสนุนการรำโทนในพระนคร-ธนบุรี และในเมืองตามจังหวัดต่างๆ ให้มีระเบียบแบบแผนขึ้น ให้จัดสถานที่สำหรับรำให้สวยงาม มีการตั้งโต๊ะไว้กลางวงบนโต๊ะจัดพานดอกไม้สวยๆ หอมๆ มีสีสดใสมาประดับประดาเพิ่มบรรยากาศให้ดีขึ้น จัดเก้าอี้ไว้ให้ชายหญิงที่จะร่วมเล่นตลอดจนคนดูนั่งเป็นสัดส่วน ทุกคนแต่งกายสวยงามมาร่วมงาน จัดให้แสดงออกทางวัฒนธรรมไทย คือให้ชายเดินไปโค้งหญิงสาวออกมารำ มีการทักทายด้วยการไหว้กันก่อนจะออกมารำ เมื่อรำจบเพลงฝ่ายชายต้องนำหญิงสาวคู่รำมาส่งถึงที่นั่ง ปรับปรุงดนตรีที่ใช้บรรเลงให้จังหวะใหม่ ใช้ดนตรีหลายชิ้นขึ้น เพิ่มลูกแซกหรือแทมโบริน ตลอดจนเครื่องดนตรีสากลมาผสมวงให้เกิดจังหวะครึกครื้นเพิ่มความสนุกสนานขึ้น รำวงจึงเป็นความบันเทิงที่หาง่าย และนิยมมากในสมัยสงคราม มีการแต่งเพลงรำวงกันอย่างกว้างขวาง
ต่อมามีการรวมกลุ่มกันเป็นคณะรำวง พัฒนาท่ารำโดยบางเพลงใช้ลีลาการเต้นของต่างชาติมาผสมมีเพลงจังหวะใหม่ๆ เช่น จังหวะคองก้าหรือการส่ายแบบระบำฮาวาย เช่นเพลงวันนี้เป็นวันรื่นเริง ใช้จังหวะคองก้าของคิวบาและมีการส่ายสะโพกแบบฮาวาย เนื้อร้องมีว่า

“ ...วันนี้เป็นวันรื่นเริง บันเทิงกันถ้วนหน้า
ร้องรำตามแบบคิวบา ลาคองก้าคิวบาบู (ซ้ำ)
ดูซิดูเป็นหมู่ร้องรำคองก้า ชิกชิกชิกกาปุ้ง
ร้องรำตามแบบคิวบา ลาคองก้าคิวบาบู
ไฮไฮไฮไฮยา(ซ้ำ ๒ ครั้ง)...”

นอกจากนี้ยังมีเพลงเชิญชวนให้แสดงวัฒนธรรมร่วมเล่นรำวง เช่น เพลงใครรักใครโค้ง
ใคร เชิญเถิดเชิญมารำวง หรือเพลงรำวงกันให้เพลิดเพลิน เช่น

“...ใครรักใครโค้งใคร ใครรักใครโค้งใคร
ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจ รักคนไหนโค้งออกไปรำ
เชิญเถิดเชิญมารำวง ขอเชิญโฉมยงมาสู่วงรำ
อย่าเอียงอย่าอายอย่าหน่ายอย่าแหนง อย่าคิดระแวงให้ฉันได้ช้ำ
คนสวยขอเชิญมารำ (ซ้ำ) อย่าลืมน้ำคำที่ฉันพร่ำอ้อนวอน
รำวงกันให้เพลิดเพลิน มาร้องเพลงเดินกันให้เพลินใจ
คู่ใครมารำกันไป ฟ้อนรำแบบไทยชาติไทยวัฒนา
โอ้บุปผางามเมือง จะเด่นรุ่งเรืองในการรำวง
วัฒนธรรมของไทยเรามี ร้อยวันพันปีมีแต่ความมั่นคง
หญิงรำไม่สวยชายช่วยเสริมส่ง มาเล่นรำวงโค้งอย่างน่าดู...”

ต่อมาเมื่อสงครามสงบ คณะรำวงต่างๆ เริ่มยึดรำวงเป็นอาชีพมีการรับจ่างแสดงตามงานต่างๆ โดยเฉพาะงานวัด เป็นการรำวงแบบจำกัดเวลารำใช้เสียงนกหวีดเป่าเป็นสัญญาณหมดเวลา ใครจะรำก็ต้องไปซื้อบัตรเลือกนางรำมาเป็นคู่รำ เป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมพอสมควรในช่วงเวลาหนึ่ง รำวงจึงมิใช่ศิลปะพื้นบ้านแบบรำโทนอีกต่อไป และเป็นศิลปะที่ดูจะมีฐานะลดตำลงจากเดิมที่ดู (สมทรง กฤตมโนรถ, ๒๕๔๔ : ๖๘)
ประวัติความเป็นมาของรำวงคองก้าบ้านขาม
รำวงคองก้าเริ่มเข้ามาที่บ้านขามครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๑ โดยนายจันทร์ ขันติโก ซึ่งเป็นชาวบ้านขาม และมีอาชีพในการทำนา หลังจากที่ทำนาเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะว่างงานในช่วงที่เข้าพรรษา ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวชาวบ้านขามจะขอแรงกันเพื่อเกี่ยวข้าม หลังจากที่เกี่ยงข้าวเสร็จแล้วก็จะทำบุญข้าว หรือที่รียกว่า บุญคูณลาน นายสมศรี พันธ์ก่ำ ซึ่งเป็นหลานชายนายจันทร์ ได้ชักชวนกันและเดินทางไปที่บ้านห้วยบง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งในขณะนั้นการเดินทางไปมาหาสู่กันจะต้องเดินทางด้วยเท้าซึ่งต้องใช้เวลานานหลายวัน เพื่อไปหานายบัวผัน สมานฉันท์ เพื่อไปจ้างรำวง และเดินทางออกจากบ้านขาม เวลา ๐๗.๐๐ ในช่วงเช้าถึงบ้านห้วยยางเวลา ๒๑.๐๐ น. ทางหัวหน้าคณะได้ทำการต้อนรับเป็นอย่างดีจนกระทั่งถึงวันใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ ทางหัวหน้าคณะ ได้แสดงให้ดูก่อนเพื่อให้ผู้ที่มาว่าจ้างจะได้มีความพอใจ ทางกลุ่มผู้จ้างบ้านขามหลังจากที่ดูการแสดงโชว์แล้ว จึงได้ทำข้อตกลงและได้ว่าจ้างจำนวน ๑๐ คน แยกเป็นชาย ๓ คน และหญิง ๗ คน ค่าจ้างคนละ ๑๐๐ บาท หลังจากที่ว่าจ้างแล้วก็ทำการตกลงทางคณะรำวงและผู้ว่าจ้างชาวบ้านขาม ก็ได้เดินทางมาพร้อมกันโดยออกจากบ้านห้วยยาง เดินทางมาจนมาพลบค่ำที่บ้านโนนสูง ทางคณะทั้งหมดทั้งชายและหญิงก็ได้ค้างพักแรมที่ทุ่งนาท้ายหมู่บ้านของบ้านโนนสูง ส่วนหนึ่งก็เข้าไปที่หมู่บ้าน เพื่อไปขอข้าวเหนียวของชาวบ้านโนนสูงมากินกัน
จนกระทั่งรุ่งเช้าจึงได้เดินทางมาถึงบ้านขามที่ และได้ตรงไปที่ลานข้าวของนายจันทร์
หลังจากพักผ่อนกินข้าวกินน้ำกันแล้ว ทางคณะเจ้าภาพก็พาคณะลำวงไปอาบน้ำ ที่ท่าน้ำลำ
พะเนียง จะก็ให้คณะรำวงได้นอนพักหนึ่งคืน ก็ได้จัดเตรียมเวทีและสถานที่เพื่อใช้ในการแสดงรำวง โดยอาศัยลานข้าวซึ่งเป็นลานกว้างของที่แสดง ส่วนลูกหลานและเพื่อนบ้านของนายจันทร์ ก็ได้เข้ามาที่หมู่บ้านเพื่อที่จะใช้ปากเปล่า ประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้คนที่อยู่ในบ้านมาดูการแสดงรำวง และได้รับความสนใจจากคนในหมู่บ้านเป็นอย่างมาก ทั้งคนหนุ่มคนสาว ลูกเด็กเล็กแดงทั้งคนเฒ่าคนแก่ ต่างก็พากันตรงไปที่นาของนายจันทร์ เพื่อที่จะมาดูการแสดงรำวง เพราะชาวบ้านแถบนี้ไม่เคยพบเห็นการแสดงมาก่อน เช้าวันต่อมาก็มาดูหนุ่มสาวลงข่วง ปั่นฝ้าย ทอผ้าเองเสื้อแขนสั้น กระโปรงสั้น / สวยงาม กระโปรงจีบรอบ จากนั้นก็ได้นิมนต์พระเทศน์บนกองข้าว ที่เรียกว่า บุญกุ้มข้าวใหญ่ ( บุญคูนลาน ) ในสมัยนั้นกองข้าวจะใหญ่มากข้าวนายจันทร์ ชาวบ้านจะรู้กันทั้งหมู่บ้านว่า “เป็นนาข้าวพัน” คือ จะได้ข้าวมากนั่นเอง ชาวบ้านก็จะพากันจัดเตรียมข้าวปลาอาหารเพื่อถวายพระและต้อนรับแขกที่มาร่วมงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในหมู่บ้าน มีการบีบขนมจีนและทำน้ำยาขนมจีนจากปลาที่จับได้ในนา และได้ตำส้มตำกินเลี้ยงผู้ที่มาและเลี้ยงข้าวเย็นด้วย หลังจากที่เสร็จสิ้นกิจกรรมต่างๆ ในภาคเช้าแล้วก็ถึงเวลาแสดงคือเวลา ๑ ทุ่ม (สวัสดิ์ ชมพูโคตร, สัมภาษณ์, ๒๐ พฤศภาคม ๒๕๔๘)
ระหว่างที่กำลังรอผู้คนที่จะมาดูและชมการแสดง คณะการแสดงก็ได้ทำการจัดเตรียมอุปกรณ์หรือเครื่องดนตรี ซึ่งประกอบไปด้วย กลองหนัง แลนหมากแซะ ตูมกา และเตรียมสถานที่และไฟแสงสว่างโดยใช้กระบองใต้ไฟ ตะเกียงเจ้าพายุ ๑ ใบ ใช้เป็นแสงสว่างเพราะในช่วงนั้นไม่มีเครื่องทำไฟใช้เหมือนปัจจุบัน เมื่อถึงเวลาหญิงสาวทั้ง ๗ ก็จะแต่งหน้าทาปาก และแต่งตัวสวยงาม เพื่อที่จะให้ชายหนุ่มและผู้ที่มาร่วมงานไปซื้อบัตร และมาโค้งเพื่อรำวงกัน โดยนายจันทร์ได้ขายบัตรๆ ละ ๑ สลึง และจะรำวงเป็นรอบๆ ไป จนกว่าจะได้ยินเสียงนกหวีดเป็นสัญญาณ จากผู้ชายนักดนตรีทั้งสามคนในคณะของผู้แสดง จะเป็นคนเป่าและกำหนดเวลาในแต่ละรอบ จนถึงประมาณ เที่ยงคืนผู้คนก็ทยอยกลับบ้านเพราะที่นาที่ใช้แสดง และหมู่บ้านอยู่ห่างกันประมาณ ๔-๕ กิโลเมตร ส่วนที่เหลือก็จะนอนพักในที่นาซึ่งมีบ้านอยู่หนึ่งหลัง (เทียงนาน้อย) จากการว่าจ้างมาทำการแสดงในครั้งนี้ ได้หักค่าใช้จ่ายแล้วทางนายจันทร์และคณะได้กำไรจากการขายบัตรเป็นเงิน ๖๐ บาท (หนูจัน ศรีวงศ์, สัมภาษณ์, ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘) เสร็จจากการแสดงแล้วคณะรำวงก็เดินทางกลับไปที่จังหวัดขอนแก่น แต่ได้สร้างความประทับใจแก่ผู้คนในบ้านขามเป็นอย่างยิ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ลักษณะการแสดง
๓.๗.๑ เจ้าภาพของงาน จากการสัมภาษณ์นายสวัสดิ์ ชมพูโคตร ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะรำวงคองก้า ได้กล่าวว่า การว่าจ้างส่วนมากจะเป็นงานไหว้วานกันมากกว่าที่จะจ้างไปแสดงโดยตรง เพราะว่ารำวงคองก้าเป็นรำวงที่มีความแปลกใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะ จึงไม่มีความเหมือนใครในท้องถิ่นจังหวัดหนองบัวลำภู โดยเฉพาะอย่างยิ่งการว่าจ้างจากทางหน่วยงานของราชการ ที่มีการเลี้ยงรับเลี้ยงส่งหรือเลี้ยงในโอกาสสำคัญต่าง หรืองานระหว่างจังหวัดที่หน่วยงานทางราชการนำไปแสดงในนามของจังหวัด การว่าจ้างในลักษณะนี้จึงไม่มีความแน่นอน และอีกอย่างหนึ่งคือ ทางกลุ่มคณะรำวงคองก้าก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการที่จะนำเอารำวงคองก้ามาเป็นอาชีพหลัก ในการที่จะหารายได้เข้ามาสู่ชุมชน เพราะว่าผู้คนในกลุ่มเป็นผู้สูงอายุ เพียงแต่ได้นำเอารำวงคองก้ามาปัดฝุ่นเสียใหม่ และมาร่วมกันอนุรักษ์ศิลปะการแสดงที่กำลังถูกลืมและกำลังจะหายไปจากบ้านขาม เพื่อไว้ให้คนรุ่นหลังไว้ได้ศึกาและสืบทอดต่อไป ส่วนการว่าจ้างจากทางเอกชนหรือประชาชนก็พอมีอยู่บ้าง เช่น จากบ้านกุดคอเมย และบ้านกุดดู่ ตำบลกุดดู่ อำเภอโนนสัง เป็นต้น การว่าจ้างในส่วนนี้จะเป้นการว่าจ้างเพื่อไปแสดงในงานบุญบั้งไฟ โดยวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้างเป็นการจ้างเพื่อทำการแสดงให้ผู้คนดูมากกว่าการว่าจ้างเพื่อนำไปแสดงเก็บเงินเหมือนเมื่อครั้งในอดีต (สวัสดิ์ ชมพูโคตร, สัมภาษณ์, ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๘)
จึงสรุปได้ว่า การว่าจ้างไปแสดงของเจ้าภาพงานส่วนใหญ่นั้น จะเป็นการว่าจ้างเพื่อความบันเทิง ความสนุกสนาน และเป็นการชั่วครั้งชั่วคราวมากกว่า ทางกลุ่มคณะรำวงคองก้าก็มีความภูมิใจในศิลปะการแสดง
๓.๗.๒ ลักษณะของการแสดง ลักษณะของการแสดงของรำวงคองก้า จะเป็นการ
แสดงเพื่อความบันเทิงและเพื่อความสนุกสนาน มากกว่าจะเป็นการแสดงเพื่อรับจ้างหาเงินตามที่ต่างๆ งานที่รับและสถานที่แสดงนั้นจะใช้ที่ไหนก็ได้ เช่น ลานกว้าง สนาม เวที หรือที่ว่าง เป็นต้น เพราะว่าการแสดงรำวงคองก้าจะต้องใช้คนรำทั้งหมดไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน และจะรำวงเป็นลักษณะเป็นวงกลม และรำเป็นคู่ๆ ชายหญิง สถานที่แสดงที่ได้ไปแสดงบ่อยครั้ง คือ อาคารสนามนเรศวรริมหนองบัวลำภู ห้องประชุมศาลากลางจังกหวัดหนองบัวลำภู ห้องประชุมโรงแรมต่างๆ ของจังหวัดทั้งในและนอกจังหวัด ส่วนสถานที่แสดงอีกแห่งหนึ่ง คือ ศูนย์วัฒนธรรมไทยสายใยชุมชนตำบลบ้านขาม ซึ่งอยู่ในโรงเรียนบ้านขามพิยาคม และเป็นสถานที่จุดรวมทางวัฒฯธรรมของชาวบ้าน สถานที่แห่งนี้ทางผู้อำนวยการโรงเรียน คือ พ.อ.อ.วิจิตร กุลลิวงษ์ ได้เป็นผูบุกเบิกและสร้างขึ้นในนามของวัฒนธรรมจังหวัดหนองบัวลำภู จะเป็นลานกว้างและแสดงในช่วงเดือนเมษายนของทุกๆ ปี เพราะว่าจะมีกิจกรรมเกี่ยวกัยการรดน้ำดำหัวขึ้นที่นี่ แล้วชาวบ้านก็จะนำกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรม เช่น การสอย การลงข่วง การแสดงหมอรำ การแสดงระวงคองก้า การแสดงฟ้อนรำของเด็กนักเรียน การแสดงสรภัญญะ เป็นต้น ชาวบ้านจะจัดเวทีการแสดงไว้เพื่อรองรับกับการแสดงที่ต้องใช้เวที ส่วนรำวงคองก้าจะใช้ลานกว้างเป็นสถานที่แสดง เพราะอุปกรณ์ไม่มีมากเหมือนการแสดงอื่นๆ อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบด้วย กลอง ๑ คู่ ฉิ่ง ฉาบ และลูกแซค ผู้ตีกลองจะมีความชำนาญในการตีกลอง และเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในการให้จังหวะ เป็นดนตรีชิ้นเดียวที่ควบคุมจังหวะในการละเล่น
๓.๗.๓ การแสดงท่ารำและจังหวะในการแสดง การแสดงท่ารำการประกอบและจังหวะของการแสดง ผู้แสดงส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ ในการละเล่นแต่ละครั้งจะมีท่ารำท่าอื่นมาประกอบ เพื่อความสนุกสนานครื้นเครง
๓.๗.๔ ลักษณะของผู้ชมการแสดง ผุ้ที่เข้าชมการแสดงตามที่สังเกตและการสัมภาษณ์พบว่า ผู้ชมส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชมที่มาชมทุกเพศวัย มีทั้งเพศชายและเพศหญิง ในการชมการแสดงนั้นจะไม่มีการเก็บค่าชมแต่อย่างใด สถานที่เข้าชมหรือสถานที่นั่งชมจะขึ้นอยู่กับสถานที่ที่ทางเจ้าภาพจัดไว้ให้ เช่น ถ้าศาลากลางจังหวัด โรงแรม หรืองานของทางราชการ จะมีการจัดที่นั่งไว้ตามจำนวนผู้เข้าร่วม ส่วนมากจะเป็นงานในลักษณะของการประชุมมากกว่าจะเป็นงานการแสดงจริงๆ ถ้านเป็นงานของจังหวัด เช่น งานนเรศวรหรืองานกาชาด ผู้ชมจะมีทั้งที่นั่งและยืนชม เพราะการแสดงจะใช้เวลาไม่มาก ประมาณ ๓๐ นาที ถึง ๑ ชั่วโมง หรือแล้วแต่เจ้าภาพงานจะให้แสดงใช้เวลาเท่าไหร่ก็ได้ ตามแต่ความเหมาะสม ระยะห่างจากที่แสดงของผู้ที่เข้าชมก็พอประมาณ คือ อย่างน้อยประมาณ ๕ เมตร เพราะการแสดงรำวงคองก้านี้ ผู้ชมส่วนมากจะได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการร้องรำทำเพลง เพราะมีความสนุกสนานครื้นเครงและเป็นกันเองมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่จ้างจะเป็นงานที่เป็นกันเองและผู้ชมมีจำกัด เช่น งานประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมภริยาของผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ที่จังหวัดหนองคาย นายสวัสดิ์ ชมพูโคตรสมาชิกคณะรำวงคองก้า เล่าว่า ทางเจ้าภาพผู้ว่าจ้าง ได้จ้างให้ไปแสดงที่จังหวัดหนองคายโดยแจ้งว่าแสดงไม่เกิน ๕ นาที พอเริ่มทำการแสดงไปประมาณ ๕ นาที ทางคณะผู้ร่วมประชุมไม่ยอมให้เลิก เพราะว่ากำลังสนุกสนานมีภริยาผู้ว่าราชการและผู้ว่าราชการจังหวัด ได้โค้งกันออกมาเต้นรำวงคองก้ากันอย่างสนุกสนาน จนบรรยากาศของที่ประชุม อื้ออึงไปด้วย เสียงกลอง เสียงเพลงและผู้คนต่างก็ลุกกันขึ้นมารำวงกันทั้งหมดในงานและเป็นเวลานานเกือบชั่วโมง ผู้ที่ไม่เคยพบเห็นต่างก็ถ่ายภาพกันแสงของกล้องพรึบพรับกันไปหมด โดยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร และยังมีการนำรางวัลมามอบให้แก่คณะผู้แสดงก็มี เพราะมีความพึงพอใจมากและได้ขอที่อยู่ เผื่อจะมีโอกาสได้จ้างไปแสดงของจังหวัดต่างๆ (สวัสดิ์ ชมพูโคตร, สัมภาษณ์, ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๘) แสดงให้เห็นว่า รำวงคองก้าของกลุ่มรำวงคองก้าบ้านขาม ได้สร้างความนุกสนานครื้นเครงและทำให้เกิดความพึงพอใจแก่ผู้ร่วมงานมาก
๓.๗.๕ จำนวนผู้แสดงหรือละเล่น ในการแสดงแต่ละครั้ง จะมีผู้เล่นไม่จำกัดจำนวน แสดงอย่างน้อยผู้แสดงต้องมีประมาณ ๒-๓ คู่ ถ้าเป็นจำนวนมากไม่จำกัดจำนวนและเคยนำไปแดสงมีจำนวนมากถึง ๓ๆ คู่ ในการละเล่นเวลาจะไม่แน่นอนแล้วแต่ลักษณะของงานที่จะนำไปละเล่น ขณะนี้มีสมาชิกที่ลงทะเบียนแล้ว ๖๐ คน ได้มีการเผยแพร่ไปยังจังหวัดใกล้เคียง เช่น อุดรธานี หนองคาย เลย และยังได้เผยแพร่ไห้แก่คนในตำบล อำเภอใกล้เคียงในจังหวัดของตนเอง และได้นำเข้าเป็นหลักสูตรในท้องถิ่น (สนธิ วิริยะกุล, ๒๕๔๕ : ๘)
๓.๘ เครื่องต่งกาย
การแต่งกายของคณะกลุ่มรำวงคองก้าบ้านขามเพื่อประกอบการแสดง จะแต่งกายแบบอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวอีสาน หรือบางครั้งก์แต่งกายร่วมสมัย คือ ชายแต่งกายผูกเนคไท ส่วนหญิงแต่งกายสวมประโปรง เสื้อทรงแขนกระบอก
สาขา/ประเภท
รูปแบบการแสดง
จากจุดเริ่มต้นในการแสดงรำวงคองก้าในครั้งนั้น ได้แพร่กระจายและเป็นที่รู้จักไปยังส่วนต่างๆ อย่างรวดเร็ว ทางจังหวัดหนองบัวลำภู โดยวัฒนธรรมจังหวัด ได้นำเสนอต่อส่วนราชการเพื่อให้ส่วนราชการต่างๆ ได้รู้จักและเรียกใช้บริการ รำวงคองก้าหรือรำวงโบราณจึงได้มีพื้นที่ในการที่จะแสดงออกและอนุรักษ์ศิลปการแสดงพื้นบ้านที่มีมายาวนาน และได้หายไปแล้วครั้งหนึ่งกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง รำวงคองก้าหรือรำวงโบราณจึงได้รับเกียรติเป็นตัวแทนของจังหวัดในการที่จะนำไปแสดงในงานต่างๆ คือ
การแสดงครั้งแรก ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่นในงานอเมซิ่งอีสาน เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยนายวิมล ศิริโยธาศึกษาธิการจังหวัดหนองบัวลำภู ได้นำไปแสดงจำนวน ในนามจังหวัดหนองบัวลำภู ประมาณ ๕๐ คู่
การแสดงครั้งที่ ๒ ที่โรงแรมหนองคายแกรนด์ จังหวัดหนองคาย ในงานประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยนายขวัญชัย วัชวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้รับค่าตอบ เป็นเงิน ๖,๐๐๐ บาท และให้แสดงไม่เกิน ๕ นาที พอเริ่มทำการแสดงด้วยจังหวะและลีลา ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ผู้คนในงานทั้งคณะผู้ว่าฯและคุณนายผู้ว่าฯ ตลอดทั้งผู้มาร่วมงาน ต่างก็ลุกออกมาร่วมฟ้อนรำกันทั้งหมดในงาน ได้สร้างความประทับใจต่อคณะผู้เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างมากและแสดงได้มากกว่า ๕ นาที และได้กลับมาแสดงที่จังหวัดหนองคายอีก ๒ ครั้ง รวมทั้งหมดเป็น ๓ ครั้ง
การแสดงครั้งที่ ๓ ที่จังหวัดเลยนายนายนิคม บูรณพันธ์ศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ได้นำไปแสดง ในงานเทศกาลดอกฝ้ายบาน งานกาชาดเมืองเลย โดยได้รับค่าตอบแทนคนละ ๑๐๐ บาท ในงานร้อยเอ็ด
การแสดงที่จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ไปทำการแสดงที่จังหวัดร้อยเอ็ด ในงานบุญข้าวปุ้นหรือบุญเผวส จำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาท รวมทั้งค่ารถและค่าอาหาร
การแสดงที่จังหวัดหนองบัวลำภู
- ที่บ้านกุดดู่ โดยชาวบ้านตำบลกุดดู่ อำเภอโนนสัง ได้ว่าจ้างไปร่วมแสดง
ในงานประเพณีบุญบั้งไป จำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาท โดยกลุ่มชาวบ้านเป็นผู้จ้าง
ที่บ้านกุดคอเมย ชาวบ้านบ้านหนองแวงกุดคอเมย ตำบลกุดดู่ อำเภอ
โนนสัง ได้ว่าจ้างไปแสดง จำนวนเงิน ๓,๐๐๐ บาท
การแสดงที่จังหวัดอุดรธานี ในงานมรดกโลกที่บ้านเชียง อำเภอหนองหาน โดย
องค์การบริหารส่วนตำบลได้ว่าจ้างไป โดยได้ค่าจ้างคนละ ๑๐๐ บาท โดยสำนักงานวัฒนธรรม
จังหวัดหนองบัวลำภู (สวัสดิ์ ชมพูโคตร, สัมภษษณ์, ๒๐ พฤศภาคม ๒๕๔๘)
จากการแสดงที่มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยังคงเหลืออยู่
เพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย รำวงคองก้าหรือรำวงโบราณ จึงได้รับการว่าจ้างเป็นจำนวนมากขึ้น ทั้งทางว่าจ้างและขอความร่วมมือจากทางจังหวัดหนองบัวลำภูและส่วนราชการ และการว่าจ้าจากภาคประชาชน จนคณะผูแสดงไม่สามารถที่จะให้ข้อมูลทั้งหมดได้
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
เพลงคองก้า

เนื้อร้อง นายสวัสดิ์ ชมภูโคตร
ทำนอง รำวงคองก้า
ขับร้อง นายสวัสดิ์ ชมภูโคตร
คองก้าอินเถอะนัย หญิงชายออกมาร่ายรำ
โอละลาละลายามค่ำ คองก้าสุขเสริญเพลินฤทัย
แต่ก่อนยังไม่ทันสมัย มารำวงไทยยังไม่มีคู่เคียง
บุญเลี้ยงเป็นอย่างไรหนอ ท่าน ป. พิบูลย์สงคราม
จัดการให้เป็นหัวหน้า ฟ้อนๆ รำทำเหมือนดั่งคองก้า
ก้มหน้าประชุมหนุ่มสาว เปรียบเหมือนดาวมาลอยเทียมจันทร์
นี่แหละยอดสวรรค์ ซิมารำวงไทย แต่ก่อนฟ้อนรำธรรมดา
ต่อมาทำนองคองก้า คองก้าอินธนู
ถ้าได้ผัวครูอย่าลืมชู้ชาวนา โอละลาๆ แม่น่าเบื่อ
ได้ผัวกองเชียร์อย่าลืมชู้รำวง โอละลาๆ แม่คิ้วโก่ง
ได้ผัวรำวง หรือเธอไม่ชอบใจ
หากที่เธอกับฉัน รักกันยามเมื่อรำคองก้า
ตาต่อตาพบกัน แรกรักเธอนั้นสวยงาม
โอ้ฉันอยากรำตาม สวยงามยามเมื่อเธอยักไหล่
สวยงามยามเมื่อเธอหยิกไหล่ อ้าว รำเคียงคู่กันไป
จิตใจของฉันนึกรัก แต่ฉันกลัวอกหัก
ว่ารักยังไม่แน่นอน เปรียบเหมือนค้อนที่แก้วเขาทิ้ง
ว่ารักทำไมไม่จริง ไม่จริงก็เพราะหญิงลืมชาย
รักแล้วจะมากลับกลาย แน่ๆ อกชายต้องรักระบม
(จบ)

เพลง รำวงคองก้า

กองก้าอาละว่าฮาวาย หญิงชายละมาร่ายมารำ
โอละล้าละโอละลายามค่ำ กองก้าสุขเสริมเพลินฤทัย
แต่ก่อนยังไม่ทันสมัย มารำวงไทยยังไม่มีคู่เคียง
บุญเลี้ยงไปอย่างไรหนอ ท่านป. พิบูลสงคราม
จัดการให้เป็นหัวหน้า ฟ้อนๆรำทำเหมือนดั่งกองก้า
ตั้งหน้าประชุมหนุ่มสาว เปรียบเหมือนดาวนี้มาลอยเทียมจันทร์
นี่แหละยอดสวรรค์ นะสิมารำวงไทย
แต่ก่อนฟ้อนรำธรรมดา ต่อมาๆ ทำนองกองก้า
ต่อมาๆรำวงกองก้า กองก้าอินธนูถ้าได้ผัวครู อย่าลืมชู้ชาวนา
โอละลาละน่าเบื่อ ได้ผัวกองเชียร์อย่าลืมชู้รำวง
โอละลาโอละลาแม่คิ้วโก่ง ได้ผัวรำวงน้องคงไม่ชอบใจ
ถ้าหากว่าเธอกับฉัน รักกันยามมารำกองก้า
ตาต่อตาพบกัน แรกรักเธอนั่นก็สวยงาม
ฉันนี้อยากรำตาม สวยงามยามเมื่อเธอยักไหล่
รำเป็นคู่กันไป จิตใจของฉันก็นึกรัก
แต่ฉันนี้กลัวอกหัก ว่ารักจะไม่แน่นอน เปรียบเหมือนคอนที่แก้วเขาทิ้ง ว่ารักทำไมไม่จริง
ไม่จริงก็เพราะหญิงลืมชาย รักแล้วจะมากลับกลาย แน่ๆ อกชายต้องรักระบม
( จบ )

เพลง พม่ารำขวาน

พม่ารำขวัญพวกชาวบ้านตีกลอง ฟังผังแสงมันดังทึ่งบ่องๆ ( ซ้ำ )
เสียงปี่เสียงกลองก็สลับกันไป พวกเราอย่าช้าลุกขึ้นมาไวๆ
จะได้รำไปตามที่หม่องรำ รำเถิดน้องแม่รูปทองเขาเชิญมารำ
รอช้าไฉนดูใครๆเขาออกมารำ ตามทำนองเสียงเพลงร้องส่งนำ
หญิงก้าวเดินชายก็เพลินติดตาม จับคู่งดงามดั่งร่ายรำบนวิมาน
อย่ามัวรอช้าเสียเวลาเนิ่นนาน เพลงกล่อมประสานวิเวกหวานก็จบลง
รำท่านี้เขาเรียกพม่ารำขวาน รำท่าประหารบั่นชีวิตแม่นวลอนงค์
ประสานนัยน์ตาพม่าก็ฆ่าไม่ลง ( ซ้ำ ) พม่ายืนงงปล่อยขวานหลุดมือ
อย่ามัวรอช้าเสียเวลาเนิ่นนาน เพลงกล่อมประสานวิเวก

รำวง

เชิญเถิดเชิญมารำวงขอโฉมยงอย่าเอียงอย่าอาย
วันนี้กองเชียร์มาใหม่นี่ละแน่วันนี้กองเชียร์มาใหม่รูปร่างอย่างไร
มีแต่ยอดอนงค์ ไม่ได้เก่งไม่ได้สวยหรอกเธอ แต่พอบำเรอความสุขให้เธอได้
ผิดพลาดต้องขออภัย โปรดจงเห็นใจ เสื้อไหมสีแดง
หลายปีแต่พี่ตามหาคู่ น้องมาอยู่ที่นี่หรือหน้ามน
จากกันตั้งแต่กลางเวหนพี่ตามหาหน้ามนจนจะสิ้นชีวา
จากกันตั้งแต่คราวมาเกิด ได้เอากำเนิดลงสู่ท้องมารดา
จากกันตั้งแต่กลางเวหา ลมมาพัดน้องยากับพี่ชายให้ล่องบน
พัดน้องมาตกแดนนี้อาละว้า พัดพี่ไปตกแดนโน่น
พัดไปคนละแห่งละหน ลมมีดตอกมีดโกนพัดให้เราได้ห่างกัน
นับตั้งแต่ลมพัดน้องมา กัลยาคงจะกลายเป็นอื่น
จากกันตั้งแต่หลายวันคืน น้องไปมีคู่ชื่นเสียแล้วหรือแก้วตา
หลายปีแล้วแต่พี่ตามหาคู่น้องมาอยู่ที่นี่หรือเทวัญ
พระอินทร์ท่านอยู่บนสวรรค์ท่านไม่ให้ทิ้งกันน้องลืมแล้วหรือยัง
ท่านสั่งให้มาสร้างโลกถึงจะตกไปอยู่แดนไหน
พี่จะขอร่วมจิตร่วมใจจะสร้างโลกพระไตรเสร็จแล้วจะกลับคืน
โธ่น้องช่างมาลืมพี่ นารีละคงจะลืมเมืองฟ้า
จากกันตั้งแต่คราวนั้นมา น้องยังให้สัญญาว่าจะเกิดร่วมกัน
( จบ )
อุปกรณ์
เครื่องดนตรี
เครื่องตนตรีที่ใช้ในการแสดงของคณะรำวงคองก้าบ้านขาม ได้มีการปรับประยุกต์เข้ากับวัสดุอุปกรณ์ที่พอจะหาซื้อได้ในพื้นที่ คณะผู้ศึกาจึงได้ทำการศึกาและได้แยกให้เห็นว่า เครื่องดนตรีต้นฉบับดั้งเดิมเป็นเช่นไร และเครื่องดนตรีที่ใช้ละเล่นในบ้านขามมีอย่างไร จะทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า มีการพัฒนาการอย่างไรในปัจจุบัน ดังที่ได้นำเสนอต่อไปนี้
๓.๙.๑ เครื่องคนตรีต้นฉบับของต่างประเทศ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีกระทบได้แก่ เครื่องดนตรีที่เกิดเสียงดังขึ้นจากการตีกระทบ การสั่น การเขย่า หรือ การเคาะ การตีอาจใช้ไม้ตีหรือใช้สิ่งหนึ่งกระทบเข้ากับอีกสิ่งหนึ่งเพื่อทำให้เกิดเสียง เครื่องตีกระทบประกอบขึ้นด้วยวัสดุของแข็งหลายชนิด เช่น โลหะ ไม้ หรือ แผ่นหนังขึงตึงเครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องตีกระทบแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ
4.1 ๑) เครื่องดนตรีมีระดับเสียงแน่นอน เครื่องดนตรีในกลุ่มนี้มีระดับเสียงสูงต่ำ เหมือนกับเครื่องดนตรีประเภทอื่นเกิดเสียงโดยการตีกระทบ
๑. ระฆังราว (Tubular Bells) ในภาษาอังกฤษเรียก ระฆังราว ว่า
“Orchestral Bells” และ “Chimes” เครื่องดนตรีชนิดนี้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเลียนเสียงระฆังจริง ๆ ทำด้วยท่อโลหะแขวนเรียงตามลำดับเสียงต่ำไปยังเสียงสูงท่อโลหะ ที่มีขนาดสั้นจะเป็นเสียงสูงส่วนท่อยาวจะเป็นเสียงต่ำ แขวนกับโครงโลหะในแนวดิ่ง ใช้ไม้ตีที่ปลายท่อด้านหัวจะเกิดเป็นเสียงเหมือนเสียงระฆัง
๓. ไซโลโฟน (Xylophone) คือ เครื่องตีกระทบที่มีระดับเสียงแน่นอน เป็นระนาดไม้ขนาดเล็กของดนตรีตะวันตก ลักษณะทั่วไปคล้ายกับมาริมบาหรือไวบราโฟนลูกระนาดทำด้วยไม้เนื้อแข็ง จัดเรียงลำดับเสียงตามบันไดเสียงโครมาติก (Chromatic) เช่นเดียวกับเปียโนหรือออร์แกนใต้ลูกระนาดมีท่อโลหะติดอยู่เพื่อเป็นตัวขยายเสียงประกอบด้วย ๒ ขนาด
๔. ไวปราโฟน(Vibraphone) คือเครื่องตีกระทบที่มีระดับเสียงแน่นอนเป็น
ระนาดโลหะของดนตรีตะวันตก ลักษณะทั่วไปคล้ายกับมาริมบาหรือไซโลโฟนเป็นระนาดขนาดใหญ่ ลูกระนาดทำด้วยโลหะใต้ลูกระนาดมีท่อโลหะเพื่อเป็นตัวขยายเสียงมีแกนใบพัดเล็กๆ ประจำอยู่แต่ละท่อใช้ระบบมอเตอร์หมุนใบพัด ทำให้เกิดเอฟเฟค (Sound Ettect) เสียงสั่นรัวได้
๒) เครื่องดนตรีมีระดับเสียงไม่แน่นอน เครื่องดนตรีในกลุ่มนี้ ไม่มีระดับเสียงแน่นอนหน้าที่สำคัญก็คือใช้เป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะเกิดเสียงโดยการตี สั่น เขย่า เคาะ หรือขูดประกอบด้วย
๑. ฉาบ (Cymbals) ฉาบคือเครื่องตีกระทบ มีหลายลักษณะบางชนิด
ใช้ตีเป็นคู่ให้เกิดเสียงผู้ตีต้องสอดมือเข้าไปที่หูร้อยฉาบ ซึ่งทำด้วยสายหนังแบฝ่ามือประกบแนบกับฝาฉาบตรงส่วนนูนกลางฉาบ แล้วตีกระทบฝาฉาบด้วยมือทั้งสองข้าง ฉาบบางชนิดใช้เพียงข้างเดียว ตีด้วยไม้ตี ฉาบประเภทนี้ต้องติดตั้งบนขาตั้งเช่นฉาบสำหรับกลองชุด ฉาบมีหลายขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากก็จะทำให้เกิดเสียงดัง และความก้องกังวานมากขึ้นด้วย
๒. ไทรแองเกิล หรือ กิ่ง(Triangle) คือเครื่องตีกระทบ ทำด้วยแท่งโลหะ ดัดให้เป็นรูปสามเหลี่ยม แท่งโลหะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ ซ.ม. เพื่อให้เสียงดังกังวานต้องแขวนกิ่งไว้กับเชือกแล้วตีกระทบด้วยแท่งโลหะ กิ่งมีเสียงแจ่มใสมีชีวิตชีวา
๓. มาราคัส (Maracas) คือ เครื่องตีกระทบเดิมทำด้วยผลน้ำเต้าแก่
จัดทำให้แห้ง ภายในบรรจุด้วยเมล็ดน้ำเต้า เมล็ดถั่วต่างๆ ต่อด้ามไว้สำหรับถือเวลาเล่นใช้เขย่าเพื่อให้เกิดเสียงดังซ่าๆ จะเขย่าด้วยมือทั้งสองข้างให้ดังสลับกันในปัจจุบัน ทำด้วยไม้และมักใช้ประกอบในเพลงประเภทลูกกรุงของไทย หรือเพลงในกลุ่มอเมริกาใต้
๔. คาบาซา (Cabaza) คือ เครื่องกระทบจังหวะเดิมทำด้วยผลน้ำเต้า
หรือผลบวบแห้งภายนอกกรอบๆ ท่อหุ้มด้วยลูกประคำร้อยเชือกมีด้ามถือหรือไม่มีก็ได้เกิดเสียงโดยการหมุน สั่น เขย่า ถู เพื่อให้ลูกประคำเคลื่อนที่เสียดสีกับผิวของผลน้ำเต้าหรือผลบวบทำให้เกิดเสียงดังขึ้นเสียงของคาบาซา ฟังคล้ายกับเสียงของมาราคัสปัจจุบันคาบาซาทำด้วยไม้ประกอบโลหะเป็นทรงกระบอกมีด้ามจับถือ ผิวของทรงกระบอกห่อหุ้มด้วยแผ่นโลหะ ทำผิวให้ขรุขระลูกประคำทำด้วยโลหะร้อยติดกันล้อมรอบผิวโลหะ
๕. กลองใหญ่ (Bass drum)คือเครื่องตีกระทบ มี ๒ หน้าขึงด้วยหนังกลอง กลองใหญ่ที่ใช้ในวงออร์เคสตราจะมีขนาดใหญ่กว่า ๓๒ นิ้ว ถ้าใช้ในวงโยธวาทิตจะมีขนาดตั้งแต่ ๒๔-๓๒ นิ้ว ตีด้วยไม้ตี ปลายไม้ข้างหนึ่งทำเป็นปมไว้สำหรับใช้ตีกระทบกับหนังกลอง ปมนั้นอาจจะหุ้มด้วยสักหลาดไม้ก็อก ผ้านวม หรือฟองน้ำ เสียงกลองใหญ่ตีเน้นย้ำจังหวะเพื่อให้เกิดความหนักแน่น หรืออาจจะใช้รัวเพื่อให้เกิดความตื่นเต้นรัวเพื่อสร้างจุดสนใจในบทเพลงเพิ่มขึ้นก็ได้
๖. กลองเล็ก (Snare drum)กลองเล็ก คือเครื่องตีกระทบ มี ๒ หน้า ขึงด้วยหนังกลอง ลักษณะเฉพาะก็คือหน้ากลองด้านล่างขึงคาดไว้ ด้วยสายสะแนร์ทำด้วยเอ็นสัตว์ในปัจจุบันสายสะแนร์มีทั้งที่ทำด้วยไนล่อนและทำด้วยเส้นลวดโลหะ กลองเล็กมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น Snare drum มีขาตั้งรองรับตัวกลองใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลองชุดหรือนำมาใช้บรรเลงประกอบจังหวะสำหรับวงออร์เคสตราหรือวงดนตรีอื่น ๆ ที่นั่งบรรเลง สำหรับวงโยธวาทิตและแตรวงมีตัวยึดกลองทำด้วยโลหะคล้องยึดไว้กับลำตัวของผู้ตีกลองจะอยู่ด้านหน้าของผู้ตี
๗. กลองทิมปานี (Timpani) กลองทิมปานีเป็นกลองที่มีลักษณะเหมือนกะทะหรือกาต้มน้ำจึงมีชื่อหนึ่งว่า Kettle drum ตัวกลองทำด้วยโลหะทองแดงตั้งอยู่บนขาหยั่ง กลองทิมปานีมีระดับเสียงแน่นอนเทียบเท่ากับเสียงเบส มีเท้าเหยียบเพื่อเปลี่ยนระดับเสียงตามที่ต้องการ ในการบรรเลงต้องใช้อย่างน้อย ๒ ใบ จึงมีรูปพหูพจน์อยู่เสมอคือ “Timpani” ถ้าเป็นเอกพจน์หรือกลองลูกเดียวเรียกว่า “Timpano” เสียงของกลองทิมปานีแสดงอำนาจความยิ่งใหญ่ตื่นเต้นเร้าใจ กลองทิมปานีเป็นกลองที่มีระดับเสียงที่นิยมมี ๔ ขนาด คือ ๒๐ นิ้ว ๒๓ นิ้ว ๒๖ นิ้วและ ๒๙ นิ้ว กลองแต่ละใบจะมีช่วงห่างของเสียงอยู่ราวคู่ ๕ เพอร์เฟค (Perfect) และถ้าต้องการจะให้มีเสียงที่ดีควรจัดให้เสียงอยู่ช่วงกลาง เสียงของกลองแต่ละใบมีช่วงกว้างของเสียงดังนี้คือ
๘. กลองชุด (Drum set) กลองชุด คือกลองที่ประกอบด้วยกลองใหญ่ กลองสะแนร์ ฉาบ ๑ หรือ ๒ ใบ กลองทอม ๒ หรือ ๓ ลูก ไฮแฮท ๑ คู่ พร้อมทั้งยังเพิ่มเครื่องกระทบจังหวะอื่น ๆ ประกอบเข้าด้วยกันเป็นพิเศษอีก เช่น คาวเบลส์ เป็นต้น
๙. คองก้า (Conga) คองก้าคือชื่อกลองชนิดหนึ่งมีรูปทรงต่างๆ กัน โดยปกติมีความสูงประมาณ ๓๐ นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๑ นิ้ว ตัวกลองทำด้วยไม้อาจใช้ท่อนไม้นำมาขุดให้กลวง หรือใช้แผ่นไม้ตัดให้เป็นรูปทรงตัวกลองคาดแผ่นโลหะไว้รอบตัวกลองติดยึดด้วยหมุดโลหะ คองก้าเป็นกลองหน้าเดียว ขึงด้วยหนังสัตว์กลองคองก้ามีหลายขนาด ต่างระดับเสียงกัน จะใช้ ๓-๕ ใบ หรือมากกว่านั้นก็ได้ ปกติใช้ อย่างต่ำ ๒ ใบตีสอดสลับกันตามลีลาจังหวะของบทเพลงตีด้วยปลายนิ้ว และฝ่ามือเช่นเดียวกับการตีกลองบองโก
๑๐. กลองบองโก (Bongos) กลองบองโกเป็นกลองคู่ต้องมี ๒ ลูกเสมอ เล็ก ๑ ลูกใหญ่ ๑ ลูก ระดับเสียงของกลอง ๒ ลูกตั้งให้ห่างกันในระยะคู่ ๔ หรือคู่ ๕ โดยประมาณ หนังกลองบองโกตั้งตึงกว่ากลองคองก้า กลองบองโกทั้งสองลูก ติดตั้งกับอุปกรณ์ยึดติดให้อยู่คู่กัน ขณะที่ตีกลองผู้ตีต้องหนีบกลองทั้ง ๒ ใบ ให้อยู่ระหว่างขาทั้ง ๒ ข้างด้วยหัวเข่าหรือวางตั้งไว้บนขาตั้งโลหะก็ได้กลองบองโก จะต้องตีด้วยปลายนิ้วมือและฝ่ามือเช่นเดียวกับกลองคองก้า
๑๑. แทมบูรีน (Tambourine) เป็นเครื่องตีกระทบจังหวะประกอบขึ้นด้วยขอบกลมเหมือนขอบกลองขนาดเล็กประมาณ ๑๐ นิ้ว ขอบอาจจะทำด้วยไม้ พลาสติก หรือโลหะ รอบๆ ขอบติดด้วยแผ่นโลหะประกบกัน ๒ แผ่นหรือติดด้วยลูกกะพรวนเป็นระยะใช้ตีกระทบกับฝ่ามือ หรือสั่นเขย่าให้เกิดเสียงดังกรุ๋งกริ๋งเพื่อประกอบจังหวะ แทมบูรีนบางชนิดขึงด้วยหนัง ๑ ด้าน ใช้ฝ่ามือตีที่หนังได้
๑๒. คาวเบลส์ (Cowbells) คาวเบลส์คือเครื่องดนตรีประเภทตีกระทบ
พัฒนามาจากกระดิ่งผูกคอวัว นำมาทั้งรูปร่างและชื่อรูปทรงคล้ายกับระฆังมากกว่ากระดิ่ง ตีด้วยไม้กลอง คาวเบลส์ใช้มากในดนตรีละตินอเมริกา ดนตรีประกอบการเต้นลีลาศหรือเพลงลูกทุ่งของไทย คาวเบลส์ยังใช้เป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งของกลองชุดอีกด้วย
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
บรม ท้าวพา, กำนันตำบลบ้านขาม,สัมภาษณ์, ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๘.
บุญเสริม พลบูรณ์, คณะผู้แสดงรำวงคองก้า, สัมภาษณ์, ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๘.
พิสมัย กลางเหลือง, คณะผู้แสดงรำวงคองก้าสัมภาษณ์, ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๘.
ทองธรรม สมานฉันท์, คณะผู้แสดงรำวงคองก้าสัมภาษณ์, ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘.
วิจิตร กุลริวงษ์,พออ, ผู้อำนวยการสถานศึกษา, สัมภาษณ์ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๘.
สวัสดิ์ ชมภูโคตร, คณะผู้แสดงรำวงคองก้าสัมภาษณ์, ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๘.
สมศรี พันก่ำ, คณะผู้แสดงรำวงคองก้าสัมภาษณ์, ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๘.
สมคิด ศรีโยธา, นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านขาม, สัมภาษณ์, ๑๙ กันยายน ๒๕๔๘.
หนูจัน ศรีวงศ์, คณะผู้แสดงรำวงคองก้าสัมภาษณ์, ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘.
สภาพปัจจุบัน
สภาพรำวงคองก้าบ้านขามในอดีต ( ปี พ.ศ. ๒๔๙๑–๒๕๓๕)
หลังจากที่รำวงคองก้าได้เข้าแสดงครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ โดยนายหนูจันทร์ สมานฉันท์ เกิดปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ซึ่งขณะนั้นมีอายุได้ ๒๑ ปี เป็นคนบ้านห้วยยาง จังหวัดขอนแก่น หลังจากที่คณะรำวงคองก้าได้กลับไปแล้วแต่นายหนูจันทร์ ยังคงได้พักและอาศัยอยู่กับพี่ชายชื่อนายบัวผัน สมานฉันท์ และพี่สะไภ้นางขันโท สาฆะ อยู่ที่บ้านขาม เป็นระยะเวลาประมาณ ๒ ปีกว่าๆ หลังจากงานวันนั้นเป็นต้นมานายหนูจันทร์ ก็ได้ชักชวนคนในหมู่บ้านมาร่วมฝึกซ้อมรำวงคองก้ากัน และเป็นที่สนุกสนานตามวัยของคนหนุ่มสาวในช่วงฤดูแล้ง คือ ประมาณเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน เพราะช่วงนี้จะว่างเว้นการทำนาและผู้คนจะว่างงาน โดยตั้งวงขึ้น ในปี ๒๔๙๔ มีผู้ร่วมฝึกและผู้ที่ร่วมก่อตั้งรำวงคองก้า ที่เป็นหัวเรือใหญ่หรือเป็นตัวหลักของคณะประกอบด้วย (ทองธรรม สมานฉันท์, สัมภาษณ์, ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘)
นายหนูจันทร์ สมานฉัน
นายเสี้ยม พันธ์กล่ำ
นายบัวศรี พาภักดี
นายทองสมุทร พลบูรณ์ (เสียชีวิตแล้ว)
นายชอุ่ม โยธาฤทธิ์ (เสียชีวิตแล้ว)
นายบุญโฮม สุวรรณ
นายสงกา ธรรมติโก
นายบุญ พันธ์กล่ำ (เสียชีวิตแล้ว)
ส่วนนางรำจะเป็นสาวรุ่นประมาณ ๕-๗ คน (จำชื่อไม่ได้) ซึ่งเป็นคนบ้านโนนคูณ และ
บ้านโคกกรุง ตำบลบ้านขาม อำเภอหนองบัวลำภู (ในสมัยนั้นปัจจุบันเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู) และได้รวมกันมาซักซ้อมที่บ้านขาม โดยมีเพลงที่ใช้ร้องและจังหวะที่ใช้รำ คือ
รำฮาวาย
พม่ารำขวัญ
ธรรมดา
รำคองก้า
ลำลาว (รำเซิ้ง) ฯลฯ
หลังจากที่รวมกลุ่มและได้ฝึกซ้อมกันเป็นเป็นที่แน่ใจในฝีมือการร้องรำแล้ว ทางกลุ่ม
คณะจึงได้ประชาสัมพันธ์และเริ่มรับงาน ผลปรากฏว่า ได้รับการตอบรับกันแทบทุกหมู่บ้าน คือ ได้รับการว่าจ้างจากทางเจ้าภาพทุกๆ งาน เช่น งานบุญมหาชาติ งานบุญฉลองของวัดต่างๆ งานบุญแจกข้าว งานบุญกฐิน การรับงานจะต้องดูว่าจะยะทางใกล้หรือไกล เพราะในช่วงสมัยนั้น จะต้องเดินทางเท้าเท่านั้นและจะใช้เวลาที่นานมากกว่าจะไปถึงจุดหมาย และเส้นทางมี่ไปก็มีอันตรายพอสมควร (สวัสดิ์ ชมพูโคตร, สัมภษษณ์, ๒๐ พฤศภาคม ๒๕๔๘)
ในการรับงานในแต่ละครั้ง ค่าจ้างที่ได้รับงานประมาณงานละ ๑๐๐ - ๒๐๐ บาท หรือ
แล้วแต่ระยะทางที่จะไปว่าอยู่ใกล้หรืออยู่ไกล ตัวอย่างเช่น ตำบลนามะเฟือง ซึ่งมีระยะทางประมาณ ๙ กิโลเมตร ค่าจ้างประมาณ ๑๐๐ บาท ค่าจ้างที่อยู่นอกเขต ๒๐๐ บาทขึ้นไป โดยที่ผู้ว่าจ้างได้เดินทางมาพบและทำข้อตกวง พร้อมทั้งนัดวันเวลาที่จะทำการแสดง และไม่มีการแสดงให้ดูและชมเป็นตัวอย่าง เพราะรำวงคองก้าได้เป็นที่รู้จักและเป็นที่สนใจของผู้คนมากแล้ว หลังจากที่นายหนูจันทร์ ได้พาคณะออกแสดงและรับงานเป็นเวลาประมาณ ๒ ปีกว่าๆ จึงได้พบรักกับเด็กหญิงทองธรรม ซึ่งในขณะนั้นมาอายุได้ประมาณ ๑๒ ปี (คนสมัยนั้นตัวจะสูงใหญ่เกินวัย) นางทองธรรมเป็นคนที่ขยันทำงานช่วยพ่อแม่หาบน้ำรดพืชผักที่ปลูกไว้กิน และในระหว่างที่ไม่ได้รับงานก็ไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ จนกระทั่ง ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ นายหนูจัน สมานฉันท์ จึงได้ตัดสินใจแต่งงานกับเด็กหญิงทองธรรม หลังจากที่ได้แต่งงานแล้วนายหนูจันทร์ จึงได้หยุดและออกจากคณะรำวงคองก้าบ้านขามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และเหตุผลที่สำคัญในการออกจากคณะ คือ ความรักที่มีภรรยาเพราะไม่อยากให้ภรรยาจะต้องมาคอยหวาดระแวงในเรื่องชู้สาว ที่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ แต่เป็นการตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อความสุขที่ยั่งยืนของครอบครัว จึงนับได้ว่าเป็นบุคคลที่มองกาลไกลและมีความรอบคอบเป็นอย่างยิ่ง จากการที่ได้แต่งงานนายหนูจันทร์ จึงมุ่งมั่นสร้างฐานะทำมาหาเลี้ยงชีพด้านการเกษตรและเลี้ยงสัตว์เพียงอาชีพเดียว และช่วยเหลืองานของหมู่บ้านทั้งงานราษฎรและงานหลวง จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๒๗ นายหนูจันทร์ สมานฉันท์ ก็สิ้นชีวิตลงด้วยโรคภัยไข้เจ็บอย่างสงบ ที่บ้านขาม และคงไว้ซึ่งความดีและมรดกทางวัฒนธรรม ศิลปะการแสดงพื้นบ้านไว้ให้เป็นมรดกแก่คณะและคนบ้านขามมาจนถึง (ทองธรรม สมานฉันท์, สัมภาษณ์, ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๘)
ทางกลุ่มคณะที่เหลือจึงได้ดำเนินการและสานต่อยังคงรับงานการแสดงไปเรื่อยๆ เพื่อให้
ความบันเทิง และความสนุกสนานในแบบฉบับของการรำวงและการแสดงรำคองก้า ในภาพรวมการรับงานแสดงยังคงหมุนเวียนอยู่ในเขตพื้นที่ใกล้ๆ มากกว่าที่จะรับงานการแสดงยังที่ไกลๆ เพราะมีความยากลำบากในการเดินทาง และในขณะเดียวกันภาพยนตร์หรือหนังกลางแปลง เริ่มเข้ามาและขยายมาถึงอำเภอหนองบัวลำภู (สมัยนั้น) การรำวงคองก้าจึงค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงตามลำดับ ตั้งแต่ที่มีภาพยนตร์หรือหนังกลางแปลงเข้ามา การแสดงรำวงคองก้า ได้รุ่งเรืองและได้รับความนิยมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ถึง ปี
พ.ศ. ๒๕๐๔ รวมเป็นระยะเวลาประมาณ ๕ ปี จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ทางคณะรำวงคองก้าบ้านขามจึงได้ยุติลงโดยการยุบวง กลุ่มคนหนุ่มสาวต่างก็แยกย้ายกันมีครอบครัวและทำมาหากินกันสร้างฐานะตามสภาพเศรษฐกิจในยุคสมัยนั้น เหตุผลที่ต้องยุบวงเพราะว่า ภาพยนตร์หรือหนังกลางแปลง กำลังเป็นที่นิยมและเฟื่องฟูมาก จากการที่คณะรำวงคองก้าเคยรับงานว่าจ้างไปในงานบุญต่างๆ พอมีภาพยนตร์หรือหนังกลางแปลง เมื่อมีงานบุญหรืองานต่างๆ คนก็หันไปว่าจ้างภาพยนตร์หรือหนังกลางแปลง จึงทำให้คณะรำคองก้าสามารถคงอยู่ได้ และได้เลิกหรือยุบวงไปในที่สุด และไม่มีให้เห็นในหมู่บ้านอีกเลยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้มีการพัฒนาศิลปการแสดงเกิดขึ้นใหม่ ที่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ได้มีการพัฒนาและก่อตั้งเป็นคณะรำวงขึ้น โดยมีรูปแบบประยุกต์มาใช้ศิลปะการแสดงและดนตรีพื้นบ้านเข้ามาช่วยเต็มรูปแบบ จากการแสดงรำวงคองก้าบ้านขามที่ใช้เครื่องดนตรีเพียงไม่กี่ชื้น เพียงอาศัยกลองหนังแลน หมากแซะและตูมกา ทางกลุ่มคณะอำเภอกุมภวาปี ได้ใช้อุปกรณ์เกี่ยวกับดนตรีเพิ่มมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญได้มีการพัฒนาในเนื้อร้อง รูปแบบของการแสดงในท่วงท่ารำต่างๆ เช่น ท่าม้าย่อง ท่ามอฮ็อก เป็นต้น ลักษณะการแต่งกายยังเป็นแบบเรียบง่ายไม่โป้มาก เพราะในช่วงนี้หนุ่มสาวหวังที่จะฟ้อนรำเพื่อความสนุกมากกว่าสิ่งอื่น ที่จะแสดงออกในทางชู้สาว (สวัสดิ์ ชมพูโคตร, สัมภษษณ์, ๒๐ พฤศภาคม ๒๕๔๘)
ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นมา ในการแสดงรูปแบบใหม่นี้ ได้รับความนิยมกันมากเรื่อย ทั้งรูปแบบเครื่องดนตรี การต่างกาย จังหวะ และแสงสีเสียง เนื้อร้องและบทเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือมีเครื่องดนตรีสากลเข้ามาและมีการใช้เครื่องเสียงที่มีความทันสมัยมากขึ้น คนนิยมจ้างมาแสดงเพื่อหาเงินจากการขายบัตรและแสดงรำวงเป็นรอบๆ และได้แพร่กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ในภาคอีสาน และวงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดวงหนึ่ง คือ วงจันเพ็ญ การแสดงที่มีความเร่าร้อนจากท่าเต้น นางรำที่มีแต่หญิงสาวที่กำลังแรกรุ่น ลักษณะการแต่งตัวเสื้อผ้าจะออกโป้โชว์ขาอ่อน กระโปรงสั้นจนเห็นกลางเกงชั้นใน คอเสื้อจะเว้าแหว่งรัดรูปเห็นรูปทรงหน้าอกทั้งหมด เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ที่มาชมและพร้อมที่จะควักเงินซื้อบัตรและเหมารอบ สภาพของเวทีมีการยกพื้นขึ้นสูงประมาณ ๑ เมตร และมีชั้นที่สองยกขึ้นสูงให้นักดนตรีและนักร้องได้ทำการบรรเลงและร้อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มวัยรุ่น เวทีส่วนมากผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้สร้างเองทั้งหมดส่วนคณะนักแสดงจะมีมาเพียงเครื่องเสียง เครื่องดนตรี นักดนตรี นักร้องและสาวรำวงเท่านั้น และจะมีแสงสว่างที่ใช้หลอดไฟฟ้าแต่ยังไม่มีแสงสีเข้ามาช่วย ที่น่าสงเกตคืออย่างหนึ่งคือ ผู้ที่มาร่วมฟ้อนรำวงส่วนมากจะเป็นคนหนุ่มคนสาววันรุ่น อายุประมาณ ๑๕- ๒๕ ปี เสียส่วนมาก จะพากันมาเป็นกลุ่มก้อน ทั้งกลุ่มหนุ่มสาวในหมู่บ้าน ทั้งกลุ่มหนุ่มสาวที่ร่วมเรียนศึกษา ทั้งกลุ่มหนุ่มสาวที่มาพบกันในงาน กลุ่มทั้งหมดนี้จะอยู่รวมกันเป้นกลุ่มๆ ทั้งมีการปูเสื่อและร่วมกันดื่มสุรากัน บางกลุ่มก็ร้องรำทำเพลงและขึ้นเต้นรำไปด้วย ในสภาพที่ฟ้อนและเต้นโซเซด้วยความเมา ส่งเสียงและสัญญาณด้วยความคึกคะนอง และหลายๆ คนก็ได้หมายตานางรำที่สวยๆ บนเวที เมื่อมีเงินก็จะทำการซื้อบัตรขึ้นไปโค้งเต้นรำ ถึงขนาดเต้นเหมาจองเฉพาะนางรำเพียงคนเดียวทั้งคืนเลยก็มี ท่าเต้นจะมีหลายแนวทั้งแนวรำรงธรรมดา มาแนวรำแพน รำเต้ย รำเพลิน สามช่า ตะลุง บีกิน เป็นต้น
จากการเปลี่ยนแปลงที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมด้านนอก รำวงจึงเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่ผู้คนมีความหลงใหล และจะสื่อออกไปทางยั่วยุทางกามารมณ์มากกว่าศิลปการแสดง และในเนื้อหาของเนื้อร้องและท่ารำ ทำให้เกิดการหมกมุ่นหลงใหลแย่งชิงและใช้เป็นสถานที่ทะเลาะวิวาทกันในรูปแบบต่างๆ เช่น กรณี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ที่ตำบลกุดดู่ อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันขึ้นอยู่กับหนองบัวลำภู) ในงานฉลองโบสถวัดบ้านกุดดู่ ในช่วงกลางวันมีกิจกรรมต่างๆ ภายในวัด ในช่วงกลางคืนมีมหรศพสมโภชน์ โดยมี หนังกลางแปลง หมอลำเรื่องต่อกลอน สอยดาว และรำวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรำวงจะเป็นคณะที่ใหญ่มาก นางรำมีมากถึง ๒๐-๒๕ คน การแสดงได้รับการว่าจ้างเหมามาถึง ๓ วัน ประมาณ ๕,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท /คืน การแสดงรำวงเป็นที่สนอกสนใจของผู้มาเที่ยวงานเป็นอย่างมาก คนทุกรุ่นทุกวัยต่างก็ยอมเสียเงินเพื่อแลกซื้อบัตรเพื่อนำบัตรไปโค้งกับนางรำที่ตนชื่นชอบ ด้วยความที่ผู้คนมากมายหลายหมื่นจึงเกิดมีข้อพิพาทกันในหมู่ของวัยรุ่น จึงมีการขว้างระเบิดทำร้ายกันทำให้มีผู้เสียชีวิตในงานและเจ็บกันหลายคน นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีครั้งหนึ่งที่บ่งบอกถึงความเสื่อมถอยทางวัฒนธรรม กับการที่รับเอาวัฒนธรรมด้านนอกเข้ามา จึงเป็นจัดเปลี่ยนถึงความเสื่อมถอยทางวัฒนธรรมเริ่มต้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (บัญชา สุปัญญา, สัมภาษณ์ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๘)

๓.๔ สภาพรำวงคองก้าบ้านขามในยุคปัจจุบัน ( ปี พ.ศ. ๒๕๓๖–ปัจจุบัน)

จากการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางกระแสแห่งยุคโลกาภิวัตน์ แสดงให้เห็นว่ายิ่งมีการพัฒนามากขึ้นเท่าไรแต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ชองชุมชนชาวบ้านอีสาน คือ วัฒนธรรมทางภาษา ชาติพันธ์ และขนบธรรมเนียมประเพณีที่อยู่คู่กับสังคมอีสานยังคงมีความเหนียวแน่นในกลุ่มผู้สูงอายุอย่างไม่มีเสื่อมถอย รำวงคองก้าแม้จะเป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่สมัยหนึ่งรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ได้นำเข้ามาและนำมาเป็นนโบบายของชาติ เพี่อเป็นกุศโลบายในการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่คนภายในประเทศ ในระหว่างช่วงสงคราม รำคองก้า จึงอยู่ในความทรงจำแม้จะเป็นอดีตไปแล้วแต่ยังคงด้วยเสน่ห์และคุณค่าทางวัฒนธรรม ของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ซึ่งอยู่ในช่วงและในยุคสมัยนั้นอย่างมิรู้ลืม ก่อนที่จะสูญหายตายจากไปแผ่นดินไทย ได้หารวบรวมข้อมูลจากเพื่อนๆ ในรุ่นราวคราวเดียวกัน เช่น รวบรวมบทเพลง รวบรวมตำราต่างๆ ที่มีการบันทึก และรวบรวมกลุ่มนักแสดงที่ยังพอมีอยู่ ซึ่งประกอบไปด้วย
นายสวัสดิ์ ชมภูโคตร
นายคำพอง พาภักดี เป็นมือกลอง
นายทองนาค พุ่มแก้ (เสียชีวิตแล้ว) มือฉิ่ง
นายค้ำ พันธุ์ก่ำ (เสียชีวิตแล้ว) มือแซก
ส่วนนางรำจะรวบรวมผู้คน ชาย-หญิงภายในหมู่บ้านได้ประมาณ ๑๐๐ คน มาทำการ
ประชุมพูดคุย ทำข้อตกลงจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันฝึกซ้อมกันทั้งหมู่บ้าน และได้รับงานแสดงรำคองก้าครั้งแรก ที่โรงเรียนบ้านขามธาตุ ตำบลบ้านขาม โดยนายประสิทธิ์ ศรีเชียงสา ผู้อำนวยการโรงเรียน ได้จัดงานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยขึ้นที่โรงเรียน โดยให้ชาวบ้านรวบรวมและนำเอาของโบราณที่มี มารวบรวมและก่อสร้างศูนย์อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ช่วงกลางวันมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นทุกประเภท รำคองก้า (รำวงโบราณ) ถึงได้เข้ามามีบทบาทอีกครั้งหนึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
แนวทางการส่งเสริม
รำวงคองก้าบ้านขามกับวิถีชุมชน

รำวงคองก้าบ้านขาม ตำบลบ้านขาม จังหวัดหนองบัวลำภู ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคม หมายถึงการที่ระบบสังคม กระบวนการแบบอย่างหรือรูปแบบทางสังคม การดำเนินชีวิต ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมืองการปกครอง ระบบครอบครัวและเครือญาติ ขนบธรรมเนียมประเพณีได้เปลี่ยนแปลง ไปส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มชุมชน ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทั้งนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปทางก้าวหน้าหรือถดถอยถาวรหรือชั่วคราว วางแผนไว้หรือเป็นไปเองตามธรรมชาติ หรืออาจเป็นประโยชน์หรือให้โทษก็ได้ การแสดงรำวงคองก้าบ้านขาม ได้ผ่านการสั่งสม สืบสาน และถ่ายทอดต่อๆ กันมา จนกลายเป็นภูมิปัญญา และภูมิปัญญาของการแสดงรำวงคองก้านี้ สามารถนำมาบูรณาการเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านต่างๆ ตามวิถีชีวิตของชาวบ้าน เช่น ความต้องการทางด้านปัจจัยที่ได้รับจากการรับจ้างงาน หรือแม้แต่การแสดงละเล่นและการถ่ายทอดเพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านจิตใจ การละเล่นรำวงคองก้าของกลุ่มรำวงคองก้าบ้านขาม เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สร้างโดยชาวบ้าน ถึงแม้ว่าการรำวงคองก้าจะเป็นสิ่งที่คู่กับวิถีชีวิตบ้านขามมาช้านาน แต่การละเล่นรำวงคองก้าในปัจจุบันยังถูกมองในหลายแง่มุม กลุ่มที่มองเห็นประโยชน์ก็จะบอกว่า เป็นการอนุรักษ์ เป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของชาวบ้าน กลุ่มที่มองเห็นโทษก็จะบอกว่าเป็นวัฒธรรมของตะวันตก ส่วนกลุ่มที่มองเห็นทั้งประโยชน์และโทษก็ยังมีก้ำกึ่งกัน จึงมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นในสังคมไทยที่ไม่มีใครชี้ขาด ไม่มีคำอธิบาย หรือคำตอบที่น่าพอใจให้กับคนที่มองต่างมุมเหล่านี้ ดังนั้นผู้ศึกษาจึงได้รวบรวม และขอเสนอข้อมูลเหล่านี้จะมีส่วนช่วยสร้างความเข้าใจ คลี่คลายปัญหา และข้อขัดแย้งของคนในสังคมดังกล่าวมาแล้วอีกทางหนึ่ง

๔.๑ รำวงคองก้าบ้านขามกับสภาพทางสังคม

ในพื้นที่บ้านขาม ตำบลบ้านขาม จังหวัดหนองบัวลำภู มีการรู้จักและละเล่นรำวงคองก้ามาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ มาแล้ว โดยนายจันทร์ ขันติโก ได้เป็นผู้ว่าจ้างให้มาทำการแสดงในงานบุญคูญข้าวอยู่ที่นาของตนเอง จนกระทั่งนายหนูจันทร์ สมานฉันท์ ซึ่งเป็นคนบ้านห้วยยาง จังหวัดขอนแก่น ได้ติดตามพี่ชายมาอยู่ที่ตำบลบ้านขาม และได้ทำการก่อตั้งวงขึ้นเป็นครั้งแรกที่บ้านขาม เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ กับคณะ ประมาณ ๗-๘ คน โดยมีการใช้เนื้อเพลงที่ร้องและจังหวะที่ใช้รำ คือ รำฮาวาย พม่ารำขวัญ รำวงธรรมดา รำคองก้า และรำลาว (รำเซิ้ง) จากการรวมกลุ่มผลปรากฏว่า ได้รับความนิยม และได้รับการว่าจ้างอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลาอยู่ประมาณ ๒ กว่าปี หัวหน้าคณะจึงได้แต่งงานและหยุดไป หลังจากนั้นคณะที่เหลือก็ได้ดำเนินการต่อไป รำวงคองก้าบ้านขาม ได้มีความรุ่งเรืองมากตั่งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๙- ๒๕๐๔ รวมระยะเวลา ๕ ปี หลังจากนั้นก็ลดความนิยมและหยุดการละเล่นไปในที่สุด

๔.๑.๑ ลักษณะทางสังคมของกลุ่มรำวงคองก้าบ้านขาม
รำวงคองก้าบ้านขาม เป็นผลิตผลหนึ่งที่เกิดจากสังคมวัฒนธรรมในช่วงยุคสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม แม้จะมีส่วนหนึ่งแอบแฝงอยู่กับสังคมเมืองแต่ก็มีส่วนน้อย คนในบ้านขาม ประกอบอาชีพทางการเกษตรเป็นหลักมากถึงร้อยละ ๙๘ ของประชากรทั้งหมด รองลงมาเป็นอาชีพค้าขายและอื่นๆ (สำนักงานการเกษตรอำเภอเมืองหนองบัวลำภู, ๒๕๔๗) สมชาย นิลอาธิ กล่าวถึงสังคมของชาวอีสานว่า เป็นสังคมแบบเกษตรกรรมเพื่อยังชีพ มีการทำนาเป็นอาชีพหลัก ในยามว่างจากการทำนาชาวอีสานก็จะเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนหารายได้จากการประกอบอาชีพอื่น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมทางสังคมอันได้แก่ งานบุญประเพณีต่างๆ รวมทั้งการพักผ่อนหย่อนใจตามโอกาสต่างๆ
จากการออกพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลภาคสนาม ผู้ศึกษาสังเกตพบว่า ลักษณะทาง
สังคมของกลุ่มคณะรำวงคองก้า ตำบลบ้านขาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู จะเป็นการละเล่นและแสดงรำวงคองก้าในลักษณะสังคมแบบชาวบ้าน คือ สังคมของกลุ่มรำวงคองก้า และสังคมของชาวบ้านที่ประกอบอาชีพอื่น ซึ่งพอจะสรุปได้ ๒ ประเภทดังนี้
๔.๑.๑.๑ รำวงคองก้าในสังคมกลุ่มชาวบ้าน
ผู้ศึกษาได้ติดตามสังเกตการละเล่นรำวงคองก้าบ้านขาม และในสังคมชาวบ้านหลายแห่ง พบว่าจะมีวิธีการละเล่นที่คล้ายๆ กัน เช่น รำวงคองก้าบ้านนาดี อำเภอศรีบุญเรือง รำวงคองก้าบ้านโคกกรุง และรำวงคองก้าโรงเรียนสุดา อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จากการสอบถามพบว่าเป็นการละเล่นที่ได้มาทำการฝึกและเรียนที่ตำบลบ้านขามทั้งหมด เพียงแต่ได้มีการดัดแปลงเนื้อหาของเพลงออกไปบ้าง และลักษณะท่ารำก็เปลี่ยนแปลงแปลงไปเล็กน้อย และกำลังได้รับความนิยมของคนในชุมชนอย่างมาก ผู้ที่มาละเล่นจะมีทุกสาขาอาชีพ ทั้งข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน และนักการเมืองทุกระดับในท้องที่
จากการศึกษาของผู้วิจัย พบว่า รำวงคองก้าในความรู้สึกของชาวบ้านนั้น ต่างก็มีความสุขกับการละเล่นรำวงคองก้า เพราะมีความรู้สึกสนุกและผ่อนคลาย ได้ออกกำลังกายและได้พบปะสังสรรค์พูดคุยกับเพื่อนบ้าน ตลอดจนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น และการละเล่นรำวงคองก้า จะไม่มีพิษมีภัยกับใครและนานๆ ครั้งจะมาร่วมแสดงและละเล่นกันสัก
ครั้งหนึ่ง จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่หน่วยงานทางราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมจังหวัด
ควรที่จะส่งเสริมและอนุรักษ์ศิลปการแสดงดังกล่าวไว้ตลอดไป

๒) สังคมชาวบ้านผู้ไม่ละเล่นรำวงคองก้า
จากการสัมภาษณ์นายบรม ท้าวพา ซึ่งเป็นกำนันตำบลบ้าน กล่าวว่า จากการที่กลุ่มชาวบ้านได้ร่วมกันรวมกลุ่มแสดงรำวงคองก้าขึ้นมานั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่จะให้ความร่วมมือและชื่นชมในการแสดงของคณะรำวงคองก้ามาตลอด เพราะได้ทำให้ตำบลบ้านขามมีชื่อเสียงและได้เป็นที่รู้จักขอผู้คนทั้งในจังหวัดและนอกจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนราชการในจังหวัดจะหมุนเวียนกันออกมาว่าจ้างและส่งเสริมอยู่เสมอ ในฐานะที่ตนเป็นกำนันตำบลบ้านขาม ตนก็ได้พยายามประสานกับหน่วยงานราชการที่อยู่ในท้องถิ่น และจังหวัด ตลอดทั้งนักการเมืองทุกระดับ เพื่อที่อยากจะให้รำวงคองก้ามีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม และที่สำคัญก็คือไม่อยากให้รำวงคองก้าสูณหายไปจากแผ่นดินบ้านขาม(นายบรม ท้าวพา สัมภาษณ์, ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๘) ส่วนชาวบ้านที่ไม่เป็นกลุ่มรำวงคองก้า ก็ให้รวมกลุ่มกันประกอบอาชีพอื่น ที่นอกเหนือจากอาชีพหลัก คือ ทำนา ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ เช่น กลุ่มทอผ้า กลุ่มออมทรัพย์ร้านค้า เป็นต้น การดำเนินการของในแต่ละกลุ่ม ได้มีหน่วยงานของทางราชการเข้ามาให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน จึงทำให้ชาวบ้านขาม อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข มาจนถึงปัจจุบัน
จากการสัมภาษณ์พบว่า ในสังคมของชาวบ้านขาม มีการประกอบอาชีพเสริม ไม่ใช่เฉพาะการละเล่นรำวงคองก้าเท่านั้น ยังมีอาชีพอื่นที่นอกเหนือจากการทำนา ทำไร่และเลี้ยงสัตว์ ชาวบ้านได้หันมาทำอาชีพเสริม เช่น การทอผ้า การออกไปรับจ้าง ฯลฯ แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านขาม ในการต่อสู้และดิ้นรนในสภาวะเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน และตั้งอยู่บนพื้นฐานทางสังคม ที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และอาศัยซึ่งกันและกัน

๔.๑.๒ ความสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มรำวงคองก้าบ้านขาม
กลุ่มคณะรำวงคองก้าบ้านขาม ตำบลบ้านขาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู มีลักษณะการละเล่นรำวงคองก้าแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีการขยายไปสู่เครือญาติในครอบครัวเดียวกัน และในกลุ่มของเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้ คือ
๔.๑.๒.๑ ความสัมพันธ์แบบปฐมภูมิ
ความสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มรำวงคองก้าบ้านขาม ตำบลบ้านขาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู สามารถจำแนกได้เป็นแบบปฐมภูมิได้ ๔ ระดับ ดังต่อไปนี้
๑) ความสัมพันธ์ในระดับครอบครัว
การละเล่นรำวงคองก้าบ้านขาม ส่วนมากเป็นการใช้สถานที่ของ
โรงเรียนชุมชนบ้านขามในการฝึกและละเล่น และใช้ศาลากลางบ้าน จึงเกี่ยวข้องกับสมาชิกทุก
คนในครอบครัวโดยตรง ในสังคมชาวบ้านทุกคนในครอบครัวจะคุ้นเคยกับรำวงคองก้าเป็นอย่างดี ทุกคนสามารถที่จะมาร่วมละเล่นและแสดงร่วมกันได้ นับตั้งแต่เด็กไปจนถึงผู้ใหญ่ เพราะการ
ละเล่นเป็นการสันทนาการมากกว่า และจะต้องใช้ความรู้และทักษะพอสมควร

๒) ความสัมพันธ์ในระดับชุมชน
จากการสัมภาษณ์กลุ่มรำวงคองก้าบ้านขาม ตำบลบ้านขาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู พบว่า การละเล่นของกลุ่มรำวงคองก้า มีการพูดคุยพบปะกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันอยู่เสมอ เช่น นายสวัสดิ์ ชมภูโคตร แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนในชุมชน และหมู่บ้านอื่นที่มีความสัมพันธ์ในลักษณะกลุ่มที่ได้มาเรียนและฝึกคองก้าเช่นเดียวกัน
๓) ความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาค
ความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาคนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจน ในกรณีที่กลุ่มรำวงคองก้าบ้านขาม ได้ออกไปแสดงยังสถานที่ต่างๆ แสดงให้เห้นว่ารำวงคองก้าบ้านขาม สามารถที่จะเป็นสื่อทางวัฒนธรรม ในการที่จะสร้างและเชื่อมความสัมพันธ์อันดีในระดับภูมิภาคเลยทีเดียว รำวงคองก้าเป็นรำวงที่แปลกใหม่ในยุคสังคมปัจจุบัน ทำให้เป็นที่สนใจของผู้คนทั้งใน
ประเทศและนอกประเทศได้ (วิจิตร กุลริวงษ์.พออ., สัมภาษณ์, ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๘)
๔) ความสัมพันธ์ในระดับประเทศ
กลุ่มคณะรำวงคองก้าบ้านขาม เริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นเมื่อประมาณสองปีมานี้เอง กระทรวงวัฒนธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติหรือ สวช. ได้มีดำริที่จะให้สภาวัฒนธรรมจังหวัดและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ได้เก็บรวบรวมข้อมูลศิลปการแสดงท้องถิ่นที่กำลังจะสูญหาย หรือที่มีอยู่ในท้องถิ่นเดิมแต่ไม่มีใครสนใจที่จะศึกษา นับได้ว่า รำวงคองก้าบ้านขามจึงได้ทำการศึกษาอย่างจริงจังแม้เวลาจะค่อนข้างน้อยมาก แต่ก็เป็นการเริ่มต้นในสิ่งที่ดีในการที่จะศึกษาเพื่อไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่าน ตลอดทั้งสามารถที่จะเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ในระดับต่างๆ ทั่วประเทศได้ และในอนาคตต่อไปรำวงคองก้าจะได้เป็นทูตที่เป็นสื่อพื้นบ้านในการที่จะนำไปแสดงยังประเทศต่างๆ ก็อาจจะเป็นได้ เพราะในหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเซียและตะวันออกกลาง ต่างก็ได้นำเอาวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นสื่อเชื่อมสัมพันธ์ และแสดงต้อนรับผู้มาเยือนจนเป็นที่ประทับใจมามากนักต่อนักแล้ว รำวงคองก้าจึงเป็นรำวงที่มีเสน่ห์ และติดตาติดใจไปนานเลยทีเดียว (บัญชา สุปัญญา, สัมภาษณ์, ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๘)
๔.๑.๒.๒ ความสัมพันธ์แบบทุติยภูมิ
ความสัมพันธ์แบบทุติยภูมิ ของกลุ่มคณะรำวงคองก้าบ้านขาม ตำบลบ้านขาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู มี ๒ อย่าง คือ
๑. ความสัมพันธ์แบบกลุ่มรำวงคองก้าบ้านขาม
กลุ่มรำวงคองก้าบ้านขาม ได้ดำเนินการมา ตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ จนมาถึงปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่การรวมตัวกันแบบไม่เป็นทางการ คือ มีการอาศัยพึ่งพาซึ่งกันละกันโดยอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ตามธรรมชาติและท้องถิ่น เพื่อประกอบในการละเล่นรำวงคองก้า จนปัจจุบันทางราชการโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนชุมชนบ้านขาม สภาวัฒนธรรมจังหวัด และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด ได้ให้การสนับสนุนและได้ให้ชาวบ้านจัดตั้งเป็นกลุ่มขึ้น ชื่อว่า กลุ่มคณะรำวงคองก้าบ้านขาม จากการสัมภาษณ์นายสวัสดิ์ ชมพูโคตร ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มรำวงคองก้าบ้านขาม ตำบลบ้านขาม กล่าวว่า การละเล่นรำวงคองก้าของชาวบ้าน บ้านขาม ได้เริ่มเข้าทำการละเล่นและแสดงเมื่อปี ๒๔๙๑ ที่นานายจันทร์ ขันติโก ซึ่งหัวหน้าคณะ คือหนูจันทร์ สมานฉันท์ ซึ่งเป็นคนบ้านห้วยยาง จังหวัดขอนแก่น เป็นผู้นำคณะมาแสดง พอแสดงเสร็จแล้ว นายหนูจันทร์ ก็ไม่เดินทางกลับบ้านและได้เข้ามาอาศัยและพักอยู่กับพี่ชาย ที่ได้มาเอาภรรยาอยู่ที่บ้านขามชื่อนายบัวผัน สมานฉันท์ ซึ่งในขณะนั้นชาวบ้านขามรวมทั้งตนยังเป็นเด็กอยู่มาก คือ อายุเพียง ๑๒ ปีเท่านั้นเอง หลังจากนั้นก็ได้ติดตามและร่วมกิจกรรมตามพวกพี่ๆ มาตลอด จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๙๔ นายหนูจันทร์ สมานฉันท์ ซึ่งเป็นคนบ้านห้วยยางและได้มาอาศัยอยู่ที่บ้านขาม ก็ได้รวบรวมชาวบ้านและเพื่อนสนิทได้ประมาณ ๗-๘ คน ขึ้นมาและตั้งคณะรำวงคองก้าขึ้น และได้ไปแสดงตามงานต่างๆ ทั้งงานบุญฉลองศาลา งานบุญกฐิน ฯลฯ อยู่ได้ประมาณ ๒ ปี กว่าๆ นายหนูจันทร์หัวหน้าคณะก็พบรักและแต่งงานกับคนบ้านขาม พอแต่งงานแล้วก็เลิกและออกจากคณะรำวงคองก้าจึงเหลือเฉพาะเพื่อนร่วมงานจึงได้พากันดำเนินงานต่อไป จนกระทั่งถึง ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ จึงได้เลิกวงไปทั้งหมด เพราะสู้กระแสหนังกลางแปลงไม่ได้ จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๖ จึงได้รวบรวมขึ้นมาใหม่และทำการฝึก จนรำวงคองก้าได้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง เป็นการรวมกลุ่มในกลุ่มเฉพาะชาวบ้านขาม รวมคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันหลังจากที่เสร็จจากฤดูกาลทำนา ต่อมาเริ่มมีผู้มาว่าจ้างมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากรำวงคองก้าเป็นศิลปการแสดงที่ไม่เหมือนกับที่อื่น อาศัยการสอบถามและพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเทคนิคและขั้นตอนต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทหรือญาติพี่น้อง การนำรำวงคองก้าออกไปแสดงในงานต่างๆ นั้น จะเป็นการชักชวนกันสำหรับผู้ที่อยู่ใกล้ชิด และไม่มีแผนงานที่ชัดเจน คือ จะทำการรับจ้างแสดงแบบเดินทางไป-กลับ ต่อมาก็มีผู้คนในชุมชนสนใจมากยิ่งขึ้นและเริ่มมีความสนใจหลายหมู่บ้าน อีกทั้งทางราชการได้เข้ามาในพื้นที่และมาพบเห็น จึงให้คำแนะนำและดำเนินการให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ศิลปการแสดงรำวงคองก้าและเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด (นายสวัสดิ์ ชมพูโคตร, สัมภาษณ์, ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๘)
จากการศึกษาสรุปได้ว่า ความสัมพันธ์แบบกลุ่มของคณะรำวง
คองก้าบ้านขาม ตำบลบ้านขาม เป็นไปในลักษณะกลุ่มระหว่างเครือญาติ กลุ่มระหว่างเพื่อนที่สนิท และได้รวบรวมกันขึ้นเพื่อจัดตั้งเป็นกลุ่ม มีการทำงานร่วมกันในกลุ่ม ทำให้ชาวบ้านสามารถพึ่งตนเองได้และเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมทั้งภายในและภายนอกชุมชน
๒. ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มรำวงคองก้าบ้านขาม
จากการรวมกลุมของคณะรำวงคองก้าบ้านขาม และมีการฝึกและละเล่นทั้งในและนอกชุมชน จนได้รับความสนใจจากกลุ่มชุมชนและหมู่บ้านต่างๆ เช่น กลุ่มรำวงคองก้าบ้านนาดี อำเภอศรีบุญเรือง กลุ่มรำวงคองก้าเยาวชนโรงเรียนสุดาอำเภอเมืองหนองบัวลำภู กลุ่มรำวงคองก้าบ้านโคกกรุงตำบลบ้านขาม กลุ่มรำวงคองก้าบ้านวังทอง อำเภอนาวัง ฯลฯ ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มนี้ ที่มีพื้นฐานมาจากการการอยู่ร่วมกันของคนในชุมชน ที่มีการติดต่อ สื่อสารการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทั้งระหว่างกลุ่มเครือญาติและระหว่างกลุ่มที่ต้องทำงานเพื่อสังคมร่วมกัน บุคคลทั้งหมดเหล่านี้ ส่วนมากเคยได้มาดูการแสดงรำวงคองก้าบ้านขามมาแล้วทั้งสิ้น จึงได้ทำการรวมกลุ่มคนในชุมชน และมาขอเรียนการแสดงรำวงคองก้าจากกลุ่มรำวงคองก้าบ้านขาม พอเป็นงานแล้วก็ได้นำไปแสดงยังพื้นที่ของตน และยังคงแสดงอยู่จนถึงปัจจุบัน ได้สร้างความภาคภูมิใจต่อคณะรำวงคองก้าบ้านขามเป็นอย่างยิ่ง (นายสวัสดิ์ ชมพูโคตร, สัมภาษณ์
จากการศึกษา กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ได้เข้ามาเล่าเรียน ศึกษาและ
ฝึกจากกลุ่มรำวงคองก้าบ้านขาม และได้นำศิลปการแสดงรำวงคองก้าไปถ่ายทอดคนในชุมชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ บางกลุ่มได้นำไปเป็นแบบเรียนซึ่งได้สร้างความภาคภูมิใจต่อคณะรำวงคองก้าเป็นอย่างยิ่ง ที่ผู้คนให้ความสำคัญและให้ความสนใจ
๔.๑.๓ อัตลักษณ์ของคนในคณะรำวงคองก้าบ้านขาม
อัตลักษณ์ของกลุ่มคณะรำวงคองก้าบ้านขาม เป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่ม ซึ่งผู้วิจัยได้สังเกตจากการเก็บข้อมูลภาคสนามนั้น สามารถจำแนกอัตลักษณ์ของกลุ่มคณะรำวงคองก้าบ้านขาม ในพื้นที่บ้านขาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู ได้ดังต่อไปนี้
๔.๑.๓.๑ ขยันหมั่นเพียร จากสายตาของคนภายนอกส่วนหนึ่งอาจจะมองคณะรำวงคองก้าบ้านขามว่า เป็นคนชอบเต้นกินรำกิน แต่เมื่อผู้วิจัยได้เข้าไปสังเกตกิจกรรมการละเล่นรำวงคองก้า กับนายสวัสดิ์ ชมพูโคตร นางคำพอง ชาภักดีและนางทองธรรม สมานฉันท์ แล้วกลับพบว่า การละเล่นรำวงคองก้าของกลุ่มรำวงคองก้าบ้านขามนั้น ต้องเอาความขยันหมั่นเพียรและความอดทนเป็นที่ตั้ง ไม่เช่นนั้นจะทำการฝึกไม่ประสบผลสำเร็จ คนในคณะรำวงคองก้า ต้องตื่นแต่เช้าทุกวันเพื่อทำภารกิจในครอบครัวเกี่ยวกับการทำไร่ทำนา หลายคนต้องต้อนวัวต้อนควายออกไปที่ไร่ที่นา หลังจากนั้นจะต้องหาอาหารกินกันในครอบครัว ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่หัวหน้าครอบครัวและภรรยาจะต้องจัดเตรียม และทำภารกิจในแต่ละวันให้เสร็จสิ้นก่อน ตอนเย็นก็จะพากันมารวมกลุ่มและฝึกฝน ตามแต่จะว่างกันมาไม่มีการบังคับ แต่ที่ต้องใช้ความขยันหมั่นเพียรและความอดทนเพราะว่า กว่าที่ผู้คนในชุมชนจะหันมาให้ความสนใจและเห็นความสำคัญนั้นต้องใช้เวลาและความอดทนมาก ต้องร่วมกับทั้งทางโรงเรียนและหมู่บ้าน กว่าการแสดงจะเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั้งในและนอกพื้นที่ จนบางครั้งก็น้อยใจและหมดความอดทนก็หลายครั้ง ปรัชญาของกลุ่มรำวงคองก้าที่ได้จากข้อเท็จจริงนี้ก็คือ การที่จะทำสิ่งใดก็แล้วแต่หากมีความขยันหมั่นเพียร เหมือนกับการก่อตั้งและรวมกลุ่มรำวงคองก้า ย่อมจะประสบความสำเร็จได้โดยง่าย
๔.๑.๓.๒ อ่อนนอกแข็งใน กลุ่มคนรำวงคองก้าส่วนมากเป็นคนผู้สูงอายุ และเป็นผู้มีวัยวุฒิเป็นที่เคารพนับถือของคนในชุมชนและหมู่บ้าน เป็นผู้ที่มีคุณธรรมและจริยธรรมสูง ซึ่งเช้าก็จะไปทำภารกิจที่วัด ทำนุบำรุงพุทธศาสนา เสร็จจากงานวัดก็จะมาช่วยงานภายในหมู่บ้าน เช่น งานบุญ งานศพ งานแต่งงาน ฯลฯ เหล่านั้นคือภารกิจหลักของคนในสังคมอีสานที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ในลักษณะสังคมชาวบ้าน เป็นคนที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน จะพูดในลักษณะถ่อมตน กลุ่มคนรำวงคองก้าส่วนใหญ่นั้นจะเป็นคนที่มีบทบาทสูงมากในชุมชนบ้านขาม มีลักษณะของผู้นำและผู้บริหาร เป็นที่ยอมรับของคนในสังคมและชุมชน กล้าพูด
กล้าคิด กล้าทำ มีความซื่อสัตย์สุจริตต่ออาชีพและเพื่อนร่วมงาน
ในสังคมในกลุ่มคณะรำวงคองก้า บ้านขาม ตำบลบ้านขามนั้น เป็นคนที่มีความหลากหลายอาชีพ นับตั้งแต่ กรรมกร ชาวไร่ ชาวนา พ่อค้า นักการเมืองท้องถิ่น ฯลฯ สิ่งนี้เป็นจุดต่างที่มองเห็นได้ชัดเจน แต่กลุ่มคนที่แตกต่างกันอย่างหลากหลายนี้กลับมีจุดร่วมเดียวกัน คือ มีอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มคนในคณะรำวงคองก้าบ้านขาม ดังที่กล่าวมาแล้วทั้งสิ้น

๔.๑.๔ รำวงคองก้าบ้านขามกับปัญหาทางสังคม
การละเล่นและแสดงรำวงคองก้าบ้านขามนั้นจะก่อให้เกิดผลดี และแก้ปัญหาสังคมหรือจะเกิดผลเสีย ก่อปัญหาให้กับสังคม ทั้งสังคมของกลุ่มรำวงคองก้าและสังคมส่วนรวมของบ้านขาม ในจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้มาจากภาคสนาม มาจำแนกได้ ดังต่อไปนี้
๔.๑.๔.๑ ปัญหาการว่างงาน
เมื่อประเทศไทยประสบกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้ภาค
อุตสาหกรรมหลายแห่งต้องปิดตัวลง แรงงานจากภาคอุตสาหกรรมประสบกับปัญหาการว่างงาน ต้องอพยพแรงงานคืนถิ่นสู่ภาคเกษตรกรรมอันเป็นฐานเดิมของสังคมไทย ทำให้ชนบทต้องรับภาระปัญหาว่างงานจากแรงงานเหล่านี้ บ้านขาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภูเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบกับปัญหานี้ การละเล่นและการแสดงรำวงคองก้า เป็นกิจกรรมที่กลายมาเป็นศิลปการแสดงพื้นบ้าน ที่ได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๑ มาแล้วนั้น จุดประสงค์ในครั้งนั้นเพื่อลดความตรึงเครียดของผู้คนในประเทศในช่วงที่ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศญี่ปุ่นและในภาวะสงคราม เป็นการละเล่นและแสดงที่ต้องการให้ประชาชนชาวไทยลืมเรื่องสงคราม เพื่อที่จะมีขวัญและกำลังใจที่ดี ส่วนในสังคมคณะรำวงคองก้าบ้านขามเพียงเพื่อต้องการอนุรักษ์ศิลปการแสดงรำวงคองก้า ซึ่งครั้งหนึ่งได้หลงลืมไปนานแล้ว อยากจะให้กลับมามีชีวิตชีวาและฟื้นความทรงจำอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงที่กลุ่มคณะยังมีชีวิตและลมหายใจอยู่ในปัจจุบัน หวังที่จะให้มีการศึกษาและการสืบทอดไว้ให้ลูกหลานและกลุ่มคนรุ่นหลังได้เห็นคุณค่าและภูมิปัญญาในศิลปการแสดง และอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นผลพลอยได้จากการว่าจ้างและนำไปแสดง ซึ่งในเจตนารมณ์จริงๆ แล้ว กลุ่มคณะรำวงบ้านขามเป็นกลุ่มบุคคลที่ค่อนข้างมีฐานะและมีอันจะกิน จึงไม่เดือดร้อนเรื่องเงินและไม่ถือว่าการรวมกลุ่มคณะรำวงคองก้าขึ้นมาเพื่อรับจ้างและหาเงิน แต่ก็ถือว่า รำวงคองก้าสามารถที่จะสร้างงานสร้างอาชีพได้อีกช่องทางหนึ่งของคนในชุมชน

๔.๑.๔.๒ ปัญหายาเสพติด
ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาหนึ่งที่บ่อนทำลายสังคมไทย มีการแพร่
ระบาดไปทั่วทุกพื้นที่ รวมทั้งในพื้นที่ จังหวัดหนองบัวลำภู สภาพปัญหายาเสพติดในปัจจุบันของ
จังหวัดหนองบัวลำภู พบว่ายาเสพติดได้แพร่กระจายสู่กลุ่มเยาวชนในวัยเรียน จึงมีวัยรุ่นที่ติดยาเสพติด เข้ารับการบำบัดรักษาที่สถานบำบัดผู้ติดยาเสพติด จังหวัดใกล้เคียงจำนวนมาก องค์กรในภาครัฐและเอกชน จึงได้ร่วมมือกันรณรงค์ต่อต้านการซื้อขาย และเสพยาเสพติดในรูปแบบต่างๆ อย่างมากมาย แต่กลุ่มคนในคณะรำวงคองก้าบ้านขาม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและอีกกลุ่มหนึ่งเป็นเยาวชนที่เป็นนักเรียนในโรงเรียนชุมชนบ้านขาม ต่างก็ให้ความสนใจและมีความสุขกับศิลปการแสดงรำวงคองก้า การแสดงและการละเล่นนับเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ช่วยสร้างเสริมให้กลุ่มคณะได้ออกกำลังกาย มีการสันทนาการ มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน จึงเป็นเกาะป้องกันยาเสพติดได้เป็นอย่างดี ทำให้กลุ่มคณะทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็มีความสุขกับกิจกรรม จึงเป็นการเฝ้าระวังทางสังคมและช่วยทางราชการได้อีกช่องทางหนึ่ง เพราะเด็กและเยวชนจะได้ใช้เวลาว่างมาทำกิจกรรมและร่วมฝึกรำวงคองก้า ซึ่งเป็นการสืบทอดศิลปการแสดงได้เป็นอย่างดี(วิจิตร กุลริวงษ์.พออ.,สัมภาษณ์, ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๘) จะเห็นว่าการละเล่นและการแสดงรำวงคองก้าเป็นเหมือนเกราะป้องกันการติดยาเสพติดของกลุ่ม เยาวชนได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ปัญหาอื่นลดลงตามมาด้วย เช่น ลักเล็กขโมยน้อย จี้ ปล้น ข่มขืนและปัญหาอื่นๆ ที่มีสาเหตุสืบเนื่องจากปัญหายาเสพติด จึงน่าจะมีการส่งเสริมให้วัยรุ่นหันมาฝึกและละเล่นรำวงคองก้า ตามความสมัครใจ เพื่อลดปัญหายาเสพติดในชุมชนและพัฒนา เยาวชนกลุ่มนี้ให้เป็นกลุ่มพลังในชุมชน เพื่อพัฒนาชุมชนต่อไปในอนาคต
๔.๑.๕ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมของกลุ่มคณะรำวงคองก้าบ้านขาม
การละเล่นรำวงคองก้านั้น เป็นมรดกตกทอดมาจากนโยบายของรัฐบาล ในสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ในช่วงระหว่างสงครามมหาเอเซียบูรพา ซึ่งสังคมของชาวบ้านในพื้นบ้านขาม ตำบลบ้านขาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นสังคมแบบพุทธเกษตร หมายถึง สังคมเกษตรที่ประกอบชาวบ้านที่นับถือศาสนาพุทธ ขณะเดียวกันสังคมการละเล่นรำวงคองก้านั้น ก็ได้ปรับตัวอย่างกลมกลืนเข้ากับสังคม ดำรงอยู่ในสังคม จนกลายเป็นวิถีชีวิตชาวบ้านจากอดีตมาจนปัจจุบัน
๔.๑.๕.๑ สังคมรำวงคองก้ายุคนายหนูจันทร์ สมานฉันท์(พ.ศ.๒๕๙๑-๒๕๒๗)
จากที่คณะผู้ศึกษาได้พูดคุยกับผู้อาวุโส ทางด้านการละเล่นและแสดงรำวงคองก้าทั้งสามท่าน คือ นายเสี้ยม พันธ์ก่ำ,นายสงกา ธรรมติโกและนายบัวศรี คำภักดี ซึ่งทั้งสามคนต่างก็รักและนับถือกันเสมอเพื่อน และได้ก่อตั้งร่วมกันมาครั้งแรกกับนายหนูจันทร์ สมานฉันท์ ซึ่งขณะนั้นมีอายุได้ ๒๑ ปี ในสังคมชาวบ้านบ้านขาม ตำบลบ้านขาม เมื่อครั้งในอดีตนั้น ทำให้คณะผู้ศึกษาได้เห็นภาพสังคมของกลุ่มคณะรำวงคองก้า บ้านขาม อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี ในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๑ จนถึงปี พ.ศ.๒๕๒๗ ว่าเป็นการละเล่นรำวงคองก้านั้น ครั้งแรกผู้ที่ได้นำมาคนแรกคือ นายหนูจันทร์ สมานฉันท์ สมัยนั้นบ้านขาม สภาพของหมู่บ้านนั้นยังไม่มีการพัฒนาน้ำประปาและไฟฟ้ายังเข้ามาไม่ถึง ชาวบ้านต้องอาศัยไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดและขี้กระบองที่ทำจากยางไม้ การทำไร่ทำนาทำเพียงเพื่อทำกินและในสมัยนั้นพื้นที่ป่ายังคงความอุดมสมบูรณ์มีสัตว์ป่า และของป่าที่ชาวบ้านยังพอหากินกันได้การไปมายังไม่มีความสะดวกสบาย ถนนก็เป็นถนนลูกรังที่ขาดการปรับปรุง การทำมาค้าขายและติดต่อระหว่างกันเป็นไปในลักษณะการเดินเท้า และมีรถยนต์ที่มาจากอำเภอโนนสังวิ่งผ่านนานๆ ครั้ง ผู้คนในหมู่บ้านจะอยู่กันแบบเครือญาติมีการลงแรงช่วยเหลือกัน และแลกเปลี่ยน
อาหารกันกินและกินร่วมกัน ข้าวปลาก็อุดมสมบูรณ์

การดำเนินการละเล่นรำวงคองก้าของนายหนูจันทร์ สมานฉันท์ นั้น
เป็นการละเล่นที่แปลกใหม่ และชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน และสถานที่แสดงก็คือ สถานที่นานายจันทร์ ทำให้ภาพเหล่านั้นเป็นที่จดจำของผู้คนทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ในสมัยนั้นเป็นอย่างดี ซึ่งนายหนูจันทร์ ก็ได้ยึดรำวงคองก้าเป็นอาชีพและได้หารับจ้างไปในหลายพื้นที่มาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดขอนแก่น พอรำวงคองก้าที่จังหวัดขอนแก่นกำลังจะเลิกได้รับความนิยมแล้ว นายหนูจันทร์ สมานฉันท์ จึงได้เข้ามาพักอาศัยอยู่กับพี่ชายที่บ้านขาม จึงได้เล็งเห็นความสำคัญว่า สมควรที่จะพัฒนามาเป็นอาชีพได้เป็นอย่างดี เพราะในเขตพื้นที่อำเภอหนองบัวลำภู (ปัจจุบันจังหวัดหนองบัวลำภู) ซึ่งในสมัยนั้นยังมีโอกาสที่จะหาเงินและสร้างฐานะ จึงได้รวบรวมสมาชิกขึ้นมา ประมาณ ๗-๘ คน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๔ และได้ทำการรับงานแสดงรายได้จากการแสดงในครั้งนั้นรับงานครั้งละ ๑๐๐-๒๐๐ บาท ตามแต่ระยะทางใกล้ไกล และรับงานอยู่ประมาณ ๒ ปีกว่าๆ จึงได้เลิกไป เพราะว่า ได้แต่งงานกับเด็กหญิงทองธรรม สมานฉันท์ ซึ่งขณะนั้นเด็กหญิงทองธรรมมีอายุได้ ๑๒ ปี พอแต่งงานแล้วก็จำเป็นต้องเลิกและออกจากคณะเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ด้วยเหตุผลและมีข้อตกลงกับภรรยา หากยังดำเนินงานต่อไปก็จะเกิดความแตกแยก เพราะการออกไปแสดงรำวงคองก้า นางรำส่วนใหญ่จะมีแต่นางรำผู้หญิงและอาจจะเกิดปัญหาเรื่องชู้สาว หรืออาจจะสร้างความหวาดระแวงให้แก่ครอบครัวได้ จึงได้เลิกเพราะความรักที่มีต่อภรรยานั่นเอง ในระหว่างที่แยกตัวออกมาแต่งงาน การดำเนินงานของกลุ่มคณะรำวงคองก้ายังคงดำเนินการต่อไป จนกระทั่งมีภาพยนตร์(หนังกลางแปลง) เข้ามาสู่อำเภอหนองบัวลำภู รำวงคองก้าจึงไม่ค่อยได้รับความนิยม จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๔ จึงได้เลิกล้มและหยุดกิจกรรมไปในที่สุด และหยุดมาหลายปีจนกระทั่งนายหนูจันทร์ สมานฉันท์ ได้ป่วยและเสียชีวิตลง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ปิดฉากต้นฉบับการแสดงรำวงคองก้าลง ถือว่าเป็น “ปรมาจารย์” รำวงคองก้าบ้านขาม และได้สร้างความเศร้าโศรกเสียใจต่อคณะรำวงคองก้า ตลอดทั้งชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง (ทองธรรม สมานฉันท์, สัมภาษณ์, ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๘)
๔.๑.๕.๒ สังคมรำวงคองก้าในยุคของนายสวัสดิ์ ชมภูโคตร (พ.ศ.๒๕๒๗-พ.ศ.๒๕๔๘)
สังคมในยุคของ นายสวัสดิ์ ชมภูโคตร สภาพทางเศรษฐกิจและทางสังคมมีความเจริญมากยิ่งขึ้น พร้อมกับความเสื่อมถอยทางวัฒนธรรม ธรรมชาติได้ถูกทำลาย พื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นที่โล่งเตียนเพื่อทำไร่ทำนา จากการบุกรุกของชาวบ้านและนายทุน การละเล่นและการแสดงรำวงคองก้าได้เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง เมื่อนายสวัดิ์ ชมพูโคตร ซึ่งได้เคยเห็นภาพและได้ติดตามการแสดง และการละเล่นคองก้ามาตลอดเมื่อครั้งยังเด็ก เมื่อปี พ.ศง ๒๔๙๑ ในระหว่างนั้นเด็กชายสวัสดิ์ ชมพูโคตร มีอายุเพียงได้ ๑๒ปี มีใจรักและชื่นชอบการแสดงรำวงคองก้าของคณะพี่ๆ จะมีการแสดงรำวงคองก้าที่ไหนเด็กชายสวัสดิ์ ก็ได้ติดตามไปดูและช่วยงานตลอด จึงเกิดความรักและความฝังใจที่จะร่วมงานให้ได้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๖ รวมระยะเวลาทั้งสิ้น ๓๒ ปี ที่รำวงคองก้าได้เลือนหายไปจากสังคมบ้านขาม ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ นายสวัสดิ์ ชมพูโคตร ซึ่งเป็นหนุ่มใหญ่วัยฉกรรณ์ ได้รวบรวมสมาชิกและฟื้นฟูรำวงคองก้าขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ได้เลิกไปนานถึง ๓๒ ปี ได้รวบรวมสมาชิก รวบรวมบทเพลง จากบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่และเคยอยู่ในคณะรำวงคองก้าร่วมกับ นายหนูจันทร์ สมานฉันท์ และได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นและเริ่มเป็นที่นิยมของคนในหมู่บ้านบ้านขาม ส่วนนางรำจะรวบรวมผู้คน ชาย-หญิงภายในหมู่บ้านได้ประมาณ ๑๐๐ คน มาทำการประชุมพูดคุย ทำข้อตกลงจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันฝึกซ้อมกันทั้งหมู่บ้าน และได้รับงานแสดงรำคองก้าครั้งแรก ที่โรงเรียนชุมชนบ้านขาม ตำบลบ้านขาม โดยนายประสิทธิ์ ศรีเชียงสา ผู้อำนวยการโรงเรียน ได้จัดงานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยขึ้นที่โรงเรียน โดยให้ชาวบ้านรวบรวมและนำเอาของโบราณที่มี มารวบรวมและก่อสร้างศูนย์อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ช่วงกลางวันมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นทุกประเภท รำคองก้า (รำวงโบราณ) ถึงได้เข้ามามีบทบาทอีกครั้งหนึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จากจุดเริ่มต้นในการแสดงรำวงคองก้าในครั้งนั้น ได้แพร่กระจายและเป็นที่รู้จักไปยังส่วนต่างๆ อย่างรวดเร็ว ทางจังหวัดหนองบัวลำภู โดยวัฒนธรรมจังหวัด ได้นำเสนอต่อส่วนราชการเพื่อให้ส่วนราชการต่างๆ ได้รู้จักและเรียกใช้บริการ รำวงคองก้าหรือรำวงโบราณจึงได้มีพื้นที่ในการที่จะแสดงออกและอนุรักษ์ศิลปการแสดงพื้นบ้านที่มีมายาวนาน และได้หายไปแล้วครั้งหนึ่งกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง รำวงคองก้าหรือรำวงโบราณ จึงได้รับเกียรติเป็นตัวแทนของจังหวัดในการที่จะนำไปแสดงในงานต่างๆ คือ
การแสดงครั้งแรก ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ในงานอเมซิ่งอีสาน เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ โดยนายวิมล ศิริโยธาศึกษาธิการจังหวัดหนองบัวลำภู ได้นำไปแสดง ในนามจังหวัดหนองบัวลำภู ประมาณ ๕๐ คู่ การแสดงครั้งที่ ๒ ที่โรงแรมหนองคายแกรนด์ จังหวัดหนองคาย ในงานประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ โดยนายขวัญชัย วสวงษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้รับค่าตอบ เป็นเงิน ๖,๐๐๐ บาท และให้แสดงไม่เกิน ๕ นาที พอเริ่มทำการแสดงด้วยจังหวะและลีลา ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ผู้คนในงานทั้งคณะผู้ว่าฯและคุณนายผู้ว่าฯ ตลอดทั้งผู้มาร่วมงาน ต่างก็ลุกออกมาร่วมฟ้อนรำกันทั้งหมดในงาน ได้สร้างความประทับใจต่อคณะผู้เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างมากและแสดงได้มากกว่า ๕ นาที และได้กลับมาแสดงที่จังหวัดหนองคายอีก ๒ ครั้ง รวมทั้งหมดเป็น ๓ ครั้ง แสดงครั้งที่ ๓ ที่จังหวัดเลย นายนายนิคม บูรณพันธ์ศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ได้นำไปแสดง ในงานเทศกาลดอก
ฝ้ายบาน งานกาชาดเมืองเลย โดยได้รับค่าตอบแทนคนละ ๑๐๐ บาท ในงานร้อยเอ็ด การแสดงที่จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ไปทำการแสดงที่จังหวัดร้อยเอ็ดในงานบุญข้าวปุ้นหรือบุญเผวส จำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาท รวมทั้งค่ารถและค่าอาหาร การแสดงที่จังหวัดหนองบัวลำภู ที่บ้านกุดดู่ โดยชาวบ้านตำบลกุดดู่ อำเภอโนนสังได้ว่าจ้างไปร่วมแสดงในงานประเพณีบุญบั้งไป จำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาท โดยกลุ่มชาวบ้านเป็นผู้จ้างที่บ้านกุดคอเมย ชาวบ้านบ้านหนองแวงกุดคอเมย ตำบลกุดดู่ อำเภอโนนสัง ได้ว่าจ้างไปแสดง จำนวนเงิน ๓,๐๐๐ บาท การแสดงที่จังหวัดอุดรธานี ในงานมรดกโลกที่บ้านเชียง อำเภอหนองหาน โดยองค์การบริหารส่วนตำบลได้ว่าจ้างไป โดยได้ค่าจ้างคนละ ๑๐๐ บาท โดยสำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดหนองบัวลำภู
จากการแสดงที่มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และ
ยังคงเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทย รำวงคองก้าหรือรำวงโบราณ จึงได้รับการว่าจ้างเป็นจำนวนมากขึ้น ทั้งทางว่าจ้างและขอความร่วมมือจากทางจังหวัดหนองบัวลำภูและส่วนราชการ และการว่าจ้าจากภาคประชาชน จนคณะผูแสดงไม่สามารถที่จะให้ข้อมูลทั้งหมดได้ เจ้าภาพของงาน จากการสัมภาษณ์นายสวัสดิ์ ชมพูโคตร ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะรำวงคองก้า ได้กล่าวว่า การว่าจ้างส่วนมากจะเป็นงานไหว้วานกันมากกว่าที่จะจ้างไปแสดงโดยตรง เพราะว่ารำวงคองก้าเป็นรำวงที่มีความแปลกใหม่ และมีเอกลักษณ์เฉพาะ จึงไม่มีความเหมือนใครในท้องถิ่นจังหวัดหนองบัวลำภู โดยเฉพาะอย่างยิ่งการว่าจ้างจากทางหน่วยงานของราชการ ที่มีการเลี้ยงรับเลี้ยงส่งหรือเลี้ยงในโอกาสสำคัญต่าง หรืองานระหว่างจังหวัดที่หน่วยงานทางราชการนำไปแสดงในนามของจังหวัด การว่าจ้างในลักษณะนี้จึงไม่มีความแน่นอน และอีกอย่างหนึ่งคือ ทางกลุ่มคณะรำวงคองก้าก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการที่จะนำเอารำวงคองก้ามาเป็นอาชีพหลัก ในการที่จะหารายได้เข้ามาสู่ชุมชน เพราะว่าผู้คนในกลุ่มเป็นผู้สูงอายุ เพียงแต่ได้นำเอารำวงคองก้ามาปัดฝุ่นเสียใหม่ และมาร่วมกันอนุรักษ์ศิลปการแสดงที่กำลังถูกลืมและกำลังจะหายไปจากบ้านขาม เพื่อไว้ให้คนรุ่นหลังไว้ได้ศึกษาและสืบทอดต่อไป ส่วนการว่าจ้างจากทางเอกชนหรือประชาชนก็พอมีอยู่บ้าง เช่น จากบ้านกุดคอเมย และบ้านกุดดู่ ตำบลกุดดู่ อำเภอโนนสัง เป็นต้น การว่าจ้างในส่วนนี้จะเป็นการว่าจ้างเพื่อไปแสดงในงานบุญบั้งไฟ โดยวัตถุประสงค์ของผู้ว่าจ้างเป็นการจ้างเพื่อทำการแสดงให้ผู้คนดูมากกว่าการว่าจ้างเพื่อนำไปแสดงเก็บเงินเหมือนเมื่อครั้งในอดีต (สวัสดิ์ ชมพูโคตร, สัมภาษณ์, ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๘)
จึงสรุปได้ว่า การว่าจ้างไปแสดงของเจ้าภาพงานส่วนใหญ่นั้น จะเป็นการว่าจ้างเพื่อความบันเทิง ความสนุกสนาน และเป็นการชั่วครั้งชั่วคราวมากกว่า ทางกลุ่มคณะรำวงคองก้าก็มีความภูมิใจในศิลปะการแสดง ลักษณะของการแสดง ลักษณะของการแสดงของรำวงคองก้า จะเป็นการแสดงเพื่อความบันเทิงและเพื่อความสนุกสนาน มากกว่าจะเป็นการแสดงเพื่อรับจ้างหาเงินตามที่ต่างๆ งานที่รับและสถานที่แสดงนั้นจะใช้ที่ไหนก็ได้ เช่น ลานกว้าง สนาม เวที หรือที่ว่าง เป็นต้น เพราะว่าการแสดงรำวงคองก้าจะต้องใช้คนรำทั้งหมดไม่ต่ำกว่า ๒๐ คน และจะรำวงเป็นลักษณะเป็นวงกลม และรำเป็นคู่ๆ ชายหญิง สถานที่แสดงที่ได้ไปแสดงบ่อยครั้ง คือ อาคารสนามนเรศวรริมหนองบัวลำภู ห้องประชุมศาลากลางจังกหวัดหนองบัวลำภู ห้องประชุมโรงแรมต่างๆ ของจังหวัดทั้งในและนอกจังหวัด ส่วนสถานที่แสดงอีกแห่งหนึ่ง คือ ศูนย์วัฒนธรรมไทยสายใยชุมชนตำบลบ้านขาม ซึ่งอยู่ในโรงเรียนบ้านขามพิยาคม และเป็นสถานที่จุดรวมทางวัฒฯธรรมของชาวบ้าน สถานที่แห่งนี้ทางผู้อำนวยการโรงเรียน คือ พ.อ.อ.วิจิตร กุลลิวงษ์ ได้เป็นผูบุกเบิกและสร้างขึ้นในนามของวัฒนธรรมจังหวัดหนองบัวลำภู จะเป็นลานกว้างและแสดงในช่วงเดือนเมษายนของทุกๆ ปี เพราะว่าจะมีกิจกรรมเกี่ยวกัยการรดน้ำดำหัวขึ้นที่นี่ แล้วชาวบ้านก็จะนำกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรม เช่น การสอย การลงข่วง การแสดงหมอรำ การแสดงระวงคองก้า การแสดงฟ้อนรำของเด็กนักเรียน การแสดงสรภัญญะ เป็นต้น ชาวบ้านจะจัดเวทีการแสดงไว้เพื่อรองรับกับการแสดงที่ต้องใช้เวที ส่วนรำวงคองก้าจะใช้ลานกว้างเป็นสถานที่แสดง เพราะอุปกรณ์ไม่มีมากเหมือนการแสดงอื่นๆอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบด้วย กลอง ๑ คู่ ฉิ่ง ฉาบ และลูกแซค ผู้ตีกลองจะมีความชำนาญในการตีกลอง และเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในการให้จังหวะ เป็นดนตรีชิ้นเดียวที่ควบคุมจังหวะในการละเล่น

๔.๒ รำวงคองก้าบ้านขามกับสภาพวัฒนธรรม

ในปัจจุบันวัฒนธรรม แม้จะถือว่าเป็นวัฒนธรรมพื้นถิ่น แต่ก็ไม่อาจที่จะเหือดหายไปจาก
สังคมไทยได้โดยง่าย เพราะมีความผูกพันโยงใย และฝังรากลึกอยู่กับสังคมไทยมาช้านานจาก
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของวัฒนธรรมเอาไว้ว่า วัฒนธรรมหมายถึงสิ่งที่ทำให้เจริญงอกงามแก่หมู่คณะหรือวิถีชีวิตของหมู่คณะ ในพระราชบัญญัติวัฒนธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๕ ให้ความหมายว่า วัฒนธรรม หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความเจริญงอก
งามความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียวก้าวหน้าของชาติและศีลธรรมอันดีของประชาชน
สุพิศวง ธรรมพันทา (๒๕๓๒ : ๖) อธิบายว่า วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ที่สมาชิก นับตั้งแต่บรรพบุรุษเป็นต้นมาร่วมกันสร้างสมอย่างต่อเนื่อง จนเห็นเป็นลักษณะเด่นเฉพาะในสังคมมนุษย์นั้นๆ วัฒนธรรม เป็นสิ่งแสดงอัจฉริยะและคุณค่าของมนุษยชาติ

๔.๒.๑ รำวงคองก้าบ้านขามกับวัฒนธรรม
จากการทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคมของ อัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ (Alvin Toffler) ที่
เสนอไว้ในหนังสือคลื่นลูกที่ ๓ (The third wave) ว่า ในโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆ ทางสังคม คือ ยุคแรกเป็นยุคปฏิวัติเกษตรกรรม ซึ่งเป็นสังคมดั้งเดิมของมนุษย์ ผู้คนดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์ ต่อมาได้พัฒนาตัวเองมาเป็นสังคมเกษตรกรรมพออยู่พอกิน มีการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันและสุดท้ายกลายมาเป็นสังคมเกษตรกรรมเพื่อขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา ยุคที่สองเป็นยุคปฏิวัติ อุตสาหกรรม ที่มุ่งใช้พลังงานจากเครื่องจักรกลแทนแรงงานมนุษย์และสัตว์ ทำให้เกิดการผลิต ด้านปริมาณอย่างมหาศาล (Mass Production) ทรัพยากรธรรมชาติจึงถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว ในการปฏิวัติทางสังคมของยุคนี้ จึงทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากมาย ยุคที่สาม คือ ยุคปฏิวัติข้อมูลข่าวสาร เกิดการขยายตัวของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มุ่งแสวงหาข้อมูลข่าวสารในด้านต่างๆ เพื่อชิงความได้เปรียบทางด้านเศรษฐกิจการเมือง การทหาร ฯลฯ (Alvin Toffler, ๑๙๘๐. อ้างถึงใน เอกวิทย์ ณ ถลาง, ๒๕๓๔ : ๘๗-๘๘) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในยุคแรกมาถึงยุคที่สองนั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงช้าๆ ส่วนการเปลี่ยนแปลงจากยุคที่สองมาเป็น
ยุคที่สามจนกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ทำให้เกิดการเปลี่ยน
แปลงทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างรวดเร็ว
ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมนี่เองทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แบ่งวัฒนธรรมโลกออกเป็นสองกระแส คือ กระแสวัฒนธรรมตะวันตกกับวัฒนธรรมตะวันออก ซึ่งกระแสวัฒนธรรมตะวันตกนั้น ได้พัฒนา และเติบโตมาจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นวัฒนธรรมที่พัฒนา และเติบโตอย่างรวดเร็ว เน้นการผลิตทั้งเพื่อบริโภคและส่งออก ส่งเสริมให้เสพเทคโนโลยี และมีความพึงพอใจกับวัตถุธรรมก่อให้เกิดสังคมทุนนิยม บริโภคนิยมและอำนาจนิยม จึงทำให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมตามมา ส่วนวัฒนธรรมตะวันออกนั้น มีรากฐานมาจากการเกษตรเป็นหลัก ดำรงชีวิตด้วยการ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน รักษาหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ และปรับตัวอยู่กับธรรมชาติอย่าง กลมกลืน สำนึกในคุณค่าของสิ่งแวดล้อม แสวงหาความสงบสุขทางใจ ครองชีวิตด้วยสมถะ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในทางวัตถุ เป็นสังคมพออยู่พอกินปกติแล้วมนุษย์ดำรงชีพอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมในลักษณะใดก็จะมีการปรับเปลี่ยน วิถีชีวิตให้กลมกลืนกับสิ่งนั้น นั่นคือ สิ่งแวดล้อมมีผลต่อวิถีชีวิต และทำให้มนุษย์เกิดความคิด เกิดภูมิปัญญาที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เป็นอยู่ได้อย่างปกติสุข ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์วัฒนธรรม และมีวัฒนธรรมเป็นฐานรากก่อให้เกิดสังคมที่ดีตามมา เมื่อสังคมดีมีระบบระเบียบแล้ว ก็จะมีส่วนผลักดันให้สิ่งแวดล้อมของสังคมนั้นดีขึ้น วัฒนธรรมตะวันตกและวัฒนธรรมตะวันออกมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการกิน การนอนหรือแม้กระทั่งการสันทนาการ ในสังคมตะวันตกจะอาศัยผลิตผลจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ามาเป็นองค์ประกอบของการกิน การนอน การสันทนาการ ตัวอย่างการสันทนาการของคนในสังคมตะวันตกนั้น จะเล่นฟุตบอล ยิงปืน ตกปลา ฯลฯ ส่วน วัฒนธรรมตะวันออกนั้น จะนำเอาสิ่งที่หาได้จากธรรมชาติ หรือผลผลิตทางการเกษตรมาเป็นองค์ประกอบในการเล่น เช่น เตะตระกร้อ กัดจิ้งหรีด กัดปลา ชนวัว วิ่งควาย ชนไก่ ฯลฯ จะเห็นว่าวัฒนธรรมทั้งสองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะเกิดจากพื้นเพรกรากทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ดังจะเห็นได้จากภาพประกอบที่ ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อม กับวัฒนธรรมของการเลี้ยงลิงและฝึกลิง
เนื่องจากสังคมไทยพัฒนาและเติบโตมาจากสังคมเกษตรกรรม จึงเชื่อว่าการละเล่นรำวงคองก้า คงจะก่อเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับสังคมเกษตรกรรม ซึ่งได้สั่งสมและสืบทอดกันมาชั่วลูกชั่วหลานจนถึงปัจจุบัน
การละเล่นและการแสดงรำวงคองก้า ถือเป็นวัฒนธรรมหนึ่งที่เป็นมรดกตกทอดจากสังคม หากจะมองวัฒนธรรมว่ามีความหมายในแง่ของวิถีชีวิต ที่เป็นระบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับสังคมและมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม (เอกวิทย์ ณ ถลาง, ๒๕๓๔ : ๘) แล้วกลับมามองจากสภาพแวดล้อมของประเทศไทยโดยทั่วไป อันมีผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำและสภาพของภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย และหล่อหลอมให้เกิดเป็นสังคมเกษตรกรรม มีโครงสร้างโยงใยเชื่อมต่ออยู่กับการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ มีวิถีชีวิตแบบชาวบ้าน ซึ่งเป็นฐานของประเพณีและวัฒนธรรมเกษตรมากมายตามมา ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือวัฒนธรรมปลูกข้าว ซึ่งเป็นวัฒนธรรมเพื่อยังชีพหรือ แม้กระทั่งการละเล่นและรำวงคองก้า ที่เป็นเพียงเพื่อสันทนาการและหาความสุขทางใจของ คนไทยและได้เกิดการพัฒนามาเป็นวัฒนธรรม ดังนั้นรำวงคองก้าจึงเป็นส่วน
หนึ่งของวัฒนธรรม ในสังคมไทยของคนบ้านบ้านขาม
๔.๒.๒ วัฒนธรรมรำวงคองก้าในบ้านขาม
เนื่องจากวัฒนธรรมเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้กระทำสืบทอดต่อๆ มา จากบรรพชน
การละเล่นรำวงคองก้าจึงเป็นสิ่งหนึ่ง ที่ตกทอดมาจากบรรพชนของคนในพื้นที่บ้านขาม ตำบลบ้านขาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู ที่ผ่านการสั่งสมและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันจึงถือว่า รำวงคองก้า คือ วัฒนธรรมหนึ่ง ของคนบ้านขามและมีหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับ รำวงคองก้าและสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรม ของคณะรำวงคองก้าบ้านขามได้อย่างชัดเจน
ดังที่กล่าวมาแล้วว่ารำวงคองก้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ของคนบ้านขาม อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู ที่ละเล่นและแสดงรำวงคองก้าเพื่อเป็นการสันทนาการ
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    25235 views