พิมพ์

การเซิ้งผ้าหมี่

ชื่อรายการ
การเซิ้งผ้าหมี่
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

การเซิ้งผ้าหมี่บ้านขวาว ในงานประเพณีบุญบั้งไฟจะทำทุกๆ ปีไม่เคยว่างเว้น  โดยมีจุดมุ่งหมายในการศึกษาคือศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบในการเซิ้งผ้าหมี่ศึกษาเกี่ยวกับความเชื่อ ค่านิยม และศึกษาผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคมในการเซิ้งผ้าหมี่ ขอบเขตของการศึกษาเฉพาะที่บ้านขวาว อำเภอเสลภูมิ  จังหวัดร้อยเอ็ด ตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน  ๒๕๔๘

 ในการศึกษาขอสรุปเป็นประเด็นๆ โดยลำดับ ดังนี้

                    ๑.   สภาพทั่วไปของบ้านขวาว

                   ๒.  องค์ประกอบเกี่ยวกับการเซิ้งผ้าหมี่

                   ๓.  ความเชื่อ และค่านิยมในการเซิ้งผ้าหมี่

                   ๔.  ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ  สังคมและวัฒนธรรมในการเซิ้งผ้าหมี่

  สภาพทั่วไปของบ้านขวาว

           บ้านขวาว  ตำบลขวาว  อำเภอเสลภูมิ  จังหวัดร้อยเอ็ด  มีหมู่บ้านทั้งหมด ๖ หมู่บ้าน  ประกอบด้วย หมู่ที่ ๗   ๘   ๙   ๑๑   ๑๕ และ ๑๖   เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ไม่มีหลักฐานว่าก่อตั้งเมื่อไร  มีเล่าต่อๆ กันมาว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายในรัชสมัยพระเทพราชาครองราชสมบัติ  เจ้าครวญต่อฟ้า (เป็นครวญช้าง)  มาจากเมืองยโสธรได้นำช้างมาเลี้ยงที่บ้านคำบักเว (ปัจจุบันอำเภอเสลภูมิ) แต่ก่อนถึงบ้านคำบักเวพบแหล่งอุดมสมบูรณ์ จึงแบ่งคนออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเดินทางขึ้นไปทางทิศเหนือและอีกส่วนเดินไปทางทิศตะวันตกพบป่าทึบก็ได้เดินทางต่อขึ้นไป ต่อมาก็อพยพลงมาที่ป่าทึบคือป่าขวาวและตั้งบ้านเรือนเป็นเป็นขวาวในปัจจุบันนี้

          ในด้านวัฒนธรรม ประเพณี จะยึดฮีดสิบสอง เป็นประเพณีประจำ  ๑๒  เดือนใน ๑ปี และทุกประเพณีก็ที่ได้รับความร่วมแรงจากชาวบ้านทุกคนและทุกคนสนุกสนาน พร้อมเพรียงมีประเพณีที่ได้จัดทำยิ่งใหญ่และสืบต่อกันมา คือ  ประเพณีบุญบั้งไฟและเซิ้งผ้าหมี่

องค์ประกอบความเป็นมาของการเซิ้งผ้าหมี่

          ประวัติความเป็นมาของการเซิ้งผ้าหมี่ พบว่ามีมานานแล้วเกิดมาก็เห็นการเซิ้งผ้าหมี่ และจากการศึกษาเอกสารของโรงเรียนชุมชนบ้านขวาวสันนิฐานว่าได้รูปแบบมาจากประเทศลาว  โดยผู้เซิ้งจะต้องเป็นผู้ชายเท่านั้นไม่จำกัดว่าอายุเท่าไร  และการเซิ้งจะเซิ้งในงานประเพณีบุญบั้งไฟโดยเซิ้งก่อนวันงาน ๓ วันปัจจุบันเซิ้งก่อนวันงาน   ๑   วัน

จุดมุ่งหมายของการเซิ้งผ้าหมี่

          ๑.   เพื่อเป็นการรำเซิ้งถวายแด่พญาแถนบนสรวงสรรค์ ให้ประทานฝนแก่ชาวไร่ ชาวนา

          ๒.  เพื่อถวายสิ่งศักดิ์สิทธิในหมู่บ้านให้ปกป้องรักษาหมู่บ้าน ชาวบ้านได้อยู่อย่างมีความสุขอุดมสมบูรณ์

ขั้นตอนในการเซิ้งผ้าหมี่

          การเตรียมความพร้อม  การเตรียมตัวของผู้เซิ้ง  เมื่อคณะกรรมการหมู่บ้านประชุมตกลงกันที่จะจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ก็มีการส่งข่าว ถึงผู้ชายในหมู่บ้านให้ทราบว่าจะมีงานและให้เตรียมตัวเซิ้งผ้าหมี่และชวนเพื่อนๆ เซิ้งผ้าหมี่ส่วนเครื่องแต่งกาย พ่อ-แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย  จะเป็นคนหาและเตรียมไว้ให้ประกอบด้วย  เสื้อสีดำ ผ้านุ่งเป็นผ้าหมี่ทอมือ ผ้าคาดเอว  สไบ  กระโจม  สร้อยสังวาล  ร่ม   แว่นตาดำ   รองเท้า   ถุงเท้า  กระดิ่งโปง   สะไน  นกหวีด

          การเริ่มต้นเซิ้ง  จะเริ่มเมื่อทราบว่ามีการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟการเซิ้งจะเซิ้งก่อนงาน ๓ วัน (ในอดีต)  ปัจจุบันเซิ้งผ้าหมี่ก่อนงาน  ๑  วัน  ผู้เซิ้งผ้าหมี่ถ้ามีหลายกลุ่มจะตกลงกันในการเดินเซิ้งเพื่อไม่ให้เซิ้งในแต่คุ้มเจอกัน การเริ่มต้นเซิ้งผ้าหมี่ จะเริ่มในตอนเช้า  เมื่อทุกคนมาพร้อมกันมากพอสมควร  โดยเฉพาะผู้ตีกลอง ผู้นำกาพย์เซิ้งพร้อมแล้วก็เริ่มเซิ้งผ้าหมี่ไปรอบๆ หมู่บ้านส่วนผู้เซิ้งที่แต่งตัวเสร็จที่หลังก็สามารถเข้าขบวนเซิ้งระหว่างทางได้เลย  การจัดแถวเซิ้งผ้าหมี่จะเป็นแถวตอนเรียงสอง หัวหน้าแถวคนหนึ่งจะเป็นผู้ว่ากาพย์เซิ้งให้ลูกคู่ว่าตาม คนตีกลองจะอยู่ตรงกลางเพื่อให้จังหวะเพราะจะได้ยินทั่วถึงในท้ายขบวนจะมีคนคัดท้าย คนคัดท้ายต้องทำท่าให้แปลกๆ  คนดูจะได้หัวเราะขณะเซิ้งรอบๆ หมู่บ้านก็จะมีชาวบ้านนำเหล้า หรือข้าวหมากมาฝากแล้วมีขันน้ำตั้งไว้หน้าบ้าน เพื่อผู้เซิ้งผ้าหมี่หิวน้ำก็สามารถดื่มได้เลย  ในวันงานแห่บั้งไฟถือว่าสำคัญที่สุดเพราะวันนั้นคนทุกหมู่บ้านจะมาเที่ยวงาน  ผู้เซิ้งจะแต่งตัวพิถีพิถันและเซิ้งสุดฝีมือ เพื่อจะได้อวดสาวๆ และการเซิ้งในตอนเช้าขบวนเซิ้งจะต้องนำคณะไปเซิ้ง ปู่ตา ที่ดอนปู่ตา มเหสักข์หลักบ้าน ขออโหสิกรรมที่ล่วงเกินและขอให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล พอได้เวลาใกล้บ่ายโมง ขบวนแห่บั้งไฟจะตั้งขบวนที่สนามโรงเรียนชุมชนบ้านขวาว ส่วนขบวนเซิ้งผ้าหมี่ก็รอที่หน้าโรงเรียนชุมชนบ้านขวาว  เมื่อพร้อมขบวนเซิ้งผ้าหมี่ก็จะเริ่มนำขบวนก่อน  เพื่อไปที่วัดสระโบสถ์ (วัดใต้) ของหมู่บ้านก่อน  ขบวนเซิ้งผ้าหมี่เมื่อเข้าวัดจะหุบร่มที่กางมา เพื่อแสดงความเคารพและเอาสไบที่คล้องมานั้นนำมาคลุมไหล่ใช้มือทั้งสองข้างจับไว้ขณะที่เซิ้งทำให้สวยงามและการเซิ้งเวียนขวารอบโบสถ์ ๓ รอบ ก็เป็นการสิ้นสุดการเซิ้งผ้าหมี่

          ความเชื่อ ค่านิยมการเซิ้งผ้าหมี่  ชาวบ้านขวาวมีความเชื่อในเรื่องผี เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ การเซิ้งผ้าหมี่ ชาวบ้านจะเชื่อและมีความศรัทธา ที่พร้อมเพรียงกัน  โดยไม่มีการบังคับมาเซิ้ง  เพื่อการรำเซิ้งถวายแด่พญาแถนบนสรวงสวรรค์ให้ประทานฝน  เพื่อทำไร่ ทำนา และอีกอย่างหนึ่ง  เพื่อถวายสิ่งศักดิ์สิทธิในหมู่บ้านได้ปกปักรักษาคนในหมู่บ้านได้อยู่อย่างมีความสุขอุดมสมบูรณ์

ผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ  สังคมและวัฒนธรรม

          การเซิ้งผ้าหมี่ในงานประเพณีบุญบั้งไฟ ถือว่าเป็นงานบุญที่จะหยุดการทำงานทั้งหมด  เพื่ออยู่ร่วมงานและฉลองกินกันอย่างมีความสุข ผลจากการถือปฏิบัติมาเรื่อยๆ ผลกระทบที่ตามมาคือการสิ้นเปลือง  ประมาณ  ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐  บาท  เพราะต้องเตรียมข้าวปลาอาหารต้อนรับแขกที่มาร่วมงานแต่ก็ถือว่าได้โชว์ผ้าหมี่ของชาวบ้าน  โชว์ลูกชาย  อวดให้สาวๆได้ชื่นชม ส่วนผลดีที่ได้รับคือญาติพี่น้องได้กลับบ้านเกิดความอบอุ่นในครอบครัว รักหวงแหนในวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเกิดความสามัคคีในหมู้บ้านได้ที่พึงทางใจและส่งเสริมผู้ชายในหมู่บ้านช่วยเหลืองานสังคมหมู่บ้าน เกิดความเสียสละ

ประวัติความเป็นมา
การเซิ้งผ้าหมี่ในงานประเพณีบุญบั้งไฟบ้านขวาวได้มีการเซิ้งต่อกันมาหลายชั่วอายุ จากการสัมภาษณ์ กล่าวว่า การเซิ้งผ้าหมี่บ้านขวาวมีมานานแล้ว ตั้งแต่เกิดมาก็มีการเซิ้งผ้าหมี่ และจากการศึกษาเอกสารของโรงเรียนชุมชนบ้านขวาว สันนิษฐานได้ว่า บรรพบุรุษของชาวบ้านขวาวซึ่งอพยพมาจากฝั่งลาวนำมาเผยแพร่ และได้สืบทอดต่อกันมาขนกลายเป็นประเพณี โดยผู้เซิ้งจะต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น ไม่จำกัดว่าอายุเท่าไร การเซิ้งผ้าหมี่จะเซิ้งก่อนงานบุญบั้งไฟ ๓ วัน และจะเซิ้งเฉพาะในงานบุญบั้งไฟเท่านั้น ปีหนึ่งจะเซิ้งครั้งเดียว การเซิ้งก่อนงานบุญบั้งไฟนั้นจะเซิ้งบริเวณรอบ ๆ หมู่บ้านตามคุ้มต่าง ๆ เหนื่อยก็พัก และเซิ้งต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่กำหนดว่าจะหยุดเมื่อไร ถ้าใครเหนื่อยจะหยุดก็หยุด โดยเป็นการตกลงกันเองในคณะผู้เซิ้ง
สาขา/ประเภท
ความเชื่อ
คติความเชื่อเรื่องผี เทวดาที่มีอยู่ในปัจเจกชนแต่ละคน ซึ่งได้พยายามค้นหาคำตอบในปรากฏการณ์ที่ได้เกิดขึ้น ผี เทวดาจึงเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจเหนือธรรมชาติที่อยู่เหนือการควบคุม
ของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ได้มาอยู่รวมกันเป็นชุมชน ได้มีความรัก ความผูกพัน และแสดงพฤติกรรมร่วมกันการเซิ้งผ้าหมี่จึงเป็นพิธีกรรมหนึ่งที่เกี่ยวพันกับความเชื่อ

พิธีกรรมมีความสัมพันธ์กับความเชื่อ พิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสังคมเป็นการรวมกลุ่มสร้างความเป็นปึกแผ่นขึ้นในสังคมชาวบ้าน ความสัมพันธ์กับความเชื่อดั้งเดิมของคนในสังคม เพื่อให้เห็นเด่นชัด จึงขอยกเอาพิธีบูชาแถนมาเล่าไว้ พิธีบูชาแถนในสังคมอีสาน เกิดจากชาวอีสานมีความเชื่อเรื่องแถนหรือพญาแถนหลวง ซึ่งถือว่าเป็นผี เทวดาของกลุ่มชาติพันธุ์ ไทย-ลาว เมื่อทำการบูชาแล้ว แถนหรือเทวดาก็จะคุ้มภัยอันตรายแก่มนุษย์ หากมนุษย์ละเลยไม่บูชาเทวดาแถนแล้ว ท่านจะโกรธและอาจให้โทษกับคนในสังคมได้ การทำพิธีบูชาจึงเปรียบเสมือนพิธีกรรมที่ทำให้เกิดความอบอุ่น เกิดกำลังใจ เกิดความเชื่อมั่นขจัดความกลัวออกไป การบูชาแถนก็กลายเป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ เช่น พิธีขอฝน ซึ่งทำให้เกิดความเป็นปึกแผ่นในสังคม ซึ่งมาจากความเชื่อในเรื่องดังกล่าวนี้ จึงมีความหมายเกี่ยวกับประเพณีบุญเดือนหกหรือบุญบั้งไฟ ซึ่งนำไปสู่การแสดงออกของกลุ่มชนชาวอีสานที่ได้พัฒนาองค์ประกอบของประเพณีบุญเดือนหกไปสู่การละเล่นการเซิ้งผ้าหมี่ เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์พร้อมทั้งความสนุกสนาน

จากการศึกษาการเซิ้งผ้าหมี่บ้านขวาว สรุปความเชื่อในการเซิ้งผ้าหมี่ ได้ดังนี้
การเซิ้งผ้าหมี่เป็นการรวมกลุ่มในสังคมชาวบ้านขวาวกับความสัมพันธ์ที่เชื่อดั้งเดิมของคนในสังคมซึ่งรับอิทธิพลมาจากบรรพบุรุษของตนที่อพยพมาจากฝั่งลาวว่า จะต้องมีการบูชาแถนหรือพญาแถน ซึ่งถือว่าเป็นผีหรือเทวดาของกลุ่มชาติพันธุ์ ไทย-ลาวที่จะคุ้มภัยอันตรายแก่มนุษย์และประทานฝนลงมาให้ ซึ่งกำลังจะทำไร่ ทำนา ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในท้องถิ่นตนเอง ในปี ๒๕๐๒ หมู่บ้านขวาวไม่ประกอบพิธีประเพณีบุญบั้งไฟและการเซิ้งผ้าหมี่ สังเกตพบว่าชาวบ้านในหมู่บ้านเกิดล้มตายลงเป็นจำนวนมากในระยะเวลาใกล้เคียงกัน โดยหาสาเหตุไม่ได้ ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้าน ต้องนัดประชุมค้นหาสาเหตุแห่งการตาย ดังกล่าว ชาวบ้านส่วนใหญ่เชื่อกันว่า เป็นเพราะผีสางเทวดาและพระยาแถนโกรธที่ชาวบ้านไม่ประกอบพิธีกรรมบุญบั้งไฟ จึงลงโทษทำให้ชาวบ้านเกิดการล้มตายโดยไม่ทราบสาเหตุ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวชาวบ้านได้ร่วมกันจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟขึ้นถึงแม้จะเลยเดือน ๖
ไปแล้วก็ตาม และการเซิ้งผ้าหมี่ก็ได้เซิ้งบอกกล่าวให้พระยาแถนทราบด้วย หลังจากนั้นการล้มตาย
โดยไม่ทราบสาเหตุในระยะใกล้เคียงกันก็ไม่ปรากฏอีกต่อไป และพบประเด็นที่น่าสนใจว่า ในขณะ
การเซิ้งผ้าหมี่ไปรอบๆหมู่บ้านจะมีผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านอายุประมาน ๗๐ ปีขึ้นไป ถึงแม้จะเดินไม่ได้แต่ก็คลานออกมาแล้วยกมือประนมไหว้จนขบวนเซิ้งผ้าหมี่ผ่านไป ซึ่งผู้ที่เซิ้งผ้าหมี่ในขบวนได้สอบถามคนแก่ว่า เพราะอะไรถึงยกมือไหว้ขบวนเซิ้งผ้าหมี่ ได้รับคำตอบว่าการเซิ้งผ้าหมี่ผู้เซิ้งคือเทวดาที่ลงมาเซิ้งในโลกมนุษย์นั้นเอง จะสังเกตได้ว่าผู้เซิ้งมีแต่ผู้ชายเท่านั้นการแต่งตัวก็สวมหมวกกระโจม
รูปพรหมสี่หน้าเหมือนเทวดา นอกจากนั้นพบว่า การเซิ้งผ้าหมี่ในขณะที่เซิ้งนำขบวนแห่บั้งไฟ เมื่อผ่านประตูเข้าวัดโบสถ์นั้น ผู้เซิ้งทุกคนจะหุบร่มและเอาสไบที่พาดไหล่ออกมากางคลุ่มไหล่แล้วใช้มือจับทั้งสองข้างสไบปลิวไสวสวยงามมาก การหุบร่มถือเป็นการทำความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิที่อยู่ในวัดและคลี่สไบออกให้เกิดความสวยงามและยังต้องเซิ้งอ้อมโบสถ์ของวัดด้วย โดยทุกคนเชื่อว่าเป็นการแสดงความเคารพต่อหลวงปู่ผู้สร้างวัดโบสถ์ตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อผู้เซิ้งกระทำไปแล้วเชื่อว่าตนเอง ครอบครัว และชุมชน จะอยู่ดีมีความสุข อุดมสมบูรณ์ และอีกประการหนึ่ง
ก่อนการเซิ้งผ้าหมี่นำหน้าขบวนแห่บั้งไฟคณะผู้เซิ้งจะไปรวมตัวกันที่ดอนปู่ตาใกล้โรงเรียนชุมชน
บ้านขวาวเพื่อประกอบพิธีสักการะบูชาผีปู่ตาและผีมเหสักข์หลักบ้านขอความเป็นสิริมงคลแก่ตนและหมู่บ้านผ่านเฒ่าจ้ำ นอกจากนั้นกระโจมสวมศีรษะ และเครื่องแต่งตัวของผู้เซิ้งผ้าหมี่ ชาวบ้านมีความเชื่อว่า วัสดุและลวดลายในกระโจมเป็นการปักหน้าพรหมหรือที่เรียกว่าพรหมสี่หน้าบนกระโจมสวมศีรษะทำให้ผู้คนได้ระลึกถึงการปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดี มีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
ทำให้เกิดความเชื่อเกี่ยวกับสวรรค์ โดยเฉพาะลักษณะการเซิ้งนั้นสะท้อนให้เห็นถึงชั้นของพรหมที่อยู่ในชั้นจาตุสวรรค์ ซึ่งในชั้นนี้ก็มีการแสดงด้วย

จากการศึกษาพบว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปรากฏในหมู่บ้านประกอบด้วย
๑. ศาลปู่ตา ตั้งอยู่บริเวณที่ดอนป่าไม้หนาทึบติดกับโรงเรียนชุมชนบ้านขวาว โดยมีต้นไม้ใหญ่ ๆ และชาวบ้านเชื่อว่าผีปู่ตาจะดูแลผู้ที่ทำความดี การสื่อสารในการประกอบพิธีกรรมเลี้ยงปู่ตา โดยผ่านเฒ่าจ้ำในหมู่บ้าน เพื่อส่งข่าวให้ทราบว่ามีการทำบุญบั้งไฟในวันนี้และมีการเซิ้งผ้าหมี่ด้วยในวันนั้น นอกจากนี้ก็ยังได้มีการบนบานของผู้ที่จะไปสอบหรือจับสลากเป็นทหาร เมื่อบนบานแล้วก็เกิดความสบายใจ ส่วนผลที่เกิดขึ้นเมื่อสมดั่งใจก็ไปแก้บน ถ้าไม่เป็นไปตามที่บนบานไว้ ก็ถือว่าสิ่งที่บนบานใหญ่เกินกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิจะช่วยได้
๒. ศาลมเหศักดิ์หลักเมือง จะตั้งอยู่ตรงกลางหมู่บ้านของคุ้มใต้อยู่ในเนื้อที่ของบ้านนางหนูพิษ
โพธิจักร และบ้านแม่สมสนิท งามสง่า พบว่าในแต่ละปีชาวบ้านจะมีการเลี้ยงบ้านก่อนทำนาและเชื่อว่ามเหศักดิ์ หลักเมืองจะคุ้มครองชาวบ้านและดูแลให้สุขสบาย อุดมสมบูรณ์ การทำบุญประเพณีทุกอย่างก็จะมีการเลี้ยงบ้านเช่น บุญประเพณีบั้งไฟและการเซิ้งผ้าหมี่ก็จะเสียงส่งข่าวให้ สิ่งศักดิ์สิทธิทราบว่ากำลังทำบุญประเพณี โดยผ่านทางเฒ่าจ้ำ
๓. ศาลหลวงปู่ (เดิมเป็นเจดีย์)ซึ่งเป็นเจ้าหลักวัด ปัจจุบันได้ก่อสร้างโบสถ์ทับบริเวณที่ตั้งเจดีย์เก่าที่เป็นสิงสถิตต์ดวงวิญญาณของท่าน จึงอัญเชิญหลวงปู่ให้ออกไปอาศัยอยู่ศาลแห่งใหม่ใต้ต้นโพธิในวัดสระโบสถ์นั้น ในพิธีกรรมที่วัดสระโบสถ์พบว่า คณะผู้เซิ้งจะเซิ้งรอบโบสถ์ทำความเคารพ ๓ รอบ โดยการหุบร่มเมื่อผ่านประตูเข้าวัด และเอาสไบออกมาคลุมไหล่ใช้มือจับปลายทั้งสอง
เวลาเซิ้งผ้าหมี่จะพลิ้วสวยงามมาก

ค่านิยมในการเซิ้งผ้าหมี่

ชาวอีสานเป็นผู้ที่มีความศรัทธา เชื่อถือและยึดมั่นในศาสนาอย่างเหนียวแน่น แต่ก็เป็นความนับถือศรัทธาแบบชาวบ้าน ซึ่งบางครั้ง ชาวอีสานอาจจะเห็นว่า ไม่สามารถสนองตอบความต้องการทางใจหรือเป็นที่พึ่งทางใจได้เช่นในขณะที่เกิดภัยพิบัติจากธรรมชาติต่างๆ ชาวอีสานจึงหันไปพึ่งเทวดา ฟ้าดิน ภูตผีวิญญาณต่างๆ จึงพบว่าภาคอีสานนั้นมีพิธีกรรมต่างๆ มากมาย โดยเชื่อว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของสิ่งที่นับถือนั้นๆ โดยเฉพาะเมื่อมีพิธีก็ต้องมีการสาธยายเวทมนต์ ซึ่งมีการผูกสัมผัสเป็นบทร้อยกรอง แล้วขับแห่พรรณนาคำวิงวอนต่อมาคำขับกล่อมเหล่านี้ได้พัฒนามาเป็นเพลงในพิธีกรรมต่อมา
และมีการทำเครื่องดนตรีมาประกอบ และมีการฟ้อนรำเป็นท่าทางต่างๆ เข้ามาช่วยเสริม
ดังนั้น ดนตรีและการฟ้อนรำของชาวอีสานที่เป็นของดั้งเดิมนั้น ส่วนใหญ่เป็นฟ้อนการรำอันเนื่องมาจากพิธีกรรมทั้งสิ้น หรือในอีกลักษณะหนึ่งจะเป็นการรื่นเริงหลังฤดูการเกี่ยวกับหรือมีความสำเร็จในการประกอบอาชีพเช่น การล่าสัตว์ การเพาะปลูกย่อมมีการขอบคุณต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ที่คนศรัทธาที่ได้ช่วยให้เกิดผลดี จากการศึกษาพบว่า การเซิ้งผ้าหมี่บ้านขวาว ชาวบ้านเชื่อว่าผู้ชายสามารถสื่อสารกับสิ่งศักดิ์สิทธิได้และศรัทธาต่อการเซิ้งในประเพณีบุญบั้งไฟมาก เพราะจะทำทุกปี
ไม่เคยเว้นเลย ส่วนผู้ที่มาเซิ้งผ้าหมี่ก็มาด้วยความสมัครใจ ศรัทธาในการเซิ้ง เพื่อให้ตนเองครอบครัว สังคมในหมู่บ้านมีความสุข เกิดความสนุกสนานและสร้างความสามัคคีในหมู่บ้านขึ้นเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมให้คงอยู่ ซึ่งได้สืบทอดต่อ ๆ มา
ลำดับขั้นตอนการแสดง
การเซิ้งผ้าหมี่บ้านขวาว ถือเป็นประเพณีที่สำคัญของหมู่บ้านอย่างหนึ่งทุกครอบครัวได้ร่วมมือปฏิบัติต่อกันมา ดังนี้
๑. การเตรียมความพร้อม
๑.๑ การเตรียมตัวของผู้เซิ้ง
เมื่อคณะกรรมการหมู่บ้านประชุมตกลงกำหนดวันจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟเป็นที่เรียบร้อย ผู้เป็นหัวหน้าของการเซิ้งผ้าหมี่ก็จะบอกหนุ่ม ๆ หรือผู้ชายในหมู่บ้านให้เตรียมตัว แต่ในขณะเดียวกันผู้เฒ่า ผู้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ในหมู่บ้านเมื่อได้ข่าวก็จะไปบอกลูกชายหลานชาย
ของตนให้ร่วมเซิ้งผ้าหมี่ ส่วนตัวผู้เซิ้งผ้าหมี่ก็จะเซิ้งโดยการสมัครใจ ไม่มีใครบังคับ ส่วนการเตรียมตัว
ผู้เซิ้งไม่ต้องทำอะไรมากนักขอให้สมัครใจเท่านั้น
๑.๒ การเตรียมการแต่งกาย
เมื่อลูกหลานสมัครใจว่า จะเซิ้งก็บอก พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งท่านทั้งหลายเหล่านี้จะเป็นผู้หาเครื่องแต่งกายให้ ซึ่งประกอบด้วยเสื้อแขนกระบอกผ้าไหมสีดำเย็บมือย้อมด้วยมะเกลือ (ทำให้เป็นสีดำ) หรือย้อมคราม (น้ำแต้ม) ลายผ้าเป็นลายตา คล้ายผ้าขาวม้าแต่ลายเล็ก ๆ แต่ปัจจุบันเสื้อเก่าบางตัวชำรุดมากจึงต้องใช้เสื้อสำเร็จรูปแขนยาวสีดำแทน ผ้านุ่ง เป็นผ้าหมี่ทอมือเช่นกัน มีผ้าคาดเอว เรียกว่า แพรไหม หรือ สไบ ทอด้วยผ้าไหมย้อมสีเหลืองสด เวลาเซิ้งจะห่มทับเสื้อแบบเฉลียง อีกผืนหนึ่ง คือ ผ้ามะเกลือสุด หรือผ้ามัดร่ม กระโจมรูปพรหมสี่หน้าสำหรับสวมศีรษะทอด้วยลายขิด สร้อยสังวาลย์ (ทำจากลำปอ) ย้อมสีเหลืองแล้วตัดเป็นท่อน ๆ ร้อยสลับกับเมล็ดสบู่คำ (อีสานเรียกหมากเยา) หรือมะเขือพวงใช้ใส่สะพายเบี่ยงขนาดสั้นยาวแล้วแต่พอใจ
ในราว ๗๐ - ๘๐ ปี ถึงปัจจุบันได้มีการเพิ่มเครื่องประดับเข้ามาอีก คือ มีร่ม ใช้ร่มสีดำ ใช้แพรลากสี ร้อยดอกไม้ ผูกตามริ้วของร่ม แว่นตาดำ รองเท้า ถุงเท้าสีดำ หรือสีทั่วไป กระดิ่ง โปง นำมาแขวนเอว ทำให้เกิดเลียงดัง สะไนทำจากเขาสัตว์ ส่วนมากทำจากเขาควายมีลิ้นเป่าเสียงยาว สั้นได้ตามความต้องการ เป่าให้สัญญาณเริ่มต้นและหยุด ต่อมาใช้นกหวีดเป่า เพื่อความไพเราะเท่านั้น ใช้สะพายถือเป็นเครื่องประดับอย่างหนึ่ง
๒. การเริ่มต้นการเซิ้ง
การเซิ้งผ้าหมี่ จะเริ่มทำการเซิ้งก่อนวันประเพณีงานบุญบั้งไฟ ๓ วัน โดยทำการเซิ้งไปรอบ ๆ หมู่บ้าน มีวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อเตรียมความพร้อมเพิ่มทักษะความสมบูรณ์ในการเซิ้ง วันแห่บั้งไฟ แต่ก็มีวัตถุประสงค์แอบแฝงของคนเฒ่าคนแก่ที่ให้ลูกหลานมาร่วมขบวนเซิ้ง คือ เป็นการอวดผ้าหมี่ผีมือทอของตน อวดลูกชายหลานชายของตนแก่สาว ๆ และว่าที่พ่อตาแม่ยาย ตลอดจนการได้รับทอดไมตรีจากสาวที่ตนหมายปองไว้ด้วยบุหรี่ และนำดื่มในขณะที่เซิ้งผ่านบ้านของสาวด้วยปัจจุบันจะเซิ้งก่อนงานบุญบั้งไฟ ๑ วัน โดยเฉพาะผู้เซิ้งมีหลายกลุ่มที่เซิ้งในแต่ละกลุ่มก็ไม่ได้จำกัดจำนวนคนว่าเท่าไร ก็จะตกลงกันในเวลาเซิ้ง เพื่อไม่ให้ไปเซิ้งซ้ำกันในแต่ละคุ้ม เพื่ออวดสวย ๆ ในแต่ละคุ้มไปด้วย การเริ่มการเซิ้งผ้าหมี่จะเริ่มในตอนเช้า โดยนัดกันว่าจะเริ่มที่บ้านหัวหน้าคณะ เมื่อผู้เซิ้งมารวมกันพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะผู้ ตีกลอง และผู้นำกาพย์เซิ้งพร้อมแล้วก็เริ่มเซิ้งผ้าหมี่ไปรอบ ๆ หมู่บ้าน ผู้ที่จะเซิ้งผ้าหมี่ที่แต่งตัวเสร็จแล้ว ก็สามารถเข้าขบวนเซิ้งในระหว่างทางได้เลย โดยการแทรกแถวเข้าไปเซิ้งตามคณะที่เซิ้งได้เลย โดยไม่มีพิธีการอะไร

๓. การดำเนินการเซิ้ง
การเซิ้งผ้าหมี่ เมื่อรวมกลุ่มผู้เซิ้งได้พอสมควร ก็จะดำเนินการเซิ้ง โดยเข้าแถวตอนเรียงสอง คนตีกลองจะเริ่มตีกลองให้จังหวะ หัวหน้าแถวคนหนึ่งจะเป็นผู้ว่ากาพย์เซิ้งให้ลูกคู่ว่าตาม คนนำว่ากาพย์จะต้องท่องให้ได้ ในสมัยก่อนกาพย์เซิ้งจะมีการแสดงธรรมะด้วย บางคนเรียกว่า เซิ้งธรรมะเพราะกาพย์เซิ้งที่สอนธรรมะจะเขียนลงในใบลาน คนตีกลองจะอยู่กลางของขบวน เพื่อให้ขบวนได้ยินเสียงจังหวะกันทุกคน ในท้ายขบวนจะมีคนดัดท้าย คนดัดท้ายจะไม่ว่ากาพย์เซิ้งตามเพื่อน แต่จะมีกาพย์เซิ้งเป็นของตนเอง ต้องทำท่าให้ขัดแย้งกับเพื่อน และทำตัวแปลก ๆ คนดูจะได้หัวเราะ เมื่อกลองเริ่มให้จังหวะ ซึ่งมีเพียงจังหวะเดียวเท่านั้น คือ ปึง ปึ ปึง ปึง……ปึง ปึ ปึง ปึง คนเซิ้งจะถือร่มกางด้วยมือซ้าย เท้าขวาก็จะวนโค้งไปสลับกับเท้าซ้ายให้ถูกจังหวะกลอง พร้อมกับมือที่จีบแล้ววนโค้งไปมาพร้อมกัน และทำการเซิ้งท่านี้ไปตลอด ขณะเดียวกันปากก็ว่ากาพย์ตามต้นเสียง การเซิ้งผ้าหมี่ ชาวบ้านเมื่อคณะเซิ้งผ้าหมี่ผ่านหน้าบ้านตนเองก็จะมีของฝาก เช่น เหล้าขาว ข้าวหมาก และมีขันน้ำเย็นตั้งไว้ที่หน้าบ้านให้ดื่ม การเซิ้งผ้าหมี่ในวันแห่บั้งไฟถือว่าสำคัญที่สุด เพราะวันนั้นคนจากทุกหมู่บ้านทั้งใกล้และไกลมาเที่ยวงานบุญบั้งไฟเป็นจำนวนมาก ผู้ที่เซิ้งก็จะได้เซิ้งอวดสาว ๆ อย่างเต็มที่ การแต่งตัวก็ต้องพิถีพิถัน การเซิ้งก็สุดฝีมือ และการเซิ้งในตอนเช้าขบวนเซิ้งจะต้องนำคณะไปเซิ้งถวายปู่ตาที่ดอนปู่ตามเหสักข์หลักบ้านขออโหสิกรรมที่ล่วงเกิน และขอให้สมปรารถนาในการขอฟ้าขอฝน พอได้เวลาใกล้บ่ายโมงขบวนแห่บั้งไฟเริ่มต้นที่สนามโรงเรียนชุมชนบ้านขวาว แต่ก่อนรวมที่ดอนปู่ตา ขบวนเซิ้งผ้าหมี่จะเป็นขบวนนำในการแห่บั้งไฟไปที่วัดสระโบสถ์ (วัดใต้) ของหมู่บ้าน ก่อนขบวนเข้าประตูวัดผู้เซิ้งผ้าหมี่จะคลี่สไบที่สะเบี่ยงอยู่ที่ตัวออกเพื่อแสดงความเคารพ แล้วเซิ้งโดยกางร่มพร้อมนำสไบออกมากางใช้คลุมไหล่ มือสองข้างจับไว้ขณะเซิ้ง ทำให้เกิดความสวยงาม และเซิ้งเวียนขวารอบโบสถ์ ๓ รอบ ก็เป็นการสิ้นสุดการเซิงผ้าหมี่
ในการเซิ้งผ้าหมี่การว่ากาพย์เซิ้งของต้นเสียง เมื่อพูดไปแล้วลูกคู่ไม่ค่อยว่าตามหรือว่าตามแต่ไม่พร้อมเพียงกันเท่าไร ต้นเสียงก็จะว่ากาพย์เซิ้งด่า ลูกคู่ก็จะว่าตามเป็นอันว่าไม่มีใครว่าใครขบวนก็กลับมาพร้อมเพียงกันอีกครั้งหนึ่ง การเซิ้งก็จะดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ แต่เมื่อไหร่ที่ผู้นำว่ากาพย์เซิ้งเหนื่อยจะมีการเปลี่ยนผู้นำว่ากาพย์ โดยมีสัญลักษณ์ด้วยคำว่า “เอ๊ เอ๊ะ เอ่น สา เล่น เฮ้ว” ลักษณะจากเสียงเล็กน้อยและควรนำกาพย์คนใหม่จะว่าต่อไป เป็นแบบนี้สลับกันไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้การจะเปลี่ยนเนื้อหาของกาพย์ ก็จะใช้สัญลักษณ์คำ เช่นเดียวกับการเปลี่ยนผู้นำว่ากาพย์ ตัวอย่างกาพย์เซิ้ง
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
กาพย์เซิ้งบุญบั้งไฟ

(ผู้นำ) โอเฮาโอ พวกเซิ้ง เฮาโอ เฮามาโอ เพียบพร้อมนำกัน
ผู้พาว่าออกท่าวาที ให้มันมีจังหวะสังวาส
ให้ถูกบาทตุ้มเตินเสียงกลอง ตามทำนองประเพณีฮีตเก่า
ตั้งแต่เค้าเฒ่าแกเฮามา เพิ่นพาเอาบุญบั้งไฟใหญ่
เพิ่นไปใส่บ้านใกล้บ้านไกล ทางตาลมเมืองไพรไปข่าว
ไปบอกกล่าวกุดแข้โนนโพธิ์ ทางสำโรงนาเรียงน้ำเที่ยง
บ่อได้เกี่ยงชีโหล่นหัวนา ข่าวไปหาส่องแนวบ้านส่อง
ประกาศก้องไปทั่วเวหา บ้านศรัทธาขวาวคำบ้านใหญ่
เกินว่าเอาใจใส่บุญสินกินทวน กรรมการจัดงานปีนี้
เพิ่นว่าให้ถึงที่ยิ่งกว่าเคยทำ มีหมอลำดนตรีแนวเล่น
เพิ่นเลือกเฟ้นเอาแต่แนวดี หนังกะมีให้ชมคึกคลื่น
กลางวันกะเบิ่งพวกเซิ้งนำข่อย พวกผู้สาวนารีหนุ่มน้อย
สนุกบ่อค่อยป้อนแอ่มแฟนโต ไม่กะไสเอารางวัลข้างหน้า
ได้ยินเพิ่นว่าที่หนึ่งที่สอง รองลงมาที่สามกะได้
หลานจึงเอาใจใส่ฝึกซ้อมทุกคน ข่อยใดกะสนเอารางวัลเป็นใหญ่
สิได้ติดต่อใต้เขาสู่นิทาน ตามตำนานเล่ามาแต่ก่อน
ขอเว้าบั้นบ่อนของเท้าผาแดง เขาอยู่แบรงคาพงษ์เมืองใหม่
ได้ยินเขาส่าแก้วไอ่ใจเมือง มีชื่อเสียงส่าลือคนย่อง
ดังกึกก้องเมืองใหญ่ซะธีตา องค์พระยาทำบุญบั้งไฟแข่ง
ไปใส่หมดทุกแห่งฟ้าแดดเชียงเหียน แต่บ่อได้เตือนผาพงษ์ให้ฮู้
ได้ยินแล้วบ่อยู่บาท้าวผาแดง ใจแสวงอยากเห็นนางไอ่
แล้วจึงเอิ้นบ่าวไพร่สร้างแต่บั้งไฟ หวังสิไปพนันขันต่อ
สิเอาแม่รูปหล่อแก้วไอ่ใจเมือง บ่อได้เคืองเสนาบ่าวไพร่
สร้างบั้งไฟใหญ่หุ้มห่อข้อมมือ ถือเป็นมื้อสำคัญวันเพ็ญสิบห้า
ได้ยินคนส่าเป็นมื้อโอมบุญ จึงได้ลงทุนออกแรงแข็งข้อ
หวังสิไปสู้ต่อเจ้าพ่อพระยาขอม พวกคนเขาชอบว่าผู้ใดสิได้
นี้มันกะใกล้มื้อนัดวันหมาย พวกหญิงชายบ่าวสาวคนหนุ่ม
ไปตั้งกลุ่มถ้าแห่บั้งไฟ ศรีวิลัยสาวงามบ้านเพิ่น
มีแต่แก้มเปิ่นเหวิ่นคิ้วต่อคอกลม นี้วังสมบุญบั้งไฟใหญ่
พากันเอ้มาใส่ธู้เพิ่นแฟนโต ต่างคนต่างโสว่าผู้ใด๋สิเด่น
ไผกะหวังสิเน้นเข้าส่องชิงโก ฟังเสียงชัยโยเอบั้งไฟขึ้นค้าง
พวกนอยู่ล่างนั่งจ้องคอยชม บั้งไฟพระยากำลังสิจุด
ไฟวาบวูบเข้าปากควันหม พวกคนขมพากันฮ้องว่า
บ่อสมส่าบั้งไฟใหญ่ศรัทธา บ่อไปบ่อมาชูควันคาค้าง
บาดนี้ตกถึงหว่างฟ้าแดดเซียงเหียน ขึ้นไปท่อลำเทียนเห็นแต่ควันออกหลอด
บาดนี้เลยมาฮอดของท้าวผาแดง อุกใจพอแฮงย้ายบั้งไฟขึ้น
แต่กะบ่อได้ตื่นจึดแข่งคือกัน แต่มีข้อสำคัญท้าวพังดีบนค้าง
ตกถึงหว่างบั้งไฟแตกควันห่ม เคยบ่อสมความหมายมุ่งมาด
กลับคืนบ้านอาดหลาดเมืองใหญ่ผาพงษ์ ลูกหลานขอหยุดนิทานไว้ก่อน
พวกหลานยังอ่อนไหวพริบปัญญา สิบนิ้ววันทาอาจารย์ นักปราชญ์
ผู้ฉลาดรอบรู้นิทาน
*****************

โอ อาโอพวกเซิ้งเฮาโอ โอมพุทโธนะโมเป็นเจ้า
โอ๋ข้อยซิเว้าประวัติบั้งไฟ อันบั้งไฟกะมีมาแต่ก่อน
โบราณเบิ่งเล่าขอฟ้าขอฝน ปีสะหนกะเอาบุญบั้งไฟแสนหมื่น
จุดดังคึกคลื่นสูพระยาแถน ชาวบ้านขวาวขอบันดลฝนลิง
ให้นำเต็มฝั่งเต็มหวอเต็มนา ฝูงปูปลากะไนนามีมาก
ฝนไหลหล่าตกหม่องต้องการ ชาวบ้านขวาวก็อุดมชุมชื่น
โอพวกบ้านอื่นพากันเท้าตาม ข่อยสืบมากะประเพณีเก่า
ข่อยจึงเอามาเล่าย่อ ๆ ให้ฟัง อย่าจีลงกะต่อไปภายหน้า

(สร้อย) โอเฮ้าโอพวกเซิ้งเฮาโอ บุญบั้งไฟกะคือมื่อนี้
พวกน้องพี่มาซอยเอาบุญ ให้นำหนุนกับผู้สร้าง
ซอยผู้ว่างเลยได้ว่าเป็นกลอน มาขอพรอวยพรให้พี่
มาฮอดนี่เลยสิว่าคำสอน ให้ตางอนเจ้าไว้เอาแน๊
พวกพ่อแม่กะเป็นทุกข์สุดใจ สาวจัญไรหาแต่เที่ยวเล่น
เวียกบ่เป็นบ่สร้างบ่ทำ มีแต่นำผู้บ่าวไปเที่ยว
ให้เขาเกี่ยวเข่าสี้เขาเซิง จนของเพิงจนได้ผู้ได้ได้ต่าว
พวกผู้บ่าวเขากะบ่จริงใจ ลูกผู้ใด๋บ่แม่นลูกของข่อย
พวกสาวหน่อยสาวนิดสาวแดง นอนตะแคงกลางเว้นอยู่บ้าน
(สร้อย) ฟัง ๆ เอแนเด้อพี่น้อง
ลูกอยู่ท้องไผ่สิเอาแนว คงเป็นแถวใด๋แต่พากันชา
ซุมเขาว่าเขากะว่าบ่ดี อีหีเคียวเขาซ้ำเขาด่า
เขาตราหน้าเขาเหยียดเขาหยัน สมน้ำหน้า ๆ
(สร้อย) สาวนักเรียนที่เรียน ม.ต้น
โตเป็นตนโตน้อยเอ็นดู อยากเป็นครูให้เรียนไปหน้า
ภายภาคหน้ากะซิอยู่กินเย็น บ่ลำเค็ญคือชาวนาน้อย
(สร้อย) สาวนักเรียนทั้งเรียนทั้งเที่ยว
พวกหีเคียวบ่มีเงินจ่ายหนี้ มื้อแลงลี้ใสหน้อ
ให้มันพอจ่ายหนี้เขาแน๊ หาทางแก้คือหม่องง่ามขา
เอิ้นซายมานอนนำจักท่า ว่าแล้วแล้วก็ซิหาค่าหอม
หามาเติมเป็นเงินฮองท้อง อยู่ในห้องเขาฮู้จักดี
สาวสมศรีแล้วกะสาวคำหล้า พวกเขาว่าเป็นของโรงเรียน
(สร้อย) สาวนักเรียนทั้งเฮียนทั้งสี้
บ่เฮ็ดจั่งซิบ่ได้ค่าเทอม สาสาสาเล เฮ๊ว ชะชะ
โอมพุทธโธนะโมเป็นเจ้า ข่อยสิเว้าเป็นกราบผู้สาว
ตกถึงคาวบุญเฮามาฮอด ล่นตลอดบุญใหญ่ของเฮา
เอาบั้งไฟพนันขันแข่ง มาตกแต่งขบวนเซิ้งนำกัน
สิ่งสำคัญเหล้าโทให้ใหญ่ เพิ่นเอามาใส่ต้อนรับทางไกล
เห็นแล้วไปพวกท่านทั้งหลาย สิบรรยายเป็นกลอนชอมต่อ
โอแล้วนอเป็นกาพย์ผู้สาว โอแล้วนอมาเห็นสาวมื้อนี้
มางามเอานี่บ่มีไผปาน เยาวมานกะบ้านใดบ้านเกิด
มาประเสริฐกว่าคนแทฮู อยู่อำเภอตำบลใดหล้า
บอกแม่ว่าอ้ายสิไปยาม ขอเมียนำกะมือบุญเลิกแล้ว
หรือแมนแก้วเกิดอยู่เมืองแมน แดนสวรรค์กะพู้บ่อมอนอยู่
เจ้ามีคู่หรือมาคนเดียว รูปร่างเพียวทรงเข้าท่า
แม่นน้องหล่ามีคู่หรือยัง สางบ่หากะผัวมาเทียมฝาง
เจ้าอย่าอยู่ว่างมันผิดธรรมเนียม ยังเสงี่ยมเนื้อกายนุ่มน้อย
ยังเรียบร้อยบ่อไดผันแปร เป็นตาแลตาหลิงตาหลำ
ยายตกตำแก่กล้ากายแข็ง มาแสวงคู่ครองมันหยาก
ยามเขาอยากเขาชอบหีบเอา อย่าสิเมาว่าโตดีเลิศ
ว่าประเสริฐบ่หัวซาใผ บักสมโอสองอันนันหน่า
มัดสิหลาหลุดยินเตเซ เอาผัวหลาเอาผัวหลา
เอาซ่าน่าเอาผัวซาน่า เอาผัวมาเทียมสองชอบนอน
ไผ่เอาก่อนเขาว่ามันดี อย่าหลงสีสำอางขาวแป้ง
มันเปียงแป้งบ่อแต่งงามเอง สาวบ้านใดคือผู้งามแท้หลา
หรือแมนสาวชากุดแข้โนนโพธิ์ งามเปิดโตคือจังเขาว่า
สาวผักกาดหญ้าบ้านแห่บ้านหัน อัจศจรรย์สาวงามบ้านหน่อง
จังแมนงามกองคือสาวพันขาง สาวโนนยางซางงามสมซ่า
ได้ยินว่าสาวโนนแพง กางเกงแดงขาบานสิบนิ้ว
แอวก็กิวคิ้วโกงคันศร สาวสะทอนกะงามสมซา
หรือแมนอีตายหาผู้สาวบ้านโต กางเกงแดงขาบานได้ศอก
ท่าทางบ่หยอกว่าแมนคุณนาย เทิงอยากอายเทิงคิดอยากเว้า
ถามข่าวเจ้ามีคู่หรือหยัง สาวบ้านไดคือผู้งามแท่หล่า
มาไปบ้านหย่าตามก้นอ้ายมา ไปกินปลาลาบงัวขั่วเอียน
สมผักเสี้ยนเฮียนอ้ายแห่งหลาย อย่าสิอายยามไปบ้านหย่า
ให้เขาว่าแฟนอ้ายมายาม น้อยนงรามผู้ดีออดหลอด


‘’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’’

กาพย์เซิ้งหยอกสาว

โอ่เฮาโอ่ พวกเชิ้งเฮาโอ่ ปุ้มเปิ่ง ท้ายเปิ่งเชิ่น อยากโบ่งทางใน
ลูกสาวไผไฉไลเข้าท่า พวกอุบาททามเข้าป่าลงแขกจักคืน
มักอ้ายบ่ของพ่อข่อยมี เก็บไว้อย่างดีอยู่ไต้พกผ้า
ฮาวก้ามพ้าหน้าทั่งดังคม ไว้ทรงผมปกหน้าจักหน่อย
เห็นเจ้ามั่นค่อยมืนหูมืนตา ขึ้นไปโคกเห็นแต่หญ้าคา
ลงไปนาเห็นแต่หญ้าปล่อง เหลียวเบิ่งท้องขนมั่วฮับฮาย
ตายสาบ้อตายนำสาบ้อ ตายสาบ้อตายนำสาบ้อ
ลูกใภ้อีพ่อทางบ้านขวาวคำ ขอเมือนำเป็นแขกต่างเฮือน
ขอเมือเยือนเป็นแขกต่างบ้าน บัหล่าขี้คร้านขอไปนอนเวน
ท้ายอ้าหล่าน้ำแอ่งขังโพน โตนลงฮั่นคือสิมันแท้หน่อ
ย้านเฮ็ดปากเตเวงาบ ๆ เงย ๆ เจยโบ๊กเฒ่าสิตายบ่จักของประหลาด
เห็นซิ่นเขาขาดเทียวส่องปานลิง

สาวบ้านเผิ่นบ่คือสาวบ้านโต สาวบ้านเพิ่นท้ายใหญ่ปานโพม
เหลียวเบิ่งนมท่อหัวเด็กน้อย ยางอ่อมอ้อยส่ายเซฟเดินโชว์
สาวบ้านโตนอนเวนอยู่บ้าน เกินว่ามึงกร้านอีห่าตำมึง
ได้ลูกหนึ่งนมตึ่งปานกลาง ได้ลูกสองนมแหลวปานแป้ง
โอยแห่งกะแห่งอีห่าตำมึง เฒ่าบ้านเพิ่นบ่คือเฒ่าบ้านโต
เฒ่าบ้านเพิ่นมักกินเหล้าโท เฒ่าบ้านโตมักแต่แนวอันนั้น
เว้าขึ้นมาอยากคั้นอีห่าตำมึง

เมิดกลอนนี้มีกลอนซ้อนว่า ขิงซ้อนข่าตาซ้อนคุณยาย
คนมันหลายซ้อนสามซ้อนสี่ ใต้ก้นหลี่ซ้อนข่อหัวโป
โนนไหน ๆ ซ้อนสาวขึ้นใหม่ น้อยซ้อนใหญ่ของธรรมดา
บางซ้อนหนาขาสายซ้อนใส่ บ่น้อยบ่ใหญ่มันกำพอดี
หอมผักชีซ้อนหัวผักกาด สาวอุ้มพาดซ้อนฮากยาซาง
หวีผมผางช้อนกับแยงแว่น ฟ้อนและแอ่นซ้อนม่วนเฮฮา
คิดอยากกอดนางน้องกินรี สาวผู้ดีออกท่งอยากมั่งแลง
ตาเวินแดงไปลัดผู้บ่าง ให้เขาหยาวอยู่ข้างกองเทียง
ได้ยินเสียง อึอึอึ.-.-
ขอนเฮามีกลอนซอน..... มีกลอนชอนกลาย..............
สาวอาบน้ำนุ่งซิ่นหไหม ไทชอนควายคือมวยซอนหม้อ
หน่ ไม้ชอนกอ ฮอขอนขนิ้น ฮี่นบ่อชอนเห็นเตาหลังตุง (ขน)
แลนชอนโกนคนชอนโต้งาม น้ำชอนแลงต้งอยู่ปลายชาน
มารชอนท้องนมพองชอนทอ พ่อชอนแม่แล้วชอนสีเหลือง
เคียงชอนเตียงเชียงชอนสาวแก่ ชอนไปแน่สมชอนพอดี
เหล้าโตสมว่าเหล้าโตหวน นมโตยานว่าเป็นน้ำลูก
เปิกซิ่นขึ้นเหม็นตุ้งใหญ่ปานโพน เสียวเบิงนมทอหัวเด็กน้อย
เว้ากะกอยอยากจาพาที สาวบ้านโตมีแต่ผู้อาย ๆ
ได้ลูกหนึ่งนมตึงปากกลาง ได้ลูกสองนมหยานปานแป้ง
แห่งกะแห่งอีฮาตำมึง เอะ เอะ เอ หิ้ว สาลีเลหิ้ว

กาพย์เซิ้งตลกเย้ยสาวเล่น

สาวบ้านใด๋นุ่งซิ่นก่าป้อง สังมาค่องอุบาทว์อุบาย
นุ่งซิ่นลายเทิงขาวเทิงแหล่ เปิ่งซอยแหน่คืองูทำทาน
แหม่นถูกหลานของไผน้อแม่ คือใครแหน่รูปร่างหน้าตา
เทิงวาจาของลาวก็ม่วน เว้าถืกส่วนเทิงยิ้มเทิงหัว
เจ้ามีผัวแล้วไปน้องหล้า ยอดสง่าของที่คนสวย
เบิ่งคนซวยแน่เด้อน้องแก้ว มันบ่แป้วบ่บากบ่พัง
บ่เป็นหยังของนางจักอย่าง นุ่งซิ้นด่างคือเก่าคือหลัง
เจ้าอย่าชังตูข่อยเด้อหล้า เจ้าอย่าด่ามันซิเป็นกรรม
เวรสินำเจ้าไปสู่หม่อง ไปตกบ่อแม่นอเวจี
ใจดี ๆ อย่าป้อยอย่าด่า ยอดสง่าของพี่คนดี
ให้เจ้ามีจิตใจแหน่วแหน่ ฟังอ้ายแหน่น้องอุ่นทูนหัว
เจ้าอย่ามัวเบิ่งพุ้นเบิ่งพี้ เหลียวมานี้ยิ้มเบิ่งแหน่นาง
สาวสำอางก็ยิ้มเบิ่งแหน่หล้า ยิ้มให้ซ่าอย่าบูดคือแกง
ได้เจ็ดแลงจนหมาบ่อยาก ข่อยนี้หากมาพ้อเทื่อเดียว
ให้เจ้าเหลียวมาเบิ่งทางนี้ เหลียวมานี้มันบ่พอตาย
บ่เสียหายอีหยังดอกหล่า ฟ้าบ่ผ่าลงใส่กบาล
๔. การจบการเซิ้ง
การเซิ้งผ้าหมี่ จะมีการเซิ้งผ้าหมี่ในปัจจุบันนี้ ๒ วัน คือ วันก่อนวันงานแห่บุญบั้งไฟ ๑ วัน
และวันแห่ขบวนบั้งไฟอีก ๑ วัน การเซิ้งผ้าหมี่ก่อนวันงานบุญบั้งไฟ ก็จะเริ่มตั้งแต่เช้า โดยการเซิ้งผ้าหมี่ไปรอย ๆ หมู่บ้าน ถ้าเหนื่อยก็หยุดพักดื่มน้ำ พอหายเหนื่อยก็เซิ่งผ้าหมี่ต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงตอนเย็นก็หยุดและทุกคนก็กลับบ้านพักผ่อน ส่วนในวันจริง คือ วันที่มีขบวนแห่บั้งไฟ คณะผู้เซิ่งผ้าหมี่ก็จะรวมกลุ่มกันตั้งแต่เช้าแล้วก็เซิ่งไปถวายปู่ตา ที่ดอนปู่ตา เจ้าปุ่มเหสักข์หลักบ้าน เพื่อขออโหสิกรรมที่ล่วงเกินและขอให้สมปรารถนา ตลอดจนการขอฟ้าขอฝน หลักจากนั้นก็เซิ้งรอบ ๆ หมู่บ้าน เป็นการเซิ่งในอดีต แต่ในปัจจุบันในวันจริง คณะผู้เซิ่งผ้าหมี่รวมกลุ่มกันตั้งแต่เช้า เซิ้งไปรอบ ๆ หมู่บ้านแล้วก็นำขบวนไปที่ดอนปู่ตา ซึ่งจะมีเฒ่าจ้ำพาทำพิธีบอกข่าวปู่ตาที่ดอนปู่ตาและจุดบั้งไฟเล็กเป็นการสักการะบูชา จากนั้นก็ไปรวมกลุ่มกันที่หน้าโรงเรียนชุมชนบ้านขวาว ใกล้ ๆ กับการทำพิธีของเฒ่าจ้ำที่ดอนปู่ตา พอคณะเซิ่งผ้าหมี่พร้อมกันแล้ว ก็เริ่มเซิ้งเป็นการแห่นำขบวนบั้งไฟ เพื่อไปวัดใต้ คือวัดสระโบสถ์ ก่อนเข้าประตูวัดผู้เซิ้งผ้าหมี่ทุกคนจะหุบร่มเพื่อทำความเคารพในขณะเซิ้งที่วัด และเอาผ้าสไบออกมาคลุมไหล่ ปลายนิ้วมือจับผ้าไว้ และเซิ้งไปด้วยทำให้เกิดความสวยงาม โดยการเวียนขวารอบโบสถ์ ๓ รอบ เป็นการสิ้นสุดการเซิ้งผ้าหมี่ในปีนี้ ส่วนขบวนแห่บั้งไฟก็จะแห่ตามเข้ามาที่วัดทำพิธีเปิดงานประเพณีบุญบั้งไฟและประกวดแข่งขันขบวนแห่บั้งไฟตามที่คณะกรรมการได้กำหนดไว้
อุปกรณ์
เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ

เครื่องแต่งกาย ประกอบด้วย
๑. ผ้ามัดหมี่ ใช้สำหรับให้ผู้เซิ้งนุ่ง เป็นผ้ายาวทอด้วยไหมสีออกทึบ ๆ ลวดลายไม่เด่นชัด ฝืนใหญ่ขนาดผ้าโจงกระเบนของภาคกลาง แต่เวลานุ่งปล่อยเลยเหมือนผ้าซิ่นของผู้หญิง
๒. เสื้อแขนกระบอกยาวสีดำ สมัยก่อนใช้ผ้าไหมตัด เย็บมือย้อมด้วยมะเกลือ (ทำให้เป็นสีดำ) หรือย้อมคราม (น้ำแต้ม) ลายผ้าเป็นลายตา คล้ายผ้าขาวม้าแต่ลายเล็ก ปัจจุบันใช้เสื้อแขนยาวสำเร็จรูปสีดำแขนยาวแทน
ภาพประกอบ ๑๐ เสื้อไหมแขนกระบอกยาวสีดำที่ผู้เซิ้งสวมใส่เวลาเซิ้ง
๓. กระโจมรูปพรหมสี่หน้าสำหรับสวมศีรษะ ทอด้วยผ้าไหม หรือผ้าฝ้าย กาบกง (กาบไม้ไย่) เย็บเป็นทรงสูงลายแดงสลับเหลือง ดำ ตรงปลายกระโจมมียอดติดพู่ดูแล้วสวยงามคล้าย ๆ มงกุฎ มีลวดลาย เช่น ลายพระพุทธรูป ลายนก ลายกนก เป็นต้น
๔. สไบ ผ้ามะเกลือสุก มีสีเหลือง ทอด้วยผ้าไหม ใช้ห่มทับเสื้อแบบเฉลียง และ
คลุมไหล่ในโอกาสที่เซิ่งผ้าหมี่เข้าวัด และมัดร่มด้วย
๕. แพรไหม หรือผ้าแพรไส้เอี่ยน ทอด้วยลายขิด เป็นผ้าผืนขนาดเท่าผ้าขาวม้า มีลวดลายเล็ก ๆ สาเหตุที่เรียกแพรไส้เอี่ยนคงเป็นเพราะเวลารวบเข้าด้วยกันแล้ว เล็กกลมคล้ายไส้เอี่ยน (เอี่ยน คือปลาไหล)

เครื่องประดับ
๑. สร้อยสังวาลย์ (ทำจากลำปอ) คือ สายสร้อยใช้เชือกหรือด้ายสลอดแล้วร้อยด้วยไม้ย้อมสีเหลืองสลับกับเมล็ดสบู่ดำ (อีสานเรียกว่า หมากเยาในบางพื้นที่ ) ขนาดสั้นยาวแล้วแต่พอใจ
บางคนใช้ ๑ เส้น บางคนใช้ ๒ เส้นพอมาถึงปัจจุบัน ๗๐ – ๘๐ ปีที่ผ่านมาได้เพิ่มเครื่องประดับ ดังนี้
๑. ร่ม (คันยู) ใช้ร่มสีดำ นำแพรหลากสี ร้อยดอกไม้ มวนยาสูบ ไม้ขีดไฟ ร้อยลูกปัดสี ผ้าเช็ดหน้า ผูกตามริ้วของร่ม แต่เดิมการแต่งร่มด้วยมวนยาสูบที่สาวผู้หมายปองชายที่เซิ้ง ฝากมาเพื่อเป็นการทอดไมตรีให้แก่กัน ฝ่ายชายก็จะรับไมตรีด้วยการนำมวนยาสูบมาผูกห้อยไว้ที่ร่มเช่นกัน
๒. แว่นตาดำ
๓. รองเท้า ถุงเท้าสีดำ
การแต่งหน้า
ในการเซิ่งผ้าหมี่ถึงแม้จะเป็นผู้ชายก็มีการแต่งหน้าทาปากให้เกิดสีสัน และน่าสนใจมากขึ้น เดิมจะใช้ขมิ้นทาหน้าให้เหลืองนวล ใช้แป้งที่ลูบจากต้นกล้วยนวล (ซึ่งจะมีสีขาวอยู่ตรงกาบกล้วย) ทาให้เป็นสีขาว ใช้หมากเปื่อยซึ่งมีสีแดงใช้ทาปาก ปัจจุบันใช้เครื่องแต่งหน้าของผู้หญิงที่หาซื้อได้ทั่วไปแต่งตรงกลางแก้มจะใช้หวีจุ่มน้ำไปแตะแป้งเอามาจุ่มลงแก้ม ทำให้เป็นจุด ๆ สวยงาม
แปลกตาด้วย
เครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีในการเซิ้งผ้าหมี่ มีดังนี้
๑. กลอง ทำด้วยไม้ขนุนหน้ากลองใช้หนังวัวหรือหนังควาย ใช้ม้วนละ ๑ ใบ
๒. กระดิ่ง โปงหรือกระโหล่ง ชาวบ้านใช้แขวนคอวัวคอควาย เพื่อเป็นเครื่องให้
สัญญาณบอกตำแหน่งวัวควายว่ากำลังอยู่ในบริเวณใด เวลาเซิ้งผ้าหมี่ก็นำมาแขวนเอว ทำให้เกิดเสียงดังระงมไพเราะมาก
๓. สะไน ทำจากเขาสัตว์ ส่วนมากทำจากเขาควายมีลิ้นเป่าเสียงยาว สั้น ได้ตามต้องการ ใช้เป่าให้สัญญาณเริ่มต้นและหยุดในสมัยก่อน ต่อมาได้พัฒนาใช้นกหวีดเป่าแทน เพราะหาง่ายและเสียงไพเราะใช้สะพายเวลาเซิ่งผ้ำหมี่ แม้ปัจจุบันจะไม่ใช้เป่าแล้ว ก็ยังใช้สะพายถือเป็นเครื่องประดับอีกอย่างหนึ่ง

โอกาสในการเซิ้งผ้าหมี่
การเซิ้งผ้าหมี่ จะทำการเซิ้งในงานประเพณีบุญบั้งไฟ โดยจะทำการเซิ้งก่อนงานวันแห่บุญบั้งไฟ ๑ วัน และวันแห่บุญบั้งไฟ โดยจะเป็นขบวนนำในขบวนการแห่บุญบั้งไฟ เมื่อแห่เข้าวัดสระโบสถ์(วัดใต้) จะแห่รอบโบสถ์ในวัดทันที โดยการแห่จะรอบโบสถ์ ๓ รอบ หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันดูขบวนแห่อื่น ๆ ทำการเซิ้งผ้าหมี่ จะไม่เข้าร่วมประกวดกับขบวนแห่บุญบั้งไฟแต่อย่างไร ส่วนการไปร่วมงานอื่น ๆ การเซิ้งผ้าหมี่จะไม่มี เพราะการไปเซิ้งผ้าหมี่ไม่มีค่าจ้าง จากคณะกรรมการที่จัดงานบุญบั้งไฟแต่อย่างไร
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
สุรพล โพธิจักร อายุ ๔๘ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, นางกุศล สายธนู
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๒๙ หมู่ ๑๕ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๘
สมัย น่าบัณฑิตย์ อายุ ๔๒ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, นางวนิดชา ตั้งใจ
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๒๑๘/๙ หมู่ ๙ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
ดี หนุนลี อายุ ๘๕ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, ว่าที่ ร.ต.(ญ)จุไรรัตน์ โพธิประสิทธิ์
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๔๒ หมู่ ๘ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
จันทร์ศรี โพธิจักร อายุ ๗๑ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, นายรณชัย สุริหาร
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๕๔ หมู่ ๙ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
อินทร์ พฤกษชาติ อายุ ๖๖ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, นายรณชัย สุริหาร
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๘๔ หมู่ ๙ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
เยี่ยม พฤกษชาติ อายุ ๖๑ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, นายสมพงษ์ บุญแสง
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๘๔ หมู่ ๙ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
สุดตา ภูมิฐาน อายุ ๕๙ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, นายสมพงษ์ บุญแสง
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๒๐๐ หมู่ ๙ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
ประทวน งามสง่า อายุ ๔๗ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, นายวรพันธุ์ ไชยตระกูล
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๖๐ หมู่ ๖ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
วิชัย สิทธิศาสตร์ อายุ ๕๑ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, นางวนิดชา ตั้งใจ
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๙ หมู่ ๖ บ้านหน่อง ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

ใส ทรงดาศรี อายุ ๖๕ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, นายวิรัตน์ ทองเจริญ
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๔๓ หมู่ ๑๕ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
มะลิ นาคนทรง อายุ ๘๗ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, นายวิรัตน์ ทองเจริญ
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๑๑ หมู่ ๑๑ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
ลัดดา น่าบัณฑิต อายุ ๔๐ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ นายปกรณ์ บุดดาเพ็ง
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๒๑๘/๙ หมู่ ๙ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
ประทุม บุญภิละ อายุ ๖๒ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ นายปกรณ์ บุดดาเพ็ง
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๓๖ หมู่ ๙ ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
หลั่น ศรีแสนตอ อายุ ๘๓ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ นางสาวนพรัตน์ บัวพัฒน์
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๑๐๗ หมุ่ ๗ ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
สมหมาย ไทยลา อายุ ๖๓ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ นางสาวนพรัตน์ บัวพัฒน์
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๔๑ หมู่ ๑๕ ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
เพ็ญสวาท ไทยลา อายุ ๕๔ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ นายชัยนาทร์ มาเพ็ชร
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๔๑ หมู่ ๑๕ ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
บุญช่วย บุตรสุวรรณ อายุ ๔๖ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ นายชัยนาทร์ มาเพ็ชร
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๑๑๙ หมู่ ๗ ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
หลวงตากลอง อายุ ๖๕ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ นายวรพันธุ์ ไชยตระกูล
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่วัดราษฎร์อุทิศ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
เสาวนีย์ สารพล อายุ ๔๓ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, นางวนิดชา ตั้งใจ
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๙ หมู่ ๙ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘

ออ เนตรแสง อายุ ๗๓ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, นายพสิษฐ์ นาสถิตย์
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๘๖ หมู่ ๙ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
พรมมา งามสง่า อายุ ๘๔ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, ว่าที่ ร.ต.(ญ) จุไรรัตน์ โพธิประสิทธิ์
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๔๓ หมู่ ๙ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
สิงห์ทอง สารพล อายุ ๗๘ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, นางสาวพิชชากาญณ์ สีทาเกลี้ยงสกุล
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่ ๔๖ หมู่ ๙ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
แดง พันทัง อายุ ๔๓ ปี เป็นผู้ให้สัมภาษณ์, ว่าที่ ร.ต.(ญ) จุไรรัตน์ โพธิประสิทธิ์
เป็นผู้สัมภาษณ์, ที่บ้านเลขที่๔๓ หมู่ ๙ บ้านขวาว ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ
จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
สรุปและเขียนรายงานผล
๑. นางวนิดชา ตั้งใจ นักวิชาการวัฒนธรรม ๗ว
๒. นายชัยนาทร์ มาเพ็ชร ครู วิทยาลัยนาฎศิลปร้อยเอ็ด

ถ่ายภาพนิ่ง เคลื่อนไหว และอัดเสียง

๑. นายวรพันธุ์ ไชยตระกูล ครู วิทยาลัยนาฎศิลปร้อยเอ็ด
๒. นายพสิษฐ์ นาสถิตย์ นักวิชาการวัฒนธรรม ๗ว
๓. นายรณชัย สุริหาร นักวิชาการวัฒนธรรม ๕
๔. ว่าที่ ร.ต.(ญ)จุไรรัตน์ โพธิประสิทธิ์ นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ว
ปัจจัยคุกคาม
ผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรมบ้านขวาว ตำบลขวาว
อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

จากสภาพภูมิประเทศ การประกอบอาชีพส่วนใหญ่เป็นการประกอบอาชีพเกษตรกรรมแบบยังชีพ และมีการผลิตเพื่อใช้สอยในครอบครัว เช่นการทำนา ทำไร่ ควบคู่ไปกับการทอผ้า การเซิ้งผ้าหมี่ในงานประเพณีบุญบั้งไฟที่ได้ทำทุกปีมีผลกระทบต่อชุมชนบ้านขวาวและหมู่บ้านใกล้เคียง ดังนี้

ผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ

ผลเสีย
๑. การจัดงานเซิ้งผ้าหมี่ในงานประเพณีบุญบั้งไฟทำให้สิ้นเปลืองอาหาร สุราและเครื่องดื่มอื่น ๆ เพราะจะต้องเตรียมไว้ให้ผู้เซิ้งและแขกพี่น้องที่จะมาจากต่างหมู่บ้านหรือในหมู่บ้านที่มาร่วมงาน
๒. การแต่งกายของผู้เซิ้ง สมัยก่อน พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หาเตรียมไว้ให้ โดยการทอผ้าและตัดเย็บ ซึ่งเป็นการเย็บมือ เมื่อถึงเวลาเซิ้งสามารถใส่เซิ้งได้เลย แต่ปัจจุบันเสื้อตัวเดิมมีขนาดเล็กและขาดชำรุดไม่สามารถสวมใส่ได้ จำเป็นต้องหาซื้อเสื้อสีดำสำเร็จรูปตามตลาดมาสวมใส่แทนชุดเดิม ผ้าหมี่ที่นุ่งก็ขาดทำให้ต้องหาซื้อใหม่ ก่อเกิดการสิ้นเปลืองเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อร่วมสร้างศรัทธาและความเชื่อที่ไม่สามารถลบหลู่ได้
๓. เกิดมีพ่อค้าขายเร่สิ่งของเข้ามาขายสินค้าในหมู่บ้านช่วงมีงานประเพณีบุญบั้งไฟ ทำให้การค้าขายในหมู่บ้านซบเซาลงไปชั่วขณะ
๔. การเซิ้งผ้าหมี่ผู้เซิ้งไม่มีรายได้จากการเซิ้ง เพราะไม่มีการว่าจ้างแต่อย่างใด ทำให้ขาดรายได้และเสียเวลาในการประกอบอาชีพช่วงเวลาที่ฝึกซ้อมและเซิ้ง

ผลดี
๑. การเซิ้งผ้าหมี่ เป็นการโชว์ผ้าหมี่ฝีมือของชาวบ้าน ซึ่งทุกคนสนใจและสามารถรณรงค์การ
ทอผ้ามาขายในงานได้ ตลอดจนนำสินค้า OTOP มาจำหน่าย
๒. สินค้าประเภท อาหาร และเหล้าภายในอยู่บ้านขายดีมาก ทำให้ระบบการเงินหมุนเวียนเข้ามาในหมู่บ้าน

ผลกระทบในด้านสังคมและวัฒนธรรม

๑. เกิดความอบอุ่นในครอบครัว เพราะได้พบปะพี่น้องที่เดินทางมาซึ่งอยู่ห่างไกลมาร่วมงาน ลูกหลานที่ทำงานอยู่ไกลๆ ก็จะเอาโอกาสนี้มาเยี่ยมบ้าน
๒. เกิดความรักและหวงแหนในวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเอง
๓. เกิดความสามัคคีในหมู่บ้านและความสนุกสนานความพร้อมเพรียง
๔. ได้ที่พึ่งทางใจว่าได้ทำการเซิ้งผ้าหมี่ในงานประเพณีบุญบั้งไฟ เกิดกำลังใจและเชื่อว่าในหมู่บ้านจะไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นจะมีแต่ความสุขความเจริญความอุดมสมบูรณ์
๕. เป็นการโชว์ผู้ชายในหมู่บ้านให้ผู้หญิงได้ชื่นชมถึงความสามารถของผู้ชายในหมู่บ้านและเป็นแนวทางหนึ่งการเลือกคู่ครองได้
๖. เป็นการส่งเสริมให้ผู้ชายในหมู่บ้านรู้จักช่วยเหลืองานในสังคมของหมู่บ้านเกิดความเสียสละการสืบทอดการเซิ้งผ้าหมี่
จากการศึกษาพบว่าผู้เซิ้งผ้าหมี่จะเซิ้งโดยการเห็นเพื่อนในหมู่บ้านเซิ้งก็ออกไปเซิ้งตามโดยไม่มีการสอนให้สืบทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนรุ่นหนึ่งเพราะการเซิ้งจะไม่มีแบ่งอายุแต่จะรวมทั้งคนมีอายุหรือคนหนุ่มๆก็เซิ้งจึงรวมกันเมื่อเกิดอยากจะเซิ้งจึงไม่มีรุ่น

ปัจจุบัน ได้มีโรงเรียนในหมู่บ้านคือ โรงเรียนชุมชนบ้านขวาว และโรงเรียนขวาววิทยาคารได้เชิญผู้เซิ้งผ้าหมี่ในหมู่บ้านเป็นวิทยากรสอนนักเรียน เพื่อสืบทอดประเพณีและศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านให้คงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    16610 views