พิมพ์

หมอลำกลอน หนองบัวลำภู

ชื่อรายการ
หมอลำกลอน หนองบัวลำภู
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

หมอ  หมายถึง  ผู้ชำนาญในการใช้สิ่งต่าง ๆ “ลำ”  หมายถึง  ร้อง  หรือการร้อง

          หมอลำ  หมายถึง  ผู้มีความชำนาญในการร้อง  หรือหมายถึงนักร้อง  ในภาคอีสาน  คำว่า   “หมอ”   เป็นที่รู้จักกันดี  และใช้กันมาก   เช่น

          “หมอแคน”  คือผู้เป่าแคน  “หมอมอ”  หรือ  “หมอโหร”  คือ  ผู้ชำนาญในการทำนายโชคชะตา  “หมอเอ็น”  คือ  ผู้ชำนาญในการบีบนวดเส้นเอ็นตามร่างกาย

          “หมอน้ำมนต์”  คือ  ผู้ชำนาญในการใช้น้ำมนต์   “หมอยา”  คือ  ผู้ชำนาญในการใช้สมุนไพร  “หมอธรรม”  คือ  ผู้ชำนาญในการใช้วิชา  (ธรรม)  ในทางไสยศาสตร์ 

          “หมอสูตร”  คือ  ผู้ชำนาญในการทำพิธีสูตรต่าง ๆ  เช่น  สูตรขวัญ 

“หมอเสน่ห์”  คือ  ผู้ชำนาญในการทำเสน่ห์  “หมอมวย”   คือ  ผู้ชำนาญในการใช้วิชามวย  มีคำอื่นอีกที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า  “หมอ”  คือ  “ช่าง”

          ช่างเป็นทั้งคำนาม  และคำขยายความ  ซึ่งความหมายว่าฉลาด  หรือชำนาญ  เช่น  “ช่างบั้งไฟ”  

“ช่างตีเหล็ก”  และ  “ช่างแคน”  เป็นต้น

แต่อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า  “หมอ”  ใช้สำหรับ  “ผู้ใช้”  ส่วน  “ช่าง”  ใช้สำหรับ  “ผู้ทำ”  เช่น  “ช่างแคน”  หมายถึง  ผู้ชำนาญในการใช้แคน  “หมอแคน”  หมายถึง  ผู้ชำนาญในการใช้แคน 

ประเภทของหมอลำ 

หมอลำ  สามารถที่จะแยกประเภทออกได้ดังนี้

          ๑.  หมอลำพื้น  คือ  หมอลำผู้ชายที่ลำเกี่ยวกับ  เรื่อง  นิทานต่าง ๆ

          ๒.  หมอลำกลอน  คือ  หมอลำผู้หญิง  และผู้ชาย  ที่ลำเกี่ยวกับเรื่องราววิถีชีวิต  นิทาพื้นบ้าน  ธรรมชาติ  วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา คำสอนโบราณของชาวอีสาน คติธรรม ข้อคิดเตือนใจโต้ตอบกัน

          ๓.  หมอลำหมู่  เป็นกลุ่มของหมอลำที่ลำเป็นเรื่องและใช้ทำนองเศร้า

          ๔.  หมอลำเพลิน  เป็นคณะหมอลำที่ลำเรื่อง  และใช้ทำนองสนุกสนาน

          ๕.  หมอลำผีฟ้า  เป็นคณะหมอลำที่ลำเพื่อการรักษาคนเจ็บไข้

หมอลำพื้น 

หมอลำพื้น  เป็นหมอลำที่เก่าแก่  ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า  หมอลำพื้นนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด  แต่บางคนบอกว่า  หมอลำพื้นเกิดมีในภาคอีสานตั้งแต่สมัยคนอีสานแรกรับเอาพุทธศาสนาเข้ามา  ดังนั้นเรื่องทั้งหมดที่หมอลำนำมาใช้ลำจะเป็นเรื่องชาดกต่าง ๆ 

          ลำพื้น  บางทีเรียกว่า  “ลำเรื่อง”  คำว่า  “พื้น”  หรือ  “เรื่อง”  หมายความว่า  “นิทาน”  หรือ  “เรื่องราว”  ดังนั้น  ลำพื้น  จึงมีความหมายว่า  เรื่องราวหรือการเล่าเรื่อง

          ในสมัยก่อนลำพื้นเป็นที่นิยมมากทุก ๆ  หมู่บ้านมักจะว่าจ้างหมอลำพื้นมาลำในงานเทศกาลต่าง ๆ  หมอลำพื้นจะใส่เสื้อและกางเกงขายาวสีขาว และลำเรื่องชาดก  เวทีลำจะใช้บนพื้นหรือเป็นเวทียกพื้นเล็ก ๆ  ซึ่งล้อมรอบด้วยผู้ฟังตั้งแต่เวลาสองทุ่มจนถึงหกโมงเช้า

หมอลำกลอน 

          กลอน  หมายถึง  บทร้อยกรองต่าง ๆ  เช่น  โครงร่าย  หรือกาพย์กลอน  “หมอลำกลอน”  ตามรูปศัพท์แล้ว  หมายถึง  หมอลำที่ลำโดยใช้บทกลอน  ซึ่งความจริงแล้วหมอลำประเภทใด ๆ  ก็ล้วนแต่ใช้กาพย์กลอนเป็นบทลำทั้งสิ้น  ที่ได้ชื่อว่า  “หมอลำกลอน”   นั้นก็เพื่อที่จะแยกให้เห็นข้อแตกต่างจาก  “หมอลำพื้น”  ซึ่งปรากฏว่ามีหมอลำ ๒    ชนิดนี้ในขณะเดียวกัน  หมอลำกลอนเป็นที่รู้จักแพร่หลายในขณะที่หมอลำพื้นได้ค่อย ๆ  สูญหายไป

          หมอลำพื้นกับหมอลำกลอนต่างกันตรงที่  หมอลำพื้นเป็นการลำเดี่ยว  และลำเป็นนิทาน  ส่วนลำกลอนเป็นการลำสองคน  ลักษณะโต้ตอบกัน  อาจจะเป็นได้ว่าการลำกลอนได้พัฒนามาสองทางคือจากลำ  “โจทย์แก้”     ซึ่งเป็นการลำแบบตอบคำถาม  อย่างที่สองคือ  “ลำเกี้ยว”      ซึ่งเป็นการลำในทำนองการเกี้ยวพาราสีระหว่าง  หญิง-ชาย

          ลำโจทย์แก้  มีต้นตอมาจากจังหวัดขอนแก่น  และจังหวัดใกล้เคียง  เช่น  ร้อยเอ็ด  กาฬสินธุ์  และมหาสารคาม  ที่มาของลำโจทย์แก้  คือการ  “เทศน์โจทย์”  ซึ่งเป็นการเทศระหว่างพระสงฆ์สองรูป  หรือหลาย ๆ  รูป  เนื้อความของการเทศเกี่ยวกับพุทธศาสนาและธรรมจริยา

          ในตอนแรก ๆ  นั้น  ลำโจทย์แก้ได้ลอกเลียนแบบมาจากเทศโจทย์โดยตรง  ข้อแตกต่างนั้นเป็นเพียงแต่ว่าลำโจทย์แก้กระทำโดย  ฆราวาสสองคน  และเป็นการลำในขณะที่เทศโจทย์เป็นการพูด

          “ลำเกี้ยว”  เชื่อว่ามีต้นกำเนิดมาจาก  จังหวัดอุบล ฯ  และถิ่นใกล้เคียงทางตอนใต้ของลาว  ลำเกี้ยวใช้คำ  “ผญา”  ซึ่งเป็นคำกลอนเกี้ยวพาราสีเป็นหลักในการลำ  ข้อแตกต่างระหว่างผญา  และลำเกี้ยว  คือ

          ๑.  ผญา  เป็นการเกี้ยวจริง ๆ  ในชีวิตจริง  ในขณะที่ลำเกี้ยวเป็นการแสดงสมมติ  เพื่อความสนุกเพลิดเพลินของคนดู

          ๒.  ผญา  เป็นการเกี้ยวในที่ลับเฉพาะที่เป็นส่วนบุคคลในขณะที่ลำเกี้ยวกระทำในต่อหน้าสาธารณชน

          ๓.  ผญา  เล่นกันโดยไม่มี  “แคน”  ในขณะที่ลำเกี้ยวต้องใช้แคนเป็นเครื่องดนตรีประกอบ

          ในระยะเริ่มแรกของการลำกลอน  การลำระหว่างหมอลำผู้ชายสองคนลำเกี่ยวกับหลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็นที่นิยมมากอยู่ระยะหนึ่งและหลังจากการระหว่างผู้ชายสองคนได้หมดความนิยมลงก็เกิดมีการลำระหว่าง  ชาย-หญิงขึ้น  ในขณะเดียวกันกับที่หมอลำโจทย์แก้  กำลังเป็นที่นิยม  หมอลำกลอนจะต้องเอาใจใส่ฝึกซ้อม  และท่องจำเนื้อหา  ความรู้ต่าง ๆ  เพื่อโต้ตอบคำถามของหมอลำฝ่ายตรงข้าม  หากว่าฝ่ายใดไม่สามารถเอาโต้ตอบคำถามได้ก็อาจจะถึงต้องลงจากเวที  และจะต้องเป็นที่อับอายขายหน้าอย่างยิ่ง

          เมื่อผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการลำกลอนขึ้นแล้วการลำเกี่ยวกับเพลงรักต่าง ๆ  ก็ขยายเพิ่มขึ้นทุก ๆ  วัน  และก็เป็นคำเรียกร้องจากผู้ฟังด้วย  เพราะผู้ฟังต้องการฟังเพลงรักที่สนุกสนานมากกว่าความรู้ทางวิชาการ  ดังนั้นทุกวันนี้การลำกลอนจึงคงมีแต่การลำในลักษณะการลำเกี้ยวเท่านั้น

          ในช่วงเวลาที่โจทย์แก้  กำลังเป็นที่นิยม  ก็มีการลำที่เป็นลักษณะเดียวกันเกิดขึ้น  นั่นคือ  “ลำชิงชู้”  ซึ่งเป็นการลำเพื่อที่จะช่วงชิงหญิงสาว  “ชิงชู้”  หมายความว่า  การชิงชัยเพื่อให้ได้มาซึ่งชาย  หรือหญิง  หรือคู่รักของตัว

          ลำชิงชู้  ประกอบด้วยชายสองหญิงหนึ่ง  ผู้ชายสองคนจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเก่ง  ความหล่อเหลา  ความร่ำรวย  เพื่อที่ฝ่ายหญิงจะตัดสินในเลือกไว้เพื่อเป็นคนรัก  การลำที่รู้จักกันระหว่างชายสามหญิงหนึ่งเรียกว่า  “ลำสามเกลอ”  หรือ  “ลำสามสิงห์ชิงนาง”  “สามเกลอ”  หมายความถึงเพื่อนสนิทสามคน  “สามสิงห์”  หมายถึง  ราชสีห์สามตัว  “ชิง”  หมายถึง  “การต่อสู้แย่งชิง”  “นาง”  หมายถึง  “ผู้หญิง”  ดังนั้นลำสามเกลอหรือลำสามสิงห์ชิงนาง  จึงหมายความถึง  การลำของผู้ชายสามคนกับผู้หญิงหนึ่งคน  ผู้ชายคนหนึ่งเป็นพ่อค้า  คนหนึ่งเป็นชาวนา  และอีกคนเป็นข้าราชการ

          จุดใหญ่ใจความของการประกวดประชันกันระหว่างสามชาย  คือเพื่อที่จะเอาชนะหัวใจของหญิงสาว  ฉะนั้นแต่ละคนจึงต้องแสดงความสามารถ  ยกข้อดีต่าง ๆ  ของตัวเองให้หญิงสาวใช้เป็นเครื่องตัดสินใจ

หมอลำหมู่ 

ลำหมู่  มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป    เช่น  ลำเรื่อง     ลำเรื่องต่อกลอน     ลำเวียง      ซึ่งเป็นการลำที่มีวิวัฒนาการมาจากหมอลำพื้น  เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่  ๒  (พรเทพ  วีระพูล.  ๒๕๓๕ : ๔๑)  โดยลักษณะการแสดงของลำหมู่จะใช้ผู้แสดงครบตามตัวละครในท้องเรื่องที่นำมาแสดง  ยึดถือการแสดงให้สมบทบาทในท้องเรื่องเป็นสำคัญ  การแสดงจึงต้องให้สมจริง  ไม่ว่าจะเป็นบทรัก  บทโศก  หรือบทอิจฉาริษยา  เป็นต้น  นอกจากนี้  เสวต  จันทะพรม  (๒๕๓๒ : ๒๔)  ได้กล่าวถึงรูปแบบการแสดงของลำหมู่ไว้ว่า  โดยทั่วไปรูปแบบการแสดงลำหมู่เหมือนกับการแสดงยี่เกในภาคกลาง

  เช่น  ต้องมีฉากและเวที  ตัวละครแต่งตัวด้วยเลื่อม  ระยับ  มีตัวพระ  ตัวนาง  ตัวผู้ร้าย  ตัวตลก  และตัวประกอบ  แต่สิ่งที่ต่างออกไป  คือ  การลำที่ใช้ภาษาอีสานและการเจรจาด้วยภาษาอีสาน  ตลอดถึงท่วงทำนองและการเอื้อนเสียง  นอกจากนี้การดำเนินเรื่องจะใช้กลอนลำที่มีข้อสัมผัสและเข้ากับเนื้อเรื่องติดต่อกันตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องซึ่งเรียกว่า  “ต่อกลอน”

หมอลำเพลิน

 

หมอลำเพลิน  เป็นหมอลำหมู่อีกประเภทหนึ่ง  เป็นการแสดงที่แสดงเป็นคณะ  เรื่องที่จะแสดงจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้รวมทั้งเรื่องที่หมอลำหมู่แสดง   ข้อแตกต่าง  ระหว่างหมอลำหมู่และหมอลำเพลิน  คือ

๑)  ในลำหมู่  ผู้แสดงฝ่ายหญิงทุกคนจะแต่งด้วยชุดผ้าซิ่นแบบพื้นบ้านอีสาน  หรือไม่ก็ชุดไทย  แต่ลำเพลินฝ่ายหญิงจะนุ่งกระโปรงแบบฝรั่ง

๒)  ในลำเพลิน  นอกจากแคนแล้วยังมีพิณเป็นเครื่องดนตรีประกอบด้วย

๓)  ในลำเพลิน  มีจังหวะการลำที่เรียกว่า  “ลำเพลิน”  ซึ่งหมายถึงจังหวะสุนกสนาน

ถึงแม้ว่าลำเพลินจะเข้ามามีบทบาทพร้อม ๆ  กับลำหมู่ก็ตาม  แต่ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเท่าลำหมู่  จนเมื่อประมาณสิบปีก่อน  ลำเพลินจึงกลายมาเป็นที่นิยมของคนทั่วไป  และเป็นที่น่าสนใจว่าการฝึกซ้อมที่จะเป็นหมอลำเพลินนั้น  ง่ายและใช้เวลาน้อยกว่าการเป็นหมอลำหมู่

หมอลำผีฟ้า

คนอีสานบางคนมีความเชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บเกิดจากเชื้อโรค  และบางคนเชื่อว่า  เกิดจากการกระทำของ  “ผี”  ความเจ็บป่วยที่เกิดจากเชื้อโรคสามารถที่จะเยียวยาให้หายได้ด้วยการรักษาโดยใช้ยาส่วนความเจ็บป่วยที่เกิดจาก  ผี  นั้นเชื่อว่าต้องได้รับการรักษาจาก  “ผีฟ้า”  หรืออำนาจอย่างอื่น  อย่างไรก็ตามเมื่อถึงคราวชีวิตจะสิ้นสุดลงก็ไม่มีใครสามารถที่จะเหนี่ยวรั้งเอาไว้ได้

คนป่วยที่ได้รับการรักษาจากวิธีการสมัยใหม่  หรือจาก  “ยา”  ไม่ได้ผลแล้ว  คนไข้หรือญาติพี่น้องของคนไข้ก็จนปัญญาจำต้องหันหาที่พึ่งทางอื่น  และที่พึ่งทางอื่นนั้นก็คือ  “หมอลำผีฟ้า”  ถึงแม้ว่าทุกคนจะไม่มีความเชื่อในหมอลำผีฟ้าดังกล่าว  แต่เรื่องราวชีวิตก็ย่อมที่จะลองเสี่ยงดู

ประวัติความเป็นมา
ชื่อ นางอรอุมา จันทรวงษา ชื่อเดิม ทองเลี่ยม และทองศรี สกุลเดิม ศรีรักษ์ ชื่อที่ใช้ในการแสดงคือ ทองศรี ศรีรักษ์ มารดา ชื่อนางหนู ศรีรักษ์ (นุประพันธ์) บิดา ชื่อนายชาย ศรีรักษ์ เกิดวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๙๗ ณ บ้านงิ้วโป้ง ต.หว้าทอง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น มีพี่น้อง ๘ คน คือ
๑. เด็กหญิงบุญร่วม ศรีรักษ์ (ถึงแก่กรรม)
๒. นางริ คำงาม
๓. เด็กหญิงทองเถียน (ถึงแก่กรรม)
๔. ทองเลี่ยม ศรีรักษ์
๕. เด็กหญิงเสงี่ยม ศรีรักษ์ (ถึงแก่กรรม)
๖. นายอุทิศ ศรีรักษ์
๗. เด็กหญิงเสรี ศรีรักษ์ (ถึงแก่กรรม)
๘. นายทรงวิมาร ศรีรักษ์
หมอลำทองศรี เป็นบุตร คนที่ ๔ ปัจจุบันอายุ ๕๒ ปี ที่อยู่เลขที่ ๑๐๐/๒ หมู่ที่ ๑๐ บ้านโพธิ์แก้ว ต.นากลาง จ.หนองบัวลำภู รหัสไปรษณีย์ ๓๙๑๗๐
สมรสกับว่าที่ร้อยตรีสมภาร จันทรวงษา ตำแหน่งอาจารย์ ๒ ระดับ ๗ โรงเรียนบ้านฝั่งแดง ต.ฝั่งแดง อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู มีบุตร ๒ คน คือ
๑. นายสัจจะพล จันทรวงษา กำลังศึกษาชั้นมัธยมปีที่ ๖ โรงเรียนคำแสนวิทยาสรรค์
๒. นายนรัญญู จันทรวงษา กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนอุดรพัฒนาการ
อ.เมือง จ.อุดรธานี
ด้านการศึกษา
๑) ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านงิ้วโป้ง ต.หว้าทอง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น เมื่อปี ๒๕๐๘
๒) ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู เมื่อปี ๒๕๓๙
๓) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ จากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู เมื่อปี ๒๕๔๑
๔) พิมพ์ดีดไทยภาษาไทย จากโรงเรียนวิจิตรพรรณีวิทยา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ปีพ.ศ.๒๕๒๒
๕) พิมพ์ดีดไทยภาษาอังกฤษ จากโรงเรียนวิจิตรพรรณีวิทยา อ.เมือง จ.ขอนแก่น ปีพ.ศ.๒๕๒๒
การเรียนลำ
ก่อนที่จะกล่าวถึงชีวประวัติความเป็นมาของการเรียนลำตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันขอบูชาคุณบิดา มารดา ผู้ให้กำเนิดและส่งเรียนลำจนมีอาชีพที่มั่นคงสามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวตลอดจนครู อาจารย์ ผู้ประสิทธ์ประสาทความรู้, เทคนิค, นาฏศิลป์, ในสาขาศิลปะการแสดง หมอลำกลอนนี้ทุกท่านทั้งที่เอ่ยนามหรือไม่เอ่ยนาม
ขอเล่าถึงต้นตระกูลของมารดาเป็นปฐมก่อนอื่น คือ มารดาเป็นบุตรคนสุดท้องของคุณตา ซึ่งต้องเป็นผู้กำพร้าแม่ตั้งแต่ยังเด็กที่พ่อมีภรรยาใหม่ที่เลี้ยงดูอย่างไม่ยุติธรรม ได้อาศัยที่มีพี่ชายดูแล เมื่อพ่อถึงแก่กรรมพี่ ๆ จึงพาครอบครัวย้ายจากบ้านม่วง อ.ธวัชดินแดง อ.ร้อยเอ็ด มาตั้งที่บ้านงิ้วโป้ง ต.หว้าทอง อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น ซึ่งต่อมาก็ได้สมรสกับบิดา ที่เป็นชาวร้อยเอ็ดที่ย้ายบ้านใหม่มาอยู่ที่บ้านงิ้วโป้งเช่นกัน “นุประพันธ์” เป็นชื่อสกุลฝ่ายมารดาส่วน “ศรีรักษ์” เป็นชื่อสกุลฝ่ายบิดา ฐานะความเป็นอยู่ถือว่ายากจนมากเพราะความไม่ยุติธรรมดังกล่าวมาแล้ว (แม้ฐานะคุณตาจะร่ำรวยก็ตาม) ภายหลังจากแต่งงานต้องต่อสู้ดิ้นรนและมีพี่ชายคอยดูแล อยู่อย่างใกล้ชิด จนเมื่อแยกครอบครัวพี่ชายจึงซื้อนาพอได้ประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวมาจนปัจจุบันพี่ชาย ของแม่นั้นยังมีชีวิตเพียงคนเดียว มีภูมิลำเนาอยู่ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น
หมอลำทองศรี เกิดที่บ้านงิ้วโป้ง เป็นบุตรคนที่ ๔ จบการศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนบ้านงิ้วโป้งในปี พ.ศ.๒๕๐๘
ในวัยเด็กเป็นเด็กที่ดื้อชนิดแก่นแก้วซุกซนคนหนึ่งในกลุ่มเพื่อน ๆ รูปร่างอ้วน สวมผ้าซิ่น มัดหมี่ตัวเดียวรัดแค่อกมักถูกเรียกชื่อเล่นว่า “กระปุกตั้งฉ่าย” ด้วยความเป็นเด็กซุกซน ดื้อก็มักถูกแม่ตีบ่อย ๆ เหมือนกับเวลาปีนต้นไม้คราวไปเลี้ยงควายกับเพื่อน ๆ เพื่อนปีนช้า มักจะปีนอย่างรวดเร็วข้ามหัวเพื่อนผู้ชายไปเลย จนเพื่อนผู้ชายจะขยาดกลัว แต่ก็สนุกสนาน ตามประสาเด็กบ้านนอกที่ห่างไกลความเจริญ มีครั้งหนึ่งเห็นเครื่องบิน บินมาถึงย่านหมู่บ้าน มองเห็นเครื่องบินนั้นแล้วก็คิดในใจว่า “เราต้องได้ขี่เครื่องบินนั้นแน่ ๆ เมื่อโตขึ้น” ความมุ่งมั่นนี้สมประสงค์ในตอนที่ ไปอยู่ประเทศลาวซึ่งจะเล่าต่อไป สิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงอุปนิสัยที่มีความมั่นใจ ว่าตนเองจะขี่เครื่องบินนั้นสักวันหนึ่งข้างหน้าก็คือ “ความมั่นใจ” ที่มีมาแต่วัยเด็ก เป็นคนที่ทำอะไรทำจริง ใจร้อน ทำสิ่งใด สิ่งนั้นต้องสำเร็จและดีด้วย
ปี พ.ศ.๒๕๐๘ ทางราชการได้สร้างเขื่อนอุบลรัตน์ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ปัจจุบันเป็น อ.อุบลรัตน์ ทำให้หมู่บ้านถูกน้ำท่วมหมด ตลอดจนนาที่ทำกินไม่มีเอกสารสิทธิ์ใด ๆ จึงไม่ได้รับค่าเวนคืนเป็นการตอบแทนเพื่อเป็นทุนในการย้ายบ้านใหม่ ครั้งแรกในชีวิตที่ย้ายคือ ไปอยู่หนองพวง ซึ่งชื่อชาวบ้านมักเรียกติดปากมาตั้งแต่ดั่งเดิมคือ “บ้านหนองขี้ควง” มาจนปัจจุบันและแยกตำบล จากหนองหว้าเป็นตำบลทุ่งชมพูในปัจจุบัน การย้ายถิ่นฐานคราวน้ำท่วมนั้น บรรดาญาติฝ่ายมารดา บิดา นั้นได้แยกกันไปหลายอำเภอ เช่น อ.ศรีบุญเรือง บ้านโคกขมิ้น อ.วังสะพุง จ.เลย บ้านหนองกุงศรี บ้านแสงดาวโนนธาตุ บ้านโนนสว่าง บ้านกุดดินจี่ บ้านอุดมศรีวิไล อ.นากลาง แต่ครอบครัวย้ายมาอยู่บ้านกกโพธิ์ หมู่ที่ ๑๐ ต.นากลาง อ.นากลาง จ.อุดรธานี ในขณะนั้น ปีที่ย้ายมานั้นไม่ได้ทำนาเพราะเป็นปลายฤดูที่นานั้นได้มาเพราะพี่ชายของแม่ให้ทุนมาเป็นมรดกมา ส่วนพ่อนั้น นาถูกน้ำท่วมก็เป็นอันสิ้นสุดกันไป อีกอย่างเมื่ออยู่บ้านเก่านั้นพ่อเป็นหมอลำหมู่ เที่ยวหาลำไปเรื่อย ๆ นาน ๆ จะกลับมาเพราะมีแต่เดิน ยานพาหนะไม่สะดวกรวดเร็วเหมือนปัจจุบัน ด้วยเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจ ไม่ทันเหตุการณ์ของพ่อด้วยจึงต้องทำให้ครอบครัวตกระกำลำบาก มาอยู่บ้านกกโพธิ์นั้นแม่ต้องหารับจ้างทั่ว ๆ ไป เผาถ่านขายปี๊บละ ๑๐ บาท ซื้อปลาทูหาบไปหาแลกข้าวเปลือก หรือข้าวสารมาเลี้ยงครอบครัวพอประทังความอดอยากของลูก ๆ ไปวัน ๆ พ่อเองก็ยังไปลำเช่นเคยมาเลิกเอาตอนอายุมากแล้ว มีคราวหนึ่งที่พ่อช่วยแม่แบ่งเบาภาระไปขอข้าวก้นบาตรจากเจ้าอาวาส วัดบ้านฝั่งแดง มาเลี้ยงลูก ๆ พระปฏิเสธการขอ ไม่ได้ข้าวมาเลย ยิ่งได้รับความทุกข์ลำบากมากเพราะต้องอดมื้อกินมื้อ ทำให้พ่อ-แม่ ต้องจดจำไว้ในสมองว่าต่อไปจะตั้งหน้าตั้งตาอุตสาหะพยายามสร้างฐานะให้มั่นคงขึ้นไม่ต้องขอเขากินอีกต่อไป
ปี พ.ศ.๒๕๑๒ ด้วยความอยากพ้นจากความจนประจวบเหมาะที่มีอาจารย์สอนหมอลำบ้านอยู่ตรงกันข้ามชื่อ อาจารย์เหรียญ แดงวงษ์ ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ ก่อนจะเรียนอย่างจริงจังอาจารย์ ให้ทดลองเรียน ๑ เดือน โดยไม่คิดค่าเรียน สามารถเรียนได้ ๕ กลอน พ่อและอาจารย์เห็นแววจึงตกลงกัน โดยจ่ายค่าเรียน ๓,๐๐๐ บาท (สามพันบาทถ้วน) แต่พ่อไม่มีเงินมากขนาดนั้นจึงลงทุนรับจ้างถากเสาเรือนเสร็จครบหนึ่งหลังจึงได้เงินพอค่าเรียน
เมื่อการเรียนก้าวหน้าพอสมควรพ่อจึงส่งไปเรียนกับอาจารย์สายบัว แสนนาม และอาจารย์ทองม้วน เหลืองงาม ท่านเป็นภรรยาสามีที่เป็นหมอลำทั้งคู่ โดยท่านย้ายจาก อ.ตาลสุม จ.อุบลราชธานี มาหางานลำที่บ้านหนองตุ อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยเช่าบ้านหมอลำ วังสถานซึ่งเป็นหมอลำชั้นครูอีกคนหนึ่งที่มีลูกศิษย์มาเรียนลำกับท่านมากมายจะได้เล่าในโอกาสต่อไป อาจารย์สายบัว และอาจารย์ทองม้วนนับเป็นอาจารย์ลำดับที่สองที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการลำ การประกอบครัวเรือน จรรยามารยาท ตื่นแต่เช้าขึ้นมาท่องกลอนลำ เขียนกลอนลำ เวลากลางวันต้องเลี้ยงน้องชายลูกอาจารย์ซึ่งยังเล็กอยู่โดยต้องเคี้ยวข้าวเหนียวให้แหลกแล้วนำใบตองมาห่อเอาไปตั้งถ่านไฟให้สุก ถือว่าการเลี้ยงทารกของคนอีสานในช่วงนั้นยังเลี้ยงแบบโบราณมาก นอกจากนั้นก็ต้องไปหากุ้ง หอย ปู ปลา มาประกอบประกอบอาหาร ช่วยเหลือครู-อาจารย์ ในด้านครัวเรือน ถ่านก็ใช้ถ่านไม้ ที่ต้องเผาด้วยตนเองทุกขั้นตอนตามที่อาจารย์แนะนำ ปฏิบัติวัฎถาก ครู-อาจารย์ ชนิดที่เรียกว่า ไม่ขาดตกบกพร่อง บอกครั้งเดียวก็ทำได้ไม่ต้องบอกอีก ตามอุปนิสัยที่ได้กล่าวมาแต่ต้นแล้วว่า “ทำอะไรทำจริง มั่นใจตัวเอง ทำให้ดีที่สุด” การฝึกเรียนลำนั้นเป็นเดือนจึงฝึก ๑ ครั้ง มีการพัฒนาวิชาความรู้มากขึ้นตามลำดับ
ต้นปี พ.ศ.๒๕๑๕ ชีวิตการลำต้องเปลี่ยนแปลงอีก เพราะหมอลำสะไบแพร บัวสด ในช่วงนั้นเป็นหมอลำหมู่อยู่คณะอุบลพัฒนา พื้นเพอยู่บ้านกกค้อ อ.นากลาง ถือเป็นบ้านใกล้กันมาขออนุญาต พ่อแม่เพื่อไปแสดงหมอลำหมู่ พ่อแม่ก็อนุญาต พระเอกประจำวงคือ ป.ฉลาดน้อย นางเอกชื่อสมจิตรรองนางเอกคือ อังคนาง คูณไชย ไปฝึกลำหมู่ ๕ เดือนก็ขอตัวกลับมาเรียนลำกลอนตามเดิม ประสบการณ์ด้านการลำหมู่แม้จะเพียงระยะสั้นแต่นับว่าเป็นบทเรียนที่ดีสามรถนำมาประยุกต์เข้ากับการลำกลอนบ้างบางอย่างได้ รู้จักบุคคลอีก มากหน้าหลายตา บุคคลที่กล่าวถึงในคณะอุบลพัฒนานั้น ที่โด่งดังเป็นที่ชื่นชอบในผลงานคือ อังคนาง คูณไชย และ ป.ฉลาดน้อย ต่างก็มีผลงานตลอดมาเป็นที่รู้จักของประชาชนส่วนหมอลำสะไบแพร บัวสด นั้นต่อมาก็โด่งดังคู่กับ อังคนาง คูณไชย โดยได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง “ครูบ้านนอก” ด้วยปัจจุบันหมอลำสะไบแพรแต่งงานและมีกิจการขายอาหารสัตว์ มีฟาร์มหมู ที่บ้านกกค้อ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู เลิกอาชีพการแสดงไปหลายปีแล้ว
ปี พ.ศ.๒๕๑๕ ครอบครัวอาจารย์ย้ายกลับภูมิลำเนาได้ติดตามอาจารย์ไปด้วย การศึกษาด้านการลำกลอนนั้นยังคงดำเนินไปอย่างปกติ ต้องเลี้ยงลูกอาจารย์เช่นเคย ทำนา ขายปิ้งไก่ ขายขนม ตำข้าวเม่าขาย ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามฤดูกาล เพื่อแบ่งเบาภาระไม่ให้อาจารย์ทั้งสองต้องลำบากใจในการปกครองดูแลตนเอง ตลอดถึงการเรียนการสอน การอบรมบ่มนิสัย จรรยามารยาทต่าง ๆ ล้วนมาได้รับจากอาจารย์ทั้งสองนี้นับเป็นบุญคุณอันสูงส่งไม่เคยลืมเลยแม้ด้านจารีตประเพณี ข้อปฏิบัติของลูกผู้หญิง
ปีถัดมาหลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว สามีอาจารย์สายบัว ได้พามารับงานลำและ ฝากตัวเรียนเพิ่มเติมไปด้วยกับอาจารย์เคน ดาเหลา อาจารย์คำภา ฤทธิอุทิศ มีสำนักงานหมอลำตั้งอยู่หน้าโรงเรียนเซนต์แมรี่ อ.เมือง จ.อุดรธานี คราวนี้มีเพื่อนเรียนหมอลำมากมาย อาจารย์เคนและอาจารย์คำภา เป็นสามีภรรยา มีอาชีพแสดงหมอลำ ที่ข้าพเจ้าเคารพนับถือ เป็นบรมครูด้านการแสดงหมอลำเลยทีเดียวซึ่งปัจจุบันอาจารย์เคน ดาเหลาเป็นศิลปินแห่งชาติ ด้านงานลำช่วงนี้แม้จะไม่มีมากนักก็ตาม เพราะพึ่งจะออกงานเริ่มแรกในชีวิตของการเรียนลำ ได้ลำคู่กับอาจารย์ทองม้วน อาจารย์เคน สลับกันไป หากไม่ใช่งานตนเองแล้ว ข้าพเจ้าก็จะไปเป็นคนถือกระเป๋า ถือสิ่งของให้อาจารย์เพื่อจะได้มีโอกาสดูรูปแบบ ทำนองหรือจังหวะการลำของ ครู-อาจารย์ไปด้วย ถ้าอาจารย์ไม่ให้ไปก็จะมีหน้าที่ดูแลลูกของอาจารย์เคนทั้งลูกนำมาลำประกอบอาชีพมาจนทุกวันนี้
ขณะนี้อาจารย์คำภายังมีชีวิตอยู่ที่บ้านหนองตุ อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยที่ลูก ๆ ของอาจารย์ ที่ช่วยเลี้ยงดูตอนเด็ก ๆ นั้นทุกคนเรียนจบ ทำงานบริษัทการบินไทย รับราชการตำรวจ ทำงานบริษัทอยู่ต่างประเทศก็มีชีวิตในบั้นปลายของครูอาจารย์มีความสุขสบายอย่างเต็มที่
กลางปี พ.ศ.๒๕๑๗ นั้นชีวิตต้องผกผันอีก คือหมอลำบุญส่ง คำหว้า คนบ้านกกโพธิ์ เหมือนกันแต่เป็นเชื้อสายย้ายบ้านมากับพ่อแม่จาก จ.อุบลราชธานี เป็นศิษย์อาจารย์เคน ดาเหลา ได้มาชวนไปลำที่ประเทศลาว พ่อแม่ก็อนุญาต การไปลาวนั้นไปอยู่ในสังกัดกองทัพแห่งชาติลาว เพื่อปฏิบัติการทางจิตวิทยา ต่อสู้กับลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ งานที่เพิ่มมาจากการลำก็คือ การแสดงละครด้วยไปทุก ๆ เขตแขวงของลาว การคมนาคมในสมัยนั้นยังไม่สะดวก นั่งเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ ตามที่ได้กล่าวเกริ่นตอนต้น แล้วว่าเคยเห็นเครื่องแล้วตั้งปณิธานไว้ว่า จะต้องได้ขี่เครื่องบินอย่างแน่นอนมาบังเกิดขึ้นกับชีวิตข้าพเจ้าตอนไปประเทศลาว คณะละครได้แสดงต้อนรับแขกเมืองของลาว ไม่สนใจในการที่จะบันทึกรูปภาพไว้เป็นอนุสรณ์ หรือบรรดาเอกสารผลงานระดับประเทศนี้ไว้ มานึกย้อนหลังจึงรู้ว่า “ ทำงานระดับชาติมาแล้ว” ได้เก็บภาพจากลาวมาไม่กี่ภาพ เพราะในปี ๒๕๑๘ ลาวต้องพ่ายแพ้แก่ลัทธิคอมมิวนิสต์ บรรดาชาวคณะละครที่ไปจากชาติไทยต้องเดินทางกลับมาอย่างฉุกละหุกพอสมควร แต่ก็ด้วยความช่วยเหลือจากเจ้านายในคณะที่เป็นนายทหารของลาวนำส่งสู่มาตุภูมิอย่างปลอดภัย เมื่อกลับจากลาวหมอลำบุญส่ง ก็เลิกอาชีพหมอลำและมาจบชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งตับหลายปีต่อมา
การทำงานด้านจิตวิทยาที่ประเทศลาวนั้น แบ่งกันเป็น ๒ คณะ คณะของข้าพเจ้าแสดงได้ดีกว่าอีกคณะเพราะต่างสามัคคีกันมากในการทำงานไม่ได้สนใจอย่างอื่นเลยจึงสามารถสร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของชาวลาวส่วนค่าตอบแทนแม้จะน้อยก็เหลือส่งให้พ่อแม่ได้ใช้จ่ายในครอบครัวเลี้ยงดูน้อง ๆ ที่เกิดมา ต่อมาเจ้านายก็ขึ้นเงินเดือนให้เมื่อเรียนลำกลอนได้เจนจบแล้วยังมีโอกาสได้ฝึกการขับร้องขับลำดังกล่าวมาสอดแทรกได้เพื่อให้ผู้ฟังหายจากความง่วงเหงาหาวนอน
ช่วงชีวิตที่อยู่ประเทศลาวนั้นนอกจากหนทางไปปฏิบัติงานจะต้องนั่งเครื่อง แล้วยังไปด้วยรถสิบล้อ รถจี๊ป ทหารบ้างแม้จะลำบากอย่างไรแต่ก็มีความสุขที่ได้ทำงานได้รู้จักคุ้นเคยกับ นักแสดงของลาวทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องที่มีความผูกพันกันมากในระยะเวลาอันสั้น มีคราวหนึ่งที่ต้องจดจำไปอีกนานช่วงก่อนกลับประเทศไทย ต้องป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรีย ต้องนอนรักษาตัวฉุกเฉินในเมืองปากเซ อาการที่หนักคือ ปวดศีรษะถึงกับสลบอย่างไม่รู้สติ รักษาตัวอยู่ ๑ สัปดาห์ จึงถูกส่งกลับรักษาที่เวียงจันทน์ แล้วไม่นานต้องจากเพื่อนร่วมงานด้วยสภาวะของบ้านเมืองลาวมาต้องมีอันเป็นไป
เมื่อกลับมาประเทศไทยได้ประสานกับสำนักงานหมอลำต่าง ๆ ไว้ กลับมาพักผ่อนอยู่บ้านส่วนสังกัดที่แน่นอนคือ สำนักงานของอาจารย์เคน ดาเหลา มีศิษย์อาจารย์เคนที่เป็นรุ่นพี่คืออาจารย์ทองเจริญ ดาเหลา มีศักดิ์เป็นหลานอาจารย์เคน อาจารย์บุญช่วง เด่นดวง อาจารย์ทองพูล ลูกโม อาจารย์พรชัย ธิมาทา อาจารย์สุนทร อาจารย์บุญเสริม เพ็ญศรี อาจารย์บุญมี เผ่าภูรี ล้วนเป็นหมอลำที่มีถิ่นกำเนิดใน จ.อุบลราชธานี เป็นส่วนมากเดินทางมาหากินที่อุดรธานี งานลำมีช่วงที่กลับจากลาวนั้น มีงานรับเข้ามามากจนแทบไม่ว่างเลย ด้วยอยู่ในวัยสาวที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ได้ลำคู่กับศิษย์รุ่นที่กล่าวนามมานั้นทุกคนทาง อ.หล่มสักมีงานมากและลำคู่กับหมอลำทองสอด ยอดนิยม หมอลำศรีพร แสงสุวรรณ หมอลำบุญช่วย บักตู้ใหญ่หนองหาน หมอลำสังวาลย์ ดาวเหนือ ทั้งที่อุดรธานีและหล่มสักนั้นได้มีการรวมทีม ออกอากาศสถานีวิทยุ เสียงสามยอด เสียงอดิศร ตามลำดับ อยู่ระหว่าง พ.ศ.๒๕๑๙-๒๕๒๐ ปี ๒๕๒๑ ก็งดออกรายการ โฆษกเสียงอดิศร หล่มสักคือสาวบ้านแต้ เสียงสามยอดนั้น อาจารย์เจริญเป็นพิธีกรโฆษกประจำทีมโดยใช้ชื่อว่า “ฮีโร่หน้าแหลม”
จากการที่มีงานมาก ได้เก็บหอมรอมริบเงินส่งให้พ่อแม่สร้างบ้านจนเสร็จไม่อยู่อย่างซอมซ่อต่อไป น้องชายคนติดกันนั้นส่งเสียให้บวชเรียนศึกษาผู้ใหญ่และสึกมาเรียนต่อที่วิทยาลัยเกษตรวิทยาเขตลำบางจนจบชั้น ปวส. ปัจจุบันเป็นครูสอนอยู่โรงเรียนศรีหนองบัววิทยา อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู ทำบุญอุทิศส่วนกุศลหาน้องสาวที่ชื่อเสรี ที่ถึงแก่กรรมขณะข้าพเจ้าอยู่ประเทศลาว เพราะป่วยจากโรคท้องร่วง ส่วนน้องคนเล็กนั้นยังเล็กอยู่ นอกจากนั้นได้ต่อน้ำประปา ไฟฟ้าให้พ่อแม่ได้ใช้ ได้ตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ อำนวยความสะดวกสบายประกอบกับวัยเริ่มชราภาพลง
ปี ๒๕๒๒ อัดเทปลำชุดแรก ๒ ม้วนประพันธ์โดยอาจารย์สุนทร ทนนาน มีกลอนลำภูไทย ลำตังหวาย ลำคอนสวรรค์ ลำกลอนเต้ย ลำทางยาว และลำทางสั้น นอกจากนั้นได้ริเริ่มเช้าห้องตั้งเป็นสำนักงานรับงานร่วมกับ อาจารย์พรรณ สร้อยสังวาลย์ อาจารย์บุญเสริม เพ็ญศรี อาจารย์จูมบาน จันทรวงษา (สุทธิวงศ์) ตั้งอยู่ข้างวัดมัชฌิมาวาส อ.เมือง จ.อุดรธานี ไม่ได้นอนพักที่ห้องแถว แต่ไปพักที่บ้านพักนายทหาร เพราะอาจารย์จูมบาน มีสามีเป็นนายทหารค่ายประจักษ์ศิลปาคม งานลำมีเข้ามาตามปกติ แต่ไม่มากเหมือนปีที่ผ่าน ๆ มา
ได้มีโอกาสลำในงานสโมสรของค่ายประจักษ์ศิลปาคมหลายงาน หรืองานส่วนตัว เพื่อนทหารของสามีอาจารย์จูมบาน ก็มีเวลาว่างในปีนี้รับลูกศิษย์มาเรียน ๕ คน ฤดูทำนาได้พาลูกศิษย์ทำนาช่วยพ่อแม่ สอนศิษย์สำเร็จออกแสดงได้ ๒ คน พวกศิษย์มีทยอยมาเรียนลำเรื่อย ๆ บางคน พอออกแสดงได้ไม่นาน แต่งงานมีครอบครัวก็เลิกอาชีพไปอย่างน่าเสียดาย
ปี ๒๕๒๔ แต่งงานในวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๒๔ ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรกในวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๒๔ ก่อนที่ลูกจะคลอดนั้น สามียังไม่มีงานทำ เพราะเพิ่งเรียนจบมาหมาด ๆ สอบบรรจุข้าราชการครูได้สำรอง จึงต้องรองานในขณะรองาน ต้องตรากตรำลำบาก การเงินก็ฝืดเคือง ต้องขายขนมจีน ขายส้มตำที่โรงเรียนบ้านโนนสว่าง ต.กุดดินจี่ อ.นากลาง เพราะอยู่ใกล้นา สามีต้องทำนาช่วยพ่อแม่ ป้าลุง เสร็จจากทำนานั้น โชคดีที่อาจารย์ที่สอนสามี เรียกตัวให้ไปสอนนักเรียนที่โรงเรียนพาณิชยการสันตพล อ.เมือง จ.อุดรธานี ภาคเรียนที่ ๒ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๒๔ – มีนาคม ๒๕๒๕ ตัวเองตั้งครรภ์แก่ ๆ ต้องไปทำไร่อ้อยในที่หัวไร่ปลายนาที่บ้านปู่ย่า บ้านโนนศรีสมพร ต.เสอเพลอ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ประมาณ ๗ ไร่ สามีต้องไถเอง โดยเช่าควายชาวบ้านมาทำ รถไถนั้นไม่มี เมื่อสามีไปสอนนักเรียนช่วงแรก ๆ จำเป็นต้องถีบรถจักรยานถึงบ้านนนท์ ที่อยู่ติดถนนมิตรภาพ สายอุดร – ขอนแก่น ฝากรถจักรยานไว้นั่งรถสองแถวไปสอนนักเรียน เมื่อคลอดลูกคนแรกแล้ว สามีพามาเช่าบ้านพักอยู่ซอยดารา บ้านหนองขาม ใกล้กับโรงเรียนที่ไปสอน ชีวิตต้องประสบกับความลำบากจากการที่เริ่มมีครอบครัวใหม่ ไร้ประสบการณ์ในการวางแผน ด้านการเงิน สามีต้องไปเช่าสามล้อในเมืองอุดรหาเงินมาพอได้ซื้อกับข้าวกินก่อนไปโรงเรียนด้วยความใหม่ต่อชีวิต ครอบครัวแม้จะเลี้ยงลูกครู-อาจารย์มาแล้วพอประสบกับตนเองก็สามารถนำมาใช้บางอย่างเท่านั้น การเลี้ยงดูลูกเป็นไปอย่างเรียบร้อยลูกมีสุขภาพอ้วนท้วนสมบูรณ์ ได้แม่มาคอยเลี้ยงดูแทนเวลามีงานลำกับอาจารย์พรสวาท จำปาวงษ์ ถือเป็นรุ่นพี่อีกคน ที่เรียนลำตอนอายุมากแล้วกลับจากทำงานที่บาเรนว์ ซาอุดิอาระเบีย มีบ้านเป็นของตนเองที่หน้าโรงทอกระสอบ อุดรธานี อาจารย์พรสวาทนั้นเป็นบุคคลที่ดีคนหนึ่ง ที่รับงานลำมาและลำคู่กันพอได้เงินจุนเจือครอบครัวในยามตกทุกข์ได้ยากอย่างนี้ ผลงานอาจารย์พรสวาทคือ ชุด “เมียใหญ่ ๔๐๐ เมียน้อย ๔๐๐๐” แต่ไม่เป็นที่โด่งดังมากนักคงขาดคนสนับสนุน ปัจจุบันอาจารย์พรสวาท เลิกอาชีพหมอลำมาพักผ่อนในยามชราประกอบกับป่วยด้วยโรคถุงน้ำดีอักเสบต้องพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน
วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๒๕ สามีถูกเรียกไปบรรจุเป็นข้าราชการครูโดยเลือกโรงเรียนชุมชนจำปี ต.จำปี อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี ย้ายครอบครัวไปอาศัยบ้านพักครูที่อยู่ติดหมู่บ้าน บ้านหนองแวงริมหนองแวงพอดี ทุลักทุเลพอสมควรในการขนย้ายสัมภาระต่าง ๆ เป็นสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน เสื้อผ้า ข้าวสาร พ่อแม่ ปู่ย่าไปส่งด้วยความอบอุ่น ความเป็นอยู่ ฝืดเคืองอีกตามเคย เพราะพ่อแม่นั้นช่วยได้เรื่องข้าวสาร เลี้ยงดูหลานเวลามีงานลำที่ไม่มากนัก ส่วนปู่ย่าก็แก่มาก พี่น้องสามีอยู่ตัวใครตัวมันไม่ได้เอื้ออำนวยยามยากได้เลยเพราะต่างคนก็ดิ้นรนขนขวาย เพื่อครอบครัวของตนเองเท่านั้น เงินเดือนสามียังไม่ได้รับรอตกเบิก ๓ เดือน จึงได้รับ ระยะแรกต้องยืมเงินนายทุนร้อยละหกบาทต่อเดือนมาประทังความเดือดร้อน
วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๒๖ คลอดบุตรชายคนที่สองได้รับหลานสาวที่เป็นลูกพี่สาวไปเรียนเย็บผ้าและช่วยเลี้ยงลูกทั้งสองคน เริ่มแบ่งเบาภาระลงบ้างต่อมารับน้องชายคนสุดท้องไปเรียนต่อ ป.๕ – ป.๖ ที่โรงเรียนชุมชนจำปี จบแล้วส่งให้ไปเรียนที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ต่อมาน้องชายมาเรียนที่สำนักวัดชัยประสิทธิ์บ้านแพง ต.บ้านแพง อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม สึกมาเรียนต่อชั้น ม.๔ – ๖ ที่โรงเรียนคำแสนวิทยาสรรค์.
งานลำที่ อ.ศรีธาตุ ก็มีเพราะชาวบ้านช่วยประชาสัมพันธ์ มีพ่อฮักแม่ฮัก มีเพื่อนใหม่ที่เป็นภรรยาครู – อาจารย์ ที่เป็นชาวบ้านก็มีได้รับความอบอุ่นดีมากเป็นลำดับ ลำกับอาจารย์สุนทร ทนทาน อาจารย์สวาท จำปาวงศ์ การดำรงชีวิตเริ่มดีขึ้นมาก พอมีทุนก็ซื้อควาย ๑ ตัว ให้ชาวบ้านเช่า ทำนาแลกข้าวเปลือกมาสีกินในครอบครัว เลี้ยงหมูไว้หลังบ้านพักครู เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดขายบ้าง กินในสังคมเพื่อนร่วมงานสามีบ้าง
ปลายปี ๒๕๒๘ สามีย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนบ้านบุ่งหมากลาน ต.ปะโค อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี ได้เช่าบ้านของชาวบ้านเป็นที่พักอาศัย ลูกคนโตเรียนชั้นอนุบาล หลานสาวไปเรียนตัดผ้าที่ อ.เมืองอุดรธานี น้องชายที่ไปเรียน ป.๕ – ๖ ที่ อ.ศรีธาตุ จบแล้วส่งบวชเรียนดังได้กล่าวมาแล้ว งานลำมีเข้ามาอีกเพราะมีการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอาจารย์ทองเจริญ ดาเหลา เป็นผู้นำทีมนอกนั้นมีอาจารย์บุญช่วง เด่นดวง อาจารย์บุญเสริม เพ็ญศรี อาจารย์สมาน นนท์พละ อาจารย์พรชัย ธิมาทา อาจารย์บุญมี เผ่าภูรี อาจารย์บุญมา ดาเหลา อาจารย์สมหวัง อาจารย์ละไม ไชยชาติ หาเสียงกับนายไตรภพ เมาะราษี พอมีเงินใช้ช่วยเหลือครอบครัว ลูกชายทั้งสองอาศัยแม่มาช่วยดูแล เป็นครั้งคราว
ปี ๒๕๒๙ สามีลาบวชเข้าพรรษา ๓ เดือนจึงอยู่กับลูก ๓ คนเพราะว่า พ่อบวชอยู่ไกลถึง จ.พระนครศรีอยุธยา ที่วัดเสนารามวรวิหาร เป็นวัดที่สามีเคยเป็นศิษย์วัดขณะเรียนชั้น ป.๕ – ม.ศ.๕
ปี ๒๕๓๐ สามีย้ายมา อ.นากลางเพื่อที่จะตั้งเนื้อตั้งตัวที่นี่ โรงเรียนแรกคือ โรงเรียนบ้านหนองแต้ สามีต้องเทียวไปกลับหลายกิโลเมตร ฤดูทำนาก็ทำช่วยพ่อตา แม่ยาย ป้า ลุง ความเป็นอยู่ฐานะเริ่มดีขึ้น โดยสามีกู้เงินสหกรณ์มาซื้อที่นา ซื้อไร่อีก ๒ แปลง งานลำก็มีมาเรื่อย ๆ ทั้งงานส่วนตัวงานช่วยราชการ เช่น งานวันครู ที่ อ.นากลาง งานวันผู้ใหญ่บ้าน อ.นากลาง ซึ่งอาจารย์พิชัย ธิมาทา ได้รับเลือกจากชาวบ้านท่าอุทัยเป็นผู้ใหญ่บ้านจึงได้มีโอกาสช่วยงานดังกล่าว ประกอบกับงานทางสามีด้วยจึงได้ประชาสัมพันธ์ตัวเองด้วย ในการประกอบการงานนอกงานลำแล้ว ข้าพเจ้าและสามีไม่ได้อยู่นิ่งคือการค้าขายที่ตลาดสด อ.นากลาง อันเป็นช่วงที่ตลาดยังทำกันไม่แพร่หลายเหมือนปัจจุบัน พอมีกำไรก็ขายหอมแห้ง กระเทียม โดยรับจากชาวสวนนั่งขายที่ตลาดกุดดินจี่บ้าง ตลาดสดนากลางบ้าง ส่วนการทำไร่นั้นเริ่มด้วยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมพันธุ์ของญี่ปุ่น จากไต้หวัน ลงทุนสูงมากเป็นเงินประมาณ ๒-๓ แสนบาท แต่ต้องประสบกับภาวะขาดทุนยับเยินเนื่องจากโรคภัยตัวไหม ถูกหนูกัดตายเน่าเหม็นแรงงานไม่เพียงพอ คนกำกับดูแลได้น้องชายคนโตที่ส่งเรียนเกษตรจบออกมาหมาด ๆ ทำไปสักพักราคาตกต่ำอีก เกิดปัญหาอื่น ตามมาในระดับชาติด้วยเพราะรัฐบาลขาดการส่งเสริมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ไร่ต้องทิ้งร้างอยู่หลายปี โชคดีอยู่อีกอย่างที่มีน้องสาวของหมอลำเสงี่ยม สุขสำราญ เขาเป็นครูอยู่ อ.วังสะพุง จ.เลย มาชวนขายประกันข้าพเจ้าเองชอบทำงานหาความรู้ หาประสบการณ์ในการหาเงินเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงตอบตกลง บริษัท เอ.ไอ.เอ จำกัด สำนักงานตัวแทนคุณสมภณ เพชรดี ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.เมือง จ.เลย ช่วงแรกยังไม่มีรถกระบะเหมือนเพื่อน ๆ เขาอาศัยรถคันเก่าที่ซื้อตอนสามีบรรจุครั้งแรกขี่เป็นรุ่นเก่าแล้ว คือรถซูซูกิ เอฟ อาร์ ๘๐ แบบผู้หญิง ซ้อนท้ายกันไปเป็นระยะทาง ๗๐ กิโลเมตร นับว่าทุกข์ยากลำบากทุลักทุเล บางครั้งยางรถรั่วต้องจูงไปดึก ๆ กลับมาเกิดง่วงนอนเหนื่อยก็หยุดพักขอนอนที่ป้อมตำรวจ หายเพลียก็กลับบ้าน สามีเลิกงาน หรือเสาร์ – อาทิตย์ ก็ไปขายประกันพบกับลูกค้าระยะแรกก็ไปพบกับคนรู้จักก่อน เพื่อนครูสามี พ่อค้าแม่ค้าที่เคยรู้จัก ญาติสามี ญาติตนเอง ด้วยความมุมานะตั้งใจจริงได้รับความเชื่อถือมีลูกค้ากว้างไกลถึงจังหวัด ข้าพเจ้าเห็นว่าลู่ทางต้องไปได้ดี ตัดสินใจซื้อรถกระบะ ยี่ห้อนิสสันคิงแค้ป เงินผ่อน วันธรรมดาน้องชายคนโตขับ ต่อมาไม่นานหัดขับด้วยตนเองจนชำนาญ งานลำไม่ได้ทอดทิ้ง มอเตอร์ไซค์คันแรกถือเป็นเพื่อนยาก ลำบากมาแต่เริ่มต้นชีวิต บัดนี้เขาก็ยังไม่ได้พักผ่อน พี่สาวได้ซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้จนปัจจุบันไม่เคยได้พักเลย
ด้านวิชาการในการขายประกันได้เข้าร่วมอบรม ฟังบรรยายทุก ๆ ครั้งช่วยสร้างให้มีความอดทนเข้มแข็งต่อสู้อุปสรรคต่าง ๆ นานาทั้งในชีวิตของนักขายและชีวิตจริง รู้จักบุคคลในวงการนักขายจากระดับธรรมดา ๆ ถึงระดับสูงสุดทั้งในและต่างประเทศได้ท่องเที่ยว พักในโรงแรมชั้นหนึ่งในเมื่อสามารถทำสถิติการค้า ตามที่มีการแข่งขันทำจำนวนรายหรือจำนวนเบี้ย ประกันมากตามแต่จะตั้งเงื่อนไข ความเป็นอยู่ดีขึ้นมากอีกช่วงหนึ่ง มีรถไปไหนมาไหนการขายประกันนับว่าสะดวก ลูกขอเงินไปโรงเรียน อยากกินอะไร อยากมีจักรยานขี่เล่นหรือขี่ไปโรงเรียนก็ซื้อได้อย่างไม่ต้องยุ่งยากลำบากใจเหมือนอดีตที่ผ่านมา งานลำก็ไม่ทอดทิ้งยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ
อาชีพขายประกันสร้างประสบการณ์ได้ครอบครัว ข้าพเจ้ามีความริเริ่มในการทำธุรกิจ ความคิดที่จะแสวงหา เงินอันเป็นปัจจัยที่จะนำมาซึ่งปัจจัยสี่ ที่จำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์ลูก ๆ ทั้งสองก็ได้ซึมซับเอาสิ่งที่พ่อแม่ดำเนินมาโดยที่ลูกทั้งสองเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี ความประพฤติดีเป็นกำลังใจให้พ่อแม่มุมานะพยายามสร้างฐานะต่อไป.
การที่ได้มีโอกาสขายประกันเป็นการหารายได้เสริมจากอาชีพการแสดงหมอลำข้าพเจ้าถือว่าได้มีโอกาสอย่างมาก ในการช่วยเหลือสังคมในยามที่ผู้เอาประกันชีวิตถึงแก่กรรมได้ไปลำช่วยงานหลายงาน และนำเช็คเงินสินไหมไปมอบให้ครอบครัวของผู้เอาประกัน อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ งานอาชีพศิลปินหมอลำกลอนของตัวเองให้เป็น ที่รู้จักกันแพร่หลายของวงสังคมอีกทางหนึ่งด้วย
การลำนั้นได้รับความเมตตาจาก อาจารย์ทองเจริญ ดาเหลา อาจารย์ช่วง เด่นดวง ฝึกจังหวะ สุ้มเสียง เทคนิคต่าง ๆ การรับงานจะรับเป็นทีมกับอาจารย์ทองเจริญ ดาเหลา ซึ่งอาจารย์ทั้งสองถือเป็นครู – อาจารย์ ดังได้กล่าวแต่ต้นแล้ว
อาจารย์ทองเจริญ ดาเหลา ได้แต่งกลอนลำให้อัดเทปชุดล่าสุด โดยเข้าห้องอัดเสียง เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๒ ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าตั้งใจจะรักษาและสืบทอดศิลปะการแสดงหมอลำนี้ตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ โดยในปีนี้ได้รับลูกศิษย์มาเรียนลำเป็นฝ่ายหญิง ๖ คน การเป็นวิทยากรนั้นดังปรากฏในภาคผนวกซึ่งเป็นเอกสารประกอบว่าได้ปฏิบัติงานดังกล่าวมานี้จริง
การรับลูกศิษย์มาเรียนนั้นนอกจากเหตุผลที่จะรักษาสืบทอดศิลปะการแสดงยังเป็นการช่วยสังคมด้วยเหตุผลคือ เด็กที่เรียนบางคนมีปัญหาขาดพ่อขาดแม่ เพราะหย่าร้างกันหรือเสียชีวิตเด็กต้องอยู่กับตา – ยาย ขาดความอบอุ่น ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อที่เด็กจะตกเป็นเหยื่อของสิ่งอบายมุขต่าง ๆ ที่มีในสังคมดังที่เราท่านทราบดีทั้งยาเสพติดและภัยสังคม แต่ยังขาดปัจจัยมาสนับสนุนต้องลงทุนลงแรงพาเด็กไปหาตกปลา เก็บหอย เก็บผัก จากทุ่งนามาประทังไปวัน ๆ เพื่อให้เขาได้เรียนรู้ชีวิตเพิ่มเติมจากที่เคยอยู่กับครอบครัวเดิม การอบรมบ่มนิสัยก็ต้องทำควบคู่กันไปเพื่อให้สมกับการเป็นกุลสตรี เป็นแม่บ้านที่ดีในอนาคต เขาจะได้เป็นเยาวชนที่ดีมีชีวิตที่สดใสต่อไป คนอีสานหรือแม้แต่คนไทยทั่วไปจะได้หันมาให้ความสนใจศิลปะ การแสดงหมอลำโดยไม่มองว่าเป็นอาชีพเต้นกินรำกิน เหมือนเราท่านเห็นอยู่บ่อย ๆ ถือแขนหน้าเวทีดึง ทิ้งเป็นการไม่ให้เกียรติหมอลำ ไม่รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาติตนเอง
ลักษณะการแสดง
ลักษณะของกลอนลำ

กลอนลำเป็นร้อยกรองที่มีทั้งที่เป็นกลอนร่าย กลอนกาพย์ (หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากลอนตัด) และกลอนเญิ้น กลอนลำทางสั้นอาจเป็นกลอนตัดหรือกลอนเญิ้นก็ได้ กลอนลำทางยาว กลอนเต้ยธรรมดา กลอนลำเพลิน และกลอนเต้ยหัวโนนตาลเป็นกลอนเญิ้น ส่วนกลอนเต้ยโขงและกลอนเพลินเต้ยพม่ามีลักษณะคล้ายเพลงไทยสากลโดยใช้คำภาษาไทยกลางผสมภาษาถิ่นอีสาน
สาขา/ประเภท
ขนบ
ขนบในการแสดงหมอลำของหมอลำทองศรี ศรีรักษ์

ก่อนที่จะทำการแสดงทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นหมอลำประเภทใดจะต้องมีพิธีการไหว้ครูก่อนทำการแสดง ก็เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อครู ที่ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ผู้แสดง ที่สำคัญ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการแสดง ทำให้ผู้แสดงเกิดความเชื่อมั่นว่าคาถาอาคมที่ครูหมอลำครอบให้หรือเป่ากระหม่อมให้เมื่อตอนฝากตัวเป็นศิษย์ ทำให้หมอลำคนนั้น จดจำกลอนได้ดี มีคนรัก คนเมตตา เสียงดีลำไม่ตก ให้คนดูมองเห็นแต่ความสวยงามของผู้แสดงและการแต่งกาย
เครื่องบูชาที่ใช้ในพิธีไหว้ครู หรือที่เรียกว่า “คายอ้อ” ของหมอลำ แต่ละบุคคลหรือแต่ละคณะจะแตกต่างกัน สำหรับหมอลำทองศรี ศรีรักษ์ มีดังต่อไปนี้
๑. ขันธ์ ๕ หรือ ขันธ์ ๘
๒. เหล้าขาว ๑ ขวด
๓. ไข่ไก่ดิบ ๑ ฟอง
๔. ผ้าขาว ๑ วา
๕. ซวย (กรวย) ๔ ซวย (ทำจากใบตองกล้วย)
เมื่อการลำหรือการแสดงสิ้นสุดลงหมอลำจะต้อง ทำการลาครูหรือลาขันธ์โดยมีบทคาถาลำลาจึงจะเป็นที่สิ้นสุดการแสดง
รูปแบบการแสดง
ประเภทของกลอนลำ

กลอนลำ หมายถึงบทที่หมอลำใช้ลำ หมอลำทุกประเภทล้วนใช้กลอนลำทั้งสิ้น กลอนลำมีลักษณะเป็นร้อยกรองคล้ายโคลงสุภาพของไทยภาคกลาง ถ้าแบ่งตามเนื้อหาแล้วกลอนลำของหมอลำแบ่งได้เป็นหลายประเภท คือ

๑. กลอนเกี้ยว
๒. กลอนนิทาน
๓. กลอนศีลธรรม
๔. กลอนพรรณาธรรมชาติ
๕. กลอนวิชาการอื่น ๆ

ส่วนทำนองลำนั้นมีที่เป็นหลักอยู่ ๔ อย่างคือ
ลำทางสั้น เป็นทำนองลำแบบเนื้อเต็มไม่มีเอื้อน (ยกเว้นตอนขึ้นต้น-โอละนอ) ความสั้นของพยางค์ต่าง ๆ จะสม่ำเสมอกันโดยตลอด แสดงออกถึงอารมณ์ที่เป็นสุข
ลำทางยาว เป็นทำนองลำที่มีเอื้อนสะอื้นแสดงอารมณ์โศกและมีจังหวะลีลาช้า
ลำเต้ย เป็นทำนองเพลงรักแบบสมัยใหม่เทียบได้กับเพลงไทยสากลหรือเพลงลูกทุ่งนั่นเอง ทำนองลำเต้ยมีอยู่ ๔ ทำนองคือ เต้ยโขง เต้ยพม่า เต้ยธรรมดา และเต้ยหัวโนนตาล ส่วน
ลำเพลิน นั้นเป็นทำนองลำที่มีจังหวะที่ครึกครื้นสนุกสนานและเพลิดเพลินสมชื่อ มีทั้งตอนที่มีจังหวะช้าที่เรียกว่าตอน “เปิดผ้ากั้ง” และตอนที่มีจังหวะเร็วที่เป็นตอน “ฟ้อน” หรือตอน “เดินกลอน” เครื่องดนตรีที่ใช้มักนิยมใช้พิณดีดควบคู่ไปกับแคนเพราะพิณสามารถให้จังหวะลีลาที่คึกคักได้เป็นอย่างดี
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
เพลงแคนจะแยกออกไปเป็น ๔ ประเภท ดังนี้
๑. เพลงหลัก ๕ เพลง ๒. เพลงพรรณนาภาพพจน์
๓. เพลงเต้ย ๔. เพลงอื่น ๆ
เพลงแคนหลักทั้ง ๕ ได้แก่ ลายใหญ่ ลายน้อย ลายสุดสะแนน ลายโป้ซ้าย และลายส้อย

กลอนลำไหว้ครู
กลอนลำทางสั้น
โอ...ละนอ สาธุ สาธุ สาธุ พุทธะรัตตะนัง ธรรมมะรัตตะนัง สังฆะรัตตะนัง ยังแก้วสามประการ อันตรายกะอย่ามีมาพาล มาอย่ามาผจญ ขอให้คุณทั้งสามจงมาปก จงมาบัง จงมากั้งมาเหลื่อม ยามลำไว้
โอละนอ...นวลเอย ละแม่นว่านอนาย สาธุสาผู้ข้าขอยืมมือน้อมคุณครูทุกเหล่า คุณพระพุทธเจ้าจงมาค้ำเหลื่อมนำ คุณพระสงค์จั่งว่านอธรรมพร้อมจงมาค้ำส่อยซู คุณครูท่าน อาจารย์สอนสั่ง มื้อนี้หวังโต้แย้งอยากแข็งขึ้นหลื่นเขา ออกปากเว้าให้มีผู้เกรงขาม เขาสิถามหรือทัก กะอย่าได้มีเผลอพลั้ง
อีกอย่างหนึ่งหวังสิตัดหัวสู้ ตามครูเพิ่นสอนสั่ง คายได้ยกขึ้นตั้ง อย่าหวังหน้าท่าสิหนี เกิดชาตินี้ชีวิตคือความฝัน ความสำคัญคือเงินตราอีนางขอสู้ ครูเอ๋ยครูขออย่าหนีไกลข้างทางวิชาอาคม ให้มันล้มเป็นหล่าว ให้มาจับจ่องน้าวขวาซ้ายแก่งวี ณ บัดนี้สิโอ่มอ่านคุณครู สาธุ
เด้อครูหลวงให้นั่งเกล้า ครูเค้าให้นั่งหัว ก้ำฝ่ายขวาให้ถือดาวดาบกล้า ก้ำฝ่ายหน้าให้ถือเมขลา ก้ำฝ่ายตาให้ถือกวยกงแก้ว ผู้ข้าลำแล้วขึ้นสู่ขันนาง ทั้งขวาซ้ายตีนมือฟ้อนแอ่น ฟังเสียงแคนเป่าจั้นผันผ่ายอ่วยลง พวกอยู่ซ่งเห็นบ่อพวมมา เทวดาอาฮักคักแท้นอมาแล้ว มาเป็นแถวเจิ่งว่ามาเป็นจุ้ม เหลียงเบิ่งมานำกันอ้อจุ้มซุมใหญ่ มาเด้อเทพพะถ่อนไท้มาลงเล่นข่วงปาง อยากขี่ช้างกะสิแต่งเตรียมฮับ กับสุราของกินถิ่นสถานเนายั้ง มีทั้งซวยทั้งผ้าแพรวาผ้าผ่อน น่าสะออนแท้แท้ มาแม้สิอยู่หยัง ยาบยาบย้วยกำลังอ่วยลงมา ธงสีงาสีเขียวเที่ยวพะเนจรผ่าย ลีลาย้ายเชิญพระองค์ลงแท่น มาสู่แดนข่วงคุ้มมาลงเล่นข่วงปาง มื้อนี้ผู้ข่าว่างหัวคิดอิทธิพล มาบันดลหัวใจให้เปลี่ยนไหลคือน้ำ ตามฉันลำนำมาหนี่พอทีม้วนไว้ก่อน ประณมกรใส่ท่านผู้มาร้องแข่งขัน เว้าท่อนั้นสิหน่อมแหน่มแนมนำ แนมนำนกกะพ่องแนมนำซู้ หนูอีนางน้องแนมนำแนมหน่ำ บ่าวหมอลำบ่อจ้อง อีนางน้องกะส่างตาม มื้อนี้สุฤกษ์ล้ำเบยเบิกธะรังสี บ่าวผู้ดีควรคิด หิ่นตรองหาเรื่อง เฮืองใสฟ้าเจิ่งสิลาพ่อแม่ ทั้งเฒ่าแก่พี่น้องมวลพร้อมพร่ำกัน พร่ำกันมวลพร้อมพร่ำกัน....สีนานวลซ้วนน้องแนหน่านะอ้ายน่า.

กลอนลำประกาศศรัทธา
กลอนลำทางสั้น
โอละนอ...ฟังเด้อเจ้าคุณพ่อศรัทธา มื้อนี้จ้างฉันมาลำงันที่บ้าน บริวารเบิดคุ้มซุมแซงแหนงหน่อ พอใจกันครึกคื้นทำสร่างฝ่ายทาน นี่หละท่านเจิ่งแม่นเพิ่นใจใส ไผกะยอมือนำส่อยโมทนาน้อม หมอคือมาลาด้วงกรรณนิกาค้างหง่า สมศรัทธาก่อสร้างใจกว้างบ่อห่วงหยัง ตั้งบ่อนเหมาะอีกซ้ำประดับตูบผามเพียง มีตะเกียงพายุผ่องไฟนิออนไต้ เสียงโวโวเบิดมื้อเจริญดีมีเครื่อง เนื่องจากใจเพิ่นกว้างให้ โทษเถาะท่านผู้ท่านเจตนาหนัก ฉันมาลำมาพักเพิ่งบุญคราวนี้ ยินดีถวยถวายพื้นยืนมองทุกแผนก ทีแรกการรับต้อนเจริญเรื่องเครื่องกิน สองมีศีลสัตย์แท้ทำบุญใจปลอดโปร่ง สามประสงค์รุ่งเหลื่อมสมชั้นชื่อเสียง สี่บาทเบื้องบทบอกประชาชน คนกะพลอยถือนับละหม่อมมัยใจน้อม ห้านั้นทอมทอไว้เตรียมตัวบ่อบกขาด หกฉลาดรับต้อนอาวเพื่อนหมู่กอง เจ็ดถูกต้องตามเพศประเพณี แปดทวีทุนเสียเผื่อทางหวังก้าว เอาทางยาวไปหน้าปัจจัยบ่อได้จ่ง เก้าตกลงว่าแล้วเตรียมพร้อมบ่อเปลี่ยนแปลง สิบบ่อแพงเสมอภาคไผมา เรื่องข้าวปลาเต็มตักแต่งเพียรเตือนต้อน มีที่นอนปูแป้นปัดเกี้ยงหม่อน สาดและหมอนฟูกเทิ้งตามท่านทานควร ล้วนแต่แล้วเสร็จทั่วบ่อมัวหมอง ของศรัทธาสำเร็จโลดโผนดีล้น จนฉันเบิดความเว้าเต็มปูมภูมิภาค สิฝากลำให้ท่านพอแขนห่อยพ่อเด้อ พ่อเปรียบเหมือนดังม้าตัวขาวใหญ่อาชาไนย ไปสวรรค์เมืองพรหมแล่นหันเถิงชั้น ฉันผู้ลำให้ไปนำเป็นขาหมากหิ่ง แขวนใส่คอม้าวิ่งเมือฟ้าดั่งกัน ผู้อื่นนั้นถึงเจตนาทาน คือบ่อปานศรัทธาผู้แต่งดาวันนี้ รวมอินทรีย์บ่อเถิ่งท่าน ทานบุญบ่อเกี้ยงหมื่น ลำเบิดคืนซอดแจ้งคอแห้งเหมื่อยกระหาย วันนี้หย่ายหยาดล้อมบ่อเพียรหย่อมทางอด จัดการมาลองทดสู่แนวกินเคี้ยว ฉันหลดเหลียวเห็นฟ้าตุจสีดายามาไปแล้วจ่างป่าง ทางศรัทธาสิขึ้นในคืนนี้จั่งแม่นแปน.......(จบกลอนลำประกาศศรัทธา)

การลำโต้วาที เป็นการลำที่ฝ่ายหญิงและชายจะใช้กลอนลำนี้เพื่อการประลองโวหารว่าใครจะมีความรู้ความสามารถในการตอบโต้หรือมีเหตุผลมากกว่ากันมาประชันขันแข่ง ซึ่งทำให้การแสดงมีความสนุกสนานครึกครื้นและผู้ฟังชายและหญิงจะเป็นกองเชียร์สร้างบรรยากาศที่ดี

กลอนลำโต้วาที
กลอนลำทางสั้น
โอ...ละนอ ฟังกลอนโต้โสกันอีกใหม่ ผู้ได๋อย่านิ่งเชิญโต้ต่อกลอน บาดนี้จ้อนให้มีบ่อนความจริง หญิงกับชายฝ่ายได๋ดีเยี่ยม ของเทียมพร้อมปลอมแปลงแจ้งกล่าว สาวออกเป็นเนื้อเรื่องมาบ้างอย่างดี สุมื้อนี้มีมากผู้หญิงเฮา ทันผู้เขาเป็นชายฝ่ายการหาญกล้า แนวได๋ว่าทางชายได้หลื่น พอสิกลืนโม่มได้มีบ้อฝ่ายดี สุมื้อนี้มีมากประวัติการ ผู้ใจหาญคือชายฝ่ายกองนองล้น คนกินข้าวคือกันบ่อได้หย่อน มีอยู่กลอนสิเว้าเฮาได้กว่าโต การที่โต้กะบ่อหลื่นไปไกล มอเตอร์ไซค์หญิงขับฮอดรถยนต์..... อันมวลหญิงทำได้นำชายเกลี้ยงตลอด ขับรถฝอร์ด อีซุซุ รถเบ้นท์เป็นได้บ่อเหลือ ตัดฮอดส่งฮอดเสื้อคันบ่อเชื่อไปดู ได้เป็นครูเป็นผักต่อยมวยกะพอแล้ว เป็นแนวเชื้อทหารเรือตำรวจ ตรวจรักษาพี่น้องครองบ้านอยู่เย็น บ่อแม่นว่าเล่นเล่นดีเด่นคือกัน ดีกว่ามันคือของเครื่องลองอยู่ทางใต้ อยู่แถบเมืองไทยนี้กะมีหญิงคือว่า เถียงสภาโป้งโป้งลงแต้มตื่มกัน นอกจากนั้นกะเป็นแพทย์เป็นหมอ ผู้รองคอเสมียนกะว่าการเงินจ้าง ปางคราวกี้ภิกษุณีกะมีมาก ยากนำชายนี่แหล่วนำเกี้ยวเกี่ยวตาม ไปตักน้ำกะตามกลิ่นนำหา ศาสดาเลยมองส่องการเห็นพื้น กลางคืนนั้นคือกันมันบ่น ไปหาจอบหาวนว่าอยู่บ้อได้จำให้ห่างเหิน ทุกมื้อนี้กะมีอยู่ทรงขาว ตั้งแต่คราวจำศีลเบื่อคน...... ศีลกะมีหลายซ้ำทรงธรรมกะหมั่นเที่ยง ผู้ชายได้แต่เพียงพรหมจรรย์ตั้งไว้สองร้อยหน่อยเดียว พุทธองค์ดอกเจ้าจั่งได้อีกซาวเจ็ด ฮอดประตูสำเร็จกว่าหญิงหลายเท่า ศีลต้นเค้าภิกขาจารย์ท่านว่า สุทินนาล่วงล้ำเมียแก้วอยู่เฮือน ทำให้เปื้อนเรียกว่าปะราชิก มีแต่พระสัตถาได้เป็นผู้ยอดเยี่ยมมีแท้ผู้เดียว เป็นผู้ได้ท่องเที่ยวเทียวเบิ่งเมืองสวรรค์ คนคือกันไทยเฮาอย่าเอามาเว้า ทางดีนั้นเสมอกันมวลหมู่ลองเบิ่งดูกะได้ไผกล้ากั่วกัน...ฯ

กลอนลำโต้วาที

โอ...ละนอ...ฟังความเว้าเบาบางเหินห่าง หาว่านางขี่ล่ายชายเว้าหุ่มฉัน ฟังบ่อนบั้นทุกสิ่งหญิงดี บ่อแม่นโสเภณีจ่ายหีตามบ้าน สันดานบ้าอย่าจาเว้าหุ่ม บ่อมีภูมิดอกอ้ายหาเว้าหุ่มฉัน ความเพิ่นเว้าว่าหญิงวั่วชายดี มีแนวได๋ส่ำชายคนเก้ เซซวนเว้าว่าหญิงเป็นคนชั่ว อย่าถือตัวว่าเจ้าดีล้นหลื่นคน พี่ชายลำนี้กะออกจากกันฮูเยี่ยวของหญิง แนวนามลิงส่างลืมหลงไม้ หาความเว้าวาจาแข็งข่ม มันบ่อสมดอกเจ้าอย่ามาเว้าใส่กัน คุณแม่นั้นมีอญุ่สิบสอง นักสมองปัญญาว่าไปเด้อเจ้า หาความเว้าเส็งกันหลายสิ่ง เป็นผู้หญิงเก่งกล้าบ่อเสยหน้าโง่เขลา ดีแต่เจ้าอวดเก่งโวหาร จารย์หรือครูทิดเซียงจนเกลี้ยง ฮาบ่อมีหญิงเลี้ยงสิเอาไผเป็นแม่ เจ้าสิเกิดแต่ไม้มาได้เป็นบ่อชาย หรือแม่นอ้ายเกิดอยู่โกนแดง หาความแฝงหุ่มหญิงลงใต้ ไหมหรือฝ้ายแพรวาผ้าป่าน งานผู้หญิงเฮ็ดให้จั่งพอได้ห่อหำ ทุกอย่างล้ำคุณแม่เพียรถนอม จั่งว่าจอมสูงสุดมนุษย์คนบนใต้ ในภูมิพื้นโลกาฟ้าห่อ มันบ่อไหลทอ........คือน้ำบ่อวาง ขาดบ่อน้ำผู้ชายนั่งครางโอย ให้เจ้าลองเอาโดยทั่งแทงฮูไม้ ย่านแต่ลงครางไห้น้ำตาไหลเลือดหว่าน อ้างแต่บักข่านหล่านโคยโป้งเพิ่นหลาย ดีหลื่นอ้ายหลายหมื่นพันวา จั่งว่าคุณมารดาแท่นไผคงรู้ ดีหรือไม่ตำราการท่านกล่าว ตั้งแต่คราวหนุ่มน้อยไผเลี้ยงใหญ่มา ชายแบบบ้าหาว่าอัปรี นมหรือหีค่าแพงพอล้าน มาประจานขายหน้ากลางวงบ่อแม่น เอาคะแนนบ่อได้กลอนฮ้างอย่างเธอ ลำแบบเซ่อโง่เง่าซางตา คุณมารดาเล่าลืมไปจ้อย คราวยังน้อยกินหยังเจิ่งใหญ่ เห็นแต่ไปบ่อพ้นนมโต้นแห่งเฮา องค์พระเจ้าเสด็จสู่เวหา เทศนาสอนอยู่ดาวะดึงส์กว้าง ปวงชาวฟ้าเทวะดาไหลหลั่ง มาฟังธรรมพระเจ้าแสดงเว้าสั่งสอน แทนเข้าก้อนนมแม่มารดา นางสีหามายาแม่พระองค์ทรงไว้ เพิ่นบ่ไหลลืมล้างคุณโณพ่อแม่ เจ้าสิหากล่าวแก้ว่าหญิงนี้ชั่วทราม เว้าล่วงข่าวบ่อฮู้ส่องครองธรรม เป็นหมอลำส่างบ่อมีความรู้ แนวว่าปัญญาปู้บ่อมีครูสอนสั่ง ลำอีหยังแบบนั้นกลอนสั้นค่าแขน ทุกข์โศกแค้นคราวอยู่ในครรภ์ นอนคืนฝันฮ่ำไฮใจกลิ้ง เพราะคะนิงหล่าบุตรตาน้อยอ่อน ตอนประสูติลูกน้อยเจ็บท้องผ่องคราง นอนอยู่ค้างกลางแผ่นไฟเผา ยังได้ทอทนเอาสุอันขันค้ำ กรรมหนักแน่นแสนทวีน้าวหน่วง ทั้งเหล่ากินน้ำฮ้อนนอนค้างผ่างเตา หย่ำข้าวป้อนคราวอ่อนยังเล็ก ผืนแพรวาเหล่าหามาตุ้ม คลุมบุตรน้อยพลอยนอนกลางอู่ ฝูงหมู่ยูงและฮี้นมาใกล้ไล่หนี นอกจากหนี่ลำบากกันดาร อดอาหารป่นแกงแลงเช้า ส่างสิมาหาเว้าคุยโตโอ้โอ่ง ซงบ่อมีผู้เลี้ยงเสียงเว้าว่าดี ชายว่าชายนี้มีค่าคุณหยัง เว้าให้ฟังลองเหง้าผลจาต้าน หานิทานทาเว้าลำเป็นตัวอย่าง แก้บ่อได้ถีบ...ให้เคยป้องทั่วดิน...ฯ.

กลอนลำล่องลารับอรุณ

ฟ้าเอ้ยฟ้าฮ้องข่วม กวมภูพานบ้านน้องอยู่ เมืองหนองบัวลำภู บ้านกกโพธิ์นี้ละเป็นบ่อนยั้ง ฝังแน่นแม่นบ่อนจริง หญิงนอนคอย....เอ้ย....ละน่า...
อาววะสานสูญเสี่ยง เสียงลำกลอนจ้อนเข้าที่ ลูกทองศรีขอกราบเท้า คนเฒ่าผู้นั่งฟัง สุริยาฮุ่งตั้งบังเหลี่ยมเขาสุเมรุ แสงตาเว็นเสิงสางสว่างตาจวนแจ้ง ไก่บักแดงขันท้าสิลาคอนคุ้ยขี่เหยื่อเฮืองเฮือแดงเจิดจ้า นะภารุ่งฮุ่งศรีไกล้สิแจ้งแล้วตั้วนี้คุณพี่....(ใส่ชื่อหมอลำฝ่ายชายที่ลำด้วย) เตรียมเอาเงินมาศรัทธาผู้แต่งบุญคุณค้ำ ฟังเสียงลำทองศรีน้อย เสียงพอยพอยมีต้อยติ่ง ฮ้อยฮิ่งสับลูกโซ่โหยยั้งนั่งบ่อติง ไกลกับหมอลำซิ่งแนบ่อสิบกิโล พ่อใหญ่โสลุงจารย์บาว่าจั่งได๋ละซุมเจ้า แมใหญ่เสาร์อย่าเหงาง่วง จำเอาเด้อบ่อต้องห่วง บ่อต้องห่วงดอกข่อย ทองศรีน้อยให้จื่อจำ ไก่ผู้โอกขันอีกซ้ำผัดแฮงหน่ำเสียงลำลา ทังน้ำตากะไหลซึมอีห่าทองศรีน้อย สุดอาลัยใจข่อยพอยตามห้ามบ่ออยู่ น้ำตาไหลพรั่งพรู ยังแต่มันสิอาบแก้มแถมซ้ำหน่ำทะวี ไกลมื้อนี้ทองศรีว่ากะยังไค โดนนานไปสองสามวัน แห่งกระสันต์อดกลั้น วันปีเดือนบ่อคอยถ่า คือวารีบ่อคอยท่า นับมื้อหนักหน่วงหน้า ดินฟ้าให้เบิ่งเอา ว่าจั่งได๋แล้วเจ้าเฒ่าพ่อศรัทธา หนูขอลาก่อนเด้อขา เซ็ดน้ำตานำพร้อม ตรอมหัวใจหมองไหม้ อุกหัวใจสิได้จาก พรากพ่อแม่พี่น้องงานหน้าเจิ่งพบกัน....แสนรำพัน....เอ้ยน่า.
โอ้ย...หัวใจขาดสะบั้น อกกะสั่นขวัญแขวน ลาละเด้อแฟนแฟน แมนละนอพอแล้ว แจวเฮือหนีไปค้า คือนาวาออกจากฝั่ง ดอกสะมังไกลจากต้น คนสิให้ใส่กัน ...วันปีเดือนไกลกับมื้อเห็นเสือคือลาเสือโคร่ง ละมั่งองไกลจากโคกกว้าง คนสิไห้ใส่ฮอย พลอยสิไกลบ่อแก้ว นกบินแซ่วสิลาหนอน นกแซงแซวสิลาคอน บ่อนคะนิงนำอ้าย ไหมสิไลลาฝ้าย สายวารีลาซีโหล่น ผักกะโดนไกลก้อยกุ้ง ไหมยุ่งห่างกะบุง ยูงยางไกลฮ้งเผิ่ง ฝูงปลาเคิงลาน้ำใหญ่ ทองศรีไกลจากหมู่เจ้า เมือบ้านแต่ห่างคิง จากใจจริงบ่อเสแสร้ง อีหลีเด้ยบ่อเคยว่า เป็นจั่งได๋หมอลำส่า ทองเจริญเกินโพดแท้ บ่อจักแหล่พ่องดำ น้องบ่อเคยชอกช้ำ เจ้าลำด่าหาประจาน เฮ็ดให้คนสำราญม่วนอารมณ์สมจ้าง บ่อมีทางน้องสิส้ม สมใจเคียดให้พี่ คันคิดฮอดน้องทองศรี รับงานลำอีกเทือหน้าราคาจ้างน้องบ่อเอา ขอให้ลำใส่เจ้าเฒ่ากะหล่อพอได้แยง เอาแต่ใบแดงแดง จักสี่แสนดอลล่า เป็นเงินตราไทยแล้วสิบห้าล้านกว่า เอาทั้งงัวอีแม่ง่อง...ถวายให้...แม่นใส่คาย...สายแนนเฮา...เอ้ย...น่า...
คิดฮอดเด้...คิดฮอดน้องและอ้ายผู้มานั่งฟังลำ ขอให้จำเอาเด้อชื่ออีทองศรีน้อย น้องสิวอยเมือก้ำ อำเภอนากลางแจ้งจ่างปา เจียบ่างบินเจิดเจ้ยเบยบ้างสว่างตา บ้านกกโพธิ์เด้อแม่ป้า ตำบลนากลางเด้อแม่ป้าเคหาอยู่ของทองศรี โทรศัพท์กะมีให้สื่อจำจดไว้ ฟังทองศรีสิบบอกให้จำเอาเด้อน้องพี่ ทั้งระหัสกะมี ศูนย์สี่สอง สิบอกให้จำไว้ใส่ใจสามหกศูนย์เจ็ดเก้า มีหกตัวบอกให้ จำไว้แหน่ศรัทธาเอ้ย สายเมืองเลยมาอุดรอยู่หว่าทางกลางบ้าน เชิญไปยามเด้อท่านน้องทองศรีบ่อขี่ถี่ อยากกินหยังว่ามาตี้ ถือติดมือเด้อไก่ย่างทางเหล้าแม่โขง บ้านน้องอยู่บ่อซ้งติดระหว่างริมถนน มีรถยนต์จนลายตาย่ายายไปทางนั้น มีภูเขาขวงขั่นตันคลอง บ้านน้องอยู่ จังหวัดหนองบัวลำภูมีแต่เขาคดโค้งวงอ้อมฮ่อมเมือง โบราณเพิ่นได้ส่าเฮื่อง เป็นเมืองอยู่ของพระตา กับพระวนหนีมาจากเวียงจันทน์พุ้น โลกมันหมุนไปหน้าถึงเวลาแล้วน้องพี่ ได้เวลาพอดีทองศรีลาจากหมู่เจ้า บ้าย..บาย..ขู่สู่คน พระอาทิตย์กะสอดพ้นคนกะหลั่งเมือนอน แสนอาวรณ์ความหลังนั่งประณมมือไหว้ สุขสบายดีถ้วนมวลชนล้นอั่ง ให้สุขขังจีรัง พ่อศรัทธาผู้ก่อสร้าง แม่ศรัทธาผู้ก่อสร้างสบายบ้างแม่นอย่างดี มีงานหน้าจั่งว่ากัน...เอาจักสามสิบพัน...เอ้ย...ละ...น่า.

อาจารย์ ทองเจริญ ดาเหลา ประพันธ์ให้เมื่อ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒

กลอนลำยาวประวัติจังหวัดหนองบัวลำภู

โอ่....ฟ้าเอ้ยฟ้าฮ้องไกล้ไทยเฮาขอเว้าสู่ เรื่องหนองบัวลำภูประวัติมีแต่เค้าสิขอเว้าแม่นสู่ฟัง ระวังไว้แม่นอย่าลืม.......
พี่น้องเอ้ยจังหวัดหนองบัวลำภูตั้งแต่เค้าเหง้าใหญ่เดิมดา ความเป็นมาแต่หนหลังโหลดต่างกันกับงันนี้ มีภูเขามีห้วยโหลดสวยงามฮ้อยอย่าง ทางคดคดค้อยค้อยบ่อแปนเกี้ยงอย่างสุวัน ทุกสิ่งอย่างว่านั้นบ่อได้จัดคัดเฟ้น เป็นระบอบให้สวยสม แต่อุดมเหลือหลายสิ่งมีในเมืองนี้ มีทิวเขาทิวไม้ลำธารใสเป็นน่าอยู่ ชื่อหนองบัวลุ่มภูตั้งแต่กกแต่เค้าเขาเว้าว่ามา อยู่ใต้ฟ้าสุดสง่าสวยสม มีลมวีลมพัดหมู่คณาแนวไม้ มองเห็นไกลไผกะฮู้แนวเป็นภูเป็นฮอม ซอมดูเขียวแต่พื้นคุงฟ้าบาดฮามอง ขอให้พวกพี่น้องจำไว้แหน่นามเดิม เติมให้เต็มสุดสวยชื่อเมืองคราวนั้น ชื่อนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบานขนานไว้ไทยเฮาอย่าลืมง่าย กมุทธไสยบุรีรัมย์จำจ่องเพิ่มเติมให้เด่นดัง ท้ายที่สุดหยุดยั้งตั้งตามชื่อตามเถาว์ ตามลำเนาตามหลักเหตุการณ์ที่เคยฮู้ เป็นหนองบัวลำภูทุกวันนี้จังหวัดดีงามคอง มีห้วยหนองป่าไม้ลำธารห้วยคุ่มเนิน ตั้งแต่กี้สุดสิเยิ่นบาดเฮาท่องเทียวไกล มีแต่ไพรแต่ภูถิ่นฐานคราวนั้น บ่อทันมีไผสร้างทางดีให้เทียวไต่ การไปมาแต่ละครั้งบ่อเคยใช้รถรา เมืองหนองบัวลำภูนี่ละเด้อแม่ป้าเกิดมาแต่ปฐมการณ์มีมานานเกือบพันปีชื่อนามมีโดนแล้ว บ่อว่าแกวจีนฮ่อลาวเขมรเอ็นอ่อน ฮู้บ่อนเกิดฮู้บ่อนนอนเมืองนครถิ่นนี้หลายปีแล้วผ่านมา นครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบานแต่กี้เด้อแม่ป้าขึ้นต่อเวียงจันทร์ หรือศรีสัตนาคะนะหุตชื่อเมืองลาวแท้ มันสุดแปรสุดปี้นดินแดนอันชมชื่น ไปเป็นของผู้อื่นนั่นกะมีอยู่บ้างเฮาเคยได้กะอยู่หลาย ตั้งแต่คราวก่อนกี้แงกเบิ่งขวาและซ้ายมีเทิงมิตรเทิงศัตรู แมนอยู่ภูอยู่ดอนกะบ่อมีทางเว้นฮอดเขมรพม่าราไฟยาดกันใหญ่ บ่อว่าไทยพม่าตีฆ่ารบรา ศึกข้างข้างหลังข้างหน้าล้วนประชิดติดพัน ทางเวียงจันทน์กะเลยเหลอยยาดเอาคือเว้า เมืองลุ่มภูไทยเฮากะเลยเป็นเมืองขึ้นเมืองเวียงจันทน์กล้ากั่น สมัยเจ้าศิริบุญสารปกครองลาวแต่กี้มีเรื่องวุ่นวาย พอศอสองพันสามร้อยสิบ สองเจ้าอ้ายแนวหน่อกอพระยา คือพระวอกับพระตาจากฝั่งลาวคราวนั้น หนีเวียงจันทน์มาใช้แผ่นดินไทยเป็นหม่องอยู่ อาศัยเมืองหนองบัวลำภูเฮาหละเป็นบ่อนบ้านฐานสู้ต่อตี เอาใจห่างลูกพี่ท่านศิริบุญสาร หนีเวียงจันทน์มาสร้างหอครูรบสั่งสมไทบ้าน มีหลักฐานให้เฮาฮู้เทิ่งภูพานตั้งหลายแห่ง กำแพงหินเฮ็ดไว้ให้เฮาฮู้ฮอดฮุ่นหลาน แปลงเมืองแปลงหมู่บ้านมีชื่อลือกระจาย ดังจากไทยถึงลาวข่าวกันงันบ้าน ตั้งชื่อเมืองชื่อบ้านว่านครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบานเฮาเว้าซื่อ ตามคำลือกล่าวไว้ให้ไทยฮู้เรื่องราว เป็นด้วยสองแจ่มเจ้าตนพ่อพระวอกับพระตา สองได้ปุ่นแปลงเมืองให้แก่ไทยเฮาแท้ บ่อทันโดนพวกไทกะลาวกะมาแหย่ซิง (เต้ยเว้าไทยอีสาน)...นครเขื่อนขันธ์กาบแก้ว เทิงแนวบัวบานชูก้านชูกิ่ง เป็นหลักพิงให้แก่ชาวพี่น้อง ไปมองได้แม่นสุยาม นั่นละนานวลนา อย่าหลงลืมไลไปดูเด้อ อย่าหลงลืมไปดูเด้อ...ดูเด้อ...ดูเด้อ...ไปดูเด๊อ........จบ.
อาจารย์ จันดี หลักคำพันธ์ ประพันธ์เมื่อ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๓


กลอนลำเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เฉลิมพระชนมพรรษาครบหกรอบ กลอนลำทางยาว(ลำล่อง)

ดินเอ้ยดินสูงค้อย เป็นวันคอยที่ยิ่งใหญ่ พวกพสกนิกรไทย ห้าธันวาได้ส่าก้อง ฉลองท่าน...ทั่วสยาม...แสงสีงาม...เอ้ย...ละน้า
มื้อนี้เด้อขอประกาศป่าวร้องก้องไปทั่วไทยแลนด์ แดนสยามนามประเทืองกระเดื่องดินแดนฟ้า ชาวประชาซอซ้อง ไทยทั้งผองใต้พระบาท ภูมิพลมหาราช พระพ่อหลวงปวงชาติเชื้อองค์เหง้าเผ่าไทย ห้าธันวาพระถ่อนไท้ได้หกรอบพรรวะษา เจ็ดสิบสองของพระชนมายุแห่งภูบาลไท้ พุทธะศกจำไว้ พอศอสองพันร้อยสี่สิบสองก้องสนั่น ถือเป็นวันสำคัญ คัตฤกษ์ถืกต้องครองเค้าเผ่าไทย วันนี้ได้เป็นฤกษ์ใหญ่มงคล พวกปวงชนชาวไทยทั่วอีสานเหนือใต้ สาธุการประณมไหว้ อวยพรชัยให้พระพ่อปิตุรงค์องค์พระเจ้า ร.เก้า ผู้อยู่หัว ถิ่นกันดารท่านไปทั่วเสด็จทั่วอาณาจักร ชาวพสกนิกรรักฮักนายหลวงท่าน ชลประทานต้นน้ำคูคลองหนองเขื่อน พระดำรัสตรัสสั่งสิ้นดินน้ำได้ชุ่มเย็น พระบ่อได้เลือกเฟ้นเป็นห่วงปวงประชา เช่นสุขขาอนามัยพระส่งหมอมาให้ อนาถาคนไฮ้คนพิการท่านเป็นห่วง ทศพิธพระพ่อหลวงราชชะธรรมพระล้นเกล้า ไทยเฮาได้แม่นเพิ่งบุญ ...พระมหากรุณาธิคุณ...เอ้ย..ละน่า.
สาธุเด้อ...ขอให้คุณพระไตรแก้วมาปกปักรักษาพ่อ สุขเกษมอยู่โฮงหอวิมานทองประทับแล้ว คุณพระแก้วให้รักษา พระปกครองไพร่ฟ้าด้วยธรรมมะกษัตรา คือบิดากับบุตรค่อยถนอมเพียรเลี้ยง ประเทศไทยบ่อสูญเสี่ยง ตอนภัยแดงเข้ามาสู่ พระฉลาดพระรอบรู้ศัตรูฮ้ายได้ผ่ายหนี รัชชะกาลที่เก้านี้มหาราชภูมิพล มีบุญญาบารมีแผ่ขยายกว้าง คนทั้งปวงได้ยอย่อง ไทยทั้งผองได้ลือส่า ครบหกรอบพรรวะษา ปีมหามงคล ภูมิพลล้นเกล้า..สาธุเด้อ..ขอให้พระพ่อเจ้า จงยืนหมั่นแม่นปี จงยืนหมั่นแม่นปี...บุญเฮามี...เอ้ย..ละน้า.
ได้หกรอบพรรวะษาปีนี้ ประชาราษฎร์ชาวนิกร ขออวยมหาชัย ให้อยู่ยืนยาวหมั่นบัลลังก์ทองของท่านให้ยืนคงที่ พระชนม์ได้หมื่นหมื่นปี ปกครองราษฎร์ไพร่ฟ้าปวงข้าได้อยู่เย็น ทุกหัวเมืองได้เลือกเฟ้นหาน้ำบ่อศักดิ์สิทธิ์ สวดมงคลมหาชัย แล้วจั่งสรงพระองค์ท่าน หลั่งสิโนอุททะกังลงด้านธอระณีได้ชี้บ่ง สังฆราชพระสงฆ์ ชัยยันโตสวดพร้อม ประพรมน้ำพุทธะมนต์ มื้อนั้นเด้อคนสิไหลหลั่งล้น ทุกทั่วหัวระแหง ประดับแสงธงทิว เสียงพลุดังฟังตุ้ม ธงไตรรงค์ประดับบ้านราชการทุกส่วน พวกกสกทั้งมวลสาธุการซ่อซ้องเสียงฆ้องหม่งดัง ชาวต่างชาติกะเจิ่งตั้งจดจ่อรอวัน เจ็ดสิบสองพรรวะษาได้ส่ากันนันท์ก้อง หาธูปทองเทียนใต้ อวยพรชัยพระองค์ท่าน สุขสำราญอยู่คู่ฟ้า บิดาเหง้าเผ่าไทย วงศ์จักรีพระถ่อนไท้ทศพิธสิบประการ นี้คือธรรมพระราชาแห่งพระองค์ทรงไว้ พวกพสกนิกรได้ชุลีกรก้มกราบ ข้าพระพุทธเจ้าขอยอไหว้ใส่เศียร ผู้ข้าทุกข์ยากเยื้อนอยู่บ้านป่าคาเม บนภูเขาคีรีท่านพระองค์ทรงเยื้อน ถิ่นกันดารเสด็จเยี่ยม อยู่บนดอยฮ้อยหลั่น ข้ามภูเขาเก้าชั้น พระองค์ท่านได้ห่วงหา พวกไทยเฮาไพร่ฟ้าข้ามะหาดพระภูมี สดุดีพระมหาราชาแห่งกษัตราไท้ กษัตริไทยองค์ที่เก้า ภูมิพลมหาราช พระฉลาดพระรอบรู้ พระองค์ท่านอ่านไกล วสัยทัศน์พระถ่อนไท้ปลอดโปร่งพระองค์พระองค์มอง ปกครองไทยสันติสุขทุกข์บ่อมีมาใกล้ ขอให้คุณพระตรัยแก้วเสด็จแก้วเสด็จมาห่อหุ้มคลุมพระให้ทรงแท่น เป็นมิ่งขวัญของไทยแลนด์กับสมเด็จพระบรมราชินี บารมีพระคู่ท่านจงเทียบฟ้าอย่าสลาย...สายใจไทย.เอ้ย.ละ..น้า.

อาจารย์ ทองเจริญ ดาเหลา ครูภูมิปัญญาไทย ประพันธ์มอบให้และดำเนินการบันทึกลงแผ่นซี.ดี.เผยแพร่เป็นการแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยทั้งชาติ
อุปกรณ์
แคน เป็นเครื่องดนตรีที่สำคัญที่สุดและเป็นที่นิยมที่สุดของภาคอีสาน นับได้ว่า แคนเป็นสัญลักษณ์ของอีสานโดยแท้ หากว่าได้ยินเสียงแคนเมื่อไรแล้วก็แสดงว่าผู้เป่าแคนนั้นจะต้องเป็นชาวอีสาน หรือมีความสัมพันธ์กับชาวอีสานอย่างแน่นอน
แคน เป็นเครื่องดนตรีเพียงชิ้นเดียวที่ใช้ประกอบการแสดงหมอลำกลอนของชาวอีสาน ซึ่งการเลือกใช้แคนประกอบการแสดงนั้นจะขึ้นอยู่กับหมอลำ เช่น หมอแคนของหมอลำฝ่ายชายจะใช้แคน เจ็ดหรือแคนแปด ซึ่งเป็นแคนเสียงเล็ก ส่วนหมอแคนของหมอลำฝ่ายหญิง จะใช้แคนที่มีเสียงใหญ่ คือ แคนเก้า

ส่วนต่าง ๆ ของแคน

แคนเป็นเครื่องดนตรีที่จัดอยู่ในประเภทเครื่องเป่า ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๓ ส่วนคือ
๑. เต้าแคน ๒. กู่แคน และ ๓. ลิ้นแคน
เต้าแคน ทำด้วยรากไม้ประดู่ ซึ่งนำมาขัดเกลา และตัดให้เข้ารูปโดยด้านบนและด้านล่างแบนมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ข้างในกลวง ด้านหน้าเจาะรูกลม ๆ สำหรับเป็นที่เป่า ส่วนด้านหลังตัดตกแต่งให้เป็นรูปกรวย และมีหางเป็นปุ่มเพื่อสำหรับผูกด้าย ซึ่งอีกข้างหนึ่งของเส้นด้ายจะผูกติดอยู่กับก้อนขี้สูดที่ทำไว้สำหรับปิดรูนับของแคน ส่วนทั้งหมดนี้เรียกว่า เต้าแคน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวยึดกู่แคนทั้งหมด

กู่แคน หรือไม้แคนนี้ทำด้วยไม้ชนิดพิเศษซึ่งเรียกว่า “ไม้เฮี้ย” หรือไม้กู่แคน ไม้กู่แคนเหล่านี้นำมาจากภูเขาในภาคอีสาน และลาว เมื่อกู่แคนแต่ละกู่ถูกตัด และวัดตามขนาดที่ต้องการแล้วใช้เหล็กแหลมทะลุปล้องต่าง ๆ ให้เป็นรูกลวงตลอด แล้วเจาะรูเล็ก ๆ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทุกกู่ การเจาะรูนี้จะเจาะตรงจุดที่อยู่สูงขึ้นมาจากฐานประมาณ หนึ่งในสามรูเหล่านี้จะเป็นรูที่สำหรับใส่ลิ้นแคน ช่วงเหนือและใต้ของลิ้นแคนเจาะเป็นรูเล็กเรียกว่า “ฮูแพ” สูงขึ้นไปจากลิ้นแคน ประมาณ ๓ นิ้ว จะเจาะรูเล็ก ๆ ซึ่งเรียกว่า “ฮูนับ”

ฮูนับนี้ก็คือ รูที่ใช้สำหรับเลือกเสียงโดยใช้นิ้วปิดรูก็จะเกิดเสียงขึ้น แต่เมื่อเปิดนิ้วออกเสียงก็จะหยุด
ลิ้นของแคน ทำด้วยโลหะผสมของเงินและทองแดง โลหะผสมนี้จะต้องตีให้เป็นแผ่นบางมาก ๆ แล้วจะตัดตามยาวและกว้างประมาณหนึ่งในสามของเซนติเมตร และยาว ๒ ฟุต ความยาว ๑ ฟุตของแผ่นโลหะนี้จะสามารถทำลิ้นแคนได้ประมาณ ๒๐-๒๔ ลิ้น แต่ละลิ้นจะยาวประมาณครึ่งนิ้ว และเมื่อตัดแล้วก็จะตัดแต่งที่มุมแหลมให้มีลักษณะเหมือนลิ้นแล้วสอดเข้าไปในรูเจาะที่เตรียมไว้
หลังจากนั้นกู่แคนทั้งหมดก็จะสอดใส่เข้าไปในเต้าแคนและยึดกู่แคนทั้งหมดด้วยขี้ผึ้งที่เรียกว่า “ขี้สูด” เพื่อจะให้กู่แคนทั้งสองข้างอยู่ตรงคู่กันจึงต้องใส่ไม้แผ่นบาง ๆ ไว้ตรงกลางระหว่างแคนสองแถวด้วย ไม้ไผ่นี้จะใช้ถึง ๔ ชิ้น คือ ชิ้นหนึ่งใส่ระดับบนสุดของกู่แคนสั้น และชิ้นหนึ่งใส่ข้างล่างสุดของตัวแคน ไม้ไผ่ชิ้นบนสุดและล่างสุดนี้จะมัดด้วยเชือกที่เรียกว่า “เครือย่านาง”
ประเภทของแคน

ขนาดของแคนจะแยกออกไปได้เป็น ๔ ขนาดคือ แคนหก แคนเจ็ด แคนแปด และแคนเก้า
แคนหก เป็นแคนขนาดเล็กที่สุด ประกอบด้วยกู่แคนหกกู่ (๓ คู่) เหมาะสำหรับเด็ก ๆ ที่จะเป่าเล่น ๆ เพื่อความเพลิดเพลิน แต่อย่างไรแคนหกก็สามารถที่จะเล่นเพลงที่มีห้าเสียง คือ จะเป่าลายน้อย และลายโป้ซ้าย ซึ่งเป็นเพลงหลักของแคนได้


แคนเจ็ด เป็นแคนขนาดกลาง ประกอบด้วยกู่แคน ๗ คู่ ปัจจุบันไม่นิยมใช้เหมือนเมื่อก่อน แคนเจ็ดนี้คนในภาคกลางใช้เล่นเป็นแคนวง สำหรับบรรเลงเพลงไทยเดิม
แคนแปด เป็นแคนที่นิยมที่สุดในภาคอีสาน ประกอบด้วยกู่แคน ๘ คู่ และนับเป็นแคนขนาดกลางเช่นเดียวกับแคนเจ็ด เพียงแต่เพิ่มไม้กู่แคนขึ้นอีก ๑ คู่เพื่อเป็นที่สำหรับติดสูดแคนแปดสามารถใช้บรรเลงได้หลายลักษณะ คือสามารถเป่าเพลงเดี่ยวก็ได้ เป่าเป็นแคนวงได้ และเป่าประกอบหมอลำต่าง ๆ
แคนเก้า มีขนาดใหญ่ที่สุดและยาวที่สุด ประกอบด้วยไม้กู่แคน ๙ คู่ มีความยาวประมาณ ๒ เมตรครึ่ง และผู้เขียนยังเคยได้ยินว่าเมื่อก่อนนี้แคนเก้ามีความยาวถึง ๕ เมตร ในสมัยก่อนแคนเก้าเป็นที่นิยมมาก แต่ทุกวันนี้นับว่าไม่สะดวกที่จะนำแคนเก้าขึ้นรถยนต์โดยสาร หรือรถนั่งส่วนตัวและขณะเดียวกันแคนใหญ่ ๆ ต้องใช้ลมเป่ามากกว่าการเป่าแคนเล็ก ดังนั้นจึงมีหมอแคนน้อยคนที่ยังคงเป่าแคนเก้าอยู่
กระบวนท่า
ท่าฟ้อนรำที่ใช้ในการแสดงลำ

ท่าฟ้อนนาคเกี้ยวเกล้า
การวางขา ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยเท้าขวา หรือเท้าซ้ายก็ได้ไม่จำกัดเท้าแน่นอน ก้าวสลับกันไปให้เข้ากับจังหวะแคน เป็นการก้าวเดินธรรมดาเข้ากับจังหวะ น้ำหนักจะอยู่ทั้งสองขา ทำเช่นเดียวกันทั้งหมอลำกลอนชายและหญิง
การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง ยกแขนทั้งสองขึ้นศีรษะทั้งชายหญิง ไม่จีบมือ ใช้แขนพันกันหักข้อมือเคลื่อนไหว เหมือนนาครัดกัน ยกแขนเหนือศีรษะตลอด
การแปรขบวน หมอลำกลอนวาดอุบลราชธานี จะแปรขบวนได้สองอย่าง คือ ฟ้อนเกี้ยวท่านาคเกี้ยวเกล้าโดยการฟ้อนโชว์ ทั้งคู่ก้าวเดินออกไปข้างหน้าเวทีชายอยู่ด้านขวามือเสมอแล้วถอยหลังกลับที่เดิม หรือทั้งคู่ฟ้อนในท่านาคเกี้ยวเกล้า โดยการก้าวเดินแปรเป็นวงกลมชายจะอยู่วงนอกเสมอ
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกด้วยใบหน้าสดชื่นอยู่ในลักษณะสำรวม เป็นการฟ้อนที่อยู่ในท่าไหว้ครูระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์เพื่อความมั่นใจ การก้าวเดินตามจังหวะนุ่มนวลเรียบร้อย

ท่าฟ้อนธรรมดา

การวางขา การวางขาเหมือนท่าฟ้อนนาคเกี้ยวเกล้า เป็นการก้าวเดินไปตามจังหวะแคน จะก้าวเท้าไหนก่อนก็ได้ น้ำหนักตัวจะอยู่ที่เท้าทั้งสอง
การตั้งวง ไม่มีการตั้งวงที่จำกัด วงจะสูงบ้างต่ำบ้างตามความถนัดความพอใจของหมอลำแต่ละคน มืออยู่ในท่าคล้ายสอดสร้อยมาลาของภาคกลาง ไม่มีจีบมือ ใช้ข้อมือหักพริกคว่ำและหงายสลับกันไป ทำเหมือนกันทั้งชายหญิง
การแปรขบวน การแปรขบวนจะต่อจากท่าที่ ๑ โดยการเดินไปตามจังหวะเป็นวงกลมเริ่มจากจุดใดจุดหนึ่งแล้วกลับมาที่เดิม ชายจะอยู่รอบนอกทุกครั้งหญิงจะอยู่วงในเสมอ
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าแสดงออกบ่งบอกถึงความสนุกสนานร่าเริงเย้าหยอกกัน เป็นการท้าทายคู่ต่อสู้อย่างมีความสุข
ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนเกี้ยวในจังหวะและท่าธรรมดาและเป็นท่าฟ้อนที่หมอลำกลอนทุกคนถือว่าเป็นท่าฟ้อนเกี้ยวที่สุภาพที่สุด

ท่าสาละวันเตี้ยลง

การวางขา การวางขาคงทำเหมือนทุกท่าที่ผ่านมา เป็นการก้าวเดินไปตามจังหวะแคนในท่าฟ้อนเกี้ยวจังหวะธรรมดา การก้าวเดินจะก้าวไปข้างหน้าหรือต่างคนต่างก็ถอยหลังทำเป็นวงกลมก็ได้
การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง ใช้ท่าเกี้ยวธรรมดาทั้งหมด ไม่จีบมือ ไม่จำกัดวง แต่มีการไล่นิ้วอย่างสวยงาม
การแปรขบวน เป็นการแปรขบวนสวนทางกับท่าฟ้อนเกี้ยวธรรมดา ชาย – หญิง อยู่ตรงกันข้ามฟ้อนท่าธรรมดาถอยหลังค่อย ๆ เตี้ยลงจนถึงพื้นทั้งคู่ด้วยการหันหน้าเข้าหากัน
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าของทั้งคู่แสดงออกถึงอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบสนุกสนานร่าเริงแฝงไว้ซึ่งความท้าทายยั่วยุคู่ฟ้อนเป็นการแสดงถึงความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคน
ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนที่แสดงถึงความสามารถของผู้ฟ้อนในลักษณะค่อย ๆ เตี้ยลงหรือค่อยย่อลงไปจนถึงพื้น โดยไม่เซล้มแล้วค่อย ๆ ยืนขึ้นซึ่งเป็นท่าฟ้อนเกี้ยวที่ฟ้อนยากและสุภาพท่าหนึ่ง


ท่าฟ้อนม้วนมือ

การวางขา การวางขาและการก้าวเดินคงดำเนินไปเหมือนกับท่าฟ้อนอื่น ๆ โดยการก้าวเดินให้เข้ากับจังหวะแคน
การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง ยกแขนขึ้นสูงระดับศีรษะฝ่ามือแบหันปลายมือเข้าหากัน ใช้มือทั้งสองหมุนทำเป็นลักษณะม้วนข้อมือ ทำเหมือนกันทั้งหมอลำกลอนฝ่ายชายและฝ่ายหญิง
การแปรขบวน การแปรขบวนจะเชื่อมต่อจากเดินตามจังหวะเป็นวงกลมท่าฟ้อนไล่ครุบ จะเปลี่ยนเป็นท่าฟ้อนม้วนมือด้วยการก้าวเดินคู่ไปข้างหน้าพอประมาณ แล้วกลับถอยหลังเข้าที่เดิมโดยมีหมอแคนอยู่ตรงกลาง
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกเป็นการแสดงออกถึงอารมณ์ที่อิ่มเอิบมีความสุข สนุกสนานร่าเริง
ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนที่บอกให้คู่ฟ้อนและหมอแคนที่ให้จังหวะทราบว่าจะจบขบวนการฟ้อนและกลับเข้าที่เดิมแล้ว

ท่าฟ้อนกำมือ

การวางขา การวางขาคงยังดำเนินไปเหมือนท่าฟ้อนม้วนมือ เป็นการเดินถอยเข้าที่เดิมทั้งคู่ให้เข้าจังหวะแคน
การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง แขนและมืออยู่ในลักษณะเดิมกับท่าฟ้อนม้วนมือ เพียงแต่กำมือเข้าแทนมือแบ แขนจะลดลงต่ำเรื่อย ๆ โดยการทำเป็นจังหวะในลักษณะหักข้อมือ
การแปรขบวน ไม่มีการแปรขบวนมากนัก เพียงแต่ก้าวถอยกลับเข้าที่เดิมเข้าจังหวะแคน ทั้งคู่จะอยู่คนละข้างของหมอแคนข้างใดก็ได้ไม่จำกัด
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าและอารมณ์แสดงออกถึงความสนุกสนานร่าเริง
ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนที่เป็นสัญลักษณ์ให้คู่ฟ้อนหมอแคนและผู้ชมทราบว่าจบสิ้นการฟ้อนลงแล้ว

ท่าฟ้อนแฮ้งกางขา

การวางขา ยืนอยู่ในท่าขากางออกพอประมาณในท่ายืนตรงน้ำหนักอยู่ทั้งสองข้างหน้ามองตรง
การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง แขนเหยียดออกไปด้านข้างเหยียดตรงระดับไหล่ ฝ่ามือคว่ำ
การแปรขบวน ไม่มีการแปรขบวนเป็นการแสดงยืนอยู่กับที่เพื่อจะเชื่อมไปสู่ท่าใหม่
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกเป็นสีหน้าและอารมณ์ปกติ
ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนอิสระเลียนแบบสัตว์ได้แก่ การบินของอีแร้งในลักษณะที่อีแร้งกำลังจะบินลงสู่พื้นด้วยการกระพือปีกและกางขาเพื่อสัมผัสกับพื้นดิน เพื่อการ ทรงตัว

ท่าฟ้อนกาตากปีก

การวางขา ขาอยู่ในท่าการยืนตรง เท้าแยกกันเล็กน้อย หันหน้าตรง
การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง แขนเหยียดตรงอยู่ในระดับไหล่คว่ำฝ่ามือลง ปลายนิ้วเหยียดตรง
การแปรขบวน ไม่มีการแปรขบวนเป็นการแสดงท่าประกอบกับเนื้อหาอยู่กับที่
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกอยู่ในท่าสงบปกติ
ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าอิสระที่เลียนแบบพฤติกรรมของสัตว์ ได้แก่ การพักผ่อนของสัตว์ปีกด้วนการตากปีกออกผึ่งแดด

ท่าฟ้อนยูงรำแพน

การวางขา ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าตามจังหวะแคน น้ำหนักอยู่ที่เท้าที่ก้าวไปข้างหน้า
การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง วงสูงบ้างต่ำบ้างไม่จำกัด หักข้อมือม้วนออกไปด้านข้างทั้งซ้ายขวา แขนทั้งสองจะเหยียดตรงไปข้างหลังคว่ำฝ่ามือลง หักปลายนิ้วขึ้นทั้งสองข้าง (เหมือนท่ายูงฟ้อนหางของภาคกลาง) ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ
การแปรขบวน เป็นการเดินไปตามจังหวะไปข้างหน้าประมาณ ๔ – ๕ ก้าว หรือมากกว่านั้นประกอบกับท่ามือแล้วถอยกลับไปอยู่ที่เดิม
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกให้เห็นถึงความร่าเริงสนุกสนาน สดชื่น
ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนเลียนแบบนกยูงที่แสดงออกถึงความพึงพอใจ ด้วยการอวดศักดาของตน โดยการรำแพนหางเป็นอาการสื่อภาษาในการแสดงอำนาจกับนกตัวอื่น และในขณะเดียวกันก็เป็นการบอกถึงความเจ้าชู้กับเพศตรงข้ามด้วย

ท่าฟ้อนเต่าลงหนอง

การวางขา ก้าวเดินสลับเท้าออกไปข้างหลังให้เข้ากับจังหวะแคนด้วยการเดินตรงไปข้างหน้าประมาณ ๔ – ๕ ก้าว นำหนักตัวอยู่ที่เท้าที่ก้าวไปข้างหน้า
การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง เหยียดแขนทั้งสองตรงไปข้างหน้าแล้วลดต่ำลงมาให้อยู่เหนือระดับเข่าพอประมาณ ฝ่ามือคว่ำทั้งสองใช้มือขวาทับซ้ายหรือซ้ายทับขวาก็ได้ ลำตัวโค้งลงค่อนข้างมาก ให้นิ้วหัวแม่มือพ้นออกมาทั้งสองข้าง กระดิกหัวแม่มือให้เคลื่อนไหวแทนขาเต่า สวนนิ้วอื่น ๆ อยู่ในลักษณะประกบกันเรียบ
การแปรขบวน ก้าวเดินไปข้างหน้าสลับขวา – ซ้ายให้เข้ากับจักหวะแคน ประกอบกับมือที่ส่ายไปมาและกระดิกหัวแม่มือ ก้าวไปข้างหน้าประมาณ ๔ – ๕ ก้าว แล้วก็ถอยกลับไปยังที่เดิม
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกบ่งบอกถึงความดีใจ ตื่นเต้นในการพบหนองน้ำ ด้วยอาการรีบคลานลงหนองด้วยความเร็วสังเกตจากการกระดิกนิ้วหัวแม่มือแทนขาเต่า
ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนอิสระที่เลียนแบบสัตว์ เช่นเดียวกับเป็นการเลียนแบบที่บอกถึงลักษณะรูปร่างของเต่าตลอดจนพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของเต่าด้วย

ท่าฟ้อนหลีกแม่ผัว

การวางขา ก้าวเดินไปข้างหน้าในลักษณะย่อเข่าเล็กน้อย เท้าไหนก้าวก่อนก็ได้ให้เข้ากับจังหวะแคน น้ำหนักตัวจะอยู่ที่เท้าที่ก้าว
การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง แขนทั้งสองจะวางในท่านวยนาดเหมือนกับการเดินทุกอย่าง แขนและขาสลับข้างกัน มือวางคว่ำทับเข่าที่ก้าวในท่าสำรวมนอบน้อมพร้อมกับก้มศีรษะ
การแปรขบวน เป็นการเดินไปข้างหน้าให้เข้ากับจังหวะแคนประกอบลีลาแขนเดินออกไปประมาณ ๕ – ๖ ก้าว แล้วเดินถอยกลับที่เดิม
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกถึงความเคารพนอบน้อมสุภาพสำรวม เมื่อต้องเดินผ่านผู้มีอาวุโส
ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนที่เลียนแบบพฤติกรรมในวิถีชีวิตจริงของคนในสังคมชนบท ลักษณะผู้น้อยที่พึงปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ที่อยู่ในฐานะของแม่สามี ผู้เป็นสะใภ้จะต้องถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

ท่าฟ้อนสาวผมโป่งแค่งกุ้งในหนอง

การวางขา เท้าทั้งสองยืนแยกห่างกันพองาม ลำตัวโค้งก้มลง น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าทั้งสองข้าง
การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง แขนทั้งสองยื่นลงไปยังพื้น ลักษณะกำมือไม่แน่น (มือจับขอบสวิง) ตวัดไป – มา
การแปรขบวน ไม่มีการแปรขบวน เป็นการแสดงให้เข้ากับจังหวะแคนอยู่กับที่
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าแสดงออกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส สนุกสนาน
ความหมายของท่าฟ้อน เป็นการฟ้อนเลียนแบบการทำมาหากินของชาวชนบทด้วยการใช้สวิงช้อนกุ้งในหนองซึ่งเป็นการช้อนที่เรียกว่า “แค่ง”

ท่าฟ้อนเอาบุญตีกลองกินเหล้า

การวางขา ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าสลับกับเท้าซ้าย ให้เข้ากับจังหวะแคน น้ำหนักตัวจะอยู่ที่เท้าก้าวเสมอ
การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง มือขวายกขึ้นระดับอก มือซ้ายอยู่ระดับเอวในลักษณะหักข้อมือคว่ำไปข้างหลัง มือขวาก็ทำเช่นเดียวกัน แสดงการตีกลอง
การแปรขบวน ก้าวเดินไปข้างหน้าให้เข้ากับจังหวะแคนประกอบท่ามือตีกลองไปข้างหน้าแล้วถอยหลังกลับที่เดิม
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกบ่งบอกถึงความสนุกสนานอย่างมีความสุข
ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนที่เลียนแบบประเพณีการทำบุญต่าง ๆ ของชาวอีสาน ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการตีกลองร้องเพลงกินเหล้าบอกถึงการมีความสุขที่สุดในชีวิต

ท่าฟ้อนเกี่ยวข้าวในนา

การวางขา ยืนแยกเท้าห่างกันพอประมาณ ลำตัวโค้งก้มลงค่อนข้างมาก น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าทั้งสอง
การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง แขนทั้งสองข้างเหยียดตรงระดับเข่า มืออยู่ในลักษณะกำไม่แน่น (ทำท่าเกี่ยวข้าว) มือขวากำเคียวยกขึ้น – ลง เข้ากับจังหวะ
การแปรขบวน ไม่มีการแปรขบวน ก้าวเดินไปข้างหน้าเข้ากับจังหวะแคนประมาณ ๒ – ๓ ก้าว แล้วถอยกลับที่เดิม
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าที่แสดงออกค่อนข้างเคร่งขรึมขมักเขม้นในการทำงาน
ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนที่เลียนแบบวิถีชีวิตของชาวชนบทด้วยการเกี่ยวข้าวในนา ซึ่งส่วนมากชาวชนบทมีอาชีพในการทำนา

ท่าฟ้อนแหลวเซินบินหาแนวกิน

การวางขา ก้าวด้วยเท้าขวาสลับกันไปข้างหน้าประมาณ ๓ – ๔ ก้าว เข้ากับจังหวะแคน น้ำหนักอยู่ที่เท้าก้าว
การตั้งวง ไม่มีการตั้งวง แขนทั้งสองเหยียดตรงไปด้านข้างคว่ำมือ ปลายมือทั้งสองโบกขึ้น – ลง เอียงซ้าย – ขวาสลับกันไป
การแปรขบวน ไม่มีการแปรขบวน ก้าวเดินไปข้างหน้าแล้วถอยหลังประมาณ ๓ – ๔ ก้าว แล้วถอยหลังกลับเข้าที่เดิม สายตามองจ้องพื้นหาอาหาร
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าแสดงออกถึงใจจดจ่ออยู่กับการหาอาหาร
ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนเลียนแบบการบินของเหยี่ยวในการบินเสาะแสวงหาอาหาร ด้วยความเร็วพอปานกลาง

ท่าฟ้อนนกกระเจ่าบินวน

การวางขา ชายยืนซ้อนหลัง ก้าวด้วยเท้าขวาสลับกันไปศีรษะเอียงด้านขวา ก้มหน้านิดหน่อย น้ำหนักตัวอยู่ที่เท้าก้าว ทำเหมือนกันทั้งชายและหญิง
การตั้งวง ตั้งวงกลางกวักมือขึ้น – ลง ทำเหมือนกันทั้งชายและหญิง
การแปรขบวน ก้าวเดินพร้อมกับเคลื่อนไหวมือบินเหมือนนก ให้เข้ากับจังหวะแคนไปข้างหน้าประมาณ ๓ – ๔ ก้าว แล้วถอยหลังกลับที่เดิมหรือทำเป็นวงกลมก็ได้
การแสดงออกทางสีหน้าและอารมณ์ สีหน้าแสดงออกด้วยสีหน้าและอารมณ์ปกติ
ความหมายของท่าฟ้อน เป็นท่าฟ้อนเลียนแบบการบินของนกกระเจ่าบินวนเวียนไป - มา
ลักษณะเฉพาะอื่นๆ
การแต่งกาย
ในสมัยก่อนหมอลำไม่มีพิถีพิถันในการแต่งกายแต่งหน้า แต่แต่งให้สุภาพเรียบร้อยเหมาะสมกับกาลเทศ หมอลำฝ่ายชายจะมีผ้าขาวคาดเอวใส่เสื้อม่อฮ่อมมีดอกไม้ทัดหูนุ่งผ้าโสร่งไหมหมอลำฝ่ายหญิง แต่งกายด้วยผ้าซิ่นไหมมัดหมี่ เสื้อแขนกระบอก แต่ปัจจุบันหมอลำได้รับการพัฒนารูปแบบการแต่งกายสั้น ยาว ตามความเหมาะสม การแต่งกายจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การแต่งหน้าก็มีสีสัน สวยงามทันสมัย

ชุดการแสดงที่หมอลำทองศรี ศรีรักษ์ ใช้สวมใสขณะแสดงในช่วงต่าง ๆ
การแสดงลำกลอนยุคแรก ยังไม่มีการยกเวที เช่นเดียวกันต่อมาการแสดงพัฒนาขึ้นมีการสร้างเวทีขนาดเล็ก ยกให้สูงจากพื้นดินประมาณ ๑ เมตร กว้างประมาณ ๒ เมตร ลึกประมาณ ๓ เมตร เปิดโล่งทั้งสี่ด้านไม่มีฉากกั้นมองเห็นได้รอบสี่ด้าน หากผู้ชมต้องการให้รางวัลหมอลำ จะนำเงินมามอบให้หมอลำ ซึ่งเงินรางวัลนี้ จะเรียกว่า “เงินติดผึ้ง” พอลำจบตอนสว่าง หมอลำและหมอแคนก็จะแบ่งเงินติดผึ้งกัน
การแสดงบนเวที
การแสดงของหมอลำขณะขึ้นแสดงบนเวที หมอลำทองศรี ศรีรักษ์ จะเริ่มต้นการแสดงด้วยกลอนลำต่าง ๆ ตามลำดับขั้นดังนี้
๑. กลอนไหว้ครู
๒. กลอนประกาศศรัทธา (ศรัทธา หมายถึง ผู้ว่าจ้างหรือเจ้าภาพ)
๓. กลอนพูดเกี่ยวกับงานที่ได้รับการว่าจ้าง
๔. กลอนแนะนำตัวเอง
๕. กลอนประชันระหว่างหมอลำฝ่ายหญิงฝ่ายชาย (ความรู้)
๖. กลอนโต้วาที (แสดงคุณภาพของหมอลำแต่ละฝ่าย)
๗. กลอนเกี้ยว (เพื่อขอโทษ/ขออโหสิที่ได้ล่วงเกิน)
๘. กลอนเต้ย (แล้วแต่หมอลำจะลำ)
๙.กลอนลำล่องลำลา


โอกาสที่ใช้แสดง
ถ้าแบ่งโอกาสที่ใช้แสดงหมอลำ แบ่งตามบทบาทที่มีต่อสังคมหมอลำมีบทบาทในสังคมอยู่ ๒ ฐานะ คือ
๑. บทบาทในด้านพิธีกรรม ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในสังคมช่วยให้หายจากอาการเจ็บป่วยทางกายและจิต หรือเพื่อความเป็นศิริมงคล เช่น งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน
๒. บทบาทในฐานะที่เป็นมหรสพ บทบาทในด้านนี้หมอลำจึงมีการพัฒนารูปแบบขึ้นอย่างต่อเนื่องได้รับการว่าจ้าง ให้ไปแสดงในงานต่าง ๆ ทั้งงานที่เป็นมงคล และอวมงคล ได้แก่ งานบวช งานกฐิน งานวันเกิด งานศพ งานเทศกาลประจำปี เช่น งานกาชาดของแต่ละจังหวัด งานสมโภช
การรับงานแสดง
การรับงานแสดงในอดีตจะพึ่งสำนักงานหมอลำ คือ สำนักงานหมอลำเคน ดาเหลา ตั้งอยู่หน้าโรงเรียนเซนต์แมรี่ จังหวัดอุดรธานี จะได้รับค่าจ้างครั้งละ ๑,๕๐๐ บาท และเมื่อมีผู้ว่าจ้างหมอลำจะต้องร้องโชว์เพื่อให้ผู้ว่าจ้างตัดสินใจเลือก สำหรับการตั้งราคาจะขึ้นอยู่กับหัวน้าสำนักงานหมอลำ ส่วนการเดินทางไปแสดง หมอลำจะต้องเดินทางไปเอง หรือบางครั้งเจ้าภาพจะจัดรถยนต์มารับ ณ สำนักงาน
ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ หมอลำทองศรี ศรีรักษ์ ตั้งสำนักงานขึ้นเพื่อรับงานแสดงเองที่บ้าน ค่าจ้างที่ได้รับการว่าจ้างในปัจจุบันจะอยู่ระหว่าง ๑๐,๐๐๐ - ๓๐,๐๐๐ บาท โดยจะแบ่งเป็นนักเรียนหมอลำจะตั้งราคาขั้นต่ำไว้ ๑๐,๐๐๐ บาท ครูหรือตัวหมอลำทองศรี ศรีรักษ์ ตั้งราคาไว้ที่ ๓๐,๐๐๐ บาท หมอลำฝ่ายชายที่จะได้รับการว่าจ้างให้แสดงคู่กับหมอลำทองศรี ศรีรักษ์ อยู่เสมอ คือ หมอลำเฉลิม เหล่าทองสาร
การถ่ายทอดและการสืบทอด
ในอดีตหมอลำทองศรี ศรีรักษ์ จะรับนักเรียนมาเรียนกลอนลำให้อาศัยอยู่ที่บ้าน โดยให้นักเรียนเขียนและฝึกท่องกลอนลำ นักเรียนที่มาเรียนจะมีอายุอยู่ระหว่าง ๑๔ – ๑๕ ปี จะรับนักเรียนรุ่นละ ๕ คน โดยคิดค่าเรียนรายละ ๘๐๐ – ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งเด็กแต่ละคนจะใช้เวลาในการฝึกฝนประมาณ ๒ ปี ก็จะสามารถร้องกลอนลำแบบหมอลำกลอนพื้นบ้านได้
ปัจจุบัน ได้จัดตั้งศูนย์สืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่ศิลปะการแสดงดนตรีพื้นบ้านหมอลำกลอน โดยการสนับสนุนจากสภาวัฒนธรรมจังหวัดหนองบัวลำภู ณ บ้านของหมอลำทอศรี ศรีรักษ์ เพื่อใช้เป็นสถานที่ในการถ่ายทอดศิลปะการแสดงหมอลำกลอน นักเรียนที่มาเรียนหมอลำนั้นจะมาเรียนด้วยความชอบ จะเป็นนักเรียนในเขตอำเภอนากลางและอำเภอใกล้เคียง ในจังหวัดหนองบัวลำภู ปัจจุบันนี้นักเรียนที่มาเรียนส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งจะใช้เวลาในช่วงหลังเลิกเรียนมาเรียนและฝึกร้องกลอนลำ คือ ช่วงเวลา ๑๕.๓๐ – ๑๙.๓๐ น.

การถ่ายทอดหมอลำกลอน ของหมอลำทองศรี ศรีรักษ์ อีกวิธีหนึ่ง คือ การเป็นวิทยากรให้กับสถานศึกษาต่าง ๆ ที่เปิดสอนหมอลำกลอน เป็นหลักสูตรท้องถิ่น และเป็นวิทยากรเผยแพร่สื่อพื้นบ้าน
๑. โรงเรียนคำแสนวิทยาสรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู
๒. โรงเรียนชุมชนขามธาตุวิทยา อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
๓. โรงเรียนบ้านโนนสมบรูณ์ กิ่งอำเภอประจักษ์ จ.อุดรธานี
๔. โรงเรียนบ้านเม็ก อ.หนองหาน จงอุดรธานี
๕. โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู
๖. นิสิตปริญญาโท มหาวิทยาลัยราชภัฎเลย
๗. นิสิตปริญญาโท มหาวิทยาลัยรามคำแหง จังหวัดหนองบัวลำภู
๘. นิสิตปริญญาโท มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
นายนวพรรษ ขันบุญเลี่ยม
นายวรวิทย์ รัตนมาลี
นายบัญชา สุปัญญา ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนหองบัวลำภู
ไฟล์มัลติมีเดีย


 

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    30395 views