พิมพ์

รำกิ่งกะหร่า

ชื่อรายการ
รำกิ่งกะหร่า
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

รำกิงกะหร่าในอำเภอปางมะผ้า (บ้านโท้งหลวง)

 

                อำเภอปางมะผ้า เป็นอำเภอที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประเพณี ตลอดจนชนเผ่าซึ่งทุกชนเผ่าจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง รวมไปถึงศิลปะการแสดง ภูมิปัญญาต่างๆ การรำกิงกะหร่าเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านอย่างหนึ่งของชาวไทยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในอำเภอปางมะผ้า ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปหลายหมู่บ้านในอำเภอปางมะผ้า  ซึ่งปัจจุบันศิลปะการแสดงรำกิงกะหร่าในอำเภอปางมะผ้าเริ่มจะมีการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งตามสถานศึกษาต่างๆ แต่เป็นไปลักษณะที่เป็นการเรียนการสอนในชั่วโมงเรียนโดยวิทยากรท้องถิ่น  แต่ที่ยังคงเป็นลักษณะการสืบทอดโดยภูมิปัญญาชาวบ้านและเป็นลักษณะแบบดั้งเดิม และยังคงรูปแบบที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบเหลืออยู่ ๒ หมู่บ้านคือ บ้านโท้งหลวง หมู่ที่ 9 ต.นาปู่ป้อม อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ชาวไต ไทยใหญ่ มีหลังเรือน 85 หลังคาเรือน       มีประชากร 335 คน มีนายอาทิตย์  โรจน์สันติ เป็นผู้ใหญ่บ้าน และผู้ฝึกสอนการรำกิ่งกะหร่า เป็นหัวหน้าคณะวงลิเกไทยใหญ่ของหมู่บ้านนี้ ซึ่งประวัติความเป็นมาของศิลปะการแสดงรำกิ่งกะหร่าบ้านโท้งหลวง  เริ่มต้นพร้อมกับการจัดตั้งคณะลิเกไตในหมู่บ้านเป็นการแสดงในงานมงคลต่าง ๆ     การแสดงรำกิ่งกะหร่าเป็นการแสดง ในการออกแสดง ต้องมีการรำกิ่งกะหร่า ก่อนการแสดงจาดไต หรือมีการ  (เบิกโรง) แสดงควบคู่กับการรำโต การแสดงรำกิ่งกะหร่าอาจแสดงในช่วงขั้นรายการในการละเล่นลิเกไต นอกจากนี้ยังนิยมแสดงในงานมงคลต่าง ๆ ในชุมชนหรือมีงานประจำปีต่าง ๆ อาจจะแสดงควบคู่     กับการรำโต

รูปแบบการแสดง

 

      รูปแบบการแสดงศิลปะการแสดงรำกิ่งกะหร่า บ้านโท้งหลวงจะมีลักษณะการแสดงร่ำกิ่งกะหร่ามีชุดแต่งกายมีหลากหลายสี เช่น สีเขียว เหลือง แดง การแต่งชุดรำนก เป็นผ้า มีไม้เป็นที่ยึดผ้า รูปแบบ คล้ายหางนกยุง  ยึดหดแผ่กว้างในขณะที่รำหรือแสดง อาจจะมีผ้าฉาก การแสดงรำนก ในกรณีที่แสดงบนเวที ซึ่งมีหลายลักษณะ เช่น ผ้าฉากภาพลาดป่าหินม์พาน ภาพวาดฉากในวัง หรือตามบทการแสดงบทละครลิเกไตใหญ่ และปัจจุบันการแสดงรำกิ่งกะหร่าหลากหลายชุด และมีท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เช่นการแสดงท่ารำนกเมืองกึ๋ง ท่ารำสีป้อ ท่ารำแสนหลี ปัจจุบันในชุมชน ท่ารำกิ่งกะหร่า ผสมผสาน ประยุกต์ท่ารำใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสวยงาม

 

เครื่องดนตรีในการแสดงรำกิ่งกะหร่าของบ้านโท้งหลวง ประกอบด้วย

      -   กลองก้นยาว             1 ใบ

      -   ฆ้องหรือฆองภาษาไต   6 ใบ

      -   ฉาก หรือ แซ่ง           1 คู่

 

ลักษณะการแต่งกาย

     การแต่งกาย การรำกิ่งกะหร่า ใช้ผ้าสีเขียว แดง เหลือง ใช้ไม้ไผ่ เป็นที่ยึดผ้าตามสีที่ต้องการและมีสีลวด

ลายประดับ เพื่อให้สีเด่นชัด ชุดแต่งกายดังกล่าว มีลักษณะที่ยืด หด หรือกางออกได้ คล้ายหางนกยูง ซึ่งมีความสวยงามเหมือนนกยูง เต้นรำ ตามธรรมชาติ

โอกาสในการแสดง

ในงานประเพณีสำคัญ ๆ รอบปี เช่น ปอยจะตี่ ปอยส่างลอง ปอยเหลิน ๑๑

เวที/ฉากการแสดง

      การแสดงรำกิ่งกะหร่าบ้านโท้งหลวงมีอุปกรณ์การแต่งกายชุด จัดสถานที่ เวทีแสดงมีผ้าฉากหรือผ้าจัดฉาก ภาพวาด เช่นในวรรณคดี ป่าหิมพานต์ ภายในเมือง ภาพในวัง เป็นผ้าฉากเบื้องหลังการแสดง ทำให้มีบรรยากาศ ถึงในการดูชมเน้น  ผ้าจัดฉาก ที่มีสี เขียว แดง เหลือง และประดับด้วยกากเพชรหรือลายผ้าที่สะท้อนแสงให้เด่นชัด

 

พิธีกรรม

      ก่อนและหลังการแสดงการแสดงรำกิ่งกะหร่าทุกครั้งต้องมีการพิธีขึ้นครู พิธีกรรมที่ต้องกล่าวบนต่อครูเพื่อรำลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนเสมอ

 

อีกหมู่บ้านหนึ่งที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีด้านศิลปะการแสดงรำกิ่งกะหร่าคือ หมู่บ้านแม่ละนา

หมู่ที่ 1 ตำบลปางมะผ้า  อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน นก” หรือ “กิ่งกะหร่า” ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีขนสวยปีกหางสีสวยเป็นนกที่เต้นรำได้สวยมากกว่าสัตว์ทุกประเภท ซึ่งในเมื่อเวลาออกพรรษาแล้วสัตว์ทุกประเภทจะมารวมกัน  ดังนั้น “นก” หรือ “กิ่งกะหร่า นี้แหละ ซึ่งสัตว์ทุกประเภทจึงได้ยกย่องให้เป็นสัตว์ฝ่ายแสดงให้ดูในสัตว์ทุกประเภทรวมกัน แม้แต่ขนปีกขนหางยังเก็บไว้ที่เบื้องสูง “กิ่งกะหร่า”หรือ “นกหางสา”นั้นคือนกยูง

 

พุทธประวัติ

          สมัยพระพุทธเจ้าไปจำพรรษาในป่าหิมพานครั้งเมื่อสัตว์ยังพูดภาษาคนได้นั้น ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าได้สั่งสอนธรรม ธรรมะให้พระสงฆ์สามเณรที่ติดตามพระพุทธเจ้า จำนวน 105 องค์ ในป่าลึกหิมพาน (ภาษาไทยใหญ่) เรียกว่า “ใน๋เถื่อนใน๋เฮ่มะบุนตะ” ซึ่งพระพุทธเจ้านั้นครั้งเมื่อออกจากเมืองเข้าไปในป่าลึกใหญ่ ภาษาไทยใหญ่เรียกว่า “ในเถื่อนโหล่งสี่ละเก้าก๋ำ” นั้นจะมีสัตว์ทุกอย่างทุกประเภทมารวมกันที่หน้าลานที่พักจำพรรษาของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สามเณร

  ในอดีตการละเล่น นก และ โต นั้นมีการละเล่นเฉพาะในงานปอยอ่องจอด วันเพ็ญเดือน 11 เท่านั้นนั้น

เป็นการฉลองในวันที่พระพุทธเจ้าประสูตร ตรัสรู้ และปรินิพาน อันเป็นความสำเร็จที่สูงสุดเหนือมนุษย์ธรรมดาจะทำได้ ดังนั้นการละเล่นนก โต จึงมีความหมายมิได้กระทำหรือแสดงโดยทั่วไปในการแสดงจะประกอบไปด้วยของเครื่องดนตรี ท่วงทำนองเสียงจากเครื่องดนตรีประกอบจะทำให้การแสดงมีความเร้าใจน่าดูน่าชมมากยิ่งขึ้น

 

เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบในการแสดงจะมีอยู่๓ชิ้นได้แก่

1  กลองก้นยาวเป็นเครื่องดนตรีที่ให้ท่วงทำนองน่าฟัง

2. ฆ้องมอง 7 ลูก ใช้เป็นเครื่องดนตรีควบคุมท่าทางการเดินของผู้แสดงนก หรือโต

3. ฉาบ   เป็นเครื่องดนตรีที่สร้างความเร้าใจประกอบในการแสดง

นักแสดง

         ในการรำนก หรือรำกิ่งกะหร่า ส่วนใหญ่ผู้แสดงจะเป็นหญิงเพื่อความสวยงามและความเหมาะสมสวยงามท่วงท่าในการรำนกต้องอ่อนช้อย วัตถุประสงค์ในการแสดงรำนกเพื่อเป็นการสื่อให้รู้ถึงการอยู่รวมกันอย่างเหมาะสมพึ่งพาอาศัยกันระหว่างสัตว์และธรรมชาติ โดยสังเกตจากฉากที่ใช้จะบ่งบอกถึงการเป็นธรรมชาติป่าไม้ ถ้ำหรือลำห้วย เป็นต้นคุณค่าของการแสดงเป็นการเชิดชู ศาสนา ศิลปะวัฒนธรรมของชาวไทยใหญ่ คนไต ที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณ การทำงานเป็นทีมเป็นคณะ การพึ่งพาอาศัยกันและกัน ความหมาย

 

         ในการชักจูงเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วม ในเมื่อกลุ่มมีระเบียบ วินัย มีความซื่อตรงต่อกัน การมีส่วนร่วมและการเสียสละ เมื่อมีการแสดง กล้าแสดงในที่ชุมชน เมื่อมีการแสดงในพื้นที่อื่นหรือในชุมชนอื่นจะมีการพูดคุยสั่งสอนกันเหมือนพี่น้องครอบครัวเดียวกัน มีอะไรก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้เด็กและเยาวชนเริ่มองเห็นความสำคัญ ว่าตนเองก็พอจะทำได้จึงมีการชักชวนกันเข้ามาร่วมในกลุ่ม เนื่องจากได้ทั้งความรู้ และรู้จักขนบธรรมเนียม  วัฒนธรรม ประเพณี และศิลปะของชนเผ่า การมีส่วนร่วมหลายอย่าง เช่น งานกีฬาสีในโรงเรียน ,งานทำบุญประเพณีต่างๆ  ทั้งแรงและปัจจัย บางครั้งในที่ประชุมก็จะมีการพูดในที่ประชุม บอกถึงวัตถุประสงค์การจัดตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมา ให้เยาวชนหรือหัวหน้าครอบครัวที่ไปร่วมประชุมได้พูดต่อๆ กันไป จึงทำให้เด็กและเยาวชนเกิดความสนใจมากขึ้น ในฐานะที่เป็นคณะกรรมการหมู่บ้าน ประธานฝ่ายศึกษาวัฒนธรรม บางครั้งก็พูดในที่ประชุมผู้ปกครองนักเรียนที่โรงเรียน แนะนำแนวทางและผลดีบางครั้งก็เป็นการเล่าเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเป็นตำนาน ในด้านวัฒนธรรม ประเพณี ศิลปะของท้องถิ่น ที่มองเห็นอยู่มากมาย ทั้งสิ่งที่มองเห็นและวิธีการต่างๆ ดังนั้นเด็กและเยาวชนในชุมชนมองเห็นความสำคัญ เห็นแล้วเกิดความรู้สึกชื่นชมพึงพอใจมากที่มีการแสดง กล้าพูดกล้าทำกล้าแสดง ทำให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน เป็นศิลปะ วัฒนธรรมที่เหมาะสมกลมกลืน ไปในแนวทางเดียวกันอย่างถูกต้อง และเป็นไปตามความมุ่งหมายในการท่องเที่ยว ด้วยเหตุนี้ เยาวชนในชุมชนจึงมองเห็นความสำคัญและความสนุกสนานที่ได้แสดง ได้มีการพูดคุยกับแขกชาวต่างชาติ และมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน จึงทำให้เด็กเยาวชนเกิดความสนใจเข้ามาอยู่ในกลุ่ม

 

การฝึกซ้อมของกลุ่ม

          เมื่อเริ่มใหม่ในเมื่อเด็กเยาวชน ชุมชน เห็นความสำคัญ และเมื่อรวมกันเป็นกลุ่มแล้วจึงมีการรวบ

รวมรายชื่อรับสมาชิก นัดประชุมคัดเลือกที่ปรึกษา กรรมการบริหารกลุ่ม แต่ละฝ่ายรับผิดชอบอะไร แล้วช่วยกันจัดหาเครื่องดนตรีที่จำเป็น และปรึกษาหารือจัดเวลาในการฝึกซ้อม ทุกคืนวันศุกร์-วันอาทิตย์บางครั้งที่ตรงกับวันพระ ในเมื่อมีการฝึกสอนกัน จนทุกคนจำได้แล้ว ก็จะมีการซ้อมเมื่อจะมีการแสดง หรือบางทีก็จะซ้อมเวลาที่ว่างจากงาน เป็นการอนุรักษ์ และ สืบสานวัฒนธรรมประเพณี ให้เด็ก เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ ประวัติความเป็นมาของชนเผ่าตนเองจากผู้รู้ส่วนใหญ่ก็จะมีการฝึกซ้อมกันเป็นประจำทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง

 

รำกิ่งกะหร่า

สภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านอำเภอแม่ลาน้อย เป็นสังคมชนบท ที่มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย         มีความภูมิใจในความเป็นไทย และดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ทางศิลปะวัฒนธรรมของอำเภอแม่ลาน้อย  มีความมั่นคง สงบสุขสันติกับเพื่อนบ้าน  เป็นสังคมที่มีความสุข  มีความเสมอภาค มีความยุติธรรม มีระเบียบวินัย มีความเมตตากรุณา เคารพในสิทธิมนุษย์ชน   มีหลักธรรมของศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการดำรงชีวิตของชาวบ้านอำเภอแม่ลาน้อย

ประวัติความเป็นมาของศิลปะการแสดงรำกิ่งกะหร่า ชาวอำเภอแม่ลาน้อย ส่วนมากเป็นชาวไทยใหญ่  สืบเชื้อสายมาจากพม่า ได้รับอิทธิพลมาจากพม่าเป็นส่วนใหญ่  ชาวอำเภอแม่ลาน้อยได้รับการแสดงมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งบทบาทของศิลปะการแสดงรำกิ่งกะหร่าในอำเภอ แม่ลาน้อย มีบทบาททางด้านการร่ายรำ     และเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวสถานที่อำเภอแม่ลาน้อยและเป็นศิลปะที่คนรุ่นหลังจะได้รู้ได้เห็นความสำคัญของตัวกิ่งกะหร่าและเป็นประเพณีให้คนรุ่นหลังได้สืบต่อกันมา

 

รูปแบบการแสดงศิลปะการแสดงรำกิ่งกะหร่าในอำเภอแม่ลาน้อย

ส่วนมากจะแสดงบนเวทีและตามสถานที่ต่าง ๆ ในเทศกาลงานแห่เทียนเหง งานเขาวงกต ซึ่งเป็นงานประเพณีที่สำคัญของอำเภอโดยในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก

 

เครื่องดนตรีในการแสดงรำกิ่งกะหร่าของอำเภอแม่ลาน้อยประกอบด้วย

1.    กลองยาว               จำนวน         1           ตัว  

2.    ฉิ่ง                         จำนวน         1           ชุด

3.    ฆ้อง                      จำนวน          6           ลูก

 

ลักษณะการแต่งกาย

          สำหรับใบหน้ากิ่งกะหร่า  นำเอาดินเหนียว มาจัดทำแบบ  หรือ บล็อก  เสร็จแล้วก็นำกระดาษสาทากาว

แห้งแล้ว   ก็นำสีขาวมาทาทับกระดาษสา เสร็จแล้วก็จะได้หน้ากากสีขาวมาสวมเข้ากับใบหน้า ก็จะได้หน้ากาก   สีขาวพร้อมกับแต่งหน้าตา ให้สวยงาม  สำหรับบนศรีษะใช้ผ้าสีสวยสดพันรอบศรีษะ คล้ายกับการแต่งตัวลูกแก้ว หรือส่างลองของชาวไทยใหญ่ ปีกกิ่งกะหร่า ส่วนมากจะนำเอาไม้ไผ่มาจักสารทำเป็นปีกยาวประมาณ 70 ซม. กว้าง 100 ซม. ตัวสวมกิ่งกะหร่า คล้ายๆกับกางเกงขาสั้นแบบหลวมๆ ใช้ไม้ไผ่มาจักสาน

สวมเสื้อแขนยาว  แล้วนำผ้าสีสวยสด หรือผ้าลูกไม้มาเย็บกับคอเสื้อเป็นชิ้น ๆ และมีสายสะพายทับกันตรงด้านหน้าอกเสื้อและด้านหลังของตัวเสื้อ   สำหรับอัญมณีจะตกแต่งบริเวณ ข้อศอก  และข้อมือ สำหรับ กางเกง   สวมกางเกงขายาว จะมีอัญมณีประดับตรงเข่า  และข้อเท้า  ดูแล้วคล้ายกับผีเสื้อ

 

วิธีการแสดง

การแสดงกิ่งกะหร่าส่วนมากจะร่ายรำตามจังหวะของดนตรี ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับดนตรี

 

โอกาสการแสดง

แสดงในงานเขาวงกต   แห่ส่างกาน  (แห่ผ้าเหลือง) แห่เทียนเหง  การแสดงส่วนมากจะใช้ในงานเทศกาล

ต่าง ๆ  เช่นแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวอำเภอแม่ลาน้อย

 

สถานที่แสดง/เวที/ฉาก

 

ส่วนมากจะแสดงบนเวทีถ้ามีเทศกาลต่าง ๆในงานวัด    การแสดงของแต่ละชุมชน บางครั้งมีการแห่เทียน

เหงจะมีการแห่งเทียนตามถนนต่าง ๆในหมู่บ้าน กิ่งกะหร่าก็จะร่ายรำตามจุดต่าง ๆ ในหมู่บ้าน หรือลานวัด

 

จารีต/พิธีกรรม(ก่อนและหลังการแสดง)

ก่อนจะแสดงมีการไหว้ครูจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธคุณ  ครูบาอาจารย์ แล้วก็แสดง หลังจากแสดงเสร็จแล้ว

ก็ไหว้ครูเป็นอันเสร็จพิธี

ศิลปะการแสดงดนตรีคอยอฮอร์น

 

                       ประวัติความเป็นมาของวงดรตรีตอยอฮอร์นในอำเภอเมือง จ .แม่ฮ่องสอน

 

           ความเป็นมาของวงดนตรีตอยอฮอร์นนั้นมีมาตั้งแต่ก่อตั้งเมืองแม่ฮ่องสอน ตอนนั้นเขามีเจ้าฟ้า ที่ปกครองเมืองแล้วเขาก็ตั้งวงดนตรีขึ้นมาฝึกสอนกันตอนนั้นก็มีการสอนการร่ายรำอาทิตย์ละ 1 ครั้งก็มีการแสดงหน้าพระที่นั่งเจ้าฟ้าฯ  ต่อมาก็ยกเลิกการมีเจ้าฟ้าก็มามีผู้ว่าราชการจังหวัด ก็เลยเปรียบเป็นดนตรีไทยใหญ่ ในปัจจุบันวงดนตรีตอยอฮอร์นในอำเภอเมือง จ. แม่ฮ่องสอน ที่ยังคงเล่นที่สมบูรณ์แบบเหลืออยู่เพียงวงเดียวคือคณะคนตรีเมืองสามหมอกของนายบุญพบ วัฒนวงค์ ที่ได้รับการสืบทอดมาจากคุณพ่อ ตั้งแต่คุณบุญพบยังเป็นเด็กและมีความสนใจที่จะศึกษาการเล่นตอร์ยอฮอร์นมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

 

           บทบาทของวงดนตรีตอยอร์ฮอนในจังหวัดแม่ฮ่องสอนของวงเมืองสามหมอกคือเคยแสดงหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ พระบรมราชินีนาถเมื่อครั้งเสด็จมาจังหวัดแม่ฮ่องสอน, งานบวช     ปอยส่างลองจังหวัดแม่ฮ่องสอน,  งานรับแขกบ้านแขกเมืองต่างๆมากมาย และงานประเพณีพิ้นบ้านโดยทั่วไปที่เจ้าภาพมาติดต่อให้ไปแสดง โดยรูปแบบวงดนตรีตอยอฮอร์นในอำเภอเมือง จ . แม่ฮ่องสอน

 

 

เครื่องดนตรีของวงประกอบด้วยเครื่องดนตรี ๕-๖ ชิ้นคือ

           ตอยอฮอร์น     เบนโจ     กลองชุด    จี , กรับ      คีย์บอร์ด  (แต่ก่อนใช้หีบเพลงชัก)    ฆ้องวงระนาดเหล็ก มีเครื่องดนตรีที่เป็นจุดเด่นคือ ตอยอฮอร์นที่มีลักษณะเหมือนไวโอลีน ของภาคกลาง          มันแตกต่างกันก็ตอนมีฮอร์นประกอบเพื่อให้มีเสียงกังวาน ไพเราะ การเล่นการสีก็เหมือนกับไวโอลีน     ทุกประการลักษณะและวิธีการเล่นเครื่องดนตรีวงตอยอฮร์อนคือ   ตอยอฮอร์นใช้สีเหมือนกับการสีไวโอลิน   เบนโจใช้ดีดเหมือนกีต้าแต่จะมี ๔ สาย  กลองใช้ตี    ฉิ่ง   กรับ ใช้ตีเคาะจังหวะ หีบเพลงชักใช้ชักเป็นเสียง ปัจจุบันหีบเพลงไม่มีใช้แล้วจะใช้คีย์บอร์ดแทน

วงดนตรีตอยอฮอร์น(บ้านโท้งหลวง)

 

          บ้านโท้งหลวง  หมู่ที่  9  ต. นาปู่ป้อม  อ. ปางมะผ้า  จ. แม่ฮ่องสอน  เป็นชนเผ่าไต  (ไทยใหญ่)             มีครอบครัว  85  หลังคาเรือน  มีประชากร  335  คน  นับถือศาสนาพุทธ  ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตร ทำนา ทำสวน  และมีการเลี้ยงสัตว์ตลอดจนมีการหาของป่าเพื่อบริโภค

         ในอดีตชุมชนแห่งนี้  ได้มีประชากรที่อพยพจากหมู่บ้านนาปู่ป้อม  บ้านคอยดู  บ้านปุงยาม  บ้านทุ่งกองเต้า  ซึ่งเป็นหมู่บ้านชนเผ่าไต  ลักษณะการอพยพเข้ามาอยู่ในบ้านโท้งหลวง  เมื่อประมาณ  50  ปีก่อน  (ปี  2497)   เนื่องจากสภาพหมู่บ้านเหมะแก่การทำนา  มีน้ำตลอดปีซึ่งเป็นสภาพที่ดินราบตลอด 2 ฝั่งลำห้วยจึงรวมกลุ่มกัน มาปักฐานหมู่บ้าน  เป็นหมู่บ้านโท้งหลวง

         ปัจจุบัน  มีผู้นำชื่อ  นายอาทิตย์  โรจน์สันติ  ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและเป็นผู้นำและฟื้นฟูการละเล่นลิเกไทยใหญ่ จ้าดไต-ลิเกไทยใหญ่  ศิลปะการแสดงลิเกไทยใหญ่  บ้านโท้งหลวง  เริ่มจาก  ผู้นำหมู่บ้าน  นายอาทิตย์ได้เล็งเห็นความสำคัญและฟื้นฟู การละเล่น ลิเกไทยใหญ่ โดยมีการรวบรวมจัดหาอุปกรณ์เครื่องดนตรีและผู้คนที่มีความสามารถเล่นดนตรี  นักแสดง  ตัวละคร  จ๊าดไต  การแสดงในงานประเพณีสำคัญ ๆ เท่านั้น

 

เครื่องดนตรีตอยอฮอร์น

 

      เป็นเครื่องดนตรีที่มีอยู่ในประเทศพม่าแต่คนไทยนำเครื่องดนตรีชนิดนี้มาประยุกต์ใช้ในการละเล่นจ๊าดไต    ในอดีตสู่ปัจจุบัน  สำหรับเครื่องตอยอฮอร์นนี้ซื้อมาจากประเทศพม่า  ในปี  2535  และนำมาละเล่นกับเครื่องอุปกรณ์ประกอบลิเกจ๊าดไต ปัจจุบันยังนำเอาตอยอฮอร์นนี้ใช้ในงานประเพณีสำคัญ ๆ ในท้องถิ่น บทบาทของวงดนตรีตอยอฮอร์นในอำเภอปางมะผ้า เครื่องดนตรีตอยอฮอร์นในหมู่บ้านโท้งหลวง เป็นอุปกรณ์เครื่องดนตรีที่   เล่นในการแสดงจ้าดไต  การร้องเพลงไต  แบบเก่า – แบบใหม่  ตลอดเป็นดนตรีที่นำการละเล่นอุปกรณ์ตัวอื่น ๆ (ตอยอฮอร์นเครื่องดนตรีที่นำเสียงจังหวะ) ปัจจุบันวงดนตรีตอยอฮอร์นที่มีลักษณะเล่นเต็มวงสมบูรณ์แบบเหมือนที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนไม่มีแล้ว เนื่องจากไม่ได้มีการสืบทอดให้คนรุ่นหลัง จะเหลือแต่ที่เล่นในวงจ๊าดไต(ลิเกไทยใหญ่)เท่านั้น

 

รูปแบบวงดนตรีตอยอฮอร์นในอำเภอใช้เล่นกับอุปกรณ์แสดงจ้าดไต

 

      ลักษณะเครื่องดนตรีตอยอฮอร์นใช้เครื่องดนตรีที่นำเข้าจากพม่าแบบใช้สาย  4  สาย  มีเสียงต่ำ  กลบ  สูง  มีก้นหอยทำคล้ายอะลูมิเนียมที่เป็นส่วนรับเสียงและเป็นช่องนำเสียง  มีไม้ที่สำหรับใช้สี  ทำด้วยหางม้า          เครื่องดนตรีตอยอฮอร์นสามารถเล่นเดี่ยวก็ได้และเป็นอุปกรณ์นำเล่นกับอุปกรณ์ตัวอื่น ๆ ของการเล่นลิเกจ๊าดไต

เครื่องดนตรีในวงตอยอฮอร์น ที่เล่นดนตรีให้การแสดงจ๊าดไตประกอบด้วยเครื่องดนตรีมี 6 ชิ้น คือ ตอยอฮอร์น        ปัตตเยา  กลอง    มอง-ฆ้องชุด     ฉาบ    ฉิ่ง   เครื่องดนตรีในการประกอบการแสดงของหมู่บ้าน     โท้งหลวง  นำมาจากประเทศพม่า

 

วิธีการเล่นของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดมีดังนี้

๑. ตอยอฮอร์น ใช้การสี        

๒. ปัตตะยา  เป็นเหล็กลักษณะเหมือนระนาดใช้ตี

๓. กลอง 2 หน้า ใช้ตี       

๔.  ฆ้อง – มอง ชุดใช้ตี

๕. ฉาบ  ใช้ตี    ฉิ่ง ใช้ตี

 

ดนตรีตอยอฮอร์นในจ๊าดไต บ้านแม่ละนา

 

ศิลปะการแสดงจ้าดไต มีองค์ประกอบสำคัญๆอยู่ 4 องค์ประกอบ ได้แก่

๑. คณะดนตรี “จ้าดแซง”                ๒. คณะแสดง “เปี้ยจ้าด”

๓. เนื้อหา “ทุกจ้าด”            ๔. ฉาก “ผ้ากั้ง”

๑.คณะดนตรี “จ้าดแซง”

          คณะนักดนตรี ที่ประกอบเป็นวงในการแสดงจ้าดไตในการบรรเลงเพลง โดยมีเครื่องดนตรีประเภทต่างๆดังต่อไปนี้

          ๑.๑ ตียอ (ตอยอฮอร์น) เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสี ลักษณะคล้ายไวโอลิน เป็นเครื่องดนตรีหลักในการใช้ควบคุมเสียงในการร้องหรือเฮ็ดกวาม  ชาวอังกฤษได้ปครองพม่า ได้นำเครื่องดนตรี ตะวันตกเข้าไปเผยแพร่ และได้นำไวโอลินมาประกอบเข้ากับลำโพง (ฮอร์น) ของแซกโซโฟน ใช้คันชักสีเหมือนไวโอลินเรียกว่า ตียอฮอร์น หรือตอยอฮอร์น

          ๑.๒ จี เป็นเครื่องดนตรีประเภทเคาะ ใช้ในการควบคุมท่าเต้น จังหวะท่าเต้น ของจ้าดไต โดย    จะตรึงฉิ่งหรือฉาบใหญ่ข้างหนึ่งไว้กับหมอนไม้เมื่อตีใช้ไม้ท่อนยาวขนาดเล็กตีให้ลงตามจังหวะ

          ๑.๓ มองแคง เครื่องดนตรีประเภทตีเป็นเครื่องดนตรีประกอบ

          ๑.๔ มองแวงหรือฆ้องวง เครื่องดนตรีประเภทตี เป็นเครื่องดนตรีประกอบ

          ๑.๕ ก๋องแวง หรือกลองวง เครื่องดนตรีประเภทตีเป็นเครื่องดนตรีประกอบ

          ๑.๖ ปัตตะยา หรือระนาดเหล็ก เป็นเครื่องดนตรีประเภทตีที่ให้ทำนองของวงคนตรี

          ๑.๗ ก๋องปัดม้า เครื่ององดนตรีประเภทตี เป็นเครื่องดนตรีประกอบ

          ๑.๘ ขลุ่ย เป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่า จัดเป็นเครื่องดนตรีประกอบ

          ในปัจจุบันวงดนตรีตอยอฮอร์นในบ้านแม่ละนาไม่ได้ตั้งเป็นวงเฉพาะ แต่จะเป็นคณะดนตรี   “จ้าดแซง” ให้กับคณะจ้าดไตของบ้านแม่ละนา

 

ประวัติความเป็นมา 

      นายองขิ่น   ยุทธหัตถ์  อายุ 72 ปี อยู่บ้านเลขที่  12 บ้านแม่ลาน้อย หมู่ที่ 1 ต. แม่ลาน้อย อ. แม่ลาน้อย

จ. แม่ฮ่องสอน เป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้ความสามารถในการเล่นดนตรีพื้นเมืองเกือบทุกชนิด ทั้งดนตรีของล้านนา เช่น

สะล้อ ซอ ซึง และที่มีความถนัดตามพื้นฐานเดิมของคนไทยใหญ่ ที่เล่นดนตรีพื้นบ้านของคนไตคือ ตอยอฮอร์น    ซึ่งได้ฝึกเล่นมาตั้งแต่อายุ20ปีจนถึงปัจจุบันและยังสามารถเล่นปิ่นโจได้อีกด้วย

 

นายองขิ่น  ยุทธหัต เล่าว่า การเล่นดนตรีตอยอฮอร์น ส่วนใหญ่จะเล่นในงานรื่นเริงตามประเพณีพื้นบ้าน เช่น   งานปอยส่างลอง งานขึ้นบ้านใหม่ งานมงคลแต่งงาน ตลอดจนถึงงานบุญตามฤดูการต่างๆ ส่วนใหญ่เพลงที่เล่นจะเป็นเพลงกวามแซง โดยจะเล่นในงานมงคล มีผู้ร้องโต้ตอบกันหรือที่เรียกว่า เฮ็ดกวามหวาก(โต้กลอนสด)

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
คำว่า “กิ่งกะหร่า” มากจากภาษาไทยใหญ่กลายเสียงมาจากภาษาบาลีในคำว่า กีนร อ่านเรียงพยางค์ตามลักษณะภาษาบาลีสำเนียงพม่าว่า “กิ่ง – นะ –หร่า” และเพี้ยนมาเป็นสำเนียงคนไทยว่า กิ่งกะหร่า ส่วนคำที่คู่กับ กินร-กินรี ในภาษาไทยนั้น ภาษาไทยใหญ่ไม่นิยมใช้ จะใช้คำว่า นางนก แทนกิ่งกะหร่า ในปัจจุบันไม่นิยมทำและแสดงกัน เพราะต้องใช้ผู้ชายที่แข็งแรงเป็นคนรำ เนื่องตัวกิ่งกะหร่า มีน้ำหนักมาก หางยาวประมาณ ๕ เมตร และมีถุงทรายถ่วงน้ำหนักของหางไว้ด้านหน้าผู้ฟ้อน แต่ปัจจุบันนิยมใช้ผู้หญิงฟ้อน ฉะนั้นกิ่งกะหร่า ที่แสดง
กาบเบ้อคง มาจากคำว่า กาบเบ้อ แปลว่าผีเสื้อผสมคำว่า คง ซึ่งไทยใหญ่ใช้เรียกชื่อ แม่น้ำสาละวินธรรมดาแม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำใหญ่ มีหาดทรายสวยงามแต่มีกระแสน้ำเชี่ยว เต็มไปด้วยเกาะแก่ง และน้ำวนที่มีอันตรายแม่น้ำคงในความรู้สึกของคนไทยใหญ่ จึงหมายถึงตัวแทนของความยิ่งใหญ่ และน่ากลัวแฝงความสวยงามคำว่า กาบเบ้อคง จึงพอจะเทียบกับคำไทยได้ในคำว่า ผีเสื้อยักษ์ แต่เป็นผีเสื้อยักษ์ตอนแปลงร่างแล้ว เพราะมีแต่ความสวยงามและไม่ดุร้าย การรำกิ่งกะหลา กาบเบ้อคง นกแซม สิงโต ฯลฯ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเฉลิมฉลอง เนื่องในเทศกาลออกพรรษาของไทยใหญ่ ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาด้วยเหตุที่ไทยใหญ่นับถือศาสนาพุทธิอย่างเคร่งครัด เทศกาลออกพรรษา เป็นประเพณีที่พยายามจำลองเหตุการณ์ตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จนิวัติมนุษยโลกใน พรรษาที่ ๗ ดังมีเรื่องราวกล่าวไว้ในพุทธประวัติว่า ครั้นถึงวันอาสยุบูณรมี เพ็ญเดือน ๑๑ สมเด็จพระบรมศาสดา ทรงปวารณาพระวัสสาแล้วจึงตรัสบอกแก่ สมเด็จอมรินทร ว่าดูก่อนท้าวเทวาธิราชตถาคตจะลงไปสู่มนุษยโลกในเวลาวันนี้ ทาวโกสีห์ก็นฤมิตร บันไดทิพย์ทั้งสามลงจาก
เทวโลก คือ บันไดทองอยู่ ณ เบื้องขวา บันไดเงินอยู่ ณ เบื้องซ้าย บันไดแก้วประดิษฐานอยู่ในท่ามกลาง และเชิงบันไดทั้งสามนั้นจรดพื้นภูมิภาคปฐพี ณ ที่ใกล้เมืองสังกัสนครและศรีษะบันได้เบื้องบน จรดยอดเขาพระสิเนรุราช ในกาลนั้นสวรรค์แลมนุษย์กับทั้งนรกก็แลเห็นกันปรากฎทั่วทั้งสิ้น มิได้มีที่ปิดบังทั้งหมื่นโลกธาตุในกาลเมื่อพระบรมโลนาถทรงแสดงพระโลกวิสรณปาฏิหารย์บันดาลเปิดโลกให้เห็นเป็นมหามหัศจรรย์ปรากฏ เทพยดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาลมาประชุมในมงคลจักรวาลนีเพื่อทัศนาการพระชินสีห์อันทรงกระทำโลกวิวรณปาฏิหารย์กาลเสด็จลงจากเทวโลกล้วนทรงเสพดุจเล่นมหรสพ กับทั้งอเนกนิกรมาณพคนธรรพ์กร สรรพนักสิทธิ์วิทยาธร ทั้งหลาย ก็มาประชุมตามเสด็จพระบรมโลกนาถ ต่างถวายอภิวาทน์โสมมนัสโถมนาการสรรเสริญพระเดชานุภาพพุทธภูมิ บารมีญาณ
จากเหตุการณ์วันเปิดโลก (โลกวิวรณปาฏิหาริย์) คนไทยใหญ่เล่าสืบต่อกันมาว่า สัตว์ และนักสิทธิ์วิทยาธรรูปร่างแปลก ๆ จากป่าหิมพานต์แดนไกล เช่น สิงห์โต กินร กินรี ผีเสื้อยักษ์ คนธรรพ์และอื่น ๆ ได้มาพร้อมหน้ากัน เพื่อรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยรูปร่างที่แตกต่างกันประกอบกับ ความรู้สึกชื่นชมบุญญาบารมีของพระพุทธองค์ มนุษย์และสัตว์รู้สึกแปลกใจ และขบขันในรูปร่างอันแปลกประหลาดของแต่ละพันธุ์ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแค่ละตนก็แสดงศิลปะประจำเผ่าพันธุ์ บ้างฟ้อน บ้านก็รำ ไปตามความถนัดของตนเอง
คนไทยใหญ่ยึดเหตุการณ์ ในพุทธประวัติเป็นประเพณีสืบต่อกันมา การฟ้อนรูปสัตว์ต่าง ๆ ก็คือเหตุการณ์จำลองฟ้อนรำของสัตว์ทั้งหลายในวันเทโรหณะ ในสมัยพุธกาล ถือเป็นพระเพณีสำคัญที่ทุกคน มีส่วนร่วมในกิจกรรมและร่วมรับความสุขสนุกสนาน
ประวัติความเป็นมา
เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ผู้ฝึกสอนเป็นคนที่ชอบเที่ยวตามงานวัดต่างๆ ทั้งในเมือง นอกเมืองได้ไปเห็นการแสดงรำกิ่งกะหร่าของชาวบ้าน ซึ่งตอนนั้นการรำกิ่งกะหร่า ยังไม่มีสีสันอะไรมากมาย โดยสมัยก่อนนั้นจะใช้กระดาษสามาย้อมสี เอามาตกแต่งให้เป็นลวดลายให้ดูสวยงาม และให้ผู้ชายที่สูงอายุเป็นคนรำโดยจะใช้หน้ากากสวมใส่แทนการแต่งหน้า และจะแสดงในช่วงงานออกพรรษาเท่านั้น พอเสร็จงานก็จะเผาทิ้งทั้งหมด
ดังนั้นประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ผู้ฝึกสอน(คุณมานพ) เริ่มคิดค้นขึ้นมาใหม่โดยคิดวิธีทำให้ดูมีสีสันและสวยงามยิ่งขึ้น ผู้สอนเลยคิดประยุกต์ขึ้นมาเป็นของตัวเอง และได้ฝึกซ้อมและคิดค้นท่ารำขึ้นมาใหม่โดยใช้วิธีประยุกต์ท่ารำเพิ่มขึ้นจากท่ารำเดิม และตั้งชื่อคณะว่า คณะนายมานพ มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

สภาพสังคมและวัฒนธรรมอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เนื่องจากปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง เทคโนโลยี สังคมสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ทำให้การรักษาวัฒนธรรมประเพณีและภูมิปัญญาของคนแม่ฮ่องสอนยังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควรมีบ้างเป็นส่วนน้อยที่จะอนุรักษ์ประเพณีพื้นบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่นส่วนมากจะเป็นผู้สูงอายุในท้องถิ่น เช่นเดียวกับศิลปะการแสดงรำกิ่งกะหร่าที่ขณะนี้ บางครั้งก็ยอมรับ บางครั้งก็ไม่ยอมรับประวัติความเป็นมาของศิลปะการแสดงรำกิ่งกะหร่าในอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ประวัติความเป็นมาของศิลปะการแสดงนั้นสืบมาจากประวัติมานานมาก ตั้งแต่มาก่อตั้งเมืองแม่ฮ่องสอนครั้งแรกสมัยก่อนโน้น เขาเรียกว่าเดือน ๑๑ เขาก็มีงานก๋อย จ๊อดและแห่จองพารา บทบาทของการรำของกิ่งกะหร่าคือ แสดงต้อนรับแขกผู้ใหญ่ที่มาเยี่ยมเยือนหรือแสดงในงานปอยเหลิน ๑๑ และงานประเพณีอื่นๆที่เจ้าภาพต้องการให้มีการแสดง โดยรูปแบบการแสดงศิลปะการแสดงรำกิ่งกะหร่าคือรำแบบสัตว์สองเท้าเหมือนนางนก โดยเลียนแบบลีลาคล้ายของจริง ในขณะที่มีการแสดงจะมีการหยอกล้อกัน ตามท่ารำของแต่ละตัว ประสานกับจังหวะดนตรีอย่างพร้อมเพรียงทำให้ดูสวยงามและเป็นธรรมชาติ โดยวิธีการแสดงก็จะเต้นท่ารำตามจังหวะเสียงกลองและเครื่องดนตรีไปเรื่อยๆ ตามลีลาของแต่ละคนจนกระทั่ง คนเล่นดนตรีจะส่งสัญญาณตอนจบให้ การรำก็จะสิ้นสุดพร้อมเพรียงกันอย่างสวยงาม ซึ่งระยะเวลาในการรำไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน โดยผู้แสดงจะคอยสังเกตจากการให้สัญญาณจากนักดนตรีเป็นสำคัญ โอกาสในการแสดงส่วนใหญ่จะแสดงในเทศกาลปอยเหลินสิบเอ็ดหรือก๋อยจ๊อดหรืองานต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง หรือในงานพิธีทำบุญตามเทศกาลของชาวไทยใหญ่นิยมให้มีการแสดงรำนก(กิ่งกะหร่า) รำโต ซึ่งถือกันว่าได้บุญกุศลอย่างมาก ส่วนสถานที่แสดงจะต้องมีพื้นที่เป็นลานกว้างพอสมควรเพื่อให้นางนกได้แสดงวาดลวดลายศิลปะการร่ายรำอย่างสะดวก หรือหากเป็นเวทีก็ต้องมีเวทีที่มีพื้นที่พอสควรซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนนางนก,กิ่งกะหร่าเพราะแต่ละคณะจะมีจำนวนไม่เท่ากัน ไม่ได้กำหนดตายตัว ก่อนการแสดงทุกจะต้องมีพิธีไหว้ครูหรือบูชาครู โดยหัวหน้าคณะจะต้องบูชาครูที่บ้าน ก่อนออกจากบ้านไปแสดงยังที่อื่น

เครื่องบูชาครูประกอบด้วย

มะพร้าวที่มีลูกขนาดเขื่องที่มีก้านติดจำนวน ๑ ลูก ผ้าสีขาว-สีแดง อย่างละ ๑ ชิ้นๆละ ๑ คืบ
ธูป เทียน ดอกไม้สีขาว ๓ อย่าง ข้าวสาร ๓.๕ ลิตร ส่วนนักแสดง นักดนตรี ทุกครั้งก่อนการแสดงจะต้องทำความเคารพครูผู้ฝึกทุกครั้ง โดยการกราบไหว้ หรือโค้งคำนับ เป็นการแสดงถึงความระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์


ประวัติความเป็นมาของศิลปะการแสดงรำกิ่งกะหร่าในอำเภอปาย

การแสดงรำกิ่งกะหร่าในอำเภอปายมีมาช้านานแล้วพร้อมๆกับอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนและอำเภออื่นๆที่มีชาวไทยใหญ่อาศัยอยู่ เพราะทุกครั้งที่มีการอพยพหรือย้ายที่อยู่อาศัยมักจะนำวัฒนธรรมประเพณี และการแสดงตลอดจนภูมิปัญญาติดตัวไปด้วย และนำมาสืบทอดกันต่อๆมา อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ประยุกต์เพิ่มเติมตามยุคตามสมัย เช่นเดียวกับศิลปะการรำกิ่งกะหร่าในอำเภอปายปัจจุบันก็มีผู้รู้อยู่หลายท่านเช่นผู้สูงอายุตามหมู่บ้านต่างๆ แต่ไม่ได้มีการสืบทอดให้แก่คนรุ่นหลัง อันมีสาเหตุมาจาก การที่เยาวชนในปัจจุบันมิได้สนใจในเรื่องเหล่านี้ก็มีส่วนน้อยที่ได้มีโอกาสเรียนจากโรงเรียนเนื่องจากโรงเรียนจัดหลักสูตรให้เรียนแต่ก็เป็นไปในลักษณะจำใจเรียน ทำให้ผลงานที่ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร

ปัจจุบันมีผู้ที่สนใจในศิลปะการแสดงรำกิ่งกะหร่าอย่างแท้จริงและยังได้มีการฝึกสอนให้แก่เยาวชนที่สนใจในอำเภอปายอยู่คือ นายสมนึก บุญหล่อ อยู่บ้านเลขที่ ๑๐๖ หมู่ที่ ๓ ต. เวียงใต้ อ. ปาย จ. แม่ฮ่องสอน ซึ่งได้ร่ำเรียนการรำนก รำโต เมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนอยู่ที่โรงเรียนปายวิทยาคาร ตอนอยู่ชั้น ม.๓ และมีโอกาสได้มาเรียนกับพระสงฆ์ที่วัดพระธาตุดอยกองมู เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยมีผู้ที่ร่วมเรียนด้วยกันชื่อคุณพรชัย อยู่ที่อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันไม่ทราบที่อยู่เพราะขาดการติดต่อกันมานาน และตนเองได้เริ่มที่จะฝึกสอนให้แกผู้สนใจ รวมทั้งนักเรียนโรงเรียน ปายวิทยาคาร โรงเรียนอนุบาลเวียงใต้ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน มีผู้ที่ร่ำเรียนจนสามารถออกแสดงในงานเทศกาลต่างๆ ประมาณ ๒๕ คน
บทบาทของศิลปะการแสดงรำกิ่งกะหร่าในอำเภอ ปาย
บทบาทในการรำกิ่งกะหร่านั้นมีมาช้านานแล้วแต่ในปัจจุบันการละเล่นประเภทนี้น้อยคนที่จะมีการอนุรักษ์ไว้ แต่ก็เริ่มมีผู้ให้ความสนใจบ้างจะเห็นได้จากมีการนำบุตรหลานมาเล่าเรียนศิลปวัฒนธรรมด้านการรำกิ่งกะหร่า เพื่อให้การแสดงชุดนี้ให้เป็นที่รู้จักของชาวไทยและต่างชาติ โดยจะแสดงในงานเทศกาลและประเพณีที่สำคัญของอำเภอปายหรือแสดงต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่สำคัญรูปแบบการแสดงศิลปะการแสดงรำกิ่งกะหร่าในอำเภอ ปายการแสดงรำกิ่งกะหร่าในอำเภอปายมีการรำอยู่หลายรูปแบบ ที่สำคัญมีอยู่ 2 รูปแบบคือ การแสดงแบบของชาวไทยใหญ่ และแบบพม่า ซึ่งก่อนการแสดงทุกครั้งต้องมีการไหว้ครูและมีการถอนครูทุกครั้งที่การแสดงเสร็จสิ้นแสดง
สาขา/ประเภท
อุปกรณ์
เครื่องดนตรีและอุปกรณ์ในการแสดงรำกิ่งกะหร่ามี ๔ อย่างดังนี้
๑ กลองก้านยาว จำนวน ๑ ใบ
๒. ฆ้องจำนวน ๓ ใบโดยเรียงลำดับจากใบใหญ่ไปหาใบเล็ก ให้มีเสียงประสานกัน ลักษณะ โหม่ง-โมง-มอง ส่วนจังหวะดนตรีเป็นจังหวะ เป่-ยุบ
๓. ฉาบ ๑ คู่
๔. ชุดแต่งกายนางนกกิ่งกะหร่า ๑ ชุด ต่อ ๑ คน

สำหรับการแต่งกายจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามพื้นที่และความละเอียดอ่อนของของคนที่ทำชุดดังกล่าวเช่น ถ้าสีเขียวก็สีเขียวทั้งชุด เหมือนกัน ซึ่งจะมีหลายตัว หลายสี เพื่อให้ดูสวยงาม


ส่วนประกอบที่สำคัญของเครื่องแต่งกายของผู้แสดงรำกิ่งกะหร่าคือ
๑. หาง โดยหางจะมีลักษณะเป็นแผ่น ๓ หางเรียงจากใหญ่ไปหาเล็ก
๒. ปีก โดยปีกจะมี ๔ แผ่น มีแผ่นใหญ่ ๒ แผ่น แผ่นเล็ก ๒ แผ่น คือปีกที่มัดติดเอว ๑ คู่ บังหน้า ๑ อัน คาบคอ ๑ อัน
๓. หัวนก ๑ หัว
๔. เสื้อ-กางเกงสีเดียวกับปีกนก ๑ ชุด

วิธีการทำนกหรือกิ่งกะหร่า
อุปกรณ์
ไม้ไผ่ , ผ้าลูกไม้ , เข้มขัดสนาม , ลวด , ปลอกสายไฟ , ด้าย , กาว , กระดาษสี , ผ้าแข็ง , เคลือบ
มุก , ดิ้น ไม้ไผ่ ผ้าลูกไม้ เข็มขัดสนาม ลวด สายไฟ สายไฟที่นำใส้ลวดออกแล้ว ด้าย อุปกรณ์อื่นๆ

วิธีการทำ
๑. ตัดไม้ที่แก่ๆ นำมาผ่าเป็นซีกความยาวพอประมาณ เหลาให้กลมให้มีลักษณะโคนใหญ่ตรงปลายเล็กและเจาะรูให้พอดี พอที่จะนำลวดสอดเข้าไปได้ และเอากระดาษสีมาทากาวแล้วพันกับไม้ที่เหลาไว้ นำผ้าลูกไม้มาตัดเย็บตามขนาดความยาวของไม้โดยจะใช้ผ้าลูกไม้ ๒ สี นำผ้าลูกไม้อีกสีมาทำระบายที่หางและปีก

๒. นำผ้าที่ตัดเสร็จแล้วมาเย็บติดกับไม้ เสร็จแล้วเอาลวดมาสอดเข้ากับรูที่เจาะไว้โดยใช้สายไฟคั่นตรงกลางเป็นท่อนๆแล้วนำมาเย็บติดกับเข็มขัด แล้วแต่งสีสันให้สวยงาม

๓. กาบคอ นำผ้าแข็งมาตัดเป็นรูปทรง นำผ้าสีมาเย็บทาบกับผ้าแข็ง แล้วประดับด้วย เคลือบ, มุก ที่มีสันสวยงาม

๔. ปีกติดเอว นำผ้าแข็งมาตัดเป็นรูปปีกเล็ก และนำผ้าสีมาเย็บติดทำเหมือนกาบคอ

๕. หัวนก นำวัสดุที่เหลือใช้ เช่นโฟมในหมวกกันน๊อคนำโฟมตัดแต่ง คอและปากนำลวดมาคาดกับหมวกแล้วให้ปลายชี้ขึ้นข้างบน และนำคอและปาก ที่ตัดไว้มาเสียบกับลวดให้เป็นหัวนกแล้วนำกระดาษสีให้เป็นสีเดียวกับ ปีกนก นำมาเสียบตรงหัวนก และหมวก

เครื่องดนตรีในการแสดงรำกิ่งกะหร่าของอำเภอปาย

1. กลองยาว จำนวน 1 ตัว ให้จังหวะในการรำ
2. ฉิ่งฉาบ จำนวน 1 ชุด ให้จังหวะช้า เร็ว
3. ฆ้อง จำนวน 1 ชุด ให้ความครึกครื้นในการรำ



ลักษณะการแต่งกาย
การแต่งกายในการรำกิ่งกะหร่ามี 2 ลักษณะคือ 1. การแต่งกายแบบไทยลานนา โดยใช้เสื้อหม้อฮ่อกางเกง สีน้ำเงิน การแต่งกายชุดไทยใหญ่ คือสวมเสื้อไทยใหญ่สีขาว กางเกงสะดอ
กระบวนท่า
ท่ารำที่สำคัญอยู่ ๕ ท่ารำคือ

๑. ตอนที่นางนกกิ่งกะหร่ารำออกมาเป็นฝูง แสดงออกถึงตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ แล้วพวกนางนก กิ่งกะหร่าแสดงออกถึงความดีใจที่ได้มาต้อนรับพระพุทธเจ้า

๒. ตอนที่กิ่งกะหร่าแสดงท่านั่งกราบไหว้ แสดงออกถึงความเคารพพระพุทธเจ้าตอนเสด็จมาถึงแล้ว( หรือเป็นการเคารพแขกผู้ชมด้วย)

๓. ตอนที่กิ่งกะหร่าแสดงท่ากระโดดและดีดขา ซ้าย-ขวาและก้มหัวขึ้น- ลง แสดงถึงกิ่งกะหร่ากำลังจัดแต่งขนและปีก,หาง

๔. ตอนนกกิ่งกะหร่า เกี้ยวพาราสีกันตกตัวเมียจะนั่งยองๆและเต้นไปตามจังหวะดนตรีโดยนกตัวผู้จะรำไปรอบๆนกตัวเมียแสดงออกถึงนกตัวผู้มีความรักชอบพอนกตัวเมีย

๕. ตอนที่นกกิ่งกะหร่ากระพือปีกและรำไปรอบๆ แสดงออกถึงการสนุกสนานร่าเริง และดีใจที่มาเจอกันตามประสาของนก
และยังมีท่ารำต่างๆที่ครูผู้สึกสอนอาจจะคิดค้นหรือประยุกค์ขึ้นมาเองเพื่อประกอบท่ารำให้มีท่ารำมากยิ่งขึ้นและสวยงาม

การไหว้ครูมีเครื่องบูชาครูของอำเภอปายมีดังนี้
๑. ธูป เทียน - ดอกไม้บูชาสีขาว ๓ อย่าง(ดอกอะไรก็ได้ที่มีสีขาว)
๒. สวยดอกไม้บูชาครู ๑ สวย - ขันขึ้นครู (พานเงินหรือพานทองก็ได้)
ท่ารำกิ่งกะหร่าของอำเภอปายประกอบด้วย

๑.ท่าเกี้ยวพาราสี แสดงถึงการที่นกตัวผู้และตัวเมียแสดงความรักต่อกันโดยจะรำคู่กันแสดงออกถึงความรักซึ่งกันและกัน
๒. ท่าเคารพพระพุทธเจ้าขณะเสด็จลงมาจากสวรรค์ หรือในปัจจุบันเป็นการเคารพผู้มีเกียรติและท่านผู้ชมด้วย
๓. ท่าเคารพธรณีเจ้าที่ซึ่งจะคล้ายๆกับการรำท่าไหว้พระพุทธเจ้า
๔. ท่าเล่นขน ตากแดด กางปีก โดยเรียนแบบลักษณะตามธรรมชาติของนก(ท่าแถบ)
๕. ท่ากินอาหาร กินข้าว กินน้ำ โดยเรียนแบบลักษณะตามธรรมชาติของนก
๖.ท่าตอนที่นกกิ่งกะหร่ากระพือปีกและรำไปรอบๆ แสดงออกถึงการสนุกสนานร่าเริง
นอกจากนี้ในคณะยังมีผีเสื้อร่วมวงด้วย ๑ ตัวซึ่งชาวไทยใหญ่เรียกว่ากำเบ้อคง มีลีลาการฟ้อนรำคล้ายๆการรำกิ่งกะหร่าอย่างสวยงามด้วย
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
ข้อมูลนักแสดง/ศิลปิน
ประวัติและสถานภาพ
- ชื่อ/สกุล นายมานพ ประเสริฐกุล อายุ 56 เพศชาย เกิดวันที่ 24 มิถุนายน 2492
ที่อยู่ปัจจุบัน 8/3 ศิริมงคล ต.จองคำ อ. เมืองแม่ฮ่องสอน
เบอร์โทร 053-613805 , 06-9175855
ประวัติการศึกษา ชั้น ป. 4
ผลงาน ได้รับโล่รางวัลที่ 1 ตีกลองก้นยาว
- ชื่อ/สกุล นางสาวสุรีพร ประเสริฐกุล อายุ 15 ปี เพศ หญิง เกิดวันที่ 23 มกราคม 2533
ที่อยู่ปัจจุบันที่สามารถติดต่อได้ 8/3 ศิริมงคล
เบอร์โทร 053-613805
ประวัติการศึกษา ขนาดนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ผลงาน ได้รับโล่รางวัลที่ 1
ชื่อ/สกุล นายบุญมี บุญเรือง อายุ 42 เพศ ชาย เกิดวันที่ 18 กันยายน 2506
ภูมิลำเนา 8/3 ศิริมงคล
เบอร์โทร 053-613805
ประวัติการศึกษา ชั้น ป. 4
ผลงาน ได้รับรางวัลการตีฉาบ
- ชื่อ/สกุล นายสมพุธ บุญเรือง อายุ 39 ปี เพศ ชาย เกิดวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2509
ภูมิลำเนา 8/3 ศิริมงคล
เบอร์โทร 053-613805
ประวัติการศึกษา ชั้น ป .6
ผลงาน ได้รับรางวัลตีมอง
ข้อมูลช่างทำเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ รำกิ่งกะหร่า
ประวัติและสถานภาพ
1. ชื่อ/สกุล นางบุญช่วย ธนามี อายุ 82 เพศ หญิง ภูมิลำเนา ม.ส
ที่อยู่ปัจจุบัน 8/3 ศิริมงคล เบอร์โทร 053-613805
ประวัติการศึกษา ชั้น ป. 4
ผลงาน ช่างตัดเย็บเสื้อผ้าและปักกิ่งกะหร่า
2. ชื่อ/สกุล นายมานพ ประเสริฐกุล อายุ 56 เพศ ชาย เกิดวันที่ 24 มิถุนายน 2492
ภูมิลำเนา 8/3 ศิริมงคล ที่อยู่ปัจจุบัน 8/3 ศิริมงคล
เบอร์โทร 06-9175855
ประวัติการศึกษา ชั้น ป. 4 ผลงาน ช่างประกอบ
3. ชื่อ/สกุล นางอำพร แก้วกล้ายิ่ง อายุ 39 เพศ หญิง ภูมิลำเนา ม.ส ที่อยู่ปัจจุบัน 8/3 ศิริมงคล
ผลงาน เป็นช่างประดับการตกแต่งความสวยงาม
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    34309 views