พิมพ์

ลิเก จังหวัดพิจิตร

ชื่อรายการ
ลิเก จังหวัดพิจิตร
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

                                ตามโครงการภูมิบ้าน ภูมิเมือง  จังหวัดพิจิตรได้สืบค้นด้านศิลปะการแสดง  ประเภทการแสดงเป็นเรื่องราว “ลิเก” ของจังหวัดพิจิตร    คณะลิเกในจังหวัดพิจิตร  ได้มีมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษและสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน  ราว พ.ศ. ๒๕๐๐  คณะลิเกที่มีชื่อเสียงรุ่นแรกๆ ได้แก่ คณะแก้วมณี  คณะกำแพงสวรรค์ คณะ ส.พูนสวัสดิ์  คณะ ช.โพธิ์ทอง  คณะสีนวล  เทียนทอง และคณะแสงธรรม  จนถึงปัจจุบันได้สำรวจแล้วพบว่าคณะลิเกตั้งถิ่นฐานร่วมกลุ่มส่วนใหญ่พบที่อำเภอตะพานหิน และอำเภอเมืองพิจิตร  

โดยการสืบค้นครั้งนี้ได้ทำการสัมภาษณ์ศิลปินลิเกผู้เป็นหัวหน้าคณะหรือโต้โผลิเก

จำนวน  ๑๗  คณะ  ดังนี้

                ๑. คณะ ร รัตนศิลป์                          นายวิรัตน์  ยื่นแก้ว                                   อำเภอตะพานหิน

                ๒. คณะวินัยน้อย                              นายวินัย  ชัยนาท                                    อำเภอตะพานหิน

                ๓. คณะยอดรักเพ็ญรุ่ง                       นายแสวง   เม่นมั่น                                  อำเภอตะพานหิน

                ๔. คณะเพชรเกษม                           นายเกษม   ไตรเงินดวง                            อำเภอตะพานหิน

                ๕. คณะเพชรวิฑูรณ์  รุ่งนเรศยอดรัก     นางประนอม   ปิยะโชติ                             อำเภอตะพานหิน

                ๖. คณะรุ่งทิพย์จันทรา                       นายทิพย์  ธรรมมัง                                   อำเภอตะพานหิน

                ๗. คณะตลกชายบอย                        นายชาย  รอดงาม                                    อำเภอตะพานหิน

                ๘. คณะทองเริ่มเฉลิมกมล                   นายทองเริ่ม  กระจ่างเอี่ยม                        อำเภอตะพานหิน

                ๙. คณะคุณ ป.ปากควาย หรือ หยาดนภาดาวรุ่ง    นายมณฑล  อโหสิ                       อำเภอเมืองพิจิตร

๑๐. คณะชัชวาลย์  ก้องฟ้า                      นายชัชวาลย์   ยิ้มศล                                อำเภอเมืองพิจิตร

๑๑. คณะเพชรอนันต์                             นางอนันต์  แผ่นทองดี                               อำเภอตะพานหิน

๑๒. คณะบัวหลวง  ดาวร้าย                     นายบัวหลวง   เพิ้งจันทร์                            อำเภอเมืองพิจิตร

๑๓.คณะเกษมชัยอุษาวดี                       นายเกษม   อิ่มใจ                                     อำเภอตะพานหิน

๑๔. คณะเพ็ญศรี  มีชัย                         นางกองศรี   อิ่มใจ                                     อำเภอตะพานหิน

๑๕. คณะเสน่ห์สำเภาทอง                     นายสำเภา   ทองอร่าม                                อำเภอตะพานหิน

๑๖. คณะรุ่งวีระแสงเพชร                       นายวีระ   บรรจงจัด                                    อำเภอเมืองพิจิตร

๑๗. คณะฉัตรชัยมนต์กระจ่าง                 นายฉัตรชัย   สาหร่ายสังข์                            อำเภอตะพานหิน

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
การตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยของคณะลิเก อำเภอตะพานหิน จะมีศูนย์กลางอยู่ที่สถานีรถไฟตะพานหิน
ไม่ว่าจะเป็นชุมชนร่มเกล้า ซอยวัดสันติพลาราม(หลวงพ่อศรี) บริเวณอาคารพานิชย์หน้าโรงแรมโรสอิน
ชุมชนหน้าสถานีรถไฟ ซึ่งเป็นที่อยู่ของคณะลิเกมากกว่า ๑๐ คณะ ทุกสถานที่ล้วนแล้วแต่ห่างจากสถานีรถไฟตะพานหิน ไม่เกิน ๕ กิโลเมตร ทำให้สันนิฐานได้ว่า การเลือกตั้งถิ่นฐานของคณะลิเกคำนึงถึงความสะดวกสบายของการคมนาคม ของตนเอง และผู้มาติดต่อว่าจ้าง
ประวัติความเป็นมา
ประวัติการตั้งชมรมลิเก
คณะลิเกในจังหวัดพิจิตร ได้มีมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษและสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ราว พ.ศ. ๒๕๐๐ คณะลิเกที่มีชื่อเสียง ได้แก่ คณะแก้วมณี คณะกำแพงสวรรค์ คณะ ส.พูนสวัสดิ์ คณะ ช.โพธิ์ทอง คณะสีนวล เทียนทอง และคณะแสงธรรม ชาวลิเกจะอยู่กันเป็นกลุ่มแถวสถานีรถไฟอำเภอตะพานหินด้านทิศเหนือ และซอยวัดสันติพลาราม รับแสดงและคิดค่าจ้างต่อคืนประมาณ ๖๐๐ บาท จนถึง ๑,๒๐๐ บาท ในปัจจุบันนี้ค่าจ้างต่อคืนประมาณ ๑๒,๐๐๐ บาท ถึง ๓๐,๐๐๐ บาท
นายวิรัตน์ ยื่นแก้ว และชาวลิเกมีความคิดที่จะจัดตั้งชมรมลิเก โดยร่วมกันปรึกษาหารือจะจัดตั้งชมรมขึ้น ผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานชมรมลิเกตะพานหินคนแรก ก็คือ นายประสิทธิ์ สายรุ้ง เป็นผู้นับหน้าถือตาของบรรดาศิลปินลิเก จึงได้รักษาการในตำแหน่งประธานชมรมจนใน พ.ศ. ๒๕๓๙ สภาวัฒนธรรมอำเภอตะพานหิน ได้เชิญประธานชมรมลิเกตะพานหิน เข้าร่วมประชุม ชาวสมาชิกลิเกจึงให้นายวิรัตน์ ยื่นแก้ว เป็นประธานชมรมลิเกตะพานหิน จุดมุ่งหมายในการจัดตั้งชมรมลิเกขึ้นมานั้นก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวลิเกด้วยกัน และนอกจากนั้นยังได้ช่วยเหลือสังคม ทั้งภาครัฐและเอกชนด้วย ปัจจุบันชมรมลิเกอำเภอตะพานหินยังรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น มีประธานชมรมคนปัจจุบัน คือ นายเกษม ไตรเงินดวง (หัวหน้าคณะเพชรเกษม) และเลขานุการชมรม คือ นายประเสริฐ แผ่นทองดี (หัวหน้าคณะเพชรอนันต์)
สถานะภาพองค์ความรู้ที่มีอยู่
ประวัติศิลปินลิเก (หัวหน้าคณะลิเก)
๑. คณะ ร. รัตนศิลป์
นายวิรัตน์ ยื่นแก้ว เกิดวันที่ ๗ เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๕ นับถือศาสนาพุทธ ปัจจุบันอายุ ๖๒ ปี สถานที่เกิด หมู่ที่ ๒ บ้านท่าข่อย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร บิดาชื่อ นายสังวาลย์ มารดาชื่อ นางเรียง มีพี่น้อง ๓ คน ชาย ๒ คน หญิง ๑ คน
ปัจจุบันมีบุตรหญิงจำนวน ๒ คน ได้แก่ นางวรรณะ ยื่นแก้ว และ นางสาวดวงเนตร ยื่นแก้ว
การศึกษาระดับประถม ๔ โรงเรียนบ้านเมืองเก่า ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร
สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๒๓ ตำบลในเขต อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร
โทรศัพท์ ๐๕๖–๖๒๒๒๙๗
การสืบเชื้อสายศิลปิน จากบิดานายสังวาลย์ ยื่นแก้ว และมีทายาทสืบทอดเป็นศิลปินลิเกต่อไปในครอบครัว ได้แก่ นางวรรณะ ยื่นแก้ว
ประวัติการแสดง เริ่มฝึกหัดการแสดงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ อายุ ๑๒ ปี สิ่งที่กระตุ้นให้รักในงานการแสดงคือ ใจรัก เป็นการแสดงที่มีความสวยงามถูกใจ เริ่มฝึกหัดจริงตอนอายุ ๑๘ ปี กับบิดาเป็นครูคนแรก
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๒๓ ปี ชื่อ คณะ ร. รัตนศิลป์ สมาชิกในคณะมีจำนวน ๑๕ คน มีผู้แสดง ๑๐ คน เช่าเครื่องดนตรีปี่พาทย์/นักดนตรี จากเนียมไม้ทอง คืนละ ๒,๘๐๐.-บาท ค่าแสดงครั้งแรก

๖๐๐ บาท ปัจจุบัน ๑๘,๐๐๐ บาท ปัจจุบันยังคงแสดงเป็นประจำ รายชื่อนักแสดง ประกอบด้วย (ระบุฉายา)
๑. ทัศนัย ไก่ฟ้า (ดาวยั่ว) ๒. ขวัญดาว ดารนี (นางเอก)
๓. ทรงพล ลูกพิจิตร (พระเอก) ๔. บัณฑิตน้อย (ดาวตลก)
๕. ขวัญชนก (นางเอก) ๖. ทรายทอง (นางเอก)
๗. ชูชาติ ยื่นแก้ว (ดาวร้าย) ๘. เสวก ดาวร้าย
๙. กระต่ายทอง (ดาวตลก) ๑๐. มารุต จันทร์วิสัย (พระเอก)

ชุดการแสดง ซื้อจากร้านบัวขางนครสวรรค์ และตัดชุดกระโปร่งที่อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร จากร้านติ๋ม ร้านแป๋ว ร้านปราณี เครื่องประกอบการแสดงจากร้านไพบูรณ์เพียรศิลป์ เครื่องประดับจากบ้านลิเกตลกชายบอย อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร
: วิรัตน์ ยื่นแก้ว และคุณวรรณะ ยื่นแก้ว ลูกสาวผู้ให้สัมภาษณ์ เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
๒. คณะวินัยน้อย
นายวินัย ชัยนาท เกิดวันพฤหัสบดีที่ ๙ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๕ นับถือศาสนาพุทธ อายุ ๖๒ ปี สถานที่เกิดบ้านเลขที่ ๕๔ หมู่ที่ ๑ ตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร บิดาชื่อ นายแกะ ชัยนาท มารดาชื่อ นางจวง ชัยนาท จำนวนพี่น้อง ๙ คน ชาย ๖ คน หญิง ๓ คน ได้แก่ นายอ้น ชัยนาท นายสุชาติ ชัยนาท นายวินัย ชัยนาท นายสมาน ชัยนาท นายสมศักดิ์ ชัยนาท นางนกเล็ก ชัยนาท นายหยวก ชัยนาท นางฉลวย ชัยนาท และนางเฉลา ชัยนาท
สมรสกับนางบุญปลูก พฤษชาติ จำนวนบุตรหญิง ๒ คน ได้แก่ นางอัญชลี ไตรเงินดวงและนางอนันต์ แผ่นทองดี สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๕๗ ตำบลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ ๐–๑๓๙๕–๑๓๕๑
การศึกษา ระดับประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนศึกษาลัย ตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร
การสืบเชื้อสายศิลปินลิเก มีพี่น้อง เป็นการแสดงลิเก ๑ คน ภรรยาและบุตร ๒ คน เป็นการแสดงลิเก ประวัติการแสดง เริ่มฝึกหัดการแสดงเมื่ออายุ ๑๗ ปี เนื่องจากมีใจรัก ชอบด้านลิเก เริ่มฝึกหัดจริงตอนอายุ ๒๑ ปี กับคุณครูชื่อ นายชุบ โพธิ์ทอง โดยฝึกอยู่ที่บ้านของตน และเริ่มแสดงจริงตอนอายุ ๒๕ ปี ครั้งแรกที่ตำบลบางคลาน ความรู้สึกครั้งแรกดีใจ ตื้นเต้น ได้รับค่าแสดงครั้งแรก ๒๐ บาท ปัจจุบัน ๕๐๐ บาท ได้ครอบครูเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๕
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๒๕ ปี ชื่อ คณะวินัยน้อย สมาชิกในคณะมีจำนวน ๑๙ คน ผู้แสดง ๑๔ คน นักดนตรี ๕ คน มีศิษย์ที่เด่น ๆ คือ
๑. นายเข็มทอง เชษฐ์ชะเอม ชื่อคณะ เข็มทอง เสียงระทม
๒. นายโกมินทร์ สุขภัณฑ์ ชื่อคณะ โกมินทร์ สุขภัณฑ์
๓. นายหยวก ชัยนาท ชื่อคณะ เพชรวิฑูรย์
๔. นายบำรุง ดวงแก้ว ชื่อคณะ บำรุงน้อย
ผลงานการแสดง อดีต – ปัจจุบัน ไปแสดงที่งานประจำปีวัดสันติพลาราม งานกฐินที่ ตำบลท่าฬ่อ อำเภอเมืองพิจิตร งานวันเด็กที่เทศบาลเมืองตะพานหิน และสถานีวิทยุ อ.ส.ม.ท.จังหวัดพิจิตร งานมหกรรมป้องกันและแก้ไขภาคประชาชนที่อิมแพ็คเมืองทองธานี กรุงเทพฯ วันต่อต้านยาเสพติดที่โรงเรียนตะพานหิน งานรวมพลังชาวไทยร่วมใจจัดระเบียบสังคมที่สนามกีฬากลางจังหวัดพิจิตร
มีผลงานการประพันธ์ ได้แก่ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และกำลังรวบรวมกลอนลิเกของตนเองเป็นรูปเล่ม อุดมการณ์ในการแสดง “อยากรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยด้านลิเกให้รุ่นหลังได้เห็นและสืบทอดต่อไป” : นายวินัย ชัยนาท ผู้ให้สัมภาษณ์
๓. คณะยอดรักเพ็ญรุ่ง
นายแสวง เม่นมั่น เกิดวันศุกร์ที่ ๑๔ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๔๘๖ นับถือศาสนาพุทธ อายุ ๖๐ ปี สถานที่เกิดตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ บิดาชื่อ นายผัน มารดาชื่อ นางเชื้อ เป็นบุตรคนที่ ๙ ในจำนวนพี่น้อง ๑๓ คน เป็นชาย ๙ คน เป็นหญิง ๔ คน ได้แก่ นายสมบุญ นายเจริญ นางสังวาลย์ นางมณี นายยม นายประดิษฐ์ นางสังเวียน นายจำรัส นายแสวง คนที่ ๑๐ และ ๑๒ เสียชีวิตตั้งแต่แรกเกิด คนที่ ๑๓ นางเฉลียว สมรสกับนางวันเพ็ญ เม่นมั่น มีบุตร ๓ คน ชาย ๒ คน หญิง ๑ คน ได้แก่ นายคมสัน เม่นมั่น นายศรสิงห์ เม่นมั่น และนางสาวน้ำเพชร เม่นมั่น
การศึกษา ระดับประถมศึกษาปีที่ ๔ จากโรงเรียนบ้านวัดท่านา ตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์
สถานที่อยู่ปัจจุบันบ้านเลขที่ ๑ ซอย ๓ ตำบลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ ๐-๕๖๖๒-๑๗๗๙, ๐๖ - ๒๑๖๙๐๐๐
การสืบเชื้อสายศิลปิน พ่อแม่พี่น้องและบุตรไม่มีใครเป็นลิเก ในครอบครัวภรรยาเป็นศิลปินลิเกด้วย
ประวัติการแสดง เริ่มฝึกหัดการแสดงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ อายุ ๑๓ ปี สิ่งที่กระตุ้นให้รักในงานการแสดงคือ มารดาเป็นคนชอบดูลิเก มีลิเกแสดงที่ไหนก็จะต้องให้ติดตามไปด้วยทุกครั้ง จนทำให้ผมซึมซับและชอบที่จะฝึกฝนตั้งแต่นั้นมา เริ่มฝึกหัดจริงตอนอายุ ๑๔ ปี กับครูทองม้วน ครูทองม้วนหัดลิเกโดยให้ร้องให้ฟังแล้วเกิดชอบในน้ำเสียงจึงจับหัดตั้งแต่นั้นมา และเริ่มแสดงจริงตอนอายุ ๑๔ ปี ที่วัดท่านา ตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ความรู้สึกในครั้งแรกตื้นเต้น และสนุกกับการแสดง เคยมีการรับมอบ- ครอบครูที่บ้านครูทองม้วน ค่าแสดงครั้งแรก ๑๕ บาทต่อคืน ปัจจุบัน ๒,๐๐๐ บาทต่อครั้ง
การศึกษาศิลปการแสดงโดยเริ่มจากการหัดร้อง รำ ฝึกรบด้วยดาบ ต่อเพลงตับ เพลงเถา
ผลงานการแสดงในอดีตเป็นลูกน้องรับจ้างแสดงกับคณะ ส.พูลสวัสดิ์ ปัจจุบันเป็นเจ้าของคณะยอดรักเพ็ญรุ่ง และได้รับสมญานามว่า “นักร้องสมองหนิงสมิงลิเก” ปัจจุบันยังคงแสดงเป็นประจำ มีความชำนาญที่พิเศษ คือ สามารถแต่งเนื้อร้องทั้งของตนเอง และลูกน้องในคณะได้ มีอุดมการณ์ในการแสดง “ชอบแสดงบทบาทให้เปรียบเทียบกับความเป็นจริงเพื่อให้ผู้ชมได้ทราบซึ้ง ในการแสดงแต่ละเรื่อง”
จารีต/พิธีกรรม การแสดง ก่อนแสดงจะให้มีการไหว้ครูและโหมโรง และมีการลาโรงเมื่อเลิกแสดง
เกียรติคุณ / รางวัลที่เคยได้รับ
๑. ได้รับโล่เกียรติยศ การเข้าร่วมโครงการนำวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาท ณ วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๖ จากกระทรวงยุติธรรม
๒. รับโล่พระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสพระชนมายุครบ ๗๒ พรรษา เมื่อครั้งแสดงลิเก ณ ท้องสนามหลวง
ผลงานการแสดง เป็นดารารับเชิญในการแสดงร่วมกับคณะโย่งเชิญยิ้ม รวม ๗ เรื่อง บันทึกแผ่น VCD ในนามของคณะยอดรักเพ็ญรุ่ง รวม ๘ เรื่อง
ปีที่ก่อตั้งคณะ พ.ศ.๒๕๐๘ เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๒๓ ปี ชื่อคณะ ยอดรัก
เพ็ญรุ่ง สมาชิกในคณะมีจำนวน ๒๖ คน ผู้แสดง ๑๗ คน นักดนตรี ๖ คน และผู้มีหน้าที่อื่นๆ ได้แก่ เครื่องไฟ ๓ คน ตั้งเวที ๔ - ๖ คน มีศิษย์ที่เด่นๆ คือ
๑. นายไตรทิพย์ รอดละม้าย ชื่อคณะ ยอพระกลิ่น
๒. นายหอมกลุ่น จันสิงห์ ชื่อคณะยอดรักเพ็ญรุ่ง
รายชื่อนักแสดงประกอบด้วย
๑. นายแสวง เม่นมั่น ฉายา สิงห์แสวงชัย
๒. นายไตรทิพย์ ลอดละม้าย ฉายา แสงสว่าง
๓. นางพัชรี เข็มเพชร ฉายา แก้วตา ยาใจ
๔. นางบุญสร้าง ซึงวิไลสินธุ ฉายา กระต่ายป่า
๕. นางอ่อน อินประเสริฐ ฉายา โอลีฟ
๖. นางอนงค์ อินประเสริฐ ฉายา มัทรี
๗. นายมานัส บุญกลิ่น ฉายา ธเนตรน้อย
๘. นายสมเกียรติ ยอดฉุน ฉายา กู้เกียรติ
๙. นางมานิต มีศิริ ฉายา นิ่มนวล
๑๐. นายบุญเลิศ แสงทอง ฉายา บุญเลิศ
๑๑. นางบุญชู ภัทรสกุล ฉายา เบญจวรรณ
๑๒. นางไพเราะ พฤกษาชาติ ฉายา ไพเราะ
๑๓. นางวรรณะ ยื่นแก้ว ฉายา ทัศนัย ไก่ฟ้า
๑๔. นายเผด็จ ซึงวิไรสินธุ ฉายา น้ำหวาน
๑๕. นายสมพล อยู่พิทักษ์ ฉายา ช้าแต่ชัวย์
๑๖. นายหอมกรุ่น จันทร์สิงห์ ฉายา หอมทองวัยรุ่น
๑๗. นายสัตยา สีขำ ฉายา สัตยา ยอดรัก
เครื่องแต่งกาย
ชุดพระ ประกอบด้วย หัวมอญ คาดหน้า ปิ่น, หวี เข็มขัด กำไลข้อเท้า ถุงเท้า
เสื้อ กระโปรง สนับแข้ง ต่างหู และสร้อย
สถานที่ตัด หรือซื้อ ที่กรุงเทพฯ อยุธยา อ่างทอง ราคาต่ำสุดประมาณ ๑๕,๐๐๐
บาท สูงสุดราคาถึงแสนบาท
ชุดนาง ประกอบด้วย กระโปรง กระจังหน้า หัวมอญ ต่างหู สร้อยและเข็มขัด สถานที่ หรือซื้อ กรุงเทพฯ และอำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ราคาต่ำสุดราคา
๓,๐๐๐ บาท ราคาสูงสุดถึงแสนบาท เครื่องประดับสถานที่ซื้อจากกรุงเทพฯ ถนนพาหุรัด เป็นต้น
เวทีใช้ของธเนตรน้อย ตะพานหิน ราคากำหนดไม่ได้ตามระยะทาง และปี่พาทย์
ของแจ้วดนตรี ชุมแสง ราคา ๒,๘๐๐ บาท
ตัวอย่างผลงานการแสดง (เนื้อเรื่องย่อ) … เรื่อง “เสน่ห์เมียน้อย”
“หลวงรามมีเมีย ๒ คน เมียหลวงนามสาหร่าย เมียน้อย นามสำรวย สำรวยอิจฉาริษยาจึงใส่ร้ายว่าสาหร่ายมีชู้ จึงถูกหลวงรามสามีไล่ออกจากบ้านพร้อมลูกสาวนามเรไร ซึ่งมีไอ้เหล็กที่เป็นคนใช้ภายในบ้านคอยปกป้อง เพราะเมรีที่เป็นน้องสาวต่างแม่ คือสาหร่ายนั้น รังแกอยู่บ่อยๆ ไอ้เหล็กจึงเกิดรักเรไร ต่อมาเมื่อเรไร ได้พบกับราชโอรสชัยณรงค์ ซึ่งสลบอยู่เกิดชอบแหวนและแลกเปลี่ยนของตนไว้ ราชโอรสจึงตามแหวนนั้นจนพบกับเมรี ซึ่งโกงแหวน มาจากเรไร อ้างตนเป็นเจ้าสาวแทนเรไร ขอแต่งงานกับโอรส พาโอรสไปเที่ยวสวนหลังบ้านและพบกับเรไรเข้า โอรสจำเรไรได้ เรไรจึงวิ่งหนี ชัญณรงค์วิ่งตามไป”
บทร้อง (ตัวอย่าง)
ศิลปะติดดินศิลปินไทยเดิม
ช่วยกันส่งเสริมสืบสาน
ลิเกร้องรำตั้งแต่โบร่ำโบราณ
สมัยรัชกาลเก่าก่อน
ลิเกมีหลักต้องยอดรักเพ็ญรุ่ง
ศิลป์ไทยลูกทุ่งภูธร

๔. คณะเพชรเกษม
นายเกษม ไตรเงินดวง เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๕ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๐๑ นับถือศาสนาพุทธ อายุ ๔๖ ปี สถานที่เกิด บ้านเลขที่ ๑๑ ถนนเศรษฐทัตต์ ตำบลในเขต อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร บิดาชื่อนายทองสุข มารดาชื่อนางสมจิตร เป็นบุตรคนเดียว สมรสกับนางมาลี ไตรเงินดวง มีบุตร ๓ คน ชาย ๑ คน หญิง ๒ คน ได้แก่ นางสาววันดี นายฐิติพล และเด็กหญิงกิ่งเพชร ไตรเงินดวง
การศึกษา ระดับประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาล ตำบลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ตอนอยู่ที่โรงเรียนชั้น ป.๓ - ๔ สอบไล่ได้ที่ ๑ สองครั้ง และเป็นนักร้องเพลงประจำโรงเรียน สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๐๒/๓ ถนนชมฐีระเวช ตำบลในเขต อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ ๐-๕๖๖๒-๒๒๐๓
การสืบเชื้อสายศิลปิน จากบรรพบุรุษ นายสมหมาย ตรีเนตร มีศักดิ์เป็นครู เป็นศิลปินลิเกมีสมญานามว่า พระเอกนักร้อง ครอบครัวบิดา - มารดา ภรรยาและบุตรเป็นศิลปินลิเกด้วย
ประวัติการแสดง เริ่มฝึกหัดการแสดงเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๒ อายุ ๑๑ ปี สิ่งที่กระตุ้นให้รักในงานการแสดงคือ ชอบศิลปการแสดงลิเกเพราะแต่งตัวสวยและใช้ไหวพริบปฏิภาณ ทักษะในการแสดงทั้งร้องและรำ หลังจากฝึกหัดเมื่อตอนอายุ ๑๑ ปี แล้วตัวยังเล็ก จึงหยุดการฝึกหัดไปขายของอยู่ที่อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ และกลับมาทำการแสดงจริงจังเมื่อตอนอายุ ๑๘ ปีและฝึกหัดด้นกลอนสดและภาษาอักขระจนเชี่ยวชาญและแตกฉานพอสมควร จึงเริ่มแสดงครั้งแรกที่วัดราชช้างขวัญ อำเภอเมืองพิจิตร ความรู้สึกในตอนนั้นประหม่าแต่ก็สู้กับการประประหม่าจนจบการแสดงในคืนนั้น ได้รับการครอบครูกับ ครูสมหมาย ตรีเนตร ที่อำเภอตะพานหิน เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ มีดอกหญ้าแพรก ธูปเทียน ดอกไม้ ๓ ดอก
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๓๔ ปี ชื่อ คณะเพชรเกษม สมาชิกในคณะมีจำนวน ๔๔ คน ผู้แสดง ๒๓ คน นักดนตรี ๗ คน และผู้มีหน้าที่อื่นๆ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ติดตั้งเวทีการแสดงและเจ้าหน้าที่ติดตั้งเครื่องไฟ เครื่องขยายเสียง ลูกสาวหัวหน้าคณะทำการแสดง
รายชื่อนักแสดง ประกอบด้วย (ฉายานักแสดง)
๑. เพชรเกษม (หัวหน้าคณะ) ๒. เพชรบังเอิญ (ตลก)
๓. ตลกยืดพิจิตร ๔. ตลกน้อยไปรษณีย์
๕. ไอ้คิดดาวร้าย ๖. ไอ้ย่องดาวร้าย
๗. พระเอกรุ่งวิรัตน์ ๘. พระเอกรุ่งฟ้า
๙. พระเอกดวงเพชร ๑๐. พระเอกยุทธนา
๑๑. พระเอกชานนท์ ๑๒. พระเอกหนึ่งเพชร
๑๓. ยวนจิตต์ (ดาวยั่ว) ๑๔. อัญชลี รุ่งโรจน์ (นางเอก)
๑๕. อรยา ดาวยั่ว ๑๖. นางเอกเมตตา มารตรี
๑๗. นางเอกขวัญเพชร แวงดารา ๑๘. นางเอกบีเอ็ม
๑๙. ดาวยั่วสุพรรณี ๒๐. ดาวตลกหญิงน้องจอย
๒๑. ดาวตลกหญิงขวัญพลอย ๒๒. นางเอกเพชรอนันต์
ค่าแสดงครั้งแรก ๒๐ บาท ค่าจ้างแสดงทั้งคณะ ราคาตั้งแต่ ๑๘,๐๐๐ บาท – ๒๕,๐๐๐ บาท ปัจจุบันยังคงมีทีมแสดงเป็นประจำ มีความชำนาญพิเศษ คือ สามารถร้องกลอนสดแบบไม่ต้อง ดูเนื้อร้องได้ ร้องแหล่แบบร้องสดหน้าเวทีได้ไม่ติดขัด มีอุดมการณ์ในการแสดง “เมื่อออกทำการแสดงต้องให้ดีเน้นคุณภาพ ให้คนดูติดใจและเตรียมพร้อมเสมอ”
ตัวอย่างบทแสดงโดยย่อ เรื่อง “สร้อยเปลี่ยนสี”
“สร้อยเป็นสาวบ้านนอกอยากจน อาชีพทำนา มีผัวชื่อสนมีลูก ๒ คน คนโตเป็นผู้หญิง คนเล็กเป็นผู้ชาย วันหนึ่งมีข้าราชการมาจากบางกอก มาจัดสรรที่ดินในหมู่บ้าน และเกิดชอบพอกับสร้อย จึงติดต่อกับกำนันให้เป็นพ่อสื่อพาสร้อยไปบางกอก สร้อยหลงความรวยจึงตามเสี่ยไปบางกอก สนกลับจากทำนา เมื่อรู้เรื่อง จึงตามเมียเข้าบางกอกและเจอเสี่ยกับกำนัน พร้อมด้วยสร้อยอยู่ด้วยกัน สนจึงทำร้ายข้าราชการคนนั้นปางตาย และถูกเจ้าหน้าที่จับติดคุก เวลาผ่านไปลูกคนเล็กของเจ้าสนเป็นผู้ชายโตขึ้นถูกกำนันกลั่นแกล้งและท่าท้ายไปถึงพ่อให้มาสู่กับกำนัน กำนันได้ฟันหน้าฝากบาดแผล ไปให้สนดู ลูกเจ้าสนจึงได้บากหน้าไปเรือนจำ เล่าความจริงให้พ่อฟัง สนรู้ความจริงแหกคุกไปฆ่ากำนันสุดท้าย สนถูกประหารชีวิต”
“ ณ หมู่บ้านย่านชนบท กันดานสันโดดรอบด้าน
ไม่มีแสงสีที่สร้างสรรค์ เพราะความกันดานดาษดื่น
หญิงคนซื่อชื่อสร้อย เรื่องงามไม่หงอยง่วงเหงา
ทำไร่นาแม้หน้าหนาว สร้อยยังตื่นเช้ายิ้มชื่น
เกิดเป็นวันเรื่องงานไม่ว่าง มีทั้งหอบฟางผ่าฟื้น”
: นายเกษม ไตรเงินดวง ผู้ให้สัมภาษณ์
๕. คณะเพชรวิทูรย์ รุ่งนเรศยอดรัก
นางประนอม ปิยะโชติ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๑ เดือนมกราคม พ.ศ.๒๔๙๖ นับถือ ศาสนาพุทธ อายุ ๕๑ ปี สถานที่เกิด อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร บิดาชื่อนายทวิท ปิยะโชติ มารดาชื่อ นางมน ปิยะโชติ จำนวนพี่น้อง ๓ คน ชาย ๑ คน หญิง ๒ คน ได้แก่ นางสมหมาย ปิยะโชติ นายจำนงค์ ปิยะโชติ และนางประนอม ปิยะโชติ สมรสกับ นายหยวก ชัยนาท (เสียชีวิตแล้ว) มีบุตรด้วยกัน ๑ คน ชื่อ นางสาวเพชรน้ำผึ้ง ชัยนาท
การศึกษา ระดับประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนท่าข้ามวิทยาคาร อำเภอเมืองชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๕๑๕ ตำบลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ ๐-๕๖๖๒-๒๓๙๒ มือถือ ๐-๙๕๖๖-๐๒๒๗
การสืบเชื่อสายศิลปิน มีพี่น้องเป็นศิลปินลิเก สามีและบุตรสาว เป็นศิลปินลิเกด้วยกัน เริ่มฝึกหัดการแสดง เมื่ออายุ ๑๕ ปี ด้วยใจรักที่จะแสดงลิเก คุณครู นายจำนงค์ พ่วงชัง เป็นผู้ฝึกสอน สาเหตุที่เข้าฝึกหัดการแสดงเพราะอยู่บ้านใกล้เคียงกัน เห็นเขาฝึกซ้อมก็อยากที่จะแสดงบ้าง และเริ่มแสดงจริงตอนอายุ ๑๖ ปี ครั้งแรกที่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ความรู้สึกในการแสดงลิเกครั้งแรก ประหม่าแต่มีความเชื่อมั่นว่าจะแสดงได้ดี การรับมอบ – ครอบมือ – ไหว้ครู ที่โรงลิเก จำปี พ.ศ. ไม่ได้ ประกอบด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน หมาก ๓ คำ เงินจำนวน ๑๒ บาท และเหล้า บุหรี่
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๒๕ ปี ชื่อ คณะเพชรวิฑูรย์ (เป็นคณะเดียวกันกับนายหยวก เพชรวิฑูรย์ ผู้เป็นสามี) สมาชิกในคณะมีจำนวน ๒๒ คน ผู้แสดง ๑๔ คน นักดนตรี ๘ คน ค่าแสดงครั้งแรก ๓,๕๐๐ บาท ปัจจุบันจ้างทั้งคณะละ ๒๗,๐๐๐ บาท ผลงานล่าสุดได้รับ
รางวัลชนะเลิศจากการประกวดสุดยอดลิเก OTOP
จังหวัดพิจิตร ปี ๒๕๔๗ ชื่อเรื่องการแสดง “หนี้ชีวิต”
มีผู้แสดในการประกวด จำนวน ๕ คน
นักแสดงคู่พระ - นาง ๑. นายนเรศ เที่ยงอยู่
๒. นางสาวเพชรน้ำผึ้ง ชัยนาท
นักแสดงอื่น ๆ ๓. นายหยวก ชัยนาท
๔. นายศิริชัย ดีมั่น
๕. นางประนอม ปิยะโชติ
: นางประนอม ปิยะโชติ ผู้ให้สัมภาษณ์
๖. คณะรุ่งทิพย์จันทรา
นายทิพย์ ธรรมมัง เกิดเมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๓ อายุ ๔๔ ปี นับถือศาสนาพุทธ สถานที่เกิด บ้านตะเบาะ ตำบลตะเบาะ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ บิดาชื่อ นายเมธา สีดา มารดาชื่อ นางแต้ว ธรรมมัง ไม่มีพี่น้อง สมรสกับนางช่อเพชร มีบุตรสาว ๔ คน ได้แก่ นางสาวธิดา ธรรมมัง นางสาวจันทรา ธรรมมัง นางสาวดารา ธรรมมัง และนางสาวสุกัญญา ธรรมมัง
การศึกษา ระดับประถมศึกษาโรงเรียนบ้านตะเบาะ ตำบลตะเบาะ อำเภอเมืองเพชรบูรณ์จังหวัดเพชรบูรณ์ สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๑๒๐ ตำบลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร การสืบเชื้อสายศิลปิน จากบิดานายเมธา สีดา เป็นศิลปินประเภทโขนและลิเก และนายวินัย ผู้เป็นลุงห่างๆ เป็นศิลปินลิเก มีสมญานามว่า เขี้ยวเสน่ห์ยิ้มตลอดกาล ปัจจุบันครอบครัวภรรยาและบุตรสาว ๒ คน นางสาวจันทรา และนางสาวสุกัญญา เป็นศิลปินลิเกด้วยกัน
ประวัติการแสดง เริ่มฝึกหัดการแสดงเมื่อ ปี พ.ศ.๒๕๑๗ อายุ ๑๔ ปี สิ่งที่กระตุ้นให้รักในงานการแสดง คือ ตัวเราไม่มีสมบัติ บ้านและที่ดิน และเห็นพี่ป้าน้าอา ทั้งพ่อแม่ก็เป็นลิเก จึงถูกฝึกหัดมาจนเป็นลิเก ตอนเด็กๆ เคยอยากเป็นครูและทหาร แต่เมื่อมาเป็นลิเกก็มีความรักและผูกพันตลอดมาจนทุกวันนี้ เริ่มฝึกหัดจริงตอนอายุ ๑๔ ปี กับครูวินัย ตอนเด็กพ่อเคยแต่งกลอนให้ฝึกร้อง พอออกโรงเรียนก็มาฝึกหัดกับพ่อใหญ่บุญธรรมและครูวินัย ได้ฝึกหัดอยู่สอง เรื่องชาลวันไกรทอง และวิวาห์พิษ
เริ่มแสดงจริงตอนอายุ ๑๖ ปี ครั้งแรกที่บ้านพ่อใหญ่บุญธรรม หน้าโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ ความรู้สึกตอนนั้นตื้นเต้น สนุกและดีใจมาก
การรับมอบ-ครอบมือ-ไหว้ครู จำปี พ.ศ.ไม่ได้ ทำที่บ้านพ่อใหญ่แถวหน้าโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ ใช้พานดอกไม้สตางค์ ค่าครูนิดหน่อย ครูวินัยจับข้อมือให้ ปัจจุบันครูวินัยและพ่อใหญ่รวมทั้งพ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้ว
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๓๐ ปี ชื่อคณะรุ่งทิพย์จันทรา สมาชิกในคณะมีจำนวน ๔๐ คน ผู้แสดง ๒๐ คน นักดนตรี ๑๐ คน และผู้มีหน้าที่อื่นๆ ได้แก่ คนติดตั้งเวที ๖ คน ติดตั้งเครื่องเสียง ๔ คน มีศิษย์ที่เด่นๆ คือ นางสาวสุกัญญา ธรรมมัง ชื่อคณะ สุกัญญา ดาราทิพย์
เหตุการณ์สำคัญเมื่อครั้งเรียนศิลปการแสดง เช่น เริ่มแรกครูแต่งกลอนให้ท่องจำ ครูสอนให้รำเข้าและรำออก ออกแสดงตามวิกและตามวัด เป็นเดือนเป็นปี บางทีก็มีคนมาจ้างไปแสดงตามงานต่างๆ ค่าแสดงครั้งแรก ๒๐ - ๓๐ บาท ปัจจุบัน ๘๐๐ - ๒,๐๐๐ บาท
ความภูมิใจจากรายได้การแสดง ในตอนแรกๆ ลำบากมาก ปัจจุบันมีชื่อเสียงคนรู้จักงานก็มีเยอะขึ้น พอเลี้ยงตัวและครอบครัว สามารถส่งลูกเรียนคนโตจบผู้ช่วยพยาบาล คนที่สองจบปริญญาตรีที่วิทยาลัยนาฏศิลป์กรมศิลปากร คนที่สามกำลังศึกษาอยู่เทคโนฯ คนที่สี่เรียนการศึกษานอกโรงเรียนและแสดงลิเก ซึ่งลูกๆ ก็กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาช่วยด้วยอีกทางหนึ่ง
อุดมการณ์ในการแสดง ต้องแสดงให้ดีและคงมาตรฐาน เพราะอยากมีชื่อเสียงโด่งดัง
ผลงานล่าสุดได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดสุดยอดลิเก OTOP ครั้งที่ ๒ ประจำปี ๒๕๔๘ ชื่อเรื่องการแสดงเรื่อง “ใจพี่ ใจน้อง” จำนวนผู้แสดง ๖ คน
๑. นายกฤษฎ์ มาคำ
๒. นางสาวสุกัญญา ธรรมมัง
๓. นายสมพร จันทร์ศรี
๔. นายแสงสิงห์ เทียนทอง
๕. นายสมพร เขตุชะเอม
๖. นางวิไลพร เขตุชะเอม


บุตรสาวของหัวหน้าคณะ

ตัวอย่างเนื้อเรื่องย่อ “ใจพี่ใจน้อง”
“เบิ้ม เบี้ยว บอย สามคนพี่น้องเป็นลูกของขุนกบิลและสายบัว (ขุนกบิลตายจากไปแล้ว)ตอนนี้รู้ข่าวว่าในเมืองมีการแข่งขันประลองฝีมือ จึงพากันไปลาแม่สายบัวเข้าเมืองไปประลองฝีมือ เมื่อมาประลองฝีมือ ขุนพลกากะบาตเป็นตัวยืน เบี้ยวชนะขุนพลกากะบาต แต่เจ้าหญิงบุษบาให้ประลองกับเบิ้มด้วย เบี้ยวแอบบังคับให้พี่ชายแพ้ตัวเอง เบิ้มก็ยอมแต่เจ้าหญิงบุษบาแอบรู้ จึงแต่งตั้งให้เบิ้มเป็นทหารเอกคู่พระทัย เบี้ยวไม่พอใจสะบัดหน้ากลับบ้าน เมื่อไปหาแม่ก็ถูกแม่ไล่ออกจากบ้าน เบี้ยวก็ยิ่งเสียใจ เมื่อเข้ามาอยู่ในเมืองถูกขุนพลกากะบาตยุให้แอบไปฆ่าเจ้าหญิงบุษบา เบี้ยวจึงแอบไปฆ่าหญิงบุษบาแต่เบิ้มได้เข้ามาห้ามไว้ เบี้ยวกลับใส่ร้ายว่าเบิ้มจะเป็นคนฆ่าเจ้าหญิง เจ้าหญิงบุษบาหลงเชื่อจึงสั่งให้เบี้ยวนำตัวเบิ้มไปประหารชีวิต ในระหว่างที่เบี้ยวจะประหารชีวิตเบิ้ม บอยพาแม่สายบัวมาห้ามไว้ แต่เบี้ยวไม่ฟังและไม่เชื่อ แม่สายบัวจึงด่าว่า และสาปแช่งเบี้ยว สุดท้ายแล้วเบี้ยวใช้มีดแทงตัวเองตาย (เพราะสำนึกผิด)”
นายทิพย์ ธรรมมัง ผู้ให้สัมภาษณ์
๗. คณะตลกชายบอย
นายชาย รอดงาม เกิดวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๐๓ ปัจจุบันอายุ ๔๔ ปี นับถือศาสนาพุทธ สถานที่เกิด บ้านเลขที่ ๗๖ หมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านบุ่ง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร บิดาชื่อ นายละ รอดงาม มาดาชื่อ นางจาบ รอดงาม มีจำนวนพี่น้อง ๙ คน ชาย ๕ คน หญิง ๔ คน ได้แก่ นายทวี รอดงาม (เสียชีวิตแล้ว) นายสำลี รอดงาม นางกำไร นางสุรินทร์ นายสำราญ รอดงาม นางสาวคารม รอดงาม นางกาหลิบ นายสุชาติ รอดงาม
สมรสกับนางปราณี รอดงาม มีบุตรด้วยกัน ๓ คน ชาย ๒ คน หญิง ๑ คน ได้แก่
นางสาวอุทุมพร รอดงาม เด็กชายปิยะณัฐ รอดงาม เด็กชายเชษฐา รอดงาม
การศึกษา ระดับประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านใดชุมแสง ตำบลบ้านบุ่ง อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร
สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๑๒๕ ตำบลในเขต อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ ๐-๕๖๖๒-๒๔๓๐
การสืบเชื้อสายศิลปิน จากนายทวี รอดงาม เป็นพี่ชาย แสดงเป็นพระเอก มีสมญานามว่า ยอดธง จากครอบครัว บิดา – มาดา พี่น้อง เป็นศิลปินลิเก ภรรยาและบุตรสาว น.ส.อุทุมพร รอดงาม ก็เป็นศิลปินลิเก
เริ่มฝึกหัดการแสดงเมื่อ อายุ ๑๓ ปี สิ่งที่กระตุ้นให้รักในงานการแสดง คือ มีใจรักการแสดงลิเก พ่อและแม่ก็เป็นศิลปินลิเก เริ่มแสดงจริงตอนอายุ ๑๔ ปี ครั้งแรกในงานวัดประจำปีในจังหวัดพิจิตร ความรู้สึกในตอนนั้นชอบมากและสนุกด้วย
การรับมอบ – ครอบมือ – ไหว้ครู ทำที่โรงเรียนเทศบาล ๑ ตะพานหิน ปี พ.ศ.จำไม่ได้
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๓๕ ปี ชื่อคณะตลกชายบอย สมาชิกในคณะจำนวน ๒๕ คน ผู้แสดง ๑๕ คน นักดนตรี ๑๐ คน และผู้มีหน้าที่อื่นๆ ได้แก่ ติดตั้งเวทีและเครื่องเสียง ปัจจุบันค่าแสดงของคณะประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท/ครั้ง
มีศิษย์เด่นๆ คือ นางสาวอุทมพร รอดงาม เด็กชายปิยะณัฐ รอดงาม นายธวัฒน์ รอดงามและนายสุชาติ รอดงาม ทั้งหมดอยู่ในคณะตลกชายบอย
เหตุการณ์ที่สำคัญในการแสดง เช่น ไปแสดงที่สนามหลวง กรุงเทพฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระชนมายุครบ ๗๒ พรรษา แสดงเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๒
มีความชำนาญพิเศษในการแสดงตลก อุดมการณ์ในการแสดง “ต้องทำการแสดงให้ดีและรักหน้าที่ของแต่ละหน้าที่ต้องรับผิดชอบแต่ละตัวที่แสดงออกไม่ให้ผู้จ้างหนักใจ ต้องซื่อสัตย์ ต่อหน้าที่”
ผลงานรางวัลรองชนะเลิศการอันดับ ๑ การประกวดสุดยอดลิเก OTOP ครั้งที่ ๒ ประจำปี ๒๕๔๘ ชื่อเรื่องการแสดง “บุญชนะบาป” จำนวนผู้แสดง ๖ คน ประกอบด้วย
๑. นายฐิติพล ไตรดวงเงิน
๒. นางสาวอุทุมพร รอดงาม
๓. นายสุชาติ รอดงาม
๔. นางปราณี รอดงาม
๕. นางวันดี กล่อมแดง
๖. นายนิพนธ์ ตอสุวรรณ
บทย่อเนื้อเรื่อง “บุญชนะบาป”
“ มีเจ้าชายออกไปป่ามีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่งมี พ่อ แม่ ลูก และลูกเลี้ยง
แม่ได้ไล่ลูก ไปทำงาน ไปพบเทวดา และเทวดาทำให้ตัวหอม และพบเจ้าชายจะมาขอเป็นมเหสีกลับมาพบแม่และน้อง น้องต้องการเป็นอย่างพี่บ้าง ก็เลยไปขอต่อเทวดา เทวดาสาปให้ รูปร่างไม่สวย การดำเนินเรื่องจะมาจบลงที่บ้าน”

๘. คณะทองเริ่มเฉลิมกมล
นายทองเริ่ม กระจ่างเอี่ยม เกิดวันพุธที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๘๕ นับถือศาสนาพุทธ
อายุ ๖๒ ปี สถานที่เกิด บ้านเลขที่ ๑๕ หมู่ที่ ๘ ตำบลหนองกะเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ บิดาชื่อ นายทองเริ่ม กระจ่างเอี่ยม มารดาชื่อ นางส้มเกลี้ยง กระจ่างเอี่ยม จำนวนพี่น้อง ๗ คน ชาย ๕ คน หญิง ๒ คน ได้แก่ นายทองเริ่ม กระจ่างเอี่ยม นายสำเริง กระจ่างเอี่ยม นายบุญเลิศ กระจ่างเอี่ยม นางซ่อนกลิ่น กระจ่างเอี่ยม นายพนม กระจ่างเอี่ยม นายมนตรี กระจ่างเอี่ยม นางจันแรม(จันทร) กระจ่างเอี่ยม (เสียชีวิตแล้ว)
สมรสกับนางสำราญ กระจ่างเอี่ยม (เสียชีวิตแล้ว) มีบุตร ๓ คน ชาย ๒ คน หญิง ๑ คน ได้แก่ นางนภาพร สิงหนาถ นายเสรีย์ กระจ่าง และนายศักดิ์ชัย กระจ่างเอี่ยม
การศึกษา ระดับประถมศึกษาโรงเรียนวัดราษฎรศัทธาธรรม ตำบลหนองกระเจา อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์
สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๕๒/๒ ตำบลในเขต อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ ๐-๑๒๘๑-๗๔๒๖
การสืบเชื้อสายศิลปิน จากบรรพบุรุษ คือ คุณปู่ คุณย่า ลุง ป้า น้า อา และพ่อเป็นศิลปินลิเก รวมทั้งภรรยาและลูกทั้ง ๓ คน เป็นศิลปินลิเกกันหมด
ประวัติการแสดง เริ่มฝึกหัดการแสดงเมื่อ อายุ ๑๑ ปี สิ่งที่กระตุ้นให้รักในงานการแสดง คือ มีศักดิ์ศรีแก่ตัวเอง พบปะผู้คนได้มากเป็นที่รู้จักไม่ว่าข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน เป็นอาชีพที่หาเลี้ยงตัวเองได้ไม่ลำบาก และได้ไปในสถานที่ต่างๆ ที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น เมื่อทำการแสดงหรือไม่ทำการแสดงทุกคนให้การต้อนรับ และเป็นศิลปะพื้นบ้านของชาติ
เริ่มฝึกหัดจริงตอนอายุ ๑๑ ปี กับครูซึ่งเป็นคุณพ่อ ต่อมาลุทองม้วน กระจ่างเอี่ยม ได้สั่งสอนต่ออีก รวมทั้งคุณอาทองเยื้อน กระจ่างเอี่ยม แสดงลิเกในคณะหอมหวล ได้ขึ้นมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาสอนให้เพิ่มเติม พาไปแสดงในที่ต่างๆ เป็นประสบการณ์มากยิ่งขึ้น
เริ่มแสดงจริงครั้งแรกตอนอายุ ๑๕ ปี ที่วัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ความรู้สึกในตอนนั้นมีความตื่นเต้นไม่มากนัก การรับ – ครอบมือ – ไหว้ครู จำปี พ.ศ.ไม่ได้ รู้แต่ว่าการจับข้อมือให้ครูครอบ เครื่องประกอบพิธีได้แก่ หัวหมู ไก่ บายศรีหลัก บายศรีตอ บายศรีปากชาม เครื่องกะยาบวช พร้อมขนมต้ม แตง ต้มขาว ผ้าขาวปูรองพื้น ผู้เข้าร่วมไหว้ครู มีขันธ์ครูดอกไม้ธูปเทียน สตางค์ หมาก พลู เป็นต้น
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๒๗ ปี ชื่อ คณะทองเริ่มเฉลิมกมล สมาชิกในคณะมีจำนวน ๒๕ คน ผู้แสดง ๑๐ คน นักดนตรี ๕ คน และผู้มีหน้าที่อื่นๆ ได้แก่ หัวหน้าพิณพาทย์ มีศิษย์มากมายแต่ทุกคนแยกย้ายกันไป มีความเห็นเกี่ยวกับการเรียนฝึกหัดลิเก คือ ท่องคำกลอน ร้องให้คล่องก่อน ฝึกหัดท่ารำ เดิน ท่ารบ ให้ได้ก่อน ค่าแสดงครั้งแรก ๒๐ บาท ปัจจุบัน ๔๐๐ บาท
ความชำนาญที่พิเศษในสาขาการแสดงลิเก คือ เป็นพิธีกร อ่านโองค์การไหว้ครูทั่วไป ตอนนี้ก็มีดาราตลกหลายท่าน เชิญไปทำพิธีไหว้ครูและตั้งศาล พระราหู พระพรหม ทั้งในอำเภอตะพานหิน และจังหวัดใกล้เคียง
: นายทองเริ่ม กระจ่างเอี่ยม ผู้ให้สัมภาษณ์


๙. คณะคุณ ป.ปากควาย หรือคณะหยาดนภา ดาวรุ่ง
นายมณฑล อโหสิ เกิดเมื่อวันพุธ เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๙๘ ปีมะแม อายุ ๔๙ ปี นับถือศาสนาพุทธ สถานที่เกิด ตำบลงิ้วราย อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร บิดาชื่อ นายมงคล อโหสิ มารดาชื่อ นางทองหล่อ อโหสิ จำนวนพี่น้อง ๔ คน ชาย ๒ คน หญิง ๒ คน ได้แก่ นางคารม อโหสิ นางไพเราะ อโหสิ นายมณฑล อโหสิ นายเมฆินทร์ อโหสิ
สมรสกับ นางสกาวรัตน์ อโหสิ จำนวนบุตร ๓ คน ชาย ๒ คน หญิง ๑ คน ได้แก่ นายอภิรักษ์ อโหสิ นางสาวรุ่งนภา อโหสิ และ เด็กชายมณเฑียร อโหสิ
การศึกษา ระดับประถมศึกษา ชั้นปีที่ ๔ โรงเรียนเทศบาล ท่าหิน ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๓๑/๕ หมู่ที่ ๑ ตำบลดงป่าคำ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ ๐-๕๖๖๗-๔๐๘๖
การสืบเชื้อสายศิลปิน จากบิดา นายมงคล อโหสิ เป็นศิลปินลิเก มีสมญานามว่า ขุน ปากครก มีพี่น้อง ภรรยาและบุตรเป็นการแสดงประเภทลิเกด้วย

ประวัติการแสดง เริ่มฝึกหัดการแสดงลิเกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๑ อายุ ๑๓ ปี สิ่งที่กระตุ้น
ให้รักงานการแสดงลิเก คือ เติบโตมาก็อยู่ในวิกลิเกเห็น บิดา มารดา แสดงอยู่เสียงปี่พาทย์ตะโพนฝังใจ เริ่มฝึกหัดจริงตอนอายุ ๑๕ ปี กับพี่ชายต่างมารดา ชื่อนคร อโหสิ สอนให้นั่งดูตอนพี่แสดงความรู้สึกในการแสดงครั้งแรก อาย ประหม่า ไม่มองคนดู ขาสั่นและกลัวผิด
การรับมอบ-ครอบครู-ไหว้ครู ทำประจำทุกปี ประกอบด้วย ดอกไม้ ธูปเทียน หญ้าแพรก เงิน ๑๒ บาท หัวหมู เป็น ไก่ ผลไม้ และสุรา
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๒๖ ปี ชื่อ คณะอภิรักษ์ ดาวรุ่ง หรือหยาดนภา ดาวรุ่งสมาชิกในคณะมีจำนวน ๑๒ คน ผู้แสดง ๑๒ ใช้นักดนตรีจากที่ต่างๆ ค่าแสดงครั้งแรก ๒๐ บาท ผลงานการแสดงส่วนใหญ่เล่นบทตัวโจ๊ก มีสมญานามของตนเองว่า ป. ปากควาย มีผลงานการประพันธ์เรื่อง แต่งกลอนลิเกบ้าง และยังคงแสดงอยู่เป็นประจำ มีความชำนาญพิเศษในสาขา คือ แต่งเพลงและกลอน อุดมการณ์ในการแสดง คือ “ไม่ว่าเราจะเป็นหัวหน้าหรือลูกน้อง ต้องแสดงให้เต็มที”
ผลงานการแสดงประกวดสุดยอดลิเก OTOP ครั้งที่ ๒ ประจำปี ๒๕๔๘ ชื่อเรื่องการแสดง “สายเลือดเดียวกัน” จำนวนผู้แสดง ๖ คน ประกอบด้วย
๑. นายไพโรจน์ แสงทอง ๒. นางสาวรุ่งนภา อโหสิ (บุตรสาว)
๓. นายมณฑล อโหสิ ๔. นายศักดิ์ชัย กระจ่างเอี่ยม
๕. นายบุญสว่าง บัวหลวง ๖. นางอนุ บัวหลวง
บทย่อเนื้อเรื่อง “สายเลือดเดียวกัน”
“กษัตริย์ภูมินทร์ ครองเมืองชัยยะบุรี เมียชื่อรัศมี มีลูกสองคน ชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง ยังเล็กอยู่ เกิดสงครามกับเมืองเสปุระ องค์หญิงรัศมี อุ้มลูกชายหนีไป องค์ภูมินทร์
ถูกจับตัวพร้อมลูกหญิง ต่อมา องค์ภูมินทร์ได้แต่งงานกับราชธิดาแห่งเมืองเสปุระ และเปลี่ยนชื่อจาก “ภูมินทร์” เป็น “บาระมี” ส่วนลูกสาวชื่อ “ผกามาศ” บาระมี รัก และหวงมาก
ขวัญเมือง เป็นแม่ทัพแห่งเมืองเสปุระ แอบรักกับราชธิดาผกามาศ ราชธิดาผกามาศนัดแม่ทัพขวัญเมืองมาพบ องค์บารมีหรือภูมินทร์มาเห็น ไล่ขวัญเมืองไป ผกามาศขอไปชมอุทธยาน
“เสมา” คือลูกขององค์ภูมินทร์ ซึ่งรัศมีหนีสงครามมาอาศัยวัดอยู่ เสมาอยากรู้อดีตว่ามาจากไหน องค์หญิงรัศมีบวชชี เสมาถาม แต่แม่ชีไม่บอก หลวงตาหมูเป็นคนบอก เสมา แค้นใจเดินทางเข้าเมืองเสปุระ เพื่อแก้แค้น ราชธิดาผกามาศ กับเสมาพบกัน เมื่อเสมารู้ว่าผกามาศคือธิดาแห่งเสปุระก็ข่มขืนราชธิดาผกามาศ มาบอกกษัตริย์บารมี กษัตริย์บารมีสั่งให้ขวัญเมืองออกจับเสมา
เสมา เจอกับ ขวัญเมือง จึงเกิดการสู้กัน ขวัญเมืองแพ้ กษัตริย์บารมีเข้าช่วยจับเสมาได้กษัตริย์บารมีให้ผกามาศฆ่าเสมา”
: นายมณฑล อโหสิ ผู้ให้สัมภาษณ์
๑๐. คณะชัชวาลย์ ก้องฟ้า
นายชัชวาลย์ ยิ้มศล เกิดวันเสาร์ ที่ ๒๑ เดือนมีนาคม ๒๕๑๓ นับถือศาสนาพุทธอายุ ๓๔ ปี สถานที่เกิด บ้านเลขที่ ๑๐ / ๑ หมู่ที่ ๕ ตำบลป่ามะคาบ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ชื่อบิดานายดอกรัก ยิ้มศล มารดาชื่อ นางมาลัย ยิ้มศล จำนวนพี่น้อง ๓ คน ชาย ๑ คน หญิง ๒ คน ได้แก่ นางเพลินพิศ ยิ้มศล นางโกสุม แสงสมพร และ นายชัชวาลย์ ยิ้มศล
สมรสกับนางประพิม ยิ้มศล บุตรจำนวน ๓ คน ชาย ๒ คน หญิง ๑ คน ได้แก่ เด็กหญิงชมพูนุท ยิ้มศล เด็กชายภุชงค์ ยิ้มศล และเด็กชายสหโชค ยิ้มศล
จบการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดยางคอยเกลือ ตำบลป่ามะคาบ อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร จบระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนดรุณศาสตร์สมเคราะห์ ตำบลท่าหลวงอำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร
สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๑๐/๑ หมู่ที่ ๕ ตำบลป่ามะคาบ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ ๐-๕๖๖๕-๒๘๒๐
การสืบเชื้อสายศิลปิน จากนายสุนทร ฉิมไทย มีศักดิ์เป็นอา เป็นศิลปินลิเก มีสมญานามว่า ขวัญทอง ก้องฟ้า มีภรรยาเป็นศิลปินลิเกด้วยกัน เริ่มฝึกหัดการแสดงเมื่ออายุ ๑๘ ปี สิ่งที่กระตุ้นให้รักในงานการแสดงคือ มีการแข่งขันในรูปแบบการแสดงที่ไม่หยุดนิ่ง ท้าทาย ได้แสดงความสามารถ เป็นวัฒนธรรมของคนไทยที่ต้องอยู่กับสังคมไทยตลอดไป และสามารถสร้างรายได้ให้กับตนเอง ครอบครัว และให้ความสุขแก่ผู้ชมได้
เริ่มฝึกหัดจริงตอนอายุ ๑๘ ปี กับคุณครูชื่อ นายทองย่อน อินทรสุวรรณ ตอนนั้นพอได้เข้าไปอยู่ในโรงลิเกได้ประมาณ ๗ วัน หัวหน้าคณะก็ให้ออกร้องเพลงก่อน ร้องเพลงอยู่ ๓ - ๔ วัน ก็ให้หัดลิเกกับครูทองย่อน ฝึกหัดจับข้อมือแล้วก็สอนวิชาให้ และแสดงครั้งแรกที่จังหวัดนครศรีธรรมราช การรับมอบ-ครอบมือ-ไหว้ครู ครั้งแรกที่โลงลิเก จำปี พ.ศ.ไม่ได้ มีดอกไม้สามสี ธูปเทียน เงิน ๑๒ บาท จัดใส่พาน มอบให้ครู
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๒๑ ปี ชื่อ คณะชัชวาลย์ ก้องฟ้า สมาชิกในคณะมีจำนวน ๓๐ คน ผู้แสดง ๑๘ คน นักดนตรี ๘ คน และผู้มีหน้าที่อื่นๆ ได้แก่ เจ้าหน้าที่เวทีลอย และเครื่องเสียง ๔ คน มีศิษย์เด่นๆ คือ นายนเรศ เกตุนอก ชื่อคณะ ภุชงค์ ก้องฟ้า

ได้เรียนรู้การแสดงลิเกทั้งตามตำราและแบบครูพักลักจำ ทั้งการร้อง การรำ และบทบาทการแสดง ถ้าตามตำรา ครูก็จะจดกลอนให้ท่อง ทั้งการร้อง การรำ และบทบาทการแสดง การร่ายรำก็จะมีแบบแม่บทให้รำ ศิษย์ทุกคนต้องตื่นแต่เช้าเพื่อฝึกวิชาที่ครูสอนให้ ค่าแสดงครั้งแรก ๑๕ บาท ปัจจุบัน ๕๐๐ บาท และทั้งคณะราคา ๑๒,๐๐๐.-บาท – ๒๕,๐๐๐.-บาท ปัจจุบันยังคงแสดงอยู่เป็นประจำ
ผลงานการแสดงครั้งแรกในการตั้งคณะไปแสดงโดยไม่มีค่าจ้าง หลังจากแสดงเลิกแล้วก็ต้องควักเงินส่วนตัวจ่ายค่าตัวให้กับลูกทีม ผลงานที่ออกมาผู้ชมก็ชอบการแสดงของพวกเรา เวลาผ่านไปประมาณ ๑๖ ปี ตอนนี้ต้องมีคนมาจ้างเราถึงจะไปแสดงให้ เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงมา และผลงานของเนาเป็นที่ต้องการของผู้ชม อุดมการณ์ในการแสดง “มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองและส่วนรวม”
ผลงานการแสดงประกวดสุดยอดลิเก OTOP ครั้งที่ ๒ ประจำปี ๒๕๔๘ ชื่อเรื่องการแสดง “กฎแห่งกรรม” จำนวน ๖ คน ประกอบด้วย
๑. นายนเรศ เกตุนอก ๒. นางวรีพร บุญมี
๓. นายชัชวาลย์ ยิ้มศล ๔. นางประพิม ยิ้มศล
๕. นายสมาคม ใจทองคำ ๖. นายทัศนะ ปิ่นตา

บทย่อเนื้อเรื่อง “กฎแห่งกรรม”
“แม่พวงมีลูกชื่อเจ้าเวียง ผัวชื่อเวียต ถูกทหารจับไปในเมือง ไม่เคยได้ข่าวคราวเลย เลี้ยงลูกน้องสาวชื่อ วรรลพ เจ้าเวียงผู้เป็นลูกเข้าใจว่าแม่รักเจ้าวรรลพมากกว่าตัวเอง ตื่นเช้าขึ้นมาก็กินแต่เหล้า เก็บความน้อยใจมาตลอด วันหนึ่งเจ้าเวียงกับวรรลพไปร่วมแข่งขันเรือภายในเมืองขององค์เอกาทศรส เจ้าเวียงทำเรือพระที่นั่งขององค์หญิงรสสุคนธ์กับมหาดเล็กแก้วล่ม เจ้าเวียงหนีความผิดมาอยู่ปลายนา รอให้แม่พวงเอาข้าวมาให้ พอแม่พวงนำข้าวมาให้เจ้าเวียง ก็ต่อว่าแม่ว่าทำไมเอาข้าวมาน้อย ขณะที่เจ้าเวียงกินข้าว แม่พวงก็บ่นถึงความผิดของลูกว่าไม่หน้าไปสร้างเรื่องเลย เจ้าเวียงเกิดความโมโห จึงเผลอตีแม่จนแม่ถึงแก่ความตาย องค์เอกาทศรถเสด็จมาพบเหตุการณ์ กรรมที่เจ้าเวียงได้ฆ่าผู้มีพระคุณ กรรมจึงตามสนอง องค์เอกาทศรถจึงประหารชีวิตเจ้าเวียงให้ตายตามผู้เป็นแม่”
: นายชัชวาลย์ ก้องฟ้า ผู้ให้สัมภาษณ์


๑๑. คณะเพชรอนันต์
นางอนันต์ แผ่นทองดี เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๑๗ เดือนมกราคม ๒๕๑๐ อายุ ๓๖ ปี นับถือศาสนาพุทธ สถานที่เกิด บ้านเลขที่ ๓/๔ ถนนรถไฟ ตำบลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร บิดาชื่อนายวินัย ชัยนาท มารดาชื่อ นางบุญปลูก พฤกษาชาติ จำนวนพี่น้อง ๒ คน เป็นหญิง ๒ คน ได้แก่ นางอัญชลี ไตรดวงเงิน และนางอนันต์ แผ่นทองดี
สมรสกับนายประเสริฐ แผ่นทองดี มีบุตร ๒ คน ชาย ๑ คน หญิง ๑ คน ได้แก่ เด็กหญิง รัชดาภรณ์ แผ่นทองดี และเด็กชายวัชรพล แผ่นทองดี
การศึกษา ระดับประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาลตะพานหิน ตำบลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๓/๔ ถนนรถไฟ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ ๐-๕๖๖๒-๓๒๓๒
การสืบเชื้อสายศิลปิน จากบิดา นายวินัย ชัยนาท ศิลปินลิเกมีสมญานามว่า วินัย ชัยชนะ
และมารดานางบุญปลูก พฤกษาชาติ มีสมญานามว่า อัจฉรา มีพี่น้องเป็นศิลปินลิเก ส่วนสามีและบุตรไม่เป็นการแสดงลิเก
ประวัติการแสดง เริ่มฝึกหัดการแสดงเมื่อ ปี ๒๕๒๓ อายุ ๑๓ ปี สิ่งที่กระตุ้นให้รักในงานการแสดงลิเก คือ สืบทอดมาจากบิดา มารดา เริ่มฝึกหัดจริงตอนอายุ ๑๔ ปี กับครูชื่อ วินัย ชัยนาท (บิดา) หลังจากเรียนจบชั้นประศึกษาปีที่ ๔ ก็เริ่มติดตาม บิดามารดา ไปแสดงลิเกทุกที่
เริ่มแสดงจริงครั้งแรกตอนอายุ ๑๕ ปี ที่วัดตะพานหิน จังหวัดพิจิตร รู้สึกตื่นเต้น แต่ก็พยายามทำให้ได้ดีที่สุด จนผู้ชมให้การยอมรับ
การรับมอบ – ครอบมือ – ไหว้ครู ทำขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ โรงเรียนเทศบาลตะพานหิน
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๒๖ ปี ชื่อคณะเพชรอนันต์ สมาชิกในคณะมีจำนวน ๓๘ คน ผู้แสดง ๑๖ คน นักดนตรี ๘ คน และผู้มีหน้าที่อื่นๆ ได้แก่ ติดตั้งเครื่องไฟ ๕ คน และ เวทีลอย ๙ คน มีศิษย์ที่เด่นๆ คือ ชินวัตร ไชโย ชื่อคณะ ชินวัตร และสกุณา บุตรวินัย ชื่อคณะสกุณา ได้ฝึกหัดเรียนรำไทย จากครูคารม อโหสิ ค่าแสดงครั้งแรก ๕๐ บาท ปัจจุบัน ๔๐๐ บาท ผลงานการแสดง แสดงงานต่อต้านยาเสพติดที่ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร แสดงงานเฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวามหาราช ครบ ๗๒ พรรษา ที่ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ และแสดงออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๘ จังหวัดลำปาง และ ช่อง ๑๑ จังหวัดพิษณุโลก
วิธีการแสดง แต่งเรื่องไม่มีการจดบันทึกไว้ใช้วิธีจดจำเรื่องที่แต่งขึ้นเอง วิธีร้องใช้ด้นกลอนสดกันเดียวนั้น ส่วนวิธีการสอนก็ให้นักแสดงใช้จดจำและนำไปใช้แสดง
มีความชำนาญพิเศษ คือ ด้านร้องและรำไทย อุดมการณ์แสดง “รักหน้าที่ ทำให้ดีที่สุด”
: นางอนันต์ แผ่นทองดี ผู้ให้สัมภาษณ์
๑๒. คณะบัวหลวง ดาวร้าย
นายบัวหลวง เพิ้งจันทร์ เกิดวันอาทิตย์ที่ ๑๑ เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๖ อายุ ๕๑ ปีนับถือศาสนาพุทธ สถานที่เกิด บ้านเลขที่ ๖๐ หมู่ที่ ๑ ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ชื่อบิดานายเจริญ เพิ้งจันทร์ ชื่อมารดา นางรวม เพิ้งจันทร์ จำนวนพี่น้อง ๑๓ คน ชาย ๔ คน หญิง ๙ คน ได้แก่ ๑. นายจำลอง เพิ้งจันทร์ ๒.นายจำรูญ เพิ้งจันทร์ ๓.นางจำเรือน เพิ้งจันทร์ ๔. นางลืม เต่าเล็ก ๕. นายเชาวลิต เพิ้งจันทร์ ๖. นางหลิม (จำนามสกุลไม่ได้) ๗.นางมะลุม (จำนามสกุลไม่ได้) ๘. นายบัวหลวง เพิ้งจันทร์ ๙. นางดอกรัก (จำนามสกุลไม่ได้) ๑๐.นางสาวบัวโรย เพิ้งจันทร์ ๑๑.นางฉลาด (จำนามสกุลไม่ได้) ๑๒. นางเฉลิม (จำนามสกุ]ไม่ได้) และ ๑๓. นางเฉลา (จำนามสกุลไม่ได้)
สมรสกับนางส้มลิ้ม (ทองรุ่ง) เพิ้งจันทร์ จำนวนบุตร ๒ คน เป็นหญิงทั้ง ๒ คน ได้แก่ นางกนกวรรณ เพิ้งจันทร์ และเด็กหญิงจันจิรา เพิ้งจันทร์
การศึกษา ระดับประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านนา ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย
สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๕ ถนนนอกรถไฟ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ ๐-๕๖๖๕-๒๒๙๘
การสืบเชื้อสายศิลปิน มีพี่น้องเป็นศิลปินประเภทการแสดงลิเกในรุ่นเดียวกัน ได้แก่
นายเชาวลิต, นางดอกรัก และนางฉลาด และภรรยาเป็นการแสดงลิเก บุตรสาวอีก ๑ คน เป็น การแสดงประเภทลิเก ชื่อนางกนกวรรณ เพิ้งจันทร์
ประวัติการแสดง เริ่มฝึกหัดการแสดงลิเกเมื่ออายุ ๑๘ ปี สิ่งที่กระตุ้นให้รักในงานการแสดงลิเก คือ พ่อและแม่ชอบการแสดงลิเกมากอยากให้ลูกๆ เป็น จึงได้จ้างครูมาสอน ชื่อนายสังวาลย์ ไม่ทราบนามสกุล ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว โดยมีพี่น้องร่วมเรียนด้วยกันอีก ๓ คน ได้แก่นายเชาวลิต, นางดอกรัก และนางฉลาด ครูมีวิธีการฝึกให้รำในตอนเช้า กลางวันแต่งและ ร้องกลอน มีตำราให้ท่องกลอน และตอนค่ำฝึกให้ซ้อมแสดงเป็นเรื่องราว สอนให้ปฏิบัติอย่างนี้ ที่บ้านของตนเองอยู่ประมาณ ๖ เดือน ก็ให้ไปแสดงจริงที่วัดเมืองเก่า จังหวัดสุโขทัย ตอนนั้นรู้สึกประหม่ามาก ได้เล่นเป็นพระเอก เมื่อแสดงจบคนดูชอบให้รางวัลเป็นพวงมาลัย
การไหว้ครู ได้ปฏิบัติเป็นประจำทุกปี ทำที่บ้านปัจจุบัน ในเดือนหก วันพฤหัสบดี ข้างขึ้น มีผลไม้ หัวหมู ปลาดิบ – สุก ไก่ดิบ – สุก ขนมหวาน ธูป เทียน เงิน ๑๒ บาท และเงินที่ลงขันธ์แล้วแต่ผู้ที่มาร่วมจะศรัทธาไหว้ครู
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๒๘ ปี ชื่อคณะบัวหลวง ดาวร้าย สมาชิกในคณะมีจำนวน ๒๘ คน ผู้แสดง ๑๕ คน นักดนตรี ๗ คน และผู้มีหน้าที่อื่นๆ ได้แก่ ติดตั้งเวที เครื่องเสียง เครื่องไฟ ๖ คน มีศิษย์ที่เด่น คือนายบุญเลิศ รักสิน ชื่อคณะบุญเลิศ รักสิน และนายมารุต บุตรศักดิ์กรินทร์ ชื่อคณะบัวหลวง ดาวร้าย ได้รับค่าแสดงครั้งแรก ๒๐ บาท ปัจจุบัน ๔๐๐ บาท ต่อครั้ง
ผลงานการแสดง ไปแสดงตามที่ต่างๆ ในจังหวัดพิจิตร และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ เช่นงานแก้บน งานบวช งานกฐิน เป็นต้น และได้เคยไปแสดงที่สนามหลวง กรุงเทพฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระชนมายุครบ ๗๒ พรรษา แสดงเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๒
ผลงานการประพันธ์ ได้รวบรวมบทกลอนร้อง กลอนที่แต่งขึ้นเอง แต่ไม่เป็นระบบอะไร ทำเพื่อนำไปฝึกสอนรุ่นลูก รุ่นหลานต่อๆไปเท่านั้น และรวบรวมเรื่องแสดงที่ได้จากครูหรือที่ต่างๆ นำมาดัดแปลงให้ทันยุคสมัย ปัจจุบันยังคงแสดงลิเกอู่เป็นประจำ มีความชำนาญพิเศษ คือ แสดงบทบาทดาวร้าย สามารถแต่งกลอนสดได้อย่างฉับพลันร้องต่อหน้าเวที อุดมการณ์ในการแสดงคือ “มุ่งมั่น ตั้งใจทุกครั้งที่แสดง และทำให้ดีที่สุด”
ผลงานการประกวดสุดยอดลิเก OTOP ครั้งที่ ๒ ประจำปี ๒๕๔๘
ชื่อเรื่องการแสดง “ลูกโจร” จำนวนผู้แสดง ประกอบด้วย นายมารุธ จันทร์วิลัย นางพุธสรา ทอมารถ นายรุ่งนิรัน คมขำ และนายบัวหลวง เพิ้งจันทร์
บทย่อเนื้อเรื่อง
“ฉากแรก เสือดง กล่าว เป็นโจร มีเมียชื่อรัดดา มีลูก ๒ คน เป็นชาย ฉากเดียวกัน เรียกดร ออกมาให้ไปฉุดธิดาอุมาเทวี เพื่อเรียกค่าถ่าย แต่ดรไม่ไป จึงเรียกแดนให้ไปฉุดธิดาอุมาเทวีแต่แดนไม่ไป จึงให้ดรฟันแดน พี่กับน้องต่อสู้กัน แม่รัดดาออกมาห้ามและต่อว่า เสือดงจึงเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง โดยให้แดนไปฉุดธิดาอุมาเทวี ถ้าแดน ไม่ไปจะฆ่าแม่ แดนจึงไป ธิดาอุมาเทวีกล่าว ขอพรที่ศาลหลักเมือง แดนมาถึงก็ฉุดไป ดรวิ่งตามไป”
: นายบัวหลวง เพิ้งจันทร์ ผู้ให้สัมภาษณ์

๑๓. คณะเกษมชัย อุษาวดี
นายเกษม อิ่มใจ เกิดวันที่ – เดือน – พ.ศ. ๒๔๙๔ อายุ ๕๓ ปี นับถือศาสนาพุทธ สถานที่เกิด ตำบลไผ่ท่าโพธิ์ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร บิดาชื่อ นายแต้ม อิ่มใจ มารดาชื่อ นางสง่า อิ่มใจ จำนวนพี่น้อง ๕ คน ชาย ๒ คน หญิง ๓ คน ได้แก่ นายทิม นางประเทือง นายเกษม นางสงัด และนางบุญเรือน
ภรรยาชื่อ นางกองศรี อิ่มใจ จำนวนบุตร ๕ คน ชาย ๒ คน หญิง ๓ คน นางสาวอุษา อิ่มใจ นายโกสินท์ อิ่มใจ นางวรรณา นางสาวปราณี อิ่มใจ และนายโกสน อิ่มใจ



การศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนวัดลำนัง ตำบลไผ่ท่าโพธิ์ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๑๖๗/๑ หมู่ที่ ๘ ตำบลห้วยเกตุ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ ๐ ๕๖๖๒ ๒๔๗๑
การสืบเชื้อสายศิลปิน จากบิดา นายแต้ม อิ่มใจ เป็นศิลปินลิเก มีพี่น้องที่เป็นนักดนตรีไทยประเภทระนาดเอก ภรรยา เป็นการแสดงลิเก และบุตรเป็นการแสดงลิเก
ประวัติการแสดง เริ่มฝึกหัดการแสดงลิเมื่ออายุ ๘ ปี สิ่งที่กระตุ้นให้รักในการแสดงคือ จากคุณพ่อเป็นศิลปินลิเก และเห็นท่านแสดงมาตลอดเมื่อตอนเด็ก จึงทำให้อยากแสดงลิเก ได้อย่างคุณพ่อ เริ่มฝึกหัดจริงตอนอายุ ๙ ปี กับครูคนแรกคือ พ่อแต้ม เริ่มจากสอนฝึกเล่นดนตรีปี่พาทย์ สอนเล่นลิเก ฝึกการรำ ฝึกร้องกลอนไปพร้อมกันด้วย เริ่มแสดงจริงตอนอายุ ๑๑ ปี แสดงครั้งแรกที่บ้านท้ายน้ำ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ความรู้สึกครั้งแรก อาย ประหม่า และตื้นเต้น
การรับมอบ ครอบมือ ไหว้ครู จะทำเป็นประจำทุกปี ในวันพฤหัสบดีที่ ๑ หรือ ๒ ของ ปีใหม่หรือเดือนมกราคม เครื่องไหว้ครูประกอบด้วย หัวหมู ไก่ ปลาช่อน ผลไม้ที่มีชื่อดี ดอกไม้ ธูป เทียน เงิน ๑๒ บาท หรือใส่เงินแล้วแต่จะถือฤกษ์งามยามดีกันไป
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๑๕ ปี ตอนนั้นชื่อคณะ เกษมชัย ปัจจุบัน ชื่อ คณะเกษมชัย อุษาวดี สมาชิกในคณะจำนวนกว่า ๒๐ คน ผู้แสดง ๑๕ คน นักดนตรี ๑๐ คน และผู้มีหน้าที่อื่นๆ ได้แก่ ติดตั้งเวที เครื่องไฟ เครื่องเสียง ประมาณ ๖ - ๗ คน
มีศิษย์ที่เด่นๆ คือ นางสาวอุษา อิ่มใจ นายโกสิน อิ่มใจ และนางสาวปราณี อิ่มใจ การเรียนที่สำคัญคือ ฝึกหัดให้เล่นระนาดก่อน รู้จังหวะและแม่นจังหวะ และการแสดงลิเก ถ้าไม่อาย กล้าแสดงก็จะฝึกกันง่าย ได้รับค่าแสดงครั้งแรก ๗๐๐ บาท ต่อคณะ ปัจจุบัน ๒๐,๐๐๐ บาทขึ้นไปแล้วแต่ความต้องการของผู้จ้าง ผลงานการแสดงในอดีตจะเล่นบทพระเอกและไปแสดงทั่วจังหวัดพิจิตร และจังหวัดต่างๆ รวมทั้งในกรุงเทพ ปัจจุบันจะไปเล่นระนาดเอก แสดงก็นานๆ ครั้ง คณะเกษมชัย อุษาวดี มีผลงานการประกวดจากนักแสดงรุ่นลูก เมื่อปี ๒๕๔๗ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ จากการประกวดสุดยอดลิเก OTOP จังหวัดพิจิตร ซึ่งศิลปินเองยังได้รวบรวมผลงานบทกลอน บทเรื่องไว้สำหรับให้ลูกหลานใช้แสดง มีความสามารถพิเศษคือ สามารถอ่านโองการไหว้ครู หรือเชิญครูได้ เล่นดนตรีไทยระนาดเอก
ผลงานการแสดงประกวดสุดยอดลิเก OTOP ครั้งที่ ๒ ประจำปี ๒๕๔๘
ชื่อเรื่องการแสดง “ชีวิตนี้เพื่อแม่” จำนวนผู้แสดง ๕ คน
บทย่อเนื้อเรื่อง
“พระเอกโกสินทร์ชัย รับบทเป็น “เจ้าเพชร” ลูกชายของแม่เพ็ญ พี่ชายของน้องรำพึง ก่อนเจ้าเพชรเคยเป็นคนเกเร กินเหล้าเมายา แม่เพ็ญจึงไล่ออกจาก บ้าน แต่สำนึกตัวได้ จึงกลับตัวเป็นคนดีคิดจะบวชแทนพระคุณแม่ แต่เกิดอุปสรรค ขวางกั้น ทำให้ไม่ได้บวช”
นายเกษม อิ่มใจ ผู้ให้สัมภาษณ์

๑๔. คณะเพ็ญศรี มีชัย
นางกองศรี อิ่มใจ เกิดวันอาทิตย์ที่ ๙ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ อายุ ๓๖ ปี นับถือศาสนาพุทธ บิดาชื่อ นายบุญ ยศกุล มารดานางสิริ ยศกุล จำนวนพี่น้อง ๖ คน ชาย ๓ หญิง ๓ คน ได้แก่ นางสุรินทร์ นายสมจิตร นายเอกชัย นายประสงค์ นางเกษร นางกองศรี
สมรสกับ นายเกษม อิ่มใจ มีบุตรด้วยกัน ๒ คน ชาย ๑ คน หญิง ๑ คน ได้แก่ นางสาวอุษา อิ่มใจ และนายโกสินทร์ อิ่มใจ
การศึกษา ระดับประถมโรงเรียนเทศบาลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร
สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๑๖๗/๑ หมู่ที่ ๘ ตำบลห้วยเกตุ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ ๐-๕๖๖๒-๒๔๗๑
การสืบเชื้อสายศิลปิน จากพี่สาว นางเกษร สุขเผือก เป็นศิลปินลิเก คณะวีระบุญศิริ (จังหวัดอ่างทอง) สามี เป็นศิลปินลิเก นักดนตรีไทยและ หัวหน้าคณะเกษมชัย และบุตรเป็นศิลปินลิเกและดนตรีไทย
เริ่มฝึกหัดการแสดงเมื่อปี ๒๕๔๓ อายุ ๑๔ ปี กับครูชื่อ นายปัญญา หัดร้อง – รำกับครูได้สองเดือน แล้วก็ออกแสดงหน้าเวทีตามสถานที่ต่างๆ ครั้งแรกที่จังหวัดพิจิตร ตอนนั้นรู้สึกประหม่าเล็กน้อย รับมอบ – ครอบมือ – ไหว้ครู ทำที่บ้านถนนร่มเกล้า พ.ศ. ๒๕๒๓ มีหญ้าแพรก ดอกรัก ดอกเข็ม ดอกมะเขือ เงิน ๑๒ บาท
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๒๕ ปี ชื่อคณะเพ็ญศรี มีชัย สมาชิกในคณะมีจำนวน ๓๐ คน ผู้แสดง ๑๐ - ๑๒ คน นักดนตรี ๘ - ๑๐ คน และผู้มีหน้าที่อื่นๆ ได้แก่ ติดตั้งเครื่องไฟ ขับรถยนต์ ติดตั้งเวทีลอยฟ้า มีศิษย์ที่เด่น คือ นางสาวอุษา อิ่มใจ ชื่อคณะอุษาวดี นายโกสินทร์ อิ่มใจ ชื่อคณะโกสินทร์ชัย ราชา ค่าแสดงครั้งแรก ๑๕๐ บาท ปัจจุบัน ๕๐๐ บาท
ผลงานการแสดงในอดีต ถึงปัจจุบัน รับบทบาทตามท้องเรื่องเป็นนางเอกตั้งแต่รุ่นลูก จนตอนนี้แสดงเป็นนางเอกรุ่นแม่แล้ว มีความชำนาญพิเศษด้านการร้องกลอนลิเก อุดมการณ์ในการแสดง “รักษาระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา รักษาคำพูด ทำการแสดงให้ดีที่สุด สู่สายตาท่านผู้ชม”

นางกองศรี อิ่มใจ ผู้ให้สัมภาษณ์

๑๕. คณะเสน่ห์สำเภาทอง / สัมพันธ์จ๊ะจ๊ะเอ๋ไฝทอง
นายสำเภา ทองอร่าม เกิดวันที่ – เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๕ อายุ ๕๒ ปี นับถือศาสนาพุทธ สถานที่เกิด ตำบลคอทราย อำเภอบางระจันทร์ จังหวัดสิงห์บุรี บิดาชื่อ นายเพิก ทองอร่าม มารดาชื่อ นางประหยัด ทองอร่าม จำนวนพีน้อง ๕ คน ชาย ๓ คน หญิง ๒ คน ได้แก่ นางเฟื้อม นายฟ้อย นายฟุ้ง นางพิมพ์ และนายสำเภา มีภรรยาชื่อ นาง สุนภาพร ทองอร่ามจำนวนบุตร ๓ คน ชาย ๒ คน หญิง ๑ คน ได้แก่ นายกำพัน นางสายชล และนายวิชาญ
การศึกษา ระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ ๔ โรงเรียนบ้านไผ่พัฒนา ตำบลไผ่ท่าโพธิ์ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร
สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๓/๑๘ ตำบลในเขต อำเภอตำพานหิน จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ ๐ ๕๖๖๒ ๒๓๘๔
การสืบเชื้อสายศิลปิน จากพี่ชายนายฟุ้ง ทองอร่าม เป็นศิลปินประเภทลิเก มีสมญานามว่า หอมฟุ้ง มีภรรยาและบุตร เป็นศิลปินการแสดงประเภทลิเก
ประวัติการแสดง เริ่มฝึกหัดการแสดงลิเก เมื่ออายุ ๑๒ ปี เพราะมีใจรัก เริ่มฝึกหัดจริงตอนอานุ ๑๒ ปี กับครูผิน และครูผัน ไม้เลี้ยง เริ่มตั้งแต่งานวันเด็ก ฝึกหัดปี่ พออกโรงเรียนก็ไปอยู่อำเภอปากโมกข์ จังหวัดอ่างทอง ประมาณ ๙ - ๑๐ ปี กับลิเกคณะฉลองทิพย์ ลูกมหาราช จนกระทั่งกลับมาอยู่ที่อำเภอตะพานหิน และเป็นหัวหน้าคณะ
เริ่มแสดงลิเกจริงตอนอายุ ๑๕ ปี ครั้งแรกเป็นการแข่งขันกันที่ตำบลไผ่ท่าโพธิ์ ความรู้สึกตอนนั้นสนุกและดีใจได้แข่งขัน ได้รับรางวัลชนะเลิศทั้งหมด ๙ โรงเรียน
การรับมอบ ครอบครู ไหว้ครู ตั้งแต่เริ่มหัดไหว้ครูมาตลอดทุกปีเคยไหว้ครูครอบเครื่องที่วัดพระพิเรณ กรุงเทพฯ
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๒๑ ปี ชื่อคณะเสน่ห์สำเภาทอง สมาชิกในคณะมีจำนวน ๑๘ คน ผู้แสดง ๑๐ คน นักดนตรี ๘ คน และผู้มีหน้าที่อื่นๆ ได้แก่ เครื่องเสียง ขับรถยนต์
มีศิษย์ที่เด่นๆ ได้แก่ ฉัตรชัย ชื่อคณะ มนต์รักมนต์ชัย , ธวัฒชัย ชื่อคณะ ธวัฒชัยปากเป็ด, ขุนแผน ชื่อคณะขุนแผนเมืองพิจิตร, ยอดเพชร ชื่อคณะยอดเพชรแก้วมีบุญ, รุ่งโรจน์ ชื่อคณะรุ่งโรจน์ใจเดี่ยว การเรียนศิลปการแสดงที่สำคัญคือ ต้องถ่องจำเก่ง เครื่องแต่งกายดี เสียงดี รูปร่างสวย มีความสนใจในการแสดง ได้รับค่าแสดงครั้งแรก ๕๐ บาท ปัจจุบัน ๕๐๐ บาท
ผลงานการแสดง อดีต – ปัจจุบัน เคยฝึกสอนเด็กหัดได้สำเร็จ ๒๐ คน ตั้งชื่อคณะลูกกำพร้าวัดตะพานหิน ออกเดินสายพอโตแล้วก็แยกย้ายกันบ้าง เมื่ออายุ ๒๕ ปี ได้แข่งขันประชันลิเก ๒๐ คณะที่ตลาดธรรมสาโรจน์ สำโรงเหนือ จังหวัดสมุทรปราการ ตอนนี้อยู่อำเภอตะพานหิน ตั้งคณะให้ลูกๆ ได้รับสืบทอดศิลปวัฒนธรรมไทยแทน ส่วนตัวเองก็แสดงบ้างหยุดบ้าง
ความชำนาญที่พิเศษ คือ แต่งกลอน แต่งเพลงเหล่ การแสดงเรื่องเทพนิยาย นิยายพื้นบ้าน รำได้ทุกชนิด รำม้า รำขวาน มีอุดมการณ์ในการแสดง คือ ต้องแสดงให้ดี เฉียบขาด และต้องให้ชนะใจคนดู จะรักษาศิลปะนี้ไว้ให้นานที่สุดอยากฝึกหัดคนที่อยากเป็นลิเก
ผลงานการแสดงการประกวดสุดยอดลิเก OTOP ครั้งที่ ๒ ประจำปี ๒๕๔๘ ชื่อเรื่องการแสดง “บวชล้างบาป” จำนวนผู้แสดง ๖ คน ประกอบด้วย
๑. นายวิชาญ ทองอร่าม ๒. นางสาวสายชล ทองอร่าม
๓. นายสัมพันธ์ ทองอร่าม ๔. นางสาวสาวิตรี ส่องแสง
๕. นางสาวเจนจิรา สาหร่ายสังข์ ๖. นายสำเภา ทองอร่าม
บทย่อเนื้อเรื่อง “บวชล้างบาป”
“เบื้องหลังแรกเริ่ม สำเภาคนดีเป็นชาวไร่ ชาวนายากจน มีเมียมีลูก ๒ คน หญิงคนหนึ่ง ชายคนหนึ่ง ถูกกำนันเพชรลวงหลอกเมียไป สำเภาไปตามเมียคืนเกิดมีเรื่องต่อสู้กัน กำนันเพชรหาว่าสำเภาปล้นบ้าน สำเภาโดนฟันบาดเจ็บมาอุ้มลูกทั้งสองมาพักบ้านเพื่อนชื่อไอ้พวง ลูกหญิงที่อุ้มมาด้วยเกิดป่วย จึงเอาลูกหญิงเปลี่ยนกับลูกชายเพื่อนไป
ยี่สิบกว่าปีผ่านไป “เสือเภา” เป็นหัวหน้าเสือใหญ่ด้วยความจำเป็นเพราะถูกใส่ร้ายจากกำนันเพชร เลี้ยงลูกเพื่อนกับลูกชายของตัวเองไว้ในซ่องโจร เด็กทั้งสองเติบใหญ่ลูกของตัวเองไม่อยากเป็นโจร อยากบวชล้างบาปให้พ่อ ๆ มีอาชีพเป็นโจร กลัวว่าพ่อตายไปจะตกนรกหมกไหม้ กล่าวอยู่พร้อมกันพ่อตกลงให้ลูกของตัวที่ชื่อสำพันธุ์บวช สำพันธ์บอกกับทุกคนว่าเงินทุจริตผิดศิลธรรมห้ามนำมาบวช ถ้านำเงินทุจริตมาจะไม่ยอมบวช ดังนั้นจึงแยกย้ายกันไปหาเงินมาบวชเจ้าสำพันธ์ ด้วยตั้งใจไปหาเงินที่สุจริตมา พ่อไปรับจ้างแบกหามขุดดินทุกอย่างที่เป็นเงินสุจริต
กล่าวถึงสามสาว น้องพรยุพา บอนเผา ลูกสาวตาพวง คนหนึ่งคือลูก เสือเภาแต่ไม่มีใครรู้ เสือแผนมาพบเกิดมีใจรักเกี้ยวพาราศรี เสือแผนเห็นสร้อยคอจึงกระตุกสร้อยของน้องพรยุพา น้องพรยุพาจึงตามไป
เสือเภาเลิกเป็นเสือ เป็นโจร รอเงินจากเจ้าแผนหวังบวชลูกเจ้าสำพันธ์ เจ้าแผนมาถึงได้เงินทองมามากมาเตรียมพาลูกเข้าโบสถ์บวช น้องพรยุพามาขวางไว้ โดยแจ้งว่าเจ้าแผนกระชากสร้อยมา เจ้าสำพันธ์ไม่ยอมบวชเพราะเป็นเงินไม่บริสุทธิ์ สำเภาถามน้องพรยุพาว่าเป็นลูกใคร น้องพรยุพาบอกว่าเป็นลูกสาวตาพวง สำเภาจึงจำได้ว่าเป็นลูกสาวตัวเอง น้องพรยุพารู้ว่าสำเภาคือพ่อที่แท้จริงจึงขอเป็นเจ้าภาพงานบวช เรื่องสร้อยคอที่เจ้าแผนกระชากมาไม่ขอเอาความ จึงร่วมใจกันทั้งหมดพานาคเข้าโบสถ์เพื่อบวชล้างบาปให้พ่อและแม่” นายสำเภา ทองอร่าม ผู้ให้สัมภาษณ์
๑๖. คณะรุ่งวีระแสงเพชร
นายวีระ บรรจงจัด เกิดวันที่ ๒ เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๑๓ ปัจจุบันอายุ ๓๔ ปี นับถือศาสนาพุทธ สถานที่เกิด บ้านเลขที่ ๑๙๕ หมู่ ๗ อำเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร ชื่อบิดา นายรวง บรรจงจัด มารดาชื่อ นางลำจวน บรรจงจัด จำนวนพี่น้อง ๒ คน เป็นชาย ๒ คน ได้แก่ นายวีระ บรรจงจัด และนายบุญเล็ก บรรจงจัด สถานภาพปัจจุบันโสด

การศึกษา ระดับประถมศึกษาชั้นปีที่ ๖ โรงเรียนวัดท่าข่อย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร
สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๑๕๔/๓ ถนนคลองคะเชนทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร
การสืบเชื้อสายศิลปิน จากบรรพบุรุษ คือ
๑. นางเชย บรรจงจัด มีศักดิ์เป็นย่า เป็นศิลปินประเภท นางละครในวัง
๒. นายเลิศ บรรจงจัด มีศักดิ์เป็นปู่ เป็นศิลปินประเภทแตรวง
๓. นายรวง บรรจงจัด มีศักดิ์เป็นพ่อ เป็นศิลปินประเภทดนตรีไทย
และยังมีน้องชาย ที่เป็นนักดนตรีปี่พาทย์
ประวัติการแสดง เริ่มจากเริ่มฝึกหัดเล่นดนตรีไทยในวงปี่พาทย์ของคณะลิเก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ อายุ ๒๒ ปี และมีใจรักในการแสดงลิเก จึงเริ่มฝึกหัดลิเกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ กับครู หัวหน้าคณะสิงห์ แสวงชัย (นายแสวง เม่นมั่น) แสดงครั้งแรกที่วัดบึงตะโกน ความรู้สึกใน ตอนนั้น ภาคภูมิใจที่ตัวเองทำได้ มีผู้ชมมากมายและให้การตอบรับดี
มีการรับมอบ ครอบมือ ไหว้ครู เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔ ที่อำเภอตะพานหิน

เป็นหัวหน้าคณะรุ่งวีระแสงเพชร สมาชิก ในคณะมีจำนวน ๑๓ - ๑๕ คน ค่าแสดงครั้งแรก ๙,๐๐๐ บาท ปัจจุบัน จำนวน ๑๙,๐๐๐ บาท ถ้าต่างจังหวัด จำนวน ครั้งละ ๒๐,๐๐๐ - ๓๐,๐๐๐ บาท


มีผลงานการแสดงมากมายไปตามจังหวัดต่างๆ และที่กรุงเทพ
ในปี ๒๕๔๗ เมื่องานแข่งขันเรือยาวจังหวัดพิจิตร ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ ๒ และรางวัลขวัญใจแม่ยก ๒ ปีซ้อน ปี ๒๕๔๗ - ๒๕๔๘ จากการประกวดสุดยอดลิเก OTOP จังหวัดพิจิตร ซึ่งจัดโดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิจิตร ร่วมกับชมรมพิจิตรธุรกิจสัมพันธ์
ปัจจุบันยังคงแสดงลิเกเป็นประจำความชำนาญพิเศษ คือการเล่นระนาดเอกได้
การในงานประกวดลิเก OTOP ครั้งที่ ๒ ประจำปี ๒๕๔๘ ชื่อเรื่องการแสดง “ผู้แพ้รัก”
จำนวนผู้แสดง ๕ คน ประกอบด้วย นายวีระ บรรจงจัด นางสาวพัชรี ทับทอง นายสุชาติ ยื่นแก้ว
นายพิเชฐ ยื่นแก้ว นางสาวอุบล อยู่พิพัก และนายวิรวิต แรงกสิวิทย์
บทย่อเนื้อเรื่อง
“มีเมืองเมืองหนึ่งชื่อกาญจนานคร และมีองค์หญิงชื่อจันทร์สุดา ซึ่งเสด็จพ่อและเสด็จแม่ได้สิ้นพระชนม์แล้ว
องค์หญิงจันทร์สุดา ได้ดูแลปกครองพระราชวังอยู่ มีทหารที่มีฝีมือดีไม่มีผู้ใดเทียบเท่าได้ชื่อพระยาเพชรดำ ซึ่งมีใจรักองค์หญิงจันทร์สุดาอยู่ และได้ไปขอความรักต่อองค์หญิงจันทร์สุดา ถ้าองค์หญิงไม่ยินยอมจะปฏิวัติเพื่อชิงพระราชวัง องค์หญิงคิดว่าสู้ไปก็สู้ไม่ได้ จึงพูดกับพระยาเพชรดำขอประวิงเวลาไว้ ๗ วัน โดยให้ไปปิดป้ายประกาศ “ใครมีฝีมือดีให้มาประลองกับพระยาเพชรดำ” ถ้าไม่มีใครเอาชนะท่านได้ เราจะยอมเป็นมเหสีพร้อมกับยกเมืองให้ปกครองต่อไป พระยาเพชรดำตอบตกลง ออกไปปิดป้ายประกาศ
กล่าวถึงเจ้าขวัญ ซึ่งอดีตเป็นศิษย์วัด มีฝีมือดี มีเพื่อ ๑ คน ชื่อดอกรัก
เจ้าขวัญ ได้จบวิชาการต่อสู้ทุกแขนงและได้ออกจากวัดมาก่อน ในระหว่างทางที่เดินทางกลับบ้าน ได้เห็นเด็กผู้หญิงนอนอยู่บนเบาะ เจ้าขวัญจึงเก็บมาเลี้ยงจนเติบโตเป็นสาวรุ่นชื่อ บัวลอย เจ้าขวัญเลี้ยงบัวลอยแบบเลี้ยงน้องสาว แต่พอเติบโตขึ้นมาเป็นสาวเจ้าขวัญเกิดความรักอยากได้บัวลอยมาเป็นเมียแต่ไม่กล้าบอก จึงได้แต่แอบมองอยู่ทุกวัน จนวันหนึ่งเจ้าขวัญทนไม่ได้ ตกลงบอกรักกับบัวลอย แต่บัวลอยแปลกใจว่า เราเป็นพี่น้องกันจะรักกันอย่างนั้นได้อย่างไร เจ้าขวัญจึงเล่าความจริงให้ให้ฟังว่า บัวลอยไม่ใช่น้องสาวที่แท้จริงของพี่ บัวลอยตกใจร้องไห้และพูดว่า ถ้าบัวลอยเป็นผู้ชายจะบวชทดแทนบุญคุณให้พี่ได้แต่นี่เป็นหญิง แต่หากพี่ต้องการอย่างนั้นจริง ๆ บัวลอยก็ไม่ว่า แต่ขอให้พี่ขวัญไปหาเงินมาสัก สองพันบาท ให้ผีเห็นคนเห็นจะได้ไม่อายคนอื่น ด้วยความดีใจเจ้าขวัญจึงรับปากจะไปหาเงิน โดยเดินทางไปที่วังเพื่อหาเงินมาแต่งงาน
ดอกรัก กล่าว ออกจากวัดเพื่อมาหางานทำ ได้เห็นป้ายประกาศให้ไปสมัครท่าประลองฝีมือ หากเอาชนะเพชรดำได้ จะยกเมืองพร้อมกับองค์หญิงจันทร์สุดา เจ้าดอกรักจึงเดินทางไปประลองฝีมือ องค์หญิงจันทร์สุดาทรงพอพระทัยในตัวของดอกรักเจ้าดอกรักก็พอใจในตัวขององค์หญิง เมื่อถึงเวลาประลองฝีมือเจ้าดอกรักมัวแต่เหม่อมององค์หญิงจึงถูกพระยาเพชรดำฟันได้รับบาดเจ็บ
เจ้าขวัญซึ่งกำลังเดินขอทานเพื่อรวบรวมเงินไปแต่งงาน ได้เข้าไปในวังเพื่อขอเงินจากองค์หญิง องค์หญิงจึงรับสั่งว่า ถ้าท่านมีฝีมือเอาชนะพระยาเพชรดำได้ จะให้เงินพร้อมกับเมืองตามที่ปิดประกาศไว้ เจ้าขวัญตอบตกลง ด้วยว่าเจ้าขวัญมีฝีมือที่เหนือกว่าจึงเอาชนะพระยาเพชรดำได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับพระยาเพชรดำ แต่ก็ต้องยอมรับในความพ่ายแพ้ องค์หญิงพร้อมที่จะมอบเมืองพร้อมด้วยตัวขององค์หญิงให้ตามที่ตกลงไว้แต่เจ้าขวัญกลับตอบปฏิเสธ โดยขอเพียงแค่เงินสามพันบาท เพื่อนำไปแต่งงาน องค์หญิงเห็นว่าเป็นคนซื่อจึงประทานขันหมากหลวงให้กับเจ้าขวัญพร้อมเงิน แต่ถ้าหากว่าเจ้าขวัญมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจก็ให้เข้ามาพบองค์หญิงได้ทุกเวลา เจ้าขวัญดีใจและนำขบวนขันหมากเดินทางกลับไปยังบ้าน
บ้านบัวลอยซึ่งกำลังนั่งรอพี่ขวัญอยู่ เจ้าดอกรักซึ่งถูกฟันได้รับบาดเจ็บมาล้มลง บัวลอยจึงช่วยรักษาบาดแผล เมื่อเจ้าดอกรักฟื้นขึ้นมาทั้งคู่เกิดถูกใจกัน รักย่อมเข้าใจในรัก ทั้งคู่อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยา เจ้าดอกรักออกไปทำงานได้พบขบวนแห่ขันหมากผ่านมา ซึ่งคลับคล้าย คลับคลาว่าจะเป็นเจ้าขวัญ จึงเข้าไปทักทายด้วยความดีใจเพราะทั้งคู่ไม่ได้พบกันมาเป็นเวลานานแล้ว เจ้าขวัญได้ขอตัวแห่ขบวนขันหมากเพื่อจะไปแต่งงาน แต่เจ้าดอกรัก ขอร้องให้เจ้าขวัญได้พักที่บ้านสัก ๑ คืน เจ้าดอกรักได้อาสาจะเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้เอง เจ้าขวัญได้ตอบตกลง
เมื่อเดินทางมาถึงบ้านเจ้าดอกรัก เจ้าขวัญเกิดความสงสัยว่าทำไมบ้านเมียของเจ้าดอกรักจึงคล้ายกับบ้านของตนเอง ในระหว่างที่เจ้าดอกรักไปจับไก่เพื่อมาต้มเพื่อเลี้ยงเพื่อนนั้น ได้บอกให้บัวลอยไปตักน้ำมาต้อนรับเพื่อน ในระหว่างที่เจ้าขวัญนั่งอยู่บนแคร่นั้น บัวลอยได้นำน้ำมาให้ดื่ม พอบัวลอยเห็นเจ้าขวัญก็ตกใจ เจ้าขวัญจึงถามว่าที่ เจ้าดอกรักบอกว่ามาได้เมียแถนนี้ มาได้กับใครหรือ บัวลอยจึงตอบว่าได้กับบัวลอยเองเจ้าขวัญตกใจผวาเข้ากอดบัวลอย เจ้าดอกรักเข้ามาเห็นพอดี จึงต่อยเจ้าขวัญแล้วต่อว่าเจ้าขวัญจึงเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง เมื่อเจ้าดอกรักรู้เรื่องทั้งหมดก็เสียใจ เจ้าขวัญจึงอวยพรพร้อมทั้งหลั่งน้ำสังข์ให้ และยอมรับเป็นผู้แพ้รัก ขอให้ทั้งคู่อยู่กินกันจนชั่วฟ้าดินสลาย”

: นายวีระ บรรจงจัด ผู้ให้สัมภาษณ์

คณะฉัตรชัย มนต์กระจ่าง
นายฉัตรชัย สาหร่ายสังข์ เกิดวันอาทิตย์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๑๙ เวลา ๑๔.๔๐ น. แรม ๑๔ ค่ำ อายุ ๒๗ ปี นับถือศาสนาพุทธ สถานที่เกิด บ้านเลขที่ ๐๒/๑๗ ถนนชมฐีระเวช ตำบลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ชื่อนายมานัด ชื่อมารดานางมนตรี มีพี่น้อง ๔ คน ชาย ๓ คน หญิง ๑ คน ได้แก่ นายฉัตรชัย สาหร่ายสังข์ นายกนก สาหร่ายสังข์ นายบัณฑิต ภู่ประเสริฐ และเด็กหญิงกรองแก้ว บุกเย สถานภาพปัจจุบันโสด
การศึกษา ระดับประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาล ๒ ตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ระดับมัธยมศึกษาโรงเรียนตะพานหินวิทยาคม อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร
สถานที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๓๗/๓ ตำบลตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ ๐-๙๕๖๖-๑๐๗๔
การสืบเชื้อสายศิลปิน จากนายละม้าย มี่ศักดิ์เป็นตา มีสมญานามว่า ช่อดอกไม้ นายทองม้วน มีศักดิ์เป็นตา และจากบิดามารดา ญาติพี่น้องเป็นศิลปินลิเก
ประวัติการสแดง เริ่มฝึกหัดการแสดงเมื่อ ปี ๒๕๓๐ อายุ ๑๒ ปี สิ่งที่กระตุ้นให้รักการแสดงลิเก คือ ชอบและเห็นพ่อแม่ พี่น้องทุกคนแสดงลิเก มาตั้งแต่เด็กชอบร้อง รำ และรักการแสดง ฝึกหัดการแสดงกับครูชื่อ คุณลุงทองเริ่ม เฉลิมกมล โดยแม่จ้างลุงมาจับข้อมือ ฝึกรำ ฝึกร้อง และออกแสดงบ้าง เล็กๆ น้อย ๆ ให้ชินเวที และให้เกิดความกล้าแสดงออก และให้จำบทบาทที่รุ่นพี่ๆ รุ่นน้า ป้า เวลาแสดง เริ่มแสดงจริงตอนอายุ ๑๒ ปี ครั้งแรกที่กรุงเทพฯ (จำชื่อสถานที่ไม่ได้) ความ รู้สึกครั้งแรกตอนนั้น ตื่นเต้น ใจเต้น มือเท้าสั่น ร้องเสียงหลง คายคนดู
รับมอบ – ครอบมือ – ไหว้ครู ที่บ้านลุงทองเริ่ม จังหวัดพิจิตร พ.ศ.๒๕๓๐ มีดอกไม้ ธูปเทียน เหล้าขาว บุหรี่ หญ้าแพรก สมุด ดินสอ และเงิน
เป็นหัวหน้าคณะที่สมบูรณ์เมื่ออายุ ๒๐ ปี ชื่อคณะฉัตรชัย มนต์กระจ่าง สมาชิกในคณะมีจำนวน ๓๐ คน ผู้แสดง ๑๖ -๒๐ คน นักดนตรี ๗ - ๘ คน และผู้แสดงมีหน้าที่อื่นๆ ได้แก่ เครื่องไฟ ๒ คน เวทีอีก ๕ - ๖ คน มีศิษย์ที่เด่นๆ คือ
๑. นายบัณฑิต มนต์กระจ่าง ชื่อคณะฉัตรชัย มนต์กระจ่าง
๒. นางกนก สาหร่ายสังข์ ชื่อคณะฉัตรชัย มนต์กระจ่าง
การเรียนศิลปการแสดงนั้นได้ฝึกร้อง หัดรำ แต่เช้ามืด หัดซ้อมดาบ รำดาบ ขี่ม้า และเล่นเป็นเรื่อง ได้รับค่าแสดงครั้งแรก ๒๐ บาท ปัจจุบัน ๔๐๐ - ๕๐๐ บาท ผลงานการประพันธ์ ยังไม่มีการจดบันทึก ใช้จำเนื้อเรื่อง บทบาทตามสถานการณ์นั้นๆ ปัจจุบันยังคงแสดงอยู่เป็นประจำ
ความชำนาญพิเศษ คือความจำดี สามารถดำเนินเรื่อง การร้องแต่ละฉาก ปัจจุบันเป็น นักร้องในร้านอาหาร ร้านน้ำเชื่อมหน้าโรงพยาบาลรวมแพทย์ตะพานหิน
อุดมการณ์ในการแสดง “ต้องซื่อสัตย์ รักการแสดง ไม่ดูถูกกัน ไม่หมิ่นกัน เพราะคืออาชีพของเรา”
: นายฉัตรชัย สาหร่ายสังข์ ผู้ให้สัมภาษณ์


ข้อมูลของหัวหน้าคณะลิเกอื่นๆ ที่ยังไม่มีข้อมูลและจะดำเนินการสืบค้นเพิ่มเติมต่อไป
๑๘. คณะยอดรัก พรรณราย อำเภอตะพานหิน
๑๙. คณะยอดธง อำเภอตะพานหิน
๒๐. คณะรุ่งวิรัตน์ แสงรุ้ง อำเภอตะพานหิน
๒๑. คณะธเนตรน้อย อำเภอตะพานหิน
๒๒. คณะสนมไฝเสนห์ อำเภอตะพานหิน
๒๓. คณะจงรักดีเจ อำเภอตะพานหิน
๒๔. คณะสมานน้อย รุ่งเพชร อำเภอเมืองพิจิตร

ช่างตัดชุดแต่งกายลิเก อำเภอตะพานหิน

คุณสมพร ศรีสมพงษ์ (ร้านพี่ติ๋ม) อายุ ๔๙ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๓ / ๑๕ ชุมชนร่มเกล้า อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ทำอาชีพนี้มา ๒๔ ปี ตัดตั้งแต่ราคาชุด ละ ๓๐๐ บาท ปัจจุบัน ราคาชุดละ ๒,๐๐๐.- บาท – ๓,๐๐๐.- บาท ตัดเฉพาะชุดผู้หญิง ระยะเวลาตัดชุด ๒ - ๓ วัน แต่ชุดที่ตัดลูกค้าจะนำไปติดเครื่องคริสตันหรือเพชรพลอยเองต่อไป

คุณบุษดี แสนใจวุฒิ (ร้านพี่แป๋ว) อายุ ๕๒ ปี ตัดชุดมา ๒๐ ปี ส่วนใหญ่เป็นชุดกระโปรง ราคาตั้งแต่ ๑,๕๐๐.- บาท – ๒,๐๐๐.-บาท ตัดได้วันละชุด ดำเนินงานร่วมกับคุณรัตนา เจริญเวที อายุ ๕๐ ปี

คณะวงดนตรีปี่พาทย์
ข้อมูลคณะวงดนตรีปี่พาทย์ ที่รับจ้างร่วมกับคณะลิเก จะมีสมาชิกในวงประมาณ
๗ – ๘ คน ราคาค่าจ้างประมาณ ๒,๘๐๐.-บาท ต่อคืน ได้แก่ คณะเนียมไม้ทอง คณะไก่ทองบรรเลงศิลป์ คณะปรีชาบรรเลงศิลป์ คณะจเรคอนวอย คณะสมนึกบรรเลงศิลป์ และคณะพนมบัวหวาย เป็นต้น

ทีมงานเวทีลอยฟ้า และเครื่องเสียง
จากการสอบถามข้อมูลจากหัวหน้าทีมงานเวทีลอยฟ้าของ “ทรงพลลูกพิจิตร” จะรับจ้าง เช่าเวทีคืนละ ๕,๕๐๐.- บาท ต่อคืน และบวกเพิ่มขึ้นจังหวัดละ ๕๐๐.- บาท บุคลากรในทีมงานจะประกอบด้วย ฝ่ายติดตั้งเวที ๖ - ๗ คน และฝ่ายควบคุมเครื่องเสียง ๓ คน
ทีมงานเวที-เครื่องเสียง อื่นๆ ได้แก่ เวทีเธนตร เพชรรุ่งธานี ลักขณาธานี
จงรักดีเจ เป็นต้น
ลักษณะการแสดง
๑. เวทีลิเก
ส่วนมากลิเก ในจังหวัดพิจิตร นิยมเวทีลิเกลอยฟ้าโดยขยายความกว้างของเวทีแสดงออกไป
เป็น ๑๐ - ๑๒ เมตร ลึก ๔ - ๕ เมตร สูง ๑ เมตร เวทีดนตรีอยู่ตรงกลางระหว่างเวทีแสดงกับหลังเวที ยกสูงจากพื้นเวทีแสดง ๑.๕๐ - ๒.๐๐ เมตร ลึกประมาณ ๒.๕ เมตร มีฉากไม้อัดเขียนลายอยู่ด้านหลังวงดนตรี หลังเวทีกว้าง ๑๒ เมตร ลึก ๔ - ๕ เมตร มีหลังคาผ้าใบ หน้าเวทีแสดงมีเสาแขวนป้ายผ้าบอกชื่อคณะลิเกยาวตลอดหน้ากว้างของเวที สองข้างเวทีมีหลืบไม้อัดสำหรับบังผู้แสดงเข้าออก ตรงกลางเวทีแสดงตั้งตั่งอเนกประสงค์ สำหรับเวทีลิเกนิยมตั้งกลางแจ้งมีลานกว้างสำหรับให้ผู้ชมได้ปูเสื่อนั่งชมตามอัธยาศัย

๒. วงดนตรีปี่พาทย์
ดนตรีสำหรับการแสดงลิเก บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ ๒ แบบ คือ วงปี่พาทย์ไทย และวงปี่พาทย์มอญ เพลงที่ใช้บรรเลงเป็นเพลงในอัตราสองชั้นที่ใช้กับละครรำของไทย กับเพลงลูกทุ่งยอดนิยมที่ผู้แสดงลิเกนำมาร้องเพื่อเรียกความสนใจจากผู้ชม
สาขา/ประเภท
ขนบ
ที่บ้านป่าแดง หมู่ ๑, ๖ และ ๗ ตำบลหนองพยอม อำเภอตะพนหิน จังหวัดพิจิตร มีงานประเพณีอยู่งานหนึ่ง คือ งานกำฟ้า เป็นงานบุญพื้นบ้านอีกอย่างหนึ่งของชาวไทยพวน โดยยึดถือ ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เป็นการบูชาหรือเคารพเทวดาฟ้าดินเชื่อกันว่าเมื่อไดทำบุญประกอบพิธีกรรมตั้งบายศรีบูชาขอพรจากเทพยดาผู้รักษาฟ้าแล้วจะทำให้ฝนตกต้องตามฤดู ทุกคนจะคอยฟังเสียงฟ้าร้อง เชื่อกันว่าเสียงฟ้าร้องคือ “สัญญาฟ้าเปิดประตูน้ำ” เพื่อให้ชาวนา ชาวไร่ มีน้ำประกอบอาชีพ เกษตรกรรม การพยากรณ์เสียงฟ้าร้องของชาวไทยพวน มีดังนี้
เสียงฟ้าร้องดังมาจากทิศเหนือหรือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พยากรณ์ว่าฝนจะดี มีน้ำเพียงพอ พืชพันธุ์ธัญญาหารสมบูรณ์ ประชาชนจะมั่งมีศรีสุข
ถ้าฟ้าร้องมาจากทิศใต้ ฝนจะมีน้อย เกิดการแห้งแล้งพืชผลได้รับการความเสียหาย
ถ้าฟ้าร้องเสียงดังมาจากทิศตะวันออก ฝนจะตกปานกลาง พืชในที่ลุ่มได้ผลดี พืชในที่ดอนจะเสียหาย
ถ้าฟ้าร้องมาจากทิศตะวันตก จะเกิดการแห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพง จะรบพุ่งฆ่าฟันกัน
ความเชื่อ
การกำหนดวันกำฟ้า
บางท้องที่กำหนดวันแตกต่างกันไปบ้าง แต่อยู่ในระยะเวลา ๓ เดือน คือ เดือนอ้ายขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือนยี่ ขึ้น ๑๓ ค่ำ และเดือน ๓ ขึ้น ๓ ค่ำ
สิ่งที่พึงสังเกต พอถึงวันกำฟ้าท้องฟ้าจะมืดครึ้ม มีฝนตกลงมาบ้าง เป็นที่น่าอัศจรรย์สำหรับประเพณีกำฟ้าของชาวไทยพวนบ้านป่าแดง จัดตามประเพณีของชาวไทย คือกำหนดวันงาน ๒ วัน วันขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันกำต้อน และวันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ เป็นวันกำฟ้า
วันกำต้อน (ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๓) เป็นวันเตรียมการก่อนวันงาน ๑ วัน ทุกคนจะหยุดทำงาน กลับมายังบ้านเกิดเมืองนอนของตน ตั้งศาลพระภูมิบายศรีขอพรจากเทพยดาช่วยให้ฝนตกต้องตามฤดู ดังคำกล่าวที่ว่า “ฝนบ่ละเดือนสาม ฝนบ่หามเดือนสี่ ละแท้ ๆ คือ เดือนยี่เดือนเดียว” ชาวไทยพวนจะจัดเตรียมอาหารหวานคาว , ข้าวปุ้น(ขนมจีน) เผาข้าวหลาม ไว้ทำบุญ ในวันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นงานกำฟ้า และจัดไว้เลี้ยงดูญาติพี่น้อง ตลอดจนแกผู้มาเยือน ตอนค่ำจะเป็นการเริ่มกำ หมายถึงทุกคนต้องหยุดงาน คำดังกล่าวที่ว่า “ ครบบ่เห้อต้อง น้องบ่เห้อตำ” กลางคืนจะแสดงการละเล่นพื้นบ้าน เช่น เตะหมากเบี้ย ต่อไก่ ลูกช่วง รำแคน โดยออกไปเล่นตามคุ้มต่าง ๆ ในหมู่บ้าน
วันกำฟ้า (ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓) เป็นวันกำฟ้าของชาวไทยพวนตอนเช้าจะทำบุญตักบาตร สู่ขวัญข้าว และแสดงกรละเล่นพื้นบ้านตอนกลางวัน เช่น นางกวัก นางด้ง นางสาก ถ่อสาก ขี่ม้าหลังโปะ ไม้อื่อ มอญซ่อนผ้า ตอนเย็นจะนำข้าวปลาอาหารมาร่วมรับประทานกันตอนกลางคืน จะเล่นเตะหมากเบี้ย ต่อไก่ ลูกช่วง รำแคน มอญซ่อนผ้า
ตอนกลางคืนของวันกำต้อน และวันกำฟ้าสมัยก่อนต้องก่อกองไฟเพื่อให้เกิดแสงสว่างสะดวกแก่การละเล่น เพราะไม่มีไฟฟ้าเหมือนปัจจุบัน ดังนั้นก่อนค่ำมืดต้องไปหาหลัว (ฟืน) เตรียมไว้สำหรับก่อกองไฟ ต่อมามีการใช้ตะเกียงเจ้าพายุและไฟฟ้าให้แสงสว่างตามลำดับ
ปัจจุบันได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทางราชการ และพ่อค้าประชาชน สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์งานกำฟ้า เป็นงานประเพณีพื้นบ้าน และศิลปวัฒนธรรม ประจำหมู่บ้านของชาวไทยพวน จนกระทั่งงานประเพณีกำฟ้าบ้านป่าแดง ได้รับการจัดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร
ลำดับขั้นตอนการแสดง
ขั้นตอนการแสดงลิเก จังหวัดพิจิตร
ส่วนมากคณะลิเก จังหวัดพิจิตร จะมีขั้นตอนการแสดงคล้ายคลึงกันเกือบทุกคณะ ดังนี้
ขั้น โหมโรง เป็นการบรรเลงปี่พาทย์ บูชาเทพยดาและครูบอาจารย์ เช่น เพลงสาธุการ ตระนิมิตร เป็นต้น จุดประสงค์อีกอย่างหนึ่งคือ เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าใกล้จะถึงเวลาแสดง และเป็นการชักชวนให้ผู้ชมมาชม

ขั้นออกแขก เป็นการเบิกโรงลิเก เพื่อให้ผู้ชมสนใจ ส่วนมากการออกแขกของคณะลิเก มี ๒ ลักษณะ คือ การออกแขกหลังโรง และรำเบิกโรง กล่าวคือ
- การออกแขกหลังโรง เป็นการที่โต้โผหรือนักแสดงผู้ชายร่วมกันร้องเพลงออกแขก ซึ่งมีเนื้อหาอวดอ้างลักษณะเด่น ๆ ของคณะ เช่น พระเอกรูปหล่อ รำสวย นางเอกเสียงหวาน เป็นต้น จากนั้นเป็นการประกาศชื่อเรื่อง และเนื้อเรื่องย่อที่จะแสดง
- รำเบิกโรง เป็นการรำของนักแสดงผู้หญิงในคณะ แต่งกายในชุดที่เหมือนกัน ออกมาร่ายรำ ๑ ชุด จากหลังก็เป็นการร้องออกแขกลักษณะเดียวกันกับการออกแขกหลังโรง
ในระหว่างที่มีการร้องออกแขกนั้น ผู้ที่เป็นหัวหน้าคณะ หรือโต้โผ ของคณะลิเก จะจุดธูปบูชา “พ่อแก่” เป็นหัวฤาษีที่สร้างไว้สำหรับสวมในเวลาไหว้ครู เพื่อบอกเล่าขอให้การแสดงลุล่วงไปได้ด้วยดี เป็นขวัญและกำลังใจต่อศิลปินลิเกทุกคน

ขั้นแสดง เริ่มการแสดงลิเก จังหวัดพิจิตร ส่วนมากตัวแรกที่ออกหน้าโรงส่วนมากมักจะเป็น ตัวโกง การดำเนินเรื่องแบ่งออกเป็นฉากสั้นๆติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งดึกยิ่งใกล้จะจบ การแสดงก็ยิ่งคึกคัก ตื่นเต้น โลดโผน ตลกโปกฮา จนถึงมีฉากตลกเป็นฉากใหญ่ให้ผู้ชม ครื้นเครง แล้วรีบรวบรัดจบเรื่อง ซึ่งบางครั้งก็ไม่จบบริบูรณ์ แต่ผู้ชมก็ไม่ติดใจสงสัยอะไร ระหว่างการดำเนินเรื่องระหว่างฉากแต่ละฉากก็จะมีการบรรยายสถานการณ์ให้ผู้ชมได้รับทราบอยู่เป็นระยะ

ผู้ชม หรือแม่ยก
ผู้ชมลิเกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีความชื่นชอบศิลปะการแสดงประเภทนี้ และมักเป็นสตรีและเด็ก ระบุชัดไม่ได้ว่ามีสถานะเศรษฐกิจระดับใด เนื่องจากการชมลิเกส่วนมากเป็นการชมฟรี แต่มีข้อควรสังเกตคือ การให้รางวัลแก่ผู้แสดงลิเกคือ การมอบพวงมาลัยคล้องคอประดับธนบัตร สำหรับผู้ชมสตรีจำนวนหนึ่งที่มีความนิยมผู้แสดงชายบางคนเป็นพิเศษ โดยติดตามไปชมการแสดงเป็นประจำ และให้รางวัลเป็นเงินทองจำนวนมากอยู่เสมอ ผู้ชมกลุ่มนี้เรียกว่า แม่ยก คือ แม่ที่ลิเกยกย่อง
ในการชมการแสดงลิเก ไม่มีกติกามารยาทแต่อย่างใด และไม่สามารถคัดเลือกผู้ชมได้เนื่องจาก
เป็นเวทีเปิดกว้าง ใครจะมาจับจองที่นั่งชมตรงไหนก็ได้ บางครั้งก็จะมีการแซวศิลปินลิเกบ้างจากคนดู ที่อาจดื่มสุราจนเมา แต่ศิลปินลิเกก็สามารถใช้ไหวพริบปฏิภาณแก้ไขสถานการณ์ไปได้โดยตลอด

เครื่องแต่งกาย
ชุดพระ ประกอบด้วย หัวมอญ คาดหน้า ปิ่น, หวี เข็มขัด กำไลข้อเท้า ถุงเท้า
เสื้อ กระโปรง สนับแข้ง ต่างหู และสร้อย
สถานที่ตัดหรือซื้อ ที่กรุงเทพฯ อยุธยา อ่างทอง ราคาต่ำสุดประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท
สูงสุดราคาถึงหนึ่งแสนบาท

ชุดนาง ประกอบด้วย กระโปรง กระจังหน้า หัวมอญ ต่างหู สร้อยและเข็มขัด
สถานที่หรือซื้อ กรุงเทพฯ และอำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ราคาต่ำสุดราคา ๓,๐๐๐ บาท
ราคาสูงสุดถึงหนึ่งแสนบาท เครื่องประดับสถานที่ซื้อจากกรุงเทพฯ ถนนพาหุรัด เป็นต้น
อุปกรณ์
ฆ้องวงมอญ
ระนาดเอก
ระนาดทุ้ม
ฆ้องวงใหญ่
ฆ้องวงเล็ก
กลองทัด
กลองแขก
เปิงมางคอก
ฉาบเล็ก
ฉาบใหญ่
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
นางสาวทิพวรรณ งามพานิช
นางสาวนาตยา อุดร
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    23582 views