พิมพ์

ลำผีฟ้า

ชื่อรายการ
ลำผีฟ้า
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

ลำผีฟ้า
ตำบลหนองบัวบาน อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ

ประวัติความเป็นมาและความสำคัญของการลำผีฟ้า
                หมอลำส่องหรือลำผีฟ้า เป็นหมอไสยศาสตร์หรือหมอผีประเภทหนึ่งที่รักษาด้วยความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนา หมอลำผีฟ้ารักษาผู้ป่วยโดยใช้อำนาจเหนือธรรมชาติของผีฟ้า เพื่อที่จะให้ผีออกจากร่างกายของผู้ป่วย
                ลำผีฟ้า การรักษาด้วยผีฟ้ามีอยู่ ๒ สาเหตุ คือ รักษาด้วยลำทรงแล้วไม่หาย ผีต่างๆ ไม่ยอมยกโทษให้หรือผีมีความแก่กล้าเกินไป ไม่ยอมรับการขอขมา จำเป็นต้องเชิญผีฟ้าลงมาช่วยรักษาเยียวยา เพราะผีฟ้ามีอิทธิฤทธิ์มากกว่า เป็นผีที่กำหนดชะตาชีวิตมนุษย์และอยู่เหนือกว่าผีทั้งปวง อีกอย่างหนึ่งเมื่อลำส่อง (การดูหมอเพื่อการวินิจฉัยปัญหาของชาวอีสาน) ดูแล้วปรากฏว่าอาการเจ็บป่วยนั้นเป็นการผิดต่อผีฟ้า ไม่ใช่ผีในโลกมนุษย์ ก็จะเข้าทรงอัญเชิญผีฟ้าลงมารักษา การรักษาด้วยลำผีฟ้าจึงแก่กล้ากว่าลำทรง นอกจากนี้การลำผีฟ้ารักษายังมีข้อห้าม (ขะลำ) มากมาย เช่น ห้ามใครยืมของในบ้าน ห้ามใครมาขอสิ่งของ ห้ามผู้ชายมาข้องแวะแตะต้องคนไข้ และอื่นๆ อีกหลายอย่าง
ขนบประเพณีความเชื่อเกี่ยวกับลำผีฟ้า

                ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ และสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บนั้นเกี่ยวข้องกับสาเหตุ ๒ ประการ คือ สาเหตุที่เกิดตามธรรมชาติ เช่น ภูมิอากาศทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนสาเหตุที่เกิดจากอำนาจเหนือธรรมชาตินั้น มีหลายประเภท เช่น การถูกผีทำ การถูกคนทำด้วยวิธีทางคาถาอาคม ชะตา กฎแห่งกรรม และการผิดขนบธรรมเนียมประเพณี ฯลฯ ซึ่งต่างก็จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามความคิด ความเชื่อของชาวบ้าน เมื่อมีเหตุเหล่านี้ผู้ป่วยต้องหาวิธีการรักษา พยาบาลตามสาเหตุของโรคนั้น ชาวอีสานเชื่อว่า “ผีฟ้า” จะสามารถบันดาลทุกสิ่งได้ แม้แต่การเกิดการตายของมนุษย์ตลอดจนเป็นผู้กำหนดโชคชะตาของมนุษย์ ขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลก และเชื่อว่าผีพรรพชนกับผีฟ้านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ เชื่อว่ามนุษย์มีขวัญประจำตัวอยู่ทุกคน เมื่อตายลงขวัญจะออกจากร่างไปพบบรรพชนและจะเดินทางไปยังเมืองฟ้าเพื่อไหว้ผีฟ้า
องค์ประกอบของลำทรงและลำผีฟ้า
1.หัวหน้าคณะ
(ครูบา) ผู้ที่เป็นหัวหน้าคณะหรือครูบานั้นต้องเป็นผู้ที่ได้รับการครอบมาจากครูแล้ว การลำทรงและลำผีฟ้าจะมีการสืบทอดกันเป็นช่วงกล่าวคือ เมื่อหัวหน้าคณะคนก่อนมีอายุมากไม่สะดวกต่อการไปมา ก็จะทำพิธีครอบครูมอบหน้าที่ให้ศิษย์เอกที่ถือว่าฉลาดหลักแหลมที่สุดดำเนินการต่อจากหัวหน้าคนเก่า เป็นการมอบตำแหนงหัวหน้าให้โดยการจัดทำหิ้งบูชาไว้ที่บ้านแล้วอัญเชิญผีต่างๆ จึงต้องเรียกว่า “อ้ายพี่” เช่น อ้ายพี่คำผิว อ้ายพี่สีทน เป็นต้น
2.ชาวคณะ
ถือเป็นบริวารที่มีประสบการณ์สูงร่วมเดินทางไปรักษาคนไข้ด้วยประมาณ ๒-๔ คนบริวารที่รับใช้ใกล้ชิดที่จะถูกเรียกให้เป็นหัวหน้าคนต่อไปก็อยู่ในจำนวนนี้ ชาวคณะเหล่านี้จะช่วยกันลำเชิญผีเมื่อผีเข้าเทียมหัวหน้าแล้วก็จะเป็นคนถามไถ่ผีต่างๆ นานา ซึ่งแต่ละคนจะมีผีประจำตัว เช่น สีทน มโนราห์ ท้าวคำผิว เป็นต้น
3.หมอแคน
บางทีเรียกว่า หมอม้า เป็นผู้ขับม้า ม้าก็คือ เหล้า ม้าขาวคือเหล้าขาว ม้าแดงคือเหล้าแม่โขง ม้านิลก็คือ เบียร์
คายรักษา

                หมอลำทรงและหมอลำผีฟ้า มีอยู่แทบทุกหมู่บ้านในจังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดอื่นๆ นอกจากนี้อาจจะมีอยู่บ้าง เครื่องคายรักษาของแต่ละคณะจะไม่ค่อยเหมือนกันนัก คงเป็นเพราะครูสอนครอบให้ต่างกันหรือบางครั้งหาไม่ได้ อย่างเช่น ดอกจำปาลาว (ดอกลั่นทม)
                คายรักษาหมอลำ หมอลำผีฟ้า
๑.ขันหมากเบ็งพร้อมเฝ้าผูกแขน (บายศรีขนาดเล็ก)
๒.ขันธ์ ๕ (ดอกไม้ ๕ คู่ เทียน ๕ เล่ม)
๓.ผ้าซิ่น ๑ ผืน
๔.แพรวา (ผ้าขาวม้า ๑ ผืน)
๕.เหล้า ๑ ขวด
๖.ไข่ ๒ ฟอง (บางคณะใช้ใบเดียว)
๗.หวี ๑ ด้าม
๘.กระจก ๑ บาน
๙.เงินหนึ่งสลึง
๑๐.ห่อนิมนต์ (เทียน ๒ เล่ม ดอกไม้ ๒ ดอก ห่อด้วยใบตอง)
๑๑.ซวย ๕ อัน (ใบตองทำเป็นกรวย) แต่ละอันมีเทียน ๑ คู่ ดอกจำปาลาว ๑ คู่
๑๒.มาลัยดอกจำปาลาว ถ้าเป็นลำผีฟ้าใช้ดอกมะละกอต้นตัวผู้
บริวาร

                   ผู้ที่เคยผ่านการรักษามาแล้ว ทุกคนถือเป็นบริวาราของผีทรงและของผีฟ้า เวลาคณะหมอลำทรงลำผีฟ้าไปลำ ณ ที่ใด ถ้าไม่ห่างไกลเกินไปบริวารเหล่านี้ก็จะไปร่วมพิธีด้วย นำดอกไม้ เทียน และสิ่งของต่างๆ ไปร่วมบูชาด้วย บางคนอาจมีอาการไม่สบาย ก็จะแต่งกายรักษาไปร่วมด้วย แม่หมอจะบอกหรือพูดกับผีให้มาช่วยรักษา บริวารทุกคนต้องปฎิบัติตามธรรมเนียมของผีฟ้าอย่างเคร่งครัด ไม่มีเครื่องของขลังใดๆ ถือติดตัวมา พิธีกรรมนั้นจึงสนุกสนานทั้งฟ้อนรำได้อย่างอิสระ บางแห่งมีบริวารมาก ๑๐-๒๐ คน เข้าพิธีด้วยผู้ชมก็ได้ชมได้ฟังและสนุกไปด้วย พร้อมกับเห็นอกเห็นใจและเอาใจช่วยคนไข้ เป็นการให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย
              ผู้ป่วยรักษาด้วยหมอลำทรงลำผีฟ้านั้นปกติจะผ่านการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนโบราณมาก่อน ถ้าไม่หาย ต้องลำรักษาจึงจะหาย ชาวบ้านคิดว่าการติดต่อกับผีนั้นต้องอาศัยจ้ำหรือแม่หมอทรงโดยยินดีจัดเครื่องบูชาและปฏิบัติตามคำแนะนำของผีทุกอย่าง โดยยอมเป็นบริวารของผีตั้งแต่มีชีวิตอยู่มีบางคนเกิดความเชื่อ เกิดศรัทธาต่อผี ยอมเข้ามาเป็นบริวารทั้งๆ ที่ยังไม่เจ็บป่วย
การแต่งกาย

                ในเรื่องการแต่งกายบางคณะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ใหม่ ๆ บางคณะมีผ้าสไบพาดบ่าหรือผ้าขาวม้าพาดบ่านุ่งซิ่นไหมมัดหมี่ มีดอกไม้ทัดหู แต่บางคณะก็ใส่เสื้อผ้าธรรมดา มีบางคณะ ผีเป็นผู้บอกว่าให้แต่งตัวอย่างไร ผู้ป่วยต้องแต่งตามคำแนะนำของหัวหน้าคณะ จึงถือว่าเข้าเป็นบริวาร การเข้าเป็นสมาชิกคือมานั่งอยู่ต่อหน้าคายรักษา แล้วหันหน้าเอาฝ้ายผูกแขนก็ถือว่าเข้าเป็นสมาชิกแล้ว

ลักษณะกลอนลำ
                ลักษณะของกลอนลำทรงและกลอนลำผีฟ้านั้นไม่แน่นอน บางครั้งก็ลำเป็นทำนอง บางครั้งก็พูดคล้ายๆ คำผญา ไม่มีกลอนที่ถือว่าไพเราะเหมือนหมอลำหรือลำกลอน ลักษณะฉันทลักษณ์ไม่แน่นอน ผู้ลำหรือผู้แสดงและผู้ฟังไม่ได้ยึดถือเรื่องความไพเราะของกลอน แต่ยึดเนื้อหาของกลอนว่า พูดอย่างไร บางตอนเป็นกลอน กลุ่มคำเล่นคำเช่นเดียวกับกลอนลำสินไซของท้าวปางคำ บาตอนจะสัมผัสบ้างเช่นเดียวกับลำพื้นลำหมู่และบางตอนจะมีสัมผัสดีเหมือนกลอนของหมอลำกลอนทุกกลอนทุกประเภทจึงลำทำนองเดียวกันหมด
                ประเภทกลอนลำ
                ๑.กลอนลำอัญเชิญผีฟ้า เป็นกลอนที่ป่าวร้องอัญเชิญผีฟ้าครูอาจารย์ที่ล่วงลับไปที่เคยประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในการรักษาคนป่วย ให้มาช่วยขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ การประกอบพิธีกรรมจะต้องอัญเชิญและทำพิธีครอบครูเสมอ จังทำให้การประกอบพิธีดำเนินการไปอย่างราบรื่น
                ๒.กลอนลำเสี่ยงหรือลำส่อง เป็นกลอนที่หมอลำผีฟ้าใช้ลำเสี่ยงทายหาสาเหตุของการเจ็บป่วยเรียกว่าลำหาข้อหาปล้อง โดยมุ่งเน้นไปถึงสาเหตุการป่วยที่กระทำการละเมิดหรือสร้างความไม่พอใจต่อผี เช่น ละเมิดต่อผีบรรพบุรุษ ผีไร่ ผีนา ผีบ้าน ผีเรือน ผีตาแฮก เป็นต้น
                ๓.กลอนลำอ้อนวอน กลอนลำประเภทนี้ใช้ลำในขั้นตอนที่รู้สาเหตุของการเจ็บป่วยแล้วหมอลำผีฟ้าก็ลำขอขมาลาโทษต่อผีที่คนป่วยได้ล่วงเกิน เป็นต้นว่า ผีอาจจะแสดงอาการโกรธ ไม่พอใจออกมา และต้องการเอาชีวิตคนป่วยคนนี้ แล้วหมอลำผีฟ้าก็จะลำอ้อนวอนขอชีวิต
                ๔.กลอนลำอวยพร เป็นกลอนที่อวยพรให้ผู้ป่วยมีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคภัยทีเจ็บป่วย มีความสบายอกสบายใจซึ่งหมดลำผีฟ้าลำในเชิงจิตวิทยาทำให้คนไข้มีความอบอุ่นไม่ได้ถูกทอดทิ้งมีความหวังในการมีชีวิตต่อไป
                ๕.กลอนลำส่งเครื่องคือการลำเพื่อส่งเครื่องใช้สิ่งของต่างๆ ตามที่ผีต้องการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอไถ่ชีวิตของผู้ป่วยที่ละเมิดต่อผีฟ้า จำเป็นจะต้องส่งเครื่องแลกเปลี่ยนกับชีวิต
                ๖.กลอนเชิญชวนลงเล่น เป็นกลอนลำชักชวนให้คนป่วยให้ร่วมฟ้อนรำสนุกสนานกับกลุ่มผีฟ้าที่มารักษาโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนป่วยคลายความกังวลและความสิ้นหวังในชีวิต นอกจากนี้ยังทำให้คนป่วยได้ลุกเดินเป็นการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียสามารถกินข้าวปลาอาหารได้มาก อันเป็นผลในเชิงจิตวิทยา
                กลอนลำเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการลำผีฟ้ายังประโยชน์ทางด้านเป็นสื่อภาษาติดต่อระหว่างมนุษย์กับผีเพื่อสร้างความเข้าใจ เป็นการยุติมิให้ผีมารังควานทำความเดือดร้อนต่อผู้ป่วยอีก นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความไพเราะสนุกสนานในทำนองกลอนลำ ทำให้ผู้ป่วยคลายกังวลลืมทุกข์โศกที่ตนเองได้รับ
การฟ้อนรำ

                การฟ้อนรำในพิธีกรรมการลำผีฟ้า เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อศรัทธาต่อผีฟ้าที่ตนเองเคารพนับถือ เพื่อให้เกิดสันติสุขในหมู่ตน สะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาเลื่อมใสประกอบกับความสนุกสนานดังปรากฎในพิธีการรักษาคนป่วยและวิธีเลี้ยงข่วงผีฟ้า

                ลักษณะท่าฟ้อนรำในการลำผีฟ้าไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ทั้งที่การฟ้อนรำเกิดจากการเข้าเทียมของผีฟ้า ดังจะเห็นได้จากก่อนที่หมอลำผีฟ้าจะเข้าพิธีฟ้อนรำนั้นมีอาการสั่น ฟ้อนไปตามอำนาจของผีเท่านั้นนอกจากนี้การฟ้อนจะเป็นไปอย่างอิสระปราศจากกฏเกณฑ์บังคับ เมื่อเริ่มแรกที่ผีเข้าประทับทรง มีจะแกว่งไปข้างหน้าและข้างหลังพร้อมกันทั้งสองข้าง แล้วขาทั้งสองจะทำเป็นจังหวะ หลังจากนั้นการฟ้อนก็เป็นไปตามจังหวะโดยส่วนใหญ่น้ำหนักตกอยู่เท้าหน้า ส้นเท้าหลังยกขึ้น ส่วนปลายท้างแตะที่พื้นเคลื่อนจังหวะอย่างนี้เรื่อยไปแล้วก็ฟ้อนไปตามจังหวะอย่างไรก็ตามการฟ้อนรำมีทั้งถ่วงท่าที่อ่อนช้อยและจังหวะรวดเร็ว เร้าใจ ดังนั้นการฟ้อนรำในการลำผีฟ้า เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พิธีกรรมการลำผีฟ้ามีความสนุกสนานและมีความขลังในตนเอง
ทำนองลำ

                ทำนองลำ เป็นทำนองลำพื้นหรือลำหมู่ ซึ่งลำประกอบกับแคนลายใหญ่แบบโบราณ จังหวะในการลำจะไปตามเนื้อหา ช้าบ้าง เร็วบ้าง บางจังหวะก็หยุดเป่า หมอลำพูด เมื่อฟังลำทำนองตังหงายแล้วเห็นว่าใกล้เคียงกันมาก คือ ลำกลอนสั้นๆ แล้วให้คนเป่า เป่าต่อพร้อมกับฟ้อนและพูด ทำนองลำแต่ละคณะจะไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก
ลำดับขั้นตอนและวิธีการลำรักษาลำส่อง

                การลำส่อง หมายถึง การลำหาข้อผิดข้องหมองใจข้อผิดพลาด และสาเหตุของผู้ป่วย อาจมีการดูหมอหรือทางอีสานเรียกว่าดูมอ เมื่อหมอมอ (หมอดู) ชี้ว่าเกิดจากผีก็จะไปติดต่อคณะหมอลำทรงมาทำการรักษาหมอลำทรงทุกขณะจะปฎิเสธไม่ได้จะใกล้หรือไกลก็ต้องไป ค่ารักษานอกจากคายแล้วจะเรียกร้องไม่ได้แต่ผู้ที่มาติดต่อก็ทราบโดยการสอบถามบริวารใกล้ชิดหัวหน้าคณะ รวมทั้งชาวคณะจะช่วยกันสอบถามประวัติคนไข้อย่างละเอียดเมื่อตกลงวันเวลากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางด้านเจ้าภาพก็เดินทางกลับมาจัดเตรียมอุปกรณ์ เครื่องคายรักษา อาหารการกิน ฝ่ายคณะหัวหน้าก็จะทำพิธีบอกกล่าวครูบาแล้วเชิญแล้ว ณ ที่ทำการรักษานั้น
                เมื่อไปถึงบ้านผู้ป่วยหัวหน้าก็จะลำบูชาครูบาก่อน แล้วเชิญผีมาเทียบ การลำส่งจะใช้เวลายาวนานมากเนื่องจากหัวหน้าจะต้องลำถามผี เมื่อทราบว่าผู้ป่วยผิดผีตน บริวารในคณะก็จะพูดขออ่อน ขอยอม ขอโทษ หลังจากผีใจอ่อนยอมผ่อนปรนให้แล้วก็จะออกจากร่างทรงไป หัวหน้าจะผูกข้อผูกแขนผู้ป่วย แล้วแนะนำวิธีการปฎิบัติตนให้และนัดวันที่จะมาทำการรักษาต่อไป ในบางครั้งผู้ป่วยเพียงแต่ผิดที่บ๋า (บน) แล้วไม่ปง (ไม่แก้บน) หัวหน้าคณะก็บอกให้แก้บนไม่ต้องใช้วิธีรักษา ยกเว้นว่าแก้บนแล้วไม่หายดี
การเลี้ยงข่วง

                การเลี้ยงข่วงก็คือ การมาชุมชนของบริวารผีทรงและผีฟ้า ทุกคนมีอุปกรณ์เครื่องบูชาคายรักษามาร่วมด้วย จากนั้นก็จะช่วยกันจัดทำเครื่องคายรักษาหัวหน้าจะเชิญผีต่างๆมาเทียมหรือมาเข้าสิง แล้วทุกคนก็จะได้ร้องรำสนุกสนาน เป็นการปล่อยอารมณ์ได้อย่างอิสระต่างพูดจาทักทายกัน หยอกเย้ากันในระหว่างผีกับผี ผีฟ้าจะเลี้ยงข่วงในช่วงเดือน ๓ ส่วนผีลำทรงจะเลี้ยงข่วงเดือน ๕

 กระบวนการรักษาพยายามของหมอลำผีฟ้า
กระบวนการรักษาพยายามของหมอลำผีฟ้า สามารถแบ่งได้เป็น ๕ ขั้นตอนคือ

๑.ขั้นตอนการเตรียมการ

๑ครอบครัวผู้ป่วยมารับหมอไปที่บ้าน

๒ถามดูอาการผู้ป่วยและสภาพของครอบครัว

๓ให้กำลังใจผู้ป่วยและญาติ

๒.ขั้นตอนพิธีกรรมธรรมดา

๑เริ่มพิธีกรรมธรรมดา

๒ส่องดูสาเหตุของการเจ็บป่วยจากกาย

๓อ้อนวอนผีฟ้าให้ช่วย

๔เสร็จพิธีกรรม

๓.ขั้นตอนการรักษาพยาบาล

แนะนำการปฎิบัติตัวของผู้ป่วย

๔.ขั้นตอนพิธีกรรมส่งเครื่องเก้า

๑เริ่มทำพิธีกรรมส่งเครื่องเก้า

๒ส่องดู

๓ขอให้ผู้ป่วยเป็นลูกศิษย์ผีฟ้า

๔เสร็จพิธีกรรมส่งเครื่องเก้า

๕.ขั้นตอนหลังเสร็จพิธีกรรม นำคายไปขึ้นบูชา
อุปกรณ์สำคัญในพิธีกรรม

                คาย
คือ เครื่องบูชาสำหรับหมอผีฟ้า ซึ่งเป็นถาดใสเครื่องบูชาต่างๆ จัดไว้ดังนี้
๑.ผ้าขาวหนึ่งวา ผ้าซิ่นเย็บต่อหัว (จะเป็นผ้าไหมหรือฝ้ายก็ได้) พร้อมเงินอีก ๔ บาท ๒๕ สตางค์ ที่ใส่ไว้ในผ้าขาว
๒.ถ้วยใส่น้ำและขมิ้นฝาน ๗ ชิ้น เรียกว่า “น้ำหอม”

๓.ถ้วยใส่ข้าวสาร และวางไข่ไก่ดิบ ๑ ฟอง ไว้ด้านซ้ายของถ้วย และวางปั้นข้าวเหนียว๑ ก้อนไว้ด้านขวา
๔.เทียนเล็ก ๕ คู่ เทียนใหญ่ ๑ คู่ ดอกไม้ร้อยเป็นพวงๆ ละ ๓ ดอก ๕ คู่ ดอกไม้ ๕ คู่ หอนิมนต์ ๑ คู่ รวมทั้งหมดเรียกว่า “ขันธ์ห้า”
๕.เทียนเล็ก ๘ คู่ เทียนใหญ่ ๑ คู่ ดอกไม้ร้อยเป็นพวง ๆละ ๓ ดอก ๘ คู่ ดอกไม้ ๘ คู่ หอนิมนต์ ๑ คู่ รวมทั้งหมดเรียกว่า “ขันธ์แปด” นอกจากนี้ยังมีหมากพลู ๔ คำ ยาสูง ๔ มวน ฯลฯ ใส่ไว้ทั้งซ้ายและขวาของถาดอีกทั้งมีหอนิมนต์ ซึ่งเป็นกรวยคว่ำที่ทำขึ้นจากใบตองและดอกจำปา ๑ ดอก หมาก ๑ คำ ยาสูบ ๑ มวน ปักไว้ที่ยอดกรวย และเมื่อจะทำพิธีจะนำเทียนใหญ่อีกเล่มหนึ่งมาจุดและปักไว้ที่ถ้วยข้าวสาร
               ขันธ์ขวัญ ขันธ์ขวัญเป็นเครื่องบูชาสำหรับขวัญเมื่อทำการเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับผู้ป่วย ขวัญจะเข้ามาอยู่ที่ขันธ์ขวัญ ซึ่งเป็นขันน้ำที่ใส่สิ่งต่างๆ ที่ขวัญชอบไว้ ดังนี้
                บายศรี ๓ ชั้น ซึ่งทำจากใบตอง ๓ ชุด ดอกไม้ ๕ คู่ เทียนใหญ่ ๓ เล่ม ปั้นข้าวเหนียว ๑ ก้อน ข้ามต้มมัด (ทำจากข้าวเหนียวห่อกล้วยห่อด้วยใบตอง) ๔ ชั้น ไข่ไก่ต้ม ๑ ฟอง กำไลแขนทำด้วยเงิน ๑ วง หวี ๑ ด้าม ยามนต์ ๑ อัน กล้วย ๔ ผล ฝ้ายผูกแขน
                และเมื่อจะทำพิธีกรรมรักษาจะนำเทียนอีก ๑ เล่ม มีความยาวเท่ากับ “ค่าหัวคาคิง” ของผู้ป่วย ซึ่งเท่ากับความยาวของศีรษะผู้ป่วยโดยวัดจากส่วนบน ศีรษะถึงปลายคาง ๑ เล่ม และอีก ๑ เล่ม วัดจากไหล่ถึงเอวมาจุดแล้วใส่ไว้ในขันขวัญ
                ขันนิมนต์ เป็นจานที่ใส่หอนิมนต์ ๒ ชุด ดอกไม้ เทียน และฝ้ายผูกแขน
                แคน แคนเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ในพิธีกรรมของหมอผีฟ้า ตามศัพท์ในการทำพิธีกรรมนั้นจะเรียกแคนว่า “ม้า” และเรียกคนเป่าแคนว่า “หมอม้า” เนื่องจากพิธีกรรมของหมอลำผีฟ้าจะแสดงออกโดยการลำและฟ้อน ซึ่งดนตรที่ประกอบ คือ แคน
ระบบเศรษฐกิจ

                เงินค่าตอบแทนเป็นค่าเสียเวลาค่าเดินทางแล้วแต่ตกลงกัน ในสมัยก่อนจะไม่มีหมอคนใดกินคายมาก ชาวบ้านถือว่าเป็นปอบแล้วจะไม่มีผู้ใดมารักษาด้วย
หน้าที่ของหมอผีฟ้าที่ชาวบ้านคาดหวัง

                ๑.หน้าที่รักษาพยาบาลผู้ป่วย ไม่สามารถปฎิเสธผู้ป่วยที่มาขอความช่วยเหลือได้
                ๒.หน้าที่รักษาจารีต ศีลธรรม หมอลำผีฟ้าเป็นผู้นับถืออย่างเคร่งครัดและปฎิบัติตามศีลห้าทุกข้อ
                ๓.หน้าที่การแก้ปัญหาของชาวบ้าน เช่น ต้องช่วยประนีประนอมการทะเลาะวิวาทของชาวบ้าน
ความนิยมของประชาชน

                การไปหาหมอผีฟ้าในบางโอกาสก็จะนำสิ่งของบูชาไปถวายผีฟ้า และหมอผีฟ้าก็จะนำสิ่งของดังกล่าวไปขึ้นวางไว้ที่ฮ่าน และบอกเล่าผีฟ้าให้รับทราบต่อไป ในโอกาสที่ลูกสาวแต่งงานก็จะเอาขันธ์ห้าและขันธ์แปด รวมทั้งปั้นข้าวเหนียวใส่รวมกันในขันน้ำใบใหญ่พร้อมกับเงินสินสอด แล้วเอาผ้าขาวหรือที่เรียกว่าผ้านุ่งบวชนาคคลุมทับไว้ หมอผีฟ้าก็จะเอาไปขึ้นวางที่ฮ่านแล้วบอกผีฟ้าให้รักษาลูกเขยด้วย แล้วก็จะฝากฝ้ายผูกข้อมือมากับแม่ยายไปผูกให้กับลูกเขยและลูกสาวของตนเองต่อไป

                ส่วนในกรณีที่มีเด็กเกิดใหม่ในครอบครัว ผู้เป็นยายก็จะนำเอาขันธ์ห้าพร้อมกับเงินอีก ๑ บาท หรือมากกว่านั้นก็ได้มาฝากหมอผีฟ้า ก็จะได้ฝ้ายผูกข้อมือไปผูกให้กับหลานที่เกิดใหม่
                อย่างไรก็ตามหน้าที่หลักของรักษาที่เป็นผีฟ้าก็คือ การรักษาพยาบาลสมาชิกของครอบครัวเมื่อเกิดการเจ็บป่วย แม้ว่าการรักษาจะไม่มียาหรืออุปกรณ์การแพทย์ก็ตาม การรักษาจะกระทำด้วยคำพูดบอกกล่าวกับผีร้ายต่างๆ ที่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย จากการสอบถามข้อมูลพบว่า ส่วนใหญ่ของผู้ที่มีการรักษาเป็นผีฟ้าเคยรักษาโรคที่เกิดจากผีทำแล้วหาย นับได้ว่าการรักษาเป็นบริการสุขภาพประเภทหนึ่งของชาวบ้านได้ ดังนั้นของรักษาจึงมีความหมายทั้งการรักษาพยาบาลและการกระทำหน้าที่ให้ความมั่นคงทางจิตใจโดยหมอผีฟ้าเป็นผู้ดูแลและใช้อำนาจของรักษานั้น
เก็บข้อมูล ณ ตำบลหนองบัวบาน อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘
โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิ

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
การเล่านิทาน โดยใส่ทำนองเข้าไปด้วยเรียกว่า “ลำ” เคยมีนักวิชาการหลายท่านให้
ข้อสันนิษฐานว่า “ลำ” น่าจะมาจากคำว่า ลำนำ “ล้ำ” คือการนำกลอนมาร้องเป็นทำนอง ซึ่งจะมีหลายรูปแบบหลายสำเนียง

การเกิดลำทรงลำผีฟ้า
วิถีชีวิตหรือที่เรียกว่าวัฒนธรรมของชาวอีสานนั้น เป็นไปตามคติความเชื่อของ
พระพุทธศาสนาเชื่อว่ามีผี มีเทพ มีเทวดา มีพระอินทร์ พระพรหม ชาวอีสานเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมี ผีเฝ้าที ผีเป็นผู้ดูแลต้องมีการทำพิธีขอขมาโทษแล้วผีจะยกโทษให้แล้วอาการเจ็บป่วยก็จะหาย การเจ็บป่วย ในสมัยอดีตจะมีการรักษากันด้วยแพทย์แผนโบราณ คือยาพื้นบ้าน ชาวอีสานเชื่อว่า ยาพื้นบ้าน สามารถรักษาโรคได้ทางกายทุกอย่าง ถ้ารักษาด้วยยาพื้นบ้านไม่หาย หรือบางท้องถิ่น ไปรักษาแผนปัจจุบันแล้วไม่หาย ชาวบ้านว่าต้องมี ผีมาต้องจะต้องรักษาด้วยวิธีการพูดจากับผี การรักษาอาการที่เกิดจาก ผีต้อง มี ๒ ทาง คือ
การอยู่กับธรรม เป็นการอาศัยธรรมเข้ามาขับไล่ผีทุกอย่างทุกชนิด คือ การปฎิบัติธรรม
ถือศีล มีหมอธรรมเป็นผู้ดูแลรักษา หมอธรรมจะใช้ฝ้ายผูกแขนแล้วสวดมนต์เสกเป่าน้ำให้ดื่มพร้อมทั้งพูดจาอบรมสั่งสอนต่างๆ นานา หมอธรรมที่มีอาคมแก่กล้า มีคนยกย่องเชื่อถือมากๆ ก็รักษาได้ไม่ยาก เพียงแต่ว่าการอยู่กับธรรมค่อนข้างจะลำบากเรื่องข้อห้ามหรือที่ชาวอีสานเรียกว่า คะลำ รวมทั้งการประพฤติธรรมด้วย

การอยู่กับผีโดยการลำรักษา การอยู่กับผีเป็นวิธีการที่ชาวบ้านชอบมาก นอกจากจะได้มีการรวมญาติแล้ว ยังมีการร้องรำทำเพลงกันสนุกสนานไปด้วย การลำรักษาแบ่งชั้นกันไว้ ๒ ระดับ
ลำทรง การรักษาด้วยลำทรงเป็นวิธีการแรกที่ชาวบ้านเลือก ผีที่มีมาทำให้เจ็บป่วยนั้น
ชาวบ้านถือว่าเป็นผีที่อยู่ในโลกมนุษย์ เช่น ผีเมือง ผีภู ผีป่า ผีตาแฮก ผีเซื่อ ผีบ้าน ผีปู่ตา ผีน้ำ เป็นต้น หัวหน้าคณะลำทรงจะเป็นผู้เข้าทรง โดยอัญเชิญผีทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยของคนไข้ มาเข้าทรง จากนั้นจะให้ลูกน้องผู้เป็นบริวารเป็นผู้ถามเช่นถามว่าเจ้าเป็นผีอะไร มาจากไหน มาทำให้ คนเจ็บป่วยด้วยอันใด หรือญาติพี่น้องไปทำผิดอันใดปกติแล้วจะมีการลำส่องก่อนว่าผีตนใดทำให้ เจ็บป่วย ถ้าส่องแล้วเป็นผีที่อยู่ในโลกมนุษย์จึงจะลำทรงรักษา ผีที่เข้ามาทรงจะบอกหมดว่าทำผิดอันใดและวิธีแก้ไขต้องทำการขอขมาอย่างไร เครื่องเซ่นไหว้มีอะไรบ้าง
ลำผีฟ้า การรักษาด้วยผีฟ้ามีอยู่ 2 สาเหตุ คือ รักษาด้วยลำทรงแล้วไม่หาย ผีต่างๆ ไม่ยอม ยกโทษให้ หรือผีมีความแก่กล้าเกินไปไม่ยอมรับการขอขมา จำเป็นต้องเชิญผีฟ้าลงมาช่วยรักษาเยียวยา เพราะผีฟ้ามีอิทธิฤทธิ์มากกว่า เป็นผีที่กำหนดชะตาชีวิตมนุษย์และอยู่เหนือกว่าผีทั้งปวงนี้ อีกอย่างหนึ่งเมื่อลำส่องดูแล้วปรากฏว่าอาการเจ็บป่วยนั้นเป็นการผิดต่อผีฟ้า ไม่ใช่ผีในโลกมนุษย์ ก็จะเข้าทรงอันเชิญ ผีฟ้าลงมารักษา การรักษาด้วยลำผีฟ้าจึงแก่กล้ากว่าลำทรง นอกจากนี้การลำผีฟ้ารักษายังต้องข้อห้าม (คะลำ) มากมาย เช่น ห้ามใครยืมของในบ้านห้ามใครมาขอสิ่งของ ห้ามผู้ชายมาข้องแวะแตะต้องคนไข้และอื่นๆ อีกหลายอย่าง ลำส่องเป็นการดูหมอ (ดูหมอ) เพื่อการวินิจฉัยปัญหาของชาวอีสาน
ขนบประเพณีความเชื่อเกี่ยวกับลำผีฟ้า
ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ และสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บนั้น เกี่ยวข้องกับสาเหตุ ๒ ประการ คือ สาเหตุที่เกิดตามธรรมชาติ เช่น ภูมิอากาศทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนสาเหตุที่เกิดจากอำนาจเหนือธรรมชาตินั้น มีหลายประเภท เช่น การถูกผีทำ การถูกคนทำด้วยวิธีทางคาถาอาคม ชะตา กฏแห่งกรรม และการผิดขนบธรรมเนียมประเพณี ฯลฯ ซึ่งต่างก็จะทำให้เกิด โรคภัยไข้เจ็บ ตามความคิดความเชื่อของชาวบ้าน เมื่อมีเหตุเหล่านี้ผู้ป่วยต้องหาวิธีการรักษาพยาบาลตามสาเหตุของโรคนั้น ชาวอีสานจะเชื่อถือศรัทธา “ผีฟ้า” ว่าสามารถที่จะ บันดาลทุกสิ่งได้ แม้แต่การเกิดการตายของมนุษย์ ตลอดจนเป็นผู้กำหนดโชคชะตากรรมของมนุษย์ ขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลกและเชื่อว่าผีบรรพชนกับผีฟ้านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ เชื่อว่ามนุษย์มีขวัญประจำตัวอยู่ทุกคนเมื่อตายลงขวัญจะออกจากร่างไปพบบรรพชนและจะเดินทางไปยังเมืองฟ้าเพื่อไหว้ผี
ประวัติความเป็นมา
หมอลำส่องหรือลำผีฟ้า เป็นหมอไสยศาสตร์หรือหมอผีประเภทหนึ่งที่รักษาด้วย
ความเชื่อและพิธีกรรมทางศาสนา หมอลำผีฟ้ารักษาผู้ป่วยโดยใช้อำนาจเหนือธรรมของผีฟ้า เพื่อที่จะให้ผีออกจากร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งการรักษาด้วยความเชื่อเรื่องผีมักจะถูกมองว่าไร้เหตุผล โดยเฉพาะ
ผู้ที่ได้รับความรู้ทางวิทยาศาสตร์มักจะมีทัศนะว่า “ผี” หรืออำนาจเหนือธรรมชาติเป็นความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล หมอพื้นบ้านไม่มียาสมุนไพรและตำราโหราศาสตร์จะรักษาพยาบาลด้วยความเชื่อและพิธีกรรมได้อย่างไร จากสภาพความเชื่อและสภาพการณ์การเข้ารับการรักษาพยาบาลของชาวชนบทดังกล่าว ทำให้ตั้งประเด็นที่สำคัญในการสืบค้นและเก็บรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้ คือ ทำไมยังมีผู้นิยมไปรักษาโรคภัยไข้เจ็บกับหมอลำผีฟ้า และการลำผีฟ้าจะทำให้ผู้ป่วยหายจริงหรือไม่และการรักษาด้วยพิธีกรรมความเชื่อนี้ยังปรากฏให้เห็นอยู่ที่ใดบ้างในจังหวัดชัยภูมิ เท่าที่สืบค้นจะเห็นและพบว่ามีมากที่ หมู่บ้านหนองบัวบาน อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ
ลักษณะการแสดง
ประเภทกลอนลำ
๑. กลอนลำอัญเชิญผีฟ้า เป็นกลอนที่ป่าวร้องอัญเชิญผีฟ้าครูอาจารย์ที่ล่วงลับไปที่เคยประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ในการรักษาคนป่วย ให้มาช่วยขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งการประกอบพิธีกรรมจะต้องอัญเชิญและทำพิธีครอบครูเสมอ จะทำให้การประกอบพิธีดำเนินการไปอย่างราบรื่น
๒. กลอนลำเสี่ยงหรือลำส่อง เป็นกลอนที่หมอลำผีฟ้าใช้ลำเสี่ยงทายหาสาเหตุของการเจ็บป่วย เรียกว่า ลำหาข้อหาปล้อง โดยมุ่งเน้นไปถึงสาเหตุของผู้ป่วยที่กระทำการละเมิดหรือสร้างความไม่พอใจต่อผี เช่น ละเมิดต่อผีบรรพบุรุษ ผีไร่ ผีนา ผีบ้าน ผีเรือน ผีตาแฮก เป็นต้น
๓. กลอนลำอ้อนวอน กลอนลำประเภทนี้ใช้ลำในขั้นตอนที่รู้สาเหตุของการเจ็บป่วยแล้วหมอลำผีฟ้าก็จะลำขอขมาลาโทษต่อผีที่คนป่วยได้ล่วงเกิน เป็นต้นว่าผีอาจจะแสดงอาการโกรธ ไม่พอใจออกมา และต้องการเอาชีวิตคนป่วยคนนี้ แล้วหมอลำผีฟ้าก็จะลำอ้อนวอนขอชีวิต
๔. กลอนลำอวยพร เป็นกลอนลำที่อวยพรให้ผู้ป่วยมีกำลังใจในการต่อสู้กับ
โรคภัยที่เจ็บป่วย มีความสบายอกสบายใจ ซึ่งหมอลำผีฟ้าลำในเชิงจิตวิทยาอันจะทำให้คนไข้มีความรู้อบอุ่นไม่ได้ถูกทอดทิ้ง แล้วมีความหวังในการมีชีวิตอยู่ต่อไป
๕. กลอนลำส่งเครื่อง คือการลำเพื่อส่งเครื่องใช้สิ่งของต่างๆ ตามที่ผีต้องการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอถ่ายชีวิตของผู้ป่วยที่ละเมิดต่อผีฟ้า จำเป็นจะต้องขอส่งเครื่องแลกเปลี่ยนกับชีวิต
๖. กลอนเชิญชวนลงเล่น เป็นกลอนลำชักชวนคนป่วยให้ร่วมฟ้อนรำสนุกสนานกับกลุ่มผีฟ้าที่มารักษา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนป่วยคลายความกังวล และความสิ้นหวังในชีวิต นอกจากนี้ยังทำให้คนป่วยได้ลุกเดินเป็นการออกกำลังกาย จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียสามารถกินข้าวปลาอาหารได้มาก อันเป็นผลในเชิงจิตวิทยา
กลอนลำเป็นองค์ประกอบหนึ่ง การลำผีฟ้ายังประโยชน์ทางด้านเป็นสื่อภาษาติดต่อระหว่างมนุษย์กับผี เพื่อสร้างความเข้าใจ เป็นการยุติมิให้ผีมารังควานทำความเดือดร้อนต่อผู้ป่วยอีกนอกจากนี้ยังทำให้เกิดความไพเราะสนุกสนานในทำนองกลอนลำ ทำให้ผู้ป่วยอีกนอกจากนี้ยังทำให้เกิดความไพเราะสนุกสนานในทำนองกลอนลำ ทำให้ผู้ป่วยคลายกังวล ลืมทุกข์ โศกที่ตนเองได้รับ
สาขา/ประเภท
ขนบ
ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ และสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บนั้น เกี่ยวข้องกับสาเหตุ ๒ ประการ คือ สาเหตุที่เกิดตามธรรมชาติ เช่น ภูมิอากาศทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนสาเหตุที่เกิดจากอำนาจเหนือธรรมชาตินั้น มีหลายประเภท เช่น การถูกผีทำ การถูกคนทำด้วยวิธีทางคาถาอาคม ชะตา กฏแห่งกรรม และการผิดขนบธรรมเนียมประเพณี ฯลฯ ซึ่งต่างก็จะทำให้เกิด โรคภัยไข้เจ็บ ตามความคิดความเชื่อของชาวบ้าน เมื่อมีเหตุเหล่านี้ผู้ป่วยต้องหาวิธีการรักษาพยาบาลตามสาเหตุของโรคนั้น ชาวอีสานจะเชื่อถือศรัทธา “ผีฟ้า” ว่าสามารถที่จะ บันดาลทุกสิ่งได้ แม้แต่การเกิดการตายของมนุษย์ ตลอดจนเป็นผู้กำหนดโชคชะตากรรมของมนุษย์ ขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลกและเชื่อว่าผีบรรพชนกับผีฟ้านั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ เชื่อว่ามนุษย์มีขวัญประจำตัวอยู่ทุกคนเมื่อตายลงขวัญจะออกจากร่างไปพบบรรพชนและจะเดินทางไปยังเมืองฟ้าเพื่อไหว้ผีฟ้า
ลำดับขั้นตอนการแสดง
เมื่อคนเกิดเจ็บป่วยจะเริ่มหาแหล่งหรือสถานที่เพื่อรักษาพยาบาล เช่น สถานีอนามัย โรงพยาบาล หมอพื้นบ้าน หรือรักษาพยาบาลด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามเมื่อการรักษาในแหล่งนั้น ๆแล้วไม่หาย หรือไม่พอใจก็จะเริ่มแสวงหาแหล่งใหม่ต่อไปจนกว่าจะหายหรือตาย ดังนั้นผู้ป่วยคนหนึ่งจึงมีแหล่งรักษาอยู่หลาย ๆ แห่ง เช่นเดียวกันกับผู้ป่วยที่มารับบริการรักษาพยาบาลกับหมอลำผีฟ้า ผู้ป่วยมักไปรับการรักษาที่แหล่งอื่น ๆ มาก่อนแล้วที่จะมารักษาพยาบาลกับหมอลำผีฟ้า กระบวนการรักษาพยาบาลของลำผีฟ้าเริ่มตั้งแต่ผู้ป่วยหรือครอบครัวของผู้ป่วยมาพบหมอลำผีฟ้าที่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วครอบครัวของผู้ป่วยและบริวารของหมอลำผีฟ้าที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับผู้ป่วยจะติดตามมาด้วย เมื่อมาถึงก็จะบอกเล่าอาการเจ็บป่วยพร้อมกับผลการวินิจฉัยของแพทย์ที่โรงพยาบาล หมอลำผีฟ้าก็จะเปรียบเทียบอาการที่ได้รับฟังพร้อมกับผลอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าตนเองรักษาได้เฉพาะโรคผีแปลงเท่านั้น ถ้าเป็นโรคที่เจ้าตัวกระทำเองจะรักษาไม่หาย ต้องกลับไปรักษาที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตามผู้ป่วยและครอบครัวยังคงต้องการที่จะรักษากับหมอลำผีฟ้า แม้ว่าโรคที่เกิดขึ้นจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม หมอลำผีฟ้าก็จะยอมรักษาโดยไม่ปฏิเสธ ในการรักษานั้น หมอลำผีฟ้าจะเตรียมอุปกรณ์ของตนเอง เช่น หมาก ผ้าสะไบสีขาว แล้วบอกกล่าวผีฟ้าที่ฮ่านว่าตนเองจะไปรักษาผู้ป่วยขอให้ช่วยเหลือด้วย เสร็จแล้วก็จะเดินทางไปยังบ้านของผู้ป่วย อันเป็นสถานที่ที่ทำการรักษา ยกเว้นบางกรณีที่จำเป็น สถานที่รักษาอาจเป็นบ้านของหมอลำผีฟ้าเอง แต่ก็เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ในกรณีที่ครอบครัวของผู้ป่วยมีของรักษาอยู่กับหมอธรรม หรือในหมู่บ้านของผู้ป่วยมีกฏเกณฑ์ที่ห้ามหมอลำผีฟ้า หรือหมอลำส่องเข้าหมู่บ้าน ผู้ป่วยที่ไม่อยากให้ทำพิธีกรรมในหมู่บ้านของตนเอง ก็จะทำพิธีกรรมที่บ้านของหมอลำผีฟ้าแทน การทำพิธีที่บ้านของ หมอนั้น มักจะขาดโอกาสที่จะได้ดูสภาพของครอบครัวผู้ป่วย โดยทั่วไปหมอจึงมักไม่ชอบที่จะทำการรักษาที่บ้านตนเอง ยกเว้นกรณีจำเป็นจริง ๆ เมื่อมาถึงบ้านผู้ป่วยแล้ว หมอจะตรวจดูอาการของผู้ป่วยถ้าผู้ป่วยยังสามารถพูดคุยได้ก็จะซักถามกับผู้ป่วยโดยตรง แต่ถ้าไม่สามารถพูดคุยได้ก็จะซักถามอาการจากญาติของผู้ป่วยแทน ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาพร้อมกับวิธีการรักษาพยาบาลใน แหล่งต่าง ๆ พร้อมกันนั้นหมอจะเปรียบเทียบอาการของผู้ป่วยคนอื่น ๆ ที่อาการใกล้เคียงกันและตนสามารถรักษาหาย ให้ผู้ป่วยและญาติพี่น้องฟังเพื่อให้ผู้ป่วยและญาติมีกำลังใจดีขึ้น ครอบครัวของ ผู้ป่วยจะต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำพิธีโดยมีบริวารของหมอลำผีฟ้าที่อยู่ในหมู่บ้านนั้นมาช่วย อุปกรณ์ที่ใช้จะเป็นวัสดุที่หาได้ในหมู่บ้าน เช่น ใบตอง กล้วย ไข่ไก่ ฯลฯ บริวารจะคอยแนะนำญาติของผู้ป่วยว่าควรจะเตรียมอะไรบ้าง ซึ่งในการเตรียมแต่ละครั้งจะมีผู้ช่วยหลายคนและสามารถพูดคุยปรึกษากันถึงเรื่องราวต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการรักษาผู้ป่วย
อุปกรณ์สำคัญในพิธีกรรม อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ในพิธีกรรมธรรมดา มีดังต่อไปนี้
คาย คือ เครื่องบูชาสำหรับหมอลำผีฟ้า ซึ่งเป็นถาดใส่เครื่องบูชาต่าง ๆ จัดไว้ดังนี้
ก. ส่วนนี้จะวางผ้าขาวหนึ่งวา ผ้าซิ่นเย็บต่อหัวและตี (จะเป็นผ้าไหมหรือฝ้ายก็ได้) พร้อมเงิน
อีก ๔ บาท ๒๕ สตางค์ ที่ใส่ไว้ในผ้าขาว
ข. ส่วนนี้จะวางถ้วยใส่น้ำและขมิ้นฝาน ๗ ชิ้น เรียกว่า “น้ำหอม”
ค. ส่วนนี้จะวางถ้วยใส่ข้าวสาร และวางไข่ไก่ดิบ ๑ ฟอง ไว้ด้านซ้ายของถ้วย และวางปั้น
ข้าวเหนียว ๑ ก้อน ไว้ด้านขวา
ง. ส่วนนี้ประกอบไปด้วยเทียนเล็ก ๕ คู่ เทียนใหญ่ ๑ คู่ ดอกไม้ ร้อยเป็นพวง ๆ ละ
๓ ดอก ๕ คู่ ดอกไม้คู่ ๕ คู่ หอนิมนต์ ๑ คู่ รวมทั้งหมดเรียกว่า “ขันห้า”
จ. ส่วนนี้ประกอบไปด้วยเทียนเล็ก ๘ คู่ เทียนใหญ่ ๑ คู่ ดอกไม้ร้อยเป็นพวง ๆ ละ ๓ ดอก
๘ คู่ ดอกไม้ ๘ คู่ หอนิมนต์ ๑ คู่ รวมทั้งหมดเรียกว่า “ขันแปด” นอกจากนี้ยังมี
หมากพลู ๔ คำ ยาสูบ ๔ มวน ฯลฯ ใส่ไว้ทั้งซ้ายและขวาของถาด อีกทั้งมีหอนิมนต์
ซึ่งเป็นกรวยคว่ำที่ทำขึ้นจากใบตองและดอกจำปา ๑ ดอก หมาก ๑ คำ ยาสูบ ๑ มวน
ปักไว้ที่ยอดกรวย และเมื่อจะทำพิธีจะนำเทียนใหญ่อีกเล่มหนึ่งมาจุดและปักไว้ที่ถ้วยข้าวสาร
ขันขวัญ
ขันขวัญเป็นเครื่องบูชาสำหรับขวัญ เมื่อทำการเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับผู้ป่วย ขวัญจะเข้ามาอยู่ที่ขันขวัญ ซึ่งเป็นขันน้ำที่ใส่สิ่งต่าง ๆ ที่ขวัญชอบไว้ ดังนี้
บายศรี ๓ ชั้น ซึ่งทำจากใบตอง ๓ ชุด
ดอกไม้ ๕ คู่
เทียนใหญ่ ๓ เล่ม
ปั้นข้าวเหนียว ๑ ก้อน
ข้าวต้มมัด (ทำจากข้าวเหนียวห่อกล้วยห่อด้วยใบตอง) ๔ ชั้น
ไข่ไก่ต้ม ๑ ฟอง
กำไลแขนทำด้วยเงิน ๑ วง
หวี ๑ ด้าม
ยามนต์ ๑ อัน
กล้วย ๔ ผล
ฝ้ายผูกแขน
และเมื่อจะทำพิธีกรรมรักษา จะนำเทียนอีก ๒ เล่มมีความยาวเท่ากับ “ค่าหัวคาคิง” ของผู้ป่วยซึ่งเท่ากับความยาวของศรีษะผู้ป่วยโดยวัดจากส่วนบนศรีษะถึงปลายคาง ๑ เล่ม และอีก ๑ เล่มวัดจากไหล่ถึงเอวมาจุดแล้วใส่ไว้ในขันขวัญ
ขันนิมนต์
เป็นจานที่ใส่หอนิมนต์ ๒ ชุด ดอกไม้ เทียน และฝ้ายผูกแขน

แคน
แคนเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ในพิธีกรรมของหมอลำผีฟ้า ตามศัพท์ในการทำพิธีกรรมนั้นจะเรียกแคนว่า “ ม้า” และเรียกคนเป่าแคนว่า “หมอม้า” เนื่องจากพิธีกรรมของหมอลำผีฟ้าจะแสดงออกโดยการลำและฟ้อน ซึ่งดนตรีที่ใช้ประกอบได้แก่แคนนั่นเอง
ขั้นตอนพิธีกรรมธรรมดา
จนเมื่อรับประทานอาหารร่วมกันเสร็จแล้ว หมอจะตรวจดูอุปกรณ์ที่ใช้ในการรักษาอุปกรณ์ที่สำคัญก็คือ “คาย” ซึ่งเป็นเครื่องบูชาสำหรับผีฟ้า และเมื่อทำพิธีผีฟ้าจะลงมาอยู่ที่คาย และเมื่อตรวจดูแล้วพบว่าอุปกรณ์ไม่ครบก็จะต้องจัดหามาเพิ่ม หลังจากนั้นก็จะเริ่มพิธีกรรมรักษา ซึ่งเป็นพิธีกรรมธรรมดา คือ ตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคจากลักษณะของคาย แล้วอ้อนวอนผีฟ้าเพื่อให้ผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บป่วย ซึ่งมีขั้นตอนอยู่ในพิธีกรรม ดังนี้
ขั้นตอนเตรียมการ
เมื่อเตรียมคาย และขวัญพร้อมแล้ว พิธีกรรมจะถูกจัดขึ้นในมุมด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้าน
ผู้ป่วย ซึ่งถือว่าเป็นทิศที่ดีในคติของชาวอีสาน จึงมักพบว่าทิศดังกล่าวจะใช้เป็นที่ไว้หิ้งพระหรือสิ่งที่เคารพบูชาอื่น ๆ เมื่อเริ่มพิธีกรรมหมอจะหันหน้าไปทางหิ้งพระ แม้ว่าขณะนั้นจะไม่มีหิ้งพระอยู่
ก็ตาม แล้วตั้งอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีกรรม โดยวางคายไว้ด้านหน้า วางขันขวัญไว้บนหมอนที่ด้านซ้าย
ของหมอ บริวารจะนั่งอยู่ด้านหลังของหมอและคาย หมอแคนจะนั่งอยู่ตรงข้ามและหันหน้าไปทางหมอและคาย ลูกศิษย์ที่อายุมากจะนั่งอยู่ด้านหลังและใกล้ชิดกับหมอ ส่วนลูกศิษย์ที่อายุไม่มากและเพื่อนบ้านที่มาดูพิธีกรรมจะนั่งห่างออกมา ส่วนผู้ป่วยจะนั่งที่ใดก็ได้ แต่ส่วนใหญ่มักจะนั่งติดกับบริวาร และถ้าผู้ป่วยที่มีอาการหนักจนไม่สามารถลุกขึ้นนั่งได้ก็จะนอนอยู่บริเวณใดก็ได้
ขั้นตอนลำเชิญผีฟ้า
เมื่อจัดมุมที่จะทำพิธีและผู้เข้าร่วมพิธีมานั่งอยู่พร้อมแล้ว หมอจะนั่งอยู่หน้าคายแล้วจุดไฟเทียนที่อยู่ในคาย แล้วให้หมอแคนเริ่มเป่าแคน เพื่ออัญเชิญผีฟ้าลงมาโดยถือว่าแคนคือ ม้าที่ผีฟ้าขี่ลงมาจากฟ้า ส่วนหมอก็จะเริ่มลำ กลอนลำที่ใช้ลำในช่วงแรกจะมีเนื้อหาในการอันเชิญผีฟ้า เรียกท้าวนางของครูบาอาจารย์ลงมาช่วยรักษาผู้ป่วยให้หาย เมื่อลำไปเรื่อย ๆ ก็จะเริ่มอาการสั่น
ขั้นตอนวินิจฉัยโรค
เมื่อลำเชิญผีฟ้าแล้ว และได้รับคำตอบ หมอจะหยุดลำแล้วบอกคำตอบของผีฟ้าให้ผู้ป่วยและญาติทราบ เช่น ผู้ป่วยผิดผีนา ผีเชื้ออยากได้ของหวาน เป็นต้น แล้วถามผู้ป่วยและญาติว่าจะยอมหรือไม่ การยอมรับคำตอบของผีฟ้า ก็คือ ต้องปฏิบัติตามความต้องการที่ผีฟ้าบอกมา
ขั้นตอนการอ้อนวอน
เมื่อผู้ช่วยและญาติยอมรับที่จะปฏิบัติตามที่ผีฟ้าบอก หมอจะลำต่อไปว่าผู้ป่วยได้ยอมแล้ว กรุณาให้ผีที่มีรบกวนออกไปจากกาย จะทำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามความต้องการให้

ขั้นตอนเสี่ยงไข่ในมือ
เมื่อลำบอกกล่าวกับผีฟ้าว่าผู้ป่วยยอมรับว่าละเมิดต่อผี และยอมที่จะปฏิบัติตามความต้องการของผีแล้ว เสร็จแล้วหมอลำผีฟ้าจะใช้ด้ายผ่าไข่ออกเป็น ๒ ส่วน แล้วดูว่าไข่แดงแข็ง สวย จะรักษาหาย แต่ถ้าไข่แดงไม่สวยเป็นน้ำจะรักษาไม่หาย
ขั้นตอนเสี่ยงข้าวสาร
หลังจากการเสี่ยงทายจากการดูไข่แล้วจะเสี่ยงทายจากกการดูข้าวสาร คือ นำข้าวสารมา
๔ -๕ เม็ด วางบนไข่ไก่ที่อยู่ในถ้วยคายแล้วตบที่พื้นเพื่อให้ข้าวสารหล่นลงมาจากไข่ ถ้าปรากฏว่าข้าวสารหล่นลงมายาก แสดงว่าผู้ป่วยจะหายยากด้วย
ขั้นตอนเรียกขวัญ
เมื่อผู้ป่วยเจ็บป่วย ถือว่าขวัญของผู้ป่วยได้ออกไปนอกร่างกาย ถ้าขวัญไม่กลับร่างผู้ป่วยก็จะไม่หายเจ็บป่วยด้วย หมอลำผีฟ้าจะลำเรียกขวัญ โดยถือขันขวัญที่จุดเทียนแล้ว ครอบครัวของผู้ป่วยและบริวารของหมอจะขยับเข้าไปใกล้หมอ และถือผ้าไว้เพื่อรับขวัญ เมื่อขวัญกลับมาอยู่ที่ขันขวัญแล้ว
ขันจะเริ่มสั่น หมอก็จะโยนขันไปให้ผู้อื่นที่อยู่ใกล้รับเอาไว้ คนที่รับไว้มักจะเป็นคนในครอบครัวผู้ป่วย
เช่น สามีหรือภรรยา ลูกสาว แม่ หรือพี่น้องคนใดคนหนึ่ง ในกรณีที่ญาติไม่เคยเห็นการทำพิธีกรรมมาก่อน ขันขวัญจะถูกรับไว้โดยบริวารของหมอลำผีฟ้าคนหนึ่ง ผู้ที่รับขวัญไว้จะเป็นผู้ที่คอยดูแลผู้ป่วยต่อไปจนกว่าจะหาย
ขั้นตอนการเสี่ยงไข่ในขันขวัญ
หลังจากโยนขันขวัญแล้ว หมอจะหยุดลำและเอาไข่ไก่ต้มออกมาจากขันขวัญแล้วตัดแบ่งครึ่งด้วยเส้นไหม เพื่อเสี่ยงทายดูว่าผู้ป่วยจะหายหรือไม่ ถ้ามีจุดสีดำในไข่แดง หมายความว่า ผู้ป่วยจะตายแน่นอน แต่ถ้ามีไข่แดงอยู่ตรงกลางและไม่บิดเบี้ยว แสดงว่าผู้ป่วยจะหายดี หลังจากการเสี่ยงไข่แล้ว จะนำไปให้เด็กหรือผู้ป่วยกิน ถือว่าเป็นยาวิเศษจากผีฟ้า และหมอจะผูกแขนให้กับผู้ป่วย
ขั้นตอนการทำน้ำมนต์
หมอจะนั่งหน้าคายอีกครั้งหนึ่ง แล้วลำต่อไปเพื่อขอน้ำมนต์จากผีฟ้า โดยเอาขันมาวางไว้ ในขณะที่ลำก็จะหยดน้ำตาเทียนที่ละลายใส่ลงไปในขันน้ำ ในระหว่างขั้นตอนการเสี่ยงไข่ในขันขวัญและขั้นตอนการทำน้ำมนต์นี้ ผู้ที่มาร่วมพิธีกรรมสามารถขอให้หมอเสี่ยงดูเรื่องราวอื่น ๆ ของตนเองได้ โดยให้ดอกไม้กับหมอ ๑ คู่
ขั้นตอนการเสี่ยงน้ำมนต์
เมื่อทำน้ำมนต์เสร็จแล้วหมอจะหยุดลำ แล้วเสี่ยงทายดูจากหยดน้ำตาเทียนที่ลอยอยู่ในน้ำ ว่าโรคของผู้ป่วยจะรักษาให้หายได้หรือไม่ เพราะพยาธิ (โรค) จะถูกทิ้งที่ทะเลหรือแม่น้ำ หลังจากนั้นหมอจะอมน้ำมนต์แล้วพ่นใส่ผู้ป่วย หรือให้ผู้ป่วยกินหรืออาบ ถือว่าเป็นยาวิเศษจากผีฟ้า


ขั้นตอนชวนลงเล่น
ขั้นตอนสุดท้าย คือ ขั้นตอนที่ร่วมกันฟ้อนรำ หมอลำผีฟ้าเองจะลุกขึ้นฟ้อน และบริวารจะลุกขึ้นพร้อมตาม บางกรณีผู้ป่วยที่อยู่ในอาการหนักก็อาจลุกขึ้นฟ้อนตามโดยไม่สามารถควบคุมตนเองได้
ถือว่าผีฟ้าที่เป็นท้าวนางของตนเองอยากฟ้อน โดยใช้ร่างผู้ป่วย บรรยากาศในช่วงนี้ ทั้งญาติและผู้ป่วยจะคลายความเป็นห่วงเรื่องอาการเจ็บป่วย เนื่องจากการเสี่ยงทายที่ผ่านมาพบว่าผู้ป่วยจะหาย จึงสบายใจ
และฟ้อนอย่างสนุกสนาน ความอบอุ่นระหว่างผู้เข้าร่วมพิธีกรรมจะเกิดขึ้น
เสร็จพิธีกรรม
หมอลำผีฟ้าจะพูดว่า “หยุดเข้า” ทุกคนจะหยุดการฟ้อนรำ พิธีกรรมเสร็จสิ้นลง หลังจากนั้น
บริวารที่อยากจะให้หมอผูกแขนให้จะเข้ามาขอจากหมอ หมอจะบอกผู้ป่วยและญาติอยู่ตลอดเวลาว่า
“จะหายอยู่” เป็นการพยายามให้กำลังใจผู้ป่วยและญาติ แม้ว่าการเสี่ยงทายที่ผ่านมาจะมีผลออกมาไม่ดีก็ตาม ทั้งหมดของพิธีกรรมที่กล่าวมาใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ ๑ ชั่วโมง จึงเสร็จพิธีกรรม
ขั้นตอนการรักษาพยาบาลโดยผีฟ้า
เมื่อพิธีกรรมเสร็จลงแล้ว หมอจะเอาคายไปวางไว้ที่ที่เหมาะสมหรือที่สูง เช่น บนตู้เสื้อผ้าในบ้านของผู้ป่วย ซึ่งแสดงว่าผีฟ้าจะยังคงดูแลผู้ป่วยอยู่ในบ้าน และผู้ป่วยจะเริ่มปฏิบัติโดยการขะลำสิ่งต่าง ๆ ดังที่ดังที่กล่าวมาแล้ว เช่น ห้ามดุด่าลูกหลาน เพราะเมื่อผีฟ้าได้ยินอาจทำให้ไม่พอใจได้ และอาจไม่ดูแลรักษาผู้ป่วยหายจากอาการเจ็บป่วย ส่วนหมอลำผีฟ้าจะแนะนำผู้ป่วยเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร และให้กำลังใจเพื่อให้ผู้ป่วยมั่นใจในการรักษาครั้งนี้ หลังจากนั้นครอบครัวของผู้ป่วยก็จะไปส่งหมอกลับบ้านโดยไม่ได้ให้เงินค่ารักษาพยาบาลแต่อย่างใด
โดยปกติแล้ว ถ้าผู้ป่วยหายจากการเจ็บป่วยหลังการทำพิธีครั้งแรกแล้วประมาณ ๑ - ๒ สัปดาห์
ครอบครัวของผู้ป่วยก็จะเชิญหมอมาทำพิธีส่งเครื่องเก้า ในระหว่างที่มาทำพิธีนี้ถ้าผู้ป่วยมีอาการหนัก
อาจจะทำพิธีรักษาแบบธรรมดาเช่นในครั้งแรกอีกครั้งหนึ่งก็ได้ แต่ในช่วงหลังจากการทำพิธีครั้งแรก
จนถึงช่วงพิธีส่งเครื่องเก้านี้ ผู้ป่วยจะต้องปฏิบัติโดยการขะลำและห้ามไปรับการรักษาในแหล่งอื่น ๆ ด้วย ยกเว้นไปรักษาที่โรงพยาบาล ขั้นตอนนี้เป็นช่วงที่สำคัญมากในกระบวนการรักษาพยาบาล ช่วงสำคัญ คือ ช่วงระหว่างพิธีกรรมธรรมดาจนถึงช่วงพิธีกรรมส่งเครื่องเก้านั้น พบว่าผู้ป่วยบางรายมีระยะเวลารักษาไม่ถึงสัปดาห์ แต่บางรายทีตัดสินใจไปรักษาที่แหล่งอื่นและยกเลิกการรักษากับหมอลำผีฟ้า
ซึ่งผู้ป่วยในช่วงนี้ถือว่ายังไม่หายขาด และยังถือว่าเป็นลูกศิษย์ของผีฟ้า จึงห้ามไปรักษากับหมอธรรมหรือหมอพระ ยกเว้นการไปรักษาที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยในระหว่างนี้จะไม่มีของรักษาใด ๆ
ยกเว้นผีฟ้าคอยดูแลรักษาอยู่ซึ่งจะมีการขะลำอย่างเข้มงวด ถ้าไม้เช่นนั้นแล้วผีฟ้าจะไม่ช่วย เปรียบเสมือนว่าเป็นช่วงเวลาทดลอง หรืออบรมสั่งสอนเพื่อที่จะเป็นลูกศิษย์ของผีฟ้าต่อไป เมื่อผีฟ้าพอใจการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย ก็จะทำให้หายจากการเจ็บป่วย ฐานะของผู้ป่วยในช่วงเวลานี้ถือว่าอยู่ในภาวะที่วิกฤติ เพราะไม่มีของรักษาที่มั่นคง


ขั้นตอนพิธีกรรมส่งเครื่องเก้า
พิธีส่งเครื่องเก้า ถือเป็นพิธีรักษาพิธีหนึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นพิธีก้าวไปสู่การเป็นลูกศิษย์ของ
ผีฟ้าด้วย เครื่องเก้า เป็นเครื่องบูชาพิเศษสำหรับผีฟ้า ประกอบด้วย สิ่งที่ผีฟ้าชอบ เช่น ตุ้มหู กำไล
ข้าว ฯลฯ และเมื่อทำพิธีกรรมส่งเครื่องเก้าเสร็จแล้ว ก็แสดงว่าผู้ป่วยได้ลูกศิษย์ของหมอลำผีฟ้าแล้ว
ซึ่งจะมีของรักษาเป็นผีฟ้า แม้ว่าก่อนหน้าที่จะทำการรักษาจะมีของรักษาเป็นอย่างอื่น เช่น
เป็นหมอธรรมก็ตาม ถือว่าได้เปลี่ยนของรักษามาเป็นผีฟ้าโดยสมบูรณ์แล้ว แต่ถ้าของรักษา เช่น
คุณพระธรรมหรือแม่ธรณี ก็ยังถือว่ามีของรักษาเช่นเดิมได้เพียงแต่เพิ่มของรักษาเป็นผีฟ้าด้วย เพราะ
ทั้งสามประเภทสามารถอยู่รวมกันได้
อุปกรณ์สำคัญในพิธีกรรมส่งเครื่องเก้า
กระทงเก้าห้อง เป็นเครื่องบูชาที่ใช้ในพิธีกรรมส่งเครื่องเก้า ถือว่าใส่กรรมของผู้ป่วย (กรรมนี้คือการเจ็บป่วย) ไว้ในกระทงแล้วนำส่งผีฟ้าเป็นเครื่องบูชาที่ใช้ในขั้นตอนสุดท้ายของพิธีกรรมการรักษา กระทงเก้ามีชื่อเรียกจากจำนวนห้องในกระทงที่มีอยู่ ๙ ห้อง จำทำขึ้นจากเปลือกต้นกล้วย สำหรับบรรจุสิ่งของต่าง ๆ ดังนี้
ควายดำ ๑ ตัว , ควายขาว ๑ ตัว , นกกาดำ ๑ ตัว ,นกกาขาว ๑ ตัว ,ธาตุ (เจดีย์)
๑ องค์ ราชสีห์ ๑ ตัว คนขี่ช้าง ๑ ตัว , คนขี่ควาย ๑ ตัว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำจากดินเหนียว
แล้วนำไปใส่ไว้ในห้องห้องกลางของกระทง นอกจากนี้ยังมี บุหรี่ใส่ไว้ห้องละ ๙ มวน หมากพลู
ห้องละ ๙ มวน คำเมี่ยง (ทำจากลำข่า พริก น้ำปลา ปลาร้า เกลือ ตำรวมกันแล้วห่อด้วยใบมะยม) ห้องละ ๙ คำเปลือกหอยโข่งร้อยเป็นพวง ๆ ละ ๓ ตัว ใส่ห้องละ ๙ พวง กระบอกใสน้ำเล็ก ๆ
(ทำจากใบฝรั่ง) ใส่ไว้ห้องละ ๙ อัน กำไลแขน (ทำด้วยก้านฝรั่ง) ๙ วง , ตุ้มหู (ทำด้วยก้านฝรั่ง)
๙ อัน ข้าวต้มมัดเล็ก ๆ ๙ ชิ้น , ข้าวแดง (ข้าวเหนียวผสมปูนกินหมาก) , ข้าวขาว ,พริก , เกลือ
ปลาร้า น้ำอ้อย (หรือขนมหวานอย่างอื่นที่มีลักษณะเป็นก้อน ๆ ก็ได้) ข้าวตอก ข้าวสาร เมล็ดนุ่น
สีขาว (แทนเงิน) เมล็ดนุ่นย้อมสีเหลือง (แทนทอง) สิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาจะนำมาใส่กระทงให้ครบ
ทั้ง ๙ ห้อง นอกจากนี้ยังมีไม้ปักไว้ที่ขอบกระทงเป็นเสาสำหรับห้อยฝ้าย ๙ เสา โดยนำฝ้ายแดงมาผูกเสาละ ๙ เส้น จำนวน ๒ เสา ฝ้ายดำเสาละ ๙ เส้น จำนวน ๒ เสา ไหมสีเหลืองเสาละ
๙ เส้น จำนวน ๒ เสา และฝ้ายขาวเสาละ ๙ เส้น จำนวน ๓ เสา ส่วนในห้องกลางของกระทงยังมีซุ้มประตูที่ทำขึ้นจากเทียนและเส้นฝ้ายจำนวนเท่ากับอายุของผู้ป่วยและเทียนขี้ผึ้งที่มีความยาวเท่ากับนิ้วของผู้ป่วย
ขั้นตอนเตรียมการ
เมื่อเตรียมคายและขันขวัญแล้ว พิธีกรรมจะถูกจัดขึ้นในมุมด้านทิศตะวันออกของบ้านผู้ป่วย
ซึ่งถือว่าเป็นทิศที่ดีในคติของชาวอีสาน จึงมักพบว่าทิศดังกล่าวจะใช้เป็นที่ไว้หิ้งพระหรือสิ่งของที่เคารพบูชาอื่น ๆ

ขั้นตอนลำเชิญผีฟ้า
เมื่อหมอและผู้ร่วมพิธีกรรมนั่งจนครบแล้ว ก็จะเป็นการลำเชิญผีฟ้า การลำเชิญผีฟ้ามาในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อเชิญมารักษาผู้ป่วย แต่เชิญให้มารับเครื่องเก้า ซึ่งเป็นค่าตอบแทนในการรักษาพยาบาลใน ครั้งนี้หมอจุดเทียนที่อยู่ในคายแล้วเริ่มลำ หมอม้าจะเป่าแคน
ขั้นตอนควัดข้าว
หมอจะเอาข้าวเหนียวก้อนหนึ่งที่อยู่ในกระทงออกมา แล้วทำพิธีควัดข้าว คือ เอาข้าวเหนียวปัดกวาดไปตามร่างกายผู้ป่วย เพื่อดึงเอาพยาธิหรือโรคภัยออกจากตัวให้หมดไปจริง ๆ โดยให้ผีฟ้ามาช่วยนำโรคภัยออกไปทิ้งในทะเล ขอให้ผู้ป่วยหายจากโรคภัย
ขั้นตอนส่งผ้า ๙ ผืน
หลังจากผีฟ้ามารับกระทงเก้าแล้ว จะเป็นการส่งเครื่องเก้าอย่างอื่นต่อผีต่างๆ ผ้าซิ่นซึ่งเป็นผ้าสำหรับผู้หญิง ๙ ผืน ผ้าโสร่ง ๑ ผืน และขาวม้า ๘ ผืน สำหรับผู้ชาย รวมทั้งหมดแล้ว ๑๘ ผืน ที่เตรียมมานั้นอาจเป็นผ้าที่ยืมมาจากคนอื่นก็ได้ หมอจะเอาผ้าซิ่น ๑-๒ ผืน และผ้าขาวม้า ๑-๒ ผืน โยนให้กับคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ จะเป็นคนในครอบครัวของผู้ป่วย หรือบริวารของหมอลำผีฟ้าก็ได้ จะทำอยู่ทั้งหมด ๖ ครั้งจนผ้าทั้งหมดตกอู่กับผู้มาร่วมพิธีกรรมโดยลำผีมารับไป
ขั้นตอนทำน้ำมนต์
หมอจะนั่งลงที่หน้าคายอีก แล้วขันน้ำใส่มาเพื่อทำน้ำมนต์ หมอจะหยดน้ำตาเทียนลงไป
ในน้ำ กลอนลำเป็นการขอน้ำมนต์จากสิ่งที่มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ แล้วดึงฝ้ายมาวางบนเขียงพร้อมกับไข่ไก่ต้มและปั้นข้าวหนียวห่อด้วยใบตอง หลังจากนั้นจะถือมีดดาบพร้อมกับฟ้อน
ขั้นตอนตัดเวรตัดกรรม
หมอจะเอาเส้นฝ้ายวางรอบ ๆ กระทงเก้า แล้วดึงฝ้ายมาวางบนเขียงพร้อมกับไข่ไก่ต้มและปั้นข้าวเหนียวห่อด้วยใบตอง หลังจากนั้นจะถือมีดดาบพร้อมกับฟ้อนลำไปด้วยสักครู่หนึ่ง จึงนำมีดดาบมาตัดเส้นฝ้ายและห่อไข่กับปั้นข้าวเหนียว เสร็จแล้วนำไปให้เด็กหรือผู้ป่วยกิน แล้วมัดเส้นฝ้ายกับข้าวเหนียวที่เหลือทิ้งลงในกระทง จากนั้นเอาเทียนจุดไฟมาเผาตัดเส้นด้ายที่อยู่รอบ ๆ กระทง จึงให้คนเอากระทงไปทิ้งนอกหมู่บ้าน คนที่จะเอาไปทิ้งนักจะเป็นญาติที่ใกล้ชิด เมื่อทิ้งกระทงไปแล้วให้
หันหลังเดินกลับ และห้ามหันกลับไปมองที่กระทงอีก เพราะจะเป็นการห่วงหาสิ่งของที่ทิ้งไปซึ่งมี พยาธิรวมอยู่ด้วย พิธีกรรมในขั้นตอนนี้เรียกว่า “ตัดเวรตัดกรรม” กรรม ก็คือ โรคภัยไข้เจ็บหรือศัพท์
ภาษาอีสานเรียกว่าพยาธิ หรือความบาปที่อยู่ในกระทง เมื่อตัดแล้วก็จะนำไปทิ้งให้ไกลจากบ้าน แล้ว
ผู้ป่วยจะหายไม่กลับมาอีก
ขั้นตอนหลังเสร็จพิธีกรรม
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีกรรมส่งเครื่องเก้าแล้ว หมอจะเก็บอุปกรณ์ที่อยู่ในคาย คือ ผ้าขาว ผ้าซิ่น
ดอกไม้ เทียน ยาสูบ หมากพลู และเงินค่าคาย แล้วนำกลับไปที่บ้านตนเองเพื่อนำไปขึ้นฮ่านผีฟ้า
ไม่ต้องเก็บค่ายไว้ที่บ้านของผู้ป่วย ถือว่าผีฟ้ารักษาผู้ป่วยให้หายแล้ว ต่อไปนี้ผู้ป่วยเป็นลูกศิษย์ของผีฟ้าอย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านพิธีกรรมรักษาของหมอลำผีฟ้าแล้ว ปรากฏว่าผู้ป่วยยังไม่หายจากอาการเจ็บป่วย
ก็ไม่จำเป็นต้องทำพิธีกรรมส่งเครื่องเก้า และไม่ถือว่าผู้ป่วยเป็นลูกศิษย์ ผู้ป่วยจะเปลี่ยนไปรักษาในแหล่งอื่น ๆ ต่อไปได้
ระบบเศรษฐกิจ
เงินค่าตอบแทนเป็นค่าเสียเวลา ค่าเดินทางแล้วแต่จะตกลงกัน ในสมัยก่อนจะไม่มีหมอคนใดกินคายมาก ชาวบ้านจะถือว่าเป็นปอบแล้วจะไม่มีผู้ใดมารักษาด้วย

ความนิยมของประชาชน
โอกาสที่ชาวบ้านไปหาหมอลำผีฟ้านอกเหนือจากการเจ็บป่วย
การไปหาหมอลำผีฟ้าในบางโอกาสก็จะนำสิ่งของบูชาไปถวายผีฟ้า และหมอลำผีฟ้าก็จะนำสิ่งของดังกล่าวไปขึ้นวางไว้ที่ฮ่านและบอกกล่าวผีฟ้าให้รับทราบต่อไป ในโอกาสที่ลูกสาวแต่งงานแล้วได้ลูกเขยเข้ามาอยู่ในครอบครัวก็จะเอาขันห้าและขันแปด รวมทั้งปั้นข้าวเหนียวใส่รวมกันในขันน้ำใบใหญ่ พร้อมกับเงินสินสอด แล้วเอาผ้ายาวหรือที่เรียกว่าผ้านุ่งบวชนาคคลุมทับไว้ หมอลำผีฟ้าก็จะเอาไปขึ้นวางที่ฮ่านแล้วบอกผีฟ้าว่า ลูกสาวคนนี้แต่งงานแล้วได้ลูกเขย ให้รักษาลูกเขยคนใหม่นี้ด้วย
แล้วก็จะฝากฝ้ายผูกข้อมือมากับแม่ยายไปผูกให้กับลูกเขยและลูกสาวของตนเองต่อไป ส่วนในกรณีที่มีเด็กเกิดใหม่ในครอบครัว ผู้เป็นยายก็จะนำเอาขันห้าพร้อมกับเงินอีก ๑ บาทหรือมากกว่านั้นก็ได้มาฝากหมอลำผีฟ้า ก็จะได้ฝ้ายผูกข้อมือไปผูกให้กับหลานที่เกิดใหม่
อย่างไรก็ตามหน้าที่หลักของรักษาที่เป็นผีฟ้าก็คือ การรักษาพยาบาลสมาชิกของครอบครัวเมื่อเกิดการเจ็บป่วย แม้ว่าการรักษาจะไม่มียาหรืออุปกรณ์ที่เป็นการแพทย์ก็ตาม การรักษาจะกระทำด้วยคำพูดบอกกล่าวกับผีร้ายต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย จากการสอบถามข้อมูลพบว่า
ส่วนใหญ่ของผู้ที่มีการรักษาเป็นผีฟ้าเคยรักษาโรคที่เกิดจากผีทำแล้วหาย นับได้ว่าของรักษาเป็นบริการสุขภาพประเภทหนึ่งของชาวบ้านได้ ดังนั้นของรักษาจึงมีความหมายทั้งการรักษาพยาบาลและการกระทำหน้าที่ให้ความมั่นคงทางจิตใจ โดยหมอลำผีฟ้าเป็นผู้ดูแลและใช้อำนาจของของรักษานั้น
พิธีการลงข่วงกับการเป็นศูนย์รวมของลูกศิษย์
พิธีการลงข่วงเป็นโอกาสสำคัญที่ลูกศิษย์จำนวนหลายคนขอบหมอลำผีฟ้าจะมาร่วมพิธีการนี้ทุกปี จึงอาจกล่าวได้ว่าพิธีการลงข่วงเปรียบเสมือนเป็นศูนย์รวมของลูกศิษย์
พิธีการลงข่วง หมายถึง พิธีการประจำปีของหมอลำผีฟ้า ซึ่งจัดในเดือนห้าของทุกปี โดย
ลูกศิษย์มารวมกัน “ข่วง” หมายถึง สนาม การลงข่วง หมายถึง การลงมารวมกันที่สนาม หรือเรียกพิธีการนี้อีกอย่างหนึ่งว่า “ปลงพาข้าว” ซึ่งหมายถึงการยกระดับกับข้างไปถวายที่ฮ่านของผีฟ้า ข้าวในที่นี้เป็นขนมอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “ข้าวปาด” ซึ่งทำมาจากแป้งข้าวจ้าวผสมน้ำตาลและมะพร้าว มีลักษณะคล้ายขนมเปียกปูน พิธีการลงข่วงนี้ไม่ได้มีเฉพาะผู้ที่มีของรักษาเป็นผีฟ้าเท่านั้น ผู้ที่มีของรักษา ประเภทอื่น เช่น ธรรมหรือคุณพระธรรมก็จะมีการรวมตัวกันเป็นประจำทุกปี แต่พิธีการลงข่วงจะมีความแตกต่างจากการรวมตัวของผู้มีของรักษาประเภทอื่น คือ มีการลำฟ้อน ซึ่งจัดเป็นพิเศษและทุกคนก็จะมีความสนุกสนานให้พิธีกรรมดังกล่าวนี้ด้วย
พิธีการลงข่วงจะจัดให้มีขึ้นในเวลากลางคืน และเมื่อถึงเวลาเช้าของวันต่อไปก็จะเป็นพิธีปลง
พาข้าว ซึ่งเป็นพิธีที่กระทำต่อเนื่องกัน สถานที่ที่จัดพิธีจะเปลี่ยนกันไปอย่างต่อเนื่องทุกวันตามบ้าน
เจ้าภาพที่เป็นหมอลำผีฟ้าในกลุ่มเดียวกันจนครบทุกคน
ขั้นตอนการเตรียมพิธี
ในวันก่อนการลงข่วง ครอบครัวและลูกหลานที่อยู่ในคุ้มเดียวกันกับหมอลำผีฟ้า จะออกหาปลาและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นอาหารไว้เลี้ยงต้อนรับลูกศิษย์ของหมอลำผีฟ้าในวันงาน เมื่อมีอาหารที่พร้อมสำหรับที่จะทำไว้ต้อนรับลูกศิษย์และแขกที่จะมาในงานก็จะห่อข้าวต้มมัด ซึ่งมีข้าวเหนียว กล้วย
ถั่ว เอาไว้พร้อมกัน บริวารที่สนิทสนมกับหมอเป็นพิเศษจะมาช่วยในการห่อข้าวต้มมัดด้วย ส่วนพวกลูกศิษย์ที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ก็จะส่งของมาถวายก่อนวันพิธี ของที่นำมาถวายส่วนใหญ่จะมี ดอกไม้ ๕ คู่ เทียน ๕ คู่ เทียนใหญ่อีก ๕ คู่ ข้าวสาร น้ำตาล ผลไม้ ผักพื้นบ้านต่าง ๆ และเงิน
ซึ่งจะให้จำนวนเท่าไรก็ได้ ส่วนใหญ่มักจะให้ ๑๐ - ๒๐ บาทต่อคน และมีบางคนให้จำนวนมากถึง ๕๐๐ บาทก็มี ลูกศิษย์ที่มีบ้านอยู่ไกล ๆ มักจะมาก่อนวันพิธี ๑ -๒ วัน โดยมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของหมอลำผีฟ้าและช่วยเตรียมงานต่าง ๆ ด้วย นอกจากนั้นก็ได้มีโอกาสพูดคุยปรึกษาหารือกันในเรื่องต่าง ๆ เช่น โรคภัยไข้เจ็บ การทำมาหากิน การสร้างบ้านใหม่ พร้อมกับพูดคุยกับผู้ที่เป็นหมอลำผีฟ้า
ส่วนลูกศิษย์ที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันถ้ามีจำนวนมากก็จะเหมารถยนต์เดินทางมาด้วยกัน ลูกศิษย์ที่อยู่หมู่บ้านเดี่ยวกันกับผู้เป็นหมอลำผีฟ้าและไม่ได้มาพักที่บ้านของหมอ ก็จะมาถวายของในตอนเช้าแล้วกลับไปรออยู่ที่บ้านตนเองในช่วงที่มาถวายของนี้จะต้องรอจนกว่าหมอจะมารับของไว้ เมื่อกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว ประมาณเวลาบ่าย ๒ -๓ โมง จะเริ่มรื้อฮ่านออกมาล้างทำความสะอาดบริวารที่สนิทก็จะช่วยงานนี้ด้วย หลังจากนั้นจึงจะสั่งให้หมอคนอื่น ๆ จัดฮ่านต่อโดยนำเอาดอกไม้ เทียนที่ได้มาจากลูกศิษย์ขึ้นไปวาง ในขณะนั้นพวกสมาชิกในครอบครัวของหมอก็จะต้มข้าวต้ม ทำขนมปาดเตรียมไว้ เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้แล้วก็พักผ่อนและคุยกันอย่างสนุกสนาน
ขั้นตอนพิธีการลงข่วง
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จแล้วเวลาประมาณ ๒ -๓ ทุ่ม ทุก ๆ คนก็จะมารวมกันที่บริเวณ “ ข่วง”
ซึ่งเป็นบริเวณหน้าบ้านของหมอลำผีฟ้า พิธีการจะเริ่มด้วยจุดเทียน “คาย” และลำเชิญผีฟ้าลงมาประกอบกับเสียงแคน ซึ่งโดยทั่วไปผู้ที่เป่าแคนก็จะเป็นลูกศิษย์คนหนึ่ง หรืออาจจะเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกัน และผู้ที่เป่าแคนในพิธีนี้จะเรียกว่า “ม้า” ต่อมาหมอลำผีฟ้าคนอื่น ๆ ก็จะเริ่มลำตามลำดับความอาวุโสของหมอ แล้วลุกขึ้นฟ้อนรำ เมื่อหมอทุกคนลำครบตามลำดับลูกศิษย์ก็จะเอาดอกไม้ให้คู่หนึ่งแล้วลุกขึ้นฟ้อนตามไปด้วย ซึ่งไม้จำเป็นต้องลุกขึ้นฟ้อนทุกคน จะฟ้อนเฉพาะผู้ที่เชื่อว่า
ท้าวนางของตนเองที่ลงมาจากฟ้านั้นมีความต้องการอยากฟ้อน เมื่อพิธีเริ่มดำเนินไปประมาณ ๑ ชั่วโมง พิธีการก็จบลงด้วยคำพูดของหมอลำผีฟ้าเป็นผู้สั่งว่า “ หยุดเข้า” แล้วทุกคนก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน

ขั้นตอนพิธีการลงข่วง
ขั้นตอนพิธีนี้จะเริ่มเตรียมตั้งแต่ตี ๕ ข้าวต้มและข้าวปาดที่ทำไว้เมื่อวันก่อนจะถูกนำมาใส่ถ้วยวางไว้ที่พาข้าว โดยคลุกน้ำตาลและมะพร้าวเข้าไปอีกเรียกว่า “พาหวาน” พาหวานนี้จะมีถ้วยที่ใส่ขนมดังกล่าวทั้งหมด ๒ ชุด ๆ ละ ๘ ถ้วย โดยนำไปวางไว้บนฮ่าน ส่วนอีก ๘ ถ้วยจะถูกนำไปวางไว้ที่
ใต้ฮ่าน ในแต่ละถ้วยจะปักด้วยเทียนที่จุดไฟไว้ ๑ คู่ และที่ใต้ฮ่านจะวางขันน้ำไว้อีกใบหนึ่งพร้อมกับกล่องข้าว เมื่อนำพาหวานไปเลี้ยงผีจนเสร็จกลับมาแล้ว ก็จะมาบอกหมอที่อยู่หน้าฮ่าน หมอก็จะนำพาหวานเหล่านั้นมาแจกลูกศิษย์กินหรือจะนำกลับไปบ้านให้ลูกหลานกินด้วยก็ได้ ขนมที่เสร็จจากการถวายเหล่านี้ถือว่าเป็นยาดี ยาวิเศษที่กินเข้าไปแล้วจะอยู่เย็นเป็นสุขไม่มีโรคภัย
โดยสรุปแล้ว พิธีการลงข่วงนี้ต้องทำในเวลาสองวันจึงจะครบตามพิธีของหมอลำผีฟ้าคนหนึ่ง
กล่าวคือ วันแรกเป็นการลงข่วงเพื่อให้พวกผีฟ้ามาเล่นที่สนาม ซึ่งเป็นโอกาสที่ลูกศิษย์จะได้ไปพบกับท้าวนางของตนเอง ในวันที่สองจะบูชาผีฟ้าด้วยขนมหวาน พาหวานเป็นสิ่งที่ผีฟ้าชอบเป็นพิเศษ และผีฟ้าพวกนี้จะไม่กินเหล้า และในเวลาก่อนผีฟ้าจะลงมาก็ต้องมีการทำความสะอาดและดูแลฮ่านอันเป็นที่อยู่ของผีฟ้าให้เรียบร้อยก่อน ในการจัดพิธีดังกล่าว คือ ครอบครัวของผู้เป็นหมอลำผีฟ้าจะหยุดทำภาระกิจอื่น ๆ ส่วนตัว เสียสละมาช่วยเตรียมงานนี้ และลูกศิษย์ที่เป็นหญิงก็จะไม่ทำงานอย่างอื่น เช่น
การทอผ้า การทำไร่ทำนา ส่วนผู้ชายก็จะทำหน้าที่เพียงไปเลี้ยงวัวควาย แล้วให้ผู้หญิงในครอบครัวตนเองมาช่วยงานอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การจัดหาน้ำดื่ม การทำขนม การทำกับข้าว เป็นต้น โดยเฉพาะสมาชิกในครอบครัวของหมอลำผีฟ้าซึ่งเป็นเจ้าภาพจะรับภาระหนักกว่าผู้อื่น และได้บอกว่าทุกปีเมื่อถึงช่วงพิธีจะรู้สึกว่าวุ่นวายมาก เพราะลูกศิษย์มากันมาก แต่ก็ภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น
ส่วนความรู้สึกของลูกศิษย์ แบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ ประเภทแรกเป็นลูกศิษย์ที่อยากมาร่วมงาน เนื่องจากการมาร่วมพิธีลงข่วงเป็นกฏเกณฑ์ที่ลูกศิษย์ผีฟ้าต้องปฏิบัติตาม นอกจากนั้นยังมีความสนุกสนานด้วย ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ที่มาเป็นผู้หญิง เมื่อมาพักที่บ้านของหมอก็ไม่ต้องห่วงเรื่อง งานบ้าน ก็มีความรู้สึกปลอดโปร่ง สบายใจ สามารถฟ้อนได้ตามชอบใจ จึงพบว่าเมื่อหมอได้หยุดพิธีแล้วก็ยังมีคนอยากฟ้อนลำต่ออีก หมอจึงต้องรอให้ลูกศิษย์หรือท้าวนางที่เข้าร่างฟ้อนจนพอใจ ลูกศิษย์ประเภทนี้จึงมีความประทับใจและอยากมาช่วยงานทุกปี ส่วนลูกศิษย์อีกประเภทหนึ่งไม่ได้มาพักที่บ้านหมอเพียงแต่มาถวายของแล้วก็กลับ จึงไม่ได้ร่วมพิธีอย่างแท้จริงและปฏิบัติไปตามกฏเกณฑ์ที่เคยปฏิบัติมาเท่านั้น และเนื่องจากหมอลำผีฟ้ารับเงินที่เป็นค่ารักษาไม่ได้ และถือว่าเป็นของขะลำแต่ผู้ป่วย
และลูกศิษย์เมื่อตนหายจากอาการเจ็บป่วยก็อยากให้เงินเป็นค่าตอบแทน ซึ่งหมอบอกว่ารับไม่ได้ ถ้าจะรับได้ก็ในช่วงพิธีลงข่วงเท่านั้น ดังนั้นผู้ป่วยและครอบครัวจึงต้องการไปร่วมพิธีลงข่วง เพื่อนำเงินไปให้และเป็นการตอบแทนที่หมอรักษาให้หายได้ ซึ่งลักษณะดังกล่าวถือเป็นความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับผู้ป่วย ในกรณีของหมอลำผีฟ้า หมอกับผู้ป่วยมีความสัมพันธ์กันอย่างถาวร นอกจากนั้นลูกศิษย์ที่ได้มีโอกาสพบปะในพิธีนี้ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างลูกศิษย์ด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งทำให้ผู้ป่วยหรือ
ลูกศิษย์มีความมั่นใจมากขึ้นและมั่นใจในการนับถือผีฟ้า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเหตุผลหนึ่งในการแสวงหาทางเลือกในการักษาพยาบาล
หน้าที่ของหมอลำผีฟ้าที่ชาวบ้านคาดหวัง สามารถสรุปได้เป็น ๓ ลักษณะ คือ
๑. หน้าที่รักษาพยาบาลผู้ป่วย กล่าวคือ ต้องรักษาผู้ป่วยอยู่เสมอ ไม่สามารถปฏิเสธผู้ป่วยที่มาขอความช่วยเหลือได้ และผลการรักษาต้องหายมากกว่าไม่หาย ไม่เช่นนั้นชาวบ้านจะเลิกนับถือใน บทบาทของการรักษาพยาบาล
๒. หน้าที่รักษาจารีตศีลธรรม หมอลำผีฟ้าเป็นผู้นับถืออย่างเคร่งครัดและปฏิบัติตามศีลห้าทุกข้อ ต้องเป็นคนดี ไม่เอาค่ารักษาพยาบาลมาก ไม่ขโมยและไม่กินเหล้า เป็นตัวอย่างที่ดีของชาวบ้าน
๓. หน้าที่การแก้ปัญหาของชาวบ้าน บทบาทหน้าที่ในส่วนนี้ พบว่า เป็นบทบาทที่ชาวบ้าน คาดหวังน้อยกว่าบทบาทอื่น ๆ แต่หลายคนยังมีความคิดว่าเป้นบทบาทอย่างหนึ่งของหมอลำผีฟ้าที่ควรจะมีด้วย เช่น ต้องช่วยประนีประนอมการทะเลาะวิวาทของชาวบ้าน โดยเฉพาะชาวบ้านที่เป็นญาติ พี่น้องหรือเป็นผู้สนิทของหมอลำผีฟ้าเอง
รูปแบบการแสดง
การฟ้อนรำ
การฟ้อนรำเป็นพฤติกรรมการแสดงออกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนุกสนานรื่นเริงในประเพณี หรือการละเล่นในท้องถิ่นนั้นๆ การฟ้อนรำที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ การฟ้อนรำประกอบพิธีกรรมเป็นการแสดงออกถึงการเซ่นสรวงบวงพลี เคารพนับถือต่อ อำนาจเหนือธรรมชาติ เพื่อให้สิ่งเหล่านี้บันดาลให้สังคมเกิดความสงบสุขตามความปรารถนาของตนเอง
การฟ้อนรำในพิธีกรรมการลำผีฟ้า เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อศรัทธาต่อผีฟ้าที่ตนเองเคารพนับถือ เพื่อให้เกิดสันติสุขในหมู่ตน สะท้อนให้เห็นถึงความศรัทธาเลื่อมใส ประกอบกับความสนุกสนานดังปรากฏในพิธีการรักษาคนป่วย และวิธีเลี้ยงข่วงผีฟ้า
ลักษณะท่าฟ้อนรำในการลำผีฟ้าไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ทั้งนี้เพราะการฟ้อนรำเกิดจากการ เข้าเทียมของผีฟ้า ดังจะเห็นได้จากก่อนที่หมอลำผีฟ้าจะเข้าพิธีฟ้อนรำนั้นมีอาการสั่น ฟ้อนไปตามอำนาจของผีเท่านั้น นอกจากนี้การฟ้อนจะเป็นไปอย่างอิสระปราศจากกฏเกณฑ์บังคับ จากการศึกษาภาคสนาม พบว่า เมื่อเริ่มแรกที่ผีเข้าประทับทรงมือทั้งสองข้างจะแกว่งไปข้างหน้าและข้างหลังพร้อมกัน แล้วขาทั้งสองก็จะทำเป็นจังหวะ หลังจากนั้นการฟ้อนก็เป็นไปตามจังหวะโดยส่วนใหญ่น้ำหนักจะ ตกอยู่เท้าด้านหน้า ส้นเท้าหลังยกขึ้น ส่วนปลายเท้าแตะที่พื้นเคลื่อนจังหวะ อย่างนี้เรื่อยไปแล้วก็ฟ้อนไปตามจังหวะ นางสวย นามจัตุรัส หัวหน้าหมอลำผีฟ้า กล่าวว่า “ท่าฟ้อนรำในพิธีการรำผีฟ้านั้นไม่ได้มีการฝึกหัดหรือร่ำเรียนแต่อย่างใด แต่เป็นการฟ้อนรำตามที่ผีฟ้าเข้าทรง” อย่างไรก็ตามการฟ้อนรำที่ท่วงท่าที่อ่อนช้อย สวยงาม มีจังหวะเนิบ ๆ ลีลาการยกแขนขึ้นลงสลับอย่างสวยงาม ถึงกับมีบท เปรียบเทียบถึงการฟ้อนว่า “ไกวแขนสีเหลียงหล่างคือซ้ายมายโฮง” และ การฟ้อนช้าจะเนิบนาบ บทที่ชักชวนคนป่าลงเล่น (ฟ้อน) จังหวะจะรวดเร็วและเร้าใจ ดังนั้นการฟ้อนรำในการลำผีฟ้า เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พิธีกรรมการลำผีฟ้ามีความสนุกสนานและมีความขลังในตัวเอง
ทำนองลำ
ทำนองลำเป็นทำนองลำพื้นหรือลำหมู่ ซึ่งลำประกอบกับแคนลายใหญ่แบบโบราณ
จังหวะในการลำจะไปตามเนื้อหาบางแห่งช้าบางไว บางจังหวะ ก็หยุดเป่าหมอลำพูด เมื่อฟังลำทำนองตังหวายแล้วเห็นว่าใกล้เคียงกันมาก คือลำกลอนสั้น ๆ แล้วให้คนเป่าต่อพร้อมกับฟ้อนและพูดหลายๆ คณะทำนองลำจะไม่ค่อยแตกต่างกันนัก
ลำดับ ขั้นตอน และวิธีการลำรักษา
ลำส่อง
การลำส่อง หมายถึง การลำหาข้อผิดข้องหมองใจ ข้อผิดพลาดของผู้ป่วย หาสาเหตุของ
การป่วย คนไข้บางคนอาจมีการดูหมอหรือทางอีสานเรียกว่าดูมอก่อน เมื่อหมอมอ (หมอดู) ชี้ว่าเกิดจากผีควรเอาลำทรงมารักษา ญาติพี่น้องของผู้ป่วยก็จะไปติดต่อคณะหมอลำทรงมาทำการรักษา หมอลำทรง
ทุกคณะจะปฏิเสธไม่ได้จะใกล้หรือไกลก็ต้องไป ค่ารักษานอกจากคายแล้วจะเรียกร้องไม่ได้ แต่ผู้ที่มาติดต่อก็ทราบโดยการสอบถามบริวารใกล้ชิดว่าควรจะตอบแทนเท่าไร หัวหน้าคณะรวมทั้งชาวคณะ จะช่วยกันสอบถามประวัติคนไข้อย่างละเอียด เช่นอาการเป็นอย่างไรเคยรักษาด้วยวิธีใด จากที่ไหนบ้าง ผลเป็นอย่างไร ญาติพี่น้องเป็นอย่างไร มีการทะเลาะเบาะแว้งกันหรือไม่ การทำมาหากินมีความขัดแย้งกันอย่างไรบ้าง และอีกหลายสิ่งหลายอย่าง เมื่อตกลงวันเวลากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางด้านเจ้าภาพ ก็เดินทางกลับมาจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องคายรักษาอาหารการกิน ฝ่ายคณะหัวหน้าก็จะทำพิธีบอกกล่าวครูบาแล้วเชิญไป ณ ที่ จะทำการรักษา
เมื่อไปถึงบ้านผู้ป่วย ญาติพี่น้องจัดเตรียมคายรักษาไว้เรียบร้อยแล้ว หัวหน้าก็จะลำบูชาครูบาก่อนแล้วเชิญผีมาเทียม การลำส่องจะใช้เวลายาวนานมาก เนื่องจากหัวหน้าจะต้องลำถามผีไล่เรียงกันไป ผีไร่ ผีนา ผีป่า ผีภู ผีปู่ตา หรือผีหลักเมือง ถ้ายังไม่เจอก็จะถามไปเรื่อย ๆ เมื่อผู้ป่วยผิดผีตนใด ผู้เข้าทรงจะแสดงอาการ เช่น ตัวสั่นอย่างแรง แสดงอาการโกรธพูดจาด้วยเสียงอันน่ากลัว บริวาร ในคณะก็จะพูดขออ่อน ขอยอม ขอโทษ ต่างๆ นานา จะแก้ไขในสิ่งไม่ดี ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกันไปถึงญาติพี่น้อง ทุกคนก็จะเข้ามารับปากรับคำว่าจะทำตามเพื่อผ่อนคลายไปในทางที่ดีสิ่งสำคัญที่สุดคือ เครื่องบูชาผีตนนั้น หลังจากผีใจอ่อนยอมผ่อนปรนให้แล้วก็จะออกจากร่างทรงไปหัวหน้าจะผูกข้อ ผูกแขนผู้ป่วย
แล้วแนะนำวิธีการปฏิบัติตัวให้และนัดวันที่จะมาทำการรักษาต่อไป ในบางครั้งผู้ป่วยเพียงแต่ผิด ที่บ๋า (บน) แล้วไม่ปง (ไม่แก้บน) หัวหน้าคณะก็จะบอกให้แก้บนซะก็จะเสร็จ ไม่ต้องมารักษา ยกเว้นว่าแก้บนแล้วยังไม่หายดี
การเลี้ยงข่วง
การเลี้ยงข่วง ก็คือการมาชุมนุมของบริวารผีทรงและผีฟ้า ทุกคนจะมีอุปกรณ์เครื่องบูชาคลายรักษามาร่วมด้วย จากนั้นก็จะช่วยกันจัดทำเครื่องคายรักษา ทั้งข้าวปลาอาหารต่างหามาร่วมกันทำ ช่วยกันทำเป็นกิจกรรมที่ใหญ่พอสมควร หัวหน้าจะเชิญผีต่างๆ มาเทียมคือมาเข้าสิง เมื่อผีมาเข้าสิงแล้ว ทุกคนก็จะได้ร้องรำสนุกสนานกันอย่างเต็มที่ เป็นการปล่อยอารมณ์ได้อย่างอิสระต่างพูดจาทักทายกันหยอกเย้ากันในระหว่างผีกับผีอย่างไม่ถือชั้นวรรณะ ผีฟ้าจะเลี้ยงข่วงในช่วงเดือน ๓ ส่วนผีทรงหรือ ลำทรงจะเลี้ยงข่วงเดือน ๕ ปกติจะเป็นหลังสงกรานต์ นับว่าเป็นกิจกรรมที่เชื่อมสัมพันธ์กันดีมาก การเลี้ยงข่วงถือเป็นประเพณีถึงเวลาแล้วจะไปกันเอง โดยไม่ต้องบอกกล่าว หากมีความจำเป็นจริงๆ ไปไม่ได้ก็ต้องฝากเครื่องคายไปร่วมด้วย
กระบวนการรักษาพยาบาลของหมอลำผีฟ้า
กระบวนการรักษาพยาบาลของหมอลำผีฟ้า สามารถแบ่งได้เป็น ๕ ขั้นตอน คือ
๑. ขั้นตอนการเตรียมการ
๑.๑ ครอบครัวผู้ป่วยมารับหมอไปที่บ้าน
๑.๒ ถามดูอาการผู้ป่วยและสภาพของครอบครัว
๑.๓ ให้กำลังใจผู้ป่วยและญาติ
๒. ขั้นตอนพิธีกรรมธรรมดา
๒.๑ เริ่มพิธีกรรมธรรมดา
๒.๒ ส่องดูสาเหตุของการเจ็บป่วยจากกาย
๒.๓ อ้อนวอนผีฟ้าให้ช่วย
๒.๔ เสร็จพิธีกรรม
๓. ขั้นตอนการรักษาพยาบาล
๓.๑ แนะนำการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย
๔. ขั้นตอนพิธีกรรมส่งเครื่องเก้า
๔.๑ เริ่มทำพิธีกรรมส่งเครื่องเก้า
๔.๒ ส่องดู
๔.๓ ขอให้ผู้ป่วยเป็นลูกศิษย์ผีฟ้า
๔.๔ เสร็จพิธีกรรมส่งเครื่องเก้า
๕. ขั้นตอนหลังเสร็จพิธีกรรม นำคายไปขึ้นฮ่าน ผู้ป่วยเป็นลูกศิษย์ของผีฟ้า
ลักษณะเฉพาะอื่นๆ
หมอลำผีฟ้ามีอยู่ ๒ ประเภท คือ
๑. การยอมรับเป็นผีฟ้าด้วยความสมัครใจ ครูบาอาจารย์ก็ยอมรับลูกศิษย์จึงได้ทำพิธียกฮ่านให้
๒. เกิดจากความต้องการของผีฟ้า ประเภทนี้จะพบว่าผู้ที่จะมารับตำแหน่งหมอลำผีฟ้าจะเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นมาก่อน แล้วได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับสาเหตุของการเจ็บป่วยว่ามาจากการกระทำของ
ผีฟ้า ซึ่งอยากให้ผู้ป่วยมาเป็นหมอ หากไม่ยอมรับอาการป่วยก็จะไม่หาย
ลักษณะของประเภทแรกนั้น ผู้เป็นลูกศิษย์ต้องติดตามอาจารย์ไปรักษาผู้ป่วยและช่วยจัดอุปกรณ์ในพิธีกรรมอยู่หลายปี อาจารย์จึงได้อนุญาตให้เป็นผู้สืบทอดวิชาได้ ส่วนลักษณะของประเภทที่สองนั้น ได้รับคำอธิบายว่าผีฟ้าต้องการให้เป็นหมอซึ่งจะปฏิเสธไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยหนักจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ แม้ว่าจะไม่อยากทำหน้าที่หมอก็ตาม นอกจากนั้นเมื่อยอมรับความเป็นหมอลำผีฟ้าแล้วต้องมีการปฏิบัติตามธรรมเนียมให้ถูกต้องด้วย ถ้าทำไม่ถูกต้องก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นมาอีก
อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ชัดว่าการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งเป็นหมอลำผีฟ้ามีขั้นดังนี้
ฐานะผู้ป่วย ฐานะหมอ
กรณีแรก สมัครใจ เรียนรู้จากครู ได้ฮ่าน เป็นหมอที่รักษาผู้ป่วยได้
กรณีที่สอง เกิดจากการเจ็บป่วย ได้ฮ่าน เรียนรู้จากครู เป็นหมอที่รักษาผู้ป่วยได้
การได้ฮ่านเป็นสัญญลักษณ์ของผู้ที่มีฐานะเป็นหมอลำผีฟ้า ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ได้รับฮ่านแล้วก็สามารถทำหน้าที่หมอได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าผู้นั้นจะได้เคนช่วยเหลือและเรียนรู้การทำพิธีกรรมรักษาผู้ป่วยจากครูบาอาจารย์หรือไม่ก็ตาม และการยกฮ่านนั้นจะต้องผ่านพิธีกรรมที่ครูบาอาจารย์เป็นผู้จัดให้เท่านั้น ซึ่งจะเป็นการเรียกผีฟ้ามาอยู่ในฮ่านใหม่ที่สร้างขึ้น และขออำนาจในการรักษาผู้ป่วยให้กับหมอใหม่ ได้ฮ่านจึงเปรียบเสมือนตัวแทนของผีฟ้า ถ้าไม่มีฮ่านผู้นั้นก็จะไม่มีผีฟ้าอยู่ด้วย
องค์ประกอบของลำทรงลำผีฟ้า
หมอลำทรงและหมอลำผีฟ้าจะมีองค์ประกอบที่คล้ายกันมาก จะแตกต่างกันบางเรื่องของคายและผีที่เชิญมาเทียบหรือมาเข้าทรง
บุคลากรในคณะ
๑. หัวหน้าคณะ (ครูบา) ผู้ที่เป็นหัวหน้าคณะหรือครูบานั้น ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการครอบมาจากครูแล้ว การลำทรงและลำผีฟ้าจะมีการสืบทอดกันเป็นช่วง กล่าวคือ เมื่อหัวหน้าคณะคนก่อนมีอายุมากไม่สะดวกต่อการไปมา ก็จะมอบหน้าที่ให้ศิษย์เอกที่ถือว่าเป็นฉลาดหลักแหลมที่สุด สามารถจะดำเนินการต่อจากหัวหน้าคนเก่าได้ก็จะทำพิธีครอบครูให้ เป็นการมอบตำแหน่งหัวหน้าให้โดยการจัดทำหิ้งบูชาไว้ที่บ้าน แล้วอัญเชิญผีต่าง ๆ จึงต้องเรียกว่า “อ้ายพี่” หรือ อ้ายพี่คำผิว อ้ายพี่สีทน เป็นต้น

๒. ชาวคณะ ถือเป็นบริวารที่มีประสบการณ์สูงร่วมเดินทางไปรักษาคนไข้ด้วย ประมาณ ๒-๔ คน บริวารที่รับใช้ใกล้ชิด พี่จะถูกเรียกให้เป็นหัวหน้าคนต่อไปก็อยู่ในจำนวนนี้ชาวคณะเหล่านี้จะช่วยกันลำเชิญผี เมื่อผีเข้าเทียมหัวหน้าแล้วก็จะเป็นคนถามไถ่ผีต่างๆ นานา ซึ่งแต่ละคนจะมีผีประจำตัว เช่น สีทน มโนราห์ ท้าวคำผิว เป็นต้น
๓. หมอแคน บางทีเรียกว่า หมอม้า เป็นผู้ขับม้า ม้าก็คือเหล้า ม้าขาวคือเหล้าขาวม้าแดงคือเหล้าแม่โขง ม้านิล ก็คือเบียร์ เหล้าที่อยู่นอกคาย หมอคายส่วนใหญ่ไม่ชอบเป่าแคนให้หมอลำผีฟ้าเพราะเหนื่อย เนื่องจากการลำทรงผีฟ้าใช้เวลานานและเป่าแคนไม่ได้หยุดพัก รายได้หรือค่าจ้างก็น้อย หมอแคนส่วนใหญ่ก็ติดเหล้างอมแงม
คายรักษา
หมอลำทรงและหมอลำผีฟ้า มีอยู่แทบทุกหมู่บ้านในจังหวัดขอนแก่น และจังหวัดมหาสารคาม จังหวัดอื่น ๆ นอกจากนี้อาจจะมีอยู่บ้าง เครื่องคายรักษาของแต่ละคณะจะไม่ค่อยเหมือนกันนัก คงเป็นเพราะครูสอนครอบให้ต่างกันหรือบางครั้งหาไม่ได้ อย่างเช่น ดอกจำลาว (ดอกลั่นทม)
คายรักษาหมอลำ หมอลำผีฟ้า
๑. ขันหมากเบ็งพร้อมฝ้ายผูกแขน (บายศรีขนาดเล็ก)
๒. ขัน ๕ (ดอกไม้ ๕ คู่ เทียน ๕ เล่ม)
๓. ซิ่นผืน
๔. แพรวา (ผ้าขาวม้า ๑ ผืน)
๕. เหล้า ๑ ขวด
๖. ไข่ ๒ ใบ (บางคณะใช้ใบเดียว)
๗. หวี ๑ อัน
๘. กระจก ๑ บาน
๙. เงิน หนึ่งสลึก
๑๐. ห่อนิมนต์ (เทียน ๒ เล่ม ดอกไม้ ๒ ดอก ห่อด้วยใบกล้วย)
๑๑. ซวย ๕ อัน (ใบตองทำเป็นกรวย) แต่ละอันมีเทียน ๑ คู่ ดอกจำปาลาว ๑ คู่
๑๒. มาลัยดอกจำปาลาว ถ้าเป็นลำผีฟ้าใช้ดอกมะละกอต้นตัวผู้
บริวาร
ผู้ที่เคยผ่านการรักษามาแล้ว ทุกคนถือเป็นบริวารของผีทรงและของผีฟ้า เวลาคณะหมอลำทรงลำผีฟ้าไปลำ ณ ที่ใด ถ้าไม่ห่างไกลเกินไปบริวารเหล่านี้ก็จะไปร่วมพิธีด้วย นำดอกไม้เทียนและ สิ่งของต่างๆ ไปร่วมบูชาด้วย บางคนอาจมีอาการไม่สบาย ก็จะแต่งคายรักษาไปร่วมด้วยแม่หมอ จะบอกหรือพูดกับผีให้มาช่วยรักษาบริวาร ทุกคนต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมของผีฟ้าอย่างเคร่งครัด จะไม่มีเครื่องของขลังใดๆ มาถือติดตัว พิธีกรรมนั้นจะได้สนุกสนานทั้งฟ้อนรำได้อย่างอิสระ บางแห่งมีบริวารมาก 10-20 คน เข้าพิธีด้วย ผู้ชมก็ได้ชมได้ฟังและสนุกไปด้วยอยู่บ้างพร้อมกับเห็นอกเห็นใจและเอาใจช่วยคนไข้ด้วย เป็นการให้กำลังแก่คนไข้
ผู้ป่วย
ผู้ป่วยที่มาทำการรักษาด้วย หมอลำทรงลำผีฟ้านั้นปกติจะผ่านการรักษาทางกายมาก่อน จะมีทางรักษาแบบพื้นบ้าน ถ้ารักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนโบราณไม่หายต้องเป็นเรื่องของผีแน่นอน ต้องลำรักษาจึงจะหาย ชาวบ้านคิดว่าการพูดกับผีนั้นไม่ยาก แต่ต้องอาศัยจ้ำหรือแม่หมอทรงมาช่วยพูดให้ โดยยินดีจัดเครื่องบูชาและปฏิบัติตามคำแนะนำของผีทุกอย่างเขาถือว่าสาเหตุที่เจ็บป่วยนั้นเกิดจากผี จะต้องดูแลด้วยวิธีเชิญผีมารักษาดูแล โดยยอมเป็นบริวารของผีตั้งแต่มีชีวิตอยู่ มีบางคนเกิดความเชื่อเกิดศรัทธาต่อผี ยอมเข้ามาเป็นบริวารทั้งๆที่ ยังไม่เจ็บป่วยอะไร คือยังไม่ทันป่วยก็เลือกที่จะอยู่กับผีฟ้า หรือจะไปอยู่กับธรรม
การแต่งกาย
ในเรื่องการแต่งกาย เท่าที่พบเห็นมาไม่แน่นอนเห็นแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ใหม่ๆ บางคณะจะมีผ้าสะไบพาดบ่า หรือผ้าขาวม้าพาดบ่า นุ่งซิ่นไหมมัดหมี่ มีดอกไม้ทัดหู แต่บางคณะก็ใส่เสื้อผ้าธรรมดา มีบางคณะผีเป็นผู้บอกว่าให้แต่งตัวอย่างไร ผู้ป่วยต้องแต่งตามคำแนะนำของหัวหน้าคณะ จึงจะถือว่า เข้าเป็นบริวาร คณะที่แต่งตัวธรรมดานั้น การเข้าเป็นสมาชิกคือมานั่งอยู่ต่อหน้าคายรักษา แล้วหันหน้าเอาฝ้ายผูกแขนก็ถือว่าเข้าเป็นสมาชิกแล้ว ในคณะลำทรงส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่สูงอายุแล้ว การที่ จะแต่งตามลักษณะตัวละครเหมือนลำหมู่คณะคงจะไม่เหมาะ
ลักษณะกลอนลำ การฟ้อน และทำนองลำ
ลักษณะกลอนลำ
ลักษณะของกลอนลำทรงและกลอนลำผีฟ้านั้น ไม่แน่นอนบางครั้งก็ลำเป็นทำนองบางครั้งก็พูดคล้าย ๆ คำผญา ไม่มีกลอนที่ถือว่าไพเราะเหมือนหมอลำหรือลำกลอน ลักษณะบังคับสัมผัสก็
ไม่แน่นอน ผู้ลำหรือผู้แสดงและผู้ฟังไม่ได้ยึดถือเรื่องความไพเราะของกลอน แต่จะยึดเอาเนื้อหา ของกลอนว่า พูดอย่างไร บางตอนเป็นกลอนกลุ่มคำ เล่นคำเช่นเดียวกับกลอนลำสินไซของท้าวปางคำ บางตอนจะสัมผัสบ้างเช่นเดียวกับลำพื้นลำหมู่ และบางตอนจะมีสัมผัสดีเหมือนกลอนของหมอลำกลอน
ทุกกลอนทุกประเภทจะลำทำนองเดียวกันหมด
การถ่ายทอดและการสืบทอด
หมอลำผีฟ้าต้องมีครูอาจารย์ทุกคน ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหมอลำผีฟ้ามาหลายปีแล้วก่อนที่จะเสียชีวิต
หรือก่อนที่จะย้ายไปอยู่ที่อื่น จะคัดเลือกลูกศิษย์ให้ขึ้นมาทำหน้าที่แทน โดยการยกฮ่านให้ และเมื่อ ผู้ใดมีฮ่านของตนเองก็ถือว่าผู้นั้นเป็นหมอลำผีฟ้าต่อไป
ในการสืบทอดการเป็นหมอลำผีฟ้านั้นพบว่า หมอลำผีฟ้าผู้หนึ่งสามารถสืบทอดการเป็นหมอลำผีฟ้าให้กับผู้อื่นได้ไม่จำกัด แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีผู้มารับการสืบทอดประมาณ ๒ -๓ คน โดยวิธีเลือกลูกศิษย์ผู้ที่มีความใกล้ชิดตนเอง หรือเลือกจากการ “ส่องดู” อันหมายถึง ผู้ที่ผีฟ้ามีความต้องการจะให้ผู้นั้นเป็นหมอลำผีฟ้า หลังจากนั้นก็จำทำพิธียกฮ่านให้ โดยครูบาอาจารย์และหมอที่ได้รับฮ่าน จะมาช่วยกันทำพิธียกฮ่านให้กับหมอคนใหม่ โดยครูอาจารย์จะอัญเชิญ “พ่อแม่” ในที่นี้
หมายถึง ผีฟ้ามาอยู่ฮ่านใหม่ ฮ่านจึงถือว่าเป็นตัวแทนของผีฟ้าหรือเป็นที่สถิตด้วยการร้องรำ และ
การฟ้อน วิธีการเรียนรู้วิชาของหมอลำผีฟ้าทุกคนบอกไว้ว่า “ไม่มีตำราที่เรียนเป็นตัวหนังสือจากอาจารย์ กระบวนการเรียนเป็นเพียงการสังเกตของผู้ที่เป็นลูกศิษย์เท่านั้นที่สังเกตดูพฤติกรรมของผู้เป็นอาจารย์และนำมาปฏิบัติตาม” แม้แต่เรื่องการลำและการฟ้อนทั้งผู้ที่เป็นหมอและลูกศิษย์บอกว่า
“ ทางเทิงจะมาเข้าสิงแล้วคนที่ไม่เคยลำเคยฟ้อนมาก่อนก็ลำเ ป็นฟ้อนเป็น” แต่ผู้ที่เป็นหมอกับลูกศิษย์ต่างกันอยู่ที่ว่าสามารถเข้าทรงหรือหยุดเข้าทรงได้ตามความต้องการของตน ส่วนลูกศิษย์จะเข้าทรงได้ก็ต่อเมื่อมีหมอเป็นผู้ทำพิธีกรรม ถ้าไม่มีหมอไม่สามารถเข้าทรงได้และการฟ้อนของลูกศิษย์ในพิธีกรรม
ก็ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ ต้องมีคำสั่งของหมอ “ หยุดเข้า” จึงจะหยุดฟ้อนได้ การควบคุมการเข้าทรงได้ของหมอจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความแตกต่างจากผู้อื่น และความสามารถนี้ต่างก็บอกว่าจะเกิดขึ้นเองเมื่อผู้เป็นหมอได้รับฮ่านแล้วเท่านั้น
ส่วนวิธีการเตรียมคาย เตรียมฮ่านและแนวทางปฏิบัติอื่น ๆ ของหมอลำผีฟ้านั้น ต่างบอกว่า
“อาจารย์ไม่ได้สอนและตัวเองก็ไม่ได้ถาม ได้จากการสังเกตในพิธีกรรมเท่านั้น” เนื่องจากพิธีกรรมของหมอลำผีฟ้าประกอบด้วยหมอและบริวารหรือลูกศิษย์ หมอเพียงผู้เดียวจะไม่สามารถทำพิธีกรรมได้ เพราะการทำพิธีกรรมนั้นต้องมีอุปกรณ์และขั้นตอนต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งต้องมีผู้ช่วย ดังนั้นแต่ละคนที่มาร่วมพิธีกรรมจะมีความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมในระดับต่าง ๆ กัน ผู้มีความรู้มากและมีความมั่นใจสูงก็จะสามารถแนะนำผู้อื่นได้ว่าควรทำอย่างไร ส่วนหมอก็จะพูดถึงการวินิจฉัยโรคอยู่ตลอดเวลา พิธีกรรมจึงเปรียบเสมือนห้องเรียนที่มีครู พี่เลี้ยงและนักเรียน ความรู้ที่ได้รับจึงขึ้นอยู่กับความตั้งใจจดจำ
สรุปแล้ว การสืบทอดความรู้ด้านพิธีกรรมและการปฏิบัติตนในการทำหน้าที่หมอลำ ผีฟ้าไม่ได้เป็นไปอย่างมีระบบ ผู้ติดตามหรือลูกศิษย์ต้องเรียนรู้เองโดยการสังเกตพฤติกรรมของครูอาจารย์ หมอลำผีฟ้าเกิดจากวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่กำหนดบทบาทให้ทำหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยและการลำหรือฟ้อนก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา ผู้ที่อยู่ภาคอีสานส่วนใหญ่มักมีโอกาสที่จะได้พบเห็นเคยได้ยินได้ฟังมา ส่วนวิธีการเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ในพิธีกรรมหรือแม้กระทั่งลักษณะของตัวพิธีกรรมเองก็ใกล้เคียงกับพิธีกรรมอื่น ๆ ที่ปฏิบัติกันอยู่ในท้องถิ่นอีสาน เช่นพิธีบายศรีสู่ขวัญ พิธีเลี้ยง ผีตาแฮก เป็นต้น ดังนั้นการเรียนรู้พิธีกรรมเหล่านี้จึงไม่ต้องอาศัยตำราแต่อย่างใด เพียงอาศัยการสังเกตจดจำแล้วนำมาปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน
จากข้อสังเกตที่ผ่านมาพบว่าสังคมในชนบทอีสานเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันนี้พบว่ามีผู้ให้ความสนใจต่อพิธีกรรมดังกล่าวน้อยลง และการสืบทอดในลักษณะดังกล่าวก็จะขาดช่วงไป ถึงแม้ว่าสังคมชนบทปัจจุบันยังคงมีอาชีพทำนา ทำไร่อยู่ก็ตาม แต่ความจำเป็นทางเศรษฐกิจทำให้ต้องออกไปทำงานต่างถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะคนในวัยหนุ่มสาวทำให้ขาดโอกาสที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมบางอย่างของท้องถิ่น
จากการสอบถามผู้สูงอายุเรื่องการสืบทอดการเป็นหมอลำผีฟ้าว่า “คนสมัยนี้หาแต่เงินไม่รู้จักความ
ซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีใครเหมาะสมที่จะเป็นหมอลำผีฟ้าได้ เพราะคนที่เป็นหมอต้องมีความซื่อสัตย์” ซึ่ง ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงค่านิยมและความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เมื่อหมอลำผีฟ้าเสียชีวิตกันไป หมดแล้ว จึงยากที่จะเรียนรู้จดจำแล้วนำมาปฏิบัติจะทำให้ผู้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับหมอลำผีฟ้าน้อยลง ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่มีตำราที่บันทึกไว้เป็นตัวหนังสือให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ต่อไป

การปฏิบัติตัวของหมอลำผีฟ้าและลูกศิษย์
หมอลำผีฟ้าต้องทำหน้าที่ตามบทบาทของหมอด้วยกฏระเบียบต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดไว้ซึ่งได้รับการสืบทอดมาจากครูบาอาจารย์ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ในปัจจุบันพบว่ามีการปฏิบัติของหมอลำผีฟ้ามีข้อห้ามหรือขะลำอยู่หลายประการ ซึ่งทำให้หมอลำผีฟ้ามีความแตกต่างไปจากบุคคลโดยทั่วไป ซึ่งแยกเป็นการขะลำเกี่ยวกับอาหาร และขะลำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัว ดังนี้
ขะลำเกี่ยวกับอาหาร
๑. ไม่กินมังสาหาร ๑๐ อย่าง คือ ไม่กินอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ ๑๐ ชนิด ได้แก่ งู มนุษย์
เสือดาว เสือโคร่ง ราชสีย์ สุนัข ม้า ช้าง หมี และเนื้อเสือเหลือง นอกจากนี้ยังไม่กินเนื้อลิงและ
เนื้อเต่าอีกด้วย และยังห้ามนำเนื้อสัตว์ที่กล่าวมาทั้งหมดเข้ามาในบ้าน เพราะถือว่าสัตว์เหล่านี้มีความศักดิ์สิทธิ์
๒. ไม่กินเนื้อสัตว์ที่ตายเอง ให้กินเนื้อสัตย์ที่ตายจากการฆ่า เพราะสัตว์ที่ตายเองอาจทำให้เกิดโรค
๓. ไม่กินอาหารที่เป็นของเหลือจากคนอื่นกินแล้ว ยกเว้นของเหลือจากพระสงฆ์
๔. ไม่กินข้าวและน้ำในบ้านที่มีงานศพ
ขะลำที่เกี่ยวข้องกับแนวทางปฏิบัติ
๑. ไม่รักษาผู้ป่วยในหมู่บ้านในขณะที่กำลังมีการจัดงานศพ แต่เมื่อเผาเสร็จแล้วจึงจะสามารถรักษาพยาบาลได้ โดยถือว่าอาจยังมีขวัญหรือมีผีของผู้ตายอยู่ ซึ่งอาจมารบกวนการทำพิธีได้
๒. ไม่รักษาผู้ป่วยหรือส่องในวันพระ ทั้งวันพระน้อยและวันพระใหญ่ คือ วันขึ้น ๗ , ๘ ค่ำ
และวันขึ้น ๑๔,๑๕ ค่ำ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าวันศีล หมอทุกคนต้องแต่งขึ้น ซึ่งหมายถึงการนำขันนิมนต์หรือของบูชา โดยมี หมากพลู ยาสูบ อย่างละ ๘ มวน หอนิมนต์ ๔ หอ แล้วนำขึ้นไว้ที่ฮ่าน ในวันดังกล่าวจะเชิญผีฟ้ามาทำการรักษาไม่ได้ เพราะถือว่าเป็นวันหยุดหรือวันพักของผีฟ้า
๓. ไม่ทำพิธีในเวลานอนหรือกิน ถือว่าผีฟ้าอยู่บนฟ้าก็จะมีเวลานอนหรือกินเช่นเดียวกันกับคน เมื่อถึงเวลาที่คนเรากินหรือนอน ผีฟ้าก็จะกินหรือนอนด้วย
๔. ไม่ด่าผู้อื่นเมื่ออยู่ที่บ้าน ผู้เป็นหมอต้องมีวาจาดี ให้ใช้แต่คำที่ไพเราะ คำไม่ดีห้ามพูดเพราะมีฮ่านผีฟ้าอยู่บริเวณบ้าน ผีฟ้าจะได้ยินก็จะโกรธ ในขณะเดียวกันหมอลำผีฟ้าก็จะโกรธคนอื่นไม่ได้
๕. ไม่เอาเงินค่ารักษาพยาบาลเกิน ๔ บาท ๒๕ สตางค์ ซึ่งเงินนี้ถือว่าเป็นค่าคายในการรักษาพยาบาล แต่จะสามารถรับเงินได้มากกว่านี้ในการลงข่วงในเดือนสามและเดือนหก หรือในวันสงกรานต์ วันเข้าพรรษา
๖. ไม่ถือหรือใส่ผ้าถุงและกินไข่ที่อยู่ในคาย คายเป็นเครื่องบูชาสำหรับผีฟ้าจะต้องยกให้ผีฟ้า หมอจะเอามาเป็นของตนเองไม่ได้ แต่นำไปให้คนอื่นได้ เช่นคนในครอบครัวของหมอเอง หรืออาจนำไปขายในราคาถูกก็ได้
การปฏิบัติตัวของลูกศิษย์
สำหรับลูกศิษย์ของผีฟ้า ไม่มีข้อขะลำ เกี่ยวกับการกินอาหารหรือมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นพิเศษ เพียงแต่ต้องเข้าร่วมพิธีลงข่วงทุกปี เพื่อถวายสิ่งบูชาต่าง ๆ ถ้าไม่ไปก็อาจเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นได้
แต่ในกรณีที่จำเป็น เช่น ต้องอพยพไปอยู่ที่อื่นไม่สามารถมาได้ ก็อาจลาออกจากการเป็นลูกศิษย์ผีฟ้าได้ แล้วหาของรักษาใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นผีฟ้าที่อยู่บริเวณใกล้ที่อยู่อาศัยใหม่หรือเป็นของรักษาประเภทอื่นได้ ได้ แต่ลูกศิษย์ที่ยังนับถือผีฟ้าอยู่แม้มาไม่ได้ก็ยังฝากของกับคนอื่นมาถวายเป็นประจำทุกปี เพื่อให้มาถวายแทนตน
การขะลำจะมีในช่วงที่ผู้ป่วยกำลังอยู่ในช่วงของการรักษา หมายความว่า ผู้ป่วยที่เคยผ่านพิธีกรรมการรักษาแล้ว ยังไม่ได้นำคายมาขึ้นฮ่านเพื่อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ที่แท้จริง ถือว่าช่วงนี้ยังอยู่ระหว่างการรักษาพยาบาลอยู่ เมื่อทำพิธีครั้งแรกเสร็จแล้ว ในระหว่างนี้คายในการทำพิธีจะยังคงเอาไว้ที่บ้าน
ผู้ป่วย โดยถือว่าผีฟ้าที่อยู่ในคายจะยังคงคอยดูแลรักษาผู้ป่วยให้ จึงมีข้อขะลำ คือ
๑) ห้ามดุด่าผู้อื่นด้วยวาจาที่ไม่ดี
๒) ห้ามตีลูก
๓) ห้ามผูกแขนให้คนอื่น เนื่องจากถือว่าผีฟ้าอยู่ในคายจะได้ยินได้เห็นเข้าจะมีอารมณ์โกรธ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่หาย
๔) ห้ามดื่มหรืออาบน้ำมนต์จากพระสงฆ์ เพราะผีฟ้าที่คอยรักษาอยู่จะเกรงกลัวพระและจะไม่อยู่รักษา
ถ้าผู้ป่วยปฏิบัติผิดข้อขะลำดังที่กล่าวมา อาการป่วยจะกลับเป็นอีก หรือมีอาการหนักขึ้น ต้องเชิญหมอลำผีฟ้ามาทำพิธีขอขะมาแล้วก็ขอขะมาต่อผีฟ้าใหม่ มีผู้ป่วยบางรายที่ทำผิดขะลำหลายครั้ง แม้ว่าจะทำพิธีขอขะมาแล้วก็ยังทำผิดอีกการทำพิธีขอขะมาครั้งนี้ หมอจะดูฐานะของผู้ป่วย ถ้าฐานะ ไม่ดีก็จะให้ถวายขันธรรมดา แต่ถ้าฐานะดีจะให้ซื้อกลอง แคน ซึ่งมีราคาแพงมาถวายด้วย การถวาย สิ่งของที่มีราคาเรียกว่า “ ต้องขาย”
เมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นจนหายป่วย ซึ่งใช้เวลาระยะหนึ่งก็จะทำพิธีส่งเครื่องเก้าเสร็จแล้วหมอจะนำคายไปขึ้นไว้ที่ฮ่านผีฟ้าที่บ้านตนเอง และบอกกล่าวต่อผีฟ้าว่าได้ลูกศิษย์เพิ่มขึ้นอีก ให้คอยดูแลรักษา
ตลอดไป และเมื่อผู้ป่วยทำพิธีส่งเครื่องเก้าและได้เป็นลูกศิษย์ผีฟ้าที่แท้จริงแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อขะลำที่กล่าวมาอีกต่อไป การเข้าเป็นลูกศิษย์ผีฟ้า มีพิธีกรรมที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยที่รักษากับหมอลำผีฟ้า แล้วหายจากการเจ็บป่วย คือ พิธีกรรมส่งเครื่องเก้าจะเป็นพิธีกรรมที่เข้าสู่การเป็นลูกศิษย์
ผีฟ้าและสำหรับผู้ที่เกิดมาเป็นสมาชิกครอบครัวที่นับถือผีฟ้า แม่หรือแม่ใหญ่จะเอาขันห้าไปถวายฮ่าน
ผีฟ้าและบอกกล่าว นอกจากนี้เมื่อครอบครัวที่นับถือผีฟ้าได้ลูกเขยหรือลูกสะใภ้ก็เอาขันห้าและขันแปดไปถวายฮ่านผีฟ้า เพื่อที่จะให้ลูกเขย ลูกสะใภ้เป็นลูกศิษย์ผีฟ้าด้วย แม้ว่าลูกหลาน ลูกเขย หรือลูกสะใภ้ไม่สนใจเรื่องของรักษาที่เป็นผีฟ้าก็ตาม ถือว่าเป็นพิธีกรรมที่เข้าสู่การเป็นลูกศิษย์ผีฟ้า
การลาออกจากการเป็นลูกศิษย์
การลาออกจากการเป็นลูกศิษย์ของผีฟ้าไม่มีพิธีกรรมแต่อย่างใด เมื่อรักษากับหมอลำผีฟ้าแล้วไม่พอใจหรืออยากไปหาของรักษาใหม่ก็สามารถทำได้ พฤติกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องปกติ และผู้ที่เป็นหมอลำผีฟ้าก็จะตามใจ เพราะผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิที่จะแสวงหาแหล่งการรักษาพยาบาลของตนเองได้ หมอลำผีฟ้าผู้หนึ่งบอกว่า “เป็นธรรมก็ดี เป็นคุณพระธรรมก็ดี ขอให้ผู้ป่วยไปรักษาแล้วหายจากการเจ็บป่วยเท่านั้น” เมื่อลูกศิษย์ของผีฟ้าตัดสินใจที่จะเปลี่ยนของรักษา บางคนก็จะเอาขันห้ามาบอกกล่าวกับหมอลำผีฟ้า แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มาทำพิธีบอกกล่าวใด ๆ เพียงแต่ยกเลิกการปฏิบัติตัวเป็นลูกศิษย์ของ
ผีฟ้าเท่านั้น และเมื่อถึงการทำพิธีลงข่วงก็ไม่จำเป็นต้องมาร่วมงาน โอกาสส่วนใหญ่ที่ลูกศิษย์ลาออกจากการเป็นลูกศิษย์ผีฟ้า ได้แก่
๑. เมื่อต้องเปลี่ยนของรักษาไปเป็นธรรม ซึ่งของรักษาที่เป็นผีฟ้ากับธรรมนั้นจะอยู่ด้วยกันไม่ได้ เมื่อผู้ป่วยต้องการไปรักษากับหมอธรรม จึงจำเป็นต้องลาออกการเป็นลูกศิษย์ของผีฟ้า
๒. เมื่อต้องอพยพครอบครัวไปต่างถิ่น เนื่องจากถิ่นใหม่อยู่ไกลจากบ้านของหมอลำผีฟ้า จึงเป็นการไม่สะดวกที่จะเดินทางมาทำพิธีลงข่วง ดังนั้นลูกศิษย์จึงมักไปหาของรักษาใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นผีฟ้าที่มีหมอลำกลุ่มอื่น ๆ ดูแลอยู่ หรือของรักษาอื่นใดก็ได้
๓. เมื่อผู้เป็นหมอลำผีฟ้าเสียชีวิต ไม่มีผู้สืบทอด ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อและค่านิยมของคนสมัยใหม่ที่มักไม่สนใจเรื่องของการรักษา ไม่สนใจที่จะปฏิบัติตัวเป็นลูกศิษย์ของผีฟ้าแทน
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
๑.นายวีระพล โชติธรวิสุทธิ์ นักวิชาการวัฒนธรรม ๕
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิ
๒. นางสาววิมลศิลป์ ปรุงชัยภูมิ รองผู้อำนวยการกองศิลปะวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ
๓. นายชัยวิคิต แฝงชัยภูมิ รองผู้อำนวยการกองศิลปะวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ
๑. จ.อ.นาวี แสงฤทธิ์ นักวิชาการวัฒนธรรม ๕
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยภูมิ
๒.นายจันทร์สอน ดวงแก้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์
มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ
๓. นายเมชิน ทองน้อย เจ้าหน้าที่ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์
มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ
๔.นายสามารถ สินทร เจ้าหน้าที่ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์
มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    21901 views