พิมพ์

มโหรีเขมร

ชื่อรายการ
มโหรีเขมร
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

มโหรีเขมร
วงป้าพลอย หมู่บ้านสะเดา ตำบลสะเดา จังหวัดบุรีรัมย์

มโหรีเขมร” เป็นวงดนตรีพื้นบ้านแถวอิสานใต้คำว่า “มโหรีเขมร” เป็นชื่อเรียกที่เรียกกันมานาน “มโหรีเขมร” ที่มีชื่อเสียงวงหนึ่ง คือ วงป้าพลอย อยู่ที่หมู่บ้านสะเดา ตำบลสะเดา จังหวัดบุรีรัมย์ หมู่บ้านสะเดาเป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานจากหลายๆ พื้นที่ โดยเฉพาะมาจากอำเภอปราสาทจังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๐  จากนั้นก็ได้รับการประกาศให้เป็นหมู่บ้านในปี ๒๔๘๑
                  ผู้ริ่เริ่มก่อตั้งวงมโหรีเขมร วงป้าพลอย คือ นายเมา สมุธิราช ซึ่งเคยเป็นนักดนตรีในคณะละครของพระยาสุรินทร์ภักดี เจ้าเมืองสุรินทร์ ต่อมานายเมาได้อพยพครอบครัวไปอยู่ที่บ้านโคกตาเมียล อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ นายเมา ฝึกสอนดนตรีให้ลูกๆ ทุกคน และตั้งชื่อวงดนตรีนี้ว่า “วงมโหรีเซร็ย” หมายถึง วงมโหรีผู้หญิง ชาวบ้านนิยม เรียกว่า “วงมโหรีตาเมา” หลังจากนายเมาเสียชีวิตแล้ว ลูกๆ ของนายเมาก็ได้ดำเนินการสืบทอดวงดนตรีต่อ โดยนายยนต์ ลูกชายคนโตเป็นหัวหน้าวงแทน ต่อมานายยนต์ ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่อื่น ลูกสาวนายเมา ๒  คน คือ นางพลอย และนางคำเรียบ เป็นผู้ดูแลสืบต่อมา ภายหลังชาวบ้านจึงนิยมเรียกว่า “วงมโหรีป้าพลอย ป้าคำเรียบ” จนถึงปัจจุบัน สมาชิกวงมโหรีเขมรวงป้าพลอย ประกอบด้วย
๑.นางคำเรียบ สุทินรัมย์
๒.นางพลอย ราชประโคน
๓.นายไพรวง สุทินรัมย์ (หลานของนางคำเรียบ)
๔.นายวริน สุทินรัมย์ (ลูกของนายไพรวง)
๕.นายเจษฎา ชาวเมืองดี
๖.นายพนมวัน พิกุล
๗.นายเฉลิมชัย กระจายแก้ว
๘.เด็กชายธวัชชัย ชุนกล้า
๙.นายสุริยา แสวงทวี
๑๐.นายยวน แบะสกุล
                     เครื่องดนตรีและการประสมวง ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ๕ ชิ้น ได้แก่ จะเข้ กระจับปี่ ซอ กลอง และปี่สไลหรือปี่อ้อ ตามปกติวงมโหรีเขมรมักจะไม่ค่อยนำปีสไลมาร่วมวง เนื่องจากปี่สไลมีระดับเสียงสูง จึงมักใช้ปี่อ้อสลับกันไปตามประเภทของงานการแสดงหรือเล่นละคร
                     ปัจจุบัน “มโหรีเขมร” วงป้าพลอยยังคงมีการสืบทอดจากรุ่นลูกและรุ่นหลานของนายเมา สมุธิราช ที่มีความสามารถและมีใจรักในด้านดนตรีมโหรีเขมรอีกหลายคน และ “มโหรีเขมร” ยังคงเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในสังคมวัฒนธรรมของประชาชนในแถบอีสานใต้
เก็บข้อมูลเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม วันที่ ๑๑ สิงหาคม และวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙
โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
“มโหรี” ตามพจานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ความหมายว่า “น. วงดนตรีที่มีเครื่องผสมทั้งเครื่องดีด เครื่องสี เครื่อง ตี เครื่องเป่า และมีผู้ขับร้องร่วมด้วย”
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวถึงความเป็นมาของ “มโหรี” ว่า .....เครื่องดีด สี ซึง มาคิดประดิษฐ์ ขึ้นเรียกว่า “มโหรี” นั้น เห็นจะเป็นของพวก ขอมคิดขึ้นก่อน ไทยรับแบบอย่างและแก้ไขต่อมา เดิมเป็นของผู้ชายเล่น แต่ต่อมาเมื่อเกิดชอบฟังมโหรีกันแพร่หลาย ผู้มี บรรดาศักดิ์ซึ่งมีบริวารมากจึงมักหัดผู้หญิงเป็นมโหรี มโหรีก็กลายเป็นของผู้หญิงเล่นมาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี.....” (ดำรงราชานุภาพ. ๒๔๙๙ : ๔๗)
การพัฒนาเครื่อง ดนตรีของวงมโหรีมีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัย รัชกาลที่ ๖ มโหรีได้รับความนิยมทั้งในราชสำนักและประชาชนทั่วไป จนกระทั่งถึงสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ความนิยมในดนตรีสากลมากขึ้น จึงทำให้มโหรีได้รับความนิยม ลดน้อยลง
ดังนั้นการศึกษาสำรวจพบวงมโหรี ที่บ้านสะเดา ตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ จึงเป็นการค้นพบศิลปะดนตรีเก่าแก่ที่กำลังจะสูญหาย การศึกษาครั้งนี้จึงเปรียบ ดังการถนอมคุณค่า เพื่อหาแนวทางอนุรักษ์และเผยแพร่สืบไป
ประวัติความเป็นมา
ผู้ริเริ่มก่อตั้งวงมโหรี เขมร แห่งบ้านสะเดา ตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ คือ นายเมา สมุธิราช ซึ่งมีเชื้อสายนักดนตรีแห่งราชสำนักเขมร แต่เดิมนายเมาเป็น ทหารม้า หลังจากปลดจากการเป็นทหารม้าแล้ว จึงอพยพ พร้อมกับคณะละครจากราชสำนักเขมรเข้ามาเป็นคณะละครของพระยาสุรินทร์ภักดี เจ้าเมืองสุรินทร์ โดยตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
นายเมามีหน้าที่ฝึกหัดละครอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์เป็นเวลา ๒ ปี ก็เกิดเหตุการณ์ ๒ อย่างที่ต้องทำให้เลิกแสดง ละครและอพยพย้ายที่อยู่อีกครั้งหนึ่ง เหตุการณ์แรกคือ นายเมา ตกจากหลังม้าจนแขนหักทำให้ต้องเลิก แสดงละคร ส่วนเหตุการณ์ที่สองคือ ไฟไหม้บ้าน ทำให้ นายเมาตัดสินใจอพยพครอบครัว เข้ามาอยู่ที่บ้านโคกตาเมียล อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๖ อีก ๖ เดือนต่อมาก็ย้ายไปอยู่ที่บ้านโคกตาชัยซึ่งอยู่ใกล้กัน นายเมาและครอบครัว ยึดอาชีพทำนา แต่ยังรักในด้านดนตรีจึง เป็นครูสอนดนตรีประจำหมู่บ้าน ที่มีผู้นิยมนำบุตรหลานมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์เป็นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันนายเมาก็ฝึกสอนดนตรีให้ลูก ๆ ทุกคน เรียก วงดนตรีวงนี้ว่า “วงมโหรีเซร็ย” ซึ่งมีความหมายว่า วงมโหรีผู้หญิง รับแสดงในงานต่าง ๆ ได้รับความนิยมมากแต่ชาวบ้านทั่วไปมักนิยมเรียกขานว่า“วงมโหรีตาเมา” (คำเรียบ สุทันรัมย์ สัมภาษณ์. ๒๕๔๘)
ด้านชีวิตครอบครัว นายเมา สมุธิราช แต่งงานกับนางอิ่ม ซึ่งเป็นนางเอกละครและมีบุตรธิดารวม ๗ คน
สาขา/ประเภท
ความเชื่อ
ขนบธรรมเนียมที่สำคัญของวงมโหรีเขมร บ้านสะเดา ตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ คือ ก่อนแสดงทุกครั้งจะต้องมีการไหว้ครู ซึ่งนักดนตรีในวงทุกคนให้ความเคารพนับถือเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ โดยหมายถึงทั้งครูเทพยดา ครูมนุษย์ผู้เคยประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ด้านดนตรี ขับร้องและฟ้อนรำ และครูผู้ล่วงลับไปแล้ว
ความเชื่อของวงมโหรีเขมรวงนี้ มีจุดประสงค์ในการประกอบพิธีไหว้ครูเพื่อบูชาครู ผู้ล่วงลับไปแล้วให้รับรู้ว่าจะมีการเล่นดนตรี ขอให้ครูบันดาลให้เล่นได้ไพเราะดีไม่มีผิด และขอให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย
๑. เครื่องไหว้ครู ก่อนการแสดง เจ้าของงานผู้ติดต่อวงมโหรีเขมรมาแสดงจะต้องเตรียมเครื่องไหว้ครูดังนี้
๑.๑ ผ้าขาว ๑ ผืน ขนาด ๕ ศอก
๑.๒ กรวย ๓ กรวย (ใส่ดอกไม้ ๕ ดอก เทียน ๒ เล่ม ธูป ๙ ดอก)
๑.๓ หมากพลู ๕ คำ
๑.๔ ข้าวสาร ๑ จาน
๑.๕ สุราขาว ๑ ขวด
๑.๖ น้ำหวาน ๒ ขวด
๑.๗ น้ำ ๑ ขัน
๑.๘ เงินค่ายกครู ๕๒ บาท
๒. ขั้นตอนการประกอบพิธีไหว้ครู เจ้าของงานผู้ติดต่อวงมโหรีเขมรมาแสดง นำเครื่องไหว้ครูใส่ถาด หรือพาน จากนั้นผู้เป็นหัวหน้าซึ่งอาวุโสสูงสุด คือนางพลอย ราชประโคน เป็นผู้ประกอบพิธี โดยเริ่มที่การจุดเทียนแล้วยกถาดหรือพานเครื่องไหว้ครูส่งให้ทุก ๆ คน ที่นั่งล้อมวง โดยจัดวางเครื่องดนตรีเป็นรูปวงกลม มีจะเข้หรือกระเปอเป็นศูนย์กลาง จากนั้นจุดธูป ๙ ดอก แจกให้นักดนตรีทุกคน ที่เหลือวางไว้ ผู้ประกอบพิธีท่องบทสวดมนต์พร้อมกับหยดเทียนลงบนขันน้ำเพื่อทำน้ำมนต์ จากนั้นนำดอกไม้จุ่มลงในน้ำมนต์ แล้วนำมาประพรมให้นักดนตรี ทุกคน แล้วกราบลงที่พื้น ๓ ครั้ง จากนั้นทุกคนนำน้ำมนต์มาดื่มแล้วจึงรินสุรารดลงไปบนเครื่องดนตรีทุกชนิด แล้วจิบพอเป็นพิธี หลังจากนั้นนักดนตรีทุกคนนำเครื่องดนตรีของตนเองขึ้นมา จบบูชา ลองเสียง แล้วจึงเริ่มบรรเลงเพลงไหว้ครู เมื่อบรรเลงจบ ยกเครื่องดนตรีขึ้นจบหัว เป็นอันจบพิธี จากนั้นจึงเริ่มบรรเลงเพลงได้ตามปกติต่อไป
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
วงมโหรีเขมร บ้านสะเดา ตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์ มักนิยมบรรเลงเพลงดังต่อไปนี้
๑. เพลงต้นฉิ่งหรือเพลงถวายครู
๒. เพลงกล่อม
๓. เพลงมงคลจองได
๔. เพลงพุ่มพวง (โบราณ)
๕. เพลงมะเรียมได
๖. เพลงงูดตึก
๗. เพลงแกวนอ
๘. เพลงอายัย
๙. เพลงอายัยทางเปลี่ยน
๑๐. เพลงปราสาท
๑๑. เพลงโอละหน่ายนิ่มนวล
๑๒. เพลงสะกาโจนเดก
๑๓. เพลงฟ้าลั่น
๑๔. เพลงช้างแกว่งงวง
๑๕. เพลง ลา
อุปกรณ์
วงมโหรีเขมรของป้าพลอยและป้าคำเรียบ มีเครื่องดนตรีและการประสมวงที่เป็นเอกลักษณ์ คือ ใช้เครื่องดนตรีในการประสมวง จำนวน ๕ ชิ้น เป็นหลัก ได้แก่
๑. จะเข้ ภาษาถิ่นเรียกว่า กระปือ
๒. กระจับปี่ ภาษาถิ่นเรียกว่า จะเป็ย
๓. ซอ ภาษาถิ่นเรียกว่า ตรัว
๔. กลอง ภาษา ถิ่นเรียกว่า สะกัวร์
๕. ปี่สไล
ส่วนฉิ่ง ฉาบ กรับ และโหม่ง ถือเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะที่มีอยู่ตามปกติ
๑. จะเข้ หรือ กระปือ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายที่ใช้ดีดแบบสายขนาน กับพื้น จะเข้ของวงมโหรีเขมรวงนี้เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ของวง เพราะมีรูปทรงเป็นจระเข้ที่แกะจากไม้ขนุน ส่วนหัวเป็นรูปจระเข้กำลังอ้าปาก ส่วนลำตัวเป็นโพรง มีแผ่นไม้เนื้อแข็งปิดด้านล่าง หางม้วนขึ้นเล็กน้อย มีสายเพียง ๒ สาย ใช้ดีดด้วยกระซึ่งทำจากเศษงาช้างชิ้นเล็ก แบน ความยาวของจระเข้ ๑๕๕ ซม. กว้าง ๒๐ ซม. เฉพาะส่วนหัวของจระเข้ยาว ๓๕ ซม. และกว้าง ๒๐ ซม. สานนอกหรือสายเอก ตั้งเสียงไว้ที่ระดับเสียงลา ส่วนสายใน หรือสายทุ้มตั้ง เสียงไว้ที่ระดับเสียงเร
¬๒. กระจับปี่ หรือจะเป็ย เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายที่ใช้ดีดด้วยกระ ถือเป็นเครื่องดนตรีประเภทพิณ ซึ่งมีลักษณะคล้ายซึง คำว่ากระจับปี่ สันนิษฐานว่ามาจากคำว่ากัจฉปิ ซึ่งเป็นภาษาชวา ที่มาจากคำว่า กัจฉปะ ในภาษาบาลีสันสฤตซึ่งแปลว่าเต่า อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ จึงให้ความ เห็นว่า “บางทีแต่เดิมจะเห็นกันว่าตัวกะโหลกนั้นรูปร่างคล้ายเต่า..” (ธนิต อยู่โพธิ์ ๒๕๒๓ : ๗๗)
กระจับปี่หรือจะเป็ยของวงมโหรีเขมรวงนี้ มีลักษณะพิเศษตามคำให้สัมภาษณ์ของนางพลอย ราชประโคนว่า “.....เดิมมีขนาดใหญ่ มีสาย ๒ คู่ ตอนเป็นเด็กเล่นไม่ถนัด พ่อเมาจึงทำให้ใหม่โดยมีขนาดเล็กลง และมีสายเดี่ยวเหมาะสำหรับการเทียบเสียง...” (พลอย ราชประโคน. สัมภาษณ์. ๒๕๔๘) ความยาวของส่วนคอ ๔๙ ซม. ส่วนหัว วัดตามส่วนโค้งยาว ๗๕ ซม. การเทียบเสียงสายนอกขึ้นเสียง ในระดับ ฟาชาร์ฟ สายในขึ้นเสียงในระดับ โดชาร์ฟ โดยประมาณ
๓. ซอ หรือ ตรัว เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายซึ่งคำว่า ซอ นี้เป็นการอ่านออกเสียงที่สันนิษฐานว่ามาจากตัว ทร ดังปรากฏในมหาชาติคำหลวงว่า “ทรท่อ” (ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง ๒๕๑๖ : ๕๔ อ้างถึงใน วิโรจน์ เอี่ยมสุข ๒๕๓๘ : ๗๐) และปรากฏในภาษาขอมในการเขียนแบบเดียวกัน โดยอ่านออกเสียง ทร ว่า ตรัว
ซอที่ใช้ในวงมโหรีเขมรมักใช้ ซอกลางหรือ ตรัวนกาล ส่วนซออู้จะใช้เป็นบางครั้ง โดยขนาดของซอกลางวัดความยาวของคันทวน ๖๘.๖ ซม. ความยาวของสายสองเส้นวัดจาก รัดอกถึงหย่อง ๕๑ ซม. ความยาวของสายนอก ๕๘.๕ ซม. การเทียบเสียงสายเอกระดับเสียงลา สายทุ้มระดับเสียงเร โดยประมาณ
๔. กลองโทน หรือ สะกัวร์ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องที่ใช้ตีหรือเคาะ คือ เป็นเครื่องสำหรับทำจังหวะ คำว่ากลองเป็นคำไทยในประเภทคำโดด ส่วนคำว่าโทนหรือสะกัวร์ ที่ใช้ในวงดนตรีพื้นบ้านแถบอีสานใต้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โทนกันตรึม (ไพรวง สารัมย์. สัมภาษณ์. ๒๕๔๘) ซึ่งสันนิษฐานว่ามาจากเสียง ของกลองที่ดังเวลาตีว่า “โจ๊ะ กัน ตรึม” นั้นเอง
มีหลักฐานในจดหมายเหตุ ของลาลูแบร์ ราชทูตของประเทศฝรั่งเศส ในสมัยสมเด็จ พระนารายณ์มหาราชว่า
“..........กลองอย่าหนึ่งเรียกว่าโทน (น่าจะเรียก “ทับ”) ถือโทนไว้ด้วยมือซ้ายและ ตีไม่ใคร่จะได้หยุดด้วยมือขวา......” (วิโรจน์ เอี่ยมสุข ๒๕๓๘ : ๑๐๕) โดยนักภาษาศาสตร์ให้ข้อสังเกตว่า คำว่า ทับ มาจากภาษาอาหรับที่เรียกกลองโทนว่า “ทับบลา” หรือ “ทับลาตั้ม” เป็นการเรียกตามเสียงกลองที่ดัง “ทับ” และ “ทั่ม” นั้นเอง
โดยปกติกลองโทน หรือ สะโกล จะมี ๒ ขนาดมักเรียก เป็นตัวผู้และตัวเมีย ซึ่งมีความยาว ตัวผู้ ๒๒.๕๐ นิ้ว ตัวเมีย ๒๔.๐๐ นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลางหน้ากลอง ตัวผู้ ๗.๕๐ นิ้ว ตัวเมีย ๑๑.๐๐ นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง ส่วนท้าย ตัวผู้ ๘.๐๐ นิ้ว ตัวเมีย ๘.๕ นิ้ว
๕. ปี่สไล คำว่า สไลเป็นภาษาถิ่น ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า สะไน ในภาษาบาลีสำเนียงคนไทยออกว่า “สะไหน” หรือ “ไฉน” ภาคใต้ของไทยเรียกว่า ปี่ไหน
ปี่สไล ของวงมโหรีเขมร เป็นเครื่อง ดนตรีประเภทเครื่องเป่า ลำตัวทำด้วยไม้รูปทรงกระบอก ป่องกลาง ไม่มีลำโพงข้างในคว้านเป็นท่อเรียวจากด้านบน เจาะรูข้างลำตัวสำหรับนิ้วเปลี่ยนทางลมเพื่อให้เกิดเสียงในระดับต่าง ๆ ๖ รู
ตามปกติวงมโหรีเขมรวงนี้มักไม่ค่อยนำปี่สไลมาร่วมวง เนื่องจากปี่สไลมีระดับเสียงสูง ทำให้ขึ้นเสียงตามลำบากในสมัยพ่อเมาจึงมักใช้ปี่อ้อในการแสดงในวงมโหรีจะใช้ปี่สไล ประกอบในการเล่นละครเท่านั้น เพราะปี่สไลมีเสียงสูงเข้ากับระดับเสียงของผู้หญิงได้ดี
ปี่สไลที่ใช้ในวงมโหรีเขมร มีความยาวประมาณ ๑๔ นิ้ว ลิ้นทำจาก ใบตาลที่ตากแห้งตัดให้กลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ ซม. ข้างละ ๒ ชิ้น สองข้างประกบมัดด้วยเชือกติดกับหลอดโลหะ เรียกว่า กำพวด ซึ่งมีขนาดยาว ประมาณ ๕.๕ ซม. ปลายบนมีลิ้นมัดอีกด้านเสียบแน่นกับรูปี่ด้านบน
การถ่ายทอดและการสืบทอด
จากการศึกษาสืบค้นสายเครือญาติทำให้ทราบว่าในรุ่นหลานของนายเมา สมุธิราช ยังมีผู้มีความสามารถและมีใจรักในด้านดนตรีมโหรีเขมรอีกหลายคนและพร้อมจะสืบทอดศิลปะการแสดงด้านนี้ โดยเฉพาะนายไพรวง สุทันรัมย์ และลูก รวมทั้งเยาวชนอีกหลายคน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของป้าพลอย ก็พร้อมที่จะสืบทอดศิลปะการแสดงประเภทนี้ แต่หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ที่มีส่วนรับผิดชอบด้านนโยบาย การทำนุบำรุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม สถาบันการศึกษาในระดับต่าง ๆ รวมทั้งเอกชนที่มีศักยภาพควรได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเครือข่ายในการสนับสนุน ส่งเสริม และเผยแพร่ โดยร่วมกันระดมสมองหาแนวทางในการอนุรักษ์ดนตรีมโหรีเขมรนี้มิให้ สูญหาย แต่ยังคงอยู่อย่างโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของบ้านสะเดา ตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์อยู่ตลอดไป
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
๑. นางคำเรียบ สุทันรัมย์ อายุ ๘๒ ปี เป็นลูกคนสุดท้องของนายเมา สมุธิราช ซึ่งถ่ายทอดวิชาดนตรีให้ตั้งแต่เด็กจนมีความสามารถเล่นดนตรีได้ทุกชนิด แต่ประเภทของเครื่องดนตรีที่เล่นเป็นประจำในวงมโหรีเขมรนี้ คือ จะเข้ หรือ กระปือ ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที ๑๐๗ บ้านโคก ตาชัย ตำบลป่าชัน อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
๒. นางพลอย ราชประโคน อายุ ๘๔ ปี เริ่มเรียนดนตรีเมื่ออายุ ๙ ปี โดยนายเมา ผู้เป็นพ่อฝึกสอนให้ทุกชนิดแต่ประเภทของเครื่องดนตรีที่เล่นประจำวงมโหรี คือ กระจับปี่ หรือ จะเป็ย นางพลอย ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าวงมโหรีเขมร เป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้วงมโหรีเขมร มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๑๑๘ หมู่ที่ ๑ ตำบล สะเดา อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
๓. นายไพรวง สุทันรัมย์ อายุ ๕๙ ปี เป็นรุ่นหลานของนายเมา สมุธิราช โดยแม่ของนายไพรวง คือ นางพลันเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นนางคำเรียบ สุทันรัมย์ ผู้เป็นน้าจึงรับไปเลี้ยง และฝึกสอนดนตรีให้ทุกชนิด นอกจากนั้นนายไพรวงยังมีความสามารถในการขับร้อง และทำเครื่องดนตรีได้ทุกชนิดด้วย ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๒๑ หมู่ ๒ ตำบลป่าชัน อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
๔. นายวริน สุทันรัมย์ อายุ ๓๐ ปี เป็นลูกชาย ของนายไพรวง สุทันรัมย์ เรียนรู้ดนตรีจากยายคือ นาง คำเรียบ สุทันรัมย์ นางพลอย ราชประโคน และพ่อคือ นายไพรวง สุทันรัมย์ มีความสามารถในการเล่นดนตรีและการทำเครื่องดนตรี เป็นมือกลองประจำวงมโหรีเขมร
๕. นายเจษฎา ชาวเมืองดี อายุ ๒๐ ปี อยู่ บ้านเลขที่ ๑๐ หมู่ ๙ ตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ (มีพื้นที่ใกล้เคียงกับอำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์) มีความสามารถ เป็นมือกลองอีกคนหนึ่งของวงมโหรีเขมร
๖. นายพนมวัน พิกุล อายุ ๓๓ ปี มีความสามารถในการเล่นดนตรีได้ทุกประเภท รวมถึงการขับร้องรำประกอบเพลง ด้วย (วันที่ไปเก็บข้อมูล นายพนมวันวันเป่า ปี่สไล) ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๕๐ ตำบลทุ่งมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
๗. เด็กชายธวัชชัย ชุนกล้า อายุ ๑๒ ปี เล่นฉาบซึ่งเป็นเครื่องดนตรีประกอบจังหวะ อยู่บ้านเลขที่ ๕๐ ตำบลทุ่นมน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
๘. นายเฉลิมชัย กระจายแก้ว อายุ ๑๗ ปี มีความสามารถในการตีกลอง และเครื่องประกอบจังหวะทุกชนิด ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๑๖๒ หมู่ ๔ บ้านนกกะเรียน อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
๙. นายสุริยา แสงทวี อายุ ๑๕ ปี มีความสามารถในการสีซอและใช้เครื่องประกอบจังหวะทุกชนิด ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๖๑ หมู่ ๑ ตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
๑๐. นางยวน แบะสกุล อายุ ๔๔ ปี มีความสามารถในการขับร้อง รำ และใช้กรับ ประกอบจังหวะ ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๒๑๑ บ้านสะเดา ตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัย จังหวัดบุรีรัมย์
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
๑. นางสาววันดี เธียรสวัสดิ์กิจ
๒. นายธีรพันธ์ เศรษฐนันท์
๓. นางจงกล ศิริประภา
๔. นายเดช นุชผักแว่น
๕. นายดนัย ศิริประภา
๖. นายเดช นุชผักแว่น
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    7238 views