พิมพ์

เพลงพวงมาลัย สุพรรณบุรี

ชื่อรายการ
เพลงพวงมาลัย สุพรรณบุรี
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคกลาง
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

เพลงพวงมาลัย สุพรรณบุรี
ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

ประวัติเพลงพวงมาลัย สุพรรณบุรี
               
เพลงพวงมาลัย เป็นเพลงร้องพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่เคยนิยมเล่นกันในบริเวณภาคกลาง เกิดขึ้นมาพร้อมกับวิถีวัฒนธรรมของชุมชน คือ ประเพณีตรุษสงกรานต์ บรรดาหนุ่มสาว ผู้ใหญ่ เด็ก ต่างมาร่วมสนุก พร้อมกับมีการละเล่นของท้องถิ่น เช่น ไม้หึ่ง ชักเย่อ ลูกช่วง เป็นต้น โดยใช้เพลงพวงมาลัยเป็นเพลงปรับในการเล่นกีฬาพื้นบ้านหลายชนิด เช่น ในการเล่นลูกช่วงเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรับลูกช่วงไม่ได้จนมีสำนวนพูดติดปากว่า “เล่นลูกช่วงพวงมาลัย” เพลงพวงมาลัยที่เป็นเพลงปรับนี้จะมีลักษณะคำร้องแบบสั้นๆ ใจความกะทัดรัดไม่ยาวจนเกินไป ร้องโต้ตอบกันอย่างสนุกสนานและบางถิ่นใช้เป็นเพลงร้องโต้ตอบเกี้ยวพาราสีกันในกลุ่มหนุ่มสาว ปัจจุบันยังมีการเล่นเพลงชนิดนี้อยู่ เช่นที่ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีการสืบทอดหลายชั่วอายุคน นับเวลาเกือบ ๑๐๐ ปี
                นอกจากประเพณีตรุษสงกรานต์แล้ว เพลงพวงมาลัยยังนิยมขับร้องกันในนาข้าวไม่ว่าจะเป็นตอนเริ่มหว่านไถ จนถึงการเก็บเกี่ยว นิยมขับร้องเพลงพวงมาลัยกันเพื่อเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงาน แม้ในยุคปัจจุบันชาวชุมชนจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง ยังคงมีการขับร้องเพลงที่มีลักษณะการขับร้องคล้ายกับเพลงพวงมาลัยในพิธีงานศพ คือ เพลงชมพุ่มดอกไม้และมีอยู่แห่งเดียวที่ยังคงอนุรักษ์การร้องเพลงแนวนี้อยู่
ลักษณะเพลงพวงมาลัย
                ๑.ประเภทเพลงพวงมาลัย เพลงพวงมาลัยที่พบโดยทั่วไป สามารถจำแนกตามลักษณะคำประพันธ์ได้เป็น ๒ ชนิดคือ เพลงพวงมาลัยสั้นหรือเพลงพวงมาลัยเร็ว และเพลงพวงมาลัยยาวหรือเพลงพวงมาลัยช้า ทั้งสองชนิด มีลักษณะดังนี้
                ๑.เพลงพวงมาลัยสั้นหรือเพลงพวงมาลัยเร็ว
เพลงชนิดนี้มีความยาวของเนื้อร้อง ๑ บท อยู่ใน ๓ บาท หรือ ๖ วรรค วรรคละ  ๔-๗ คำ เพลงพวงมาลัยชนิดนี้เป็นชนิดเดียวกับที่ใช้เป็นเพลงปรับในการเล่นกีฬาพื้นบ้านในช่วงเทศกาลตรุษสงกรานต์ เพลงที่ร้องมักเป็นเพลงที่ร้องจำต่อกันมาหรือเป็นเพลงร้องด้น กลอนที่ใช้เล่นเหมือนกลอนเพลงพวงมาลัยยาวเพียงแต่คำน้อยกว่า ลักษณะของเนื้อร้องที่ร้องเป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดมีเนื้อหาเกี่ยวกับการตอบโต้แก้กันระหว่างชาย-หญิง แต่ไม่เล่นเป็นเรื่องต่อเนื่องกันเป็นชุดเหมือนเพลงพวงมาลัยชนิดยาวหรือเพลงพวงมาลัยช้า
                ๒.เพลงพวงมาลัยยาวหรือเพลงพวงมาลัยช้า
บทหนึ่งมีความยาว ๓ บาท หรือ ๖ วรรคขึ้นไปบทหนึ่งๆ ไม่จำกัดความยาว บางครั้งมีความยาวถึง ๖๐ กว่าบาท บทที่ร้องยาวๆ พบในการร้องด้นเล่าเรื่อง จำนวนคำในแต่ละวรรคไม่แน่นอน ประมาณ ๔-๘ คำ กลอนที่นิยมเล่นเป็นกลอนหัวเดียวชนิดกลอนไลเหมือนเพลงปฎิพากย์ของภาคกลาง เนื้อร้องมักต่อเนื่องเป็นเรื่องราวเดียวกันหรือเป็นชุดเหมือนเพลงปฎิพากย์ กลอนที่พบมักเป็นกลอนด้น ท่วงทำนองและจังหวะจะช้ากว่าเพลงพวงมาลัยสั้น ซึ่งขึ้นอยู่ที่คำในวรรค ถ้ามีจำนวนคำน้อยจังหวะจะช้า ถ้ามีคำมากจังหวะจะเร็วและมีการรวบคำ โดยคำนึงถึงเนื้อหาและสาระให้จบความในวรรคเป็นสำคัญ  
                ๒.ลักษณะคำประพันธ์ แม้เพลงพวงมาลัยทั้งสองชนิดมีความต่างกันอยู่บ้างในเรื่องจำนวนคำและความยาวสั้นของบท แต่เพลงพวงมาลัยทั้งสองชนิดนี้มีฉันทลักษณ์หรือลักษณะคำประพันธ์ที่เหมือนกัน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเพลงพวงมาลัยคือ นิยมขึ้นต้นด้วยคำว่า “ เอ้อระเหยลอยมา” คำที่ ๕ อาจเปลี่ยนเป็นคำอื่นได้ เช่น ล่อง ลั่น พราว มา ไป ลิ่ว ล่อน กล้อน ฯลฯ เป็นต้น และลงท้ายด้วยคำว่า ‘เอย’ กลอนที่พบเป็นกลอนหัวเดียวชนิดกลอนไลเป็นส่วนใหญ่
                ๓.ท่วงทำนองและจังหวะ  ในด้านท่วงทำนองและจังหวะ ไม่มีเครื่องดนตรีเล่นประกอบ เพลงพวงมาลัยเป็นเพลงที่มีทำนองหลักเพียงทำนองเดียวตั้งแต่เริ่มเล่นจนจบ และเป็นเพลงที่มีทำนองช้าต้องอาศัยการเอื้อนเสียงมากจึงทำให้เพลงไพเราะ ส่วนจังหวะจะช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่กับเนื้อหาของเพลงโดยใช้การปรบมือประกอบจังหวะ ถ้าเนื้อหาเป็นด้นเล่าเรื่องหรือบทชมธรรมชาติจะมีคำในวรรคมาก ผู้ร้องก็จะร้องให้จังหวะเร็วขึ้นและใช้การรวบคำที่ช่วยสร้างความรู้สึกสนุกสนานให้เกิดให้อารมณ์ของผู้ฟัง
                ๔.องค์ประกอบของการเล่นเพลงพวงมาลัย
การเล่นเพลงพวงมาลัย ต้องประกอบด้วยส่วนต่างๆ หลายส่วน เพื่อให้การเล่นดำเนินไปได้ด้วยดี อันได้แก่ ผู้เล่น การแต่งกาย โอกาสที่เล่น เวลา สถานที่ อุปกรณ์การเล่น เรื่องที่เล่น และวิธีเล่น
การแต่งกายผู้แสดง
                เนื่องจากเพลงพวงมาลัยมิใช่เพลงอาชีพการเล่นเป็นไปด้วยด้วยความสมัครใจของผู้เล่นการแต่งกายเป็นไปตามสมัยนิยมและเป็นไปตามสถานการณ์หรือโอกาสที่เล่นนั้นๆ เช่น ถ้าเล่นในทุ่งนาในการเก็บเกี่ยวข้าวก็จะใช้ชุดทำงาน แต่ถ้าเล่นยามเทศกาลหรืองานประเพณีต่างๆ ผู้เล่นจะแต่งกายตามความนิยมของแต่ละถิ่นแต่ละสมัย การแต่งการของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง มีลักษณะดังนี้
                ผู้เล่นฝ่ายชายนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อคอกลมมีผ้าขาวม้าคาดเอง มีเครื่องประดับตามฐานะของผู้เล่น แต่ถ้าเล่นในงานประเพณีทั่วไปจะแต่งกายตามสมัยนิยม
                ฝ่ายหญิงสวมเสื้อคอกระเช้า (ชนิดคอถักลูกไม้หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเสื้อคอฟัก) หรือใส่เสื้อแขนกระบอก นุ่งโจงกระเบนทับเสื้อแล้วคาดด้วยเข็มขัดเครื่องประดับแล้วแต่ฐานะของผู้เล่น ถ้าเล่นในงานที่หาไปอย่างเป็นพิธีผู้เล่นแต่งกายเหมือนกันทุกคน
วิธีการขับร้อง

                การร้องเพลงพวงมาลัย มีลักษณะคล้ายกับเพลงพื้นบ้านเมืองอื่นๆ คือ มีผู้ร้องนำฝ่ายชาย ร้องนำฝ่ายหญิง ที่เราเรียกว่าพ่อเพลง แม่เพลง และผู้ร้องรับตามบท ที่เรียกว่า ลูกคู่
                ในการขับร้อง ต้นเสียงที่เป็นพ่อเพลง แม่เพลงขึ้นต้นด้วยการขับร้องคำว่า “เอ่อระเหย ลอยมา” หรือ “เอ่อระเหย ลอยไป” ในบางครั้งอาจขึ้นต้นคำว่า “เอ๊ย” โดยทอดเสียงให้ยาวออกไป จากนั้นลูกคู่ร้องรับทวนบทขึ้นต้น ๑ รอบ ต้นเสียงร้องต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจบเพลง ในการลงท้ายเพลงลูกคู่จะช่วยกันร้องทวนวรรคสุดท้ายอีก ๒ ครั้ง จากนั้นจึงจบการขับร้องด้วยคำว่า “เอย” ในขณะที่ขับร้องนั้น ลูกคู่เป็นผู้รำตามทำนองเพลงโดยไม่มีท่ารำที่เป็นแบบแผนตายตัว
สถานที่ เวที ฉาก

                การเล่นเพลงพวงมาลัยเดิมจะเล่นกันตามลานบ้าน ลานวัด ไม่มีการสร้างเวที อาศัยความสว่างจากคบไฟและตะเกียง ส่วนในปัจจุบันการเล่นเพลงพวงมาลัยสามารถแสดงบนเวทีหรือลานกว้างตามสถานที่ต่างๆ ทั้งที่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานที่นั้นๆ

โอกาสในการร้อง
                เพลงพวงมาลัย เป็นเพลงที่ร้องได้ทุกโอกาสทุกเวลาที่พบ ใช้เล่นในงานเทศกาลหรืองานประเพณีต่างๆ ได้แก่ ตรุษสงกรานต์ งานโกนจุก งานบวชนาค งานแต่งงาน เทศน์มหาชาติ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ลงแขกเกี่ยวข้าว และงานศพ (เพลงชมพุ่มดอกไม้)
ขั้นตอนของการเล่นเพลงพวงมาลัย
               
เดิมการเล่นเพลงพวงมาลัยนั้นไม่มีการไหว้ครู การไหว้ครูเพลงพวงมาลัยเพิ่งมามีระยะหลังเมื่อมีการหัดเพลงพวงมาลัยกันขึ้นสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ฟื้นฟูวัฒนธรรมโดยให้แต่ละถิ่นช่วยกันฟื้นฟูเพลงพื้นบ้านของตนขึ้นมา แล้วแข่งขันประชันกัน จึงเริ่มมีการไหว้ครูขึ้น ปกติเพลงพวงมาลัย จะเริ่มที่บทเกริ่นบทประหรือบททักทาย บทผูกรัก บทสู่ขอหรือบทลักหาพาหนี บทชิงชู้หรือบทตีหมากผัว และบทจากเหมือน เพลงร้องโต้ตอบชนิดยาวทั่วไป ปัจจุบันบทชิงชู้หรือตีหมากผัวจะหายไปไม่มีเล่นกัน เนื่องจากต้องใช้ผู้เล่นที่มีประสบการณ์แลร้องด้นเพลงได้เก่ง
การสืบทอดและการถ่ายทอดเพลงพวงมาลัย
                การสืบทอดเพลงพวงมาลัยขาดช่วงไป จึงทำให้ผู้สืบทอดเพลงรุ่นหลังที่อายุต่ำกว่า ๖๐ ปีลงมาไม่สามารถเล่นเพลงตามขนบในส่วนนี้ได้ นอกจากนี้ในระยะหลังมีผู้เล่นเพลงพวงมาลัยน้อยลง และมักเป็นการเล่นแบบลักจำ ไม่ใช่การด้นกลอนสดแก้กัน การเล่นเพลงพวงมาลัยในแต่ละบทจึงสั้นลง อย่างที่เรียกว่าเพลงมาลัยสั้น เพลงพวงมาลัยที่ผู้ร้องมีความชำนาญและด้นกลอนได้เก่งนั้นบทหนึ่งๆ มีความยาวมาก
จารีตในการขับร้อง

                  การเล่นเพลงพวงมาลัยที่มีการว่าจ้างนั้นยังมีการไหว้ครูอยู่โดยใช้พานกำนล ประกอบด้วย ธูป ดอก เทียน เล่ม ดอกไม้ ๓ สี บุหรี่ ๑ ซอง เหล้าขาว ๑ ขวด และเงินค่ายกครู ตามที่พ่อเพลง แม่เพลงกำหนดถ้าเล่นในงานประเพณีทั่วไปจะต้องยกครูด้วยปากเปล่าในลักษณะบอกเล่าหรือระลึกถึงผู้มีพระคุณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือให้มาช่วยคุ้มครองและขอให้ร้องเพลงได้คล่องส่วนใหญ่มักร้องเล่นไปเลย
                   การเล่นหรือร้องเพลงพวงมาลัยนั้นไม่มีกฎเกณฑ์หรือจารีตกำหนดแต่อย่างใด หากแต่จะมีวิธีการปฏิบัติที่สืบเนื่องกันมาอย่างหนึ่งคือ ไม่ควรมีการถูกเนื้อต้องตัวและจับมือถือแขนของฝ่ายชายกับฝ่ายหญิง
เก็บข้อมูล ณ ตำบลจระเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อเดือนมกราคม-สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุพรรณบุรี

ประวัติความเป็นมา
เพลงพวงมาลัย เป็นเพลงร้องพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่เคยนิยมเล่นกันในบริเวณภาคกลาง เกิดขึ้นมาพร้อมกับวิถีวัฒนธรรมของชุมชน คือ ประเพณีตรุษสงกรานต์ บรรดาหนุ่มสาว ผู้ใหญ่ เด็ก ต่างมาร่วมสนุก พร้อมกับมีการละเล่นของท้องถิ่น เช่น ไม้หึ่ง ชักเย่อ ลูกช่วง เป็นต้น โดยใช้เพลงพวงมาลัยเป็นเพลงปรับในการเล่นกีฬาพื้นบ้านหลายชนิด เช่น ในการเล่นลูกช่วงเมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรับลูกช่วงไม่ได้จนมีสำนวนพูดติดปากว่า “เล่นลูกช่วงพวงมาลัย” เพลงพวงมาลัยที่เป็นเพลงปรับนี้จะมีลักษณะคำร้องแบบสั้นๆ ใจความกะทัดรัดไม่ยาวจนเกินไป ร้องโต้ตอบกันอย่างสนุกสนานและบางถิ่นใช้เป็นเพลงร้องโต้ตอบเกี้ยวพาราสีกันในกลุ่มหนุ่มสาว ปัจจุบันยังมีการเล่นเพลงชนิดนี้อยู่ เช่นที่ตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีการสืบทอดหลายชั่วอายุคน นับเวลาเกือบ ๑๐๐ ปี
นอกจากประเพณีตรุษสงกรานต์แล้ว เพลงพวงมาลัยยังนิยมขับร้องกันในนาข้าวไม่ว่าจะเป็นตอนเริ่มหว่านไถ จนถึงการเก็บเกี่ยว นิยมขับร้องเพลงพวงมาลัยกันเพื่อเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดจากการทำงาน แม้ในยุคปัจจุบันชาวชุมชนจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง ยังคงมีการขับร้องเพลงที่มีลักษณะการขับร้องคล้ายกับเพลงพวงมาลัยในพิธีงานศพ คือ เพลงชมพุ่มดอกไม้และมีอยู่แห่งเดียวที่ยังคงอนุรักษ์การร้องเพลงแนวนี้อยู่
สาขา/ประเภท
ไฟล์มัลติมีเดีย