พิมพ์

เพลงกล่อมเด็กในพิธีขึ้นเปลรับขวัญ

ชื่อรายการ
เพลงกล่อมเด็กในพิธีขึ้นเปลรับขวัญ
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคใต้
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

เพลงกล่อมเด็กในพิธีขึ้นเปลรับขวัญ
ตำบลบ้านควน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล

                จังหวัดสตูล เป็นจังหวัดในภาคใต้ ประชากรมีทั้งที่นับถือศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธ การใช้ภาษาสื่อสารในชีวิตประจำวัน มีทั้งภาษาไทยถิ่นใต้และภาษาถิ่นมลายู ดังนั้นเพลงกล่อมเด็กที่ปรากฏแบ่งออกได้ ๓ ลักษณะดังนี้
              ๑.ลักษณะเพลงกล่อมเด็กทั่วไปของภาคใต้ เนื่องจากผู้ที่นับถือศาสนาพุทธในจังหวัดสตูลมักเป็นชาวจังหวัดต่างๆในภาคใต้ ได้ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากในจังหวัดสตูลเป็นจำนวนมาก เช่น ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา และจังหวัดพัทลุง ดังนั้นในกลุ่มชนเหล่านี้ก็ร้องเพลงกล่อมเด็กที่ติดตัวมาสมัยบรรพบุรุษ และมีการถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ต่อไป
               ๒.เพลงกล่อมเด็กที่ชาวสตูลดั้งเดิมร้องกล่อมเด็กกลุ่มนี้มักเป็นชาวมุสลิมเป็นคนดั้งเดิมสมัยที่จังหวัดสตูลเป็นตำบลหนึ่งของรัฐไทรบุรี โดยใช้ภาษามลายูในการสื่อสาร ดังนั้นเพลงกล่อมเด็กของกลุ่มนี้จึงเป็นภาษามลายู
               ๓.เพลงกล่อมเด็กที่ใช้ในพิธีขึ้นเปลรับขวัญทารกแรกเกิด เพลงกล่อมเด็กในลักษณะนี้มีอยู่ในตำบลบ้านควน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล เท่านั้น
เพลงกล่อมเด็กตำบลบ้านควน

                เป็นเพลงกล่อมเด็กที่ใช้ในพิธีขึ้นเปลทำขวัญเด็กแรกเกิด โดยยึดหลักทางศาสนาอิสลามว่า เด็กแรกเกิดจะทำพิธีขึ้นเปลรับขวัญเมื่อมีอายุได้ ๗,๙,๑๑,๑๓ วัน ที่ไม่กำหนด ๓ วัน เนื่องจากเด็กทารกอายุช่วงนี้สายสะดือยังไม่หลุด จึงไม่มีการทำพิธีใดๆ ในช่วง ๑-๓ วัน ประกอบกับผู้เป็นแม่ยังไม่แข็งแรงพอที่จะกระทำการใดๆ
                เพลงกล่อมเด็กตำบลบ้านควนนี้ มีเนื้อหาของเพลงสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม เป็นเรื่องราวของศาสนา และสอนให้คนมีความกตัญญูรู้คุณคน เพลงกล่อมเด็กทุกเพลงร้องเป็นภาษามลายู บทเพลงกล่อมเด็กเป็นเพลงที่ใช้ในพิธีขึ้นเปลรับขวัญทารกแรกเกิดที่ได้รับสืบทอดต่อๆ กันมาจากบรรพบุรุษ
                เพลงกล่อมเด็กตำบลบ้านควนเป็นตำบลเดียวที่ยังคงสืบทอดเพลงกล่อมเด็กในยุคเก่ามาให้คนรุ่นใหม่ได้รับรู้และเรียนรู้ โดยมีการรวมกลุ่มผู้รู้ในตำบลบ้านควนตั้งเป็นคณะและรับจ้างร้องเพลงกล่อมเด็กในพิธีขึ้นเปลรับขวัญทารกแรกเกิดในตำบลบ้านควนจนถึงปัจจุบัน นับเป็นคณะบุคคลที่ทำหน้าที่สืบทอดวัฒนธรรมดั้งเดิมได้เป็นอย่างดียิ่ง ควรค่าแก่การยกย่องและบันทึกไว้ให้แก่คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป
การต่อตั้งคณะเพลงกล่อมเด็กตำบลบ้านควน
               
คณะอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้าน ตำบลบ้านควน ได้ก่อตั้งขึ้นโดยคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมตำบลบ้านควน เห็นความสำคัญของเพลงกล่อมเด็กซึ่งได้สูญหายไปจากหมู่บ้าน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยมีนายอาเฉ็ม บินสะอาด กำนันตำบลบ้านควน ทำหน้าที่เป็นประธานสภาวัฒนธรรมตำบลบ้านควน และได้ก่อตั้งคณะนี้ขึ้นเพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านและได้แต่งตั้งนายอับดลราหมาน หลังปูเต๊ะ เป็นหัวหน้าคณะ จนเป็นที่รู้จักของคนโดยทั่วไปในขณะนี้  
วัสดุอุปกรณ์และชุดการแสดง
               
การทำพิธีรับขวัญทารกแรกเกิด จะมีการตกแต่งเปลอย่างสวยงาม ประดับประดาด้วยดอกไม้หลากสีและเครื่องประดับอื่นๆ มากมายดังนี้

                เปล ทำด้วยผ้าเจ็ดสี ส่วนใหญ่นิยมใช้ผ้าปาเต๊ะวินจำนวน ๓-๗ ผืนซ้อนกันแล้วนำมาผูกเป็นเปล ในการประดับเปลให้สวยงาม ใช้ดอกไม้ ๗ สี สร้อยคอทองคำ ขนมต้ม ขนมเจาะหู นกกระดาษ ข้าวตอก ธนบัตร
ชุดการแสดง
                เพลงกล่อมเด็กในพิธีนี้จะร้องโดยคณะผู้นำศาสนาอิสลามซึ่งเป็นผู้ชายทั้งหมด ทำพิธีสวดขอพรจากพระเจ้า (อัลลอฮ) เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เด็กและหลังจากสวดขอพรแล้วจึงรับประทานอาหารเรียกว่า ค็อนดูรี หรืองานบุญ ดังนั้นเครื่องแต่งกายของผู้แสดงก็เป็นแบบง่ายๆ ตามลักษณะที่ผู้นำศาสนาสวมใส่เมื่อทำการละหมาด เครื่องแต่งกายที่สำคัญๆ กล่าวคือ ตัวเสื้อยาวถึงสะโพก คอตั้ง แขนยาว ผ่าหน้า ท่อนล่าง เป็นผ้าโสร่ง หรือที่เรียกว่าผ้าปะแลกัต (Palekat) ศีรษะสวมหมวกสักหลาดสีดำ เรียกว่า หมวกซอเกาะ (Songkok)
                พิธีกรรมนี้ไม่ใช้สุภาพสตรีในการทำกิจกรรม การร้องเพลงกล่อมเด็ก สตรีจะช่วยในเรื่องของงานฝีมือการประดับตกแต่งก่อนถึงเวลาพิธี หรือช่วยงานในครัว
ขนบความเชื่อเกี่ยวกับการแสดง

               
ขนบความเชื่อเรื่องเพลงกล่อมเด็กมาจากความเชื่อของบางครอบครัวที่มีความปรารถนาเกี่ยวกับการได้มาของบุตร เช่น บางครอบครัวมีบุตรยากก็จะบนบานไว้ หรือบางครอบครัวมีบุตรสาวเมื่ออยากได้บุตรชายก็จะบนบานเช่นเดียวกัน เช่น ถ้าได้ลูกชายจะทำพิธีขึ้นเปล หรือทารกแรกเกิดที่ร้องอย่างไม่มีสาเหตุและร้องเป็นเวลานาน ผู้ปกครองก็จะบนว่าหากหยุดร้องจะทำพิธีขึ้นเปล จึงเป็นที่มาของประเพณีขึ้นเปลรับขวัญทารกแรกเกิดมาจนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะผู้มีฐานะดี หรือลูกเจ้านาย
นักแสดง
               
นักแสดงเพลงกล่อมเด็กตำบลบ้านควน ประกอบด้วยผู้ชายล้วน ซึ่งเป็นผู้นำศาสนา จำนวน ๑๕ คน มีความสามารถในการสวดดูอา (ขอพร) ได้ ส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคนถึงวัยชรา เนื่องจากเป็นวัยที่ได้รับการยอมรับจากชุมชน หากเป็นผู้ที่มีอายุน้อย จะไม่ทำให้เกิดศรัทธาและไม่เป็นที่ยอมรับในการทำพิธีกรรมทางศาสนา
ระบบเศรษฐกิจของคณะ
                เนื่องจากเพลงกล่อมเด็กของตำบลบ้านควน เป็นเพลงกล่อมเด็กที่ใช้ในพิธีขึ้นเปลเพื่อรับขวัญเด็กทารก ดังนั้นในเรื่องของกิจกรรมนี้จึงเป็นเพียงการช่วยเหลือกันเท่านั้น เรียกว่าเป็นงานบุญหรืองานการกุศลไม่มีการเรียกเก็บค่าตอบแทนหรือค่าจ้างรางวัลแล้วแต่เจ้าภาพจะมีจิตรศรัทธาหยิบยื่นให้ตามอัตภาพหรือฐานะของเจ้าภาพ
ความนิยมของประชาชน
               
ประชาชนโดยทั่วไปที่นับถือศาสนาอิสลามที่มีฐานะดี มักนิยมทำพิธีขึ้นเปลเพื่อรับขวัญทารกเกิดใหม่ การปฏิบัติในสังคมไทยมุสลิมก่อนการโกนผมมักนิยมให้ผู้อาวุโส เช่น ปู่ยา ตายายขลิบหรือตัดผมโดยนำลูกมะพร้าวอ่อนหรือน้ำเต้ามาสลักลวดลายให้สวยงามเพื่อใช้เป็นภาชนะใส่ผมที่ขลิบออกก่อนนำไปฝัง ดังนั้นพิธีขึ้นเปล ในพิธีโกนผมไฟเด็ก จึงเป็นที่นิยมในกลุ่มชาวมุสลิม มีความแตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละท้องถิ่น แต่ละอำเภอ และแต่ละจังหวัด
เก็บข้อมูล ณ ตำบลบ้านควน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล เพื่อ พ.ศ.๒๕๔๙
โดย สภาวัฒนธรรมจังหวัดสตูล

ประวัติความเป็นมา
เพลงกล่อมเด็ก (Lullaby) เป็นคติชนวิทยาหรือคติชาวบ้าน (Folk-Lore) แขนงหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในประเภทที่ใช้ภาษาเป็นสื่อ Verbal) มีการสืบถ่ายจากปากต่อปาก โดยไม่มีการขีดเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร จึงเป็นมุขปาฐาะ (Oral Tradition) เพลงกล่อมเด็กมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้าน มีบทบาทหน้าที่
และเป็นเครื่องแสดงเอกลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ
ทุกสังคมไม่ว่าจะมีความเจริญทางวิทยาการมากน้อยเพียงใด มักมีเพลงกล่อมเด็กเป็นของ
ชาติตน เพื่อใช้ร้องหรือกล่อมเด็กให้หลับหรือหายงอแง หรือแม้จะเบนความสนใจเวลาเด็กกวน แต่จุดประสงค์ก็เพื่อให้เด็กหลับเร็ว เพลงกล่อมเด็กของไทยมีแพร่หลายทุกภาค แต่เรียกต่างกันไป เช่นภาคเหนือเรียก “เพลงอื่อลูก” ภาคอีสานเรียก “เพลงนอนสาหล่า” “นอนสาเยอ” หรือ “นอนสาเคอ”
ภาคกลางเรียก “เพลงกล่อมเด็ก” ภาคใต้เรียก “เพลงขาน้อง” “เพลงข้าน้อง” หรือ “เพลงร้องเรือ”
เพลงกล่อมเด็กมีมานานจนเราทราบเวลาเกิดที่แน่ชัด ตามความคิดของนักมานุษยวิทยาถือว่าเพลงกล่อมเด็กเป็นประเภทหนึ่งของวรรณคดีมุขปาฐะ (Oral Literature) และมีวิวัฒนาการมาจนกลายเป็นเครื่องมือทางวรรณคดีเพื่อรักษาเรื่องราวความดีของคนโบราณ แม้สังคมปัจจุบันจะถือว่าเพลงกล่อมเด็กนี้เหมาะกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ก็ตามที แต่ก็มีความงดงามทางศิลปะ เพลงเหล่านี้สอดแทรกปรัชญา อารมณ์ขันและแสดงให้เห็นถึงสังคมดั้งเดิมด้วย
เพลงกล่อมเด็กภาคใต้เป็นบทเพลงกล่อมเด็กที่แตกต่างไปจากเพลงกล่อมเด็กภาคอื่นๆ
ของประเทศ จำเริญ แสงดวงแข (จำเริญ แสงดวงแข ๒๕๒๓:๔) ได้ให้เหตุผลว่าภาคใต้ของประเทศไทย
มีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกับภาคอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ที่ตั้งของจังหวัด ทั้ง ๑๔ จังหวัด เป็นพื้นที่ชายฝั่ง มีลักษณะแคบยาว อุดมไปด้วยทรัพยากร ย่อมเป็นปัจจัยที่กำหนดให้กลุ่มชนผู้อยู่อาศัยในอาณาเขตมีลักษณะการดำรงชีวิตแตกต่างไปจากกลุ่มชนในท้องถิ่นอื่น ทั้งในด้านการประกอบอาชีพ การสร้างที่อยู่อาศัย
ขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษาและความเชื่อบางประการชาวไทยภาคใต้ได้สืบทอดความรู้ ประสบการณ์และวัฒนธรรมของชนรุ่นก่อนในรูปของวรรณกรรม อันประกอบด้วยนิทาน ตำนาน เพลง สุภาษิตและคำพังเพย จากสภาพดังกล่าวย่อมทำให้เพลงกล่อมเด็กภาคใต้มีความแตกต่างไปจากเพลงกล่อมเด็กภาคอื่น

สาเหตุการเกิดเพลงกล่อมเด็ก

ในสมัยก่อนผู้หญิงต้องทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน ผู้ชายต้องออกไปทำงานนอกบ้าน และชาวบ้านในสมัยก่อนแต่ละครอบครัวมีลูกหลายคน ซึ่งการเลี้ยงดูลูกก็ต้องเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง ที่ต้องกล่อมลูกให้นอน โดยการร้องเพลงกล่อมเด็ก เพื่อขับกล่อมให้เด็กได้ฟังและคล้อยหลับไปเอง ซึ่งเพลงกล่อมเด็กนี้แต่ละครอบครัวก็จะมีการถ่ายทอดกันโดยการรับฟังจากแม่ที่ขับกล่อมให้ลูกนอนเป็นประจำลูกที่อาศัยอยู่ในบ้านกับแม่ก็มีการซึมซับและเป็นไปโดยไม่ต้องไปเรียนรู้จากที่อื่น เพลงกล่อมเด็กภาคใต้มีเนื้อหาสาระที่แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวภาคใต้ในทุกแง่ทุกมุม ทั้งในด้านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยกล่าวถึงสภาพธรรมชาติที่สัมพันธ์กับชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ โดยกล่าวถึงความเชื่อทางศาสนา และความเชื่อเกี่ยวกับผีสางเทวดา จะพบว่าเนื้อร้องในเพลงกล่อมเด็กแสดงถึงความเป็นอยู่และชีวิตของคนในท้องถิ่นภาคใต้อย่างเด่นชัด
สาขา/ประเภท
รูปแบบการแสดง
ฉันทลักษณ์

เพลงกล่อมเด็กภาคใต้เป็นบทกลอนชาวบ้าน ใช้ถ้อยคำง่าย มีเสียงคล้องจองกันลักษณะ
บังคับก็ยืดหยุ่นได้มาก และต่างกันไปตามทำนองขับกล่อม ซึ่งผิดเพี้ยนกันไปแต่ละท้องถิ่น

จำนวนวรรคและจำนวนคำ

เพลงกล่อมเด็กภาคใต้โดยมาก ๑ บท จะมี ๘ วรรค แต่ละวรรคมีคำตั้งแต่ ๔ คำ ถึง ๗ คำ
แต่ก็มีบางบทที่มีเพียง ๓ คำ ในหนึ่งวรรค และบางวรรคก็มีเกิน ๗ คำ จนถึง ๑๐ คำ และบางบทอาจจะมี
ความยาวถึง ๓๐ วรรค หรือมีมากกว่านั้น แต่ก็ไม่ปรากฏบ่อยนัก
วรรคแรกของบท มีคำขึ้นต้นว่า ฮา เอ้อ ฮา เอ้อ เหอ ต่อไปจะเป็นคำบอกชื่อเรื่องหรือสิ่งที่กล่าวถึง เพื่อร้องเกริ่นขึ้นเป็นวรรคนำแล้วเอื้อนตามด้วยคำว่า เหอ บทเพลงที่มี ๘ วรรคถ้อยคำในวรรคที่ ๔ มักจะซ้ำกับวรรคที่ ๗ สำหรับวรรคที่ ๘ ซึ่งเป็นวรรคสุดท้าย ส่วนมากจะมีเพียง ๕ คำ เมื่อขับร้อง
จะมีคำว่า เหอ ลงท้าย บางถิ่นจะเอื้อนเสียง เหอ อยู่หน้าคำสุดท้ายของบท และ บางถิ่นจะเอื้อน เอ้อ เหอ
ก็มี ตามแผนผังดังนี้ คือ
ฮา เอ้อ… (ชื่อบท) ..เหอ ๐๐ (๔-๗ คำ) ..๐
๐๐ (๔ - ๗ คำ) ….๐ ๐๐ (๔ - ๗ คำ) ..๐
๐๐ (๔ - ๗ คำ) ….๐ ๐๐ (๔ - ๗ คำ) ..๐
๐๐ (๔ - ๗ คำ …. ๐ ๐๐ (๔ - ๗ คำ) ..๐
(มักซ้ำกับวรรคที่ ๔) (๐๐๐๐๐ เหอ..๐)
ตัวอย่างแบบที่มีวรรค ๔ หรือ ๕ คำ
ฮาเอ้อต้นพร้าวเหอ ต้นพร้าวทางเอน
พี่บวชเป็นเณร นางสาวเข้าห้อง
ถือเชี่ยนถือฉัตร ถือพัดด้ามทอง
นางสาวเข้าห้อง เจ้าบ่าวยักคิ้วเชิดเหอ
หรือ
ฮาเหอเดือนขึ้นเหอ ขึ้นมามีแสง
น้ำเต้าพอทราบแกง หวงไว้ทำไหร
หวงวัวหวงควาย หวงไว้ได้ไถ
หวงไว้ทำไหร น้ำเต้าพอทราบเหอแกง
ตัวอย่างแบบที่มีวรรคละ ๗ คำ หรือ ๘ คำ
ฮาเอ้องูสายพานเหอ ยานขึ้นแม่คอก
อ้ายเฒ่าหัวหงอก อวดตัวอีเลี้ยงเมียสาว
แลเหอแลดู้ อ้ายเฒ่าหัวงูหมันทำบ่าว
อวดตัวอีเลี้ยงเมียสาว เฒ่าแล้วไม่คิดเหอหงอก
หรือ
ฮ้าเอ้อสาวน้อยเหอ แม่สาวน้อยแก้มเกลื้อน
อยู่สวยหวาเพื่อน บาวบาวมาชวนกันหน้าปรอ
ถ้าเป็นดอกไม้ดอกไหล้ สาวจะหักให้คนละช่อ
บาวบาวชวนมากันหน้าปรอ ใจสาวมีช่อเหอเดียว

ลักษณะสัมผัส

เพลงกล่อมเด็กภาคใต้มีลักษณะสัมผัสดังนี้

สัมผัสนอก การสัมผัสระหว่างวรรคของบทเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ มีตามแผนผังดังนี้

ฮาเอ้อ.. ๐๐๐.. เหอ ๐๐๐ …………….. ๐
๐๐๐………….. ๐ ๐๐๐ …………….. ๐
๐๐๐………….. ๐ ๐๐๐ …………….. ๐
๐๐๐………….. ๐ ๐๐๐ …………….. ๐

ในคำกลอนเดียวกัน คำสุดท้ายของวรรคต้น อาจส่งสัมผัสไปยังคำใดคำหนึ่งของวรรคหลังได้ทุกคำ ยกเว้นคำสุดท้ายของวรรค (ในคำกลอนแรกและคำกลอนสุดท้ายของบทอาจจะไม่ต้องมีสัมผัสระหว่างวรรคเลยก็ได้) และ
คำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ของบท สัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๓ และ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๔
ของบทสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคที่ ๖ และวรรคที่ ๗ ของบทดังแผนผังข้างต้น และดังตัวอย่างดังนี้
ฮาเอ้อไกเถือนเหอ ขันเทือนทั้งบ้าน
โลกสาวขี้คร้าน นอนให้แม่ปลุก
ฉวยได้ด้ามขวาน แยงวานดังพลุก
นอนให้แม่ปลุก ลูกสาวขี้คร้านเหอ การ
หรือ
ฮาเอ้อคือน้องเหอ คือเจ้าหอยสังข์
พอบุญแม่ยัง หอยสังข์อยู่ในรูปเงาะ
พอบุญของแม่หาไม่ หอยสังข์ถือไม้เท้าเหาะ
อยู่ในรูปเงาะ เหาะเหินเดินทางหวันเหอ

สัมผัสใน

การเล่นสัมผัสในวรรคเดียวกัน นิยมทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษร แต่ส่วนมากจะมุ่งเอาความหมายมากกว่าการเล่นเสียงสัมผัส ดังตัวอย่าง คือ

สัมผัสอักษร

ฮาเอ้อครือน้องเหอ ครือนางมงกุฎ
โรปร่างบริสุทธิ์ มงกุฎเป็นน้อยนางคาวิ
ชาติก่อนเคยเก็บดอกไม้ มาหวายท้าวไททั้งสองศรี
มงกุฎเป็นน้อยนางคาวี คู่สร้างสมภารกัน
ในวรรคที่สามมีการใช้สัมผัสอักษร “ร” คือ โรป ร่าง บริสุทธิ์ ในวรรคที่สี่มีการใช้สัมผัสอักษร “น” คือคำว่า น้อย กับ นาง ในวรรคที่หกมีการเล่นสัมผัสอักษร “ท” คือ ทาว ไท ทั้ง
ในวรรคสุดท้ายมีการเล่นสัมผัสอักษร “ส” คือคำว่า “สร้าง” และ “สมภาร”

การสัมผัสสระ

เชิญนอนเถิดน้องนอน สายสมรอรทัยสุดใจพี่
ความเจ็บความไข้หาไม่มี ขวัญพี่อย่าร้องเลยน้องเหย
โปย่าตายายอยู่ใกล้แค่ ได้อุ้มชูดูแลแม่ทรามเชย
ขวัญพี่อย่าร้องเลยน้องเหย เกิดมาเรามีกรรมเหอ
ในวรรคที่สองมีสัมผัสสระเสียง “ไอ” คือคำว่า อรทัย และ ใจ ในวรรคที่สามมีสัมผัส
สระเสียง “ไอ” คือคำว่า ไข้ และ ไม่ ในวรรคที่สี่มีสัมผัสสระเสียง “ออ” คำว่า ร้อง และ น้อง ในวรรคที่ห้ามีสัมผัสสระเสียง “อา” คือ คำว่า ตา และ ย่า ในวรรคที่หก มีสัมผัสสระเสียง “อู” คือคำว่า ชู และ
ดู และ เสียง “แอ” คือคำว่า แล และ แม่
การซ้ำคำ

เพลงกล่อมเด็กภาคใต้มีการซ้ำคำเพื่อเน้นความหมายของบทเพลง และเน้นความไพเราะ
ดังตัวอย่าง เช่น
นางนกเอนเหอ นางนกแอน
บินสูงบินแสน ทำรังเกาะสี่เกาะห้า
ตีแม่หมันตาย เอารังไปขายเป็นสินค้า
ทำรังเกาะสี่เกาะห้า สินค้านางนกแอน
หรือ
ต้นยุมเหมียเหอ ต้นยุมเหมีย
ตัดหัวบ้าเมีย เที่ยวคอยแลน้องทุกช่องรั้ว
นาดให้แขนหัก ใครเหลยอี้ทักไอ้ตัดหัว
เที่ยวค่อยแลน้องทุกช่องรั้ว ตัดหัวบ้าเมียเปล่า

การซ้ำความ

เนื้อความในเพลงกล่อมเด็กภาคใต้โดยปกติจะมีการซ้ำความอยู่ระหว่างวรรคหลังบาทที่ 2 กับวรรคแรกบาทสุดท้าย การซ้ำความในลักษณะนี้มีในทุกบทเพลงในเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ ดังตัวอย่าง เช่น
ฮาเอ้อไก่เถือนเหอ ขันเทือนทั้งบ้าน
โลกสาวขี้คร้าน นอนให้แม่ปลุก
ฉวยได้ด้ามขวาน แยงวานดังพลุก
นอนให้แม่ปลุก ลูกสาวขี้คร้านเหอการ
หรือ

ฮาเอ้อหมากออนเหอ หย่อนลายหยวบหยวบ
ผัวตายไม่ทันถึงขวบ ควบโช้เข้านอน
ควบทั้งหมากสุก ควบทั้งหมากอ่อน
ควบโช้เข้านอน หมากอ่อนหย่อนลายเหอหยวบ

บทเพลงและความหมาย

เพลงกล่อมเด็กภาคใต้มีเนื้อหาที่แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวภาคใต้ทุกแง่ทุกมุม ทั้งในด้านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ โดยกล่าวถึงสภาพของคนกับสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ โดยกล่าวถึงสภาพธรรมชาติที่สัมพันธ์กับชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ
สิ่งเหนือธรรมชาติ โดยกล่าวถึงความเชื่อทางศาสนา และความเชื่อเกี่ยวกับผีสางเทวดา จะพบว่าเนื้อร้อง
ในเพลงกล่อมเด็กแสดงถึงสภาพความเป็นอยู่และชีวิตของคนในท้องถิ่นภาคใต้ได้อย่างเด่นชัด
เพลงกล่อมเด็กภาคใต้ มีเนื้อร้องที่แสดงถึงชีวิตของชาวภาคใต้ทุกแง่ทุกมุมในด้านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ การนำเสนอบทเพลงนั้นมีการใช้สำนวนโวหารและจุดมุ่งหมายโดยตรง จุดมุ่งหมายแฝงเร้น เพื่อให้เพลงกล่อมเด็ก มีบทบาทและหน้าที่ จึงเป็นองค์ประกอบในการนำมาศึกษาวิเคราะห์ และสัญลักษณ์ในเพลงกล่อมเด็กภาคใต้
คำร้องและความหมายของเพลงกล่อมเด็ก
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
เพลงที่ ๑ เพลงนกกระจอก

คำร้อง ลาอีลา ฮาอินลันลอ(ซ้ำ) นกกระจอกกินดอกหมาก กินทั้งรากกินทั้งใบ (ซ้ำ) นกน้อย
มันยิกนกใหญ่ นกขาไกรยิกนกลีฮัง เล่าแล้วละโอ้เล่าล่าว เรื่องนกเปล่าเท่มันเล่าลูกไทร
เล่าแล้วละมันอยู่คนเดียว มันน่าเปลี่ยวใจ คิดการอย่างไรพวกเราเอย นึกๆนึกขึ้นมาได้
ไม่เท่ทำไหร ไปเรินโต๊ะครู โต๊ะครูนั่งอยู่ชายนอน เสียงเล่าวอนให้คนเข้าใจนั่งสอน
ทั้งอาแครัด รูกนชะดัดยังไม่จับแจง คนแก่นั้นมันตะแลง รู้สึกขึ้นได้พรือไม่ทำบุญ
ตบตีด้วยไม้เท้าไฟ จมลงไปเจ็ดสิบศอก กิดขึ้นมาด้วยเล็บพรือไม่ทำตามโอ้ละรีมบ่อ
ถามว่าไหนพี่น้องมึง โอ้ละพี่น้องกูตอบด้วยมาแลกัด คนอิสลามนั้นพี่น้องกูถามว่าไหน
อิหม่ามมึง ตอบว่ากีตาบกูรอ่านและอีหม่ามกู ถามว่าไหนนายของมึง นาบีมูฮัมหมัด
นั้นแหละนายของกู ถามว่าไหนกิบลัตมึง ยาใบตุลละนั่นแหละกิบลัตกู แล่นลัด แล่นตัด
ป่าสง แล่นตัดเสาธงของท่านนบี นบีเขากล่าวไว้ ส่วนคนท่านจำไว้เถิดหนา
ความหมาย ลาอีลา ฮาอินลันลอ แปลว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลเลาะห์
ยิก แปลว่า ไล่
เล่าล่าว แปลว่า เล่าซ้ำ
ไม่เท่ทำไหร แปลว่า ไม่รู้จะทำอะไร
ไปเรินโต๊ะครู แปลว่า ไปบ้านผู้รู้
อาแครัด แปลว่า โลกหน้า
รูกน แปลว่า หลักการ
รู้สึกขึ้นได้พรือ แปลว่า รู้ได้ยังไง
กิดขึ้นมาด้วยเล็บพรือ แปลว่า สะกิดขึ้นมาด้วยเล็บอย่างไร
มาแลกัด แปลว่า เทวทูต
ว่ากีตาบกูรอ่าน แปลว่า หนังสือคัมภีร์อัลกูรอ่าน
กิบลัตมึง แปลว่า ทิศที่ตั้งของใบตุลเลาะห์

เพลงที่ ๒ เพลงกุรอ่าน

คำร้อง กุรอ่านฮาดิสนาบี ชี้แจงเขาเรียนเอาไว้ คิดการเสบียงเอาไว้ ถือบวชด้วยสมายัง เราต้องหวัง
เป็นการที่วายิบการนั้นอย่าตกหล่น เราต้องอดทนสิ่งที่ชั่ว สิ่งที่ชั่วเราต้องทุ่มเสีย เราได้ดี
ไปต่อวันหน้าลำบากในความเสดสา วันหนึ่งหนาเราอยู่ในทุ่งปาดังมันสาด ปาลาดใหญ่
อยู่เป็นหนักหนาแค้นใจอย่าพรรณนา เปรียบไปได้ไม่เมืองไหนๆ ใครเหลยมาช่วยปัน พอได้
ตั้งหัวใจลง ตั้งใจนั้นก็ไม่ผิด เปรียบเหมือนชีวิตมาปลดลง สุริยามันเผาลง พุ่งเข้าแล้ว
แก้วอกเอ๋ย สูอย่ามาละไลเลย เลยไปหาท่านโต๊ะอะดัม เดินทางมอรอคา ความเวทนา
มากแล้วมากแล้วเหลือใจ มอรอคาทางนั้นเข้าไกล นับไปได้ห้าร้อยพันปี วางๆ ไตนาบี
พวกเรานี้คิดการอย่างไร คิดการให้เสียได้ไว เลยไปหาท่านโต๊ะอาดัม เดินเข้าไปในพระจันทร์ เห็นสำคัญอยู่ไรๆ แม่นแท้แน่ในใจ องค์เท้าไทของโต๊ะอาดัม โอโอ้นบีข้า
มิตตาด้วยช่วยให้ปล่อยกรรม เบื่อหน้าเจ็บรังทัง เห็นดูด้วยเราช่วยลูกหลาน คิดมาน่ารำคาญ
เพราะลูกหลานไม่ตามกู คิดมามันน่าอดสู สูไม่ตามแล้วลูกหลานเอ๋ย สูอย่ามาละไลเลย
เลยไปหาท่านนบีอีชา เดินทางมอรอคา ความเวทนามากมายเหลือใจ มอรอคาทางนั้นเขาไกล
นับไปได้ห้าร้อยพันปี วางไตนบีพวกเรานี้คิดการอย่างไร คิดการให้เสียได้ไว และไปหาท่าน
นบีนาย ไปถึงท่านนบีเขาส่งสายแทงขึ้นเหนือลมสูมาให้กูช่วยเล่า กูพาไปเฝ้าที่องค์ตูวัน
เรื่องนี้เขากล่าวเอาไว้ขอเล่าเรื่องเป็นคนอิหม่าม ตาระยากัตให้ขึ้นฮายี ทำมาทุกๆปีไม่หอน
ได้ขาด เต็มอัตราเหมือนเด็กมันตายหนอย (นุ้ยๆ) ใส่สายสร้อยแล่นกันเบ้ฉา สายสร้อยเท่แขวนมาทองเพชรนิลสิ้นไปทั้งตัว

ความหมาย กุรอ่านฮาดิสนาบี แปลว่า คัมภีร์อัลกุรอ่านและคำสอนของศาสดา
สมายัง แปลว่า ละหมาด
ถือบวช แปลว่า ถือศีลอด
วายิบ แปลว่า สิ่งที่ต้องปฏิบัติ
เสดสา แปลว่า เวทนา
ทุ่งปาดังมันสาด แปลว่า สถานที่มุสลิมไปรวมกันในโลกหน้า
สูอย่ามาละไลเลย แปลว่า คุณอย่ามาเถลไถล
มอรอคา แปลว่า กว้างใหญ่
องค์ตูวัน แปลว่า องค์อัลเลาะห์
ตาระยากัต แปลว่า การบริจาคทาน
เด็กมันตายหนอย แปลว่า เด็กใกล้จะตาย
ใส่สายสร้อยแล่นกันเบ้ฉา แปลว่า ใส่สร้อยวิ่งเล่นกันเสียงดัง



เพลงที่ ๓ เพลง ดับพระเจ้ามหาใหญ่ (ทำนองรองเง็ง)

คำร้อง ดับพระเจ้ามหาใหญ่ ไม่มีใครเสียเลยมาเปรียบท่าน ไปสู่นรกและตูวันในสวรรค์ใคร
รู้ได้ฮาดิสนบีเขาชี้แจง แถลงเอาไว้ได้ถ้วนถี่ ทั้งสัปดาห์ของนบี อินชาอัลเลาะห์เอ่ยได้เห็นดี แซตันมันหัวเราะตกนอราคา เซาดารากู แซตันว่าสักสิ่ง สนุกกันจริงว่านับสู เกิดเป็นมนุษย์ขึ้นทั้งมวล พร้อมพูนกับหยุดสุขสบาย ไม่คิดเสียเลยต่อวันตาย พวกเราเอยได้วายชน
บางคนเกิดมาบนดูเหนีย ถ้าคิดหาลูกเมีย ให้มีคู่ส่วนเอ็นลามู ความรู้สมายังวักตูกาหาไม่

ความหมาย ดับพระเจ้ามหาใหญ่ แปลว่า พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
ท่าน ไปสู่นรกและตูวัน แปลว่า ไปสู่นรกและสวรรค์
ฮาดิสนบี แปลว่า คำสอนของศาสดา
อินชาอัลเลาะห์ แปลว่า แล้วแต่พระเจ้าผู้กำหนด
แซตัน แปลว่า มารร้าย
ตกนอราคา แปลว่า ตกนรก
เซาดารากู แปลว่า พี่น้องของข้าพเจ้า
นับสู แปลว่า ความต้องการ
ดูเหนีย แปลว่า โลกนี้
เอ็นลามู แปลว่า ความรู้
สมายังวักตูกาหาไม่ แปลว่า ไม่ละมาดสักเวลาเดียว

เพลงที่ ๔ เพลงเมียสอง

คำร้อง ช่อมาลีบ้านช่อง รักกันทั้งสองไม่ได้ผ่อนผัน สลาวัตของท่านมีคู่ บอกกันให้รู้อยู่ให้สำคัญ
เมียหลวงใส่เสื้อบายอ เมียน้อยรูปหล่อใส่เสื้อแขนสั้น เมียน้อยไม่ใช่รูปชั่วมันช่างแต่งตัว
หวีหัวใส่มัน เมียหลวงมันนุ่งผ้าใหม่ ลงจากบันใด ไปปรึกษาคิดกัน คิดกันแล้วอย่าให้เมียน้อยรู้ หาท่านผู้รู้เท่หาครูสำคัญ เมียน้อยรู้เข้ามาได้นึกความละอายน้ำตาย้อยพลัน บัดเดียวนึกทัน บัดเดียวนึกกลัว สงสารกับตัวเลี้ยงผัวร่วมกันอย่าทำโหรยๆ (ทำเบาๆ) พี่ชายกับ
เมียหลวง ความรักความหวงอยู่ห้องเดียวกัน ผู้ชายนั่นช่างเลี้ยงเมียสอง มันช่างปกครองเป็นของซีกัน ปลูกเรือนให้คนละห้อง อย่าให้นวลน้องอยู่ห้องเดียวกัน เมียหลวงเป็นเมียวิเศษ เปรียบเหมือนมีดมันคมถึงเส้น


ความหมาย สลาวัต แปลว่า การกล่าวสรรเสริญ
เสื้อบายอ แปลว่า เสื้อรัดรูปแขนยาว
หวีหัวใส่มัน แปลว่า หวีผมใส่น้ำมัน
โหรยๆ แปลว่า เบาๆ
อุปกรณ์
เพลงกล่อมเด็ก ไม่ใช้เครื่องดนตรีประกอบเนื่องจากใช้ขับกล่อมเด็กเพื่อนอนหลับ
และไม่ได้เป็นการแสดง
รูปภาพ

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    13664 views