พิมพ์

ดนตรีมังคละ

ชื่อรายการ
ดนตรีมังคละ
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

ดนตรีมังคละ
จังหวัดพิษณุโลก

ดนตรีมังคละ

มังคละ เป็นชื่อเรียกวงดนตรีพื้นบ้านที่มีลักษณะเป็นวงปี่กลองชนิดหนึ่งที่มีใช้เล่นกันอย่างแพร่หลายในจังหวัดพิษณุโลกเป็นเวลาช้านานมาแล้ว ในอดีตดนตรีมังคละเป็นวงดนตรีที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนในสังคมและมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการประกอบพิธีกรรม ตลอดจนด้านความบันเทิงเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ
            ชื่อของดนตรีมังคละเป็นชื่อที่เรียกกันทั่วไปของคนภายนอก สำหรับศิลปินและนักดนตรีพื้นบ้านซึ่งเป็นเจ้าของวัฒนธรรมแต่ดั้งเดิมมา เรียกว่า “วงปี่กลอง” วงดนตรีนี้มีบทบาทสำคัญในฐานะมหรสพของสังคม เมืองพิษณุโลกและภูมิภาคภาคเหนือตอนล่างมาก่อน มีรูปแบบและวิธีการเล่นที่เป็นแบบฉบับของตนเองมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยระบบเสียง ลักษณะจังหวะที่มีลีลา ครึกครื้น สนุกสนาน รุกเร้าใจเป็นอย่างยิ่ง ดนตรีมังคละจึงมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวภาคเหนือตอนล่างมาช้านานแล้วโดยเฉพาะชาวจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย และอุตรดิตถ์
เครื่องดนตรีมังคละ

             เครื่องดนตรีมังคละ ประกอบด้วย ปี่ กลองโกร๊ก กลองยืน กลองหลอน ฆ้อง ๓ ใบ ฉาบกรอ ฉาบใหญ่ ฉิ่ง และกรับ

๑.ปี่ เป็นเครื่องดนตรีทำหน้าที่บรรเลงทำนองปี่ที่นิยมใช้กันทั่วไปเป็นปี่พื้นเมือง มีลักษณะคล้ายปี่จีนเลาปี่มีลักษณะเป็นข้อๆ ส่วนลิ้นปี่มีลักษณะคล้ายปี่ชวา หรือปี่แน เสียงขอปี่เป็นเสียงที่เร้าใจและมีเสียงดังเจิดจ้า แจ่มใส
             ส่วนทำนองเพลงของปี่ ใช้ทำนองเพลงไทยบ้างเพลงพื้นบ้านบ้าง  มีลักษณะการเป่าด้นเคล้าคลอไปให้เข้ากับเพลงแม่ไม้ต่างๆของวงมังคละ เพลงที่นิยมเล่นจะแตกต่างกันไปตามสภาพของงานที่เป็นงานมงคล หรืองานอวมงคล
             ๒.กลองโกร๊ก เป็นเครื่องดนตรีชิ้นเอกของวงมีขนาดเล็ก หน้ากลองหุ้มด้วยหนัง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๕ นิ้วยาวประมาณ ๑ ฟุต ส่วนมากทำจากไม้ขนุน หน้าตัดอีกด้านหนึ่งเจาะรูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ นิ้วไว้ตรงกลาง เวลาตีใช้ตีด้วยหวาย ๒ อัน หวายแต่ละอันมีขนาดยาวประมาณ ๑๗ นิ้ว ปลายหวายพันเอาไว้ด้วยเชือกเมื่อตีจะเกิดเสียงดังโกร๊ก
             การบรรเลงกลองโกร๊ก ใช้นักดนตรี ๒ คน คนหนึ่งเป็นผู้ถือกลองและรำร่ายป้อไปมา อีกคนหนึ่งถือหวายข้างละมือเดินตีรัวกลอง เสียงของกลองมังคละดังชัดเจนกว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่นในวงมังคละ คนที่ตีกลองต้องแสดงออกด้วยท่าทางและลีลาตามแบบศิลปะพื้นบ้านคล้ายกับวงกลองพื้นเมืองทั่วไป
              ๓.กลองยืน เป็นกลองขึงขึ้นหนังหน้าทั้งสองด้านหุ่นกลองทำด้วยไม้ขนุนขุดกลึงกลวง หน้าใหญ่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๐ นิ้ว ใช้ตีด้วยไม้เนื้อแข็งเหลากลึงยาวประมาณ ๗ นิ้ว หน้าเล็กมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๗ นิ้ว ตีด้วยมือ วงดนตรีมังคละแต่ละวงจะใช้กลองยืน ๑-๓  ใบ กลองยืนมีระดับเสียงต่ำทำหน้าที่ตียืนจังหวะของเพลงเป็นหลัก
              ๔.กลองหลอน เป็นกลองขึงขึ้นหนังหน้าทั้งสองด้าน หุ่นกลองทำด้วยไม้ขนุนขุดกลึงกลวง หน้าใหญ่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๙ นิ้ว ใช้ตีด้วยไม้เนื้อแข็งเหลากลึงยาวประมาณ ๗ นิ้ว หน้าเล็กมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๖ นิ้วตีด้วยมือ วงดนตรีมังคละแต่ละวงจะใช้กลองยืน ๑ ใบ กลองหลอนมีระดับเสียงสูง ทำหน้าที่ตีขัดสอดสลับไปกับจังหวะกลองยืนตีหลอกล่อหรือล้อเลียนจังหวะทำให้ครึกครื้น สนุกยิ่งขึ้น
               ๕.ฆ้อง ในวงมังคละใช้ฆ้อง ๓ ใบ มีคานหามสำหรับแขวนฆ้อง โดยลูกฆ้องต้องคัดเลือกให้มีระดับเสียงที่แตกต่างกัน ฆ้องที่แขวนอยู่บนคานหามส่วนที่อยู่หน้าสุดมีเสียงสูงเป็นฆ้องใบเล็กสุด เรียกว่า เหม่งหน้า ใช้เป็นเครื่องดนตรีนำวงก่อนบรรเลงจะตีเหม่งหน้า ๓ ครั้ง จึงจะเริ่มรัวกลองมังคละ นอกจากนี้ยังใช้รัวจังหวะเพื่อแจ้งการเปลี่ยนแปลงเพลงและใช้ตียืนจังหวะตลอดการเล่น ส่วนฆ้องอีก ๒ ใบมีขนาดใกล้เคียงกันแต่มีระดับเสียงแตกต่างกัน เรียกว่าฆ้องโหม่ง หรือฆ้องคู่ หรือฆ้องหลัง แขวนไว้ที่คานหามคู่กันละข้างใช้ไม้ตีควบคุมจังหวะสลับกันไป
               คานหามที่ใช้แขวนฆ้องทั้ง ๓ ใบ มีการประดิษฐ์ตกแต่งคานหามเป็นลูกสัตว์ต่างๆ เช่น รูปพญานาค รูปพญาหงส์ รูปจระเข้ รูปปลา รูปเทวดา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการลงรักปิดทองเพื่อความสวยงาม
               ๖.เครื่องประกอบจังหวะมีฉิ่ง ฉาบ กรอ ฉาบใหญ่ กรับ
เพลงที่ใช้บรรเลงของดนตรีมังคละ

๑.เพลงไม้หนึ่ง
๒.เพลงไม้สอง
๓.เพลงไม้สาม
๔.เพลงไม้สามกลับ
๕.เพลงไม้สามถอยหลัง
๖.เพลงไม้สี่
๗.เพลงกระทิงเดินดง
๘.เพลงกระทิงนอนปลัก
๙.เพลงกระทิงกินโป่ง
๑๐.เพลงเก้งตกปลัก
๑๑.เพลงข้ามรับ-ข้ามส่ง
๑๒.เพลงข้ามต้มบูด
๑๓.เพลงคางคกเข็ดเขี้ยว
๑๔.เพลงคลื่นกระทบฝั่ง
๑๕.เพลงคุดทะราดเหยียดกรวด
๑๖.เพลงตกปลัก (อีเก้งตกปลัก)
๑๗.เพลงตกตลิ่ง
๑๘.เพลงตุ๊กแกตีนปลุก
๑๙.เพลงถอยหลังลงคลอง (ถอยหลังเข้าคลอง)
๒๐.เพลงนมยานกระทกแป้ง
๒๑.เพลงนารีชื่นชม
๒๒.เพลงบัวโรย
๒๓.เพลงบัวลอย
๒๔.เพลงใบไม้ร่วง (ใบไผ่ร่วง)
๒๕.เพลงปลักใหญ่
๒๖.เพลงพญาเดิน
๒๗.เพลงแพะชนกัน
๒๘.เพลงแม่หม้ายนมยาน
๒๙.เพลงรักซ้อน
๓๐.เพลงรักแท้
๓๑.เพลงรักร่ (สาวน้อยประแป้ง เพลงรำ)
๓๒.เพลงรักลา
๓๓.เพลงลมพัดชายเขา
๓๔.เพลงเวียนเทียน
๓๕.เพลงเวียนโบสถ์
๓๖.เพลงสาลิกาลืมดง
๓๗.เพลงสาวน้อยประแป้ง
๓๘.เพลงหิ่งห้อยชมสวน
โอกาสที่ใช้บรรเลงดนตรีมังคละ

                การบรรเลงดนตรีมังคละใช้ในโอกาสดังนี้ แห่พระ แห่นาค ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน งานประเพณีสงกรานต์ ลอยกระทง ทำบุญกลางนา แห่แม่โพสพ บรรเลงประกอบการแสดงต่างๆ
ขั้นตอนการบรรเลง

             ๑.ไหว้ครู
             ๒.บรรเลงเพลงไม้สี่ (นักดนตรีมังคละถือว่าเป็นเพลงครู)
             ๓.บรรเลงเพลงตามความถนัดไปเรื่อยๆ
             ๔.จบการบรรเลงด้วยเพลงไม้สี่เพื่อเป็นสิริมงคล
วิธีการบรรเลงแต่ละเพลงมีลักษณะเฉพาะดังนี้

              ๑.เริ่มบรรเลงขึ้นต้นด้วยการตีรัวกลองมังคละ
              ๒.ปี่ เป่าทำนองรัวโหนเสียงไปกับกลองมังคละ
              ๓.กลองยืนตีนำขึ้นเพลงเป็นไม้กลองเพื่อบอกให้นักดนตรีในวงตีตามในเพลงนั้นๆ
              ๔.เครื่องดนตรีอื่นๆ จึงตีตามพร้อมกันทั้งวง
              ๕.ลงจบด้วยการตีรัวกลองมังคละพร้อมทั้งปีเป่ารัวเพื่อเป็นสัญญาณในการลงจบเพลงในจังหวะสุดท้ายอย่างพร้อมเพรียงกัน
              การแสดงรำมังคละในระยะแรกลักษณะการรำไม่มีกฎเกณฑ์อย่างใด เป็นการรำเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินบันเทิงใจเท่านั้น ผู้รำจะใช้ท่าได้อย่างอิสระ อาจมีผู้นำในการรำท่าขึ้นแล้วให้คนอื่นรำท่าทางนั้นต่อมาจึงได้มีผู้คิดประดิษฐ์ท่ารำขึ้นใช้เป็นแบบเฉพาะแต่ละชุดขึ้นตามภูมิปัญญาของแต่ละคนแล้วทำการตั้งชื่อชุดรำนั้นขึ้นใหม่ โดยสร้างกรอบความคิด สร้างความหมายขึ้นตามสิ่งที่ได้จินตนาการขึ้นเพื่อให้ผู้ชมได้รับความเพลิดเพลิน ความประทับใจ ตามแบบแผนที่กำหนดขึ้นอย่างมีกฎเกณฑ์ ส่วนดนตรีมังคละที่นำไปใช้ในการแสดงนั้นได้นำเอาเพลงที่มีมาแต่อดีตไปใช้ เช่น เพลงไม้สี่ เพลงนมยานกระทกแป้ง เป็นต้น
               เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ อาจารย์อนงค์ นามสวัสดิ์ ได้คิดท่ารำใช้ในการแสดงชุดรำมังคละขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่ารำมังคละ มีท่ารำประกอบอยู่ด้วยกัน ๔ ท่า ได้แก่ ท่าเจ้าชู้ยักษ์ ท่าเจ้าชู้ไก่แจ้ ท่าป้อ และท่าเมิน ซึ่งมีความหมายในเชิงเกี้ยวพาราสีระหว่างหนุ่มสาวด้วยการหยอกเย้าโต้ตอบกัน
การสืบทอดดนตรีมังคละ

                การสืบทอดดนตรีมังคละมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อกันภายในครอบครัวและกลุ่มบ้านที่อาศัยอยู่รวมกันที่มีดนตรีมังคละ ผู้สนใจจะต้องมีความชอบ ความใกล้ชิด ได้ยินได้ฟังอยู่เป็นประจำ การถ่ายทอดเป็นลักษณะการบอกปากเปล่าและการใช้ความจำ จากนั้นก็ฝึกตีให้เกิดความชำนาญ ซึ่งเยาวชนรุ่นใหม่ไม่ค่อยให้ความสนใจนักเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากดนตรีอื่นที่ง่ายกว่าเข้ามาสัมพันธ์กับวิถีชีวิตปัจจุบัน
การแต่งกาย

             ๑. นักดนตรี เพื่อความสะดวกนิยมนุ่งกางเกง ส่วนเสื้อเป็นเสื้อคอกลมแขนสั้นลายดอกหรือเป็นเสื้อผ้าพื้นเมืองโดยเน้นให้มีสีสันสวยงาม
             ๒. ผู้แสดง แต่งชุดไทยพื้นบ้านประยุกต์เน้นความสวยงามเป็นหลัก ผู้แสดงแต่ละชุดมีประมาณ ๔-๘ คน
คณะดนตรีมังคละในจังหวัดพิษณุโลก มีดังนี้

              ๑. ดนตรีมังคละคณะ ก นพเก้า ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๘๖ หมู่ที่ ๘ ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายวิเชียร สวัสดิเทพ เป็นหัวหน้าคณะ
              ๒. ดนตรีมังคละ คณะล้อมมังคละ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๘๖/๑ หมู่ที่ ๘ ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายล้อม ยิ้มดี เป็นหัวหน้าคณะ
              ๓. ดนตรีมังคละ คณะกลุ่มผู้สูงอายุ หมู่ที่ ๗ วัดโบสถ์ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๑๘๑/๖ หมู่ที่ ๗ ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลกโดยมีนายฟุ้ง ยิ้มดีเป็นหัวหน้าคณะ
              ๔. ดนตรีมังคละ คณะพรเมืองพรหม ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๓๑ หมู่ที่ ๕ ตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายย้วน เขียวเอี่ยม เป็นหัวหน้าคณะ
              ๕. ดนตรีมังคละ คณะเปรื่องรุ่งเรือง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๑๓ หมู่ที่ ๓ ตำบลมะตูม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายเปรื่อง คงรอด เป็นหัวหน้าคณะ
              ๖. ดนตรีมังคละ คณะวังจันทร์ ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายขันแก้ว สมบูรณ์ เป็นหัวหน้าคณะ
              ๗. ดนตรีมังคละ คณะเจริญไผ่ขอดอน ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๗๒ หมู่ที่ ๕ ตำบลไผ่ขอดอน อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายถนัด ทองอินทร์ เป็นหัวหน้าคณะ
              ๘. ดนตรีมังคละ คณะทองอยู่มังคละ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๓๔/๔ หมู่ที่ ๔ ตำบลจอมทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยมี พ.อ.อ.ประโยชน์ ลูกพลับ เป็นหัวหน้าคณะ
การสร้างกลอง

               ๑. กลอง กลองยืนและกลองหลอน
               อุปกรณ์ที่ใช้ผลิตคือไม้ขนานเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๓ นิ้ว เพื่อทำกลองสองหน้า ซึ่งกลองหน้าใหญ่มีความกว้าง ๑๐ นิ้ว หน้าเล็ก ๗ นิ้ว และมีความยาว ๓๐ นิ้ว ซึ่งต้นขนุนต้องมีอายุ ๑๐ ปีขึ้นไป ตัดไม้แล้วนำไปเข้าเครื่องกลึงให้เป็นรูปกลองตามขนาดที่ต้องการและนำกลองที่เป็นรูปร่างตามขนาดที่กำหนดนำไปขึ้นหน้ากลองแบบโบราณ คือ คานงัดคานหาม แล้วนำหินมาถ่วงเพื่อให้ยึดเชือกที่ร้อยหนังกลองให้ตึง ซึ่งมีรูรั้งอยู่ ๓๒ รู ขยับเชือกให้ตึงจนกว่าหนังกลองตึงและไม่ยืดหนังวัว (ตัวเมียแก่) ที่นำมาขึ้นกลองต้องแช่ทิ้งไว้ ๑ คืน แล้วนำมาตำให้หนังนุ่ม จึงจะขึงกลองได้ดี
                ๒. กลองโกร๊ก
                อุปกรณ์และวิธีการผลิตจะเหมือนกับกลองสองหน้าเพียงแต่จะแตกต่างกันตรงขนาดของกลองและรูปร่างของกลอง ซึ่งมีหน้าเดียว หน้ากว้าง ขนาด ๖-๗ นิ้ว
ตัวอย่างโน้ตเพลงดนตรีมังคละ

                ๑. เพลงไม้หนึ่ง
                ---ป๊ะ       -เท่ง         -ป๊ะ
                ๒. เพลงไม้สอง
               ---ปะ        ---เท่ง      ---ปะ       -เท่ง         -ปะ
เก็บข้อมูลเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘
โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก

ประวัติความเป็นมา
ดนตรีเป็นสิ่งที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับมนุษย์ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ในยุคแรก ๆ มนุษย์มีชีวิตอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ สิ่งบันเทิงใจที่มนุษย์คิดขึ้นจึงเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำตก ภูเขา ป่าไม้ สัตว์ป่า เป็นต้น มนุษย์รู้จักใช้ใบไม้มาเป่าเป็นเสียงเพลง ใช้ปล้องไม้ไผ่มาทำเครื่องดนตรี ใช้เขาสัตว์มาเป็นกระบอกเสียงส่งสัญญาณซึ่งกันและกันเมื่อสังคม เจริญขึ้น ความสนุกสนาน ในยามว่างก็คือการรวมกลุ่มกันร้องรำทำเพลง เกี้ยวพาราสีกัน และเป็นการพักผ่อนหย่อนใจควบคู่กันไปด้วย
เมื่อย้อนอดีตจากวันนี้ผ่านมา ๑๐๐ กว่าปีมาแล้วในจังหวัดพิษณุโลก มีเสียงดนตรีชนิดหนึ่งที่ใคร ๆ ได้ยินต้องถามว่าเสียงดนตรีอะไร มีหลักฐานบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในจดหมายเหตุระยะทางไปพิษณุโลก พระนิพนธ์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๔ ความว่า เวลาบ่าย ๔ โมง ๔๐ นาที ไปวัดมหาธาตุ อยู่ฝั่งตะวันออกตรงข้ามกับที่ว่าการมณฑล นมัสการพระชินราชแล้วดูธรรมมาสน์เทศน์ ธรรมมาสน์สวด ดูเรือนแก้ว สิ่งทั้งปวง เหล่านี้ล้วนเป็นของดีอย่างเอก ไม่เคยพบเคยเห็น จะพรรณนาก็จะมากความนักคิดว่าจะพรรณนาเวลาอื่น เพราะจะดูอีก ดูวันนี้เป็นการรีบ ๆ ผ่าน ๆ และจดหมายเวลาจะนอนคงจะหยาบไปมากไม่สมกับของดี ดูในวิหารแล้วมาดูรูปพระชินราชจำลอง ติเตียนปฤกษากับหลวงประสิทธิ์ปฏิมาอยู่จนจวนค่ำแล้วดูบานประตูมุก
ดูพระระเบียงนอก ระเบียงใน ดูวิหารพระชินศรีจำลอง ดูมณฑปด้วยได้ไม้สลักหัวนาคจำแลง ที่จะเป็นหัวบันไดธรรมมาสน์อันหนึ่ง ได้นาคปักเป็นหัวมังกรทำด้วยดินเคลือบอันหนึ่ง เวลาทุ่ม ๑ กลับมาถึงเรือ
พอกินข้าวแล้ว พระยาเทพามาบอกว่า มังคละมาแล้ว ลืมเล่าถึงมังคละไป คืนวันเมื่อพักอยู่ที่ไทรโรงโขน ได้ยินเสียงไกล ๆ เป็นกลองตีเป็นเพลง แต่จะสังเกตว่าเป็นอะไรไม่ได้ รุ่งขึ้นกำลังเดินเรือมาตามทาง ได้ยินอีกหนหนึ่ง ทีนี้ใกล้เขาแห่นาคกันอยู่ริมตลิ่ง แต่ไม่แลเห็นอะไรเพราะพงบังเสีย นึกเอาว่าเถิดเทิงเลวอยู่มาก ก็นึกเสียว่า เถิดเทิงบ้านนอกมันคงลักขูอยู่เอง ครั้นมาจอดที่วัดสะกัดน้ำมัน ได้ยินอีกไกล ๆ จึงได้ถามท่านสมภารว่าอะไร ท่านสมภารอธิบายว่า ปี่พาทย์ ชนิดหนึ่งเรียกว่ามังคละ พระยาเทพาอยู่ที่นั่นด้วย ก็เลยอธิบายว่า เป็นกลองคล้ายสองหน้า มีฆ้องมีปี่ ปี่พาทย์ชนิดนี้เล่นไม่ว่าการมงคลแลการอัปมงคล หากันวันกับคืนหนึ่งเป็นเงิน ๗ ตำลึง จึงได้ขอให้พระยาเทพาเขาเรียกมาตีให้ฟัง เมื่อเขาจัดมาแล้วเขาจึงมาบอก ได้ขึ้นไปดูมังคละ ทีแรกตีเพลงนมยานกทกแป้งฤาอะไรแป้ง จำไม่ได้ถนัดที่เขาบอก เครื่องมังคละนี้เป็นเครื่องเบญจดุริยางค์แท้ มีกลองเล็กรูปเหมือนเถิดเทิงแต่สั้น ขึงหนังหน้าเดียวมีไม้ตียาว ๆ (ที่หมาย ๑) ตรงกับ “วาตต” ใบหนึ่งมีกลองขึงสองหน้า เหมือนกลองมลายู เป็นตัวผู้ใบหนึ่ง ตรงกับ “วิตตํ” เป็นตัวเมียใบหนึ่งตรงกับ “อาตตวิตตํ” มีไม้ตีตรง ๆ (ที่หมาย ๒) กลองสามใบนี้ต้องหุ้มผ้าดอกเหลือไว้แต่หน้าเพราะเขาว่าฝีมือขึ้นแลฝีมือทำหุ่นดูไม่ได้ และมีปี่คันหนึ่ง ตัวเป็นทำนองปี่จีน ลิ้นเป็นปี่ชวา ตรงกับ “สุสิรํ” มีฆ้องแขวนราว ๓ ใบ เสียงต่าง ๆ กันตรงกับ “ฆนํ” เสียงเพลงนั้นเหมือนกลองมลายู เข้ากับกลองเล่าโต๊ว ไม่น่าฟังแปลว่าหนวกหูเพลงปี่ก็ไม่อ่อนหวานเป็นทำนองลูกเล่นมากกว่า เพราะลองให้ตีดู ๒ เพลงหนวกหูเต็มทีเลยให้อัฐไล่มันไปบ้านแล้วกลับลงมานอน”
เสียงดนตรีที่ดั่งหนวกหู ดังที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงค์ ทรงวิจารณ์นั้น ปัจจุบัน (ปี ๒๕๔๘) ก็ยังเล่นกันอยู่ซึ่งไม่แตกต่างไปจากที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงค์ทรงบรรยายไว้ เว้นแต่กลองสองหน้าในปัจจุบันบางทีใช้ใบเดียว และมีฉิ่งฉาบด้วย
แสดงให้เห็นว่า มังคละ เป็นดนตรีในท้องถิ่นของจังหวัดพิษณุโลกที่เล่นมาแต่โบราณกาล และคงมีเล่นกันเฉพาะที่เมืองพิษณุโลกเท่านั้น ทั้งนี้พิจารณาจากข้อความในจดหมายเหตุระยะทางไปพิษณุโลก ดังกล่าวมาข้างต้น ต่อมาจึงได้มีผู้คิดท่ารำประกอบโดยจินตนาการจากสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของหนุ่มสาวชาวชนบทในยามว่างจากการทำงาน มีงานรื่นเริงหรือในเทศกาลงานบุญต่าง ๆ แต่ก่อนมังคละจะรู้จักกันเฉพาะในท้องถิ่น ปัจจุบันวงดนตรีมังคละได้รับการ พัฒนาให้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายแล้ว
สาขา/ประเภท
ขนบ
ปัจจุบันขนบประเพณีของสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งอดีต ทั้งการลดจำนวนลง เช่น การบวช หรือการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางประการ เช่น การใช้รถยนต์เป็นพาหนะของขบวนแห่ในงานบวช ก็ทำให้ความต้องการใช้ดนตรีพื้นบ้านสร้างบรรยากาศครึกครื้นลดลง
งานแต่งงาน งานตรุษสงกรานต์ ก็เริ่มลดความสำคัญของการจัดขบวน ไปเพิ่มรายละเอียดอื่นมากขึ้น โอกาสที่จะใช้ดนตรีมังคละนำขบวนก็น้อยลงไปด้วย
ความเชื่อ
การไหว้ครูดนตรีมังคละ
การเรียนวิชาใด ๆ ก็ตาม คนไทยให้ความเคารพครูบาอาจารย์เสมอ จึงมีวันไหว้ครูเกิดขึ้น โดยกำหนดให้วันพฤหัสบดีเป็นวันไหว้ครู การไหว้ครูมังคละก็เช่นกันจะกำหนดวันพฤหัสดี ข้างขึ้น เดือน ๖ เป็นวันไหว้ครูมังคละทุกปี
เครื่องเซ่นไหว้ครูมังคละ ประด้วย
บายศรี ๒ สำรับ เครื่องกระยาบวช เช่น หัวหมู ไก่ ไข่ สุรา ข้าวสุกและกับข้าว ขนมต้ม ขนมบัวลอย ข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียวขาว มะพร้าวอ่อน กล้วย ขนุน ผลไม้ หมากพลู และยา เป็นต้น
บริเวณพิธี นำเครื่องดนตรีมังคละมาจัดวางไว้บนโต๊ะ แวดล้อมด้วยเครื่องบูชาข้างต้น
ก่อนเริ่มพิธีไหว้ครู จะมีการบูชาพระก่อน แล้วจึงถวายข้าวพระ ลาข้าวพระเป็นลำดับ ต่อจากนั้นจึงจุดธูป ๙ ดอก เทียน ๙ เล่ม ปักไว้ที่เครื่องบูชา แล้วจึงกล่าวคำไหว้ครูดังนี้

แบบไหว้ครูมังคละ
ให้ชุมนุมเทวดาก่อน ให้เพลงสาธุการ มีคำบูชาครูดังนี้
พระเพชรฉลูกัน พระวิษณุกรรม
พระประโคนธรรพ ขอคำนับถวาย
สักการบูชา อนุรักษ์ คันตุ
บริบูนวันตุฯ

แบบไหว้ครู
- อุกาสะวันทิตวา ข้าพเจ้าจะขออัญเชิญพระวิษณุกรรม และพระเพชรฉลูกัน ทั้งเทพบุตรทั้งสี่ กับทั้งพระมหาฤาษีทั้งสี่พระองค์ จงมาสโมสรประชุมในสถานที่นี้ (กราบ)
- วันนี้ก็เป็นวันดี ขอให้เจริญศรีสุขสวัสดิ์ ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิพัทธ์นมัสการพระชินสีห์ พระชนกกุฎี คุณพระพระปกเกล้าเกศีทุกค่ำเช้าเพรางาย ข้าพเจ้าขอไหว้พระอิศวร ข้าพเจ้าขอไหว้พระนารายณ์ ข้าพเจ้าขอไหว้เทวดาทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอไหว้พระคุณบิดามารดา คุณครู จงรักษาให้อยู่เป็นสุข
(กราบ 1)
- นโมข้าขอนมัสการข้าพเจ้าขอกราบกราน ไหว้เทพไททั้ง ๓ พระองค์ พระวิษณุกรรมผู้ทรงประสิทธิ์ประสาทสรรค์ เครื่องเล่นสารพันในใต้หล้า อีกทั้งเทวดาปัญจสิงขรณ์ ท่านท้าวกางพระกร ท่านท้าวถือพิณดีดดังเสนาะสนั่นอีกทั้งท่านพระประโคนธรรพ และครูเฒ่าครูทั้งนั่นเล่าสืบ ๆ กันมา
จนถึงทุกวันนี้ ข้าพเจ้าขออัญชุลี ขอเชิญพระฤาษีทั้งเจ็ดตน จงมาอวยพรในการมงคล ให้แก่ข้าพเจ้าพร้อมทั้งของนี้ (กราบ ๑ แล้วเปิดเครื่องสังเวย)

- ศรีสิทธิฤทธิเดโชชัย เดชะพระเลิศไกร ประสิทธิ์ด้วยพรมงคล ข้าพเจ้าขอเชิญเทวดาทุกสถานเบื้องบน มาสถิตแห่งสากลกันเสนียดและจัญไร สรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย อุปัทวันตราย อย่าได้มีมา วินาศสันติ อิมัสมิง อะหังวันทามิ อาจาริยัง ประพาสายัง วินาศสันติ สิทธิการประระประชา ตัสมิงสิทธิ พระวะตุสับ (กราบ ๑)

ถวายครูว่าดังนี้
สรรพประโคนธรรพ ปะเทวิมัสมิงทิสามาเค สันติเทวา มะหิตทิกาเตตุ ตุมหิ อะนุรักคันตุ
ปะริพูนยันตุ (ทุติ, ตะติ ๓ หน) (กราบ ๑ ที)
- อุกาสะ ข้าพเจ้าขอประสิทธิ์เครื่องพิณดีดสีตีเป่า ขับร้องฟ้อนรำ สิทธิธัง สิทธิกำมัง สิทธิการิยะ ตะถาระคะโต สิทธิการิยะ ตะถาระคะโต สิทธิเตโช ชัยโยนิจจัง สิทธิลาภัง พระวันตุเต
- ปัตติ ๆ บูชา คันทัพพระนาคา เวสสุกรรม ปัญจสิงขร เทวาสัมบูชาเย (กราบ ๓ ที) (เซ่นเหล้า)

ลาครูไหว้ดังนี้
- สรรพประโคนธรรพ สรรพปะโคนธา มหาเดชะ อิมัสมิง อัดทะราเค เทวาพระลายันตุฯ
(ทุติ, ตะติ ๓ หน) (กราบ ๓ หน) หมดพิธี
เมื่อเสร็จพิธีไหว้ครูแล้ว ก็นำเครื่องบูชาเหล่านั้นมารับประทาน แล้วก็เลี้ยงข้าวปลาอาหารกัน และอาจจะมีการบรรเลงเพลงมังคละเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงด้วย
เป็นที่น่าสังเกตว่าบทไหว้ครู จะกล่าวถึงเทพทางวิชาดนตรี ครูผู้สืบทอดวิชา และสั่งสอนต่อ ๆ กันมาไม่ว่าจะเป็นครูประเภทครูแนะนำ ครูสั่งครูสอน ครูที่ช่วยต่อกลอน ต่อสติ ต่อปัญญาให้แก่ศิษย์จะอัญเชิญมารับการสักการบูชาทั้งหมด เช่น ครูทอง ครูไทย ปู่กาล หลวงตาง่วน ลุงเส้ง เขียวเอี่ยม เป็นต้น นี่คือความกตัญญูที่แฝงอยู่ในศิลปการดนตรีพื้นบ้าน เช่น มังคละนี้
รูปแบบการแสดง
ดนตรีมังคละมีรูปแบบเฉพาะตัว คือมีเสียงดังสร้างบรรยากาศคึกคัก สนุกสนาน จึงเหมาะที่จะใช้กับงานที่เน้นบรรยากาศ ดังกล่าว เช่น งานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ตรุษสงกรานต์ งานบวชที่มีขบวนแห่เดินด้วยเท้า เป็นต้น งานใดต้องการบรรยากาศที่สงบ ต้องหันไปใช้ดนตรีประเภทอื่นแทน
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
เพลงมังคละ มีทำนองเพลงกลองยืนบันทึกเป็นโน้ตไว้ ๒๑ เพลง ดังนี้
๑. เพลงไม้หนึ่ง
๒. เพลงไม้สอง
๓. เพลงไม้สาม
๔. เพลงไม้สี่ (เพลงครู)
๕. เพลงบัวลอย
๖. เพลงถอยหลังลงคลอง (ถอยหลังเข้าคลอง)
๗. เพลงใบไม้ร่วง (ใบไผ่ร่วง)
๘. เพลงตกปลัก (อีเก้งตกปลัก)
๙. เพลงนมยานกระทกแป้ง
๑๐. เพลงตุ๊กแกตีนปุก
๑๑. เพลงคางคกเข็ดเขี้ยว
๑๒. เพลงแพะชนกัน
๑๓. เพลงคุดทะราดเหยียดกรวด
๑๔. เพลงข้าวต้มบูด
๑๕. เพลงกระทิงกินโป่ง
๑๖. เพลงพญาเดิน
๑๗. เพลงตีนตุ๊กจะ
๑๘. เพลงกวางเดินดง
๑๙. เพลงบัวโรย
๒๐. เพลงรักแท้
๒๑. เพลงรักเร่ (สาวน้อยประแป้ง, เพลงรำ)
อุปกรณ์
คำว่ามังคละ เป็นชื่อเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งซึ่งมีเสียงดัง โกร๊ก ๆ มีลักษณะเด่นกว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ จึงใช้เป็นชื่อเรียก วงดนตรีนี้ว่า มังคละ
สมเด็กเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงค์ กล่าวว่า เครื่องมังคละนี้เป็นเครื่องเบญจดุริยางค์แท้ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องดนตรี ๕ ชนิด ดังนี้
๑. กลองมังคละ เป็นเครื่องดนตรีชิ้นเอกของวง มีขนาดเล็ก หน้ากลองหุ้มด้วยหนัง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๕ นิ้ว ยาวประมาณ ๑ ฟุต ส่วนมากทำจากไม้ขนุน หน้าตัด อีกด้านหนึ่งเจาะรูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ นิ้ว ไว้ตรงกลาง เวลาตีใช้ตีด้วยหวาย ๒ อัน หวายแต่ละอันมีขนาดยาวประมาณ ๑๗ นิ้ว ปลายหวายพันเอาไว้ด้วยเชือกเมื่อตีจะเกิดเสียงดังโกร๊ก ๆ บางท้องถิ่นเรียกกลองมังคละว่า โกรก หรือมังคโละ
การบรรเลงมังคละจะใช้คน ๒ คน คนหนึ่งเป็นผู้ถือลองคอยรำร่ายป้อไปมา อีกคนหนึ่งถือหวายข้างละมือเดินตีกลองรัวตามไป เสียงของกลองมังคละดังชัดเจนกว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ในวงมังคละ คนที่ตีก็ต้องแสดงออกด้วย ท่าทางและลีลา ตามแบบศิลปพื้นบ้าน คล้ายกับวงกลองพื้นเมือง ทั่วไป
บทบาทและหน้าที่ของกลองมังคละนี้โดดเด่นมาก มีสุ้มเสียงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เสียงดังโกร๊ก ๆ ที่รัวละเอียด กระชั้น กระชับ ยั่วเย้า หยอกล้อกับกลองยืนและกลองหลอน บางทีตีชัด บางช่วงก็สอดแทรกเสริมสลับคลอเคล้าไปกับทำนองเพลงของทั้งวง ถือได้ว่ากลองมังคละเป็นเครื่องดนตรีที่เพิ่มสีสัน และรสชาติให้กับวงมังคละอย่างแท้จริง
ถ้าจะเปรียบเทียบกลองชนิดนี้กับวงกลองพาเหรดของตะวันตก กลองมังคละก็จะทำหน้าที่คล้ายกลองแต๊ก (Snare Drum) ที่คอยตีขัดกับกลองใหญ่ (Bass Drum) นั่นเอง

๒. กลองสองหน้า เป็นกลองขนาดใหญ่หุ้มด้วยหนังสองหน้า มีลักษณะคล้ายกลองมลายูหรือกลองแขกมีสายสะพายคล้องคอ หน้ากลองมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑๐ นิ้ว ใช้ตีด้วยไม้ยาวประมาณ ๗ นิ้ว ด้านหลังมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๗ นิ้ว ตีด้วยมือ มังคละแต่ละวงจะมีกลอง ๒ หน้าประมาณ ๓ - ๔ ใบ

กลองสองหน้าแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ
๒.๑ กลองยืน กลองชนิดนี้ทำหน้าที่ยืนหน้าทับหลัง หน้าเล็ก (หน้ามัด) ใช้มือตี (ปะ) ส่วนหน้าใหญ่ (หน้าร่าย) ใช้ไม้ตี (เท่ง) เพลงต่าง ๆ ของมังคละจะสังเกตได้จากกลองยืนซึ่งเป็นหลักในการกำหนดว่าจะเล่นเพลงอะไรจึงถือได้ว่ากลองยืนเป็นหัวใจของวงมังคละโดยแท้
๒.๒ กลองหลอน หรือกลองหล่อน เป็นกลองที่ใช้เล่นเหมือนกลองยืน แต่จะตีขัดเสริมทำนองกลอง มิให้จังหวะหน้าทับห่างจนเกินไป ทำให้เกิดเสียงสูง-ต่ำคู่กัน ทำหน้าที่ยั่วเย้าเคล้าคลอไปกับกลองยืนอย่างน่าฟัง หน้าเล็ก (หน้ามัด) ใช้มือตี (โจ๊ะ) หน้าใหญ่ (หน้าร่าย) ใช้ไม้ตี (ติง) หลอกล่อหรือล้อเลียนจังหวะในวงทำให้ครึกครื้นสนุกสนานยิ่งขึ้น
ถ้าเปรียบเทียบกับกลองแขกของวงปี่พาทย์แล้ว กลองหลอนก็คือ กลองตัวผู้ ส่วนกลองยืนก็คือ กลองตัวเมีย นั่นเอง

๓. ฆ้อง ในวงดนตรีมังคละมีฆ้องแขวนคานหาม ๓ ใบ คัดเลือกให้มีขนาดและเสียงลดหลั่นแตกต่างกันออกไป ฆ้องที่แขวนอยู่บนคานหามส่วนที่อยู่หน้าสุด จะเป็นฆ้องใบเล็กสุดเรียกว่า
เหม่งหน้า ใช้เป็นเครื่องดนตรีนำวงก่อนจะบรรเลงก็จะตีเหม่งหน้า ๓ ครั้งจึงจะเริ่มรัวกลองมังคละ นอกจากนี้ยังใช้รัวจังหวะเพื่อแจ้งการเปลี่ยนแปลงเพลงและใช้ตียืนจังหวะ ตลอดการเล่น
ส่วนฆ้องอีก ๒ ใบ มีขนาดเท่ากันเรียกว่า ฆ้องโหม่ง ฆ้องคู่ หรือ ฆ้องหลัง แขวนไว้บนคานหามคู่กันคนละข้างใช้ไม้ตีเพื่อให้จังหวะ ข้างละ ๑ ครั้งสลับกันไป
การเลือกฆ้องเหม่ง และโหม่ง จะต้องใช้ความพิถีพิถันอย่างมาก เลือกให้ได้เสียงสูง ต่ำ ตามที่ต้องการเมื่อตียืนจังหวะแล้ว ให้ฟังดูกลมกลืนไปกับเสียงของเครื่องดนตรีทั้งวง จึงจะถือได้ว่าเป็นเสียงฆ้องที่ดี
ข้อสังเกต
คานหามที่ใช้แขวนฆ้องทั้ง ๓ ใบ จะมีการประดิษฐ์ตกแต่งคานหามเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ เช่น รูปพญานาคบ้าง รูปพญาหงส์บ้าง รูปจระเข้ รูปปลา หรือรูปเทวดา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการลงรัก
ปิดทอง เพื่อความสวยงามแสดงให้เห็นถึงความเป็น ช่างประดิษฐ์ของคนพื้นบ้านซึ่งแตกต่างจากเครื่องดนตรีพื้นบ้านในท้องถิ่นอื่น ๆ

๔. ปี่ เป็นเครื่องดนตรีชนิดเดียวที่ทำหน้าที่บรรเลงทำนองวงมังคละ ปี่ที่นิยมใช้กันทั่วไปเป็นปี่พื้นเมือง มีลักษณะ คล้ายปี่จีน เลาปี่มีลักษณะเป็นข้อ ๆ ส่วนลิ้นปี่มีลักษณะคล้ายปี่ชวา หรือปี่แน
บางวงที่เห็นใช้ปี่นอกก็มี
เสียงของปี่เป็นเสียงที่เร้าใจ จะดังเจิดจ้า แจ่มใสและมีเสียงดังพอที่จะต้องประชันกับกลองทั้งวงได้
ส่วนทำนองเพลงของปี่ ใช้ทำนองเพลงไทยบ้าง เพลงพื้นบ้านบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป่าระบายลมด้นทำนองเคล้าคลอไปให้เข้ากับเพลงแม่ไม้ต่าง ๆ ของวงมังคละ ทำนองจึงไม่สลับซับซ้อนมากนัก ฟังดูคุ้นคล้ายกับปี่ในวงกลองยาว มีลักษณะการเป่าด้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งแสดงถึงความเป็นดนตรีพื้นบ้านในท้องถิ่น เพลงที่นิยมเล่นจะแตกต่างกันไปตามสภาพของงานที่เป็นงานมงคล หรืองานอวมงคล

๕. ฉิ่ง ฉาบ เป็นเครื่องกำกับจังหวะ บางครั้งใช้กรับนำมาร่วมบรรเลงในวงได้ เครื่องดนตรีเหล่านี้จะทำหน้าที่เสริมให้ฟังดูแล้วมีจังหวะจะโคนที่หนักแน่น ครึกครื้นสนุกสนานยิ่งขึ้น
ฉาบมี ๒ คู่ คือ ฉาบล่อ เป็นฉาบขนาดกลางใช้ตีเพื่อเสริมลีลาของผู้เล่นให้เกิดความสนุกสนาน และ ฉาบใหญ่ เรียกว่าฉาบยืนจังหวะในวงมังคละ
เครื่องดนตรีมังคละในแต่ละวง จะใช้ผู้เล่นตั้งแต่ ๘ - ๑๒ คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ชายล้วนอายุ ๑๖ ปีขึ้นไปจนถึง ๘๐ ปี บางคณะก็มีผู้หญิงตีกลอง และแสดงท่ารำด้วย
ปัจจุบันผู้เล่นดนตรีมังคละเป็นเด็กวัยรุ่นอายุตั้งแต่ ๑๒ -๒๔ ปี ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของคณะดนตรีในแต่ละคณะ เด็ก ๆ เหล่านี้ใช้เวลาว่างจากการงานมาฝึกซ้อมกันเพื่อจะใช้แสดงในงานบุญต่าง ๆ เช่น ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน สงกรานต์ และงานรื่นเริงต่าง ๆ โรงเรียนประถมศึกษาบางแห่ง ได้มีการตั้งคณะยุวมังคละ ขึ้นในโรงเรียนของตนแสดงให้เห็นว่า ดนตรีมังคละยังคงเป็นศิลปะพื้นบ้านที่จะอยู่คู่เมืองพิษณุโลกต่อไป
กระบวนท่า
สภาพสังคมในชนบทสมัยก่อน หนุ่มสาวจะมีโอกาสมาพบประกันได้ที่วัด ในงานบุญ และ
เทศกาลตรุษสงกรานต์ซึ่งเป็นระยะเวลาที่หนุ่มสาวมีอิสระ ได้เล่นสนุกสนานหลังจากไปทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระแล้ว ตอนเย็นมีการละเล่นมอญซ่อนผ้า ลูกช่วง ตี่จับ ซ่อนหา เป็นต้น ในโอกาสเช่นนี้หนุ่มสาวที่เล่นสนุกสนานกัน ย่อมมีการถูกตาถูกใจ และเกี้ยวพาราสีกันเป็นธรรมดา อาจารย์อนงค์ นาคสวัสดิ์จึงได้คิดการแสดงท่ารำประกอบดนตรีมังคละขึ้น และได้นำไปแสดงในงานแสดงสินค้านานาชาติ ที่สนามกีฬาหัวหมาก กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๑๑
ท่ารำเริ่มด้วยฝ่ายหญิงจำนวนหนึ่งถือดอกไม้คนละช่อซึ่งสมมุติว่าเก็บมาจากป่า จะนำไป
ไหว้พระ เดินรำตามกันมาเป็นแถว ฝ่ายชายจำนวนเท่ากันก็รำตามออกมาด้วยท่าขอดอกไม้ ทั้งหมดจะรำเข้าจังหวะกลองมังคละที่เร้าใจและสวยงาม ฝ่ายหญิงไม่ยอมให้ดอกไม้แก่ชาย เมื่อฝ่ายชายขอไม่ได้ก็แย่งดอกไม้ในมือของหญิงไปได้อย่างรวดเร็ว ฝ่ายหญิงวิ่งตามไปขอคืน ฝ่ายชายก็ไม่ให้และยังทำท่าหลอกล้อเย้าเหย่ออย่างสนุกสนาน
เมื่อฝ่ายหญิงแย่งดอกไม้คืนมาไม่ได้ ก็รำเข้าวงปรึกษากันอยู่ด้านหนึ่ง ฝ่ายชายก็รำเข้าวงแล้วลงนั่งรำหันหน้าเข้าหากันเพื่อปรึกษาหาวิธีเกี้ยวพาราสี และขอความรักจากหญิงให้ได้ ในวงของฝ่ายชายนั้น จะมีผู้หนึ่งที่คิดท่าเกี้ยวหญิงที่แยบยลได้ ก็ลุกทำท่าให้เพื่อนดูและสอนให้เพื่อนรำท่าอย่างตน แล้วเพื่อนส่วนหนึ่งก็รำตามกันออกไปแถวเรียงหน้าเข้าไปหาหญิงแต่ละคนเป็นคู่ ๆ ฝ่ายชายที่เหลืออยู่ในวงก็ตบมือหนุนพวกที่ออกไปเกี้ยวหญิงตามจังหวะเพลงมังคละท่ารำที่ อาจารย์อนงค์ นาคสวัสดิ์ คิดท่าขึ้นมี ๔ ท่า ดังนี้

รำมังคละเจ้าชูยักษ์

ท่ารำที่ ๑ ท่าเจ้าชู้ยักษ์ ฝ่ายชายที่มีผู้นำทำท่าเกี้ยวหญิง วิธีแรกซึ่งแสดงถึงยุคโบราณที่มนุษย์ยังมีความเจริญทางสังคมน้อย ผู้ชายอยากได้ความรักจากผู้หญิงก็ใช้วิธีจู่โจมเอาดื้อ ๆ มีการปรบมือกระทืบเท้าแล้วโดดเข้าโอบกอดเลย แต่ฝ่ายหญิงหลบรอดใต้วงแขนพ้นไปได้อย่างหวุดหวิดทุกคน
จึงเป็นอันว่าการเกี้ยวผู้หญิงด้วยท่าเจ้าชู้ยักษ์ไม่สำเร็จจึงต้องรำกลับไปเข้าวงด้วยท่าที่แสดงความหมดหวัง ท่านี้สอนให้รู้ว่า ผู้หญิงนั้นไม่ชอบชายที่มุทะลุดุดัน ตึงตัง ฝ่ายชายต้อง ปรึกษากันเพื่อหาท่าเกี้ยวใหม่

รำมังคละท่าเจ้าชูไก่แจ้

ท่ารำที่ ๒ ท่าเจ้าชู้ไก่แจ้ ชายอีกคนหนึ่งลุกขึ้นรำกลางวง ชวนเพื่อนออกไปเกี้ยวใหม่ด้วยท่าเจ้าชู้ไก่แจ้ พอเข้าไปใกล้หญิงได้ระยะก็ทำท่าจับแก้ม เชยคาง กะลิ้มกระเหลี่ย ฝ่ายหญิงก็ปิดป้องได้อย่างสวยงาม แล้วผลที่สุด ฝ่ายชายก็ต้องเดินรำคอตกไปเข้าวงของตนอย่างผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายหญิงทำท่าเย้ยไล่หลัง ท่าเจ้าชู้ไก่แจ้สอนให้ทราบว่า การทำท่ากรุ้มกริ่ม หลุกหลิกเกินไปหญิงก็ไม่ชอบ

รำมังคละท่าป้อ

ท่าที่ ๓ ท่าป้อ ท่านี้เป็นท่ารำที่อ่อนช้อยของชายซึ่งมีผู้นำคนใหม่ชวนพรรคพวกออกมาเกี้ยว อีกอย่างมั่นใจว่า ความอ่อนน้อมรำป้อไปป้อมาด้วยท่าวิงวอนอ้อนว่านั้นจะเอาชนะใจผู้หญิงได้ แต่ฝ่ายหญิงก็ยิ่งทำเป็นลอยหน้าเชิดไม่สนใจแม้ว่าฝ่ายชายรำเตี้ยลง ๆ จนถึงก้มศีรษะลงแทบเท้าหญิง แต่ก็ไม่มีหวัง วิธีนี้สอนให้รู้ว่า ผู้หญิงไม่ชอบชายที่อ่อน ให้ตนจนเกินไป ฝ่ายชายจึงต้องกลับไปเข้าวงปรึกษากันใหม่อีกตามเคย ผู้หญิงทำท่าดูถูก ตามหลัง

รำมังคละท่าเมิน

ท่าที่ ๔ ท่าเมิน ท่านี้เป็นท่าสุดท้ายที่ฝ่ายชายคิดขึ้นใหม่ คือทำท่าไม่สนใจหญิง เมื่อพากันรำเข้ามาใกล้ ตัวฝ่ายหญิงแล้วก็ทำท่าหยิ่งไว้ตัว ไม่ง้อ ไม่สนใจ แต่แอบยิ้มให้ลับหลัง ฝ่ายหญิงเมื่อเห็นฝ่ายชายทำท่าไม่ง้อก็ชักเอะใจ พยายามมองสบตา ในที่สุดเมื่อฝ่ายชายออกเดินหนี ผู้หญิงก็เป็นฝ่ายเดินตาม ในที่สุดก็สมใจชายท่านี้สอนให้รู้ว่า ผู้หญิงชอบผู้ชายที่เป็นช้างเท้าหน้า และสามารถคุ้มครองตนให้ปลอดภัยได้
ในการรำแต่ละท่า เพื่อให้ผู้ชมเข้าในกิริยาอาการของฝ่ายชาย และฝ่ายหญิงมากยิ่งขึ้น จะมีผู้บรรยายประกอบเป็นคำกลอน ดังนี้

คำกลอนบรรยาย รำมังคละ

พบกัน ในวัน ตรุษสงกรานต์
ต่างเบิกบาน เก็บดอกไม้ ไปพิษฐาน
เย้าหยอก หลอกล้อ พอสำราญ
ลดเลี้ยว เกี้ยวพาน ไปตามเพลง
ท่าที่ ๑
ทดลองเล่ห์ เจ้าชู้ พี่รู้หลัก
เกี้ยวแบบยักษ์ หักหาญ เชิงข่มเหง
หญิงคนไหน ใครจะรัก พวกนักเลง
ไม่สำเร็จ เก้อไปเอง น่าไม่อาย
ท่าที่ ๒
เปลี่ยนแผนใหม่ ท่าไก่แจ้ แทะโลมล่อ
ทำท่าป้อ ชิดใกล้ ใจมักง่าย
เกี้ยวแบบนี้ ไปไม่รอด ดอกยอดชาย
กลับไปขาย ถั่วต้ม เถอะสมดี
ท่าที่ ๓
หญิงใจแข็ง ลองสู้ ด้วยไม้อ่อน
เฝ้าออดอ้อน งอนง้อ ให้ถึงที่
แม้นไม่รัก พี่คงม้วย ช่วยปราณี
อ่อนอย่างนี้ หญิงใดรัก ก็หนักใจ
ท่าที่ ๔
ย่ำเท่าไร ก็ไม่รัก ชักขุ่นข้อง
แม่เนื้อทอง จะอวดดี ไปถึงไหน
ปล่อยทีเด็ด ให้ชอบกล ไม่สนใจ
ถึงอย่างไร หญิงก็ม้วย ลงด้วยชาย
การถ่ายทอดและการสืบทอด
การเวลาผ่านไป สิ่งที่เหลืออยู่ในปัจจุบันเป็นประวัติของอดีตอันยาวนาน เช่นเดียวกับดนตรีมังคละที่ยังมีผู้เล่นกันอยู่เป็นจำนวนมากในท้องถิ่น อำเภอเมือง อำเภอพรหมพิราม อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันได้รับการส่งเสริมฟื้นฟูกันขึ้นมาใหม่จึงทำให้เสียงดนตรีมังคละที่ค่อนข้างหนวกหูนั้น มีความกลมกลืนประสานเสียงกัน ฟังไพเราะยิ่งขึ้น เสียงปี่ เสียงกลองมังคละถึงแม้จะมีเสียงดังแต่ก็มีความกังวาน ก้องลึกเข้าไปในความรู้สึกของผู้ฟัง ท่วงทำนองลีลา และจังหวะของเพลงมังคละได้รับการถ่ายทอดออกมาเป็นโน้ตเพลง โดยอาจารย์ครองศักดิ์ ภุมรินทร์ ภาควิชาดนตรีมหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม ซึ่งทำให้ดนตรีพื้นบ้านของจังหวัดพิษณุโลกได้เผยแพร่ออกไปสู่นักดนตรีในท้องถิ่นอื่น ๆ และผู้ที่สนใจได้มีโอกาสเรียนรู้และฝึกฝนเพื่อสืบต่ออายุของ ดนตรีมังคละให้แพร่หลายต่อไป

มังคละ ว่าด้วย จังหวะ หน้าทัพ แม่ไม้เพลงกลอง
ดนตรีมังคละ ถือเป็นดนตรีพื้นเมืองที่มีความสำคัญยิ่งของชาวภาคเหนือตอนล่าง มีรูปและวิธีการเล่นที่เป็นแบบฉบับของตนเอง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยสุ้มเสียง และลีลาที่รุกเร้า จังหวะจะโคนที่ครึกครื้น สนุกสนาน มังคละจึงมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวภาคเหนือตอนล่างมานานโดยแฉพาะชาวจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลกและอุตรดิตถ์
การบรรเลงเครื่องหนังของไทย รวมไปถึงวงกลองพื้นบ้านประเภทต่าง ๆ ล้วนแต่มีระเบียบแบบแผนในการตีมีแม่ไม้ต่าง ๆ ที่เรียกว่า หน้าทับ
คำว่า ทับ เป็นเครื่องดนตรีที่ขึงด้วยหนังหน้าเดียวใช้ตีประกอบจังหวะนำบทดนตรีมาแต่โบราณ สมัยปัจจุบันเราเรียกว่า โทน (ที่ตีคู่กับรำมะนาในวงมโหรี) หน้าที่สำคัญ ของหน้าทับคือตีประกอบจังหวะให้ถูกต้องกับประโยคของเพลงและกลมกลืนกับทำนองเพลงร้อง หรือดนตรี หมายความว่า
ทับก็ต้องตีเป็นเพลง แต่เสียงของทับไม่สามารถตีเป็นทำนองได้ จึงดีแต่เป็นเครื่องบอกส่วนสัด
และประโยคของเพลงนั้น วิธีตีทับประจำเพลงนั้น ผู้ร้องหรือผู้บรรเลงดนตรีต้องยึดเป็นสิ่งสำคัญ
ถ้าร้องหรือบรรเลงเพลงใดไม่ต้องกับวิธีของทับ ก็ถือว่าเพลงนั้นผิดไม่ขาดก็เกิน ในที่นี้ผู้ตีทับจะต้องตีให้ถูกลักษณะของจังหวะนั้น ๆ ด้วย ทับจึงเป็นเสมือนผู้กำกับอันสำคัญ วิธีตีหรือเพลงของหน้าทับนี้จึงเรียกว่า หน้าทับ
การบรรเลงดนตรีไทยประเภทต่าง ๆ นั้นจะต้องมีเครื่องหนัง เป็นกลุ่มเครื่องดนตรีที่จะขาดมิได้ เช่น
- วงขับไม้ เป็นวงดนตรีไทยโบราณ ใช้บัณเฑาะว์ร่วมบรรเลง เสียงของบัณเฑาะว์ เกิดจากการไกวหรือแกว่งให้ลูกตุ้มที่ผูกไว้บนยอดของบันเฑาะว์ มากระทบกับหน้าทั้งสองข้างเกิดจังหวะคงที่ เคล้าคลอไปกับเสียงขับร้องและเสียงของซอสามสาย วงขับไม้นี้ใช้ในพระราชพิธีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย
- วงปี่พาทย์ ประเภทต่าง ๆ ประกอบด้วยกลุ่มเครื่องหนัง เช่น ตะโพน กลองทัด กลองแขก กลองมลายู กลองสองหน้า เป็นต้น
- วงเครื่องสาย และวงมโหรี ใช้โทนตีคู่กับรำมะนา
นอกจากนี้ยังมีวงกลองพื้นเมืองของไทยอีกมากมาย เช่น วงกลองยาวของภาคกลาง วงกลองแอว วงตึ่งมงของภาคเหนือ วงกาหลอของภาคใต้ วงดนตรีนิยมเล่นกันในภาคอีสาน หรือวงมังคละในแถบภาคเหนือตอนล่าง เป็นต้น ทุกวงดังกล่าวล้วนแล้วแต่มีระเบียบ วิธีการตีที่ชัดเจน มิได้ตีกันตามใจชอบพอให้ถูกจังหวะเท่านั้น นักตีเครื่องหนังกว่าจะเข้าวงได้นั้น จะต้องศึกษาเล่าเรียน ผ่านการฝึกฝน จนเกิดทักษะฝีมือต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะเรียนรู้วิธีบรรเลงเพลงต่าง ๆ และขนบนิยมในการแสดง เมื่อครูผู้สอนเห็นว่ามีทักษะฝีมือพอสมควร จึงให้เข้าร่วมวงได้ ส่วนใครจะเก่งกล้าก้าวหน้าต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับความพากเพียรพยายามเอาใจใส่อย่างจริงจังและที่สำคัญคือ สติปัญญาของผู้เรียนเองด้วย
การตั้งชื่อเพลง ชื่อของเพลงมังคละส่วนใหญ่จะต้องชื่อตามลีลา อากัปกิริยาต่าง ๆ ทั้งของมนุษย์และสัตว์บางเพลงก็ตั้งชื่อจากจินตนาการเปรียบเทียบกับธรรมชาติ เช่น เพลงสาวน้อยประแป้ง เพลงเวียนโบสถ์ เพลงแพะชนกัน เพลงคางคกเข็ดเขี้ยว เพลงคุดทะรายเหยียบกรวด เพลงใบไผ่ร่วง เป็นต้น
มีเพลงที่น่าสนใจอยู่เพลงหนึ่ง ชื่อ นมยานกระทกแป้ง เพลงนี้ปรากฏในบทพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เรื่องจดหมายเหตุระยะทางไปพิษณุโลก ดังความว่า “…เมื่อเขาจัดมาแล้ว เขาจึงมาบอกได้ขึ้นไปดูมังคละ ทีแรกตีเพลงนมยานกระทกแป้ง ฤาอะไรแป้งจำไม้ได้ถนัดที่เขาบอก..”
ชื่อเพลงนมยานกระทกแป้ง นับเป็นความฉลาดหลักแหลมของผู้ตั้งชื่อในสมัยโบราณ จะเห็นว่าได้ทั้งอารมณ์และจิตนาการ แฝงไว้ด้วยอารมณ์ขันอย่างลึกซึ้ง คำว่ากระทก (กทก) คงจะหมายถึงกิริยา ฝัด เมื่อนำแป้งไปใส่ไว้ในกระด้งก็จะทำกริยา ฝัด (กระทก) เพื่อให้ได้แป้งที่ละเอียดตามที่ต้องการ
การฝัดแป้งนั้นต้องใช้แขนทั้ง ๒ ข้าง ฝัดเข้าออกสลับกันไป จินตนาการของผู้ตั้งชื่อคงมุ่งเน้นไปที่สตรีวัยชรา คุณย่า คุณยาย ฝัดแป้ง จึงเกิดแรงบันดาลใจตั้งเป็นชื่อเพลงดังกล่าว
เพลงคุดทะราดเหยียบกรวด ก็ใช้จินตนาภาพที่ชัดเจน ผู้ป่วยที่เป็นโรคคุดทะราด เมื่อบังเอิญไปเหยียบกรวดลีลาอาการตอบสนองที่เจ็บปวด เร่าร้อน ก็ปรากฏออกมากลายเป็นลีลาจังหวะกลองได้อย่างเหมาะสม
จังหวะหน้าทับแม่ไม้เพลงกลองมังคละ
จังหวะหน้าทับหลักของไทย ที่นิยมใช้กันทั่วไป คือ หน้าทับปรกไก่ และหน้าทับสองไม้ หน้าทับปรบไก่มีความยาวเป็น ๒ เท่า ของหน้าทับสองไม้ อย่างไรก็ตามทั้ง ๒ อย่าง ต่างก็มีรากฐานมาจากจังหวะของเพลงพื้นเมืองด้วยกัน
เปรียบเทียบกับหน้าทับปรบไก่ และหน้าทับ ๒ ไม้
หน้าทับปรบไก่ เอามาจากเพลงพื้นเมืองเก่าแก่ชนิดหนึ่ง ที่เคยนิยมเล่นกันในภาคกลาง เมื่อร้องจบแล้วจะมีลูกคู่รับ ฉ่า ฉ่า ฉ่า ช้า ชะฉ่าไฮ้ มีความยาวเป็น ๘ ห้องของโน้ตไทย
….ฉ่า - ฉ่า - ฉ่า ช้า - - ชะ - ฉ่า - ไฮ้
เมื่อแปลงเป็นเสียงตะโพนและดัดแปลงเป็นหน้าทับกลองแขกหน้าทับสองไม้ เป็นจังหวะที่นิยมใช้ในเพลงพื้นเมืองสมัยโบราณเช่นกัน เช่น เพลงเทพทองหรือที่เรียกว่าเพลงสุโขทัย ใช้วิธีร้องด้นเป็นวรรค วรรคหนึ่งมีความยาว ๒ ห้อง การด้นชนิดนี้เรียกว่า ด้นสองไม้ คำว่าสองไม้อาจหมายถึง ๒ จังหวะก็ได้
หน้าทับตะโพน สองไม้ ๒ ชั้นหรือหน้าทับลาว 2 ชั้น (กลองแขก)

จะเห็นได้ว่าหน้าทับดังกล่าวทั้ง ๒ อย่าง เป็นหน้าทับหลัก ของแม่ไม้เพลงกลองทั้งหลาย รวมไปถึงหน้าทับกลองของเพลงพื้นเมืองต่าง ๆ ด้วย
ตัวอย่างหน้าทับ มังคละ ไม้ ๔ (เพลงครู)

จะเห็นว่าใกล้เคียงกับหน้าทับลาว ๒ ชั้นมากและเมื่อปรับแต่งขยายตีซ้ำ ครั้งต่อไปให้มีลูกเล่นพิสดารมากขึ้น ก็กลายเป็นหน้าทับอย่างอื่น มีชื่อเรียกเป็นเพลงต่าง ๆ มากมาย
หน้าทับต่าง ๆ ของเพลงกลองมังคละ แต่เดิมน่าจะมีถึง ๓๐ เพลง วิธีการถ่ายทอดสั่งสอน ของมังคละก็เหมือนกับการถ่ายทอดศิลปะของไทยเกือบทุกประเภท มักใช้วิธีสอน หรือ ต่อ กันตัวต่อตัว ไม่มีการจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานหลายเพลงคงสูญหายไปตามกาลเวลา
อย่างไรก็ตามจากการรวบรวมและชำระเพลงมังคละครั้งสำคัญ ที่ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลกมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ได้จัดสัมมนา ๙๐ ปี ดนตรีมังคละขึ้น การสัมมนาครั้งนี้ได้เชิญวงมังคละทั้งหมด ในแถบภาคเหนือตอนล่างทั้ง ๓ จังหวัด คือ พิษณุโลก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ มาชำระเพลงมังคละร่วมกัน
ปัญหาอย่างหนึ่งในการชำระเพลงกลองมังคละครั้งนี้ก็คือ ชื่อเพลง หลายวงตีหน้าทับเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันแต่เรียกชื่อต่างกันออกไป ถึงอย่างไรการสัมมนาครั้งนี้ก็ได้ข้อสรุปที่ค่อนข้างชัดเจนมากขึ้นในเรื่องของจังหวะหน้าทับที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ชื่อเพลงต่าง ๆ ที่ได้ทำความเข้าใจตรงกัน นับเป็นการจดบันทึกครั้งแรกในเชิงวิชาการ ได้บันทึกไว้เป็นทั้งโน้ตไทย และโน้ตสากล ทั้งนี้
อาจารย์ประเจิด เศรษฐธัญการ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ อาจารย์ครองศักดิ์ ภุมรินทร์ เป็นผู้จดบันทึกทั้งโน้ตไทยและโน้ตสากลไว้ทั้งหมด
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
ดนตรีมังคละ คณะ ก นพเก้า ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๘๖ หมู่ ๘ ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายวิเชียร สวัสดิเทพ เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งในวันบันทึกการแสดงคณะ ก
นพเก้า ได้แสดงเพลง สดุดีมหาราชา เพลงไม้สี่ (เพลงครู) และเพลงมังคละ
ดนตรีมังคละ คณะล้อมมังคละ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๘๖/๑ หมู่ ๘ ตำบลวัดโบสถ์ อำเภอ
วัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายล้อม ยิ้มดี เป็นหัวหน้าคณะซึ่งในวันบันทึกการแสดงคณะล้อมมังคละได้แสดงเพลงไม้สี (เพลงครู)
ดนตรีมังคละ คณะกลุ่มผู้สูงอายุ หมู่ ๗ วัดโบสถ์ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๑๘๑/๖ หมู่ ๗ ตำบล
วัดโบสถ์ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายฟุ้ง ยิ้มดี เป็นหัวหน้าคณะซึ่งในวันบันทึกการแสดงคณะกลุ่มผู้สูงอายุ หมู่ ๗ วัดโบสถ์ ได้แสดงเพลงไม้สี (เพลงครู)
ดนตรีมังคละ คณะพรเมืองพรหม ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๓๑ หมู่ ๕ ตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายย้วน เขียวเอี่ยม เป็นหัวหน้าคณะซึ่งในวันบันทึกการแสดงคณะพรเมืองพรหม ได้แสดงเพลงข้ามรับ-ข้ามส่ง เพลงตกปลักตกแปลง และเพลงคางคกเข็ดเขี้ยว
ดนตรีมังคละ คณะเปรื่องรุ่งเรือง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๑๓ หมู่ ๓ ตำบลมะตูม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยมีนายเปรื่อง คงรอด เป็นหัวหน้าคณะซึ่งในวันบันทึกการแสดงคณะเปรื่องรุ่งเรือง ได้แสดงเพลงไม้สี่ (เพลงครู) เพลงแม่หม้ายประแป้ง เพลงพญาเดินดง
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
นายสุชาติ รัตนชาญชัย อาจารย์ ๓ ระดับ ๘ โรงเรียนบ้านวังยาง สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก
นายไพบูลย์ สุกปลั่ง นักวิชาการวัฒนธรรม ๗ ว สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก
นางสำราญ อุดมความสุข นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลก
สภาพปัจจุบัน
ดนตรีมังคละ ดนตรีพื้นบ้านซึ่งปรากฏหลักฐานบันทึกยืนยันว่า มีความเป็นมายาวนานนับร้อยปี เคยมีบทบาทสำคัญใน ฐานะมหรสพของสังคมเมืองพิษณุโลกและภูมิภาคภาคเหนือตอนล่าง แต่เมื่อสภาพสังคมเปลี่ยนไปจากสังคมเล็กมาสู่สังคมขนาดใหญ่ จากสังคมชนบทขยายตัวมาสูสังคมเมืองและจากสังคมเกษตรกรรม เปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมอุตสาหกรรม วิถีชีวิตของคนไทยจึงเปลี่ยนไป ทั้งกระแสวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ามามีอิทธิพลเหนือความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคม ได้ทำให้ดนตรีมังคละเกือบจะยุติบทบาทของตนเองลงโดยสิ้นเชิง ชาวพิษณุโลกรุ่นใหม่ไม่รู้จักดนตรีมังคละ ทั้ง ๆ ที่ดนตรีพื้นบ้านดังกล่าว ได้รับใช้คนในสังคมอย่างใกล้ชิดมาก่อนที่ความนิยมดนตรีประเภทต่าง ๆ จะเกิดขึ้น และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดพิษณุโลกมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงครามได้ฟื้นฟูให้ดนตรีมังคละกลับมาแสดงฝีมือศิลปะพื้นบ้านให้ชาวเมืองพิษณุโลก และผู้สนใจตระหนักในคุณค่าอีกวาระหนึ่ง
เมื่อพิจารณาถึงสภาพปัจจุบันดังกล่าวพอสรุปได้ว่า มีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ดนตรีมังคละไม่สามารถดำรงบทบาทเป็นคู่แข่งขันของดนตรีประเภทอื่น เช่น ดนตรีไทย ดนตรีสากล ฯลฯ ได้ ทั้งนี้เนื่องจาก
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    10921 views