พิมพ์

โขนสด

ชื่อรายการ
โขนสด
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคกลาง
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

โขนสด
ตำบลถอนสมอ อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี

                เป็นการแสดงที่ปรับปรุงมาจากการแสดงโขนให้เรียบง่ายขึ้นเป็นแบบชาวบ้าน ลดแบบแผนทั้งท่ารำการแต่งกาย การขับร้อง คำพากย์ และเจรจา โดยประสมการแสดง ๓ ชนิด คือ โขน หนังตะลุง และลิเก โดยผู้แสดงเป็นผู้พูดเจรจาเองและไม่ต้องสวมหัวโขนคลุมหน้า
ความเป็นมาของโขนสดคณะโรจนศิลป์ ลูกพ่อสำอาง
                โขนสดคณะโรจนศิลป์ ลูกพ่อสำอางค์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ โดยสืบสานต่อมาจากโขนสดสำอางค์ศิษย์เอก บุญเฟื่องฟู ต้นกำเนิดโขนสดคนแรก คณะแรกในประเทศไทยที่ยกครอบครัวจากอำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร มาตั้งภูมิลำเนาอยู่อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี ในความอุปการะของหลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง พ่อครูสำอางค์ได้ฝึกลูกศิษย์ไว้หลายรุ่นที่จังหวัดสิงห์บุรี โดยเอาแบบอย่างมากจากหนังตะลุงของภาคใต้ของไทย ประยุกต์ให้เป็นไปตามธรรมชาติของลิง ขึงขัง ดุดัน ยักเอว ยักไหล่ กระแทกตัวให้เป็นไปตามบทบาทของยักษ์ อ่อนช้อยงดงาม ผ่าเผยไปตามบทบาทของพระนาง
                ครูสำอางค์ได้นำโขนสดออกแสดงทั่วประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น ศรีลังกา อินเดีย เนปาล เป็นต้น สร้างชื่อเสียงให้กับครูสำอางค์และคณะ พ่อครูสำอางค์นำศิษย์ออกทำการแสดงเรื่อยมาจนสังขารร่างกายของท่านย่างเข้าวัยชราจึงหยุดการแสดง มอบคณะโขนให้ศิษย์รุ่นใหญ่ที่ฝึกรุ่นแรก ให้สืบสานต่อมาจนกระทั่งอุปสมบทอยู่ที่วัดพิกุลทอง และมรณภาพขณะที่เป็นพระอยู่ที่วัดเสาธงหิน ตำบลโพประจักษ์ อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี ศิษย์ที่รับมอบจากท่านคือ คุณบุญช่วย เงินฟัก แสดงต่อมาจากท่านได้ประมาณ ๑๕ ปี เปลี่ยนคณะเป็นศิษย์เอกครูสำอาง ปี ๒๕๑๗ คุณบุญช่วย เงินฟัก ถึงแก่กรรมด้วยโรคความดันโลหิตสูง ทางคณะจึงขาดผู้นำ
                ในขณะนั้นมีศิษย์คนหนึ่งคือ นายอภิภัทท์ โรจนวิภาต ซึ่งยังเป็นเด็กอยู่ เมื่อโตขึ้นจึงรับหน้าที่ซื้อสิ่งของทั้งหมดกลับคืน และฝึกลูกศิษย์ขึ้นหลายรุ่น เปลี่ยนนามคณะมาเป็น “โรจนศิลป์ ลูกพ่อสำอางค์” มีศิษย์และเพื่อนร่วมคณะทั้งหมด ๕๒ คน
               โดยมีที่ตั้งสำนักงาน อยู่ที่บ้านเลขที่ ๑๑๖ ตำบลถอนสมอ อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี โทรศัพท์ ๐๓๖-๕๓๖๑๐๕, ๐๘๙-๒๔๑๘๓๖๘
การไหว้ครู
                การไหว้ครู นับเป็นวัฒนธรรมไทยแบบหนึ่งเป็นขนบธรรมเนียมอันดีงามในส่วนที่เกี่ยวกับกิริยามารยาทสัมมาคารวะ และมีส่วนที่จะโน้มน้าวจิตใจมนุษย์ให้รักษาคุณความดี รักษาวิทยาการสืบเนื่องไปด้วยดี ทั้งยังจูงใจให้เป็นผู้มีนิสัยอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง
                การไหว้ครูคือการแสดงออกถึงความเคารพกตเวทีแด่ท่านบุรพาจารย์และครูบาอาจารย์ ผู้ซึ่งได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ศิษย์ในฐานะผู้สืบทอดมรดกทางวิชาการ จึงพร้อมใจกันปวารณาตนรับการถ่ายทอดวิชาความรู้ด้วยความวิริยะอุตสาหะ มานะอดทนเพื่อได้นำเป็นความรู้ติดตัวนำไปประกอบอาชีพเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ตนเองในภายภาคหน้า การประกอบพิธีไหว้ครูนั้น อาจารย์อภิภัทท์ โรจนวิภาต ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๘ ณ บ้านเลขที่ ๑๑๖ ตำบลถอนสมอ อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อ
               ๑.เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศล ด้วยการถวายเครื่องสักการะ พลีกรรมแก่ปรมาจารย์ทั้งหลาย ทั้งปวงที่มาประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้แก่ศิษย์
                ๒.เพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดความมั่นใจในการเรียนนาฏศิลป์เป็นอย่างดี เมื่อได้ผ่านพิธีกรรมมาแล้ว
                ๓.เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษ หากศิษย์ได้กระทำสิ่งที่ผิดพลาดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ว่าจะเป็นด้านกายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรมก็ตาม
                ๔.เพื่อเป็นสิ่งเตือนสติให้ศิษย์ระลึกถึงครูอันเป็นเครื่องเตือนใจที่จะประพฤติแต่ในสิ่งที่ดีงามอยู่ในศีลธรรม จรรยา ตั้งตนอยู่ในโอวาทคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์
การตั้งเครื่องบูชาเครื่องสังเวย
-ที่สำหรับครูปัธยาย จัดเครื่องสังเวยของสุกและเป็นเครื่องคู่ (คือสิ่งละ ๒ ที่)
-ที่สำหรับครูดนตรีอยู่ทางขวามือ จัดเครื่องสังเวยของสุกเครื่องคู่
-ที่องค์พระพิราพทางด้านซ้ายมือ จัดเครื่องสังเวยของดิบเป็นเครื่องคู่
-ที่พระภูมิจัดเครื่องสังเวยของสุกเครื่องเดี่ยว
-ที่ตรงหน้าเครื่องปี่พาทย์วงที่ใช้บรรเลงในพิธีจัดเครื่องสังเวยของสุกเครื่องเดี่ยว
เครื่องแต่งกายโขน
               
-เครื่องแต่งกายที่ใช้ในการประกอบการแสดงโขน แต่งกายแบบยืนเครื่อง พระ นาง ยักษ์ ลิง นอกจากตัวละครอื่นๆ จะแต่งกายตามลักษณะนั้นๆ เช่น ฤาษี กา ช้าง ควาย ฯลฯ นอกจากนี้ผู้แสดงโขนจะต้องสวมหน้ากากที่เรียกว่า “หัวโขน” ซึ่งศิลปินไทยได้กำหนดลักษณะและสีไว้อย่างเป็นแบบแผน และกำหนดให้ใช้เฉพาะกับตัวละคร เช่น พระราม สีกายเขียว พระลักษณ์ สีกายเหลือง ทศกัณฐ์ สีกายเขียว เป็นต้น
                -เครื่องแต่งกายของโขนนั้น ได้เลียนแบบอย่างเครื่องแต่งกายของพระมหากษัตริย์ แบ่งได้ ๓ ประเภทคือ ๓ ประเภทคือ
                ๑.ศิราภรณ์ คือ เครื่องประดับศีรษะ เช่น ชฎา มงกุฎ ปั้นจุเหร็จ หรือแม้นกระทั้งหัวโขนก็จัดเป็นเครื่องศิราภรณ์ด้วยเช่นกัน
                ๒.ภูษาภรณ์ คือ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เช่น ฉลององค์ (เสื้อ)  สนับเพลา (กางเกง) ห้อยหน้า (ชายไหว) ห้อยข้าง (ชายแครง) พระภูษา (ผ้านุ่ง) รัดเอว ผ้าทิพย์ เจียระบาด สไป เป็นต้น
                ๓.ถนิมพิมพาภรณ์คือ เครื่องประดับต่างๆ เช่นปั้นเหน่ง (เข็มขัด) สังวาล ตาบหน้า ตาบทิศ ตาบหลัง อินทรธนู ธำมรงค์ แหวนรอบ ปะวะหล่ำ ทองกร กรองคอ สะอิ้ง พาหุรัด กำไลเท้า เป็นต้น
                แบ่งออกเป็น ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายมนุษย์ เทวดา (พระ นาง) ฝ่ายยักษ์ ฝ่ายลิง
เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับของตัวพระ
                สวมเสื้อแขนยาวปักดิ้นและเลื่อม มีอินทรธนูที่ไหล่ ส่วนล่างสวมสนับเพลาไว้ข้างใน นุ่งผ้ายกจีบโจงไว้หางหงส์ทับสนับเพลา ด้านหน้ามีชายไหว ชายแครงห้อยอยู่  ศีรษะสวมชฎา สวมเครื่องประดับต่างๆ เช่น กรองคอ ทับทรวง ตาบทิศ ปั้นเหน่ง ทองกร กำไลเท้า เป็นต้น แต่เดิมตัวพระจะสวมหัวโขน แต่ภายหลังไม่นิยมเพียงแต่แต่งหน้า และสวมชฎาแบบละครในเท่านั้น
เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับของตัวนาง
               
สวมเสื้อแขนสั้นเป็นชั้นในแล้วห่มสไบทับ ทิ้งชายไปด้านหลังยาวลงไปถึงน่อง ส่วนล่างนุ่งผ้ายกจีบหน้าศีรษะสวมมงกุฎ รัดเกล้า หรือกระบังหน้าตามแต่ฐานะของตัวละคร ตามตัวสวมเครื่องประดับต่างๆ เช่น กรองคอ สังวาล พาหุรัด เป็นต้น แต่เดิมตัวนางที่เป็นตัวยักษ์ เช่น นางสำมนักขา นางกากนาสูร จะสวมหัวโขน แต่ภายหลังมีการแต่งหน้าไปตามลักษณะของตัวละครนั้นๆ โดยไม่สวมหัวโขนบ้าง
เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับของตัวยักษ์
               
เครื่องแต่งกายส่วนใหญ่คล้ายตัวพระจะแตกต่างกันที่การนุ่งผ้า คือ ตัวยักษ์จะนุ่งผ้าไม่มีหางหงส์ แต่มีผ้าปิดก้นลงมาจากเอว ส่วนศีรษะสวมหัวโขนตามลักษณะของตัวละคร ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๐๐ ชนิด
เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับของตัวลิง

                ตัวลิง เครื่องแต่งกายส่วนใหญ่คล้ายตัวยักษ์แต่มีหางลิงห้อยอยู่ใต้ผ้าปิดก้นอีกที สวมเสื้อตามสีประจำตัวในเรื่องรามเกียรติ์ ไม่มีอินทรธนู ตัวเสื้อปักลายขดเป็นวง สมมุติว่าเป็นขนตามตัวลิง ส่วนศีรษะสวมหัวโขนตามลักษณะของตัวละคร ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๔๐ ชนิด
ประเภทหัวโขน
               
เป็นเครื่องใช้สำหรับศีรษะและปิดบังส่วนหน้าที่คล้ายกับหน้ากาก แต่หัวโขนจะมีลักษณะที่แตกต่างออกไปตรงที่สร้างหุ่นจำลองรูปทรงใบหน้าและศีรษะทั้งหมด โดยผู้แสดงสามารถสวมครอบศีรษะจะห่อหุ้มส่วนใบหน้าและส่วนหัวมิดชิด และเจาะช่องเป็นรูกลมที่ตาของหน้ากากให้ตรงกับนัยน์ตาของผู้แสดง เพื่อให้นักแสดงมองเห็นการแสดง สำหรับโขนสดผู้แสดงเป็นผู้พูดเจรจาและไม่ต้องสวดหัวโขนคลุมหน้า
เพลงที่ใช้ประกอบการแสดงโขน
               
เพลงหน้าพาทย์ที่ใช้บรรเลงประกอบกิริยาอาการและบทบาทต่างๆ ของโขน
                เพลงเข้าม่าน ใช้ประกอบการเดินเข้าฉากในระยะใกล้ๆ ของตัวเอก
                เพลงเสมอ ใช้ประกอบการไปมาในระยะใกล้ๆ
                เพลงเชิด ใช้ประกอบการไปมาในระยะไกลๆ และใช้ในการต่อสู้
                เพลงตระนิมิต ใช้ประกอบการแปลงกายของตัวหุ่นที่เป็นตัวเอกๆ
                เพลงชุบ ใช้ประกอบการเดินของนางกำนัล เช่นเมื่อนางยี่สูนใช้นางกำนัลให้ไปตามพราหมณ์ปี่พาทย์ก็ทำเพลงชุบ
                เพลงโลม ใช้ประกอบการโลมเล้าเกี้ยวพาระหว่างตัวแสดงที่เป็นตัวเอก มักต่อด้วยเพลงตระนอน
                เพลงตะนอน ใช้สำหรับตัวเอกเมื่อจะเข้านอน โดยมาบรรเลงต่อจากเพลงโลม
                เพลงโอด ใช้ประกอบการเศร้าโศกเสียใจ
                เชิดฉิ่ง ใช้ประกอบการเดินทาง การเหาะ เช่น เบญจกายเหาะมายังเขาเหมติรัน
                เชิดกลอง ใช้บรรเลงต่อจากเพลงเชิดฉิ่ง
                เพลงรั่วต่างๆ ใช้ประกอบการแผลงอิทธิฤทธิ์หรือแปลงตัวอย่างรวบรัด
                เพลงกราวนอก ใช้ประกอบการยกทัพตรวจพล ของกระบวนทัพฝ่ายมนุษย์
                เพลงกราวใน ใช้ประกอบการยกทัพตรวจพลของกระบวนทัพฝ่ายยักษ์
เก็บข้อมูล ณ ตำบลถอนสมอ อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๘
โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสิงห์บุรี

ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    8844 views