พิมพ์

กาหลอ

ชื่อรายการ
กาหลอ
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคใต้
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

กาหลอ
จังหวัดตรัง

                จังหวัดตรัง เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ฝั่งตะวันตกติดทะเลอันดามันห่างจากกรุงเทพมหานคร ๘๖๒ กิโลเมตร ตามเส้นทางถนนสายเพชรเกษม มีอาณาเขตติดต่อกับ ๔ จังหวัดคือ นครศรีธรรมราช กระบี่ สตูล พัทลุง จังหวัดตรังแบ่งการปกครองเป็น ๙ อำเภอ และ ๑ กิ่งอำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองตรัง อำเภอกันตัง อำเภอห้วยยอด อำเภอสิเกา อำเภอวังวิเศษ อำเภอย่านตาขาว อำเภอปะเหลียน อำเภอนาโยง อำเภอรัษฎา และกิ่งอำเภอหาญสำราญ
                ประเพณีที่จัดงานศพของชาวตรังมีความแตกต่างไปจากท้องถิ่นของจังหวัดอื่นๆ เมื่อสมาชิกในครอบครัวถึงแก่กรรม เจ้าภาพหรือญาติผู้ตายไม่นิยมออกบัตรเชิญ แต่นิยมพิมพ์ประกาศ โดยระบุชื่อผู้ตาย สาเหตุการตาย สถานที่ตั้งศพ วันจัดงานฌาปนกิจ และรายชื่อเจ้าภาพพร้อมญาติทุกคน นำไปติดไว้ตามสถานที่ชุมชนทั่วไป และส่งไปประกาศตามสถานีวิทยุท้องถิ่น เมื่อผู้อ่านหรือผู้ฟังรู้ข่าวก็จะไปร่วมงาน ถือว่าเป็นการเชิญแล้ว จังหวัดตรังได้ชื่อว่าเป็นเมือง “การ์ดใหญ่” ในงานศพจะมีญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงอย่างคับคั่งแขกที่ไปในงานทุกคนจะได้รับบัตรขอบคุณ โดยในบัตรระบุวันที่ เวลา สถานที่เผาหรือฝัง คืนสุดท้ายหรือวันเคลื่อนศพออกจากบ้านหรือวัด มีการจัดเลี้ยงอาหารแก่แขกที่ไปร่วมงาน ชาวจังหวัดตรังเรียกวันนี้ว่า “วันเข้าการหรือคืนเข้าการ” วันเคลื่อนศพมีขบวนแห่ศพด้วยขบวนรถยนต์หรือจักรยานยนต์เป็นขบวนยาว รถทุกคันผูกผ้าสีขาวไว้หน้ารถ เป็นสัญลักษณ์ของขบวนแห่ศพ
                ในพิธีงานศพของชาวไทยพุทธในหลายพื้นที่นิยมจัดให้มีวงดนตรีที่เรียกว่า วงกาหลอ วงดนตรีนี้ในปัจจุบันนิยมใช้บรรเลงเฉพาะในงานศพมีเครื่องดนตรีดังนี้ ปี่ฮ้อ ๑ เลา ทน ๑ คู่ และฆ้อง แต่เดิมในจังหวัดตรังมีอยู่หลายคณะทั้งในอำเภอนาโยง อำเภอย่านตาขาว อำเภอห้วยยอด แต่ขาดผู้สืบทอด ปัจจุบันเหลืออยู่ในพื้นที่อำเภอห้วยยอดเพียง ๒ คณะเท่านั้น คือคณะนายเอื้อม สิทธิการ และคณะนายมีนา รัตนะแก้ว
องค์ประกอบของวงกาหลอ
              กาหลอวงหนึ่ง ใช้ผู้ประโคมดนตรี ๒-๔ คน คือหัวหน้าเป็นผู้เป่าปี่ เรียกว่า นายโรงหรือนายปี่ ลูกวงอีก  ๓ คน ทำหน้าที่ตีกลองทน เรียกว่า นายทน ตีฆ้อง ๑ คน เรียกว่า นายฆ้อง แต่หากไม่มีคนตีฆ้อง นายทนจะตีทนและตีฆ้องไปด้วย
              ๑.ปี่กาหลอ เรียกว่าปี่ฮ้อ หรือปี่ห่อ มี ๗ รู รูข้างใต้เรียกว่า “ทองรี” เวลานำศพเคลื่อนออกจากบ้านห้ามไม่ให้มีเสียงจากรูทองรีออกมา ปี่กาหลอทำจากไม้หลุมพอ หรือไม้เนื้อแข็ง พันด้ายสายสิญจน์ ประดับลูกปัดสวยงาม ขนาดเล็กกว่าปี่ชวา เมื่อเป่าปี่จะมีเสียงแหลมกว่าปี่ชวา ส่วนของปี่มี ๓ ส่วน ส่วนปลายเป็นหัว เรียกว่า ฮ่อ มีด้ายพันรอบ ส่วนกลางเป็นตัวปี่ ส่วนต้นปี่สำหรับเป่า ลิ้นปี่ทำด้วยใบตาลอ่อน มี ๔ ชิ้นประกบกัน เมื่อเป่าทำให้เกิดเสียงส่งเข้าในตอนกลางปี่ซึ่งมีรูสำหรับทำเสียงดนตรีให้สูง-ต่ำตามเนื้อเพลง
                การเป่าปี่กาหลอ ผู้เป่าจะนั่งเป่าในท่าสบายเพราะใช้เวลาในการนั่งนาน เป่าตามเนื้อเพลง โดยเสียงไม่ขาดหายต่อเนื่องไปจนจบเพลง กาหลอแต่ละคณะมีปี่ฮ่อเตรียมไว้ ๒-๓ เลา
                ๒.กลองทน มีจำนวน ๒ ใบ เรียกว่า ทนยืนกับทนหลัก ทนยืนเป็นทนที่ใช้ตี เป็นตัวยืนสำหรับทำเสียงให้จังหวะในการบรรเลง ส่วนทนหลัก เป็นทนที่ใช้คอยตีหลัก ตีหยอก เพื่อให้เกิดความสนุกยิ่งขึ้น เสียงจะแหลมกว่าทนยืน การตีใช้มือบ้าง ใช้ไม้ตีบ้าง ไม้ตีเป็นรูปโค้งคล้ายเขาควาย มีขนาดเล็กเท่านิ้วมือ  ทำจากไม้ที่มีน้ำหนักมากอย่างไม้แก้วหรือเขาสัตว์ ทนใบหนึ่งหุ้มด้วยหนังลูกวัว  มีเสียงทุ้ม อีกใบหนึ่งหุ้มด้วยหนังที่บางกว่า นิยมทำด้วยหนังแพะ
                ๓.ฆ้อง ในตำนานกาหลอเรียกว่า ฆ้องสวรรค์แต่เดิมใช้ฆ้องบรรเลง ๒ ใบ แต่มาในระยะหลังๆ ใช้เพียงใบเดียว และมักเลือกฆ้องที่มีเสียงก้องกังวลเพื่อเสียงดังไปไกล ฆ้องทำด้วยโลหะ ตรงกลางมีปุ่มนูนขึ้นเป็นจุดที่ใช้สำหรับตี ในการตี ส่วนใหญ่จะแขวนมีไม้สำหรับตีโดยเฉพาะ ตีรับจังหวะตามเสียงเพลง
ขนบนิยมของวงกาหลอ
                ขนบนิยมในการรับกาหลอไปแสดง ผู้รับจะนำหมากพลู โดยจัดเป็น ๓ คำ หรือ ๙ คำก็ได้ เมื่อกาหลอรับหมากพลูแล้ว จึงถึงว่าเป็นสัญญาที่วงกาหลอจะต้องไปแสดงตามที่ตกลงไว้กับเจ้าภาพ ทั้งนี้นายวงจะให้คำแนะนำในวิธีการปลูกสร้างโรงแก่เจ้าภาพด้วย
การแสดงและโรงพิธี
                การบรรเลงกาหลอ ต้องมีโรงแสดงโดยเฉพาะและสร้างตามแบบที่เชื่อถือกันมา หากสร้างผิดแบบกาหลอจะไม่แสดง โรงกาหลอ ต้องให้ประตูที่เข้าสู่โรงอยู่ทางทิศใต้ มีเสาจำนวน ๖ เสา มีเสาตั้ง เสาสี่เสานั้นแต่ละข้างให้ใช้ขื่อได้ แต่ส่วนกลางไม่ให้ใช้ขื่อ หลังคามุงด้วยจากหรือทางมะพร้าว หรือวัสดุอื่นที่กันฝนได้ ส่วนพื้นจะยกระดับสูงไม่ได้ จึงใช้ไม้ทำเป็นหมอนทอดบนพื้นดินเพื่อรองข้างล่าง ๒  อัน แล้วหาไม้กระดานหรือฟากไม้ปูเป็นพื้น โรงกาหลอต้องตั้งให้ “ลอยหวัน” หรือตามดวงอาทิตย์
                เมื่อคณะกาหลอไปถึงในงานที่จะบรรเลงกาหลอต้องทำพิธีตั้งโรง หากมีโรงที่ปลูกไว้ให้แล้วก็จะทำพิธีขอต่อเจ้าที่ ใช้หมาก ๑ คำตั้งบูชาก่อนเข้าในโรง และเมื่อเข้าในโรงแล้วจึงเตรียมไหว้ครู โดยตั้งหิ้งบูชา ใช้ผ้าขาวดาดเพดานบนหิ้ง เจ้าภาพต้องเตรียมจัด “ที่สิบสอง” หมายถึง อาหารคาวหวาน ได้แก่ ข้าว แกง สุรา น้ำ ข้าวเหนียว ขนม จัดใส่ถ้วยใบเล็กๆ วางไว้ในภาชนะ (ถาด) เหมือนการจัดสำรับของคนไทยแต่ก่อนและที่ถ้วยทุกใบมีเทียนไขเล่มเล็กๆ ปักอยู่ เรียกว่า “เครื่องราด” มีเงิน ๑๒ บาท หมาก ๙ คำ ด้ายริ้ว ๓ ริ้ว ข้าวสาร เทียน ๑ เล่ม เมื่อนายโรงได้ที่สิบสองและเครื่องราดมาแล้ว จึงกระทำพิธีเบิกโรง บวงสรวงครูบาอาจารย์ (ครูหมอเฒ่า ครูหมอแก่) รำลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วลงมือแสดง เริ่มเพลงไหว้ครู แล้วต่อด้วยเพลงอื่นๆ
                ในวงดนตรีกาหลอคนเป่าปี่เรียกว่า “หมอปี่” เป็นผู้นำทำนอง นายทนตีทนตามจังหวะเพลงปี่ และนายฆ้อง ตีฆ้องตามจังหวะเพลงทน ถ้าเครื่องดนตรี ๓ สิ่งนี้ไล่ล้อสอดประสานกันอย่างเข้าท่วงทำนองแล้ว ทำให้มีความไพเราะเพราะพริ้งมาก ยิ่งถ้าคนฟังรู้เนื้อในเสียงเพลงนั้นด้วย ก็ยิ่งซาบซึ้งเศร้าสร้อย บางคนถึงกับน้ำตาไหล เพลงที่คณะกาหลอใช้บรรเลงนั้นมีหลายเพลง เช่น เพลงสร้อยทอง เพลงจุดไต้ เพลงสุริยัน เพลงคุมพล เพลงทองศรี เพลงแสงทอง เพลงนกเปล้า เพลงทอมท่อม เพลงตั้งซาก (ศพ) เพลงยายแก่ เพลงโก้ลม และเพลงซัดผ้า ฯลฯ การบรรเลงเพลงกาหลอนั้นก็เป็นไปตามความเชื่อ เช่น ตอนไหว้ครูเพลงสร้อยทอง เพลงจุดไต้ เพลงสุริยัน เพลงคุมพล เวลานำศพเคลื่อนไปที่สามสร้าง (เชิงตะกอน) กาหลอ บรรเลงเพลงตั้งซากเพลงยายแก่บรรเลงเพื่อขอไฟจากยายแก่มาจุดเผาศพ เพลงโก้ลม (เรียกลม) บรรเลงเพื่อขอลมให้มาช่วยพัดกระพือไฟให้ติดดีขึ้น เพลงสร้อย เพลงซัดผ้า จะบรรเลงตอนซัดผ้าข้ามโลงศพขณะจุดไฟเผาศพตอนกลางคืนใช้เพลงทองศรี ตอนเช้าใช้เพลงนกเปล้า เพลงแสงทอง เพลงที่ใช้บรรเลงของกาหลอแต่ละคณะมีความแตกต่างกันไปตามความเชื่อและครูที่ได้สั่งสอนกันมา เช่น วงกาหลอของคณะนายเอื้อม สิทธิการ มีจำนวน ๒๙ เพลง คณะนายมีนา รัตนแก้ว มีจำนวน ๒๕ เพลง เมื่อจบกระบวนการประโคมกาหลอ หัวหน้าวงจึงทำพิธีคว่ำฆ้อง แล้วเอาน้ำใส่ลงในฆ้อง เป็นเสมือนน้ำมนต์ที่นำไปใช้ปัดเสนียดจัญไรได้ หลังจากนั้นจึงจัดเก็บหิ้งครูหมอและผ้าเพดาน จนเรียบร้อยแล้วจึงออกจากโรงเมื่อเสร็จสิ้นการแสดง โดยการตัดฝากั้นออกทางข้างโรง ไม่ออกทางประตูเหมือนตอนเข้าโรงแต่ในกรณีนี้ บางคณะก็ออกทางด้านหน้า
                ข้อปฎิบัติของคณะกาหลอมีหลายประการ นักดนตรีต้องเคร่งครัดและปฎิบัติตาม เช่น
๑.สำรับอาหารที่เจ้าภาพจัดมาให้ จะต้องมีจำนวนเท่าเดิมหรือมากกว่า ห้ามน้อยกว่าครั้งแรก
๒.ห้ามพูดคุยกับคนนอกโรงและห้ามคนนอกเข้ามาในโรง
๓.ห้ามยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงโดยเด็ดขาด
๔.เมื่อเสร็จสิ้นการแสดง จะออกทางที่มิใช่ประตูโรง
๕.ถ้าเจ้าภาพไม่ใช้วงกาหลอแห่ศพ วงกาหลอจะหลบหายไปตั้งแต่ไม่สว่าง เหมือนคนลึกลับ
๖.ระหว่างที่สามีไปบรรเลงวงกาหลอ ภรรยาจะไม่สามารถแต่งตัว ทาแป้ง ห้ามคบชู้สู่ชายอย่างเด็ดขาด
๗.เมื่อสามีกลับจากบรรเลง ภรรยาจะเป็นผู้ตักน้ำวางไว้ที่บันได เพื่อให้สามีใช้ล้างหน้าก่อนขึ้นบ้าน (ผู้อื่นตักแทนมิได้)
๘.หัวหน้าวงกาหลอ ต้องเรียนรู้คาถาอาคมและพิธีการอย่างถ่องแท้
วงกาหลอคณะนายเอื้อม สิทธิการ
                ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๑๒๓ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลหนองช้างแล่น อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เกิดเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ ปัจจุบันอายุ ๖๑ ปี เป็นบุตรของนายฉู และนางฝัน สิทธิการ แรงบันดาลใจการรับสืบทอดศิลปะกาหลอ เกิดมาจากความชอบจึงได้เรียนรู้มาจากอาจารย์รื่น นายดวม จิตอักษร เมื่ออายุได้ประมาณ ๑๘ ปี ได้ตั้งคณะกาหลอและมีการสืบทอดมายาวนานถึง ๖๐ ปี ปัจจุบันในคณะมีผู้เล่นจำนวน ๓ คน ดังนี้
               ๑.นายเอื้อม สิทธิการ มีหน้าที่เป่าปี่ในคณะ
               ๒.นายเจือ ไวกิจกาญจน์ มีหน้าที่ตีทนในคณะเป็นบุตรของนายจวน และนางดำ รัตนะแก้ว ปัจจุบันอายุ ๕๘ ปี อยู่หมู่ที่๑๐ ตำบลหนองช้างแล่น อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ได้รับครามรู้เรื่องการตีทนจากบิดาของตนเอง และได้ทำหน้าที่ตีทนให้กับคณะนายมีนา รัตนะแก้ว ด้วย
                ๓.นายฉลวย รักกิจ มีหน้าที่ตีฆ้อง ปัจจุบันอายุ ๕๒ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๒๙/๑ หมู่ที่ ๗ ตำบลหนองช้างแล่น อำเภอห้วยยอด ได้เรียนรู้การตีฆ้องมาจากนายเอื้อม สิทธิการ
กาหลอคณะนายมีนา รัตนะแก้ว
                คณะนายมีนา รัตนะแก้ว ปัจจุบันตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๙๙/๓ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลหนองช้างแล่น อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เกิดเมื่อ เมษายน ๒๔๗๗ เป็นบุตรของนายอ้น และนางซุน รัตนะแก้ว แรงบันดาลใจการรับ การสืบทอดศิลปะกาหลอ เกิดมาจากความชอบ และในสมัยนั้นไม่มีดนตรีหรือความบันเทิงอื่นๆ จึงได้เรียนรู้มาจากบิดา เริ่มก่อตั้งคณะเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ปัจจุบันมีผู้สืบทอดศิลปะกาหลอคือบุตรชาย (นายบิบน รัตนะแก้ว) และมีสมาชิกในคณะ จำนวน ๓ คน ดังนี้
               ๑.นายมีนา รัตนะแก้ว เป็นหัวหน้าวงและมีหน้าที่เป่าปี่ เป็นบุตรของนายอ้น และนางซุ้น รัตนะแก้ว ปัจจุบันอายุ ๗๑ ปี
                ๒.นายเจือ ไวกิจกาญจน์ มีหน้าที่ตีทน เป็นของบุตรของนายจวน และนางดำ รัตนะแก้ว และเป็นผู้ตีทนให้กับคณะของนายเอื้อม สิทธิการ ด้วย

                 ๓.นายบิบน รัตนะแก้ว มีหน้าที่ตีฆ้อง เป็นบุตรของนายมีนา และนางรี รัตนะแก้ว ปัจจุบันอายุ ๔๐ ปี
                 วงกาหลอเป็นวงดนตรีที่บรรเลงเนื่องในพิธีกรรมมีข้อปฏิบัติและข้อห้ามที่เคร่งครัดมากมาย จึงทำให้มีข้อจำกัดในการบรรเลงและถ่ายทอด เป็นข้อสังเกตที่น่าเป็นห่วงว่า ในโอกาสข้างหน้ามีโอกาสสูงมากที่วงกาหลอจะสูญหายไปจากสังคมและวัฒนธรรมของชาวจังหวัดตรัง
เก็บข้อมูล ณ บ้านเลขที่ ๙๙/๓ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลหนองช้างแล่น อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๘
โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดตรัง

ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    20703 views