พิมพ์

กลองหลวง

ชื่อรายการ
กลองหลวง
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

กลองหลวง
จังหวัดลำพูน

กลองหลวง
               
กลองหลวง มีพัฒนาการมาจากกลองแอว กลองหลวงเป็นกลองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของชาวล้านนา นิยมตีในการแข่งขันความดังในการประชันเสียงเป็นเครื่องดนตรีอีกประเภทหนึ่งที่ใช้การตีเป็นการบอกจังหวะ ซึ่งมีความสลับซับซ้อนเริ่มตั้งแต่การทำจนถึงการตีประโคม กลองชนิดนี้เป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของชาวล้านนา โดยเฉพาะแถบบริเวณลุ่มน้ำปิงของจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ เป็นเครื่องดนตรีของชาวไทยอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไทยองในจังหวัดและเป็นที่นิยมแพร่หลายในเขตล้านนาโดยเฉพาะลำพูน เชียงใหม่
                พัฒนาการของกลองหลวงสามารถแบ่งออกเป็น ๓ สมัย แต่ละสมัยมีรูปแบบและโครงสร้างที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้
               กลองหลวงสมัยโบราณประมาณ พ.ศ.๒๓๔๕-๒๔๒๗ ความกว้างของหน้ากลองประมาณ ๑๘-๑๙ นิ้ว มีความยาวประมาณ ๑๔๘ นิ้ว ใช้เกวียนเป็นพาหนะในการเคลื่อนย้าย ไม่ได้เน้นเพื่อการประลองหรือแข่งขัน แต่ใช้ในการพิธีมงคลต่างๆ

                กลองหลวงสมัยกลางประมาณ พ.ศ.๒๔๒๘-๒๕๐๐ หน้ากลองมีความกว้างขึ้นประมาณ ๒๐-๒๕ นิ้ว มีความยาวประมาณ ๑๓๕-๑๔๕ นิ้ว พาหนะในการใช้เคลื่อนย้ายก็ยังคงเป็นเกวียน เริ่มนำออกจากแต่ละวัดเพื่อการประลองเสียงดังกันและใช้ในพิธีการมงคลภายในหมู่บ้านและบริเวณใกล้เคียง
                 กลองหลวงสมัยปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๐๑) หน้ากลองมีความกว้างขึ้นประมาณ ๓๐-๕๐ นิ้ว มีความยาวประมาณ ๑๕๐-๒๐๗ นิ้ว นอกจากนี้ยังมีการเสริมท้ายให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้เสียงดังขึ้นใช้เกวียนหรือรถยนต์บรรทุกไปยังสถานที่แข่งขันไกลๆ
พิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับกลองหลวง
                 พิธีกรรมการตัดต้นไม้
                 การตัดต้นไม้เพื่อที่จะนำมาสร้างเป็นกลองหลวงนั้นเป็นสาระที่สำคัญไม้ที่นิยมและให้เสียงดีนั้นคือไม้ประดู่แดงเท่าที่พบในปัจจุบันมีจำนวนน้อยและในการตัดแต่ละครั้งต้องขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย และชาวบ้านมีความเชื่อว่าไม้ขนาดใหญ่นั้นจะมีเทพาอารักษ์คุ้มครองอยู่ในการตัดไม้แต่ละครั้งจึงต้องมีการประกอบพิธีกรรมให้ถูกต้องจึงจะเกิดความสวัสดีมีชัย ปราศจากอุปสรรคต่างๆ
พิธีกรรมเกี่ยวกับการทำหน้ากลองหลวง

               หนังหน้ากลองเป็นส่วนที่สำคัญในการเกิดเสียงดังนั้นช่างทำกลองหลวงจึงให้ความสำคัญต่อการคัดเลือกหนังกลองเป็นอย่างมาก ช่างบางคนนิยมเขียนคาถากำกับลงด้านในของหนังหน้ากลองด้วย โดยนิมนต์พระสงฆ์ที่มีปฎิปทาเขียนหรือลงคาถาให้ ด้วยความเชื่อว่ากลองหลวงของคณะตนเองจะดังกว่าลูกอื่นในขณะไปนำเข้าแข่งขัน ส่วนมากนิยมเขียนไว้ริมขอบด้านในของกลองหลวง จึงไม่สามารถที่จะมองเห็นได้

                  หนังหน้ากลองนิยมใช้หนังวัวที่มีอายุประมาณ ๕-๗ ปี โดยนำหนังวัวสดมาทำความสะอาด ขุดไขมันและพังผืดออก ตัดส่วนที่ไม่ต้องการ แล้วนำไปขึงให้ตึงตากให้แห้ง เมื่อแห้งแล้วนำมาทำให้นิ่มก่อน หนังนิยมใช้หนังวัวด้าน “เปี้ยมน้ำ” ซึ่งเป็นด้านที่อยู่ตรงกันข้ามกับด้านที่วัวนอนทับเป็นประจำ ทำให้หนังมีคุณภาพดี ไม่แข็งกระด้าง เหมาะสมสำหรับทำหน้ากลอง นอกจากเลือกหนังวัวด้านนี้แล้ว ช่างกลองหลวงยังนิยมหนังวัวตัวเมีย เพราะไม่ค่อยมีรอยตำหนิจากการถูกเฆียนตี หรือร่องรอยจากการใช้เป็นพาหนะ เนื่องจากชาวบ้านไม่นิยมใช้วัวตัวเมียทำงานหนักหรือใช้เป็นพาหนะอย่างวัวตัวผู้ ฉะนั้นการเลือกหนังวัวเพื่อทำหนังหน้ากลองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้กลองหลวงลูกนั้นมีเสียงดังกังวาน โดยเมื่อต้องการตี ช่างกลองจะนำจ่าซึ่งทำจากข้าวเหนียวนึ่งผสมกับขี้เถ้าที่กรองละเอียดแล้วใช้สำหรับติดหน้ากลองดังกล่าว เพื่อปรับแต่งเสียงตามระดับเสียงที่ต้องการ
การตีกลองหลวง

ผู้ที่ตีกลองหลวง เป็นบุคคลที่สำคัญยิ่งโดยเป็นชายที่มีร่างกายแข็งแรง มีความชำนาญในการตีกลองหลวง ขณะเดียวกันต้องมีประสาทหูในการรับรู้เสียงกลองลูกอื่นที่แข่งขันด้วย การพลิกแพลงเทคนิคในการกระจายเสียงของกลองหลวงที่ตนเองเป็นผู้ตี ผู้ตีกลองจึงต้องผ่านการฝึกตีกลองหลวงอย่างสม่ำเสมอ เรียนรู้วิธีการตีในทุกกระบวนการจึงสามารถตีกลองหลวงได้ดี
บทบาทในการแข่งขันกลองหลวง
                        การแข่งขัน
กลองหลวงในสมัยปัจจุบันมีกฎระเบียบมากขึ้น คณะกรรมการตัดสินให้คะแนนต้องว่าจ้างจากหมู่บ้านอื่น มีรางวัลเป็นถ้วยและเงินเป็นค่าตอบแทน ผู้จัดการแข่งขันคือวัดที่จัดงานทำบุญประเพณีสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ งานสมโภชฉลองวิหาร หรืองานทำบุญอายุวัฒนมงคล เป็นต้น การแข่งขันในลักษณะนี้ในพื้นที่จังหวัดลำพูนเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อประมาณพ.ศ.๒๔๙๖โดยพระครูเวฬุวันพิทักษ์เป็นผู้ริเริ่ม จัดขึ้นที่ลานพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน มีการล้อมรั้วเก็บเงินค่าผ่านประตูเข้าชม คนละ๑-๒ บาท การแข่งขันในครั้งนั้นกลองหลวงของวัดม่วงโตน ตำบลม่วงโตน อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ได้รับรางวัลชนะเลิศ
                  สถานที่ในการจัดการแข่งขันถ้าเป็นงานประเพณีหรืองานบุญต่างๆ ของวัด มักใช้บริเวณวัดที่จัดงานนั้นเป็นที่แข่งขัน ซึ่งต้องสามารถรับรองคณะกลองจากวัดต่างๆที่เข้าร่วมแข่งขันได้ ตั้งแต่ ๒๐-๕๐ คณะ และต้องเป็นที่โล่ง สะดวกต่อการขนย้ายลำเลียงกลอง คณะกรรมการจัดการแข่งขันจะต้องเตรียมสถานที่ดังนี้
               จุดสำหรับการแข่งขัน
จุดสำหรับการแข่งขันนี้คณะกรรมการต้องทำเป็นช่องไว้สำหรับกลองที่เข้าแข่งขันโดยทั่วไปถ้าแข่งขันกันครั้งละ ๔ คณะ ก็จะทำไว้ ๔ ช่อง มีหมายเลขกำกับแต่ละช่องไว้ อาจจะใช้ปูนขาว เชือก หรือสีสเปรย์ ในการทำเครื่องหมาย และต้องให้ห่างจากคณะกรรมการตัดสินประมาณ ๓๐ เมตร
               คณะกรรมการตัดสิน
ในการแข่งขันกลองหลวงนั้น การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการก็สำคัญเช่นเดียวกัน ทำให้การแข่งขันดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย มีการให้คะแนนโดยมีการแบ่งหน้าที่ดังนี้
                 ๑.กรรมการให้คะแนน สำหรับการให้คะแนนการแข่งขันกลองนั้นเป็นการให้คะแนนจากการฟังเสียงกลอง อาจจะเหมือนการให้คะแนนการแข่งขันกีฬาที่ต้องใช้สายตาตัดสิน หรือเหมือนการให้คะแนนการประกวดร้องเพลง ส่วนมากที่กรรมการได้กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนไว้ เช่น เสียงหนัง เสียงไว กลบเสียงอื่น ลูกต้น ลูกปลายดังกว่า จนถึงการถูกกติกาไม่รอจังหวะและเอาเปรียบผู้อื่นด้วย การตัดสินแต่ละครั้งใช้กรรมการ ๓-๕ คน แต่ส่วนมาใช้ ๔ คน
               ๒.กรรมการกำกับเส้นและกรรมการให้สัญญาณโดยกรรมการคณะนี้จะอยู่ที่จุดแข่งกลองจะมีหน้าที่นำกลองเข้าแข่งขันตามช่องเพื่อให้ก้นกลองเท่ากันและยกธงให้สัญญาณ ให้ธงแดงกับธงเขียว (ธงเขียวเริ่มตีกลองแข่งขัน ธงแดงหยุดหรือยุติการแข่งขัน) คณะกรรมการชุดนี้ใช้ ๒-๓ คน กรรมการชุดนี้เรียกกันว่า “กรรมการก้นกลอง”
               ๓.กรรมการประกาศหรือโฆษกสนามหรือพิธีกรจำนวน ๑-๒ คน มีหน้าที่ประกาศให้การแข่งขันเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามกติกา และใช้นกหวีดเป็นอุปกรณ์ช่วย
               ๔.กรรมการรวมคะแนน มีหน้าที่รวบรวมคะแนนจากคณะกรรมการตัดสินและตรวจสอบความถูกต้อง ส่งใบรวมคะแนนให้โฆษกสนามประกาศตามรอบของการแข่งขัน
ประโยชน์จากการแข่งขันกลองหลวง
                สร้างความสามัคคีภายในหมู่คณะ ระหว่างสถาบันสงฆ์กับชาวบ้าน
                เป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมของล้านนา
                เป็นการเผยแพร่ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
                เป็นการสร้างจิตสำนึกในการรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
                เป็นการขยายโอกาสการท่องเที่ยวสู่ชนบท
เก็บข้อมูล ณ จังหวัดลำพูน เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๙
โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน

สาขา/ประเภท
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    8028 views