พิมพ์

กลองชัยมงคล

ชื่อรายการ
กลองชัยมงคล
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

กลองชัยมงคล
วัดป่าเสร้าน้อย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

ความหมายและความสำคัญของกลองชัยมงคล

กลองชัยมงคลหรือกลองชัย เป็นกลองที่เก่าแก่ดั้งเดิมของล้านนาปรากฏชื่อในคัมภีร์ธรรมล้านนา เป็นกลองต้นแบบที่พัฒนาไปสู่กลองปูชาและกลองสะบัดชัยในปัจจุบัน จากช่วงเวลาในอดีตจวบจนปัจจุบันกลองชัยมงคลก็ดี กลองปูชาก็ดี กลองสะบัดชัยก็ดี ยังคงมีบทบาทหน้าที่รับใช้สังคมเสมอมา ในอดีตกลองชัยมงคลมีบทบาทรับใช้อาณาจักร เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จะใช้ในโอกาสเมื่อเกิดศึกสงคราม ซึ่งทหารจะต้องรู้อาณัติสัญญาณของกลองว่าตีจังหวะใดจะแปรรูปขบวนในลักษณะใด เช่น ปีกกา หรือถลาออกซ้าย/ขวา หรือถอยซ้าย/ขวา หรือประโคมเมื่อมีชัยชนะ รวมทั้งใช้ตีเพื่อเป็นอาณัติสัญญาณที่ต้องการบอกข่าวหรือเหตุการณ์ให้กับประชาชนในชุมชนรับรู้ เช่น นัดประชุม เกิดการลักขโมย เกิดไฟไหม้ เป็นต้น ต่อมาเมื่อสงครามยุติลง บทบาทกลองชัยมงคลเปลี่ยนแปลงไปและนำมาเก็บรักษาไว้ในหอกลองในวัด โดยปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เป็นกลองปูชา และมีการประดิษฐ์ท่วงทำนองการตีกลองใหม่ เป็นการตีถวายเป็นพุทธบูชาบอกกล่าวเทพยดาได้รับรู้ และบอกอาณัติสัญญาณให้คนในชุมชนได้รับรู้ ปัจจุบันเรียกว่า กลองปูชา จึงจัดเป็นกลองของฝ่ายพุทธจักร
ลักษณะของกลองชัยมงคล
               
กลองชัยมงคล เป็นกลองชุดขนาดใหญ่ประกอบด้วย
                ๑.กลองใบใหญ่ ๑ ลูก เรียกว่า “แม่กลอง” ทำด้วยไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้ดอกแก้ว ไม้ขนุน ไม้ตะเคียน ซึ่งแล้วแต่โอกาสและความต้องการของช่างหรือผู้ที่สั่งทำเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อ เป็นกลองประเภทขึงด้วยหมุดไม้ ปล่อยหัวหมุดให้ยื่นพ้นออกมานอกตัวกลอง ขนาดหน้ากลองกว้างประมาณ ๒๙ นิ้วถึง ๔๐ นิ้ว
                ๒.กลองใบเล็ก ๓ ลูก เรียกว่า “ลูกตุบ” ทำด้วยไม้ชนิดเดียวกับแม่กลอง ขึงด้วยหนังทั้งสองหน้าตรึงด้วยหมุดไม้เช่นเดียวกับแม่กลอง มีขนาดดังนี้
                ลูกที่ ๑ หน้ากว้าง ๑๑ หรือ ๑๓ หรือ ๑๕ นิ้ว
                ลูกที่ ๒ หน้ากว้าง ๑๒ หรือ ๑๓ หรือ ๑๕ นิ้ว
                ลูกที่ ๓ หน้ากว้าง ๑๓ หรือ ๑๕ หรือ ๑๗ นิ้ว
เครื่องดนตรีที่นำมาตีประกอบกับกลองชัยมงคลคือฉว่า ๑ คู่ และฆ้องอีก ๙ ใบ ตีประกอบจังหวะเป็นทำนองต่างๆ
จังหวะและท่วงทำนองเพลงของกลองชัยมงคล

                จังหวะและท่วงทำนองเพลงของกลองชัยมงคลมีลีลาที่งดงาม เนื่องจากเป็นการตีในพิธีกรรมทางพุทธศาสนาใช้ตีในงานบุญ งานกุศลทางพุทธศาสนาเพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา เช่น งานยกฉัตร งานยกช่อฟ้า งานอบรมสมโภชพระพุทธรูป เป็นต้น โดยมีการตั้งจิตระลึกพระคาถาไปพร้อมๆ กับจังหวะการตีกลองว่า “อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชา จรณสัมปันโน สุคโต โลกวิทู อนุตตโร ปุริ สทัมมสารถิ สัตถาเทวมนุส สานัง พุทโธ ภควาติ พามาอุกสนทุ”
บทบาทและหน้าที่ของเครื่องดนตรีที่ปรากฏในสังคมและวัฒนธรรม

                ปัจจุบันกลองชัยมงคลยังมีบทบาทหน้าที่ใช้ตีในงานบุญทางพุทธศาสนาอยู่ และมีการสืบทอดแพร่หลายอยู่ตามวัดต่างๆ เช่น วัดสวนดอก วัดศรีประดิษฐ์ วัดกิ่วแล วัดชัยสถาน (ป่าเสร้าน้อย) วัดท่าทุ่ม เป็นต้น ส่วนมาแต่ละวัดในล้านนามักจะมีกลองปูชาซึ่งพัฒนาการมาจากกลองชัยมงคลประดิษฐานและใช้ตีอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว โดยถือว่ากลองชัยมงคลเป็นมรดกคู่กับแผ่นดินล้านนาที่ทรงคุณค่า บ่งบอกประวัติศาสตร์ความเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น เป็นมรดกของแผ่นดินที่ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ ชาวล้านนาทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน เป็นผู้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น แต่อย่างไรก็ดีนักดนตรีรุ่นเยาว์ก็ได้มีการเรียนการตีกลองชัยมงคลและรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มผู้ศึกษาตามสถานศึกษา วัด โดยมีครูผู้ฝึกซ้อมและเริ่มนำสู่การแสดงทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด รวมทั้งถ่ายทอดไปยังโรงเรียนวัดที่ต้องการที่เรียนด้วย ซึ่งทำให้ศิลปะการแสดงประเภทกลองชัยมงคลเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายต่อไป
กระบวนการสืบทอดและสืบสานวัฒนธรรมดนตรี
                การไห้วครู
               
ผู้ที่จะขอเรียนการตีกลองชัยมงคลนั้นต้องมีพิธีไหว้ครูเพื่อเป็นสิริมงคลและขอให้เรียนได้สำเร็จตามประสงค์ พิธีทำในวันพฤหัสบดี และทั้งครูและศิษย์ต้องรักษาศีล ๘ และนุ่งห่มด้วยชุดขาว เครื่องไหว้ครูประกอบด้วย ดอกบัว  ๙ ดอก ธูป ๙ ดอก เทียนขี้ผึ้ง ๕ เล่ม น้ำขมิ้นส้มป่อย ข้าวตอกดอกไม้ นำไปไหว้ครูเพื่อขอเรียน ครูก็จะเริ่มสอนโดยจับมือลูกศิษย์ให้ตีกลองแล้วจึงเริ่มสอนลีลาการตีกลองจังหวะและเพลงตามลำดับ เครื่องไหว้ครูนี้ พระมหาจรินทร์ วัดสันป่าข่อย เป็นผู้นำมาใช้
                 การไหว้ครูอีกลักษณะหนึ่ง คือ เป็นการนำเครื่องสักการบูชา คือ ดอกไม้ขาว ๙ ดอก น้ำขมิ้นส้มป่อย ๑ ขัน ธูป ๙ ดอก เทียน ๕ เล่ม เพื่อเป็นการอธิษฐานระลึกถึงครูบาอาจารย์และพระแม่ธรณีเป็นการส่งกระแสแรงอธิษฐานและส่งเสียงกลองให้ดังไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้าเพื่อไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม ยมราช เทพบุตรเทพธิดาทั้งหลายและใต้สะดือทะเลถึงพระมหาอุปคุตในเมืองบาดาล
แหล่งที่มาของเครื่องดนตรี
                การสร้างกลองชัยมงคล

              ก่อนทำกลองชัยมงคล สล่าจะพิจารณาไม้ที่ต้องการใช้ทำกลองก่อน จากนั้นจึงทำพิธีขอไม้จากเจ้าที่ (แม่ธรณี)โดยกล่าวโองการบอกกล่าวขออนุญาตเอาไม้ไป โดยบอกจุดประสงค์ของการนำไม้ไปใช้ว่า เพื่อจะนำไปทำกลองสำหรับเป็นพุทธบูชาและนำไปประจำที่วัด การกล่าวโองการของสล่าจะเป็นเชิงพรรณนาตั้งแต่กล่าวถึงลักษณะของไม้ การมีเจ้าของประโยชน์ของไม้          ฯลฯ เครื่องพิธีมีดอกไม้ (ขวา) ๙ ดอก ธูป ๙ ดอก น้ำส้มป่อยสำหรับประพรมเครื่องประกอบพิธีและไม้ที่ได้ขออนุญาตไว้ ข้าวสำหรับเจ้าที่ เจ้าแดน ซึ่งประกอบด้วย ข้าว ๑ ปั้น กล้วย ๑ ลูก อาหารคาว-หวาน น้ำ และดอกไม้ ธูปเทียน หลังจากนั้นก็จะนำไม้ดังกล่าวมาเตรียมทำกลอง ซึ่งในครั้งนั้นใช้ชาวบ้านในชุมชนประมาณ ๖๐ คน ทั้งชายและหญิงใช้เวลาร่วม ๓ วัน ต้องนอนพักแรมอยู่ในป่า ผู้หญิงก็ทำหน้าที่ทำอาหารโดยนำเกลือ ข้าวสาร อาหารแห้งอื่นๆ ไปด้วย ส่วนผักก็จะใช้ผักที่มีอยู่ในป่า ถ้าเป็นไปได้ทุกคนที่ไปเอาไม้จะรักษาศีลส่วนจะกินเจหรือไม่นั้นแล้วแต่ละบุคคล สล่าที่จะทำกลองนั้นนอกจากรักษาศีลแล้วก็จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์

                เมื่อไม้มาถึงหมู่บ้านก็จะทำพิธีบอกกล่าวเจ้าที่ของบ้าน ของวัด และของชุมชนเพื่อรับรู้ถึงการนำเอาไม้เข้าพื้นที่ โดยอาจารย์วัดเป็นผู้กล่าวโองการ (คำฮ่ำ) ซึ่งมีธูปเทียน ดอกไม้วางบนพาน ก่อนที่จะทำกลองสล่ามีพิธีไหว้ครู ในขันครูจะมีเหล้า ๑ ขวด น้ำส้มป่อย ๑ ขัน ดอกไม้ ๙ ดอก (ไม่กำหนดสี) ธูป ๙ ดอก ในขณะที่ทำพิธีไหว้ครูกล่าวโองการ (คำฮ่ำ) ด้วยการเชิญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ บิดามารดา ตลอดจนเทพยดาอารักษ์ ให้รับของบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลและปกปักรักษาให้การทำกลองได้สำเร็จลุล่วงด้วย พร้อมกับว่าคาถาเป็นการแก้ขึด ป้องกันเสนียดในการทำพิธีไหว้ครูก่อนดำเนินการมักจะทำที่กำหนดในปฏิทินว่า เป็นวันดี งดวันเสีย ปกติแล้วมักนิยมวันจันทร์ อนึ่งมีความเชื่อว่าถ้าไหว้ครูขออนุญาตเจ้าที่ที่บ้านแล้วนำกลองไปทำที่วัด ตุ๊หลวง (เจ้าอาวาส) จะแพ้ คือจะมีอาการเจ็บป่วย ถ้าตุ๊หลวงมรณภาพจะต้องเอามีดสลีกันไชยแทงกลอง เพราะถือเป็นการประลองตุ๊หลวงใหม่ว่ามีความสามารถที่จะสร้างกลองชัยมงคลได้หรือไม่ หรือดูว่าสามารถรวมพลังสล่ากลองของหมู่บ้านร่วมทำกลองได้หรือไม่ด้วยเช่นกัน หลังจากนั้นการไหว้ครูกลองมักจะทำการทุกปี ปกติจะทำให้วัดพญาวันในครั้งนี้สล่าจะสร้างกลองชัยมงคลที่วัด ดังนั้นการทำพิธีขออนุญาตเจ้าที่ เจ้าแดนเทพยดา กล่าวบูชาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ บิดามารดา ก็จักทำพิธีที่วัด โดยกำหนดวันเวลาในการสร้าง บางหมู่บ้านได้ไม้มาแล้วยังไม่ได้ทำ เพราะต้องรอได้หนังควายในขนาดที่พอเหมาะ ดูฤกษ์ยามมื้อจันวันดีในการสร้างเพื่อความเป็นสิริมงคลและรอเจ้าภาพเจ้าศรัทธาที่ช่วยกันลงขันทำบุญ
               ไม้ที่ใช้ทำกลองชัยมงคลได้แก่ ไม้สัก ไม้ประดู่เหลืองไม้มะมื้อ ไม้ซ้อ ไม้ต้นแก้ว ไม้ตะเคียน ไม้เรียง ในระหว่างการเก็บข้อมูล มีการสร้างกลองชัยมงคล โดยการทำกลองใบนี้ใช้ไม้มะมื้อ ขนาด ๔๐-๔๒ นิ้ว ยาว ๒.๕๐-๓.๐๐ เมตร ราคาไม้ที่ทำกลอง กรณีที่ซื้ออยู่ในราคา ๑๕,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท ได้ไม้มาจากบ้านปางไฮ อำเภอดอยสะเก็ด
เครื่องดนตรีและการประสมวง

การแสดงตีกลองชัยมงคลมีเครื่องดนตรีและการประสมวง ประกอบด้วย
กลองชัยมงคล                       ๑ ใบ
โหม่ง                                   ๙ ใบ
ฉาบ                                     ๑ คู่
ไม้ฆ้อง                                 ๙ อัน
ไม้ค้อนกับไม้แจ่ม                    ๑ คู่
เครื่องดนตรีประกอบการตีกลองชัยมงคล
               
เครื่องดนตรีประกอบการตีกลองชัยมงคลมีลักษณะดังนี้
                ชัยมงคลเป็นกลองที่วางไว้บนหอกลอง มีกลองอยู่ ๔ ใบ กลองใบใหญ่ ๑ ใบ อยู่ทางซ้ายมือ กลองใบเล็ก ๓ ใบ อยู่ทางขวามือขนาดลดหลั่นกัน
ลูกตุบ
หมายถึง กลองใบเล็ก ๓ ใบ มีขนาดลดหลั่นกัน วางด้านขวามือของผู้ตี
โหม่ง
ใช้ตีประกอบจังหวะโดยเป็นจังหวะหลักเสียงโหม่งแต่ละใบจะใช้เสียง “โด” หรือเสียง “ซอล” โหม่งมีลักษณะแบบเรียบตรงกลางนูน มีขอบนอกหักมุมตรงขอบจะเจาะรู ๒ รู ร้อยเชือกไว้ เพื่อสะดวกในการตี
ฉาบ
ใช้ประกอบจังหวะ ซึ่งการตีฉาบจะมีลีลาท่าทางประกอบ ฉาบจะตีหยอกล้อยั่วเย้ากับกลองฉาบทำด้วยโลหะ ตรงกลางของฉาบจะมีโค้งออกมา เพื่อสะดวกในการจับฉาบ ทำให้เกิดเสียงกังวาน
ไม้ค้อน
เป็นไม้ตีกลอง พันด้วยผ้าล้วนๆ ใช้ตีด้วยมือข้างขวา นิยมพันด้วยผ้าสีเหลืองหรือสีขาว
ไม้แจ่ม
เป็นไม้ตีกลองทำด้วยไม้ไผ่ ฉีกปลายออกเป็นซี่ๆ ใช้ตีด้วยมือข้างซ้าย
ขนบและความเชื่อในการบรรเลง

                ในอดีตบทบาทหน้าที่ของการตีกลองชัยมงคลเป็นกลองราชอาณาจักร เจ้าผู้ปกครองนครใช้ในยามเกิดศึกสงครามเพื่อใช้เป็นอาณัติสัญญาณการจัดกระบวนทัพ การออกศึก เมื่อชนะศึกก็จะมีการเฉลิมฉลอง เมื่ออำนาจของผู้ปกครองหมดไป กลองชัยมงคลถูกนำมาใช้ในพุทธจักร นำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา อาทิ ประเพณีสมโภชเมืองประเพณีอินทขิล โดยเฉพาะประเพณีอินทขิล บรรดาพ่อครูแม่ครูที่มีความสามารถทางด้านศิลปะการฟ้อนดาบ จ๊อยซอ จะมาแสดงเป็นการเฉลิมฉลอง กลองชัยมงคลก็จะถูกนำมาร่วมแสดงในจังหวะปู่จาธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จังหวะขอฝนแสนห่ากระบวนการสืบทอดและการถ่ายทอด
                 การทำกลองชัยมงคลสืบเนื่องมาจากการไปเที่ยวดูงานประเพณีต่างๆ ในแต่ละชุมชนและได้เห็นการแสดง เช่น การตีกลองปู่จา การตีกลองสะบัดชัยการตีกลองชัยมงคล ตลอดจนถึงการฟ้อนต่างๆ ครั้นกลับเข้ามาในชุมชนของตนเองก็พบว่ามีกลองอยู่ ๑ ใบอยู่ในวัดกิ่วแลจึงได้ชักชวนกันมาศึกษา ว่าคนในสมัยก่อนมีวิธีการทำกลองกันอย่างไร จึงได้ช่วยกันแกะกลองออกมาศึกษาดู หลังจากนั้นก็เริ่มทำกลองให้แก่วัดเพื่อใช้ตีในงานตามประเพณีของชุมชน คณะสล่าทำกลองชัยมงคลได้ให้ข้อมูลว่า ในการทำกลองแต่ละครั้งได้มีเด็กหรือเยาวชนในหมู่บ้านเข้ามาแวะเวียนดู ให้ความสนใจในการทำกลองแต่ละครั้ง ขั้นตอนการทำกลองแต่ละใบใช้เวลาประมาณ ๗ เดือน ผู้ทำกลองจึงถ่ายทอดโดยการบอกเล่าและวิธีการทำหรือจากการสอบถามของเด็กและเยาวชนที่ให้ความสนใจ ประกอบกับเด็ก เยาวชนในชุมชนก็ให้ความสนใจการตีกลองต่างๆ ได้รับความอนุเคราะห์จากอาจารย์มงคล เสียงชารี มาเป็นผู้ฝึกสอนให้แก่เด็ก เยาวชน ได้รับความสนใจจากชาวบ้าน เด็ก และเยาวชนเป็นอย่างมาก เพราะครั้นถึงงานประเพณีในชุมชนก็จะได้เด็ก เยาวชนมาตีกลองให้กับทางวัดและชาวบ้านในชุมชนได้ดู
เก็บข้อมูล ณ วัดป่าเสร้าน้อย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๙
โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
กลองชัยมงคล หรือกลองชัย ถือเป็นกลองที่เก่าแก่ดั้งเดิมของล้านนา ซึ่งปรากฏชื่อในคัมภีร์ธรรมล้านนา เป็นกลองต้นแบบที่พัฒนาไปสู่กลองปูชาและกลองสะบัดชัยในปัจจุบัน จากช่วงเวลาในอดีตจวบจนปัจจุบัน กลองชัยมงคลก็ดี กลองปูชาก็ดี กลองสะบัดชัยก็ดี ยังคงมีบทบาทหน้าที่รับใช้สังคมเสมอมา พ่อครูมานพ ยาระณะ ๑ ได้เล่าให้ฟังถึงกลองชัยมงคลว่า กลองชัยมงคลเดิมจะมีบทบาทรับใช้อาณาจักร ซึ่งพระมหากษัตริย์เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จะใช้ในโอกาสเมื่อเกิดศึกสงคราม ซึ่งทหารจะต้องรู้อาณัติสัญญาณของกลองว่าตีจังหวะใดจะแปรรูปขบวนในลักษณะใด เช่น ปีกกา หรือถลาออกซ้าย / ขวา หรือถอยซ้าย / ขวา หรือประโคมเมื่อมีชัยชนะ รวมทั้งใช้ตีเพื่อเป็นอาณัติสัญญาณที่จะบอกข่าว หรือ เหตุการณ์ให้กับประชาชนในชุมชนรับรู้ เช่น นัดประชุม การลักขโมย ไฟไหม้ เป็นต้น เพื่อจะได้เป็นการช่วยเหลือสังคมในชุมชน ต่อมาเมื่อสงครามยุติลง บทบาทของกลองชัยมงคลเปลี่ยนแปลงไปและนำมาประดิษฐานไว้ในหอกลองในวัดแทน โดยปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เป็นกลองปูชา และมีการประดิษฐ์ท่วงทำนองการตีกลองใหม่ เป็นการตีถวายเป็นพุทธบูชา บอกกล่าวเทพยดาได้รับรู้ และบอกอาณัติสัญญาณให้คนในชุมชนได้รับรู้เรียกกันในปัจจุบันว่า กลองปูชา จึงจัดเป็นกลองฝ่ายพุทธจักร
อนึ่ง กลองชัยมงคลในดั้งเดิมซึ่งใช้กับอาณาจักรในช่วงสมัยเชียงใหม่เป็นประเทศราชได้กลับมาใช้กับพุทธจักร คือ กลองชัยมงคลที่เจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้ายของเชียงใหม่นำมาถวายเป็นพุทธบูชาประดิษฐานไว้ที่วัดสระเกษ (วัดเกตการาม) อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งศรัทธาวัดเกตการามได้ปรับมาใช้เป็นกลองปูชา ปัจจุบันเริ่มชำรุดลงและถ้าเป็นไปได้ควรจะนำกลับมาเป็นกลองชัยมงคลอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น กลองชัยมงคลจึงทำหน้าที่เป็นกลองบูชาประจำวัด
เครื่องประกอบที่ใช้การตีกลองชัยมงคล
ชัยมงคล เป็นกลองที่วางไว้บนหอกลอง มีกลองอยู่ ๔ ใบ กลองใบใหญ่ ๑ ใบ
อยู่ทางซ้ายมือ กลองใบเล็ก ๓ ใบ อยู่ทางขวามือ ขนาดลดหลั่นกัน คำว่า จัยยะ หมายถึง ชัยชนะ และคำว่า มงคล หมายถึง ดีงาม
ลูกตุบ หมายถึง กลองใบเล็ก ๓ ใบ มีขนาดลดหลั่นกัน วางไว้ทางด้านขวามือ
ของผู้ตี
โหม่ง ใช้ตีประกอบจังหวะโดยเป็นจังหวะหลัก เสียงโหม่งแต่ละใบจะใช้เสียง
“โด” หรือ เสียง “ซอล” โหม่งมีลักษณะแบบเรียบตรงกลางนูน มีขอบนอกหักมุมตรงขอบจะเจาะรู ๒ รู ร้อยเชือกไว้ เพื่อสะดวกการตี
ฉาบ ใช้ประกอบจังหวะ ซึ่งการตีฉาบจะมีลีลาท่าทางประกอบ ฉาบจะตีหยอกล้อยั่วเย้ากับกลอง ฉาบทำด้วยโลหะตรงกลางของฉาบจะมีโค้งออกมา เพื่อสะดวกในการจับฉาบ ทำให้เกิดเสียงกังวาน
ไม้ค้อน เป็นไม้ตีกลอง พันด้วยผ้าล้วน ๆ ใช้ตีด้วยมือข้างขวา มักนิยมใช้ผ้าสี เหลือง ขาว ในการพัน
ไม้แจ่ม เป็นไม้ตีกลองทำด้วยไม้ไผ่ ฉีกปลายออกเป็นซี่ ๆ ใช้ตีด้วยมือข้างซ้าย
การขึ้นขันครู เป็นการเอาเครื่องสักการะ ได้แก่ ดอกไม้สีขาว ๙ ดอก ธูป ๙ ดอก น้ำขมิ้นส้มป่อย ๑ ขัน นำไปสักการะมอบตัวเป็นศิษย์
คาถาธรรม คือ บทคาถาธรรมในทางพระพุทธศาสนา อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ใช้ในการตีกลองชัยมงคลในแต่ละเพลง
คาถาวะปันตัว คือ คาถาที่มีตัวอักษรล้านนา คือ O (วะ) โดยเขียนไว้ทั้งหมดหนึ่งพันตัว จึงเรียกชื่อคาถานี้ว่า วะปันตัว (วะพันตัว)
น้ำขมิ้นส้มป่อย น้ำที่มีส่วนประกอบของดอกคำฝอย และฝักของดอกส้มป่อยผสมรวมกัน เกิดเป็นสีเหลืองคล้ายสีขมิ้น ตามความเชื่อของชาวล้านนาจะใช้น้ำขมิ้นส้มป่อยในการขอขมา
ประวัติความเป็นมา
การศึกษา ค้นคว้าข้อมูลด้านศิลปะการแสดง ที่เกี่ยวข้องกับกลองชัยมงคลตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
บทบาทของกลองชัยมงคลที่มีต่อชุมชนและพิธีกรรม และศึกษาการถ่ายทอดและการดำรงอยู่ของกลองชัยมงคลในปัจจุบัน คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลสารัตถะ โดยมีเนื้อหาประกอบดังนี้
ประเภทดนตรี
ศิลปะการแสดงกลองชัยมงคล ประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้
๑.เครื่องดนตรี
๑.๑ ประวัติความเป็นมากลองชัยมงคล
จากตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ๑ ได้กล่าวถึง กลองชัย ซึ่งปรากฏตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังรายไว้ดังนี้ “...เมื่อนั้น...ขุนเมืองฝางก็หื้อยอล่องเป็นดั่งว่านั้น เข้าเก๊าชนฝูงชุทั้งหลาย หื้อดับแทงศึกชุคน ฝูงคนเดินดินหื้อเข้าลั่นหน้ากองหน้าไม้ธนูไล่เข้าฟันแทงชุคนเทอะ เจ้าขุนครามแต่งกลศึกฉันนี้แล้ว ก็หื้อสัญญาณริพลเคาะฆ้องโย่ง ตีกลองชัย ยกสกลเสนาโยธาเข้าชุชนพระยาเบิกยู้ขึ้นมาวันนั้นแล...” นั่นคือ กลองชัยจะทำหน้าที่บอกสัญญาณการศึก นอกจากนี้กลองชัยก็ยังใช้ในการแสดงเพื่อการบันเทิงด้วย ดังคำบันทึกในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่
“...เจ้าพระยาคราม ได้ยินอาชญาพ่อแห่งตนหื้อมาห้าม เจ้าก็บ่ไป อยู่ตามคำพ่อแห่งตนหื้อมาห้ามนั้นแล เมื่อนั้น เจ้าพระยาจึงแต่งเสนาผู้ฉลาดอาจรู้กิจยุทธกรรมทั้งมวล มีขุนไชยเสนา กินเมืองนครเขลางค์ ก็นำเอาริพลมากราบไหว้พ่อชุประการ เจ้ามังรายก็หื้อลูกของตนเป็นอุปราชา เข้ากันกับทั้งขุนบ้านขุนเมืองชุคน ก็หื้อตีกลองอุ่นเมือง ทั่วเวียงเชียงใหม่และกุ๋มกาม เจ็ดวันเจ็ดคืน เลี้ยงดูหมู่ริพลทั้งหลาย ...หื้อรางวัลชุผู้ชุคน ...ตั้งพระยาครามกินเมืองเชียงดาวเป็นที่จอดไปมาแต่เมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงดาว... กับดุริยดนถี เป็นต้น กลองไชย พาทพิณ ปู อู ลา ภา ฮ่อ แตร สังข์ พร้อมทุกประการ แล้วเจ้ามังรายก็ปลงพระนามขึ้นชื่อลูกตนว่า เจ้าพระยาไชยสงคราม วันนั้นแล…”
นอกจากนั้นยังพบว่า กลองชัยยะมงคล ได้มีการเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกลอง ถือเป็นกลองเทวดา ๒ ว่า ...
เมื่อครั้งอดีตกาลผ่านมายังมียักษ์ตนหนึ่ง เป็นผู้มีตาทิพย์ สามารถมองเห็นทุกสิ่งได้ตามปรารถนา เมื่อถึงวันพระคราใดก็จะมีความต้องการกินมนุษย์ จึงต้องออกล่ากินมนุษย์ วันพระละหนึ่งคนตลอดมา จนมนุษย์ทั้งหลายต่างพากันเดือดร้อนอยู่อย่างไม่มีความสุขเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
อยู่มาวันหนึ่ง บรรดามนุษย์ต่างพากันพร่ำภาวนาอ้อนวอนต่อพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ในทวยเทพทั้งหลาย ตามปกติแล้วที่นั่งปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของพระอินทร์จะมีปกติอ่อนนุ่มนั่งสบาย แต่วันนั้นกลับมีอาการร้อนแข็งกระด้างผิดปกติ ทำให้องค์อินทร์รู้ว่าจะต้องมีมนุษย์ ผู้เดือดร้อนมาร้องเรียนเป็นแน่ จึงส่องเนตรมาดูยังโลกมนุษย์ก็พบว่ามนุษย์มีความเดือดร้อนเพราะถูกยักษ์ตาทิพย์มาไล่จับกินทุกวันพระและต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์
พระอินทร์จึงออกอุบายด้วยการแปลงร่างเป็นมนุษย์ลงมาสู่โลกมนุษย์ เพื่อจะกำหราบปราบยักษ์ไม่ให้มาสร้างความเดือดร้อนแก่มนุษย์อีก เมื่อพระอินทร์ในร่างแปลงได้พบกับยักษ์ก็ถามว่า วันพระที่จะถึงนี้จะไปจับใครมากินอีก ยักษ์ก็บอกว่าจะไปจับผู้หญิงคนหนึ่งมากิน พระอินทร์ได้ทีจึงท้าพนันกับยักษ์ตาทิพย์ว่า หากวันพระนี้ยักษ์ตามหาหญิงนางนั้นไม่เจอจะต้องเลิกกินมนุษย์เสีย อย่ามาสร้างความเดือดร้อนให้แก่มนุษย์อีก ยักษ์ก็รับคำท้า เพราะมั่นใจว่า ตนเองเป็นยักษ์ตาทิพย์เอาอะไรไปซ่อนที่ไหนก็หาเจอ เมื่อยักษ์ให้สัจจะแล้วพระอินทร์ในร่างแปลงมนุษย์ก็รีบไปหาหญิงนางนั้นแล้วนำไปซ่อนอยู่ในกลองใบใหญ่ใบหนึ่ง พร้อมกับเขียนอักขระ “0” หรือตัว วะ กำกับที่กลองใบนั้นจำนวนหนึ่งพันตัว ซึ่งเป็นคาถาอักขระตั๋วเมือง หรืออักษรล้านนาเรียกว่า “คาถาวะพันตัว” ๑ เพื่อที่จะป้องกันยักษ์ตาทิพย์ตนนั้นไม่ให้มองเห็น เมื่อวันพระมาถึงก็ตีกลองใบนี้ ด้วยคาถาธัมม์บทต่าง ๆ เช่น พุทโธ อะระหัง ธัมโม อะระหัง สังโฆ อะระหัง พุธโธกัณหะ ธัมโมกัณหะ สังโฆกัณหะ อิติปิโส นะโมพุทธายะ ทุสะนะโส นะโมพุทธายะ อิสฺวาสุ สุสฺวาอิ ฯลฯ เป็นต้น เมื่อยักษ์ตาทิพย์ออกตามหานางผู้นั้น ก็ไม่อาจมองเห็นและตามหาหญิงนางนั้นพบได้เพราะอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์แห่งบทพระคาถาจึงทำให้ยักษ์ตาทิพย์ถอดใจและถอยหนีกลับไป

พระอินทร์ในร่างแปลงตีกลองชัยมงคลด้วยคาถาธัมม์
ซึ่งซ่อนนางไว้ข้างในทำให้ยักษ์ตาทิพย์มองไม่เห็น

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ยักษ์ตาทิพย์ตนนี้ก็ไม่กลับมาจับมนุษย์ไปกินอีกเลย ก่อนที่พระอินทร์จะกลับไปสู่สวรรค์ได้บอกกล่าวให้มนุษย์ช่วยกันรักษากลองใบนี้ให้ดี และให้ตีกลองทุกวันพระ กลองใบ
นี้จึงมีชื่อว่า “กลองชัยมงคล” อันเป็นกลองที่เกิดจากการอวยพรของพระอินทร์ที่มอบให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย ใช้ตีเพื่อให้มีชัยชนะและเกิดความเป็นสิริมงคลอยู่กันอย่างมีความสุขร่มเย็นตลอดไป
ความเชื่อเรื่องอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของกลองและการตีกลองเพื่อป้องกันไม่ให้ยักษ์มาสร้างความเดือดร้อนแก่มนุษย์เช่นนี้แพร่กระจายตามชุมชนต่าง ๆ ที่มีกลองปูชา เช่น ชุมชนวัดป่าแลว ตำบลป่าแลวหลวง อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน มีกลองปูชาขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ที่หอกลองและมีบันทึกตำนานกลองปูชาตามคติท้องถิ่นติดไว้ว่า ๑
“ตำนานกลองปูจา (บูชา) กลองบูชาไม่ปรากฏหลักฐานมีตั้งแต่เมื่อใด ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานว่าในสมัยก่อน การตีกลองต้องตีทุก ๓ วัน ๗ วัน เพราะหากไม่ตีกลองจะทำให้ผียักษ์มากินบ้านกินเมืองและกินคนในหมู่บ้าน ต่อมาการตีกลองจะตีทุกวันพระหรือเทศกาลต่าง ๆ เพื่อให้ชาวบ้านได้ปฏิบัติกิจในวันพระหรือเทศกาลที่จัดขึ้น กลองปูจาใบใหญ่ที่ท่านเห็นนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่บอกอีกว่าตีกลองใบนี้ครั้งใด เสียงกลองจะได้ยินไปถึงบ้านหาดเค็ด (๑๗ ก.ม.)”
นอกจากนั้นในชุมชนวัดพุทธเอ้น อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เชื่อว่า หากไม่ตีกลองในวัน ๗ ค่ำและ ๑๔ ค่ำ ยักษ์จะออกจากน้ำบ่อทิพย์มากินคน ทำให้ผู้คนเกรงกลัวจึงตีกลองตามวาระเพื่อป้องกันยักษ์มาสร้างความเดือดร้อน
คัมภีร์พระวินัยดอกเดื่อ ๒ ผูกที่ ๒ ซึ่งเป็นคัมภีร์ใบลานจารด้วยอักษรล้านนาของวัดบ้านเอื้อม ตำบลบ้านเอื้อม อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง หน้าลานที่ ๘ – ๑๘ มีเนื้อหากล่าวถึง อณกสูตต์ ซึ่งเป็นพระสูตรหนึ่งที่คัมภีร์วินัยดอกเดื่อ อ้างว่าปรากฏอยู่ในคัมภีร์ปาราชิกกัณฑ์ กล่าวถึงกลองที่มีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ โดยเอ่ยชื่อกลองชัยมงคลในเบื้องต้น ต่อมาเมื่อจะกล่าวถึงกลองชัยมงคลในบริบทนั้นอีกจะใช้คำว่ากลองมังคละและกลองคีมปูแทน โดยไม่ปรากฏชื่ออย่างอื่นในบริบทนั้น
เนื้อหาของพระสูตรนั้น กล่าวถึงความผิดและวิบากกรรมของภิกษุ ๕๐๐ รูป ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ที่สวดอักขระผิด มีการเปรียบเทียบพระพุทธพจน์กับกลองชัยมงคลที่ทำจากคีมปู (ก้ามปู) ว่า เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เป็นสิ่งที่ประเสริฐ ถูกต้อง และดีงามอยู่แล้ว แม้จะไม่มีการประดับตกแต่งหรือดัดแปลงด้วยสิ่งภายนอกเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ แต่ผู้ฟังก็สามารถเข้าใจเข้าถึงสาระสำคัญและความดีงามอันเป็นแก่นแท้ได้ เนื้อหาอณกสูตต์มีดังนี้
ในอดีตกาลล่วงมาแล้ว พระโพธิสัตว์ได้เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ปุโรหิตาจารย์ในเมืองพาราณสี ซึ่งมีพระญาพรหมทัตราชเสวยราชสมบัติอยู่ ในสมัยนั้นมีปูใหญ่ตัวหนึ่งได้ตายลงแล้วถูกน้ำพัดพาเอาคีมปูไหลมาตามน้ำ ชาวเมืองได้พบเห็นจึงนำคีมปูนั้นมาถวายพระญาพรหมทัต พระองค์ทรง
เห็นว่าคีมปูนี้มีขนาดใหญ่มาก จึงสั่งให้ช่างนำไปสร้างเป็นกลองชัยมงคล และปราสาทดังความว่า “...วันนั้นยังมีปูตัว ๑ ใหย่นักตาย น้ำค็พัดเอาคีมแห่งปูหลวงตัวนั้นไหลไพตามกระแสแม่น้ำมา คนทังหลายไพหันดูกคีมปูหลวงตัวนั้น ค็เอามาถวายพระญาแล พระญาค็หื้อเพิ่นเอาแปงกลองชัยมังคละกับปราสาทไว้ คันตีกลองอันนั้นค็มีเตชะริทธี มีเสียงแปร่ไพผับทั่วเวียงพาราณสีอันกว้างได้ ๑๒ โยชนะ...”

เมื่อทำเสร็จแล้วจึงนำกลองใบนั้นมาตีดู ปรากฏว่าเสียงของกลองที่ทำจากคีมปูนั่นดังก้องกังวานไปทั่วทุกสารทิศและดังไปทั่วเมืองพาราณสีซึ่งกว้าง ๑๒ โยชน์ บรรดาเสนาอำมาตย์จึงปรึกษากันและมีความเห็นว่า กลองมังคละ ใบนี้มีฤทธิ์เดชานุภาพมากควรที่จะประดับตกแต่งให้สวยงามยิ่งขึ้น ทำให้นายช่างลงรักปิดทองทาชาดให้สวยงามแล้วนำเงินทองและแก้ว ๗ ประการ มาทำเครื่องประดับตกแต่งกลองมังคละนี้ ครั้นเมื่อได้ประดับตกแต่งเสร็จแล้วจึงทดลองตีกลองดูอีกครั้ง แต่ปรากฏว่าเสียงกลองที่เคยดังก้องกังวานสนั่นดังไปทั่วสารทิศกลับหายไปไม่ก้องกังวานเหมือนอย่างเดิม พระญาพรหมทัตราชและเสนาอำมาตย์ จึงเกิดความสงสัยและได้ปรึกษาหารือกับ พราหมณปุโรหิตาจารย์

เมื่อพราหมณปุโรหิตาจารย์ได้พิจารณาดูกลองใบนั้นแล้วก็กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช การประดับกลองใบนี้ด้วยเงินทองและแก้ว ๗ ประการ เป็นสิ่งที่ไม่สมควร คีมปูอันนี้เป็นสิ่งประเสริฐ มีฤทธิ์เดช มีอานุภาพอยู่แล้ว เมื่อทราบดังนั้นพระญาพรหมทัตราชจึงรับสั่งให้ช่างนำสิ่งของที่ประดับกลองใบนั้นออกให้หมดแล้วทดลองตีอีกครั้งปรากฏว่า กลองใบนั้นก็มีเสียงดังก้องกังวานกลับคืนมาเหมือนเดิม

พระพุทธเจ้าทรงตรัสเปรียบเทียบว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กลองคีมปู นั้นเปรียบเสมือนพระพุทธพจน์ที่ทรงแสดงไว้ถูกต้องดีงามตามอักขรวิธีภาษาบาลีอยู่แล้วย่อมเป็นคำสอนที่ประเสริฐ สามารถนำสัตว์โลกให้ข้ามสังขารวัฏบรรลุพระนิพพานได้ การประดับตกแต่งกลองคีมปูนั้นเปรียบเสมือนการนำเอาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปดัดแปลงด้วยทำนองต่าง ๆ ทำให้ออกเสียงไม่ถูกต้องจนเกิดอักขรวิบัติ ภิกษุรูปใดมีอวิชชาเข้าใจว่าการสวดมนต์และการเทศนาธรรมเป็นทำนองต่าง ๆ นั้น เป็นการแสดงความสามารถของตน ผู้คนชอบฟัง เพราะความไพเราะน่าฟัง เพราะมีการใส่ลำนำ ขับซอ อื่อกาพย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดพระธรรมวินัย เป็นการทำบาปทั้ง ผู้สวดมนต์หรือผู้เทศนาธรรมและผู้ฟัง เมื่อตายไปแล้วต้องตกนรกอเวจีเหมือนกับเปรต 500 ตน ที่พระมหาอนุรุทธเถระพบที่ป่าหิมพานต์นั้น

เนื้อเรื่องที่กล่าวถึงการนำคีมปูมาทำเป็นกลองที่มีอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ในเอกสาร ล้านนาฉบับนี้ โดยระบุชื่อกลองชัยมงคลในเบื้องต้นนั้น เมื่อตรวจสอบหลักฐานในพระไตรปิฎกพบว่า
เนื้อเรื่องดังกล่าวได้รับแนวคิดมาจาก กักกฎชาดก ในนิบาตชาดก ปทุมวรรคที่ 2 ๑ แล้วมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมเนื้อหาให้เป็นเรื่องราวตามคติท้องถิ่นล้านนากล่าวคือ ในกักกฎชาดกกลองที่ทำจากคีมปูระบุชื่อเป็นกลองอานกะ ๒ และ กลองอาลัมพระ ๓ ส่วนเอกสารล้านนาในอณกสูตต์นี้ระบุชื่อ กลองชัยมงคล ดังเนื้อหากักกฎชาดกดังนี้
ในอดีตกาล กฏุมพีเมืองสาวัตถีพาภรรยาไปชำระหนี้สินที่หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง แล้วถูกกลุ่มโจรจับไว้ หัวหน้าโจรต้องการภรรยาของกฏุมพีจึงคิดจะฆ่ากฏุมพี แต่นางภรรยาเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลสัตย์จึงคุกเข่าหมอบลงกับพื้นแล้วอ้อนวอนขอชีวิตสามี หัวหน้าโจรซาบซึ้งใจในความ ซื่อสัตย์ของนางจึงปล่อยสองสามีภรรยาให้เป็นอิสรภาพ
จากนั้นทั้งสองได้เข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมกับกราบทูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและกล่าวชมเชยภรรยาที่มีความซื่อสัตย์ช่วยให้พ้นจากภยันตรายได้
พระพุทธเจ้าทรงตรัสบอกว่า ภรรยาคนนี้ไม่ได้เอาชีวิตเป็นทานให้แก่ท่านเพียงคนเดียวและครั้งเดียวเท่านั้น ในอดีตชาตินางก็เคยให้ชีวิตเป็นทานแก่บัณฑิตทั้งหลายมาแล้วเช่นกัน ทรงตรัสเล่าว่า
ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติเมืองพาราณสี ครั้งนั้นมีพระญาปูทองตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในหนองน้ำใหญ่ใกล้ป่าหิมพานต์เรียกว่า หนองปู มีรูปร่างขนาดใหญ่เท่าลานนวดข้าว และมักจะจับช้างกินเป็นอาหารจนฝูงช้างต่างพากันหวาดผวา
ขณะนั้นพระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิเป็นช้างโอรสของพระญาช้างในโขลงนั้น ขณะตั้งครรภ์พระมารดาของพระโพธิสัตว์ได้ปลีกตัวไปอยู่สถานที่อีกแห่งหนึ่งเพื่อรักษาครรภ์ให้ปลอดภัย ต่อมาก็ประสูติพระโพธิสัตว์ และอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูจนมีความเฉลียวฉลาดมีพละกำลังมากกว่าช้างทั้งหลายและมีบริวารมากมาย
ครั้นต่อมาพระโพธิสัตว์ได้ช้างตัวเมียตัวหนึ่งเป็นภรรยา แล้วมีดำริจะจับปูใหญ่ในหนองปูนั้น จึงพาพระมารดาและภรรยาไปแจ้งความประสงค์ต่อพระบิดา แต่ก็ได้รับการห้ามปรามไว้พระโพธิสัตว์ยืนยันจะจับปูให้ได้ จากนั้นก็พาช้างทั้งหลายเหล่านั้นไปสู่หนองปูแล้ววางแผนล่อพระญาปูออกมา ซึ่งทราบว่าพระญาปูมักจะจับช้างกินตอนที่ช้างขึ้นจากหนองปู พระโพธิสัตว์จึงให้บรรดาช้างลงอาบน้ำให้สำราญแล้วจึงขึ้นจากหนอง โดยพระองค์จะเดินต้อนโขลงอยู่ข้างหลังบรรดาช้างก็ปฏิบัติตาม
ขณะที่พระโพธิสัตว์กำลังต้อนโขลงช้างอยู่ข้างหลังนั้น พระญาปูก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับชูก้ามทั้งสองหนีบเท้าพระโพธิสัตว์อย่างเหนียวแน่นและพยายามจะงับปากเพื่อเคี้ยวกิน ขณะเดียวกันพระโพธิสัตว์ก็พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดและพยายามกระชากลากพระญาปูขึ้นฝั่งให้ได้
ฝ่ายนางช้างซึ่งเป็นภรรยาของพระโพธิสัตว์ได้ยืนเฝ้าให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง ส่วนบรรดาช้างเหล่านั้นต่างก็หวาดผวาพากันส่งเสียงร้องวิ่งหนีปล่อยอุจจาระปัสสาวะเรี่ยราดไปตามรายทาง ครั้น
ต่อมานางช้างภรรยามีความกลัวต่อภัยที่จะเกิดขึ้นจึงทำท่าจะหนี พระโพธิสัตว์จึงกล่าวขอให้นางช่วยให้พ้นภัยอย่าได้ทิ้งเราผู้เป็นคู่ชีวิตกัน นางช้างภรรยาได้สติก็กล่าวให้กำลังใจแก่สามี พร้อมกับกล่าวอ้อนวอนพระญาปูให้ปล่อยพระโพธิสัตว์ผู้เป็นสามี เมื่อพระญาปูได้ฟังคำกล่าวอ้อนวอนนั้นแล้วก็ใจอ่อนยอมคลายก้ามปูจากเท้าพระโพธิสัตว์ ทันทีทันใดนั้นเองพระโพธิสัตว์ก็ได้ยกเท้าขึ้นกระทืบลงกลางหลังพระญาปูจนกระดองปูแหลกทลายลง ก้ามปูทั้งสองก็หลุดออกจากกัน ขณะนั้นบรรดาช้างที่หลบหนีอยู่ก็ดีใจส่งเสียงร้องด้วยความยินดีแล้วก็พากันร่วมฉุดกระชากลากเอาซากพระญาปูขึ้นมาบนฝั่งแล้วพากันกระทืบซ้ำจนซากแหลกเป็นจุณ
ส่วนก้ามปูทั้งสองเมื่อได้หลุดออกจากกระดองแล้วก็กระเด็นไปตกต่างที่กัน ครั้นถึงเวลาฝนตกน้ำหลาก ก้ามปูทั้งสองก็ล่องลอยไปตามแม่น้ำคงคา ก้ามปูอันหนึ่งถูกสายน้ำพัดพาไปถึงกลางทะเล อีกอันหนึ่งลอยน้ำไปติดอยู่ท่าน้ำหลวงของพระราชา จนกระทั่งพระราชาพี่น้องทั้ง ๑๐ พระองค์ลงเล่นน้ำพบเข้าก็นำไปทำกลองใบหนึ่งเรียกชื่อว่า อาณิกะ หรือ อานกะ ส่วนก้ามปูที่ลอยอยู่กลางทะเลนั้น พวกอสูรนำไปทำกลองใบหนึ่งเรียกว่า อาฬมฺพระ หรือ อาฬมุร
ครั้นต่อมาได้เกิดสงครามระหว่างอสูรกับเทวราชขึ้น ฝ่ายอสูรพ่ายแพ้ต่อเหล่าเทวราชแล้วทิ้งกลองใบนั้นไว้ ท้าวสักกะจึงให้เทวดาหามกลองดังกล่าวไปไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กลองใบนี้เมื่อตีแล้วจะมีเสียงดังสนั่นเหมือนเสียงเมฆคำราม โบราณาจารย์บางท่านกล่าวว่า เสียงฟ้าร้องนั้นแท้จริงก็คือเสียงกลองของพระอินทร์นี้เอง ทั้งกลองอาลัมพระและกลองอานกะต่างก็เป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่มีพลานุภาพ เพราะเสียงกลองจะทำให้ศัตรูใจสั่นสะท้านหวาดเกรงได้ แต่ไม่ปรากฏว่ากลองทั้งสองชนิดนี้มีรูปลักษณ์และท่วงทำนองการตีอย่างไร แต่เชื่อได้ว่าแนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการสร้างกลองและอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของกลองในคติล้านนานั้น มาจากชาดกเรื่องนี้เป็นสำคัญ แม้จะสร้างกลองที่มีรูปลักษณ์ ท่วงทำนองการตี และเรียกชื่อต่างกันตามความนิยมของแต่ละท้องถิ่นก็ตาม

ส่วนเนื้อเรื่องที่มีการนำกลองชัยมงคลมาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงพระพุทธพจน์นั้นได้รับแนวคิดมาจากอาณิสูตร๑ ซึ่งเป็นพระสูตรที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยยกเอากลองอานกะมาเปรียบเทียบ ดังเนื้อเรื่องอาณิสูตรดังนี้
“สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพนชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่าทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ตอกลิ่มอันอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉันใด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว เป็นพระสูตรที่ล้ำลึก มีอรรถล้ำลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรมอยู่ จักไม่ตั้งใจฟัง จักไม่เงี่ยโสตลงสดับ จักไม่ตั้งใจรับรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ว่าควรศึกษา
แต่ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิต อยู่ จักตั้งใจฟัง จักเงี่ยโสตลงสดับ จักตั้งใจรับรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้วเป็นพระสูตรที่ล้ำลึก มีอรรถลึกซึ้ง เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธานฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว เป็นพระสูตรที่ล้ำลึก มีอรรถลึกซึ้งเป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ พวกเราจักตั้งใจฟัง จักเงี่ยโสตลงสดับ จักตั้งใจรับรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษาดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล”
พระไชยวิทย์ ธัมมรโต วัดท่าตุ้ม ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ได้เขียนค่าวตำนานกลองชัยมงคล ไว้ดังนี้
กราบไหว้สา บูชานอบน้อม มีต่างดอกส้อม มีพร้อมบุปผา
คุณพระพุทธา ประดานักหนา คุณพระธัมมา สังฆาเอกอ้า
มาต๋าบิต๋า ครูบามากกว้าง ขอกราบเบญจางค์ พร้อมพรัก
ม่อนขอขยาย บรรยายจ่องจั๊ก ประจักษ์ทั่วหน้า ธานี
ตำนานกล๋องจัยนั้น สำคัญดีหลี เรื่องเล่าเปิ้นมี วาทีกล่าวอ้าง
โบราณเล่าขาน เมินนานแต่งสร้าง เพื่อสืบแนวทาง เอาไว้
ในอตีต๋า เมินมาแต่ไท้ เสียงกล๋องบ่ไร้ เนืองนัน
ยังมีพญา ยักษาผายผัน ด้วยฤทธีมัน เขตขันทั่วบ้าน
เซาะกิ๋นอาหาร บอกขานจุถ้าน จักกิ๋นต๋ามวาร บ่ละ
เซาะกิ๋นญิงสาว เป็นคราววันพระ แรมออกเป่งวะ เตื่อคน
เถิงวันศีลนั้น คนปั่นสะสน กลั๋วยักต๋ามน ยับยนกิ๋นเสี้ยง
ทุกข์อกทุกข์ใจ๋ อยู่ไหนหม่นเมี้ยง ทั่วด้าวแดนเวียง สะต๊าน
ญิงสาวตังหลาย กลั๋วต๋ายเยือกย้าน หัวอกเหี่ยวม๊าน ดึงวัน
วันศีลมาเถิง รอดเติงเปิงหัน ญิงสาวเดือดนัน ไคว่กั๋นทั่วหน้า
พญายักษา เซาะหาทั่วหล้า กิ๋นหมู่กัญญา นาฏน้อง
หาสาวบ่หัน ในขันเทศต๊อง เหลืออยู่เจ้าน้อง คนเดียว
หัวอกสะต๊อน เอ่าร้อนเป็นเปลี๋ยว จักกิ๋นจักเตียว อยู่เดียวในบ้าน
กลั๋วเจ้ายักษา ลงมาตื้นย้าน หื้อต๋ายขากปาณ ชีวิต
ชาวบ้านตังหลาย ญิงชายทั่วทิศ พากันเพ่งพิจ อุบาย
ตีกล๋องบ๋จ๊า บูชาผันผาย ขงขวายยังยาย ตามลายแบบเบ้า
วิงวอนไปหา อินตาเป็นเจ้า ขอช่วยบรรเทา หายทุกข์
ร้อนเถิงสวรรค์ ขุนธรรท่านลุก เลงหันมนุษย์ ลุ่มใต้
องค์ท่านไท้ ก็ได้เมตต๋า มีความขุณณา เล็งหาโลกหล้า
หันหมู่สัตต๋า ทุกขาปั่นบ้า เสด็จลงมา บ่จ๊า
รอดเถิงวันศีล องค์อินทร์เจ้าฟ้า แถลงเพศหน้า ลงมา
เป๋นชายเก่งกล้า วิชาคาถา เขียนยันต์มนตรา วะวาพันชั้น
เขียนใส่ในกล๋อง ต๋ามกองวันนั้น เป็นแนวขอบขัน เต๋จ๊ะ
เอาญิงน้องสาว เปิงปาววรรณะ ซ้อนละในกล๋อง มงคล
แล้วเอิ้นต่อต๊า ยักษาแห่งหน เซาะหาต๋ามน แม่คนน้องแก้ว
กันเจ้าเซาะหา แม่ลาร่างแคล้ว บ่ปะญิงแรว น้องนั้น
เจ้าจุ่งหนีหาย อย่าหมายก๊าบกั๊น เจ้าจุ่งสอดดั้น หนีไป
กันเจ้าเซาะพบ จิ่งขบต๋ามใจ๋ ข้าบ่อาลัย คนใดว่าอั้น
ขอเป๋นวาจ๋า สัญญาเที่ยงมั่น เป็นข้อสำคัญ ยิ่งนัก
ถึงเวลาหมาย ท้าทายแต๊ตั๊ก เจ้ายักจิ่งม้าง เซาะหา
อินตาเจ้าฟ้า ก็มารักษา ตีกล๋องชัยยา เซงซาบ่หน้อย
เป็นคำคาถา มนตราหลายถ้อย ห้ามยักตามอย จวบพบ
พุทโธธัมโม สังโฆถ้วนครบ กันหะน้อมนบ รักษา
กล๋องดังทั่วหล้า ใคว่ฟ้าเวหา เสียงกล๋องชัยยา นันทาตื่นก้อง
ดังทั่วโลก๋า หนาหมื่นห้อง ระบำทำนอง ม่วนล้ำ
ส่วนน้องสายใจ๋ นั่งในบุญถ้ำ อินทรีย์บ่จ๊ำ สำราญ
ด้วยเตชะหลาย บุญผายต๋นหาญ บังเสียงรำคาญ แก่นางนาฏไท้
เจ้าน้องหายกลั๋ว ความมัวยากไร้ เสี้ยงสุดหายไป ชื่นจ๊อย
ส่วยเจ้ายักษา เซาะหานาฏน้อย จนเสี้ยงสุดถ้อย อาณา
เซาะหาแต๊เล้า ยักเถ้าจนต๋า มันหมดปัญญา เซาะหาบ่ได
ยอมต๋ามวาจ๋า สัญญามีไว้ ขอเลิกลาไป หลีกลี้
ต๋นองค์เมตต๋า อินตากล่าวชี้ ฟังคำข้านี้ กล่าวจ๋า
กล๋องลูกใหญ่นี้ ของดีแท้หนา ชื่อชัยยะมังคลา เตชาอาจอ้าง
หื้อมนุสสา บูชาแต่งสร้าง เพื่อเป็นหนทาง โลกนี้
เจ้าฟ้าเมตต๋า ขุณณากล่าวชี้ เสร็จแล้วเต๋าอี้ เนอนาย
ท่านจิ่งกลับเพศ เป็นเหตุหันก๋าย แล้วค่อยยังยาย ขึ้นสายฟากฟ้า
หมู่คนทังหลาย ญิงชายทั่วหล้า ก้มกราบวันทา คึกคัก
หมู่เราทังหลาย ที่หมายสืบจั๊ก พร้อมพรักร่วมสร้าง หื้อดี
เรียนรู้ถูกต้อง เป็นของมีศรี คู่กับคนดี บ่มีหม่นเศร้า
ช่วยกั๋นสืบสาย ตามรายแบบเบ้า ก็จักเลิศเลา บ่น้อย
เล่าสืบตำนาน บทขานค่าวจ้อย ตามบทบาทถ้อย เดิมมา
กล๋อนวาทา เขียนมาเต้าอี้ เต้านี้วาดวางลง ก่อนแหล่นายเฮา
๒๗ กย. ๔๖
ลักษณะการแสดง
ลักษณะจังหวะของการตีฉาบ ๑
จังหวะของการตีฉาบจะใช้จังหวะในการตีให้เข้ากับกลองชัยมงคล โดยในแต่ละจังหวะสามารถตีสลับกันไป โดยในการตีฉาบจะต้องตีให้อยู่ในกรอบของจังหวะโหม่งด้วย พ่อครูมานพ ยาระณะ และอาจารย์มงคล เสียงชารี ได้ตีจังหวะฉาบและโหม่ง (ฆ้อง โหม่ง) และบอกเล่าเกี่ยวกับจังหวะฉาบ และโหม่งในเพลงออกศึกและปูจาธรรม ดังนี้

จังหวะฉาบที่ใช้ในเพลงออกศึกและเพลงปู่จาธรรม (บูชาธรรม)
จังหวะที่ ๑
- อี - เช็ง - แต้ง -แช - อี - เช็ง - แต้ง -แช - อี - เช็ง -แต้ง - แช - อี - เช็ง - แต้ง -แช
จังหวะที่ ๒
- แต้ง -แช - แต้ง -แช - แต้ง -แช - แต้ง -แช - แต้ง -แช -แต้ง - แช - แต้ง -แช - แต้ง -แช
จังหวะที่ ๓
- - - แช - - - แช - - - แช - - - แช - แช - แช - แช - แช - แช - แช - แช - แช
จังหวะที่ ๔
- อะ-แล่ม -แต่ม-แตะ - อะ- แล่ม -แต่ม-แตะ - อะ- แล่ม -แต่ม-แตะ - อะ- แล่ม -แต่ม-แตะ
จังหวะที่ ๕
-แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ

จังหวะฉาบที่ใช้ในเพลงชนะศึกหรือเพลงขอฝนแสนห่า
จังหวะที่ ๑
- - - - - แช - - - - - - - แช - - - - - - - แช - - - - - - - แช - -
จังหวะที่ ๒
- - - - - แช - - แชแชแชแช - แช - - - - - - - แช - - แชแชแชแช - แช - -

ลักษณะจังหวะของการตีโหม่ง
จังหวะของโหม่งมีอยู่ ๓ ลักษณะ ดังนี้

ลักษณะจังหวะโหม่งเพลงออกศึก

- - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง

ลักษณะจังหวะโหม่งเพลงชนะศึก

- - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง

ลักษณะจังหวะโหม่งเพลงปู่จาธรรม
จังหวะที่ ๑
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - โยง
จังหวะที่ ๒
- - - - - - - - - - - - - - - โยง - - - - - - - - - - - - - - - โยง
จังหวะที่ ๓
- - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง
จังหวะที่ ๔
- - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง
ในการตีโหม่งเพลงปู่จาธรรม (บูชาธรรม) จะเริ่มตีในจังหวะที่ ๑ , ๒, ๓, และ ๔ ซึ่งจะมีจังหวะที่ ๔ เป็นจังหวะเดียวกันกับเพลงออกศึก
จังหวะที่ใช้ในสงคราม
๑. จังหวะเพลงออกศึก เป็นการตีกลองเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจเหล่าทหารฮึกเหิม เกิดความกล้าหาญเข้าต่อสู้กับอริศัตรู ตลอดจนเป็นอาณัติสัญญาณการรบในรูปแบบต่าง ๆ ให้ทหารมีความเข้าใจพ้องกันขณะทำการรบกับข้าศึกศัตรู
กลองชัยมงคลเป็นกลองที่ใช้ตีจังหวะเพลงออกศึกที่เอกลักษณ์เฉพาะและถูกต้องมาแต่โบราณ เพลงออกศึกจะมีจังหวะค่อนข้างเร็ว รุกในการตี จะใช้ค้อนและไม้แจ่มโดยมีจังหวะเพลงออกศึกดังนี้

ฉาบ - - - แช - - - แช - - - แช - - - แช - - - - - - แช แช - - - - - - แช แช
โหม่ง - - - - - - - - - - - - - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง
กลอง - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ฉาบ - อี - เช็ง - แต้ง- แช - อี - เช็ง - แต้ง- แช - อี - เช็ง - แต้ง- แช - อี - เช็ง - แต้ง- แช
โหม่ง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง
กลอง - - - ต๊ะ - - - ต๊ะ - - - ต๊ะ - - - ต๊ะ - - - ต๊ะ - ตึ้ง - ต๊ะ ตึ้ง ตึ้ง-ต๊ะ - ตึ้ง - ต๊ะ

ฉาบ - อี - เช็ง - แต้ง- แช - อี - เช็ง - แต้ง- แช - แต้ง- แช - แต้ง- แช - แต้ง- แช - แต้ง- แช
โหม่ง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง
กลอง - ตุบ๓- ต๊ะ - - - ต๊ะ - ตุบ๓- ต๊ะ ตึ้งตึ้ง-ต๊ะ - ตุบ๒- ต๊ะ - ตุบ๓- ต๊ะ - - - ต๊ะ - ตุบ๑- ต๊ะ

ฉาบ - - อะแล่ม -แต่ม-แตะ - - อะแล่ม -แต่ม-แตะ - - อะแล่ม -แต่ม-แตะ - - อะแล่ม -แต่ม-แตะ
โหม่ง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง
กลอง - - - ต๊ะ - ตุบ๓- ต๊ะ - - - ต๊ะ - ตุบ๓- ต๊ะ - ตุบ๓- ต๊ะ - ตุบ๒- ต๊ะ - ตุบ๒- ต๊ะ - ตุบ๑- ต๊ะ

ฉาบ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ
โหม่ง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง
กลอง - ตุบ๑- ต๊ะ - ตุบ๒- ต๊ะ ตุบ๓ตุบ๓-ต๊ะ - ตุบ๑- ต๊ะ - ตุบ๓- ต๊ะ ตุบ๒ตุบ๒-ต๊ะ - ตุบ๒- ต๊ะ ตุบ๑ตุบ๑-ต๊ะ

ฉาบ -แขด-แขด -แขด-แขด -แขด-แขด -แขด-แขด -แขด-แขด -แขด-แขด -แขด-แขด -แขด-แขด
โหม่ง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง
กลอง ตุบตุบ-ต๊ะ - ตุบ- ต๊ะ - - - ต๊ะ - ตึง- ต๊ะ -หยั่ง-หยั่ง -หยั่ง-หยั่ง -หยั่ง-หยั่ง - ตุบ-ต๊ะ๓

ฉาบ - อี - เช็ง - แต้ง- แช - อี - เช็ง - แต้ง- แช - แต้ง- แช - แต้ง- แช - แต้ง- แช - แต้ง- แช
โหม่ง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง
กลอง -ตุบ๒- ต๊ะ๓ -ตุบ๑- ต๊ะ๓ -ตุบ๓- ต๊ะ๓ ตุบ๒ตุบ๒-ต๊ะ๓ - - - ต๊ะ๓ -ตุบ๑- ต๊ะ๓ -ตุบ๑- ต๊ะ๓ ตุบ๒ตุบ๒-ต๊ะ๓

ฉาบ - - อะแล่ม -แต่ม-แตะ - - อะแล่ม -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ - - อะแล่ม -แต่ม-แตะ
โหม่ง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง
กลอง -ตุบ๑- ต๊ะ๓ -ตุบ๒- ต๊ะ๓ -ตุบ๑- ต๊ะ๓ ตุบ๒ตุบ๒-ต๊ะ๓ - - - ต๊ะ๓ -ตุบ๑- ต๊ะ๓ -ตุบ๑- ต๊ะ๓ ตุบ๒ตุบ๒-ต๊ะ๓

ฉาบ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ -แต่ม-แตะ
โหม่ง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง
กลอง -หยั่ง๓.๒-หยั่ง๓.๒ - ตุบ๒- ต๊ะ ตุบ๓ตุบ๓-ต๊ะ - ตุบ๑- ต๊ะ - ตุบ๓- ต๊ะ ตุบ๒ตุบ๒-ต๊ะ - ตุบ๒- ต๊ะ ตุบ๑ตุบ๑-ต๊ะ

ฉาบ -แขด-แขด -แขด-แขด -แขด-แขด -แขด-แขด - อี - เช็ง - แต้ง- แช - อี - เช็ง - แต้ง- แช
โหม่ง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง
กลอง - ตุบ๒- ต๊ะ - - - ต๊ะ - ตุบ๒- ต๊ะ ก๊อกแก๊ก-ต๊ะ - ตุบ๒- ต๊ะ - ตุบ๓- ต๊ะ - ตุบ๑- ต๊ะ ตุบ๓ตุบ๓-ต๊ะ

ฉาบ - อี - เช็ง - แต้ง- แช - อี - เช็ง - แต้ง- แช - - - - - - - เช็ง - - เช็ง เช็ง - เช็ง - เช็ง
โหม่ง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง - - - โยง
กลอง - ตึง - ตึง - ตึง - ตึง - ตึง - ตึง - - - หยั่ง - - - - -หยั่ง-หยั่ง - - - หยั่ง - - - หยั่ง

ลักษณะการตีกลองเพลงออกศึก
ก่อนการตีกลองเพลงออกศึกจะต้องลั่นกลอง ๓ ครั้ง แล้วเริ่มต้นตีกลองด้วยไม้แจ่ม ๔ ครั้ง จากนั้นเริ่มตีกลองในจังหวะเพลงออกศึก ตีปล่อยหน้ากลอง ตีกดหน้ากลอง ตีขอบกลอง ตีเลียหน้ากลองปล่อย ตีเลียหน้ากลองกด ตีเลียขอบกลอง ตีรัวเดี่ยว ตีรัวคู่ ตีรัวก้ำ (ค้ำ) ซึ่งจะมีลักษณะการตีสลับกันไปมาแล้วแต่ผู้ตี ลักษณะเด่นของการตีกลองเพลงออกศึกซึ่งเมื่อเริ่มตีกลองแล้วจะมีการตีกลองตามบทคาถาอันได้แก่
พุทธคุณนัง ธรรมคุณนัง สังฆคุณนัง พุทโธอรหัง ธรรมโมอรหัง สังโฆอรหัง พุทโธพุธธัง ธรรมโมธรรมมัง สังโฆสังฆัง อิติปิโส ภควา อรหัง สัมมา สัมพุทโธ อิสวาสุ หรือ สุสวาอิ พุทโธอาราธนานัง ธรรมโมอาราธนานัง สังโฆอาราธนานัง พุทโธกัณหะ ธรรมโมกัณหะ สังโฆกัณหะ

ลักษณะบทคาถาธรรมที่ปรากฏ เป็นการสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งรวมเป็นพระรัตนตรัย โดยในการตีจะตีตั้งแต่คาถาบทแรกจนถึงบทสุดท้ายแล้วกลับไปเริ่มต้นตีบทแรกใหม่ ซึ่งในการตีกลองจะถือเอากลองลูกตุบใบแรกเป็นพระพุทธ ใบที่สองเป็นพระธรรม ใบที่สามเป็นพระสงฆ์ เมื่อตีกลองจนจบกระบวนเพลงแล้วจะต้องตีจังหวะลงกลองเป็นสัญลักษณ์ดังปรากฏในตอนจบของตัวอย่างเพลงออกศึก เพื่อให้รู้ว่าจบเพลงออกศึก ซึ่งจะมีลักษณะการตีโดยใช้ไม้แจ่มและไม้ค้อนตีพร้อมกัน

ลักษณะการตีฉาบเพลงออกศึก
ฉาบในเพลงออกศึกจะตีเสียงเช็งนำ ๔ ครั้ง จากนั้นจะตีฉาบแยกออกจากโหม่ง เพื่อเข้าสู่จังหวะการตีฉาบเสียงต่าง ๆ ตามลักษณะจังหวะของฉาบ ซึ่งในการตีฉาบจะตีจังหวะสลับกันไป พอหมดจังหวะสุดท้ายก็จะตีในจังหวะที่ ๑ เป็นจังหวะหลักสลับกับจังหวะที่ ๒, ๓, ๔

ลักษณะการตีโหม่งเพลงออกศึก
โหม่งจะเริ่มตีในจังหวะนำของฉาบจังหวะที่ ๓ จากนั้นจะตีให้จังหวะเรื่อย ๆ จนจบเพลง

๒. จังหวะเพลงชนะศึกหรือขอฝนแสนห่า
เป็นเพลงกลองที่ส่งสัญญาณ บอกถึงการมีชัยชนะในการทำการรบ และเพื่อ
เฉลิมฉลองชัยชนะตลอดจนตีเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมือง วัดวาอาราม จังหวะนี้เป็นจังหวะที่มีความครึกครื้นสนุกสนาน การตีนั้นจะมีการสอดแทรกลีลา ท่าทางอันเป็นชั้นเชิงที่แสดงถึงความปีติยินดี เป็นจังหวะกลองที่น่าดูน่าชมเป็นอย่างยิ่ง
จังหวะขอฝนแสนห่าใช้ตีในงานประเพณีพื้นบ้านล้านนาที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา
และในคราวที่ บ้านเมืองประสบภัยพิบัติแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับประชาราษฎรให้มีจิตใจเข้มแข็งสามารถต่อสู้กับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ และดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข เช่น งานแห่พระพุทธสิหิงค์ งานเทศนาธรรมปลาช่อน งานบูชาเสาอินทขีล เป็นต้น

ฉาบ - - - - - แช - - - - - - - แช - - - - - - - แช - - แชแชแชแช - แช - -
โหม่ง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง
กลอง - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ฉาบ - - - - - แช - - - - - - - แช - - - - - -
โหม่ง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - -
กลอง (- - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง-ตึ้งตึ้ง) (๓ ครั้ง)

ฉาบ - - - - - แช - -
โหม่ง - - - - - - - โยง
กลอง (- - ตึ้ง ตึ้ง - ตึ้ง - ตึ้ง (๓ ครั้ง)

ฉาบ - - - - - แช - - - - - - - แช - - - - - - - แช - - แชแชแชแช - แช - -
โหม่ง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง
กลอง (- - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง- ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง- ตึ้ง ตึ้ง)
(๓ ครั้ง)


ฉาบ - - - - - แช - - - - - - - แช - - - - - - - แช - - แชแชแชแช - แช - -
โหม่ง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง
กลอง (- - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง- ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้งตึ้ง) (๓ ครั้ง)

ฉาบ - - - - - แช - - - - - - - แช - - - - - - - แช - - แชแชแชแช - แช - -
โหม่ง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง
กลอง (- - ตึ้ง ตึ้ง ก๊อกแก๊กตึ้งตึ้ง) (๓ ครั้ง) ก๊อกแก๊กตึ้งตึ้ง) (๓ ครั้ง) (- - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - ตึ้ง - ตึ้ง)
(๓ ครั้ง)
ฉาบ - - - - - แช - - - - - - - แช - - - - - - - แช - - แชแชแชแช - แช - -
โหม่ง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง
กลอง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง- ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง- ตึ้ง ตึ้ง

ฉาบ - - - - - แช - - - - - - - แช - - - - - - - แช - - แชแชแชแช - แช - -
โหม่ง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง
กลอง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง- ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง- ตึ้ง ตึ้ง

ฉาบ - - - - - แช - - - - - - - แช - - - - - - - แช - - แชแชแชแช - แช - -
โหม่ง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง
กลอง - -ตุบ๓ตุบ๓ -ตุบ๑-ตุบ๓ - -ตุบ๓ตุบ๓ ตุบ๑-ตุบ๓ตุบ๓ - -ตุบ๓ตุบ๓ ตุบ๑-ตุบ๓ตุบ๓ -ตุบ๓-ตุบ๓ ตุบ๑-ตุบ๓ตุบ๓

ฉาบ - - - - - แช - - - - - - - แช - - - - - - - แช - - แชแชแชแช - แช - -
โหม่ง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง - - - - - - - โยง
กลอง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง - - ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง- ตึ้ง ตึ้ง - ตึ้ง - ตึ้ง - ตึ้ง - ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง - ตึ้ง - -

ลักษณะการตีกลองเพลงชนะศึก
ก่อนการตีกลองเพลงชนะศึกจะต้องตีลั่นกลอง ๓ ครั้ง แล้วเริ่มต้นตีกลองชัยมงคล เพลงชนะศึกด้วยไม้ค้อนสลับกันทั้งมือซ้ายและขวา โดยจะมีลักษณะการตี ได้แก่ ตีปล่อยหน้ากลอง ตีกดหน้ากลอง ตีขอบกลอง ซึ่งจะมีลักษณะการตีสลับกันไปมาแล้วแต่ผู้ตีจะสามารถตีออกมาในเสียงใด ในการตีกลองเพลงชนะศึกมีการตีตามลักษณะ บทคาถาอัน ได้แก่ นโมตะสะ ภควโต อรหโต สัมมา สัมพุทธสะ อิติปิโส ธรรมโมพุทธายะ ตุตะนโส นโมพุทธายะ
ในการตีกลองเพลงชนะศึกตามลักษณะบทคาถาดังกล่าว ตีตั้งแต่บทแรกจนถึงบทสุดท้ายแล้วกลับไปเริ่มต้นใหม่ สำหรับจังหวะการตีกลองเพลงชนะศึกตอนจบ กลองจะตีรัวติดกัน ๕ ครั้ง ในครั้ง ๖ จะให้โหม่งตี ส่วนกลองจะหยุดตี

ลักษณะการตีฉาบเพลงชนะศึก
ฉาบในเพลงชนะศึกจะตีเสียง แช่ และจะตีให้จังหวะไปอย่างสม่ำเสมอ โดยฉาบจะตีนำสลับกับโหม่ง ๓ ครั้ง ตามตัวอย่างเพลงข้างต้น หลังจากนั้นกลองจะเริ่มตีในจังหวะที่ ๓ ของจังหวะฉาบ ในระหว่างการตีกลองฉาบจะตีหยอกล้อกับโหม่ง ในตอนจบของเพลงชนะศึกฉาบจะตีลง ๖ ครั้ง

ลักษณะการตีโหม่งเพลงชนะศึก
โหม่งจะตีให้จังหวะหลังฉาบตีนำ ๑ ครั้ง จากนั้นโหม่งจะตีสลับกับฉาบโดยโหม่งจะตีเป็นจังหวะหลักดำเนินไปจนจบกระบวนเพลงชนะศึก
การตีกลองชัยมงคลจังหวะฝนแสนห่านั้น จะเริ่มต้นจังหวะช้าและรัวเร็วในอันดับต่อมา ขณะที่ตีกลองชัยมงคลนั้นพระสงฆ์ จะเทศน์ธรรมปลาช่อนให้กับศรัทธาสาธุชนฟังบนวิหาร ส่วนกลองชัยมงคลก็จะตีข้างวิหาร อนึ่งในการตีฉาบจะมีลีลาประกอบ
สาขา/ประเภท
ความเชื่อ
ในอดีตบทบาทหน้าที่ของการตีกลองไชยมงคลเป็นกลองราชอาณาจักร เจ้าผู้ปกครองนครใช้ในยามเกิดศึกสงคราม เพื่อใช้เป็นอาณัติสัญญาณการจัดกระบวนทัพ การออกศึก เมื่อชนะศึกก็จะมีการเฉลิมฉลอง เมื่ออำนาจของผู้ปกครองหมดไป กลองไชยมงคลถูกนำมาใช้ในพุทธจักร นำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา อาทิ ประเพณีสมโภชเมือง ประเพณีอินทขิล โดยเฉพาะประเพณีอินทขิลบรรดาพ่อครู แม่ครู ที่มีความสามารถทางด้านศิลปะการฟ้อนดาบ จ๊อย ซอ จะมาแสดงเป็นการเฉลิมฉลอง กลองไชยมงคลก็จะถูกนำมาร่วมแสดงในจังหวะปู๋จาธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จังหวะขอฝนแสนห่า
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
จังหวะและท่วงทำนองเพลงของกลองชัยมงคล จะมีลีลาที่งดงาม เนื่องจากเป็นการตีในลักษณะพิธีกรรมทางพุทธศาสนา โดยมีจังหวะดังนี้

จังหวะปู่จาธรรม (แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์) ๑
ใช้ตีในงานบุญงานกุศลทางพุทธศาสนาเพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา เช่น งานยกฉัตร งานยกช่อฟ้า งานอบรมสมโภชพระพุทธรูป เป็นต้น โดยมีการตั้งจิตระลึกพระคาถาไปพร้อม ๆ กับจังหวะการตีกลองว่า “อิติปิโสภควาอรหังสฺมาสฺพุโธวิชาจรณสฺพโนสุคโตโลกวิทูอนุตโรปุริสทมสารถิสถาเทวมนุสานังพุโธภควาติพามาอุกสนทุ “๑

จังหวะของการตีกลองชัยมงคล ๒ ทำนองปู่จาธรรม โดยมีรายละเอียดดังนี้
ไหว้พระรับศีล ๘ นั่งกำหนดจิตให้เป็นสมาธิ หายใจเข้า ออก
พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ
๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘
บทที่ ๑ ต๊ะ - - - - - - -
ต๊ะ - - - - - - -
ต๊ะ - - - - - - -
ต๊ะ - - - - - - -
ตึ้ง - - - - - - -
ตึ้ง - - - - - - -
ตึ้ง - - - - - - -
ตึ้ง - - - - - - -
หย่าง - - - - - - -
หย่าง - - - - - - -
หย่าง - - - - - - -
หย่าง - - - - - - -
ตุบ - - - - - - -
ตุบ - - - - - - -
ตุบ - - - - - - -
ตุบ - - - - - - -
พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ
๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘
บทที่ ๑ (ต่อ) ต๊ะ - - - - - - -
ต๊ะ - - - - - - -
ต๊ะ - - - - - - -
ต๊ะ - - - - - - -
ต๊ะ - - - - - - -
ต๊ะ - - - - - - -
ต๊ะ - - - - - - -
ต๊ะ - - - - - - -
ตุบ - - - - - - -
ตุบ - - - - - - -
ตุบ - - - - - - -
ตุบ - - - - - - -
ต๊ะ - - - - - - -
ต๊ะ - - - - - - -
ต๊ะ - - - - - - -
ต๊ะ - - - - - - -

พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ
๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘
บทที่ ๒ ต๊ะ ตึ้ง - - - - - -
ต๊ะ ตึ้ง - - - - - -
ต๊ะ ตึ้ง - - - - - -
ต๊ะ ตึ้ง - - - - - -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง - - - - -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง - - - - -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง - - - - -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง - - - - -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ - - - -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ - - - -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ - - - -
พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ
๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘
บทที่ ๒ (ต่อ) ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ - - - -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ - - -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ - - -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ - - -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ - - -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ ต๊ะ - -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ ต๊ะ - -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ ต๊ะ ตุบ -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ ต๊ะ ตุบ -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ ต๊ะ ตุบ -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ ต๊ะ ตุบ -
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ ต๊ะ ตุบ ต๊ะ
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ ต๊ะ ตุบ ต๊ะ
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ ต๊ะ ตุบ ต๊ะ
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ ต๊ะ ตุบ ต๊ะ

พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ พุธโธ
๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘
บทที่ ๓ ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ
ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ต๊ะ ตึ้ง หย่าง ตุบ ต๊ะ

บทที่ ๔ ต๊ะตุบต๊ะตุ๊บต๊ะตึ่งหย่าง
ต๊ะตุบต๊ะตุ๊บต๊ะตึ่งหย่าง
ต๊ะตุบต๊ะตุ๊บต๊ะตึ่งหย่าง
ต๊ะตุบต๊ะตุ๊บต๊ะตึ่งหย่าง
ต๊ะตุบต๊ะตุ๊บต๊ะตึ่งหย่างต๊ะตึ้งหย่างต๊ะตึ้งหย่างตุบต๊ะ
ต๊ะตุบต๊ะตุ๊บต๊ะตึ่งหย่างต๊ะตึ้งหย่างต๊ะตึ้งหย่างตุบต๊ะ
ต๊ะตุบต๊ะตุ๊บต๊ะตึ่งหย่างต๊ะตึ้งหย่างต๊ะตึ้งหย่างตุบต๊ะ
ต๊ะตุบต๊ะตุ๊บต๊ะตึ่งหย่างต๊ะตึ้งหย่างต๊ะตึ้งหย่างตุบต๊ะ
ต๊ะตุบต๊ะตุ๊บต๊ะตึ่งหย่างต๊ะตึ้งหย่างต๊ะตึ้งหย่างตุบต๊ะต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะ
ต๊ะตุบต๊ะตุ๊บต๊ะตึ่งหย่างต๊ะตึ้งหย่างต๊ะตึ้งหย่างตุบต๊ะต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะ
ต๊ะตุบต๊ะตุ๊บต๊ะตึ่งหย่างต๊ะตึ้งหย่างต๊ะตึ้งหย่างตุบต๊ะต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะ
ต๊ะตุบต๊ะตุ๊บต๊ะตึ่งหย่างต๊ะตึ้งหย่างต๊ะตึ้งหย่างตุบต๊ะต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะ
ต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะตุบต๊ะ ต๊ะ ต๊ะ ต๊ะ ต๊ะ ฯลฯ
ในการตีกลองชัยมงคลให้ครบจังหวะก็คือ จะต้องตีกลองในจังหวะเดิมให้ครบ ๘ บทของพระคาถา
พระคาถาที่สามารถนำมาใช้ในการตีกลองได้มีหลายบท ได้แก่
-- บทพุทโธอรหัง
-- บทพุทธะคุณนัง
-- บมพุทโธกัณหะ
-- บทอิติปิโส
- ฯลฯ เป็นต้น
ต่อไปเป็นจังหวะเร็วตามเสียงฆ้อง (โหม่ง) และฉาบ
อุปกรณ์
กลองชัยมงคล เป็นกลองชุดขนาดใหญ่ ประกอบด้วย
๑. กลองใบใหญ่ ๑ ลูก เรียกว่า “แม่กลอง” ทำด้วยไม้สัก ไม้ประดู่ ไม้ดอกแก้ว ไม้ขนุน ไม้ตะเคียน ซึ่งแล้วแต่โอกาสและความต้องการของช่างหรือผู้ที่สั่งทำ เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อ เป็นกลองประเภทขึงด้วยหมุดไม้ ปล่อยหัวหมุดให้ยื่นพ้นออกมานอกตัวกลอง ขนาดหน้ากลองกว้างประมาณ ๒๙ นิ้ว ถึง ๔๐ นิ้ว
๒. กลองใบเล็ก ๓ ลูก เรียกว่า “ลูกตุบ” ทำด้วยไม้ชนิดเดียวกับแม่กลอง ขึงด้วยหนังทั้งสองหน้า ตรึงด้วยหมุดไม้เช่นเดียวกับแม่กลอง ซึ่งมีขนาดดังนี้
ลูกที่ ๑ หน้ากว้าง ๑๑ หรือ ๑๓ หรือ ๑๕ นิ้ว
ลูกที่ ๒ หน้ากว้าง ๑๒ หรือ ๑๓ หรือ ๑๕ นิ้ว
ลูกที่ ๓ หน้ากว้าง ๑๓ หรือ ๑๕ หรือ ๑๗ นิ้ว

มีเครื่องดนตรีที่นำมาตีประกอบอีก ๒ ประเภท คือ ฉาบ ๑ คู่ และฆ้องอีก ๙ ใบ ตีประกอบจังหวะเป็นทำนองต่าง ๆ

คุณค่า
ปัจจุบันกลองชัยมงคลยังมีบทบาทหน้าที่ใช้ตีในงานบุญทางพุทธศาสนาอยู่ และมีการสืบทอดแพร่หลายอยู่ตามวัดต่าง ๆ เช่น วัดสวนดอก วัดศรีประดิษฐ์ วัดกิ่วแล วัดชัยสถาน (ป่าเสร้าน้อย) วัดท่าทุ่ม เป็นต้น ส่วนมากแต่ละวัดในล้านนามักจะมีกลองปูชาซึ่งพัฒนาการมาจากกลองชัยมงคลประดิษฐานและใช้ตีอย่างแพร่หลายอยู่แล้ว โดยถือว่ากลองชัยมงคลเป็นมรดกคู่กับแผ่นดินล้านนาที่ทรงคุณค่า บ่งบอกประวัติศาสตร์ความเป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่น เป็นมรดกของแผ่นดินที่ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของชาวล้านนาทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกันเป็นผู้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น ถ้าหากชาวล้านนาไม่ช่วยกันศึกษาและอนุรักษ์สืบสานไว้ กลองชัยมงคลอาจจะสูญหายไปจากสังคมล้านนา จนไม่อาจจะสืบค้นหารากเหง้าได้อีก แต่อย่างไรก็ดีนักดนตรีรุ่นเยาว์ก็ได้มีการเรียนการตีกลองชัยมงคลและรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มผู้ศึกษาตามสถานศึกษา วัด โดยมีครูผู้ฝึกซ้อมและเริ่มนำสู่การแสดงทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด รวมทั้งถ่ายทอดไปยังโรงเรียน วัดที่ต้องการที่เรียนด้วย ซึ่งจะทำให้ศิลปะการแสดงประเภทกลองชัยมงคลเริ่มที่จะเป็นที่รู้จักและแพร่หลายต่อไป กล่าวคือ กลองชัยมงคลได้มีบทบาทจากการตีกลองชัยมงคลเข้าสู่กลองปูจาและกลองสะบัดชัย ในอัตราส่วนกลองปู่จาธรรม ๑๐% กลองสะบัดชัย ๓๐%
การถ่ายทอดและการสืบทอด
การไหว้ครู
ผู้ที่จะขอเรียนการตีกลองชัยยะมงคลนั้น จะต้องมีพิธีไหว้ครูเพื่อเป็นสิริมงคลและขอให้เรียนได้สำเร็จตามประสงค์ ต้องทำในวันพฤหสับดี และทั้งครูและศิษย์จะต้องรักษาศีล ๘ และนุ่งห่มด้วยชุดขาว เครื่องไหว้ครูประกอบด้วย ดอกบัว ๙ ดอก ธูป ๙ ดอก เทียนขี้ผึ้ง ๕ เล่ม น้ำขมิ้นส้มป่อย ข้าวตอกดอกไม้ นำไปไหว้ครูเพื่อขอเรียน ครูก็จะเริ่มสอนโดยจับมือลูกศิษย์ให้ตีกลองแล้วจึงเริ่มสอนลีลาการตีกลอง จังหวะ และเพลงตามลำดับ ซึ่งเครื่องไหว้ครูนี้ ๑ พระมหาจรินทร์ วัดสันป่าข่อย เป็นผู้นำมาใช้

วันพญาวันของทุกปี จะจัดให้มีการไหว้ครูซึ่งจะต้องเตรียมเครื่องไหว้ครูดังนี้
มะพร้าว ๑ ทลาย
กล้วย ๑ เครือ
ผลไม้ ๑ ถาด
อ้อย ๒ เล่ม
หมาก ๑ ทลาย
พลู
ยาสูบ

เครื่องไหว้ครูดังกล่าว จะมีความหมายถึงความมีปัญญา ความไพเราะเบิกบาน ความหวาน ในส่วนของดอกบัว ๙ ดอก หมายถึง โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทามิมรรค สกทามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหันตมรรค อรหันตผล และนิพพาน เทียน ๕ เล่ม หมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา ครูอาจารย์ หลังจากเตรียมเครื่องไหว้ครูแล้ว ก็เริ่มถวายเครื่องไหว้ครู กล่าวคำบูชาขอพรจากพระอินทร์ พระพรหม ยมราช พระแม่ธรณี แล้วตีกลองอุ่นงันเป็นที่สนุกสนานสำราญทั้งครูและลูกศิษย์ การไหว้ครูก่อนการตีกลองชัยมงคล จะมีลักษณะการไหว้ครูโดยใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายออกท่าทางปรากฏ ๑๒ ลักษณะ คือ ท่าตบบ่าผาบ ท่าเขยาะก๋า ท่าสาวไหมแมงโบ้ง ท่าหล้อ ท่าไหว้กลอง ท่าไขอก ท่าตอกส้น ท่าบิดบัวบาน ท่าสางเกิ่ง ท่าติดกะ ท่าเขยาะก๋า และท่าสางหลวง ซึ่งท่าต่าง ๆ นี้จะปฏิบัติก่อนการตีกลองชัยมงคล เพื่อขอขมาพระแม่ธรณี
พระภูมิเจ้าที่ อีกทั้งเทพบุตร เทพธิดาทั้งหลายและยังเป็นการขอพรอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อปกป้องรักษาผู้ที่ตีกลองชัยมงคลในแต่ละครั้งผ่านไปได้ด้วยดี นอกจากนี้การปฏิบัติท่าไหว้ครูยังเป็นการเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกาย จิตใจของผู้ที่จะตีกลองก่อนการตีกลองชัยมงคลอีกด้วย

การไหว้ครูอีกลักษณะหนึ่ง คือ เป็นการนำเครื่องสักการบูชาอันได้แก่ ดอกไม้ขาว ๙ ดอก น้ำขมิ้นส้มป่อย ๑ ขัน ธูป ๙ ดอก เทียน ๕ เล่ม เพื่อเป็นการอธิษฐานและระลึกถึงครูบาอาจารย์และพระแม่ธรณีเป็นการส่งกระแสแรงอธิษฐานและส่งเสียงกลองให้ดังไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้าเพื่อไปถึงแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม ยมราช เทพบุตรเทพธิดาทั้งหลายและใต้สะดือทะเลถึงพระมหาอุปคุตในเมืองบาดาล
ข้อมูลผู้บอกรายละเอียด
ชื่อ นายมานพ ยาระณะ ปัจจุบันอายุ ๗๔ ปี เกิดวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๔ บิดาชื่อ นายคำปัน ยาระณะ อาชีพรับราชการครู มารดาชื่อ นางบัวเขียว ยาระณะ อาชีพค้าขาย ภรรยาชื่อ นางสมัย ไชยวงค์ มีบุตรสาว ๑ คน คือ นางสาวชลธาร ยาระณะ
ประวัติการศึกษา
พ.ศ. ๒๔๘๘ จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนวัดศรีดอนไชย อำเภอเมืองเชียงใหม่

ประวัติการทำงาน
-พ.ศ. ๒๔๘๘ : ประกอบอาชีพครูสอนศิลปะการต่อสู้เชิง (การต่อสู้มือเปล่า) เชิงดาบ เชิงหอก และศิลปะการชกมวยไทยในนามของค่าย พันศักดิ์สมัครเล่น พันศักดิ์ลูกชาวเหนือ และค่ายคล่องประชัน โดยไม่คิดค่าสอน
: ประกอบอาชีพครูสอนศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา ศิลปการแสดง เช่น การตีกลองชัยมงคล กลองสะบัดไชยโบราณ กลองปู่จา (กลองบูชา) กลองปู่เจ่ กลองมองเซิง (แบบราชสำนัก) กลองทิงบ้อม กลองซิ้งหม้อง และศิลปะการฟ้อน เช่น การฟ้อนผางประทีป ฟ้อนเจิง (ฟ้อนเชิง) ฟ้อนดาบ ฟ้อนหอก ฟ้อนหลาว ฟ้อนสาวไหม (แมงเบิง) ฯลฯ โดยใช้ลานบ้านเป็นโรงเรียนมากว่า ๖๐ ปี โดยไม่คิดค่าทำการสอน
-พ.ศ. ๒๕๔๐ : เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ของวิทยาลัยนาฎศิลปเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

นายมงคล เสียงชารี

ชื่อ นายมงคล เสียงชารี เกิดวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๐๒
ภูมิลำเนาเดิม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ ๘๖/๑ หมู่ที่ ๔ บ้านป่าคา ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ ๕๐๒๒๐ โทร ๐๕๓ ๔๙๕๖๙๓
ปัจจุบันอาชีพ รับราชการ ตำแหน่ง ครู คศ ๒ วิทยาลัยนาฎศิลปเชียงใหม่ กรมศิลปกร กระทรวงวัฒนธรรม
บิดาชื่อ นายขอม เสียงชารี มารดา นางบัวจิ๋น เสียงชารี
เป็นบุตรคนที่ ๕ ในพี่น้อง ๖ คน
ภรรยาชื่อ นางนวมน เสียงชารี
มีบุตร ๒ คน ชื่อ นายพิพัฒน์ เสียงชารี และนาย ธัชชัย เสียงชารี

ประวัติการศึกษา
- พ.ศ. ๒๕๐๗ ชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัด
เชียงใหม่
- พ.ศ. ๒๕ ชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนนาฎศิลปเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่
- พ.ศ. ๒๕๒๑ สอบวิชาชุดครูมัธยมพิเศษ ของคุรุสภา
-พ.ศ. ๒๕๒๑ โรงเรียนสอนศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา อำเภอเมืองเชียงใหม่

ประวัติการทำงาน
-ตำแหน่งครู คศ.๒ สอนวิชานาฎศิลปโขน วิชาศิลปะการแสดง วิชาศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา วิทยาลัยนาฎศิลปเชียงใหม่
-สอนศิลปการแสดง ศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา (ตีกลองปูชาศิลปะการฟ้อนดาบศิลปะการฟ้อนเจิง ศิลปะการฟ้อนผางประทีป การตีกลองชัยมงคล ศิลปะการตีกลองสะบัดไชยโบราณ ศิลปะการตีกลองสะบัดไชยแบบวิวัฒนาการ ศิลปะการตีกลองปู่เจา ศิลปะการตีกลองมองเซิง แบบราชสำนัก ศิลปะการฟ้อนหอก ฯลฯ ให้แก่เยาวชน นักเรียน นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป)
ผู้เก็บข้อมูล และวันเวลาที่เก็บ
นางสาวนฤมล ลภะวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่
วันที่ ๑๕ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ - วันที่ ๑๕ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙
นายสิทธิศักดิ์ จำเกิด นักวิชาการวัฒนธรรม ๖ ว สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่
วันที่ ๒๖ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ - วันที่ ๒๖ เดือน กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    25171 views