พิมพ์

แมงตับเต่า คณะ ส.ส.พัฒนาศิลป์

ชื่อรายการ
แมงตับเต่า คณะ ส.ส.พัฒนาศิลป์
ปีที่ขึ้นทะเบียน
ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ภูมิภาค
ภาคเหนือ
จังหวัด
สาระสำคัญโดยรวม

แมงตับเต่า คณะ ส.ส.พัฒนาศิลป์
อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์

แมงตับเต่า คณะ ส.ส.พัฒนาศิลป์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นคณะแมงตับเต่าที่มีศิลปะการแสดงเป็นแบบดั้งเดิม เน้นที่คำร้องซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของการแสดงแมงตับเต่า คำร้องเป็นภาษาถิ่นอีสาน ได้รับการถ่ายทอดจากการบอกบทของหัวหน้าคณะคือ นายสมบูรณ์ วงศ์ศรีรักษ์ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดบทคำร้องมาจากบิดา บทร้องถูกบันทึกไว้ด้วยภาษาไทยน้อย ได้รับการจารึกลงในใบลานเรียกว่า “ผูก” ผูก คือ ๑ เรื่องมีจำนวนใบลานประมาณ ๓๐๐ ใบ ที่ได้รับการจารึก จารึกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
                ก่อนการพัฒนามาเป็นคณะ ส.ส.พัฒนาศิลป์ ในปัจจุบันนั้นมีความเป็นมาจากอดีตกล่าวคือ บริเวณละแวกบ้านโสก บ้านติ้ว บ้านหวาย ในเขตอำเภอหล่มสัก นิยมเล่นแมงตับเต่ากันมาก ทั้งนี้เนื่องจากใน ๓ ตำบลคือ ตำบลบ้านโสก ตำบลบ้านติ้ว ตำบลบ้านหวาย มีบรรพบุรุษอพยพมาจากแหล่งเดียวกัน การล่ะเล่นแมงตับเต่าเพื่อการนันทนาการเกิดขึ้นและแพร่หลายออกไปเป็นหลายคณะ การเรียกชื่อคณะชาวบ้านมักเรียกจากชื่อหัวหน้าวงแล้วตามด้วยชื่อหมู่บ้าน เช่น คณะพ่อแดงบ้านห้วยโป่ง คณะนายสมบูรณ์บ้านหวาย เป็นต้น
                 คณะพ่อแดงบ้านห้วยโป่ง ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ประมาณปี ๒๔๙๘ ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าวง จากพ่อแดงมาเป็นบุตรชายคือ นายสมบูรณ์ วงศ์ศรีรักษ์ ตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ ซึ่งคณะจึงถูกเรียกขานใหม่ว่า คณะนายสมบูรณ์บ้านหวาย สาเหตุที่ชื่อหมู่บ้านไม่เหมือนกันเนื่องจากเดิมบ้านห้วยโป่งมีหมู่บ้านเดียวและเมื่อมีผู้อพยพมาอยู่หนาแน่น และทางราชการได้ประกาศตั้งตำบลบ้านหวายขึ้นใหม่ แยกออกจากตำบลบ้านติ้ว และตำบลบ้านโสก หมู่บ้านห้วยโป่งจึงแยกหมู่บ้านออกเป็นบ้านหวาย
                   ในขณะนั้นยังมีคณะแมงตับเต่าที่นิยมว่าเด่นเล่นดีร้องดีที่สุดในอดีตเมื่อ ๔๐ กว่าที่ปีแล้ว เป็นต้นแบบคือคณะบ้านวังบาล อำเภอหล่มเก่า แม้กระทั่งแมงตับเต่าคณะพ่อแดงบ้านห้วยโป่งก็ยังใช้แบบแผนการร้องการรำจากคณะบ้านวังบาล
                    ในช่วงปี ๒๕๒๐ เป็นต้นมา การว่าจ้างไปแสดงน้อยลง ปีหนึ่งมีเพียง ๓-๔ ครั้ง หรือน้อยกว่านี้เครื่องแต่งกายก็ไม่ได้ผลิตเพิ่ม ไม่มีการฝึกนักดนตรีและนักแสดงรุ่นใหม่ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๔๕ นายจรัส พั้วช่วย ส.ส.เขต ๖ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้อุดหนุนงบประมาณเพื่อฟื้นฟูการแสดงแมงตับเต่าของบ้านหวายขึ้น จัดซื้อวัสดุอุปกรณ์มาเพิ่มเติม ชาวคณะจึงเปลี่ยนชื่อคณะไปเป็นชื่อคณะ ส.ส.พัฒนาศิลป์ เพื่อเป็นที่ระลึกแก่นายจรัส พั้วช่วย แต่อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ก็ยังเรียก “คณะแมงตับเต่าบ้านหวาย” ตามที่คุ้นเคยเรียกกันมา
                   พ่อแดง วงศ์ศรีรักษ์ ซึ่งเป็นบิดาของนายสมบูรณ์ วงศ์ศรีรักษ์ เป็นผู้รู้หนังสือ ได้บวชเรียน ศึกษาตำรา นิทานพื้นบ้านทางอีสานและตัวอักษรไทยน้อย เมื่อได้อ่านก็จดบันทึกเขียนลงใบลาน แต่งเป็นคำกลอนไว้เล่นแมงตับเต่า และได้ใช้จารึกใบลานผูกไว้ ๓ เรื่อง ในการถ่ายทอดบทร้อง เนื้อเรื่อง สุริวงศ์ จำปาสี่ต้น
                   ในการรับงานการแสดง เมื่อเริ่มมีผู้ว่าจ้างให้ไปแสดง การว่าจ้างต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย ๓ วันติดต่อผ่านที่หัวหน้าคณะเป็นผู้ตัดสินใจในการรับงานทั้งการกำหนดเงื่อนไข และเงินค่าจ้าง หลังจากนั้นจึงบอกกล่าวาภายในคณะให้ทราบกำหนดการ เพื่อจะได้เตรียมตัว หัวหน้าวงเป็นผู้ประสานงานส่งข่าวให้ลูกวงทราบและมีการจัดเตรียมตัวล่วงหน้า ๑ วัน เมื่อถึงวันแสดง นักแสดงจะแต่งตัวที่หลังเวทีหรือหลังฉาก ก่อนเริ่มการแสดง หัวหน้าวงจัดหาเครื่องยกครูเพื่อทำพิธีไหว้ครูก่อนการแสดงในแต่ละครั้ง เครื่องยกครูประกอบด้วย ขันธ์ ๕ ซึ่งหมายถึง ดอกไม้ ๕ คู่ เทียน ๕ คู่ แป้งหอม ๑ กระป๋อง น้ำหอม จำนวน ๑ ขวด ไข่ไก่ต้มสุกแล้ว ๑ ฟอง หวี ๑ อัน กระจกเงา ๑ บาน น้ำทันทาผม ๑ ขวด ด้ายขาว ๑ ไจ เทียนขี้ผึ้ง ๑ คู่ ธูป ๓ ดอก ผ้าขาว ๑ พับ เงิน ๓๖ บาท จัดวางเครื่องคายพิธีไหว้ครูใหญ่ จัดพิธีปีละ ๑ ครั้ง
                   เวทีที่ใช้แสดง เจ้าภาพจะเป็นผู้จัดให้ ส่วนใหญ่จะแสดงกลางลานโล่ง ๆทำเวทียกพื้นหรือไม่ยกพื้นก็ได้ มีเสา  ๒ ด้าน เพื่อขึงฉาก คณะนี้มีฉากเพียงฉากเดียวคือ ฉากในเมือง ขนาดยาว ๔ เมตร กว้าง ๓ เมตร มีเก้าอี้วางไว้เป็นที่นั่งของตัวแสดง เจ้าภาพเป็นผู้จัดหาเครื่องเสียง ไมโครโฟน การแสดงส่วนใหญ่จะแสดงในเวลากลางคืน การแสดงกลางวันมีไม่บ่อยนัก การแสดงเคยแสดงนานที่สุด ๓ คืนติดต่อกันเรื่องเดียว เริ่มแสดงตั้งแต่ ๑ ทุ่มเป็นต้นไป ถึงเวลาประมาณตี ๒ พักการแสดงแล้วมาเล่นต่อในคืนวันรุ่งขึ้น จนจบเรื่อง เรื่องที่นิยมแสดงเป็นเรื่องยาว คือ จำปาสี่ต้น ท้าวสุริวงศ์
                 ครูของการแสดงแมงตับเต่า ก็คือผู้ที่สอน บอกบทสอนท่ารำ สอนดนตรี ที่ประกอบกันขึ้นจนรวมตัวเป็นคณะที่สามารถออกแสดงได้ เพราะแมงตับเต่าให้ความสำคัญไปที่บทร้อง ครูจะสอนบอกบทด้วยปากต่อปาก (มุขปาฐะ) ให้ลูกวงร้องตามฝึกร้องตามบทที่บอก ฉะนั้นเมื่อแสดงทั้งเรื่องจึงมีบทร้องมาก ทำให้ผู้แสดงจำได้ไม่หมด ครูต้องเป็นคนบอกอยู่หลังฉาก เพื่อช่วยขึ้นต้นบทร้องให้ ผู้แสดงที่จะฟื้นความจำได้เป็นฉากๆ ไป การไหว้ครูจึงมีผลต่อจิตใจของนักแสดง เมื่อได้บอกกล่าวครูแล้ว เชื่อว่าครูจะมาช่วยอวยชัยดลใจให้ร้องรำ ให้แสดงราบรื่น วิธีการหนึ่งที่จะทำให้การแสดงไม่ติดขัดก็คือ ตัดเรื่องเป็นตอนๆ เมื่อว่าจ้างไปแสดงเจ้าภาพก็ต้องตกลงกับหัวหน้าคณะว่าจะจ้างแสดงทั้งเรื่อง กินเวลา ๓ คืน หรือเล่นคืนเดียว ก็จะตัดตอนที่สนุก หรือตอนที่เจ้าภาพต้องการ
ขั้นตอนการแสดง
-ไหว้ครู
-แนะนำคณะ เล่าเกริ่นเรื่องอย่างย่อว่า จะแสดงเรื่องอะไรตอนไหน
-ระบำจากนางรำ ๒ คน
-เริ่มการแสดงตามเนื้อเรื่อง
-จบการแสดง ร้องเพลง ลำกลอน แต่งตัวหลังเวที ประกอบแคน ๑-๒ เพลง
-ปิดการแสดง
               แมงตับเต่า มีเอกลักษณ์ที่คำร้อง ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองโบราณ การแสดงไม่มีท่ารำตายตัว ดังนั้นการที่จะเข้าใจเรื่องที่จะแสดงผู้ชมต้องรู้ภาษาที่ร้อง ผู้ชมแมงตับเต่าจึงเป็นผู้สูงอายุที่รู้ พูดและใช้ภาษาพื้นเมืองจึงจะรับอรรถรสจากคำร้องได้อย่างแท้จริง   
               หลังจากเสร็จสิ้นการแสดง หัวหน้าคณะไหว้เครื่องคายเพื่อทำพิธีลาครูแล้วเก็บเครื่องคายทั้งหมด นักแสดงเก็บของเครื่องใช้ เครื่องแต่งตัวกลับบ้าน สำหรับค่าแสดงจะนัดกันในวันรุ่งขึ้นเพื่อแบ่งเงินค่าตัว นักแสดงคณะ ส.ส.พัฒนาศิลป์ ในปัจจุบันมีจำนวน ๑๔ คน คือ
                นายสมบูรณ์ วงศ์ศรีรักษ์ เป็นหัวหน้าคณะทำหน้าที่บอกบท เขียนบท ปล่อยตัวแสดง กำกับให้ดำเนินเรื่อง เป็นคนจารึกบทบนใบลาน
                นางบ่วย เกิดชา แสดงเป็นตัวตลก เป็นลิง และช่วยตีกลอง และฉิ่งด้วย
                นางเทา สุภา เป็นนักแสดงแมงตับเต่าของคณะพ่อแดงบ้านห้วยโป่ง รับบทเด่นเป็นนางยักษ์ขิณีในเรื่องท้าวสุริวงศ์ นางสมัคร เปดดา มีความสามารถในการร้องลำกลอน ลำแคน ได้รับบทตัวเอก คือ นางพิมพา ในเรื่องท้าวสุริวงศ์    นางทองดี พันอะ แสดงเป็นนางสนม ทาสีในเรื่องท้าวสุริวงศ์
                นายน้อย สุภา แสดงเป็นท้าวสุริวงศ์ ตัวเอกของเรื่อง
                นายเต่า กองศรี มีความสามารถในการเป่าแคนและร้องลำกลอน
                นายเง่า กองศรี เคยร่วมแสดงหลายเรื่อง เช่น สร้อยทิพย์ ท้าวลิ้นทอง โดยได้รับการฝึกฝนจากนายสมบูรณ์ วงศ์ศรีรักษ์ ในเรื่องสุริวงศ์ แสดงเป็นพระอินทร์มีความสามารถในการเล่นดนตรี เช่น แคน ระนาด
                นางสมหวัง กองศรี แสดงบท นางไกษร ในเรื่องสุริวงศ์
                นายอ่ำ ทัดชัยวัน เคยแสดงหลายเรื่อง และประจำอยู่หลายคณะ ในเรื่องสุริวงศ์ แสดงเป็นเสนา
                นายศรีจัน บัวโหม รับบทกวางคำ ม้า ช้าง ในเรื่องสุริวงศ์
                นางทองเสี่ยน แสนตา รับบทนางทาสี มักนารีผล
                นายควร แสนตา บท พระยายักษ์
                นายสม บุตรา รับบทเป็นฤๅษี ตัวตลก เสนา ในเรื่องสุริวงศ์
ท่ารำ
                ด้านท่ารำที่ใช้ประกอบการแสดงนั้น ลักษณะของการรำไม่มีแบบแผนตายตัว เมื่อออกมาจากฉากผู้แสดงเริ่มด้วยการไหว้ก่อน จากนั้นจึงเดินห่มเท้า (ขย่มเท้า) รำมือไม่จีบ แต่ใช้การเล่นนิ้ว โดยปล่อยนิ้วออกทีละนิ้ว จากนิ้วก้อย นิ้วนาง นิ้วกลาง นิ้วชี้ รำเคลื่อนตัวออกมาถึงหน้าเวที จึงย่อตัวลงหมุนเป็นครึ่งวงกลมแล้วรำ
                ท่ารำของชายและหญิง มีวงแขนและการวางเท้าแตกต่างกัน โดยฝ่ายหญิงมีวงแขนแคบ เท้าแคบฝ่ายชายกางแขนกว้าง วางเท้าวงกว้าง
ดนตรีและบทเพลง                               
                ดนตรีและเพลงที่ใช้ในการแสดงและขับร้องแมงตับเต่ามีลักษณะเป็นการประสมวงดนตรีด้วยเครื่องดนตรีไทยล้วนๆ ได้แก่ ระนาดเหล็ก หรือระนาดเอก ขิม กลอง หรือตะโพน ฉิ่ง พิณหรือเต่ง ซออู้หรือซอด้วง ฉาบ แคน ฆ้อง
                เครื่องดนตรีที่ใช้ในการบรรเลงนำที่สำคัญที่สุดคือใช้ระนาด ซึ่งต้องตีนำทำนองมาก่อน แต่หากขาดนักดนตรีเครื่องระนาดนี้ไป ก็จะใช้ขิมนำ เครื่องดนตรีที่มีความสำคัญรองลงมาคือ กลอง และฉิ่ง ฉาบ สำหรับแคนนั้น จะนำมาใช้บรรเลงเพื่อสอดแทรกลงในตอนที่เป็นการแสดงในอารมณ์ที่คร่ำครวญ ตัดพ้อ และใช้เป่าตอนปิดการแสดง ที่นักแสดงจะต้องออกมาลำกลอนก่อนปิดฉาก
                เพลงที่ใช้ในการแสดง จะมีเพลงนางนาค เพลงเชิด เพลงแขกกะเร็ง เพลงเซิ้ง
                เพลงนางนาค ใช้บรรเลงตอนตัวแสดงทุกตัวที่ออกมาและใช้บรรเลงเป็นเพลงรับบทร้องของนักแสดงเมื่อมีการบรรเลงเพลงนางนาคนักแสดงต้องมีรำทุกครั้ง
                เพลงเชิด ใช้บรรเลงสำหรับตัวพระยา กษัตริย์ มเหสี ตอนเดินป่า ควบม้า หรือการเดินทางที่เร่งรีบ ตอนเดินทัพหรือจะไปสู้รบ

                เพลงเซิ้ง ใช้ในการเต้น การฟ้อน หรือในระยะเวลาที่มีความสนุกสนาน มีการเฉลิมฉลงอ ต้อนรับกษัตริย์เข้าเมือง การแต่งงาน มีความยินดีเกิดขึ้น
                ทำนองเพลงแขกกะเลง ใช้บรรเลงเพื่อแสดงระบำเปิดวง
                เครื่องแต่งตัวเหมือนตัวละคร คือ เสื้อแขนยาว หรือแขนสั้น นุ่งโจงกระเบน ประดับสร้างสังวาลทับทรวง คาดเข็มขัด สร้อยข้อมือ (ทรงกร) ตัวพระสวมกระโจ๋มยอดสูง จัดหาเลียนแบบมหามงกุฎยอดแหลมสูง ๕ ชั้น มีกรรเจียกจร ห้อยอุบะ กะโจ๋มทำด้วยแผ่นสังกะสีประดับกระดาษสี ลูกปัด กากเพชร ลวดไหว จนสวยงาม การสวมกระโจ๋ม ต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะก่อน เพื่อป้องกันเหงื่อและมิให้แผ่นสังกะสีที่ใช้ทำโครงเกี่ยวผม เพื่อรักษาความสะอาด หากมีการเปลี่ยนตัว นักแสดงสามารถใช้กระโจ๋มร่วมกันได้
                ตัวนางที่เป็นตัวแสดงสำคัญสวมมงกุฎของผู้หญิงมียอดแหลม แต่เตี้ยกว่าของตัวพระ ก่อนสวมกระโจ๋มต้องใช้ผ้าคลุมศีรษะก่อน คณะนี้นุ่งโจงกระเบนแบบโบราณ ใช้ผ้าทั้งผืนนุ่ง ไม่มีการตัดเย็บสำเร็จรูป
                กระโจ๋ม รวมทั้งหน้ากากหน้าลิง หัวม้า หัวกวาง หัวช้าง ทำกันเอง ทุกคนช่วยกันทำโดยใช้วัสดุพื้นบ้านเช่น ใยบวบ หัวสัตว์ผ้าบุข้างในด้วยใยบวบซึ่งหาได้ตามพื้นบ้านทั่วไป
                นอกจากนั้นยังมีการจัดซื้อหัวโขนมาใช้ในการแสดงด้วย เช่น หัวลิง (หนุมาน) หัวยักษ์ หัวกวางทอง (กวงคำ) หัวฤๅษี เครื่องประดับส่วนใหญ่จัดทำกันเอง โดยหาซื้อวัสดุมาจากตลาดในเมืองหล่มสัก บางชิ้นได้จากการซื้อเป็นชุด

เก็บข้อมูลเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘
โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์

ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    9013 views