พิมพ์

คชศาสตร์ชาวกูย

ชื่อรายการ
คชศาสตร์ชาวกูย
ปีที่ขึ้นทะเบียน
พ.ศ. ๒๕๕๕
ภูมิภาค
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สาระสำคัญโดยรวม

กลุ่มชนชาวกูย เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งในประเทศไทยซึ่งอาศัยหนาแน่นในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี และสระแก้วบางส่วน คำเรียกขานว่ากูย กุย หรือกวย เป็นถ้อยทำนองของการออกเสียงซึ่งแต่ละท้องถิ่นต่างมีสำเนียงเรียกขานแตกต่างกันไป นอกจากนี้กลุ่มชาวกูยยังมีชื่อเรียกตามวิถีชีวิตอาทิเช่น กูยซแร หมายถึง ชาวกูยที่ประกอบอาชีพทำนา กูยแฎก หมายถึงกลุ่มชาวกูยที่ประกอบอาชีพตีมีด และ กูยอะจีง หรือ กูยอาเจียง คือชาวกูยที่ประกอบอาชีพเลี้ยงช้าง เป็นต้น

ชาวกูยเลี้ยงช้างจังหวัดสุรินทร์หรือที่เรียกกันว่า “ชาวกูยอะจีง” เป็นที่เลื่องลือด้านความรอบรู้และความชำนาญเกี่ยวกับช้างมานมนาน โดยเฉพาะชาวกูยอะจีงบ้านกระโพ บ้านตากลาง ตำบลกระโพ อำเภอ ท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับช้างของชาวกูยอะจีงบ้านกระโพและบ้านตากลาง ที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ ความรอบรู้และความชำนาญเกี่ยวกับการจับและการเลี้ยงช้างนี้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้ถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งมานับแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน ซึ่งองค์ความรู้ที่ยังคงอยู่ประกอบด้วยด้านต่างๆ ดังนี้ ๑.ความรู้ด้านการจับช้างป่าด้วยวิธีการโพน คือการจับช้างป่าโดยใช้ช้างต่อออกไปไล่จับช้างป่าทีละตัว ๒.ความรู้ด้านพิธีกรรมเกี่ยวกับช้างและคนเลี้ยงช้าง เช่น พิธีกรรมเซ่นไหว้ผีปะกำ พิธีกรรมปัดรังควาน เป็นต้นความรู้ทั้ง ๒ ด้านเป็นความรู้ที่โดดเด่นที่สุดของชาวกูยอะจีง เนื่องจากเป็นปรากฎการณ์ที่สะท้อนความยึดโยงระหว่างโลกมนุษย์และโลกแห่งความศักดิ์สิทธิ์แห่งจิตวิญญาณ ที่ยังมีบทบาทในปัจจุบันอย่างเด่นชัด ๓.ความรู้ด้านการฝึกบังคับช้าง ทั้งในยามปกติและเมื่อช้างตกมันอาละวาด ๔.ความรู้ด้านการรักษาโรคช้างด้วยพืชพันธุ์ไม้พื้นบ้านและมนต์คาถาอาคม ๕.ความรู้ด้านการทำเชือกปะกำและ ๖.ความรู้ด้านการสังเกตลักษณะช้างดี ช้างร้าย

อย่างไรก็ดี ความรู้ด้านคชศาสตร์ของชาวกูย เป็นความรู้ที่อยู่ภายในตัวหมอช้าง ในลักษณะของความทรงจำและประสบการณ์ การถ่ายทอดความรู้กระทำใน ๒ ทางคือ (๑) โดยทางวาจา และ (๒) โดยการปฏิบัติจริง แต่มีข้อห้ามอันเป็นจารีตคือ ห้ามบิดาถ่ายทอดความรู้ให้กับบุตรชายโดยตรง ด้วยเหตุนี้ความรู้ต่างๆ ด้านคชศาสตร์ของชาวกูยจึงไม่มีการจดบันทึกใดๆ ทั้งสิ้น และเป็นความจริงที่ว่าหมอช้างชั้นครูแทบทั้งนั้นไม่เคยเล่าเรียนหนังสือในความหมายของการเข้าเรียนในโรงเรียนตามนโยบายของรัฐ อีกทั้งชาวกูยเองก็ไม่ตัวหนังสือเป็นของตัวเองเหมือนอย่างชาวเขมร ชาวมอญ หรือชาวลาว

นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๓ เป็นต้นมา ชาวกูยบ้านตากลางและบ้านกระโพไม่ได้ออกไปจับช้างป่าอีกต่อไป เนื่องจากเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อไม่มีการจับช้างป่าก็ไม่สามารถแต่งตั้งหรือเลื่อนตำแหน่งหมอช้างได้ เพราะตำแหน่งหมอช้างขึ้นอยู่กับความรอบรู้ในการจับจ้างป่าและการประกอบพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งจำนวนช้างป่าที่จับได้ เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไป หมอช้างชาวกูยบ้านตากลางและบ้านกระโพก็ทยอยกันสิ้นบุญไปตามอายุขัยในปัจจุบันเหลือที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ถึง ๑๐ คน ที่ยังคล่องแคล่วและความจำดีเหลืออยู่เพียง ๕ คน คือ ๑.หมอช้างมิว ศาลางาม (อายุ ๘๔ ปี) ๒.หมอช้างอินทร์ แสนดี (อายุ ๘๑ ปี) ๓.หมอช้างบุญมา แสนดี (อายุ ๘๒ ปี) ๔.หมอช้างเภา ศาลางาม (อายุ ๘๙ ปี) ๕.หมอช้างดา หอมหวน (อายุ ๘๑ ปี)

ดังนั้น วันเวลาที่จะถอดองค์ความรู้จากหมอช้างที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อสงวนรักษาและธำรงไว้ซึ่งมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจึงเหลืออยู่ไม่มากนัก หากไม่รีบดำเนินการโดยด่วน ก็คงจะเป็นเพียงแค่ตำนานเล่าขานบอกเล่าลูกหลานใต้ถุนบ้านของชาวกูย หรือในพิพิธภัณฑ์ที่แสดงรูปหมอช้างชาวกูยนั่งอยู่บนคอช้าง โดยปราศจากองค์ความรู้ใดๆ ทั้งสิ้นหรือไม่เช่นนั้นก็ไปปรากฏในต่างประเทศในรูปของงานวิจัยของชาวต่างชาติที่มาศึกษาข้อมูลในบางแง่มุม แล้วนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปใช้ในเชิงการค้าก็อาจเป็นได้

  • Voting
    (0 โหวต)
  • Hits
    768 views