พิมพ์

"รำโทน" มรดกวัฒนธรรมของไทย

หัวข้อวิจัย:รำโทน มรดกวัฒนธรรมของไทย

ชื่อผู้วิจัย:รองศำสตรำจำรย์นุชนำฏ ดีเจริญ และคณะ

หน่วยงานที่สนับสนุน:กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

ปีพุทธศักราช:2558


บทคัดย่อ

รำยงำนกำรวิจัย “ร ำโทน มรดกวัฒนธรรมของไทย” ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อปกป้อง คุ้มครองมรดกภูมิปัญญำทำงวัฒนธรรม “ร ำโทน” จัดท ำคลังข้อมูลมรดกภูมิปัญญำ “ร ำโทน” ในประเทศไทย และน ำเสนอข้อมูลให้ร ำโทนเป็นมรดกภูมิปัญญำทำงวัฒนธรรมของชำติ และน ำเสนอ ยูเนสโกให้เป็นมรดกภูมิปัญญำทำงวัฒนธรรมของมนุษยชำติ เมื่อประเทศไทยเข้ำเป็นภำคี Convention for the safeguarding of the intangible cultural heritage ในอนำคต โดยด ำเนิน กำรศึกษำข้อมูลจำกเอกสำรงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องและลงพื้นที่ประสำนงำนกับชุมชน หน่วยงำน สถำบันกำรศึกษำ และจัดประชุมกลุ่มตัวแทนในแต่ละภำค

ผลกำรวิจัยพบว่ำ กำรเล่นร ำโทน มีกระจำยกันอยู่ในทุกภูมิภำคของประเทศไทย โดย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ จังหวัดที่มีกำรเล่นร ำโทนตำมข้อมูลที่ปรำกฏในเอกสำรและงำนวิจัย จ ำนวน 17 จังหวัด และจังหวัดที่ผู้วิจัยลงพื้นที่จ ำนวน 12 จังหวัด แต่พบว่ำมีกำรเล่นร ำโทนเพียง 11 จังหวัด ไม่พบกำรเล่นร ำโทนในจังหวัดขอนแก่น แบ่งเป็นภำคต่ำง ๆ ได้ดังนี้ ภาคกลาง ได้แก่ 1. จังหวัด ลพบุรี 2. จังหวัดสระบุรี 3. จังหวัดอ่ำงทอง 4. จังหวัดชัยนำท 5. จังหวัดสิงห์บุรี 6. จังหวัดรำชบุรี 7. จังหวัดชลบุรี 8. จังหวัดจันทบุรี ภาคเหนือ ได้แก่ 1. จังหวัดพิษณุโลก 2. จังหวัดน่ำน 3. จังหวัดตำก 4. จังหวัดสุโขทัย 5. จังหวัดอุตรดิตถ์ 6. จังหวัดเพชรบูรณ์ 7. จังหวัดก ำแพงเพชร 8. จังหวัด นครสวรรค์ 9. จังหวัดอุทัยธำนี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ 1. จังหวัดนครรำชสีมำ 2. จังหวัด มหำสำรคำม 3. จังหวัดหนองบัวล ำภู 4. จังหวัดหนองคำย 5. จังหวัดกำฬสินธุ์ 6. จังหวัดร้อยเอ็ด 7. จังหวัดยโสธร ภาคใต้ ได้แก่ 1. จังหวัดกระบี่ 2. จังหวัดนครศรีธรรมรำช 3. จังหวัดสงขลำ 4. จังหวัดตรัง

เมื่อพิจำรณำในรำยละเอียด พบว่ำ กำรเล่นร ำโทนในทุกภำคของประเทศไทย มีเล่นกันมำ นำนแล้ว แต่ไม่สำมำรถระบุได้ว่ำ เริ่มเล่นตั้งแต่เมื่อ ใดแต่ได้รับควำมนิยมมำกในรัฐบำลจอมพล ป. พิบูลสงครำม ในช่วงสงครำมโลกครั้งที่ 2 โดยมีล ำดับขั้นตอนกำรแสดงที่คล้ำยคลึงกัน ดังนี้ 1. เริ่มด้วย กำรไหว้ครู 2. ร้องเพลงเชิญชวน 3. ร้องเพลงเกี้ยวพำรำสี 4. ร้องเพลงลำ

เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงจะใช้โทนเป็นเครื่องดนตรีหลักในกำรแสดง โดยมีเครื่อง ประกอบจังหวะ เช่น โหม่ง ฉิ่ง และฉำบเข้ำร่วมด้วย เพื่อให้เสียงดังมำกขึ้น โดยร ำโทนในภำคกลำง นิยมใช้ ร ำมะนำ เข้ำมำผสมกับโทน หรือบำงครั้งใช้ร ำมะนำแทนโทน ด้วยเหตุผลว่ำ เสียงดังเร้ำใจกว่ำ ในภำคเหนือ และภำคใต้ ปัจจุบันใช้เครื่องดนตรีประกอบจังหวะอันได้แก่ กลองใหญ่ กลองทอม ฉำบ เล็ก ลูกแซ็ก ฉิ่งและกรับ ทั้งในจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดน่ำน จังหวัดกระบี่ และ จังหวัดสงขลำ ส ำหรับ ภำคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงใช้โทน 2-3 ลูก เป็นเครื่องดนตรีหลัก มีกำรใช้เครื่องประกอบจังหวะที่ เรียกว่ำ “มองแมว” เพิ่มขึ้นอีกชิ้นหนึ่ง

บทร้องเพลงร าโทน สำมำรถจัดหมวดหมู่ ได้ดังนี้ เพลงไหว้ครู หรือเพลงที่แสดงควำมเคำรพ เพลงในวรรณคดี เพลงที่เกี่ยวกับกำรเกี้ยวพำรำสี (เพลงรัก) เพลงในสมัยสงครำม (สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครำม) และเพลงลำ กระบวนท่าร า

กระบวนท่ำร ำ ในกำรร ำโทนที่เป็นของชำวบ้ำนยังคงเป็นกำรร่ำยร ำที่ไม่ได้ ก ำหนดท่ำร ำตำยตัว เป็นลักษณะของกำรย่ ำเท้ำเข้ำกับจังหวะดนตรี และยกมือวำดวงแขนไปตำม ควำมพอใจ และเป็นกำรร ำตำมเนื้อร้องของบทเพลง เช่น ถ้ำพูดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ยกมือไหว้ ถ้ำพูดถึงนก จะมีท่ำกำงมือทั้งสองข้ำงออก แสดงถึงปีกนก ก่อนกำรแสดงหัวหน้ำคณะจะเรียงเพลงที่จะใช้ในกำร แสดงให้เหมำะสมกับเวลำในแต่ละงำน ว่ำมีเพลงใดบ้ำงและแต่ละเพลงจะร ำในท่ำทำงอย่ำงไร โดยมี กำรฝึกซ้อม (ถ้ำมีเวลำ) หำกไม่มีเวลำจะยึดเอำคู่ใดคู่หนึ่งเป็นผู้น ำ และทุกคู่จะร ำตำม

เครื่องแต่งกาย เครื่องแต่งกำยประกอบกำรแสดงร ำโทน แบ่งได้ดังนี้ 1. เครื่องแต่งกำยใน ท้องถิ่น หญิง นุ่งโจงกระเบน หรือนุ่งซิ่น สวมเสื้อแขนกระบอก แขนสั้น หรือเสื้อลูกไม้ มีผ้ำสไบพำด เฉียงบ่ำ ชำย นุ่งโจงกระเบน หรือ โสร่ง หรือสวมกำงเกงสแล็ค สวมเสื้อคอกลมลำยดอกหรือสีพื้น ผ้ำขำวม้ำคำดเอวทับเสื้อ 2. เครื่องแต่งกำยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครำม หญิง สวมเสื้อคอพองสีสัน สดใส ประดับด้วยลูกไม้ นุ่งกระโปรงยำวคลุมเข่ำ ชำย สวมกำงเกงสแล็ค เสื้อแขนยำวเก็บชำยเสื้อใน กำงเกง คำดเข็มขัดทับ

Research Title:“Rum Tone” Thai Culture Intelligence Heritage

Researcher:Associate Professor Nutchanart Deecharoen and team

Funding Organization:Department of Cultural Promotion

Year:2015


Abstract
This report of the research titled “Rum Tone” Thai Culture Intelligence Heritage aims to conserve and safeguard the intangible cultural heritage of “Rum Tone”, to produce a data bank of the intangible cultural heritage of “Rum Tone” in Thailand, to present the information of “Rum Tone” as the nation’s intangible cultural heritage, and to nominate the dance to UNESCO as humankind’s intangible cultural heritage when Thailand allies with the Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage in the future. The study was conducted based on related documents and research works as well as field studies in cooperation with communities, organizations, educational institutes and group meetings of delegates from each region of Thailand.

The research findings reveal that “Rum Tone” is performed in all regions of Thailand. The provinces where “Rum Tone” is performed are categorized into 2 groups. The first group comprises 17 provinces as recorded in the related documents and research studies. The second group comprises 12 provinces where the research team conducted the fieldwork. 11 out of these 12 provinces, the exception being Khon Kaen,feature “Rum Tone” as one of their performances. The provinces where “Rum Tone” is performed can be categorized into regions as follows:

The Central Region comprises the following provinces: 1. Lop Buri 2. Saraburi 3. Ang Thong 4. Chai Nat 5. Sing Buri 6. Ratchaburi 7. Chon Buri 8. Chanthaburi. The Northern Region comprises the following provinces: 1. Phitsanulok 2. Nan 3. Tak 4. Sukhothai 5. Uttaradit 6. Phetchabun 7. Kamphaeng Phet 8. Nakhon Sawan 9. Uthai Thani. The Northeastern Region comprises the following provinces: 1. Nakhon Ratchasima 2. Maha Sarakham 3. Nong Bua Lam Phu 4. Nong Khai 5. Kalasin 6. Roi Et 7. Yasothon. The Southern Region comprises the following provinces: 1. Krabi 2. Nakhon Si Thammarat 3. Songkhla 4. Trang.

When the details are considered, it is revealed that “Rum Tone” has long been performed in all regions of Thailand. The start date, however, cannot be identified. What is known is that it gained great popularity under Field Marshal Plaek Phibunsongkhram’s government during the Second World War. The dance in different regions features a similar procedure as follows: 1. Wai Khru 2. Invitation Song 3. Courtship Song 4. Farewell Song.

The musical instruments used during the performance feature “Thon” as the main instrument accompanied by percussion instruments such as “Mong”, “Ching” and “Chap” for greater sounds. “Rum Tone” in Central Thailand usually incorporates “Rammana” with “Thon”, or sometimes replaces “Thon” with “Rammana” because the latter produces more exciting sounds. In Northern and Southern Thailand, or more specifically in Phitsanulok, Nan, Krabi and Songkhla, percussion instruments namely “Glong Yai”, “Glong Tom”, “Chap Lek”, and maracas are currently used. In Northeastern Thailand, 2-3 pieces of “Thon” are used as main instruments accompanied by another percussion instrument called “Mong Maew”.

Songs in “Rum Tone” can be categorized into Wai Khru Song or Respect Song, Song from Literature, Courtship Song (Love Song), Song of Battle (during the time of Field Marshal Plaek Phibunsongkhram) and Farewell Song.

The choreography of “Rum Tone” performed by local people does not feature any fixed steps. The dancers strum their feet in time with the beats and move their arms as they please. The dance postures correspond to the lyrics. For example, if a sacred item is mentioned, the dancers press their palms together to show a respectful gesture. If the lyrics mention a bird, the dancers open their arms to imitate a bird’s wings. Before the performance, the band leader will rearrange the songs to be played to suit the time given for each performance. The songs will be selected and the choreography designed. If there is enough time, the performers will rehearse. If not, a pair of performers will be chosen as leading dancers, and the others will follow them in the dance.

The costumes of “Rum Tone” can be categorized as follows: 1. Local costumes for female performers comprise “Chong Kra Ben” or “Sin”, short-sleeve blouse or lace blouse, and shoulder shawl. Local costumes for male performers comprise “Chong Kra Ben” or sarong or slacks, shirt with flower pattern or in plain color, and loincloth tied over the shirt. 2. The costumes worn by female performers during the time of Field Marshal Plaek Phibunsongkhram comprise colorful puffed-collar blouse decorated with lace, and knee-length skirt. The costumes for male performers during this period comprise slacks, long-sleeve shirt tucked inside the trousers, and belt.