พิมพ์

หอไตรล้านนา

เรื่อง      :     หอไตรล้านนา

Title      :     Lanna Ho trai (Ho Phra Traipitaka)

ผู้วิจัย     :     นายศิริศักดิ์ อภิศักดิ์มนตรี และคณะ

ปีงบประมาณ     :     ๒๕๕๗  


บทคัดย่อ

          การวิจัยเรื่องหอไตรล้านนา มีวัตถุประสงค์เพื่อได้มาซึ่งระบบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหอพระไตรปิฎกในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ทั้งองค์ความรู้ที่เป็นมรดกภูมิปัญญาที่จับต้องได้ อาทิ รูปแบบสถาปัตยกรรม การประดับตกแต่งทางศิลปกรรม และองค์ความรู้ที่เป็นมรดกภูมิปัญญาที่จับต้องไม่ได้ อาทิ วิธีการก่อสร้าง ความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม เป็นต้น 

         กระบวนการวิจัยนี้ จะไปกระตุ้นคณะสงฆ์ล้านนาผู้มีบทบาทโดยตรงต่อการสร้างสรรค์ ดูแลรักษา และรื้อถอนทำลายหอไตร ให้มองเห็นความสำคัญของหอไตร และเกิดจิตสำนึกที่จะเคลื่อนไหวทำกิจกรรมสงวนการรักษาหอไตรให้สืบทอดต่อไปในบริบทที่เหมาะสม ท้ายที่สุดเพื่อนำไปสู่การเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ และนำเสนอองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติต่อไป ระยะเวลาทำงานวิจัย เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ถึงพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๗ จำนวนเงินทุนสนับสนุน ๕๐๐,๐๐๐ บาท

         ทั้งนี้เนื่องจากจำนวนหอไตรที่ได้ศึกษามีจำนวนมาก ทั้งการสำรวจเบื้องต้นพบว่าแต่ละชุมชนให้ความสำคัญกับหอไตรของตนเองน้อย และไม่พบว่าหอไตรหลังใดมีความเข้มข้นในการรักษาและฟื้นฟูมากพอที่จะเลือกเป็นกลุ่มตัวอย่างได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงได้เริ่มต้นกระบวนการทำงานด้วยการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันเสียก่อน เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้เกี่ยวกับหอไตรล้านนา แล้วค่อยเริ่มกระบวนการกระตุ้นผู้คนในชุมชนให้เห็นคุณค่าและช่วยกันสงวนรักษาหอไตรต่อไป
สำหรับขั้นตอนการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันนั้น ผู้วิจัยกับพระสงฆ์ที่เป็นผู้ช่วยนักวิจัยแต่ละจังหวัด ได้ช่วยกันสำรวจช่างล้านนา และหอไตรรวมจำนวน ๒๒๑ แหล่ง ประกอบด้วยหอไตรในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน เชียงราย และพะเยา ยกเว้นจังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากค้นไม่พบหอไตรที่แยกออกมาเป็นสถาปัตยกรรมโดดๆ จากนั้นจึงนำเสนอหอไตรทั้ง ๒๒๑ แหล่งกับคณะสงฆ์ในแต่ละจังหวัด รวม ๔๒๐ รูป และมีบุคคลในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาช่วยคัดเลือกพร้อมกับคณะสงฆ์ด้วยอีกจำนวน ๔๖ ท่าน รวมทั้งหมด ๔๖๖ รูป/ท่าน หอไตรที่คัดเลือกแล้วจะผ่านความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์ศิลปะ สถาปัตยกรรม ศิลปกรรม ประเพณีวัฒนธรรม และช่างพื้นถิ่นในล้านนาอีก รวม ๖ รูป/ท่าน เพื่อให้มาซึ่งตัวแทนหอไตรที่แสดงอัตลักษณ์ความเป็นล้านนาได้อย่างแท้จริง มีจำนวน ๔๖ หลัง

          ทั้งนี้พบว่าหอไตรล้านนา มีความหลากหลายสูงทั้งทางอายุการสร้าง รูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม ซึ่งผู้วิจัยได้อรรถาธิบายหอไตรแต่ละหลังไว้อย่างละเอียด จากลักษณะสถาปัตยกรรม และศิลปกรรม เชื่อว่าหอไตรล้านนาถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เฉพาะของพระธรรม เฉกเช่นเจดีย์และคันธกุฎี (ที่ประทับของพระพุทธเจ้า) ในวิหารที่ถูกสร้างขึ้นเป็นที่เฉพาะของพระพุทธเจ้า และอุโบสถที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เฉพาะของพระสงฆ์ สถานที่เฉพาะเหล่านี้ห้ามมิให้ผู้อื่นเข้าไปเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด โดยหอไตรล้านนาถูกใช้งานในฐานะที่เคารพบูชามากกว่าใช้งานในลักษณะห้องสมุดอย่างปัจจุบัน กล่าวคือ ตัวอาคารหอไตรคือพระธรรมอันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าในศาสนาพุทธ และพบว่าอานิสงส์การสร้างหอไตร เทียบเท่าการสร้างสมบุญบารมีของพระโพธิสัตว์ทีเดียว โอกาสที่พุทธศาสนิกชนจะขึ้นไปบนหอไตรได้ เกี่ยวข้องกับประเพณีท้องถิ่น ๒ ประเพณี คือ ประเพณีพิธีตากธรรม เป็นการนำคัมภีร์ใบลานที่เก็บไว้ในหอไตร ออกมาผึ่งลมหรือตากลม นิยมทำกันในช่วงเดือน ๙ เหนือ หรือเดือนมิถุนายน กรกฎาคม ก่อนเข้าเข้าพรรษา และประเพณีการเทศน์มหาชาติหรือพิธีตั้งธรรมหลวง เป็นประเพณีการฟังเทศน์ใหญ่ของชุมชน จัดขึ้นในราวเดือนยี่เหนือหรือเดือนพฤศจิกายนของทุกปี หลังออกพรรษา

          สำหรับขั้นตอนการกระตุ้นจิตสำนึกของผู้คนในชุมชนให้ช่วยกันสงวนรักษาหอไตร เริ่มจากการเสนอองค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากวิจัยให้กับคนในชุมชน พร้อมทั้งสำรวจความคิดเห็นการใช้ประโยชน์หอไตรตามที่ปรากฏจริงในชุมชนนั้นๆ ทั้งยังได้ทบทวนตรวจสอบองค์ความรู้ใหม่ที่ได้ว่ามีความถูกต้องมากน้อยเพียงไร จากนั้นจึงได้จัดเวทีเสนอองค์ความรู้เรื่องหอไตรจากนักปราชญ์ในท้องถิ่นของจังหวัดลำพูน พร้อมกันนั้นได้จัดเวทีอนุรักษ์ภาพถ่ายหอไตรทางสื่อสังคมออนไลน์ไปพร้อมกันด้วย เพื่อเป็นการกระตุ้นจิตสำนึกพระสงฆ์ให้เห็นคุณค่าและช่วยกันอนุรักษ์หอไตร เมื่อคัดเลือกหอไตรได้แล้ว จึงจัดส่งหอไตรที่งดงามเข้าประกวดในโครงการประกวดรางวัลอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมของสมาคมสถาปนิกล้านนา และให้ชุมชนทั้ง ๔ ที่ได้รับรางวัล คือ ชุมชนวัดหลวงขุนวิน วัดบวกครกใต้ วัดห้วยกาน และวัดช้างรอง ขึ้นรับรางวัลด้วยตนเอง เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนนั้นๆ หลังจากนั้นจึงได้จัดเวทีสุนทรียสนทนาในชุมชนที่ได้รับรางวัล ๑ ชุมชน คือ ชุมชนวัดห้วยกาน เพื่อติดตามผลการดำเนินงานภายหลังได้รับรางวัล และเพื่อขยายความภาคภูมิใจในการรักษาหอไตรไปสู่สังคมภายนอก โดยการใช้สื่อวิทยุชุมชน สุดท้ายเป็นการวางแผนงานการสงวนรักษาหอไตรร่วมกันระหว่างพระสงฆ์ในวัดที่ได้รับการคัดเลือกหอไตรทั้ง ๔๖ หลังกับผู้วิจัย

          กระบวนการทำงานวิจัยครั้งนี้ ได้กระตุ้นจิตสำนึกผู้คนในชุมชนได้ดี ชุมชนวัดห้วยกานและชุมชนช้างรอง จังหวัดลำพูน เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในกระบวนการวิจัย ที่สามารถเข้าไปกระตุ้นเจ้าอาวาสและผู้คนในชุมชนให้เห็นความสำคัญของหอไตรและช่วยกันอนุรักษ์ได้ ผลการวิจัยพบว่า ผู้คนทั้งสองชุมชนได้เกิดจิตสำนึกที่จะเคลื่อนไหวทำกิจกรรมสงวนการรักษาหอไตรให้สืบทอดต่อไปในบริบทที่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี โดยผู้วิจัยเชื่อว่ามรดกทางวัฒนธรรมหอไตรล้านนาจะยังคงอยู่ในสังคมล้านนา สืบต่อไปอย่างน้อยอีก ๕๐ ปี

 

Abstract

          Hortrai Lanna (Lanna Scripture Hall) is a research project which consolidated a body of knowledge and a framework for understanding scripture halls in Northern Thailand, and to disseminate these in order to promote cultural awareness and preservation. The aim was that the research process would increase knowledge among the Lanna Thai religious communities (Sangha), who have the power to creatively maintain or to demolish these scripture halls, so that they realize their importance and start proper conservation campaigns where necessary. Ultimately it is hoped to lead to the nomination of the Hortrai Lanna for inclusion on the list, of national cultural heritage sites and UNESCO’s world heritage list. The research was carried out from December 2014 to November 2015 at a cost of 500,000 baht.

          Hortrai is an integral architectural structure of almost all Thai temples as well as of Northern Thailand ones, where Lanna culture and architecture is ubiquitous.
The working process had two parts: firstly a collaborative learning process about the Hortrai Lanna, and secondly awareness-raising among people in religious communities about the need and methods for conserving Hortrai. For the process of collaborative learning, the researcher, teamed up with research assistants in each of the Lanna provinces: Chiang Mai, Lamphun, Lampang, Phayao, Phrae, Nan, and Chiang Rai (but not Mae Hong Son because it has no individual Hortrai scripture buildings). – They studied 221 scripture halls and made presentations about them to the religious communities: 466 monks and other officials. After that, these people-together with six experts in Arts history, Architecture, Arts and Lanna culture – selected 46 of the Hortrais. as representative of the real Lanna identity. These 46 are varied in age and style of arts and architecture: qualities which the researcher had explained in detail.

          The main knowledge gained in this first stage of the process is as follows. Firstly, from their architectural and artistic characteristics, it is believed that Hortrai Lanna are built especially to house the Dhamma scriptures, in the same way as Chedi and Kantha Kuti are built specifically for the Buddha and the Ubosotha is built for the Sangha. These monumental buildings are special areas dedicated to Buddha, Dhamma and Sangkha. Secondly, a Hortrai Lanna is built in order to be a monumental building for worship rather than to be a functional library as it is often treated in the present day. This implies that the Hortrai building represents the Buddha and Buddhism. Thirdly, the ceremonial occasions of using the Hortrai for Buddhists are the air-drying of the scriptures and the sermon on the last great incarnation of the Buddha. In the tradition of the air-drying of the scriptures the scriptures are brought from the Hortrai. The ceremony takes place in the 9th month in the Lanna calendar, in June or July, before the Buddhist Lent. The sermon on the story of the last great incarnation of the Buddha is one of the biggest sermons of the Buddhist tradition. It takes place in the first month of the Lanna calendar or on November after the Lent. The fourth main finding of the research is that the merit which accrues for building a Hortrai is as much as the Parami merit accumulation of a Bodhisattava.

         As for the awareness-raising of locals to conserve Hortrai, it started with the introduction of the new knowledge gained from the research. This was accompanied by a survey of opinions about Hortrai utilization as it really is in each community: a step which validates the new knowledge and adds to it. After that, a conference was scheduled to take place in Lamphun to discuss this learning on Hortrai Lanna among local scholars. Also, a collection of photographs of Hortrai Lanna has been put online in order to spur public participation and encourage monks to realize the value of Hortrai Lanna and conserve them. Finally, when Hortrais were selected, they were submitted to the Cultural and Architectural contest of the Lanna Architect Society. The award winning communities, those of Wat Luang- khun-win, Wat Buak-krok-tai, Wat Huay-karn, and Wat Chang-rong, proudly received awards. After that a pleasurable talk was held in one of the award-winning communities. Wat Huay-karn, in order to follow up the activity of the community after the award was presented and to communicate the pride in Hortrai Lanna to the public by community radio. Finally, a plan of Hortrai conservation was drawn up by the researcher together with all the monks from the 46 Wats which have the outstanding Hortrai.
         
         It is envisaged that the working process could well stimulate the awareness of locals- to conserve Hortrai. The Wat Huay-karn and Wat Chang - rong communities are good examples of the success of the research in encouraging the abbot and lay people alike in this. The researcher believes that these monuments of Lanna cultural heritage could last in Lanna culture at least 50 years to come. 

icon pdf th รายงานวิจัย : Download (188 Mb)