พิมพ์

ตำราคชศาสตร์ฉบับชาวบ้านชาวกูยเมืองสุรินทร์

เรื่อง      :     ตำราคชศาสตร์ฉบับชาวบ้านชาวกูยเมืองสุรินทร์

Title     :     Folk Gajasastra Inherited Wisdom of the Kui In Surin Province

ผู้วิจัย     :     
นายอัษฎางค์ ชมดี 
                     นางสาวพัทธนันท์ โอษฐ์เจษฎา 
                     นางสาวสายฝน เอี่ยมเอก 
                     นายมา ทรัพย์มาก 
                     นายบุญช่วย แสนดี 
                     นางสาวชลดา จันปุ่ม 
                     นายดิเรก หงส์ทอง

ปีงบประมาณ     :     ๒๕๕๕ 


บทคัดย่อ

         ชาวกูยอาเจียง หมายถึงชาวกูยที่ดำรงชีพด้วยการจับช้าง ฝึกช้าง และเลี้ยงช้าง ในพื้นที่ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่ดำรงชีพด้วยการจับช้าง ฝึกช้าง และเลี้ยงช้าง โดยมีพิธีกรรมโบราณเกี่ยวกับช้างสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ที่สำคัญคือความรู้ในการคชศาสตร์ของชาวกูยอาเจียงเกี่ยวข้องกับการนับถือผีอยู่แทบทุกส่วน สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่มีความต่อเนื่อง จากยุคก่อนประวัติศาสตร์หรือก่อนที่ศาสนาฮินดูและพุทธศาสนาจากอินเดียจะมีอิทธิพลเหนือผีพื้นเมืองในสยามประเทศ ความรู้ใน การคชศาสตร์ของชาวกูยอาเจียง จังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วยด้านต่างๆ ดังนี้ 

1. การจับช้างป่าด้วยวิธีการโพน
2. ผีปะกำและการทำเชือกปะกำ
3. พิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับช้าง
4. การฝึกบังคับช้าง
5. การคชลักษณ์
6. การรักษาช้างด้วยพืชสมุนไพร

           ความรอบรู้และความชำนาญดังกล่าวเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (Intangible Cultural Heritage) อันเป็นอัตลักษณ์ (Identity) ของชาวกูยอาเจียงจังหวัดสุรินทร์ที่ได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากคน รุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งนับตั้งแต่โบราณสมัย 

        อย่างไรก็ดี ความรู้ในการคชศาสตร์ของชาวกูยอาเจียงจังหวัดสุรินทร์เป็นความรู้ที่อยู่ภายใน (Inner intellectual) ตัวหมอช้างและควาญช้างในลักษณะของความทรงจำและประสบการณ์ โดยส่วนใหญ่การถ่ายทอดความรู้เป็นการถ่ายทอดให้กับคนในสายตระกูลใน 2 ลักษณะคือ (1) โดยทางวาจา และ (2) โดยการฝึกฝนและปฏิบัติจนบังเกิดเป็นความชำนาญ ความรู้บางอย่างเป็นมรดกภูมิปัญญาประจำ สายตระกูลที่เรียนรู้ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยมากไม่เป็นที่เปิดเผยกับ “คนนอก” แต่ในช่วงหลังข้อห้าม  ดังกล่าวคลายลงมากแล้ว เป็นความจริงที่ว่า ความรู้ในการคชศาสตร์ของชาวกูยอาเจียงจังหวัดสุรินทร์ไม่มีการจดบันทึก เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้น การรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล (Inventorying) ความรู้ในการคชศาสตร์ของ ชาวกูยอาเจียงจังหวัดสุรินทร์ทั้ง 6 ด้าน จึงเป็นการปกป้องคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม (Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) ในความหมายของการจำแนก การบันทึก หลักฐาน การวิจัย การสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการสืบสาน โดยครอบคลุมการถ่ายทอด   การอนุรักษ์ และ การสร้างสรรค์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

 

Abstract

         A-jiang people belong to the biggest Kuay minority in Kra-poh village, Tatum district of Surin province, who are currently living on catching and training wild elephants. For generations their way of life has closely related to elephants and strong ancient belief on spirits and supra-nature which had deeply rooted in the community long before the acceptance of Hinduism or Buddhism as their religion. A-jiang Kuay’s knowledge on elephant is composed of

1. Method of elephant-catching
2. Pa-Cam spirit and rope
3. Belief and rituals about elephants
4. Training of elephants
5. Characteristics of elephants
6. Medicinal plants for elephants 

         The above-mentioned knowledge and expertise are generally recognized as Ajiang-Kuay ‘s intangible cultural heritage. It is their identity which has been inherited from generation to generation throughout history.
On the one hand Kuay’s ancient expertise was kept as secret among themselves as inner intellectual knowledge. The secret would not be told to outsiders. Ajiang mahouts would strictly pass this mysterious knowledge only to family members, either by words or personal training.
         On the other hand Ajiang-Kuay in Surin province had never noted down their ancient knowledge in any kind of written texts. The expertise on elephants might in the future disappear without traces for young generations to come. Therefore the objective of this research is to protect and preserve the priceless intellectual assets of Kuay community in Krapoh village, as explicit knowledge, and also to encourage further studies on Ajiang-Kuay culture.

icon pdf th รายงานวิจัย : Download (289 Mb)