พิมพ์

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากงานบุญเดือนสิบ : ประเพณีไหว้ผีโบ๋

มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจากงานบุญเดือนสิบ : ประเพณีไหว้ผีโบ๋

                       ประเพณีไหว้ผีโบ๋ นิยามศัพท์ภาษาถิ่นใต้คำว่า “โบ๋” แปลว่า หมู่, พวก ผีโบ๋ จึงหมายถึง ผีพวก หรือ ผีหมู่ ไหว้ผีโบ๋เป็นงานประเพณีที่มีความสำคัญของอำเภอทุ่งหว้าที่ได้มีการสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต โดยในยุคแรก ๆ การไหว้ผีโบ๋ได้แยกกระทำเป็นตระกูล แต่ละตระกูลไป ต่อมาเมื่อแต่ละตระกูลมีลูกหลานมากขึ้น จึงได้มาทำพิธีไหว้ร่วมกันเป็นพิธีใหญ่เพียงครั้งเดียว เป็นการไหว้ผีหัวหลาด (บริเวณตลาดหน้าโรงภาพยนตร์ทุ่งหว้าเก่า) ไหว้หน้าตลาด ไหว้กลางเมือง เพื่อทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตายไปแล้วไม่มีญาติอุทิศส่วนกุศลไปให้

 

pb4 pb5

ในอดีตทุ่งหว้าหรือสุไหงอุเป เป็นชุมชนที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของจังหวัดสตูล ขึ้นอยู่กับการปกครองของเมืองไทรบุรี และเรียกกันในหมู่นักเดินเรือผู้มาทำการค้าขายว่า เมืองสุไหงอุเป ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษามลายู แยกเป็น ๒ คำ คือ คำว่า “สุไหง” แปลว่า “คลอง” เนื่องจากสภาพพื้นที่ของทุ่งหว้าในสมัยนั้นมีอาณาเขตติดกับชายทะเล มีคลองหลายสาย ส่วนคำว่า “อุเป” แปลว่า “กาบหมาก” เกิดจากต้นไม้ชนิดหนึ่ง เรียกเป็นภาษาถิ่นว่า “หลาวชะโอน” ขึ้นอยู่ตลอดแนวริมคลอง มีลักษณะคล้าย
ต้นหมาก โดยเฉพาะกาบใบ เมื่อกาบใบแก่จะร่วงและลอยอยู่ในลำคลองโดยทั่วไป ชาวต่างชาติเข้ามาค้าขายจึงเรียกกันว่า “คลองสุไหงอุเป” ต่อมากลายเป็นชื่อเมืองในที่สุด คือ “สุไหงอุเป” แปลว่า คลองกาบหมาก นั่นเอง

          สุไหงอุเปในอดีตมีความเจริญรุ่งเรืองมาก ถือว่าเป็นเมืองท่าค้าขายที่สำคัญของชายฝั่งทะเลตะวันตก เป็นรองก็แต่เมืองปีนัง มีสินค้าส่งออกที่สำคัญจำนวนมาก ได้แก่ พริกไทย ไม้ฟืน (ต้นโกงกาง) แต่ที่ขึ้นชื่อที่สุดคือ พริกไทย โดยแยกผลิตเป็นพริกไทยขาวและพริกไทยดำ ทำให้ชาวจีนซึ่งมีความขยันและมีอยู่โดยทั่วไป อพยพเข้ามาทำมาหากิน ตั้งหลักแหล่งเพาะปลูกพริกไทยเป็นจำนวนมาก สร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่เมืองสุไหงอุเปเป็นอย่างมากจนกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญในการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศและเมืองใกล้เคียง โดยเฉพาะเกาะปีนัง แต่ความรุ่งเรืองที่กล่าวมาต้องหมดไป เนื่องจากเหตุการณ์กรณีพิพาทระหว่างไทยกับอังกฤษ จนไทยต้องเสียดินแดนไทรบุรี ปะลิส กลันตัน และตรังกานู ให้อังกฤษ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๒ เมื่อแผ่นดินถูกแบ่งแยก การค้าขายระหว่างทุ่งหว้ากับปีนังต้องชะงักลง ชาวปีนังที่เคยอาศัยอยู่ที่ทุ่งหว้าเริ่มโยกย้ายกลับ เหลืออยู่ไม่มากนัก การค้าขายพริกไทยก็ค่อย ๆ ลดบทบาทลง เพราะคนเริ่มหันมาปลูกยางพาราแทน สุไหงอุเปจึงค่อย ๆ ถูกลืมไป ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ยังเหลือ คือ อาคารทรงชิโนโปรตุกีส บริเวณตัวเมืองทุ่งหว้า และลูกหลานชาวจีนยังคงสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีของชาวจีนบรรพบุรุษไว้

          ประเพณีที่จัดต่อเนื่องทุกปี คือ ประเพณีไหว้ผีโบ๋ ชาวใต้เมื่อออกเสียงจะกลายเป็น “ผีโหม๋ว” และกลายเป็น “ผีโบ๋” ในที่สุด การไหว้ผีโบ๋ คือ การไหว้ผีไม่มีญาติในช่วงเทศกาลสารทจีน วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ของชาวจีน โดยมีความเชื่อว่า ยมโลกจะเปิดประตูให้วิญญาณกลับมาหาญาติพี่น้อง จึงต้องจัดของเซ่นไหว้ไว้ให้ ส่วนผีไม่มีญาตินั้นไม่มีใครจัดเครื่องเซ่นให้ ชาวทุ่งหว้าจึงร่วมกันจัดงานไหว้ผีโบ๋ขึ้นที่กลางเมืองทุกปี ซึ่งต้องจัดก่อนวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ อันเป็นวัน “ปิดประตูยมโลก” ความร่วมมือร่วมใจนี้ถ่ายทอดมายังลูกหลานชาวไทยเชื้อสายจีน แม้แต่เด็ก ๆ ก็ยังได้ร่วมในประเพณีนี้ด้วย

pb2 pb3

 

ในการประกอบพิธีเซ่นไหว้ผีโบ๋นั้น จะต้องมีผู้ประกอบพิธี ๑ คน เรียกว่า นายหัวหรือหัวหน้า พร้อมทั้งผู้ช่วยลูกมืออีก ๔ - ๕ คน และในทุกปีจะมีการคัดเลือกคณะกรรมการ หัวหน้าและผู้ช่วย โดยจะมีการเสี่ยงทาย เรียกว่า “ปั้วโป๊ย” ซึ่งจะทำการเสี่ยงทาย เพื่อหาหัวหน้าและผู้ช่วยเป็นประจำทุกปี การเสี่ยงทายจะโยน “ปั้วโป๊ย” จะมีการเรียกชื่อบุคคลแต่ละคนแล้วโยน “ปั้วโย” คว่ำหนึ่งอัน หงายหนึ่งอัน หมายถึง เซ้งโป๊ย หมายถึง ได้ หากคว่ำทั้งสองอันเรียกว่า “อิมโป๊ย” หมายถึง หัวเราะ และโยนเสียงทายไปเรื่อย ๆ จนได้หัวหน้าและผู้ช่วยครบตามจำนวนที่ระบุไว้ โดยจะมีการหมุนเวียนเสี่ยงทายคณะกรรมการ ฯ ชาวไทยเชื้อสายจีนที่อาศัยแต่ละพื้นที่เป็นประจำทุกปี

 

ประเพณีไหว้ผีโบ๋ ได้รับการประกาศเป็นรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวัดสตูล ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๐

 

 เอกสารอ้างอิง

 

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสตูล. (๒๕๖๐). แบบจัดทำรายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

 

(แบบ มภ. ๒). เอกสารอัดสำเนา.