พิมพ์

ภาษาชาติพันธุ์ (ภาคอีสาน) : ภาษาญ้อ

ภาษาชาติพันธุ์ (ภาคอีสาน) : ภาษาญ้อ

 

กลุ่มชาติพันธุ์ญ้อ แต่เดิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากในเมืองหงสาและคำม่วน ซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ในประเทศลาว ต่อมาได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในเขตประเทศไทย บริเวณพื้นที่ในภาคอีสานและภาคตะวันออก
ของไทย พบมีกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อย้ายมาตั้งถิ่นฐานหลายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดหนองคาย อุดรธานี มหาสารคาม สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น นครสวรรค์ สระบุรี ปราจีนบุรี และสระแก้ว นอกจากนี้ ยังพบว่า มีกลุ่มชาติพันธุ์ญ้ออาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชา ได้แก่ จังหวัดบันทายมีชัยและอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชาอีกด้วย

การย้ายถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อ มีสาเหตุมาจากการถูกเกณฑ์และอพยพมาในภายหลัง เพื่อตั้งถิ่นฐานตามญาติพี่น้องที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย โดยการอพยพแต่ละครั้งจะมีผู้นำมาด้วย เช่น ในปี พ.ศ. ๒๓๕๑ ญ้อเมืองท่าอุเทน มีท้าวหม้อเป็นหัวหน้า ได้พาลูกเมียและบ่าวไพร่ จำนวน ๑๐๐ คน ตั้งบ้านเมืองอยู่ที่ปากแม่น้ำสงคราม ซึ่งอยู่ในบริเวณพื้นที่จังหวัดนครพนม แต่หลังจากนั้นในปี พ.ศ. ๒๓๖๙ ได้มีการอพยพกลับไปตั้งถิ่นฐานอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงที่เมืองปุงลิง (ปัจจุบันอยู่ในแขวงคำม่วน ประเทศลาว) และในปี พ.ศ. ๒๓๗๑ ก็อพยพกลับมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ของเมืองไชยบุรี (ปัจจุบันเป็นแขวงไชยบุรี ประเทศลาว) ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๗๖ เจ้าเมืองหลวงปุงลิงได้พาครอบครัวและบ่าวไพร่ข้ามแม่น้ำโขงมาประเทศไทย โดยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งถิ่นฐานที่เมืองท่าอุเทน ปัจจุบันเป็นอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ส่วนหัวหน้าของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้ออีกกลุ่มหนึ่ง คือ พระคำก้อน เจ้าเมืองคำเกิด ประเทศลาว ได้ขอสวามิภักดิ์ต่อกรุงสยาม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปี พ.ศ. ๒๓๗๙ และในปี พ.ศ. ๒๓๘๒ ก็ได้มีการอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองท่าขอนยาง (ปัจจุบันเป็นตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม)

กลุ่มชาติพันธุ์ญ้อในประเทศไทย มีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับคนไทยในภาคอีสานมาก ประเพณีที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อ คือ ประเพณีไหลเรือไฟ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ หรือ
วันออกพรรษา เรียกว่า
“ไหลเฮื่อไฟ” นอกจากนี้ ยังมีวัฒนธรรมการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อ คือ หมากโข่งโหล่ง หมากต่อไก่ หมากนู่เนียม ปาบึกแล่นมาฮาด หม่อจ้ำหม่อมี และหมากอีหมากอำ การละเล่นแต่ละประเภทจะมีวิธีการเล่นและมีเพลงประกอบการละเล่นด้วย เช่น การละเล่นหม่อจ้ำหม่อมี มีเพลงประกอบว่า จั้มหม่อมี่มาจี่หม่อหม่น หักคอคนเซอหน้านกกด หน้านกกดหน้าลิงหน้าลาย หน้าผีพายหน้ากิกหน้าก่อม หน้ากิก (หน้าสั้น) หน้าก่อม (หน้ากลม) ยอมแยะแตะปีกผึ่งวะผึ่งวะ (ซ้ำตั้งแต่ต้นไปเรื่อย ๆ) เป็นต้น

จากงานวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อ พบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อในหมู่บ้านท่าขอนยาง โดยพบจารึก ๒ หลัก คือ จารึกใบเสมาและจารึกบนฐานพระพุทธรูป ซึ่งพบที่วัดมหาผล บ้านท่าขอนยาง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ในจารึกทั้ง ๒ หลัก ได้กล่าวถึงเจ้าเมืองท่าขอนยาง นามว่า พระสุวรรณภักดี ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มชาติพันธุ์ญ้อ ได้สร้างพัทธสีมาและพระพุทธรูปในจุลศักราช ๑๒๒๒

ลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นของภาษาญ้อ ซึ่งถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของภาษาญ้อ ได้แก่ เสียงสระ เออ ของคำที่ตรงกับเสียงสระ ใ– ของภาษาไทยมาตรฐาน เช่น หัวเจ๋อ = หัวใจ เฮอ = ให้ ผู้เญ่อ = ผู้ใหญ่ลูกเพ่อหรือลุเพ่อ = ลูกสะใภ้ เส้อ = ใส่ เบ๋อ = ใบไม้ เม่อ = ใหม่ เสอ = ใส เตอ = ใต้ เกอ = ใกล้ เญ่อ = ใหญ่ เน้อ = ใน

ลักษณะที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งก็คือ คำแสดงคำถาม เช่น เตอ/เบอะเตอ = อะไร นั่นเตอ/นั่นเบอะเตอ = นั่นอะไร เจ้า เฮ็ดเตอ/เจ้า เฮ้อ เบอเต๋อ = คุณทำอะไร เฮ็ดเตอ = ทำไม ถาม ข้อย เฮ็ด เตอ = ถามฉันทำไม เลอ เล่อ/จั้งเลอ = อย่างไร เช่น เขา เว่อ เลอ เล่อ = เขาพูดอย่างไร แม่ ซิ เฮ็ด เลอ เล่อ = แม่จะทำอย่างไร เจา ซิ เว่า จั้งเลอ = คุณจะพูดอย่างไร มื่อเลอ = เมื่อใด/เมื่อไร เช่น เจา คึ้น เฮือน มื่อเลอ = คุณขึ้นบ้านใหม่เมื่อใด กะเลอ = ที่ไหน/ไหน เจา ซิ ไป กะเลอ = คุณจะไปไหน

คำศัพท์ที่ใช้ในประโยคคำถามเกี่ยวกับบุคคล ใช้คำว่า เพอ = ใคร เพอเลอ = ใคร สามารถใช้ทั้งขึ้นต้น และลงท้ายประโยค เช่น เพอ มา ห่า ข้อย = ใครมาหาฉัน เพอเลอ เอิ้น ข้อย = ใครเรียกฉัน นั่นคือ เพอ = นั่นคือใคร เฮือนของเพอเลอ = บ้านของใคร

                                                  yor-1 yor-2-min

 

แม้ว่าจะมีการใช้ภาษาญ้อในชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น แต่ผู้ที่พูดภาษาญ้อเริ่มมีจำนวนลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ หากไม่มีแนวทางในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูและสืบทอด จึงจัดได้ว่าภาษาญ้อเป็นภาษาหนึ่งที่อยู่ในภาวะวิกฤต การฟื้นฟูและอนุรักษ์ภาษาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น จึงมีหน่วยงานหลายฝ่ายที่ร่วมกันฟื้นฟูและอนุรักษ์ ทั้งที่เป็นงานวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้และกิจกรรมเสริมสร้างให้เกิดความสำนึกในการอนุรักษ์ภาษา ดังที่กลุ่มชาติพันธุ์ญ้อท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม จัดให้มีโครงการหลายประเภท เพื่อการฟื้นฟูและการอนุรักษ์ภาษาญ้อ เช่น โครงการวิจัยเรื่องการฟื้นฟูและการอนุรักษ์ภาษา ตำนาน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการละเล่นพื้นบ้านญ้อ บ้านท่าขอนยาง ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม นอกจากนี้ ยังมีการจัดศาลาวัฒนธรรมญ้อ สร้างขึ้นเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมญ้อ ชุมนุมวัฒนธรรมญ้อก่อตัวขึ้นมาในโรงเรียน ประเพณีไหลเรือไฟได้รับการฟื้นฟู การละเล่นญ้อปรากฏอยู่ในลานวัด จัดทำป้ายแหล่งวัฒนธรรมญ้อ และร่วมสร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้วัฒนธรรมญ้อท่าขอนยาง ปฏิบัติการทางสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ญ้อ เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมและภาษาของตนเองท่ามกลางการสูญหายไปของภาษาและวัฒนธรรม

 

          ภาษาญ้อ ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปีพ.ศ. ๒๕๕๗

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๐). ภาษา. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม.

 

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (๒๕๖๑). มรดกภูมิปัญญาอีสาน. กรุงเทพ ฯ : สถาบันวัฒนธรรมศึกษากรมส่งเสริมวัฒนธรรม.