Print

วงปี่พาทย์ล้านนา

Items
วงปี่พาทย์ล้านนา
Designated in
Undesignated
Region
Northern
Overview

วงปี่พาทย์ล้านนา “ฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์”วงปี่พาทย์ล้านนา ชุมชนฝั่งหมิ่น “ฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์” ตำบลริมกก  อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

๒.๑.๑ สาระสำคัญโดยรวม

ในการศึกษาจัดเก็บข้อมูลภูมิปัญญาวงปี่พาทย์ล้านนาครั้งนี้ คณะผู้จัดทำขอนำเสนอข้อมูลสารัตถะที่เกี่ยวข้องกับวงปี่พาทย์ ซึ่งได้ศึกษา รวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และจากการจัดเก็บข้อมูลภาคสนามของชุมชนเป้าหมาย โดยมีสารัตถะที่จะนำเสนอ ดังนี้

ตอนที่ ๑          ประวัติความเป็นมาของวงปี่พาทย์

ตอนที่ ๒          วงปี่พาทย์พื้นเมือง

ตอนที่ ๓          วงปี่พาทย์ล้านนา “ฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์”

 

ตอนที่ ๑ ประวัติความเป็นมาของวงปี่พาทย์

โดยทั่วไปวงดนตรีไทยที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วทุกภาคของประเทศ มีอยู่ด้วยกัน ๓ ประเภทได้แก่ วงปี่พาทย์ วงเครื่องสาย  วงมโหรี

วงปี่พาทย เป็นวงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องประเภท เครื่องตี เป็นเครื่องดนตรีสำคัญหรือเป็นตัวเอก ได้แก่ ระนาด กับ ฆ้องวง และมีเครื่องเป่าคือ ปี่ เป็นตัวสำคัญรองลงมา นอกจากนั้นมีเครื่องประกอบจังหวะอื่น ๆ เช่น กลอง,ฉิ่ง,ฉาบ

วงเครื่องสาย เป็นวงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องประเภท "เครื่องสาย" เป็นหลักอันได้แก่ ซอด้วง กับซออู้ และมีเครื่องเป่า คือ "ขลุ่ย" สำคัญรองลงมา นอกจากนั้นมีเครื่องประกอบจังหวะคือ ฉิ่ง,ฉาบ,กลอง เครื่องดนตรีที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในวงเครื่องสายคือ "จะเข้"

วงมโหรี เป็นวงดนตรีที่บรรเลงโดยใช้เครื่องดนตรีจากวง"ปี่พาทย์" กับวง "เครื่องสาย" มาผสมกัน ดังนั้น วงมโหรีจึงประกอบด้วยเครื่องดนตรี คือ ระนาด,ฆ้องวง,ซอสามสาย,ซอด้วง,ซออู้,ขลุ่ย,จะเข้, และเครื่องประกอบจังหวะทั้งหลายเท่าที่เห็นสมควร ข้อสังเกต ปี่ไม่มีในวงมโหรี

 

ประเภทของวงปี่พาทย์

วงปี่พาทย์แบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ได้อีก ตามแต่จุดประสงค์ ของการใช้งานดังนี้

. วงปี่พาทย์ชาตรี
เป็นวงปี่พาทย์โบราณที่มีเครื่องดนตรีน้อยที่สุด เป็นวงดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดงหนังตะลุง และมโนราห์ เครื่องดนตรีที่ใช้ในวงดนตรีประเภทนี้ได้แก่ ปี่นอก ฆ้องคู่ โทน ๑  คู่    กลองชาตรี ๑ คู่กรับ ฉิ่ง

             ๒. วงปี่พาทย์ไม้แข็ง

วงปี่พาทย์สามัญสำหรับประกอบการแสดง และ ประโคมในงานทั่วไป มี ๓ ขนาด ดังนี้

๒.๑ วงปี่พาทย์เครื่องห้า ใช้เครื่องดนตรีและผู้บรรเลงคือระนาดเอก ๑ คน ฆ้องวงใหญ่ ๑ คน ปี่ใน ๑ คน ฉิ่ง ๑ คน ตะโพนหรือกลองทัด ๑ คน

๒.๒ วงปี่พาทย์เครื่องคู่ ระนาดเอก ๑ คน ระนาดทุ้ม ๑ คน ฆ้องวงใหญ่ ๑ คน ฆ้องวงเล็ก ๑ คน ปี่ใน ๑ คน ฆ้องโหม่ง ฉิ่ง ๑ คน ฉาบ ๑ คน ตะโพนหรือกลองทัด ๑ คน

๒.๓ วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ ใช้เครื่องดนตรีบรรเลงคือ ระนาดเอก ๑ คน ระนาดทุ้ม ๑ คน ระนาดเอกเหล็ก ๑ คน ระนาดทุ้มเหล็ก ๑ คน ฆ้องวงใหญ่ ๑ คน ฆ้องวงเล็ก ๑ คน ปี่ใน ๑ คน ปี่นอก ๑ คน ฆ้องโหม่ง ฉิ่ง ๑ คน ฉาบ ๑ คน ตะโพนหรือกลองทัด ๑ คน

***หมายเหตุ***วงปี่พาทย์ไม้แข็งทั้งสามชนิดนี้ ไม้ที่ผู้เล่นใช้ในการบรรเลงระนาดจะใช้ไม้แข็ง (หัวหุ้มที่ใช้ตีจะแข็งทำให้เสียงดัง แข็ง เกรี้ยวกราด) สำหรับกลองอาจใช้กลองแขกตีแทนกลองทัดและตะโพนได้ในการบรรเลงเป็นบางเพลง
ข้อสังเกต ผู้ศึกษาคงจะสับสนอยู่บ้างเกี่ยวกับจำนวน,ประเภทของวงแต่ละประเภท ลองพิจารณาดูความแตกต่างเหล่านี้
               วงปี่พาทย์เครื่องห้า มีจำนวนเครื่องดนตรีอย่างละ ๑ ชิ้น
               วงปี่พาทย์เครื่องคู่ มีจำนวนเครื่องดนตรีอย่างละ คู่ กล่าวคือ มีทั้งระนาดเอก ระนาดทุ้ม ฆ้องวงเล็ก ฆ้องวงใหญ่
              หากวงใด มีระนาดเล็กด้วย นั้นคือวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่

               . วงปี่พาทย์ไม้นวม
              วงปี่พาทย์ชนิดนี้ใช้เครื่องดนตรี ผู้บรรเลง ,และขนาดของวง เหมือนกับวงปี่พาทย์ไม้แข็งเกือบทุกอย่าง ส่วนที่แตกต่างก็คือใช้ ขลุ่ยเพียงออ แทนปี่ใน,  เพิ่ม ซออู้ , ใช้ไม้นวมตีระนาดเอกไม้ระนาดเอกเหล็ก (ทำให้เสียงนุ่มนวลขึ้น)

               ๔. วงปี่พาทย์มอญ
              เครื่องดนตรีของวงปี่พาทย์มอญนี้ ปิดทองหรือทาด้วยสีทองเกือบทุกชิ้น วงปี่พาทย์มอญเช่นเดียวกับวงปี่พาทย์ไทย กล่าวคือ มีเครื่องห้า ,เครื่องคู่, เครื่องใหญ่ เช่นกัน มีข้อแตกต่างกัน คือ
ใช้ปี่มอญ แทนปี่ใน (ปี่มอญ เสียงต้อต่ำฟังเสียงแล้วเยือกเย็นและวังเวง) ,ใช้ฆ้องมอญ แทน ฆ้องวง, ใช้ตะโพนมอญ แทน ตะโพนไทย, เพิ่มเปิงมางคอกเข้า (เปิงมางคอก ใช้เปิงมาง 7 ลูกเทียบให้มีเสียงสูง - ต่ำ ตามลำดับผูกร้อยเข้ากับคอกเปิงมาง)  วงปี่พาทย์มอญนิยมบรรเลงในงานศพ เพราะมีทำนองฟังแล้วโหยหวลชวนให้เกิดความเศร้าใจ

                ๕. วงปี่พาทย์นางหงส์
            
ใช้เครื่องดนตรีเหมือนกับวงปี่พาทย์ไม้แข็งทุกอย่างนอกจากใช้ ปี่ชวา แทน ปี่นอก , ใช้กลองมะลายู ๑ คู่ แทน กลองตะโพนและกลองทัด    วงปี่พาทย์นางหงส์นี้ใช้บรรเลงเฉพาะใน   งานศพเท่านั้น

ตอนที่ ๒ วงปี่พาทย์พื้นเมือง

 

          จากเอกสารงานวิจัย ซี่งประชุม บุญน้อม และคณะ ได้ทำการวิจัย เรื่องการศึกษาความเข้มแข็งของชุมชน : กรณีศึกษาการสืบทอดภูมิปัญญาชาวบ้านวงปี่พาทย์พื้นเมือง ตำบลชมพู  อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมองค์ความรู้วงปี่พาทย์พื้นเมือง  และศึกษาปัญหาความต้องการและปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องกับการสืบทอดภูมิปัญญาชาวบ้านวงปี่พาทย์พื้นเมือง ตลอดจนศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการประเมินศักยภาพของชุมชน  รวมทั้งเพื่อศึกษาบทบาทและความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในการอนุรักษ์และพัฒนากระบวนการสืบทอดองค์ความรู้วงปี่พาทย์พื้นเมือง โดยใช้การวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม

          จากผลการวิจัยดังกล่าวพบว่าวงปี่พาทย์พื้นเมืองเป็นวงดนตรีเก่าแก่คู่ล้านนา เดิมเรียกว่าวงพาทย์ หรือพาทย์ฆ้อง  วงพาทย์ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ฆ้องวง   แน (ปี่)  ตระโพนมอญ  ฉิ่ง  ฉาบ  ต่อมาได้มีเครื่องดนตรีจากภาคกลางเข้าไปผสมได้แก่ ระนาดเอก  ระนาดทุ้ม  จึงเรียกว่าวงปี่พาทย์พื้นเมืองชาวบ้านเรียกว่าวงป้าดหรือวงทึ่งทึง  วงปี่พาทย์พื้นเมืองยังคงมีความสำคัญในพิธีกรรมงานศพของชาวบ้าน  ปัจจุบันวงดนตรีมีจำนวนวงลดลงอย่างรวดเร็ว จนอาจกล่าวได้ว่าวงปี่พาทย์พื้นเมืองมีลู่ทางที่จะสูญหายไปจากชุมชนอย่างแน่นอน  เพราะไม่มีผู้สืบทอดองค์ความรู้  ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้วงปี่พาทย์ล่มสลายคือภาวะเศรษฐกิจของชุมชน  กล่าวคือการจ้างวงปี่พาทย์พื้นเมืองไปบรรเลงในพิธีกรรมงานศพแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง  ในขณะเดียวกันนักดนตรีกลับมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เพียงพอแก่การยังชีพ  จึงทำให้คนรุ่นใหม่ไม่สนในจะมีอาชีพเป็นนักดนตรีหรือที่เป็นอยู่แล้วก็หันเหไปประกอบอาชีพที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า 

          ในด้านการอนุรักษ์วงปี่พาทย์พื้นเมือง ชุมชนและโรงเรียนยังขาดความคิดริ่เริ่มที่จะอนุรักษ์เพราะชุมชนและโรงเรียนไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับวงปี่พาทย์พื้นเมือง  ต่อเมื่อชุมชนและโรงเรียนได้รับทราบข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสถานภาพของวงปี่พาทย์พื้นเมือง จึงทำให้ทั้งโรงเรียนและชุมชนมองเห็นคุณค่าและเกิดคยวามห่วงใยอนาคตของวงดนตรีประเภทนี้  เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความคิดที่จะสร้างกระบวนการอนุรักษ์แบบยั่งยืน  โดยชุมชนและโรงเรียนจะต้องร่วมมือกันสร้างหลักสูตรท้องถิ่นวงปี่พาทย์พื้นเมืองเพื่อนำไปใช้สอนในโรงเรียนให้บุตรหลานของชาวบ้านเป็น          ผู้สืบทอดองค์ความรู้  ซึ่งจากการศึกษาความต้องการของชุมชน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการสืบทอด      องค์ความรู้ และการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนกับโรงเรียน จากข้อมูลพื้นฐานที่ได้จากประชาคมต่าง ๆ  ในชุมชน โรงเรียน และชาวบ้านทั่วไป สรุปได้ว่า ชุมชนมีความต้องการและมีความพร้อมที่ร่วมมือกับโรงเรียนในการสืบทอดองค์ความรู้วงปี่พาทย์ 

ความสำคัญ/หลักการเหตุผล
โดยทั่วไปวงดนตรีไทยที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วทุกภาคของประเทศ มีอยู่ด้วยกัน ๓ ประเภทได้แก่ วงปี่พาทย์ วงเครื่องสาย วงมโหรี
วงปี่พาทย์ เป็นวงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องประเภท เครื่องตี เป็นเครื่องดนตรีสำคัญหรือเป็นตัวเอก ได้แก่ ระนาด กับ ฆ้องวง และมีเครื่องเป่าคือ ปี่ เป็นตัวสำคัญรองลงมา นอกจากนั้นมีเครื่องประกอบจังหวะอื่น ๆ เช่น กลอง,ฉิ่ง,ฉาบ
วงเครื่องสาย เป็นวงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องประเภท "เครื่องสาย" เป็นหลักอันได้แก่ ซอด้วง กับซออู้ และมีเครื่องเป่า คือ "ขลุ่ย" สำคัญรองลงมา นอกจากนั้นมีเครื่องประกอบจังหวะคือ ฉิ่ง,ฉาบ,กลอง เครื่องดนตรีที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในวงเครื่องสายคือ "จะเข้"
วงมโหรี เป็นวงดนตรีที่บรรเลงโดยใช้เครื่องดนตรีจากวง"ปี่พาทย์" กับวง "เครื่องสาย" มาผสมกัน ดังนั้น วงมโหรีจึงประกอบด้วยเครื่องดนตรี คือ ระนาด,ฆ้องวง,ซอสามสาย,ซอด้วง,ซออู้,ขลุ่ย,จะเข้, และเครื่องประกอบจังหวะทั้งหลายเท่าที่เห็นสมควร ข้อสังเกต ปี่ไม่มีในวงมโหรี
ประวัติความเป็นมา
วงปี่พาทย์ล้านนา “ฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์”วงปี่พาทย์ล้านนา ชุมชนฝั่งหมิ่น “ฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์” ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย
๒.๑.๑ สาระสำคัญโดยรวม
ในการศึกษาจัดเก็บข้อมูลภูมิปัญญาวงปี่พาทย์ล้านนาครั้งนี้ คณะผู้จัดทำขอนำเสนอข้อมูลสารัตถะที่เกี่ยวข้องกับวงปี่พาทย์ ซึ่งได้ศึกษา รวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และจากการจัดเก็บข้อมูลภาคสนามของชุมชนเป้าหมาย โดยมีสารัตถะที่จะนำเสนอ ดังนี้
ตอนที่ ๑ ประวัติความเป็นมาของวงปี่พาทย์
ตอนที่ ๒ วงปี่พาทย์พื้นเมือง
ตอนที่ ๓ วงปี่พาทย์ล้านนา “ฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์”

ตอนที่ ๑ ประวัติความเป็นมาของวงปี่พาทย์
โดยทั่วไปวงดนตรีไทยที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วทุกภาคของประเทศ มีอยู่ด้วยกัน ๓ ประเภทได้แก่ วงปี่พาทย์ วงเครื่องสาย วงมโหรี
วงปี่พาทย์ เป็นวงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องประเภท เครื่องตี เป็นเครื่องดนตรีสำคัญหรือเป็นตัวเอก ได้แก่ ระนาด กับ ฆ้องวง และมีเครื่องเป่าคือ ปี่ เป็นตัวสำคัญรองลงมา นอกจากนั้นมีเครื่องประกอบจังหวะอื่น ๆ เช่น กลอง,ฉิ่ง,ฉาบ
วงเครื่องสาย เป็นวงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องประเภท "เครื่องสาย" เป็นหลักอันได้แก่ ซอด้วง กับซออู้ และมีเครื่องเป่า คือ "ขลุ่ย" สำคัญรองลงมา นอกจากนั้นมีเครื่องประกอบจังหวะคือ ฉิ่ง,ฉาบ,กลอง เครื่องดนตรีที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในวงเครื่องสายคือ "จะเข้"
วงมโหรี เป็นวงดนตรีที่บรรเลงโดยใช้เครื่องดนตรีจากวง"ปี่พาทย์" กับวง "เครื่องสาย" มาผสมกัน ดังนั้น วงมโหรีจึงประกอบด้วยเครื่องดนตรี คือ ระนาด,ฆ้องวง,ซอสามสาย,ซอด้วง,ซออู้,ขลุ่ย,จะเข้, และเครื่องประกอบจังหวะทั้งหลายเท่าที่เห็นสมควร ข้อสังเกต ปี่ไม่มีในวงมโหรี
ชุมชน/กลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง
ชุมชนวัดฝั่งหมิ่น หมู่ที่ ๖ ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย รหัสไปรษณีย์ ๕๗๐๐๐
ลักษณะการแสดง
วงดนตรี
Domains/Categories
ความเชื่อ
พิธีไหว้ครู
คือ การที่ศิษย์แสดงความคารวะยอมรับนับถือครูบาอาจารย์อย่างจริงใจว่า ท่านเพียบพร้อมด้วยคุณธรรมความรู้ ศิษย์ในฐานะผู้สืบทอดมรดกทางวิชาการ จึงพร้อมใจกันปวารณาตนรับการถ่ายทอดวิชาความรู้ด้วยความวิริยะอุตสาหรรมมานะอดทน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์จุดหมายปลายทางของการศึกษาตามที่ตั้งใจไว้ จะเห็นได้ว่าเรามีประเพณีการไหว้ครูมาแต่โบราณเราไหว้ครู เพราะเราเคารพในความเป็นผู้รู้และความเป็นผู้มีคุณธรรมของท่าน สิ่งของเครื่องสักการะในพิธีไหว้ครูที่ควรจะมี ซึ่งปฏิบัติกันมาแต่โบราณคือ ดอกมะเขือ เป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนน้อมถ่อมตน หญ้าแพรกเป็นสัญลักษณ์ของความอดทน ข้าวตอกเป็นสัญลักษณ์ของความมีระเบียบวินัย ซึ่งไม่ควรขาด ๓ สิ่งนี้ในการไหว้ครู เพื่อในการใช้เป็นเครื่องสักการะในพิธีไหว้ครูนั้น
เผด็จ ทัตตะชีโว. ไหว้ครู. กรุงเทพฯ, ๒๕๓๙
ทำไมต้องประกอบพิธี?
พิธี คือ การเป็นรูปแบบแผนอันพึงปฏิบัติตาม ซึ่งพิธีนี้มักมีอยู่กับทุกศาสนาและทุกเชื้อชาติ และพิธียังคงบ่งบอกถึงวัฒนะธรรมของบุคคลผู้อยู่ในสังคมนั้น ๆ อีกด้วย พิธีนั้นมักมีการพัฒนารูปแบบแบบแผนกันมาอยู่เรื่อย ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับผู้คนในแต่ละถิ่นฐาน โดยมากมักจะผสมผสาน ระหว่างพิธีที่มีอยู่เดิมกับของใหม่ซึ่งเข้ามามีบทบาทด้วย ดังจะเห็นได้จากผืนแผ่นดินไทยในสมัยโบราณมีการนับถือศาสนาพราหมณ์มาตั้งแต่ดั้งเดิม ต่อมาศาสนาพุทธได้มาเจริญในประเทศไทยจึงเกิดมีการผสมผสานกันจนปัจจุบันแยกกันแทบไม่ออก เช่น พิธีแรกนาขวัญ,พิธีการแต่งงาน,พิธีการ ลอยกระทงเพื่อบูชาในเดือน ๑๒ พิธีการต่าง ๆ ที่ซึ่งกระทำกันส่วนใหญ่ก็เพื่อเป็นการบูชาเทพเจ้า,พระพุทธเจ้า,พระเจ้าของแต่ละคนที่ตนนับถือและเมื่อการสวดบูชาบ่อยครั้งมากขึ้น ความคุ้นเคยจึงได้ยกย่องเทพเจ้าเป็นครูบาอาจารย์ ในแต่ละแขนงวิชา
จุดมุ่งหมายของการไหว้ครู
คนเราทุกคนหากแม้นร่ำเรียนมาย่อมมีความเคารพในครูบาอาจารย์และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ และเป็นการขอขมาลาโทษในสิ่งที่ได้กระทำการผิดพลาด นอกเหนือจากคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ ซ้ำยังเป็นการเรียกขวัญ กำลังใจในงานหรือวิชาการนั้น ๆ ให้เกิดความมั่นใจในวิชานั้น ๆ อีกด้วย
ความหมายของเครื่องสังเวย
โดยทั่วไปเครื่องสังเวยในพิธีไหว้ครูมักจะจัดเป็นคู่ทั้งหมด
- หัวหมู เป็ด ไก่ ปู ปลา กุ้ง เป็นเครื่องเซ่นชนิดคาวโดยเป็นการสังเวยทั้งสัตว์สี่เท้า สัตว์ปีก สัตว์บก สัตว์น้ำ เพราะครูแต่ละท่านชอบกินไม่เหมือนกันจึงมีของไว้ไม่เหมือนกัน
- เหล้า,เบียร์,เหล้าขาว โดยปกติของคนโบราณ มักดื่มยกเว้นคนถือศีล และไว้ถวาย แด่เทพผู้มิได้ถือศีลดุจฤาษี และยังให้แก่บริวารต่าง ๆ ด้วย
- พวงมาลัย ดอกไม้สด เครื่องแสดงความเคารพอันส่งกลิ่นหอม
- ธูป เทียน หมายถึง การบูชาด้วยอัคคี และเครื่องไม้หอม
- หมาก พลู บุหรี่ เป็นของที่คนแก่โบราณชอบกินและสูบ

การขึ้นขันครู
ขันครูหรือขันตั้ง คือเครื่องบูชาครูบรรจุอยู่ในพาน หรือขัน ซึ่งประกอบด้วย ธูป เทียน ดอกไม้ หมาก พลู ผ้าขาว ผ้าแดง เบี้ย ข้าวสาร สุรา กล้วย มะพร้าว บางครั้งมีน้ำส้มป่อย และที่ขาดไม่ได้คือเงินค่ากำนล ในกรณีที่ไปบรรเลงในสถานที่ซึ่งไม่มีพานหรือขัน ก็อาจใช้ถาดหรือภาชนะเช่นกาละมังแทน
ความเชื่อของชาวเหนือเกี่ยวกับขันตั้งหรือขันครูนั้น มีอยู่ในงานฝีมือ และงานช่างทั้งหลาย เป็นต้นว่า ช่างปี่ ช่างซอ(ขับซอ) ช่างแต้ม(วาดเขียน) ช่างต้อง(แกะสลัก) ช่างฟ้อน ช่างไม้ ก่อสร้าง(สล่าแปงบ้าน) นักดนตรี(ช่างม่วน) นักมวย กล่าวคือวิชาชีพ หรือวิชาฝีมือเหล่านี้ต้องมีครูเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ และมีครูเป็นเจ้าของวิชานั้น ๆ อาจเป็นครูปัจจุบัน หรือครูที่ล่วงลับไปแล้ว วิชาชีพบางอย่างแม้ว่าไม่ได้มีครูสอนให้โดยตรง แต่เมื่อจะประกอบวิชาชีพนั้น ๆ ก็จะต้องขวนขวายหาครูหรือมีครูเข้าไว้ก่อน ดังคำกล่าวที่ว่า “ศิษย์มีครู” ซึ่ง นายคะนอง สุวรรณแพร่ ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับ ยกขันตั้งหรือการยกครูไว้ดังนี้
“...การยกครูก็คือการแสดงตนว่าเป็นศิษย์มีครู มีสำนัก มีสังกัดหรือมีค่าย การมีครูนั้นจะทำให้เรามีความเชื่อมั่นและอุ่นใจในการไปเล่นดนตรี อย่างน้อยก็มีของคุ้มกันให้ปลอดภัยจากการกระทำของสิ่งที่มองไม่เห็นเช่น ภูติผีปีศาจ หรือไม่ก็อย่างครูขาม ครูคงนั้น จะทำให้ผู้เคารพนับถือหนังเหนียวเป็นต้น อย่างนักดนตรีบางคนที่ฝึกฝนด้วยตนเองจนเป็นนั้น ต่อไปก็จะต้องมีเจ้าหมู่หรือสมัยนี้เรียกว่ามีหมู่มีพวกหรือมีคณะ พอถึงวันสงกรานต์เดือนจีปีใหม่ก็ทำการยกขันครูกับผู้ที่ตนเลื่อมใสในฝีมือทีนี้ก็เป็นศิษย์มีครูแล้ว ไปแห่งหนไหนก็สบายใจได้” (นายคะนอง สุวรรณแพร่,๒๕๔๒ : สัมภาษณ์)
ความหมายเกี่ยวกับขันตั้งจากสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ ซึ่ง ศรีเลา เกษพรหม ได้กล่าวไว้มีดังนี้
ขันตั้งเป็นภาชนะสำหรับใส่เครื่องคำนับ เช่น ดอกไม้ ธูป เทียน หมากพลู และเข้าของอย่างอื่น เพื่อเป็นของสัมนาคุณแก่ผู้มากระทำประโยชน์ให้ เช่น หมอ อาจารย์ผู้ประกอบพิธี หรือช่างซอ หรือนักขับเพลงปฏิพากษ์ เป็นต้น เครื่องบูชาครูและจำนวนอาจจะไม่เหมือนกันทุกพิธี บางพิธีใช้เครื่อง ๔ คือ กรวยหมากพลู ๔ กรวยดอกไม้ ๔ หมาก ๔ ขด ๔ ท่อน ใส่เบี้ย ใส่เงิน ผ้าขาว ผ้าแดง และสุรา ถ้าเป็นขันตั้งที่ใช้ในการบูชาครูจะมีไก่หรือไข่ปิ้งเพิ่มเข้าไปด้วย
ขันตั้งโดยทั่วไป เช่น ขันที่ตั้งให้แก่ช่างผู้ที่จะสร้างวิหาร อุโบสถ เจดีย์ กุฏิ สร้างบ้านเรือนมีครัวหรือเครื่องประกอบดังนี้ กรายหมากพลู ๑๒ กรวยดอก ๑๒ หอย(เบี้ยที่ใช้แทนเงินมีค่า)๑๓๐๐ เบี้ยหมากไหม ผ้าขาวรำ ( พับ ) ผ้าแดงรำ( พับ ) เหล้า ข้าวเปลือก ข้าวสาร เงิน ๑๒ บาท เมื่อตั้งขันให้แก่หัวหน้าช่าง หัวหน้าช่างจะกล่าวอาราธนาอัญเชิญครูบาอาจารย์ให้มาช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัยในขณะที่ทำการก่อสร้าง แล้ว นำสาแหรกใส่ขันตั้งแขวนไว้ที่ขื่อของอาคารนั้น เมื่อสร้างอาคารหรือถาวรวัตถุนั้นๆ เสร็จแล้ว ทางฝ่ายเจ้าภาพจะเปลี่ยนเครื่องคำนับที่เก่าออกใส่ใหม่แล้ว หัวหน้าช่างทำพิธีกล่าวคำปลดขันตั้ง จากนั้นคว่ำขันลงกับพื้น เก็บข้าวของใส่ไว้เหมือนเดิม นำเหล้าขันตั้งมาเปิดเลี้ยงกันกับลูกน้อง เป็นการฉลองความสำเร็จ
กรณีที่มีศิษย์มาขอยกขันครู หรือเมื่อจะยกขันขึ้นครูให้แก่ผู้ใด ก็ใช้เครื่องขันครูรวมกันในใบเดียว โดยไม่ต้องแยกเครื่องออกเป็นขันครูแต่ละคนไป
เครื่องขันตั้ง
เครื่องขันตั้ง หรือขันครูของวงพาทย์ เรียกว่า เครื่อง8 ( เครื่องอย่างละ ๘ )โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องขันตั้งที่คล้ายกัน บางแห่งอาจแตกต่างกันไปบ้างดังนี้
๑. เทียนคู่บาท(เทียนขี้ผึ้งน้ำหนัก๑บาท) ๘ เล่ม
(ใช้เทียนไขขนาดย่อมแทน)
๒. เทียนคู่เฟื้อง(เทียนขี้ผึ้ง น้ำหนัก๑เฟื้อง) ๑๖ เล่ม
(ใช้เทียนขนาดเล็กแทน)ใส่ลงในสรวยๆละ2เล่ม
๓. สวย(กระสวยหรือกรวย)ใส่ดอกไม้และธูป ๘ สวย
(แต่ละสวยใส่ดอกไม้และธูปอย่างละ๓ดอก)
๔. สวยใส่พลู๘คำ หมากก้อม๘ก้อม ๘ สวย
(ก้อม=ขนาดย่อม พอเหมาะ)
๕. หมาก ๑๓๐๐
(หมากแห้งร้อยเป็นสาย1หัว(มี๑๐ไหมหรือเส้น)กับอีก๓ไหมบางแห่งใช้
หมาก๑หัวกับพลูอีก๑มัด)
๖. เบี้ย๑๓๐๐ปัจจุบันประมาณเอาว่ามีจำนวน ๑ ไถ้
๗. ผ้าขาว ผ้าแดง (จำลองขนาดเท่าฝ่ามือก็ได้)อย่างละ ๑ ผืน
๘. มะพร้าวอ่อน ๑ ทะลาย
๙. กล้วยดิบ ๑ เครือ
๑๐. ข้าวสาร(ใส่ถ้วยขนาดเล็ก) ๑ ถ้วย
๑๑. เหล้าขาว หรือเหล้าตามที่หาได้ในท้องถิ่น ๑ ขวด
๑๒. เงินบูชาครูหรือค่ากำนลครู ๕.๒๕ บาท
(อาจไม่เท่ากันแล้วแต่ครู บางแห่ง๒๕,๓๒.๒๕บาท)
๑๓. น้ำส้มปล่อย ๑ ขัน
การยกขันตั้ง
การยกขันตั้งกระทำในสองกรณีคือ เกี่ยวกับการสืบทอดหรือการมอบตัวเป็นศิษย์ ซึ่งเป็นที่เข้าใจของผู้คนในปัจจุบันว่าการยกครูหรือการขึ้นครู อีกกรณีหนึ่งการยกขันตั้งกระทำก่อนการบรรเลงดนตรี ดังรายละเอียดต่อไปนี้
๑ การยกขันตั้งหรือยกครูในกรณีเกี่ยวกับการสืบทอด
คือพิธีกรรมที่ศิษย์ใหม่นำเอาเครื่องสักการะมามอบให้ครู เพื่อแสดงความประสงค์ที่จะสืบทอดวิชาดนตรี โดยลูกศิษย์หรือคณะศิษย์ทั้งหลายนำเครื่องสักการะใส่ขันไปที่บ้านครูหรือเอาเครื่องสักการะไปใส่ขันของครูก็ได้ หากจ้างครูมาสอนในหมู่บ้านจะเตรียมขันให้พร้อม ณ สถานที่เรียนดนตรี เช่นที่ศาลาวัด ศาลาหมู่บ้าน โดยขั้นตอนมีดังนี้ ครูรับขันจากศิษย์ เรียกขั้นตอนนี้ว่าศิษย์เอาขันมา ยื่นโยงให้ จากนั้นครูยอขันขึ้นเหนือศีรษะ กล่าวคำพรรณนาซึ่งเรียกว่า ฮ่ำฮิ ฮ่ำไฮ (ร่ำริร่ำไร)หรือคำเรียบเรียง ขออัญเชิญครูบาอาจารย์ขออนุญาตถ่ายทอดเพลงให้แก่ศิษย์ ขอพรจากครู ขอให้การสืบทอดครั้งนี้เป็นไปด้วยดีและขอให้ครูคุ้มครองปกปักรักษาอย่าให้มีอันตรายมากล้ำกรายตามโวหารของแต่ละคนพร้อมกับกำกับด้วยคาถา จากนั้นครูเปิดขวดสุรารินใส่แก้ว เอาดอกไม้จุ่มลงที่แก้วสุราประพรมเครื่องดนตรีทำการปิดขวดสุราเก็บไว้กับขันตั้งซึ่งแขวนไว้กับสาแหรกหรือวางไว้บนหิ้ง บางรายเอาน้ำส้มป่อยให้ เป็นอันเสร็จพิธียกขันตั้งหรือขันครูหรือขึ้นครู จากนั้นจึงทำการต่อเพลงหรืออาจนัดหมายกันมาฝึกในโอกาสต่อไป
๒ การยกขันตั้งหรือยกครูในกรณีที่มาฝากตัวเป็นศิษย์
สล่าแนหรือนักดนตรีบางคนที่เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยการสังเกต จดจำหรือด้วยการไต่ถามนักดนตรีด้วยกัน ไม่ได้มีการยกขันตั้งมาก่อน หากว่ามีความสามารถบรรเลงร่วมวงได้เป็นที่ยอมรับของหมู่คณะ ก็มักจะได้รับคำแนะนำให้ไปยกขันตั้งหรือขึ้นครูกับนักดนตรีอาวุโส
พิธีกรรมขั้นตอนเหมือนกับการยกขันกรณีเป็นศิษย์ใหม่ แต่สุราที่เปิดขวดนำมาประพรมเครื่องดนตรีจะนำมาดื่มกินในวันนั้น การยกขันในกรณีนี้สามารถทำในวันใดก็ได้ แต่ที่นิยมและถือเป็นวันดีคือวันพฤหัสบดี และวันพญาวัน(๑๕เมษายน)อันเป็นวันสำคัญที่นิยมทำการรดน้ำดำหัวผู้อาวุโส บางครั้งนักดนตรีผู้น้อยที่ไม่ได้ผ่านการเรียนหรือสืบทอดวิชาดนตรีจากครู เมื่อมารดน้ำดำหัวนักดนตรีอาวุโสแล้ว ก็จะทำการยกขันตั้ง หรือยกครูกับนักดนตรีอาวุโสในวันนี้เลยก็มี
๓ การยกขันตั้งก่อนบรรเลง
การเล่นดนตรีพื้นบ้าน ที่เป็นดนตรีพิธีกรรมเช่นวงปี่พาทย์ และวงตกเส้งนั้นต้องมีการยกขันตั้งเสียก่อน ผู้ทำพิธีคือหัวหน้าวงหรือนักดนตรีวัยอาวุโส ส่วนมากวงดนตรีจะตกลงกับฝ่ายเจ้าภาพหรือผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดหาเครื่องขันตั้งให้ ในกรณีที่เจ้าภาพไม่สามารถจัดเครื่องขันตั้งได้ วงดนตรีก็จะจัดขันตั้งไปเอง โดยคิดราคาเครื่องขันตั้งต่างหากจากค่าจ้างบรรเลง
พิธีการยกขันตั้งก่อนบรรเลงเป็นไปด้วยความเรียบง่ายคือ ผู้ทำพิธีใช้สองมือจับขันพร้อมกับกล่าวร่ำริร่ำไรขอเชิญครูอาจารย์ และขออนุญาตครูนำเอาเพลงมาบรรเลง ขอพรคุ้มครองให้การบรรเลงเป็นไปด้วยดี มีความเป็นสิริมงคลเกิดแก่นักดนตรี อย่ามีอันตรายมากล้ำกราย จากนั้นวางขันไว้ในที่เหมาะสม ทำการเปิดขวดสุรารินใส่แก้ว หยิบใบโกศลหรือดอกไม้ในขัน๑-๒ดอกจุ่มลงไปในแก้วสุรา ทำการประพรมเครื่องดนตรีทุกชิ้น บางครั้งใช้วิธีเทราดที่เครื่องคนตรีพร้อมกับกล่าวขอให้ครูรับสุราที่นำมาให้ เมื่อประพรมเครื่องดนตรีเสร็จแล้ว สุราที่เหลือในแก้วจะนำไปเทราดลงพื้นดินพร้อมกับเอ่ยปากเชิญชวนเจ้าที่เจ้าทางที่สถิตในบริเวณนั้นมาดื่มกินสุรา แล้วนำแก้วเปล่ารินใส่สุราอีกพอประมาณเอาไปวางไว้ที่ขันครูพร้อมกับเชิญชวนครูเสพสุรา จากนั้นจึงนำสุราที่เหลือมาให้นักดนตรีดื่มกิน เป็นอันเสร็จพิธียกขันตั้ง พร้อมบรรเลงดนตรีได้
ข้อปลีกย่อยอื่นที่แตกต่างไปในแต่ละคณะเช่น ใช้ขัน (พาน) ถาด ใช้นิ้วมือพรมสุราแทนการประพรมด้วยดอกไม้ นั่งบนเก้าอี้ทำพิธี หรือนั่งยอง ๆ กับพื้น
เครื่องขันตั้งนั้นหลังจากเสร็จพิธีแล้วเป็นสมบัติของผู้ทำหน้าที่ยกขัน ส่วนสุรานั้นจะนำมาแบ่งปันกันดื่ม ปัจจุบันไม่มีการกินหมากอาจคืนให้เจ้าภาพไป หรือนำไปแจกจ่ายให้ผู้กินหมากรายอื่น สำหรับมะพร้าวแบ่งปันกับกลับบ้านหรือรับประทานกันในขณะนั้น ครั้งสมัยที่มีการใช้ผ้าขาว ผ้าแดงก็จะนำผ้าไปใช้สอย ส่วนเงินค่ากำนลหรือเงินบูชาครูก็สามารถนำไปใช้สอยได้ตามถนัด
การปลดขัน
เมื่อมีการขึ้นขัน ก็จะมีการปลดขันเป็นของคู่กัน การปลดขันมีอยู่สองกรณีคือ
๑. ปลดขันเมื่อศิษย์เรียนจบครบตามหลักสูตร หรือเห็นว่าเป็นแล้ว เช่น บรรเลงได้ตามที่ตกลงกันไว้ ครูจะทำการปลดขัน โดยเอาขันลงมาจากหิ้ง เปลี่ยนสวยหรือกรวยใส่ดอกไม้และพลู ส่วนสิ่งของในขันบางอย่างยังใช้ของเดิม ทำน้ำส้มป่อยใส่ขันเตรียมไว้ จากนั้นครูนำขันยอขึ้นเหนือศีรษะกล่าวคำร่ำริร่ำไรและว่าคาถากำกับ ครูเอาน้ำส้มป่อยลูบศีรษะ แล้วจึงสิ่งให้ศิษย์ทำตาม หรือประพรมน้ำส้มป่อยให้ ครูเปิดขวดสุราเทใส่แก้ว ครูดื่มแล้วจึงรินแจกศิษย์ถือว่าเหล้าขันตั้งเป็นเหล้าศักดิ์สิทธิ์แม้ดื่มไม่ได้ก็ควรจิบพอเป็นพิธี
๒. การปลดขันตั้งหลังจากบรรเลงดนตรี หลังจากที่ได้ยกขันตั้งก่อนบรรเลงไปแล้ว เมื่อได้เวลาสมควรเลิกการบรรเลง นักดนตรีจะบอกให้เจ้าภาพนำสุรามาให้อีกขวดหนึ่งเพื่อทำพิธีปลดขัน ผู้ทำพิธีใช้สองมือจับขันพร้อมกล่าวพรรณนาขอบคุณและขอลาครู บางรายก็ขอให้ครูคุ้มครองรักษาให้อยู่เย็นเป็นสุข แล้วแต่สำนวนของแต่ละคน จากนั้นนำสุราประพรมหรือเทราดเครื่องดนตรีและที่พื้นดินอีก สุราที่เหลือนักดนตรีอาจดื่มกินในงานหรือนำมาดื่มกินที่บ้าน
คำพรรณนาซึ่งเรียกว่า “ร่ำริร่ำไร” จากวิทยานิพนธ์เรื่อง วงตกเส้ง : วงแห่ในวิถีชีวิตของชาวลำปาง ซึ่งเป็นวงดนตรีแห่แบบกลองแอวที่ใช้นักดนตรีหรือสล่าแนจากวงพาทย์ ดังตัวอย่างสำนวนของสล่าคะนอง สุวรรณแพร่ มีโวหารซึ่งกล่าวว่าสามารถนำไปใช้กับการยกขันและปลดขัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีของการเรียนและการบรรเลง ดังตัวอย่างคำร่ำริร่ำไร ต่อไปนี้
คำร่ำริร่ำไรหรือคำเรียบเรียง ในพิธียกขันตั้งหรือยกครู
“เออ...วิษณุครูบา ครูเค้า ครูปลาย ครูตาย ครูยัง ครูนั่ง ครูนอน ครูสั่ง ครูสอน พ่อสล่าเหล้อ พ่อสล่าดี พ่อเฒ่าหลานเป็นเค้า พ่อน้อง พ่อสล่าเต้า พ่อเฒ่าหน้อยมา...อยู่ที่ไหน บัดเดี่ยวนี้ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย ก็ใคร่ขอหัดเล่นดนตรี ผู้ข้าก็จะได้เป็นคนสั่งคนสอน ก็ขอหื้อท่านมารับเอายังขันตั้งเครื่องบูชา ที่ผู้ข้าทั้งหลายนำมาคารวะอันได้แก่...(ระบุชื่อผู้เป็นลูกศิษย์) ...ขอหื้อท่านได้รับๆไว้เป็นศิษย์ หื้อเขาทั้งหลายฝูงนี้ได้ร่ำเรียน เป็นไปด้วยดี พร้อมกันนี้ก็ขอหื้อท่านมารับเอาน้ำเหล้า น้ำหยาด กินทวยกัน”
หมายเหตุ เค้า(เก้า) ต้นเค้า ประธาน
หื้อ ให้
น้ำหยาด น้ำที่ใช้กรวดเวลาทำบุญ เป็นสร้อยคำคู่ไปกับคำว่าน้ำเหล้า
ทวย(ตวย) พร้อมกัน ด้วย (ณรงค์ สมิทธิธรรม, ๒๕๔๑ : ๘๐)
ตัวอย่างคำกล่าวขึ้นขันอีกแบบหนึ่ง จาก นายเสน่ห์ มะโนธรรม
“ สาธุ สาธุ ครูบาอาจารย์ มีตึง(ทึง)สามสิบสอง ครูเค้าเก้าสิบสอง ครูหลวง มีตึงครูลุก ครูนั่ง ครูสั่ง ครูสอน ครูเชิง ครูชายลายค้อน ครูเลข ครูยันต์ ครูว่าน ครูยา ครูตำหรับ ครูตำรา ครูเวทย์ครูมนต์ ครูโดนคาถา ครูนะโม ก.ข. และ ก-อา-กา ครูอักขระอักษรทั้งขอมและไทย อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ก๊ะ ข๊ะ ค๊ะ ฅ๊ะ ง๊ะ วะ วะ วะ สวาหับ จุ่งมามั่วสุมประชุมห้อมล้อมตัวข้าผู้เป็นศิษย์ โส มะ เล สะ” (เสน่ห์ มะโนธรรม , ๒๕๔๒ : สัมภาษณ์)
ให้ศิษย์ที่มาฝากตัวว่าตาม ดังนี้
ตุ๊สะนะ โส นะโมพุทธายะ นะ มะ พะ ทะ จะ พะ กะ สะ
คำร่ำริร่ำไรในพิธีปลดขันตั้ง
“เออ...วิษณุครูบา ครูเค้า ครูปลาย ครูตาย ครูยัง ครูนั่ง ครูนอน ครูสั่ง ครูสอน ...พ่อสล่าเหล้อ พ่อสล่าดี พ่อเฒ่าหลานเป็นเค้า พ่อน้อง พ่อสล่าเต้า พ่อเฒ่าหน้อยมา...อยู่ที่ไหน บัดเดี่ยวนี้ บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลาย อันได้แก่...(ระบุชื่อผู้เป็นลูกศิษย์) ...ก็ได้เป็นดนตรีกันดีแล้วละ บางพร่องก็มีน้ำมีนวลเต่งตึงขึ้นมา พร่องก็ได้พองาม ผู้ข้าก็จะขอลงขอบลงขันเหีย ก็บ่ใช่ละใช่ขว้าง ถึงเวลาถึงเวลาก็จะได้มาสั่งมาสอนแหม ปลดขันแล้วจะหายแส็บก็บ่ใช่ ท้องมันก็บ่ได้ตันเหมือนเขา พรึกอยู่บ้านเหนือ เกลืออยู่บ้านใต้ มีนก็รอเงินบาท เงินเฟื้อง ผู้ข้าก็ขอลดปลดขันลงเหียก่อน ก็ขอหื้อท่านมารับเอายังขันตั้งเครื่องบูชา ที่ผู้ข้าทั้งหลายนำมาคารวะ พร้อมกันนี้ก็ขอหื้อท่านได้โปรดเอื้ออำนวยอวยพรหื้อเขาทั้งหลายได้อยู่เย็นเป็นสุข มีสติปัญญาดี มีฝีมือ แคล้วคลาดจากอันตรายใด ๆ จุ่งอย่ามาใกล้มากลาย จากนี้ก็ขอท่านมารับเอาน้ำเหล้า น้ำหยาด กินตวยกัน ก็ขอหื้อท่านจุ่งอย่าได้ติตอยหมอยช้า เน้อ”
หมายเหตุ พร่อง(ภ่อง) บางคน บางส่วน
เหีย เสีย คำประกอบวงท้ายกริยาหรือวิเศษณ์เพื่อเน้นความหมายหรือให้เสร็จสิ้น
ละ ทิ้ง
แหม(“ม” สะกด)ก. แถม-อีก เพิ่ม
หายแส็บ หายเงียบไป
ท้องไม่ได้ตันเหมือนเขา (สำนวน) เขาสัตว์ย่อมไม่ต้องการอาหารซึ่งกับท้องมนุษย์
ติตอยหมอยช้า (สำนวน) การว่ากล่าวติเตียนในเชิงลบ
(ณรงค์ สมิทธิธรรม, ๒๕๔๑ : ๘๐)
คาถากำกับการยกขันและปลดขัน
สิทธิสิทจัง สิทธิกัมมัง สิทธิอิติปิโส สิทธิเทโว
สิทธิกะตา สิทธิกะเต สิทธิอิยัมปิ
พุทเธ ธัมเม สังเฆ
รัตตัง รัตตนัง ปัฎฐิตัง
เอเต สุขติ โหนตุ
คำร่ำริร่ำไรในการปลดขันตั้งอีกสำนวนหนึ่ง ของ นายเสน่ห์ มะโนธรรม
“เอวัง โหนตุ เอวัง โหนตุ อัชชะในวันนี้ก็เป็นวันดีสะหลีอันประเสริฐ เป็นวันอันล้ำเลิศยิ่งกว่าวันและยามทั้งหลาย บัดนี้หมายมีตัวผู้ข้า.....(บอกชื่อ)......ได้น้อมนำถวายโภชนาอาหาร มวลฝูงนี้ ดนตรีคณะ.....(ชื่อคณะ)............ก็ได้บรรเลงเป็นที่สำเร็จแล้ว ตามกาละเวลาอันบังเกิดขึ้นเป็นที่สำเร็จเรียบร้อยดีแล้ว ก็ขอสุมาอาจารย์ และขอหื้อท่านได้อำนวยอวยพรให้เขาทั้งหลายฝูงนี้ จงมีความสุข ความเจริญ ด้วยจิ๋มเต๊อะ” (เสน่ห์ มะโนธรรม , ๒๕๔๒ : สัมภาษณ์)
ว่าคาถากำกับแก้ขึด(อาถรรพ์)
ปิติ มุสะระนัง ปิติ โสหัง มหาปิติ ปิด ไชยะ มังคะลัง
ดนตรีปี่พาทย์ล้านนา ส่วนมากเป็นดนตรีที่มีเพลงขนาดสั้น จึงสามารถจดจำทำนองเพลงได้ง่าย การเรียนรู้การสืบทอดจึงมักเป็นแบบสังเกต จดจำเป็นส่วนใหญ่ การไม่ได้ต่อเพลงแบบตัวต่อตัว จึงทำให้ขาดการควบคุม ชี้แนะในเรื่องของรายละเอียดของหลักวิชาที่เป็นแบบแผนตายตัว ดังนั้น จึงไม่มีหลักวิชาในการบรรเลงซ้อมวงใหญ่หรือพาทย์ของวงปี่พาทย์ล้านนา นักดนตรีสามารถบรรเลงได้อย่างอิสระ
อย่างไรก็ตาม นักดนตรีก็ยังมีการนับถือครู ด้วยมีความเชื่อว่า วิชาดนตรีเป็นวิชาที่ต้องมีเจ้าของ มีครู การมีครูก็คือการมีสิทธิ์นำเอาเพลงของครูมาบรรเลงหาเลี้ยงชีพได้ อนึ่งการมีครูก็คือการมีสังกัด มีพวก นั่นเอง
พิธีกรรมขึ้นครูก่อนแสดง ในวงปี่พาทย์ล้านนา “คณะฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์”
เนื่องจากเคยมีผู้ประสบเหตุการณ์ไม่ได้ประกอบพิธีขึ้นครูขณะเล่นดนตรีในงานศพ นักดนตรีผู้หนึ่งเกิดหายใจติดขัดขนลุกมีอาการหนาวๆ ร้อนๆ จนต้องประกอบพิธีขอขมาและใช้น้ำมนต์รด อาการดังกล่าวจึงทุเลาลง ทำให้เกิดเป็นความเชื่อที่ต้องประกอบพิธีขึ้นครูทุกครั้งเมื่อต้องเล่นปี่พาทย์ในงานอวมงคล เช่นงานศพ
เครื่องสังเวยที่ต้องเตรียมในการประกอบพิธีขึ้นครู
๑. ดอกไม้ขาว
๒. ธูป ๘ คู่ (๑๖ ดอก)
๓. เทียน ๓ เล่ม
๔. เหล้าขาว
๕. เงิน ๑๐๐ บาท (อดีตใช้เงิน ๑๒ บาท)
๖. ข้าวตอก หรือข้าวสาร

พิธีเลี้ยงครู

วงดนตรีปี่พาทย์ฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์ประกอบพิธีเลี้ยงครู โดยมีธรรมเนียมว่าเมื่อใดที่ได้รับการว่าจ้างให้ไปเล่นดนตรีในงานอวมงคลเช่น งานศพ ครบสามงานเมื่อใดให้ประกอบพิธีกรรมเลี้ยงครูหนึ่งครั้ง เนื่องจากมีความเชื่อว่าเพื่อให้ครูได้รับการคารวะและได้รับประทานอาหารที่นำมาเซ่นไหว้ การเล่นดนตรีตามงานต่าง ๆ จะได้ไม่มีภัยอันตรายจากสัตย์ร้าย จากคน หรือจากสิ่งที่มองไม่เห็น เช่น ผี เจ้าที่เจ้าทาง และเกิดความเชื่อมั่น อุ่นใจในการเล่นดนตรีว่าจะไม่เกิดปัญหาติดขัดใดในการบรรเลงตามงานต่าง ๆ และเป็นสิริมงคลแก่ลูกศิษย์ที่เป็นผู้ประกอบพิธีเนื่องจากมีครูคุ้มครองรักษาด้วย
เครื่องเซ่นที่ต้องเตรียมในการประกอบพิธีเลี้ยงครู
๑. ไก่ต้ม ๑ คู่
๒. ดอกไม้ขาว/สี
๓. ธูป ๘ คู่ (๑๖ ดอก)
๔. เทียน ๓ เล่ม
๕. เหล้าขาว ๑ ขวด
๖. น้ำเปล่า ๑ แก้ว
๗. น้ำขมิ้นส้มป่อย
๘. เงิน ๑๐๐ บาท (อดีตใช้เงิน ๑๒ บาท)
๙. ข้าวเหนียวนึ่ง
๑๐. ข้าวเปลือก
๑๑. บุหรี่ ๑ ซอง
ขั้นตอนในการประกอบพิธีเลี้ยงครู
เมื่อสมาชิกในวงปี่พาทย์ฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์มารวมตัวกันที่บ้านพ่อหนานสิงห์แก้ว สันธิ ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะครบทุกคนแล้ว และจัดเตรียมเครื่องเซ่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงจะเริ่มประกอบพิธี คือ จุดธูปเทียน เมื่อปักธูปเทียนบนเครื่องเซ่น ก่อนกล่าวคำขึ้นขันตั้ง รอประมาณ ๑๕ นาที แล้วจึงดำเนินการเสี่ยงทายนับเม็ดข้าวเปลือก ซึ่งต้องยกจานข้าวเปลือกไว้เหนือศีรษะก่อนทำการแบ่งข้าวเปลือกออกมาหนึ่งส่วน นำมานับหากได้จำนวนข้าวเปลือกเป็นเลขคี่ แสดงว่าครูยังรับประทานเครื่องเซ่นไม่อิ่ม ต้องรออีกสักครูจึงทำการเสี่ยงทายข้าวเปลือกอีกครั้ง จนนับจำนวนข้าวเปลือกเป็นเลขคู่ได้ จึงจะหมายความว่าครูรับประทานเครื่องเซ่นอิ่มแล้ว จึงจะเสร็จสิ้นการประกอบพิธีเลี้ยงครูสามารถนำเครื่องเซ่นดังกล่าวมารับประทานร่วมกันได้
คำขึ้นขันตั้ง
ของพ่อหนานสิงห์แก้ว สันธิ ใช้เวลาแห่ดนตรีทุกครั้งของวงดนตรีฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์
อมปันทะ มหาปันทะ กะเรกั๋มมัง ปิยัง มะมะ
อมกุระ โก๋มะหา กุระโก๋ กุ๊กกุ๊กแม้มแม้ม สักกะจั่ง เอหิ มะมะ
อมเสน่ หน้าหมาขนต๋ากูมีสี่กู่ เล่นบ่ออายกูกิ่นจายแล้ว ไปรักไปล่าอมสาวหุมติด
อมยันตุ ยันตุ ผู้ข้าไว้ยอดแก้วเจย์ คีตังเจ้าอิฐฐีปัณณาดีอยู่ในเมืองฟ้า เจิณเจ้านางอ้อขี่ม้ารั่งลงมาสอน
ผญ่าผู้ข้าออกปากเหว่า หื้อผญ่าใหลออกมาสะสนในมนุสเมืองคนบ่อมีไผเผือนได้สับก้อนไก้ป๋าน ดั่งกำไตผญ่าไวใหลออกปาก ข้าลีลาดผู้ข้าเจิณตึงมาดฟ้า และแม่นางธรณีผู้ข้าเจิญตังเจ้าอิฐฐีปัญญาดีอยู่ในเมืองฟ้าเจิณเจ้านางอ้อขี่ม้ารังลงมาสับปั๋นหาแก้ แม้นผู้ข้าได้แล้วอย่าหื้อหลงลืมเนอ
อมุพุทโธ สาวหุมติด ปั๋นญาระถัง ปั๋นญาระตะนัง
โอภาโสจิตตํก๋ายะปันทนังอมพุทโธ สาวหุมติด
รูปแบบการแสดง
สำหรับการประสมวงปี่พาทย์ล้านวงฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์ จะวางระนาดเอกไว้หน้าสุด ถัดมาเป็นระนาดทุ้ม ๒ ราง ต่อมาจะวางฆ้องวง ๒ วง ด้านหลังจะเป็นกลองเต่งทิ่ง และสว่า ด้านข้างจะเป็นแนหน้อย และแนหลวง
โน้ตเพลง บทเพลง บทละคร
เพลงที่ใช้บรรเลง
ความเป็นมาของบทเพลงที่วงฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์บรรเลง ซึ่งได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งสืบทอดต่อ ๆ กันมา โดยเป็นเพลงที่บรรเลงในงานพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น งานศพ พิธีกรรมทางศาสนา รวมทั้งการบรรเลงเพื่อความบันเทิง
พิธีกรรมงานศพ เพลงที่ใช้บรรเลง เช่นเพลงปราสาทไหว, เพลงลาวเสี่ยงเทียน เพลงสาวไหม, เพลงมวย (ใช้แห่หน้าไฟงานศพ) , เพลงแห่ฟ้อนเล็บ (บรรเลงเร็วกว่าปกติ)
พิธีกรรมทางศาสนา เพลงที่ใช้บรรเลง เช่นเพลงลาวเสี่ยงเทียน , เพลงสาวไหม , เพลงแห่ฟ้อนเล็บ, เพลงพม่าเกี้ยว , เพลงพม่ารำขวาน ซึ่งการบรรเลงเพลงดังกล่าวจะบรรเลงช้าลง ซึ่งจะมีการแสดงฟ้อนรำประกอบด้วย
การบรรเลงเพื่อความบันเทิง เพลงที่ใช้บรรเลง เช่นเพลงลาวเสี่ยงเทียน, เพลงสาวไหม, เพลงแห่ฟ้อนเล็บ , เพลงพม่าเกี้ยว , เพลงพม่ารำขวาน โดยบรรเลงจังหวะที่เร็วขึ้น เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลิน
พิธีกรรมอื่น ๆ เช่นงานรัฐพิธี หรืองานมงคล หรืองานยกช่อฟ้า เพลงที่ใช้บรรเลง เช่นเพลงมหาฤกษ์ เพลงมหาชัย
ในส่วนของกระบวนการสืบทอดเพลงที่บรรเลง คณะวงดนตรีฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์ถ่ายทอดเพลงโดยการใช้โน้ตเพลง ประกอบการถ่ายทอด หรือฝึกสอน
อุปกรณ์
เครื่องดนตรีวงปี่พาทย์พื้นเมือง “ฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์” ประกอบด้วย ระนาดเอก ๑ ราง , ระนาดทุ้ม ๒ ราง, ฆ้องวง ๒ วง, แนหน้อย ๒ เลา, แนหลวง ๑ เลา, สว่า (ฉาบ) ๑ คู่ และกลองเต่งทิ้ง ๑ ใบ

ระนาดเอก ทำด้วยไม้สัก แกะสลักลายโดยคณะนักดนตรีช่วยกันแกะสลักลายอย่างสวยงาม รางระนาดทำด้วยไม้แดง ถากให้ได้เสียงตามต้องการโดยไม่มีการติดตะกั่ว

ระนาดทุ้ม ทำด้วยไม้สัก แกะสลักลายเช่นเดียว กับระนาดเอก และไม่มีการติดตะกั่วที่รางระนาดเช่นเดียวกัน

ฆ้องวง วงฆ้องทำด้วยหวาย เดิมสั่งซื้อมาจากจังหวัดลำพูน ราคา ๒,๐๐๐ บาท ในปีพ.ศ.๒๕๒๒ ต่อมาลูกฆ้องชำรุด จึงไปซื้อลูกฆ้องที่ตลาดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ลูกฆ้องทำด้วยทองเหลือ มีขนาดลดหลั่นกันไป การตกแต่งเสียง ฆ้องวงของวงฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์ใช้ขี้ชัน, ผงตะกั่ว ผสมน้ำมันเบนซินใช้ติดใต้ฆ้องวงเพื่อให้เสียงได้ระดับโน๊ตตามต้องการ

แนหรือปี่ ประกอบไปด้วยแนหลวง และแนหน้อย ตัวแนทำด้วยไม้ ลำโพงทำด้วยโลหะทองเหลือง ลิ้นปี่เป็น แผ่นทองเหลือง ตัวแนมีรู ๖ รู และมีรูสำหรับนิ้วหัวแม่มือ ๑ (รูอำ)

สว่า (ฉาบ) ทำด้วยทองเหลือง ซื้อมาจากตลาดท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่าเช่นเดียวกับฆ้อง สว่าใช้ตีคุมจังหวะในวงปี่พาทย์พื้นเมือง

กลองเต่งทิ่ง เป็นกลอง ๒ หน้า ทำด้วยไม้ หน้ากลองทั้ง ๒ ด้านขึงด้วยหนังวัว โดยใช้เชือกหนังหน้ากลองให้ตึง (แต่เดิมจะใช้หนังตัดเป็นเส้นขึงหน้ากลอง)

ฉิ่ง ทำด้วยโลหะทองเหลืองหล่อ รูปกลม ป่องตรงกลาง
เป็นเครื่องดนตรีคุมจังหวัดของวงดนตรีปี่พาทย์ล้านนา
ในบางครั้งคณะฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์ก็จะไม่ใช้ฉิ่งตี เนื่องจากมีสว่า (ฉาบ) ตีคุมจังหวะอยู่แล้ว
การถ่ายทอดและการสืบทอด
การถ่ายทอดองค์ความรู้วงปี่พาทย์ล้านนา ของคณะฝั่งหมิ่นล้านนาศิลป์ ในช่วงแรกนักดนตรีได้รับการถ่ายทอดการเล่นดนตรีจากพ่อครูโม ใจสม ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.๒๕๑๑ โดยเรียนแบบตัวต่อตัว ครูจับมือลูกศิษย์ ให้เล่นเครื่องดนตรีไม่มีระบบตัวโน๊ต อาศัยความจำเสียงเพลงจนจบเพลง แล้วฝึกซ้อมซ้ำ จนบรรเลงเป็นเพลงได้ ซึ่งต่อมาในการเรียนรู้เพลงใหม่ ๆ ก็ใช้ลักษณะเดียวกัน โดยในปัจจุบันนักดนตรีได้มีการถ่ายทอดให้เยาวชนรุ่นใหม่โดยการประยุกต์ใช้โน๊ตตัวอักษร และโน๊ตตัวเลข มาช่วยในการเรียนการสอนปี่พาทย์ล้านนา เยาวชนที่ได้รับการถ่ายทอดเช่น เยาวชนโรงเรียนบ้านทุ่งหลวง ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และเยาวชนในชุมชนฝั่งหมิ่น
ไฟล์มัลติมีเดีย

  • Voting
    (0 votes)
  • Hits
    22043 views