Print

โครงการนิทานพื้นบ้านปกาเกอะญอ

เรื่อง              : โครงการนิทานพื้นบ้านปกาเกอะญอ

Title             :  Traditional Story Telling of Pga Ke Nyaw (Pgaz K’Nyau)

ผู้วิจัย            : นายประเสริฐ ตระการศุภกร                       

ปีงบประมาณ   : 2559 

บทคัดย่อ

           

         โจทย์ของงานวิจัยของงานศึกษานิทานพื้นบ้านปกาเกอะญอสืบเนื่องมาจากการวิเคราะห์สถานการณ์ของ คนหนุ่มสาวของปกาเกอะญอที่อยู่ในขั้นวิกฤต เพราะสูญเสียองค์ความรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม โลกทัศน์ (cosmology) ภาษา คุณค่า (values) จิตวิญญาณ (spirituality) ฯ ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ ความเป็นตัวตนของคนหนุ่ม สาวปกาเกอะญอ ก่อเกิดความห่วงใยของพ่อแม่ปู่ย่าตายายและชุมชนปกาเกอะญอขึ้น ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สาเหตุมาจากอิทธิพลการถูกคุกคามจากการจัดระบบการศึกษาเชิงเดี่ยวของรัฐโดยมีนัยของนโยบายผสมกลมกลืน (Assimilation)โดยมีแผนพัฒนาชาวเขาให้เป็นคนไทยรองรับนโยบายเหล่านี้ ผลที่เกิดขึ้นจึงก่อเกิดปัญหาดังที่กล่าว มาแล้ว โจทย์ของงานวิจัยนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อค้นหาทั้งองค์ความรู้ภูมิปัญญาจากนิทานพื้นบ้านปกาเกอะญอและ ทางออกที่ดีและเหมาะสมในการแก้ปัญหาดังกล่าวมาแล้ว งานวิจัยนี้จึงให้ความสำคัญที่ต่างไปจากงานวิจัย โดยทั่วไปมีประเด็นหลัก ๆ สองประการดังนี้ หนึ่งกระบวนการวิจัยนี้มาจากคนในที่เป็นทีมงานวิจัยปกาเกอะญ อทั้งหมด ในการเก็บข้อมูล ถอดค าแปล ความหมาย การวิเคราะห์สังเคราะห์จนเขียนออกมาเป็นรายงานขั้น สุดท้าย ซึ่งล้วนเป็นมุมมองจากคนใน (insider view) ประการที่สองงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมี ส่วนร่วม (Participatory Action Research) ซึ่งให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในทุกขั้นตอน เพื่อหวัง ให้เกิดผลเชิงปฏิบัติการในการสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมนิทานปกาเกอะญอที่เป็นจริงได้ทั้งในช่วงทำ กิจกรรมในกระบวนการวิจัยและหลังงานวิจัยเสร็จสิ้นก็ตามการสืบทอดยังคงสืบทอดต่อเนื่องต่อไป อาศัยเหตุผล ดังกล่าวนั้นทีมวิจัยจึงได้ทำงานด้านงานวิจัยที่เป็นข้อมูลควบคู่กับกระบวนการพัฒนาสร้างจิตสำนึกให้กับชุมชนการ พัฒนาศักยภาพชุมชนให้ชุมชนมีความพร้อมที่เกิดปฏิบัติการสืบทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาฯต่อเนื่องต่อๆไป นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์สำคัญอีกข้อหนึ่งเพื่อชุมชนปกาเกอะญอจะได้ประกาศองค์ความรู้ภูมิปัญญานิทาน พื้นบ้านปกาเกอะญอเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติผ่านกระทรวงวัฒนธรรมต่อไป ทั้งนี้จึงก่อเกิด นัยสำคัญที่ตอกย้ำสิทธิของชุมชนในการมีสิทธิในวัฒนธรรม (Cultural rights) อัตลักษณ์ ความเป็นตัวตน และสิทธิ ในการก าหนดวิถีชีวิตของตนเอง(self-determination) บนฐานวัฒนธรรมที่สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทปัจจุบัน

         งานวิจัยนี้ได้จำแนกบริบทที่แตกต่างกันของชุมชนออกมาเป็น ๓ บริบทโดยใช้เกณฑ์การจำแนกความ แตกต่างตามความเชื่อทางศาสนา ซึ่งความแตกต่างตามความเชื่อทางศาสนาท าให้เห็นความเข้มข้นการทำหน้าที่ (function) ขององค์ความรู้ภูมิปัญญาที่มีการนำเอาไปใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันและการสืบทอดสู่คนรุ่นใหม่มี ความชัดเจน ดังการจำแนกบริบทต่าง ๆ ดังนี้ บริบทที่ ๑ เป็นบริบทที่ชุมชนยังคงนับถือศาสนาดั้งเดิมตามประเพณี และปฏิบัติการตามวิถีตามประเพณีอย่างเข้มแข็งอยู่ บริบทที่ ๒ เป็นชุมชนที่เปลี่ยนศาสนาตามประเพณีมาเป็นง คริสต์ศาสนา เรียกว่าชุมชนคริสเตียนในชุมชนปกาเกอะญอ และบริบทที่สุดท้ายเป็นบริบทที่มีการเปลี่ยนจากการ นับถือศาสนาตามประเพณีดั้งเดิมมาเป็นพุทธศาสนา เรียกได้ว่าชุมชนพุทธศาสนาของปกาเกอะญอ ทั้งนี้เพื่อจะได้ เห็นความเหมือนและความต่างของการท าหน้าที่ขององค์ความรู้ภูมิปัญญาและความคงอยู่ในการสืบทอดถ่ายทอด องค์ความรู้นิทานพื้นบ้านปกาเกอะญอและการปรับเปลี่ยนและปรับตัวอย่างเป็นพลวัตในแต่ละบริบทที่แตกต่างกัน อย่างไร

         ข้อค้นพบการจัดประเภทนิทานพื้นบ้านปกาเกอะญอซึ่งมีทั้งการจัดประเภทตามสากลที่นานาชาติใช้และที่ มีความแตกต่างมีความเป็นเฉพาะถิ่นโดยได้จ าแนกผสมผสานกันออกมาเป็น ๑๒ ประเภทดังต่อไปนี้ นิทาน ประเภทแรกนิทานปรัมปรา ตำนาน ประวัติศาสตร์ตัวอย่างการสรุปชื่อเรื่องโดยสังเขปแค่บางเรื่อง เช่น เรื่องราว การสร้างแผ่นดินและสรรพสิ่งบนโลกและฟ้า โดยเทพที่เรียกว่า “ยวา” กำเนิดมวลมนุษย์ในยุคผู้ชายท้องที่น่อง และผู้ชายมีนมเลี้ยงลูก แต่ที่สุดผู้ชายต้องยกให้ผู้หญิงท้องและให้นมแก่ผู้หญิงเพื่อเลี้ยงลูกแทน เรื่องมรดกจากเทพ ยวาที่เป็นหนังสือเงินหนังสือทองส่งมอบให้ลูก ๆ ที่หลากหลายชนชาตินิทานประเภทที่สองนิทานประเภทอธิบาย เหตุ นิทานประเภทที่สามนิทานชีวิต นิทานประเภทที่สี่นิทานประเภทปิศาจ นิทานประเภทที่ห้านิทานวีรบุรุษ นิทานประเภทที่หกนิทานคติสอนใจ นิทานประเภทที่เจ็ดนิทานเชิงความเชื่อศาสนา นิทานประเภทที่แปดนิทาน สัตว์ นิทานประเภทที่เก้านิทานตลกและเพศศึกษา นิทานประเภทที่สิบนิทานเข้าแบบ (ลูกโซ่) นิทานประเภทที่สิบ เอ็ดนิทานปริศนา และตามด้วยนิทานประเภทที่สิบสองนิทานที่เกี่ยวกับหลักคิดปรัชญาการทำไร่หมุนเวียน เป็นต้น นอกจากนั้นข้อค้นพบการทำหน้าที่ของนิทานพื้นบ้านปกาเกอะญอเพื่อสั่งสอนลูกหลานให้เป็นคนมีคุณธรรม จริยธรรม การมีศักดิ์ศรีการรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นหญิงความเป็นชาย การใช้วิถีชีวิตอย่างชอบธรรมตามจารีต ประเพณี การผดุงความเป็นปึกแผ่นในเผ่าพันธุ์เดียวกัน ความรัก ความสามัคคีกัน การรวมกลุ่มในความเป็นชุมชน นอกจากนั้นนิทานปกาเกอะญอยังท าหน้าที่ที่ส าคัญคือการเล่านิทานเพื่อให้เกิดความสนุกสนาน ความบันเทิง และ ความสุขกับผู้รับฟัง เป็นต้น

         ้อค้นพบที่เกี่ยวกับองค์ความรู้ภูมิปัญญาในนิทานพื้นบ้านปกาเกอะญอนับว่ามีมากพอสมควร แต่จะขอยก เป็นตัวอย่างแค่บางเรื่องเพื่อให้ผู้อ่านได้เกิดภาพขึ้นบ้างโดยเฉพาะในเรื่องราวที่เกี่ยวกับองค์ความรู้ภูมิปัญญาจาก นิทานที่ได้เล่ามา เช่น ในนิทานเรื่อง “นกแซงแซวเป็นนายเหนือสัตว์ทั้งหลาย” เรื่องนี้ค้นพบก่อเกิดที่มาของข้อ ห้ามต่าง ๆ ในการอนุรักษ์สัตว์มีชื่อต่าง ๆโดยเฉพาะสัตว์ที่มีชื่อในตำนานและข้อห้ามเหล่านี้ถือเป็นกุศโลบายของผู้ เฒ่าผู้แก่ในการสั่งสอนปลูกฝังให้ลูกหลานได้มีแนวคิดความเชื่อคุณค่าซึ่งมีที่มาที่ไปที่สมเหตุสมผลในการต้อง คุ้มครองปกป้องอนุรักษ์สัตว์ป่าต่าง ๆ เหล่านั้นจึงถือได้ว่ากระบวนการสร้างแนวคิดเพื่อสร้างจิตส านึกในการ อนุรักษ์ผ่านนิทานพื้นบ้านที่เป็นเชิงต านานออกมาเป็นกฎจารีตประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติที่ให้หลักคิดที่มี ความหมายลึกซึ้ง โดยถือปฏิบัติกันจนกลายเป็นข้อปฏิบัติเชิงจารีตประเพณีจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนั้น “ภาพเชิงจ สัญลักษณ์ของนกแซงแซวเป็นสัญลักษณ์เชิงนักการเมืองนักปกครองตามแบบฉบับของคนปกาเกอะญอผู้น าที่ สามารถสร้างความร่มเย็นสงบสุขให้กับประชาชน” ส่วนนกเหยี่ยวจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “นักการเมืองที่เป็น นักล่าผลประโยชน์ซึ่งไม่น่าคบและไม่น่าไว้วางใจ” ส่วนนกกกเป็นนกที่รักสงบ มีรักแท้เมื่อมีคู่แล้ว จะไม่มีใครแยกคู่ ออกจากกันได้ หากคู่ถูกฆ่าอีกตัวหนึ่งจะฆ่าตัวตายตาม จึงเป็นสัญลักษณ์ของ “รักแท้ที่คนปกาเกอะญอให้แก่กันใน วันแต่งงานแล้วจะไม่มีใครพรากพวกเขาได้ ดังความของนกกก” เป็นต้น

         ในนิทานวีรบุรุษเธาะแมป่า (พ่อเขี้ยวหมู) นิทานเรื่องนี้สะท้อนความใฝ่ฝันถึงสังคมที่เปี่ยมด้วยความรัก ความสงบ สันติสุข ปราศจากการเอารัดเอาเปรียบ ไร้ช่องว่างระหว่างคนรวยคนจน การเอื้ออาทรและความ ยุติธรรมระหว่างพี่น้อง โดยพ่อเขี้ยวหมูแสวงหาดินแดนนี้ด้วยความมุ่งมานะอดทนโดยยอมเหน็ดเหนื่อยจนในที่สุด ก็ได้พบฟ้าใหม่แผ่นดินใหม่ที่ตนต้องการตามปรารถนา และได้สร้างผืนแผ่นดินนั้นเกิดความสมบูรณ์พูนสุข เธาะแม ป่า (พ่อเขี้ยวหมู) จึงเป็นสัญลักษณ์ของ “วีรบุรุษผู้ผดุงคุณธรรม” ในขณะเดียวกันดินแดนที่ดูแลโดยหน่าก่าโกละ (ชายผู้โลภฆ้องกบเงินฆ้องกบทอง) น้องชายของพ่อเขี้ยวหมูผืนแผ่นดินของเขาเต็มไปด้วยการเอารัดเอาเปรียบ การ แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น มือใครยาวสาวได้สาวเอา ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน สัญลักษณ์ของเขาจึงเป็น “นักโลภ ที่แสวงหาแต่ผลประโยชน์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด” เป็นต้น

         อีกเรื่องหนึ่งคือ “หมื่อกาเขล่อ เทพพญาแมกไม้ต้นโพธิ์ต้นไทร” เป็นภาพเชิงสัญลักษณ์ของเทพแห่ง ความเมตตา เล่ากันว่าหากมีเหตุการณ์ที่น่าเวทนาสงสาร น้ำตาของเทพหมื่อกาเขล่อจะไหลออกมา นอกจากนั้นยัง มีการกล่าวถึงหมื่อกาเขล่อ (Muf qa hklef) ถือเป็นต้นตระกูลของปกาเกอะญอ เชื่อว่าคนปกาเกอะญอสืบสาย ตระกูลมาจากต้นโพธิ์ต้นไทร เพราะคำว่าหมื่อกาเขล่อแปลว่า “ยายทวดต้นโพธิ์ต้นไทร” จึงไม่แปลกใจที่คนปกา เกอะญอจึงมีองค์ความรู้ที่ร่ำรวยไปด้วยหลักคิดปรัชญาและจารีตประเพณีและธรรมเนียมปฏิบัติการเชิงอนุรักษ์ มากมายจนเป็นที่รู้จักและมีการให้ฉายาว่า“วีรบุรุษนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ” เป็นต้น

         เรื่องสุดท้ายที่นำเสนอคือโถ่บีข่า (นิทานนกขวัญข้าว) เชื่อว่าเป็นขวัญหรือจิตวิญญาณของระบบไร่ หมุนเวียน นกขวัญข้าวยังเป็นสัญลักษณ์ ของการแบ่งปันเผื่อแผ่ให้กับผู้อ่อนแอ ยากไร้ เปราะบาง เช่น แม่หม้าย กับกำพร้า ซึ่งในคำอธิษฐานจะลงท้าย “… เมื่อได้ผลผลิตที่มากมายเพื่อให้พอเพียงกับการเลี้ยงผู้คนในครอบครัว ผู้คนในชุมชนโดยถ้วนหน้ากัน แขกเหรื่อที่จะมาเยี่ยมเยียนและแม่หม้ายกำพร้าทุกผู้ทุกคนด้วยเทอญ” เป็นต้น

         สุดท้ายอยากสรุปสั้น ๆ ในข้อค้นพบและทางออกเชิงรุก ทั้งนี้เนื่องจากระบบการศึกษาได้นำพาเด็กของเรา ออกไปเรียนข้างนอกจนไปไกลเกินกว่าที่จะดึงกลับมาได้แล้วเพราะฉะนั้นการวางแผนเชิงรุกจึงมีความจำเป็นอย่าง ยิ่งที่ต้องมีการวางยุทธศาสตร์หน่วงเหนี่ยวเด็กที่ยังอยู่กับเราให้ได้ยาวนานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ข้อเสนอเชิง ทางออกจึงจำเป็นต้องเจรจาต่อรองกับสถาบันการศึกษาให้เปิดพื้นที่ขยายการศึกษาที่อยู่ใกล้บ้านให้ยกระดับที่ฉ สูงขึ้นให้ได้มากเท่าที่ทำได้ โดยให้เปิดโรงเรียนระดับมัธยมปลายและสถาบันวิทยาลัยอาชีพต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้บ้านให้ ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เ ราจึงจะมีโอกาสใกล้ชิดกับลูกหลานได้ยาวนานสามารถสั่งสอนถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิ ปัญญาให้พวกเขาได้มากเท่าที่จะทำได้ นอกจากนั้นยุทธศาสตร์เชิงรุกอีกรูปแบบหนึ่งคือการสร้างอาชีพที่รองรับ เด็ก ๆ ของเราเองหลังกลับสู่ชุมชนตนเองที่มีความหลากหลายที่สามารถสร้างอาหารและรายได้ได้พอเพียงต่อความ อยู่รอดปลอดภัยของพวกเขาได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายชุมชนเป็นอย่างมากในการเตรียมชุมชนเพื่อสร้างอาชีพ ทางเลือกรองรับลูกหลานตนเองเวลาพวกเขากลับมาหาเรา เช่น อาจเป็นการสร้างป่าวนเกษตรที่สามารถกินได้และ สร้างรายได้และเด็กๆของเราเองสามารถพัฒนาแนวคิดเชิงนวตกรรมต่อยอดอาชีพต่อจากพ่อแม่ได้และสามารถอยู่ รอดปลอดภัยอย่างยั่งยืนในอนาคตที่สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทที่เป็นปัจจุบันของพวกเขาได


ABSTARCT

              The research on “the storytelling of the Pga ke nyaw” comes from the challenging problem of the erosion of culture among young Pga ke nyaw people, who have lost their traditional knowledge, language and identity, etc. to a critical extent, because of the threat and influence of mainstream development through education, modernization and the society and economy following the western development system. This is a challenge to seek an appropriate solution to these problems through this research.

              The methodology and process of this research are somewhat different from other research in this field, since this research comes from insider views. This is because all the researchers are from the Pga ke nyaw people themselves. That is, the first data collection was in the Pga ke nyaw language, which was then translated into Thai and all the process of analysis and looking for findings comes from the involvement of the same researchers. Second the research is called Participatory Action Research, because the process was full of participatory activities at every step. The expectation for this research was to become a practical process of transferring the knowledge to the new generation in their everyday life, both during and after the research process.

              This research classifies the communities into three different community contexts. First, the communities based on traditional beliefs and practice; second, the communities that have converted to Christianity; and third, those that have converted to Buddhism. This is can help us know how much knowledge is transferred to young people and at what level.

              The research findings classify Pga ke nyaw storytelling into 12 categories 1. fairy tales, legends and historical stories, 2. explanatory tales, 3. novellas or romantic tales, 4. ghost tales, 5. hero tales, 6. Fables, 7. religious tales, 8. animal tales, 9. jests, 10. formula tales, 11. riddle tales and 12. local tales on rotational agriculture. This shows that most of the story telling coexists with general story classifications. Only a few of the categories are outside general classifications.

              Some main functions of the storytelling of the Pga ke nyaw in the communities are to teach children moral principles, ethics, dignity, the customary laws and practice of the Pga ke nyawซ people, to maintain the solidarity of the Pga ke nyaw people, etc. The most important function is to create enjoyment and provide entertainment to the children and people.

              Some examples of the findings on local wisdom can be seen in the story of “Greater Rackettailed Drongo, master of animals” and shows how the Pga ke nyaw people created customary law on conservation and endangered wildlife that are still practiced today. In the same story, symbols are created from birds, e.g. the Greater Racket-tailed Drongo as the symbol for a politician, the Hawk as a symbol for hunters, and the Hornbill as a symbol for romantic lovers, etc. All these birds are mentioned in the story and people respect them as endangered animals for conservation. Another example of a story in the hero’s tales category is called “Htaw Mae Pa”. This story expresses the willingness of Pga ke nyaw people to have their own autonomous territory that relies on peace, richness, equality and brotherhood based on harmonious relations, etc. Htaw mae pa was the one who discovered the land and settled there and so this was Pga ke nyaw ancestral land from the beginning. Pga ke nyaw people believe that Htaw mae pa will come back and bring that land back again to the Pga ke nyaw people. In contrast, Na ga klo, the land of the younger brother of Htaw mae pa, a greedy man who took over all the property from his brother, was based on injustice, selfish relations, a big gap between rich and poor people, etc. This is our current situation in our real world now. Lastly the younger greedy man travelled to ask help from his brother and stayed together with his elder brother in the peaceful world. The last example is the story of “Muf qa hkle / Great Mom Bayan trees”. This story mentions that the Pga ke nyaw people come from a Bayan tree or Great mom Bayan tree in the beginning. This means they are part of nature or the products of nature, and that is why the Pga ke nyaw people have a rich knowledge and practice ecological conservation. Another aspect of Muf qa hkle is that she is a symbol of a merciful woman, and the story is told that she always cries when she sees pitying, compassionate people.

              Last but not least, the findings also included some proactive and appropriate solutions for the young generation of Pga ke nyaw people regarding the transmission of local wisdom from storytelling and other activities. The difficult crisis situation needs diverse ways to act as proactive solutions for them. Some good solution experiences are how to create a rich ecology for our ownฌ consumption and income in our own forest in our own communities. When young people believe that they have appropriate solutions for their future, they will soon come back to their villages, and this is the first challenge to the community to arrange this for their children. Second, we need diverse activities to create spaces for them to learn and emerge from their own original situation. This is based on a revival of all kinds of traditional and innovative knowledge in dynamic ways in their everyday life, which coexists with the local real situation in the local and current context.



icon pdf thdownload