Print

พิธีไหว้บูชาแม่โพสพของโรงเรียนชาวนา มูลนิธิข้าวขวัญ และลูกศิษย์ชาวนาไทย

เรื่อง              : พิธีไหว้บูชาแม่โพสพของโรงเรียนชาวนา มูลนิธิข้าวขวัญ และลูกศิษย์ชาวนาไทย

Title             :  The ritual to venerate the Rice Mother by Farmers' School, Khao Khwan Foundation and Their Thai farmer Students.

ผู้วิจัย            : น.ส.นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว                       

ปีงบประมาณ   : 2558 

บทคัดย่อ

           

          บทคัดย่อ โครงการวิจัยนี้จัดทำตามวัตถุประสงค์ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งให้การสนับสนุนงบประมาณในการรวบรวมจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพิธีไหว้บูชาแม่โพสพของโรงเรียนชาวนา มูลนิธิข้าวขวัญ และลูกศิษย์ชาวนาไทย อันเป็นพิธีกรรมหลักที่สืบเนื่องมาจากวิถีชาวนาไทยทั่วทุกภูมิภาค

         คนไทยและหลายชนชาติในอุษาคเนย์เชื่อกันว่า ข้าวมีเทวนารีประจำอยู่ ซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมของคนไทย ก่อนนับถือพุทธศาสนา ชาวนาทุกถิ่นเชื่อเหมือนกันว่าแม่โพสพเป็นเทวนารีประจำข้าว เป็นเทพผู้หญิง เว้นแต่บางคติในภาคใต้บางถิ่นซึ่งถือว่ามีทั้งพ่อโพสพที่เป็นเพศชาย และแม่โพสพที่เป็นเพศหญิงโดยมีความเชื่อมั่นคงว่า หากใครปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต่อต้นข้าว เม็ดข้าว ก็จะส่งผลให้เกิดความั่งคั่ง สุขสมบูรณ์ ใครปฏิบัติไม่ดีต่อข้าว ทุ่งข้าว เม็ดข้าว ก็จะอดอยาก เกิดวิบัตินานา

         ใคนไทยจึงนับถือข้าวว่าเป็นของมีบุญคุณต่อชีวิต ข้าวคือพืชที่เลี้ยงชีวิตเผ่าพันธุ์ไทยยั่งยืนมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านไทยทั้ง ๔ ภาค นับถือบูชาแม่โพสพอย่างยิ่ง และได้ทำพิธีกรรมต่างๆ ไหว้บูชาแม่โพสพอยู่เป็นระยะตลอดช่วงการทำนาทั้งปี ดังเช่น พิธีแรกหว่านข้าว พิธีแรกดำนา พิธีรับขวัญแม่โพสพ พิธีทำขวัญลานนวดข้าว พิธีสู่ขวัญข้าวบนยุ้ง ทั้งยังมีเรื่องเล่าตำนานที่มาของแม่โพสพไว้ทั่วทุกภาค ทั้งเหนือ กลาง อีสาน ใต้

         หากเมื่อประเทศไทยได้ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ ๑ เมื่อปีพ.ศ.๒๕๐๔ เป็นต้นมา วิถีชีวิตของเกษตรกรไทย ได้เริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเกษตรกรรม “ปฏิวัติเขียว” มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างกว้างขวาง และเป็นเกษตรแบบเคมี แทนการเกษตรแบบยังชีพ โดยอาศัยปัจจัยการผลิตที่นำเข้าจากภายนอก ทั้งพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ปุ๋ย และสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้เพื่อการเกษตร ไม่เว้นแม้เครื่องจักรทางการเกษตร ตามการผลักดันสนับสนุนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย ทำให้ตลอดระยะเวลากว่า ๕๐ ปีมานี้ ชาวนาไทยได้หันหลังให้ข้าวพันธุ์พื้นเมือง เลิกทำนาน้ำฝน มาทำเกษตรแบบปฏิวัติเขียวที่กระหน่ำปุ๋ยและยาฆ่าแมลงลงไปในท้องนาอย่างเต็มที่ ใช้เครื่องจักรกลแทนแรงงานสัตว์ ใช้เทคโนโลยีต่างๆในทุกขั้นตอนการทำนา และมีการทำนาปีหนึ่งหลายครั้ง จนผืนนาทรุดโทรม ดินเปรี้ยว แห้ง แข็งไปทั่วทุกพื้นที่ เรียกได้ว่าคลองชลประทานไปถึงไหน ทำนาปรังได้หลายครั้งต่อปีเมื่อไหร่ ความลำบากยากจนของชาวนาจะตามติดไปด้วย เพราะเมื่อเลิกทำนาน้ำฝน เลิกใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมือง หันมาปลูกข้าวกข. หมายเลขต่างๆ ที่ราชการผสมขึ้นใหม่เมื่อไหร่ เป็นอันว่าชาวนาจะหลุดเข้าไปอยู่ในวงจรแห่งหนี้สินและความทุกข์ยากอย่างไม่มีวันจบสิ้น ความเสื่อมโทรมของสุขภาพร่างกายจากสารเคมีต่างๆ อย่างไม่จบสิ้น เพราะข้าวพันธุ์ใหม่เหล่านี้จะถูกผสมขึ้นมาให้เหมาะกับการใช้สารเคมีอย่างหนัก ทั้งยาฆ่าหญ้า ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง หากชาวนาไม่มีเงินซื้อปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงจากบริษัทข้ามชาติ ก็จะมีเงินกู้จากองค์กรต่างๆที่พร้อมให้การอนุมัติมารออยู่แล้ว โดยสามารถใช้ที่ดินผืนนาค้ำประกันเงินกู้ ได้เงินกู้จำนวนมากมาทุ่มลงสู่ค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายาฆ่าแมลงในท้องนาได้ทันที

         ถึงบัดนี้ ๕๐ กว่าปีผ่านไป ชาวนาทั่วประเทศไทยได้สูญเสียที่ดินเป็นหนี้สินโดยถ้วนทั่ว โครงสร้างทางสังคมของชาวนาไทยในอดีตที่เคยพึ่งพิงตัวเองได้ จึงพังทลายลงทันที และชาวนาไทยก็หันหลังให้แม่โพสพ ไม่มีความเชื่อเรื่องแม่โพสพอีกแล้ว ไม่มีความกตัญญูต่อธรรมชาติ ไม่เคารพแม่ธรณีเทพประจำผืนดิน ไม่เคารพแม่คงคาเทพประจำท้องน้ำ การทำนาคือการฆ่าฟันผืนดิน กุ้ง ปู ปลา นก หอย แมลงต่างๆ พืชพันธุ์ต่างๆ ในท้องนา การทำนาคือการทำบาปผิดศีลข้อ ๑ ฆ่าฟันสิ่งมีชีวิตรายรอบอย่างหนักอยู่ตลอดเวลา

         หากเมื่อมีอะไรขาดตกบกพร่อง เช่น นาขาดน้ำ ดินขาดปุ๋ย ฟ้าขาดฝน ชาวนาก็จะเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ โดยไม่เคยมองกลับมาว่าเป็นความผิดของตนที่ทำร้ายแม่โพสพ ทำร้ายแม่ธรณี ทำร้ายแม่คงคาอย่างหนักอยู่ทุกวัน และสิ่งที่ชาวนากระทำอยู่ในวิถีการทำนาแบบปฏิวัติเขียว ไม่เหลือความเชื่อใดๆ ต่อเทพในธรรมชาติ ก็ทำให้พิธีกรรมเกี่ยวกับข้าว เกี่ยวกับแม่โพสพ เกี่ยวกับการทำนาเปลี่ยนแปลงสูญหายไปจากวิถีชีวิตชาวนา แม้แต่ในหมู่บ้านลูกหลานชาวนารุ่นปัจจุบันก็แทบไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นพิธีกรรมหลายอย่างที่ผูกพันกับเม่โพสพ เรื่องราวของแม่โพสพ แม่ธรณี แม่คงคาแทบจะสูญสลายไปจากการรับรู้ของชาวนายุคปัจจุบัน อย่าว่าแต่ผีทุ่ง ผีนา ผีตาแฮก หรือแม่โพสพเลย แม้พิธีเลี้ยงผีหลักบ้าน ผีบรรพบุรุษก็แทบจะไม่มีแล้ว จะคงเหลืออยู่บ้างก็ในพื้นที่ทำนาน้ำฝน และในพื้นที่ทำนาเกษตรอินทรีย์ที่ทางโรงเรียนชาวนา ของมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรีมีคุณเดชา ศิริภัทร เป็นประธานมูลนิธิ ได้จัดพิธี “ไหว้ครูบูชาแม่โพสพ” ให้ชาวนาไทยและลูกหลานชาวนาได้มาไหว้บูชาแม่โพสพอยู่เป็นประจำในวันพืชมงคล ของทุกๆปี ติดต่อกันมาแล้วหลายปี โดยทางโรงเรียนชาวนาของมูลนิธิข้าวขวัญได้พยายามฟื้นฟูพิธีไหว้บูชาแม่โพสพให้สอดคล้องกับวิถีการทำนายุคปัจจุบันที่ทำนาปีละ ๒-๓ ครั้ง เพราะปัจจุบันชาวนาไทยทั่วไปไม่อาจจัดพิธีไหว้บูชาแม่โพสพได้ตลอดทุกครั้งของการทำนาดังเช่นที่เคยทำมาในวันวานที่มีการทำนาเพียงปีละ ๑ ครั้ง นอกจากนี้ทางลูกศิษย์โรงเรียนชาวนาของมูลนิธิข้าวขวัญ ก็ได้มีนำพิธีไหว้บูชาแม่โพสพกลับไปฟื้นฟูเผยแพร่ในพื้นที่ทำนาของตนในจังหวัดต่างๆ ให้ชาวนาไทยหวนกลับมาทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีแม่โพสพเป็นที่พึ่งเป็นหลักทางใจของครอบครัวและชุมชน และจัดพิธีไหว้บูชาแม่โพสพอยู่เป็นประจำในทุกๆปี


ABSTARCT

              This research is based on the objectives of the Department of Cultural Promotion, Ministry of Culture. The Department granted financial support to collect data related to ritual to venerate the Rice Mother by Famers’ School, Khao Khwan Foundation and their Thai farmer students. This is the main ritual that arises from local farmer tradition and is conducted in every region.

              The Thai people and various groups of Southeast Asian people hold a pre-Buddhist belief that there is a deity who takes care of rice. In Thailand the deity is called Mae Posop or the Rice Mother and is often venerated in a form of a goddess, except that people in some Southern areas venerate the deity both in male and female forms. It is strongly believed that if humans treat her with respect, fertility will be ensured. Conversely, disrespectful acts against rice and rice grain will result in famine and catastrophe.

              The Thai people are grateful to rice since it gives life to humans. Since ancient time until today, the Thai people have depended on rice as their staple food. Folk people in all four regions of the country highly respect Mae Posop and perform rituals to venerate her all year round while cultivating rice. Examples of these rituals are first plowing, first transplanting, strengthening the essence spirit of Mae Posop while rice bear seeds, inviting the essence spirit of Mae Posop to the threshing floor, and inviting the essence spirit of Mae Posop to reside in rice barn. Moreover, myths of the Rice Mother exist in every region, namely North, Central, Northeast, and South.

              However, since Thailand launched the first National Economic Development plan in 1961, farmers way of life has been changed into the so-called “Green Revolution” system. Monoculture and chemical agriculture, supported by Ministry of Agriculture and Cooperatives, has replaced subsistence agriculture. Production factors, such as plant and animal varieties, chemical fertilizer, chemical substances, and even agricultural machinery must be imported from abroad to be used in local cultivation. In the past 50 years, Thai farmers have abandoned local rice varieties, stopped rain-depending rice cultivation, and turned to the cultivation that the Green Revolution introduced using chemical fertilizer and pesticides in their rice fields heavily. Moreover, technology is introduced to every step of rice cultivation. Machinery has replaced animal labor. In irrigated areas, rice can be grown many times a year, but it results in land deterioration, soil acidity, and soil compaction. Farmers are being left with the cycle of debt and poverty because when they enter into modern agriculture, stop rain-depending rice cultivation, stop growing local rice varieties, and turn to new varieties of rice that the Rice Department breed, farmers have to buy and depend on chemical fertilizers and pesticides from multinational corporations. If they do not have money, many financial institutions are ready to give loans which allow farmers to continue dumping chemical fertilizer and pesticides into their rice fields even when farmers’ health are impacted by such chemical substances.

              After 50 years, Thai farmers have lost their farm lands and are in debt crisis. The ancient social structure of farmers that used to be self-sufficient is collapsing. Farmers abandon the Rice Mother belief, and do not feel grateful for nature, Mother Earth, nor Mother River. To cultivate rice is to kill the earth, small creatures and plants in rice fields which equal to violation of the Buddhist first precept of not killing.

              If any problems occur such as not enough water or rain, farmers will urge the government to take responsibility without re-considering their way of hurting the Rice Mother, Mother Earth, and Mother River. The Green Revolution way of cultivating rice has taken away belief in deities of nature. Hence, rice rituals and rituals to venerate the Rice Mother are disappearing from farmers way of life. Modern day farmers do not know of these ritural related to Mae Posop. Myth and stories of the Rice Mother, Mother Earth, and Mother River are almost disappeared from farmers’ mind. The beliefs in spirit of grassland, spirit of rice fields, guardian spirit of rice fields, and Mae Posop are disappearing together with rituals to venerate spirits of villages and ancestor spirits.

              Such ancient beliefs survive only in areas that maintain traditional cultivation and in organic farming areas supported by Farmers’ School, Khao Khwan Foundation, Supanburi province. Every year on the Royal Ploughing day, Mr. Deja Siripatr, the president of the foundation, organizes a ritual “Wai Kru Buja Mae Posop” for Thai farmers and their descendants to venerate the Rice Mother. The foundation attempts to revive the ritual to venerate the Rice Mother and adapt it to modern rice cultivation way. In ancient time, farmers cultivated rice only once a year, but modern farmers cultivate rice 2-3 times per year and are not able to perform such ritual every time as in the past. Therefore, the foundation aims to perform this ritual so that farmers can join and continue the veneration. Furthermore, their Thai farmer students have revived this ritual and spread it in their areas in various provinces. They help other farmers to return to organic farming way of life without using chemical substances and follow King Bhumibol’s sufficiency economy. They venerate the Rice Mother as their families’ and communities’ refuge and perform ritual to venerate her every year.



icon pdf thdownload