Print

“จึ” (Tseevq)

เรื่อง              : จึ

Title             :  Tseevq

ผู้วิจัย            : นางสาววิไลลักษณ์ เยอเบาะ                       

                     : ดร.เจี้ยนขวา หวัง                       

                     : นายอรุณ สันติคีรีดล                       

                     : นางสาวบุณยวีร์ ทวีพนารักษ์                       

                     : นายทรงวุฒิ แลเชอะ                       

ปีงบประมาณ   : 2558 

บทคัดย่อ

           

         “จึ” (Tseevq) เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในการสืบทอดสายตระกูลของกลุ่มฮาหนี่-อ่าข่า และกลุ่มที่พูดภาษาธิเบต-พม่ากลุ่มอื่น เช่น ชาวหยี (Yi) (หรือโลโล Lolo) ที่สามารถสืบค้นบรรพบุรุษของ พวกเขาย้อนหลังไปได้มากกว่า ๗๐ รุ่น ด้วยวิธีการจดจําชื่อที่คล้องจองกันนอกจากนี้ ระบบการนับสาย ตระกูลยังอธิบายย้อนไปถึงการก่อเกิดสรรพสิ่งและจักรวาลได้อีกด้วย ซึ่งโดยทั่วไป “จึ” (Tseevq) จะถูกแบ่ง ออกเป็น ๕ ช่วง คือ ช่วงที่ ๑ เรียกว่า “สี่ แดะ แดะ เออ จึ” (Xiq daevq daevq-e tseevq) เป็นช่วงของ การก่อเกิดสรรพสิ่งและจักรวาล ซึ่งจะไม่มีการอ้างถึงในพิธีกรรมปกติทั่วไป ช่วงที่ ๒ เรียกว่า “แหนะ จึ” (Naevq Tseevq) เป็นช่วงของการกําเนิดบรรพบุรุษในตํานานของชาวอ่าข่า ช่วงที่ ๓ เรียกว่า “ซุ้ม มี้ โอ๊ แดะ แบ จึ” (Smr mir or daevq bae tseevq) หรือ “มิ ข่อง จึ ตะ” (Mir khanq Tseevq tavq) เป็นช่วงที่ชาวอ่าข่าอยู่ร่วมกันในเมืองจาแด และเป็นจุดเริ่มต้นที่ “จึ” (Tseevq) มีชื่อสามพยางค์ ช่วงที่ ๔ เรียกว่า “โจ่ว จึ” (Dzoeq tseevq) เป็นช่วงที่เกิดเมืองย่อย ๆ ที่มีผู้ปกครองแต่ละเมือง ในช่วงนี้มีผู้ปกครอง หรือผู้มีอํานาจที่สําคัญ ๗ สาย เรียกชื่อรวมว่า “ถ่องผ่อง ซิ แม อ่านุ้ม” (Tanqpanq xivq maer aqnmr) นักวิจัยและนักวิชาการชาวอ่าข่าสัญชาติจีน ดร. เจี้ยนขวา หวัง (Dr. Jianhua Wang) เล่าว่าสายตระกูลชาว อ่าข่าที่ถูกแยกออกเป็น ๗ สายนั้น หาพบแล้ว ๖ สายตระกูล ยังเหลืออีก ๑ สายตระกูลที่ยังหาไม่พบ แต่เชื่อ ว่าอาจเป็นชาติพันธุ์หนึ่งในประเทศจีน ช่วงสุดทายของ “จึ” (Tseevq) คือ ช่วงที่ ๕ เรียกว่า “ดา จึ” (Da tseevq) หมายถึง สายตระกูลพ่อ ช่วงนี้ “จึ” (Tseevq) มีสองพยางค์ เป็นชื่อของบุคคลที่สืบสายเลือด ตรงจากพ่อ โดยเชื่อมโยงพยางค์ท้ายของชื่อพ่อมาเป็นพยางค์ต้น ของชื่อลูกทั้งหญิงและชาย

         จนถึงปัจจุบัน “จึ” (Tseevq) ยังมีบทบาทสําคัญทางสังคมของชาวอ่าข่า ได้แก่ ใช้ในพิธีกรรมตั้งแต่ เกิดจนตาย ใช้ในการตรวจสอบความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ใช้เมื่อประสบเหตุการณ์คับขันจวนตัว และเมื่อ เกิดเหตุการณคับขันในชีวิตหรือครอบครัว อย่างไรก็ตามเยาวชนรุ่นใหม่ของชาวอ่าข่าที่เข้าสู่ระบบการศึกษา ยังขาดโอกาสที่จะรับการถายทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมว่าด้วยเรื่อง “จึ” (Tseevq) จึงยังไมแสดง ความสนใจอย่างจริงจังนัก

         ด้วยเหตุนี้ การฟื้นฟูและอนุรักษ์ “จึ” (Tseevq) จึงมีความสําคัญเป็นอย่างยิ่งต่อชาวอ่าข่า โดย อาจจะต้องมีกระบวนการสืบทอดที่เป็นระบบด้วยวิธีการตามแบบประเพณี หรือสนับสนุนด้วยวิธีการใน รู ปแบบสมัยใหม่ เพื่อให่เหมาะสมต้อการเรียนรู่ของคนรุ้นใหม่ในปัจจุบัน


ABSTARCT

             “Ju” (Tseevq), Genealogical System is considered as an intangible cultural heritage among the HaniAkha indigenous peoples and other Tibeto-Burman speaking groups, such as, Yi and Lolo. The system has been used as a tool to trace back the ancestors’ line of such peoples more than seventy generations. This is accomplished through the unique method of naming the descendants by using the last syllable of the father’s name to become the first syllable of all the names of his offspring, both sons and daughters.

              Moreover, this Genealogical System also provides the description further back to the beginning of the universe. In general, “Ju” (Tseevq) can be categorized into five phases. The first phase is called, “Si Dae Dae Eu Ju” (Xiqdaevqdaevq-e Tseevq) which is the cosmological explanation of the emergence of the universe and things, but it is not referred to in the usual ceremonial performances. The second phase is called, “Nae Ju” (Naevq Tseevq) as an account of the birth of legendary ancestors of Akha people. The third phase is called, “Summio Dae Bae Ju” (Smrmir or Daevq Bae Tseevq), or “Mi Khong Ju Ta” (Mir Khang Tseevq Tavq). This period marks the beginning of the three syllabled-names and indicates the time when Akha people lived together in Jadae Township. The Forth phase is called, “Zau Ju” (Dzoeq Tseevq) when a number of townships emerged with each of their rulers. There were seven prominent ancestral lines of rulers whose common name was referred to as “Thong Pong Simae Anum” (Tanqpanq xivqmaer aqnmr). Dr. Jianhua Wang, an Akha scholar in PRC released his account from his investigation that of all the seven ancestral lines, six of them have been found. It is believed that the one missing ancestral line could become an ethnic group in China. The last phase of “Ju” (Tseevq) is called “Da Ju” (Da Tseevq) which literally means “Ancestral line of father”. The people’s names in this period comprise of two-syllables with the last syllable of the father’s name to be placed as the first syllable of his offspring’s names. The term, “Da Ju” (Da Tseevq) implies the direct descendant line from father by blood.

             Up to the present, “Ju” (Tseevq) has played important roles in terms of social function of the AkhaHani people. It is used: in the ceremonies concerning lives from birth to death; to determine the kinship ties when two Akha persons first meet; as a magic spell when life is in danger; and to cast away all the bad lucks from the family. However, Akha children and youth who have entered the formal school system are lacking their opportunity to learn more systematically about the importance of their Genealogical System as part of intangible cultural heritage. Thus, so far, no intrinsic interest in customary “Ju” (Tseevq) is shown among the Akha younger generation. Because of this, the safeguarding of “Ju” (Tseevq) is considered very important for the Akha people. This requires the transmission process of “Ju” (Tseevq) more systematically in Akha traditional context as well as to be supplemented by the modern learning method.



icon pdf thdownload